ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 28, 2010

เรื่องน่าเศร้าใน สตง.

ที่มา มติชน



โดย ประสงค์ วิสุทธิ์


หาย ไป 2 สัปดาห์เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องผ่าตัดสะบ้าหัวเข่า ได้รับการดูแลอย่างดีจาก รพ.สูงเนิน รพ.มหาราช รพ.กรุงเทพ รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือและให้กำลังใจจากพี่ เพื่อน น้อง ผู้หลักผู้ใหญ่หลาย ท่าน ที่ไม่อาจเอ่ยนามได้หมด ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง


แต่ช่วง 2 สัปดาห์ดังกล่าวยังคงสนใจติดตามข่าวคราว(ด้วยความเศร้า)ในสำนักงานตรวจเงิน แผ่นดิน(สตง.) ที่แย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือดสะท้อนให้เห็นความหน้าด้านเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ความไม่รู้จักพอและการขาดหิริโอตตัปปะของ"คนแก่"ที่หลงตัวเองบางคน


ดี แล้วที่ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ปัญหาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินยืดเยื้อต่ไป อาจสร้างความสับสนและเสียหายให้แก่การบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกาที่อ้าง การปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีมีคำสั่ง เรื่อง ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส) ให้รักษาราชการแทน ผู้ว่าการตวจเงินแผ่นดินว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะได้ออกคำสั่งดังกล่าวหลังจากที่พ้นตำแหน่งผู้ว่าการฯไปแล้ว (เนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2553)


นอกจากนั้น เพื่อมิให้กระทบกระทบการปฏิบัติงานของข้าราชการใน สตง. และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมดของรัฐทั่วประเทศ จึง ขอให้ศาลปกครองออกพิจารณาเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวให้คุณหญิงจารุวรรณหยุดการปฏิบัติ หน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งพิพากษา


ในคดีดัง กล่าวนี้ เป็นเพียงการชี้ขาดในข้อกฎหมายเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งรวบรวมข้อกฎหมายไว้เกือบครบ ถ้วนแล้ว การพิจารณาคดีจึงน่าจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว คงไม่น่าจะเกินสัปดาห์หน้า ก็จะรู้ว่า ศาลปกครองจะออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่


อย่างไรก็ตามปัญหาใน สตง.มิใช่มีเพียงเรื่องการแย่งชิงอำนาจกันเท่านั้น เพราะในยุคที่ผ่านมา ได้ สร้างปัญหาต่างๆไว้มากมายตั้งแต่การเล่นพรรคเล่นพวก การแสวงผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ การเรียกรับผลประโยชน์ จนถึงการทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท


แต่ ด้วย สตง.เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการตรวจสอบทางด้านการเงินหน่วยงานรัฐและรัฐ วิสาหกิจทำให้ผู้บริหารหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจไม่กล้าโวยวายหรือมี เรื่องขัดแย้งกับ สตง. จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนตกเป็นเบี้ยล่าง เช่น ต้องจัดหาโรงแรมให้พักอย่างหรูหราพร้อมอาหารการกินชั้นเลิศในช่วงการตรวจสอบ


ความเห็นแก่ได้ของผู้บริหารระดับสูงบางคน ทำให้พยายามใช้ทุกวิถีทางในการหาประโยชน์เล็กๆน้อยๆอย่างที่คนธรรมดาคิดไม่ได้ เช่น การ ตั้งน้องชายตัวเองเป็นที่ปรึกษา สตง.ในการพัฒนาเกี่ยวกับการวิเทศสัมพันธ์โดยอ้างว่า มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านต่างประเทศ โดยให้ผลตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท


แต่จากการตรวจสอบเอกสารการจ่ายเงินและการทำงานของ"น้องชาย"บิ๊กใน สตง.คนดังกล่าวในเดือนเมษายน 2553 พบว่า งาน ในการพัฒนา"การวิเทศสัมพันธ์"คือ การตรวจสอบอีเมล์ภาษาอังกฤษถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและส่งกลุ่มวิเทศ สัมพันธ์ดำเนินการโดยอ้างว่าเข้าทำงานใน สตง.(เพียง) 15 วันต่อเดือน


คำถามคือ แล้วเลขานุการส่วนตัวที่"บิ๊ก"สตง.คนดังกล่าวใช้เงินหลวงจ้างญาติตัวเองมาเป็น เอาไว้ขัดรองเท้าหรือล้างชาม? กะแค่อีมล์ภาษาอังกฤษแค่นี้ก็อ่านไม่ออก ต้องจ้างที่ปรึกษาเพิ่มอีกหนึ่งคน


นอกจากนั้นก็ควรยุบกลุ่มวิเทศสัมพันธ์ของ สตง.ทิ้งเพราะไม่มีความสามารถในการตรวจสอบและอ่านอีเมล์ภาษาอังกฤษได้


เรื่องทุเรศๆแบบนี้ ทำกันมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นโวยวายหรือคัดค้าน ยิ่งทำให้"บิ๊ก"สตง.รายนี้เข้าใจว่า ตนเองมีอำนาจบารมีล้นเหลือจึงย่ามใจแสวงหาผลประโยชน์ตามอำเภอใจ แต่ลืมไปว่า ช้างตายทั้งตัว ใบบัวปิดไม่มิด หรือในที่สุดน้ำลดตอผุด


เพียง แต่ว่า ต้องรออีกระยะเวลาหนึ่งในการสะสางปัญหาที่หมักหมมและปฏิรูปการบริหารงานภาย ใน สตง.ให้โปร่งใส มิให้ใครมาใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อีก

ตลาดขายเสรีภาพในระบอบอำนาจนิยม ปักกิ่ง, มอสโก, ดูไบ-อาบูดาบี

ที่มา มติชน

โดย เกษียร เตชะพีระ

คำถามหลักที่จอห์น แคพเนอร์ ตั้งไว้ในหนังสือ Freedom for Sale (ค.ศ.2009) คือ:


"ทำไม ผู้คนมากหลายทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ใน วัฒนธรรม, สภาพการณ์, ภูมิศาสตร์, หรือประวัติศาสตร์ใด, ดูเหมือนเต็มใจจะสละเสรีภาพบางอย่างเพื่อแลกกับความมั่นคงหรือเจริญ รุ่งเรือง?"


โดยอาศัยสมมติฐานขั้นต้นจากการวิเคราะห์การเมืองสิงคโปร์-ว่าสภาพดังกล่าวเกิดจากข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (the unwritten pact) ซึ่งผู้คนพลเมืองมากหลายยอมขายเสรีภาพสาธารณะ (public freedom) ในการมีส่วนร่วมกับกิจการบ้านเมืองทั้งของตนเองและพลเมืองร่วมชาติ แลกกับเสรีภาพเอกชน (private freedom) ในการทำมาหาเงิน, ใช้จ่ายเงินและอื่นๆ โดยมีพันธมิตร [ผู้นำการเมือง+ภาคธุรกิจ+คนชั้นกลาง] เป็นพลังรองรับข้อตกลงที่ว่า และอาศัยลัทธิบริโภคนิยมเป็น ยากล่อมย้อมใจให้ยอมทน ตราบเท่าที่ผู้ได้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ค่อยทวีจำนวนขึ้นและความต้องการ บางอย่างของพวกเขาได้การตอบสนองจากรัฐตามสมควร.....


แคพเนอร์ก็ออกสำรวจตลาดขายเสรีภาพในประเทศต่างๆ ว่ามีสภาพรูปธรรมเฉพาะเช่นใดเริ่มจากกลุ่มภายใต้ระบอบอำนาจนิยม

ได้แก่ จีน.....


คำถามนำของแคพเนอร์ในจีนคือ การขายเสรีภาพสาธารณะแลกกับเสรีภาพเอกชนมีลักษณะและเงื่อนไขเฉพาะเช่นใด?


เขา พบว่าคนจีนแสดงความเห็นเรื่องนี้เปิดเผยตรงไปตรงมามากไม่ว่ายาม พูดคุยส่วนตัวหรืออภิปรายรวมหมู่ ทุกคนเห็นตรงกันว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา จีนก้าวหน้าไปอย่างน่าทึ่ง

การที่มหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก ยอมขยายวงที่ประชุม G8 (สหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, แคนาดา, รัสเซีย+กลุ่มสหภาพยุโรป) ออกไปและเปิดบทบาทหลักให้ G20 (G8+อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บราซิล, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ซาอุดีอาระเบีย, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, ตุรกี) แทนนั้น นอกจากแสดงความตระหนักว่า G8 หมดสภาพแล้ว

ยังเท่ากับยอมรับโดยนัยว่าอำนาจในโลกทุกวันนี้เอาเข้าจริงอยู่กับ G2 (คือสหรัฐกับจีน) ต่างหากด้วย


ทว่าปัญหาคือจากจุดนี้แล้วจีนจะไปไหนต่อ?

จะมุ่งปฏิรูปประเทศแบบไหนกัน?

จะมีวันที่จีนปฏิรูปเปิดกว้างสิทธิทางการเมืองและสิทธิมนุษยชน (หรือนัยหนึ่งเปิดเสรีภาพสาธารณะ) ให้แก่ประชาชนบ้างไหมอย่างไร?


ปรากฏ ว่า ดูเหมือนไม่มีใครรู้ชัดว่า "หลักหมายสุดเขต (เสรีภาพสาธารณะ)" (แปลว่าห้ามออกนอกเขต-เรื่องต่อไปนี้ห้ามแตะ.....) ในจีนมันอยู่ที่ไหนกันแน่? เพราะมันขยับย้ายไปเรื่อยวันต่อวัน, ท้องที่ต่อท้องที่, เวทีต่อเวที ฯลฯ

ตัวอย่างเช่นเสรีภาพในการแสดงออกใน จีนถูกจำกัดอย่าง เป็นทางการโดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต แต่กลับเปิดให้พอควรตามท้องถนนและในพื้นที่กึ่งส่วนตัว ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่อาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกเสียหมดหากต้องการให้ สังคมวัฒนธรรมความรู้มีพลวัตและเศรษฐกิจเปิดกว้างเพื่อแข่งขันได้ในตลาดโลก ดังนั้น จึงพยายามเข้าไปจัดการและชักนำมันแทนโดยใช้ทั้งไอที (สำหรับเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ตที่มีชื่อทางการว่า จินตุ้นกงเฉิง หรือ "โครงการเกราะทอง" แต่มักเรียกกันทั่วไปว่า The Great Firewall of China หรือ กำแพงไฟอันยิ่งใหญ่ของจีน ดู www.greatfirewallofchina.org), เทคนิคสร้างภาพปั่นข่าว, และกำลังดิบเถื่อนผสมผสานกัน


อุปมา อุปไมยว่า เสรีภาพสาธารณะเหมือนท่อน้ำประปา หากตัดท่อทิ้ง สังคมเศรษฐกิจจีนก็จะแห้งตาย แต่ถ้าปล่อยให้ไหลเสรี น้ำก็อาจจะบ่าท่วมการเมืองจีนได้ กลเม็ดของผู้ปกครองระบอบอำนาจนิยมใหม่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 อย่างจีนจึงอยู่ตรงรู้จักเปิดก๊อกเสรีภาพบ้างปิดบ้าง ณ จังหวะเวลาอันเหมาะสม


ข้อที่พิสดารในทรรศนะแคพเนอร์อยู่ตรงคน ชั้นกลางจีนดูจะรู้สึกว่าพวก ตนมีประโยชน์โภชผลน้อยที่สุดในอันที่จะเปิดพหุนิยมทางการเมือง (เช่น ให้มีระบบหลายพรรค) และยอมให้คนจนคนชั้นล่างจีนหลายร้อยล้านผู้มีลำดับความต้องการทางการเมือง ต่างจากพวกตนได้มีสิทธิออกคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างแท้จริง ที่คนชั้นกลางจีนคิดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนบอกเท่านั้น หากเป็นเพราะว่าการขาดประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นเนื้อหาส่วนที่พึงปรารถนาให้คงไว้ในข้อตกลงขายเสรีภาพที่ขับเคลื่อนโดยพวกเขาเองด้วย

ข้าง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้าใจดีว่าพรรคจะประสบความสำเร็จและครอง อำนาจนำยืนนานได้ก็แต่โดยเสนอสนองปรนเปรอสิ่งอำนวยความสะดวกและความสุขสบาย นานัปการให้แก่โลกชีวิตเอกชนของพลเมืองจีนเท่านั้น


อันดับถัดไปคือรัสเซีย.....


แค พเนอร์เคยไปทำข่าวเยี่ยมเยียนรัสเซียเป็นประจำมาร่วม 30 ปีแล้ว จึงสะสมสหายเก่าไว้เยอะตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์โซเวียตที่การจะได้ของ บางอย่างมานั้นต้องอาศัยอำนาจอภิสิทธิ์เป็นสำคัญกว่าอำนาจซื้อ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศต้องไปกันเป็นคณะโดยทางการอนุญาตเท่านั้น

แค พเนอร์พบว่า อดีตสหายเหล่านี้พากันไชโยโห่ฮิ้วที่รัฐประหารโดยพวกคอมมิวนิสต์หัวเก่า เมื่อปี ค.ศ.1991 ล้มเหลวและระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์พังทลายลง

พวก เขาค้นพบและปลาบปลื้มดื่มด่ำกับเสรีภาพใหม่ๆ ที่ได้มา จนกระทั่งบอริส เยลต์ซิน สถาปนาอำนาจเป็นปึกแผ่นด้วยการเล่นเล่ห์กลจนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี สมัยที่ 2 ในปี ค.ศ.1996 โดยโลกตะวันตกเห็นชอบอยู่ในที แต่นั้นมาประชาธิปไตยรัสเซียก็กลายเป็นเรื่องของความสับสนวุ่นวายและโกงกิน สกปรกไป


การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อดีตเจ้าหน้าที่เคจีบีและทายาทการเมืองที่เยลต์ซินเลือก (ผู้ตอบสนองพระคุณด้วยการประกาศนิรโทษกรรมและคุ้มกันเยลต์ซินไม่ให้ถูกฟ้อง ร้องด้วยคดีใดๆ) นับว่าสอดรับกับสถานการณ์

ด้านหนึ่งปูตินก็ใช้ไม้แข็งเล่นบทโหดปราบหนักทั้งกบฏแยกดินแดนเชชเนียและคอร์รัปชั่นเพื่อรื้อฟื้นความราบคาบมั่นคง

อีกด้านหนึ่งราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกที่ถีบตัวสูงก็ช่วยให้รายได้จากการส่งออกไหลมาเทมาจนเศรษฐกิจอู้ฟู่ขึ้น


ใน ภาวะที่รัสเซียกลับมามั่งคั่งและค่อยแข็งกล้าขึ้นในเวทีโลก สหายเก่าทั้งหลายของ แคพเนอร์ ก็พากันเสพดอกผลเสรีภาพเอกชนของตัวกันอย่างบันเทิงเริงใจ นั่งเครื่องบินเจ็ตไปเที่ยวไหนต่อไหน เช่น ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ, เล่นสกีที่คูเชอเวลบนเทือกเขาแอลป์, ซื้อหานาฬิกาเครื่องประดับอัญมณียี่ห้อคาร์เทียร์หรูเลิศใช้ พร้อมทั้งขนเงินไปฝากหรือลงทุนนอกประเทศด้วย

(กันเหนียว เผื่อโดนรัฐบาลสั่งยึดทรัพย์ข้อหาเบี้ยวภาษี/คอร์รัปชั่น/ฉ้อ โกง/ฟอกเงิน ฯลฯ แบบที่ปูตินเคยเชือดเศรษฐีคณาธิปัตย์รัสเซียยุคหลังคอมมิวนิสต์บางรายให้ดู เป็นตัวอย่าง อาทิ บอริส เบเรซอฟสกี้, มิคาอิล คอโดร์คอฟสกี้; หรือกรณียึดทรัพย์ทักษิณและครอบครัวญาติมิตรในไทยเป็นต้น)


ขณะ เดียวกันเศรษฐีใหม่รัสเซียเหล่านี้ก็ปล่อยให้พวกนักการเมืองและ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงปกครองประเทศไปตามใจชอบ แม้ว่าจะมีพวกนักหนังสือพิมพ์หรือนักรณรงค์สิทธิมนุษยชนบางคนสืบสวนเปิดโปง และตั้งคำถามเอากับพฤติการณ์กดขี่ข่มเหงฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบของรัฐบาลบ้าง แต่นั่นก็เป็นคนส่วนน้อย

ขณะที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่สยบสมยอมตามข้อตกลงขายเสรีภาพโดยดุษณี


และลำดับสุดท้ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่ง แคพเนอร์ เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์บริสุทธิ์ ของข้อตกลงขายเสรีภาพในระดับโลก โดยเฉพาะรัฐดูไบที่ชอบทำกร่างอวดมั่งอวดมี และรัฐเศรษฐีน้ำมันอาบูดาบีที่สงบเสงี่ยมกว่า ดังที่บรรดานักค้าในตลาดหุ้นตลาดเงินตะวันตกเล็งการณ์ว่าศูนย์กลางการเงิน โลกจะย้ายจากนิวยอร์ก-ลอนดอน-แฟรงก์เฟิร์ตในปัจจุบันไปยัง "เซี่ยงไฮ้-มุมไบ-ดูไบ" ในอนาคตอย่างแน่นอน


สำหรับชาวต่างประเทศ นานาชาติไม่ว่าหนุ่มสาวนักค้าเงินค้าหุ้นชาว อังกฤษ, เจ้าพ่อมาเฟียรัสเซีย, คนดังจากหมู่เกาะแหล่งฟอกเงินเลี่ยงภาษีแถวแคริบเบียน ฯลฯ นั้น ชี้คหรือผู้ปกครองชาวอาหรับแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสนอข้อตกลงในการมาตั้ง หลักแหล่งที่ยั่วใจยิ่ง

กล่าวคือ ทรัพย์สินเอกชนของยูมีแต่จะสั่งสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จากการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือกินเงินเดือนปลอดภาษีที่นี่ แลกกับการที่พวกยูอย่าแกว่งเท้าหาเรื่องเดือดร้อนป่วนการเมืองก็แล้วกัน


ยิ่ง รัฐดูไบที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นชาวต่างชาติด้วยแล้ว ยิ่งโอ๋เอาอกเอาใจฝรั่งตาน้ำข้าวหนักข้อเข้าไปอีกโดยยอมผ่อนคลายข้อกำหนดทาง ศาสนาอิสลามลง ปล่อยให้ใช้ชีวิตส่วนตัวกันได้ค่อนข้างเสรีดังใจปรารถนา จะโดนเล่นงานเอาเรื่องบ้างก็เฉพาะกรณีเมาอาละวาดหนักหรือลามกอนาจารกันสุด โต่งโจ๋งครึ่มเท่านั้น มองไปทางไหนในรัฐแห่งนี้ก็เห็นแต่โรงแรมเอยอาคารชุดเอยแข่งกันผุดขึ้นระฟ้า เป็นดอกเห็ดประดุจอุทยานอนุสาวรีย์แห่งความรวยเลิศหรูล้นก็มิปาน


ชี้ คแห่งดูไบหลงเชื่อว่าตัวแบบเศรษฐกิจการเมืองฟองสบู่ยักษ์พิเศษ เฉพาะของตนจะไม่สะทกสะท้านต่อวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ของตะวันตก จึงหาญกล้าให้ Nakheel บริษัทย่อยทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสังกัด Dubai World อันเป็นบริษัทลงทุนของรัฐ ทุ่มทุนสร้างและเปิดหอคอยดูไบ (Burj Dubai) ที่สูงโด่เด่ที่สุดในโลกขึ้นมาเมื่อต้นปีนี้

โครงการ ดังกล่าวส่งผลให้รัฐดูไบติดหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนสภาพคล่องขาดมือ ต้องเจรจาขอเลื่อนการผ่อนชำระหนี้ออกไป 6 เดือนและดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบตกลงเกือบครึ่ง


ใน เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่อันผันผวน จึงไม่แน่ว่าข้อตกลงขายเสรีภาพจะดำเนินงานได้ราบรื่นดีเสมอไปในสภาพที่ผู้ ปกครองอำนาจนิยมใหม่ไม่ต้องพร้อมรับผิดใดๆ ในเชิงสถาบันต่อการบริหารผิดพลาดที่ตนกระทำและขาดกลไกทัดทานแก้ไขตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเหล่านั้นจนปัญหาหมักหมมเน่าเฟะ และลุกลามขยายตัว

โชคไม่ศิริ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ศิริโชคเข้าคุกบางขวาง

ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ที่กำลังบานปลายกลายเป็น อะราวด์ เดอะ เวิลด์

เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของศิริโชค โสภา คนไปพบกับ วิกเตอร์ บูท คนอยู่ในคุก

แต่มันเกี่ยวข้องทั้งทางตรง ทางอ้อมกับหลายประเทศ

ไทย ประเทศของศิริโชค

รัสเซีย ประเทศของวิกเตอร์

สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขอตัววิกเตอร์ไปดำเนินคดี

ยังมีเกาหลีเหนือ ประเทศต้นทางของเครื่องบินขนอาวุธมาจอดเติมน้ำมันแล้วถูกจับที่ดอนเมือง

และศรีลังกา ประเทศที่ทักษิณไปเยือนช่วงที่เครื่องบินขนอาวุธถูกจับ

เห็นแค่ชื่อสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย ก็สะท้านไปทั้งโลก

ศิริโชคยังพยายามขยายความเพื่อเคลียร์ตัวเองให้พ้นจากคำถาม ข้อครหาต่างๆ

โดยเอ่ยชื่อเกาหลีเหนือกับศรีลังกาเพิ่มเข้ามาอีก

เห็นชื่อเกาหลีเหนือกับศรีลังกา ก็หนาวไปทั้งโลกไม่แพ้กัน

เกาหลีเหนือลือเลื่องเรื่องอะไรคงไม่ต้องบอก ส่วนศรีลังกา ชื่อๆ นี้ก็มาพร้อมๆ พยัคฆ์ทมิฬอีแลม

ระดับฮาร์ดคอร์ทั้งนั้น!

วอลเปเปอร์ คนโปรดของนายกฯ ประเทศไทย คงไม่นึกไม่คิดว่าการเข้าคุกบางขวางเมื่อเม.ย.จะมาถึงจุดนี้

จุดที่เปรียบได้กับสำนวนคำพังเพยโบราณที่ว่า อยู่ระหว่างเขาควาย

หรือ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ

ที่อยู่ระหว่างเขาควาย หรือไม่ได้กินเนื้อ ไม่ได้นั่งหนัง แต่ดันเอากระดูกมาแขวนคอประจานตัวเองนั้น

ไม่ใช่ศิริโชค แต่เป็นประเทศไทยทั้งประเทศ

ไทยที่กำลังถูกสหรัฐกดดันให้ส่งตัววิกเตอร์ไปดำเนินคดี ถึงขนาดนำเครื่องบินมาจอดรออยู่สนามบินบน.6 เวลานี้

ไทยที่กำลังถูกรัสเซียกดดันไม่ให้ส่งตัววิกเตอร์ตามคำร้องขอของสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกดดันได้เสียด้วย

เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนครบสัปดาห์แล้ว แต่วิกเตอร์ยังอยู่ใน คุกไทย

ส่วนเกาหลีเหนือกับศรีลังกา ยิ่งเงียบ ยิ่งน่ากลัว

ศิริโชคเข้าคุกบางขวาง ประเทศเข้าสู่ชะตากรรมอันตราย

เพียงเพื่อต้องการเล่นงานทักษิณคนเดียว ประเทศถึงตกอยู่ในสภาพนี้

โชคไม่ศิริ จริงๆ!?

อดีตบิ๊กมท.จวก แต่งตั้งปลัด การเมืองทำเละ

ที่มา ไทยรัฐ


พงศ์โพยม วาศภูติ

อดีตบิ๊ก ขรก.มหาดไทย ในนามสมาคมข้าราชการบำนาญรุมจวกการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงสุดเหม็นโฉ่ "พงศ์พโยม" สับเละรับไม่ได้ตั้ง "มงคล สุระสัจจะ" ขึ้นปลัดฯ ทั้งที่อาวุโสรั้งท้าย ยุ ผวจ. 30 คนออกมาแสดงพลัง ไม่ต้องกลัวถูกเด้ง..

เมื่อ เวลา 11.30 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่สมาคมข้าราชการบำนาญ กระทรวงมหาดไทย โดยนายโชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมฯ และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง นายไพโรจน์ พรหมสาส์น อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา อดีตผวจ.ปทุมธานี อุปนายกสมาคมฯ และสมาชิกสมาคมฯ ร่วมแถลงกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย

นายโชดก กล่าวว่า ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายในทั้งในส่วนของนายอำเภอ รวมไปถึงสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงกระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างมาก เหมือนน้ำในคลองหลอดที่เน่าเหม็นไปหมด การเมืองล้วงลูกลึกจนเกินไป ทำให้ระบบข้าราชการเสียหาย ข้าราชการอึดอัด แต่ไม่กล้าทำอะไร

นาย พงศ์โพยม กล่าวว่า การเสนอชื่อนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง มาเป็นปลัดกระทรวง ทั้งที่อาวุโสอยู่ในลำดับที่ 54 ซ้ำยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดอีกถึง 35 คน ที่อาวุโสมากกว่า ตน

เข้าฉากตามโหรทัก?

ที่มา ไทยรัฐ


ไม่ ใช่แค่จิ้งจกทัก แต่ล่าสุด 2 โหรใหญ่ของเมืองไทยระดับนายภิญโญ พงศ์เจริญ และนายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล เปิดตำราคำนวณตัวเลขดวงดาว

ทำนายออกมาตรงกัน

ปัญหาความแตกแยกวุ่นวายในประเทศ จะมีต่อเนื่องไปอีก 2 ปี ต้องระวังเหตุนองเลือดอีกรอบ

ขณะ ที่ดวงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังมีเคราะห์ใหญ่ ถูกลอบปองร้าย โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมจะเป็นเดือนที่หนักสุดของนายกฯอภิสิทธิ์

บ้าน เมืองจะปั่นป่วน มีเรื่องอาวุธปืน ระเบิด ปืนไฟ เกิดการนองเลือด อาจมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นปลายปีนี้ ส.ส.จะพากันตกงานยาวหลายปี

เบื้องต้นต้องแก้เคล็ดด้วยการแนะให้นายกฯอภิสิทธิ์ลาพักร้อนยาวช่วงเดือนตุลาคม และเว้นวรรคการให้สัมภาษณ์ทางการเมืองทั้งหมด

เชื่อก็ผวา ไม่เชื่อซะเลยก็เสียว

ในบรรยากาศก่อนเกิดมรสุมใหญ่ คลื่นลมในทะเลจะเงียบสงบ

โดย การหายเข้ากลีบเมฆของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงตอนนี้ได้ถอนตัวจากการเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาไปแล้ว ด้วยเหตุผลตามถ้อยแถลงเป็นข่าวไปทั่วโลก "ประสบความยากลำบากส่วนตัว"

แต่ยิ่งนิ่งกลับยิ่งน่ากลัว

ตาม จังหวะเกาะติดความเคลื่อนไหวกันแบบไม่ให้คลาดสายตา นายกฯอภิสิทธิ์บอกใบ้เป็นนัยๆ อดีตนายกฯทักษิณไม่ได้หายไปไหน อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แถวๆภูมิภาคนี้

ไม่พูดกันตรงๆว่าพักอยู่ที่ประเทศบรูไน

ข่าวทางหนึ่ง บรรดาโจทก์ที่หมั่นไส้ก็โหมกระแส ตีปี๊บแช่งกันเป็นนัยๆ อดีตนายกฯทักษิณกำลังพักรักษาอาการป่วยขั้นโคม่า

ลูกเมียเฝ้าดูใจไม่ห่าง

แต่อีกมุมก็มีข้อมูลวงในจากฝ่ายที่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ อดีตนายกฯทักษิณกำลังอยู่ระหว่าง "แก้กรรม" ต่อชะตา

รอจังหวะดวงเหนือกว่า ค่อยกลับมาสู่เกมอำนาจ

ที่แน่ๆเป็นอะไรที่ถือว่าเข้าทาง จังหวะที่อดีตนายกฯทักษิณหายไปจากกระดานข่าว ก็กลายเป็นฝ่ายรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ต้องเจอ "งานเข้า"

เล่นเกมอยู่ฝ่ายเดียว จนพลาดรัดพันคอตัวเอง

โดย เฉพาะกับคิว "คาหนังคาเขา" ที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนสนิทที่ยืนอยู่ฉากหลังนายกฯอภิสิทธิ์ โดนแฉกลางสภา ดอดเข้าพบ "วิคเตอร์ บูท" พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ถึงเรือนจำบางขวาง

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เทปสนทนา มีอยู่หรือไม่

ปม อยู่ที่นายศิริโชคย่องเข้าไปพบวิคเตอร์ บูท ทำไม โดยสถานะที่รู้กันทั่วไปว่าเป็น "เดอะวอลเปเปอร์" ของคนระดับผู้นำประเทศ มีสิทธิใช้ "ตั๋วพิเศษ" ผ่านเข้าไปในวันหยุด ถ้าไม่มีวาระแฝงทางการเมืองในการโยงฉากพ่อค้าอาวุธสงครามเข้าหาอดีตนายกฯ ทักษิณ

ตามเหลี่ยมตีกินฝ่ายคนเสื้อแดง

พฤติกรรมมันฟ้อง "จ้องเล่นกระแส" ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามทุกช็อต

แต่ ผลเสียหายที่ตามมา กลายเป็นว่า "เกมตื้นๆ" การเมืองไทย ถูกลากไปผูกโยงกับเกมเดิมพันระดับโลก เพิ่มแรงกดดันสถานะล่อแหลมของประเทศไทยที่ยืนอยู่ตรงกลางเขาควาย ระหว่าง 2 มหา อำนาจยักษ์ใหญ่ สหรัฐอเมริกากับรัสเซีย

มูลค่าความเสียหายต่อเครดิตประเทศไทย ยิ่งหนักกันไปใหญ่

ยี่ห้อประชาธิปัตย์เสียรังวัดอย่างแรง

และ โดยอัตโนมัติ ตามแรงสะท้อนมุมกลับ จากคิวของ "วิคเตอร์ บูท" มันสะท้อนวิธีการเล่นกระแสของฝ่ายรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่เล่นจังหวะตีกินฝ่ายตรงข้าม

ไม่มีอะไรมากกว่าการต่อจิ๊กซอว์ อาศัยโยงเรื่องได้เป็นฉากๆ

ใน มาตรฐานแบบเดียวกัน ไม่ทันไร "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ก็ฟันธงถึงเหตุระเบิดหน้าอาคารคิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เป็นฝีมือของกลุ่มคนที่ตั้งใจจะให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ที่ยังไม่เลิก ไม่ละความพยายาม

โดยไม่สนปมคำถามของนักข่าวที่เอะใจ ว่า อาจเกี่ยวพันกับการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ คู่ทหารบกกับทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ที่เกิดความวุ่นวายในสนาม ซึ่ง "เทพเทือก" ตัดบท แค่จินตนาการกันเรื่อยๆ

ยังไงก็ไม่ให้ขัดกับธงที่ตั้งไว้.


ทีมข่าวการเมือง

อำนาจ

ที่มา ไทยรัฐ

กรณี วิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ที่สั่นสะเทือนทั้งการเมืองในประเทศและต่างประเทศดูจะเป็นประเด็นที่น่า สนใจและน่าติดตามตอนต่อไปจะได้รู้ว่า ใครที่ชอบพูดโกหก ใครที่ชอบสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาตลอดเวลา

ประเด็น ที่ ศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าเยี่ยม วิคเตอร์ บูท นอกเวลาเยี่ยม ไปเพียงคนเดียว โดย ไม่มีทนายวิคเตอร์ บูทอยู่ด้วย ในขณะที่โดยหน้าที่แล้วศิริโชคไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ใดๆทั้งสิ้น และไม่ได้มีคำสั่งจากรัฐบาล อย่างเป็นทางการให้เข้าไปดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ประเด็น ที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ฝ่ายค้านเปิดโปงในสภาว่า ศิริโชคเข้าเยี่ยม วิคเตอร์ บูท พร้อมยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนโดยขอข้อมูลเรื่องของการค้าอาวุธ เพื่อโยงให้ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความสนิทสนมกับผู้นำรัสเซีย ประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความไว้วางใจจาก ผู้นำศรีลังกาในการที่จะเข้าไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และเพื่อให้โยงไปถึงเที่ยวบินการค้าอาวุธสงครามที่มีจุดหมายปลายทางที่ศรี ลังกา

ประเด็นที่ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินสายไปพบกับ รมว.ต่าง–ประเทศรัสเซียและพยายามพูดถึงเรื่องการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ท่าเดียว

ประเด็น ที่จู่ๆ วิคเตอร์ บูท ก็มาถูกจับในไทย จู่ๆ สหรัฐฯก็ส่ง เครื่องบินขององค์กรคุ้มครองพยาน มารอรับวิคเตอร์ บูท ล่วงหน้า เหมือนจะรู้ผลการตัดสิน

ประเด็นที่รัสเซียเป็นเดือดเป็นร้อน กรณีที่ไทยจะส่งตัว

วิคเตอร์ บูท ให้กับสหรัฐฯ ถึงขั้นแสดงความไม่พอใจผ่านทูตไทย หลายครั้ง

สอดคล้องกับการที่รัฐบาลยัดข้อหาผู้ก่อการร้ายให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ

ต่อจิ๊กซอว์ดูแล้วคงไม่ใช่แค่เรื่องในจินตนาการ

รัฐบาล ไม่เคยตอบอะไรตรงคำถามวิกฤติการเมืองที่ทำให้เป็นวิกฤติของบ้านเมือง ใกล้จะล่มจม ปัญหาความวุ่นวายภายในประเทศ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปะทุจนเป็นความขัดแย้งระดับชาติ
ทั้งหมด นี้เกิดจากความตั้งใจของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อกำจัดพ.ต.ท.ทักษิณให้สิ้นซาก ใช่หรือไม่ ถ้าคิดได้แค่นี้ถึงกับลงทุนเอาประเทศเป็นเดิมพัน

สิ้นคิด

จะ เพาะความแค้นส่วนตัวกันอย่างไร จะเพราะคำสั่งพิเศษอะไร สำคัญถึงขนาดต้องชดใช้ด้วยความล่มจมของประเทศและความเดือดร้อนของประชาชน การกระทำของรัฐบาลนอกจากจะไม่สง่างามแล้ว พฤติกรรมไม่สมควรที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยซ้ำ

ใช้อำนาจและวิธีการไม่ต่างอะไรจากยุคเผด็จการมาเฟีย.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 28/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูนเซีย 28/08/53

นายบูท:พ่อค้าความตาย?

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

Read more from ประเทศไทย


เกี่ยวกับผู้เขียน

นาย กริกอรี่ ปาสโคเป็นนักข่าวและนักโทษทางการเมืองชาวรัสเซีย
โดยนายปาสโคได้ถูกจับกุมและพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปี
ในข้อหากบฏต่อต้านรัฐบาลรัสเซีย
นายปาสโคถูกปล่อยตัวหลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา 2ปี
และได้รับอนุญาตให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศ
18เดือนหลังจากได้รับการปล่อยตัว
นายอัมสเตอร์ดัมและนายปาสโคได้ทำงานร่วมกันในด้านการเรียกร้อง
สิทธิมนุษยชนในรัสเซียเป็นเวลาหลายปี

นายบูท : พ่อค้าความตาย?

นายฟิลลิปส์ โควเลย์ ตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
แสดงความเห็นว่าคดีของนายบูทจะไม่ส่งผลในทางลบต่อความสัมพันธ์
ระหว่างสหรัฐและรัสเซีย
การประกาศเช่นนี้ถือเป็นการประกาศตามมารยาททางการทูตเท่านั้น
เพราะแท้จริงแล้ว
แม้แต่บุคคลทั่วไปก็สามารถมองเห็นได้ว่าคดีของนายบูทนั้น
จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอย่างมาก
และอันที่จริงแล้วคดีของนายบูทได้ส่งผลกระทบต่อ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแล้ว
แม้กระทั่งในปัจจุบัน
เราสามารถรับรู้ได้ว่าการแถลงข่าวของเหล่านักการทูตรัสเซียในประเทศไทยดู
จะไม่ค่อยพอใจที่สหรัฐพยายามกดดันให้รัฐบาลไทยส่งตัวนายบูทไปยังสหรัฐ


ประชาชนรัสเซียโดยทั่วไปย่อมเข้าใจว่า
การที่รัฐบาลรัสเซียพยายามปกป้องนายบูทอย่างหนัก
แสดงให้เห็นว่านายบูทมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดีไม่งามบางอย่าง
เพราะรัฐบาลของปูตินมักจะปกป้องพียงแค่กลุ่มคนที่รัฐบาลชอบ รักใคร่
และคนที่ทำตามคำสั่งรัฐบาลเท่านั้น
การปกป้องนายบูทไม่ต่างจากการปกป้องกลุ่มนักบินชาวรัสเซียที่ถูกจับกุมเมื่อ
หลายปีก่อนที่อินเดีย ปกป้องกลุ่มคนที่สังหารของนาย Yandarbiyev
และปกป้องกลุ่มสายลับชาวรัสเซียที่ปฏิบัติการล้มเหลวในสหรัฐ


และด้วยเหตุดังกล่าว
คนในประเทศรัสเซียจึงไม่แม้แต่พยายามที่จะแสวงหาความจริงว่าแท้จริงแล้ว
นายบูทถูกกล่าวหาด้วยข้อหาอะไร หรือเป็นใคร

ในขณะเดียวกัน มีข้อมูลกระจายอยู่ในอินเตอร์เน็ตว่านายวิกเตอร์
บูทถูกอัยการของรัฐนิวยอร์กดำเนินคดีสี่ข้อหาด้วยกัน
รวมถึงข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดทางอาชญากรรม
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะลำเลียงอาวุธสงครามให้แก่กลุ่มนักต่อสู้กองกำลัง
ปฏิวัติแห่งโคลัมเบีย (FRRC) “
โดยนายบูทรับรู้และเข้าใจว่าอาวุธเหล่านั้นได้นำไปใช้เข่นฆ่าประชาชน
และเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐ”

การข้อมูลข่าวสารบางส่วนที่ประชาชนได้รับรู้
ทำให้สามารถโยงข้อเท็จจริงทั้งสี่ประการเข้าด้วยกันได้ทันที

ประการแรก ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลรัสเซียได้สารสัมพันธ์กับรัฐบาลนายฮูโก้
ชาเวซอย่างชัดแจ้ง กระตือรือร้น หรืออาจกว่าได้ว่าอย่างหนักหน่วง
โดยลำเลียงอาวุธสงครามให้นายชาเวซ
และยังสร้างข้อตกลงอันเหนียวแน่นโดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายอาวุธสงคราม

ประการที่สอง นายฮูโก้ ชาเวซ กล่าวชมเหล่านักต่อสู้โคลัมเบียบ่อยครั้ง

ประการที่สาม นายฮูโก้ ซาเวชกล่าวตำหนิสหรัฐหลายครั้ง

ประการสุดท้าย หากกล่าวอย่างนุ่มนวลแล้ว สามารถกล่าวได้ว่า
กลุ่มผู้นำรัสเซียในปัจจุบัน ไม่ชอบกลุ่มผู้นำสหรัฐ


เบื้องหลังของเหตุการณ์เหล่านี้ยังมีเรื่องสายลับใต้ดินและสงครามทางการทูต
เกิดขึ้นอีกด้วย สิ่งเหล่านี้มักถูกปิดบังจากสายตาประชาคมโลก
รัฐบาลรัสเซียจึงทำทุกวิธีทางที่จะไม่ให้นายบูทถูกส่งตัวไปยังสหรัฐ

คำถามคือ กลุ่มผู้นำรัสเซียกลัวอะไร?

คำตอบสามารถหาอ่านได้ใน
ข้อความ http://www.ej.ru/?a=note&id=10336
บางตอนของนักสาวข่าวรัสเซียที่ชื่อว่า Latynina


นี่คือข้อความบางส่วนที่ Latynina เขียน : นายวิกเตอร์
บูทถูกจับกุมข้อหาพยายามขายระบบเครื่องมือป้องกันทางอากาศของรัสเซีย
100 เครื่อง (ระเบิดที่ใช้ยิงเฮลิคอปเตอร์/เครื่องบินระดับต่ำ)
ให้แก่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ปลอมตัวเป็นนักต่อสู้ในโคลัมเบีย
การเจรจาเกี่ยวกับคดีของนายบูท นักโทษทางการเมือง
ได้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ

เมื่อเราสามารถเปรียบเทียบตัวเลขเหล่านี้แล้วจะทราบได้ทันทีว่าระบบเครื่องมือ
ป้องกันทางอากาศของรัสเซีย 100 เครื่องมีอานุภาพแค่ไหน
ผมจะแสดงอีกข้อมูลหนึ่งองค์กร CIA ได้ลำเลียงเครื่องมือชนิดเดียวกัน 500
เครื่องให้กับกลุ่มกบฎมูจาฮีดีนชาวอัฟกานิสถาน ในราคา 183,000
ดอลล่าสหรัฐต่าเครื่อง CIA นำกลับประเทศราว 300 เครื่อง
เพราะกลุ่มกบฎมูจาฮีดีนใช้แค่ 200
เครื่องก็สามารถทำลายความเป็นผู้นำทางอากาศของโซเวียตได้แล้ว

หากกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ
การขนส่งระบบเครื่องมือป้องกันทางอากาศของรัสเซีย 100 เครื่องนี้
เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย
เพราะคงไม่มีใครสามารถดำเนินงานนี้หากปราศจากการสนับสนุนจากเบื้องบน

ตามข้อมูลของศูนย์การวิเคราะห์ข้อมูล Stratfor ในสหรัฐ
คนในกองทัพที่นายวิกเตอร์ บูททำงานให้ในโมซัมบิค ในยุค 80
คือนายไอกอร์ เชชิน

Latynina ยังกล่าวถึงเรือนขนส่งสินค้าแห้งที่ชื่อว่า Arctic Sea Latynina
เธอเห็นว่านายบูทมีความเกี่ยวข้องเพียงน้อยนิดในคดีนี้

แต่ยังมีเหตุการณ์ที่ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2552 เครื่องบิน I1-76
ทีใช้ขนอาวุธทั้งหมด 35ตันถูกยึดที่กรุงเทพมหานคร
ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธชนิดที่ใช้ยิงขึ้นฟ้า
มีการกล่าวว่าเครื่องบินดังกล่าวเป็นของนายบูท ภายใต้บริษัทของบูท

Latynina สรุปว่า FSB (หน่วยตำรวจลับคล้าย CIA/KGB) ซึ่งตั้งอยู่ที่
Lubyanka Square ในกรุงมอสโควมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
และหากเราร้อยเรียงเรื่องราวเข้าด้วยกัน
เราจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าเบื้องหลังนายบูทนั้นไม่ใช่แค่ FSB
แต่รวมถึงกลุ่มผู้นำสูงสุดของรัสเซียด้วย
และกลุ่มคนเหล่านั้นต้องการตัวนายบูทกลับไปยังรัสเซีย
ไม่ใช่ในเรือนจำที่ประเทศไทยและมากกว่านั้นคือ
เรือนจำและต่อหน้าศาลในสหรัฐ

นาย กริกอรี่ ปาสโค เป็นนักข่าวและนักโทษทางการเมืองชาวรัสเซีย
โดยนายปาสโคได้ถูกจับกุมและพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปี
ในข้อหากบฏต่อต้านรัฐบาลรัสเซีย
นายปาสโคถูกปล่อยตัวหลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา 2ปี
และได้รับอนุญาตให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศ
18เดือนหลังจากได้รับการปล่อยตัว
นายอัมสเตอร์ดัมและนายปาสโคได้ทำงานร่วมกันในด้านการเรียกร้องสิทธิ
มนุษยชนในรัสเซียเป็นเวลาหลายปี

http://robertamsterdam.com/thai/?p=377

แจ้งข่าว วันอาทิตย์สีแดงนี้ ที่อุบลฯ

ที่มา thaifreenews

โดย namome

บก.ลายจุด จะมาจ.อุบลฯ 29 ส.ค 53 เพื่อทำกิจกรรม 2 จุด
จุดแรก..... เจอกันหน้าห้าง Big C อุบลฯ เวลา 09.00 น. ปั่นจักรยานรณรงค์เพื่อสุขภาพ
ไปยังศาลากลางจังหวัด (ปั่นไม่ไหว ก็ไปรอจุดที่สองเลย)
จุดที่สอง..... เมื่อปั่นกันมาถึงแล้ว พักเหนื่อย แล้วร่วมกันทำความสะอาดศาลากลางจังหวัด
เสร็จแล้ว ทานข้าวร่วมกันที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอุบลฯ ฉลองยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
จากนั้นจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เสื่้อแดงอุบลฯ รวมพลังกันหน่อยเร้ว
(เตรียมอุปกรณ์ตามสะดวก)

http://www.facebook.com/redbuff?v=wall&ref=mf บก.ลายจุด

กวีประชาไท: รบเถิด!!!

ที่มา ประชาไท

เพื่อนของเราเขียนบทกวี
เพื่อนเราเป็นกวี
เพื่อนของเราต่อสู้กู้ชาติ
เพื่อนเราเป็นนักต่อสู้
เพื่อนของเรายืนหยัดปกป้องศัตรูเก่าแก่ของพวกเรา
เพื่อนเราเป็นอย่างที่เขาเป็นในที่สุด
มองชีวิตด้วยสายตาแหลมคมดั่งศรอรชุน
ทะลุทะลวงความเลวทรามอย่างทันท่วงที

“คืนก่อนการรบพุ่ง”
บทกวีอันเปี่ยมพลังของเพื่อน
นำเรามายืนอยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำอย่างแท้จริง
เราได้แต่กู่ร้อง
เพื่อนเราเดินลับหายเข้าป่าดงพงไพรลึก
เพื่อนของเราเป็นกวีนักรบโบราณ
ผู้เดินทวนวิถีประชาธิปไตยไปบนกองกระดูกประชาชน
เมฆทะมึนกลืนกินความดีงามในอดีตหมดสิ้น

เพื่อนของเราเขียนบทกวี
บทกวีของเพื่อนแหลมคมดั่งศรอรชุน
ทะลุทะลวงดวงใจแห่งเราแหลกยับ
จนมิกล้าจดจำ

สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: “ประเทศไทยกำลังถอยหลังด้วยสปีดที่เร็วมาก”

ที่มา ประชาไท

ศิ โรตม์ คล้ามไพบูลย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (17 ก.ค.) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปรองดอง แห่งชาติว่า “การปฏิรูปคือความพยายามชิงมวลชนที่รัฐบาลล้มเหลวจนต้องอาศัยเครือข่ายฝ่าย ที่จัดเจนกว่า แต่ถ้ามองข้ามบุคคลสามสี่ราย ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ยากจะสำเร็จ ข้อแรกเพราะไปคิดตื้นๆ ว่าจะหยุดมวลชนด้วยวิธีให้ข้าวให้น้ำ ซึ่งต่อให้ทำได้ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เป็นแรงผลักให้คนสู้บนท้องถนน ข้อสองคือเพราะให้ผู้ใหญ่พันธมิตรมีอิทธิพลเลือกกรรมการจนไม่มีตัวแทนคนส่วน ใหญ่ ข้อสามคือไม่มีการปฏิรูปไหนสำเร็จภายใต้การปิดปากเสียงประชาชน”

ประชา ไทสัมภาษณ์เขาเพิ่มเติมเพื่อขยายคำอธิบายเบื้องต้น โดยเขาฟันธงว่า ภายใต้บรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยม และชนชั้นนำปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อรั้นดึงดัน พื้นที่สำหรับความแตกต่างจึงไม่มีเหลือสำหรับคนอีกจำนวนมากซึ่งเขาเห็นว่า เป็นขบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ แต่กลับถูกปราบลงเสียก่อน

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้ง สามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขา คิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมาก ที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและ ชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชา สังคมเข้ามาช่วยงาน

ที นี้เรื่องที่น่าสนใจก็คือหลังจากการปราบเดือนเมษาพฤษภา รัฐบาลพยายามใช้กลไกที่เป็นอิสระจากราชการและกองทัพมากขึ้น ในแง่หนึ่งเพื่อให้รัฐทำงานได้ อีกแง่หนึ่งก็คือ กลไกทำงานในระบบราชการของรัฐนี้ล้มเหลว ในการทำสิ่งที่รัฐบาลต้องการและเป็นสิ่งที่รัฐไทยคิดว่ามีความจำเป็นในการ อยู่ร่วมกันในปัจจุบัน

การปฏิรูปเหล่านี้ก็อาศัยเครือข่ายของคนในพื้นที่จำนวนมาก ตรงนี้อาจจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ ทีนี้ประเด็นก็คือ เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนพวกนี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองของรัฐบาล เช่น การต้องการให้มีเรื่องของการสร้างความปรองดองขึ้นมา อันที่สองที่สำคัญก็คืออย่างไรก็ตามต้องดึงมวลชนฝ่ายที่เชียร์ทักษิณให้เป็น ฝ่ายของตนให้ได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำก็เหมือนที่ทำกับภาคใต้ คือแยกปลาออกจากน้ำ เชื่อว่ามวลชนเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวโดยมีแกนนำ แกนนำชี้นำและปลุกปั่น และหากให้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มวลชนจริงๆ เขาก็จะออกจากขบวนการ

ที นี้สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือมวลชนที่เข้ามาร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้เขาไม่ได้ มาเพราะปัญหาปากท้อง อันที่สองก็คือเหมือนคราวที่แล้วปัญหาเมษาพฤษภานี่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความ ยากจนแบบขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่มันมีปัญหาที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ ไม่ใช่ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะกิน จึงมา แต่คนที่ยากจนกว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงมีอยู่มาก คือเป็นความยากจนที่ไปเปรียบเทียบว่า เมื่อคนกลุ่มนี้มองไปที่คนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง เขามองว่าคนกลุ่มนั้นได้อะไรบางอย่างมากกว่าที่ควรจะได้ในทางการเมืองและ เศรษฐกิจ

เพราะ ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำ ผ่านการเอาคนหลายคนที่ทำงานภาคประชาสังคมมาก็วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าถ้าให้ สิ่งที่คนจนต้องการในเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องโฉนดที่ดิน เรื่องป่า คนจนก็จะออกจากขบวนการของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด

คนเสื้อแดงพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ตีโจทย์เรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน

ใช่ แต่ว่าเป็นความไม่เท่าเทียมในแง่ของความยากจน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางการเมือง ไม่ใช่ความยากจนแบบเพียวๆ คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ใช่คนจนแบบไม่มีอันจะกินแต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เขามีฐานะพออยู่พอกิน แต่เขารู้สึกว่าทำไมสิทธิทางการเมืองของเขาไม่เท่ากับคนชั้นกลางคนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความยากจนมากๆ แบบที่รัฐบาลหรือหมอประเวศเข้าใจ

พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ

ถ้า ใช่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหรือคณะปฏิรูปทำคือลดทอนปัจจัยทางการเมือง ลดทอนความรู้สึกทางการเมืองของคนชั้นล่างออกไป ทำเหมือนคนชั้นล่างไม่มีความรู้สึกทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันเป็นมุมมองแบบชนชั้นสูงมากๆ เลยคือว่าสิ่งที่คนจนต้องการคือปากท้องเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนจนต้องการศักดิ์ศรีหรืออะไรที่มากกว่าปากท้อง ในบางสังคมก็เป็นอย่างนั้นได้ แล้วในเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

แต่ ว่าเรามองไปในระดับกลไกของเขา การลงไปในพื้นที่ เขาสามารถลงไปในระดับ อบต.ได้ คุณไม่มองว่าการลงลึกในระดับนี้จะเป็นวิธีสื่อสารที่เขาสามารถใช้เปลี่ยน วิธีคิดของชาวบ้านได้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ เช่น ทำให้เกิดความเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่ หรอก เพราะว่าถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำอย่างที่หลายๆ คนคิด คือหนึ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ ซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมในเมืองไทยมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเรื่อง ที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ เรื่องภาษีไม่เป็นธรรม เป็นต้น คือต่อให้ทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าความรู้สึกทางการเมืองของคนมันจะเปลี่ยนนะ และโดยพื้นฐาน โอกาสที่จะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จมันก็ยาก เพราะว่าหากทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จก็จะขัดแย้งกับชนชั้นสูงซึ่งเป็นฐานสนับ สนุนรัฐบาลหรือสนับสนุนการเมืองปัจจุบัน ใช่ไหม เช่น เราดูรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลเก่าแก่ เป็นคนที่เป็นเจ้าที่ดินจำนวนมากในกรุงเทพฯ หรือเป็นกลุ่มธนาคาร เราจะปฏิรูปโดยที่ไม่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้ คำถามอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้จะยอมให้คณะของหมอประเวศปฏิรูปได้จริงๆ หรือ คือไม่มีทางอย่าไปเพ้อฝันว่า เอาคนดีๆ คนเก่ง คนที่มีจุดยืนรักชาวบ้านมารวมกันแล้วจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่จริง ถ้าโชคดีก็จะทำให้เกิดงานวิจัย ทำให้เกิดมาสเตอร์แพลนในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าถ้าจะวางให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ จะมีหลายเงื่อนไข เช่นหลักประกันสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้จะไม่มีนะ คือถ้ารัฐบาลชุดนี้ไป คณะกรรมการชุดนี้ก็ถูกลอยแพ ไม่มี ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าแนวทางต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายทางการเมือง

ประการ ที่สองก็คือว่าในกรณีที่ขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นที่สำคัญกับรัฐบาลชุดนี้ เหมือนๆ กัน หรือสำคัญกับระบอบการเมืองตอนนี้เหมือนๆ กัน การปฏิรูปมันไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่การปฏิรูปจะสำเร็จนั้นยากมาก

มองในแง่การลดแรงเสียดทาน คิดว่าจะช่วยได้ไหม

น่า จะได้กับคนกลุ่มที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้คือไม่มีตัวแทนของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ใน คณะกรรมการปรองดองเลย ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอีกฝ่าย หนึ่งมากเกินไป ซึ่งหากมองในแง่ที่ว่าต้องการทำให้กระบวนการทางการเมืองชุดนี้อยู่กับคนส่วน ใหญ่ได้ จะต้องดึงฝ่ายเสื้อแดงเข้ามาบ้างใช่ไหม แต่กรรมการชุดนี้ไม่เอา ซึ่งก็เห็นปัญหาอยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นมาในอนาคตว่าเสียงฝ่ายเสื้อ แดงจะไม่มีตัวตนอยู่ในกรรมการปฏิรูป ดังนั้นการจะปฏิรูปหรือจะปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่มีทาง

เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการมาแล้ว คุณคิดว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้เกิดความปรองดอง กรรมการชุดนี้ควรจะทำอะไร

สิ่ง ที่เข้าใจว่าเขาจะทำกันก็คือเขาจะตั้งอนุกรรมการย่อยๆ ขึ้นมาหลายชุดมาก ที่จะลงพื้นที่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อระดมความเห็นชาวบ้าน แล้วก็มีกระบวนการระดมความเห็นเพื่อสรุปเป็นนโยบายใหญ่จากเบื้องล่างขึ้นมา ว่าสังคมไทยต้องการการปฏิรูปแบบไหน อันนี้คือที่เขาต้องการ แล้วทีนี้ในด้านปริมาณก็คือว่าต่อให้ได้นโยบายจะทำให้เกิดผลได้อย่างไร ก็คือจริงๆ แล้วมันไม่พลังทางสังคมอะไรที่ช่วยผลักดันคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ไง นี่เป็นการปฏิรูปซึ่งเริ่มโดยรัฐบาล และได้รับความร่วมมือจากชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าต้องการให้การเมืองแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป บางพวกรู้สึกว่าต้องการใช้โอกาสนี้เข้าไปเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่ก็เข้าไปเปลี่ยนกลไกรัฐ มองว่าตอนนี้กลไกรัฐอ่อนแอ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ฝ่ายของตัวเองจะมาผลักดันอะไรได้เยอะ

แต่ ว่า เรื่องความไม่เท่าเทียมมันมีเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นหลายๆ เหตุผล แล้วรัฐบาลชุดนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเพราะคนมันยากจน แต่จริงๆ ความไม่เท่าเทียมในบ้านเรามันเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่นการกดขี่ขูดรีด ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างชนชั้นมากๆ การปฏิรูปนี้แก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เช่นถ้าเราไปดูช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทยในรอบ ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในช่วงปี พ.ศ.2470 ข้าราชการะดับล่างมีเงินเดือนประมาณ 15 บาท แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีมหาดไทยเงินเดือน 3,700 บาท รัชกาลที่แปดใช้จ่ายปีละแสน ในปัจจุบันนี้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันยิ่งทวีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ หากไปดูตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เงินฝากในประเทศไทยทั้งหมด 70% อยู่กับคนที่รวยที่สุด 10% แรก ส่วนเงินอีก 30% ที่เหลืออยู่กับคนอีก 80% ของประเทศ นี่เป็นช่องว่างที่เป็นปัญหา ถ้าไม่เข้าใจบริบทหรือความเป็นมาแบบนี้ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ

และ การปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องมีกระบวนทางการเมืองที่ใหญ่มากมารองรับ แต่เราไม่มีขบวนการแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ขบวนการเสื้อแดงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นขบวนการแบบนี้ได้ แต่ขบวนการเสื้อแดงก็ถูกทำลายไปโดยการสลายการชุมนุม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่วางอยู่บนขบวนการทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศ เคยมีมานั้นมันไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ เลยกลายเป็นเรื่องของเล่นของคนแก่อายุ 80 เล่นกับคนแก่อายุ 70 กับ 60 ซึ่งก็เป็นความตั้งใจดีแต่โอกาสสำเร็จมันยาก

ข้อดีล่ะ ประโยชน์ที่อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้น

ประโยชน์ ก็คือ คนจนอาจจะมองเห็นปัญหาของตัวเองมากขึ้นผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการชุดนี้เข้าใจเรื่องนี้ก็จะดี คืออย่าใช้คณะกรรมการเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดผลของการปฏิรูป แต่ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่อยู่นอกคณะกรรมการ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้กรรมการชุดนี้ทำงานให้เกิดประโยชน์กับสังคมบ้าง

นั่นเป็นเงื่อนไขที่ว่าถ้าเขาเข้าใจ แต่ว่าถ้ามองสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ คุณว่าใครจะได้ประโยชน์จากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้บ้าง

คณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้า ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของระบบการเมืองทั้งหมดตอนนี้อยู่แล้ว

คุณ มองระยะยาวไหมว่าการตั้งคณะกรรมการโดยใช้บุคลากรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่ว ประเทศจำนวนมากจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทางรัฐบาลมากขึ้น เข้าถึงมวลชนที่เคยเข้าไม่ถึงมากขึ้น

รัฐบาล โดยตรงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากเท่าไหร่จากกรรมการชุดนี้ แต่คนที่ได้คือระบบการเมืองทั้งหมด เพราะรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ไม่ครบเทอมใช่ไหม อยู่ไปอีกแป๊บเดียวก็หมดวาระแล้วแต่กรรมการชุดนี้จะอยู่ไปอีกสามปี ในวันที่คณะกรรมการชุดนี้ทำงานสำเร็จ รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะไม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตัวรัฐบาลอาจจะได้ความรู้สึกทางการเมืองนิดๆ หน่อยๆ ผลที่จะได้จริงๆ หากปฏิรูปสำเร็จคือระบบการเมืองแบบในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนส่วนใหญ่ได้เลย

แต่ที่แน่ๆ ก็คือถึงจะมีก็ไม่สามารถปรองดองกับคนเสื้อแดงได้

ไม่ น่าจะได้ เพราะว่าปัญหาหลักคือปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์แกพลาดหรือแกไม่เข้าใจ คือตอนแรกแกพูดว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรองดองแต่เกิดขึ้น เพื่อปฏิรูป

การมุ่งปฏิรูปเป็นการยอมรับหรือเปล่าว่าไม่สามารถปรองดองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้

มัน อาจจะแยกกันก็ได้เพราะว่าเขาอาจจะเชื่อว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะมีบางกลุ่มในเสื้อแดงเป็นพวกหัวรุนแรงจริง เขาอาจจะเชื่อแบบนี้จริงๆ เราไม่อาจรู้ได้ แต่ว่าโอกาสที่จะปรองดองหรือการปฏิรูปสำเร็จได้นั้นไม่มี เพราะมีคนจำนวนมากถูกจับ ถูกขังหรือถูกฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้รอยร้าวทางการเมืองใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่การมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำให้คนพูดเรื่องที่ตัวเองต้องการจริงๆ ไม่ได้ เป็นสภาวะที่การปฏิรูปซึ่งมวลชนส่วนใหญ่พูดได้แต่เรื่องที่รัฐบาลต้องการให้ เขาพูดแค่นั้นเอง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดเรื่องที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เขาพูดได้เลยในปัจจุบัน

ที่ คุณพูดเรื่องการปฏิรูปว่าคือเสื้อแดงมีเชื้อที่จะนำไปสู่การปฏิรูปได้นี่ แต่ว่ามันถูกทำลายไปแล้ว คุณมองว่าตอนนี้สังคมไทยมีอะไรที่พอจะปูทางไปสู่การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสำนึกทางการเมืองของคนไทยได้ไหม เพราะคนเสื้อแดงก็พ่ายแพ้ไปแล้วอย่างค่อนข้างจะสะบักสะบอม

ไม่มี

ไม่มีเลยหรอ

ใช่ คือประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังเดินถอยหลังในสปีดที่เร็วมาก ชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น คือคลุ้มคลั่งมากขึ้น ชนชั้นนำปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง รุนแรงขึ้นและดื้อรั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่จะทำให้ระบบเดินได้จริงๆ ตอนนี้มันไม่มี เป็นสังคมที่อันตรายมาก พวกเสื้อแดงชอบพูดกันเยอะว่าอีกหน่อยจะอยู่ไม่ได้ แต่ว่าสภาพตอนนี้รุนแรงกว่าที่พวกเสื้อแดงคิดเยอะอีก คือเหมือนเป็นสองประเทศที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีความคิด ความต้องการที่แตกต่างกันมาก แล้วก็ไม่มีใครคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันเลย

พูดกันตรงๆ การปฏิรูปนี่ไม่นับรวมเสื้อแดงใช่ไหม

ไม่รวม ถ้าเสื้อแดงอยากปฏิรูปก็ต้องสลายความเป็นเสื้อแดงทิ้งไป

เหมือนไม่มีเสื้อแดงอยู่ในประเทศนี้แล้วใช่ไหม

ดัง นั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรองดอง เพราะการปรองดองคือการปรองดองกับเสื้อแดง แต่เราไม่ต้องการปรองดอง ถ้าเสื้อแดงต้องการเข้าสู่การปรองดองก็ต้องถอดสีเสื้อทิ้งไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกก็พูด คุณอานันท์ก็พูดว่าเราจะไม่คำนึงถึงสีเสื้อ ความหมายคือคนที่มีสีเสื้อต้องถอดสีเสื้อออกไปซะ แต่มันก็หมายถึงแค่เสื้อแดงเท่านั้นใช่ไหม อย่างพวกเสื้อเหลืองไม่ต้องถอด แต่ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกันเยอะแยะเลย

ถ้าไม่สามารถปรองดองได้แล้ว ความร้าวลึกนี่มันไม่ยิ่งตอกย้ำหรือ

มัน ไม่ถึงกับตอกย้ำ เพราะมีหลายปัจจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของเสื้อแดงเองที่จะสามารถผลิตความทรงจำเหตุการณ์ ที่ผ่านมา กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ผลิตคำอธิบายในเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยมาก แต่ที่พูดได้คือตัวคณะกรรมการเองอาจจะไม่สามารถช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้เท่า ไหร่ สิ่งที่คณะกรรมการจะทำได้ก็คือการใช้สถานะของคณะกรรมการขับเคลื่อนให้เกิด กระบวนการคิดในสังคม ให้คนจนเข้าใจความไม่เท่าเทียม นอกจากนั้นแล้วก็ทำอะไรลำบาก แล้วอย่าลืมว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้มาจากตระกูลซึ่ง ในด้านหนึ่งมันจะเป็นตระกูลเก่าแก่ใช่ไหม แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นตระกูลที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยแค่สามสี่ชั่วคนแค่นั้น เอง แล้วก็ถ้าพูดในแง่ประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดนั้นก็เป็นคนที่พยายามจะกลืนตัว เองเข้าสู่ระบบชนชั้นนำของไทยแบบเก่าค่อนข้างมาก ฉะนั้นนี่สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำมากกว่า สิ่งที่พวกนี้ต้องการจึงไม่ใช่การเข้าใจชนชั้นล่าง หรือการทำเพื่อให้คนชั้นล่างได้ประโยชน์

ประเด็นสุดท้ายแล้ว คุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถปฏิรูปได้ด้วยการปิดปากประชาชน

การ ปิดปากนี่ประชาชนนี่มันมีความหมายสองอย่าง ประการแรกคือ การจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงพูดไม่ได้ อันนี้คนส่วนใหญ่ก็คงเห็นเหมือนๆ กัน ประการที่สองที่ก็คือว่าการที่สังคมส่วนซึ่งมีความคิดทางการเมืองกับทาง เศรษฐกิจแตกต่างจากชนชั้นนำปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสเข้าไปสู่การปฏิรูปได้เลย อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า เช่น ปัญหาหลักข้อหนึ่งของคนจนไทยซึ่งมันเป็นปัญหามาเป็นร้อยๆ ปี (ซึ่งถ้ามันเป็นปัญหามาร้อยๆ ปีนี่ก็แปลว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว) คือการมีชาวนาไร้ที่ดิน คนจนที่สุดในประเทศไทยคือชาวนาไร้ที่ดิน คำถามก็คือเขาจะมีที่ดินได้อย่างไร คำตอบก็คือหาที่ดินให้เขา ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวาง แต่ว่าภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้มันจะปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวางได้ อย่างไร หากไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ หลัง 14 ตุลา ประชาชนตื่นตัวสามปี มีสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนสองปี กฎหมายปฏิรูปที่ดินนี่ใช้เวลาเรียกร้องสองปีกว่าจะออกกฎหมายได้ พอเกิดกฎหมายขึ้นมาในปี 2518 กระบวนการปฏิรูปที่ดินจริงๆ ก็ไม่เคยมี มาเริ่มมีตอนปี 22-23 นั่นคือขนาดมีการเดินขบวนสามปีนะ แต่ปัจจุบันนี้เรากำลังพูดถึงการการมีขบวนสองเดือนแล้วถูกปราบอย่างรวดเร็ว

ติด ใจอยู่นิดหนึ่งที่คุณบอกว่าเสื้อแดงเป็นขบวนที่สามารถปฏิรูปได้ แต่เมื่อเทียบกับเสื้อเหลืองแล้วนี่ เสื้อแดงมีประเด็นจำกัดมากกว่าอีก เสื้อแดงไม่ได้พูดเรื่องการปฏิรูปนะ ไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้พูดเรื่องปัญหาในท้องถิ่น แต่ว่าพูดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งมากกว่า

คือ เวลาสังคมแต่ละสังคมจะปฏิรูปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการปฏิรูปอยู่ใน สังคมนั้นอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการที่ใหญ่จนชนชั้นนำเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้อง เปลี่ยนอะไรหรือเปล่า ซึ่งเสื้อแดงมีสภาพแบบนั้น นี่เราพูดถึงว่าเสื้อแดงชุมนุมแล้วถูกฆ่าไปแล้วนี่นะ รัฐยังต้องปฏิรูปอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนพวกนี้เลย ลองคิดดูถ้ามันจบอีกแบบหากคนเสื้อแดงชนะดูสิ ตัวเลือกที่รัฐไทยให้กับคนเสื้อแดงมันจะเยอะมหาศาล ขนาดว่าเสื้อแดงปัจจุบันคือขบวนการที่ถูกฆ่าไปแล้ว รัฐยังรู้สึกว่าต้องให้อะไรบางอย่าง คือให้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ว่าต้องมีการปฏิบัติให้เห็นว่าจะให้ นี่สิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะ ที่ขบวนการเสื้อเหลืองเรียกร้องให้ปฏิรูปนู่นนี่ แต่จริงๆ แล้วขบวนการเสื้อเหลืองไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำเขาจะกลัว ขบวนการเสื้อเหลืองโดยธรรมชาติแล้วคือต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้น นำแล้วก็อาศัยชนชั้นนำมาปกป้องตัวเอง เพราะฉะนั้นชนชั้นนำไม่เคยกลัวเสื้อเหลืองอยู่แล้ว เสื้อเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำตลอดเวลา แต่เสื้อแดงนี่น่ากลัวเพราะพลังของเสื้อแดงคาดหมายอะไรไม่ได้ มีความรุนแรงในตัวเองสูง มีการนำที่กระจัดกระจายสูง ต่างจากเสื้อเหลืองเกือบทุกเรื่องเลย เสื้อแดงจึงเป็นกระบวนการที่น่ากลัว อย่างเช่น นักคิดกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าโพสต์มาร์กซิสต์ พูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงหลังยุคสมัยใหม่ นี่ก็คือกระบวนการแบบนี้ ขบวนการซึ่งมันไม่มีศูนย์กลางการนำ ในแง่หนึ่งคือก็เป็นอนาคิสต์มากๆ มันมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สังคมรู้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้แล้ว เสื้อแดงมีลักษณะอย่างนี้เยอะในช่วงที่ผ่านมา

แต่ไปไม่สุดถูกปราบเสียก่อน

ใช่ อีกอย่างหนึ่งในความเป็นเสื้อแดงก็มีกั๊กๆ อยู่อย่างเช่น บทบาทของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุด โต่ง ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนี้เป็นชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความขัดแย้ง กับกลุ่มชนชั้นนำเดิมและที่ต้องการคือเข้าไปแชร์อำนาจกันเฉยๆ แต่เมื่อแชร์ไม่ได้ก็เลยออกมาขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นหลังการสลายการชุมนุมเป็นต้นมา กลไกของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็ไม่ได้ปกป้องคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่เลย เสื้อแดงตอนนี้ก็เลยเหมือนถูกลอยแพมากๆ ทั้งจากฝ่ายเพื่อไทยและจากรัฐบาล ตอนนี้เรายังไม่เห็นพรรคเพื่อไทยรณรงค์เลยว่าให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศหรือรณรงค์ว่าให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด เพื่อไทยยังไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้ว อุปสรรคของคนเสื้อแดงก็คือพรรคเพื่อไทยด้วยหรือเปล่า

ไม่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอุปสรรค พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรที่มีประโยชน์ที่จะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเติบโตได้ มากกว่านี้ ถ้าเขาคิดว่าเขาเป็นพรรคการเมืองไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้าไป แชร์ประโยชน์กับกลุ่มการเมืองเดิม พรรคเพื่อไทยไม่ใช่อุปสรรคของคนเสื้อแดง แต่พรรคเพื่อไทยเป็นกลไกเดียวที่จะปกป้องคนเสื้อแดงตอนนี้ได้ เขาถึงสำคัญไงเพราะว่าพอเขาไม่ปกป้อง คนเสื้อแดงก็ไม่มีความสำคัญในระบบการเมืองปัจจุบันเลย

พรรคเขายังลำบากอยู่นะ

ใช่ แต่มันเป็นกลไกเดียวที่เป็นที่พึ่งของเสื้อแดงได้ไง คือถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้ เสื้อแดงไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกับระบบการเมืองตอนนี้เลยนะ หมายถึงสิบสี่ล้านคนนะที่ยึดโยงกับระบบตอนนี้ไม่ได้ อันนี้มันคือวิกฤตมากๆ แล้ว

แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจจะเชื่อว่าเขามีฐานอยู่สิบสองล้าน เกือบครึ่งๆ น่ะ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสื้อแดงที่เหลือ ตัดออกไป

ไม่ แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงเปล่า เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนมานี่มันร้ายแรงมากนะ ขบวนการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายทุกวันแต่ก็ยังชุมนุมไม่เลิกนี่ นี่มันยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเราอีกนะ ปัญหาการเมืองตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหยุดไม่หยุด แต่ระบบการเมืองตอนนี้มันหยุดคนส่วนใหญ่ไม่ได้แล้วไง นั้นถ้าชนชั้นนำไทยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นี่ มันก็จะช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายน้อยลงกว่านี้ได้

แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาเข้าใจ

ตอนนี้ไม่มีสัญญาณ

เมียวิคเตอร์ บูต แถลงบทสนทนาศิริโชคคุยสามี ถามวิธีดักจับเครื่องบินส่วนตัว (มีไฟล์เสียง)

ที่มา ประชาไท

นาง เอลลา บูต ภรรยาของนายวิคเตอร์ บูต ผู้ถูกจับกุมในคดีค้าอาวุธและเพิ่งถูกศาลอุทธรณ์ไทยพิพากษาให้ส่งตัวให้กับ ทางการสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แถลงชี้แจงบทสนทนาระหว่างนายศิริโชคกับสามี ระบุถูกถามวิธีดักจับเครื่องบินส่วนตัวและถามทักษิณป่วยจริงไหม

เวลา 16.30 น. 27 ส.ค. 2553 นางเอลลา บูต ภรรยาของนายวิคเตอร์ บูต ผู้ถูกจับกุมในคดีค้าอาวุธและเพิ่งถูกศาลอุทธรณ์ไทยพิพากษาให้ส่งตัวให้กับ ทางการสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย อาคารมณียา เพลินจิตถึงบทสนทนาระหว่างสามี และนายศิริโชค โสภา ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าไปพบที่เรือนจำ

โดยเธออ่านแถลงการณ์ของสามี ซึ่งเขียนชี้แจงถึงบทสนทนาระหว่างสามีของเธอ กับนายศิริโชค โสภา ว่า นายศิริโชคเข้าพบเขาเพื่อสอบถามในฐานะผู้เชี่ยวชาญ โดยระบุถึงกรณีเครื่องบินขนอาวุธของเกาหลีเหนือถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานใน กรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยขอข้อมูลถึงความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าวอาจเป็นเครื่องบินที่ อดีตนายกรัฐมนตรีใช้ในการขนอาวุธให้กับคนเสื้อแดง

นายวิคเตอร์ บูตระบุว่าเขาตอบไปว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนั้นและเขาก็ไม่มีเจตจำนงที่จะให้น้ำหนักกับข้อสมมติฐานใดๆ

นาย วิคเตอร์อ้างว่า นายศิริโชคยังโชว์รูปเครื่องบินส่วนตัวของ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และถามว่าจะดักจับเครื่องบินชนิดนี้ได้อย่างไร และจะจับทักษิณ ชินวัตรได้อย่างไร ซึ่งนายวิคเตอร์ บูต ตอบว่าเขาตอบไม่ได้ และแนะนำนายศิริโชคว่าควรถามจากสายการบินสหรัฐดีกว่า เพราะทะเบียนเครื่องบินลำดังกล่าวมาจากอเมริกา

“นายศิริโชคยังถามด้วยว่า มีเคจีบีอยู่กี่คนในกรุงเทพฯ และพวกเขาทำอะไรอยู่ ซึ่งผมตอบว่าไม่มีวิธีติดต่อกับพวกเขา”

นอก จากนี้ นายวิคเตอร์ยังระบุด้วยว่า นายศิริโชคถามเขาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั้นป่วยจริงหรือไม่ ซึ่งเขาได้แต่ตอบว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสุขภาพของทักษิณ

สำหรับ บรรยากาศในการแถลงข่าววันนี้ มีสื่อไทยและต่างประเทศเข้าฟังจำนวนมาก โดยภรรยาของนายวิคเตอร์ บูต แถลงเป็นภาษารัสเซียผ่านล่ามภาษาอังกฤษและแถลงการณ์ดังกล่าวเรียกเสียง หัวเราะจากผู้ฟังเป็นระยะๆ (ดาวน์โหลดไฟล์เสียงด้านล่าง)

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงประกอบ: 2010-08-28-Bout.mp3

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ครบ100วัน19พฤษภา

ที่มา Thai E-New


เราทรุดลง เพื่อเป็นการเสียสละอันมีเกียรติ
ในการต่อสู้ที่มีกำลังไม่ทัดเทียมกันนี้
เราเสียสละทุกสิ่งที่เรามี
เพื่ออุดมการณ์แห่งเสรีภาพ
อำนาจบาตรใหญ่ จักต้องพินาศ
ประชาชนจักต้องลุกฮือขึ้น
(นวนิยายเรื่อง"แม่"โดยแม็กซิม กอร์กี้)


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
28 สิงหาคม 2553






***กิจกรรมทำบุญ100วันวีรชนโดนกดดันเปลี่ยนสถานที่จัดงานไปเป็นวัดหัวลำโพง-เจ้าภาพแจ้งผ่านทาง เวบบอร์ดเรารักประชาไท ว่า เนื่องด้วยคณะผู้ประสานงานคือลุงจุก คุณสายลมรัก แจ้งด่วน เรื่องขอย้ายสถานที่ทำบุญ 100 วันให้วีรชน 91 ศพ ที่เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่ เดิมกำหนดจัดงานที่วัดวัดปทุมวนาราม ไปสถานที่ใหม่ เป็นวัดหัวลำโพง เนื่องจากทางเจ้าอาวาสวัดปทุมฯ แจ้งมาว่าโดนกดดันหนักจากทางอำนาจรัฐไม่ให้มีการจัดงานทำบุญดังกล่าว

แต่ กำหนดการจัดงานทำบุญยังเหมือนเดิมทุกงาน คือเลี้ยงพระเพล วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553 สถานที่ใหม่ วัดหัวลำโพง สามย่าน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหัวลำโพง (ประมาณสามแยกไฟแดง)

วิธีการเดินทางไปวัดหัวลำโพง (โดยรถเมล์สาธารณะ)

-รถเมล์ สาย 4, 21, 25, 34, 40, 46, 67, 73, 109, 113
-รถเมล์ปรับอากาศ สาย ปอ.4,ปอ.17,ปอ.29, ปอ.67
-รถไฟฟ้า BTS ลงสถานี สยาม ( ต้องนั่งรถเมล์ต่อ )
-รถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีสามย่าน (ถึงเลย)

ท่านที่ขับรถมาเอง ที่จอดรถวัด หากเต็มก็ไปจอดได้ที่ตลาดสามย่าน หรือตึกจามจุรีสแควร์***

***ส่วนกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุดแจ้งมาว่า เนื่องจากคิวแน่นประมาณๆพี่เบิร์ด หรือพี่เป้าสมัยก่อน เลยขอประกาศรับผู้จัดการส่วนตัว สำหรับจัดคิวผูกผ้าแดงทั่วประเทศ ใครมีประสบการณ์อยู่วงดนตรีลูกทุ่งจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ

สำหรับ วันอาทิตย์นี้ 29 สิงหาคมนี้ เจอกันตอนเช้าที่ จ.อุบลราชธานี ตอนเย็นเจอกันที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยขอนัดพี่น้องเสื้อแดงอุบลราชธานีและใกล้เคียงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมให้นำ จักรยานมาปั่นรอบเมืองด้วย

ที่หมายคือพากันไปทำความสะอาดศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี งานนี้ทำให้นึกถึงประยุทธ มูลสาร แกนนำแดงอุบลฯที่ทุ่มเทยืนหยัดเสียสละอย่างถึงขนาด แม้จะป่วยหนักขนาดไหนก็ตาม นี่ยังดีที่ตำรวจยินยอมให้ประกันไปรักษาตัว***


***ส่วนอาทิตย์หน้า 5 กันยายน บก.ลายจุดแจ้งให้ทราบ วันอาทิตย์สีแดงที่ 5 ก.ย. นี้ "แดงทั้งทะเล" เพราะจะชวนสาว ๆ ใส่บิกินนี่เที่ยวทะเลหาดจอมเทียน พัทยา เที่ยงวัน ไม่ดำให้มันรู้ไป***

***กิจกรรมช่วงนี้ของคนเสื้อแดงคึกคักเป็นพิเศษ หากตกหล่นตรงไหนให้แจ้งมาที่thaienews99@googlegroups.comนะครับ***

***วัน เสาร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ กิจกรรมเสาร์เสวนารูปแบบใหม่ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ขอเชิญร่วม ชมภาพยนต์พร้อมเสวนา "WAG THE DOG" หนังที่สะท้อนถึงรัฐบาลใช้สารพัดวิชามารหันเหความสนใจของประชาชนในประเทศไป ยังเรื่องอื่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากเรื่องชั่วๆของรัฐบาล งานมีที่ ชั้น 5 บิ๊กซี ลาดพร้าว ค่าใช้จ่ายสมทบคนละ 19 บาท เท่านั้น นำทีมเสวนาโดยคุณนที สรวารี***

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น. กลุ่ม นปช.ปทุมธานี กำหนดจัดงานสังสรรค์คนเสื้อแดงใช้ชื่องานว่า “ใจถึงใจ ห่วงใยเพื่อน” ที่วัดแสงสรรค์ ต.คลองสอง อ.ธัญบุรี ปทุมธานี จำหน่ายบัตรใบละ 300 บาท เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมที่แยกราช ประสงค์

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น.กลุ่ม 24 มิถุนาประชิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จัดงาน “จิบน้ำชา” ครั้งที่ 4 ณ สมาคมศิษย์อำนวยศิลป์ ถ.ประชาชื่น เขตจตุจักร กทม. โดยในงานมีการเสวนาหัวข้อ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ก้าวต่อไปคนเสื้อแดง

มีผู้ร่วมเสวนา เช่น นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แกนนั่งนักวิชาการ ดำเนินรายการโดยนายสมยศ แกนกลางสมัชชา19พฤษภาคม จำหน่ายบัตรใบละ 379 บาทเพื่อนำเงินไปสมทบการตั้งสมัชชา 19 พฤษภาคม(สมัชชาประชาธิปไตย) ซื้อบัตรได้ที่สำนักงานเรดพาวเวอร์ห้างอิมพิเรียลเวิร์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 กทม. โทร. 081-5517017 089-5007232 081-4000433***

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 07.00 น. นปช.ชัยนาท นำโดยนายสมเกียรติ ยศสกุล จะทำบุญครบรอบ 100 วัน การเสียชีวิตของนายธนโชติ ชุ่มเย็น การ์ด นปช.ที่ เสียชีวิตจาการร่วมการชุมนุม ที่วัดโพธิ์ศรีศรัธาธรรม ม.4 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท จากนั้นเวลา 17.00 น.จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านพักเลขที่ 61 ม.3 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 17.00-20.00 น.กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กลุ่ม คนเสื้อแดงแคมฟรอก และ ไซเบอร์กำหนดจัดกิจกรรมจำลองเหตุการณ์ที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบยิงบริเวณสถานีรถไฟ BTS ศาลาแดง โดยจะมีการทำกิจกรรมผูกผ้าแดง จุดเทียน ระลึกถึงเสธ.แดง เขียนข้อความไว้อาลัยบทกวีและร้องเพลง “นักสู้ ธุลีดิน”

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 11.00 น. กลุ่ม นปช.จ.พะเยา จะทำบุญลี้ยงพระที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่นประชาธิปไตย 87.75 MHz เลขที่ 94 ม.1 ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา มีนายทูล เวชกลาง เป็นผู้ดำเนินรายการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงและเป็นสื่อ กลางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กลุ่มสมาชิก จากนั้นเวลา 17.00 น.จะเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มสมาชิก***

***ขอเชิญร่วมงานทำบุญครบ 100 วัน น.ส. กมนเกด อัคฮาด กำหนดการเริ่มงาน วันที่ 28 ส.ค. 53 กำหนดการ

07.30-ร่วมรับประทานอาหารเช้า
10.30-พิธีสงฆ์-เลี้ยงเพลพระ
12.00-ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-แจกของที่ระลึก-ร่วมพบปะพูดคุย
...
สถานที่จัดงาน145/226 ม.พูนสินธานี 1 ซ.เคหะร่มเกล้า 64 ถ.ราษฎร์พัฒนา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. โทร: 085-1459328 begin_of_the_skype_highlighting 085-1459328 end_of_the_skype_highlighting คุณแม่พะเยาร์ 080-4477803***

***แดงอเมริกา ขอ เชิญพี่น้องในรัฐอิลลินอยส์ มาร่วมปิคนิคสังสรรค์ และเสวนา เพื่อแสวงหาประชาธิปไตยและความยุติธรรม แก่ประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. ที่ warren Park 6601 N. Western Ave., Chicago, IL 60645 จัดโดย ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://illinoisredshirts.blogspot.com ในงานมี สันทนาการ ร่วมร้องเพลง อ่านบทกวี รับของที่ระลึกจากชมรม เสวนาวิชาการ และขอร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน***

***ขอเชิญท่านมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย นั่น คือ การนำระบบลูกขุนมาใช้ในกระบวนการทางศาล เพื่อให้ศาลเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยสากล ซึ่งจะเป็นหนทางของการได้มาซึ่งความยุติธรรม เช่น ไม่เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี สวบสวนข้อเท็จจริง

ในวันที่ 29 ส.ค. 2553 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องเพทาย รร.รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน ดังโปสเตอร์ที่แนบมา***

***ขอเชิญพี่เสื้อแดงทุกท่านเข้าร่วมงานเปิดแนวคิด ทิศทางประเทศไทย ณ ตลาดน้ำสุวินทวงศ์ คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา(พื้นที่ติดเขตหนองจอก) วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.

• เปิดแนวรบทางปัญญาโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)เปิดแนวคิดแดงสยาม
• พร้อมด้วยสหายนักเขียน"รุ่งโรจน์ วรรณศูทร" นำเสนอ"หลักการสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์ 14 ประการ"
• ชมนิทรรศการภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยนักข่าวภาคสนาม หนังสือพิมพ์สารรักษ์เมือง
• แจกโพสเตอร์การ์ตูนการเมืองทุกคนที่มาร่วมงานโดย ทองธัช เทพารักษ์
• ทีมงานD.J.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงร่วมเปิดแนวคิดประชาธิปไตยนำโดย ก่องข้าวเหนียว


ใน บรรยากาศธรรมชาติสองฝั่งคลองหลวงแพ่ง พี่น้องเสื้อแดงร่วมรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ บนเรือกอและ ของจริงที่นำมาจากจังหวัดปัตตานี จัดโดย กลุ่มแดงอิสระ 4 ภาคจุ ดประสงค์ เพื่อระดมทุน ผลิตหนังสือพิมพ์ สารรักษ์เมือง(RED NETWORK)

สำรองที่นั่งกับ คณะกรรมการกลุ่มแดงอิสระประกอบด้วย คุณ อนุสรณ์ณ เชียงใหม่ 081-4079250 คุณสุรสิทธิ์ แก้วนามอมตะ (คมแฝก) 081-5342955 คุณกานดา บานชื่น 087-6900947 คุณสุธี พลวัฒน์ 086-2795092 คุณธรรศพงศ์ ธนจรัลศิริโช(ณรงค์)083-8956894 คุณพิจิตตรา พิมสาร 087-9870357 ***

***หนังสือ Red Power ฉบับที่สี่ กระหึ่ม แผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว เข้มข้นทุกเนื้อหา พบกับบทวิเคราะห์ บูรพาพยัคฆ์ กระชับอำนาจ สร้างรอยร้าวในกองทัพ ค้นหาคำตอบใครฆ่าเสธแดง เบื้องหลังคดีพันธมิตรยึดทำเนียบสนามบินอืดอาดล่าช้าร้อนแรงทุกเรื่องราว กับบทความเรื่องยุบปชป.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม อภิมหานางพญาเปิดสตง. ท้าทายทุกบรรทัด ด้วยบทชี้นำสะท้านฟ้า สะเทือนดิน และเรื่องราวปากคำผู้บาดเจ็บพยานรู้เห็นผู้ก่อการร้ายจบชีวิตอย่างไร พร้อมกับ ขำขันและการเมืองเรื่องบันเทิง หาซื้อ Red Power ฉบัยที่ 4 ร้านซีเอ็ด ดอกหญ้า บีทูเอสและแผงหนังสือทั่วไป ***

***กิจกรรมนี้บก.ลายจุดเขาแนะนำมา ชาวเสื้อแดงที่ต้องการพัฒนาศักยภาพและเป็นการสนับสนุนคนเสื้อแดงด้วยกันคือคุณนที สรวารี ที่เคยโดนจับข้อหา"แหกปากเรียกร้องประชาธิปไตย"ที่แยกราชประสงค์ งานอบรมเชิงปฏิบัติการค่าย Chang Agent : ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 1 งานมีช่วงวันที่ 11-12 กันยายน 2553

สถานที่ มาซิแคมป์ รีสอร์ท อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

วันที่ 11 กันยายน 2553

9 โมง เดินทางออกจากกรุงเทพฯที่บิ๊กซีลาดพร้าว

10.00-11.30 กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
11.30-12.30 เตรียมงานวันอาทิตย์สีแดง กิจกรรมวันที่ 19 ก.ย.กับ บก.ลายจุด
12.30-13.30 พักกินข้าว
13.30-14.00 กิจกรรมกลุ่ม อธิบาย Walk Rally
14.00-17.00 Walk Rally
17.00-18.00 อาบน้ำ พักผ่อน
18.00-19.00 กินข้าว
19.00-20.00 "การเมืองภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน" โดยนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย
20.00-22.00 ยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง "เหลียวหลังแลหน้า"

กิจกรรมเทียนกำลังใจ ต้นตำหรับของแท้ อิสรชน

วันที่ 12 กันายน 2553

8.00-9.00 รับประทานอาหาร ทำธุระส่วนตัว
9.00-10.00 ยุทธศาสตร์สำหรับคนเสื้อแดง (สุรชัย แซ่ด่าน)
10.00 -12.00 ยุทธวิธีและบทบาทของ CA
12.00-13.00 ทานอาหาร เดินทางกลับ
17.00-18.00 ทดลองปฏิบัติงานจริงในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง อาทิตย์ที่12กันยายน

ค่าใช้จ่าย คนละ 2,000 บาท

- ค่าอาหาร
- ค่าที่พัก
- ค่าเดินทาง
- ค่าเสื้อยืด 1 ตัว

แจ้งความจำนงสมัครได้ที่ expo2513@hotmail.com ด่วนที่สุด***

***ปิด ท้ายด้วยกิจกรรมทางเฟซบุ๊ค โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการกดโหวต UDD red shirt Princess หมดเขต 31 สิงหาคมนี้ อยากให้กำลังใจสาวๆเสื้อแดงท่านไหน เชิญแวะเข้าไปโหวต กดตรงนี้ ***

***เชิญ นักกวี นักกลอนอย่านอนเปล่า ส่งกลอนเข้าประกวดจ้า ถึงฝีไม้ลายมือจะไม่ถึงขนาดกวีรัตนโกสินทร์ แต่ไอเดียและอุดมการณ์ของพวกเราเกินขั้นอยู่แล้ว***


***ปิดท้าย 100 วันวีรชนราษฎร์ประสงค์ด้วยบทกวี***

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”


บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย(อ่านฉบับเต็มที่นี่)

ฮีโร่ออสซี่กลับถึงบ้าน ลั่นไม่เสียใจถูกยัดคุก ภูมิใจได้ช่วยเสื้อแดงสื่อเจตจำนงการชุมนุมกับนานาชาติ

ที่มา Thai E-New


"No, definitely not (no regrets). They needed an English speaker to talk to the international media,"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวAAP


ชาว ออสเตรเลียที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย เพราะเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาล กล่าวขณะเดินทางกลับถึงออสเตรเลียว่าเขาไม่เสียใจที่ถูกจับกุมคุมขังนาน 89 วัน โดยถูกกล่าวหาละเมิดกฎหมายประกาศฉุกเฉินห้ามชุมนุมกันทางการเมือง และภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกับเสื้อแดง เพราะเขาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับสื่อมวลชนต่างประเทศให้รู้ถึงเจตจำ นงค์ของผู้ประท้วง ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าวAAP-Australian Associated Press

นายConor David Purcell จากเมืองเพิร์ธ ถูกส่งตัวมาที่ศูนย์ตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่สัปดาห์ก่อนศาลไทยตัดสินว่าเขากระทำผิด ละเมิดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากเขาเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมปีนี้

นายPurcell เป็นชาวไอริชโดยกำเนิด อายุ30 ปี ถูกทางการไทยจับกุมเมื่อวนที่ 23 พฤษภาคม ภายหลังรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม และถูกปฏิเสธให้ประกันตัว และถูกคุมขังเป็นนักโทษเป็นเวลา 89 วัน

แต่ นาย Purcell ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวAAPว่า เขาไม่เสียใจต่อบทบาทในการเข้าร่วมประท้วงรัฐบาลไทย แม้จะต้องลงเอยด้วยการถูกจับกุมคุมขังก็ตามที

"ไม่แน่นอนไม่ (ไม่เสียใจ) คนเสื้อแดงมีความจำเป็นต้องมีคนที่พูดภาษาอังกฤษกับสื่อต่างประเทศ"เขากล่าว และนั่นเป็นบทบาทที่เขาภูมิใจ

เมื่อ วันศุกร์ก่อน ศาลไทยตัดสินให้เขามีการกระทำผิดละเมิดพระราชกำหนดห้ามชุมนุมเกินห้าคน โดยตอนแรกเขายืนหยัดจะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด แต่ญาติมิตรของเขาได้ขอร้องให้สารภาพว่าทำผิดกฎหมายฝ่าฝืนประกาศฉุกเฉินร่วม ชุมนุมและขึ้นเวทีนปช. ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุก 45 วัน แต่เนื่องจากติดคุกมาแล้ว 89 วันจึงสั่งปล่อยตัว

นาย Purcell กล่าวว่าเขาเคยเป็นทหารเก่าในหน่วยกำลังสำรองกองทัพออสเตรเลีย มีสุนทรพจน์ของเขากล่าวต่อฝูงชนผู้ประท้วงเสื้อแดง และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยผู้นำการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และมีรายงานการเข้าร่วมประท้วง และขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยของเพอร์เซลในสื่อไทยด้วย

ผู้พิพากษาได้ตัดสินปล่อยตัว และนาย Purcellจึงถูกเนรเทศออกนอกประเทศไทย

นาย Purcell กล่าวว่าเขาโกรธเคืองที่กองทัพไทยเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่าง สันติในวันที่ 19 พฤษภาคม แต่การกล่าวหาว่าเขาไปยั่วยุให้คนเสื้อแดงก่อความรุนแรงนั้นไม่จริง "คนเสื้อแดงอาจจะรู้จักผมดี แต่ผมไม่รู้จักพวกเขา และไม่รู้จักแกนนำวงในของฝ่ายประท้วงเสื้อแดง"

รัฐบาลไทยกล่าวหาว่า มีกลุ่มที่นิยมความรุนแรงภายกลุ่มเสื้อแดงขอเรียกร้องอย่างเกินขอบเขตการ ประท้วงอย่างสันติ เพื่องบีบบังคับให้รัฐบาลต้องลาออก

นาย Purcell กล่าวว่าเขาได้รับการเล่าจากคนแปลกหน้าว่าได้มีการเตรียมการ"เผาอาคาร(เหล่านี้)ลง"ด้วย

ทั้ง นี้มีความพยายามกล่าวหากันไปมา โดยฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าฝ่ายผู้ประท้วงเตรียมการเผาอาคารหากการชุมนุมยุติลง ด้วยการปราบปราม ส่วนฝ่ายผู้ชุมนุมก็อ้างว่า เหตุการณ์เผาทำลายอาคารเกิดขึ้นภายหลังยุติการชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลเข้าควบ คุมพื้นที่ไว้แล้ว และก่อนหน้านั้นมีข่าวว่าฝ่ายรัฐบาลหรือนักรบศรีวิชัยจะเผาห้างเพื่อโยนความ ผิดให้เสื้อแดง

สามเดือนของการประท้วงรุนแรงขึ้น นำไปสู่การตายจำนวน 91 ศพทั้งพลเรือนและทหาร อีกกว่า 1,900 คนได้รับบาดเจ็บในความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในเกือบ 20 ปี และมีกว่า 40 อาคารถูกไฟไหม้จากน้ำมือพวกลอบวางเพลิง

นาย Purcell กล่าวว่ายังคงยากที่จะอธิบายภาพที่ชัดเจนของกิจกรรมการประท้วงในช่วงที่ผ่านมานี้

"ยังช็อกอยู่ มันยากที่จะเข้าใจข้อเท็จจริง"เขากล่าว

นาย Purcell ทำงานในกัมพูชาและไทย เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่าเขายังมีฝันร้าย และจะแสวงหาการรักษาพยาบาลในประเทศออสเตรเลีย

เขากล่าวว่าเขายังหวังที่จะกลับไปยังภูมิภาคนั้น และมีแผนการจะก่อตั้งมูลนิธิการกุศล

แต่อันดับแรกก็คือเขาต้องกลับบ้านที่เพิร์ธ ออสเตรเลียก่อน

"ผมจะกลับไปหาครอบครัวและเพื่อน ๆ และพักผ่อน"เขากล่าว

"ผมยังรู้สึกสุขภาพดีมาก"เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าว

แม้ เขาจะมีประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์หลายอย่างในเมืองไทย แต่Purcellกล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นภายใต้ระบบการเมืองของไทยคือ ความอบอุ่น ความกล้าหาญ และความจริงใจของประชาชนไทย

นาย Purcellจะได้กลับบ้านสัปดาห์หน้า และได้รับการจัดเที่ยวบินกลับไปเพิร์ธ หลังจากที่เขาต้องถูกขังคุกนานกว่า 3 เดือนในประเทศไทย

ก่อน หน้านี้ฝรั่งเสื้อแดงชาวอังกฤษอีกราย คือนายเจฟฟ์ ซาเวจ ซึ่งทางการไทยจ้องเล่นงานหนักหาว่าเขาชวนผู้ชุมนุมไปเผาห้างฯในช่วงชุมนุม แต่เพราะอังกฤษยังเป็นที่เกรงใจของชนชั้นนำไทย ได้มีการจัดแจงให้เขาสารภาพผิดเพียงข้อหาร่วมชุมนุมฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน และปล่อยตัวเนรเทศ

ซึ่งเขากล่าวทิ้งท้ายก่อยนอำลาแดนเถื่อนว่า"ผม หวังว่าจะเกิดความยุติธรรมขึ้นในเมืองไทย ไม่เฉพาะกับเสื้อแดง แม้แต่กับเสื้อเหลืองด้วย และทุกๆสีเสื้อ ผมหวังไว้อย่างนั้น"

หนึ่งร้อยคืนผ่านผันวันฆ่าไพร่

ที่มา Thai E-News




ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย
หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย

ตอกลิ่มซ้ำย้ำโศกโลกมนุษย์
จิตใจดำต่ำทรุดสุดรับได้
อาศัยซากตึกพังบังความตาย
กี่ซากศพกองก่ายใต้ซากตึก

หน้าไหนหรือใครคือฆาตกร
มันหลบซ่อนในเถื่อนถ้ำไร้สำนึก
มันลอยหน้าสาไถไม่รู้สึก
และคักคึกหยันเยาะหัวเราะร่า

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”

ทุกคนล้วนควรรักษาชีวิต
แม้บ้านเมืองมืดมิดดวงจิตสว่าง
ยกระดับสำนึกลึกและกว้าง
มิเคว้งคว้างคล้องใจกล้าประชาชน

แถวทหารแน่นหนาดั่งกำแพงนคร
คำสั่งแผ่วเบา อ่อนโยนและจริงจังเพียงประโยคเดียว คุไฟรักชาติ
ก่อกำเนิดตำนานวีรชนไพร่
บนแผ่นดินที่ไขว่คว้าหาความยุติธรรมยากยิ่ง
ดั่งเรายืนอยู่กันคนละโลก ?
ดวงวิญญาณผู้กล้าจักต้องสังเวยอีกกี่ครั้ง อีกกี่ศพ
หากจะมีสิ่งใดทดแทนชีวิตวีรชนทุกวีรกรรมจากอดีตอันเจ็บปวด
สิ่งนั้นย่อมมีคุณค่า มีความหมาย ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากร่างอันถมทับประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่
เป็นพลังมหานทีที่ไม่มีใครหน้าไหนทัดทานได้

เพื่อนผู้กล้า...
สั่งสมบทเรียนและรอเวลาสั่งสอนมันให้รู้ว่า
บัลลังก์แห่งการสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน
ทลายลงแล้ว !!!


“หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย”


บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย