ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 5, 2011

CPJ:กรณีฟอกขาวของไทยในการสังหารมูราโมโต

ที่มา Thai E-News



ที่มา คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวโลก(CPJ)
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มีนาคม 2554

Concerns of Thai whitewash in killing of Reuters' Muramoto:กรณีการฟอกขาวของไทยในการสังหารช่างภาพของรอยเตอร์ นายมูราโมโต

กรุงเทพฯ, กุมภาพันธ์ 28, 2554 –คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวโลก( The Committee to Protect Journalists-CPJ) กังวลในความไม่แน่นอน ไม่คงเส้นคงวาของการสืบสวนของรัฐไทยในการสืบสวนการสังหารช่างภาพของรอยเตอร์ ฮิโร มูราโมโต ซึ่งถูกฆ่าด้วยกระสุนปืนในขณะกำลังถ่ายทำการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลและกองกำลังความมั่นคงเมื่อ 10 เมษายน ปีที่แล้วในกรุงเทพฯ

กรมสืบสวนคดีพิเศษของประเทศไทย(DSI)กล่าวต่อผู้สื่อข่าววันนี้ว่า การสืบสวนแสดงให้เห็นว่า มูราโมโต ไม่ได้ถูกยิงโดยกองกำลังความมั่นคง ผลการสืบสวนแตกต่างจากผลสรุปก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวซึ่งแผยแพร่และรายงานโดยสำนักข่าวต่าง ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งการค้นพบนั้น แสดงให้เห็นว่า กระสุนที่ยิงมูราโมโต มาจากทิศที่ทหารตั้งกำลังอยู่และยิงมาจากปืน M-16 เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ ว่าเป็นแรงกดดันที่จะล้างความรับผิดชอบของกองทัพ

DSI แก้การชันสูตรโดยใช้หลักฐานที่อ้างว่า มูราโมโต ถูกสังหารโดยกระสุนที่ยิงจาก AK 47 สืบเนื่องจากหัวหน้า DSI ธาริต เพ็งดิฐษ์ ซึ่งกล่าวต่อผู้สื่อข่าวในวันแถลงข่าว เขาบอกนักข่าวว่าทหารติดอาวุธด้วยอาวุธที่แตกต่าง ได้แก่ M-16 ในช่วงการสลายการชุมนุมในวันนั้น

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานวันอาทิตย์ว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. ดาวพงศ์ รัตนสุวรรณ ไปเยือน DSI เพื่อไปต่อว่าเกี่ยวกับการชันสูตรเบื้องต้นที่กล่าวหาว่า ทหารสังหารมูราโมโต ธาริต ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้พบดาวพงศ์ในการแถลงข่าว บางกอกโพสต์รายงานว่าทหารไทยราว 20,000 คน ติดอาวุธ AK 47 ด้วย

“ความแตกต่างของการชันสูตรเบื้องต้นของการสืบสวนของการตายของนักข่าว ฮิโร มูราโมโต เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของการสืบสวนของรัฐ” ฌอน คริสปิน ผู้แทนระดับสูงฝ่ายเอเชียตะวันออกของ CPJ กล่าว “เรากังวลอย่างยิ่งต่อรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทหารอาจกดดัน DSI ในการเซ็นเซอร์ผลการชันสูตรเบื้องต้น”

หัวหน้าบรรณาธิการของสำนักข่าว ทอมสัน รอยเตอร์ นายสตีเฟ่น เจ แอดเลอร์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ความขัดแย้งที่เด่นชัดของการสืบสวนเบื้องต้นและรายงานนี้ ทำให้เห็นชัดแจ้งเกี่ยวกับกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดจากการถูกบังคับ”

อย่างน้อย 90 คนถูกสังหาร และกว่า 1,800 คน บาดเจ็บ ระหว่าง เมษายน และพฤษภาคม ในปี 2553 เป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทย นักข่าว 2 คน มูราโมโตและนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โพเลงกี ถูกฆ่าตาย และอย่างน้อย 9 ราย ที่นักข่าวไทยและต่างชาติยาดเจ็บสาหัส ในขณะที่กำลังเก็บภาพการปะทะระหว่างกองทัพและผู้ชุมนุม

ผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ พล.ต.ท. อัมพร จารุจินดา บอกผู้สื่อข่าวมื่อวันจันทร์ว่า ยัง “ไม่เป็นที่แน่ชัด” ว่าใครยิง โพเลงกี (สืบเนื่องจาก AP) เขากล่าวว่าการสืบสวนของ โพเลงกียังดำเนินการอยู่

การสืบสวนของCPJ ของปีที่แล้ว “ความไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวตกอยู่ในอันตราย” เปิดเผยกรณีของการขัดขวางจากรัฐในการสอบถามจากเอกชนในกรณีการเสียชีวิตของมูราโมโต และโพเลงกี แหล่งข่าวของ CPJ กล่าวว่าทหารปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นายทหารที่เชื่อว่าอยู่ใกล้กับมูราโมโตในขณะเวลาที่เขาถูกยิง

DSI ไม่เปิดเผยว่า ผลนั้นมาจากกล้องวงจรปิดในบริเวณที่รัฐบาลครอบครอง ที่มูราโมโตเสียชีวิต ธาริตกล่าวว่ารายงานของ DSI จะส่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ซึ่งอาจจะมีหลักฐานเพิ่มเติมที่จะทำให้กระจ่างขึ้น” ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าว AP

******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ดูจะๆ!! ใบชันสูตรศพ "ฮิโรยูกิ" นักข่าวญี่ปุ่นระบุ "กระสุนความเร็วสูง" ไม่ใช่ "อาก้า"??

สำนึกสุดท้าย

ที่มา Thai E-News



โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

ความปลอดภัยรายรอบและโอบอุ้มตลอดช่วงปลายชีวิต
ต้นไม้เหี่ยวเฉาเหลือใบหล่อเลี้ยงนับได้
บนความสูงเหว่ว้า

ยากเย็นยามดึกดวงตาว่างเปล่าจุดหมาย
หลับหรือตื่นสะท้านเสียงสรรเสริญหรือสาบส่ง
ลมการเปลี่ยนแปลงพัดมาเป็นระลอก
พายุสงบลงหลังเสียงปืนเปิดเผย

ปริศนาก่อกำเนิดหนทางที่ผ่านมาดำเนินไปดำรงอยู่
ซุกซ่อนความตายรายทางกล่นเกลื่อนในดวงตาชาเย็น

อดีตอาจบ่งบอกบางสิ่งบางอย่าง
แม้เวียงวังเพชรแพรกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่ายามเรี่ยวแรงร่วงโรย
เหลือเพียงลมหายใจน้อยนิดอันแสนล้ำค่า

เจ็บปวดหลอกหลอนและกัดกร่อนหัวใจโหดเหี้ยมหนหลัง

ดึกสงัด
บนความสูง
ปลดปล่อย
สุดท้าย
ไร้สำนึก !!!

ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

FRANCE 24 Reporters: The battle of Bangkok



Re: ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

โดย นายหัวโต

ใช้ความพยายามอดทนอย่างมากกับการดูคลิปนี้ รู้สึกขยะแขยง ตั้งแต่เห็นทหารโพล่ออกมา

ความเป็นชายชาติทหารไม่มีเหลืออยู่เลย ที่เขาบอกว่าทหารไม่ค่อยมีสมองคงต้องเชื่อ

ลูกผู้ชายก็ไม่น่าจะให้เป็น ทำได้อย่างไร ใช้อาวุธสงครามไล่ฆ่าคนเสื้อแดงใจกลางเมือง

สงสารทหารที่ดีๆ ที่ต้องมาเสียหาย กับทหารเลวๆ พวกนี้เสียเหลือเกิน

วันหนึ่งบาปกรรมต้องตามสนอง ทหารพวกนี้แน่ และ น่าจะตายด้วยศาสตราวุธ เช่นกัน

สำหรับผู้สั่งฆ่า และพวกที่น้อมรับปฏิบัติไล่เรียงกันมา น่าจะทรมาน ทุรนทุราย น่าเวทนา ก่อนตายเช่นกัน


Re: ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

โดย Comet

พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

รณี 4 ส.ส.ของพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวแทนจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีปฏิบัติของการ “ก่อการร้าย” ทางภาคใต้ ประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงเมื่อ 23 ก.พ.2554 อย่างเปิดเผย ณ สถานที่สำคัญของทางราชการ คือ “รัฐสภา” นั้น
ได้สร้างความขัดเคือง ให้กับฝ่ายทหารเป็นอย่างมาก เพราะ ส.ส.พวกนี้ดันลอยหน้าลอยตา ออกมาแถลงในทำนองว่า
กองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ล้มเหลวในการจัดการกับสถานการณ์ภาคใต้ ที่เพิ่มความรุนแรงหนักยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อีกทั้งยุทธวิธีก็ได้พัฒนาไปอย่างกองทัพ ตามไม่ทันการก่อการร้าย!
นี่เป็นการประจานผู้นำกองทัพและดูแคลน ผบ.ทบ. คนปัจจุบันว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ!!

ด้วยความก้าวร้าวและคะนองปาก ของบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิเปรตอย่างนี้เอง ที่ทำให้กลุ่มนายทหารยังเติร์กถึงกับฉุนขาด ที่รัฐบาลจงใจปล่อยให้ ส.ส.พรรคดักดานทั้ง 4 คนนี้ รวมหัวกัน จงใจลบหลู่ผู้บังคับบัญชาของพวกตน และยังกำแหงไปประกาศประจานกันถึงกลางรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญอีกด้วย โดยมุ่งหมายจะให้ข่าวสารนี้ เผยแพร่ไปทั้งในและนอกประเทศ
นายทหารกลุ่มนี้ จึงไม่ลังเลที่จะส่งสัญญาณความไม่พอใจรัฐบาล ออกมาให้ประชาชนคนไทย ได้เห็นอย่างชัดชัดเจน จนผู้คนต่างพูดกันอื้ออึงว่า ไอ้ ส.ส.พวกนี้มัน...
“อ้อนตีน...ปฏิวัติ!”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนโตของพรรคดักดาน ต้องออกมาเล่นละคร แสดงท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจ และกำราบ ส.ส.จอมทะลึ่งทั้ง 4 ตัว ให้อยู่ในแถวในแนวเหมือนชาวบ้านเขา เพราะหากทหารยึดอำนาจเข้าจริง ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่กับนักการเมือง ที่จะโดนหนักกว่าคนอื่น ก็คือนักการเมืองพรรคดักดานของตัวเอง ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ในขณะนี้นั่นแหละ
ผู้คนที่มองเผินๆก็บอกว่า เหตุที่พรรคซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลโลซก ต้องออกอาการ “เต้น” อย่างหนัก เพราะกลัวทหารปฏิวัติ และข่าวการปฏิวัติก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือไม่มีมูล เพราะขนาดคนอย่าง นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการนางเอกประจำวิก กกต. ถึงออกมายุส่งว่า
ถ้าปฏิวัติได้...ปฏิวัติเลย!
(*ดูไทยรัฐ 2 มี.ค.2554)

ดังนั้น ระยะนี้กระแสข่าวแพร่ออกมาอย่างหนาแน่นว่า หากมีการยึดอำนาจครั้งใหม่นี้ ฝ่ายผู้ยึดอำนาจ จะมีปฏิบัติการแบบฉับพลับทันที คือ

1. จะต้องมีการยึดหรืออายัด ทรัพย์สินของกลุ่มนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลและผู้สนับสนุน ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์โดยพลัน และให้มีระยะเวลาตรวจสอบทรัพย์สิน ยาวนานได้ถึง 10 ปี

2. เพิกถอนหนังสือเดินทาง ของนักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยเด็ดขาด

3. นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ จะเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ จนกว่าจะสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตรวจสอบทรัพย์สิน

4. นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ หรือถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง หากถูกจับกุม ในความผิดฐานพยายามเดินทางออกนอกประทศ จะต้องถูกจำคุก 10 ปี

จึงมีข่าวหนาหูว่า กลุ่มนักการเมืองที่ชาวบ้านตราหน้าว่าเป็น “จอมแดก” ที่มองเห็นตัวกันอยู่ในปัจจุบัน กลัวลูกเด็ดขาดของการรัฐประหารครั้งใหม่ (ถ้ามี) จนมีข่าวแพร่ออกมาว่า
ขณะนี้ผู้ที่อยู่ในข่ายจะต้องถูกยึดทรัพย์ จึงมีความพยายามยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจำนวนมาก ออกนอกประเทศไปแล้ว!
แม้จะเป็นกระแสข่าว หรือบางคนอาจบอกว่าเป็นข่าวลือข่าวร้าย แต่ในฐานะที่คนอย่าง “วาทตะวัน” มีประสบการณ์ในด้านการข่าว และเคยเป็นกรรมการฝ่ายตรวจสอบทรัพย์สินมาก่อน พิเคราะห์ด้วยความรอบคอบแล้ว เห็นว่า
ข่าวสารเรื่องนี้ มี ‘เค้ามูล’ ความเป็นไปได้ อยู่มากทีเดียว!

ดังนั้น ความพยายามของพรรคประชาธิเปรต ที่พยายามออกข่าวให้ร้ายกับฝ่ายทหาร และคราวนี้ถึงขั้น ส.ส.ของพรรค “บังอาจ” ประกาศก้องในทำนองขู่ว่า จะปลดหรือเปลี่ยนผู้บัญชาการทหารบก ในที่ทำการของรัฐสภา
ชวนให้ถูก ‘กระทืบ’ เป็นอย่างมาก!

อย่างไรก็ตาม ก็มีคอการเมืองบางส่วน กลับให้ความเห็นว่า นี่คงไม่ได้เป็นความคิดของ 4 ส.ส. จากจังหวัดแดนผู้ก่อการร้ายระบาดเองหรอก หากแต่น่าจะเป็นเพราะกลยุทธ์ของตัวกลั่นๆในพรรคนี้ ที่จะสร้างความเสียหาย ให้กับฝ่ายทหาร และเป็นแผนการที่มีความมุ่งร้าย หมายที่จะทำให้ทหารแตกแยกกับประชาชนคนในชาติ ด้วยเกรงว่า
ทหารจะทำการปฏิวัติ โค่นล้มรัฐบาลกาลีที่กำลังบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ นั่นเอง!
จึงออกมาปฏิบัติการ...ตีปลาหน้าไซเสียก่อน!!

สำหรับผมเองนั้น เมื่อได้รับฟังความเห็นคอการเมืองรายนี้ดังกล่าว และพิจารณาแล้วเห็นว่า
การวิเคราะห์ของเขา ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เพราะรัฐบาลในอดีตที่มีพรรคประชาธิเปรตเป็นแกนนำ เคยถูกทหารยึดอำนาจมาแล้ว และครั้งล่าสุดก็เกิดขึ้นในยุคของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถึงขนาด นายชวน หลีกภัย ต้องเผ่นหนีตายออกจากทำเนียบแทบไม่ทัน เพราะมีข่าวว่า
คนกลุ่มขวาจัด จะบุกเข้าไป ‘กระทืบ’ ถึงทำเนียบ!
ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ซึ่งตอนนั้นยังเป็น ส.ส.หนุ่มของพรรคดักดาน ต้องพานายหัวชวน เล็ดลอดออกจากทำเนียบ ไปหลบภัยอยู่ที่บ้านคุณสนั่น เกตุทัต พ่อตาของอาจารย์ดำรง ลัทธพิพัฒน์
การยึดอำนาจจึงยังเป็นสิ่งที่นักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ชั่วร้าย
กลัวนักกลัวหนา!

อย่างไรก็ตาม ก็มีพรรคพวกผมบางคน ที่ติดตามการเมืองมาตลอด มีความเห็นที่แตกต่างออกไปอีก โดยเขาบอกกับผมว่า
นี่เป็นยุทธวิธีง่ายๆของพรรคเก่าแก่ ที่มัก ‘โยน’ ความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมืองไปให้คนอื่นอยู่เป็นประจำ ตามสันดานของพรรคนี้ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ควรรับฟังกันเอาไว้!
ที่คิดไกลไปกว่านั้น ก็บอกว่านี่เป็นกลยุทธ์แบบง่ายๆของพรรคดักดาน ที่จะ ‘ดักคอ’ การปฏิวัติรัฐประหาร เพราะในขณะนี้ ‘เงื่อนไข’ ที่ทหารจะทำการปฏิวัตินั้น สมบูรณ์มาก อักทั้งประชาชนได้รับรู้เรื่องการ ‘คอรัปชั่น’ แบบเอิกเกริกเกริกไกร ของรัฐบาลกาลีชุดนี้ โดยทั่วกันแล้ว

ะยะนี้ผมสังเกตว่า ผู้คนฟังวิทยุ 97.75 ที่ถ่ายทอดเสียงสดๆจากการชุมนุมที่สะพานมัฆวาน มากกว่าสถานีวิทยุอื่นๆ ส่วนพี่น้องที่รับ ASTV ได้ ก็ดูกันทางโทรทัศน์
ทั้งนี้ เป็นเพราะคนกลุ่มผู้ชุมนุม เขาโจมตี นายมาร์ค มุกควาย กับพรรคเก่าแก่ และพรรคร่วมรัฐบาลโลซกของเขา อย่างจริงจัง แบบโดนกันถ้วนทั่วทีเดียว
การระดมโจมตีนี้ ได้กระทำด้วยการปราศรัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอหลักฐานที่มีมูลรับฟ้งได้ กินเวลานานเข้าเดือนที่สองแล้ว และไม่ได้ซาลงเลย หากยิ่งทวีความหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะที่ผู้คนสนใจมาก คือ
ข้อมูลเกี่ยวกับการคอรัปชั่นกันอย่างมโหฬาร ทั้งของพรรคแกนนำและพรรคร่วมในแก๊งรัฐบาลโลซก ที่พี่น้องประชาชนคนไทยได้ยินแล้ว ต่างพากันเชื่อ ถึงกับอุทานด้วยความท้อแท้ว่า
“มันแดกกันบรรลัย...วายวอดดดดดดด!!!

ที่โดนใจผมไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะข้อมูลของกลุ่มมัฆวานปาร์ตี้นั้น ฟังเข้าท่าดี มีเหตุมีเหตุผลอยู่พอสมควร แต่น่าเสียดายอยู่นิดเดียว คือ
คนกลุ่มสีเหลืองนี้ เข้าใจนายมาร์ค มุกควาย กับพรรคกาลีของเขาล่าช้าเกินไป ปล่อยให้นายมาร์ค มุกควายและลิ่วล้อ ฉกฉวยโอกาส มาเกาะกุมอาศัยอยู่กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลืองตั้งแต่เริ่มต้นขบวนการ จนมีโอกาสได้เข้าบริหารประเทศ และทำการคอรัปชั่นสร้างความเสียหาย ให้กับแผ่นดินไทยของเรามา เป็นเวลานานกว่า 2 ปีแล้ว
บรรดานักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยมัฆวาน เพิ่งมา “ตาสว่าง” และได้เห็นสัจธรรม และความเลวร้ายของนักการเมืองกาลีพรรคนี้ ชัดเจนมากขึ้นทุกที ถึงขนาดคนอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ ถลันออกมาด่าสับนายมาร์ค ป่นปี้แหลกลาญเป็นชิ้นๆ ว่า
“ไม่ฉลาด! ขี้ขลาด!! ตอแหล!!!”

โอ้โฮ เฮะ!... ถ้าเป็นผมโดนด่าประณามอย่างไม่ไว้หน้า กลางที่สาธารณะอย่างนั้น หากไม่ฆ่าอีตาจำลองทิ้ง คงต้องเอาหัวไปซุกใต้กองผ้าถุงแม่ เพราะมันเจ็บจี๊ดเข้าไปถึง ขั้วหัวใจจริงๆ!!
ใช่แต่มหาจำลอง จะโจมตีหนักหน่วงคนเดียวเท่านั้น ทีมข่าวการเมือง ‘ไทยรัฐ’ ยังได้รายงานเมื่ออังคาร ที่ 1 มี.ค. 2554 ว่า
นายมาร์ค มุกควาย ไปทำเก๋ที่ตลาดจตุจักร โดนแม่ค้าในตลาดโจมตีด้วยวาทะดุเดือดไม่แพ้กันว่า
“ไอ้ตอแหล! ไอ้ฆาตกร! ไอ้รัฐบาลผีดิบ...ออกไป!!!”
นั่นไง...เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นนายพลที่เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างจำลอง ศรีเมือง หรือแม่ค้าจตุจักร ก็มีความเห็นเกี่ยวกับตัวนายมาร์ค มุกควาย เหมือนๆกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน!
ผมไม่รู้ว่าลูกหมออรรถสิทธิ์ฯ หลานปู่หมอใช้ ที่ชื่อ อภิแสบ ภักดีโพเดียม จะมีความรู้สึกอย่างไร หรือละอายแค่ไหน?
เห็นทีจะต้องให้เป็นหน้าที่ ของผู้ต้องการทราบ ไปไต่ถามกันเอง

ที่ผมข้องใจมากอีกประการหนึ่ง คือเรื่อง “สัญชาติ” ซึ่งมีคนพูดกันมากในระยะนี้ แต่ผมเห็นว่า ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไร ที่นายมาร์ค มุกควาย ต้องไปเสียเวลาเลี้ยวลด เมื่อถูกถามว่า
“มีสัญชาติ ‘อังกฤษ’ หรือไม่?”
ถ้าเป็นผม จะตอบว่า
“มีสัญชาติอังกฤษที่ติดมาพร้อมการเกิด แต่ตามหลักสายโลหิตแล้ว ผมเป็นคนสัญชาติไทยด้วย”
แค่นี้ก็จบ ไม่ต้องตกไปเป็น “ขี้ปาก” ของผู้คน เพราะดันเลี่ยงไปตอบเล่นมุกว่า
“ผมไม่ได้มีสัญชาติ...มอนเตเนโกร!”
ปล่อย ‘มุกควาย’ ออกมาแบบโจ๋สมัยนี้ พูดกันว่า “ทำเก๋ เท่ สง่า แต่ก็ต้อง...ตกม้าตายห่า” เพราะสุดท้ายนายมาร์ค มุกควาย ก็ไปไม่รอด ต้องไปยอมรับในสภาผู้แทนราษฎร ว่า
มีสัญชาติอังกฤษจริง...ฮี่โธ่!

เรื่องสัญชาติของนายมาร์ค มุกควาย นั้น จะเป็นปัญหาขึ้นมา ก็ต่อเมื่อเป็นเหตุปัจจัย ให้ศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ รับฟ้อง ในคดีสังหารหมู่ประชาชน ในฐานะที่ยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่ด้วย
เรื่องนี้ผมยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดูเหมือนระยะทางเดินของการฟ้องร้อง ยังคงจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม การมีสัญชาติอังกฤษด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อนายมาร์ค มุกควาย อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่โดนทหารทำรัฐประหาร หากเจ้าตัวหลบหนีเข้าไปในประเทศอังกฤษ ที่เป็นแผ่นดินเกิด ก็จะได้รับการคุ้มครองทันที และจะไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดี ฟูจิโมริ แห่งเปรู ที่หลบหนีคดีสังหารประชาชน เข้าไปในญี่ปุ่น หรือหากเอาใกล้ตัวหน่อย ก็กรณีนายใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นอกจากนั้น ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร และนายมาร์ค มุกควาย หลบหนีออกนอกประเทศไม่ทัน ก็สามารถหลบเข้าไปอยู่ในสถานทูตอังกฤษ ก็จะได้รับความคุ้มครองทันทีเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศอังกฤษ
คราวนี้ เห็นกันจะจะหรือยัง ว่า ทำไมนายมาร์ค จึงไม่ยอมสละสัญชาติอังกฤษ ก็เพราะการถือสัญชาตินี้เอาไว้ด้วย จะเป็นประโยชน์กับตัวเขา ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง!

สิ่งที่ผมเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ชอบหรือไม่สมควร ที่คนเป็นนายกรัฐมนตรี จะถือสองสัญชาติพร้อมกัน ขณะเข้าบริหารประเทศ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า
หากเมืองไทยของเรา มีการเจรจาหรือตัดสินใจ กับประเทศที่มีความขัดแย้งกับประเทศอังกฤษ เช่น ประเทศอาเจนตินา หรือประเทศฝรั่งเศส ฯลฯ แล้ว ไทยอาจถูกมองจากมิตรประเทศเหล่านั้นว่า
เข้าข้าง...ประเทศอังกฤษ!
หรืออย่างนายมาร์ค มุกควาย ไปเยือนอังกฤษ แล้วให้บริษัทเทสโก โลตัส ของอังกฤษ เข้าพบเป็นรายแรก มาถึงวันนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า
ยังไงๆ นายกฯสัญชาติอังกฤษ ก็ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับอังกฤษ!
จริงหรือเปล่าล่ะ!

ยิ่งไปกว่านั้น หากผมจะตั้งข้อสงสัยว่า

content/picdata/283/data/mark.jpg

การที่อังกฤษห้ามนายกฯทักษิณเข้าประเทศ โดยอ้างเรื่องโทษ “จำคุก” ในคดีผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.นั้น เป็นเพราะอังกฤษเอื้อประโยชน์ ในการที่จะปูทางให้นายมาร์ค มุกควาย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่อังกฤษเป็นแม่แบบของชาติประชาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่า...
การที่คุณทักษิณฯถูกดำเนินคดีนั้น ก็สืบเนืองมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งผู้นำชาติไทยคนนี้ ได้ถูกสอบสวนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ออกโดยคณะรัฐประหาร มาใช้บังคับกับนายกฯทักษิณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม อีกทั้ง ค.ต.ส. ที่ตั้งมาสอบสวน ก็ถูกตั้งโดยคณะปฏิวัติเช่นเดียวกัน และกฎหมายดังกล่าว ก็ดันออกมาบังคับใช้กับคนๆเดียว ทั้งๆที่ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็ยังบังคับใช้กับบุคคลทั้งประเทศ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง
มีแต่เพียง “ทักษิณ” คนเดียวเท่านั้น ที่ต้องถูกพิจารณาด้วยกฎหมายพิเศษ ที่แตกต่างไปจากประชาชนเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆทั้งประเทศ!
ที่แน่ๆคือ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตราซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทักษิณถูกจำคุก ไม่มีในกฎหมายอังกฤษ ทั้งก็ยังขัดแย้งกับหลักกฎหมายในเรื่อง Double criminality อีกด้วย

ผมไม่เชื่อว่า อังกฤษชาติผู้นำประชาธิปไตยของโลก จะไม่รับรู้ในข้อสงสัย ที่ผมตั้งเอาไว้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะเขานั้นเป็นชาติเก่าแก่ ที่ชาญฉลาด
ดังนั้น อังกฤษย่อมรู้ดีว่า การจำกัดพื้นที่นายกฯทักษิณ ย่อมเป็นการเอื้อประโยชน์ ในการที่จะแผ้วทางสะดวก ให้กับคนที่มีสัญชาติของเขา (และไม่มีท่าทีที่จะสละสัญชาติ ที่ได้มาจากการเกิดทิ้งไปด้วย) นั่นคือ นายมาร์ค มุกควาย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของสยามประเทศให้จงได้ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของอังกฤษ ที่มีอยู่ไม่น้อย บนผืนแผ่นดินไทย

สำหรับผมแล้วมองว่า การยังถือสัญชาติอังกฤษของนายมาร์ค มุกควาย เป็นเรื่องการขาด ‘ความสง่างาม’ ของการเป็นผู้นำรัฐบาล เพราะจะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการ ‘ถูกตั้งข้อรังเกียจ’
ต่อนานาชาติว่า...
...เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ขาดความถูกต้องชอบธรรม ไม่เป็นไปตามหลัก good governance หรือที่คนไทยเรียกขานว่าธรรมาภิบาล เพราะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เจ้าตัวอาจให้การสนับสนุนกิจการของอีกสัญชาติ ที่ตนถืออยู่ มากกว่าที่จะพึงปฏิบัติต่อชาติอื่น...
...หรือใครจะว่า...ผมพูดไม่จริง!?

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
กรณีที่มีผู้พยายามพิสูจน์ว่า นายมาร์ค มุกควาย เป็นบุคคลสองสัญชาตินั้น นอกจากเป็นการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ทั้ง...

สันดานของนายมาร์ค และสันดานอังกฤษ อีกด้วย!!!

...................

ท้ายบท ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทอังกฤษ และได้รับความสนใจจากแฟนๆไม่น้อย จึงอยากให้ท่านได้มีโอกาสได้อ่านกันคือ

1. บทความชื่อ “ด่วนมาก*** จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำ มาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?” http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9500000092042
บทความนี้มีผู้เข้าไปอ่าน มากกว่า 7,700 คน/ครั้ง

2. บทความชื่อ ***ด่วนที่สุด!...จดหมายจากเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=99
บทความนี้มีผู้เข้าไปอ่าน มากกว่า 10,500 คน/ครั้ง

ท่านผู้อ่าน คงจะหัวเราะ...ชอบใจแน่ๆ!!!

………………

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม 2554)

บทวิเคราะห์ไทยรัฐ:“มาร์ค”ฝันกลางวันเป็นนายกรอบ2 ยิ่งใกล้เลือกตั้ง“ปชป.”ยิ่งเน่า

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“คบเด็กสร้างบ้าน”


ปชป.ยิ่งลากยาวยิ่งเจ็บ เพราะเหตุบ้านการเมืองมันกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติด แถมคนกันเองก็ละเลงจนป่วนไปหมด แม้ผู้ใหญ่ในพรรคยังเอือม "คบเด็กสร้างบ้าน" มันก็เอวังเอาง่ายๆเยี่ยงนี้แล

ข่าว "เขย่าขวด" สุดสัปดาห์นี้ สถานการณ์ การเมือง ณ วันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหารอบด้านทั้งในและนอกประเทศ แถมภาคใต้ก็ร้อนระอุขึ้นมาอีก

ขืนลากยาวต่อไปก็มีแต่จะเป็นสาละวันเตี้ยลงๆ ไปเรื่อยๆ

คะแนนนิยมที่เคยพุ่งพรวดลดระดับไปตามภาวการณ์ เพราะยิ่งบริหารประเทศก็ยิ่งเห็นร่องรอยแล้วว่าเก่งแต่พูดมากกว่าฝีมือ

ประชาธิปัตย์เองนั้นนอกเหนือจากปัญหาภายนอกแล้ว กลับสร้างปัญหาให้ปวดหัว เพราะคนกันเองนี่แหละ

นับแต่วอลเปเปอร์ "ศิริโชค โสภา" ดอดไปคุยกับ "วิคเตอร์ บูท" ในคุกทำให้ถูกโจมตี และมีผลกระทบไปถึงรัสเซียนั่นเรื่องหนึ่ง

จากนั้น "พนิช วิกิตเศรษฐ์" ซึ่งไปถูกเขมรจับกุมพร้อมคนไทยอีก 6 คน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จนเกิดการปะทะและลุกลามจนปั่นป่วนไปทั่ว

วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร

ขณะเดียวกัน เรื่องน้ำมันปาล์มที่ขาดแคลนจนชาวบ้านร้านตลาดชยันโตกันไปทั้งประเทศด้วยข้อหาไร้ฝีมือ

แถมมีเรื่องทุจริตโกยผลประโยชน์กันเข้าไปอีก

ล่าสุดแม้กระทั่งนายกฯ "อภิสิทธิ์ เวช-ชาชีวะ" ก็เสียท่าพรรคเพื่อไทยในเรื่องสัญชาติ ต้องยอมรับกลางสภาว่าเป็นคน 2 สัญชาติ คือไทยและอังกฤษ

แม้จะเป็นเรื่องการเมืองที่ฝ่ายค้านหาช่องเจาะเพื่อผลในการฟ้องศาลโลกเกี่ยวกับ 91 ศพ จากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง

หรือนายกฯจะอ้างว่ามี 2 สัญชาติก็จริงและไม่ผิดกติกา เนื่องจากเกิดที่อังกฤษ แต่มันก็ไม่สง่างามเท่าใดนัก

เนื่องจากเป็นถึงผู้นำประเทศ แต่มันก็พิกลอยู่ ความจริงเรื่องอย่างนี้และมีการเตรียมตัวเป็นนักการเมือง เป็นนายกฯ

อะไรที่มันไม่เหมาะไม่ควรก็น่าจะแก้ไขเสียก่อน

เชื่อเถอะ...เรื่องนี้จะเป็นขี้ปากไปอีกนาน

นอกจากนั้น ล่าสุด 4 ส.ส.ปชป. 3 จังหวัดภาคใต้อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปเสนอปลด ผบ.ทบ.ฐานแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ เล่นเอากองทัพต้องเดือดปุดๆ

ตั้งท่าจะตบเท้าให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้บ้านเมืองร้อนขึ้นมาอีก

จริงๆแล้วภาคใต้ที่มันร้อนๆขึ้นมาอีกเกิดระเบิดรายวันมันเกี่ยวพันกับเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแยกไม่ออก เมื่อรัฐบาลกลางอ่อนแออย่างนี้

ก็เลยถือโอกาสเอาให้จมไปเลย

ที่สำคัญ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" คือผู้รับผิดชอบโดยตรงและเป็นถึงเลขาธิการพรรค

ถ้าจะปลดมันก็ต้องคนนี้แหละ...

มีเสียงพูดกันมากว่าความผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นก็เพราะทีมงาน "เด็ก" ที่สุมหัวกันทำงานโดยไม่ได้สนใจไยดีกับผู้อาวุโสในพรรค แทนที่จะปรึกษาหารือ อย่างน้อยก็ต้องคิดว่ามีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน

แต่เพราะคิดว่าเก๋าและแน่จึงมองไม่เห็นหัวแม้แต่น้อย

คิดจะเข้าไปช่วย ไปแนะ ให้คำปรึกษาก็ไม่กล้า เดี๋ยวจะหาว่า "เสือก" เสียผู้ใหญ่อายเด็ก ทั้งๆที่ถ้าเปิดใจรับฟังกันบ้างที่จะหนักก็เบาลงไปได้

มาถึงวันนี้ก็ต้องเป็นแบบว่าตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดกันไปวันๆ ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งสร้างปัญหาและเพิ่มศัตรูไปรอบด้าน

ที่ว่าจะทะลวงผ่า 250 เสียงเข้าสภาอย่างที่โม้เอาไว้ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้

ใครที่เคย "อุ้ม" เอาไว้ชักตงิดหัวใจกันแล้ว

ที่หวังจะคัมแบ็กรอบ 2 ดูท่าจะเป็นแค่ "ฝันกลางวัน" เสียแล้ว!!!


"ลิขิต จงสกุล"

(ที่มา ไทยรัฐ , 27 ก.พ. 2554)

บทความมติชน(สุด) : "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" สุภาพบุรุษ "ไพร่"

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" สุภาพบุรุษ "ไพร่"


ในประเทศ


"เรียนพี่น้องเสื้อแดงและประชาชนทั่วประเทศ พวกผมกลับมาแล้ว ผมกลับมาแล้ว"

นี่คือ คำประกาศของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" หลังออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่อหน้า "คนเสื้อแดง" ประมาณ 3,000-4,000 คน ที่มาต้อนรับอิสรภาพของ "7 แกนนำ"

การกลับมาของ "ณัฐวุฒิ" ครั้งนี้ มีพลานุภาพอย่างยิ่งทั้งกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

และ "พรรคเพื่อไทย"

สำหรับ "คนเสื้อแดง" นั้น "ณัฐวุฒิ" ถือเป็น "ขวัญใจ" ที่มีคนนิยมสูงสุด

สูงกว่า "จตุพร พรหมพันธุ์"

"จตุพร" นั้น มีลีลาที่ดุดัน แข็งกร้าว

แต่ "ณัฐวุฒิ" นั้น ครบเครื่อง

จะเล่นบทดุดัน ปลุกเร้าก็ได้

หรือจะเรียกเสียงฮา อดีต "สภาโจ๊ก" คนนี้ก็ทำได้

หรือจะปราศรัยแบบกินใจเรียกน้ำตา

"ณัฐวุฒิ" ก็จัดให้ได้

ดังนั้น ในช่วงการชุมนุมใหญ่ของ "คนเสื้อแดง" แกนนำ นปช. จึงวางตัว "ณัฐวุฒิ" เป็นคนปราศรัยคนสุดท้าย เพื่อตรึงมวลชนให้อยู่จนนานที่สุด

หลังโดนสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 "ณัฐวุฒิ" และแกนนำอีก 6 คน ถูกจำคุกและไม่ได้รับการประกันตัว

"แกนนำ" เหลือเพียง "จตุพร" คนเดียว

แต่ "คนเสื้อแดง" ก็ยังไม่ตาย และฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงแรก ก่อนจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง

ครั้งล่าสุด จำนวนผู้เข้าร่วม "ม็อบเสื้อแดง" ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน

ดังนั้น การกลับมาของ "ณัฐวุฒิ" ครั้งนี้ จึงเป็นการเสริมพลังให้กับ "คนเสื้อแดง" ครั้งใหญ่

เชื่อกันว่าการชุมนุมในวันที่ 12 มีนาคมนี้ "คนเสื้อแดง" จะหลั่งไหลเข้าร่วมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากเป็นการรับขวัญ "7 แกนนำ" แล้ว

คนส่วนใหญ่จะมาฟัง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

ไม่แปลกที่ "คนเสื้อแดง" จะเก็บตัว "ณัฐวุฒิ" ไม่ให้เดินสายไปปราศรัยที่ไหน

แม้ว่าในต่างจังหวัดจะมีการชุมนุมย่อยแทบทุกวัน

"ณัฐวุฒิ" วันนี้ ให้สัมภาษณ์สื่อทุกแขนง เดินเรื่องการประกันตัว "คนเสื้อแดง" ทุกที่ แต่ไม่เคยปราศรัยที่ไหนเลย

เป็นกลยุทธ์การเก็บตัว "ซุป-ตาร์" เพื่อดึงคนให้เข้าร่วมในการชุมนุมใหญ่วันที่ 12 มีนาคมนี้

เพื่อฟังการเปิดใจครั้งแรกของ "ณัฐวุฒิ"



ในบทบาทของแกนนำคนเสื้อแดงนั้น "ณัฐวุฒิ" ค่อนข้างชัดเจนว่ายืนอยู่หัวแถว

แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทย

บทบาทของ "ณัฐวุฒิ" ก็อยู่ในระดับเดียวกับ "จตุพร"

ไม่ได้อยู่ในกลุ่มกำหนดนโยบายหรือตัดสินใจ

ทั้งคู่เป็น "แม่เหล็ก" บนเวทีปราศรัยหาเสียง

ซึ่งบทบาทนี้มีความหมายอย่างยิ่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา นักการเมืองที่สามารถเรียกคนมาฟังการปราศรัยให้กับพรรคเพื่อไทยมีอยู่ 2 คน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ "จตุพร พรหมพันธุ์"

ในอดีต "สารวัตรเฉลิม" อาจเป็น "แม่เหล็ก" ที่แรงที่สุด

แต่วันนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน-เหนือ ในพื้นที่ "คนเสื้อแดง" คนที่เรียกมวลชนได้มากที่สุดคือ "จตุพร"

แต่ทันทีที่ได้ "ณัฐวุฒิ" มาเสริมทีมปราศรัย

"ณัฐวุฒิ" จะกลายเป็น "แม่เหล็ก" อีกคนหนึ่ง

และเป็น "แม่เหล็ก" ที่แรงที่สุด

พรรคเพื่อไทยนั้นหวังว่า "จตพร-ณัฐวุฒิ" จะช่วยแปรคะแนนนิยมจาก "คนเสื้อแดง" ให้กลายเป็น "คะแนนเสียง" ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง

เพราะคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับ "คนเสื้อแดง" นั้น ทับซ้อนกันอยู่

ไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดพื้นที่ให้กับแกนนำคนเสื้อแดงลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย

ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ในส่วนของ "จตุพร" และ "ณัฐวุฒิ" เชื่อได้ว่าจะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อจะได้เสริม "ทัพหลัก" ตระเวนปราศรัยทั่วประเทศได้

และต้องพะวงกับพื้นที่

อิสรภาพของ "ณัฐวุฒิ" จึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะเมื่อแว่วเสียงระฆังการเลือกตั้งดังขึ้น



"ณัฐวุฒิ" เป็นคนที่คมคายมากบนเวที "คนเสื้อแดง"

เขาเป็นคนยกวาทกรรม "ไพร่-อำมาตย์" ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึง "สองมาตรฐาน" ในสังคมไทย

จนคำว่า "ไพร่" ซึ่งเป็นคำที่แสดงถึงความเหยียดหยาม

กลายเป็นคำที่แสดงสถานะผู้ถูกกดขี่ ของ "คนเสื้อแดง"

และสร้างพลังในการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา

หลังออกจากเรือนจำ "ณัฐวุฒิ" ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชน ถึง "จุดยืน" ของตัวเขาเองที่ยังคมคายเหมือนเดิม

เขายืนยันว่าภารกิจแรกคือการเรียกร้องกดดันให้มีการประกันตัว "คนเสื้อแดง" ที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่อีกกว่า 100 ชีวิต

จากนั้นคือการพัฒนา "คุณภาพ" ของ "คนเสื้อแดง" ให้เทียบเท่ากับ "ปริมาณ" ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ "ธิดา ถาวรเศรษฐ์" ที่ได้จัดตั้งเครือข่ายคนเสื้อแดงในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน อย่างเป็นระบบ

เพราะเธอเห็นปัญหาจากการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า "คนเสื้อแดง" ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย

ในมุมมองของเขา "คนเสื้อแดง" กับ พรรคเพื่อไทย ต้องเดินกันแบบ 2 ขา

"เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง คนเสื้อแดงจะหันมาให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงพลังให้รู้ว่าเราคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ"

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า เขาไม่สามารถระดมพล 10 ล้านหรือ 20 ล้านคน ให้ออกมาชุมนุมได้

"แต่เราสามารถรณรงค์ให้คน 10-20 ล้านคน มาเลือกพรรคเพื่อไทยได้"

เขาสรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ ว่า "คนเสื้อแดง" เดินมาถูกทางหรือไม่

เพราะถ้า "ประชาธิปัตย์" ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ก็แสดงว่าสิ่งที่เขาคิดและเข้าใจอาจไม่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

นี่คือ การตกผลึกทางความคิดของ "ณัฐวุฒิ" หลังจากต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำถึง 9 เดือน

ส่วนความสัมพันธ์กับ "ทักษิณ ชินวัตร" นั้น "ณัฐวุฒิ" บอกว่าเขาเป็นคนที่เคารพและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ และถึงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป

...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ มีจุดยืนเคียงข้างประชาชน ผมก็ไปด้วย

...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเหนื่อยแล้วยอมแพ้ ขอหยุด ผมก็สู้ต่อ

...แล้วถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ไหวแล้ว ยืนอยู่กับประชาชนมันเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวดท้อแท้ ขอย้ายไปอยู่อีกข้างดีกว่า

"ผมก็จะสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

คมคายและคมชัดอย่างยิ่ง

ตามแบบ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"


(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ,ฉบับ 4-10 มีนาคม 2554)

ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย

ที่มา Voice TV



Voice Focus 4 มีนาคม 2554

- เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 15 มี.ค.
- บินไทยบินรับแรงงานลิเบียกว่า4,000คน
- ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย
เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 15 มี.ค.
เลื่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป เป็น 15 มีนาคมนี้ อ้างเอกสารฝ่ายค้านมีปัญหา ขณะที่นายกรัฐมนตรีย้ำไม่เกี่ยวกับการชุมนุมเสื้อแดง
บินไทยบินรับแรงงานลิเบียกว่า4,000คน
บริษัทการบินไทย จัดเที่ยวบินพิเศษไปรับแรงงานไทยเพื่ออพยพออกจากประเทศลิเบีย ระหว่างวันที่ 4-14 มี.ค. คาดช่วยเหลือการอพยพได้ประมาณ 4,000 คน
ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย
5 มีนาคม วันนักข่าว สะท้อนมุมมองของสื่อมวลชนที่มีต่อสื่อด้วยกันเอง พร้อมบทบาทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนิวมีเดีย

การดำเนินคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศและปัญหาสองสัญชาติ

ที่มา มติชน



ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ


ตามข่าวที่มีความพยายามจะฟ้องนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ให้พิจารณากรณีที่มีการสลายผู้ชุมประท้วงที่ราชประสงค์จนเกิดการสูญเสียจำนวน 91 ศพนั้น ได้มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวข้องทั้งเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและประเด็นเรื่องสัญชาติของนายกรัฐมนตรีที่ควรกล่าวถึง ดังนี้

1.หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายในประเทศ (Complementarity)


ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีลักษณะถาวรหรือประจำซึ่งต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศแบบเฉพาะคดี (ad hoc) อย่างที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทำขึ้นในยูโกสลาเวียและในรวันดา วัตถุประสงค์หลักของศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งสะท้อนในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศก็คือ เป็นศาลที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนศาลภายในของรัฐภาคีที่จะพิจารณาความผิดอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจก็ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ศาลภายในของรัฐ “ไม่เต็มใจ” (unwilling) หรือ “ไม่สามารถ” (unable) ที่จะฟ้องดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เท่านั้น การไม่เต็มใจนี้อาจหมายถึงรัฐนั้นไม่ยอมที่จะดำเนินคดีหรือรู้เห็นใจกับผู้ถูกกล่าวหา หรือต้องการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น ส่วนการไม่สามารถที่จะดำเนินคดีนั้น หมายถึงกรณีที่กระบวนการยุติธรรมภายในของรัฐนั้นล้มเหลว ตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจทำงานได้ เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาคอร์รัปชั่น หรือเกิดสงครามกลางเมือง เป็นต้น


ในแง่นี้ เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมีลักษณะเป็นเขตอำนาจเสริมศาลภายในเท่านั้นที่เรียกว่า Complementarity การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมิได้มีความมุ่งหมายที่จะมาแทนที่ ลบล้าง หรือตัดเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐ ในทางตรงกันข้าม ในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมกลับย้ำว่า เป็นหน้าที่ของทุกรัฐที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนเหนืออาชญากรรมระหว่างประเทศที่ได้กระทำขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลภายในของรัฐมีความผิดชอบเบื้องต้นที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนในการพิจารณาบรรดาอาชญากรรมร้ายแรงที่อยู่ภายในเขตอำนาจของตนก่อน ต่อเมื่อรัฐนั้นไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้ ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะเข้ามาพิจารณาคดี


ดังนั้น หากจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณากรณีของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ก็จะต้องมีการฟ้องที่ศาลของประเทศอังกฤษเสียก่อน ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศอังกฤษ “ไม่เต็มใจ” หรือ “ไม่สามารถ” ที่จะดำเนินคดีได้ จึงจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาต่อไปได้

2.ประเด็นเรื่องสองสัญชาติ


ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องสองสัญชาติ ซึ่งยังมีประเด็นย่อยๆอีกหลายประเด็น ดังนี้


ประเด็นแรก

การที่นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าตนเองถือสัญชาติอังกฤษนั้น จะมีผลต่อความเป็นไปได้ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่นั้น เรื่องนี้นักกฎหมายระหว่างประเทศเห็นเป็นสองแนว กลุ่มแรกเห็นว่า สัญชาติของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างแท้จริงกับรัฐเจ้าของสัญชาติที่รียกว่า “genuine link” กล่าวคือ หากผู้ถูกกล่าวหามีสองหรือมากกว่าสองสัญชาติ ก็จะต้องมีการพิสูจน์ว่า สัญชาติที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุด โดยอาจพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบกัน เช่น ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ ฯลฯ ส่วนกลุ่มที่สองเห็นว่า ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะถือสองสัญชาติหรือมากกว่าสองสัญชาติก็ตาม แต่ในเรื่องของการดำเนินคดีอาญานั้น ทุกสัญชาติมีความเท่าเทียมกันหมด กลุ่มนี้ใช้หลักความเท่าเทียมกันของสัญชาติที่เรียกว่า “the principle of equality”

ประเด็นที่สอง

ตามข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทำนองว่าในกรณีที่กฎหมายสัญชาติขัดกันนั้น ให้ถือกฎหมายสยามนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีกำลังกล่าวถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสี่ที่บัญญัติว่า “ ในกรณีใดๆที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม” ประเด็นที่สมควรทำความเข้าใจอย่างยิ่งก็คือ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยกับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายขัดกันอธิบายว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 เป็นกฎหมายที่ให้ศาลไทยเลือกใช้กฎหมายต่างประเทศได้ถูกต้องหากว่านิติสัมพันธ์ทางแพ่งหรือพาณิชย์มีองค์ประกอบต่างประเทศพัวพันเข้ามา กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชบัญญัตินี้ จำกัดเฉพาะเรื่องทางแพ่งหรือพาณิชย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาและกฎหมายมหาชนแต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างการจัดหมวดหมู่ของพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นมีเรื่อง สถานะและความสามารถของบุคคล หนี้ ทรัพย์ ครอบครัวและมรดก นอกจากนี้คำว่า “กฎหมายแห่งประเทศสยาม.” ในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตินี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า หมายถึง พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย.ศ. 2481 ไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ที่เป็นกฎหมายไทย


ประเด็นที่สาม


เรื่องการมีสองสัญชาติ ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และกฎหมายสัญชาติของนานาประเทศ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหลักไม่ห้ามให้บุคคลมีสองสัญชาติ (dual nationality) หรือมากกว่าสองสัญชาติ (multi nationality) เพียงแต่กฎหมายได้เปิดช่องให้บุคคลที่มีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติมีสิทธิที่จะสละสัญชาติได้ โดยการสละสัญชาตินั้นเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะสละหรือไม่สละก็ได้ ซึ่งต่างจากการถูกถอนสัญชาติ และขั้นตอนวิธีการสละสัญชาติใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาตินั้น ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีมีสัญชาติอังกฤษด้วยนั้นเหมาะสมมากน้อยเพียงใดหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
บทส่งท้าย


เรื่องเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) และการรับข้อเรียกร้องไว้พิจารณา (Admissibility of the claim) นั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อนด้วยความรอบ และเป็นประเด็นเทคนิคทางกฎหมายที่จะอาศัยความเข้าใจทั่วๆไปของคนธรรมดามาอธิบายไม่ได้ และที่สำคัญ ต้องแยก “ประเด็นทางกฎหมาย” กับ “ประเด็นทางการเมือง” ออกจากกันให้ชัด มิฉะนั้นแล้ว การนำเรื่องการเมืองไปปนกับกฎหมายจะทำให้หลักกฎหมายหรือเหตุผลทางกฎหมายไขว้เขวได้

กกต."สดศรี" สตรีสากล วิเคราะห์เกมปฏิวัติ-เพื่อไทย-ปชป. อ่านผู้หญิง-ชู้-และการไต่เต้าอำนาจ !

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



ผู้หญิงในสนามการเมือง มักถูกเปรียบเป็นไม้ประดับ

ผู้หญิงที่อยู่ในวงล้อมของผู้มีอำนาจ มักถูกโจมตีเรื่องชู้สาว

"สดศรี สัตยธรรม" ต้องพัวพันกับนักเลือกตั้งทั้งหญิง-ชาย

เธอเคยบอกว่า เป็นกรรมการตัดสินยุคนี้ลำบาก ต้องกลืนเลือด กลืนน้ำตา ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะราง

ในยุคที่สังคมยังแตกแยก ในวาระ วันสตรีสากล "สดศรี" ส่งสัญญาณกระเทือนทั้งกระดานอำนาจด้วยคีย์เวิร์ด "คิดว่าถ้าปฏิวัติได้ปฏิวัติเลย ไม่อยากให้มีเลือกตั้งเพราะเหนื่อยมาก"

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับเธอ ผู้หญิงที่ใช้สมอง-เหตุผล มองการเมือง

- การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ชุมนุมหรือไม่

ตราบใดที่ยังมีม็อบอย่างนี้ การหาเสียงของแต่ละฝ่ายก็คงมีปัญหา เช่น ประชาธิปัตย์จะไปหาเสียงทางภาคอีสานก็คงไม่ปลอดภัย หรือพรรคเพื่อไทยไปภาคใต้ก็คงไม่สะดวก แม้เขียนกฎหมายห้าม แต่หากไม่มีกลไกดูแล มี กกต.แค่ 2,000 กว่าคน ไม่มีมือไม้ ทหาร ตำรวจ หากเกิดเหตุรุนแรง กกต.จะจัดการยังไง หรือควรมีกฎหมายพิเศษให้ กกต.หรือไม่ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง

- วิเคราะห์แนวโน้มหลังเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวเป็นไปได้แค่ไหน

พรรคการเมืองระดับใหญ่มีการสำรวจฐานเสียงเขา ทราบมาว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือส่วนใหญ่จะเป็นพรรคเพื่อไทย สำหรับภาคใต้ก็เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นลักษณะแบบนี้เหมือนประเทศไทยแบ่งเป็น 3 ส่วน แน่นอนที่สุดคิดว่าเป็นรัฐบาลผสม

แต่ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียวคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าการคุมคะแนนเสียงไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งคงเป็นลักษณะเดียวกันกับของเก่าหลายพรรคด้วยกัน...พวกท่าน (นักการเมือง) ทำเพื่อบ้านเมืองหรือเปล่า พูดเรื่องอุดมการณ์กันหรือเปล่า ถ้าทำเพื่อประเทศชาติก็ไปได้ด้วยดี

- รัฐธรรมนูญใหม่เปิดช่องให้พรรคไหนได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สูงสุดมีสิทธิชิงตั้งรัฐบาล

ไม่เห็นด้วยที่จะเอาปาร์ตี้ลิสต์มาชี้วัด การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ปาร์ตี้ลิสต์สูงสุด แต่จำนวน ส.ส.เขตได้มาน้อย เราก็คงจะต้องดูว่าประชาชนเลือก ส.ส.พรรคไหนมากที่สุด สมควรเป็นตัวนำตั้งรัฐบาลหรือไม่ ส่วนปาร์ตี้ลิสต์เป็นระบบที่ไม่ต้องเหนื่อยแรงลงไปหาเสียงเหมือน ส.ส.ลงเลือกตั้งเขต ที่เข้าใจประชาชนมากกว่าปาร์ตี้ลิสต์ ที่มาจากนายทุน มีเงิน มีชื่อในปาร์ตี้ลิสต์ก็ได้แล้ว

ส.ส.ที่แท้จริงคือผู้ที่ไปสัมผัสกับประชาชน ท่านจะได้ไปรู้ความทุกข์สุขของประชาชนมากกว่าอาศัยคะแนนเสียงจากปาร์ตี้ลิสต์แล้วได้เป็น

- การแจกใบแดงมีผลต่อตัวเลข ส.ส.และการจัดตั้งรัฐบาล

หลังเลือกตั้งภายใน 30 วัน กกต.มีอำนาจแจกใบเหลืองใบแดง มีผลต่อการตั้งรัฐบาล แต่ส่วนใหญ่แล้วการสอบสวนจะทำไม่ทัน จึงต้องประกาศไปก่อนแล้วสอยทีหลัง เพราะสภาต้องเปิดหลังการเลือกตั้งไปแล้ว 30 วัน ฉะนั้นต้องเร่งระยะเวลานั้นให้เร็วที่สุด ต้องถามฝ่ายสืบสวนสอบสวนว่าไหวไหม ส่วนใหญ่แล้วไม่ทัน เว้นแต่จับได้คาหนังคาเขา แน่นอนว่าโดนใบแดงหรือใบเหลืองเลยเป็นอำนาจ กกต. ไม่ต้องส่งขึ้นศาล

- กกต.มักถูกกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ไม่ว่า กกต.หรือศาลวินิจฉัยอะไร ก็ต้องมีคนแพ้กับคนชนะ ซึ่งคนชนะก็จะชื่นชมว่ายุติธรรม ส่วนคนแพ้ก็จะบอกว่าไม่ยุติธรรม และเชื่อว่าคนตัดสินได้รับเงินรับทองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นของธรรมดา แต่ไม่เป็นธรรมกับผู้ตัดสิน กกต.โดนว่าตลอดเวลา

ตราบใดไม่ยอมรับกติกา เหมือนลงสนามแล้วไม่นับถือกรรมการ แทนที่กรรมการจะเป็นผู้ให้ใบแดงแต่กรรมการ กลับโดนใบแดงเสียเอง ไม่ให้ตัดสินแล้วการเลือกตั้งจะอยู่ได้ยังไง สังคมจะอยู่ได้ยังไง ถ้าเลือกตั้งไม่ได้ก็ต้องอยู่กันแบบเผด็จการ แล้วขณะนี้ กกต.ไม่ได้ตัดสินคนเดียว เพราะหลังเลือกตั้งไปแล้ว 30 วัน กกต.ต้องส่งไปให้ศาล ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาด่านสุดท้าย

- ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่

ตราบใดถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำให้บ้านเมืองภายในสงบ และมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ การเลือกตั้งก็ไม่อาจเป็นยารักษาโรคได้ แต่อาจจะทำให้เป็นแผลพุพองมากขึ้นด้วยซ้ำ รัฐบาลต้องแก้ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนและม็อบภายในประเทศ รวมถึงศึกสงคราม

- ประเด็นการยุบพรรคจะเป็นเงื่อนไขในการจัดโครงสร้างอำนาจ

ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. เพราะมีการร้องขึ้นมาว่า คนในพรรคเพื่อไทยเข้าไปอยู่ในกลุ่มม็อบ ทั้งม็อบ นปช. และคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ ทำให้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ จะเป็นเหตุยุบพรรคตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ. พรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งก็ต้องดูเพราะต่างฝ่ายต่างร้องเข้ามา

- ฝ่ายหนึ่งมักจะระบุว่าถูกปฏิบัติอย่าง 2 มาตรฐาน

ตอนนี้โดนทั้ง 2 พรรค ต่างฝ่ายต่างก็ร้อง...เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ต้องพิจารณาให้มีบรรทัดฐาน การที่นักการเมืองจะ อยู่ในม็อบได้หรือไม่หรือจะเข้าไปสนับสนุน ม็อบได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าต้องขึ้นศาลไหม หรือว่าจะให้อยู่ในชั้น กกต.ก็พอ

- คิดว่าผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นไหม

ไม่ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นก็มีนายก อบต. หรือนายก อบจ.เป็นผู้หญิงก็เยอะ หรือระดับชาติก็มี ส.ส.หญิง รัฐมนตรีหญิง แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสนใจการเมืองมาก ลบแนวความคิดเก่า ๆ ว่าการเมืองเป็นเรื่องผู้ชาย โดยเฉพาะลูกสาวของนักการเมืองจะสนใจการ เมืองมากกว่าลูกชายอาจเป็นเพราะการศึกษาสมัยใหม่

- ความเป็นผู้หญิงมีข้ออ่อนถูกโจมตีได้ง่ายหรือไม่

สิ่งที่จะถูกโจมตีคือเรื่องชู้สาว เรื่องทางเพศ เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีผู้หญิงเกินไป สังคมไทยมักเอาเรื่องเหล่านี้มาปนกับเรื่องความสำเร็จทางการงาน บางคนกล่าวหาคนอื่นว่าได้เป็นปลัด เป็นอธิบดีเพราะไต่เต้า ถ้าให้ความเป็นธรรมกับผู้หญิง และเปิดโอกาสให้ทำงานบ้านเมืองก็จะดี

ข้อได้เปรียบของผู้หญิง คือ เรื่องคอร์รัปชั่นมีน้อยมาก อาจเพราะเป็นเพศที่ใจไม่ถึงในเรื่องนี้ ผู้หญิงที่มาถึงจุดนี้มีความพร้อมอยู่แล้วทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษา

ในอนาคตเราอาจจะมีผู้หญิง เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ ขณะนี้มีรัฐมนตรีหญิง แต่ก็ถูกโจมตีว่าไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ซึ่งไม่จริง บางครั้งโดนเทคนิคทางการเมืองไม่ให้โอกาสเขาทำงานก็มี

- ในอดีตท่านถูกมองว่าเข้าข้าง คมช. ถูกโจมตีทั้งตัวท่านและลูกสาว

คนที่ไม่ได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีคงไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อตัวเองตกอยู่ในฐานะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหญิงหรือชายก็ทนไม่ได้ เพราะลูกเราทำผิดอะไร ทำไมถึงเอามาเกี่ยวข้อง

ที่จริงไม่ได้เข้าข้าง คมช. แต่ในอดีตคงมีเงื่อนไขให้เกิดการยึดอำนาจ การปฏิวัติครั้งนั้นประชาชนให้ดอกไม้ ไม่ได้ลุกฮือเหมือนในปัจจุบันที่ต่อต้านการปฏิวัติ อย่างไรก็ตามถ้าปฏิวัติเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง มีการฆ่าแกงประชาชน ไม่ว่าจะทำโดยทหารกลุ่มไหน เราก็ไม่เห็นด้วยแน่นอน

ส่วน กกต.จริง ๆ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เขาลากไปว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการ เมือง เมื่อโจมตีแม่ไม่ได้ก็ไปโจมตีลูก

หลายครั้งเราคิดว่ามาทำกับเราคนเดียวดีกว่า ทุกคนก็รักลูกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวย คนจน ผู้ดี หรือไพร่ แล้วสิ่งที่เราทำมันผิดไหม

ตอนเป็นผู้พิพากษาไม่เคยมีใครมา ยุ่งโจมตีกับลูกสาว แต่พอมาเกี่ยวข้องกับการเมือง เหมือนเขาทำอะไรแม่ไม่ได้ก็มาทำกับลูก ซึ่งเรามีลูกอยู่คนเดียวและเป็นผู้พิพากษาด้วย คิดว่าการชกควรจะชกตัวต่อตัว อย่าไปเอาคนอื่นมายุ่ง มันไม่แฟร์ ต่อไปข้างหน้า ผู้หญิงที่ลงการเมืองต้องไม่มีลูก ไม่แต่งงาน ต้องการอย่างนั้นหรือเปล่า

กกต."สดศรี" สตรีสากล วิเคราะห์เกมปฏิวัติ-เพื่อไทย-ปชป. อ่านผู้หญิง-ชู้-และการไต่เต้าอำนาจ !

ที่มา มติชน



ผู้หญิงในสนามการเมือง มักถูกเปรียบเป็นไม้ประดับ

ผู้หญิงที่อยู่ในวงล้อมของผู้มีอำนาจ มักถูกโจมตีเรื่องชู้สาว

"สดศรี สัตยธรรม" ต้องพัวพันกับนักเลือกตั้งทั้งหญิง-ชาย

เธอเคยบอกว่า เป็นกรรมการตัดสินยุคนี้ลำบาก ต้องกลืนเลือด กลืนน้ำตา ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะราง

ในยุคที่สังคมยังแตกแยก ในวาระ วันสตรีสากล "สดศรี" ส่งสัญญาณกระเทือนทั้งกระดานอำนาจด้วยคีย์เวิร์ด "คิดว่าถ้าปฏิวัติได้ปฏิวัติเลย ไม่อยากให้มีเลือกตั้งเพราะเหนื่อยมาก"

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับเธอ ผู้หญิงที่ใช้สมอง-เหตุผล มองการเมือง อ่านบทสัมภาษณ์นับจากบรรทัดนี้ถัดไป

คลิกอ่านรายละเอียด

คลิปวิดีโอ บก.ลายจุดนัดทำ "Flash Mob"ตะโกนลั่น"ดีเอสไอ"

ที่มา มติชน







รับชมข่าว VDO

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์นัดรวมตัวทำ" Flash Mob" ที่หน้าตึกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อตะโกนคำว่า "หน้าที่ของข้าราชการ คือ ต้องรับใช้ประชาชน" ซึ่งเป็นคำฮิตและติดปาก ที่เกิดขึ้นในละครเรื่อง "คู่เดือด" นำแสดงโดย "ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ" โดย บก.ลายจุด ได้เขียนลงในเฟซบุ๊คเพื่อขอให้เพื่อนๆ สมาชิกช่วยกันกระจายข่าว บอกต่อๆกันไป ซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมกิจกรรม" Flash Mob" โดยมีเป้าหมายเพื่อโจมตีการทำหน้าที่ของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

นายสมบัติระบุว่า เหตุที่ต้องตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าดีเอสไอ เพราะนายธาริตไม่ได้ทำงานรับใช้ประชาชน แต่รับใช้รัฐบาล ทำให้คดีฆ่าประชาชนไม่คืบหน้า

เลื่อนวัน"เปิดเขียง"ใครได้ใครเสีย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



แรกเริ่มเดิมที พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันให้เปิดซักฟอกวันที่ 9 มี.ค.

แต่หลังฝ่ายค้านยื่นญัตติ มีความเคลื่อน ไหวจากพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้เป็นวันที่ 15 มี.ค.

ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย กระแสหนึ่งระบุเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยยังไม่พร้อม บ้างว่าหนีม็อบ เลี่ยงงานระดมทุนของพรรคชาติไทยพัฒนา

รวมถึงการถอยของรัฐบาลเพื่อตั้งหลัก หาข้อมูลหักล้างข้อกล่าวหา

ที่สุดแล้วการเลื่อนวันซักฟอก ใครได้ประโยชน์



ธนิตพล ไชยนันทน์

เลขานุการวิปรัฐบาล


การอภิปรายที่เลื่อนวันออกไป เนื่องจากวิปรัฐบาลได้ไปพูดคุยกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทราบข้อมูลว่าขณะนี้ฝ่ายเลขาธิการสภาฯ กำลังตรวจลายมือชื่อส.ส.ที่ลงชื่อรับรองญัตติ และมีเรื่องของเอกสาร เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดในส่วนการเปิดอภิปรายที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. สภากำลังดูในข้อกฎหมายว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านกล่าวหานายกฯ และรัฐมนตรีแต่ละคนมีเรื่องที่เกี่ยวข้องและต้องนำส่ง ป.ป.ช.หรือไม่ ต้อง ตรวจสอบไม่เกิน 7 วัน จากนั้น ส่งให้ประธานสภา บรรจุระเบียบวาระ

เรื่องวันเปิดอภิปราย ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องทำตามกฎหมาย

ส่วนการเลื่อนวันอภิปรายออกไป รัฐมนตรีไม่น่าจะมีข้อได้เปรียบอะไรมากมาย เพราะสุดท้ายก็อยู่ที่ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายนำเสนอ การเลื่อนวันอภิปรายออกไปฝ่ายค้านจะได้มีเวลาตรวจสอบข้อมูล และหาข้อมูลได้นานขึ้น

กระแสข่าวเลี่ยงงานระดมทุนของพรรคชาติไทยพัฒนา วันที่ 12 มี.ค. ก็คงไม่เกี่ยวกัน เพราะการจัดงานระดมทุนพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นก็มี เป็นเรื่องปกติ และคิดว่าวุฒิภาวะของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา คงแยกออกระหว่างงานสภากับงานพรรคร่วมรัฐบาล จึงไม่คิดว่าจะเลื่อนด้วยเหตุผลกับงานที่ไม่เกี่ยวกับงานสภา อาจเป็นการตรวจสอบที่อยากให้ละเอียดรอบคอบมากกว่า

และคงไม่เกี่ยวกับการชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค. เช่นกัน เพราะถ้าเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ไม่ต้องหลีกเลี่ยงอะไร และฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าเตรียมการรับมือได้อยู่แล้ว



น.พ.อลงกต มณีกาศ

โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน


ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันที่ 9-12 มี.ค. หรือวันที่ 15-18 มี.ค. รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เสียเปรียบ หรือได้เปรียบแต่อย่างใด เพราะคงมีการเตรียมความพร้อมเพื่อตอบข้อซักถามไว้ทุกกรณีอยู่แล้ว ยกเว้น เรื่องน้ำมันปาล์มที่อาจจะเหนื่อยหน่อย

ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่การอภิปรายครั้งก่อนพรรคเพื่อแผ่นดินโหวตสวน ลงมติไม่ไว้วางใจ เนื่อง จากพรรคภูมิใจไทยตอบข้อซักถามไม่เคลียร์ ครั้งนี้พรรคเพื่อแผ่นดินก็ต้องรอดูว่า การอภิปรายในสภาจะเป็นอย่างไร

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดช่วงไหน คนที่เป็นรัฐมนตรีตัวจริงก็คงสามารถตอบได้ทุกเรื่อง ไม่มีปัญหา ให้อภิปรายพรุ่งนี้เลยก็ยังได้ แต่สำหรับคนที่เป็นรัฐมนตรีนอมินี คงลำบาก เพราะจะต้องมีคนเขียนสคริปต์ตอบข้อซักถามในสภาให้ ก็คงจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเหมือนกัน

การเลื่อนวันอภิปราย ความจริงรัฐบาลคงอยากชี้แจงประเด็นปัญหาต่างๆ ให้กระจ่างโดยเร็ว แต่คงกลัวการชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่บังเอิญกำหนดวันชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.

ส่วนเหตุผลที่เลื่อนเพราะ 4 รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ยังไม่พร้อม ผมไม่ทราบต้องไปถามวิปรัฐบาล แต่คิดว่ารัฐมนตรีคนใดที่ทุจริตจะใช้เวลาในการเตรียมข้อมูลเท่าไหร่ก็คงไม่พอ เพราะข้อเท็จจริงยังไงก็ต้องปรากฏ

แต่คงไม่เกี่ยวกับเลื่อนวันอภิปรายเพราะไปตรงกับวันที่พรรคชาติไทยพัฒนา จัดงานระดมทุน คิดว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวข้องกัน ระดมทุนก็ส่วนระดมทุน คนที่คิดจะซื้อโต๊ะที่ได้ข่าวว่าราคาถึง 2 ล้านบาท เขาก็คงไม่ตัดสินใจภายในวันที่ 12 มี.ค. วันเดียวหรอก เขาคงคิดล่วงหน้าไว้ถึง 2 สัปดาห์แล้ว



พีระเดช ศิริวันสาณฑ์

ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา


ช่วงเวลาวันอภิปรายจะเป็นเมื่อไหร่ คิดว่าไม่ค่อยมีผลเท่าใดนัก เพราะรัฐบาลพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว ความจริงยื้อไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและยิ่งจะเสียเปรียบด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้ฝ่ายค้านเตรียมตัวและเตรียมข้อมูลได้มากขึ้น

ส่วนกระแสข่าวพรรคชาติไทยพัฒนาขอให้เลื่อนเพราะติดงานระดมทุน ไม่น่าจะเกี่ยวกัน พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้ขอเลื่อนและคงไม่ใช่ประโยชน์ของเราโดยตรงที่ต้องไปออกตัวขนาดนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคไม่กี่เสียง คงไม่เป็นผล เชื่อว่าคงอยู่ที่พรรคใหญ่คุยกันเองมากกว่า

เรื่องนี้ยิ่งลากยาว ยิ่งแย่ ทำให้เหลือเวลาให้ฝ่ายค้านมากขึ้น รัฐบาลก็ยิ่งจะกดดันมากกว่า หลังอภิปรายเสร็จรัฐบาลเสียอีกที่ต้องพยายามแก้ไข เพื่อให้คะแนนโดยเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ ให้ได้มากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นรัฐบาลไม่น่าเพลี่ยงพล้ำ ก็ต้องดูที่ข้อมูล ถ้าข้อมูลแน่นกระแสสังคมคงกดดัน ซึ่งไม่ใช่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะตะบี้ตะบันเกาะกันไว้

ส่วนกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่าหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จแล้วนายกฯ จะยุบสภาหนีทันที นิสัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่คนที่จะหนีอะไรอยู่แล้วและก็ผิดหลักการของคนพรรคประชาธิปัตย์ด้วย



ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ

ประธานส.ส. พรรคภูมิใจไทย


การเลื่อนวันอภิปราย คงไม่ใช่เพราะกระแสข่าวเลื่อนเพราะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ไม่พร้อม ผมได้คุยกับประธานชัย ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว ท่านบอกว่าที่เลื่อนเพราะการส่งเอกสารบรรจุวาระการประชุมถึงประธานสภาฯ มันช้า ประกอบกับขณะนี้ถ้ารีบเร่งบรรจุวาระคงไม่ทันการณ์ ประเด็นอยู่เพียงเท่านี้

จากการสอบถามรัฐมนตรีของพรรคทุกคน ขณะนี้มีข้อมูลเตรียมพร้อมไว้ครบแล้ว ถือเป็นธรรมดาของรัฐมนตรีที่ต้องมีความพร้อมจะชี้แจงได้ทุกเรื่อง ตรงกันข้ามกลับเป็นผลดีแก่พรรคฝ่ายค้านด้วยซ้ำ ที่จะมีเวลาหาข้อมูล

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า นายเนวิน ชิดชอบ ส่งสัญญาณไปยังประธานชัย เลื่อนวันอภิปรายก็ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวิน ไม่ได้เข้ามายุ่งอะไรด้วย เพียงแต่กำชับรัฐมนตรีทุกคนให้เตรียมความพร้อมไว้เท่านั้น

กระแสข่าวที่ถาโถมมายังพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด เป็นเจตนาที่ต้องการดิสเครดิต ซึ่งพรรคชินเสียแล้ว เพราะคนภายนอกเห็นพรรคเราเป็นพรรคเข้มแข็งและอบอุ่น การโจมตีอะไรต่างๆ เกี่ยวกับการเมืองก็ต้องมาลงที่พรรคภูมิใจไทย มั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายช่วงไหน เวลาใด ในพรรคพร้อมชี้แจงทุกเรื่อง 100%

ผลได้หรือผลเสียต่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะรัฐมนตรีในพรรคทุกคน ไม่ได้ทำอะไรเสียหายต่อกระทรวงที่รับผิดชอบ และรัฐมนตรีของเราทุกคนมีข้อมูลพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว



วิทยา บุรณศิริ

ประธานวิปฝ่ายค้าน


เท่าที่ดูว่าเหตุผลของการเลื่อนวันอภิปราย คงเป็นเพราะความไม่พร้อมของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ระบุตลอดว่ามีความพร้อม ประเด็นจึงอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย

ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา เวลานักมวยจะชกกันก็ต้องมีการให้เวลาเตรียมตัวกันบ้าง อย่าไปอิจฉาเขาที่มีเวลา หน้าที่ของเราคือทำให้ตัวเองพร้อมไว้ก่อน แล้วจริงๆ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมเสมอ พร้อมตั้งแต่ยื่นญัตติแล้วด้วยซ้ำ

เมื่อเวลามีให้มากขึ้นขนาดนี้ก็ต้องดูว่ามวยที่จะชกกันจะชกกันสมราคาหรือไม่



พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

โฆษกพรรคเพื่อไทย


ที่เลื่อนออกไปเพราะอยากจะลอกข้อสอบ ล้วงตับฝ่ายค้านว่ามีอะไรบ้าง อ้างว่าลายมือชื่อของ ส.ส.ไม่ตรงกัน ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะอย่างไรจำนวนส.ส. เข้าชื่อเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว

ที่มีข่าวเลื่อนไปอีกสัปดาห์ เพราะนายเนวิน ชิดชอบ ขอให้นายชัย ชิดชอบ ชะลอการบรรจุญัตติออกไป เพราะรัฐมนตรีไม่มีความพร้อม เก่งแต่ปาก น่าผิดหวังกับวิปรัฐบาลที่กำลังเล่นเกมในการโกงข้อสอบล่วงหน้า สะท้อนวิชามารทางการเมืองทั้งที่การอภิปรายครั้งนี้เป็นยกสุดท้ายแต่ก็ยังตุกติก

รัฐบาลประมาทนึกว่าฝ่ายค้านไม่มีอะไร แต่เมื่อเห็นรายละเอียดในญัตติถอดถอนก็เลยตกใจเพราะมีข้อมูลใหม่ที่รัฐบาลนึกไม่ถึง อย่างกรณีของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเตท ที่ไม่เคยปรากฏในสื่อทำให้รัฐบาลตั้งหลักไม่ทัน

จึงหวังใช้กลเกมขอประวิงเวลาออกไป เพื่อรอดูข้อสอบของฝ่ายค้านและหาข้อมูลในการตั้งรับ

ศึกชี้ชะตา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เป็นอันว่าวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านตกลงกัน

ถึงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีรวม 10 คน ว่าจะให้อภิปรายกันแบบจุใจ 4 วัน

ส่วนจะเป็น 4 วันไหน 9-12 มี.ค. ตามที่ฝ่ายรัฐบาลคุยว่าพร้อม หรือยื้อเป็นสัปดาห์ถัดไปตามที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอ ต้องให้ท่านประธาน ชัย ชิดชอบ ตัดสินอีกครั้ง

ภายใน 4 วันนี้ จะแบ่งเป็นฝ่ายค้านได้อภิปราย 40 ชั่วโมง รัฐมนตรีชี้แจง 20 ชั่วโมง และเผื่อเวลาสำหรับการประท้วงอีก 6 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 66 ชั่วโมง

นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเห็นตรงกัน

ถ้าดูจากเนื้อหาตามที่ฝ่ายค้านวางกรอบไว้ 3 ประเด็น คือ การสลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค. 53 ที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก การทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาล และการบริหารงานผิดพลาดบกพร่อง

การอภิปรายครั้งนี้น่าจะดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้ครั้งไหนๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายมีขึ้นใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รัฐบาลยืนยันว่าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายน่าจะใส่กันไม่ยั้ง

แต่ที่พูดกันมากคือฝ่ายค้านไม่ได้หวังผลโค่นล้มรัฐบาลให้ได้ในทันทีทันใด แต่คงต้องการจะฝากรอยแผลให้รัฐบาลติดตัวไปลงสนามเลือกตั้ง

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็อ่านเกมของฝ่ายค้านออกเช่นกันและเตรียมพร้อมรับมือมาอย่างดี

เอาเป็นว่าต่างฝ่ายต่างรู้ว่าในจังหวะการเมืองเข้าสู่ปลายยกสุดท้าย ใครพลาดพลั้งโอกาสจะเรียกคะแนน คืนคงยาก

อย่างไรก็ตามจากบรรยากาศโหมโรง เกทับกันไปมาระหว่างนี้ เซียนการเมืองยังไม่กล้าให้ราคาว่าใครเป็นต่อหรือใครเป็นรอง

เพราะดูฟอร์มแล้วต่างฝ่ายต่างมั่นอกมั่นใจ

การที่ฝ่ายรัฐบาลแสดงความพร้อมให้สภาเปิดอภิปรายโดยเร็ว น่าจะเป็นการหวังผลทางจิตวิทยาในการข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

ส่วนซีกฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าทีมอภิปรายน่าจะทำการบ้านมาอย่างดี เนื่องจากครั้งนี้ไม่เพียงเป็นศึกชี้ชะตาอนาคตของพรรค

แต่ยังเป็นการชี้ชะตาตัวนายมิ่งขวัญเองด้วย ว่าจะ โชว์ฟอร์มสมฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่

66 ชั่วโมงหลังระเบิดศึกจะเป็นคำตอบ

ระหว่าง "เฮียมาร์ค-เฮียมิ่ง" ใครจะอยู่ใครจะไป

ใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ดถ้าโลกนี้มีความยุติธรรม ก็ไม่น่าจะถามอีกต่อไปยกเว้นที่นี้ไทย

ที่มา thaifreenews

โดย kajokkub

เคยเขียนไปหลายครั้งแล้ว ถามว่าตลอดเวลาทุกวันที่เสื้อแดงชุมนุมอยู่นั้น เซ็นทรัลนั้นแหละคือส่งกวนใจของคนอยากปราบเสื้อแดง อยากให้เสื้อแดงเลิกชุมนุม เพราะเสื้อแดงอยู่ชุมนุมได้ เพราะมีเซ็นทรัลให้ความมีมนุษยธรรมต่อมนุษย์ด้วยกันมากที่สุดเท่าที่ ธุรกิจเอกชนจะทำได้




ภาพเสื้อแดงสามารถเข้าไปนั่งในลานหน้าห้างเซ็นทรัลฯอย่างสะดวกสบายขณะชุมนุม


ดังนั้นพอจะเห็นแล้วว่า ใครละที่ไมพอใจเซ็นทรัล ก็ต้องเป็นฝ่ายอำมาตย์และรัฐบาลเองต่างหาก และธุรกิจได้ที่ไม่ต้อนรับประชาชนตาดำๆที่มาเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย ก็แสดงว่าธุรกิจนั้นเกลียดประชาชน ก็แน่นอนคิดไปได้ว่าพวกนี้ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เสื้อแดงหายไป เพราะเมื่อจิตใจพวกมันไม่เป็นมิตรก็แสดงว่าเป็นศัตรูไปแล้ว50%

อำมาตย์ รัฐบาล และนักธุรกิจที่สนับสนุนรัฐบาลในแถบนั้น นั้นแหละคือตัวการ ชี้หน้าได้เลย

ไม่ใช่เซ็นทรัล ถ้าเสื้อแดงทำอะไรกับเซ็นทรัล แสดงว่ามันชั่วสุดๆ แน่นอนตัดปัญหานี้ไปเลย
เพราะเสื้อแดงด้วยกันเองรู้กันเองว่า พวกเรา ไม่ใช่คนเลวชั่วแบบนี้

ถ้าจะหาทางกำจัดเสื้อแดงให้พ้นไปจากที่นั้น ก็คือต้องกำจัดเซ็นทรัล!!!

และเชื่อว่า ใครละ จะสามารถชุมหัวเลวๆร่วมกัน เพื่อหาทางกำจัดคนเสื้อแดง และเซ็นทรัลได้

และเชื่อว่าในการร่วมหัวกันกำจัด จะต้องมีคนเสนอว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2ตัว
คือปราบเสื้อแดงด้วยความรุนแรงและเร็ว (แกนนำกล่าวหน้าเวลาไม่ทันระเบิดมาถึงเวทีแล้ว) แสดงว่า
พวกนี้ได้รับคำสั่งให้ทำแบบนี้ ส่วนจะมีการตายของคนเสื้อแดงเท่าใดนั้น พวกคนสั่งปราบ ขอถนนคืน
มันไม่คิดแน่นอน (เคยได้ยินยอดว่า ตายเป็น 1000 ก็ต้องทำ)

และอีกเช่นกัน การที่ยิงเสื้อแดงให้ออกจากที่นั้น สวนมากเป็นหญิงด้วย นาทีนั้น ใครจะมีอารมไปค้นอุปกรณ์มาเผา
และถ้าเป็นเสื้อแดงจะเตรียมพร้อมอุปกรณ์เผาขนาดใหญ่นั้นได้อย่างไร หรือจะนำไปซ้อนไว้ที่ไหน

และคนที่จะลงมือ ต้องมีอำนาจที่จะขอข้อมูลจากหน่วยรักษาความปลอดภัยในห้างเซ็นทรัลเองว่ามีกำลังเท่าไหน อย่างไร
เพื่อจะหาทางนำกำลังคนมาบีบ ถ้าไม่เป็นผลก็อาจจะฆ่าต่อไป

และจากเหตุการณ์จริงๆที่รับทราบกันทั้วโลกว่า การปราบยิงฆ่ายิงกราด ยิงกดไม่ให้ใครโงหัวขึ้น ในพริบตาคนเสื้อแดงหาย
ไปจากพื้นที่นั้น ยกเว้นคนตาย และในเสี่ยววินาทีนั้น มีภาพทหารกำลังติดอาวุธครบมือเข้ายึดสถานที่บริเวณนั้นทั้งหมดไว้ได้
และที่สำคัญภายในห้างนั้น ถูกทหารปิดล้อมไม่ให้คนเข้า ให้แต่คนออก (เพิ่งมาทราบอีกทีว่า มีกำลังติดอาวุธหนักบีบให้ หน่วยรปภ.ห้างออกให้หมด) ก็ใช่เวลานานพอสมควรจากเสื้อแดงสลายไป ค่อยมีไฟไหม้ตามมา ส่วนอีกกองกำลังก็ทำเป็นไปค้นหาเจออาวุธเพียบ ก็มีเวลามากพอที่จะขนอาวุธทั้งหมด(เอามาทั้งประเทศ เครื่องบิน เรือรบ ก็น่าจะเอามาเล่นแผนนี้ได้)ลงจากรถหุ้นเกาะไปวางให้ตัวเองค้นเจอ เพราะมีแต่พวกเดียวกันทั้งหมดที่นั้น




ภาพทหารคุมพื้นที่รอบไว้หมด..สงสัยไหมว่า ทำไมทหารจึงยึดพื้นที่ห้างเซ็นทรัลฯแทนที่จะไปปกป้องห้างเกษรมากกว่า
ถ้าจะคิดว่าเสื้อแดงจะเผาทำลาย






ภาพ มีคนถามว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายใด ชุดดำถือวิทยุสีแดง นี้แหละเป็นคนบีบให้ รปภ.ห้างและคนข้างใน ออกมาให้หมด
ก่อนมีไฟไหม้ มีทั้งภาพมันคุมสั่งให้ รปภ.ออกมา ภาพนี้มันพาทหารเข้าไปค้นในห้างด้วย ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใครชุดดำด้วย
คงไม่ใช่การ์ดแดงแน่นอน การ์ดแดงคงไม่อยู่กับทหารได้
-
-
ตามแผนนี้ คนสั่งปราบ และคนที่เกลียดคนเสื้อแดงที่สุด ก็จะได้ฆ่านก 2 ตัวไปพร้อมกัน คือฆ่าปราบเสื้อแดง และกำจัดสั่งสอน
ห้างเซ็นทรัลฯ ไปในตัว บังอาจเป็นพันธมิตรกับเสื้อแดง ให้พื้นที่ชุมนุมและอำนวยความสะอวดเรื่องห้องน้ำห้องทาตลอดการชุมนุม
ถามว่าใคร อยากกำจัดเสื้อแดง คนพวกนี้แหละอยากจัดการห้างเซ็นทรัลฯ
แผนปราบแดงให้รุนแรงรวดเร็ว ต่อด้วยเผาเซ็นทรัลฯ แล้วสร้างเรื่อง ให้เสื้อแดงนี้แหละเป็นคนเผาเซ็นทรัลฯ!!

พวกมันก็กล่าวหาเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองจนวันนี้ เสื้อแดงเผาจริงคือยางรถยนบนถนนเท่านั้น และวิธีนี้ถือว่าเป็นหลักสากลของประชาชนมือเปล่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างเกาะกำบังซ้อนเล้นให้พวกตน จากกระสุนปืน โดยใช้ควันเท่านั้น
ส่วนภาพที่เห็น ผู้กล้าเหล่านี้ กล้าพอที่จะต่อสู้กับปืนความเร็วสูง พร้อมจะแหวกอากาศมาเจาะกระโหลก มีเพียงหนังสติ๊กเป็นหลัก .....ถามว่า ถ้าพวกเขามีปืนจริงๆ จะเอาหนังสติ๊ก มาเล่นทำไม แลกกันตายไป2 ฝ่าย แบบประชาชนลิเบียไม่ดีกว่ารึ

.......ถ้ายิ่งขืนปรากฏว่า เสื้อแดงยังเป็นคนเผา เป็นคนฆ่าทหารอยู่...แผ่นดินนี้ก็ไม่น่าจะเจริญไปจากวันนี้แล้ว คือโง่สุด..ทางสมอง บกพร่องทางความถูกต้องยุติธรรม แล้วละ...









เสื้อแดงถ้าจะเผามันทำได้แค่เผายางเพื่อเป็นม่านกำบังตัวที่เป็นเนื้อหนังจากลูกปืนจากภาษีตัวเองเท่านั้น ถือเป็นแนวทางสากลสำหรับประชาชนไม่มีอาวุธที่จะทำได้ เป็นภาษาทั่วเดียวทั่วโลก

ร้อนทนได้แต่ทนเห็นเผด็จการกดขี่ข่มเหงประชาชนไม่ได้

แม้จะมีบางคนอาจลืมตัวไป ลืมว่ารถที่ใช้อยู่ไม่ได้หุ้มเกาะอะไรเลย



สู้จนหมดแรง ของนักกล้า

อาวุธหาได้เท่านี้ บั๊งไฟเล็ก

ส่วนนี้อาวุธหนักสุดแล้วละ ประทัดยักย์ใส่ยิงจากท่อเหล็ก เท่าที่จะหาได้

ส่วนท่านนี้ หมดทางหาอาวุธเครื่องทุนแรงใดๆ ก็หาได้เท่าที่มีติดตัวมานี้แหละ แต่เสี่ยงไปน่ะครับ ไม่มีอะไหล่
-
-
-
พวกเขาสู้อยู่กับอะไร...อาวุธแบบไหนกันแน่

กำลังติดอาวุธ ไม่ควรเรียกว่าทหารเพราะนั้นมีเกียรติเกินไป
มีอาวุธร้ายแรงในมืออยู่ในมือคนไร้จิตสำนึก นั้นคึอประชาชน
แต่มันก็ขอทำตามคนสั่ง ก็พอ...สัตว์นรก

เห็นคลิปของคุณแมวอ้วนอ้วนที่หน้า DSI แล้ว อยากเห็นที่หน้าศาลยุติธรรมด้วย

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ดีมากครับ อย่างน้อยก็คงกระตุ้นต่อมสำนึกของข้าราชการบางคน (ยกเว้นนายธาริต ที่คงไม่มีต่อมสำนึกแต่อย่างใด) ผมเชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่ก็คงมีจิตสำนึกที่ดี แต่มันมีข้าราชการเลวๆ บางคนที่เป็นใหญ่เท่านั้น อันที่จริงระบบราชการนั้นทำงานโดยข้าราชการระดัีบกลางประมาณ ซีหกซีเจ็ด ที่ต้องลงมืปฎิบัตืจริง ให้ได้เนื้องานออกมา ทั้งหนังสือ และสำนวนต่างๆ การกระตุ้นต่อมสำนึกอย่างนี้น่าจะเกิดประโยชน์ ให้ข้าราชการเหล่านี้ได้สำนึก อธิบดีแบบธาริต จะซ่าส์อย่างไร หากข้าราชการระดับปฎิบัติเฉื่อย หรือไม่มีใจให้เสียแล้วมันก็ยากที่จะทำงานสำเร็จ และโดยมากข้าราชการเก่งๆ ฉลาดก็มักมีจิตสำนึกสูง พวกที่ประจบสอพลอ ส่วนใหญ่ก็ไม่ฉลาดพอที่จะทำงานที่มีคุณภาพดีได้ ยิ่งนายธาริต ใกล้เกษียณก็คงยากที่จะบีบใครให้ทุ่มเทให้ได้ ตำแหน่งมันก็๋มีให้คนไม่กี่คน หากไม่มีคุณธรรมยากที่จะหาคนร่วมมือทำงานที่ดีให้ได้

สำนวนของดีเอสไอ จึงบกพร่อง จนเกิดช่องโหว่มากมาย ผมเดาว่าคนเก่งๆ เข้าไม่ทำงานให้ มีแต่พวก สอพลอ ทำงานให้ ดังนั้นผลงานดีเอสไอจึงมีแต่คารมปากของนายธาริต


ผมอยากให้ บก.ลายจุดนัดพวกเราเสื้อแเดงไปพร้อมกันที่หน้าศาลฎีกา แล้วตระโกนว่า "หน้าที่ของผู้พิพากษาคือนำความยุติธรรมมาสู่แผ่นดิน"

ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่คนจำนวนมากไปชี้หน้าตะโกนหน้าศาล ดังนั้น มันคงกระตุ้นต่อมสำนึกของผู้พิพากษา ไม่ให้มีสองมาตรฐานกันได้บ้าง

กลยุทธ์การจู่โจมไปที่จิตใจ น่าจะพอมีผลบ้างนะครับ ให้มันถึงตัว ถึงหน้าบ้านผู้พิพากษาส่วนใหญ่จริงๆ

เหมือนที่ไปชี้หน้าตะโกนที่ดีเอสไอ มันถึงหน้าบ้านของข้าราชการเหล่านี้ ให้พวกเขาทั้งหมดได้อาย เพราะก่อนๆ มามันก็มีแต่นายธาริต สัมภาษณ์ ข้าราชการอื่นๆ ในกรมนี้แม้จะรู้สึกแต่มันก็ไกลตัว ไม่ได้เกี่ยวข้อง

การมีประชาชนไปชี้หน้าตะโกนด่าหน้าสำนักงานมันจะสะเทือนไปยาวนานในประวัติศาสตร์ของกรมนี้

อย่างน้อยผมเชื่อว่า่ข้าราชการอื่นๆ ลับหลังนายธาริต ก็คงด่าเสียๆ หายๆ หรือเกิดคลื่นใต้น้ำขนาดใหญ่ในกรมเป็นแน่

ผมไม่เชื่อว่าข้าราชการทั้งกรม จะเลวระยำคิืดแบบเดียวกันหมด

้เพราะคนอื่น ๆ คงไม่ได้เป็นใหญ่เพราะนายสุเทพ ตั้งมา หรือได้ประโยชน์จากนายสุเทพ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เลือกกันได้ ก็เลือกไป ไม่เคยว่า
เห็นน้ำหน้า ความระยำ ที่ทำไว้
หากเห็นดี เห็นงาม ก็ตามใจ
ขอเชิญไป เลือกมัน อย่าหวั่นกลัว....

ประเทศชาติ ชิบหาย มลายสิ้น
เพราะเล่ห์ลิ้น สามานย์ สันดานชั่ว
กู้มาโกง กันเพลิน จนเกินตัว
หนี้ท่วมหัว สูงสุด อย่าหยุดมัน....

คอรัปชั่น กินเมือง เรื่องบัดซบ
ทำเลี่ยงหลบ กลบมิด สนิทนั่น
บริหาร ไร้น้ำยา บ้าตามกัน
เชิญเลือกมัน เข้ามาอีก อย่าหลีกไป....

แถมพูดดี มีเส้น เป็นตัวหนุน
คราบนักบุญ แสนเลว สุดเหลวไหล
สั่งฆ่าคน ให้เห็น ไม่เป็นไร
เชิดหน้าได้ เต็มที่ ไม่มีเกรง....

ยุคข้าวยาก หมากแพง แรงถดถอย
นั่งตาปรอย ถูกเหยียบย่ำ ซ้ำข่มเหง
ทำสามหาว เก่งกล้า ท่านักเลง
แล้วอวดเบ่ง สัปดน เป็นคนพาล....

การค้าขาย เคยเฟื่องฟู อย่างรู้แจ้ง
กลับสำแดง โง่เง่า อย่างห้าวหาญ
เป็นสนาม รบพลัน ด้วยสันดาน
เชิญพวกมาร เลือกเข้ามา ช้าอยู่ใย....

๓ บลา / ๕ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คลิ๊ป Vdo Flash mob หน้าDSI วันนี้(4-02-54)

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุด
ร่วมกับพี่น้องประชาชนรวมตัวที่หน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ
เพื่อบอกกล่าวให้อธิบดีนายธ่ริต เพ็งดิษฐ์ พึงรู้ว่า
"หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน"
"หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน"
"หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน"

เริ่มเวลาบ่ายโมงเศษวันที่ 4 มีนาคม 2554

ผลพิสูจน์ชี้ชัด โดนยิงหัวยี่สิบศพจากเก้าสิบเอ็ดศพ

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan

ผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
มีข้อสังเกตุว่าศพถูกยิงที่ศรีษะมีถึง 20 ศพจากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 91 ศพ บ่งบอกถึงอะไร
บ่งบอกว่า ยิงแบบเล็งส่องเป้า ไม่ต้องตีความใดๆอีก แถมเป็นกระสุนจากอาวุธปืนความเร็วสูง ยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่ จึงสรุปได้ว่า ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อาวุธปืนความเร็วสูงยิงใส่ประชาชนแบบเล็งส่องเป้า ผิดกฎหมายแน่นอนทั้งผู้สั่งและผู้ปฏิบัติตาม


มาดูรายชื่อผู้ที่ถูกยิงที่ศรีษะทั้ง20คน

ชุดที่1 จากสี่แยกคอกวัววันที10 เมษายน 2553 จำนวน 8 คน

2 นายสวาท วงงาม อายุ 43 ปี ถูกยิงศีรษะด้านบนข้างขวาทะลุขมับซ้าย เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
6.นายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
9.นายอำพน ตติยรัตน์ อายุ 26 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
11.นายไพรศล ทิพย์ลม อายุ 37 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหน้าทะลุท้ายทอย เสียชีวิตที่ ร.พ.
20 นายสมิง แตงเพชร อายุ 49 ปี ถูกยิงศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
22 นายบุญธรรม ทองผุย อายุ 40 ปี ถูกยิงหน้าผากซ้ายทะลุศีรษะด้านหลังส่วนบน เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
25 นายมานะ อาจราญ อายุ 23 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.


ชุดที่2 ช่วงวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 จำนวน 12 คน

31.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อายุ 58 ปี ถูกยิงบริเวณศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
32.นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี มีแผลเปิดบริเวณท้ายทอย เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ
43 นายสรไกร ศรีเมืองปุน อายุ 34 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
47 นายทิพเนตร เจียมพล อายุ 32 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
48 นายสุภชีพ จุลทัศน์ อายุ 36 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
50 นายมานะ แสนประเสริฐศรี อายุ 22 ปี แผลถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ. (อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง)
52 นายธันวา วงศ์ศิริ อายุ 26 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
57 นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง อายุ 25 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
61 นายสมชาย พระสุวรรณ อายุ 43 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
67 จ.ส.อ.พงศ์ชลิต ทิพยานนทกาญจน์ อายุ 31 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ
73 นายถวิล คำมูล อายุ 38 ปี มีแผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
83 นายนรินทร์ ศรีชมภู บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง เสียชีวิตที่ ร.พ.


นายไก่อูอ่านระเบียบฉับๆว่าทหารใช้อาวุธจริงได้เพื่อป้องกันตัว ถ้าเอาเฉพาะเหตุการณ์ที่ราชประสงค์แห่งเดียว ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมยิงต่อสู้กับทหารจนทหารเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ที่ตายหนึ่งคนคือทหารอากาศที่พลัดหลงเข้าไปแล้วโดนพวกเดียวยิงกันเองเท่านั้น ส่วนที่แยกสารสินมีบาดเจ็บหรือตายไม่ทราบสาเหตุ 1 คน ตายที่สี่แยกคอกวัวหรือข้างรร.สตรีวิทย์ แค่ 5 คน อ้อ ที่อนุสรณ์สถาน 1 คน รวม 6 คน

ที่น่าตกใจคือทำไมรัฐบาลถึงใช้มาตรการณ์เดียวกับที่สี่แยกคอกวัว คือซุ่มยิงหัวผู้ชุมนุมตายถึง12 คน และอ้างชายชุดดำอีกเช่นเคย

แค่ที่รัฐบาลสลายการชุมนุมด้วยวิธีซุ่มยิงผู้ชุมนุม น่าที่จะอยู่ไม่ได้แล้วผิดร้อยเปอร์เซ็นต์
ใครช่วยเหลือรัฐบาลอยู่ แอ่น แอ้น มาแล้วอมาตยาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ สั่งผ่านศาลมาแล้ว นี่ไง ลองอ่านคำพิพากษาศาลแพ่งอนุญาติให้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุมได้จึงถึงบางอ้อ

" ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามต่อ ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความจากนายคารม พลทะกลาง ทนายความโจทก์ว่าเหตุการณ์ใช้อาวุธต่อบุคคลที่ระบุในคำร้องไม่อาจยืนยันได้ ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด ประกอบกับการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขใน บ้านเมือง โดยมีอาวุธติดตัว ซึ่งหากมีความจำเป็นก็สามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล กรณียังไม่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อน พิพากษาตามที่โจทก์ขอมาใช้บังคับได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง"

หลังจากนั้นพวกก็สร้างชายชุดดำไล่ล่าคนเสื้อแดงตามที่อมาตยาธิปไตย เอ้ย ไม่ใช่ ศาลอนุญาตยังไงเล่า

น่าจะมีการสกรีนรูปทหารในเซ็นทรัลเวิร์ดลงเสื้อแดงแล้วใส่กันนะครับ

ที่มา thaifreenews

โดย Yang Wenli





แล้วติดตัวหนังสือโตๆว่า

ใครโขมย?ใครเผา?

แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ ปูด“รัฐบาลเทพประทาน”ชักงบช่วย“คนงานไทย”ใน“ลิเบีย”เข้ากระเป๋า

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“มันยั่วใจ”


รัฐบาลกำลังเร่งช่วย เหลือแรงงานไทย 20,000 คน ที่ไปขุดทองในประเทศ ลิเบีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองขับไล่จอมเผด็จการอำมหิต "กัดดาฟี" ให้เดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย

ล่าสุดมีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้วสองพันคน ยังเหลือแรงงานที่ตกค้างในประเทศลิเบียอีกหมื่นกว่าคน และประเทศใกล้เคียงรอกลับบ้านอีกประมาณห้าพันคน

"แม่ลูกจันทร์" ขอเอาใจช่วยพี่น้องแรงงานไทยทุกท่านที่กำลังเผชิญชะตากรรมอยู่ในลิเบีย เพราะส่วนใหญ่ประสบความเดือดร้อนขาดอาหารและน้ำกิน

หนังสือเดินทางสูญหาย ทรัพย์สินส่วนตัวถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปล้มสะดม

แรงงานบางกลุ่มก็ถูกนายจ้างลอยแพไม่ดูดำดูดี ต้องเสี่ยงอันตรายกระเสือกกระสนหลบหนีตามยถากรรม

นี่แหละคือชีวิตช้ำๆของพี่น้องผู้ใช้ แรงงานที่ตั้งความหวังว่าจะไปทำงานเก็บเงินมาตั้งตัวก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า แถมต้องแบกหนี้สินอีกก้อนโต!!

การที่รัฐบาลเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยให้เดินทางกลับบ้านโดยเร็วจึงเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนา


"แม่ลูกจันทร์" ขอย้อนกลับมาโฟกัสงบฉุกเฉิน 746 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติช่วยเหลือแรงงานไทยให้เดินทางกลับบ้านโดยเร็ว

โดยกระทรวงการต่างประเทศจะใช้งบ 403 ล้านบาท เช่าเครื่องบิน เช่าเรือโดยสาร ขนแรงงานไทยที่ยังตกค้างอยู่ในลิเบีย และที่อิตาลี กรีซ ตุรกี อียิปต์ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว

"แม่ลูกจันทร์" เป็นห่วงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสงาบงบฉุกเฉินกันเพลินอุรา??

เพราะแรงงานบางส่วนบริษัทนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง

บางบริษัทลงทุนเช่าเหมาเครื่องบินและเรือโดยสารไปรับแรงงานโดยตรง

ระวังจะมีรายการ "มั่วนิ่ม" เอารายชื่อแรงงานกลุ่มนี้ไปเบิกรวมในรายจ่ายงบฉุกเฉินของรัฐบาล

เช่นเดียวกับงบฉุกเฉิน 343 ล้านบาทของกระทรวงแรงงาน ก็มองเห็นช่องโหว่ที่จะรั่วไหลไปเข้ากระเป๋าใครบางคน??

เพราะ ครม.อนุมัติให้กระทรวงแรงงานจ่ายเงินปลอบใจให้แรงงานไทยทุกคน คนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทฟรีๆ

แรงงานสองหมื่นคน แจกคนละหมื่นห้า รวมเป็นเงิน 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเป็นค่าอาหาร 1 มื้อ และค่ารถกลับบ้านอีก 1,500 บาท ต่อคน

แรงงานสองหมื่นคน แจกเบี้ยเลี้ยงคนละพันห้า ก็ 30 ล้านบาทพอดี

ตรงนี้ถ้าการตรวจสอบไม่รอบคอบรัดกุม ระวังจะมี "บัญชีผี" เบิกงบฉุกเฉินเกินความเป็นจริง

คำถามคาใจ คือเมื่อมีการเหมาจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารและค่ารถกลับบ้านคนละ 1,500 บาท ให้แรงงานไทยที่เดินทางกลับจากลิเบียทุกคน

เหตุไฉน ยังมีรายการเบิกค่าเช่ารถบัส 5 คัน เป็นเวลา 30 วัน คิดเป็นเงินอีก 3 ล้านบาทโผล่เพิ่มขึ้นมา??

รวมทั้งรายการสุดท้ายที่น่าสงสัยว่าจะเป็นรายการต้มยำหม้อโต

กระทรวงแรงงานตั้งงบรายจ่ายค่าออกข่าวเผยแพร่ความคืบหน้าการช่วยเหลือแรง งานไทยทางสื่อวิทยุ ทีวี 10 ครั้ง ครั้งละห้าแสนบาท

รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาทขาดตัว!!

"แม่ลูกจันทร์" ไม่เชื่อว่ามีวิทยุหรือทีวีรับค่าจ้างออกข่าวแรงงานไทยในลิเบีย

แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ระบุชื่อให้ ชัดๆว่าสื่อวิทยุคลื่นไหน? ทีวีรายการใด? ที่รับจ้างออกข่าวแรงงานไทยครั้งละห้าแสนบาท ตามที่กระทรวงแรงงานชงเรื่องขออนุมัติ ครม.

นี่ถ้าเรื่องไม่บานทะโร่ออกมาซะก่อน...ก็ไม่รู้ว่างบก้อนนี้จะไหลเข้ากระเป๋าใคร??


แม่ลูกจันทร์


(ไทยรัฐ , 4 มี.ค. 2554)

นักปรัชญาชายขอบ: อภิสิทธิ์ “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” (?)

ที่มา ประชาไท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยข้ออ้างที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตความแตกแยกของคนในชาติ นำสังคมกลับสู่ความสงบสมานฉันท์”

เหตุผลที่เขาย้ำอยู่เสมอว่าเขามีความชอบธรรมที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อนำสังคมกลับคืนสู่ความสงบสมานฉันท์ คือ “ผมไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง ไม่ได้ทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ทำเพื่อชาติเพื่อปกป้องสถาบัน”

จะเห็นได้ว่า วิธีอ้างเหตุผลของอภิสิทธิ์เป็นการอ้าง “คุณธรรมส่วนตัว” (เช่น ความซื่อสัตย์) เหนือ “หลักการ” ด้วยความดีส่วนตัวทำให้เขาเห็นว่า เขามีความชอบธรรมที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะก้าวขึ้นมาด้วยวิธีการผิดหลักการประชาธิปไตยก็ตาม เช่น ใช้ “เส้นสนกลใน” ไปฉก ส.ส.จากพรรคคู่แข่งมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไปฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร หรือยอมเป็นรัฐบาลอำมาตย์อุ้ม กระทั่งยอมเป็น “เบี้ย” ให้กับอำนาจเผด็จการจารีต

วิธีคิดที่ว่า ถ้าเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้ว (เช่น “สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด” ฯลฯ) ย่อมมีความชอบธรรมที่จะขึ้นมามีอำนาจรัฐ แม้ว่าการขึ้นมามีอำนาจนั้นจะผิดหลักการประชาธิปไตยก็ตาม ก็คือวิธีคิดเดียวกันกับถ้าเป็นคนเลวหรือไม่มีคุณธรรมแล้วก็สมควรถูกขจัดออกไปจากอำนาจรัฐแม้ด้วยวิธีรัฐประหารก็ตาม

วิธีคิดเช่นนี้คือวิธีคิดที่ยืนยันความชอบธรรมของรัฐประหารขจัดคนเลว และจัดหาคนดีมาปกครองประเทศ ทว่าคนทำรัฐประหารและมีอำนาจจัดหาคนดีคือกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่ในเครือข่ายของโครงสร้างหรือที่สนับสนุนโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีตเท่านั้น !

และยิ่งวันเวลาผ่านไปกลุ่มชนชั้นนำดังกล่าวยิ่งแสดงอำนาจเหิมเกริมไม่เห็นหัวประชาชน ยิ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตยที่ยืนยัน “ระบบที่เป็นประชาธิปไตย” ที่ประชาชนมีเสรีภาพในการปกครองตนเองอย่างแท้จริง ความสงบสมานฉันท์ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้

เมื่อมันเป็นความขัดแย้งในเชิงหลักการและอุดมการณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเรื่องความความโกรธกัน เกลียดกัน การที่ใครก็ตามเอาแต่อบรมประชาชนว่า เราเป็นคนไทยด้วยกันต้องรักกัน ต้องสามัคคีกัน ต้องเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ฯลฯ ย่อมเป็นการอบรมที่เพ้อเจ้อ

เพราะการสร้างความสงบสมานฉันท์จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมทั้งระบบ คือโครงสร้างอำนาจจารีตจะต้องไม่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย กฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราใดๆ ที่ขัดกับหลักความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคตามกฎหมาย และเสรีภาพที่เท่าเทียมของประชาชน จำเป็นต้องถูกแก้ไขปรับปรุง

แต่ในเบื้องต้นต้องเริ่มการเปลี่ยนผ่านโดยการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยก่อนคือการเลือกตั้ง

ทว่าทั้งที่อภิสิทธิ์เป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้ง เพราะเขายอมตัวเป็น “เบี้ย” ของเครือข่ายอำนาจจารีตที่ทำรัฐประหารซึ่งถูกต่อต้านโดยประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย ฉะนั้น การคิดจะขึ้นมาเป็นนายกฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตความขัดแย้งถ้าไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหลอกตัวเองสุดๆ ก็เป็นเรื่องของการแสดงละครน้ำเน่าสุดๆ

ยิ่งพูดเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ว่า “พร้อมจะยุบสภาเมื่อบรรยากาศของบ้านเมืองสงบ ปรองดอง” ยิ่งเป็นการพูดที่ไร้สาระ เพราะตัวผู้พูดนั่นเองคือเงื่อนไขของความแตกแยก
อภิสิทธิ์ลงจากอำนาจเมื่อใดเท่ากับเงื่อนไขของความขัดแย้งแตกแยกถูกแก้ไปเปราะหนึ่ง

การอยู่ในอำนาจของอภิสิทธิ์ไม่ว่าที่ผ่านมาหรือต่อไปไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าบ้านเมืองจะสงบสุข เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 คือข้อพิสูจน์ เพื่อรักษาอำนาจของคนที่บอกว่า “ผมไม่มีผลประโยชน์อะไรจากการเป็นนายกฯ” ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

จะว่าไปแล้วอภิสิทธิ์ก็แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเป็นนายกฯ เลยจริงๆ เพราะการก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ดูเหมือนจะง่ายกว่าการลงจากอำนาจ แค่เล่นเกมไม่กี่เกม เช่น ไม่ยอมลงเลือกตั้ง เสนอมาตรา 7 ส่งคนมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร ยอมตัวเป็น “เบี้ย” ของโครงสร้างอำนาจจารีต ก็ได้เป็นนายกแล้ว

แต่การลงจากตำแหน่ง “นายกฯ 91 ศพ” จะลงอย่างไรถึงจะมีชีวิตอย่างปกติสุขในวันข้างหน้า และที่สำคัญกว่านั้นคือจะทำอย่างไรที่จะให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสถานะกลายเป็น “เบี้ยที่ไร้คุณค่า”

แน่นอนว่าอภิสิทธิ์คือ “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” มานานแล้ว ในสายตาของประชาชนที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยหรือต่อสู้เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย

แต่ก็น่าฉงนว่า เขาเป็นเบี้ยที่มีคุณค่าจริงๆ ในสายตาของ “ผู้ใช้เบี้ย” หรือเปล่า?

รูปธรรมที่เห็นคือ ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ทำให้กองทัพมีอำนาจสุดๆ ตั้งเพิ่มสองกองพลในภาคเหนือและอีสานอย่างง่ายดาย ไม่ต้องพูดถึงอำนาจจัดการความมั่นคงภายใน การได้งบประมาณมหาศาล ปัญหาทุจริตโดยไม่มีการตรวจสอบและเอาผิดอย่างจริงจัง ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ทำให้อภิสิทธิ์เป็น “เบี้ยที่มีคุณค่า” ในสายตาของ “พวกเขา” จริงหรือ?

เกรงแต่ว่า การยืดเวลายุบสภาออกไปเรื่อยๆ โดยข้ออ้างทื่อๆ เดิมๆ จนเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้น ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้อภิสิทธิ์กลายเป็น “เบี้ยสะบักสะบอม” และอาจกลายเป็น “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” ในที่สุด

“เบี้ยอภิสิทธิ์” จึงเป็นบทเรียนของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สอนให้รู้ว่า การยอมตัวเป็น “เบี้ย” ของโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีต โดยอ้างความดีของตนเองอย่างฉาบฉวย ไร้มโนสำนึกรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และไม่เห็นหัวประชาชนนั้น

สุดท้ายแล้ว ไม่ happy ending อย่างที่คิด !

ใบตองแห้งออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ Saga: สถาบันอิศรา 2

ที่มา ประชาไท

มีผู้แสดงความคิดเห็นต่อบทความชิ้นก่อน (คุณเป็ด) ว่าเหมือนผมจับแพะชนแกะ โยนขี้ให้ สสส.เกินไป เพราะการสนับสนุนให้อบรมนักข่าวไม่ใช่เรื่องเสียหาย เรื่องน่าเกลียดเช่นการจัดกอล์ฟไปเที่ยวเมืองนอก หรือปัญหาโครงสร้างค่าตอบแทนของสถาบันอิศรา เป็นปัญหาของสมาคมนักข่าว ไม่ควรโทษแหล่งทุนอย่าง สสส.หรือหมอประเวศ จนทำให้ประเด็นของบทความอ่อนลง

ยินดีรับฟังนะครับ และยอมรับว่าผมเขียนโดยเอา 2 ประเด็นมาพัวพันกัน บางครั้งอาจสับสน ประเด็นแรกคือปัญหาในสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา ซึ่งถ้าให้พูดกันตรงๆ ก็คือ มีแนวโน้มจะเกิดความไม่ชอบมาพากลและเล่นพรรคเล่นพวกแต่เนื่องจากผมอยู่ในฐานะกึ่งคนในกึ่งคนนอก คืออยู่ในวงการ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสุงสิงกับสมาคม ก็เขียนถึงเท่าที่ได้รับฟัง

อันที่จริงมันมีหลายเรื่องที่พูดได้ไม่เต็มปาก มีข้อมูลข้อครหาที่พุ่งไปยังตัวบุคคลบางคน ในทำนองที่ว่ามันเกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่ แนวโน้ม แต่ผมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ ไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัด จึงต้องเขียนถึงในภาพรวมแบบ นุ่มๆ เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมว่าจะต้องมีการเข้มงวดตรวจสอบแล้วนะครับ เพราะเงินมันเยอะ ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการลงมาถึงนักข่าวในพื้นที่ หรือโต๊ะข่าวแต่ละฉบับ ต้องรู้แล้วนะว่างานสมาคมมันไม่ใช่งานอาสาอีกต่อไป แต่มีผลตอบแทน ที่เคยให้นักข่าวมาช่วยงานสมาคมเพราะคิดว่าเป็นงานการกุศล ต้องคิดใหม่ และต้องช่วยกันตามติด เพราะถึงจะไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม มันก็เป็นศักดิ์ศรีหน้าตาของวิชาชีพ (อย่าปล่อยให้เขาบล็อกโหวตกันอยู่ไม่กี่คน แบบล็อบบี้กันภายใน หรือยกทีมจาก นสพ.ฉบับเดียวมา 30-40 คน กรรมการสมาคมนักข่าวต้องได้รับเลือกจากนักข่าวตัวจริงที่ทำข่าวอยู่ในพื้นที่ทุกคน)

ผมจำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้เพราะไม่งั้นก็ไม่มีใครเขียน เนื่องจากทุกคนมีความผูกพันมีเพื่อนพ้องน้องพี่มีต้นสังกัด มีพันธะหลายด้าน ทำให้ต้องเกรงใจกัน แต่ผมมีความผูกพันน้อย และอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องเกรงใจใคร (ฉะนั้น ใครอยากแฉใครในวงการสื่อ ติดต่อมาได้ ใบตองแห้งยินดีรับงานทั่วราชอาณาจักร ฮิฮิ)

ประเด็นที่สอง เรื่องการให้ทุนของ สสส. ฟังดูอาจไม่ยุติธรรมที่ไปโทษคนให้เงิน คงเพราะผมไม่ได้เน้นว่าการให้เงินของ สสส.เข้าข่าย สิ้นเปลือง แม้ฟังดูอาจเข้าทีว่าให้เงินนักข่าวภูมิภาคไปทำข่าวเจาะคนละ 40,000 บาท คุ้มนะครับ ให้น้อยไปด้วยซ้ำ บางโครงการเช่น ราชดำเนินเสวนา ก็คุ้ม เพราะให้ข่าวที่ดีให้ความรู้ที่ดี แต่จะใช้เงินซักแค่ไหนเชียวกับการเชิญวิทยากรมาพูดที่สมาคมนักข่าว ไม่ต้องมีเงิน สสส.เราก็ทำได้ เลี้ยงกาแฟแก้วเดียวไม่ต้องมีค่าวิทยากร เราก็ทำกันมาเยอะแล้ว

ฉะนั้นถามว่าเงินตั้ง 14 ล้าน เอาไปใช้อะไร ตรงนี้ผมก็ไม่มีรายละเอียด นอกจากโครงการอบรม บสส. บสก.ที่ว่าใช้ 3 ล้านบาท แล้วอีก 11 ล้านล่ะ ผมอนุมานเอาว่าน่าจะเป็นการจ้างทำวิจัย จ้างนักวิชาการ ให้เงินไปจัดประชุม จัดอบรม จัดเวทีสาธารณะ เป็นค่าเบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ ตามสไตล์ สสส.ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งมาจนบัดนี้ คงให้เงินทำวิจัยไปไม่น้อยกว่าพันล้าน แล้วก็เอาผลวิจัยไปกองไว้เป็นตั้งๆ

ขอคัดตรงนี้มาให้ดูดีกว่าว่า โครงการปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อสุขภาวะ มูลค่า 14 ล้านกว่าบาท มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง

๑) เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ทัองถิ่นทั่วประเทศกว่า ๓๐๐ ฉบับ และวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า ๕๐๐ สถานี ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือน

๒) กลุ่มผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชน ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น และทั้งในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ รวมทั้งภาคเครือข่ายอื่นๆ จากภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำนวน ๑๔๐ คน ได้รับการพัฒนาศักยภาพองค์ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย เป็นระยะเวลา ๓ เดือน และ ๖ เดือน ตามแต่ระดับของผู้เข้ารับการอบรม

๓) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นจำนวน ๖๐ คนจะได้รับการเสริมสร้างศักยภาพด้านการสื่อข่าวเชิงสืบสวน ภายในระยะเวลา ๖ เดือน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในท้องถิ่นอีก ๒๐ คนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้การสื่อข่าวเชิงสืบสวนจากการปฏิบัติจริง โดยมีเป้าหมายให้เกิดเนื้อหาการรายงานข่าวเชิงสืบสวนอย่างน้อย ๒๐ เรื่องออกเผยแพร่ผ่านการพิมพ์เป็นหนังสือและเว็บไซต์

๔) กลุ่มนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจำนวนประมาณ ๑๐ คนจาก ๑๐ มหาวิทยาลัยจะได้เข้ามาส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ทัองถิ่น และวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนผ่านการประชุมและสัมมนาอีกไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน จาก ๕๐ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

๕) กลุ่มนักสื่อสารภาคประชาชนและสื่อมวลชนท้องถิ่น จะได้รับประโยชน์จากเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่นกว่า ๑,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกกว่า ๑๐๐ ฉบับทั่วประเทศ

๖) กลุ่มองค์กรด้านประชาสังคมและสุขภาวะอื่นๆ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้สื่อท้องถิ่น ผ่านการประชุมระดมความคิดเห็น และได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนผ่านการประชุมและสัมมนาอีกไม่น้อยกว่า 200 คน จากทั่วประเทศ

๗) กลุ่มประชาชนผู้รับสาร จะได้ข้อมูลข่าวสารจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้และทักษะทางด้านวิชาชีพต่างๆ พร้อมทั้งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากข้อมูลข่าวสารที่ผลิตเพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ

ฟังดูสวยหรูไหมครับ แต่ถามว่าเห็นผลอะไรบ้าง จากการดำเนินโครงการระยะเวลา 18 เดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 มาถึงเดือนสิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นเฟสแรก แล้วยังต่อเฟสที่สองอีก 18 เดือน ตอนนี้เข้าเฟสที่ 3 ไปแล้วมั้ง

ผมก็เห็นแต่ตัวเลข แต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ

นี่คือสไตล์การให้เงินของ สสส.และเครือข่ายหมอประเวศ ที่กลายเป็นสูตรไปแล้วว่า เอาเงินไปจัดเสวนา เอาชาวบ้านมาเสวนา ให้ค่าเบี้ยประชุม ค่าที่พัก ค่าเดินทาง จ้างคนมาเป็นผู้จัดการโครงการ จ้างทำวิจัย แล้วก็เขียนบทสรุปสวยหรูให้เข้ากับทฤษฎีชุมชนนิยม โดยไม่เคยตรวจสอบเลยว่าค่าใช้จ่ายเพื่อ งานนามธรรม เหล่านี้ มันได้มรรคผลที่แท้จริงอย่างไรหรือไม่

ถ้าเราเชื่อว่าวิธีการจ้างคนเสวนาสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ ทำไมกระทรวงศึกษาจัดอบรมเสวนาครู บังคับให้ครูทำรายงานประกอบการเลื่อนขั้นมา 20-30 ปีแล้วจึงปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพครูไม่สำเร็จ

ให้ตายเถอะ ไม่อยากทุบหม้อข้าวเพื่อนพ้องเลย แต่ผมจะบอกว่า ถ้าอยากพัฒนาคุณภาพนักข่าวให้ได้ผล ให้เงินแค่ปีละ 5-6 ล้านบาทแล้วเน้นโครงการเนื้อๆ ที่ได้ผลเป็นจริงก็พอ (ที่เหลือตัดมาให้ประชาไทดีกว่า ฮิฮิ)

แต่ความที่ สสส.มีเงินเยอะจนไม่รู้จะใช้อะไร และความที่ สสส.มักจะให้เงินเฉพาะองค์กรที่คุ้นเคยไว้วางใจกัน ก็เลยให้เงินตะบี้ตะบันโดยไม่ตรวจสอบผลลัพธ์อยู่อย่างนี้

ถ้ามันเป็นโครงการไกลปืนเที่ยง ไกลหูไกลตา แล้วมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน ก็คงพูดได้ว่าอย่าโทษ สสส. แต่โครงการของสถาบันอิศราไม่ใช่อยู่ไกลหูไกลตา เพราะบอกแล้วว่าตัวตั้วตัวตีก็คือ รศ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สสส.(และเป็นภริยารองผู้จัดการ สสส.อีกตำแหน่งหนึ่ง) ผู้คลุกคลีตีโมงกับสมาคมนักข่าวมาเนิ่นนาน

นอกจากนี้ โครงสร้างค่าตอบแทน ก็เป็นโครงสร้างที่ผ่านการอนุมัติของ สสส. การจ้างผู้จัดการโครงการเงินเดือนแพงทั้งที่มีงานประจำอยู่ ทำไม สสส.จะไม่รู้ แต่ สสส.ทำอย่างนี้กับหลายโครงการ (ได้ข่าวว่า Media Monitor ก็กำลังถูกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.เพ่งเล็งว่าค่าจ้างแพงเกินไป)

ผมยังได้ยินเรื่องเล่าอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา บอกว่าโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขของ สสส.โครงการหนึ่ง มีนักข่าว 5-6 คนรวมหัวรับไปทำ โดยตั้ง nominee ขึ้นมาเป็นผู้จัดการโครงการ ได้เงินไปแบ่งกัน โครงการนี้ประสบความสำเร็จมาก เป็นข่าวตลอด เพราะนักข่าวแต่ละสำนักช่วยกันผลักดันให้หัวหน้าลงข่าว อย่างน้อยก็ได้ลงเว็บไซต์

เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็คือสื่อรับซอง แต่พอเป็น สสส.พอเป็นการรณรงค์เรื่องสุขภาพ มันกลับกลายเป็นรับทรัพย์อย่างชอบธรรม ถามจริงว่า สสส.ไม่รู้ หรือ สสส.เกรงใจนักข่าว

ผมจึงเรียกร้องมาหลายครั้งแล้วว่า สสส.ให้เงินใครไปทำอะไร ควรเปิดเผยตัวเลขให้ชัดเจนลงเว็บไซต์ และเชื่อมต่อไปถึงแต่ละองค์กร แจกแจงรายละเอียดว่าคุณใช้เงินทำอะไรบ้าง มีการประเมินผลไหม ได้ผลอย่างไร เช่น สถาบันอิศรา ควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารว่าที่ได้เงินมา 2 เฟส เอาไปทำอะไรบ้าง แจกแจงให้ละเอียดยิบ เพื่อสาธารณชนและคนในวงการสื่อด้วยกัน ประเมินผลได้ว่ามันคุ้มค่าไหม

นอกจากนี้ การใช้เงินของ สสส.มันไม่ควรจะเป็นการเอาเงินไป สร้างเครือข่าย ที่มีความคิดเห็นเหมือนตัวเองหรือเหมือนหมอประเวศ แบบที่ทำให้สมาคมนักข่าวกลายเป็นกระบอกเสียงของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย แลกกับการให้เงินช่วยเหลือ หรือแบบที่เอาเงินไปซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้ลงข้อเขียนสนับสนุนแนวคิดหมอประเวศ

สสส.ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองว่า ไม่ว่าแมวสูบบุหรี่หรือไม่สูบบุหรี่ก็จับหนูได้เหมือนกัน คือถ้าใครเขาจะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แม้คิดคนละแนวทาง แม้คิดไม่เหมือนหมอประเวศ ก็ต้องให้การสนับสนุน อย่าทำตัวแบบชินคอร์ปสมัยทักษิณเป็นนายกฯ ใครด่าพ่อกูก็ตัดงบโฆษณา

จุ๊ จุ๊ ข้อมูลใหม่

เขียนไปไม่ทันข้ามวัน งานเข้าอีกแล้ว มีผู้ประสงค์ดีส่งข้อมูลมาให้ทันที ว่าสถาบันอิศรากำลังเสนอ โครงการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือการอบรม บสส.บสก.และ บสต.ในเฟสที่สาม โดยครั้งนี้เสนอของบประมาณถึง 9 ล้านบาทเศษ เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว

แน่นอนว่างานนี้ไม่มีทัวร์นอกอีก เพราะความแตกแล้ว แต่ก็มีข้อท้วงติงจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.ว่าวงเงินสูงเกินไป ไอ้ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2551 ยังไม่มีการประเมินผลเลย ทั้งที่ปกติต้องประเมินผลแล้ว (อ้าว ไม่รู้จักฐานันดรที่สี่ซะแล้ว) นอกจากนี้ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเลือกผู้เข้าอบรมว่าเลือกใครและอย่างไร

ลืมบอกรายละเอียดไปนะครับว่า บสส.รุ่น 1 เขากำหนดคุณสมบัติไว้ว่า สื่อระดับหัวหน้าข่าวถึงบรรณาธิการ 25 คน นักวิชาการระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระและเอกชนตั้งแต่ ผอ.ขึ้นไป 5 คน รวม 40 คน

ส่วน บสก.กำหนดว่า สื่อระดับรีไรเตอร์ถึงผู้ช่วยหัวหน้าข่าว 30 คน นักวิชาการอายุงานสิบปีขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนระดับหัวหน้าโครงการขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระและเอกชนตั้งแต่หัวหน้าแผนกขึ้นไป ฝ่ายละ 5 คน รวม 50 คน

เฟสใหม่นี่ได้ข่าวว่าจะตัดพวก NGO ออก แต่ไปเพิ่มด้านไหนผมไม่รู้ จะเลือกคนเข้าอบรมด้วยวิธีไหนก็ไม่รู้ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เป็นตัวปัญหา

เรื่องสำคัญคือ การอบรม บสส.บสก.ที่ผ่านมา กลายเป็นดาบทิ่มอก สสส.เข้าอย่างจัง เพราะสถาบันอิศราไปเอากรรมการแพทยสภาเข้ามาอบรมด้วย นั่นคือนาวาเอก (พิเศษ) น.พ.อิทธิพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา เข้ามาอบรม บสก.และนาวาโท น.พ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการแพทยสภา กรรมการผู้จัดการ ร.พ.ปิยะเวท อบรม บสส.รุ่น 2 เป็นเลขานุการรุ่นซะด้วย

ถามว่าเป็นคนของแพทยสภาผิดตรงไหน ไม่ผิดหรอกครับ แต่ไม่ใช่แพทยสภาหรือที่เป็นตัวตั้งตัวตีค้าน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข ที่เครือข่ายหมอประเวศเองสนับสนุน โดยหมอธนาธิปและหมออิทธิพรเป็นตัวตั้งตัวตีมีบทบาทสำคัญ

การอบรม บสส.และ บสก.จึงสร้าง คอนเนคชั่น ระหว่างแพทยสภากับนักข่าว หมอสองคนนี้เดินเข้านอกออกในสมาคม สนิทสนมกับหัวหน้าข่าว บก.ข่าว ไปทั่ว

การอบรม บสก.ยังเกิดกรณีงามหน้า เมื่อชมรมผู้บริหารสื่อมวลชนระดับกลาง จัดสัมมนาหลักสูตร ผู้สื่อข่าวสาธารณสุขมืออาชีพ ครั้งที่ 1” ร่วมกับแพทยสภาและสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า พูดง่ายๆ ก็สมาคมบริษัทยานั่นละครับ แถมเป็นบริษัทยาข้ามชาติด้วย

งานนี้จัดที่บ้านผางามรีสอร์ท ปราจีนบุรี (ติดวังน้ำเขียว) วันที่ 18-20 มิ.ย.ปีที่แล้ว เขาบอกว่าจัดสัมนนาให้กับสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทยาต่างๆ ที่มีความสนใจ (ใครไม่สนใจก็บ้าแล้ว)

การสัมมนาครั้งนิ้ นักข่าวทั้งหลายได้เข้ารับฟังข้อมูลจากแพทยสภา และตัวแทนบริษัทยา ซึ่งได้ข่าวว่ามีการอัดเครือข่ายประชาสังคมที่เสนอร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ไปหลายดอก รวมทั้งโจมตีเรื่องการทำ CL ยา ทั้งในและนอกรอบ

หลังจากนั้นเมื่อเดือนธันวาคมนี่เอง ชมรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง ได้ร่วมกับพรีม่า และแพทยสภา เผยแพร่คู่มือสื่อมวลชนกับงานข่าวสุขภาพ 2553 ซึ่งมีเนื้อหาตามความต้องการของพรีม่าและเหล่าแพทย์พาณิชย์ เผยแพร่ให้ผู้สื่อข่าว องค์กรสื่อ คณะนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ต่างๆ


มีข่าวว่า พรีม่ายังเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญช่วยควักกระเป๋าให้ผู้เข้าอบรม บสก.ไปทัวร์เกาหลีตามที่เล่าไปแล้ว จริงหรือไม่ สถาบันอิศราช่วยตอบที

บริษัทยาเข้าถึงนักข่าว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ แพทย์ชนบททราบแล้วเปลี่ยน

ใบตองแห้ง
5 มี.ค.54

ป.ล.มีคนถามว่ารู้เรื่องมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ส่งนักข่าว 3 คน นักวิชาการ 1 คนไปอบรมที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินไหม ทำไมต้องไปรับเงินอุดหนุน 3 แสนบาทจากชาตรี โสภณพนิช แห่งแบงก์กรุงเทพ มีภาพมีข่าวลงในสื่อหลายฉบับราว 2 เดือนที่ผ่านมา

เรื่องนี้สอบถามให้แล้วนะครับ ‘จารย์ป๋อง พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิ ท่านเป็นตัวตั้งตัวดีในฐานะศิษย์เก่าวิสคอนซิน ติดต่อจนได้ทุนมา คนได้ไปก็เป็นนักข่าวที่ได้รับรางวัล ไม่มีข้อครหา แต่คำถามที่ว่าทำไมต้องรับเงินเอกชนและจะเป็นหนี้บุญคุณกันหรือไม่ ก็ตอบยาก เพราะเอกชนเหล่านี้ก็บริจาคเงินการกุศลผ่านสื่อต่างๆ ให้เห็นกันประจำ