ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 8, 2008

'นพดล'สุดทนอัดกลุ่มพันธมิตรฯ

นายนพดล ปัทมะ รมว.ตปท.ชี้การรวมตัวชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสร้างปัญหาให้แก่ประเทศ ยันรัฐบาลจะไม่ยอมให้กลุ่มใดฉุดความเจริญของประเทศ และใช้ประเทศเป็นตัวประกันได้อีก

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทยจากการถูกยึดอำนาจ และต่างประเทศเริ่มให้ความมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้นแล้ว แต่การออกมาแสดงท่าทีขัดแย้ง และรวมตัวชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมี ส.ส.ของพรรคการเมืองใหญ่รวมอยู่ด้วยนั้น เป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ซึ่งทางรัฐบาลจะไม่ยอมให้กลุ่มใดฉุดความเจริญของประเทศ และใช้ประเทศเป็นตัวประกันได้อีก โดยรัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวอีกว่า ยอมรับว่าการชุมนุมกระทำได้ตามกฎหมาย แต่หากทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ก็จะต้องถูกดำเนินการ

ประพันธ์ เผย กกต.พิจารณาสำนวน พปช.เป็นนอมินี 11 มี.ค.

กรุงเทพฯ 8 มี.ค.50- "ประพันธ์ นัยโกวิท" ระบุ กกต.จะพิจารณาสำนวนพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย 11 มี.ค. นี้ เชื่อ ไม่มีปัญหาตีความความหมายนอมินี

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึง ความคืบหน้าของสำนวนคำร้องของนายวีระ สมความคิด กรณีพรรคพลังประชาชน และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการสอบสวนของ กกต. ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธาน พิจารณาสรุปสำนวน และส่งให้กับ กกต.พิจารณาแล้ว

“คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ได้ ในวันอังคารนี้ (11 มี.ค.) ส่วนจะลงมติได้เลยหรือไม่ จะต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดและข้อเท็จจริง ซึ่งจะต้องเชิญคณะอนุกรรมการสอบสวนเข้าร่วมชี้แจง ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาพยานหลักฐานประกอบอย่างรอบคอบ ทั้งจากพยานบุคคลและพยานวัตถุที่เป็นวีซีดี การปราศรัยช่วยผู้สมัครของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการใช้รูปภาพอดีตนายกรัฐมนตรีมาช่วยในการหาเสียง” นายประพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ เชื่อว่า การพิจารณาจะไม่ส่งผลต่อการตีความวินิจฉัยความหมายของคำว่านอมินี ที่ไม่มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย เพราะสามารถใช้พยานหลักฐานมาพิสูจน์ประกอบกันให้เกิดความชัดเจนได้

ส่วนผลการสรุปสำนวนการให้ใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กรณีการทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ซึ่งจะต้องยื่นให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ในการจัดทำสรุปเป็นสำนวน และเชื่อว่าจะสามารถจัดทำ พร้อมกับนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในสัปดานี้เช่นกัน .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-08 15:25:50

นพดล ระบุจะหารือกับมาเลเซีย เพื่อเร่งแก้ปัญหาภาคใต้โดยเร็ว

กรุงเทพฯ 8 มี.ค. - รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันข้อมูลของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาระบุกลุ่มที่ออกมาก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้ มาจากภายนอกประเทศ ระบุจะหารือกับทางการมาเลเซีย เพื่อเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ปัญหาภาคใต้ยังเป็นปัญหาภายในของไทย แม้จะมีการสนับสนุนจากภายนอก เช่น เรื่องการเงิน ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุย และชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ในรายการ สนทนาประสาสมัคร วันพรุ่งนี้ (9 มี.ค.)

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-08 15:08:25

นักวิชาการชี้หากแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ภายใน 3 ปี อาจมีเหตุปะทะรุนแรง

กรุงเทพฯ 8 มี.ค. - นักวิชาการชี้ว่าถ้าแก้ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศไม่ได้ ภายใน 3 ปี จะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง

การสัมมนา “คิดเพื่ออนาคต ถอดโจทย์ประเทศไทย” ที่จัดโดยสถานีวิทยา อสมท. เอฟเอ็ม 96.5 มีการเสนอมุมมองในการแก้ปัญหาประเทศไทย โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ เห็นว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองภายใน 3 ปีนี้ จะเกิดวิกฤติและมีเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง อาจต้องเสียเลือดเนื้อของประชาชน นอกจากนั้นยังเรียกร้องให้มีระบบตรวจสอบที่ดีมากกว่ามีองค์กรเพื่อตรวจสอบ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม มองว่าปัญหาแรกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเกี่ยวกับปากท้องของประชาชน อย่าห่วงกังวล หรือคิดบัญชีล้างแค้นกลุ่มอำนาจเก่า รวมถึงอย่าเหลิงอำนาจ เชื่อว่าถ้ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้ ก็จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้น

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-08 12:24:49

‘นพดล' ชี้กลุ่มพันธมิตรฯถ่วงฟื้นภาพลักษณ์ปท.

วันนี้(8 มี.ค.) นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงที่ กระทรวงการต่างประเทศ อ้างว่ามีความเป็นห่วงเรื่องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหว ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกรงเป็นการส่งสัญญาณให้ต่างประเทศเข้าใจว่า เสถียรภาพทางการเมืองของไทยไม่ดี ส่งผลต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
"การดำเนินการใดๆ ของกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาล จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ผมอยากพูดในฐานะรัฐมนตรีคนหนึ่งว่า ขณะนี้ไม่มีที่ของกฎหมู่อีกต่อไป รัฐบาลจะไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย จะไม่ยอมให้ใครมาฉุดรั้งประชาธิปไตย" นายนพดล กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องแปลกที่มีแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ บางคน เป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองใหญ่ จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองดังกล่าวออกมาชี้แจงจุดยืน
ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีโต๊ะรายงานไปยังเมืองหลวงของเขา ข่าวแต่ละข่าวสามารถวิเคราะห์ และประเมินผลออกมาได้ รัฐบาลไม่ได้ห้ามการชุมนุม สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่าข่มขู่ หรือใช้สถานการณ์มาต่อรอง หรือการละเมิดกฎหมาย รัฐบาลจะไม่ยอมเด็ดขาด
รมว.ต่างประเทศยังกล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุในการพบสื่อฯ ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (7 มี.ค.) ว่า ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เป็นงานที่คนอื่นเข้ามาก่อเหตุในบ้านเรา ไม่ใช่คนของเรา ว่า ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นไปในทิศทางเดียวกับนายกรัฐมนตรี และในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางเดือนนี้ คงจะได้นำปัญหาและหลักการไปพูดคุย
"ผมยังยืนยันว่า ปัญหาภาคใต้ยังเป็นปัญหาภายในประเทศ แม้จะมีการสนับสนุนภายจากภายนอก เช่น เรื่องการเงิน แต่ก็ยังเป็นเรื่องภายในของไทยอยู่ดี เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุย และชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ในรายการสนทนาประสาสมัคร ต่อจากเรื่องการบริโภคไก่" นายนพดล กล่าว
นอกจากนี้ นายนพดล ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในเมืองไทย และสบายดี ขอใช้เวลาเป็นส่วนตัว เพื่อดูแลคดีของตัวเอง พบปะและรับประทานอาหารร่วมกับญาติๆ ส่วนความคืบหน้าอื่นๆ หากสื่อฯ ต้องการให้สอบถามจากโฆษกส่วนตัว คือ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนาและนส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ และว่า วานนี้ (7 มี.ค.) ได้คุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้สอบถามความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ


จาก hi-thaksin

รมว.พาณิชย์ ยืนยัน ลดราคาเนื้อหมูเหลือ กก.ละ 98 บาท ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน การลดราคาเนื้อหมูเหลือกิโลกรัมละ 98 บาท ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ขณะเดียวกันพร้อมประสานกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการพืชพาณิชย์ให้ส่งออกเพิ่มขึ้น
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อหมูลดราคาจำหน่ายลงจากเดิมกิโลกรัมละ 120 บาทมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 98 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือนนั้น ตนเองยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่มีการปรับลดราคาได้เพราะได้รับความร่วมมือจากโรงชำแหละ และผู้ค้าปลีกรายใหญ่
ขณะเดียวกัน การประชุมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคมนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะเป็นการหารือถึงเรื่องการปลูกพืชพาณิชย์ การบูรณาการทางการตลาด การจัดจำหน่าย การขนส่ง ซึ่งจะต้องมีความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการจัดทำตลาดและการส่งออกสินค้าค้าล่วงหน้า โดยเฉพาะสินค้าลำไย ที่จะต้องมีการนำผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมนี้

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน เห็นชอบ จัดหางบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนให้หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่

คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เห็นชอบจัดหางบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนให้หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา


นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนประโยชน์ของกองทุนหมู่บ้านที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสร้างอาชีพ พบว่าระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีหมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่จำนวน 1,600 หมู่บ้าน ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า จะจัดสรรงบประมาณให้หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ ต้องใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท โดยจะมีการพิจารณาที่มาของงบประมาณต่อไป นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการพัฒนากองทุนหมู่บ้านที่ดำเนินการมาแล้ว ให้พัฒนาเป็นสถาบันการเงินหมู่บ้าน เพื่อดูแลเงินหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันต่อไป
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดระดับกองทุนหมู่บ้านแล้ว พบว่ามีกองทุนที่มีวินัยทางการเงินและคุณภาพระดับ 3 เอ จำนวนกว่า 2 หมื่นบ้าน ดังนั้นจึงเห็นว่าควรให้การสนับสนุนและขยายผลด้วย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

อมร แนะ รธน.ใหม่ประสานการเมืองกับเอกชน

กรุงเทพฯ 7 มี.ค.- “อมร จันทรสมบูรณ์” แนะการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องคิดให้เป็น มีจุดหมาย วางระบอบการเมืองให้ประสานประโยชน์กับเอกชน และสอดคล้องกับส่วนรวม ชี้การเลือกตั้งไม่ใช่จุดหมายของระบอบประชาธิปไตย แต่จำเป็นต้องมี

นายอมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปาฐกถาทางวิชาการ เรื่อง สถานะของกฎหมายมหาชน ในบริบททางการเมืองไทยในปัจจุบัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี ศาลปกครอง ณ อาคารที่ทำการถาวรศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ

นายอมร กล่าวว่า การปฏิวัติที่ผ่านมา ทำงานไม่สำเร็จ เพราะไม่รู้ว่าภารกิจคืออะไร คนปฏิวัติต้องกำหนดภารกิจ แยกให้ชัดว่ามีภารกิจ 2 อย่าง คือการเขียนรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเก่า ให้แก้ปัญหาได้ และสร้างองค์กรเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ ก่อนปฏิวัติ 4 เดือน ตนเคยพูดว่า อยากจะออกแบบบ้านให้สวย จึงตั้งสภาออกแบบบ้าน เลือกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านประเภทละ 5 คน แล้วเอานักเทคนิค นักวิศวกร สถาปนิก มารวมเป็นสภาออกแบบบ้าน แล้วมาโหวตเสียง คิดดูแบบบ้านจะเป็นอย่างไร เปรียบได้กับการตั้งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากบุคคลทุกสาขาอาชีพ องค์กรที่เป็นสมัชชาแบบนี้ ได้รัฐธรรมนูญแบบสัพเพเหระ จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ ซึ่งคนที่จะต้องรับผิดชอบคือผู้ที่ทำการรัฐประหาร ดังนั้น ภารกิจการร่างรัฐธรรมนูญ จึงล้มเหลว

อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ เขียนแบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมือง ในระบบรัฐสภา โดยกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ เพราะใครกุมเสียงข้างมากในรัฐสภา คนนั้นเป็นรัฐบาลด้วย ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย ในสภาพการผูกขาดเผด็จการในระบบรัฐสภา หมายถึงเอาอำนาจรัฐไปผูกกับจำนวน ส.ส. เมื่อเอาอำนาจรัฐบวกกับสภาพความอ่อนแอของสังคม คนมีเงินร่วมกันเพื่อตั้งพรรคการเมือง ตั้งใครก็ได้เข้ามาทำงาน เพราะคุมทั้งรัฐสภาและรัฐบาล เพราะฉะนั้น การมีรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องคิดให้เป็น ต้องมีจุดหมาย ต้องวางระบอบการเมืองให้ประสานประโยชน์กับเอกชน และสอดคล้องกับส่วนรวม การเลือกตั้งไม่ใช่จุดหมายของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมี ดังนั้น ต้องปรับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งให้มีอำนาจหน้าที่คานกันได้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิก และใช้เงินซื้อได้ .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-07 19:11:13

กองทัพเผยรุ่น 10 ขึ้นไม่แปลก

ผบ.สส.เผยหากนายทหารที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ได้ปรับย้ายขึ้นมานั่งในตำแหน่งสำคัญก็ไม่แปลก เพราะรุ่นพี่เกษียณเกือบหมดแล้ว

ความเคลื่อนไหวของกองทัพในวันนี้ พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ได้เชิญผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ทั้งบก เรือ อากาศ เข้าประชุมเพื่อเตรียมการรองรับการปรับโครงสร้างกระทรวงกลาโหมตาม พรบ.จัด
ส่วนราชการกระทรวงกลาโหม โดยหลักๆ คือ การเปลี่ยนกองบัญชาการทหารสูงสุดให้เป็นกองบัญชาการกองทัพไทย และกำหนดให้มีการประชุมศูนย์บัญชาการทางทหาร มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมีผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพเป็นสมาชิกที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย -สำหรับการประชุมศูนย์บัญชาการทางทหาร จะกำหนดให้ประชุมกันเดือนละครั้ง ซึ่งจะแตกต่างจากการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่นัดประชุมกัน 2 เดือนครั้ง โดยการประชุมศูนย์ฯ จะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาในบ้านเมือง รวมถึงสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศขึ้นมาหารือ เพื่อให้คำแนะนำ และเปรียบเสมือนเป็นทีมที่ปรึกษาให้กับ รมว.กลาโหม ส่วนการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพจะเป็นเพียงแค่การรายงานผลการปฏิบัติงานของแต่ละเหล่าทัพเท่านั้น

นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้พูดถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปีด้วยว่าใกล้เสร็จหมดแล้ว โดยยอมรับว่าหากนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 9 และรุ่น 10 ขึ้นมานั่งในตำแหน่งสำคัญก็ไม่แปลก เพราะได้พิจารณาตามสายงาน และกรอบเวลาการดำรงตำแหน่งต่างๆ ของแต่ละคน เนื่องจากปีนี้นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (รุ่นเดียวกับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) ก็จะเกษียณทั้งหมด ส่วนรุ่น 7 และ 8 ก็เหลือไม่กี่คน ดังนั้น คนที่จะได้ขึ้นมาก็เป็นรุ่น 9 และ รุ่น 10 แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีบางตำแหน่งที่มีการขอเข้ามาบ้าง ซึ่งทางกองทัพจะพิจารณาตามความเหมาะสม หากคุณสมบัติและความรู้ความสามารถผ่าน
ก็ไม่มีปัญหา (07/03/51)


ร.ต.อ.เฉลิม ประเดิม ศุกร์บ่าย คลายทุกข์กับ มท.1

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประเดิมศุกร์บ่าย คลายทุกข์กับ มท.1 วันแรก เพื่อเป็นจุดรับเรื่องราวร้องทุกข์ และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา(7 มีค) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระ- ทรวงมหาดไทย ได้ลงมารับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตนเอง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และหน่วยราชการในสังกัดกระ-
ทรวงมหาดไทย ที่บริเวณลานดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยใช้ชื่องานว่า"ศุกร์บ่าย คลายทุกข์กับ มท.1" ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการให้ประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ได้ใช้เป็นช่องทางในการร้องทุกข์มายังกระทรวงมหาดไทย ได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีการเปิดสาย hotline โทร 1567 ให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์สายตรงมายัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้โดยตรงเช่นกัน ซึ่งจะเปิดเป็นประจำทุกวันศุกร์ โดยสัปดาห์ใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ติดภาระกิจก็จะลงมารับเรื่องด้วยตนเอง โดยจะเปิดรับวันละประมาณ 50 คน ตั้งแต่เวลา 13.00-16.30

สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์
1.ลงทะเบียนรับบัตรคิวและรับแบบฟอร์มสำหรับผู้ที่มาร้องเรียนด้วยตนเองต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2.ศูนย์ดำรงธรรมจะจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประกอบการร้องเรียนตามประเภทกลุ่มปัญหา
3.ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐมนตรีโดยตรงหรือเจ้าหน้าที่ตามประเภทกลุ่มปัญหา
4.มอบหมายให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยรับเรื่องร้องเรียนไปดำเนินการแก้ไข
5.ให้สำนักตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย ถ่ายสำเนาเอกสารเรื่องร้องเรียนไว้เพื่อบันทึกข้อมูลลงระบบ e-inspection และติดตามผลการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติ

อย่างไรก็ตามร้อยตำรวจเอกเฉลิม บอกว่า ประชาชนสามารถมาร้องทุกข์ที่กระทรวงมหาดไทยได้ตลอดเวลาที่ศูนย์ดำรงธรรม หากไม่สามารถมาร้องเรียนได้ในวันศุกร์ โดยตนเองจะลงไปรับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตนเอง หากมาไม่ได้ก็จะมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยฯ หรือปลัดกระทรวงฯ หรืออธิบดีกรมต่างๆ มารับเรื่อง ซึ่งวันนี้มีผู้ร้องทุกข์เข้ามาเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะคิวมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่จบ ดังนั้น ตนจะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการร้องทุกข์กับร้อยตำรวจเอกเฉลิมวันแรก ปรากฏว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มาร้องทุกข์จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับที่จะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลขอให้สบายใจได้ นอกจากนี้ยังมีนายวรัญชัย โชคชนะ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองยังได้มาร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการจับกุมตนเองสมัยที่ คมช.ยังมีอำนาจด้วย (07/03/51)


ชูศักดิ์เห็นด้วยตั้งครม.น้อย สส.สอบตกช่วยดูงานพรรค

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เห็นด้วยกับแนวคิดการเสนอตั้งคณะรัฐมนตรีน้อยของ ส.ส. สอบตก เชื่อช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเดินหน้าได้เร็วขึ้น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรคพลังประชาชนว่า เป็นเพราะเห็นว่าตั้งแต่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พบว่ามีปัญหาอุปสรรคอีกพอสมควร และหลายเรื่องยังต้องตีความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเลือกตั้งซึ่งมี ส.ส.เป็นจำนวนมากแสดงความไม่เห็นด้วย โดยหากรัฐสภารับหลักการให้สามารถจัดตั้งได้ ก็จะมีสัดส่วนของผู้แทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมทั้งสามารถตั้งคนนอกเข้ามาทำงานได้เช่นกัน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าควรมีคนนอกอาทิ นักวิชาการ และผู้ที่มีประสบการณ์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้มีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาว่าสมควรหรือไม่

ส่วนสส.ที่สอบตกของพรรครวมตัวกันเสนอตั้งคณะรัฐมนตรีน้อย เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาลนั้น นายชูศักดิ์ เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะแสดงบทบาทในการอช่วยเหลือพรรค ซึ่งเท่าที่ทราบจะเป็นการติดตามการทำงานของรัฐบาลและผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะเข้ามาช่วยกันทำงานไม่ได้เกี่ยวข้อง
กับการเตรียมเป็นรัฐมนตรี (07/03/51)


รัฐบาลอายุสั้น [8 มี.ค. 51 - 17:12]

อย่างน้อย มีนักวิชาการในระดับอธิการบดี พูดตรงกันสองท่าน ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะอายุสั้น อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน หรือ 1 ปีเท่านั้น

สาเหตุมาจากการโยกย้ายข้าราชการ ทำอะไรไม่เกรงใจประชาชน บวกกับเงื่อนไขทางด้านคดีความข้อกฎหมายไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯเอง หรือพรรคพลังประชาชน ที่อาจจะต้องเจอกับวิกฤติถึงต้องยุบพรรค

มีการคาดเดาสถานการณ์อนาคตการเมืองกันต่อไปว่า จะมีเจเนอเรชั่นใหม่ของไทยรักไทยเดิม เป็นรุ่นที่สามหรือรุ่นซี เข้ามาสานต่องานการเมือง

คาดกันว่าคนโน้นคนนี้จะมาเป็นนายกฯ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคในรุ่นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สุดแล้วแต่จะเดา

หรือการสร้างข่าวว่า รัฐบาลชุดนี้พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติตัวเอง เพื่อล้มเลิกกฎระเบียบต่างๆของ คมช. ที่วางเป็นกับดักเอาไว้ หวังผลจะได้ล้มล้างข้อกล่าวหาต่างๆที่มีขึ้นกับ พ.ต.ท.

ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำและครอบครัว โดยทางลัด

ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

แต่ก็ยังขาดน้ำหนักก็เพราะบุคคลในขบวนการเหล่านี้ก็คือคนที่เคยขับไล่ขั้วอำนาจ เก่ามาแล้วทั้งนั้น จะปลุกกระแสได้ก็ต่อเมื่อ ชาวบ้านเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ชุดนี้ไม่ชอบธรรมจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโยกย้ายข้าราชการหรือความไม่ชอบ มาพากลต่างๆ ที่ต้องจับตาก็คือเรื่อง การโยกย้ายกลางปีในกองทัพ คนมักจะนึกเทียบเคียงไปถึงการปฏิวัติในยุคของน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ สมัยนั้นมีข่าวว่าจะย้ายระดับ ผบ.เหล่าทัพเข้า ก็เลยถูกบุกจับตัวถึงสนามบิน โดยอ้างเหตุเรื่องของการทุจริตคอรัปชันตามฟอร์ม

แต่การโยกย้ายในกองทัพครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งนั้น พูดกันตรงๆกองทัพก็ย่ำแย่ เพราะไปเปลืองตัวจากการยึดอำนาจที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จ ยังทำความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล

ถ้าคิดจะปฏิวัติเที่ยวนี้คงไปไม่รอด

นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่ผมมองต่างจากนักวิชาการ ก็คือภารกิจหลัก การแก้รัฐธรรมนูญ และการปลดล็อกคนในบ้านเลขที่ 111 ยังไม่สำเร็จ

ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขหลายจุด เพราะถ้าไม่ได้รับการแก้ไข เลือกตั้งไปแล้วก็เหมือนเดิม เป็นอุปสรรคกับการดำเนินการทางการเมืองที่ทุลักทุเล

อาทิ การดำรงตำแหน่งทางการเมือง กฎกติกาการเลือกตั้ง เป็นต้น และที่ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วเกินไปมาจากเรื่องของ กระสุนดินดำ เข้าใจว่าหมดกันไปหลายพันล้าน

ซ้ำร้ายประชาชนยังอยู่ในอาการเบื่อการเมือง

ขืนมาเลือกตั้งซ้ำซากกันอีก คงถูกด่าเละ เอาเป็นว่าดูจากปัจจัยในเบื้องต้นแล้ว รัฐบาลน่าจะอยู่ไปได้ยาวกว่า 1 ปีถึงจะถูกยุบพรรคก็มีแผนสำรอง ยกเว้นจัดสรรผลประโยชน์กันไม่ลงตัวก็เป็นอีกเรื่อง.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

เกมลึกของคนไม่มีรุ่น [8 มี.ค. 51 - 02:55]


“รัฐบาลของผมไม่มีรุ่น”

บทออกตัวของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ภายหลังได้เรียกขุนทหารใหญ่ ไล่ตั้งแต่ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าพบ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

กางโผโยกย้ายบิ๊กทหารเคลียร์กัน

ก่อนจะปรากฏชื่อผู้โชคดีทางบ้านแพลมๆออกมาเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์

ลำดับแรกเลย โฟกัสไปที่คิวของ พล.อ.มนตรี ชมภูจันทร์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 กับ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดนเด้งไปแขวนบนเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

เพื่อหลีกทางให้ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.12) น้องรักร่วมค่ายทหาร-เสือราชินีของ พล.อ.อนุพงษ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการคุมกำลังปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19

กันยายน 2549 ขึ้นมาแทนในตำแหน่ง เสธ.ทบ

จ่อเป็นหนึ่งในห้าเสือสีเขียว

โดยชื่อและเบื้องหลังของ “เสธ.มนตรี” คิวนี้จัดอยู่ในบัญชีล้างบางเด็ก “บิ๊กบัง”

แต่อย่างไรก็ดี ตามข่าวรายงานว่า รายการนี้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์เป็นคนชงชื่อมาเอง โดยที่ “ลุงหมัก” แค่สนองตอบให้

อย่างที่หนังสือพิมพ์ใช้คำว่า “สมัคร” โอ๋ “อนุพงษ์” เต็มที่

หนุนหลัง “บิ๊กป๊อก” หัก “บิ๊กบัง”

งานนี้น่าจะมีอะไรลึกกว่าเกมถอนรากถอนโคนเครือข่าย คมช.

ประกอบกับพักหลังมานี้ สังเกตว่า “ลุงหมัก” อยู่ไหน “อนุพงษ์” อยู่นั่น และที่พิเศษกว่านั้น “บิ๊กป๊อก” เป็นขุนทหารคนเดียวที่มีชื่ออยู่ในคณะของนายกรัฐมนตรีไทยในการเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้าน

จัดลำดับชั้นใกล้ชิด เอ็นดูเป็นพิเศษ

โดยยุทธศาสตร์ “สมัคร” เล่นบทโอ๋จ่าฝูงกองทัพบก เดินหมากแยก “บิ๊กป๊อก” ออกจาก “บิ๊กบัง” ปล่อยให้คนหลังมีความสุขกับชีวิตบั้นปลายในฐานะพลเรือน เลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ใช้เวลาว่างชมความงามของต้นไม้ ดอกไม้

หมดพิษสงไปหนึ่ง

มาถึงเป้าใหญ่รายที่สอง กับคิวของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ถูกเด้งไปดองเค็มในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

เบื้องต้นเลย คิวนี้ต้องมีเชื้อมาจากปริศนา พล.อ.“ส” ในคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการเอ่ยอ้างคนอยู่เบื้องหลังการสร้างฉากเพื่อหวังให้ยุบพรรคพลังประชาชน

ถึงคิวคิดบัญชีแค้น

แต่โดยยุทธศาสตร์ที่ลึกไปกว่านั้น พล.อ.สมเจตน์คือนายทหารคนสนิทของ พล.อ.วินัย โดยที่ พล.อ.วินัยถูกมองว่า เป็นฝ่าย เสธ.เดินเกมทางลึกให้ “บิ๊กบัง” ลำดับชั้นความสำคัญเป็นเบอร์สองใน คมช.

ตัวอันตรายของพรรคพลังประชาชน

และก็เป็นอะไรที่เหมือนตั้งใจแสดงออกนอกหน้าให้คนนอกเห็น “ลุงหมัก” แสดงท่าทีเป็นมิตรกับ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหม ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าไปที่กระทรวงกลาโหม เอ่ยชมกันนักกันหนา

หลังจากนั้นมาก็แว่วๆว่า มีการสืบสาววงศ์วานว่านเครือ เปิดข้อมูลย้อนอดีตกลับไปถึงต้นตระกูล

“สุนทรเวช” กับ “กัลยาณมิตร” ใช่อื่นไกล

รุ่นปู่รุ่นทวดเป็นญาติห่างๆกัน

แต่ที่ไม่ต้องย้อนอดีตสืบสาวไปไกล ก่อนหน้านี้ไม่ถึงปี ช่วงที่ คมช. เรืองอำนาจ โดยเบื้องหลังก็รู้ไปทั่วบ้านทั่วเมือง ระหว่าง พล.อ.วินัย กับ พล.อ.สพรั่ง มีปมค้างคาใจกันมา

โดยท่าที “ลุงหมัก” ถือหาง “สพรั่ง” เด้งมือขวาคนสำคัญของ “วินัย”

ส่งสัญญาณอะไรคิดกันเอง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

อีกสรรพคุณไฮไฟว์ เครื่องตรวจจับ "กิ๊ก" [8 มี.ค. 51 - 17:06]

พลันที่ข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หัวสีหลายฉบับ ได้เสนอข่าวเรื่องราวที่ไม่เหมาะสม ของพระสงฆ์ ที่เข้าไปจิ๊จ๊ะกับสีกาสาวๆในเว็บไซต์ไฮไฟว์ ( www.hi5.com) ก็ส่งผลให้เว็บไซต์นี้ ที่แต่เดิมก็โด่งดังอยู่แล้ว ก็ดังขึ้นไปอีกราวกับพลุแตก

อนันต์ แป้นทองคำ แหล่งข่าวทางด้านเทคโนโลยี บอกว่า หลังจากที่มีการเสนอข่าวนี้ออกไป ตัวเลขของผู้ที่เข้าสู่เว็บไซต์ไฮไฟว์นั้น เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ตัวเลขก่อนการเสนอข่าว เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 มีการคลิกเข้าเว็บไซต์ไฮไฟว์ ประมาณ 2 แสนคนต่อวัน แต่ตัวเลขหลังจากการเสนอข่าวไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 มีกว่า 4 แสนคนต่อวัน

อนันต์ บอกว่า ไฮไฟว์เป็นเว็บไซต์ของสัญชาติอเมริกัน ตัวเซฟเวอร์ใหญ่ อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดให้บริการมากว่า 5 ปี

แต่ช่วง 3 ปีหลังที่ผ่านมา คนไทยได้เริ่มแห่เข้าไปใช้บริการ โดยเฉลี่ย มีคนคลิกเข้าไปในเว็บไฮไฟว์ 200,000 คนต่อวัน

ตัวเลข 200,000 นี้มากพอที่จะเป็นข้อมูลให้เจ้าของเว็บไซต์ไฮไฟว์ ตัดสินใจแปลหน้าเว็บไซต์จากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย เพื่อที่จะรองรับ การใช้งานของคนไทย

เว็บไฮไฟว์ไม่ได้จะจัดทำภาษาเพื่อรองรับการใช้งานของคนไทยเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้แปลออกมาเป็นภาษาต่างๆ ถึง 17 ภาษา

อนันต์ บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ไฮไฟว์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ก็เพราะใช้กลเม็ดบางอย่าง โดยไฮไฟว์ได้กำหนดให้ผู้ที่จะสมัครสมาชิก

ต้องใช้อีเมล์ส่วนตัว และต้องบอกรหัสผ่านอีเมล์อันนั้นมาด้วย

ในตอนแรกคนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ หลงใส่รหัสผ่านอีเมล์ไป ซึ่งผลจากการใส่รหัส ก็เปิดโอกาสให้ไฮไฟว์เข้าไปดึงเอารายชื่อของผู้ที่เคยติดต่อกับอีเมล์นั้นออกมา แล้วก็ส่งข้อความแบบอัตโนมัติไปเชิญชวนให้เข้ามาสมัครใช้บริการไฮไฟว์แบบต่อๆกันไป

สมมติว่าอีเมล์ของผู้สมัครรายหนึ่ง ชื่อ “ไผ่” อีเมล์อันนี้เคยติดต่อกับคนอื่นๆมาแล้ว 1,000 คน เจ้าไฮไฟว์ก็ไปดึงเอาบันทึกรายชื่ออีเมล์ทั้ง 1,000 คนออกมา แล้วก็ส่งข้อความไปหา 1,000 คนนั้น โดยบอกว่า “ไผ่” เชิญชวนคนให้สมัครใช้บริการไฮไฟว์

บังเอิญเหลือเกินที่ “มิกกี้” เป็น 1 ใน 1,000 คน ที่ได้รับอีเมล์ เชิญชวนจาก ไผ่ แล้ว มิกกี้ ได้ตัดสินใจสมัครใช้บริการ โดยอีเมล์ของมิกกี้นั้น เคยผ่านการติดต่อกับคนอื่นๆมาแล้ว 300 คน

เจ้าไฮไฟว์ก็จะให้มิกกี้ใส่รหัสผ่านของอีเมล์อันนั้น จากนั้นไฮไฟว์ก็จะเข้าไปดึงข้อมูล 300 คนนั้นออกมาอีก แล้วก็ส่งข้อความไปหาคนอีก 300 คนว่า มิกกี้เชิญชวนให้สมัครใช้บริการไฮไฟว์

เทคนิคของไฮไฟว์แบบนี้ ส่งผลให้ผู้สมัครบางคนออกอาการงงๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจที่ส่งข้อความไปเชิญชวนบุคคลเหล่านั้นเลย

บางครั้งอีเมล์ที่ถูกส่งไปโดยไม่รู้ตัว ผู้ที่รับข้อความดังกล่าว กลายเป็นผู้ใหญ่หรือเจ้านาย ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนกัน

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการสมัคร ไฮไฟว์จะสร้างกลุ่มเพื่อนให้กับเรา โดยดูจากเพื่อนที่เคยติดต่อ กับเราผ่านทางอีเมล์มาก่อน หากเพื่อนคนใดได้ลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้แล้ว ทางไฮไฟว์ก็จะโชว์รูปของคนเหล่านั้น พร้อมทั้ง จัดให้มาอยู่ในคอนแทคลิสต์ของเราทันที

นอกจากนั้น เราก็สามารถที่จะหาเพื่อนคนอื่นๆเข้าอยู่ในลิสต์ได้ ทั้งโดยการค้นหาจากตัวเราเอง และโดยการแนะนำจากตัวไฮไฟว์เอง การค้นหาเพื่อนใหม่ในไฮไฟว์นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เช่น เราต้องการหาผู้หญิงที่ สถานะโสด อายุไม่เกิน 30 อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เราก็ใส่ข้อมูลลงไปแค่นั้น

เพียงไม่ถึง 10 วินาที ข้อมูลพร้อมทั้งรูปถ่ายของผู้หญิงที่ตรงตามคุณสมบัติ จะมีมาให้เลือกเป็นพันคน

และเมื่อเราได้เลือกคนที่ต้องการจะติดต่อด้วยแล้ว ต้องส่งข้อความไปขออนุญาตคนนั้นก่อน หากตอบรับว่าอนุญาต เราก็ไปอยู่ในคอนแทคลิสต์เขาได้ทันที

ในขณะเดียวกัน ทางไฮไฟว์จะเป็นสื่อกลางแนะนำเพื่อนให้เราอีกมากมาย

สมมติว่า เรามีเพื่อนอยู่แล้ว 10 คน เราอยากได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีก จึงได้ เข้าไปค้นหามาเพิ่มอีก 5 คน เพื่อนใหม่ของเราทั้ง 5 คน ก็จะรู้จักเพื่อนเก่าของเราทั้ง 10 คนเดิมด้วย โดยไฮไฟว์จะแนะนำเพื่อนต่อๆกันไปเหมือนกับวงจรลูกโซ่

จนสมาชิกบางคน...มีเพื่อนอยู่ในคอนแทคลิสต์เกือบหมื่นคน

ในเว็บไซต์ไฮไฟว์ ยังอนุญาตให้มีการสร้างกลุ่มต่างๆขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักหมา รักแมว กลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนต่างๆ เพื่อที่จะให้บุคคล เหล่านั้นโคจรมาเจอกันในโลกของอินเตอร์เน็ต

“เพื่อนบางคนไม่เจอกันมาเป็นสิบปี พอมาตั้งกลุ่มชื่อโรงเรียน เก่าในไฮไฟว์ เพื่อนมากมายก็เข้ามาสมัครอยู่ในกลุ่ม เราก็ไปเปิดดู รูป อ้าวนี่เพื่อนเก่า ไม่เจอกันมานานมาก ก็เลยส่งข้อความไปทักทาย แล้วได้เบอร์โทรศัพท์มา ก็เลยกลับมาติดต่อกันเหมือนเดิม”

อนันต์ บอกว่า ความสามารถของไฮไฟว์เช่นนี้ ถ้ามองในมุมของเทคโนโลยี ก็จะเป็นเรื่องที่ทันสมัย และน่าจับตามอง

แต่ถ้ามองในมุมของผู้ปกครองก็ย่อมเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ภาษาพระบอกว่า เว็บไซต์แบบนี้เป็นสถานที่อโคจร เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะก็จะมีความเสี่ยงในการที่จะถูกหลอกลวงค่อนข้างสูง

แต่วันนี้เว็บไฮไฟว์ไม่ได้กลายเป็นสถานที่อโคจรเพียงอย่างเดียว แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยในการตรวจสอบ “กิ๊ก”

เมื่อไม่นานนี้ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอายุยังไม่มาก ฝ่ายสามีก็ไปสมัครเล่นไฮไฟว์ อีเมล์ที่ไปสมัครก็ส่งมาเชิญชวนภรรยาเข้าไปสมัครด้วย แต่ภรรยาเป็นคนที่มีงานยุ่ง ก็เลยไม่ได้สมัครในทันที ปล่อยให้เจ้าสามีเล่นไปตามลำพัง

วันดีคืนดี ภรรยาเกิดว่างขึ้นมาเลยลองเข้าไปสมัครดูบ้าง ก็บังเอิญไปเห็นรูปเพื่อนๆ ที่อยู่ในคอนแทคลิสต์ของสามีเยอะมาก จึงทดลองคลิกเข้าไปดูเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อไปพบภาพผู้หญิงคนหนึ่ง ถ่ายคู่กับสามีตนเอง ความก็เลยแตก

เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดกับสามีภรรยาคู่นี้เพียงคู่เดียว

ตอนนี้เมียหลวงจำนวนมากกำลังใช้ไฮไฟว์ตรวจสอบพฤติกรรม ความเคลื่อนไหวของสามีนักแชตในโลกอินเตอร์เน็ตทั้งหลาย

บางคนไปเจอรูปสามีไปถ่ายคู่กับกิ๊ก อดรนทนไม่ได้ ส่งข้อความไปด่า ขึ้นหน้าเว็บไซต์ของผู้หญิงคนนั้น

ข้อความบนหน้าเว็บไซต์ไฮไฟว์ของแต่ละคนนั้น ใช่จะมีแต่เพียงคำด่าของเมียหลวงกับ กิ๊กเพียงอย่างเดียว คำพูดดีๆที่ให้กำลังใจระหว่างเพื่อน ระหว่างคนที่เริ่มรู้จัก หรืออะไรหวานๆระหว่างแฟนนั้นก็มีให้เห็นอยู่มาก

กับข่าวหน้า 1 ที่บอกถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ ที่เข้าไปเล่นไฮไฟว์ อนันต์ บอกตามตรงว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ไม่เสนอข่าวก็ไม่มีใครรู้

เพราะคนที่เข้ามาเล่นไฮไฟว์นั้นเป็นล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนพระสงฆ์ที่เข้าไปประพฤติตนไม่สมควรนั้น เทียบกันไม่ได้

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีพระสงฆ์ที่เข้ามาในโลกของอินเตอร์เน็ตแล้วไม่ได้ ประพฤติตัวอย่างที่เป็นข่าวอีกมากมาย ยกตัวอย่างเว็บไซต์ของพระมหาสมปอง www.dhammadelivery.com ที่ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมะ ในแง่มุมดีๆออกสู่สายตาชาวโลก

หรือแม้แต่บล็อก www.oknation.net/blog/buddhamantra ที่มีมุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา

หรือแม้กระทั่ง www.oknation.net/blog/taimahayan ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีเขียนงานเกี่ยวกับศาสนา หลักคำสอน และวิธีการปฏิบัติตนในทางศาสนาอย่างน่าสนใจ

อนันต์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้คนที่มาให้ข่าวกับสื่อมวลชนในเรื่องพระเล่นไฮไฟว์ ลองเข้าไปศึกษาดูเว็บไซต์เหล่านั้น แล้วได้โปรดเข้าไปทดลองค้นหาคำว่า “ธรรมะ” ในเว็บไซต์กูเกิ้ลดูบ้าง

เมื่อทำทั้งหมดแล้ว ช่วยกลับมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า ผลจากการค้นหาในครั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการค้นหาคำว่าพระในเว็บไซต์ ไฮไฟว์ในครั้งก่อนนั้น

พระสงฆ์แบบไหนมีเยอะกว่ากัน?

ทักษิณ กบดานเงียบที่ตึกชินวัตร 3 [8 มี.ค. 51 - 04:30]

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เช้าวานนี้ (7 มี.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางออกจากเซฟเฮาส์ ไปเก็บตัวอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต จนถึงช่วงเย็น โดยไม่มีภารกิจใดๆ ส่วนโปรแกรมที่สมาคมศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปมอบถ้วยรางวัล แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ที่เดอะเลกาซี่กอล์ฟคลับ ย่านรามอินทรา ในเวลา 18.00 น. นั้น ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เดินทางไปร่วมงาน แต่ได้มอบให้ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เลขาธิการสมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ไปเป็นประธานในการมอบถ้วยรางวัลแทน


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทีมทนายความจะดำเนินการ สามารถยื่นเรื่องขออนุมัติเดินทางออกนอกประเทศ ต่อศาลในวันที่ 12 มี.ค. ได้เลย ไม่จำเป็นต้องยื่นล่วงหน้า โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาได้ทันทีว่า จะอนุมัติตามที่ร้องขอหรือไม่

สำหรับเหตุผลในการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ มีภารกิจในฐานะประธานสโมสรแมนฯซิตี้ ที่จะต้องกลับไปดูแลธุรกิจ รวมถึงมีภารกิจต้องเดินทางไปบรรยายตามสถานศึกษาของประเทศต่างๆ และอาจจะต้องไปร่วมงานรับปริญญาของบุตรสาวด้วย ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปอยู่กี่วัน แต่คิดว่าน่าจะไปอยู่หลายวัน โดยยังไม่มีการกำหนดว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งเมื่อไร ส่วนศาลจะพิจารณาอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นกรณีที่ถูกฟ้องตอนที่พักอยู่ต่างประเทศ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณเดินทางกลับมาประเทศเอง เพื่อมาต่อสู้คดี เป็นการแสดงเจตนาชัดเจนว่า เต็มใจพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวน การทางศาลในประเทศไทย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ส่วนการเดินทางไปศาลฎีกาในวันที่ 12 มี.ค.นี้ เพื่อไต่สวนคดีเป็นนัดแรกนั้น พ.ต.ท.ทักษิณมีความพร้อมแน่นอน โดยศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณฟัง จากนั้นจะสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่า จะให้การรับหรือปฏิเสธ คาดว่าคงใช้เวลาเต็มที่ไม่เกิน 45 นาที เหมือนกับครั้งที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ มาขึ้นศาลเป็นนัดแรกเช่นกัน ขั้นตอนหลังจากนี้ศาลจะนัดตรวจสอบพยานหลักฐาน ในวันที่ 29-30 เม.ย.ต่อไป

อนุโมทนา

อนุโมทนา (กริยา) หมายถึง ยินดีตาม, ยินดีด้วย, พลอยยินดีที่เกริ่นนำคำ “อนุโมทนา” ข้างต้นนั้น ก็เพียงเพื่อขยายความให้เกิดความเข้าอกเข้าใจมากขึ้นเหตุเพราะเมื่อวันที่ 6 มี.ค.51 น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ระบุ “วัน อยู่บำรุง” ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแจ้งความประสงค์ในการไม่ขอรับเงินเดือนๆ ละประมาณ 70,000 บาท ที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยขอบริจาคสมทบเข้ามูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทุกเดือน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ทั่วทุกภาคของประเทศทั้ง 21 แห่งโอ้ว!!! พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก...เมื่อเรื่องดังกล่าวกระทบโสตประสาท “ใครหลายคน” ที่ตั้งแง่ลบใส่ “วัน อยู่บำรุง” ถึงกับลมแทบจับ พาลสะกิดคนข้างๆ ให้ช่วย “หยิก” สักทีแต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่า “วัน” ไม่ขอรับเงินเดือนจริงๆย้ำ!!! ไม่รับจริงๆไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่ “วัน” ได้เริ่มก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายทีละขั้นๆ เรียบร้อยแล้วแม้ “ผลงาน” ของ “วัน” ในอดีต จะยังฝังใจ “ใครหลายคน”ทว่า การที่ “วัน” เริ่มต้น “ทำความดี” เท่านี้ก็ “เรียกคะแนน” กลับคืนมาได้บ้างแล้ว จาก วัน จะกลายเป็น ทู ทรี โฟร์ ไฟว์ ซิกซ์...ต่อไปเรื่อยๆจนในที่สุด เรื่อง “ดำเข้ม” ของ “วัน” จะเริ่มจาง กลับกลายเป็น “ขาว” ขึ้นก็ได้ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไรก็ตาม ก่อนการหารือ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มอบช่อ “ดอกกุหลาบสีขาว” แสดงความยินดีให้นายอภิสิทธิ์ เนื่องในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมกับกล่าวชื่นชมว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งจะมาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่อง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้“ไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่มาในฐานะ รมว.มหาดไทย การที่ให้ดอกไม้สีขาวไม่ใช่แค่สันติภาพ แต่เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นคนกลางๆ ไม่หนักไม่เบา จึงเหมาะกับสีขาว”การเข้ามาอยู่ใน “รัฐบาลสมัคร 1” ของ 2 พ่อลูก “อยู่บำรุง” จึงถือว่า “ไม่ธรรมดา” ทีเดียวหลายคนจึง “อนุโมทนา” สาธุกันเลยมี “กูรู” กล่าวไว้ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมา ไม่มีใครอยากจะทำสิ่งที่ไม่ดี...แต่บางครั้ง มนุษย์ก็พลาดพลั้ง ก้าวผิดทางไปบ้าง แต่เมื่อรู้ว่าก้าวผิดแล้ว ตั้งสติ หันกลับเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ก็น่าที่จะให้อภัยกัน…

● เพลิงพิโรธ ●


โง่

ไม่มีอะไรง่ายไปกว่า การได้มาซึ่งอำนาจรัฐด้วยการยึดอำนาจไม่มีอะไรยากไปกว่า การได้มาซึ่งอำนาจรัฐด้วยการเลือกตั้ง บนวิถีทางแห่งประชาธิปไตย..การเมืองไทยวันนี้...ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้วอย่างเที่ยงธรรม...ด้วยชะตากรรมของพรรคการเมืองที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้า..หลังจากรับลูกเป็นหัวหน้าพรรคมาจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม..ในวันที่พรรคเผชิญกับความตกต่ำอย่างหนัก..พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เหลือผู้แทนราษฎรเพียง1 คน คือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในกรุงเทพฯ..ทักษิณ ชินวัตร กลับมาชนะในสนามเลือกตั้งใหญ่..เมื่อพรรคไทยรักไทยได้ครอบครองเสียงส่วนใหญ่..และยิ่งชนะจนข้ามเส้นแบ่งครึ่งเกินกึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย..ในอีกสมัยต่อมาครั้งนั้น...พรรคไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร รักษาการในฐานะรัฐบาล ทำให้เกิดคำกล่าวหามากมายว่า ใช้อำนาจรัฐกำกับการเลือกตั้งปฏิวัติ 19 กันยายน 49 รัฐบาลปฏิวัติและกองทัพ..ย่อมปฏิเสธการกลับมาของเขา..แต่ภายใต้กติกาแห่งการเลือกตั้งท่ามกลางความยากลำบากและการปิดกั้นประดามี..พรรคพลังประชาชนที่ชูทักษิณ ชินวัตร..ได้รับคะแนนอย่างล้นหลามได้เสียงส่วนใหญ่..เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลใครจะปฏิเสธได้ว่า..นี่ไม่ใช่เสียงของประชาชนที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่เคยมีเคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ บนเส้นทางประชาธิปไตยใครก็ตามที่ได้เสียงสนับสนุนแบบนี้..จะไม่มีวันทำรัฐประหาร..สร้างความเป็นทรราชให้กับตนเองจะไม่มีใคร..ทำลายภาพลักษณ์แห่งความเป็นประชาธิปไตย..ที่สดสวยสง่างามและได้รับความเชื่อมั่นจากชาวโลกด้วยความคิดโง่..เพื่อสร้างการเลือกตั้งใหม่ที่..ตนเองเป็นผู้กุมอำนาจรัฐจัดการเลือกตั้ง และเพื่อสร้างกระแสต่อต้าน..ว่า เลือกตั้งสกปรกโง่...นำมาใช้ได้กับผู้ปราชัย ทั้งๆ ที่กำความได้เปรียบอยู่แทบทุกประตู...แต่การประเมินว่าคนอื่นเขาจะ...โง่...เช่นที่พวกตนเคยโง่นั้น...เป็นเรื่องน่าสงสาร..จะปลุกจะสร้างกลียุคขึ้นมาใหม่นั้น..มีแต่คนโง่เท่านั้น...ที่คิดว่ามันง่าย..หากกลียุค..เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่...ก็ “โง่”เท่านั้น..ที่จะถูกทำลายเป็นพวกแรกอัปลักษณ์ทั้ง 5 วานพิจารณา..ไตร่ตรอง

● พญาไม้ ●


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

‘โม่ง’ แทรก โผทหาร

ไม่ธรรมดาเอามากๆ !!! สำหรับ....ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็น“คนใกล้ชิด” บิ๊กผู้มีอำนาจในรัฐบาลคนหนึ่งไม่ธรรมดายังไง??? “บางกอกทูเดย์” ขอผ่านประเด็นสำคัญตรงนี้ไปก่อน หันไปสำรวจการประชุมนัดแรกของ “คณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม” ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

ระหว่าง...นายสมัคร และเหล่าขุนพลทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเคยเป็น “แกนหลัก” ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น...คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
ไม่ว่าจะเป็น...พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดฯ กลาโหม
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร.

และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ.ทั้ง 5 คน ล้วนร่วมเปิดปฏิบัติการ “ยึดอำนาจ” จากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้วทั้งสิ้น!!!แต่การประชุมฯ ครั้งแรกระหว่าง...ฝ่ายการเมือง ผู้ประกาศชัดเจนว่าจะขอเป็น “นอมินี” ให้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ กับ ฝ่ายที่เคยปฏิวัติยึดอำนาจกลับเป็นไปแบบ...อะลุ่มอล่วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ขนาดที่ พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมฯ ว่า...การหารือกับนายสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการการย้ายของกองทัพบกมีไม่มาก

พล.อ.อนุพงษ์ ยังตอบคำถามของนักข่าวที่ว่า...นายสมัครได้เสนอแนะหรือท้วงติงบัญชีรายชื่อที่เสนอมาหรือไม่ โดยย้ำว่า… “คงไม่เรียกว่าเป็นการเสนอแนะ แต่มีการซักถามว่าการปรับย้ายใช้หลักเกณฑ์ใดและมีเหตุผลอะไร ซึ่งเหล่าทัพได้ชี้แจงกับนายกฯ เป็นที่เรียบร้อยดี” นักข่าวสนใจกันมากว่า...การปรับย้ายครั้งนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม “5 เสือ ทบ.” นั้นมีหรือไม่??? ซึ่งก็ได้รับคำตอบจาก ผบ.ทบ. ว่า...ไม่มีการปรับแต่อย่างใด นักข่าวหลายสำนักเริ่มหาข่าวกันให้ควั่กว่า...โผการย้ายกลางปี นอกจาก “5 เสือ ทบ.” ที่ยังคงนิ่งสนิทแล้ว

ใครบ้าง??? โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในเครือข่าย คมช. รวมถึงคนใกล้ชิดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ที่จะจะโดน “เด้ง” เข้ากรุเพื่อเปิดทางให้ผู้ที่เคยถูกสั่งย้ายไม่เป็นธรรมสมัย คมช.“โฟกัส” ไปยัง ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานอำนาจใหม่อีกครั้ง หลายคน...หลากตำแหน่ง ถูกขุดคุ้ยและคาดเดากันไปต่างๆ นานา “ถูกบ้าง-ผิดบ้าง” แต่ที่ “บางกอกทูเดย์” สนใจ เพราะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนงานในภารกิจของรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับ “ถุงเงิน” ของกองทัพก็คือ...

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม และ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่ง มีเจ้าของเดิมนั่งกำกับดูแลอยู่แล้ว คือ...พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม (ตท.8) และ พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) สิ่งที่ “บางกอกทูเดย์” ค้างเอาไว้ข้างต้น เกี่ยวกับความไม่ธรรมดาของ ผู้ยิ่งใหญ่ “คนใกล้ชิด” คนนั้น ถึงตรงนี้ เราจะขอตอบ!!! โดยขอย้อนให้เห็นภาพ เมื่อครั้งประชุมสภากลาโหม วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น กล้าที่จะ “ต่อรอง” และ “ฟันธง” กับบรรดา “บิ๊ก’ทหาร” ถึงขนาดที่ระบุเลยว่า...

ขอย้าย พล.อ.สมเจตน์ พ้นจากเก้าอี้...ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม โดยจะสำรองตำแหน่ง “จอมพล” ในฐานะ “ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ” ให้เป็นการตอบแทนส่วนคนที่เขาย้ำต่อที่ประชุมฯ ว่า...อยากได้ตัวมาแทนที่ก็คือ...
ล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ ที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด (ตท.10)ขณะที่คนซึ่งมาแทนที่ พล.อ.เหมรัฐ จะเป็น... พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รอง ผบ.นทพ. (ตท.11) น่าสนใจที่ว่า “คนใกล้ชิด” บิ๊กผู้มีอำนาจในรัฐบาล การันตีกับบรรดา “บิ๊ก’ทหาร” ว่า... “ผมจะเอาคนนี้...”“รับประกัน ผมจะเตรียมตำแหน่งจอมพลเอาไว้ให้...”เรา “บางกอกทูเดย์” ขอบอกว่า... บุคคลผู้นี้ช่างกล้ามากๆ !!!

อย่างว่า...สมัยเคยร่วมงานที่ กทม. ก็เป็นเขาคนนี้แหละ คอยทำหน้าที่ผู้จัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างลงตัวเรียกว่า...ใครจะมา ใครจะไป หรือทำอะไรที่ข้องเกี่ยวกับ กทม. แล้วต้องมาหาเขาผู้นี้…คนเดียวงานทุกอย่างจึงจะลงล็อก จัดสรรกันลงตัว แต่สำหรับ...งานด้านความมั่นคง ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทหาร ซึ่งมีศักดิ์และศรีรวมถึงเกียรติยศ...เกียรติภูมิแล้วมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับการจัดสรรผลประโยชน์ใน กทม.!!!งสถานการณ์การแต่งตั้งโยกย้าย ที่คนบางกลุ่มในสังคมไทยโดยเฉพาะ...กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย....

นายสนธิ ลิ้มทองกุล
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
นายพิภพ ธงไชย

และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แถมยังมีผู้ประสานงานคนดังอย่าง...นายสุริยะใส กตะศิลา ทั้งหมดต่างคอยจับจ้องชนิด...ไม่กะพริบตาอย่างนี้ด้วยแล้วก็ต้องบอกว่า...เสี่ยงมากๆ สำหรับอนาคตของรัฐบาล “สมัคร 1” กับการฝากชะตากรรมไว้กับ...ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อย่าลืมว่า...เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร “19 ก.ย.49” นั้น

ชนวนที่เกิดขึ้น...มาจากความไม่พอใจของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ กระทั่ง สามารถจะออก “บัตรเชิญ” ให้ กองทัพ ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ ทำการยึดอำนาจ รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างราบคาบ หาก นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะปล่อยให้อายุของรัฐบาล “สั้น” เกินกว่าเงื่อนเวลาตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการากอนาคต ชื่อเสียง เกียรติยศ และความหวังทั้งมวลของคนไทยไว้กับ... ผู้ยิ่งใหญ่ “คนใกล้ชิด” บิ๊กรัฐบาล คนนั้น สั่ง “ซ้ายหัน...ขวาหัน” กับบรรดา นายทหารที่เคยร่วมทำการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 แล้วล่ะก็ถือว่า...นายสมัคร “ตายน้ำตื้น” ตอนแก่...จริงๆ !!!


รัฐฯชูกก.ศึกษาแก้รธน.50

‘ชูศักดิ์’รับลูกแก้รธน.50 ลับลวงพราง เตรียมหารือนายกฯ ใน 1- 2 วันนี้

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะเมื่อใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เห็นว่ามีปัญหาอุปสรรคพอสมควร และหลายเรื่องต้องมีการตีความ เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว.ที่ผ่านมา สำหรับคณะกรรมาธิการฯ ที่จะตั้งขึ้นควรมาจากหลายฝ่าย เพื่อให้เกิดความหลากหลาย ส่วนแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วง 1-2 วันนี้ จะนำเรื่องการตั้งคณะกรรมการศึกษาไปหารือกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ต่อข้อถามถึงข้อเสนอของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีน้อย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ฟังเป็นเรื่องของ ส.ส.ที่สอบตกและไม่มีตำแหน่งหน้าที่ รวมตัวกัน เป็นการแสดงบทบาทว่าจะช่วยพรรคได้อย่างไร ติดตามการทำงานของรัฐบาล และเวลาประชุมพรรคจะรวบรวมมานำเสนอเป็นรายกระทรวง ถือเป็นเรื่องดี จะได้มีการติดตามเร่งรัดและผลักดันการทำงานรัฐบาล ซึ่งถือเป็นผลดีกับรัฐบาล และไม่ใช่เป็นการเตรียมการเป็นรัฐมนตรีแต่อย่างใด


ต้องยกเลิก รธน.50ผลผลิตจากรัฐประหาร

ประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาระสำคัญที่ซ่อนปมปัญหาทางการเมืองเอาไว้มากมาย ตลอดจนที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของเผด็จการ โดยล่าสุดกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และกฎหมายที่มีคราบไคลเผด็จการ พร้อมกับการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการจากฝ่ายต่างๆ เพื่อตรวจสอบความเสียหายจากการรัฐประหาร ซึ่งนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้บอกเล่าถึงสาระสำคัญของเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

มีเหตุผลหรือแนวคิดอย่างไรในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แทนที่จะเป็นการแก้ไข
การรัฐประหารที่ผ่านมาได้ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ทิ้ง เป็นการทำลายประชาธิปไตย และพยายามยัดเยียดรัฐธรรมนูญปี 2550 มาให้ ซึ่วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระที่ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และระบบรัฐสภา ผลจากรัฐธรรมนูญดังกลบ่าวทำให้สังคมไทยได้รับความเสียหายในทุกๆ ด้าน อย่างรุนแรง
หากเรายอมรับให้เกิดการแก้ไขในกระบวนการของรัฐธรรมนูญเท่ากับว่าเรายอมรับให้เกิดการรัฐประหาร และยอมรับการยัดเยียดรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน เราเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยายนนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายประชาธิปไตย และเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ
ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นเป็นผลผลิตที่มาจากการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช้อำนาจเถื่อนในการร่างรัฐธรรมนูญและยัดเยียดให้กับประชาชน กฎหมายที่มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ก็เป็นกฎหมายถื่อน หากปล่อยให้มีการบังคับใช้ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับอำนาจเถื่อนของกลุ่มโจรกบถ เป็นการยอมรับการรัฐประหารและระบอบการปกครองเผด็จการทหาร
เมื่อ คมช. ได้ยุติบทบาทลงไปแล้ว แต่ยังคงไว้ซึ่งตัวหนังสือที่เป็นบทบัญยัติและองค์กรผลผลิต ถือเป็นมรดกบาปและสิ่งชั่วร้าย ในเมื่อวันนี้เรามีรัฐบาลที่มาจรากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอเรียกร้องให้สภาดำเนินการให้รัฐธรรมนูญ 2550 คำสั่ง คมช. กฎหมาย และองค์กรต่างๆ ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ให้สิ้นสุดลงหรือเป็นโมฆะ


การตรวจสอบความเสียหายที่เกิดจากการรัฐประหารมีแนวทางในการดำเนินการและมีเป้าหมายอย่างไรบ้าง
สำหรับแนวทางและเหตุผลที่เรียกร้องให้มีการตั้งกรรมมาธิการวิสามัญตรวจสอบความเสียหายจากการรัฐประหารนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับภาคเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย อย่างรุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน หลังการรัฐประหารมีการเบิกเงินไปใช้จำนวนมาก ในช่วงแรกของการรัฐประหารมีการเบิกเงินจากกระทรวงการคลังไปถึง 1,200 ล้านบาท เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ ทำให้เราอยากทราบว่าเงินจำนวนนี้ไปเข้าหน่วยงานใดบ้าง มีความโปร่งใส มีการทุจริตคอรัปชั่นกันหรือไม่
เพราะบางหน่วยงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยกกำลังพลมาก่อการรัฐประหารเลย แต่ก็ได้รับเงินจำนวนนี้ไปด้วย เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นี่คือหน่วยงานที่ควรจะตรวจสอบ
อีกจุดหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบคือ บ้านพักส่วนตัวที่กรมทหารราบ ที่ 11 บ้านหลังดังกล่าวสร้างด้วยงบประมาณ 21 ล้านบาท ซึ่งทราบข่าวมาว่าเป็นบ้านพักให้กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ขณะนั้น
เป็นการกระทำในลักษณะเดียวกันกับ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ที่อยู่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ตรงนี้เองที่ต้องการให้มีการตรวจสอบว่า งบประมาณที่นำมาสร้างบ้านพักหลายล้านบาทนั้นถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ มีที่มาที่ไปอย่างไร
ทั้งนี้ยังรวมไปถึงงบประมาณที่มีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกณัฐมนตรีขณะนั้น โดยใช้คำว่า “งบประมาณเพื่อความมั่นคง” จำนวน 555 ล้านบาท ซึ่งต่อมาถูกส่งมาอยู่ในความดูแลของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ตรงนี้จะมีการตรวจสอบว่าเงินจากงบประมาณดังกล่าวถูกส่งไปที่หน่วยงานใดบ้าง ใช้จ่ายอย่างไร เกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่
นี่คือตัวอย่างที่เราจะต้องตรวจสอบ เพราะการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการใช้อำนาจเถือน เป็นการทำลายหลักนิติรัฐ ทำลายกฎหมาย ทำลายระบอบประชาธิปไตย
เพราะฉะนั้นเราถือว่าผลผลิตหรือการดำเนินการของ คมช. ไม่สามารถรับได้ จึงต้องการให้สภาผู้แทนราษฏร จัดตั้งกรรมมาธิการตรวจสอบความเสียหายจากการรัฐประหารเป็นการเร่งด่วน
โดยกรรมาธิการชุดนี้จะประกอบด้วย ตัวแทนจากพรรคการเมือง, ตัวแทนจากภาคประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร และตัวแทนนักวิชาการที่เป็นกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องไม่เป็นผู้ที่เคยสนับสนุนการรัฐประหารมาก่อน คณะกรรมาธิการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ มีงบประมาณและบุคคลากรที่จะเข้าไปตรวจสอบความเสียหายในทุกด้าน ทุกมิติ
เพราะเรากำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผลผลิตจากการรัฐประหารต้องไม่มีผลบังคับใช้ ต้องมีการตรวจสอบความเสีบหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อรัฐสภา เพื่อกำหนดเป็นกฎหมาย หรือเป็นมาตรการที่จะป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารอีก อีกทั้งยั้งเป็นการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเพื่อที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
ตรงนี้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องพิจารณาต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคพลังประชาชนจะคำนึงถึงเสียงเรียกร้องประประชาชน เพราะการรัฐประหารสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ลึกซึ้ง และรุนแรง
โดยเฉพาะงบประมาณของแผ่นดินที่ถูกนำไปใช้จ่ายจำนวนมาก งบประมาณที่ส่งลงไปภาคใต้เราก็อยากจะตรวจสอบว่าใช้จ่ายกันอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต และเราเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง
คนที่กระทำความผิดสมควรถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย เราจะดำเนินการไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้เป็นการชำระแค้นหรือเช็คบิลแต่อย่างใด

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
ให้สัมภาษณ์ นสพ.ประชาทรรศน์
วันที่ 6 มีนาคม 2551

กองทัพยืนยันปรับย้ายทหารกลางปีราบรื่น

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด-ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยืนยันการปรับย้ายนายทหารกลางปีไม่มีปัญหา “สมัคร สุนทรเวช” ไม่ได้ขอตำแหน่งให้เตรียมทหาร รุ่น 10

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยืนยันว่า การหารือเรื่องการปรับย้ายนายทหารกลางปี ร่วมกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วานนี้ (6 มี.ค.) ไม่มีปัญหาอะไรสะดุด การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะทุกเหล่าทัพรู้จักบุคลากรของตัวเองดี และจะลงในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นการพิจารณาโดยคณะกรรมการ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าฝ่ายการเมืองขอมานั้น เห็นว่าการปรับย้ายแต่ละคนต้องมีข้อมูลจากคนนั้นคนนี้ อยู่ที่ว่าเราคิดอย่างไร มีจุดยืนอย่างไร

“ไม่ใช่เรามีหน้าที่จะจัดการได้ แล้วไม่ทำหน้าที่ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็เป็นผู้นำที่ไม่ค่อยดี คิดว่าฝ่ายการเมืองคงไม่ได้ขอคน อาจจะเป็นการให้ข้อคิด” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

ส่วนที่มีข่าวว่า นายทหารเตรียมทหาร รุ่น 10 ขึ้นมามาก จะตอบสังคมได้อย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในยามสงคราม คนที่นำความลับของราชการมาเปิดเผย ต้องถูกยิงเป้า ดังนั้น แม้ในยามปกติ ทหารก็ต้องฝึกเอาไว้ว่าจะไม่เปิดเผยความลับทางราชการ ถ้ามีใครเอามาเปิดเผย สื่อฯ ก็ต้องทราบว่าบุคคลนั้นกำลังทำความผิดสำคัญ สำหรับกรณีรุ่น ที่ผ่านมาก็เคยมีการพูดกันว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นรุ่น 6 หมด แต่ถ้าศึกษาประวัติแล้วจะเห็นว่า แต่ละคนเจริญเติบโตมาตามธรรมชาติ ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่ได้ฮั้ว หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

“ปีนี้รุ่น 6 เกษียณหมดแล้ว รุ่น 7 เหลือไม่เกิน 10 คน ก็จะมีรุ่น 8 รุ่น 9 รุ่น 10 ที่จะต้องมีชื่อ ถือเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าแต่ละชื่อมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้หรือไม่” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยืนยันเช่นกันว่า การหารือเรื่องการปรับย้าย วานนี้ เรียบร้อยดี ไม่มีการแก้ไข และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ขอตำแหน่งให้นายทหาร รุ่น 10 อย่างที่ข่าวระบุ กองทัพไม่มีอะไรกดดัน ไม่มีการต่อรอง นายกรัฐมนตรีดีมาก เหล่าทัพสบายใจ ในการหารือเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรีได้ศึกษามาแล้ว อาจจะสอบถามบ้างบางตำแหน่ง เพราะนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ค่อยเข้าใจระบบทหาร

นอกจากนี้ พล.อ.อ.ชลิต ยังยืนยันว่า การปรับย้ายครั้งนี้ไม่ได้เป็นการย้ายล้างบางคนที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แต่งตั้ง พร้อมปฏิเสธข่าวส่งโผให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดูก่อน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เกี่ยวข้อง

ต่อกรณีที่มีข้อห่วงใยเรื่องการปรับย้ายข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีอสไอ) ที่อาจจะทำให้คดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุด พล.อ.อ.ชลิต ในฐานะอดีตปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน คมช. กล่าวว่า ไม่หลุด กฎหมายก็คือกฎหมาย คงไม่มีอะไรมากดดันได้ เพราะแต่ละเรื่องอยู่ใน คตส. ป.ป.ช. และศาล ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

มท.1 เตรียมเสนอนายกฯ ตั้งกรรมการปราบปรามยาเสพติด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุเตรียมเสนอนายกฯ ภายใน วันนี้เพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดระดับ ชาติ ย้ำมีข้อมูลครบแล้ว โดยเฉพาะเครือข่ายต่างชาติที่มาลักลอบ ค้ายาเสพติดภายในประเทศไทย ทั้งยาไอซ์ และโคเคนที่พวกไฮโซ นิยมกินกัน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ระบุว่า ได้พูดคุยกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ และเห็นชอบในหลักการแล้ว ดังนั้น ในวันนี้จะเสนอให้นายกฯ จัดตั้งคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดแห่ง- ชาติขึ้นมา ซึ่งคาดว่าในช่วงบ่ายก็จะสามารถลงนามได้ โดยคณะกรรม- การชุดนี้จะมีนายกฯ เป็นประธาน หรือผู้อำนวยการ และมี รมว.มหาดไทย เป็นรองประธาน เพื่อที่ตนเองจะได้มีอำนาจใน การเข้าไปดูแลและสั่งการหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติดได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้จาก ข้อมูลที่มีอยู่พบว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่และเป็นชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาค้ายาเสพติดในประ- เทศไทย ซึ่งมีทั้งยาไอซ์และโคเคนที่มีราคาแพง และเป็นที่นิยมของพวกไฮโซทั้งหลาย โดยขบวนการค่ายาเสพติดเหล่านี้ ใช้ธุรกิจเข้ามาบังหน้า ดังนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ต่อไปการปฏิบัติการก็จะเข้มข้นมากขึ้น

รมต.มหาดไทยยังกล่าวถึงการพูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการขอความร่วมมือในการแก้ไขป้ญหาความไม่สงบ ในพื้นที่ภาคใต้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันเกี่ยวกับ ศอ.บต. ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะมี ศบ.ชต. จึงได้ไปดูราย- ละเอียด แม้ชื่อจะต่างกัน แต่เห็นตรงกันที่จะให้ผู้อำนวยการ ศอ.บต. หรือ ศบ.ชต. ขึ้นตรงกับนายกฯ แทนที่จะขึ้นตรงกับ กอ.รมน. ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมที่จะเสนอกฎหมายขึ้นมา โดยจะนำร่างกฎหมายของฝ่ายค้านมารวมกันเพื่อเสนอเป็น กฎหมายต่อไป ส่วนจะใช้ชื่ออะไรก็ได้ไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มองในเรื่องของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่จะ ให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า กฎหมายที่จะเสนอไม่ใช่กฎหมาย ศอ.บต. ที่เสนอโดยสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ เพราะเป็นคนละฉบับกัน และเรื่องนี้ได้มีการปรึกษาหารือกับกลุ่มสัจจานุภาพ ของ น.พ.แวร์มาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งกลุ่มวาดะ ของนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ แล้ว

กลุ่มพันธมิตรฯวันนี้เป็นแค่อึ่งอ่าง ทำได้แค่ให้มีราคาเท่านั้น

นายสุรชัย แซ่ด่าน อดีตคนเดือนตุลา แกนนำชมรมคนรักทักษิณ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นกป.)…

กลุ่มพันธมิตรฯจริงๆก็เป็นพวกเดียวกัน เป็นฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน ในความคิดเห็นของผม ถามว่าพวกนี้เข้าไปอยู่กระบวนการนั้นอย่างไร ก่อนที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และอีกหลายคนจะขึ้นเวทีก็นั่งอยู่ด้วยกัน เราก็เป็นเพื่อนกัน สนิทกัน ผมก็ยังห้าม บอกว่าดูซะก่อน การที่คุณจะไปขึ้นเวทีกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

โดยคุณสนธิมาชวนผมก่อนตรงนั้นซะด้วย ผมก็บอกกับคุณสนธิไปว่าผมเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง ผมไม่ได้ปกป้องรัฐบาลไทยรักไทย แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่แบบโค่นล้ม

เราเคยต่อสู้ในป่ามาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ใช้ทฤษฎีโค่นล้ม มีการล้มตาย มีอะไรเสียหายมากมาย และได้บทเรียนแล้วว่าการโค่นล้มไม่ใช่การแก้ปัญหา การเปลี่ยนผ่านก็คือการเปลี่ยนอย่างสันติ พูดง่ายๆให้เป็นไปตามวิวัฒนาการ และผมเห็นว่าจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นวิวัฒนาการ ไม่ใช่เป็นวัฏจักร ถ้าเปลี่ยนจากรัฐบาลไทยรักไทย ทักษิณต้องเปลี่ยนไปในสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่ถอยกลับมาด้วยการยึดอำนาจ ตรงนี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบวัฏจักร หรือที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์ มีการยึดอำนาจ มีการเขียนรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลก็เป็นวัฏจักร ตรงนั้นเราผ่านมาแล้ว 20-30 ปี มันไม่ควรจะใช้อีก แล้วในที่สุดก็เป็นไปตามที่ผมเสนอไว้

แต่การเปลี่ยนแปลงแบบโค่นล้มแล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมา และเปลี่ยนแปลงแบบวัฏจักร ในที่สุดเมื่อยึดอำนาจเสร็จก็เขียนรัฐธรรมนูญ ก็เลือกตั้ง และถ้าต่อไปยึดอำนาจอีกมันก็จบ วันนี้โลกไม่ใช่โลกยุคเผด็จการ ไม่ใช่โลกยุคล้าหลังแล้ว เราต้องดูประเทศที่พัฒนา อย่างประเทศตะวันตกเขาก้าวไปไกลแล้ว ถามว่าคนพวกนี้เขาไม่รู้หรือ เขาก็รู้ แต่ในที่สุดก็ไปขึ้นเวที ซึ่งมองได้ 2 อย่างคือ

1.อาจจะติดทฤษฎีต่อต้านนายทุน เพราะทักษิณเป็นนายทุน ผมถามว่าคำว่าต่อต้านนายทุนคือทุนอะไร เป็นทุนเก่าศักดินา ทุนล้าหลัง หรือวันนี้ทักษิณคือทุนใหม่ ยิ่งกระแสโลกวันนี้คือกระแสทุนใหม่ จริงๆแล้วเรื่องทุนเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น ทฤษฎีเก่าที่ว่าต้องโค่นทุนนิยมใช้ไม่ได้แล้ว เพราะทุนนิยมมีทั้งข้อดีและข้อด้อย

2.พวกนี้เคยต่อสู้กับทุนเก่าศักดินา กับอำมาตยาธิปไตย ต่อสู้มาก็ต้องหนีเข้าพงเข้าป่า แล้วในที่สุดก็พ่ายแพ้ พอพ่ายแพ้ก็คิดว่าเที่ยวนี้อำมาตยาธิปไตยต้องชนะทุนอีกเลยไปเข้าข้างอำมาตยาธิปไตยดีกว่า ต้องชนะแน่ ทีนี้กลายเป็นว่าวันนี้ตัวเองตัดสินใจผิดพลาด ถ้าจะหยุดก็ไม่รู้จะอธิบายกับตัวเองอย่างไร และคิดว่าถ้าหยุดตัวเองก็จะตกเวทีประวัติศาสตร์ ถูกเช็กบิล ความกลัวจึงดันทุรังไป ทั้งๆที่สถานการณ์วันนี้ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯจะรวมพลกันขึ้นมาจริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าคนจะเห็นด้วยหรือเปล่า วันนี้กลายเป็นแค่ประเภทอึ่งอ่าง คือทำให้รู้ว่ายังน่ากลัวอยู่ จริงๆก็อยู่กันแค่ 5-6 คน เขาทำได้แค่ให้มีราคาเท่านั้น เพื่อให้เห็นว่าตัวเองยังมีกำลังอยู่ จริงๆแล้วก็น่าสงสาร เพราะมันรู้กัน

ขอขอบคุณ http://www.dailyworldtoday.com/

‘สมัคร'ย้ำไม่มีรุ่น-โยนกองทัพจัดการโยกย้ายทหาร

วันนี้(7 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำสัปดาห์ โดยกล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยเฉพาะนายทหารในกองทัพ ที่มีรายงานว่ามีการโยกย้ายนายทหารที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และดันนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญโดยนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลของตัวเองไม่มีรุ่น โดยจะดูที่ความรู้ความสามารถ และยึดความพอใจของกองทัพเอง และหลักเกณฑ์การย้ายก็จะใช้ของกองทัพ หากใครจะโวยวายก็ต้องไปโวยวายที่กองทัพ
นายสมัคร ย้ำว่า ไม่ได้หารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องการโยกย้ายนายทหารตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดีในส่วนการตั้งสหภาพข้าราชการ และเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้มีรายงานว่า สาเหตุการโยกย้าย พล.อ.มนตรี ชมภูจันทร์ พ้นจากตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ซึ่งถือเป็นคนใกล้ชิดของ พล.อ.สนธิ นั้น เนื่องจากไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้บัญชาการทหารบกได้
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม นายทหารที่มีบทบาทสำคัญในยุค คมช.ก็จะถูกโยกย้ายในครั้งนี้ด้วย


จาก hi-thaksin

ใครกันแน่ที่...ยั่วยุ

แค่เห็นแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ระบุว่า "กลียุคมาแล้ว" ก็พอจะมองเห็นทะลุไปถึงเจตนาของการออกมาเคลื่อนไหวในคร้งนี้

เพราะสิ่งที่กล่าวอ้างรวมทั้งเหตุผล 7 ประการไม่มีสิ่งใดบ่งชี้เลยว่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโยกย้ายข้าราชการที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียง 4 ตำแหน่ง ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนการบริหารงานให้เข้ารูปเข้ารอย

ที่สำคัญทุกตำแหน่งที่มีการโยกย้ายนั้น สามารถตอบคำถามประชาชนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนดคีพิเศษ หรือนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ล้วนถูกส่งไปทำงานสำคัญทั้งคู่

ส่วนการโยกย้ายที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ตอนแรกพยายามจะออกมากล่าวหากันว่ารัฐบาลจงใจเด้ง นพ.วิชัย โชควิวัฒน พ้นเรื่องการยกเลิกซีแอลยา แต่นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ก็ยังคงให้ นพ.วิชัย นั่งหัวโต๊ะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอยู่อย่างเก่า

และคนสุดท้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ที่ในเมื่อพบว่ามีการกระทำอันไม่ชอบมาพากล และต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็เป็นเรื่องปกติในระบบราชการที่จะต้องให้พ้นจากตำแหน่งไว้ก่อน
ซึ่งกรณีของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ ยังแตกต่างจากคนอื่นๆ ด้วยซ้ำไป เพราะเป็นเพียงการย้ายออกจากตำแหน่งมาช่วยราชการ อันหมายถึงในหลักการแล้วก็ยังสามารถกลับไปนั่งในตำแหน่งเดิมได้

หรือหากจะมองกันอีกมุมหนึ่ง ในเมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ มีที่มาจากคณะรัฐประหาร มาจากการโยกย้าย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ พ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ จะต้องไปในแบบเดียวกัน

และที่สำคัญเมื่อคราวย้าย พล.ต.อ.โกวิท กลุ่มพันธมิตรเองก็ออกมาระบุว่าเป็นการสมควรแล้ว เพราะการติดตามเรื่องระเบิดรับวันปีใหม่ไม่มีความคืบหน้า

เมื่อมาถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ การติดตามคดีเดียวกันก็ยังไม่เห็นไปถึงไหน แถมยังปล่อยให้มีตำรวจออกมาทำงามหน้าซะเองหลายเรื่องหลายราว ไม่ว่าจะเป็นแก๊ง ตชด. หรือเรื่องแชร์รถเช่าที่ไปปูดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทำวงการสีกากีมัวหมองกันไปหมด

แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับเห็นว่าการถูกโยกย้ายเป็นความไม่ชอบธรรม ทั้งที่แค่ข้อกล่าวหาสถานเบาตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุก็ยังไม่ใช่เรื่องเล็ก และยังบอกเล่าความบกพร่องได้ครบถ้วนทุกประการ

ทั้งเรื่องความบริสุทธิ์ โปร่งใสในการทำงานจากกรณีการเช่ารถตำรวจมูลค่าเหยีบหมื่นล้านบาท ที่ส่อเค้าทุจริต

ทั้งเรื่องวุฒิภาวะความเป็นผู้นำที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายในการสั่งราชการ เสมือนเป็นการดูถูกความเป็นคน ของผู้ที่ด้อยกว่าในตำแหน่งหน้าที่การงาน และยังอาจพ่วงไปด้วยเรื่องที่มีบางคนมองไปถึงสาระสำคัญของเอกสารฉบับที่มีปัญหา

รวมถึงการแต่งตั้งนายตรวจระดับ พ.ต.อ. หลายนาย โดยขัดต่อกฎหมาย ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่รอบคอบรัดกุม ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในการทำงานของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เหล่านี้หากยังไม่เพียงพอที่จะย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ พ้นจากตำแหน่งไปช่วยราชการก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เพราะถึงนาทีนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เองก็ยังสงบปากสงบคำไปมาก เพราะคงไม่อยากให้รัฐบาลเอ่ยถึงข้อเสนอที่ใหญ่กว่า ดังที่นายกรัฐมนตรีเอ่ยไว้

เห็นได้ว่าแท้ที่จริงแล้วข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯ ในเรื่องการโยกย้ายข้าราชการนั้นฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ส่วนที่อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามจะยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ก็ยังไม่เห็นจะมีเค้าจริงตามนั้น เพราะตลอดเวลากว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์เพียง 2-3 ครั้ง

ครั้งแรกเป็นการแถลงถึงคนไทยทั้งประเทศในโอกาสที่เหยียบย่างถึงเมืองไทย ครั้งที่สอง ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยลไทม์ และครั้งที่สามให้สัมภาษณ์ในโอกาสไปร่วมประชขุมสมาคมกอล์ฟแห่งประเทศไทย และทุกครั้งทุกบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะย้ำเสมอว่าจะไม่หวนกลับมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก รวมทั้งไม่มีแม้กระทั่งข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พบปะกับใครในรัฐบาล

ส่วนจะมีพูดถึงเรื่องการบ้านการเมืองบ้าง พูดเรื่องเศรษฐกิจบ้าง ก็เพียงแค่พูดในภาพรวมทั้วไป และรับรองได้ว่าไม่มากไปกว่าที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อรไหวอยู่ในขณะนี้

รวมทั้งยังไม้เห็นว่ามีถ้อยคำไหนที่บ่งชี้ถึงการเรียกคนออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดเป็นความวุ่นวายในบ้านเมือง

กลับกันมีแต่กลุ่มพันธมิตรฯ เองต่างหากที่พยายามออกมาสร้างสถานการณ์ ใช้ถ้อยคำรุนแรงบอกเล่าผู้คน ว่าบ้านเมืองกับกำลังอยู่ในภาวะวุ่นวาย เป็นการสร้างความตื่นตระหนกขึ้นในประเทศชาติ และส่วนหนึ่วงยังอาจจะเป็นการหลอกพวกเดียวกันให้ออกมาเคลื่อนไหว

และมีแต่กลุ่มพันธมิตรฯ เองเท่านั้น ที่บอกว่าจะระดมแนวร่วมทั่วประเทศ

การกระทำต่างๆ เหล่านี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ต่างหากที่เป็นการยั่วยุ เป็นการกระทำที่วส่อให้เห็นว่าจงใจให้เกิดความวุ่นวายขึ้น จงใจให้เกิดการประจัญหน้า และเป็นเมือนการทอดสะพานให้เกิดการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง

เพียงเท่านี้ก็เห็นชัดแล้วว่าใครกันแน่ที่พยายามออกมายั่วยุ ออกมาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

เชื่อว่าประชาชนตัดสินได้...ใครกันแน่ที่บ่อนทำลาย และเป็นภัยต่อแผ่นดิน...!!


บิ๊กโบ๊ต (แทน)

////////////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...

จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับวันที่ 7/03/2551

‘สมัคร'เปิดตัวหนังสือ‘การเมืองเรื่องตัณหา'วางตลาด15มี.ค.

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในการพบปะสื่อมวลชนทำเนียบประจำสัปดาห์ถึงการนัดหมายเจอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่อดีตนายกจะเดินทางไปประเทศอังกฤษในวันที่ 13 มี.ค.นี้ว่า ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้นัดหมายกัน
นายสมัคร กล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ใช่นายกทักษิณ ท่านแนะนำหนังสือเก่งท่านอ่านเยอะ แต่วันนี้จะขอแนะนำหนังสือในอดีตชื่อ "การเมืองเรื่องตัณหา" ซึ่งวันที่ 15 มี.ค.นี้จะวางตลาด ซึ่งมีคนนำหนังสือของตนที่พิมพ์ไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยออกหมวด 1-2 ในเว็บไซต์ล่อใจ ซึ่งในวันที่ 2 เม.ย. เวลา 17.00 น.ตนจะไปเซ็นหนังสือ
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะแนะนำให้ใครอ่านเป็นพิเศษ นายสมัคร กล่าวว่า "โอ๊ย นักข่าวต้องอ่านการเมืองเรื่องตัณหา ฮ่าๆ ต้องอ่านมากๆเลย" ทั้งนี้หนังสือดังกล่าวเป็นประวัติเรื่องการเมืองไทยพันเอาไว้กับชีวิตนายสมัคร สุนทรเวช
เมื่อถามว่าจะนำมาแจกครม.หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่แจกหรอก ราคาเล่มนึงตั้งเกือบ 200 บาท เพราะตนไม่ได้พิมพ์เองขายเอง เมื่อถามว่ารายได้จะนำทำอะไร นายสมัคร หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า "มีกำไรนิดหน่อย รู้ไหมว่าเงินเดือนนายกรัฐมนตรีได้เท่าไหร่ 100,750 กว่าบาท แต่เป็นผู้ว่ากทม.ได้เงินเดือน 104,000 บาท ทั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรีใหญ่กว่ากทม. 76 เท่า ได้แพงกว่า 3 พัน กว่าบาทเท่านั้นเอง แต่นับเงินเดือนเปิดซองดูแล้วหักภาษีแล้ว เหลือ 86,000 บาท เสียภาษีเดือนละ 14,000 บาท ฉะนั้นหนังสือขายได้การก็มาช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นนายกบ้าง
นายสมัคร กล่าวถามผู้สื่อข่าวจากเอเอสทีวีว่าศาลท่านยังคุ้มครองอยู่ใช่ไหม ผู้สื่อข่าวบอกว่ารอดแล้ว นายสมัครทำหน้างงก่อนที่จะกล่าวต่อว่า รอดแล้วแสดงว่าทำได้หรือ ถ้าเช่นนั้น MV 1 ก็ต้องทำได้ด้วยถูกไหม ถ้าเช่นนั้นก็โอเค


จาก hi-thaksin

Friday, March 7, 2008

นายกฯ ลั่นย้ายทหารไม่มีรุ่นยึดกองทัพพอใจ

นายกรัฐมนตรี ระบุ รัฐบาลของตัวเองไม่มีรุ่น โดยจะดูที่ความรู้ความสามารถ และยึดความพอใจของกองทัพเอง

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนประจำสัปดาห์ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยเฉพาะทหารในกองทัพ อย่างนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาซักถาม โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลของตัวเองไม่มีรุ่น โดยจะดูที่ความรู้ความสามารถ และยึดความพอใจของกองทัพเอง หลักเกณฑ์การย้ายก็จะใช้ของกองทัพ หากใครจะโวยวายก็ต้องไปที่กองทัพ

ทั้งนี้ ในส่วนการตั้งสหภาพข้าราชการ และเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ศบชต. แทน ศอ.บต.แก้ปัญหาใต้

กรุงเทพฯ 7 มี.ค. – “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ศบชต.มาใช้แทน ศอ.บต.หลังหารือผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันการดำเนินการดังกล่าวหารือ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เชื่อไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการหารือกับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยพรรคประชาธิปัตย์เสนอร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศบชต.วานนี้ (6 มี.ค.) ว่า เป็นร่างที่คล้ายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ แต่รอ พ.ร.บ.ความมั่นคงออกมาก่อน สาระสำคัญนั้นเห็นตรงกันที่ต้องการให้ ศอ.บต.มาขึ้นกับนายกรัฐมนตรี เพราะต้องแก้ด้วยการเมือง ซึ่งตนเห็นด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีคือผู้บังคับบัญชาสูงสุด และเชื่อว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาเดิมจะไม่ขัดข้อง

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ. ศอ.บต.เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้จะพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ. ศบชต.มาใช้แทน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก ส่วนจะใช้ชื่อเดิมหรือชื่อใหม่ไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้อำนวยการจะยังคงเป็นคนของกระทรวงมหาดไทย และอาจต้องขึ้นตรงการบังคับบัญชาต่อนายกรัฐมนตรี

ส่วนกรณีที่ ส.ส.ภาคใต้ในพรรคร่วมรัฐบาลทั้งกลุ่มวาดะห์ และพรรคเพื่อแผ่นดินเกิดความน้อยใจที่กระทรวงมหาดไทยยังไม่สอบถามความเห็นนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันว่า ได้สอบถามก่อนหน้านี้แล้ว และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความน้อยใจ เพราะมีการพูดคุยกันตลอด ทั้งพบปะและการพูดคุยทางโทรศัพท์ ขอยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาปฏิเสธ ไม่ต้องการพูดคุยด้วยว่า ไม่เป็นไร แต่ตนมีวิธีการคุย ส่วนจะคุยกับใครยังไม่สามารถบอกได้

ต่อกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ตรวจสอบว่ามีเอกชนเข้าไปบุกรุกอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำรินั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวจากข่าว และคาดว่าจะมีการรายงานกลับเข้ามาที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เชื่อว่า มีการดำเนินการมาก่อนหน้าที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้พร้อมที่จะเป็นตัวแทนประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเชื่อว่าการตรวจสอบดังกล่าวของผู้ว่าฯ เพชรบุรี ไม่ใช่การแสดงผลงาน แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เช่นที่ผ่านมามีการจับยาบ้าของผู้ว่าฯ นายอำเภอ ซึ่งขณะนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น และจากนี้ต่อไปจะรุกหนักมากขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-07 12:24:11