ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 15, 2008

สหัส พบนายกฯ รายงานการทำงาน

กรุงเทพฯ 15 มี.ค.- นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผย “สำนักข่าวไทย” ถึงการเดินทางเข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักในหมู่บ้านโอฬารพัฒนา 2 วันนี้ (15 มี.ค.) ว่า เป็นการเข้าพบ เนื่องจากไม่ได้พบกันนาน เพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่ง เมื่อมีโอกาสจึงมาขอพบ เพื่อสรุปงานต่าง ๆ ให้นายกรัฐมนตรีทราบ ทั้งด้านพลังงาน และโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็พอใจมาก และให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ได้มีการหารือเรื่องใดเป็นพิเศษ


ส่วนปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมากนั้น นายสหัส กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่คงไม่ถึงขั้นต้องแตกตื่น เพราะความจริงราคาน้ำมันโดยทั่วไปควรจะลดลง แต่มีปัจจัยจากภายนอกประเทศ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่สามารถลดราคาน้ำมันลงมาได้ ซึ่งหากจำเป็นก็ต้องมีมาตรการออกมารองรับ แต่คงยังบอกไม่ได้ในขณะนี้ว่าจะทำอะไรบ้าง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 16:11:48

นพดลยันไม่มีกำหนดพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อังกฤษ

ก.ต่างประเทศ 15 มี.ค.- “นพดล ปัทมะ” ยืนยันการแวะอังกฤษก่อนเยือนสหรัฐ 16 มี.ค.นี้ เพื่อพบนักธุรกิจและสื่อมวลชน สร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้พบ “พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมจะเชิญประธานาธิบดีสหรัฐเยือนไทย ชี้ไม่เคลียร์ใจกับทูตอังกฤษ เพราะไม่มีรายชื่อถูกโยกย้าย

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่ามีกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา สัปดาห์หน้า โดยจะออกเดินทางวันที่ 16 มีนาคม แต่จะแวะที่อังกฤษก่อน เพื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและพบปะนักธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย พร้อมเปิดกว้างต้อนรับนักลงทุน จากนั้นจะเดินทางยังสหรัฐ พบปะกับนางคอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงของสหรัฐ และองค์กรด้านยุทธศาสตร์ เผย "จะมีการพูดคุยในหลายเรื่องที่สหรัฐให้ความสนใจ และเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีของ 2 ประเทศ รวมถึงปัญหาพม่า และจะเชิญประธานาธิบดีสหรัฐมาเยือนประเทศไทย ในโอกาสต่อไปด้วย” นายนพดล กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายนพดล ปฏิเสธว่าการเดินทางไปอังกฤษครั้งนี้ ไม่มีกำหนดการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อาจอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ ตนมีเวลาอยู่อังกฤษเพียง 2 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าไปอังกฤษจะถือโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับ นายกิตติ วะสีนนท์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ถึงกระแสข่าวจะถูกโยกย้ายหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กำลังจะมีขึ้น ภายใน 1-2 สัปดาห์ นี้ ไม่น่าจะมีชื่อนายกิตติ และว่า “ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ใจ เพราะผมไม่ได้มีปัญหาทางใจ ขอให้สบายใจได้ .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 16:07:28

นพดล ย้ำรัฐบาลไม่มีนโยบายฆ่าตัดตอนเพื่อปราบยาเสพติด

กทม. 15 มี.ค. - นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ อภิปรายพาดพิงนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของไทย ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ว่า ขอขอบคุณในความห่วงใยเรื่องการเสียชีวิต 2,500 คน ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ขอย้ำว่ารัฐบาลไทยในอดีตไม่เคยมีนโยบายสังหารหรือฆ่าตัดตอนใคร เพื่อให้ยาเสพติดลดน้อยลง


“ถ้ามีการเสียชีวิตในระหว่างนั้น ควรไปตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงว่า เป็นการสังหารระหว่างกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดด้วยกันเอง เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ หรือเป็นการสังหารของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จงใจไปสังหารผู้ค้ายาเสพติด ขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายของรัฐบาลไทยชุดใดทำเช่นนั้น” นายนพดล กล่าว

ส่วนกรณีที่เป็นห่วงนโยบายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ที่ประกาศสงครามกับยาเสพติดอีกครั้ง อาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอดีตนั้น นายนพดล กล่าวว่า ได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อจะไม่ให้เกิดการเสียชีวิตในลักษณะที่เป็นการฆ่าตัดตอน โดยปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย และหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ผู้ค้ายาเสพติดมีสิทธิที่จะขึ้นศาล และได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการ ถ้าผิดก็ต้องถูกจำคุก จะไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือการฆ่าตัดตอนอย่างเด็ดขาด และจะมีการแจกเอกสารแนวทางการปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 13:23:19

หมอเลี้ยบเข้าพบนายกฯ รายงานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานผลการหารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับความเคลื่อนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ในช่วงเช้าได้พักผ่อนอยู่ภายในบ้านพักซอยนวมินทร์ 81 เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ และนายธีระพล นพลำภา เลขาธิการส่วนตัวนายกฯ ได้เข้าพบที่บ้านพักโดยใช้เวลาหารือนานประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงได้เดินทางกลับโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามการพูดคุยโทรศัพท์กับนายแพทย์สุรพงษ์ ทราบว่า เป็นการมารายงานผลการหารือในเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีการหารือเมื่อวานนี้โดยแจ้งให้นายกฯทราบถึงการผันงบประมาณ 15,000 ล้านบาท มาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในโครงการเอสเอ็มแอล. เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่นมากแล้ว ซึ่งคิดว่านายกฯ จะชี้แจงรายละเอียดในเรื่องนี้อีกครั้งในรายการสนทนาภาษาสมัครในวันพรุ่งนี้

สำหรับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นนายแทพย์สุรพงษ์ บอกว่า รัฐบาลจะเร่งออกมาตรเร่งด่วน เพื่อช่วยในการลดค่าครองชีพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทนมาขึ้น โดยจะออกมาตรการจูงใจด้านภาษีเพื่อให้ประชาชนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี.มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี.

อย่างไรก็ตามนายแพทย์สุรพงษ์ บอกว่าไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีการยุติหน้าที่ของนายอภิรักษ์ เวชชาชีวะ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมกับย้ำว่าไม่สามารถนำกรณีของนายอภิรักษ์มาเทียบกับกรณีของตนเองได้ เพราะไม่ถือว่าการตัดสินใจของนายอภิรักษ์เป็นการแสดงสปิริต เพราะถึงที่สุดแล้วนายอภิรักษ์ก็ต้องยุติบทบาทอยู่ดี ทั้งนี้มีรายว่า นายกฯ ได้นั่งรถหลบผู้สื่อข่าวไปกับนายธีระพล เลขาส่วนตัว โดยไม่มีรถตำรวจติดตามแต่อย่างใด (15/03/51)


'สมัคร' ลงนามส่งเสริมการคุ้มครองการลงทุนไทย-พม่า [15 มี.ค. 51 - 14:38]

ภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางเยือนสหภาพพม่าอย่างเป็นทางการ วานนี้ (14 มี.ค.) หลังเดินทางถึงนครเนปิดอว์ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ที่เรือนรับรองบุเรงนอง

จากนั้น เดินทางไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือทวิภาคีกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงการส่งเสริมคุ้มครองการลงทุนไทย-พม่า หลังจากเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังสวนสมุนไพรแห่งชาติ ร่วมปลูกต้นไม้ พร้อมกับถ่ายภาพหมู่ร่วมกับนายกเทศมนตรีนครเนปิดอว์ เพื่อเป็นที่ระลึก

ต่อมา คณะนายกรัฐมนตรีได้เดินทางด้วยเครื่องบินกองทัพอากาศ ไปยังท่าอากาศยานกรุงย่างกุ้ง และเป็นประธานในพิธีเปิดที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนทำพิธีเปิดตอนหนึ่ง ว่า ได้มอบนโยบายให้สถานทูตไทยทุกแห่งทั่วโลก ทำงานในลักษณะ "วัน สต็อป เซอร์วิส" เพื่อให้ความสะดวกทุกอย่างกับผู้มาติดต่อกับประเทศไทย


หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กับทีมไทยแลนด์ และพบปะชุมชนชาวไทยในพม่า ที่มีประมาณ 500 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ พนักงานโรงแรม ช่างเสริมสวย และก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้สักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง


ต่อมานายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ และ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า ว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ถึงแนวทางการสร้างประชาธิปไตยของพม่า ทำให้ได้ข้อมูลมากพอสมควร และจะนำข้อมูลเหล่านี้มาบอกเล่าให้กับประเทศที่สนใจ โดยเฉพาะจะนำไปพูดกับกลุ่มประเทศในยุโรป ในโอกาสที่จะเดินทางไปเยือนในอนาคต และจะนำไปพูดในการประชุมสหประชาชาติ ประมาณเดือน ก.ย.ด้วย


นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงปัญหาตามแนวชายแดน ทั้งเรื่องการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายตามแนวชายแดน ที่พม่าต้องการให้ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือ และการปราบปรามปัญหายาเสพติด ซึ่งพม่ายืนยันว่า พม่าทำการปราบปรามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดและแข็งขัน ถ้าใครมียาบ้า 1 เม็ด มีโทษจำคุกถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่รุนแรงมาก


นายสมัคร กล่าวด้วยว่า ยังมีการหารือถึงเรื่องการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งพม่าต้องการความร่วมมือจากไทย และตนจะนำเรื่องดังกล่าว มาชี้แจงให้กับนักธุรกิจของไทย ที่สนจะมาลงทุน เพราะบริเวณดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อมายังท่าเรือแหลมฉบังได้สะดวก ซึ่งจะเป็นผลดีกับนักธุรกิจไทย-พม่า


'ผบ.ทร.'จี้พันธมิตร-ปชช.ใครเจ้าของประเทศ?

ผบ.ทร.ออกโรงชนพันธมิตรตีแสกหน้าเคลื่อนไหวใหญ่นั้น ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจได้รับเลือกตั้งมาแล้วจะเอาคนไม่กี่พันกี่หมื่นมากดดันขับไล่ไม่ถูกต้อง ขอเวลารัฐฯทํางานไปก่อน เมื่อนั้นจึงตัดสินใจได้ว่าผลงานเป็นอย่างไร


ผบ.ทร.ขอทุกฝ่ายเลิกก้าวก่ายกัน

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรเตรียมเคลื่อนไหวว่า ทหารเป็นประชาชนคนหนึ่ง เรื่องบ้านเมืองจึงเป็นเรื่องปกติที่ต้องติดตามสถานการณ์ ฝ่ายข่าวจะเป็นผู้รวบรวมข่าวและประเมินสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ที่ผ่านมามีบทเรียนมามากแล้ว จึงอยากให้ทุกฝ่ายตั้งสติและทบทวนว่า สิ่งที่แต่ละฝ่ายทำเกิดผลอะไรบ้าง สิ่งไหนที่ดีก็ทำ สิ่งไหนไม่ดีอย่าทำ คิดว่าทุกคนรู้ทุกอย่าง แต่จะทำหรือไม่ จึงอยากขอร้องให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ต่างฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด คิดว่าทุกอย่างจะไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้ไม่ใช่ มีการไปก้าวก่ายกันมากพอสมควร ขอให้ทุกฝ่ายกลับไปคิดในหน้าที่ตัวเอง ใครรับผิดชอบอะไร ก็ทำในสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบ ถือว่าดีที่สุด

ชี้ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขให้การเมืองวุ่นวายในอนาคตหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงตรงนั้น ควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบ และให้ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองคือรัฐบาลได้ทำงาน เพราะเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่เดือน ควรให้โอกาสได้ทำงานให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยดูที่ผลงาน ไม่ใช่ว่าใครมานั่งโต๊ะก็มาติกันให้วุ่นวาย ต้องเปิดโอกาส

"เราก็ดูตัวเราว่ามีสิทธิมีอำนาจแค่ไหนที่จะไปติเตียน รัฐบาลทำงานได้เพียง 1 เดือน เร็วเกินไปที่จะออกมาต่อต้าน งานระดับชาติต้องให้เวลารัฐบาล ไม่ใช่แค่ 3-7 วัน แล้วมาติกันไม่ถูกต้อง ซึ่งการประเมินผลงานรัฐบาลขึ้นอยู่ที่งานของแต่ละกระทรวงมีความยากง่ายแค่ไหน"

ติงแค่พันอย่าตัดสินใจแทน70ล.คน

เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อนใช่หรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน อย่าเพิ่งไปติหรือขัดขวาง ให้รัฐบาลลองทำงานก่อนว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ จะต้องเคารพคนไทย 70 ล้านคน หากเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แค่พันคน หมื่นคน จะนำกลุ่มคนเพียงพันคนไปตัดสินแทนคน 70 ล้านคนได้อย่างไร เมื่อเลือกตั้งมาแล้วต้องปล่อยให้รัฐบาลทำ การที่จะมาขัดขวางหรือมาตินั้นต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ด้วย ส่วนรัฐบาลชุดนี้จะสามารถนำพาชาติสู่สภาวะปกติได้หรือไม่นั้น เวลา 1 เดือนยังดูไม่ออก

สมัครถกพม่าเล็งเชื่อมโยงถนน-ซื้อขายก๊าซ

เมื่อเวลา 23.15 น.ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางกลับจากการเยือนสหภาพพม่า โดยนายกรัฐมนตรี แถลงว่าได้เข้าเยี่ยมพล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ และพล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรี พล.อ.หม่องเอ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการหารือเรื่องการซื้อขายก๊าซจากแหล่ง M9 โดยพม่ายินดีให้หน่วยงานของไทยดำเนินการ และจัดทำข้อตกลงซื้อขายก๊าซ M9 ร่วมกัน และหารือเรื่องการนำพลังงานน้ำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า และขายให้กับไทยกว่า 15,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะมีการหารือทำข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

“รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า มีแผนร่วมกันในการเชื่อมโยงถนนจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดกาญจนบุรี เข้าสู่เมืองทวาย ของสหภาพพม่า เพื่อรองรับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกของพม่า ทั้ง 2 ฝ่ายมองว่า เป็นการเชื่อมโยงระบบขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบัง ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก เป็นประโยชน์ต่อการค้าขายทางเศรษฐกิจ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคมนี้ นายสมัคร มีกำหนดการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เป็นประเทศต่อไป เพื่อแนะนำตัวและสร้างความคุ้นเคยกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ รวมทั้งกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์รอบด้าน โดยจะเข้าเยี่ยมคารวะกับผู้นำและบุคคลระดับสูงของสิงคโปร์ ได้แก่ นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ นายลี กวน ยู รัฐมนตีที่ปรึกษา และนายเตียว ซี เฮียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ด้วย

บัลลังก์เผด็จการ

เพราะความตระบัดสัตย์และทรยศต่อประชาชนของสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง จึงทำให้ผู้สืบทอดอำนาจของเผด็จการ ได้เข้ามามีอำนาจบนเก้าอี้ประธานวุฒิสภา และ ทำให้วุฒิสภาตกอยู่ภายใต้การชี้นำของเผด็จการ ที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่พลังของประชาชน ตรงกันข้ามยังวางแผนคิดโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อยู่ทุกวินาที

เป็นไปได้อย่างไรที่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะไปยอมสยบนบนอบ มอบคะแนนให้แก่นายประสพสุข บุญเดช และสนับสนุนให้เป็นประธานวุฒิสภา ทั้งๆ ที่รู้ว่า นายประสพสุข เป็นตัวแทนสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการ ที่มาด้วยระบบสรรหา เป็นตัวแทนของคน 7 คน มิใช่ตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

ทั้งๆ ที่เผด็จการ คือ ศัตรูของประชาธิปไตย และเป็นผู้รวบริบอำนาจไปจากมือประชาชน แต่คนของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้อำนาจมาจากประชาชน กลับนำความไว้วางใจของประชาชนไปกำนัลเป็นบรรณาการให้แก่เผด็จการ เพื่อแลกกับตำแหน่งและรางวัลที่เผด็จการสัญญาว่าจะมอบให้

แต่ก็เป็นไปแล้ว เมื่อ สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งจำนวนมากกว่าสิบคน ที่สังกัดกลุ่มนายนิคม ไวยรัชพานิช สว.ฉะเชิงเทรา และเป็นน้าชายของนายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เทคะแนนที่ประชาชนมอบให้ ไปสนับสนุนนายประสพสุข ซึ่งเป็นคนที่ระบอบเผด็จการวางตัวไว้ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่ให้ล้มหายตายจากไป และคงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ไปชั่วนิรัดร์ ตามความฝันของเผด็จการ

ตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งของนายนิคม ไวยรัชพานิช เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญว่า สมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตั้งมา ได้ยอมตนเป็นคนของเผด็จการไปแล้ว

การลงมติเลือกประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงมิแตกต่างจากการฆาตกรรมความไว้วางใจของประชาชน อย่างอำมหิต และเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของระบอบเผด็จการ ที่มุ่งปองร้ายและโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อย่างครึกโครม

นอกเหนือจากคำบอกเล่า ก่อนการลงมติ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริง แต่ก็เป็นไปแล้ว และยืนยันด้วยผลการลงมติ พร้อมชื่อและสกุลของผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา ยังมีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ปรากฎรายชื่อคนสามคน ที่ถูกส่งไปไว้ในมือสมาชิกวุฒิสภาบางคน ก่อนการลงมติ ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่ตรงกับชื่อคนสามคนที่ได้ตำแหน่งประธานและรองประธานสมาชิกวุฒิสภา แบบไม่ต้องคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการลงมติในห้องประชุมจะเกิดขึ้น

ข้อมูลจากปากต่อปาก มาถึงหูของผม และจำต้องนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้ ก็คือว่า...

1. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง 6 คน ถูกกักตัวไว้ไม่ให้มีสิทธิมาลงมติ ด้วยเงื่อนไขและวิธีการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่รับการรับรองผลการเลือกตั้ง ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยสมบูรณ์ เพราะว่า “มีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต”

2. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่จาก กกต.บางคน ว่า หากไม่ลงคะแนนตามใบสั่งที่ได้รับไป อาจจะมีผลกระทบถึงตำแหน่ง เพราะกกต.ยังมีอำนาจ แจกใบเหลือง ใบแดง ให้แก่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนได้

3. สมาชิกวุฒิสภาทั้งประเภทสรรหา และมาจากการเลือกตั้ง จำนวนหนึ่ง ถูก (หัวใจและความโลภของตนเอง) บังคับให้รับเงิน และตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ในสมาชิกวุฒิสภา แลกกับการลงมติตามโพยรายชื่อที่ได้รับ

4. สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่ว่าจะเปิดเผยประวัติ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในอนาคต หากไม่ลงมติตามใบสั่ง

5. สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาจำนวนหนึ่ง ถูกทวงถามบุญคุณ ที่ได้รับตำแหน่ง และถูกตั้งข้อกล่าวหา “เนรคุณ” ไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ปฏิบัติตามที่รับปากกันมาแต่ต้น

คนสำคัญที่ผลักดัน นายประสพสุข บุญเดช อย่างออกหน้าออกตา ก็คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในกระบวนการสรรหา 74 สมาชิกวุฒิสภา ที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้เลือกว่าจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” ตามเจตนารมณ์ของเผด็จการคมช.

ในขณะที่ คนสำคัญที่กดดันให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทรยศต่อประชาชนผู้เลือกตนมาทำหน้าที่ ก็คือ นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรม การการเลือกตั้ง ผู้เป็นเพื่อนรักและมิตรแท้ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยั่งคงยึดมั่นต่อบุญคุณของเพื่อน ไม่เปลี่ยนแปลง และยังเป็นหนึ่งในเพื่อนที่เหลืออยู่น้อยคนของพล.อ.สนธิ ในวันนี้

แน่นอนว่า ไม่มีผู้มาจากการเลือกตั้งคนใด ไม่เกรงไม่กลัว อำนาจของประธานกกต. ที่มือ “ใบเหลือง” และ “ใบแดง” เป็นอาวุธปลิดชีพผู้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน อยู่ในมือ

หลังปรากฎผลการลงมติเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นว่า เค้าลางแห่งความยุ่งยากของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศ และประคับประคองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นเสียแล้ว เนื่องเพราะในขณะที่ฝ่ายประชาธิป ไตย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีชัยในสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้แก่เผด็จการในวุฒิสภา เนื่องเพราะบางคนที่เคยอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย กลับทรยศหักหลังประชาชน เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนที่เผด็จการหยิบยื่นให้

ยังมิอาจจะคาดเดาได้ว่า การปะทะกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยที่มีประชาชนสนับสนุนกับฝ่ายเผด็จการ ที่มีจอมบงการผมขาวชี้นำสั่งการ จะปรากฎผลเป็นเช่นไร แต่บอกได้เลยว่าสงครามครั้งนี้ เต็มไปด้วยกลศึก และเล่ห์เหลี่ยม ตลอดจนผู้คนที่พร้อมจะทรยศหักหลังยืนอยู่เรียงรายและปะปนกันอยู่เต็มไปหมด

หากให้คาดเดาทำนาย ก็ต้องบอกว่าเห็นทีเคราะห์ร้ายจะยังไม่หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนรัฐบาลของประชาชน ยังคงตกเป็นเป้าสังหารของระบอบเผด็จการ ที่กำลังฉลองชัยชนะกันอย่างครึกครื้นรื่นเริงยิ่งนัก หลังจากเอาชนะได้ในการประลองกำลังบนเวทีวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

สุดท้าย ก็คงต้องไม่พ้นพลังของประชาชน ที่จะต้องรวมตัวกันเข้าต่อสู้กับระบอบเผด็จการที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ และกำลังก่อการใหญ่ เล็งการณ์ไกลที่จะยึดกุมทุกอำนาจในประเทศ ทุกสถาบันไว้ในปกครองและปริมณฑลแห่งอำนาจของตนเอง แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ให้ผิดพลาดเหมือนเมื่อครั้งที่ คมช. ทำล้มเหลวมาแล้ว

วันนี้ ระบอบเผด็จการ เปลี่ยนผู้เล่น จาก คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ มาเป็น ประธานวุฒิสภา ที่ชื่อ ประสพสุข บุญเดช โดยมีกำลังส่วนใหญ่อยู่ในสมาชิกวุฒิสภา และกำลังอีกส่วนหนึ่งที่ซ่องสุม รอจังหวะอยู่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และในรัฐบาล

ภาพเหตุการณ์ความสงบของการเมืองไทย เพื่อที่จะเป็นปัจจัยหลักในการกอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำย่ำแย่ ดังที่พวกเราทุกคนคาดหวัง ว่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ดูท่าว่าจะไกลห่างออกไปทุกที จนยากจะเชื่อว่าวันที่รอคอยจะมาถึงได้ในเร็ววัน

ในขณะที่รัฐบาลของประชาชน กำลังสาละวันอยู่กับการแก้ปัญหาเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน แก้ไขสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง เรียกความกินดีอยู่ดีกลับคืนมาสู่ชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ เผด็จการก็กำลังเอาจริงเอาจังอยู่กับการแย่งชิงอำนาจออกจากมือของรัฐบาล เพื่อมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว

ในขณะที่รัฐบาลสนใจเรื่องการบริหารประเทศ แต่ เผด็จการกลับสนใจแต่เรื่องการปกครองประชาชน

หากประเมินด้วยสายตาของประดาบ ยากเหลือเกินที่รัฐบาลจะเอาชนะเผด็จการได้ ในสภาวะที่มีคนพร้อมจะทรยศหักหลังประชาชน และกระโดดข้ามจากฝั่งประชาธิปไตย ไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการ เพิ่มมากขึ้น

เว้นเสียแต่ประชาชนจะต้องแสดงพลังของตนเองออกมาในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง อย่าปล่อยทิ้งอำนาจของตนเองไปไว้ในมือของคนที่กำลังคิดทรยศหักหลังระบอบประชา ธิปไตย โดยไม่ใส่ใจไยดีต่อชะตากรรมของประชาชนและประเทศ ชาติ อีกต่อไป

เตรียมพร้อมกันให้ดี บางครั้งบางที อาจจะต้องถึงเวลาของการเมืองภาคประชาชน อย่างแท้จริง เสียที

อย่าให้ใครมาแอบอ้าง เป็นตัวแทนของพวกเรา แล้วไปอ้างสิทธิความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนประชาชน เผาบ้านเผาเมือง ทำลายประชาธิปไตย ทำร้ายประชาชน ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต ได้อีก

สำหรับรัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน ประดาบ ก็ได้แต่คอยเชียร์ และคอยเตือนว่าท่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่กระพริบตาเดียว

ความเห่อเหิมในชัยชนะที่ประชาชนมอบให้

ความประมาทในการใช้อำนาจอย่างไม่ระแวดระวัง

ความเลินเล่อในการบริหารประเทศอย่างขาดไร้ซึ่งความรู้และความสามารถ

ความขัดแย้งแก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่อำนาจและผลประโยชน์

ความเลวร้ายประดามีที่ก่อตัวขึ้นมาแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

เหล่านี้จะนำมาซึ่งหายนะแก่ท่านอย่างรวดเร็ว

การปรับตัวเอง ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะ “ติเพื่อก่อ” เป็นความจำเป็นที่ท่านต้องรับฟัง มิใช่เหมารวมกันไปหมด ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกกระแสเสียงทุกทิศทาง ล้วนแต่เป็นเจตนาร้ายที่ไม่ประสงค์ดีต่อท่านไปเสียทั้งหมด

การไม่รู้จักแยกแยะ มิตรแท้ กับ มิตรเทียม

การมองไม่ออกระหว่างเจตนาดี กับ ประสงค์ร้าย

การเพิกเฉยต่อคำเตือนที่เปี่ยมด้วยหวังดี แต่ระรื่นหู ชุ่มฉ่ำหัวใจด้วยคำชมที่อาบยาพิษ

เหล่านี้จะนำมาซึ่งสถานการณ์ที่เลวร้าย กว่าที่ท่านจะทันรู้ตัว หัวก็ไปอยู่บนดาบของศัตรูเสียแล้ว

จะมองอย่างไร จะคิดอย่างไร กับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของท่านที่จะต้องพินิจพิเคราะห์กันเอาเอง

แต่มิควรจะหลงลืมว่า เผด็จการที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือประชาชน กำลังจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยความอ่อนแอ ล้มเหลว และขัดแย้งของผู้คนในรัฐบาล

ประดาบ

จาก hi-thaksin

นายกฯ เตรียมพบหารือผู้นำรัฐบาลทหารพม่า

พม่า 15 มี.ค. - นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือทวิภาคีร่วมกันในหลายประเด็น

เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนพม่า โดยจะพบหารือร่วมกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า และ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่า พร้อมหารือในหลายประเด็น ทั้งเรื่องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นประชาธิปไตยเต็มใบ การร่วมลงทุนสำรวจก๊าซเอ็น 9 พลังงานเชื้อเพลิงชนิดใหม่ โดยวางแผนให้ ปตท. เป็นผู้วางระบบท่อขนส่ง แต่พม่าจะขอนำไปใช้ในกรุงย่างกุ้งบางส่วน รวมทั้งการปรามปราบยาเสพติด การเชื่อมโยงระบบขนส่งท่าเรือน้ำลึก จากเมืองทวาย ประเทศพม่า ถึงท่าเรือแฉลมฉบัง จ.ชลบุรี ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร เพื่อลดขั้นตอนการขนส่ง ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากรัฐบาลทหารพม่าเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-15 01:18:46

“ลากตั้ง” เข้าวินสมใจ [15 มี.ค. 51 - 03:00]

ข่าวคราวในบ้านเมืองยามนี้รู้สึกว่า สัญญาณแห่งความขัดแย้งลามไปทั่วทุกวงการ

ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงเพลงลูกทุ่ง ที่กำลังปะทุศึกขุนพลเพลงรุ่นใหญ่ กับคิวทะลุกลางปล้องของ “พี่เป้า” สายัณห์ สัญญา ออกมาเปิดประเด็นแฉ “พี่แอ๊ว” ยอดรัก สลักใจ ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งจริงอย่างที่ออกข่าวใหญ่โต

ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาลวงโลก อีกฝ่ายสวนกลับพวกโง่เง่าอิจฉาริษยา

ด่ากันออกอากาศ

ไม่มีบทหวาน “รักสายัณห์น้อยๆแต่รักนานๆ” งานนี้เดิมพันชื่อเสียงที่สั่งสมกันมานานกว่า 30 ปี ไม่ใครก็ใครมีหวังป่นปี้

ที่แน่ๆศึก “สายัณห์-ยอดรัก” กลายเป็นมวยคู่มัน คั่นรายการศึกโรมรันพันตูระหว่างเครือข่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน

หันกลับมาที่เกม “ม้าแลกขุน” ก็กำลังเร้าใจ

กับปฏิบัติการม้ารุกฆาต “หล่อเล็ก” อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศยุติบทบาทในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงสปิริตอันสูงส่งแรงกล้า หลังติดบ่วงเชือดคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง กทม.

เอาตัวเข้าแลกกับขุนอย่าง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

กะให้จนกลางกระดาน

แนวรบด้านคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็กำลังจ่อคอหอย ทั้งหวยบนดิน ทั้งรถและเรือดับเพลิง กทม.

หายใจแทบไม่ทัน

ล่าสุดแนวรบเปิดอีกด้าน ผลสอบของคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนอมินี ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตั้งแท่นชง

ฟันธงพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย

อย่างไรก็ตาม ประเมินจากเสียงที่ออกมา ดูเหมือน กกต.ก็เกิดอาการเสียงแตก ฝั˜งหนึ่งนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ประสานเสียงนายไพฑูรย์ เนติโพธิ ประธานคณะอนุกรรมการฯ เน้นไปในเชิงพฤติกรรม

พุ่งเป้าไปที่คิว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

แต่ได้พูดส่งเสริมให้สมาชิกพรรคพลังประชาชนมารวมตัวกัน

ขณะที่ “เจ๊สด”นางสดศรี สัตยธรรม กกต. เห็นไปอีกทาง ยืนยันเรื่องนี้กฎหมายไม่ได้ระบุความผิดไว้ และส่วนตัวเห็นว่าไม่มีข้อกฎหมายใดเอาผิดได้ และไม่สามารถนำข้อกฎหมายอื่นหรือไปดึงกฎหมายต่างประเทศที่ระบุว่านอมินีเป็นความผิดมาเทียบเคียงเช่นกัน

“อยากขอว่า อย่าพยายามใช้กระแสการเมืองมากดดันการวินิจฉัยของ กกต. เพราะ กกต.ต้องเป็นกลาง ยึดกฎหมายเป็นหลัก”

ส่อแววขัดลำกันเอง

แต่ที่เตรียมชิ่งหนีก่อนใคร นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.อีกคน แวบไปยื่นใบสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเหตุผลชัดๆ

“ผมอยู่ตรงนี้ก็เสี่ยงคุก และยังถูกด่ามากเหลือเกิน ยืนอยู่ตรงกลางเขาก็ดันมาทางซ้าย พอยืนอยู่อีกฝั่งก็ดันมาทางขวา เหมือนอย่างที่สื่อเคยบอกว่า อยู่ตรงนี้หากยืนไม่ดีก็จะไปอยู่ระหว่างตรงกลางเขาควาย”

5 เสือ กกต. มีเค้าวงแตก

หันไปที่สภาสูง นายประสพสุข บุญเดช ส.ว.สรรหา ที่ได้มือล็อบบี้ยิสต์จาก ส.ว.ลากตั้งในเครือข่ายพันธมิตรม็อบไล่ทักษิณ เดินเกมล็อกเสียงสนับสนุน 78 คะแนน

เข้าป้ายในตำแหน่งประธานวุฒิสภา

ขณะที่นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ ถิ่น “ชิดชอบบุรี” คู่แข่งสำคัญ ไม่สามารถแหกด่านข่าวลือลอยลม แจกเงินหัวละล้าน แถมรถ แถมเงินเดือน

ตกขอบไปตามฟอร์ม

เป็นอันว่า “ส.ว.ลากตั้ง” ได้กุมบังเหียนสภาสูง ตามเจตนาแฝงของคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ

งานนี้คนคาบไปป์นั่งยิ้มเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สุรพงษ์สั่งแปลงงบ'อยู่ดีมีสุข' กว่าหมื่นล้านเป็นเอสเอ็มแอล [15 มี.ค. 51 - 01:15]

นายสมชัย สัจจพงษ์ โฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมร่วม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ที่มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน วานนี้ (14 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการจัดทำงบประมาณกลางปีที่ต้องขาดดุลเพิ่มเติมไม่มีความจำเป็น เพราะยังมีงบประมาณอีกมากกว่า 10,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือเบิกจ่ายล่าช้าในบางโครงการ สามารถปรับมาใช้ได้และสามารถเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที ได้ให้สำนักงบประมาณไปตรวจสอบและนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 มี.ค.นี้ เช่น โครงการอยู่ดีมีสุข 15,000 ล้านบาท นพ.สุรพงษ์ ยืนยันชัดเจนว่า จะแปลงมาเป็นโครงการเอสเอ็มแอล และยังมีโครงการอื่นๆ อีก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า หากมีการตั้งงบประมาณกลางปีจะทำให้เกิดแรงกดดันมาก โดยการเบิกจ่ายจะทำได้ลำบาก เพราะต้องมีการตั้งเสนอขอใช้งบประมาณให้ทันในปีนี้

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า ส่วนการจัดทำงบประมาณปี 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นรักษาวินัยทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรม โดยยังจำเป็นต้องตั้งงบประมาณขาดดุลสูงกว่าในปี 2551 ที่ขาดดุล 1.65 แสนล้านบาท แต่คงไม่เกินร้อยละ 2.5 ของจีดีพี และยึดกรอบวินัยการคลัง คือ หนี้สาธารณะไม่เกินกว่าร้อยละ 50 ของจีดีพี ภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกินร้อยละ 15 สัดส่วนงบลงทุนต่องบประมาณไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 25


นายสมชัย กล่าวต่ออีกว่า ที่ประชุมเห็นสอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ โดย สศช.คาดว่า จะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5.5 ธปท.คาดร้อยละ 4.5-6 และกระทรวงการคลังคาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 5.4-5.5 และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 3.5 อย่างไรก็ดี การทำงบประมาณปี 2552 มีข้อจำกัดหลายอย่าง อาทิ การต้องตั้งงบชดเชยเงินคงคลังที่ใช้ไปในปีงบประมาณ 2550 วงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจีดีพี ขณะที่รายได้ของรัฐบาลคาดว่าจะขยายตัวขึ้น เพราะเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ แต่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้จะไปส่งผลกระทบต่อรายได้ในปีหน้ามากกว่าที่จะกระทบรายได้ปีนี้เป็นหลักหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบที่ต้องจัดสรรให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพิ่มขึ้นมากกว่าปีนี้ที่จัดสรร 25.2%


โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการให้มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ามากที่สุด โดยปัจจุบันพบว่า งบผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอ ที่มีการเสนอขอมากถึง 30,000-40,000 ล้านบาท ที่อาจจะใช้วิธีให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จ่ายสมทบในแต่ละโครงการ นอกเหนือจากใช้งบประมาณอย่างเดียว รวมถึงโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลอื่นๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ พักหนี้เกษตรกร เป็นต้น


นายสมชัยกล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดลงในปี 2552 จากที่ในปี 2551 เกินดุลมากจนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ปีหน้าจะมีการลงทุนในโครงการเมกกะโปรเจกต์เต็มรูปแบบ และการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญต่อการลงทุน โดยนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. คาดว่า ปีหน้าจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง จึงได้ให้มีการจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะปีหน้าจะต้องมีการขาดดุลการคลังอยู่แล้ว จึงเกรงว่า ปี 2552 อาจจะเกิดภาวะขาดดุลแฝดเหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา


"ไม่อยากเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะประเทศไทยจะขาดดุลการคลังอยู่แล้ว และจะเหมือนกับสหรัฐฯที่มีการขาดดุลแฝด" โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าว


โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังหารือถึงโครงการพักหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่จะประกาศภายในเดือนนี้ ว่าจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาการเกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย เนื่องจากเกรงว่า อาจจะมีเกษตรกรที่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอลฉวยโอกาสปล่อยให้เกิดเอ็นพีแอล เพื่อหวังเข้าร่วมโครงการ และจะกำหนดว่าผู้ที่จะได้รับการพักหนี้ ต้องมีแผนการฟื้นฟูกิจกรรมทางการเกษตรอย่างชัดเจนด้วย ไม่ใช่ให้ทุกคนที่เป็นเอ็นพีแอล


คตส.-ประชาธิปัตย์-พันธมิตร

ใครที่รู้ไม่เท่าทันกลเกมการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงจะออกมาปรบมือดังๆ ให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ขอยุติบทบาทการทำงาน หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ชี้มูลความผิดคดีรถและเรือดับเพลิง

แต่หากลำดับเรื่องราวดีๆ ก็จะเห็นว่ากรณีนี้เกิดขึ้นในห้วงที่หลายฝ่ายพยายามออกมากดดันให้ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยร่วมมีมติเรื่องหวยบนดินในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พักการทำงาน
การออกมาพูดจาเรื่องดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์ กับคตส. สอดประสานกันเสียจนน่าตกใจ และยิ่งเมื่อมีการชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทำท่าว่าจะเล่นงานนายสัมคร แต่เพียงคนเดียวก็ยิ่งชวนให้คิด ให้สงสัยได้มากมายยิ่งขึ้น

เชื่อแน่ว่าใครที่ได้เห็นข่าวที่นายอภิรักษ์ กระโดดรับลูกทันทีทันควัน หลังจากที่ คตส. ชี้ว่ามีมูล ก็ต้องตั้งข้อสังเกตุ หรือมีความสงสัยกันบ้าง ว่ามีการทำกันเป็นขบวนการอย่างไรหรือไม่

ยิ่งเมื่อนายอภิรักษ์ อ้างว่าได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนตัดสินใจ ก็ยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่านายอภิรักษ์ เชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวเข้ากับความเป็นเรื่องราวทางการเมือง

เพราะในความเป็นจริงแล้วนายอภิรักษ์ ควรที่จะนำเรื่องไปหารือกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บังคับบัญชาจะเหมาะกว่า เพราะผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ที่พรรคประชาธิปัตย์

และขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ต้องรีบร้อนออกให้สัมภาษณ์ขานรับ ออกมาทำเสมือนว่านายอภิรักษ์ เป็นฮีโร่ เป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างนั้น

เพราะนอกจากจะทำให้ผู้คนรู้เท่าทันแล้ว ในข้อเท็จจริงกรณีของนายอภิรักษ์ ก็ไม่ใช่การแสดงสปิริต และไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปเทียบเคียงกับกรณีของทั้ง 3 รัฐมนตรีได้

กรณีของนายอภิรักษ์ แท้จริงแล้วต้องเอาไปเปรียบเทียบกับกรณีของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ที่ยังนั่งทับเก้าอี้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ซึ่งอาจจะเกิดกรณีแทรกแซง หรือสั่งการให้คุณให้โทษได้ ก็จำเป็นต้องให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นไปก่อน

ส่วนกรณีของรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ถ้าไม่เป็นความพยายามที่จะตะแบง ทุกคน ทุกฝ่ายก็เข้าใจตรงกันอยู่แล้วว่าตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่ถูกกล่าวหา ไม่สามารถจะไปให้คุณให้โทษ หรือทำให้การพิจารณาเรื่องการออกหวยบนดินเบี่ยงเบนไปได้

แม้ว่าตัวบทกฎหมายจะมีความคลุมเครืออยู่บ้าง มีช่องทางให้บางคน บางพวก ตีความเพื่อประโยชน์ของตัวและพวกพ้อง แต่บางกรณีก็สามารถตีความได้ไม่ยาก หากพิจารณาถึงเจตนารมย์สำคัญของกฎหมาย

อยากตั้งคำถามง่ายๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ คตส. เห็นประโยชน์อะไรในการพักงานรัฐมนตรีทั้ง 3 คน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนพวกนี้ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ทั้งที่การพักงานรัฐมนตรีทั้ง 3 คน อาจจะทำให้การบริหารบ้านเมืองเกิดความสะดุด การงานที่กำลังทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองอาจจะต้องเกิดความชะงัก

หรือว่ากลุ่มพันธมิตรฯ อยากเห็นประชาชนตื่นตระหนกตกใจ นานาชาติขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล เหมือนที่พยยามออกแถลงการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเกินกว่าความเป็นจริง

พยายามสร้างเงื่อนไขทางจิตวิทยาให้ผู้คนที่ได้ยิน ได้ฟัง โดยไม่ทันไตร่ตรองได้เกิดความเชื่อว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้วในบ้านเมือง เชื่อว่ามีการกระทำหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง ทั้งที่เรื่องราวต่างๆ ล้วนเป็นการคาดเดา และจินตนาการเอาเองว่าอาจจะเกิดขึ้น ซึ่งยังอาจหมายถึงการจงใจให้ร้ายด้วยซ้ำไป

หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะให้ประชาชนมองว่าพรรคพลังประชาชน เลวร้าย ทั้งที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกว่าครี่งเลือก ส.ส. ในรัฐบาลนี้เข้ามาทำงาน เช่นนั้นหรือเปล่า

หรืออยากให้ต่างประเทศมองว่าประเทศไทยมีรัฐบาลที่มากไปด้วยปัญหา ไม่เหมาะแก่การนำเงินเข้ามาเข้ามาลงทุน แล้วหันเหไปปักหลักทำการค้าในประเทศเพื่อบ้านแทน

หรือจะเป็นดังที่มีคนตั้งข้อสงสัยหรือไม่ว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด เจ้าหลักการที่สุด พรรคนี้ อยากประกาศตัวเป็นพรรคการเมืองที่ดีที่สุดแต่เพียงหนึ่งเดียว เพราะอิจฉาตาร้อนที่บรรดาพรรคการเมือง ไม่เว้นพรรคเล็กพรรคน้อย ล้วนได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงานบ้านเมือง จึงได้เกิดความพยายามทุกหนทางที่จะทำให้รัฐบาลบริหารงานต่อไปไม่ได้
รวมทั้ง คตส. เองแม้ว่าจะน่าสงสัยน้อยกว่าเพื่อนว่ามีเจตนาอย่างไร เพราะมีท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ครั้งถูกตั้งขึ้นมาโดย คมช. แต่ก็อดที่จะต้องตั้งคำถามไม่ได้ว่า จนกระทั่งมีการเลือกต้ง มีรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย เข้ามาบริหารบ้านเมืองเช่นนี้แล้ว คตส. ยังต้องการอะไรอีก

ในวันที่ประชาชนทุกชนชั้นกำลังรอให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังรุมเร้าอย่างหนักทั้งจากกระแสเศรษฐกิจโลก และปัญหาที่หมักหมมมาในช่วงการปฏิวัติรัฐประหาร คตส. ก็ยังอยากเห็นรัฐบาลนี้ล้มหายตายจากอยู่อย่างนั้นหรือ

จะตะแบงกันไปถึงไหน...หรือจะต้องให้บ้านเมืองฉิบหายวายวอดซะก่อนถึงจะพอใจ...!!


สามเหลี่ยมดินแดง




00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 ยังยืนยันในเจตนารมย์เดิม เดินหน้าค้นหาความจริงให้กับสังคม วันนี้สิ่งที่ประชาชน จะต้องเฝ้าติดตามการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธาน เพราะเป็นการประลองกำลังกันระหว่าง ตัวแทนจากที่มาจากการสรรหารของคน 7 คน กับ ตัวแทนของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่คือ ปัญหาหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ สร้างปัญหาความแตกแยกให้กับประชาชนและคนที่จะมาทำหน้าที่กลั่นกรองกฏหมายและถอดถอนนักการเมือง

00 นั่งสนทนากับ นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ นายกสภาทนายความคนแรก ถึงการที่ทนายจากสภาทนายความ ไปช่วยเหลือคดีความให้กับ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหารแก่รัฐ หรือ คตส. เป็นการทำผิดกฏระเบียบสภาทนายความอย่างชัดเจน

00 เพราะในกฏหมายของสภาทนายความนั่น ทนายจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลว่าความให้กับผู้ที่ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ คตส. มีอัยการสูงสุดเป็นทนายแผ่นดินอยู่แล้ว แต่ไม่ไปใช้บริการ เพราะ อัยการสูงสุดตีกลับสำนวนมาแล้วรอบหนึ่ง เพื่อให้สอบสวนเพิ่มเติม ไม่รู้ว่ากลัวไม่ทันเวลาที่ตั้งธงไว้หรือไร

00 นายกสภาทนายความคนแรก บอกกับเอกฉัตรว่า วันนี้เป็นห่วงสถาบันทนายความที่ต่อสู้กันมานานแสนนาน 11 ปี9เดือน กว่าจะเป็นสภาทนายความ แต่กำลังจะถูก บรรดาทนายขายจิตวิญญาณ ทำลาย ใครเข้าข่ายทนายประเภทนี้ ไม่สะอึกก็ใจแข็งละพ่อคุ๊ณเอ๋ย

00 ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก 3 รัฐมนตรีที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหาแก่รัฐ หรือ คตส. ฟ้องคดีหวยบนดิน ยังตีความกันไม่แตก จะต้องพักงานหรือไม่ วันวาน คตส.ได้ฟ้องคดีรถดับเพลิงเรือดับเพลิงของกทม. มูลค่า 6,700 ล้านบาท นอกจากจะมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นตัวยืน ได้ลากเอา นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนเซ็นเปิดแอลซี มาเป็นผู้ถูกกล่าวหา หลังจากรอดตัวมาทุกครั้งที่ นายนาม ยิ้มแย้ม เจ้าของคดี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานชี้ขาด

00 มีคนตั้งข้อสังเกตุไว้น่าคิดว่า เหตุที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เป็นการจัดฉากเพื่อกระตุ้นให้ นายกฯสมัคร สุนทรเวช ยุติบทบาทการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ยืนกราน 3 รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาคดีหวยบนดิน ไม่ต้องพักงาน เพราะทันทีที่ถูกกล่าวหา หล่อเล็กนั่งคุยกับหล่อใหญ่ ก่อนออกมาประกาศยุติบทบาททันที

00 ประสา เอกฉัตร ไม่ใช่นักกฏหมาย แต่เข้าใจความหมายการตีความของ อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มือกฏหมายของรัฐบาล หากยกกรณี 3 รัฐมนตรีที่ไม่ต้องพักงาน เพราะ คตส.ฟ้องคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่คนละรัฐบาล ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียการสอบสวน จึงไม่ต้องพักงาน

00 ดังนั้น วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับงานในส่วนของกรุงเทพมหานคร จึงไม่ต้องยุติบทบาท ขณะที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไม่แสดงสปิริตยุติบทบาทในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นี่สิเป็นเรื่องแปลก เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับเรื่องที่ถูกฟ้องร้อง

00 เหมือนจะรู้ชะตากรรมในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมหรืออย่างไร นายจรัญ ภักดีธนากุล จึงได้สมัครเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ยักลาออกจากตำแหน่งที่นั่งทำงานอยู่ ตามข่าวลือ หรือว่า ข่าวลือคือข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง

00 ไม่รู้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ดีตรงไหน ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงไม่เห็นดีเห็นงาม พยายามจะสร้างเงื่อนไขที่เคยทำได้ผลมาแล้ว จนทำให้เกิดเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

00 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน นั่งจินตนาการแถลงข่าวว่ารัฐบาลกำลังสร้างเงื่อนไข เช่นการปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจะมีการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อจะให้มีการทำปฏิวัติรัฐประหาร จะได้ล้างคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปแนประมุข เท่ากับล้างคดีให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

00 แต่เป็นความโชคดีที่คนไทยฉลาดขึ้น ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆเหมือนในอดีต ได้รับบทเรียนอันแสนสาหัสมาแล้ว จินตนาการที่ว่า ไม่มีใครรับมุก เพราะใครก็รู้ว่า หนึ่งปีหกเดือนที่ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ ประเทศเสียหายขนาดไหน และไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลไหนหรอกที่จะกลับไปอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ยกเว้นนักการเมืองบางคนที่ เรียกหา มาตรา 7 ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน จนเป็นภาพติดตัวล้างไม่ออกอยู่ทุกวันนี้ จากที่เคยถูกเรียกขาน หล่อใหญ่ กลายเป็น มาร์ค ม.7

00 วันวานออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ให้ นายสุริยะใส กตะศิลา อ่านเหมือนโฆษกคณะปฏิวัติอ่านคำสั่งคณะปฏิวัติ หากประเทศเพื่อนบ้านจะมีการปฏิวัติ น่าจะติดต่อไปเป็นโฆษก ส่วนในประเทศไทย คงอีกนานที่จะมีคำสั่งของคณะปฏิวัติให้อ่านอีก

00 ในแถลงการณ์ที่ออกมา ก็เป็นจินตนาการ จะมีการเคลื่อนไหวต้านเผด็จการทุนนิยมสามานต์และรัฐตำรวจ ชาวบ้านที่นั่งอยู่หน้าจอทีวี ฟังข่าวนี้ ยังนึกไม่ออกว่า ทุนนิยมสามานต์คืออะไร หรือรัฐตำรวจเป็นอย่างไร ที่เห็นๆวันนี้ก็มีแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เพิ่งเด้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ขึ้นมารักษาการ เพื่อสะสางปัญหาต่างๆที่ผุดขึ้นมาเมื่อน้ำลด ชะเอย
เอกฉัตร


หล่อเล็ก เขี้ยวลากดิน แหกตาประชาชน?

จากข่าวเด่นประเด็นร้อนกรณี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจาก คตส.มีมติชี้มูลความผิด กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตรถและเรือดับเพลิงของกทม. โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบของคตส.เป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากการแทรกแซง พร้อมทั้งมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ว่าเป็นการแสดงบรรทัดฐานของนักการเมือง และเป็นจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ แถมท้ายด้วยคำชมจากปากประธานคตส. นายนาม ยิ้มแย้ม (ผู้ตั้งข้อกล่าวหาแก่ตัว) ว่า ไม่จำเป็นต้องยุติหน้าที่ก็ได้เพราะเพียงแค่ถูกกล่าวหา แต่เป็นเรื่องดีที่สร้างบรรทัดฐานทางการเมือง

หากมองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ โชว์สปิริตทางการเมือง ว่าพวกตนเป็นพรรคการเมือง และนักการเมืองชั้นดี แฝงนัยยะกระทบชิ่งนักการเมืองผู้อื่นที่คตส.กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ในเวลานี้

แต่ การประกาศยุติบทบาทผู้ว่ากทม. เป็นการแสดงสปิริต ความเป็นคนดี มีจริยธรรมทางการเมืองที่สูงส่งกว่าคนอื่นจริงหรือ? หรือกำลังใช้ยุทธวิธี ลับ ลวง พราง อ้างความใสซื่อมือสะอาด มาแหกตาพี่น้องประชาชน และโจมตีรัฐบาลกันแน่?

การแหกตาที่ว่า เกิดจากการพูดความจริงไม่หมดใช่หรือไม่?
ควรทำความเข้าใจกันก่อนว่า การยุติบทบาทของท่านหล่อเล็ก ไม่ใช่เรื่องการแสดงสปิริตแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่มีข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวพัน ท่านหล่อเล็กถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่ากทม. เป็นข้อกล่าวหาที่ผูกพันอยู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบ และองค์กรที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยุติบทบาทการทำงาน

แล้วท่านหล่อเล็ก ยุติบทบาทเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบของคตส.เป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากการแทรกแซงจริงหรือ?
คำตอบตามความจริงที่ปรากฎคือ ไม่
เพราะหากไม่หลับหูหลับตาเชียร์ “สปิริต” กันมากไปนัก จะเห็นได้ว่า ยังคงมีคนของท่านหล่อเล็ก และท่านหล่อใหญ่แห่งพรรคฝ่ายแค้นนั่งบริหารงานระดับสูงในกทม. เช่นเดิม

ทั้งยังมีปลัดฯที่เป็นคนเดิมอีก
อย่าลืมว่า โครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของการบริหารงานของผู้ว่ากทม. ก็คือ สามารถแต่งตั้งคณะทำงาน ทั้งรองผู้ว่า และคณะทำงานต่างๆ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปอย่างเปิดเผยว่า มีทั้งสมาชิกและคนของพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด

การเปลี่ยนหน้าฉากแค่ หน้าตาของคน แต่พื้นฐานและระบบ เส้นสายคงเดิม
เป็นการแสดงสปิริตตรงไหนไม่ทราบ?
หากต้องการความโปร่งใสจริง ต้องตัดองคาพยพทิ้งทั้งหมด ไม่ใช่คงไว้เป็นพวงแบบนี้
ดังนั้นควรหยุดแหกตาประชาชนว่า “โชว์สปิริต เพื่อสร้างความโปร่งใส” เสียที
ประชาชนเขาไม่ได้กินหญ้า !
และด้วยความเคารพ โปรดอย่าลืมว่า ท่าทีของคณะผู้บริหารกทม. รวมทั้งหล่อเล็ก ในอดีตระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับประชาชน ผู้ต่อสู้คัดค้านเผด็จการคมช. จากการขอใช้สนามหลวงเพื่อจัดการชุมนุม
สำหรับพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารท่านบริการอย่างเต็มที่ ทั้งรถสุขา ทั้งการอำนวยความสะดวกต่างๆ

สำหรับการชุมนุมของประชาชนผู้คัดค้านเผด็จการคมช. กลับถูกขัดขวาง นำเจ้าหน้าที่เทศกิจ สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาล้อมประชาชนที่ชุมนุมบ้าง ให้ข่าวเป็นทางลบกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะ

เป็นพฤติกรรมเลือกข้างและเลือกปฎิบัติ ราวฟ้ากับเหว
การสนับสนุนและบริการการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร สอดคล้องกับท่าที จุดยืนของท่านหล่อใหญ่ผู้นำพรรคในการชูมาตรา 7 ในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งไม่รู้ว่าการโชว์สปิริตยุติบทบาท ในเวลานี้จะสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ปัจจุบันอีกหรือไม่?
ว่ากันว่า กระบวนยุทธ์ สร้างภาพโชว์สปิริต นอกจากหวังผลทางการเมืองเตะตัดขารัฐบาลแล้ว ยังได้ของแถมที่สำคัญมาอีกเรื่องหนึ่ง เพราะ ตำแหน่งผู้ว่ากทม.นั้น อีกไม่กี่เดือนก็หมดวาระแล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่ การยุติบทบาทการทำหน้าที่ผู้ว่ากทม. นอกจากเป็นการสร้างภาพว่า “มีสปิรติ”แล้ว ยังมีเวลาไปเดินสายหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยใช่หรือไม่?
คงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับหล่อเล็กและหล่อใหญ่เขี้ยวลากดิน ที่กำลังเล่นปาหี่ แหกตาประชาชนอยู่ในเวลานี้


ราคาที่ลดลงของพันธมิตรฯ

ในที่สุด กำหนดการรวมพลครั้งแรกของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้การบริการของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ก็ได้กำหนดวันออกมาเรียบร้อย

คนไทยหลายคนเห็นข่าวนี้แล้วก็ให้รู้สึกไม่สบายใจ เกรงว่ามันจะนำไปสู่การสร้างความวุ่นวายใหญ่โตเหมือนที่เคยเป็นมา

แต่อย่าลืมว่าเงื่อนปัจจัยครั้งนี้กับครั้งกระโน้นคือก่อน 19 กันยายน 2549 มันยังห่างกันลิบลับ...
ก่อน 19 กันยายน กลุ่มพันธมิตรฯก่อตัวขึ้นโดยมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อเครือผู้จัดการเป็นแกนหลัก และมีองค์กรภาคประชาชนอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาเสริมทัพเพิ่มความเข้มแข็ง

โดยเฉพาะเป็นภาคประชาชนที่ถนัดนักกับการยืนตรงข้ามรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะทำอะไร จะประกอบด้วยใคร ใครเป็นนายกฯ

แล้วยิ่งบ้านเมืองขาดหายไปจากบรรยากาศการรวมตัวทางการเมืองขนาดใหญ่มานานหลายปี...การได้ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯจึงเป็นเรื่องที่มาตอบสนองความกระสันอยากจะต่อสู้เพื่อผดุงความยุติธรรมของคนกลุ่มนี้ เกิดเป็นกระแสสารพัดโหนอย่างที่เห็น

เมื่อรายชื่อผู้มีต้นทุนทางสังคมในขณะนั้น เช่น พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตะศิลา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมศักดิ์ โกศัยสุข สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ออกมาร่วมด้วย ชนชั้นกลางผู้เชื่อมั่นในบุคคลเหล่านี้จึงพร้อมเทใจให้

บวกกับการเดินเกมที่ผิดพลาดไปของรัฐบาลทักษิณ และตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง เช่น การขายหุ้นในเวลานั้น จึงยิ่งเป็นการราดน้ำมันบนถ่านไม้ที่แดงร้อนให้ปะทุเปลวไฟพวยพุ่ง...

แต่นั่น...ก็คือก่อน 19 กันยายน 2549
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “มิตร” ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ล้วนได้รับบำเหน็จรางวัลกันถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมือง นักวิชาการ หรือกระทั่งสื่อมวลชน

โดยเฉพาะกลุ่มที่ควรได้รับความดีความชอบมากที่สุด ในฐานะผู้ช่วยกรุยทางให้การรัฐประหารก็คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

การดำรงอยู่ของใครหลายคนในสภาร่างรัฐธรรมนูญบ้าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติบ้าง องค์กรอิสระต่างๆ บ้าง เหล่านี้คือรูปธรรมของการต่างตอบแทนดังกล่าว

แต่ขณะเดียวกัน การสมประโยชน์กันเหล่านี้ ก็กลับทำให้เริ่มเกิดเสียงยี้ต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าก็มีสถานะไม่ต่างจากเหลือบไร ที่แสวงหาโอกาสสูบกินผลประโยชน์มาเลี้ยงตัวให้อวบอ้วนอิ่มเอมก็เท่านั้น...

ยิ่งหลังจากช่วงฮันนีมูนระหว่างพันธมิตรฯ กับ คมช. เริ่มผ่านพ้นไป เกิดปรากฏการณ์ไม่ลงรอยทางผลประโยชน์ ผลตอบแทนไม่สมน้ำสมเนื้อ ใครบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯเริ่มฟาดงวงฟาดงาใส่บรรดา”กัลยาณมิตร” ก็ยิ่งทำให้หลายคนตาสว่างว่า ตกลงที่ผ่านมามันเป็นเรื่องผลประโยชน์ประเทศชาติหรือผลประโยชน์เฉพาะของใครกันแน่...

สง่าราศีและชื่อเสียงของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงลดเหลือเป็นแค่พันธมาร...อันธพาลทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เหมือนว่าจะทำมาหากินด้วยการตบทรัพย์ใครต่อใครไปวันๆ ก็เท่านั้น

ดังนั้น ก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาขึ้นศาลเพียงไม่กี่วัน เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯพยายามกลับมาปลุกผีด้วยการตั้งโต๊ะแถลงข่าวสีหน้าซีเรียส

ผลตอบรับจึงกลับแผ่วเบา...เหมือนถูกปล่อยให้เต้นแร้งเต้นกาไปคนเดียว
หากจะมีผลสะท้อนกลับมาบ้าง ก็คงเป็นเหล่าบรรดานักวิชาการที่ออกมารุมสับความเหลวไหลเลื่อนเปื้อน ปั้นน้ำเป็นตัวของพันธมิตรฯ รวมถึงประชาชนหลายส่วนที่ออกมาโห่ฮาป่า เพราะบาดแผลจากการทำรัฐประหารด้วยฝีมือการเชิญชวนของคนกลุ่มนี้ยังร้าวลึก
กระแสตอบรับกับชื่อเสียงที่ตกต่ำสุดขีดแบบนี้ หากไม่โกหกตัวเอง แกนนำพันธมิตรฯย่อมต้องรู้ตัวดี

เหตุผลการรวมตัวของแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้รูปฉากของการจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” ในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น
มองในแง่หนึ่งอาจเป็นเรื่องชวนขบขันกับการพยายามปลุกปั้นผีขึ้นมาเพื่อความชอบธรรมในการเป็นผู้ปราบผีของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะ “รัฐตำรวจ” เอย “กลียุค” เอย...เหล่านี้คือบรรดาผีที่ถูกปั้นมาทั้งสิ้น
แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง การจัดเวทีของพันธมิตรฯ ก็อยู่บนพื้นฐานของความน่าเห็นใจ เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ แนวร่วมพันธมิตรฯลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาชนหลายกลุ่มที่เคยเป็นทัพสำคัญ ก็โบกมือลาจากไปนับตั้งแต่พันธมิตรฯ ประกาศของมาตรา 7 ในครั้งโน้น...
การพยายามจัดเวทีดังกล่าว จึงเป็นไปเพื่อสร้างกำลังใจแนวร่วมที่เหลืออยู่ให้รู้สึกว่ายังมีอะไรให้ทำ เพราะหากได้แต่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวโดยไม่ลงมือทำอะไร ก็คงจะด้อยค่าหมดราคาในสักวัน

การนัดเจอกัน จึงเป็นการเช็คขุมกำลังทางหนึ่ง เป็นการตอบสนองมวลชนที่เหลืออยู่อีกทางหนึ่ง
ใครกังวลใจเพราะยังเข็ดกับความสามารถในการปลุกปั่นปั้นน้ำเป็นตัวของคนกลุ่มนี้ แม้ไม่ถือว่าฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตีโพยตีพายไปก่อน เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ คนที่พันธมิตรฯเห็นเป็นศัตรูสำคัญที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ได้กลับมาดำเนินการถูกต้องภายใต้อำนาจศาลสถิตยุติธรรม
จึงไม่เหลือข้ออ้างให้ผู้ที่ต้องการตั้งตัวเป็น “ศาลเตี้ย” อย่างพันธมิตรฯ ได้อีก
พันธมิตรฯ จึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มาก เพราะเหตุปัจจัยมันไม่เพียงพอ เว้นเสียแต่จะปั้นเอาอย่างที่ถนัด...
เพียงแต่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ยังมีคนที่หลงเหลือพอจะเชื่อน้ำคำพันธมิตรฯ อยู่อีกสักเท่าใด


รัฐตำรวจ? มุกแป้ก

มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเตือนว่า ไม่ควรจะให้ความสนใจกับแก๊งข้างถนนที่ชื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะอดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประชาชนที่หลงเชื่อคำยุแหย่ ให้การสนับสนุน จนทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหามากมาย จากการที่แก๊งข้างถนนแก๊งนี้กวักมือเรียกให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงได้เรียกขานแก๊งข้างถนนนี้ว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกหาเผด็จการ

ซึ่งเห็นๆ กันอยู่แล้วว่า ภายหลังการทำรัฐประหาร แต่ละคนได้บำเหน็จความชอบกันอย่างไร บางคนเคยเป็นเพื่อนรักกัน ก็ต้องทะเลาะกัน เพราะแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว
ผมพยายามที่จะเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ที่เตือนสติ แต่จิตใจยังไม่สามารถปล่อยวางได้ ก็อดไม่ได้ที่จะชายตามองเข้าไปข้องแวะสักครั้งหนึ่ง
อย่างน้อยขอพ่วงท้ายเป็นกองเชียร์ ดอกเตอร์สิงห์เหลิม ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูเหมือนว่าจะลงมาชนเต็มๆ กับแก๊งข้างถนนแก๊งนี้ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวในฐานะ ส.ส. ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
อย่างกรณีที่ ดอกเตอร์สิงห์เหลิม ออกมาระบุว่า มีข้อมูลกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นแกนนำ เคยรีดไถเงินจากนักธุรกิจรายหนึ่งเป็นเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาท เป็นนักธุรกิจที่ถูกรีดไถนั้นเป็นคนที่สังคมรู้จักดี เป็นพ่อค้าอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ดอกเตอร์สิงห์เหลิมไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียกนามนักธุรกิจคนดังกล่าว แต่คนที่คลุกคลีหรือติดตามข่าวการบ้านการเมืองจะรู้ทันทีว่าชื่ออะไร
เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข่าวแพลมๆ ออกมาบ้างเหมือนกันว่า มีการไปรีดไถเงินค่าผ่อนปรนค่าอำนวยความสะดวกให้ทำมาค้าขายได้ในวงเงิน 4-5 ร้อยล้านบาท
คนทั่วๆ ไปรวมทั้งผม ได้ยินได้ฟังข่าวนี้ ก็ตกใจไม่น้อย ทำไมค่าผ่อนปรนค่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายถึงมีราคาแพงสูงลิ่วอย่างนี้
ผมได้แต่หวังว่าข่าวที่ลือกันมานานจะถูกเปิดเผยเสียทีว่า ใครเป็นคนไปรีดไถนักธุรกิจคนนั้น เพราะดอกเตอร์สิงห์เหลิมประกาศไว้แล้วว่า หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้หมั่นไส้ จะให้คนที่ถูกรีดไถมาขึ้นเวทีเปิดโปงความจริง
กองเชียร์และกองแช่งอย่างผมกระหายใคร่รู้ขึ้นมาทันที แต่ไม่ทราบว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สร้างความหมั่นไส้ระดับไหน ถึงจะทำให้ดอกเตอร์สิงห์เหลิมเปิดเวทีให้นักธุรกิจที่ทำมาค้าขายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกมาเปิดโปงคนไปรีดไถ
อย่างน้อยๆ เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมา คำว่า “เพื่อนอำมหิต” ที่หลุดออกมาจากปากของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม จะถูกเฉลยไปโดยปริยาย ไม่ต้องอึมครึม มองหน้ากันไม่ติดกันอย่างทุกวันนี้
ผมรออยู่นะครับมหามิตร
ในแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ นายสุริยะใส กตะศิลา นั่งอ่านเหมือนกับนั่งอ่านประกาศคณะปฏิวัติ กล่าวหาว่า มีการรื้อฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมา โดยยกเหตุผลว่ามีการย้ายตำรวจไม่เป็นธรรม
อย่างกรณีมีการย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย โดยอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง เพราะไปเกี่ยวพันกับการให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ผมอยากจะให้ย้อนไปดูคำสั่ง พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ไปช่วยราชการ ซึ่งยังไม่ได้ย้ายขาด เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นคนลงนาม ซึ่งในวันเดียวกันนั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
การที่มีการย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม ออกไปช่วยราชการ เพราะนายยงยุทธได้ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม เนื่องจากว่า พล.ต.ต.ทรงธรรม วางตัวไม่เป็นกลาง อะไรทำนองนั้น
พล.ต.ต.ทรงธรรม ที่ถูกย้ายให้ไปช่วยราชการนั้น อดีตเคยเป็นสารวัตรปราบปราม สน.ชนะสงคราม คุมพื้นที่บ้านพระอาทิตย์ ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการตั้งอยู่
ใครที่ติดตามรายการยามเฝ้าแผ่นดิน คงจะเคยได้ยิน นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดในรายการว่า ในช่วงที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น มีทหารจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาปิดล้อมหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นายสนธิ บอกว่า ก็มี “ใหญ่” หรือ พ.ต.ท.ทรงธรรม อัลภาชน์ สวป.สน.ชนะสงคราม ซึ่งถือเป็นน้องรักคนหนึ่ง แจ้งให้หลบไปก่อน
เห็นหรือยังว่าความสัมพันธ์ของนายสนธิกับ พล.ต.ต.ทรงธรรม แนบแน่นอย่างไร จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นจะตายกับการย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม ไปช่วยราชการ ถึงขนาดกล่าวหากันว่าจะฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมาใหม่
และ...ที่อ้างว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้รอ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร คือการฟื้นรัฐตำรวจ เป็นเหตุผลที่เบาเกินไป เพราะตอนที่ย้ายออกไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการรังแกกันชัดๆ มิใช่หรือ เมื่อจะย้ายกลับมาเป็นเรื่องธรรมด๊า...ธรรมดา
ภาษา หม่ำ จ๊กมก เรียกว่า มุกแป้ก ครับ


หมู-มังกร

40 ปีที่แล้ว ไม่มีใครไม่รู้จัก..สหสามัคคีค้าสัตว์..เพราะบริษัทนี้คือ..ผู้เดียวที่ถูกอนุญาตให้เป็นโรงฆ่าหมูเนื้อหมูและสารพัดผลิตภัณฑ์จากหมู..จะต้องหลั่งไหลออกมาจากโรงงานนี้ ว่ากันว่า..ธุรกิจฆ่าหมูทำรายได้ใหญ่ยิ่งให้กับอาเสี่ยพ่อค้า และส่งยาวไปถึงผู้นำทางทหาร..จนมีการวาดภาพเขียนการ์ตูน..ให้เป็น “จอมพลหมู” และมีกระทรวงอยู่หลังอนุสาวรีย์รูปปั้นหมูริมคลองหลอด

ครั้งนั้น..พอหมูมีราคาแพง..ก็จะมีคนเลี้ยงหมูฆ่าหมูนอกโรงงานและนำเข้ามากรุงเทพฯ..เรียกกันว่าหมูข้ามเขตหรือหมูเถื่อน..เล่าเรื่องเก่า..ก็เพื่อสืบสาวให้เห็นว่า..เรื่องหมูนั้น..มันไม่เคยเป็นเรื่องหมูมานานแล้ว..มันเป็นสงครามครูเสดระหว่าง..ผู้เลี้ยงกับผู้บริโภคพอหมูถูก คนเลี้ยงก็โวยวาย พอหมูแพง คนกินก็ดุด่า รัฐบาลไม่ว่าสมัยไหนๆ ก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

สมัยนั้น..หมูเหมือนกับปลาทู คือ เป็นอาหารของคนชั้นล่าง..วันไหนบ้านไหนมีกินไก่กินกุ้ง..ถือเป็นเรื่องวาระพิเศษแต่วันนี้ไม่ใช่..ไก่ที่เคยเป็นอาหารชั้นสูงกว่าหมูกลับมีราคาถูกว่า..แถมยังมีปลานิล ปลาทับทิม เป็นอาหารโปรตีน..อยู่ชั้นล่าง บางครั้งยังมีกุ้งแถมให้..เรื่องหมูถูกหมูแพง..เลยไม่ใช่เรื่องรุนแรงอย่างเก่า..

ปีนี้หมูแพง..ก็ชวนให้คนหันมาเลี้ยงหมู พอเลี้ยงหมูกันมากเข้า หมูก็มีราคาถูกลงมา คนทุนน้อยก็เลิกเลี้ยง ที่ทนขาดทุนได้..ก็ทนเลี้ยงต่อไป พอหมูมีราคาก็เอามาเถือกับที่ขาดทุนไว้..นี่เป็นเรื่องปรกติคนไทยนั้น..หมูแพงเขาก็หันไปกินอย่างอื่น..แต่ถ้าไข่แพงเขาถึงจะโวยวาย..เพราะไข่คือสุดยอดของอาหารในโลกที่อร่อยและราคาถูก

ถึงต้องเตือน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ว่า..การกดราคาหมูนั้น..จะเป็นการทำลาย..คนเลี้ยงหมูที่เพิ่งลืมตาอ้าปาก..เพราะปีหน้าหมูก็จะมีราคาถูก..เพราะคนหันไปเลี้ยงกันมากขึ้น..กระทรวงก็คงจะรณรงค์ให้หันไปกินลูกหมูกันมิ่งขวัญ..เป็นคนคิดงานใหญ่ ได้คิดการใหม่เป็น..อย่ามีอคติ..ต้องคิดในสิ่งที่ไม่อาจคาดคิด..เป็นมังกรใหญ่อย่ามาตายเพราะหมู

พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

ตุลาการ ประธาน ส.ว.

ที่สุด...ผู้มีต้นทุนทางสังคมสูงกว่า “คู่ชิง” เก้าอี้ ประธานสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) คนอื่นๆ อย่าง...นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานศาลอุทธรณ์ และ ส.ว.สรรหา
ก็สามารถจะ “แหกโค้ง” ก้าวขึ้นไปเป็น ประธาน ส.ว. ด้วยมติสนับสนุน 78 เสียง (อ่านรายละเอียดเลือกตั้ง ประธาน ส.ว. หน้า 5)

ต้องไม่ลืมว่า...ตำแหน่ง ประธาน ส.ว.นั้น สำคัญมากๆ สำคัญอย่างไร “บางกอกทูเดย์” ขอร่วมบัญทึกหลักฐานชิ้นนี้เอาไว้เริ่มจากบทบาทหน้าที่ของ ส.ว.ทั่วไปก่อนส.ว.จะต้อง...ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยปราศจากการครอบงำจากอิทธิพลของพรรคการเมือง

กลั่นกรองกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า
ตรวจสอบการทุจริตของฝ่ายบริหารในขอบเขตหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา สร้างกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการเมืองไทย พิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งที่ทุจริตประพฤติมิชอบอย่างเที่ยงธรรม

และ พิจารณาคัดเลือกคนดี คนมีความสามารถ คนกล้าหาญมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระขณะที่ ประธาน ส.ว. นอกจากจะทำหน้าที่กำกับดูแล และควบคุมการประชุมของ ส.ว.แล้ว ยังมีอีกหน้าที่ที่สำคัญคือ รองประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นการประชุมร่วมของทั้ง ส.ว.และ ส.ส.สำคัญกว่านั้น ประธาน ส.ว.ยามนี้ ยังจะต้องทำหน้าที่ ประธานรัฐสภา ควบคู่กันไปด้วย

เนื่องจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานรัฐสภา ต้องเว้นวรรคการทำหน้าที่ของตัวเอง จนกว่า...จะรับรู้ว่า ศาลฎีกา แผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเห็นอย่างไรกับ “ใบแดง” ที่ กกต.ส่งเรื่องมา
แน่นอน เมื่อ ประธาน ส.ว. ซึ่งมีตำแหน่งเป็น รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภา มีชื่อว่า...นายประสบสุข

สังคมไทย จึงพอเบาใจได้บ้างว่า...เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ “ส.ว.เลือกตั้ง” ชุดแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และปฏิบัติหน้าที่ระหว่างปี 2539-2544จะไม่เกิดขึ้นมาอีก!!!อย่างน้อย สิ่งที่ นายประสบสุข เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้าจะมีการลงมติเลือก ประธาน ส.ว. เมื่อช่วงเช้า 14 มี.ค. ว่า...หากเขาได้เป็น ประธาน ส.ว. จะอยู่ในตำแหน่งเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเทอม หรือเพียง 3 ปี

จากนั้น ก็จะเปิดโอกาสให้ ส.ว.คนอื่นๆ เสนอตัวชิงตำแหน่งนี้แทน
ระหว่างนี้ ทุกๆ จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเพื่อน ส.ว. ไปจนถึงประชาชน และสื่อมวลชน ตรวจสอบการทำหน้าที่ตรงนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปี ช่วงที่การเมืองเริ่มจะเข้ามาครอบงำ ส.ว.นั้นจะเห็นว่า...เริ่มมีการกล่าวหาเรื่องกากรซื้อเสียงของ ส.ว.

มี ส.ว.บางคน ปฏิบัติหน้าที่ตาม “โพย” หรือ “ใบสั่ง” จากนักการเมือง จนทำให้ชื่อเสียงของ ส.ว.ดีๆ พลอยเสื่อมเสียไปด้วยก่อนการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งที่ 2 เมื่อ 19 เม.ย.2549 กระทั่ง มีการปฏิวัติรัฐประหารในเหตุการณ์ “19 กันยายน” ปีเดียวกันนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เคยเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องว่า...

“ประชาชนจะต้องติดตามเรื่องเหล่านี้ เพราะความเสียหายรุนแรงมาก ประสบการณ์ 6 ปีที่ผ่านมา เมื่อ ส.ว.ส่วนหนึ่งขายตัว และเลือกองค์กรอิสระตามที่เขาสั่งมา จะได้คนที่ไม่มีความเหมาะสม คนเหล่านี้ ก็เข้าไปปกป้องคนที่ทำให้เขาได้เป็น ตรงนี้ที่ประชาชนไม่เข้าใจ มองไม่เห็น มองไม่ถึงจุดนี้ ซึ่งเสียหายต่อหลักการของบ้านเมืองอย่างยิ่ง...”เรา “บางกอกทูเดย์” ไม่อยากจะให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นกับสังคมไทยอีก

ก็ได้แต่หวังว่า...คนอย่าง นายประสพสุข จะทำหน้าที่ ประธาน ส.ว. ตลอดเวลา 3 ปีที่เขาลั่นวาจาเอาไว้...ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยจะไม่เปิดทางให้มีการ “ซื้อสิทธิ...ขายเสียง” ของบรรดา ส.ว. ภายในสภาฯอันทรงเกียรติแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.ชุดที่มาจากสรรหา หรือเลือกตั้ง ก็ตามที่สำคัญ อย่าปล่อยให้มีกลุ่ม...ก๊วนใดๆ เข้ามาต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางตรงและแอบแฝงเกิดขึ้นเป็นอันขาด

ขึ้นชื่อว่า...ผู้ที่เคยผ่านการทำหน้าที่ ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “อำนาจตุลาการ” อย่าง...นายประสพสุข นั้นจะสามารถดำรงไว้ซึ่ง...ความเป็นกลาง เป็นธรรม และความถูกต้องเป็น “เสาหลัก” ค้ำยันระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทยให้ยั่งยืนสืบไปอย่าทำให้คนไทยต้องรู้สึกผิดหวัง...เมื่อคนจากฟาก ตุลาการ เข้าไปเป็น ประธาน ส.ว.เลย!!!.

ก่อนเป็นประธาน ส.ว.

นายประสพสุข บุญเดช เกิดเมื่อ 27 พ.ค.2488 ที่ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบัน อายุ 62 ปี
เรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ และปริญญาโท เนติบัญฑิต ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อปี 2510
เคยเป็น อาจารย์สอนระดับปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ต่อมาโอนไปสังกัดกรมการปกครอง
นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น...
ผู้พิพากษาจังหวัดตาก
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
เลขานุการ รมว.ยุติธรรม
อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมถึง ยังเคยเป็น...กรรมการกฤษฎีกา อีกด้วย


ชักธงรบ

ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ

ยังล่วงลับดับสลายไปไม่ได้ เพราะเคยให้สัญญากันไว้แล้วว่า กาลอวสานของประดาบยังมาถึงไม่ได้ หากว่าเผด็จการยังไมถึงกาลอวสาน

จำได้ดีว่าเคยสัญญาไว้กับทุกท่านอย่างไร ไม่ลืมง่าย และไม่เคยลืม

แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ต้องการให้มีใครมานำเรื่องราวความคิดเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว ไปปั่นกระแส หรือไปแถมสร้างสถานการณ์ให้กระทบกระเทือนเลื่อนลั่น กระทั่งกระทบไปถึงท่านนายกฯ ทักษิณ ที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย และต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่กับครอบครัว

ผมกลัวแต่ว่าหากผมเขียนวิพากษ์อะไร วิจารณ์ใคร หรือ แฉเอกสารลับ จับเอกสารลึกมาเปิดเผยในห้วงเวลาที่ท่านนายกฯทักษิณ มาถึงประเทศไทย จะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างสงบของท่านและครอบครัว ก็เป็นได้ จึงต้องอดใจไว้ก่อน

ผมไม่อยากให้สื่อทั้งหลาย ตลอดจนเหล่าชายโฉดและหญิงชั่วทั้งปวง ที่ขึ้นป้ายหมายหัวท่านนายกฯทักษิณ เป็นศัตรูปรปักษ์อันดับหนึ่งฉวยจังหวะ ใช้โอกาส หยิบข้อเขียน บทความของผม ไปบิดเบือนแล้วนำกลับมาเชือดเฉือนท่านนายกฯ ของผม โดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นด้วย จะกลายเป็นว่าผมก่อบาปทำกรรมแก่คนที่ผมรักเสียเปล่าๆ ฟรีๆ

รอจนกระทั่งท่านนายกฯทักษิณ เดินทางไปอังกฤษ เพื่อบริหารจัดการธุรกิจทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ของท่าน ที่เสมือนเรือใบขาดกัปตันในช่วงหลายแมตช์ที่ผ่านมา ผมจึงค่อยเยี่ยมหน้าโผล่หัวออกมาโบกมือทักทายทุกท่าน เหมือนที่ได้เห็น ได้อ่านกันอยู่ในเวลานี้ นี่ล่ะ

แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คือ เมื่อท่านนายกฯทักษิณ มาถึงประเทศไทย ผมจะต้องหลบหายไปทุกครั้ง คงไม่ใช่ ครั้งถัดๆ ไป ที่ท่านเดินทางกลับมาหาพวกเรา จะเป็นแบบไปๆ กลับๆ หรือ กลับมาแล้วไม่ไปอีกเลย ผมก็จะทำหน้าที่ของผมโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ตามที่ได้ตั้งใจไว้

เพียงแต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการเดินทางกลับประเทศไทย หลังพลัดพรากจากไปนานกว่าปี และเป็นที่จับจ้องมองดูของเหล่าอันธพาลทางการเมืองที่คอยหาเรื่อง โยนความผิด คิดชั่วร้ายกับท่านอยู่ตลอดเวลา ผมจึงไม่อยากจะตกเป็นเครื่องมือหรือเป็นเหยื่อของคนพาลเหล่านั้น จึงได้แต่นั่งจ้องอยู่หน้าจออย่างสงบ และสะกดมือที่อยากจะขีดเขียนอยู่ทุกคืนวัน โดยไม่ได้หันห่างหนีหน้าหายไปไหนดังที่หลายคนคิดและถามถึง

15 วันที่ ท่านนายกฯทักษิณ อยู่ในประเทศไทย ผมก็ได้แต่แผ่เมตตาให้แก่ศัตรูของท่านและของผม เพื่อเป็นกุศลแก่ท่านนายกฯที่ผมรัก เปรียบเสมือนช่วงนุ่งขาวห่มขาว ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อชำระจิตใจแท้ๆ เชียว

ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นเร่าๆ อยากจะโถมเข้าใส่เหล่าอันธพาลการเมือง และลิ่วล้อบริวารเผด็จการที่ออกมาแผดเสียงจะเผาบ้านเผาเมือง และเตรียมการที่จะจุดไม้ขีดก้านแรก ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ที่จะถึง

พ้นช่วงจำศีลบำเพ็ญเพียร 15 วัน พลันที่นายกฯทักษิณ พ้นประเทศไทย ผมก็กลับมาประจำการ เตรียมพร้อมทำหน้าที่ของผมต่อไป

ก่อนจะอ่านเรื่องราวข่าวคราวแง่คิดและมุมมองบนไฮ-ทักษิณ กันต่อไป ขออนุญาตบอกกล่าวข่าวของพวกเราสักเล็กน้อย ก็คือว่า...

กำลังของเราที่เคยมีอยู่ 4 คน บัดนี้ลดหายไป 1 เหลือกันอยู่ 3 คน ประกอบด้วย 1 ชายจะแก่ และ 2 ชายฉกรรจ์ เนื่องจาก น้องสาวคนเก่งที่เคยเป็นขวัญ(กำลัง)ใจ ของพวกเรา ได้โบกมือลาไปแล้ว อันเนื่องแต่ความจำเป็นทางธุรกิจการงานส่วนตัวของเธอ ประกอบกับเธอเดินมาถึงเป้าหมายของเธอแล้ว คือ นำประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศ นำนายกฯทักษิณกลับมาคืนแก่ทุกคน

อยากจะทัดทานแต่ยากจะทักท้วงเธอได้อีกต่อไป เพราะ 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งเธอ และผม จมอยู่กับงานที่ไม่ก่อรายได้ ให้แต่ความอิ่มใจ จนไม่สามารถยืนทวนกระแสและต้านทานต่อการเรียกร้องของครอบครัวได้

เมื่อเสียงเรียกร้องที่รุกเร้าต่อเธอดังขึ้นทุกวันๆ ผมก็จำต้องทำใจที่จะเหลือกันเพียงแค่ 3 คน และก็เป็นธรรมดาของทีมงานที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา เมื่อขาดหายไปหนึ่ง และเป็นหนึ่งน้องเล็กที่เคยกุลีกุจอช่วยกันอย่างไม่รู้เหนื่อย ก็ยิ่งทำให้พวกที่เหลืออีก 3 คน ใจหายกันแทบจะทุกลมหายใจ

บรรยากาศในสำนักงานของเรา ดูเงียบเหงาและเศร้าซึมอยู่หลายวัน แม้วันนี้ก็ดูไม่มีวี่แววจะดีขึ้น จึงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แก่ทุกท่านที่พอจะจับอาการ และผิดสังเกตได้ ว่า ไฮ-ทักษิณ ดูเนือยๆ ไป ไม่เข้มข้น ดุดันเหมือนวันก่อนๆ ก็อาจจะเป็นการอ่อนแรงของพวกเราในห้วงเวลาที่ผ่านมา หลังจากที่น้องสาวคนเก่งเดินจากไปจากสำนักงานของเรา ในคืนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ หลังจาก นายกฯทักษิณ กลับมาถึงประเทศไทยได้เพียงหนึ่งวัน

ความดีใจที่คนรักเดินทางกลับถึงบ้าน กับ ความเสียใจที่มิตรร่วมรบคนหนึ่งเดินทางจากไป เกิดขึ้นและแทนทดกันในระยะเวลาเพียงข้ามคืน เท่านั้นเอง

จนถึงวันนี้ ความรู้สึกขาดหาย ยังคงมีอยู่แบบเต็มเปี่ยม ยังไม่รู้ว่าจะเติมอย่างไรในส่วนที่ขาดหาย ให้กลับมาเต็มเหมือนเดิม

แต่ไม่เป็นไร.... 3 คนที่เหลืออยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์ดังเดิม แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะก่อการดี และต่อตีกับเหล่าอันธพาล บริวารลิ่วล้อเผด็จการได้ โดยที่พวกเราจะไม่ออมกำลัง แต่จะโถมถาเข้าใส่แบบสุดกำลัง เพื่อยับยั้งหายนะที่เดินตามหลังเหล่าอันธพาลของระบอบประชาธิปไตย มาหาพวกเรา ให้จงได้

ที่ผ่านมามี 4 ก็นับว่าน้อย แต่นี่ถอยเหลือเพียง 3 ทว่าหากทุกท่านยังพร้อมจะสู้ต่อ เราก็จะเดินหน้าไปด้วยกัน ไปเพื่อจะฟาดฟันเหล่าอันธพาลของระบอบอประชาธิปไตย ให้ดับดิ้นสิ้นสูญกันไปเสียที

วันนี้ ผมกลับมาหาทุกท่าน นอกจากจะบอกว่า “ขออภัยที่คิดถึงมาก” แล้ว ผมอยากจะชักชวนท่านทั้งหลาย “ชักธงรบ” กับเหล่าอันธพาล แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

หากเราอยู่ มันต้องม้วย

หากมันอยู่ เราก็ตาย

“ชักธงรบ”

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Friday, March 14, 2008

ความสัมพันธ์ไทยและสหภาพพม่า ยังคงแนบแน่นโดยมีการตกลงสานต่อความร่วมมือระหว่างกัน หลายด้าน


ความสัมพันธ์ไทยและสหภาพพม่า ยังคงแนบแน่นโดยมีการตกลงสานต่อความร่วมมือระหว่างกันหลายด้านขณะที่รัฐมนตรีสหภาพพม่า เชื่อมั่น การมาเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ จะสร้างเสริมความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้มากขึ้น
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการทวิภาคีกับพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนารัฐ หรือ SCDC ในโอกาสเดินทางเยือนสหภาพพม่าอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ใช้เวลาหารือร่วมกันนาน 1 ชั่วโมง จากนั้นได้เดินทางเข้าหารือข้อราชการกับพลเอกเต็งเส่ง นายกรัฐมนตรีสหภาพพม่า ณ ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยพลเอกเต็งเส่ง ได้กล่าวแสดงขอบคุณต่อการเดินทางมาเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะ พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 25 อีกทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่า การเยือนในครั้งนี้จะเป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณตอบพร้อมทั้งระบุว่าสหภาพพม่าเป็นประเทศที่ตั้งใจจะมาหารืออย่างแท้จริง พร้อมชื่นชมการสร้างเมืองของรัฐบาลสหภาพพม่าที่กำลังดำเนินการอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์รองรับรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคต ส่วนการหารือในวันนี้นั้นในภาพรวมทั้ง 2 ประเทศจะยังคงสนับสนุนการช่วยเหลือและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันต่อไป ที่สำคัญคือปัญหาด้านพลังงานและยาเสพติด แรงงานผิดกฎหมาย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

นอกสภา-ในสภา

แม้พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครเชื่อ

เพราะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงก่อนที่ทหารจะฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะที่สวนลุมพินี สนามหลวง ลานพระบรมรูปทรงม้า และหน้าทำเนียบรัฐบาล มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องทุกครั้ง

บางคนเข้าไปเป็นแกนนำ บางคนเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวอย่างออกหน้าออกตา

บางครั้งก็ปรากฏเงาร่างคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บางแห่งอาจมีน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตที่ปรึกนายกรัฐมนตรี สมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

ยังไม่นับแกนนำพันธมิตรฯ ที่พากันลงสมัครส.ส.ในนามพรรคนี้อย่างคึกคัก

เช่น นายประพันธ์ คูณมี นายสำราญ รอดเพชร นายบุญยอด สุขถิ่นไทย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นต้น

มีเพียงนายไชยวัฒน์เท่านั้น ที่ถูกกดดันจนต้องลาออกไป เพราะแกนนำกลัวจะพังกันทั้งพรรค กรณียื่นฟ้องศาลให้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ถึงขนาดด่าไล่หลังว่าคนที่ไม่มีวินัยอยู่ในพรรคนี้ไม่ได้

สำหรับนายสมเกียรติ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 5 พรรคประชาธิปัตย์ ถึงวันนี้ก็ยังไปร่วมแถลงข่าวกับแกนนำพันธมิตรฯ ทุกครั้ง

หนแรกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าก็ทำขึงขังดี บอกจะเรียกมาชี้แจง

พอนายสุเทพ และนายถาวร เสนเนียม ออกมาป้องบอกสมาชิกพรรคสามารถดำเนินการในนามส่วนตัวได้ เรื่องก็เงียบไป

แต่ในเมื่อนายสมเกียรติเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นส.ส.ด้วย จึงมีหน้าที่ต้องแสดงบทบาทและจุดยืนของตัวเอง

จะเล่นนอกสภาหรือในสภาก็เอาให้ชัด

นายสมเกียรติตอบในประเด็นนี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน ให้เกียรติคนที่มีแนวคิดแตกต่าง ซึ่งตนก็รู้ว่าการทำหน้าที่ไหนควรดำรงสถานะอะไร และได้ชี้แจงทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรต่อหัวหน้าพรรคแล้ว

แว้งใส่คนที่ถามด้วยวาทกรรมอันหรูหราสไตล์ประชาธิปัตย์ว่า "ขอให้สื่อมวลชนที่รับฟังคำพูดจากคนที่เป็นนอมินีทุนนิยมสามานย์เลิกถามคำถามพวกนี้ได้แล้ว"

จริงๆ แล้ว นายสมเกียรติไม่สามารถปฏิเสธจะตอบคำถามเรื่องนี้ โดยใช้ข้ออ้างดังกล่าวไม่ได้

เพราะวันนี้ นายสมเกียรติเป็นนักการเมืองแล้วเต็มตัว

ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ก็ต้องบอกประชาชนเช่นกันว่าสิ่งที่นายสมเกียรติบอกว่าชี้แจงด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรนั้นคืออะไร

หรือจะรอชี้แจงทางเอเอสทีวี ตามที่สื่อขาใหญ่บอกจะแบ่งเวลาให้


โดย เหล็กใน

จบไม่ลง!กทม.ส่งกฤษฎีกาตีความ'อภิรักษ์'

สำนักงานกฎหมายและคดี มีหนังสือด่วนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความกรณีอภิรักษ์ เข้าข่ายกฎหมายปปช.มาตรา 55 หรือไม่ พร้อมตำแหน่งรักษาการ ชี้ถ้าเข้าข่ายอภิรักษ์ต้องหยุดหน้าที่ทันที "วัลลภ" ก็ไม่สามารถรักษาการได้ ด้านผอ.กฎหมายและปลัดกทม.ยัน “วัลลภ” รักษาการแทนได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการระดับสูงของกทมถึงกรณีที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศยุติบทบาทผู้ว่าฯกทม.แล้วมอบให้นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯกทม.รักษาการแทนนั้นซึ่งมองว่าอาจมีปัญหาในข้อกฎหมายภายหลังเพราะนายอภิรักษ์อาจเข้าข่ายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตามมาตรา55 ดังนั้นนายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ส่วนผู้แทนฝ่ายการเมืองที่ได้รับมอบอำนาจนั้นก็จะไม่สามารถใช้อำนาจได้เช่นกัน ดังนั้นหากนายวัลลภเซ็นอนุมัติโครงการใดๆก็จะถือว่าเป็นโมฆะ เพราะรองผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้งานของกทม.ต้องหยุดชะงัก

นายกฤษฎา กลันทานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. กล่าวว่า ทางสำนักงานกฎหมายฯ ได้ส่งหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฏีกาอย่างเร่งด่วนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเพื่อให้ช่วยตีความว่า มาตรา 55 จะเข้าข่ายในกรณีของผู้ว่าฯอภิรักษ์ หรือไม่ เพราะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ได้นำกฎหมายของปปช.มาใช้ และถ้าเข้าข่ายรองผู้ว่าฯกทม. หรือปลัดกทม.ใครจะสามารถทำหน้าที่แทนได้

ทั้งนี้ทางสำนักงานกฎหมายฯเห็นว่าผู้ว่าฯ ยังไม่ได้พ้นไปจากตำแหน่ง ซึ่งการยุติบทบาททางผู้ว่าฯจะต้องส่งหนังสือลาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้รับทราบ และรองผู้ว่าฯ สามารถรักษาการแทนผู้ว่าฯกทม.ได้ สามารถที่จะอนุมัติโครงการต่างๆได้ตามปรกติเพราะหากไม่มีรักษาการแทนก็จะเกิดช่องว่างในการทำงาน และแต่ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจึงได้ส่งหนังสือไปสอบถามดังกล่าว

ด้านนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม.กล่าวยืนยันว่า แม้นายอภิรักษ์ จะออกมาประกาศยุติบทบาทชั่วคราวแต่ในระหว่างนี้ข้าราชการประจำจะปฏิบัติหน้าที่ตามแผนงานที่วางไว้ ยืนยันว่าไม่มีการใส่เกียร์ว่างแน่นอน เพราะเชื่อว่าทุกคนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตนเอง มีความเป็นมืออาชีพและไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมือง อีกทั้งยังมีระเบียบบริหารราชการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากไม่ดำเนินการก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีความผิดทางวินัย ทั้งนี้ในฐานะข้าราชการประจำก็พร้อมให้การร่วมมือกับนายวัลลภ ที่รักษาการแทน ซึ่งตามระบบราชการเมื่อนายวัลลภ อยู่ในตำแหน่งรักษาการตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ก็ย่อมมีอำนาจเต็มที่ในการอนุมัติโครงการ


'ประสพสุข บุญเดช'ปธ.วุฒิสภา สายลากตั้งชนะ

โหวตเลือกนายประสพ บุญเดช สว.สายลากตั้ง นั่งปธ.วุฒิสภา การันตีทํางานไม่ดีลาออกเองไม่ต้องไล่ ตั้งใจกําหนดอยู่ในวาระตําแหน่ง 3 ปี วุฒิสภาลงมติเลือก "นิคม-ทัศนา" เป็นรองประธาน คนที่ 1 และ 2 ตาม ลำดับ


ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเลือก นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 84 คะแนน ขณะที่นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน หลังจากการลงคะแนนเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นครั้งที่ 2

ผลการออกเสียงเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปรากฎว่า จำนวน 5 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้หญิง ได้แก่ นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี วัฒนศิริธร ส.ว.เชียงราย ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน รศ.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา ได้ 50 คะแนน ศ.เกียรติคุณ ตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา ได้ 18 คะแนน และนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุดรดิตถ์ ได้ 14 คะแนน อย่างไรก็ตาม นางจิราวรรณได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม จึงต้องลงคะแนนเลือก รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 อีกครั้ง

ระหว่างนางจิราวรรณและ รศ.ทัศนา ผลปรากฎว่า รศ.ทัศนา ได้คะแนน 73 คะแนน ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 มากกว่านางจิราวรรณ ที่ได้รับคะแนนเสียง 67 คะแนน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า การประชุมวุฒิสภานัดแรกวันนี้ (14 มี.ค.) ว่า หลังที่ประชุมเปิดให้ผู้ชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาทั้ง 4 คน คือ นายประสพสุข บุญเดช ส.ว.สรรหา นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี และพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ได้แสดงวิสัยทัศน์ ล่าสุด นายประสพสุข ได้คะแนน 78 คะแนน จากสมาชิกส.ว. ได้เป็นว่าที่ประธานวุฒิสภาแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายประสพสุข แสดงวิสัยทัศน์ว่า ประธานวุฒิสภาเป็นตำแหน่งที่ต้องให้คำอธิบายกับสังคมอย่างชัดเจน ต้องเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง กล้าหาญในการตัดสินใจ และขอยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ จะให้สังคมเชื่อมั่นในส่วนนี้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประเมินผลงานเป็นรายปี หรือรายสะดวก

ประวัติประวัตินายประสพสุข อายุ 62 ปี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2488 ที่จังหวัดนครสวรรค์ จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท เนติบัณฑิต ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ ปี 2510 เคยเป็นอาจารย์สอนระดับปริญญาโท ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้โอนไปสังกัดกรมการปกครอง เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ อาทิ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดตาก ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น

วุฒิสภาลงมติเลือก "นิคม-ทัศนา" เป็นรองประธาน คนที่ 1 และ 2 ตาม ลำดับ

ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเลือก นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 84 คะแนน ขณะที่นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน หลังจากการลงคะแนนเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นครั้งที่ 2

ผลการออกเสียงเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปรากฎว่า จำนวน 5 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้หญิง ได้แก่ นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี วัฒนศิริธร ส.ว.เชียงราย ได้คะแนนเสียง 59 คะแนน รศ.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา ได้ 50 คะแนน ศ.เกียรติคุณ ตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา ได้ 18 คะแนน และนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุดรดิตถ์ ได้ 14 คะแนน อย่างไรก็ตาม นางจิราวรรณได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม จึงต้องลงคะแนนเลือก รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 อีกครั้ง

ระหว่างนางจิราวรรณและ รศ.ทัศนา ผลปรากฎว่า รศ.ทัศนา ได้คะแนน 73 คะแนน ได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 มากกว่านางจิราวรรณ ที่ได้รับคะแนนเสียง 67 คะแนน