ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 10, 2010

เสื้อแดงยึดปืนหลายร้อยกระบอก ลั่นจะไม่นำมาใช้ยึดแนวสันติอหิงสา

ที่มา Thai E-News



กระสุนยาง-ทหารยิงปืนใส่ผู้ประท้วงเสื้อแดง โดยโฆษกทหารระบุใช้กระสุนยางยิง การปะทะในบ่ายนี้มีประชาชนบาดเจ็บ93ราย ทหาร-ตำรวจ22ราย ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมอ้างว่าได้ยึดอาวุธM16ไว้ราว500กระบอก(ภาพข่าว:REUTERS)

ยิงขึ้นบนอากาศ-ทหารปะทะผู้ชุมนุมเสื้อแดงหน้าอาคารสหประชาชาติใกล้สะพานผ่านฟ้าเพื่อ"ขอพื้นที่คืน" โฆษกทหารกล่าวว่ากองกำลังทหารได้ยิงปืนขึ้นบนฟ้าเพื่อเคลียร์ผู้ชุมนุม(an army spokesman said on Saturday, referring to an area where troops had earlier shot into the air to clear demonstrators-ภาพข่าว:รอยเตอร์)

ยืนหยัด-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเดินสู้แก๊สน้ำตาอย่างยืนหยัดระหว่างการเข้าสลายการชุมนุมของกองกำลังทหารช่วงบ่ายวันนี้ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 93 ราย ทหาร-ตำรวจบาดเจ็บ22ราย(ภาพข่าว:รอยเตอร์)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 เมษายน 2553

รายงานออนไลน์จากผู้สื่อข่าวไซเบอร์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่ ล่าสุดที่เวที มีการโชว์ปืนที่ถูกทิ้งไว้โดยนายทหารที่เข้าปะทะกับคนเสื้อแดงจำนวนมาก

คุณ Bugbunny แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จากประชาไทแจ้งว่า "คนเสื้อแดงริบปืนทหารได้หลายร้อยกระบอกจากสี่แยกคอกวัว" โดยแจ้งว่าเป็นการรายงานข่าวจากย่านสี่แยกคอกวัว ในขณะที่ภาพจากคุณรุ่งศิลาเผยให้เห็นปืนดังกล่าว



ด้านคุณ ประชานิยม รายงานข่าวผ่านทางเว็บบอร์ดประชาไทถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นบริเวณผ่านฟ้า

"รายงานจากผ่านฟ้า ขณะนี้ทหารถอยจากสะพานมัฆวานแล้ว หลังยิงปืน ยิงแก๊ซน้ำตาเท่าไร ประชาชนไม่ยุบ แถมการ์ด นปช. ยึดปืนทหารได้กว่าสองร้อยกระบอก เพราะทหารจำนวนมากก็ไม่อยากยิง แต่ทำไปเป็นแกนๆๆๆ (อย่าคืนทันทีล่ะ รอก่อน ไม่งั้นมันเอาเราอีกรอบ) ต้องขอปรบมืองามๆ ให้การ์ด นปช ที่เคยเป็นอดีตทหารพรานที่รับมือทหารได้อย่างดี

วันนี้ ตีไม่แตก เราชนะแน่นอน ตอนนี้ ทหารใช้ ฮ โปรยใบปลิวให้ประชาชนออกจากผ่านฟ้า บ้ะ ดีจริง ยิงไม่สำเร็จ เลยใช้โปรยใบปลิว อุว้ะ วิเศษจริงๆ ระบบทหารไทย

ทีวีพยายามออกข่าวว่า ขอพื้นที่คืน นี่ไม่ใช่การขอแล้ว แต่เป็นการยิงประชาชนอย่างโหดเหี้ยมม แม้จะยังไม่น่าจะใช่กระสุนจริง แต่กระสุนยางทำให้คนบาดเจ็บมากมาย 50 คนภาคสนาม แต่ทีวีบอก 33 คน ภาพที่ออกทางทีวีทุกช่องทำให้ประชาชนแห่ออกไปผ่านฟ้าและราชประสงค์กว่าสองแสนห้าหมื่นคน

ปิ่นเกล้าปิดสะพานข้ามแล้ว แต่ไม่อาจสกัดพลังผูรักชาติได้ มากันแน่นจริงๆ วันนี้ ถ้ามาร์ก เอาแดงไม่ลง เตรียมเดินทางไปต่างประเทศได้ ทักษิณมีโอกาสกลับไทยวันที่ 14 ตามที่อีทีทำนาย มีความเป็นไปได้สูง !!!!

อีกครึ่งชั่วโมง แดงราชประสงค์เตรียมลุยซอยร่วมฤดีไล่ด่านทหาร 1,000 คนที่สกัดประชาชนไม่ให้มาชุมนุมร่วมกับแดงราชประสงค์ได้

สรุป แดงผ่านฟ้ามีประมาณแปดหมื่นคน ราชประสงค์น่าจะแสนห้าหมื่นคน ยังไม่นับที่อยู่รอบๆ ใส่ขาวแต่เป็นแดงล้อมทหารรอบนอกอีนับหมื่นคน วันนี้ บ่ายสามไม่น่าต่ำกว่าสองแสนห้าหมื่นคน งานนี้ ไม่ใช่เมษา 52 แล้ว ระบอบมาร์กนาซีใกล้พินาศ"


ภาพผู้บาดเจ็บจากคุณฟ้าทอง

เจ็บทะลุ100เสื้อแดงยืนหยัดสู้..ขอเตือนทหารอย่าเสี่ยงดีกว่า:ปราบประชาชนโทษถึงประหาร

ที่มา Thai E-News



ยิงขึ้นบนอากาศ-ทหารปะทะผู้ชุมนุมเสื้อแดงหน้าอาคารสหประชาชาติใกล้สะพานผ่านฟ้าเพื่อ"ขอพื้นที่คืน" โฆษกทหารกล่าวว่ากองกำลังทหารได้ยิงปืนขึ้นบนฟ้าเพื่อเคลียร์ผู้ชุมนุม(an army spokesman said on Saturday, referring to an area where troops had earlier shot into the air to clear demonstrators-ภาพข่าว:รอยเตอร์)


ยืนหยัด-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเดินสู้แก๊สน้ำตาอย่างยืนหยัดระหว่างการเข้าสลายการชุมนุมของกองกำลังทหารช่วงบ่ายวันนี้ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 93 ราย ทหาร-ตำรวจบาดเจ็บ22ราย(ภาพข่าว:รอยเตอร์)





กวาดล้างVSยืนหยัด-กองกำลังทหารยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางใส่ผู้ประท้วง โดยอ้างว่าเพื่อ"ขอพื้นที่ราชดำเนินคืน"ตลอดบ่ายวันนี้ ขณะที่ผู้ชุมนุมได้ยืนหยัดต่อสู้ไม่ถอยหนี แม้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ในเวลา16.20TPBSรายงานว่าเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล30คน ขณะที่รัฐบาลกร้าวจะยึดพื้นที่ราชดำเนินให้ได้ภายใน18.00น. (ภาพข่าว:สำนักข่าวต่างประเทศ)



โดย Pegasus

สนธิสัญญากรุงโรม (Rome Statue) นักกฎหมายระหว่างประเทศจะทราบดี ส่วนศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้จะเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal court : ICC) และได้มีการตัดสินประหารชีวิตผู้นำของประเทศต่างๆมามากแล้ว จึงขอให้พิจารณาชั่งใจให้ดี และนำทหารกลับกรมกองเสีย ปล่อยให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง



หลังจากกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยนาซีเยอรมันแล้ว โลกก็ได้ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง

ต่อมามีกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีตยูโกสลาเวียและรวันดาที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว และผู้นำทั้งสองประเทศที่ได้สั่งฆ่าประชาชนก็ได้รับโทษไปแล้วเช่นเดียวกับกรณีของเขมรแดง

ที่น่าสนใจคือเจ้าของสื่อในประเทศรวันดา ที่ยุยงให้มีการฆ่าประชาชนเผ่าอื่นด้วยหลักฐานที่บอกว่าคนเผ่าอื่นนั้นเป็นเหมือนแมลงสาปก็ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว

ขอย้ำอีกทีว่านี่ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริง และประการสำคัญคือทหารที่เกี่ยวข้องกับกรณีเช่นนี้ จะมีความผิดอย่างไรก็ขอให้ติดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องนี้ให้ดี

ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีกว่า ไม่มีอำนาจใดๆในประเทศนั้นๆจะต่อต้านอำนาจของชุมชนระหว่างประเทศได้ ทหารที่กระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยปราศจากการคุ้มครองจากอำนาจมืดใดๆ และไม่แน่อำนาจมืดใดๆนั้นก็อาจกำลังต่อคิวขึ้นศาลต่อจากเหล่าทหารหรืออาจจะนำหน้าถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วก็ได้

เพื่อให้รู้ว่าไม่ได้ดำน้ำหรืออำกันเล่น จะขอแปลแบบสรุปความในแต่ละมาตราให้พอเข้าใจและหวังว่าพี่น้องทหารจะไม่กระทำความผิดในครั้งนี้เพราะจะไม่มีใครยอมท่านอีกแล้ว


Article 28

Responsibility of commanders and other superiors

ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอื่นๆ

In addition to other grounds of criminal responsibility under this Statute for crimes within the jurisdiction of the Court:

A military commander or person effectively acting as a military commander shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by forces under his or her effective command and control, or effective authority and control as the case may be, as a result of his or her failure to exercise control properly over such forces, where:
ผู้บังคับหน่วยทหาร หรือผู้ใดที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยทหาร จะรับผิดทางอาญาเมื่อกำลังทหารนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของตน หรือ เกิดจากความล้มเหลวในการควบคุมอย่างเหมาะสมต่อกำลังนั้น


(i) That military commander or person either knew or, owing to the circumstances at the time, should have known that the forces were committing or about to commit such crimes; and

ผู้บังคับหน่วยทหารหรือบุคคลใดนั้นไม่ว่าจะรู้หรือรับผิดชอบในเวลานั้น ควรทราบว่ากำลังของตนกำลังกระทำอาชญากรรม

(ii) That military commander or person failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.
ผู้บังคับหน่วยทหารหรือบุคคลใดนั้น ล้มเหลวในการวางมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดและรับผิดชอบภายใต้อำนาจเพื่อป้องกัน หรืออดกลั้นต่อภาระที่ได้รับ หรือเสนอกรณีนั้นต่อผู้มีอำนาจหน้าที่สำหรับการสอบสวนและฟ้องร้อง

(b) With respect to superior and subordinate relationships not described in paragraph (a), a superior shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by subordinates under his or her effective authority and control, as a result of his or her failure to exercise control properly over such subordinates, where:

ตามวรรคแรก จากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาจะรับผิดทางอาญาสำหรับอาชญากรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ภายใต้การควบคุมของตน เนื่องจากความล้มเหลวในการแสดงการควบคุมที่เหมาะสมต่อผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เมื่อ


(i) The superior either knew, or consciously disregarded information which clearly indicated, that the subordinates were committing or about to commit such crimes;

ผู้บังคับบัญชาได้ทราบหรือไม่สนใจข้อมูลอย่างที่วิญญูชนพึงทำ ซึ่งแสดงชัดว่า ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำหรือกำลังจะกระทำอาชญากรรม

(ii) The crimes concerned activities that were within the effective responsibility and control of the superior; and

อาชญากรรมนั้นเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการภายใต้ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชานั้น และ

(iii) The superior failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.

ผู้บังคับบัญชาล้มเหลวที่จะมีมาตรการที่จำเป็นและมีเหตุผล ภายใต้อำนาจของตนในการป้องกันและอดกลั้นต่อการทำภารกิจ หรือส่งกรณีนั้นให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในการสอบสวนและฟ้องร้อง

Article 33

Superior orders and prescription of law

1. The fact that a crime within the jurisdiction of the Court has been committed by a person pursuant to an order of a Government or of a superior, whether military or civilian, shall not relieve that person of criminal responsibility unless:

ความจริงที่ว่าอาชญากรรมที่ได้กระทำโดยบุคคลที่กระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา ไมว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม จะไม่สามารถนำมาอ้างได้จากความรับผิดทางอาญา ยกเว้น

(a) The person was under a legal obligation to obey orders of the Government or the superior in question;

บุคคลนั้นอยู่ภายใต้ความผูกพันที่จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา (ประเทศไทยมีข้อยกเว้นไว้ว่า ทหารจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำอาวุธสงครามมาใช้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะเกินกว่าเหตุของการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเปรียบได้กับตำรวจ ดังนั้น ทหารจะไม่สามารถยกข้ออ้างนี้มาเพื่อพ้นผิดได้)

(b) The person did not know that the order was unlawful; and

บุคคลนั้นไม่รู้ว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ (กรณีนี้ทหารไทยไม่ได้รับการยกเว้นจาก ข้อบังคับทหารที่ระบุไว้แล้ว)

(c) The order was not manifestly unlawful.

คำสั่งนั้นไม่แน่ชัดว่าผิดกฎหมายหรือไม่ (ทหารไทยผิดกฎหมายตั้งแต่นำอาวุธสงครามออกมาใช้กับประชาชนซึ่งไม่ใช่คู่สงครามแล้ว)

2. For the purposes of this article, orders to commit genocide or crimes against humanity are manifestly unlawful.

กรณีคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ(กรณีนี้คือประชาชนคนไทยซึ่งชุมชนระหว่างประเทศถือว่าเป็นมนุษยชาติ ไม่ใช่ทาสของใคร) เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง (ซึ่งหมายความว่า ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการเอาอาวุธมายิงใส่ประชาชนต้องผิดกฎหมายในทุกกรณี)


มาตราที่ยกขึ้นมานี้มาจากสนธิสัญญากรุงโรม (Rome Statue) นักกฎหมายระหว่างประเทศจะทราบดี ส่วนศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้จะเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal court : ICC) และได้มีการตัดสินประหารชีวิตผู้นำของประเทศต่างๆมามากแล้ว

สำหรับกรณีนี้เป็นเรื่องของทหารที่จับอาวุธโดยเฉพาะ จึงขอเตือนไว้ด้วยความหวังดี และกรณีที่เป็นผู้บังคับบัญชาแต่ทำเป็นว่าไม่อยู่ให้ผู้อื่นรักษาราชการแทน ก็ไม่พ้นความผิดนี้ได้ ดังรายละเอียดที่ได้แสดงมาแล้วนี้ จึงขอให้พิจารณาชั่งใจให้ดี และนำทหารกลับกรมกองเสีย ปล่อยให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง มนุษยชาติเดินทางมาไกลเกินกว่าจะเป็นทาส หรือไพร่แล้วและ ชุมชนระหว่างประเทศไม่เคยให้อภัยสำหรับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเพราะเขาถือว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน

อำนาจอำมาตย์ที่เป็นสิ่งโบราณเปรียบเสมือนสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์นั้นคุ้นเคยแต่การกดขี่ประชาชนด้วยอำนาจภายในประเทศ สนธิสัญญากรุงโรมที่ยกมาให้พิจารณานี้ แม้ว่าจะยังไม่มีใครนำมาใช้กับประเทศไทย แต่คราวนี้อาจเป็นครั้งแรก และความจริงก็คือมีการตัดสินมาแล้วหลายครั้งล้วนแต่เป็นเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งสิ้นและโทษที่ตัดสินมักเป็นการประหารชีวิต

ดังนั้นขอเตือนอีกครั้งว่าอย่าเสี่ยง

****************

‘ตาสว่าง’ ปลายทางการต่อสู้ของประชาชนแดง

ที่มา Thai E-News




การต่อสู้ในยุทธการผ่านฟ้ามีนา’53 เพื่อชิงเอาชัยชนะ แต่หากต้องพ่ายแพ้ก็ไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบายได้นอกจาก“มันเป็นพระประสงค์ของเทวดาผู้ยิ่งใหญ่” (แยก)ราชประสงค์มิอาจทำให้ประชาชน(แดง)สมประสงค์


โดย คุณTyranical Red

หมายเหตุไทยอีนิวส์:Tyranical Redเขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ภายใต้สมมุติฐานว่า การเคลื่อนไหวรณรงค์ของเสื้อแดงรอบนี้อาจรู้อยู่แล้วว่ายุทธการล่าสุดนี้อาจประสบความพ่ายแพ้ แต่ก็เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์หูตาสว่างทั้งแผ่นดิน ซึ่งจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวในเชิงปฏิวัติประชาชนในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามเป็นทัศนะของผู้เขียน โดยที่ไทยอีนิวส์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด


“…ถ้าคนเสื้อแดงแพ้ จะเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน…”
-จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช.,31มีนาคม 2553, ไทยพีบีเอส

เป้าหมายสองระดับของฝ่ายนำ

เป้าหมายที่แท้จริงของ นปช.ภายใต้การนำของสามเกลอ ผมเชื่อตามที่พวกเขาประกาศว่า คือ การยุบสภา

ส่วนเป้าหมายของดูไบ คือ ลากคอหัวหน้าใหญ่ออกมา โดยใช้ยุทธศาสตร์“ความพ่ายแพ้” เพื่อนำไปสู่การเปิดโปงหัวหน้าใหญ่ตัวจริงและคนเสื้อแดงจะหันมาสู้กับหัวหน้าใหญ่ตัวจริง

จึงเท่ากับเป็นการขยายความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับหัวหน้าอำมาตย์เบอร์รองๆ ไปสู่หัวหน้าอำมาตย์เบอร์หนึ่ง เชื่อว่าปัจจุบันมวลชนส่วนข้างมากยังเชื่อว่าเบอร์หนึ่งไม่เกี่ยว แต่เบอร์รองๆลงมาเกี่ยวข้องทุกคน และอีกมากที่รู้ว่าเบอร์หนึ่งเกี่ยว แต่ก็ไม่คิดจะสู้กับเบอร์หนึ่ง

ความพ่ายแพ้จะทำให้คนเหล่านั้นตาสว่างและหันมาสู้กับเบอร์หนึ่งเสียที ขณะเดียวกันยังเป็นการขยายความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายที่ส่วนใหญ่สู้กันในแนวทางสันติให้เป็นสงครามประชาชน(เรียกในชื่ออื่นว่า การปฏิวัติโดยประชาชน สงครามกลางเมือง เป็นต้น) ซึ่งแนวทางการใช้ความรุนแรงจะค่อยๆเพิ่มระดับขึ้น มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆจนอาจจะสำคัญพอๆกับแนวทางสันติได้ในอนาคต(กล่าวให้สั้นที่สุดเพียงประโยคเดียว คือ การเปลี่ยน“ความพ่ายแพ้”ให้เป็น“ตาสว่าง” และเปลี่ยน “การปฏิรูป” ให้เป็น“การปฏิวัติ”)

สิ่งที่แกนนำ นปช.อย่างจรัล ดิษฐาอภิชัย พูดว่า “…ถ้าคนเสื้อแดงแพ้ จะเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน…” นั้นคงมาจากประสบการณ์การต่อสู้ที่ยาวนานหลายสิบปีที่เห็นว่าเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่อาจบานปลายไปสู่การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนได้โดยไม่ยากนัก

ผมเชื่อแน่ว่าแกนนำ นปช.ส่วนใหญ่คงไม่มีใครคิดไปถึงขั้นนั้นแน่ เพราะดูจากข้อเรียกร้องยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องที่ต่ำมาก และคงเป็นความบังเอิญที่ไปสอดคล้องกับความคิดของดูไบมากกว่า

การเคลื่อนไหวใหญ่รอบนี้ดูจะเป็นภาคบังคับพอสมควร ตามที่เคยประกาศไปปลายปีที่แล้ว ที่จริงการเคลื่อนไหวใหญ่เป็นระยะๆดูจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการรักษาขบวน แต่ท่าทีของดูไบก็ไม่ค่อยสนับสนุนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งหนึ่งในสามเกลอประกาศไว้ราวกับว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ถ้าแพ้ก็ตายหรือไม่ก็หามออกจากสนามรบอะไรทำนองนั้น

แต่ตอนนี้ดูไบจะสนับสนุน(แม้ไม่เต็มที่)เพราะเป็นการเคลื่อนไหวหลังการยึดทรัพย์ การยึดทรัพย์ทำให้การเจรจาประนีประนอมดูเหมือนจะถึงทางตันจริงๆ(แม้จะถูกยึดแค่สองในสาม แต่ที่จริงคือการยึดหมด เพียงแต่เป็นการยึดด้วยคดีอื่นๆที่จะตามมาอีกเยอะ คือยึดจนไม่พอจะยึด) เชื่อว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้เหมือนการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายของดูไบที่ต้องการให้อีกฝ่ายมาเจรจาประนีประนอมซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว

หากยังไม่ยอมดูไบก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเดินหน้าล้มทั้งระบบจริงๆเสียที ผมเชื่อว่าดูไบพอใจที่จะได้เงินคืนหนึ่งในสามมากกว่าจะต่อสู้แบบล้มล้างให้ตายกันไปข้างหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าจะได้ชัยชนะหรือไม่ สู้เอาหนึ่งในสามไว้ก่อนพร้อมๆกับหลุดพ้นจากคดีไม่ดีกว่าหรือ ส่วนจะหาเพิ่มทีหลังไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากอีกฝ่ายไม่เอาด้วยก็จะได้ถือโอกาสนี้ยกระดับการต่อสู้ไปให้สุดทางถึงระดับตาสว่างทั้งแผ่นดินและถอนรากถอนโคนกันจริงๆเสียที

ถ้าต้องไปไกลจนสุดทางจริงๆ ความพ่ายแพ้ในยุทธการครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างที่สุด เพื่อนำไปสู่การยกระดับการต่อสู้อย่างก้าวกระโดด เหมือนกับเหตุการณ์ 13 ตุลา ยิ่งพ่ายแพ้ย่อยยับและสูญเสียอย่างหนักเท่าใดก็ยิ่งส่งผลดีต่อการยกระดับมวลมหาประชาชนไปสู่อาการ“ตาสว่าง”มากขึ้นเท่านั้น แต่อาจต้องแลกกับการบาดเจ็บล้มตายมากเช่นเดียวกัน ความพ่ายแพ้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงเดินมาสุดทางแล้ว ฝ่ายศัตรูไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำการปฏิวัติล้มทั้งระบอบเพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ยุทธการผ่านฟ้า-ราชประสงค์ ทำไมดูไบจึงสนับสนุนแบบครึ่งๆกลางๆ

ตอนแรกประเมินกันว่าคนเข้าร่วมชุมนุมน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามแสน(หมายถึงตัวเลขที่แท้จริง ส่วนตัวเลขทางการเมืองอาจจะห้าแสน หนึ่งล้าน) คือ ภาคเหนือหนึ่งแสน อีสานหนึ่งแสน ภาคกลางห้าหมื่น กรุงเทพห้าหมื่น ที่เหลือภาคใต้ห้าพัน แต่มาจริงประมาณครึ่งของที่ประเมิน(คนเข้าร่วมจริงๆในวันที่ 14 มีนาคม ประมาณแสนห้าหมื่นถึงสองแสนเท่านั้น) ตัวเลขที่แท้จริงฝ่ายทหารและตำรวจสามารถประเมินได้ใกล้เคียงมากทีเดียว (ที่สำคัญคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ที่มาโดย ส.ส. ถูกมอบหมายให้มาแค่ช่วงสั้นๆ3-5 วัน เท่านั้น)

เข้าใจว่าดูไบคงประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้วว่ายุทธการผ่านฟ้าฯถึงอย่างไรคงไม่ชนะ แต่จะไม่หนุนสามเกลอเสียทีเดียวก็ดูจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าเกินไป จึงหนุนแบบครึ่งๆกลางๆ อย่างที่บอกสามเกลอมีอิทธิพลต่อดูไบมาก แม้ดูไบจะเป็นเหมือนกล่องดวงใจ แต่ดูไบก็ต้องพึ่งพาสามเกลอมากมายมหาศาล สามเกลอจึงน่าจะมีอำนาจต่อรองสูงมากกว่ากลุ่มการเมืองใด เพราะการต่อสู้ที่ผ่านมาภายใต้การนำของสามเกลอส่งผลสะเทือนต่อฝ่ายตรงข้ามมากกว่าการต่อสู้โดยกลุ่มการเมืองอื่นแม้แต่ในสภาที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเสียอีก(เอาเข้าจริงสามเกลอคนหนึ่งก็มีบทบาทในสภาและในพรรคมากพอสมควรด้วยซ้ำไป)

ตอนแรกดูไบทำท่าจะหนุนแค่ช่วงสั้นๆ แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจเพราะเห็นว่ารัฐบาลใช้วิธีปล่อยให้แห้งตาย จากเดิมที่ตอนแรกหลายฝ่ายประเมินว่าจะเกิดการปราบปราม เมื่อฝ่ายรัฐเลือกที่จะไม่ใช้กำลัง หากไม่หนุนต่อก็จะทำให้การเคลื่อนไหวรอบนี้แทบสูญเปล่า แพ้ง่ายเกินไป ประกอบกับ นปช.เคลื่อนขบวนทั่วกรุงในวันที่ 20 มีนาคม กระแสคนกรุงตอบรับดีมาก การไม่สนับสนุนท่ามกลางกระแสสูงดูจะไม่เป็นผลดีกับดูไบ ทั้งที่รู้ว่าคงยากที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ของการต่อสู้ ยังไงก็แพ้ จะแพ้มากแพ้น้อยเท่านั้น

เป็นไปได้เหมือนกันว่าดูไบอาจจะลังเล คือ ใจหนึ่งคงอยากได้อะไรติดมือเป็นชัยชนะรายทางบ้างเหมือนกัน(เพราะกระแสสูงจึงน่าเสี่ยงสนับสนุนต่อไป) เช่น ถ้ายุบสภาสำเร็จ เลือกตั้งใหม่ได้เป็นรัฐบาลก็อาจจะนิรโทษกรรมพ้นคดี ได้กลับบ้าน ฯลฯ ก็ยังดี เผลอๆได้กลับสู่อำนาจอีกก็จะทำอะไรได้อีกเยอะด้วยตัวเอง การต่อสู้ให้แนวทางตาสว่างเป็นการลงทุนระยะยาวที่แพงไปหน่อยโดยที่ไม่รู้จะบรรลุผลเมื่อไหร่ คืออันไหนได้ก่อนก็คว้าไว้ก่อน แต่ถ้าไม่ได้ก็สู้ยาวในเป้าหมายใหญ่ก็ยังไม่สาย

การนำของสามเกลอที่ดูไบกำลังพยายามปรับเปลี่ยน

ที่ผ่านมาสามเกลอเกือบจะผูกขาดการนำทั้งหมด ดูไบกำลังเกลี่ยการนำโดยเพิ่มบทบาทของบรรดา ส.ส.เพื่อไทยภายในขบวน นปช.ให้มากขึ้น เป็นไปได้ว่าต่อในเราอาจจะเห็นคนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ๆขึ้นมามีบทบาทในขบวน นปช.มากขึ้นก็เป็นได้ ขณะเดียวกันดูไบก็กำลังสร้างขบวนการอีกขบวนหนึ่งคู่ขนานกับ นปช. ไว้เป็นทางเลือกหรือคู่แข่งกับ นปช.ในอนาคต ขบวนการคู่ขนานนี้อาจจะมีแนวทางหรือมีลักษณะหลายๆอย่างที่ได้รับอิทธิพลจากคนประเภทแดงจัด เช่น จักรภพ สุรชัย ชูพงษ์ ฯลฯ(เผลอๆ สองสามคนที่กล่าวถึงเข้ามามีส่วนโดยตรงในขบวนการคู่ขนานนี้ด้วย)

สามเกลอมีลักษณะบางอย่างคล้ายๆเนวิน คือ มีอิทธิพลมากเกินไปจนเกือบจะขี่คอดูไบอยู่แล้ว แต่กรณีเนวินจัดการได้ง่ายกว่าเพราะไม่ได้นำมวลชนอย่างเข้มแข็งใหญ่โตขนาดนี้ ขณะเดียวกันเนวินก็เลือกที่จะจากไปแทนที่จะเลือกต่อสู้แข่งขันภายในพรรค โดยเปรียบเทียบแล้วสามเกลอในระยะปีเศษมานี้มีอิทธิพลต่อดูไบมากกว่าสมัยเนวินเรืองอำนาจเสียอีก

อย่างไรก็ตามการกำจัดสามเกลอแบบที่เคยทำกับเนวินนั้นจะส่งผลกระทบกับขบวนการคนเสื้อแดงอย่างมาก การจะหาคนที่มีความสามารถสูงและได้รับการยอมรับจากมวลชนระดับเดียวกับสามเกลอเป็นเรื่องยากมาก การเก็บสามเกลอไว้ดูจะเป็นประโยชน์กว่า แต่ต้องหาทางลดบทบาทสามเกลอด้วยการเพิ่มบทบาทของกลุ่มอื่นๆขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลกับสามเกลอ เช่น คนในพรรคเพื่อไทยดังที่กล่าวมาแล้ว และประการสำคัญเชื่อว่าดูไบคงรู้ดีว่าขบวนการคนเสื้อแดงภายใต้แนวทางแบบสามเกลอคงไม่อาจไปถึงเป้าหมายสูงสุดได้(แม้สามเกลอจะรู้ดีว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง แต่สามเกลอคงไม่คิดสู้กับสิ่งนั้นอย่างจริงจัง)

ดังนั้นหากต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางก็คงต้องหาทางทำให้ส่วนอื่นๆขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งทำให้สามเกลออ่อนกำลังลงไปก่อน นั่นคือ ความพ่ายแพ้ในยุทธการผ่านฟ้า-ราชประสงค์ จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การนำของสามเกลอถูกตั้งคำถามมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนอะไรๆก็คงจะง่ายกว่าที่เป็นอยู่

บทเรียนการนำและการตัดสินใจในสงกรานต์เลือด

ปัญหาใหญ่คือจะจำกัดความพ่ายแพ้ไม่ให้เสียหายหนักจนไม่อาจฟื้นคืนชีพได้ในเวลาอันสั้นได้อย่างไร?

การนำที่ค่อนข้างเบ็ดเสร็จของสามเกลอ นำไปสู่การผิดพลาดในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด(เช่น การประกาศไม่ชนะไม่เลิก การยกระดับไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น) และการตัดสินใจไม่ยอมถอย/สลายการชุมนุม แม้แต่ในคืนวันที่ 12 เมษายน 2552 ที่มีการหารือเรื่องนี้กันอย่างเคร่งเครียด จนในที่สุดต้องยอมจำนนอย่างหมดทางสู้ในวันรุ่งขึ้น

เบื้องหลังการตัดสินใจไม่ถอยในคืน 12 เมษายน 52

12 เมษายน 2552 เหตุการณ์คับขันเข้าขั้นวิกฤติ ผู้ชุมนุมถูกทหารปิดล้อมไม่ให้ส่งเสบียงและน้ำ ทหารเปิดทางให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านแต่ไม่อนุญาตให้คนเข้าไปชุมนุมเพิ่ม(ว่ากันว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสื้อแดงสองคนถูกสังหารเพราะพยายามเข้าไปในที่ชุมนุมและอาจกระทบกระทั่งกับทหารที่ตั้งด่านอยู่ จึงถูกสังหาร) มีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนมาขึ้นเวทีในช่วงกลางวัน เช่น จาตุรนต์ ฉายแดง วัลลภ ปิยะมโนธรรม หมอลักษ์ เรขานิเทศ ตอนเย็นเริ่มมีการปะทะกับทหารประปรายโดยรอบพื้นที่ชุมนุม โดยเฉพาะถนนราชดำเนินระหว่างแยกมิสกวันกับลานพระบรมรูปทรงม้า และมีการเผาตึกกรมอาชีวศึกษาแต่โชคดีที่ไฟไม่ลาม มีการก่อกวนโดยรอบ มีเสียงดังคล้ายระเบิดเป็นระยะ(คาดว่าเป็นประทัดยักษ์) มีเสียงปืนดังเป็นระยะในตอนกลางคืน รวมทั้งชาวบ้านนางเลิ้งสองคนก็ถูกยิงตายในคืนนั้น

ตอนเย็นนั้นมีการหารือกันในหมู่แกนนำความจริงวันนี้และ นปช. แกนนำบางคนเสนอให้หาทางถอย เช่น เสนอให้ถอยไปสนามหลวง มีการอภิปรายกันพอสมควรจนเกือบจะเป็นฉันทามติว่าต้องถอย แต่หนึ่งในสามเกลอให้เหตุผลว่าถ้าถอยเท่ากับยอมแพ้และจะไม่สามารถนำมวลชนได้อีก(ในอนาคต) โดยยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ถอย แต่ก็จะไม่สู้ ถ้าฝ่ายรัฐจะจับก็ให้เข้ามาจับในท่ามกลางฝูงชน ทำให้สามเกลออีกคนหนึ่งเห็นด้วย ส่วนสามเกลอตัวหัวหน้าไม่แสดงท่าทีใดๆ แกนนำที่เหลือก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก นั่นเท่ากับว่ามติแกนนำในเย็นวันนั้นคือ ไม่ถอย ไม่สู้ อยากจะจับให้เข้ามาจับกลางฝูงชน

การตัดสินใจ ถอย-ไม่ถอย หากต้องเพลี่ยงพล้ำในยุทธการผ่านฟ้า มีนา’53

เข้าใจว่าแกนนำหลายคนคงสรุปบทเรียนจากเมษาปีที่แล้วว่าจะไม่ดึงดันต่อสู้จนต้องพ่ายแพ้ย่อยยับอีกในรอบนี้ ถ้าถึงที่สุดแล้วเดินหน้าไปต่อไม่ได้ก็จะถอย แต่จากบทเรียนเมษาคือมีจังหวะที่จะถอยได้แต่ไม่ถอย(ไม่ใช่แค่วันที่ 12 เมษา) ในที่สุดจึงต้องจำนนอย่างหมดทางสู้

รอบนี้หากแกนนำคนอื่นๆต้องการถอยภายใต้ภาวะที่สามเกลอกุมการนำ สามเกลอจะยอมหรือไม่ ใครจะทัดทานสามเกลอได้หากสามเกลอไม่ยอมถอย เข้าใจว่าแม้แต่ดูไบก็คงไม่สามารถทัดทานได้ อีกอย่างคือจะต้องพ่ายแพ้ถึงระดับไหนถึงจะเพียงพอที่จะยกระดับไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดได้

ปัญหานี้เชื่อว่าไม่ว่าแพ้มากแพ้น้อยก็สามารถทะลุไปถึงเป้าหมายสุดท้ายได้ แต่ถ้าแพ้ย่อยยับก็จะไปถึงได้เร็วหน่อย ถ้าแพ้น้อยก็ถึงช้าหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าต้องการก้าวกระโดดแค่ไหน(เท่าที่พยายามยื้อมาได้เกือบเดือน พยายามทำทุกวิถีทางก็ไม่สำเร็จ ก็น่าจะพอที่จะไปขยายผลให้ตาสว่างกันทั้งแผ่นดินได้ไม่ยากแล้วว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน) แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากที่สุดคือ ความเสียหายของขบวนการที่ไม่แน่ว่าจะรื้อฟื้นคืนมาได้ง่ายๆเหมือนปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตัดสินใจสู้ตาย ก็มีคนพร้อมสู้ตายและจะต้องเจ็บและตายจริงๆ ส่วนแกนนำก็คงถูกกวาดเรียบ ขบวนก็เสียหายหนัก และฟื้นยาก

ของฝากพวกชอบสันติ

ของฝากนักสันติวิธี นักปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และพวกที่เสนอให้ใช้สันติวิธี หากเหตุการณ์เข้าขั้นวิกฤติจนยากจะเลี่ยงความรุนแรง ขอเสนอวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยเรียกร้องให้คนเหล่านี้มาเป็นโล่มนุษย์ โดยส่งพวกเขาไปอยู่ในแนวปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐและต้องอยู่จนนาทีสุดท้าย เพื่อให้พวกเขาได้พิสูจน์ความมีสันติในตัวเอง ว่าพร้อมจะยอมตายเพื่อสันติหรือไม่ การเป็นโล่มนุษย์น่าจะช่วยให้ฝ่ายรัฐต้องคิดหนักที่จะใช้ความรุนแรง(ที่จริงขอเรียกร้องให้พวก ส.ส., ส.ว. ปัญญาชน นักวิชาการ คนมีชื่อเสียงทั้งหลาย มาเป็นโล่ห์มนุษย์ด้วย) แต่ถ้าไม่เกิดเหตุรุนแรงจะดีที่สุด

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความพ่ายแพ้ของประชาชนเสื้อแดง

หากเสื้อแดงแพ้เชื่อแน่ว่าหลังจากนั้นสิ่งที่จะตามมา คือ จะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่พอสมควรตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง โดยเอาทุกฝ่ายมาร่วมโดยไม่สนใจเสื้อแดงว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ พูดง่ายๆคือโดดเดี่ยวเสื้อแดง แต่การปฏิรูปคงไม่แตะต้องปัญหาสำคัญที่แท้จริงอยู่ดี

สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างตอนนี้(คิดหยาบๆโดยไม่ได้ตรวจสอบกฎหมาย)คือความเป็นไปได้ของการยุบพรรคเพื่อไทยด้วยข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงเพราะไปร่วมเคลื่อนไหวกับเสื้อแดง เพื่อทำให้พรรคอ่อนแอลงไปอีก เพราะจะมีหลายคนที่ถูกตัดสิทธิ์(ด้วยข้อหาความมั่นคงเพราะไปร่วมกับเสื้อแดง) แล้วรีบชิงยุบสภา จะทำให้พวกเพื่อไทยที่เหลือรอดตั้งตัวไม่ติด ผึ้งแตกรัง หาพรรคใหม่ไม่ทัน ฝ่ายรัฐบาลเดิมชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก ทำให้มีเวลาอีก 4 ปีในการจัดการอะไรต่อมิอะไรได้ตามต้องการ

การต่อสู้ในยุทธการผ่านฟ้ามีนา’53 ที่ขยายแนวรบไปสู่(แยก)ราชประสงค์ คนเสื้อแดงพยายาม(จำเป็นต้อง)ผ่านพื้นแผ่นดินและฟ้า(สะพานผ่านพิภพลีลา และสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) ไปสู่(แยก)ราชประสงค์ ที่รายล้อมไปด้วยเทวดาถึงหกองค์(พระพหรม พระพิฆเนศ พระตรีมูรติ พระอิศวร พระนารายณ์ทรงครุฑ พระลักษมี พระอินทร์)เพื่อชิงเอาชัยชนะ แต่หากต้องพ่ายแพ้ก็ไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบายได้นอกจาก“มันเป็นพระประสงค์ของเทวดาผู้ยิ่งใหญ่” (แยก)ราชประสงค์มิอาจทำให้ประชาชน(แดง)สมประสงค์

ฉากสุดท้ายที่อยากเห็น แต่คงไม่ได้เห็น

อยากเห็นแกนนำ นปช.ประกาศชัยชนะท่ามกลางความพ่ายแพ้ทำนองว่า
“ความพ่ายแพ้ในยุทธการผ่านฟ้าฯ ได้เป็นบทพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยแก่พี่น้องประชาชนแดงแล้วว่า พวกเราได้พยายามทุกวิถีทางอย่างสุดความสามารถที่มนุษย์ธรรมดาพึงจะกระทำได้แล้ว พวกเราเดินมาสุดทางจนพวกเราตาสว่างแล้วว่า จอมบงการสูงสุดของฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยไม่ยอมอ่อนข้อให้ประชาชนแม้แต่น้อย พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกต่อไป นอกจากต้องทำลายกำแพงแห่งอุปสรรคนั้นเสียให้สิ้นซากเพื่อเดินหน้าไปสู่การสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พวกเราขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่าพวกเราจะเอาชนะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเอาชนะได้สำเร็จ ให้จงได้”

แถลงการณ์พรรคการเมืองเพื่อนบ้าน อภิสิทธิ์ต้องเคารพสิทธิเสื้อแดง หยุดคุมสื่อยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ที่มา Thai E-News



แถลงการณ์พรรคสังคมนิยมมาเลยเซียและองค์กรสังคมนิยมอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อภิสิทธิต้องลาออก ต้องยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง!!
ต้องเคารพสิทธิในการประท้วง ต้องหยุดควบคุมสื่อ!!


เรา องค์กรสังคมนิยมในประเทศเพื่อนบ้าน มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีทหารหนุนหลัง ได้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินท่ามกลางการประท้วงของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย ยิ่งน่าเป็นห่วงเพราะรัฐบาลปิดกั้นสื่อเสรีและใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉินที่สามารถใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงได้

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ได้รณรงค์ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อต่อตานรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากาการเลือกตั้งของ อภิสิทธิ เวชชาวีวะ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปีนี้

วิกฤติปัจจุบันเริ่มจากการที่ทหารทำรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ทักษิณ ชินวัตร ทหารเผด็จการได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 และนำรัฐธรรมนูญทหารเข้ามาใช้แทน พวกเสื้อเหลืองฟาสซิตส์มีการเคลื่อนไหวต่อต้าน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2550 และรัฐบาลปัจจุบันของอภิสิทธิ ขึ้นมามีอำนาจได้ผ่านการกระทำของทหาร ม๊อบฟาสซิสต์เสื้อเหลือง และรัฐประหารโดยศาล

รัฐบาลปัจจุบัน กองทัพและพวกเสื้อเหลืองกลัวที่จะลงแข่งในการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะเขาทราบดีว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนในประเทศไทยสนับสนุนคนเสื้อแดง นี่คือสาเหตุที่อภิสิทธิ์ และพวกชนชั้นสูงไม่ยอมยุบสภาและพยายามซื้อเวลาและข่มขู่ที่จะใช้การปราบปราม มันเป็นที่ชัดเจนว่าอภิสิทธิและพวกอำมาตย์กำลังพยายามนำประเทศชาติไปสู่เผด็จการฟาสซิสต์

ประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ของการต่อสู้ทางชนชั้น ชนชั้นปกครองเก่าร่วมกับกองทัพในการที่จะทำลายประชาธิปไตย ส่วนคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย เป็นคนส่วนใหญ่ที่เป็นกรรมาชีพ ชาวไร่ชาวนา หรือ คนจน การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้พิสูจน์ความสามารถในการเคลื่อนไหว และการที่ได้รับการสนับสนุนคนส่วนใหญ่ ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้กระทบกระเทือนพวกอำมาตย์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นก้าวสำคัญสำหรับคนธรรมดาในประเทศไทย ที่จะสร้างประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม
เราเรียกร้อง

1. ให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มีทหารหนุนหลัง ลาออกทันที และจัดการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย
2. ให้รัฐบาลหยุดใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง และเคารพสิทธิในการประท้วง การจัดตั้ง และ การนัดหยุดงาน
3. ให้รัฐบาลหยุดทำลายเสรีภาพและการปิดกั้นสื่อ
4. ทหารและรัฐบาลต้องไม่ทำรัฐประหารอีก


วิกฤติปัจจุบันในประเทศไทยมีวิธีเดียวที่จะแก้ได้ คือผ่านกระบวนการประชาธิปไตย และมีอำนาจของประชาชน เราขอสนับสนุนและส่งความสมานฉันท์ถึงกรรมกร ชาวไร่ชาวนา และ คนยากจนในประเทศไทย ที่กำลังต่อสู้กับอำมาตย์ เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่แท้จริงๆ

ลงชื่อ

พรรคสังคมนิยมมาเลเซีย และองค์กรสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ)
.........
แถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษ

Joint Statement
Thailand: Resolve the Crisis through Democracy, not Crackdown


We, the undersigned organisations, are deeply concerned over the current situation in Thailand where military-backed Prime Minister Ahbisit Vejjajiva has declared a state of emergency amidst escalating protests calling for fresh election.

The situation is worrying as the Thai government closes down all opposition media and gives sweeping new powers to the security forces to prepare for a violent crackdown on the Red Shirt protesters.

The United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD) or more well-known as the Red Shirts has re-launched massive protests against the military-installed unelected Ahbisit government since last March.

The current crisis unfolded in September 2006, when the military staged a coup against the government of Thaksin Shinawatra, scrapped the 1997 popular Constitution and replaced it with a military-sanctioned constitution. The royalist Yellow Shirts started to organize fascistic demonstrations when the pro-Thaksin party won in the 2007 election. The current Ahbisit government was installed by the military after the fascistic mobilizations by the yellow shirts and a coup by the court.

The government, the army and the Yellow Shirts are afraid to face real democratic elections, as they know that they would lose since the majority of the poor support the Red Shirts. Ahbisit and the ruling elite are refusing to call for elections and are trying to buy time and even preparing for a violent crackdown. It is becoming clear that Ahbisit and the old elite are bringing the country towards a fascist dictatorship.

Thailand has entered a new phase of class war. The old ruling elite with the backing of the military are using all means to scrap democracy in Thailand. The pro-democracy Red Shirts comprised of the majority of the working class, peasantry and poor, have shown their real popularity and mobilizing strength which has definitely shaken the royalists and the military. With the broadening of the masses’ support for the Red Shirts, it could be a new and important step in the struggle of the ordinary people in Thailand for the restoration of democracy and social justice.

We call for:

- The immediate resignation of the military-installed Ahbisit government and the holding of fresh democratic elections.
- A halt to all forms of violent crackdown against Red Shirt protesters. Respect the right of the people to organize, to protest and to strike.
- A halt to the suppression of democratic rights and clampdown on the media.
- the government to not resort to any military coup


The current crisis in Thailand only can be resolved through genuine democracy and people’s power. We extend our support and solidarity to all workers, peasants and poor in Thailand who struggle against the anti-democratic government and for the restoration of real democracy.

Signed by,

Socialist Party of Malaysia (PSM)

--
International Bureau
Socialist Party of Malaysia / Parti Sosialis Malaysia (PSM)

Address:

No.22A, Lorong Vivekananda, 50470 Brickfields, Kuala Lumpur, MALAYSIA.
Tel: +60-3-22747791, (mobile) +60-19-5669518
Fax: +60-3-87374772
email: (headquarters) psmhq@tm.net.my
(international bureau) int.psm@gmail.com

visit our website at:
http://parti-sosialis.org/

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ.2553

คำถามจากนักวิชาการออสซี่ ฉันทามติ ประเทศไทย?

ลับๆ ล่อๆ

แม้วลิงก์แดงโชว์ตัว ปัดเป็นมะเร็ง อ้างโดนกวนสัญญาณ

โคทม เตือนแดงอย่ารุกทหารเกินเหตุ

ทหาร10กองร้อย ยึดไทยคมคืน สั่งตรึงเข้มทั่วพื้นที่

ถลำลึก

การ์ตูน เซีย 10/04/53

'จอดำ' ยิ่งเร้าคนดู?

แดงรุกเหลืองไล่ที่?

ธรรมะบริสุทธิ์

ทางสุดท้าย

C-band - Ku-band

วิชัย สังข์ประไพ มือเจรจาม็อบ

ความจริงของจ่าเพียร

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน‘วัดใจทหาร’

ไทยในกำมืออภิสิทธิ์

ได้ปราชญ์ชาติรุ่ง 1

ประมวลภาพเสื้อแดง วันที่ 10 เม.ย.

เผยปะทะเจ็บแล้ว47ราย-แดงประกาศเสริมกำลัง

ช็อตต่อช็อตสมรภูมิลาดหลุมแก้ว

ที่มา Thai E-News



*ส่วนหนึ่งของผู้ประท้วงวัยรุ่นพากันขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ร่วมกับผู้ชุมนุมประท้วงอีกหลายหมื่นคน


*ที่ซึ่งมีกองกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือเข้ามายึดสถานีดาวเทียมไทยคมไว้เพื่อปิดกั้นสัญญาณการออกอากาศของโทรทัศน์พีเพิลแชนัล สื่อหลักของผู้ประท้วง รออยู่แล้ว

*ผู้ประท้วงได้เจรจาขอให้กองกำลังทหารถอนกำลังออกไป เพราะการปิดกั้นสื่อของรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย


*ทหารได้ฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงก่อนเพื่อสกัดกั้นการบุกเข้าไปยังที่ทำการไทยคม

*และได้ขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วง

*ผู้ประท้วงเก็บแก๊สน้ำตาได้และขว้างกลับไปยังกองกำลังทหาร

*มีระเบิดเพลิงโยนไปยังกองกำลังทหารด้วย แต่ไม่รู้ฝีมือของใคร

*กองกำลังทหารพากันหลบแก๊สน้ำตาที่ผู้ประท้วงขว้างกลับมา

*ผู้ประท้วงปาก้อนหินใส่กองกำลังทหารด้วย

*ทหารกับผู้ประท้วงเสื้อแดงรายหนึ่งช่วยกันหิ้วปีกทหารที่บาดเจ็บ มีรายงานว่าหลังจบฉากชุลมุน ผู้ประท้วงได้ยื่นน้ำอาหารให้ทหาร และนั่งสนทนากัน

*ผู้ประท้วงได้ปลดอาวุธของทหารเพื่อป้องกันการใช้กำลังอาวุธ

หลังจากปลดอาวุธแล้วก็ได้นำมาวางกองกันไว้(ภาพข่าวทั้งหมด:สำนักข่าวต่างประเทศ)

-อ่านรายงานข่าวAPเพิ่มเติม


ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้เขียนรายงานข่าวส่งให้สำนักข่าวต่างประเทศเข้าใจความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยในวันที่ 9 เมษายน2553 ไม่ใช่การ"เข้ายึด"สถานีดาวเทียม แต่เป็นการประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล การประท้วงเป็นไปอย่างสงบ แต่ทหารกลับใช้ระเบิดแก๊สน้ำตากับผู้ประท้วง จึงพบกับการตอบโต้ โดยความเคลื่อนไหวทั้งหมดก็เพื่อเรียกร้องประชธิปไตยที่พรรคประชาธํปัตย์ร่วมมือกับอำมาตย์ และพันธมิตรขวาจัดปล้นชิงไปจากประชาชนไทยอย่างขาดความชอบธรรม


Friday 9th April, Thailand, time for immediate fresh elections

By Giles Ji Ungpakorn

After the military-backed Democrat Party Government of Abhisit Vejjajiva declared a state of emergency and issued arrest warrants for pro-democracy Red Shirt leaders, the Government has attempted to close down all internet and satellite media or websites which don’t tow the government line.

Since late March the Red Shirts have been holding peaceful and disciplined protests in Bangkok. They have not destroyed anything or held weapons of any kind. Their demands are for the dissolution of parliament and immediate fresh elections. The military-backed Government is totally opposed to elections, since the Democrat Party has never ever won a majority.

The Red Shirt protests are in stark contrast to the Yellow Shirt PAD demonstrators in 2008. The PAD used violence and carried weapons. They occupied and wrecked Government House and seized and shut down the international airports. No one has been punished for these criminal acts. The PAD demand that the democratic space be reduced because they believe that the majority of the people do not deserve the vote. The Democrat Party has worked hand in hand with the PAD and the army. Yet Hans van Baalen Dutch MEP, President of the Liberal International, supports the military backed government in Thailand and claims that a crackdown on Red Shirts would defend the Rule of Law in Thailand.

Abhisit justifies his state of emergency on the grounds that the Red Shirts are blocking shopping centres! This is a lie, one of many lies told by the Thai Prime Minister. Another lie is that the Red Shirt media is advocating violence. They have done nothing of the kind. Yesterday’s brief invasion of the parliament grounds by Red Shirts was in response to CS gas canisters being thrown at the peaceful crowd outside.

Today the Red Shirts went to their satellite TV station to ask for it back, yet foreign media like the BBC claim wrongly claim that the Red Shirts were trying to “occupy” the satellite station. What they wanted was for the transmissions to be reinstated.

The Red Shirts are a mass movement of workers and peasants. They are demanding a restoration of Democracy. Most support former PM Taksin because his government introduced Thailand’s first ever universal health care scheme and pro-poor policies. Foreign media often incorrectly portray the Red Shirts as rural people. They are poor people from urban and rural areas, including Bangkok. They represent the vast majority of Thai citizens. They proudly call themselves “serfs” in a class war with the authoritarian elites.

Record of the Abhisit Government

The Democrat Party took over the Government after:

· Continuously criticising the Taksin Government for using state funds for the poor
· Refusing to take part in the elections of 2006 because they knew they would lose
· A military coup in September 2006
· A military Constitution was introduced in 2007 which decreased the democratic space
· They lost the December 2007 election
· They supported the PAD violent demonstrations which seized Government House and closed down the international airports
· The Royalist Courts were used twice to dissolve Red Shirt parties which won majorities
· Corrupt politicians were bullied and bribed by the army to change sides and support the Democrat Party

สมรภูมิ...ลาดหลุมแก้ว อาวุธที่พบ

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

สมรภูมิ..ลาดหลุมแก้ว อาวุธที่พบ
ที่เหลือเป็นภาพตะลุยในสมรภูมิ ที่ลาดหลุมแก้ว..แล้วจะนำมาลงให้ในโอกาศหน้า
เพราะเฝ้าที่ 4แยกประชามีชัย 2วันเมื่อเช้ากลับบ้าน 8โมงเช้ายังไม่ได้นอนแล้ว
ถูกตามไป ที่สมรภูมิลาดหลุมแก้วต่อ 9โมง เอาแค่นี้ไปชาร์ทแบตก่อนครับ
อาวุธปืน M-16 และเครื่องกระสุนและอาวุธอีกหลายอย่าง
ที่พบในรถกระบะของทหาร ภายใน บริษัท ไทยคม


อาวุธปืนลูกซอง ที่พบในรถฮัมวี่

ภาพตัวอย่าง ตอนต่อไป
สุดยอดของผู้กล้าเสื้อแดง ปีนขึ้นไปแย่ง สายฉีดน้ำแรงสูง
ที่กำลังฉีดใส่คนเสื้อแดงอยู่ ความจริงมันนั่งกันอยู่บนรถหลายคน
แต่กระโดดหนีกันหมดโดยที่มันไม่รู้จึงเหลือหมอนี่คนเดียว

ผบ.คุมกำลังหลัก ที่สถานีไทยคมรองจาก พลตรีประทีปใหญ่สุด
ยังมี ผบ.คุมกำลังอีกหลายคนครับจะนำมาลงให้


Friday, April 9, 2010

ผู้ประท้วงไทยบุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์

ที่มา Thai E-News


โดย KINAN SUCHAOVANICH
The Associated Press
9 เมษายน 2553

กรุงเทพฯ -- กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลของไทยได้บุกเข้าไปยังพื้นที่ของสถานีสัญญาณดาวเทียมที่ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐตัดสัญญาณทีวี ในขณะที่ทหารและตำรวจปราบจราจลได้พยายามที่จะยันทัพด้วยแก๊ซน้ำตาและปืนน้ำ

นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้กำลังโดยรัฐบาลระหว่างการประท้วงที่กินเวลานับเดือนของผู้ชุมนุมที่ต้องการที่จะขับไล่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และให้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในขณะเดียวกันได้มีการออกหมายจับโดยศาลต่อแกนนำผู้ประท้วงคนสำคัญจำนวน 3 คน

กลุ่มผู้ประท้วง"เสื้อแดง" ได้ขู่ที่จะบุกเข้าไปในอาคารหากผู้บัญชาการทหารไม่ออกมาเจรจากับพวกเขาเพื่อที่จะยกเลิกการปิดสถานีพีเพิ้ลแชนแนล หรือพีทีวี

ผู้ประท้วงได้ทำการข้ามขวากหนามที่ถูกวางไว้รอบบริษัทไทยคมในเวลาเพียงไม่กี่นาที แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถเข้าไปยังในอาคารได้ ในขณะต่อมากองกำลังทหารได้ขว้างแก๊สน้ำตาและยิงปืนฉีดน้ำเข้าใส่แต่ก็ต้องถอยร่นออกมาอย่างรวดเร็วเข้ามาในยังอาคารในขณะที่ผู้ประท้วงจำนวนนับพันๆคนได้ทะลักล้นมาโดยรอบ

นายทหารบางท่านได้โยนโล่ห์และชุดเกราะของตนทิ้งพร้อมกับจับมือกับเหล่าผู้ประท้วง ในขณะที่ผู้ประท้วงเสื้อแดงได้ยื่นน้ำไปให้กับทหารและตำรวจ

การยกระดับการชุมนุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้อันยาวนานระหว่างกลุ่มคนยากจนส่วนใหญ่และผู้สนับสนุนจากชนบทของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มอำมาตย์ที่เผยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 49 ผู้ชุมนุมมองว่านายอภิสิทธิ์นักเรียนอ๊อกฟอร์ดเป็นสัญลักษณ์ของอำมาตย์ และอ้างว่าเขาเข้ามาในตำแหน่งอย่างไม่ถูกต้องตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 51 ด้วยความช่วยเหลือจากอิทธิพลจากกองทัพที่มีต่อรัฐสภา

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจที่ดูแลการชุมนุมได้แสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ประท้วงหลายครั้ง ในขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า กองกำลังโดยเฉพาะตำรวจได้เผื่อใจให้ ซึ่งทำให้เป็นการยากสำหรับรัฐบาลที่จะบังคับใช้กฏหมายต่างๆ

ในตอนต้น ผู้นำเสื้อแดงกล่าวว่าพวกเขาจะแยกกันเดินไปยังหลายจุดในกรุงฯในวันนี้ แต่ได้เปลี่ยนแผน โดยณัฐวุฒิ ไสยเกื้อกล่าวต่อผู้ชุมนุมว่า "เราจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว"

"เราจะไปนำเอาสถานีพีเพิ้ลแชนแนลเรากลับมา" เขากล่าว

แถวของผู้ประท้วง, แนวของมอเตอร์ไซต์และรถปิคอัพ ได้ทำการส่งเสียงแตรสัญญาณและโบกธงแดงในระหว่างที่พวกเขาเคลื่อนตัวออกจากจุดที่ประท้่วงหลักสองจุดใจกลางกรุงฯ เพื่อเคลื่อนตัวไปยังทิศเหนือประมาณ 45 กม. ไปยังออฟฟิศของไทยคมในจังหวัดปทุมฯ

ไทยคมถูกก่อตั้งโดยทักษิณ มหาเศรษฐีโทรคมนาคมที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักการเมือง

หน่วยงานของรัฐประเมินว่ามีผู้ชุมนุมราว 15,000 คนที่เคลื่อนตัว แต่โฆษกกองทัพ สรรเสริญ แก้วกำเนิด บอกว่าตัวเลขมีแค่ประมาณ 3,000 ตัวเลขทั้งสองนี้ล้วนต่ำกว่าตัวเลขสูงสุดที่เคยมีการประเมินคนกว่า 100,000 คนระหว่างการชุมนุมครั้งแรกๆเมื่อเดือนก่อน

พีทีวีถูกก่อตั้งและให้ทุนโดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่เห็นอกเห็นใจ มีวิทยุชุมนุมกลุ่มเล็กๆหลายแห่งได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้วยโดยการใช้โทรศํพท์และเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิรก์

อ่านต่อได้ที่เว็บไซต์วอชิงตันโพสต์

ซ้าย-ภาพจาก Reuters เด็กชายกำลังโยนระเบิดแก๊สน้ำตาที่ถูกเขวี้ยงจากตำรวจปราบจราจล ขวา-ภาพของ Delacroix เกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี 1830

303นักศึกษา14สถาบันโต้นักวิชาการเสื้อเหลืองเจ็บ

ที่มา Thai E-News




ขวาจัด6ตุลากลับชาติมาเกิด-ความเคลื่อนไหวของกลุ่มหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ตัวตั้งตัวตีนักวิชาการ14สถาบันจำนวน303คน ที่เชิดชูพลเอกเปรม และนำสัญลักษณ์เสื้อแดงแขวนคอเลียนแบบกลุ่มขวาจัดเคยแขวนคอนักศึกษายุค6ตุลา2519



โดย นักศึกษา 303 คนจาก14 สถาบัน
9 เมษายน 2553

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:นักวิชาการเหลือง303กลัวกล้าอาฆาต เห็นต่างยุบสภา-พรก.ฉุกเฉินขู่เล่นงานถึงคุก-ไล่ไปเขมร

หมายเหตุไทยอีนิวส์:นักวิชาการเสื้อเหลืองจาก 14 สถาบัน จำนวน 303คน ประชุมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนประณามเสื้อแดงชุมนุม-ระบุยุบสภาไม่มีเหตุผล พร้อมเร่งให้รัฐบาลปรามปรามโดยเด็ดขาด ผู้ใช้นามว่านักศึกษา 303 คนจาก14 สถาบันได้ออกแถลงการณ์เพื่อตอบโต้และเสียดสีการกระทำดังกล่าวอย่างเจ็ยแสบ ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์กลุ่มนักศึกษา 303 คน 14 สถาบัน

พวกเราที่เป็นนักศึกษา อาจมีความรู้ไม่มากนัก และยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมาก แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่มีแถลงการณ์ของนักวิชาการ 303 คนจาก 14 สถาบัน ออกมาคัดค้านการยุบสภาอย่างไร้เหตุผล และยุให้รัฐบาลปราบผู้ชุมนุมโดยเด็ดขาด(อ่านรายละเอียดข่าวนี้) เพราะเท่าที่ติดตามข่าวมาระยะหนึ่ง พอสรุปได้ว่ารัฐบาลและสภานี้ก่อตั้งขึ้นมาอย่างไร

1.เริ่มจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการฉีกรัฐธรรมนูญปี 40 ทิ้ง ไม่เคยเห็นนักวิชาการกลุ่มนี้ออกมาคัดค้านเลย แถมบางคนยังวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ จนได้ดิบได้ดี ได้รับการแต่งตั้ง มีเงินเดือน บางคนก็ได้ทำงานพิเศษ แต่ถ้าลองย้อนดูประวัติของหลายคนก็จะพบว่า พวกเขาวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว

2.กรณีที่มีการใช้อำนาจศาลยุบพรรคการเมือง และจำกัดสิทธิ์กรรมการหลายพรรคไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่นักวิชาการเหล่านี้น่าจะรู้อยู่แล้วว่าผิดหลักการ และจะเกิดความวุ่นวายตามมาอย่างแน่นอน ถ้าต่อไปอำนาจนิติบัญญัติมายกมือโหวตเพื่อแทรกแซงอำนาจศาล อะไรจะเกิดขึ้น นักวิชาการเหล่านี้รู้ทั้งรู้แต่ไม่คัดค้าน วันนี้พม่าซึ่งเดิมไม่กล้ายุบพรรคการเมืองของอองซาน ซูจีก็กำลังออกกฎหมายยุบพรรคตามมา เพื่อเลียนแบบประเทศไทยแล้ว ช่างเป็นตัวอย่างที่ดีเสียจริง ๆ

3.สิ่งที่เรียกกันว่าสองมาตรฐานเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มีการตัดสินแบบไม่อายฟ้าดิน ความเชื่อถือต่อระบบยุติธรรม ตั้งแต่องค์กรอิสระต่าง ๆจนถึงชั้นศาลก็ได้รับความกระทบกระเทือนไม่เคยเห็นนักวิชาการอย่างพวกท่านคัดค้านสักแอะเดียว อย่าลืมว่าการตัดสินทั้งหลายแหล่ที่ผ่านมา จะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แม้เวลาผ่านไปหลายปีสิ่งเหล่านี้ก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมา คิดว่าต้องมีอีกหลายชีวิตที่ต้องรอรับผลตอบแทนที่จะตามมาในอนาคต

4.เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล คนรู้กันทั้งประเทศ ข่าวออกทั้งหนังสือพิมพ์ และวิทยุโทรทัศน์ ว่าไปจัดตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหารไหน บ้านหลังไหน เวลากี่โมง ใครเข้าไปนั่งบ้าง ใครถูกบังคับบ้าง ตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แบ่งกระทรวงไปทำมาหากินกันอย่างไร ก็เป็นที่น่าแปลกอีกนั่นแหละว่าพวกท่านไม่เคยคัดค้านเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยและอาจจะมีห้าหกคนที่สมคบคิดในการทำเรื่องนี้ด้วยซ้ำ การกระทำครั้งนี้เป็นการปล้นอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างหน้าด้าน ๆ

5.การบริหารที่คดโกง ล้มเหลว สะท้อนออกมาในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อหรือการแต่งตั้งข้าราชการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นการทุจริต ไม่ว่ากรณีจัดซื้อเครื่อง G.T.200 ซึ่งต้องถือว่าเป็นการคดโกงมากที่สุด และถือว่าเป็นการดูถูกประชาชนเจ้าของภาษีมากที่สุดในรอบร้อยปี กรณีนี้เหมือนกันท้าทายว่า

“กูจะทำยังงี้ กูมีปืน มึงมีอะไรหรือเปล่า”


ถามว่าพวกท่านเคยเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เคยคิดจะจับคนที่ทุจริตคอรัปชั่นอย่างนี้บ้างไหม กรณีจ่าเพียรก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทุจริตในการซื้อขายตำแหน่ง วันนี้ได้มีกลุ่มคนออกมาประท้วงรัฐบาลชุดนี้ มีเหตุผลตั้งมากมายที่น่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน เลือกตัวแทนของเขาใหม่ พวกท่านกลับบอกว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล ไม่เพียงไม่กล้าต่อสู้กับความอยุติธรรม แต่กลับไปสมคบกับคนผิด สนับสนุนให้พวกเขาครองอำนาจต่อไป วิเคราะห์ในเชิงเหตุผลแล้ว ไม่สามารถหาคำตอบได้ นอกจากจะพูดได้ว่าคงมีแกนนำหลายคนที่ได้ผลประโยชน์จากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ คงไม่สามารถกล่าวอะไรได้ต่อไปอีกแล้ว

แม้จะอายุน้อยและเป็นเด็กกว่า แต่ก็คงทำความเคารพกันต่อไปไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกเกลียด เพียงแต่รู้สึกขยะแขยง หวังว่าในอนาคต พวกท่านคงจะโชคดี เอาตัวรอดจากการก่นด่าของสังคมไปได้ แต่อย่าลืมว่า ความจริงไม่มีใครปิดได้มิด ความจริงจะต้องถูกเปิดเผยออกมา วันนั้นท่านจะได้รู้ว่าประวัติศาสตร์คือสิ่งเราไม่สามารถเอาเงินไปซื้อเพื่อเปลี่ยนมันได้ ความอับอายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่พวกท่านต้องยอมรับมัน.

มหกรรมศิลปประชาธิปไตย2 :จงคืนอำนาจให้ประชาชน

ที่มา Thai E-News





สกัดไม่อยู่-ทหารที่ยึดสถานีภาคพื้นดินไทยคม ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานีทั้งฉีดน้ำสกัดผู้ประท้วงเสื้อแดง และทั้งขว้างแก๊สน้ำตาใส่ แต่โชคไม่อยู่ข้างทหาร เพราะลมพัดแก๊สน้ำตากลับไปใส่ทหารเสียเองต้องถอยร่นออกจากพื้นที่ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางรายเข้าไปคว้าเอาแก๊สน้ำตาขว้างกลับไปใส่ทหาร ฝ่ายเสื้อแดงเข้ายึดพื้นที่โดยรอบไว้ แต่แกนนำห้ามผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในอาคาร ในช่วงเวลา15.30น.วันนี้ ทั้งนี้เพื่อต่อรองให้รัฐบาลเลิกสั่งปิดสัญญาณถ่ายทอดโทรทัศน์พีแชนัล สื่อหลักของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ต่อมาเวลาราว16.30น.ทหารได้ปิดล้อมพื้นที่รอบนอกไว้อีกชั้นเพื่อยึดพื้นที่กลับ ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนที่ต้องการเดินทางกลับผ่านฟ้าไม่สามารถกลับออกไปได้(ภาพข่าว:REUTERS)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 เมษายน 2553


ฝีมือศิลปินนิรนาม-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงยืนอยู่ติดกับรูปเขียนล้อเลียนนายกรัฐมนตรีไทยของศิลปินนิรนาม(ภาพข่าว:REUTERS)

Art for Democracy Exposition :Power to the People


เครือข่ายเดือนตุลา เครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มศิลปินไทยเสรีชน ขอเชิญร่วมงาน
มหกรรมศิลปประชาธิปไตย2 :จงคืนอำนาจให้ประชาชน

วันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2553 เวลา 16.00-22.00 น

กิจกรรมที่แสดงจัดโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
===========================================================

16.00 น. การแสดงศิลปะฉับพลัน นำโดยธรรมศักดิ์ บุญเชิด และกลุ่มศิลปินไทยเสรีชน
16.30 น. โฟล์คซอง โดย ส.ฟ้าสร้าง จากล้านนา
17.00 น. จิตรกรรมการเมือง โดย กลุ่มศิลปินไทยเสรีชน และวัฒน์ วรรลยางกูร
18.00 น. อ่านบทกวี "Power to the people จงคืนอำนาจให้ประชาชน" โดย
วัฒน์ วรรลยางกูร
กริช เหลือละมัย
ประกาย ปรัชญา
เดือนวาด พิมวนา
นายชั้น ทุนน้อย
วฒน
อาณัติ แสนโท
ปิยะชาติ จองทอง
และกวีหนุ่มสาว ฯลฯ
พร้อมวงดนตรี
ฮาเมอร์ ซาลวาลา และ Homo erectus
20.00 น. ละครคนหน้าแดง
21.00 น. ละครลิงล้อการเมือง

นักวิชาการเหลือง303กลัวกล้าอาฆาต เห็นต่างยุบสภา-พรก.ฉุกเฉินขู่เล่นงานถึงคุก-ไล่ไปเขมร

ที่มา Thai E-News




ขวาจัด6ตุลากลับชาติมาเกิด-ความเคลื่อนไหวของกลุ่มหมอตุลย์ที่เชิดชูพลเอกเปรม และนำสัญลักษณ์เสื้อแดงแขวนคอเลียนแบบกลุ่มขวาจัดเคยแขวนคอนักศึกษายุค6ตุลา2519


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 เมษายน 2553

หลังจากกลุ่มนักวิชาการเสื้อเหลือง 303 คน รวมตัวกันแถลงข่าว ประณามเสื้อแดงชุมนุมมีแนวโน้มรุนแรง หนุนรัฐบาลใช้กฎหมายเด็ดขาดในการปราบปรามไปเมื่อวานนี้(ดูรายละเอียดข่าว)

ไม่แต่เพียงเท่านั้นนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 ใน 303 นักวิชาการที่เป็นตัวตั้งตัวตีคนสำคัญ ยังได้ออกมาเคลื่อนไหวข่มขู่นักวิชาการที่เคลื่อนไหวให้รัฐบาลยุบสภา โดยส่งอีเมล์ให้ดเร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แกนนำเครือข่ายนักวิชาการสันติประชาธรรมให้ไปอยู่เขมร ขู่จะเล่นงานอาจารย์จากศิลปากรว่า ระวังจะโดนเล่นงานคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอาจารย์เสื้อแดงจุฬาฯก็ต้องโดนเล่นงานด้วย

ทั้งนี้นายแพทย์ตุลย์ ได้ส่งอีเมล์จากอีเมล์ sistul_2005@hotmail.com ลงวันที่ 8 เมษายน 2553 ไปยังดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แกนนำนักวิชาการเครือข่ายสันติประชาธรรมที่เสนอให้มีการยุบสภาภายใน 3 เดือน ด้วยข้อความสั้นๆว่า

ผมว่าอาจารย์ไปอยู่เขมรจะเหมาะกว่าครับ-ตุลย์


*หมอตุลย์

นายแพทย์ตุลย์ยังได้ส่งอีเมล์จากเมล์เดียวกันนี้ ส่งไปถึง นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายหลังจากที่นายบุญส่งได้ส่งอีเมล์เชิญชวนนักวิชาการให้"ร่วมลงชื่อจดหมายเปิดผนึก ขอให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ขั้นร้ายแรงทันที และJUS COGENS (โปรดส่งต่อเพื่อชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อถูกการปราบปราม)"

โดยนายแพทย์ตุลส่งเมล์ตอบกลับมาว่า

ศาลได้ตัดสินแล้วว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เป็นการผิดกฎหมาย ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงควรสลายตัวไปได้แล้ว กลับไปที่ผ่านฟ้า หรือ สลายไปเลยได้ยิ่งดี

แทนที่นักวิชาการอย่างอาจารย์ จะสนับสนุนให้เสื้อแดงทำถูกต้องตามกฎหมาย กลับขอให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

หรืออาจารย์คือนักวิชาการเสื้อแดงอย่างที่เขาว่ากัน เพราะตอนพันธมิตรชุมนุม อาจารย์ก็วิพากษ์เสียๆหายๆ แต่พอเสื้อแดงชุมนุมอาจารย์ก็สนับสนุนแสดงว่าไม่เป็นกลางจริง

รู้สึกว่ากลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มยกเลิก กฎหมาย les majeste อ้างว่าเพื่อเสรีภาพ แต่แท้จริงคือสนับสนุนพวกล้มล้างสถาบัน อย่างอาจารย์ใจ

อยากให้อาจารย์เลิกเป็นอีแอบเสียที ประกาศตัวไปเลยว่าไม่เอาสถาบัน ล้มล้างสถาบันให้ชัดไปเลยอย่างอาจารย์ใจ Man ดี แต่ขอโทษเป็น Bad Man นะครับ

จดหมายฉบับแสดงนี้แสดงว่าอาจารย์ไม่ได้มองสถานการณ์ของบ้านเมืองเลยว่าเป็นอย่างไร เกิดความเสียหายอย่างไร

ภาคเอกชนเขาไม่เคยออกมาต่อต้านตอนอยู่ที่ผ่านฟ้าเลย แต่ชุมนุมที่ราชประสงค์มันเกินไปจริงๆ

อ้อ ไม่ต้องไปพูดซ้ำถึงเรื่องพันธมิตรปิดสนามบินนะครับ เพราะก็จะแสดงว่าอาจารย์เป็นคนปิดหูปิดตา พูดซ้ำซากไม่ยอมรับความจริงที่ว่า

พันธมิตรไม่เคยยึดTower กับลานบินเลย การท่าสามารถ operate ต่อได้ คนที่ปิดสนามบินคือ เสรีรัตน์ ต่างหาก ไม่นานคดีนี้ก็ถึงศาลแน่

เพราะตำรวจสั่งฟ้องแล้วไม่ใช่หรือ แต่ข้อหาการก่อการร้าย ศาลอุทธรณ์เพิกถอนไปเรียบร้อยแล้ว ทราบแล้วเปลี่ยน

อาจารย์และพวกคงเบื่อผมมาก ผมก็เบื่อคนอย่างอาจารย์และพวกเหมือนกัน ผมเกรงว่าลูกศิษย์อาจารย์จะถูกครอบงำทางความคิดไปเรื่อยๆ แต่ผมไม่เคยครอบงำลูกศิษย์เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องห่วง

สงสัยต้องให้ศิลปากร คอยตรวจสอบแล้วสิ (ไม่ต้องย้อนครับ เรากำลังตรวจสอบพวกอาจารย์เสื้อแดงในจุฬาฯเหมือนกันว่า สอนลูกศิษย์แผลงๆรึเปล่า ไอ้ประเภททำข้อสอบหายกลางม๊อบแดง เวลาสอนกดดันลูกศิษย์เสื้อเหลือง แต่ช่วยลูกศิษย์เสื้อแดงไง

ตุลย์


พบหมอตุลย์เป็นปี่เป็นขลุ่ยเสื่อผู้จัดการ-พธม.

จะพบว่าการเคลื่อนไหวข่มขู่นักวิชาการที่มีทัศนะแตกต่างจากตนเองของนายแพทย์ตุลย์จะมีทัศนะไม่ต่างไปจากพันธมิตรฯขวาจัด และสื่อผู้จัดการ เช่นการไล่ดร.ชาญวิทย์ไปอยู่เขมร เพราะดร.ชาญวิทย์เคลื่อนไหวไม่ให้ไทยทะเลาะกับเพื่อนบ้านกัมพูชา แต่ให้อยู่กันแบบได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนอาจารย์บุญส่ง จากศิลปากรนั้นเคยเคลื่อนไหวคัดค้านการใช้กฎหมทมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจัดการกับฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลมาก่อน

ส่วนอาจารย์จุฒาเสื้อแดงที่นายแพะทย์ตุลย์ว่าทำข้อสอบหายกลางม็อบนั้น เป็นการที่สื่อผู้จัดการนำข่าวลือไปลง ต่อมา ดร.สุดา รังกุพันธ์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นักวิชาการเสื้อแดง ได้ให้สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์ว่าข่าวลือนั้นเป็นเท็จ(อ่าน:ความจริงกรณีสื่อผู้จัดการแพร่ข่าวลือทำข้อสอบหายกลางม็อบแดง )