ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 13, 2009

"ปิยะพันธ์"บอกยินดี ถ้าถูกเสนอปลด ย้ำจะไม่แจงข้อมูล"เช่ารถเมล์"ต่อกมธ.ป.ป.ช. เหตุติดภารกิจส่วนตัว

ที่มา มติชนออนไลน์

จากกรณีที่กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ลงโทษนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ด้วยการถอดถอนออกจากประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือในการชี้แจงโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน


นายปิยะพันธ์ จำปาสุต ประธานคณะกรรมการบริหาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บอร์ด ขสมก.) กล่าวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนว่า วันอังคารที่ 16 มิถุนายนนี้ ตนจะไม่เดินทางไปพบคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี เพราะติดภารกิจส่วนตัว ขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาหลบเลี่ยง แต่ได้เคยแจ้งวันเวลาที่สะดวกไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่มีการนัดหมายมาในช่วงเวลาดังกล่าว


นายปิยะพันธ์ กล่าวต่อว่า หากคณะกรรมาธิการฯ ต้องการจะเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเอาผิดตนในกรณีที่ไม่มาชี้แจง ก็ไม่ติดขัดอะไร โดยเฉพาะหากมีการเสนอปลดออกจากประธานบอร์ด ขสมก.ก็ยินดีอยู่แล้ว


ส่วนการฟ้องร้องนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นั้น นายปิยะพันธ์ กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกรณีที่กรุงเทพมหานครจะเสนอตัวมาทำโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ถือเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งตนไม่ขอแสดงความเห็นและยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีความคิดในการเข้าสู่วงการการเมือง

"สุเทพ"อ้างแกนนำป่วนใต้มีเป็นพันคน รบ.หวังได้ตัวคนยิงมัสยิดพิสูจน์จนท.บริสุทธิ์ ยะลายิงพระสาหัส1ดับ1

ที่มา มติชนออนไลน์

ยิงรายวัน กลุ่มป่วนใต้ประกบรัวอาก้ายิงพระบิณฑบาตสาหัส1 ดับ1 เหตุเกิดหลังประชุมเครียดครม.ใต้ไม่กี่ชั่วโมง เลขาฯโอไอซีจี้ไทยสอบเหตุฆ่าหมู่ในมัสยิด หวั่นเกิดการแก้แค้น ผบ.ทบ.เผยปืนกราดยิงมัสยิดเคยใช้ก่อเหตุมาก่อน "มาร์ค"หวังได้ตัวคนร้ายพิสูจน์จนท.ไม่เกี่ยว "สุเทพ"เชื่อแกนนำถึงหลักพัน

"สุเทพ"อ้างแกนนำป่วนใต้มีอิทธิพล มีอยู่หลักพันคน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลอบยิงพระภิกษุจนมรณภาพในจ.ยะลา ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวด้วยความสลดใจ เพราะการลอบทำร้ายพระได้หายไปพักหนึ่งแล้ว ซึ่งในการเดินทางลงพื้นที่ในวันที่ 13 มิถุนายน จะไปกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มมาตรการในการดูแลความปลอดภัยแก่พระและประชาชน อีกทั้งยังได้พูดคุยกับพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่าในช่วงนี้ผู้ก่อความไม่สงบพยายามสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่รักษาความสงบงดวันลาวันหยุด และขอให้ประชาชนอดทน รัฐบาลจะแก้ปัญหา โดยไม่มีการแก้แค้นอะไรทั้งสิ้น

นายสุเทพกล่าวต่อว่า ในการประชุมครม. ภาคใต้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้รับทราบเหตุการณ์กราดยิงประชาชนในมัสยิดอัลฟุรกอน ในหมู่บ้านไอบาแย อ. เจาะไอร้อง จ. นราธิวาส จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย เนื่องจากปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ เป็นปลอกกระสุนจากปืนที่เคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่อื่นมาก่อนแล้ว ทั้งนี้นายกฯ ได้กำชับให้นำตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้ เพราะถ้าจับตัวไม่ได้ จะทำให้ผู้ก่อการร้ายได้ใจ และก่อความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก นอกจากนี้นายกฯ ยังมอบหมายให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศไปชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ที่ประชุมองค์การอิสลามโลก (โอไอซี) รับทราบว่ารัฐพยายามทำทุกอย่างตามความเป็นจริง


เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลแยกแยะได้หรือยังว่ามีผู้ก่อเหตุระดับแกนนำและระดับปฏิบัติการได้หรือยัง รองนายกฯ กล่าวว่า "แยกแยะได้อยู่แล้ว มีบัญชีแยกแยะได้ชัดเจนว่าแกนนำที่มีอิทธิพลมีอยู่ในระดับเป็นพันๆคน แต่เราไม่มีเป้าหมายจะตามล่า ฆ่าฟันกันไป แต่พยายามทำให้เขาเห็นว่าเมืองไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติ และเขาควรเปลี่ยนความคิด"

"อภิสิทธิ์"หวังได้ตัวคนร้ายกราดยิงมัสยิด พิสูจน์จนท.รัฐบริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนออกเดินทางเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ถึงการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อค่ำวันที่ 11 มิ.ย. นั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานถึงการลงพื้นที่ ขณะที่ตนได้กำชับและเร่งรัดเจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิด


เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรเพราะมีใบปลิวในพื้นที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการเร่งรัดการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะมีข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องที่น่าจะเป็นประโยชน์ จึงได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ


ต่อข้อซักถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าขณะนี้ในพื้นที่มีสงครามข่าวสารเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นอย่างไร


เมื่อถามว่ามีอะไรที่จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้หรือไม่ว่าไม่ใช่เป็นการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การได้ตัวคนร้ายจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์

"อนุพงษ์"เผยปืนกราดยิงมัสยิด เคยใช้ทำร้ายปชช.มาก่อน


เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหาร(ผบ.ทบ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามผู้ก่อเหตุกราดยิงมัสยิดอัลฟุรกอน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาสมัสยิด มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ว่า ขณะนี้ดูจากหลักฐานพบว่าหนึ่งในอาวุธที่ผู้ก่อเหตุนำมาใช้เป็นอาวุธที่เคยก่อเหตุทำร้ายประชาชนมาก่อน


"พูดตามข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อม โดยหมู่บ้านดังกล่าวให้ความร่วมมือกับราชการอย่างใกล้ชิดดีมาก และเจ้าหน้าที่ถือว่าหมู่บ้านนี้เป็นฝ่ายเราค่อนข้างสูง อีกทั้งสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิม และหมู่บ้านไทยพุทธที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่าง 3 กิโลเมตร ดังนั้นการที่ผู้ก่อการร้ายพยามใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้" ผบ.ทบ.กล่าว

ยะลารัวอาก้ายิงพระบิณฑบาต สาหัส1มรณภาพ1

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 06.20 น. เกิดเหตุคนร้าย 2 คน ขับขี่จักรยานยนต์ ใช้อาวุธปืนอาก้า ยิงพระสมบัติ ศรีสุวรรณวิเชียร 60 ปี ลูกวัดบ้านคลองทรายใน ขณะบิณฑบาต ที่หมู 5 บ้านคลองทรายใน ต.ลุโป อ.เมือง จ.ยะลา มรณภาพในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้พระธวัชชัย ไชยหมาน อายุ 24 ปี ถูกยิงที่บริเวณสีข้าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในที่เกิดเหตุ มีปลอกกระสุนอาก้าตกอยู่ด้วย

ด้านพระสมุห์คล่อง สุทธิประภาโส เจ้าอาวาสวัดคลองทรายใน เปิดเผยว่า พระสมบัติเพิ่งจะบวชเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุพระทั้งสองรูป ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ แต่ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้มีกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ทหาร มาดูแลรักษาความปลอดภัยให้ แต่ในระยะหลังกลับไม่มีกำลังมาดูแล ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด

ทดลองกม.มั่นคงก่อนใช้ที่จว.ใต้


ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ถึงการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยจะประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรง ใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่ในเมือง ส่วนพื้นที่ปลอดภัยจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ว่าจะพิจารณาในรอบของการต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งต่อไป โดยให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องประเมิน และทำเรื่องถอนกฎอัยการศึกมาในจังหวัดชายแดนที่ไม่ใช่ภาคใต้ก่อน แล้วเอา พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯเข้าไปจับ


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เหตุที่ยังไม่นำ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯมาใช้ในพื้นที่มีความรุนแรงก่อน เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงต้องการให้มีพื้นที่ที่ได้ใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เพื่อจะได้ลองดูว่าการใช้อำนาจมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร หากนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ ก็ไม่ต้องการให้เกิดปัญหา หากมีการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วทำไม่ได้ ก็ต้องกลับมาประกาศใช้กฎอัยการศึกใหม่

ส่วนแนวทางที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอปรับลดการใช้กำลังทหาร และบทบาทโครงสร้างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) โดยใช้กฎหมายใหม่นั้น นายกฯกล่าวว่า นายถาวรกำลังไปปรับในเรื่องกฎหมาย แต่ต้องใช้เวลา มีปัญหาเปลี่ยนแปลงต่างๆ และโครงสร้างยังไม่ลงตัว แต่ในหลักการทาง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บอกว่ากองทัพไม่ขัดข้องในการปรับตรงนี้


"มาร์ค"สั่งเข้มข้นพิเศษหลายพื้นที่


"เรื่องที่กลุ่มก่อความไม่สงบจะยกระดับความรุนแรงโดยระเบิดรถบรรทุกก๊าซนั้น ผบ.ทบ.ยืนยันว่าจะต้องไปปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเรื่องการปฏิบัตินั้น ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่ ถ้าอยากให้คุมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะกลายเป็นต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่และงบประมาณเข้าไปอีก ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่แนวทางหรือไม่" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดเหตุแบบนี้ ไม่ต้องการให้เกิดรุนแรงบานปลาย แต่ที่ยืนยันว่าการใช้แนวทางพัฒนาเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ย้อนไปใช้ความรุนแรง จนทำให้เกิดวงจรของความรุนแรง

เมื่อถามถึงกรณีชาวบ้านต้องการให้จับตัวคนร้ายให้ได้ นายกฯกล่าวว่า ถูกต้อง ในกรณีอื่นไม่ว่ายิงครู หรือคาร์บอมบ์ก่อนหน้านี้ ก็มีความชัดเจนขึ้นแล้ว แต่กรณียิงชาวมุสลิมในมัสยิดยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้น จึงได้ย้ำกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ตอนนี้อารมณ์มันรุนแรงในหมู่ประชาชน ฉะนั้นกระบวนการที่ต้องเข้าไประวังดูแล จะต้องเข้มข้นเป็นพิเศษในหลายพื้นที่


ด้าน พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่รุนแรงขึ้นว่า เหตุการณ์ช่วงนี้เป็นเพียงประชาชนส่วนหนึ่งที่ก่อเหตุ หน้าที่ทหารคือ จะเข้าไปดูแลประชาชนส่วนใหญ่ให้ปลอดภัย หากจะควบคุมไม่ให้เกิดเหตุคงจะลำบาก แต่ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ปล่อยปละละเลย "ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุยิงชาวมุสลิมขณะละหมาดในมัสยิด เป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น สถานที่ที่เกิดส่วนใหญ่ก็เป็นสถานที่ใหม่ที่เราไม่ได้คาดคิด"


เมื่อถามว่า เหตุการณ์จะพัฒนาไปสู่สงครามระหว่างศาสนาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น อย่าไปกังวลขนาดนั้น ขณะนี้ กอ.รมน.ได้ดูแล โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง เราสามารถไปในหมู่บ้านได้มากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ้างเพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ต้องทำงานต่อไป เมื่อถามว่า รัฐบาลรู้หรือไม่ว่ารัฐบาลกำลังสู้กับใคร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า " รู้สิไม่รู้ก็แย่ ตอนนี้ฝ่ายความมั่นคงเขามีรายชื่อหมดแล้ว และถ้าอยากรู้ให้มาคุยกับผม"


แฉพูโลป้อนข้อมูลให้"โอไอซี"


นายพีรยศ ราฮิมมูลา ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และนายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส พรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมกันแถลงที่รัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลมีความอดทนและเร่งแก้ไขปัญหา รวมถึงหาผู้กระทำผิดในการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ให้เร็วที่สุด โดยนายพีรยศกล่าวว่า จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านพบว่าส่วนใหญ่เกรงว่า จะเกิดการแก้แค้นตามมา หากรัฐบาลยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดโดยเฉพาะการยิงถล่มมัสยิดใน จ.นราธิวาส เพราะแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า มีการเตรียมถังแก๊สไว้ก่อการเพื่อแก้แค้นแล้ว รวมถึงยังมีความกังวลในเรื่องความขัดแย้งทางศาสนา เพราะการยิงในมัสยิดหรือสุเหร่า ซึ่งถือเป็นบ้านของพระผู้เป็นเจ้า อาจทำให้ชาวไทยมุสลิมคิดว่าเป็นฝีมือชาวไทยพุทธ และขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็ถูกตั้งข้อสงสัยแล้ว

"เรื่องนี้ 1 ใน 4 คนของขบวนการพูโลที่เคยออกชี้แจงผ่านโทรทัศน์ช่อง 5 โดย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็นผู้ประสานงาน ได้เล่าสถานการณ์ในพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับองค์การกลางอิสลาม (โอไอซี) ฟัง ส่วนหนึ่งได้เปิดเผยถึงขบวนการต่างๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้โอไอซีจับตามองและระบุว่า จะติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยอย่างใกล้ชิด เพราะมองว่าไทยยังไม่สามารถเคลียร์ตัวเองได้ตั้งแต่กรณีกรือเซะ ตากใบ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งจับกุมคนร้าย อย่าให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงหรือกดดัน" นายพีรยศกล่าว


ปชป.ซัดรัฐบาลไม่ทำตามสัญญา


นายพีรยศกล่าวอีกว่า ยังได้รับข้อมูลอีกว่า เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังไม่มีความเป็นเอกภาพ ตำรวจและทหารแย่งกันเป็นพระเอกจึงทำให้การแก้ปัญหาผิดพลาด ไม่ตรงจุด นอกจากนี้ยังรู้สึกผิดหวังกับรัฐบาล เพราะสมัยเป็นฝ่ายค้านได้สัญญากับชาวบ้านในพื้นที่ และได้ให้คำแนะนำรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ว่าควรจะมีรัฐมนตรีลงไปกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้โดยตรง แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลกลับไม่ยอมทำตามที่พูดไว้ ชาวบ้านจึงเสียความรู้สึก


"อยากเรียกร้องให้นายกฯพิจารณาทบทวน และเร่งดำเนินการส่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบปัญหาภาคใต้ คือ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน คือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพราะถ้าไปๆ มาๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร" นายพีรยศกล่าว


ขณะที่นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ ส.ว.ยะลา ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ แถลงถึงเรื่องเดียวกันว่า ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมคนร้ายให้ได้ โดย กมธ.จะลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลมาพิจารณาต่อไป

วันเดียวกัน นายเอกเมลิดิน อิห์ซาโนกลู เลขาธิการโอไอซี ได้ออกมาประณามเหตุการณ์คนร้ายบุกเข้าไปยิงชาวมุสลิมที่กำลังประกอบพิธีทางศาสนาภายในมัสยิด ที่ จ.นราธิวาส โดยกล่าวว่า เป็นการกระทำโหดเหี้ยมของกลุ่มติดอาวุธ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความหวาดกลัวและไม่ให้ชาวมุลิมสามารถใช้สิทธิพื้นฐานของตนได้ โดยเลขาธิการโอไอซีเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้สอบสวนเพื่อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์น่าเศร้านี้เป็นฝีมือของใครและนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ รวมทั้งดำเนินความพยายามเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของชาวมุสลิมทางภาคใต้ของไทย


เผา-บึ้ม"ยะลา"11จุดเสียหาย123ล.


ด้านศูนย์ปฏิบัติการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จ.ยะลา ได้สรุปความเสียหายจากเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและระเบิด 11 จุด เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า โดยการวางเพลิงโกดังศรีสมัย เสียหาย 3 แสนบาท วางเพลิงโกดังศรีสมัย เสียหาย 2 ล้านบาท วางเพลิงร้านอภิรักษ์เฟอร์นิเจอร์ เสียหาย 28 ล้านบาท วางเพลิงโกดังสินค้าย่งฮวด เสียหาย 80 ล้านบาท วางเพลิงรถยนต์ 10 ล้อของบริษัท ศิลาอุตสาหกรรม เสียหาย 24,000 บาท วางเพลิงเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ระบบทรู และวางเพลิงตู้โทรศัพท์สาธารณะ (ทีโอที) จำนวน 1 ตู้ อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย


ส่วนความเสียหายเหตุลอบวางระเบิด 4 จุด ประกอบด้วย วางระเบิดป้ายหน้าโชว์รูมรถอีซูซู เสียหาย 250,000 บาท ข้างตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกสิกรไทย เสียหาย 350,000 บาท บริเวณถนนหน้าคาเฟ่ โรงแรมยะลารามา เสียหาย 239,000 บาท และที่ซุปเปอร์ยะลา เสียหาย 168,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมดกว่า 123 ล้านบาท


ครส.จี้ตั้งกก.อิสระสอบยิงมัสยิด


ด้านการสัมมนาทางวิชาการ "5 ปีตากใบ 5 ปีไฟใต้ 5 เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์" ที่ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นหลังจากศาลจังหวัดสงขลา มีคำสั่งในคดีไต่สวนการตาย 78 ศพ ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่าทั้งหมดเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ โดยนายวิทิต มันตราภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุการณ์คดีตากใบเป็นสิ่งที่กระทบต่อจิตใจของประชาชนในพื้นที่มาก โดยเฉพาะหลังจากมีคำสั่งดังกล่าวออกมา สิ่งที่เป็นภาพลบ คือการตอบโต้รุนแรงมากขึ้น จึงอยู่ที่รัฐจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากเท่าไร ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเริ่มตอบโต้กันเองด้วยวิธีรุนแรง

นายรัษฎา มนูรัษฎา ตัวแทนสภาทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ศาลชี้เพียงว่า คนทั้งหมดเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจ ขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดอากาศหายใจ ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) นำจดหมายเปิดผนึกมาแจกจ่ายให้กับผู้สื่อข่าว เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อตรวจสอบกรณีฆาตกรรมหมู่ที่มัสยิด อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พร้อมให้ปฏิรูปการทำงานของกองทัพในพื้นที่

มุมมอง"กรณ์-บัณฑูร" กระบวนการยุติธรรมกับวิกฤตศก.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ผู้เข้าอบรมในหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 13 ได้จัดสัมมนากระบวนการยุติธรรมกับวิกฤตเศรษฐกิจ

มีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มาบรรยายหัวข้อ "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย" และนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย บรรยายหัวข้อ "กระบวนการยุติธรรมช่วยแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างไร"

สรุปดังนี้

-กรณ์ จาติกวณิช

รมว.คลัง

กระบวนการยุติธรรมเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

ล่าสุดคือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีตีความพ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท กระบวนการตัดสินของศาลเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่น

เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อมีความเห็นที่แตกต่าง และต้องการการชี้แจงเร่งด่วน ศาลเป็นสถาบันเป็นที่ยอมรับและทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

แต่ไม่ใช่เพียงศาล ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่ช่วยเศรษฐกิจได้

เศรษฐกิจไทยปัจจุบันแม้จะถดถอย แต่ไม่ใช่วิกฤตเช่นที่สหรัฐประสบ หรือย้อนไปเมื่อปี"40 ตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเราช่วยเหลือตัวเองได้ และทำได้ดีกว่าหลายประเทศ

แม้ไตรมาสแรกของปี"52 เศรษฐกิจจะตกต่ำถึงลบ 7.1% แต่จากนี้จะค่อยๆ ดีขึ้น ไตรมาส 4 จะกลับมาเป็นบวกได้

เมื่อสหรัฐเป็นต้นตอวิกฤต เป็นตลาดหลักของไทยที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องพึ่งพาการส่งออกถึง 70% จึงกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก จึงถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

จากที่เคยพึ่งพาการส่งออก ก็ต้องพึ่งพาการบริโภคภายในมากขึ้น จีนปรับตัวก่อนและทำให้เศรษฐกิจยังขยายตัวเป็นบวก การปรับตัวของจีนส่งผลทางบวกต่อเศรษฐกิจไทย จากที่เคยผลิตเพื่อส่งขายชาติตะวันตกก็หันมาส่งขายจีนมากขึ้น

นี่คือช่วงจังหวะเวลาเหมาะสม ที่ไทยจะลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการแข่งขัน มาตรการระยะสั้นไม่เพียงพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นระยะกลาง หรือเอสพี 2 จึงเกิดขึ้น มีเงินลงทุนถึง 1.5 ล้านล้านบาท หรือ 17% ของจีดีพี รัฐบาลคาดหวังกับเอสพี 2 ว่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

ในแง่ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ บทบาทการลงทุนของรัฐที่มากเกินไปไม่ส่งเสริมให้เอกชนแข็งแกร่ง แต่ช่วงเวลานี้เมื่อเอกชนไม่ลงทุน ภาครัฐต้องชดเชย แต่อนาคตต้องลดบทบาทลง

นอกจากนี้เพื่อลดการแทรกแซงรัฐวิสาหกิจจากนักการเมือง อาจพิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นภาครัฐในรัฐวิสาหกิจลงด้วย ในส่วนของกระทรวงการคลัง สิ่งที่จะทำได้คือการกลั่นกรองและจัดสรรงบให้รัฐวิสาหกิจอย่างเข้มงวดถี่ถ้วน

สำหรับการเสนอร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเรื่องยากแต่อยู่ระหว่างการจัดทำประชาพิจารณ์

ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) รายงานว่าหากภาษีนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้ผมซึ่งมีทรัพย์สินตามที่แจ้งไว้กับป.ป.ช.ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 1 ล้านบาท ฟังแล้วตกใจ และมีความคิดแวบเข้ามาว่าผมมีที่ดิน 1 แปลง ต้องเร่งขายด่วน เพราะไม่สร้างประโยชน์อะไร ควรขายเพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า

นี่คือแรงกระตุ้นให้ประชาชนทำประโยชน์จากที่ดินมากขึ้น จากการมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมาทดแทนภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดิน

สำหรับภาษีมรดก ผมให้น้ำหนักกับภาษีที่ดินมากกว่า

หากจะจัดเก็บภาษีที่ดินอยู่แล้วทำไมต้องจัดเก็บภาษีจากการโอนอีก หากภาษีมรดกเกิดขึ้น คนรวยจะได้รับผลกระทบน้อยเพราะเขามีวิธีหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว

ภาระจะตกกับคนชั้นกลาง

-บัณฑูร ล่ำซำ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดขึ้นจากสหรัฐ เกิดจากออกตราสารลึกลับซับซ้อนจำนวนมาก ตราสารปกติไม่เพียงพอ ไม่สร้างกำไรจำนวนมาก ไม่ประทับใจนักลงทุน

กดดันให้ฝ่ายบริหารบริษัทในตลาด โดยเฉพาะผู้บริหารของสถาบันการเงิน ต้องระดมสมองจากคนที่อ้างตัวว่าฉลาด นักคณิตศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ เพื่อหานวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ปล่อยกู้ผาดโผนมากขึ้น

วิธีการเหล่านี้ไม่ผิดกฎหมาย เป็นการทำมาหากินในกรอบกติกาของตลาด โดยมีความโลภชักนำ และออกกฎหมายห้ามลำบาก

นี่คือโจทย์ท้าทายกระบวนการยุติธรรมไทย ว่าบัญญัติของกฎหมายมีเพียงพอจะติดตามความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และใครจะรับผิดชอบกับเงินภาษีประชาชน ที่นำมาแบกรับความเสียหายเหล่านี้

ปี"40 รัฐบาลมีนโยบายไม่ต้องการให้ผู้ฝากเงินเสียหาย จึงหาเงินซึ่งมาจากภาษีประชาชนทั้งหมดมาจ่ายคืนเงินฝาก นี่เป็นความไม่เป็นธรรม แต่จะทำอะไรได้

ทั้งที่ความจริงก่อนที่แบงก์จะล้ม ผู้บริหารแบงก์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปแล้วจำนวนมาก นี่เป็นอาชญากรรม

ช่วงหลังเริ่มมีระบบธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันผู้บริหารยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน แต่ใครจะรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐยังมีคดีแบงก์ล้มตามมาอีก และผู้บริหารแบงก์ที่ทำผิดก็ติดคุกจริง ไม่เหมือนในไทยไม่เคยมีที่ติดคุก

การบริหารระบบเศรษฐกิจโดยรวมเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยมีข้อด้อย เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นพรรคร่วมต้องต่อรองตลอดเวลา เรื่องนี้แก้ยาก

อีกทั้งกรณีการฟ้องร้องระหว่างพรรคก็สร้างปัญหา ทำให้นายกฯ มัวแต่ติดปัญหาคดีความ ไม่สามารถจัดการปัญหาเร่งด่วนของประเทศได้

นอกจากนี้กติกาใหญ่โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญไม่นิ่ง เมื่อการเมืองเปลี่ยนกติกาก็เปลี่ยน ปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับเขาก็รู้ดีว่ามีกรอบที่จะทำอะไรได้บ้าง ทำให้นโยบายที่จะเกิดขึ้นมีพลัง

ใน 100 วันที่โอบามาเข้ามาบริหารงาน เขาทำอะไรได้เยอะมาก แก้ไขปัญหาทีละเปลาะ สู้กับสงคราม สู้กับแบงก์ล้ม สู้กับอุตสาหกรรมล้ม สู้กับไข้หวัดใหญ่ระบาด สู้กับนิวเคลียร์

แต่รัฐบาลไทยไม่เป็นเช่นนั้น มีปัญหาจุกจิกเข้ามาตลอด แม้จะซื้อรถเมล์ยังขึ้นหน้าหนึ่ง นี่คือข้อจำกัดประเทศไทย เมื่อกติกาไม่นิ่ง ใครเข้ามาแก้ปัญหาก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

โจทย์ทางเทคนิกของไทยแก้ยาก คนทำทำไม่ไหว แค่เศรษฐกิจอย่างเดียวก็ไม่ไหวแล้ว ยังจะมีเรื่องการศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค

นี่คือการปูพื้นไปสู่วิกฤตระยะยาว ไม่เพียงแค่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่จะเป็นวิกฤตประเทศ สู้กับใครในโลกไม่ได้ เห็นได้จากประเทศที่เคยล้าหลังกว่าเรา กลายมาเป็นคู่แข่งและแซงหน้าไปหมดแล้ว

ทางออกจะเป็นอย่างไรนั้น ยืนยันว่าไม่มี เหมือนจะน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ปัญหามันวนอยู่กับที่หาทางออกไม่ได้ แต่กระบวนการยุติธรรมคือ 1 ใน 3 ของปัญหาพื้นฐานที่จะต้องสังคายนา

ถ้าคนอยู่รวมกันแล้วกติกาไม่ชัด ใครทำอะไรก็ได้ และใครทำผิดแล้วหลบได้ ไม่คิดว่าจะมีสังคมไหนเจริญก้าวหน้า นี่คือสิ่งที่น่ากังวล เราจะกลับมาได้อย่างไร

การจัดการความยุติธรรม การปูพื้นฐานบรรยากาศความถูกต้อง ความดีในระยะยาว จะเป็นตัวบ่งบอกว่าสังคมจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

นี่คือข้อจำกัดที่จะนำไปสู่การสร้างระบบพื้นฐานไม่ให้ก้าวไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตสังคม

ใครต้องรับผิดชอบ

ที่มา เดลินิวส์

ร้ายแรงสุดในรอบ 5 ปี ตอนแม้ว เพราะไปว่า เป็นโจรกระจอก ตัวเองเลยกระจอกสุดหน้าแหกไป

ประชาธิปัตย์ มาคุยว่า ตัวเลขก่อเหตุไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ลดลง ชาวบ้านกลับรู้สึกตรงข้าม แค่เดือนกว่ามานี้ มีทั้งคาร์บอมบ์ ฆ่าครูท้อง 8 เดือน เผาโชว์รูมรถยนต์

ฆ่าชุดรปภ.ครูแทบทุกวัน เผาตู้เอทีเอ็ม เผาเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ฆ่าคนบริสุทธิ์ไม่รู้เท่าไหร่ ทำกันกลางวันแสก ๆ ในแหล่งชุมชุนนั่นล่ะ หนักหนาสาหัสช็อกความรู้สึกคนไทยทั้งชาติ

คือเหตุการณ์ 8 มิถุนายน

คนร้ายสวมหมวกไหมพรม กราดยิงอาก้า,เอ็ม16,นับร้อยนัด ฆ่าหมู่ผู้คนที่กำลังละหมาดใน มัสยิดอัลกูรกอน ใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ผล ตายไป 11 ศพ บาดเจ็บอีก 13

เป็นห้วงที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ควงคู่ลงใต้หามาตรการดับไฟใต้พอดี เหมือน จะตบหน้า ก็ไม่ปาน

มีการออกมาพูดถึงสาเหตุมากมาย

โฆษกรัฐบาล ปณิธาน วัฒนายากร บอกว่า มัสยิดอยู่ใกล้โรงเรียนที่ มะแซ อุเซ็ง หัวขบวนผู้ก่อความไม่สงบเคยสอนอยู่ เป็นหมู่บ้านสีแดงเข้ม คนนอกเข้าออกมาไม่ได้ คนในพื้นที่นั่นล่ะ ก่อเหตุ

พล.อ.อนุพงษ์ ชี้ เป็นการทำเพื่อใส่ร้ายป้ายสีว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน ไม่ให้เชื่อมั่นอำนาจรัฐ และสร้างความหวาดกลัว มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ทำ แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดออกไป ??

บอกอีกว่า การเอาชนะปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ต้องใช้มาตรการทางการเมือง คือการเอาชนะจิตใจคนถึงจะแก้ปัญหาได้ ทำให้เห็นว่า อำนาจรัฐทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น

มีสิทธิเท่าเทียมกันภายใต้รัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่อนนี้ ก็ขอให้ท่านขีดเส้นใต้ให้หนัก ๆ เพราะมีคนไทยอีกไม่น้อยรู้สึกว่า

ถูกปฏิบัติ 2 มาตรฐานตลอดเวลา หากนี่คือสาเหตุของไฟใต้ ก็อย่าให้มันเกิดที่อื่นอีก ไม่เช่นนั้น ไฟใต้จะไม่อยู่เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่จะลุกลามไปทั่วประเทศ

กลับมาที่ไฟใต้ เมื่อรู้สาเหตุ รู้วิธีแก้ งบประมาณก็ทุ่มไปที่ กอ.รมน. มากมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ต่ออายุแล้วต่ออายุอีก ยิ่งบอกว่า ทุกเดือนมิถุนายน จะมีเหตุร้ายแรง

เพราะตรงกับการประชุมใหญ่โอไอซี หรือการประชุมใหญ่ระดับรัฐมนตรี ของกลุ่มมุสลิมโลก

แล้วเหตุใดไม่หาทางป้องกัน ยังปล่อยให้เกิดเหตุช็อกโลกอีก ในฐานะหัวขบวนกองทัพ จะแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง อย่าแค่รู้ปัญหา เพราะเท่านั้นไม่พอ!!!

ส่วนรัฐบาลที่คุยนักหนา รู้ปัญหาใต้ทุกซอกทุกมุม ผ่านมา 6 เดือน ทำไมเลวร้ายลง หรือดีแต่ปาก

นี่น่าห่วงมาก ๆ ล่าสุด เด็ก ป 6.โรงเรียนดังแถวดุสิต (ต่อมายอมเปิดเผยคือ เซนต์คาเบรียล) เป็นไข้หวัดหมู โดยไม่เคยไปเมืองนอก ทำไมสั่งปิดแค่ 3 ห้องเรียน ทำไมไม่ปิดทั้งโรงเรียน เพื่อป้องกันเหตุไว้ก่อนที่สุดโรงเรียนจึงต้องปิดเอง 12-18 มิ.ย. หากเด็กเป็นอะไรลงไป

ใครจะรับผิดชอบ หรือว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งการปิดหู ปิดตา ปิดปาก โดยไม่มีใครอินังขังขอบ !!!.

ดาวประกายพรึก

พลิกเล่นเร็วกันเบี้ยว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_12523

สมศักดิ์ เทพสุทิน,สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล,พินิจ จารุสมบัติ

ตั๊บแก ตั๊บแก เสียงตุ๊กแกร้องทักขณะทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าน่าใจแป้วแล้ว

แต่ที่น่าเอะใจกว่า อยู่ๆนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซุ่มพาทีมงานใกล้ชิดย่องขึ้นไปสักการะศาลพระพรหมบนดาดฟ้าตึกไทยคู่ฟ้า มืดๆค่ำๆ หลังประชุมเครียดกับหน่วยงานความมั่นคงเรื่องไฟใต้ที่กลับมาลุกโชน


แก้เคล็ด เอาฤกษ์อะไรกันหรือเปล่า

เอาเป็นว่า ที่อ้างไปตรวจจุดที่ฟ้าผ่าลงมา แต่ในสถานการณ์ที่แกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญศึกรอบทิศทาง ทั้งคิวป่วนการเมือง ภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหว ไฟใต้ที่กลับมาโหมแรง

ครบเครื่องเรื่องพาลพัง

มองซ้ายมองขวา ฝากความหวังไว้ที่ใครไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในอารมณ์แบบไทยๆ "อภิสิทธิ์" ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ก่อน

ปลุกใจในยามคับขัน


แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยเงื่อนไขสำคัญรัฐนาวาประชาธิปัตย์จะอับปางวันไหน มันอยู่ที่เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร

โดยเฉพาะในอารมณ์ลุ่มๆดอนๆระหว่างค่ายภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเหยียบตาปลากันอย่างแรงในศึกรถเมล์เอ็นจีวี

ยิ่งมาถึงนาทีนี้ ประเมินจากการเปิดยุทธศาสตร์ขึ้นป้ายโฆษณาบิ๊กโปรเจกต์รถเมล์เอ็นจีวีพะยี่ห้อภูมิใจไทย เปิดตลาดหาเสียงในกรุงเทพฯ

ใส่เกียร์ห้า ดับไฟหน้า

"เนวิน ชิดชอบ" เหยียบคันเร่งเกินไมล์บนหน้าปัด


นั่นหมายความว่า ถ้าโดนพรรคประชาธิปัตย์ขวางลำรถเมล์เอ็นจีวี พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คว่ำ แต่อาจถึงขั้นพังตั้งแต่เริ่ม

เพราะนั่นหมายถึงการโดนประทับตรา "โกง" ทั้งๆที่โครงการยังไม่ได้คลอด


เงินที่โดนกล่าวหาว่างาบหัวคิวก็ไม่ได้ แถมยังตกเป็นผู้ร้ายของสังคม ในอารมณ์ที่ยี่ห้อภูมิใจไทยต้องแจ้งเกิดในสนาม กทม. และวัดกำลังกับ "นายใหญ่" ที่ภาคอีสาน

งานนี้คำตอบสุดท้ายของ "เนวิน" รถเมล์เอ็นจีวีต้องผ่าน ครม.สถานเดียว


ในสถานการณ์วัดใจฝ่ายประชาธิปัตย์ไม่แพ้กัน ถ้าปล่อยให้รถเมล์เอ็นจีวีฝ่าด่านไปได้ นอกจากถูกแย่งคะแนนนิยมใน กทม. ไหน "อภิสิทธิ์" จะต้องมัวหมองกับภาพโดนขี่

ทั้งๆที่กำลังลอยชายกับภาพ "คุณชายสะอาด"

สรุปสถานการณ์ "ขึงพืด" รัฐบาล "อภิสิทธิ์" ส่อเค้าอายุไม่ยืด

เซียนเลือกตั้งขยับกันแล้ว


ล่าสุดเท่าที่เช็กได้ มีการเคลื่อนตัวอย่างมีนัยสำคัญในบรรดาแกนนำ พรรคร่วมรัฐบาลระดับ "ขาใหญ่" ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดขั้วรัฐบาล ทั้งนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ผู้มีบารมีนอกสภาของพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน บอร์ดจากพรรคภูมิใจไทย และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สายตรงของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้มีบารมีนอกพรรคชาติไทยพัฒนา

ต่อสายนัดตั้งวงถกสถานการณ์

แท็กทีมระดมกึ๋น กอดคอร่วมกันกำหนด "เส้นทาง" ของทีม พรรคร่วมรัฐบาล


โดยข้อสรุปเบื้องต้น จากลูกเขี้ยวของพรรคประชาธิปัตย์ที่เล่นเกมโหด กับพรรคภูมิใจไทยลากออกมาขึงพืดให้โดนรุมสกรัมโครงการรถเมล์เอ็นจีวี

ชัดเจนว่า ยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่เคยลบเหลี่ยมใส่เพื่อน

นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนไปถึงเกมแก้รัฐธรรมนูญที่ส่อเค้าว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจจะเบี้ยวนาทีสุดท้าย แค่หลอกสมานฉันท์ยื้อเวลา

ดึงเกมแต่งตัว ชิงจังหวะได้เปรียบทางการเมือง ก่อนล้มโต๊ะ
ลงสนามเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน วันนี้คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง นั่งเป็นประธาน ได้สรุปมาตราที่ต้องแก้ไขแล้ว ทั้งการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ระบบปาร์ตี้ลิสต์ และประเด็นการยุบพรรคที่ให้เล่นงานหนักเฉพาะคนทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

โดยเกมแก้ลำ ดักทางพรรคประชาธิปัตย์เบี้ยว แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเปิดยุทธศาสตร์เล่นเร็ว เดินหน้าชงแก้รัฐธรรมนูญ ปมไหน เสร็จ รีบดันเข้าพิจารณาในสภา

แก้กันทีละปม ไม่ต้องรอเสร็จทั้งฉบับ

ชิงตัดหน้าวัดใจ ก่อนประชาธิปัตย์ล่มเรือ.

"ทีมข่าวการเมือง" รายงาน

แผนร้ายของฝ่ายไหน?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ความเห็นมักจะตั้งประเด็นไว้ก่อนว่า...ถ้าเจ้าหน้าที่ตาย 1 ราย ผลการสืบสวนจะชัดแจ้งกว่าว่า ถูกผู้ก่อการร้ายสังหาร ศพเจ้าหน้าที่จะได้รับเงินพิเศษ ศพจะถูกคลุมด้วยธงชาติ ได้รับการเชิดชูว่าเป็นวีรบุรุษผู้พลีชีพให้แผ่นดิน จะได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้นตามระเบียบพิเศษกรณีชาวบ้านตายหมู่หลายศพ อาจมีรัฐมนตรีไปเยี่ยมให้ขวัญกำลังใจแก่ญาติพี่น้อง โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ มีรัฐมนตรีหลายคนกล้าหาญชาญชัยเดินทางไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่ารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดก่อนๆที่หัวหด ขาสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึง 3 จังหวัดภาคใต้แต่หากเจ้าหน้าที่ของรัฐตายหมู่ จะกลายเป็นเรื่องตื่นเต้นของรัฐบาลที่จะจัดพิธีไว้อาลัยอย่างยิ่งใหญ่ประดับเกียรติ และให้เงินช่วยเหลือมากที่สุดเท่าที่จะให้ได้ รวมทั้งบรรดาลูกๆ ก็ได้โอกาสทำงานสังกัดของพ่อได้ทันทีที่จบการศึกษานี่คือวิถีจำเจซ้ำซากที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ภายใต้ความล้มเหลวของกองทัพกองทัพไทยทั้งแผ่นดินนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกองทพั ภาคที่4 เพราะกำลังพลทั่วประเทศถูกสับเปลี่ยนนำไปใช้แก้ปัญหาที่ภาคใต้เกือบทุกหน่วยที่ว่าแน่ๆแต่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมา ก็บอกได้เพียงกล้อมแกล้มว่าสถานการณ์ก่อการร้ายลดความถี่ลง กองทัพและฝ่ายความมั่นคงสามารถคุมสถานการณ์ให้บรรเทาลงได้แต่พอ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ไทยเดินทางไปเยือนมาเลเซียเท่านั้น เหตุการณ์รุนแรงและร้ายแรงทั้งระเบิด ทั้งคาร์บอมบ์ ทั้งสังหารคนมุสลิมตายอย่างโหดเหี้ยมนับสิบรายในมัสยิด และเหตุการณ์ตายรายย่อยก็เกิดขึ้นมาอย่างถี่ยิบร้ายแรงกว่า 5 ปีที่ผ่านมาเสียอีกมันยิ่งประจานความล้มเหลวต่อการควบคุมพื้นที่โดยสิ้นเชิงของฝ่ายความมั่นคงหรือเปล่านับแต่ผู้เฒ่าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ปากดีนักมาถึงวัยหนุ่มที่คารมรื่นหูเสียเหลือเกิน คุยว่าเข้าใจปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ดี จะทำโน่นจะแก้นี่ดีกว่ารัฐบาลแม้วเป็นไหนๆเจอตอของกองทัพเบรกทุกกรณี ถูกบีบให้เทงบประมาณให้แต่กองทัพฝ่ายเดียว “ฝ่ายอื่นห้ามยุ่ง”หรือว่ารัฐบาลมาร์คกลายเป็น “ตัวประกัน”ของกองทัพไปโดยไม่รู้ตัวยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ย้อนกลับมาดู “เจ้าหน้าที่ของรัฐ”ที่กุมสภาพปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้พี่น้องลองใช้สติปัญญาไตร่ตรอง และเชื่อซักนิดไหมว่า มันสมองของภาครัฐทั้งนักการเมืองและกองทัพทั้งหมด ไม่มีใครรู้จริงว่าจะแก้ปัญหา3 จังหวัดภาคใต้ให้สงบได้ยังไงหรือว่ามีคนรู้แจ้งแดงแจ๋ แต่ไม่อยากให้มันสงบง่ายๆหรือว่ามันเป็น “แผนร้ายของฝ่ายไหน” กันแน่ที่กำลังหยิบ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตัว ท่ามกลางศพนับพันของ2 ฝ่ายสายเลือดไทยทั้งนั้น?? ■

ศักยภาพกงทัพไทย

กองทัพได้แสดงศักยภาพว่า เขาทำได้
(ก) ปราบคน "เสื้อแดง "ใน กรุงเทพมหานคร
(ข) ปฏิวิติ รัฐประหาญ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
(ค) จับเทปผี,ซีดีเถื่อน ในกรุงเทพ

นรกใต้-รายได้นักรบ (3)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใต้ควันไฟในสงครามและกัมปนาทแห่งเสียงระเบิด..ใช่จะมีแต่หายนะและความตายมันสร้างเศรษฐกิจและผลิตเศรษฐีขึ้นมาได้..เศรษฐีสงครามหมดกันไปแล้วเป็นแสนล้าน..มันหมดจริงไปกับสงครามเท่าไหร่..เราซื้อกระสุนปืนมากกว่าน้ำมันกันการสึกหรอของยวดยานหรือไม่..เราใช้จ่ายเพื่อการลาดตระเวนไปเท่าไหร่..และใช้จ่ายในที่ตั้งปกติไปเท่าไหร่..เงินเดือนของ..แม่ทัพนายกองที่ยังไม่เคยตายสักศพ..กับนักรบจบใหม่ที่ไปตายพร้อมกับท ห า ร เ ก ณ ฑ์นั้น แ ต ก ต่า ง กัน อ ย่า ง ไ ร . .ความแปลกที่แตกต่างอย่างนี้..มีตัวเลขอยู่ที่ฝ่ายการเงิน..แต่ยังไม่มีใครเปิดเผยออกมา..ว่ากันว่า..เงินที่เสียไปในโรงแรมใหญ่ใกล้เขตรบนั้น..มันมากกว่าหลายเท่าของภาคสนามมีความแตกต่างกันมากมาย..ระหว่างบังเกอร์กับคาราโอเกะ และเราใช้จ่ายไปที่ส่วนไหนมากกว่าในสงครามที่ยังไม่มี

วันสิ้นสุดสงครามนี้เงินรายได้ของฝ่ายที่ต่ำต้อยที่ถูกหักไปทำอาหารการกิน กับงบเลี้ยงดูปูเสื่อของผู้สูงส่งที่รับครบในซองเงินเดือนและเงินเพิ่มนั้น..เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงและเกิดขึ้นจริงหรือไม่สินค้าหนีภาษีที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย..ในเขตสู้รบนั้น..มันก่อให้เกิดรายได้กับใคร..ฝ่ายไหน..หรือทั้ง 2 ฝ่ายแต่มันลื่นไหลส่งไปขายได้ทั่วประเทศ..ในขณะนี้อย่างว่า..สงครามใช่จะมีแต่หายนะกับความตาย..มันสร้างเศรษฐกิจและผลิตเศรษฐีขึ้นมาได้..สงครามยิ่งยั่งยืนอยู่นานเท่าไหร่..ความมั่งคั่งมั่งมีมันก็ยิ่งเติบโตตาม..สงครามจึงเป็นสินค้าได้..หากมันมีผู้ขายและผู้ซื้อสงครามจึงเป็นสินค้าได้..หากมันมีผู้จับจ่ายและผู้คอยรับนรกใต้..จึงไม่ใช่นรกไปทั้งหมด..ถ้ามันใช่รายได้ของนักรบไม่ว่าฝั่งหนึ่งฝั่งใดหรือทั้ง2 ฝั่ง..มันอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งของความเป็นอมตะของสงครามนี้..เพราะมันเป็นสงครามที่ไม่มีอาณาเขต..แพ้ชนะมันจึงวัดกันไม่ได้..เบี้ยที่ถูกกินในกระดานหมากรุก..วัดผลแพ้ชนะในเกมไม่ได้..ตราบเท่าที่ขุนแต่ละฝ่าย..ยังอยู่สบายที่ปลายคนละด้านของกระดานอ เมริกาแพ้สงครามเวียดนาม. . เพร าะงบประมาณที่จ่ายต่อไปไม่ไหว..ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ในสงครามเข่นฆ่า..อเมริกันบอกว่า..เราชนะในการต่อสู้แต่เราแพ้สงครามเราล่ะ..เรากำลังแพ้ในการต่อสู้และแพ้ในสงคราม..ใช่หรือไม่.. ■

ถึงจะ(เคย)รักเธอ..แต่ก็รักตัวเองเหมือนกัน..!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

น่าสนใจมากสำหรับข้อมูลตามการเปิดประเด็นของ “ศักดาคงเพชร” ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่อง “แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009” ที่เหมือนจะเป็นความพยายามสร้างปาหี่การเมือง..หากแต่เป็นคำกล่าวที่ว่าถึง ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3สกลนคร และเขต 1 ศรีสะเกษ!!ตามคำเรียกของ “ศักดา” ยกให้การชิงชัยใน 2 พื้นที่ภาคอีสานครั้งนี้..เป็น “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” ระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้เป็นนายใหญ่ กับ “เนวิน ชิดชอบ” อดีตคนสนิทนายใหญ่ ผู้กำลังจะเป็นใหญ่เสียเอง“ขณะนี้มีแก๊ง ออฟ โฟร์ 2009 ประกอบด้วยคนปากห้อยคนหัวเถิก คนสีเขียว และคนที่เป็นอมาตย์ ที่ร่วมมือกันหาผลประโยชน์และยักย้ายงบประมาณเพื่อเตรียมเสบียงกรังไว้สำหรับเตรียมการเลือกตั้ง หวังสร้างความยิ่งใหญ่ยึดครองอำนาจทางการเมือง”หากตัดประเด็นปาหี่ไร้แก่นสารออก ก็จะเหลือยุทธวิธีที่บ่งบอกถึงมุมมองในฐานะคู่แข่งขันสำหรับการชิงชัยครั้งใหญ่ในศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ด้าน “นายใหญ่” ก็ใช่ย่อย...ระหว่างการประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย เมื่อบ่ายวันที่ 11มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่อาคารบีบีดี บิ้วดิ้ง ย่านพระราม 4 มีข่าวแว่วมาว่า“ทักษิณ” โฟนอินผ่านโทรศัพท์มือถือมายังที่ประชุม ใช้เวลาพูดคุยนานเป็นชั่วโมงความสำคัญในสิ่งใด ไม่อาจเท่ากับเนื้อหาของการพูดคุยครั้งนี้..“ทักษิณ” ชี้ถึงการไหลออกของ ส.ส.ในพรรค ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองจะมองจุดอ่อนตัวเองไม่ออก แต่ตัวเองอยู่นอกเกมสามารถมองเห็นได้ โดยได้เห็นม้าวิ่งไปทางนู้น แพะวิ่งไปทางนี้..

“..ผมเชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคเราได้กลับมาเป็นรัฐบาลแน่นอน ตอนนี้เราโชคดีที่ได้เป็นฝ่ายค้าน เราไม่ต้องไปเสียใจ แล้วจะได้รู้ว่าใครเป็นใครขอบคุณ ส.ส. ที่อยู่ร่วมกันมา ขอให้มั่นใจและถ้ามีโอกาสจะตอบแทนให้ นานแล้วที่ไม่ได้โทรศัพท์มา ก็คิดถึง ส่วนคณะที่จะไปหาผมนั้นไม่ต้องมาก็ได้ เพราะทุกคนกำลังช่วยกันหาเสียง แค่คิดถึงกันก็พอแล้วขอขอบคุณจริงๆ ที่ทุกคนยังอยู่กับผม ไม่ทิ้งผม ผมจะไม่ลืมบุญคุณของพวกท่าน ขอให้โทรมาหรือรวมกันอย่างนี้ก็โทรมาได้ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นการวัดกันว่า พรรคจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างไร”ทางพรรคยังได้นำรูปภาพสีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขนาด12 x 6 นิ้ว แจกให้ ส.ส.อีสาน คนละ 5 แผ่น พร้อมข้อความที่ระบุว่า..“ภาพนี้ผมยิ้มได้เต็มใบหน้า เพราะทราบว่าพี่น้องชาวอีสานยังรักและคิดถึงผม ผมรัก คิดถึง และเป็นห่วงพี่น้องทุกๆ คนครับ ด้วยความเคารพรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร23 พ.ค.52”ไม่ต้องรอการวิเคราะห์ให้เสียเวลาก็รู้ได้ทันทีว่า..นอกจากเป็นการพยายามซื้อใจและให้กำลังใจ ส.ส.แล้วนี่คือเกมของพรรคเพื่อไทย ที่หวังให้ “ทักษิณ” ปรากฏกายผ่านข่าวเพื่อรักษาฐานเสียงที่มี สำหรับการเลือกตั้งซ่อมที่จะถึงนี้ยังไม่พอแค่นั้น..ที่ตามมาติดๆ คือ การออกมาสร้างกระแสผ่าน“ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยตัวชูโรงที่ได้รับกระแสการนำเสนอข่าวผ่านสื่อไทยเป็นอย่างดี“ที่วิเคราะห์กันว่าเป็นผีหัวขาดไม่มีหัวนั้น มันไม่ได้หัวขาด

เพราะหัวหน้าพรรคตัวจริงอยู่ที่ดูไบ ยังคิดนโยบายแก้เศรษฐกิจมาให้เสร็จเรียบร้อยตั้ง 5 ข้อ ที่บอกว่า ส.ส. จะย้ายออก เป็นเขื่อนแตก มันฝั่งโน้น ฝั่งนี้มันคอนกรีตเสริมเหล็กจะย้ายไปทำไม ไม่มีใครไป อีสานแน่นเปรี๊ยะ”เหล่านี้ คือ สิ่งที่นอกเหนือไปจากการใช้วิธีการเมืองเดิมๆด้วยการยื่นหนังสือผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพื่อให้ตรวจสอบพรรคคู่แข่งที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่า จะทุจริตในการเลือกตั้งหาเสียงเลือกตั้งซ่อมวิธีหลังนี้..อย่างน้อยๆ ก็ได้ผลทางการสกัดแข้งสกัดขาให้พอเดินเหินไม่ได้สะดวกกันเท่าไหร่นัก..ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเวทีเลือกตั้งด้านความเคลื่อนไหวของภูมิใจไทย นับตั้งแต่เปิดกลยุทธ์ “สกลนครโมเดล” แข่งขันกับภาพ “อาจสามารถโมเดล” ในอดีตน่าจะยังมีกลเม็ดเด็ดพรายมากกว่านี้เตรียมเอาไว้...เพราะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้สำคัญต่อพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในนามพรรค ขณะที่จะเป็นการบ่งบอกถึงการโค่นล้มฐานอำนาจเก่าของ “ไทยรักไทย”ที่มาในนาม “เพื่อไทย”ว่าจะทำสำเร็จ “ได้” หรือ “ไม่ได้”...!!แต่สิ่งที่ ส.ส.เพื่อไทย บอกว่า เป็น “ศึกแห่งศักดิ์ศรี”นั้น ไม่เพียงความสำคัญด้าน “พื้นที่” ที่ต้องช่วงชิง ยังเป็นการห้ำหั่นกันเองที่น่าติดตามดูว่า..“เนวิน” ฐานะในอดีตเคยวางแผนการรบให้ “ทักษิณ”ชนะชัยการเลือกตั้งมานับครั้งไม่ถ้วนมาวันนี้ “เนวิน” คนเดิม กำลังวางแผนการรบในพื้นที่เดิม...แต่ไม่ได้ทำเพื่อ “นายใหญ่” คนเดิมอีกต่อไป!! ■

ใครเป็น"ทักษิณฯ"ก็ต้องสู้...

นับเป็นปรากฏการที่แปลกประหลาดในวงการ"ผู้นำนักการเมืองไทย" ที่เล่นการเมืองแล้ว" เจ๊ง " นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบรูร์ญาณาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นระยะเวลาเกือบแปดสิบปี เรามีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมายี่สิบกว่าคนแล้วบางท่านก็ก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสง่างาม บางท่านก็ถูกทหารทำการ ปฏิวัติ,รัฐประหาร,หรือปฏิรูปการปกครอง,(ความจริงกบฏ) ยึดอำนาจจนต้องระเห็ดระเหออกไปอยู่ต่างประเทศหลายท่าน การเข้ามาดำเนินการทางการเมืองของนักการเมืองแต่ละท่าน มาในสถานะต่างๆกัน ส่วนใหญ่มักจะมาจากทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธและกำอำนาจไว้ในมือก็ไม่น่าแปลกสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาระบอบประชาธิปไตย..แต่ที่น่าแปลกคือ..ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหน..?ที่มั่งมีเงินทองก่อนเข้าเล่นการเมืองมีมากมายถึง"หกหมื่นกว่าล้าน(ซึ่งทักษิณแสดงทรัพย์สินขณะอยู่พรรคพลังธรรมก่อนเข้ามาเป็น ร.ม.ว.ต่างประเทศ ปี 2537) และที่น่าแปลกที่สุดก็คือเงินนี้หามาได้ก่อนเข้ามาดำเนินการทางการเมือง"แต่มาถูกยึดจนหมดสิ้น" (ในปี 2550)ด้วยข้อกล่าวว่า"ทุจริต-คอร์รัปชั่นฯ ในการบริหารประเทศ..มันประหลาดที่สุดในโลกไหมครับท่าน...เมืองไทยเคยมีการคอร์รัปชั่นครั้งมโหฬารในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม และดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเผด็จการอยู่หลายปีจนเมื่อถึงแก่อนิจกรรมลงปรากฏว่าลูกเมียต่างแก่งแย่งสมบัติกันจนความแตกสู่สาธารณะชนว่าจอมพลสฤษดิ์ฯ ทุจริตคอร์รัปชั่นเงินหลวงเป็นจำนวนเงินถึงพันกว่าล้านบาท(ตั้งแต่ปี02500-2507) ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลในสมัยนั้น และรัฐบาลก็ได้ตามยึดทรัพย์สินเอาคืนมาได้ประมาณห้าร้อยกว่าล้าน(ที่เหลือไม่ทราบว่าหายไปไหน..? นับจากนั้นมา ก็ไม่เคยเห็นมีการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีคนไหนอีกเลย(หรือว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นๆปฏิบัติหน้าที่ด้วยซื่อสัตย์บริสุทธิผุดผ่องด้วยกันทุกคน) จะมีเป็นคนแรกและคนสุดท้ายคือ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร คนนี้แหละ ที่คดโกง-ทุจริตคอร์รับชั่นในตำแหน่งหน้าที่ นายกรัฐมนตรี(ก่อนเข้ามาเล่นการเมือง)...มันน่าประหลาดไหมละครับพี่น้องประชาชนคนไทย....จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม"ทักษิณ"จึงไม่ยุติบทบาททางการเมืองเพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของประเทศชาติตามที่อีกฝ่ายหนึ่งชอบอ้างขอให้พี่น้องชาวไทยไปลองคิดดูให้ดีว่าความยุติธรรมนั้นอยู่ที่ไหน...? "ใครเป็นทักษิณฯก็ต้องสู้"....

รายงาน : 5 รัฐบาลกับ 4 ปีคดีพระสุพจน์ที่ล้มเหลว : บทสะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐไทย

ที่มา ประชาไท

“แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 4 ปีแล้ว แต่คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ก็ไม่อาจเรียกว่ามีความก้าวหน้าหรือคืบหน้า อย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เลย แม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว 5 คณเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว 6 คนก็ตาม”

...ตราบใดที่ภาคประชาสังคม หรือการเมืองภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็ง หรือยังขาดจุดยืนที่ถูกต้อง รัฐและอำนาจรัฐ หรือคนของรัฐ ก็ยังมีช่องทาง หรือมีความกล้า ที่จะกระทำย่ำยีต่อผู้ที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเห็นต่างจากจุดยืนของรัฐ ในนามของความมั่นคง หรือเห็นต่างไปจากมุมมองของผู้มีอิทธิพล และมีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็ตาม”


...ถ้ารัฐบาลไม่ทำอย่างที่ควรทำประชาชนทั้งปวงก็ควรที่จะแสดงอำนาจของตนแล้วจัดการแก้ปัญหาเสียให้ถูกต้อง อย่ามามัวพะวงว่าคนพวกนั้นมาจากการเลือกตั้งแล้วจะแตะไม่ได้จัดการไม่ได้อำนาจรัฐที่แท้จริงเป็นของประชาน…”



พระสุพจน์ สุวโจ

คงจำกันได้ กับกรณีเหตุการณ์คนร้ายสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ พระนักกิจกรรมในกลุ่มเสขิยธรรม กลุ่มพุทธทาสศึกษา และเจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงู ต.สันทราย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 จนมรณภาพ และได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

คดีดังกล่าว ได้สั่นสะเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่า พระสุพจน์ เป็นพระนักปฏิบัติสายท่านพุทธทาส ซึ่งมีคนนับถือทั่วประเทศ และเป็นการฆาตกรรมพระอย่างโหดร้ายทารุณ ด้วยของมีคมไม่ทราบชนิดและขนาดจากคนร้ายไม่ทราบจำนวน มีบาดแผลฉกรรจ์กว่า 20 แผล ทั้งที่ ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ มือ แขน และลำตัว กระทั่งถึงแก่มรณภาพ ห่างจากกุฏิที่พักกว่า 300 เมตร ริมทางเดินซึ่งอยู่ห่างจากถนนระหว่างหมู่บ้าน ประมาณ 10 เมตร ในเขตสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง ที่นักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม นักเผยแผ่ด้านศาสนธรรม ได้สละชีพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนที่อาศัยอยู่ ท่ามกลางกระแสของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่จับมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ใช้อำนาจอันป่าเถื่อนเข้าไปทำลายชีวิตของผู้คนชาวบ้านที่ขัดขวางผลประโยชน์ เพื่อเข้ากอบโกยทรัพยากรในชุมชนและอยู่อย่างต่อเนื่อง

หลายคนอาจมองว่า คดีนี้อาจจะเป็นเพียงคดีฆาตกรรมทั่วไป ที่ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็มีสิทธิ์สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเหยื่อในยุคสมัยอันมืดมนอย่างปัจจุบัน แต่เมื่อหากพินิจพิเคราะห์จากรายละเอียดเรื่องราวต่อจากนี้ไป เราจะเห็นความเชื่อมโยงและปัญหาในมุมที่กว้างขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่แค่การฆ่าพระที่ อ.ฝาง ไม่ใช่แค่การฆ่าพระที่เชียงใหม่ และมันไม่ใช่การฆ่าพระที่ประเทศไทย ปัญหานี้มันยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก

ซึ่งว่ากันว่า นี่คือปัญหาการช่วงชิงทรัพยากรของโลกนี้ โดยกลุ่มนายทุน-ชนชั้นปกครอง เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มตนเอง

ในห้วงขณะที่นโยบายของรัฐและกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นอ่อนเปลี้ยเสียขาลงไปทุกชั่วขณะ

กระทั่งสังคมไทยเริ่มตั้งคำถามกันว่า แล้วในที่สุดประชาชนจะหวังพึ่งใคร!?

นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไปเข้าปีที่ 4 แล้ว ทว่าคดีพระสุพจน์ ก็ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน

ล่าสุด ประชาไทได้สัมภาษณ์ พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ เพื่อสอบถามถึงประเด็นนี้

พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

อยากสอบถาม
'Tahoma','sans-serif'">ความคืบหน้าของคดีพระสุพจน์ สุวโจ ว่าไปถึงไหนแล้ว?

ขณะนี้แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 4 ปีแล้ว แต่คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ก็ไม่อาจเรียกว่ามีความก้าวหน้า หรือคืบหน้า อย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เลย แม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว5คณเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว 6 คนก็ตาม

กระทั่ง ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจะแถลงข่าวและสั่งการ ให้มีการเร่งรัดคดี ทั้งในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI อย่างเป็นทางการ ตลอดจนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)โดยผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ จะได้ออกมายืนยันในที่สุด ว่าการฆาตกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง และเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก็ตามที

แต่ในแง่ของการสืบสวนสอบสวน เท่าที่ทราบ ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิด และผู้เกี่ยวข้องได้ ทั้งนีแทบไม่ต้องพูดถึงตัวผู้บงการ หรือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เพราะยิ่งเวลาผ่านไป พยานหลักฐานต่างๆ ก็ยิ่งจะเสื่อมสภาพ และยากจะพิสูจน์ในทางนิติวิทยาศาสตร์ได้

ถึงขณะนี้ ญาติและผู้เกี่ยวข้องเน้นมาที่การจัดตั้งองค์กร คือ ‘มูลนิธิพระสุพจน์ สุวโจ’ ขึ้นมาให้เร็วที่สุด ที่ผ่านมามีการรวบรวมเงินทอง และระดมสมอง สำหรับการจัดตั้งมูลนิธิ ที่จะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้กรณีของผู้ตายได้เป็นกรณีตัวอย่าง และเป็นบทเรียน สำหรับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ โดยวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ จะเน้นไปที่ กระบวนการเรียนรู้และการทำงาน เพื่อปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ลอดจนการประยุกต์ใช้ศาสนธรรม กับการทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

แต่ก็ดูเหมือนว่าช่วงนี้ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะเริ่มหวนกลับมาอีกแล้ว?

ตราบใดที่ภาคประชาสังคม หรือการเมืองภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็ง หรือยังขาดจุดยืนที่ถูกต้อง รัฐและอำนาจรัฐ หรือคนของรัฐ ก็ยังมีช่องทาง หรือมีความกล้า ที่จะกระทำย่ำยีต่อผู้ที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเห็นต่างจากจุดยืนของรัฐ ในนามของความมั่นคง หรือเห็นต่างไปจากมุมมองของผู้มีอิทธิพล และมีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็ตาม เมื่อรัฐและคนของรัฐทำได้ ฝ่ายทุนซึ่งมักจะมีอำนาจเหนือรัฐอยู่แล้วก็ยิ่งได้ใจ หรือกำเริบเสิบสาน ทั้งที่ละเมิดเองโดยตรง และที่ใช้อำนาจมืดผ่านสมุนบริวาร ที่มีอำนาจรัฐ หรือครองอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ

การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีมาทุกยุคทุกสมัย นับตั้งแต่ศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราช เผด็จการของนายทุนขุนศึก มาถึงยุคทุนนิยมที่อ้างประชาธิปไตยจอมปลอม เป็นเรื่องของนิยาม ว่า ‘การละเมิด’ หมายถึงอะไร และปริมาณ หรือระดับความรุนแรงมีแค่ไหน อย่างไร ภายใต้วัตถุประสงค์อะไร และเพื่อใคร การละเมิดบางอย่าง บางกลุ่มก็รับได้ บางกลุ่มก็ปฏิเสธ เมื่อกลุ่มของตนถูกกระทำก็ไม่ยอมรับ แต่พอเป็นฝ่ายกระทำก็ไชโยโห่ร้อง

ประเด็นนี้hถ้าไม่ยึดหลักการให้ดีให้ชัดเจนก็จะกลายเป็นเครื่องมือมาใช้เล่นงานกันไปมาในที่สุดก็จะกลายเป็นของไร้ค่า เหมือนกับคีย์เวิร์ด หรือคำใหญ่ๆ โตๆ อีกหลายคำ ซึ่งสุดท้ายก็เอามาอ้างกันเรี่ยราด เลอะเทอะ

ท่านมองยังไงกับกรณีที่มีความขัดแย้งเรื่องฐานทรัพยากรท้องถิ่น ระหว่างชุมชน-นายทุน-รัฐ อย่างเช่นล่าสุด การคัดค้านของชาวบ้านที่นายทุนแอบสร้างโรงไฟฟ้าที่ฉะเชิงเทราและที่อุบลราชธานี ในขณะนี้ ?

เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างถ้านับเป็นชิ้นๆเป็นแต่ละกรณีก็นับไม่ถ้วนพูดกันไม่จบบ้านเราขาดกระบวนการสรุปบทเรียนขาดการเคลื่อนไหวในเชิงยุทธศาสตร์เมื่อไม่สามารถกำหนดเป้าหมายร่วมโดยมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ให้เป็นกระบวนใหญ่ แต่ละเคสแต่ละกรณีก็จะกลายเป็นเรื่องยิบย่อยในสายตาของรัฐและทุน เขาจะไม่ได้ยิน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน เพือสิทธิมนุษยชนก็จะถูกกระทำย่ำยีไปเรื่อยๆ บาดเจ็บไปบ้าง ล้มตายไปบ้าง คนใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมา แล้วเดินซ้ำรอยเดิม เจ็บก็ไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจ ตายก็ยกพวงหรีด ไปงานศพ จัดเสวนาอภิปราย แล้วก็เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ถึงวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน แล้วพรุ่งนี้จะหวังอะไรได้
'Tahoma','sans-serif'">

แล้วท่านคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินการอย่างไร ต่อปัญหาละเมิดสิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ ?

รัฐบาลรู้ดีว่าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรปฏิบัติอย่างไรเจตนคติของนักการเมืองในระบอบนี้ “ควรมี” และ “ควรเป็น” อย่างไร ปัจจุบัน นักการเมืองมีการศึกษา จบเมืองนอกเมืองนากันเยอะแยะ พวกนักเลงหัวไม้ พวกอำนาจมืด พวกจอมบงการ พวกตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก อะไรทำนองนี้ ลดน้อยลงไปเยอะ แต่พฤติกรรมร่วม ประเภทคำนึงถึงตัวเอง พวกพ้อง กลุ่ม มุ้ง ก๊วน และพรรค มากกว่าผลประโยชน์ประชาชน ยังมีอยู่ การโกงการเลือกตั้ง การคอร์รัปชั่น ทั้งโดยตรง และในเชิงนโยบายยังมีอยู่ และนับวันจะยิ่งรุนแรง

เมือทัศนะผิดๆ มีอยู่ หรือเกิดขึนในคนที่สมองดี ก็กลับกลายเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ตรวจสอบไปไม่ถึงไม่มีใบเสร็จมิหนำซ้ำคนพวกนี้ยังฉลาดใช้คนฉลาดโฆษณาชวนเชื่อซึ่งทำให้เกิดกระแสความนิยม จนใครต่อใครไม่กล้าแตะ ประเด็นก็คือ ขอแค่รัฐบาล หรือคนในรัฐบาล“อยู่ในร่องในรอย” ทำในสิ่งที่ควรทำทุกอย่างก็จบก็ทำตามหน้าที่ของตนไปอาสาเข้ามาทำงานเข้ามาแก้ปัญหาก็อย่าทะลึ่งสร้างปัญหาให้มันมากนัก ก็แค่นั้น…

ถ้ารัฐบาลไม่ทำอย่างที่ควรทำประชาชนทั้งปวงก็ควรที่จะแสดงอำนาจของตนแล้วจัดการแก้ปัญหาเสียให้ถูกต้อง อย่ามามัวพะวงว่าคนพวกนั้นมาจากการเลือกตั้งแล้วจะแตะไม่ได้จัดการไม่ได้อำนาจรัฐที่แท้จริงเป็นของประชา กระบวนการ “เลือกตั้ง” เป็นเพียงการสรรหาตัวแทน เพราะคนทั้งแผ่นดินมันหาสภานั่งไม่พอ เลือกตั้งมาใช้งาน ไม่ใช่เลือกมาเป็นนายเหนือหัว ทำงานไม่ได้เรื่องก็ไล่มันไป นี่ว่ากันรวม ๆ ไม่ใช่เพียงประเด็นสิทธิมนุษยชน


*****

กำหนดการบำเพ็ญกุศลอัฐิ และกิจกรรมครบรอบ ๔ ปี การสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ

ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒

๑๐.๐๐ น. ลงทะเบียน ที่ห้องประชุม ๑๔ ตุลา

๑๐.๓๐ น. พิธีบำเพ็ญกุศลอัฐิ และถวายผ้าบังสุกุล

ครบรอบ ๔ ปี การมรณภาพ พระสุพจน์ สุวโจ
'Tahoma','sans-serif'">

๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล

๑๒.๐๐ น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน

๑๒.๐๐-๑๓.๐๐น. รับชมวีดิทัศน์ ข่าว และสารคดี เกี่ยวกับเบื้องหลังและข้อเท็จจริง กรณีการสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ

๑๓.๐๐-๑๓.๑๕น. สรุปความไม่คืบหน้าคดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ โดย พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

๑๓.๓๐-๑๖.๐๐น. ร่วมรับฟังการเสวนา ๔ ปี คดีพระสุพจน์ บทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยโดย คุณสุนี ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.อ.ปิยวัฒก์ กิ่งเกตุผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คุณพิกุลพรหมจันทร์ ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมคดีฆ่าแขวนคอ ๒๑ ศพ จ.กาฬสินธุ์ คุณแสงชัย รัตนเสรีวงศ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

ดำเนินรายการโดย คุณเมธา มาสขาว คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน

ร่วมจัดโดย เครือข่ายกัลยาณมิตรพระสุพจน์ฯ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

“ส.ศิวรักษ์” ร่อนจดหมายถึงราชเลขาธิการ ตรวจสอบพฤติกรรมผู้ได้รับเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ เป็นกรรมการสิทธิฯ

ที่มา ประชาไท

“ส.ศิวรักษ์” ร่อนจดหมายถึงราชเลขาธิการ ตรวจสอบพฤติกรรม “นายปริญญา ศิริสารการ” ที่ได้รับการเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงต้มเกลือสินเธาว์ ในพื้นที่ ต. สำโรง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ว่ามีหรือเคยมีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของราษฎรและชุมชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 29 .. 52 ที่ผ่านมา นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้ส่งหนังสือร้องเรียนเรื่องการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของนาย ปริญญา ศิริสารการ ที่วุฒิสภาลงมติให้เสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แก่ราชเลขาธิการ

โดยในเนื้อหาของหนังสือระบุว่า นายปริญญา ศิริสารการ ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น เป็นผู้ประกอบกิจการโรงต้มเกลือสินเธาว์ ในพื้นที่ ต. สำโรง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา มีหรือเคยมีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของราษฎรและชุมชนในพื้นที่ เป็นที่เดือดร้อนตามคำร้องเรียนของราษฎร

กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงมติยืนยันว่า นายปริญญา ศิริสารการ เป็นผู้มีพฤติการณ์อันเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นที่ประจักษ์ถึงกับให้การอุตสาหกรรมหินปูนและเหมืองแร่ มีคำสั่งปิดโรงงานต้มเกลือ และชดเชยความเสียหายในกรณีนี้ เกิดผลกระทบต่อชุมชน ฯลฯ ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางจริยธรรม และมีประวัติที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอย่างชัดเจน

ในหนังสือระบุต่อไปว่าการกราบบังคมทูล ขอให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลผู้นี้ ตามคำแนะนำของวุฒิสภานั้น สมควรหรือไม่ และประธานวุฒิสภาในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่ตั้งดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่ หากต่อไปหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว มีกลุ่มบุคคลหรือสมาชิกสภาผู้แทนสภาราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาได้ร้องขอ เพื่อให้วุฒิสภามีมติขอให้ถอดถอนนายปริญญา ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุมีหรือเคยมีพฤติการณ์ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

และตอนท้ายของหนังสือฉบับนี้ได้แสดงความกังวลใจต่อผลกระทบที่จะเกิด หากไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติของ นายปริญญา ศิริสารการ ว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอันมีเกียรติ ดังกล่าวอย่างไรหรือไม่ และหากความเป็นจริงปรากฏตามข้อร้องเรียนของราษฎรและรายงานการตรวจสอบของ กสม.ดังกล่าว จะเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทประการใด และจะมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสนำไปกล่าวอ้างอิงทั้งในทางลับและเปิดเผย ให้เป็นที่เสียหาย แก่ฝ่ายใดๆ บ้างหรือไม่

AttachmentSize
จดหมายร้องเรียน การตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของนาย ปริญญา ศิริสารการ ซึ่งวุฒิสภาลงมติให้เสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ34.82 KB

กรอบโครงความคิด และ “ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป”

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุต้นฉบับ: เมื่อปลายปี 2551 ผู้เขียนได้เสนอบทความ กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective Action Frames) กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 9 (พ.ศ. 2551) และได้เผยแพร่ในเวบไซต์ประชาไท ต่อมาผู้เขียนได้พัฒนา เพิ่มเติมเนื้อหาขึ้นอีกบางส่วน จึงขอนำเนื้อหาในส่วนดังกล่าว มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ ทั้งนี้เนื่องจากความยาวของบทความ ทางประชาไทจึงได้แบ่งนำเสนอออกเป็นสองตอน

ลูกๆ นักศึกษาที่รัก พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ลูกๆทุกสถาบัน จะต้องเป็นกำลังของประเทศชาติ ไม่กระทรวงใดก็กระทรวงหนึ่ง ไม่ภารกิจใดก็ภารกิจหนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน แล้ววันนี้ผมรู้สึกย้อนรอยเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อนักเรียนอาชีวะ นักเรียนช่างกลมา เดี๋ยวใครจะมาตี มาเลย ไอ้ นรก นปก. มาเลย เดี๋ยวให้ลูกหลายแสดงฝีมือบ้าง มัน [ลากเสียงยาว] มันมืออยู่ [มา]นานแล้ว ลูกหลานเฮ้ย [ลากเสียงยาว] ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป

สมศักดิ์ โกศัยสุข
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
5 กันยายน 2551accent1">[1]




'Tahoma','sans-serif'">“ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำปราศรัยของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ในค่ำคืนของวันที่ 5 กันยายน 2551 ที่ผู้เขียนได้หยิบมาเป็นจุดเริ่มต้นของบทความ มีความสำคัญในการทำ ความเข้าใจ พันธมิตรฯ อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ การอธิบายว่านี่เป็นเพียง โวหาร หรือ การหลุด ของแกนนำคนนั้น ในภาวะที่เขาอยู่ในอาการกริ้วโกรธ และไม่ให้ความสนใจหรือความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ สำหรับพันธมิตรฯ แน่นอน นี่ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการแก้ตัว ซึ่งย่อมเป็นปกติธรรมดา สำหรับผู้สนับสนุนจากภายนอก ถ้าไม่ด้วยเหตุผลเดียวกันกับพันธมิตรฯ ก็เป็นการสนับสนุนโดย ไม่ลืมหูลืมตา หรืออาจจะเรียกว่าถูก หลอกลวง” [ดังที่พันธมิตรฯ ได้ใช้กับฝ่ายต่อต้าน เพื่อทำให้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนมีความง่ายต่อการเข้าใจ] ด้วยโวหารและหน้ากากของสันติวิธี สำหรับนักศึกษาหรือนักวิชาการด้านสันติวิธี นี่คือการแสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในสาขาวิชาของตนเอง แต่สำหรับผู้ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแล้ว นี่คือ ความไม่เข้าใจ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของพันธมิตรฯ เลยทีเดียว

ที่กล่าวเช่นนี้ สำหรับผู้ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ไม่ใช่เพราะ (1) เนื้อหาที่รุนแรงในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้ง ในการเคลื่อนไหว (2) ผู้พูด คือ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 1 ใน 5 แกนนำ เป็นผู้ประกอบการสำคัญ (3) มีรูปธรรมของปฏิบัติการรองรับ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โวหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะว่า (1) ในการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ทั้งหมด เข้าด้วยกันในการวิเคราะห์ การจำกัดหรือเน้นให้ความสนใจไปที่คำแถลงที่เป็นทางการเป็นหลักหรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่สนใจหรือไม่ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการที่เป็นจริงในเวลาเดียวกัน ล้วนเป็นการมืดบอด (2) นี่คือ ปรากฏการณ์ที่สะท้อน หรือเป็นความเข้าใจที่เป็น ผลที่ตามมา ของกระบวนการสร้างกรอบโครงความคิดของพันธมิตรฯ นั่นเอง

สุวินัย ภรณวลัย นักเศรษฐศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คอลัมนิสต์ในผู้จัดการรายวัน/ออนไลน์ ได้วิจารณ์การนำคำปราศรัยดังกล่าวมาเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจพันธมิตรฯ ของผู้เขียนว่า การยกแค่คำพูดบางตอนของแกนนำ โดยเฉพาะการพูดแบบแสดงโวหารบนเวทีโดยขาดการทำความเข้าใจบริบท (context) หรือความเป็นมาของเหตุการณ์การต่อสู้ในช่วงนั้น...เป็นการรับรู้ที่มีอคติและด้านเดียวอย่างหนึ่ง[2] ซึ่งผู้เห็นด้วยว่าการพิจารณาบริบทอย่างละเอียดมีความสำคัญ และจะช่วยให้มีความเข้าใจพันมิตรฯ มากขึ้น กล่าวคือ

คำปราศรัยนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์พันธมิตรฯ ปะทะกับกลุ่ม นปก. ที่เดินขบวนมาจากสนามหลวงเพื่อขับไล่ให้พันธมิตรฯ ที่ยึดครองทำเนียบอยู่ ออกจากทำเนียบรัฐบาล ในกลางดึกของวันที่ 1 ต่อเช้าตรู่ของวันที่ 2 กันยายน 2551 ผลจากการปะทะกันทำให้นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงค์ อายุ 55 ปี ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปก. ถูกตีที่ใบหน้าและศีรษะ ฟันหักหมดปาก จนเสียชีวิต[3] และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 42 ราย[4] สำหรับผู้ที่ได้ชมภาพข่าวที่มีการถ่อยทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในคืนดังกล่าว คงเศร้าสลดใจต่อภาพที่เกิดขึ้นไม่น้อย อย่างเช่นภาพผู้ชายใสเสื้อสีน้ำเงินที่อยู่ข้างรถจักรยานยนต์ ถูกชายนับสิบคนที่ใส่หมวกกันน็อคพร้อมอาวุธในมือ รุมตี รุมกระทืบอย่างไม่ยั้งมือ โดยผู้ที่ถูกทำร้ายไม่มีอาวุธและไม่มีทางที่จะต่อสู้ป้องกันตัว จนสลบนิ่งอยู่กลางถนน พร้อมภาพผู้คนอีกหลายรายที่นอนสลบอยู่ริมฟุตบาทใกล้ๆ อาคารสหประชาชาติ[5] ทั้งหมดนี้ พันธมิตรฯ กระทำในนามของ การป้องกันตนเอง [6]

ในคืนนั้น ก่อนเหตุการณ์ปะทะ เมื่อทราบข่าวว่า นปก. เดินทางมาจากสนามหลวงมายังทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ใน
'Tahoma','sans-serif'">เวลา 00.33 น.

'Times New Roman'">ประกาศชี้แจง ว่า


'Times New Roman'">ขณะนี้ นปก.มีการเคลื่อนตัวมาแล้วมีจำนวนประมาณ 15
,000 คน ที่แจ้งไม่ต้องการให้ตกใจเพราะการชุมนุมของพันธมิตร เรามีการเตรียมความพร้อมหมดแล้ว อีกทั้งมีจำนวนผู้ชุมนุมปักหลักทั่วบริเวณจำนวนมาก นอกจากนี้ในที่ชุมนุมพันธมิตรยังมี จนท.ทหารมาร่วมชุมนุมจำนวนกว่า 600 คน [7]

ขณะที่หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ รายงานว่าเวลาประมาณ
'Times New Roman'">00.20 “หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯ ได้สั่งให้ รปภ. เตรียมพร้อมเต็มที่ หากมีดาบให้ฟันได้เลย และตีทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่
[8]
'Times New Roman'">และรายงานเหตุการณ์ว่า

'Times New Roman'">


'Times New Roman'">ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าตะลุมบอนกันอย่างโกลาหลทั้งสองฝ่าย โดยพันธมิตรฯ รุกไล่ฝ่ายนปช.จนถอยร่น และฝ่าย นปช. พลาดท่าถูกพันธมิตรตีได้รับบาดเจ็บล้มนอนเหยียดยาวกลางถนน มีเลือดไหลอาบหน้าหลายคน... ขณะเดียวกัน ฝ่ายนปช.ที่ได้รับบาดเจ็บนอนหงายเหยียดยาวอยู่หลายคน ได้ถูกพันธมิตรฯ เข้าไปรุมตีซ้ำ บางคนถูกพวกเดียวกันช่วยหามร่างหนีให้พ้นจากการการถูกรุมทำร้ายอย่างป่าเถื่อน
[9]
'Times New Roman'">

โดยในการปะทะกันนั้น ฝ่ายพันธมิตรฯ สามารถจับกุมฝ่าย นปก. ได้หลายคน และได้ควบคุมตัวเพื่อทำการสอบสวน


'Times New Roman'">หลายคนถูกพันธมิตรฯ จะทำร้าย แต่มีคนห้ามไว้ เพราะกลัวว่าจะมีข่าวออกไปในลักษณะเสียหาย... ขณะที่จับได้ ให้แพทย์ทำแผลที่ถูกตีหักบ้าง หัวแตกบ้าง พันธมิตรฯ บางคนเกิดความโมโห กระโดดเตะฝ่าย นปช. ขณะแพทย์ทำการรักษา ทำให้แพทย์โดนลูกหลงหลายคน และเกิดความโมโหฝ่ายพันธมิตรฯ พร้อมบอกว่าจะนำส่ง รพ. แต่พันธมิตรฯ ไม่ยอม จะขอตัวนำไปสอบสวนเอง
[10]

ทั้งนี้ ในระหว่างการปะทะ แกนนำบางคน รวมทั้งผู้ปราศรัยบนเวที ได้ประกาศให้พันธมิตรฯ ที่อยู่ทางบ้าน หยิบของ ติดไม้ตัดมือมาด้วย และมาร่วมกัน ตีนปก.

เมื่อพิจารณาจากบริบทของเหตุการณ์แล้ว ก็จะพบว่าคำปราศรัยนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นปก. ถูกตีตายจริงๆ มาเพียง 3 วัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเกิด การนองเลือด กลางเมืองหลวง และ ศพแรก ของสงครามได้เกิดขึ้น แต่การตายของ นปก. จากการปะทะกับพันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีปัญหาหรือสำคัญแต่อย่างใด เพราะไม่เพียงแต่ตี นปก. ไม่บาป เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เป็น วีรกรรม และเป็นเรื่องของการออกกำลังกายที่ สนุกสนาน ไปพร้อมกันด้วย ดังที่แกนนำระดับรองลงมาอย่างนายวีระ สมความคิด กล่าวบนเวทีในวันที่ 4 กันยายน 2551 ว่า ขอเรียกร้องให้ช่างกลปทุมวันมาออกกำลังกายและมาช่วยดูแลผู้ชุมนุมโดยการมาช่วยตีพวกแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.)
'Tahoma','sans-serif'; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'">”
[11]

กรณีการตี นปก. จนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ไม่บาป เพราะเป็น คนชั่ว-คนเลว และเข้าใจว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นเหมือนการ ออกกำลังกาย ที่ทำให้ร่างกายและชีวิตของศัตรูเป็นเพียงอุปกรณ์ในการออกกำลังกายเท่านั้น สามารถที่จะอธิบายได้ว่า เป็นผลของการสร้างกรอบโครงความคิดในการวิเคราะห์ปัญหา เยียวยารักษาโรค และกรอบโครงในการจูงใจด้วยความคิดเรื่องวิกฤติ ความรุนแรงเข้มข้นของปัญหาและสงคราม อย่างที่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดข้างต้นแล้ว โดยกรอบโครงความคิดดังกล่าว นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองที่สำคัญ คือ ปีศาจวิทยาของความขัดแย้ง ตามคำอธิบายของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่เป็นเงื่อนไขหรือเปิดประตูให้ความรุนแรงเข้ามา และรวมศูนย์ปัญหาอยู่ที่ ปัญหาจริยธรรมว่าด้วยวิธีการ (the ethics of means)” ตามคำอธิบายของเกษียร เตชะพีระ กล่าวคือ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่ตนเห็นว่าถูกต้องดีงาม พันธมิตรฯ ไม่เลือกวิธีการที่ใช้ จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ จะชอบหรือไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมหรือหลักการทางการเมืองอย่างไรก็ได้ ขอแต่ให้บรรลุเป้าหมายได้ หรือคล้ายกับความเข้าใจของนายสุริยะใส กตะศิลาเอง ว่า

ผมกลับเห็นว่าวิธีการอาจไม่สำคัญเท่ากับหลักการ หากวันนี้สังคมเห็นความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนว่าเราต้องร่วมร่วมกันสร้างชาติและสร้างการเมืองใหม่แล้ว รูปแบบวิธีการก็อาจไม่ใช่เรื่องยากและอาจง่ายเกินกว่าที่เราคิด[12]

โดยเกษียร เตชะพีระ ได้อธิบายเรื่องเป้าหมายให้ความชอบธรรมกับวิธีการ (The end justifies the means) นี้ว่า มีข้ออ้างหลักที่สำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก ศัตรูที่เราสู้ด้วยเป็นคนสกปรกเลวทรามต่ำช้าถึงขนาด ฉะนั้นจัดการกับคนชั่วช้าแบบนี้ ก็ไม่ต้องเลือกหรือจำกัดรูปแบบวิธีการเหมือนกัน มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อ ประการที่สอง สิ่งที่เรามุ่งพิทักษ์ปกป้องไว้นั้นสำคัญสูงสุด เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสิ่งสำคัญสุดยอดไว้ แม้จะต้องละเมิดหลักเกณฑ์หลักการอื่นไปบ้างก็ต้องทำ[13]

หากพิจารณาจากกรอบโครงความคิดหลักที่บทความได้พยายามทดลองเสนอมา จะเห็นได้ว่า สำหรับพันธมิตรฯ แล้ว ปัญหาทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่นักการเมือง ชั่ว และ ผู้เลือกตั้ง ที่เห็นแก่เงิน และทั้งหมดนี้รวมกันอยู่ใน ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง กรอบวิเคราะห์นี้ถูกวางพื้นฐานมาเป็นเวลานาน หลายสิบปี ด้วยแนววิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองที่เห็นว่า การล้มลุกคลุกคลานของประชาธิปไตยไทย เกิดจากการที่ประชาชนมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตย ปัญหานี้ถูกเน้นย้ำมากขึ้นเมื่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามามีบทบาทสำคัญชี้ขาดในรัฐสภา หลังจากหมดยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และความร้ายแรงของนักการเมืองและผู้เลือกตั้งที่ ขายเสียง ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ นี้ เหมือนมีฉันทามติร่วมกันในสังคมการเมืองไทยว่าปรากฏสูงโดดเด่นที่สุดในสมัยรัฐบาลทักษิณ

การเยียวยารักษาจึงต้องใช้วิธีการที่รุนแรงพอที่จะรักษาสาเหตุของโรคได้ [วิธีการรักษาย่อมถูกจำกัดขอบเขตความเป็นไปได้โดยการวิเคราะห์ปัญหา] และดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการ เพราะการต่อสู้กับสิ่งที่เลวร้ายเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งทำให้ฝ่ายศัตรูยิ่งแล้วร้ายขึ้นเท่าไหร่ การต่อสู้กับศัตรูก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมากขึ้นเท่านั้น การขยายประเด็นความรุนแรงของปัญหา วิกฤต ไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างระบบสาธารณรัฐ ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายศัตรูยิ่งเลวร้ายขึ้น ขณะที่การต่อสู้ของตนก็กลายเป็นสงคราม/ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ การจูงใจผู้เข้าร่วมด้วยกลุ่มคำศัพท์สงคราม และการทำให้การชุมนุมเป็นการทำสงครามก็ทำให้ตรรกะของสงครามครอบงำผู้กระทำการ ดังนั้น ศัตรู คือ ผู้ที่ต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด จะชอบหรือไม่ต่อหลักการประชาธิปไตยหรือหลักการอื่นใดที่มนุษย์ควรยึดถือในการปฏิบัติต่อกันก็ตาม

เชิงอรรถ:

[1] ดาวน์โหลดไฟล์เสียงได้ที่ URL mms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1002/1002-5499.wma


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[2]
สุวินัย ภรณวลัย ได้วิจารณ์บทความนี้ไว้ใน “2. พันธมิตรฯ รำลึก พลวัตของพันธมิตรฯ,” ผู้จัดการออนไลน์, 21 เมษายน 2552 ผู้เขียนเห็นว่าเป็นคำวิจารณ์เรื่องบริบทของคำปราศรัยนี้ เป็นข้อวิจารณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะหากพิจารณาบริบทอย่างละเอียด ก็จะตอกย้ำและทำให้ประเด็นที่บทความเสนอมีความหนักแน่นมากขึ้น ต่อมาใน “6. พันธมิตรฯรำลึก พลังของพันธมิตรฯ,” 19 พฤษภาคม 2552 สุวินัยได้แสดงความชื่นชมความสามารถของแกนนำพันธมิตรฯในการใช้กลุ่มคำศัพท์สงครามในการชักจูงผู้ชุมนุม โดยที่ไม่เข้าใจหรือไม่เห็นประเด็นที่บทความพยายามจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาหรือผลของการใช้กลุ่มคำศัพท์สงคราม

สำหรับข้อวิจารณ์อื่นๆ ของสุวินัยต่อบทความ คือ (1) กรณียกบทสนทนาของผู้ดำเนินรายการ Metro Life ทางวิทยุ ผู้เขียนไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ทางสื่อเครือผู้จัดการก็ได้ออกมาขอโทษและแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริงโดยได้ประกาศยุติการจัดรายการ Metro Life ไปแล้วนั้น เป็นปัญหาของ การอ่านอย่างไม่ละเอียดของสุวินัยเอง เนื่องจากได้ระบุไว้อย่างละเอียดแล้ว ในเชิงอรรถที่ 2 แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ การขอโทษแต่เป็น ขออภัยต่อกรณีการใช้คำพูดไม่เหมาะสมในการจัดรายการ” (2) กรณี ฐานะของนายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ Metro Life ที่บทความระบุ ในวงเล็บว่า เป็น บุตรชายทั้งที่เป็นเพียง หลานชายของนายสนธินั้น เป็นความผิดพลาดของผู้เขียนเอง แต่อย่างไรก็ตามการระบุ ฐานะที่ผิดพลาดนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอคือ คลื่น ยามเฝ้าแผ่นดินเป็นสื่อในเครือผู้จัดการ ซึ่งกระบอกเสียงของพันธมิตรฯ ย่อมมีบทบาทสำคัญในพันธมิตรฯมีปัญหาหรือผิดพลาดแต่ประการใด (3) ประเด็น ตัวตนของผู้เขียนในบทความ ที่ผู้วิจารณ์เห็นว่า เป็น ตัวตนที่อ่อนไหวต่อเรื่องความรุนแรง หรือ sensitive self ถ้าหาก หมายถึง ความไวและห่วงใยต่อความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว และการใช้มนุษย์คนอื่นเป็น เครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของตนเองนั้น ผู้เขียนไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาประการใด แต่การไม่มีสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นปัญหา


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[3]
ดูเรื่องราวของเขาได้ที่ ณรงศักดิ์ กรอบไธสง ศพแรกแห่งศึกพธม.-นปช,” คม ชัด ลึก, 3 กันยายน 2551 และ เปิดใจหลานเหยื่อม็อบปะทะ ขอให้น้าผมเป็นศพสุดท้าย...’,” กรุงเทพธุรกิจ, 4 กันยายน 2551, หน้า 14


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[4]
ผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากเหตุปะทะ,” มติชนรายวัน, 3 กันยายน 2551, หน้า 14 ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมของ นปก. (ในฝ่าย นปก. มีการรายงานจำนวนและชื่อของผู้ได้รับบาดเจ็บที่เป็นฝ่ายตนในสื่อทางอินเตอร์เน็ท) แต่ประเด็นผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นใครบ้างไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเท่าไหร่นัก โดย สิทธิพร จราดล ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในครั้งนี้ ผู้ตายได้รับเกียรติ ถูกทำให้เป็น คนไทยจากสื่อมวลชน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พวกเขาเป็นเพียง ลิ่วล้อทักษิณ” “ม็อบไข่แม้ว” “ม็อบเถื่อน” “ม็อบถ่อย” “ม็อบอันธพาลฯลฯ และ ถ้าณรงค์ศักดิ์ไม่ตาย แต่หากคนตายเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับเขา น้ำเสียงของกลุ่มองค์กรต่างๆ คงต่างไปจากนี้ บรรยากาศคงอึมครึม หม่นมัว หม่นหมอง สื่อมวลชนคงนำเสนอข่าวความตายนี้ทั้งวันดูใน ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง: ความตาย ราคาถูก,” ประชาไท, 4 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[5]
ดู ภาพนปช. - พันธมิตรปะทะกันจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3” ประชาไท, 2 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[6]
แน่นอนที่สุด ในเหตุการณ์นี้ (1) แกนนำ นปช. ที่นำการชุมนุม และทำให้เกิดการปะทะกัน และ (2) เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่สามารถหรือไม่มีความตั้งใจที่จะสกัดกั้น ป้องกันการปะทะ ต้องมีส่วนต้องรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อสงสัย นอกจากนั้น ผู้ชุมนุม นปก. บางส่วนก็มีอาวุธเช่นเดียวกัน


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[7]
สิทธิพร จรดล ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง: ความตาย ราคาถูก,” ประชาไท, 4 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[8]
หัวหน้า นักรบศรีวิชัยนายเจติศักดิ์ จันทร์ประดิษฐ์ ได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลัง ที่แสดงถึงท่าทีต่อ นปก. ในการทำงาน ที่สอดคล้องและไปทิศทางเดียวกับข้อความดังกล่าวข้างต้น ว่า เรามีหลักการว่า เราจะไม่สู้กับตำรวจ ไม่สู้กับทหาร แต่ถ้าเป็น นปก. เราสู้จนตัวตาย ฉวยอะไรได้ก็เอามันล่ะดูใน เปิดตัวนักรบศรีวิชัย พวกผมไม่ได้บุก NBT’,” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 8 กันยายน 2551 http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/08/news_292472.php


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[9]
อนุพงษ์ชี้ ฉุกเฉินแค่ยุตินองเลือด,” ไทยรัฐ, 3 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[10]
เพิ่งอ้าง


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[11]
พันธมิตรเรียก ช่างกลร่วมกู้ชาติ มาออกกำลังกายตี นปช. รับได้ทำประชามติ แต่ยันจุดยืนหมักต้องออก,” มติชนออนไลน์, 4 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[12]
สุริยะใส กตะศิลา “ ’การเมืองใหม่ภายใต้การต่อสู้ของพันธมิตรฯ,” ผู้จัดการออนไลน์, 25 มิถุนายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[13]
เกษียร เตชะพีระ ,“ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ,” ประชาไท, 29 สิงหาคม 2551 โดยเกษียรไม่เห็นด้วยกับท่าที่ของพันธมิตรฯ ในเรื่องนี้เพราะเห็นว่า สุ่มเสี่ยงอันตรายที่จะปลุกพลังรุนแรงที่อาจควบคุมไว้ไม่อยู่ขึ้นมา จนพลอยไปทำร้ายทำลายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออย่างเกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเครื่องมือ เป็นเหยื่อ และเป็นเครื่องบูชายัญสังเวยเป้าหมายความเชื่อของตนเอง