ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 29, 2009

แกนนำเสื้อแดงแถลงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 ก.ย.นี้

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กรุงเทพฯ 29 ส.ค. - ฝ่ายทหาร ตำรวจ วางกำลังเตรียมพร้อม หลัง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในเขตพื้นที่ดุสิต มีผลบังคับใช้เป็นวันแรก แต่แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แกนนำเสื้อแดงออกมาแถลงเลื่อนการชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้ และจะเลื่อนอีก หากยังใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน จะปักหลักสู้

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง แถลงเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลยังคงใช้การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เสื้อแดงก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน ซึ่งครบรอบ 3 ปี ที่มีรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะปักหลักสู้ เพราะตอนนี้ไม่เห็นประโยชน์ที่จะชุมนุม และขอฝากรอยยิ้มให้นายกรัฐมนตรี

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวไทย” เกี่ยวกับการปฏิบัติของกองทัพ หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศเลื่อนการชุมนุม ว่า ทหารจะยังคงปฏิบัติภารกิจตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติความมั่นคง โดยจะดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนราชการสำคัญ ด้วยการตั้งจุดตรวจอาวุธ และวางกำลังดูแลทำเนียบรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ ในพื้นที่เขตดุสิต มีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังและเตรียมพร้อมรักษาความเรียบร้อยสถานที่ราชการสำคัญในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ทำเนียบรัฐบาลมีการนำรถบดถนนของ กทม.มาจอดขวางประตูทางเข้าออกนำรั้วลวดหนามมาขึงตลอดแนวกำแพง รวมทั้งวางแท่งคอนกรีตบนถนนบางจุดรอบทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด และติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่รอบทำเนียบรัฐบาลด้วย

และช่วงเช้าที่ผ่านมา ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังซักซ้อมแผนรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเน้นการรักษาฐานที่มั่นและการป้องกันตั้งรับ มีการใช้เพียงโล่ กระบอง และหมวกปราบจลาจลเท่านั้น ขณะเดียวกัน ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นตลอดถนนคู่ขนาน ถนนราชดำเนินนอก และราชดำเนินกลาง ซึ่งการซักซ้อมครั้งนี้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางมาตรวจดูความพร้อมด้วย

และก่อนที่แกนนำเสื้อแดงส่วนกลางจะแถลงเลื่อนการชุมนุม มีความเคลื่อนไหวของแนวร่วมเสื้อแดงภาคใต้ที่เตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยนางนิษิฏภัทร ณ นคร แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคใต้ เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายคนเสื้อแดงในภาคใต้อย่างน้อย 10 จังหวัด จะทยอยเดินทางขึ้นกรุงเทพฯ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-29 12:19:01

ผีซ้ำด้ำพลอย(น้ำลดตอผุด?)ที่ สตง.

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com



การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ จากผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 2 ระดับ 9 ตั้งแต่มีนาคม 2549 อาจมองได้ว่า มีลักษณะคล้ายผีซ้ำด้ำพลอย

เพราะที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องอื้อฉาวใน สตง.อย่างต่อเนื่อง มีการร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน สตง.จำนวนมากจนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนโดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่า อมตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปให้ลูกสาวและน้องสาว

หนึ่งในจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนนั้น มีกล่าวหาว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารวรรณมาแล้ว 2 คดี คือ

1.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สตง. (ส่วนกลาง) ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 กลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สตง.ภูมิภาคที่ 1 ตั้งแต่มีนาคม 2549 (หมายเลขแดงที่ 88/2552)

2.เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอภิชัย ล้อไพบูลย์ทรัพย์ (หมายเลขแดงที่ 1357/2552)

ทั้งสองคดีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ คือไม่ทำตามมติคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ซึ่งพิจารณาเสนอแต่งตั้งบุคคลทั้งสองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้กำหนดไว้ แต่คุณหญิงจารุวรรณอ้างว่า บุคคลทั้งสองคุณสมบัติไม่เหมาะสม

ผลคดีถึงที่สุดจะเป็นอย่างไรกรณีมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองกลางได้จากการไต่สวนและสรุปไว้ในคำพิพากษาที่คุณหญิงจารุวรรณอ้างเป็นเหตุไม่ยอมแต่งตั้งนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ดังนี้

1.นายอภิชัยไม่เคยดำรงตำแหน่งนิติกรมาก่อน ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรงเนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบริหารราชการทุกด้านของสำนัก ควบคุม ตรวจสอบ กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา ตีความและวินิจฉัยข้อกฎหมาย ฯลฯ

2.นายอภิชัยไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของสำนักงาน ก.พ.หรือหลักสูตรที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ตามโครงสร้างเดิมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547) ตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาสรุปว่า นายอภิชัยสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2531 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ จนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย (นักบริหาร 9) ตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีหน้าที่ตรวจพิจารณาวิเคราะห์กฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับคดีตลอดจนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวถึงวันที่ 9 มีนาคม 2549

ส่วนนายชูวิทย์ นุชถาวร ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมายแทนนายอภิชัย (ทั้งที่คณะกรรมการไม่ได้เสนอ) สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ.2548

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายของนายอภิชัยและนายชูวิทย์แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายอภิชัย) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยตรงมากกว่าผู้ร้องสอด (นายชูวิทย์)

ส่วนข้ออ้างว่า นายอภิชัยขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการอบรมนักบริหารระดับสูงนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้อำนายการสำนักงานกฎหมายตามโครงสร้างใหม่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องผ่านการอบรมนักบริหารระดับสูงมาแล้วแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบประวัติของนายชูวิทย์แล้วปรากฏว่าไม่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงมาก่อนเช่นเดียวกับนายอภิชัย

ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายอภิชัยและนายชูวิทย์ได้รับการแต่งตั้งให้ระดับ 9 พร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ประกอบกับในขณะนายอภิชัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ตามโครงสร้างเดิม ก็ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 1 ขั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แสดงให้เห็นว่า มีผลการปฏิบัติงานจากการประเมินในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายในระดับดีเด่น

ข้ออ้างของคุณหญิงจารุวรรณที่เห็นว่า นายชูวิทย์มีความรู้ ความสามารถ และความอาวุโส ที่เหมาะสมมากกว่าจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้

ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาแล้ว ทำให้ลังเลว่า ผีซ้ำด้ำพลอยหรือน้ำลดตอผุดกันแน่

ก่อนม็อบจะมา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



คณะรัฐมนตรีลงมติให้มีการประกาศใช้กฎหมายรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเฉพาะในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน

ด้วยเหตุผลว่าเพื่อเป็นการป้องปราม มิให้การนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคมเกิดเหตุบานปลาย หรือว่ามี "มือที่ 3" เข้ามาแทรกแซงทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนยิ่งขึ้น

แม้รัฐบาลจะพยายามแสดงออกถึงความระมัดระวังยิ่งในการใช้กฎหมายดังกล่าว ด้วยการจำกัดพื้นที่และระยะเวลาเอาไว้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ก็ยังมีความเห็นอันเป็นประโยชน์อีกหลายประการที่รัฐบาลพึงรับฟัง

เพื่อนำไปประกอบการลงมือปฏิบัติจริง



โดยข้อสังเกตที่ตรงกันอย่างหนึ่งของนักวิชาการหลายท่านก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฟากไหน น่าจะสรุปบทเรียนได้ว่า การกระทำที่ล้ำเส้นความเหมาะควร จะทำให้สูญเสียแรงสนับสนุนจากสังคม

ขณะที่การใช้อำนาจหรือกฎหมายเข้าบังคับนั้น แม้ว่าจะมีความจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และพึงตระหนักถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมาให้มาก

ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุมจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง และปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากกว่าจะพยายามผลักดันให้เป็นไปตามใจของตนฝ่ายเดียว

ซึ่งมีโอกาสจะเกิดการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงขึ้นได้



สิ่งที่ผู้อยู่คนละฟากของอำนาจในปัจจุบันจะต้องตระหนักด้วยก็คือ ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริงนั้นคือการเป็นผู้ครองใจและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การก้าวล้ำนำหน้ามวลชนเพราะมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงอยู่ก็ดี หรือการใช้อำนาจที่ขาดความรอบคอบระมัดระวังก็ดี ล้วนมีผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน

นั่นคือจะสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นในทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างว่าสิ่งที่ดำเนินการนั้นทำลงไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำให้เห็นเป็นจริงตามนั้นด้วย

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

ที่มา Thai E-News


มัสยาหลงเหยื่อ-เคยเป็นชื่อนวนิยายโดยฤดี เริงชัย ว่าด้วยนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายทำตัวเป็นสมภารหลอกกินไก่วัด ว่ากันว่าตอนนี้วงการเอ็นจีโอก็มีพวกสมภารกินไก่วัดกันทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้แวดวงดีๆมีอุดมการณ์พลอยเสื่อมเสียเหม็นหึ่งไปด้วย

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
29 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ



ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกันความเชี่ยสัดๆ


ทีนี้เรื่องNGO ทำไมคนชอบแผลงชอบล้อเป็น"เอ็นโตดี" อันนี้มันมีที่มาหวะ


แล้วก็ฉายาว่า"เอ็นโตดี"นี่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะ แต่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อและลำแข้ง ฟังแล้วแม่งเน่ากันสุดๆเลยสัดดเอ๊ย...

เรื่องวงการNGOก็เหมือนวงการทั่วไปที่ต่างก็เป็นคนเดินดินกินขี้ปี้นอน แต่ที่ต่างจากวงการทั่วไปก็เพราะดันประกาศตัวว่าเป็นผู้เสียสละ มีอุดมคติ อุทิศตัวเพื่อส่วนรวม เคร่งครัดเรื่องส่วนตัวนี่แหละ แม่งก็เลยมีเรื่องให้ได้เมาธ์กันไม่จบไม่สิ้น

ซักเกือบ20ปีก่อนนี่ก็ไปเกิดเรื่องที่องค์กรเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิง คือปกตินักกิจกรรมด้านสิทธิสตรีมันก็ต้องต่อสู้เพื่อผู้หญิงใช่ไม่ใช่-ใช่

เรื่องทำนองชู้สาวมันก็ควรต้องเป็นข้อยกเว้น

แต่ก็ดันมีเรื่องขึ้นมา เพราะเฟมินิสต์รายนึงในองค์กรนี้ดันไปปิ๊งรุ่นพี่นักกิจกรรมสมัย6ตุลาฯที่ออกจากป่าเข้าให้ รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่ได้หน้าโจรๆแบบนักกิจกรรมทั่วไปที่5ย.เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม ผมยาว รองเท้ายางนะ แต่หล่อมาดเนี้ยบ พูดจานุ่มนิ่มยิ้มกริ้มกรุ่มกรุ้มกริ่ม

ปิ๊งแล้วก็จบแค่นั้น เก็บเธอไว้ในใจก็ไม่เป็นไร ดันร้องว่า"เค๊าจะเอาๆๆๆ"ก็เลยเสร็จคุณเธอ แต่รุ่นพี่นั่นเสือกมีเมียแล้วนี่สิ เลยเป็นเวรของกรรมขึ้นมา ไอ่รุ่นพี่ผู้ชายที่ทำงานอยู่ค่ายป๋าส.ก็ต้องทิ้งลูกทิ้งมีเมียมาอยู่กับนังนี่

ในองค์กรนี้อีกเหมือน ทางหน่วยงานก็ส่งเฟมินิสต์อีกรายไปประสานงานกับพวกแรงงานหญิง กับทางนักศึกษา ประสานไปประสานมาไปเจอ"ดุ้น"เข้าให้อีก ก็เลยดั๊นไปได้กับนักกิจกรรมนักศึกษาแถวท่าพระจันทร์. ..ก็เลยน้ะ พอดีเป็นกลุ่มเฟมินิสต์ มันก็มีแต่ผู้หญิงเต็มไปหมด ก็เลยได้นินทากัน แล้วก็มีเมาธ์กันไปในวงกามเอ็นโตดีกันพอสมควร

แต่นั่นแค่น้ำจิ้มนะ คือรักกันได้กัน ไม่หลอกฟันแล้วชิ่ง รักจริงหวังแต่งก็ว่ากันไป เรื่องของหอยกับดอของพวกเมิง ใครก็คงไม่อยากเสือกหรอก

ที่มันหนักหนานี่ก็คือ พวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นนักอุดมคติ นักอุดมการณ์ แล้วดันออกลายมีสันดานทำให้เกิดเรื่องงามไส้ขึ้นในทำนองนิยายเรื่อง"มัสยาหลงเหยื่อ"ของฤดี เริงชัย เขียนแขวะพวกฝ่ายซ้ายเก่าหลอกแดกไก่วัดนี่สิมันแสบยิ่งกว่าทิงเจอร์ราดหนองในเน่า

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่า ในวงการมันก็มีรุ่นใหญ่ขึ้นหิ้งเอาไว้กราบไหว้ ลงมายันเอ็นโตดีรุ่นอ่อนเอ๊าะ

พวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายก็เหมือนปู+ชะนี+บุคคลแหละ

ส่วนเด็กใหม่นี่ส่วนใหญ่คือทางมูลนิธิอาสาสมัครแห่งหนึ่ง(ไม่ใช่อาสาสมัครร่วมกตัญญู หรืออาสาสมัครปอเต๊กตึ๊งนะ ส่วนจะอาสาสมัครอะไร ก็อย่าไปใส่ใจเลย คนดีๆเขาจะพลอยเสียหายไปด้วย)

มูลนิธิอาสาสมัครที่ว่านี้มี"เอ็นจีอ้วน"เขาตั้งขึ้นมา เขาก็จะนำนักศึกษาจบใหม่ไฟแรง ส่วนใหญ่มีพื้นเพทำกิจกรรมค่ายอาสาในมหาลัยมาเป็นอาสาสมัคร อบรมกันเสร็จก็ส่งไปทั่วประเทศอยู่กับหน่วยงานองค์กรต่างๆของพวกเอ็นจีโอ

บรรยากาศก็เหมือนเด็กฝึกงานทั่วไปแหละ ไปใหม่ๆพวกนี้ก็ตื่นตาตื่นใจ เห็นพวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งก็นึกว่าเป็นidolที่น่าเคารพกราบไหว้ ไอ่พวกขึ้นหิ้งทั้งหลายแทนที่จะให้เขาลุยสนามทำงาน มันก็บอกเอามาเรียนรู้งานที่ออฟฟิศก่อน

งานหลักก็เหมือนออฟฟิศทั่วไปคือเป็นที่รองมือรองตีน ให้ช่วยถ่ายเอกสาร ช่วยถอดเทปที่ขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายไปพูดบรรยายตามงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็ชงกาแฟ...

หากเป็นอาสาสมัครผู้ชายนี่ก็ไม่เป็นไร ให้ชงกาแฟไม่กี่วันก็ไล่มันลงพื้นที่ จบ

แต่ผู้หญิงสมัยนี้เกิดมาแยะ แล้วตามมหาลัยผู้หญิงเป็นนักกิจกรรมมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายช่วงหลังๆก็กลางวันโดดเรียน ตกเย็นแดรกเหล้า ค่ำๆแทงบอล ดึกๆตีหม้อ...ผู้หญิงก็เลยมาทำงานกิจกรรมนักศึกษามากกว่า ก็แน่นอนว่าหลุดมาเป็นอาสาสมัครก็ย่อมมากกว่า ออกไปฝึกงานกับพวกขึ้นหิ้งทั้งหลายมากกว่า

ไอ่พวกขึ้่นหิ้งนี่แม่งก็อาศัยความที่เด็กมันศรัทธาในชื่อเสียงภาพลักษณ์ อาศัยว่าอ้างว่า ช่วยเทรนเด็ก แล้วมันก็ใกล้ชิดกันด้วยสภาพงานชงกาแฟ พิมพ์งานให้ ถอดเทปให้

ถอดเทปไปถอดเทปมา ไอ้ห่านผู้ใหญ่ขึ้นหิ้งนี่ก็ดันอยากถอดมากกว่าเทปนี่สิ คือแมร่งอยากจะไปถอดผ้าเค๊า...เชี่ยมั๊ยหละสัดดด

ที่ผมว่านี่ไม่ได้เหี้ยกันทุกตัวหรอก แต่บังเอิญว่ามีกันกระจัดกระจายทั่วทุกภาคของประเทศ(ยังกับข่าวอุตุนิยมวิทยา)

ไอ่ขึ้นหิ้งตัวหนึ่งนี่อยู่ทางภาคอีสาน ยกย่องกันว่าเป็นพญาราชสีห์กันเลยทีเดียว คือคงจะมีหนวดมีเคราแบบราชสีห์หนะเลยได้ฉายามางี้ ก็แบ่บว่าตอนหนุ่มกว่านี้บ้าลุยงานมาก มีเมียมีลูกเต้าด้วยกันสองคน หน้าตาน่ารัก เด็กฉลาดมาก แต่แม่มันทนไม่ไหวหอบผ้าหอบผ่อนพาลูกหนีไปอยู่เมืองนอกซะ

ขาใหญ่ราชสีห์ของเราก็เลยตกพุ่มหม้าย แล้วก็ไม่ยอมมีเมียใหม่(เป็นเรื่องเป็นราว) ก็เหงาว้าเหว่่ ไอ้ครั้นจะไปลงอ่างก็จะเสียlookพญาราชสีห์ ก็เนี่ยเลยทำตัวเป็นสมภารแดรกไก่วัดแม่งซะเลย พวกนักศึกษาฝึกงาน พวกอาสาสมัครนี่แหละ กรุบกรอบขบเผาะดีนักแล

ตอนแรกๆก็มาฟอร์มนิยาย"มัสยาหลงเหยื่อ"แหละ คือพอใกล้ชิดเด็กเข้าก็บอก"พี่เหงา"(ความจริงอายุอานามไปเรียกตัวเองว่าพี่นี่แม่งก็น่าจะกระดากปากตัวเองซะมั่ง เมิงมันรุ่นปู่เค๊าแล้วเชี่ย)ชีวิตพี่่รันทด ลูกเมียครอบครัวไม่เข้าใจทิ้งพี่ไปเมืองนอก พี่ก็เก็บความสดมาตลอด ไม่เคยวอกแวกเลย

ก็เพิ่งมารู้สึกว่า"ใช่เลย"กับน้องนี่แหละ. ..อันนี้่ถ้าเด็กก็มีใจด้วย ก็เสร็จโดยละม่อม

แต่หากเด็กไม่มีใจนี่ ก็มีอีกสเต็ป คือฟอร์มสะตอบอแหลไปอีกแบบ เช่น วันนี้หนูอย่าลงพื้นที่ลงสนามเลยช่วงนี้แบ่บว่าพี่ป่วยหนัก(ก็เสือกแดกเหล้าหนัก)ช่วยอยู่ดูแลพยาบาลพี่ที ว่าแล้วก็ให้เด็กเข้าไปในที่รโหฐานสองต่อสองคอยปรนนิบัติพัดวีป้อนข้าวป้อนยา เด็กเผลอก็รวบซะเลย แล้วก็บอกน้องนี่แหละคนที่ใช่ของพี่...

อุบาทวก์กว่านั้น คือสะตอบอแหลยังไงก็แล้วเด็กมันไม่เล่นด้วย ก็ปล้ำแม่งซะเลย เสร็จบอกว่า พี่มันเหี้ย จะฆ่าแกงยังไงก็ได้ พอดีวันนั้นพี่เมาหนักไปหน่อย (ความจริงแม่งก็อาการเพียบทุกวันแหละ)

ก็รู้กันทั้งบางว่ามีเรื่องจังไรพรรค์นี้เกิดขึ้น แต่ก็เคลียร์จบทุกราย ก็ระหว่างคนอยู่บนหิ้งมีคนกราบไหว้บูชามีอุดมการณ์อุดมคติสูงส่ง กับเด็กอาสาสมัคร หรือเด็กนศ.ฝึกงาน มันก็น้ำหนักต้องไปอยู่ข้างไอ่แก่ราชสีห์หัวงูอยู่แว้วว...

คือเกิดเคสเดียวนี่ก็พอทำเนา แต่แดกนศ.ฝึกงาน รับประทานอาสาภาคสนามปาจำนี่ มันเชี่ยมั๊ย.."เอ็็นจีอ้วน"ตอนนั้นยังไม่มาทำงานกับแม้วเต็มลำ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครอยู่ ก็รับรู้เรื่องนี้เต็มๆ เพราะเด็กส่งไปฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่นมันก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งมาฟ้องกัน เอ็นจีอ้วนก็มีเคืองสะสมแต้มเรื่องนี้อยู่เรื่อง ต่อมาเลยเลิกเป็นโซ่ข้อกลางให้พวกเอ็นจีโอกับรัฐบาลเหลี่ยม ตอนที่อ็นจีอ้วนมาเป็นกุนซือให้เหลี่ยมสมัยเหลี่ยมมีอำนาจวาสนาเป็นนายกฯอยู่หลายปี

เรื่องของกระดอแท้ๆเลยกลายเป็นลุกลามให้ความสัมพันธ์ของเอ็นจีโอกับเหลี่ยมบาดหมางขาดผึง หันมารบรากันจนทุกวันนี้

เรื่องพรรค์นี้มีไปทั่วในอีสาน ที่ดังก็แถบอีสานใต้นี่ดังมากกรณีหนึ่ง ไอ่พวกระดัีบหัวแถวตรงนั้นคนนึงก็ดันได้เด็กอาสาฯนี่แหละ ปกติชิ่งออกตัวสำเร็จ แต่เคสนี้ชิ่งไม่ออก เลยเจอเมียด่าบ้านแตกบอกว่า เด็กมันดีกว่ากรูตรงไหน? กรูทั้งสวยทั้งขาว เด็กแม่งดำปื๊ดอ้วนยังกะหมีควาย

ไอ่เหี้ยนั่นก็ได้แต่ก้มหน้าสารภาพ แต่ในใจคงตอบว่า"เด็กมันหนึบกว่ามึงไง..."

อีกตัวก็มาจากปักษ์ใต้มาอยู่อีสานใต้มีอุดมคติสูงส่งเป็นนักเขียนมีหนังสือลงเผยแพร่ เด็กฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่น เด็กอาสาไปเมื่อไหร่ก็เสร็จมันทุกราย โดยเฉพาะหากเด็กมาจากต่างบ้านต่างเมืองและเหงา จะมีเราเป็นเพื่อนร่วมทางทันใด แต่ไอ่นี่เนียนก็ยังทำมาหาแดรกมาได้จนป่านนี้

อีกตัวคนใต้เคยอยู่อีสาน หลังๆย้ายลงไปทำงานเอ็นโตดีปักษ์ใต้ ได้ใจว่าหล่อขาวสูงหน้าตาเทร็นด์เกาหลีั คนนี้ไอ่ยะใสหน้าดำใกล้ชิดมันเคยมาแต่งงานมัน เมียมันก็เป็นพวกเอ็นจีโอแวดวงเดียวกัน เคยไปสมัครสว.ลากตั้ง นึกว่าแต่งงานเสร็จจะหยุดอยู่ที่เธอ ไอ่เหี้ยนี่ก็มีเรี่ยราดไปทั่ว มันบอกทำไงได้ เด็กมันมาเอง ชั้นป่าวน๊าเด็กมันมาเอ๊ง กรูป่าวชวนน๊าเด็กมันมาให้ล่อเอง

ส่วนทางเหนือนี่ก็เป็นตำนานท่านเอ็นโตดีนักเขียน ฟังชื่อก็โอ้โหอย่างอุดมคติโรมานซ์ ก็พฤติการณ์สมภารแดกไก่วัดเหมือนกัน มีอยู่เคสนึงเคลียร์ไม่จบจนถึงตอนนี้ ยังเอ้อเร่อเอ้อเต่อกันอยู่

ส่วนอีกรายก็เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาอาจารย์ป๋วยแหละ ก็ตามสูตรน้องชมรมในมหาลัยก็เสร็จมันก่อนอันดับแรก แต่ก็กระเตงกันไปได้เรื่อยๆ มันขอทุึนฝรั่งไปลงพื้นที่อีสาน เมียจบโทไปเป็นอาจารย์ทางโน้น เมียก็รู้สันดานผัวดี ไม่ยอมรับเด็กฝึกงานจากมูลนิธิอาสาสมัครส่งมาให้ ก็เลยคัดเด็กที่ว่าหน้าตาไม่ได้เรื่อง หุ่นเตี้ยตะแหมะแขะไปเป็นเด็กนักศึกษาฝึกงานกับผัวตัวเองแล้วนะ แม่งยังฟาดไก่วัดตอนเมียเผลอเลยสัดดด

เมียก็เซ็งสัดๆ หนีไปทำปริญญาเอกเมืองนอก กะจะไม่กลับมา โดยยื่นคำขาดว่า ให้เลือกเอาจะเอาชั้นหรือเอาเด็ก ไอ้นี่เลยต้องหวานอมขมกลืนทิ้่งเด็ก เด็กแม่งก็หมดอนาคต จบมาหางานในด้านพวกเ้อ็นจีโอไม่ได้เลย เพราะเมียมันติดแบล็กลิสต์ไปทั่วราชอาณาจักร เมียได้ด๊อกเตอร์เลยยอมกลับมา ส่วนเด็กชะตาไม่ดี ไปได้เป็นเมียชาวนาในพื้นที่ตอนนี้ทั้งเตี้ยล่ำดำสิว. ..อนาถจิตเจงๆ

อันนี้คนอ่านของผมเขาเพิ่มเติมมาให้อุบาทว์จิตอีกว่า เรื่องหลอกล่อผู้เยาว์เนี่ย บางคนในแวดวงนี้เขาเทพ และเนียนมาก (พวกหื่นกาม ฉุด ญ เข้าพงหญ้ายังเลวน้อยกว่านี้ เพราะ ญ และสังคม ยังด่าไอ่พวกหื่นกามได้เต็มปาก ) แต่พวกเทพๆ นี้ หลังเสร็จกิจ น้อง ญ ส่วนมากจะโทษและรู้สึกรังเกียจตัวเองไปเลย

บางคนรู้สึกแย่จนถึงคิดฆ่าตัวตาย เพราะ "ไปทำให้ครอบครัวของพี่ๆ เขาแตกแยก" ส่วนไอ่พี่ ช นั่น ยิ้มสบาย พี่ ญ ก็จะราวีหรือเอาไงดี

ปัจจุบัน น้อง ญ บางคน ถูก (เพื่อนๆ และแวดวง) โดดเดี่ยว รับภาระเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ด้วยความรู้สึกผิด และยังเชิดชูบูชา ไอ่พี่ ช คนนั้นอยู่ - - แมร่งงงงงงเอ๊ย ห่วยอีหลี - - ยิ่งกว่าพล็อตละครหลังข่าวซะอีก!

ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกัน

ป.ล.ในบ้านเมืองนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไอ้ที่ดีๆเค๊าก็มีบึ้ม กราบขออภัยหากเรื่อง(จริง)นี้ไปทำให้คนดีในวงการแปดเปื้อนมัวหมอง

พูดเรื่องนี้ผมเลยว่าพวกนี้มันมีsex driveสูงหวะ...ต้องเข้าใจว่าพวก NGO นี่มันมนุษย์พันธฺุ์พิเศษนะ ปกติธรรมดามนุษย์มนานี่เป็นกันไม่ได้หรอก มันต้องมีแรงขับอะไรเป็นพิเศษ

หากแรงขับนั้นเป็นเรื่องพระเรื่องเจ้าเข้าวัดเข้าวาอย่างน้าเอียด ดีพูน สมพจน์ สมบูรณ์ มงกุฎ แก่นเดียว อาจารย์เสรี พงศ์พิศ ที่แกเป็นคริสเตียน หรือหมอยงยุทธอะไรนี่ก็ดีไป แต่เสือกมีแรงขับด้านsex driveนี่กรูหละสยองแทนพวกไก่วัดเป็นอันมาก

ส่วนไอ้ว่าที่เหี้ยๆนี่ก็เล่ามาเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์นะสาวเอยจะบอกให้ เผื่อใครอ่านๆอยู่ และกำลังฝันๆหวานจะไปเป็นเด็กฝึกงานหรือเป็นอาสาสมัคร หรือไปเป็นเด็กใหม่เอ็นจีโอ พวกเอ็งก็ระวังไว้นี๊สนุง หน้าฉากพ่อพระนักบุญราชสีห์ หรือแสงดาวแห่งศรัทธา ปณิธานอันมุ่งมั่นสนั่นโลกาโกวิทย์วัฒนาสถาพรบำรุงที่เห็นๆกันนั้น มันอาจแค่เปลือกๆ...

ของจริงนี่มันเอ็นโตดี กว่าจะรู้อีกทีเอ็นก็เข้าไปอยู่ในรูซะแร๊ะ. ....เชี่ยสัดๆๆๆ

00000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เห็นปัญหาแต่ไม่แก้

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 รู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหาอยู่มากทั้งความไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย เช่น การแบ่งพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วนออกเป็น 8 เขต หรือ 8โซน การกำหนดให้ ส.ว.มาจาก 2 ทาง ทางที่หนึ่ง ให้เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ไม่ว่าจังหวัดเล็กอย่างระนอง หรือจังหวัดใหญ่อย่างกรุงเทพฯก็มี ส.ว.ได้ 1 คน กับอีกทางหนึ่ง ให้มาจากการสรรหา โดยจำนวนของที่มาทั้ง 2 ทางไล่เลี่ยกัน กล่าวคือ ส.ว.เลือกตั้ง 76 คน ส.ว.สรรหา 74 คน รวมเป็น 150 คน การยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย ฯลฯ และการเขียนบทบัญญัติที่ไม่ชัดเจน ตีความไปได้หลายทาง ก่อให้เกิดความสับสนและนำมาซึ่งความขัดแย้ง รวมทั้งกระทบต่อการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

มิไยที่จะกล่าวถึงการแสดงพฤติกรรมของ ส.ส.กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมาที่หยุดถ้อยคำด่าอันไม่บังควรออกมา สะท้อนถึงวุฒิสภาที่ต่ำทรามของนักการเมืองผู้ได้ชื่อว่า ผู้แทนปวงชน ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายคราว ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีบทบัญญัติใดที่จะกำกับควบคุมมิให้นักการเมืองบางส่วนแสดงพฤติการถ่อยและเถื่อนออกมา หากแต่ยังมีเรื่องที่ควรจะถูกหยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบและเริ่มต้นเสียทีแทนที่จะมัวโอ้เอ้เอาแต่รำมวยกันไปมาอยู่อย่างนั้น

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า จากการหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเห็นพ้องกันว่าสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือ แก้ไขการเลือกตั้งจากแบ่งเขตเรียงเบอร์ (เขตละ 3 คน) เป็นเขตละ 1 คน หรือวันแมนวันโหวต ตามรัฐธรรมนูญ 2540 อีกประเด็นหนึ่ง คือมาตรา 190 เกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่รัฐบาลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อนถึงจะไปลงนามกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสภาของ ส.ส.ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะกระทำไม่ได้ หากเรื่องที่พิจารณาเป็นผลได้ผลเสียกับนายกฯและรัฐมนตรี กรณีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่สภาพิจารณาวาระ 2 และ 3 ปรากฏว่านายกฯและรัฐมนตรีไม่มีใครกล้าลงมติ เพราะเกรงว่าถ้าลงมติไปอาจถูกร้องเพื่อนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้เพราะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ทำให้คะแนนเสียงเมื่อหักนายกฯและรัฐมนตรีออกไปแล้ว เสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีมากกว่าพรรคฝ่ายค้านอยู่แค่ 6 เสียง ถือว่าหมิ่นเหม่ต่อการเพลี่ยงพล้ำในการลงมติ ซึ่งหากเกิดเหตุขัดข้องประการใดก็แล้วแต่ที่เสียงรัฐบาลออกมาแพ้ฝ่ายค้าน หรือไม่ครบองค์ประชุม ก็จะส่งผลกระทบต่อเถสียรภาพรัฐบาลถึงขั้นนายกฯต้องยุบสภาได้

ความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี ความไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยก็ดี และรวมไปถึงข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สมควรอย่างยิ่งที่ทุกพรรคทุกฝ่ายในสภาผู้แทนฯและในวุฒิสภาจะได้ปรึกษาหารือกันแล้วเริ่มต้นเสนอเป็นร่างแก้ไขเข้าสู่รัฐสภา แต่น่าเสียดายที่สภาผู้แทนฯและวุฒิสภาไม่แสดงถึงความร่วมไม้ร่วมมือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีหลายเรื่อง หลายมาตราของรัฐธรรมนูญสร้างปัญหาในการปฏิบัติและกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และที่สำคัญได้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อไรจะลงมือแก้ไขเสียที และอีกนานเท่าไรความสมานฉันท์ปรองดองจะยังเกิดขึ้นโดยความเห็นพ้องต้องกันของสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา ขออย่าให้เหมือนกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ที่รัฐสภาต้องรอให้ประชาชนถูกทหารปราบปรามจนคนเจ็บล้มตายจำนวนมากเสียก่อนจึงค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง

เป็นนายกฯ นะครับ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ถ้าเป็นลิง ก็กำลังแก้แห

ถ้าเป็นวัว ก็กำลังพันหลัก

เก้าอี้ผบ.ตร.ตัวเดียว ยุ่งชุลมุนอีนุงตุงนังไปหมด

จริงไม่จริง ใช่ไม่ใช่ท่านนายกฯ?

ยิ่งเลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กลับมาจากเยอรมัน

ก็จะยิ่งชุลมุนอีนุงตุงนังหนักกว่าเก่า??

ถ้านายกฯ ยังดื้อตาใส แล้วยังพูดแผ่นเสียงตกร่อง "แอบอ้าง" "คลาดเคลื่อน" อย่างมั่นอกมั่นใจ

ก็ตัวใครตัวมันครับพี่น้อง!!

ก่อนเกิดกรณีผบ.ตร. ภาวะผู้นำไต่ระดับได้อย่าง น่าทึ่ง

ทั้งปราบม็อบแดง ทั้งขวางรถเมล์ 4 พันคัน ทั้งเบรกจำนำพืชผลเกษตร

แต่พอมายุ่งวุ่นวายกับผบ.ตร.เท่านั้นแหละ

ภาวะผู้นำร่วงรูดหมดสภาพ?

เป็นนายกฯ แต่ปลดคนเก่าก็ไม่ได้ ตั้งคนใหม่ก็ไม่ได้

เพราะอะไร??

ถ้าสรุปสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ก็เพราะ ไม่เป็นงาน

ขยายความหน่อย ก็เพราะ ไม่มีทักษะของนักบริหาร ไม่มีศิลปะของนักปกครอง

และไม่มีทีมงานที่รอบรู้ เชี่ยวชาญ ไว้ใจได้

ไม่มี ไม่รู้ไม่พอ ยังได้ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดที่อันตรายและน่ากลัวมากๆ

โดยเฉพาะวอลเปเปอร์ หัวหน้าม็อบ และ"หัวเถิก"!!

นายกฯ ไม่รู้จริงๆ หรือว่า 2 เจ้าแรกนั้น ผ่านการล้มละลายมาแล้ว

แหะ แหะ แต่ล้มบนฟูกพุงกระเพื่อมนะครับพี่น้อง

ส่วนเจ้าหลัง แหะ แหะ ระดับหลายมงกุฎตัวพ่อเลยนะท่าน

แต่นายกฯ กลับเลือกที่จะเชื่อ ลุ่มหลง เสน่หา!

ขนาดผู้จัดการรัฐบาล"เทพเทือก" หรือเลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ คนกันเองแท้ๆ ก็ยังงงๆ

ไม่ลองตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกดูหรือว่าวอลเปเปอร์รับมาแล้วเท่าไหร่?

หัวหน้าม็อบวางกลเกมเรื่องคน เรื่องตำแหน่ง เรื่องคดีร้ายแรงของตัวเองไว้อย่างไร?

"หัวเถิก" ใช่บุคคลพิเศษ หรือแค่ราคาคุย "แอบอ้าง" "คลาดเคลื่อน" หาผลประโยชน์ไปวันๆ?

นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ สมควรต้องรู้ให้มาก รู้ให้เร็วโดยด่วน

เพราะเบสิกเบื้องต้นของคนเป็นผู้นำ

ต้องรู้คน รู้งาน

จะมัวมาแก้แห เดินพันหลักอย่างหมดสภาพแบบนี้ไม่ได้

เป็นนายกฯ นะครับ ไม่ใช่...!?

ซ่อมจวนพระตะบองสร้างรักไทย-กัมพูชา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29406
สกู๊ปหน้า 1

แม่น่ำส็องแกไหลผ่าเมืองพระตะบองด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำ มีชุมชนชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ประปราย ส่วนด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำ มีวัดดำเรียซอ หรือวัดช้างเผือกเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา มีสถานที่ราชการอยู่มากมายฝั่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาล เรือนจำ สถานีรถไฟ และจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง

"ผมใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยผ่านทางสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา ที่ได้ช่วยเหลือต่อโครงการซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง"

นายปราชญ์ จันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง กล่าวด้วยเสียงเรียบ นุ่ม ท่ามกลางคณะผู้แทนฝ่ายไทยที่นำเอาเงินช่วยเหลือซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนกว่า 1 ล้านบาทไปมอบให้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา

ผู้แทนฝ่ายไทยนำโดย นายปกศักดิ์ นิลอุบล ประธานสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา นายชโลทร เผ่าวิบูล อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย

โครงการซ่อมจวนผู้ว่านี้ ฝ่ายกัมพูชาบอกว่า จะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 งบประมาณที่ใช้ซ่อมเป็นของ

รัฐบาลกัมพูชา และส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ และสมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา

นายปกศักดิ์ นิลอุบล นายกสมาคมบอกว่า สมาคมวัฒนธรรมไทย กัมพูชา เห็นว่า การบูรณะซ่อมแซมจวนผู้ว่าฯ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ จึงเห็นควรให้
การสนับสนุนเงินซ่อมแซมจวนผู้ว่าฯเป็นจำนวน 1,069,000 บาท

สิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมืออันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา และยังเป็นกิจกรรมหนึ่งของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ. 2553

ทำไมรัฐบาลไทยต้องซ่อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง คำตอบในเรื่องนี้คือ จวนผู้ว่าฯหลังนี้ สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เมื่อ พ.ศ.2448 สมัยนั้นกัมพูชายังตกอยู่ภายในอาณานิคมของฝรั่งเศส

เหตุการณ์ต่อมา เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ายที่พำนักจากจังหวัดพระตะบองมาจังหวัดปราจีนบุรี ท่านได้มาสร้างจวนผู้ว่าฯหลังใหม่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันอยู่ในอาณาบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

จวนผู้ว่าฯหลังเก่านั้น รัฐบาลกัมพูชาใช้เป็นสถานที่ราชการสืบมา

หลังใช้อาคารมานานทำให้ผุพังบางส่วน จึงซ่อมแซมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2539 และซ่อมอีกครั้ง คือครั้งนี้ เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2551 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 255,000 ดอลลาร์

นายปราชญ์ จันทร์ กล่าวอย่างภูมิใจว่า จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้ "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเนื่องในวโรกาส เสด็จเยือนพระตะบองเมื่อปี พ.ศ.2549 ครั้งนั้น พระองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ทาง
จังหวัดถวายเลี้ยงพระกระยาหารกลางวัน ณ อาคารด้วย"

สำหรับการยื่นมือให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการต่างประเทศ นายปราชญ์บอกว่า เมื่อปี พ.ศ.2549 ได้มีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมการบูรณะ ต่อมาก็มีการช่วยเหลืองบประมาณ

เมื่อบูรณะเสร็จ ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ ใช้เป็นสถานที่ราชการ ของหน่วยงานต่างๆของจังหวัดพระตะบอง เหนือจากนั้น คือ แสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ที่มีมรดกทางศิลปะอันล้ำค่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปะสมัยอาณานิยม หรือ "โคโลเนียล สไตล์"

จังหวัดพระตะบอง ชาวกัมพูชาเรียก "บัดด็อมบอง" แปลว่า ตะบองหาย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดปราจีนบุรีของไทย และตั้งอยู่ทิศตะวันตกของกรุงพนมเปญ ระยะทางจากกรุงพนมเปญมาถึงพระตะบองประมาณ 291 กม.

จังหวัดพระตะบองมีพื้นที่ประมาณ 11,748 ตร.กม. ประชากรประมาณ 1,030,301 คน เป็นแหล่งอารยธรรมอุดมไปด้วยโบราณสถานต่างๆ เช่น ปราสาทวัดเอกพนม ปราสาทเสนง ปราสาทบาแสต ปราสาทพนมส็อมปึว และปราสาทบานอน เป็นต้น

นางสึม มารี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง เล่าบรรยากาศการท่องเที่ยวพระตะบองด้วยว่า พระตะบองมีโบราณสถานมาก และมีแหล่งท่องเที่ยวไม่แพ้จังหวัดอื่นใดในกัมพูชา

สถิตินักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมา นางสึม มารีบอกว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เป็นญี่ปุ่น รองลงมาเป็นเกาหลี จีน และไทย

สาเหตุที่คนไทยมีจำนวนน้อย ทั้งๆที่เป็นคนในประเทศเพื่อนบ้าน สึมบอกว่า คนไทยมักมาติดต่อธุรกิจการค้าแล้วก็กลับ ไม่ค่อยมาอยู่พักเหมือนชาติอื่นๆ

ในแง่ของความสัมพันธ์ไทย กัมพูชา นายชโลทร เผ่าวิบูล อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เปิดใจเรื่องการดำเนินกิจกรรมกระชับสร้อยสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาว่า

ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีการไปมาหาสู่กันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังนั้น เรื่องการไปมาหาสู่กัน เราควรพัฒนาให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เพื่อให้ความสะดวกสบายต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

ดังนั้น "ปี พ.ศ.2553 เรามีโครงการยกเลิกวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไทย กัมพูชา จะได้รับการยกเว้นเมื่อทำวีซ่าเข้าประเทศถึง 30 วัน"

นอกจากนั้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำวีซ่า "ไทยจะเปิดกงสุลใหญ่ที่จังหวัดเสียมเรียบ เพื่อชาวกัมพูชาที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ"

ทั้งสองโครงการนี้ เมื่อแล้วล่วงย่อมเอื้อความสะดวกสบายระหว่างชาวไทยกับกัมพูชาได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องที่กระทบกระทั่งกัน ปัญหาใหญ่มาจากเรื่องเขตแดน

นายชโลทรบอกว่า ปัจจุบันไทยและกัมพูชากำลังดำเนินการปักปันเขตแดนอยู่ บางช่วงตอนจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบ ยังดำเนินการไปได้ไม่มากนัก สำหรับพื้นที่ทางทะเลจำเป็นต้องรอการปักปันเขตแดนทางบกให้เสร็จสิ้นก่อน

"ถ้าเรามีเจตนารมณ์ทางบวกด้วยกันแล้ว ทุกอย่างก็จะไปได้ด้วยดี"

เรื่องกัมพูชาให้สัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ นายชโลทรบอกว่า ยังเป็นเพียงโครงการเท่านั้น ยอมรับว่ามีการเจรจากัน แต่ยังไม่มีการขุดเจาะ แต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายยังอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนอยู่ และขณะนี้ "เราก็มีทิศทางที่ดี ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน
และต้องใช้เวลา"

หลังการกระทบกระทั่งกัน สภาพการลงทุนในกัมพูชาเป็นอย่างไรนั้น นางอมรรัตน์ จตุรภัทร นักธุรกิจร้านอาหารไทยและที่พักบอกว่า ธุรกิจของตนไม่มีผลกระทบแต่อย่างไร

และที่สำคัญ "ธุรกิจเราไม่ได้เน้นไปที่นักท่องเที่ยว เราขายให้กับคนท้องที่ พอมีเรื่องก็มักมีคนถามเหมือนกัน เราก็พยายามชี้แจงว่า ข่าวก็คือข่าว ส่วนใหญ่เขาก็เข้าใจ"

สร้อยสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาไม่ว่าจะเรื่องช่วยซ่อมจวนผู้ว่าฯจังหวัดพระตะบอง หรือเอื้อไมตรีกันด้านใด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาซึ่งความสงบสุขของคนทั้งสองประเทศทั้งสิ้น

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องระมัดระวัง คือ ลิ้นบางลิ้นที่พูดเพื่อประโยชน์ ส่วนตนแล้วทำลายความสัมพันธ์คนทั้งสองประเทศ.

การเมืองเสื่อม

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

วันก่อนเสียงด่าทอกันในสภา ใช้ถ้อยคำหยาบคาย คงจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเสื่อมของการเมืองยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ความแตกแยก ระหว่างนักการเมืองด้วยกัน ความแตกแยกระหว่างประชาชน ความแตกแยกระหว่างข้าราชการ จริยธรรมเสื่อม คุณธรรมบกพร่องก็เพราะความอยุติธรรม

วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่แพร่เชื้อกันไว้ตั้งแต่สมัยยึดอำนาจ ทำให้ประเทศไทยพบกับจุดเสื่อมโทรม ของความเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เคยรักสันติ ขีดเส้นล้อมวง จำกัดสิทธิและเสรีภาพของการเมืองและประชาธิปไตยให้อยู่ในการควบคุม

อิทธิพลที่เหนือการเมืองและพฤติกรรมเผานาจับหนูที่ผ่านมา หนูไม่ตายแต่กลับเริงร่า เจ้าของนานั่งดูความล่มจม ทั้งศีลธรรมและวัฒนธรรมพลอยเสื่อมไปหมด

สยามเมืองยิ้มกลายเป็นสยามแยกเขี้ยว

จิตใจคนโหดร้ายไปตามสถานการณ์บ้านเมือง ดูอย่างกรณีแก๊งปาหินนั่นปะไร เป็นอันตรายรูปแบบใหม่ของอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน บางครั้งยังน่ากลัวกว่าเมาแล้วขับซะอีก

ก็เพราะ ตำแหน่ง ผบ.ตร.แค่ตำแหน่งเดียว ทำเอาปั่นป่วนกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ลามไปถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวง และตำแหน่งอื่นๆ ที่เข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกเพียงเพื่อจะเอาชนะเท่านั้นเอง

เลยคิดการใหญ่

ตัวอย่างมีผู้นำบางประเทศเข้าไปก้าวก่ายอำนาจยุติธรรม โดยเฉพาะการสั่งปลดบุคลากรของสถาบันยุติธรรม ถึงกับกระเด็นจากตำแหน่ง เวลานี้ มีเทปเสียงการสั่งการให้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมายังพิสูจน์ชัดเจนไม่ได้ว่าเป็นเสียงใคร มีการตัดต่อหรือไม่

แต่ก็เริ่มจะปั่นป่วนชี้ให้เห็นถึงก้าวย่างของการเมือง ที่กำลังจะล้างขั้วล้างบางกันอีกกระทอก แม้แต่วอลเปเปอร์เอง ก็ไม่พ้นวิบากกรรม ไปทำอะไรไว้ พฤติกรรมในอดีตเป็นอย่างไร

ได้ดูกันตาแฉะ

บางครั้งอาจจะมองว่าเป็นละครการเมืองน้ำเน่า บางทีอาจจะดูว่าเป็นการเมืองไร้สาระ แต่เมื่อบ้านเมืองปกครองด้วยความไร้สาระ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี

ใครจะคิดว่าละครน้ำเน่ายังติดอันดับไปตลอดกาล ใครจะคิดว่ายุคนี้สมัยนี้ ยังมีการย้อนยุคโกงกินเงินจากชาวบ้านตาดำๆได้ลงคอ เคยได้ยินเรื่องถนนควายเดิน ส.ส.ปลาทู แจกรองเท้าแตะทีละข้าง ยังนึกขำว่าสมัยนั้นคิดทำกันไปได้อย่างไร

แต่วันนี้มีคนปล้นชาวบ้านที่มีแต่ผ้าขาวม้ากับกางเกงขาก๊วยจนได้.

ธรรมะเรื่องสัจจะ

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายวันนี้ ท่ามกลางความไม่สบายใจของคนใน เขตดุสิต ที่ต้องตกใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ผมขอพาท่านผู้อ่านไปคุยเรื่องธรรมะกันดีกว่านะครับ เห็นชื่อเรื่องคงแปลกใจ ธรรมะเรื่องสัจจะ ลองไปอ่านดูครับ

หมู่นี้ผมอ่านหนังสือธรรมะของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) หลายเล่ม เลยมีเรื่องดีๆนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อช่วยกันประคับประคองสังคมไทยที่กำลังหลงทาง ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็คือ ธรรมะในเรื่อง "สัจจะ" หรือ "ความจริง" ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของคนทุกชนชั้น แม้แต่ในชั้นอริยภูมิ พระอริยะ ก็ต้องมี "อริยสัจ" ความจริงอันประเสริฐ แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคนทั่วไปจะละเลยสัจจะ พูดเท็จกันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะ "นักการเมือง" ที่บริหารปกครองประเทศ พฤติกรรมที่เป็นอยู่นอกจากจะ "ไร้สัจจะ" แล้วยัง "พูดเท็จ" กันหน้าตาเฉย เป็นตัวอย่างที่เลวแก่สังคมส่วนรวมด้วย

อย่างที่ได้เห็นได้ฟังจากสื่อต่างๆในช่วงนี้

สมเด็จเกี่ยว ท่านบอกว่า สัจจะเป็นที่ปรารถนาของสังคมทุกระดับชั้น แม้แต่ในกลุ่มคนที่ชอบเล่นเล่ห์กล ตนเองเล่นได้ แต่คนอื่นจะมาเล่นกับตนไม่ได้ จะต้องเป็นคนมีสัจจะ คือมีความจริง แม้แต่คนที่ปลิ้นปล้อนหลอกลวงอยู่เป็นประจำ เรียกว่าหลอกกันตลอดเวลา
หลอกคนนั้น หลอกคนนี้ หลอกคนโน้น แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาหลอกตนเองเหมือนกัน ไม่มีนักหลอกลวงที่ไหนอยากให้มีใครมาหลอกตน

นี่แหละครับ แม้แต่คนที่โกหกเป็นประจำก็ยังชอบสัจจะเหมือนกัน

สมเด็จเกี่ยว จึงบอกว่า สัจจะ เป็น หลักธรรม ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสังคม พระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนถึงเรื่องสัจจะไว้ในลักษณะต่างๆที่ท่านได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอก็คือเรื่อง ศีลข้อที่ 4 งดเว้นจากมุสาวาท คือให้พูดสัจจะคือความจริงนั่นเอง

พระพุทธเจ้า ไม่ทรงประสงค์ให้คนในศาสนาของพระองค์เป็นคนที่มีวาจาเป็นเท็จ พระองค์ต้องการให้พูดแต่คำที่เป็นจริง ทรงสอนถึง สัจจบารมี คนที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าต้องมีบารมีข้อหนึ่งคือ สัจจะ

คนสำคัญของบ้านเมืองก็เหมือนกัน ต้องมีบารมีข้อหนึ่ง คือ "สัจจะ" ขาดไม่ได้ ถ้าจะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า

บางคนบอกว่า คนที่บริหารบ้านเมืองก็แลดูไม่ค่อยจะมีสัจจะ ให้สังเกตดูก็แล้วกัน ถ้าหากว่าสัจจะน้อย บ้านเมืองก็ระส่ำระสาย สัจจะมาก บ้านเมืองก็สงบ เป็นข้อที่เห็นกันด้วยเหตุด้วยผล

ดังนั้น สมเด็จเกี่ยว จึงสรุปว่า ถ้าหากบ้านเมืองมีคนที่มีสัจจะมาก บ้านเมืองก็ร่มเย็นมากขึ้น ถ้าบ้านเมืองมีคนขาดสัจจะหลอกลวงกันมากขึ้น บ้านเมืองก็ขาดความร่มเย็นเป็นสุขน้อยลงไปตามส่วน

เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะมัวโกหกพกลมกล่าวคำเท็จกันทำไม เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราจะร่มเย็นเป็นสุข จะเจริญก้าวหน้า ก็เพราะสัจจะ ไม่ใช่เพราะมุสา เป็นไปไม่ได้เลยที่ศาสนาจะเจริญ เพราะคนโกหกมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาติบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า
เพราะคนในชาติบ้านเมืองโกหกกันมาก มีแต่บ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า เพราะคนมีสัจจะมาก ศาสนาจะเจริญเพราะคนมีสัจจะมาก

สัจจะที่ว่านี้ จะต้องเป็นทั้ง สัจจะในการพูด และ สัจจะในการกระทำ ไม่ใช่สัจจะแต่พูดอย่างเดียว แต่ไม่มีสัจจะในการกระทำ

แล้ว สมเด็จเกี่ยว ก็สรุปเป็นข้อคิดว่า สัจจะเป็นสิ่งจำเป็น เราทุกคนควรจะได้ฝึกฝนให้เป็นคนที่มีสัจจะ ทั้งการทำและการพูด อย่าเป็นคนพูดอะไรให้มีคำเท็จเจือปนจนมากเกินไป

เหมือน นักการเมืองไทย ที่ชอบ พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว หรือ พูดความเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์ คือ พูดอย่างหนึ่ง แต่ ทำอีกอย่างหนึ่ง เหมือนฟ้ากับดิน มือกับเท้า อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ทุกวันในช่วงนี้ แต่คนอื่นที่มาพูดกับตัวเอง นักการเมืองขี้ห๊กเหล่านี้กลับต้องการ
สัจจะ พูดความจริงกับเขาเท่านั้น.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

องค์กรครูขู่แสดงพลังค้านเด้ง ปลัด ศธ.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29475

รมว.ศึกษาธิการ ปฏิเสธ ยังไม่คิดย้ายใคร เรียกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา กล่อมไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว ด้าน "ชินภัทร" ย้ำ สนองนโยบายเต็มที่แล้ว ...

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวกรณีมีข่าวเรียกประธาน สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เข้าพบ เพื่อไม่ให้สหภาพฯออกมาเคลื่อนไหวหากจะมีการปรับ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (สกสค.) ออกจากตำแหน่ง สาเหตุมาจากการดำเนินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.5 ตามเงื่อนไขใหม่ล่าช้าว่า ตนไม่เคยเชิญใครมาพูดคุยเรื่องนี้ และขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับ ปลด หรือย้ายใครทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่นายสมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะล่ารายชื่อ ส.ส.ในพรรค เพื่อยื่นต่อตนให้พิจารณาการทำงานของ ดร.ชินภัทรนั้น ส.ส.สามารถเสนอความคิดเห็นได้ แต่ท้ายที่สุดตนจะใช้
ดุลพินิจเองว่าความเหมาะสมคืออะไร โดยดูที่ผลของงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ดร.ชินภัทรได้รายงานความคืบหน้าการชี้แจงเงินกู้ ช.พ.ค.5 เงื่อนไขใหม่ให้ ผอ.สกสค.จังหวัดทราบ ถือเป็นความพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้

ดร.ชินภัทรกล่าวว่า ได้รายงานความคืบหน้าการปรับปรุงเงื่อนไขการกู้เงิน ช.พ.ค.5 พร้อมผลการประชุม ผอ.สกสค.จังหวัด เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ซึ่งหากใครอยากกู้หลักเกณฑ์ใหม่ก็ต้องรอจนกว่าจะมีผลบังคับใช้ แต่หลักเกณฑ์เก่าสามารถกู้ได้ทันที โดยวันที่ 31 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมบอร์ด ช.พ.ค.เพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ และในวันที่ 2 ก.ย.จะมีการประชุมบอร์ดของธนาคารออมสิน หากเห็นชอบตามหลักเกณฑ์ใหม่ก็จะมีการลงนามเพิ่มเติม ส่วนจะสามารถใช้หลักเกณฑ์ใหม่ได้ในทันทีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระเบียบของ ธนาคารออมสิน ทั้งนี้ ไม่ได้พูดคุยเรื่องการโยกย้าย เพราะที่ผ่านมาตนได้พยายามดำเนินการตามนโยบายอย่างเต็มที่แล้ว

ด้านนายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า หากมีการย้าย ดร.ชินภัทรจริง ทางองค์กรครู 4 ภูมิภาคกว่า 1 หมื่นคน และสหภาพฯจะออกมาแสดงพลังคัดค้านให้ถึงที่สุด พร้อมจะยื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง เพราะเป็นการรังแกข้าราชการประจำ ขณะที่เครือข่ายครูรักประชาธิปไตยขู่จะนำพวงหรีด 9,999 พวง พร้อมผ้าดำเขียนข้อความไว้อาลัยให้กับผู้ที่คิดจะย้ายปลัด ศธ.

ทหาร-ตร.คุมเข้ม ทำเนียบฯ รับมือเสื้อแดงบุก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29463

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเริ่มวางกำลังรอบทำเนียบฯ ทั้งวางแท่งคอนกรีต-รั้วลวดหนามเป็นแนวป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมใหญ่วันอาทิตย์นี้ (30 ส.ค.) บุก พร้อมขนปืน เอกสารออกจากทำเนียบฯ..

เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 ส.ค. ต่อเนื่องจนกถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 29 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแท่งคอนกรีตมาวางตามถนนบางจุด รอบทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ทหารเริ่มวางกำลังภายในทำเนียบรัฐบาลบางส่วนแล้ว เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ (30 ส.ค.) นอกจากนี้ยังมีการขนลวดหนามเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมทำแนวรั้วกั้น ตลอดแนวกำแพงทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกรุกเข้าไปภายใน
 
ส่วนถนนรอบทำเนียบ ซึ่งตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จะห้ามไม่ให้มีการใช้เส้นทางรอบทำเนียบรัฐบาลนั้น ล่าสุดผู้สื่อรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มนำแท่งคอนกรีต เข้าไปวางตามจุดต่างๆ แล้วเช่นกัน

นายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผอ.สำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ตำรวจและทหารจะเริ่มทยอยเข้ามารักษาความปลอดภัยในทำเนียบรัฐบาลตามแผนของ ศูนย์อำนวยการรักษาความเรียบร้อยตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศอ.สร.)ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาดูแลภายในทำเนียบรัฐบาล ส่วนใหญ่จะเป็นชุดเดิมที่เคยเข้าดูแลความปลอดภัยในทำเนียบฯ จึงมีความคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้ มีการขนเอกสารสำคัญออกจากอาคารต่างๆ รวมถึงขนอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวนมากออกจากอาคารรักษาการณ์ ซึ่งเป็นที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้ามายึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่เหมือนเมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมายึดทำเนียบรัฐบาล

ศาลปค.สูงสุด ไม่รับฟ้อง ถอนพรบ.มั่นคง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29433

กลุ่มคนเสื้อแดงแห้ว ศาลปครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องให้เพิกถอนมติ ครม.ที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ในวันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย. ในพื้นที่เขตดุสิต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณา..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 28 ส.ค. ศาลปกครองสูงสุด โดยนายจรัญ หัตถกรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดและคณะ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของนายจตุพงศ์ ขวานทอง คนเสื้อแดงย่านบางแค กทม. ที่ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ต่อศาลปกครองสูงสุด ในข้อหาร่วมกันประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่เขตดุสิตระหว่างวันที่ 29 ส.ค. -1 ก.ย. ไม่ชอบด้วยกฎหมายและกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ ที่อนุมัติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติ ครม. ดังกล่าวและมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ออกไปก่อนจนกว่ามีเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เป็นเพียงการมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต กทม. ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ พ.ศ. 2551 ไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่มีสภาพเป็นกฎ และมิใช่เป็นกฎที่ออกโดย ครม.หรือโดยความเห็นชอบของ ครม. จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ส่วนที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า กอ.รมน.ได้ออกข้อกำหนด โดยความเห็นชอบจาก ครม. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย อีกทั้งมาตรา 23 วรรค2 แห่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติให้การดำเนินคดีใดๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ดังนั้นศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ เมื่อศาลไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยคำขอทุเลาการบังคับตามมติของ ครม. จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกนอกระบบ

ครส. คัดค้านหมายจับ 3 แกนนำคนงานไทรอัมพ์ ชี้ละเมิดสิทธิทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

28 ส.ค.52 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ออกแถลงการณ์คัดค้านการออกหมายจับแกนนำคนงานไทรอัมพ์ฯ ที่ไปชุมนุมเรียกร้องการแก้ปัญหาเลิกจ้างที่หน้าทำเนียบและรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ในข้อหามั่วสุมเกิน 10 คน ก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดย ครส.ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนเรื่องดังกล่าวและมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกหมายจับ รวมทั้งเน้นการแก้ไขปัญหาแรงงานก่อนจะบานปลาย
รายละเอียดของแถลงการณ์มี ดังนี้
ตามที่ สน.ดุสิต ออกหมายจับสุนทร บุญยอด,น.ส.บุญรอด สายวงศ์,น.ส.จิตรา คชเดช มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนก่อวุ่นวาย นำชุมนุมไทรอัมพ์เหตุถูกเลิกจ้าง ล้อมทำเนียบนั้น
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ขอคัดค้านเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ถอนหมายจับโดยทันที และเห็นว่ารัฐบาลกำลังจะมาผิดทาง การใช้กฎหมายใดก็ตามจะต้องไม่เป็นไปเพื่อคุกคามสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองของประชาชน การกระทำนี้นอกจากขัดรัฐธรรมนูญและยังเป็นปฏิปักษ์กับกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง(ICCPR) ซึ่งจะทำให้รัฐไทยถูกตั้งคำถามและมองภาพลบมากยิ่งขึ้น เพราะการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์นั้น เป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมืองที่จะถูกลิดรอนไม่ได้ ในสังคมประชาธิปไตยไม่ห้ามเรื่องนี้ ยกเว้นประเทศเผด็จการอย่างพม่า เกาหลีเหนือ หรือฮอนดูรัส ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีต้องทบทวนเรื่องนี้ และสั่งยกเลิกหมายจับคดีดังกล่าวโดยทันที
รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับปัญหาภาคแรงงานมากขึ้น ในสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามบานปลาย หรือมีการชุมนุมของแรงงานมากกว่านี้ เพราะทุกประเทศในยุโรปก็ล้วนให้ความสำคัญกับภาคแรงงาน แต่ประเทศไทยมีกระทรวงแรงงานกระทรวงเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่เคยเป็นสิทธิ์เป็นเสียงของแรงงานเลย นอกจากการเอาใจกลุ่มทุนมาโดยตลอด และการที่แรงงานลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เป็นทางเลือกสุดท้ายที่เขาจะทำได้ และอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ภาคแรงงานจะอดทนอดกลั้นและหากขาดลง รัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ได้ หากเขาคิดว่ารัฐบาลก็ไม่มีความชอบธรรม และที่ผ่านมารัฐบาลก็มักจะอุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจนเท่าที่ควร จนปัญหาหมักหมม
ครส.เชื่อว่า รัฐบาลยังมีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาส่วนนี้ได้ถ้าจริงใจ และผลักดันนโยบายที่สำคัญต่อภาคแรงงาน ไม่ให้กลุ่มทุนและโรงงาน เอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดแรงงานมากเกินไป อย่าลืมว่าถ้ารัฐบาลไม่เข้าไปลดความขัดแย้งทางชนชั้นนี้ ในหลายประเทศทั่วโลกบานปลายไปถึงการปฏิวัติและยึดโรงงานในที่สุด
เมธา มาสขาว
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

ตูนGag Lasvegas:หมดท่า..ลูกผู้ดีนักเรียนนอก

ที่มา Thai E-News

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

ที่มา Voice TV



ผลงานของ อาจารย์ป๋วย ระดับ"มาสเตอร์พีซ"นั่นคือ คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

"ป๋วย อึ้งภากรณ์"ในทัศนะอ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มา Voice TV



อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นทั้งลูกศิษย์ และเพื่อนร่วมงานร่วมรำลึกถึง อ.ป๋วย

รำลึก 10 ปีการจากไปอ.ป๋วย "รัฐบุรุษนอกทำเนียบ"

ที่มา Voice TV



รำลึก 10 ปีการจากไป และเรียนรู้เส้นทางชีวิตการทำงาน ของ"รัฐบุรุษนอกทำเนียบ"อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์

Friday, August 28, 2009

"เพื่อไทย" ยืนยันไม่เกี่ยวข้องตัดต่อคลิปเสียงปริศนา

ที่มา Voice TV



พรรคเพื่อไทยยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตัดต่อคลิปเสียงคล้ายนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำนายกฯ ต้องรีบชี้แจงก่อนบานปลาย


ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทยแถลงข่าวปฎิเสธเรื่องการตัดต่อและเผยแพร่คลิปเสียง ปริศนาคล้ายเสียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยได้รับซีดีบันทึกเสียงมาจากยามรักษาความปลอดภัย ซึ่งยามแจ้งว่ามีคนเอามาทิ้งไว้หน้าพรรค จึงเก็บมาให้เจ้าหน้าที่ภายในพรรค เมื่อเปิดฟังก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเสียงใคร แต่รู้สึกว่าเนื้อหาที่พูดนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากหากเป็นความจริง วันต่อมามีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อและเผยแพร่คลิ ปดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกมาปฎิเสธเนื่องจากพรรคไม่ได้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆทั้งสิ้น แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้เสียหาย จากคลิปเสียงดังกล่าว ก็ควรออกมาชี้แจงถึงที่มาที่ไปว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพราะหากปล่อยนิ่งเฉยก็เหมือนกับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นเรื่องบานปลายต่อไป

กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

ความพยายามที่จะให้เกิด ความปรองดองขึ้นในชาติ น่าจะเป็นความพยายามที่จะไกลเกินเอื้อม เพราะคนไทยทุกหมู่เหล่าในยามนี้ ถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง ฝังลึกเข้าไปในความรู้สึก และจะกลายเป็นความเชื่อเป็นทัศนคติ จนในที่สุดก็กลายเป็นอุดมการณ์ ที่มุ่งจะเอาชนะคะคานระหว่างคนในชาติ

ก่อนที่จะไปถึงวันนั้น ซึ่งผมอยากจะเรียกว่า วันสิ้นชาติ การแก้ไขเยียวยาที่ตรงจุดที่สุดก็คือ ความยุติธรรมและเสมอภาค ประชาธิปไตยต้องปล่อยให้เป็นระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริงไม่ใช่ต้องมาคอยออกกฎหมายความมั่นคง ไม่ใช่มาบีบตรงนั้นทีตรงนี้ที แล้วมาบีบคอตัวเองเรียกร้องประชาธิปไตย

ทำเป็นหน้าไหว้หลังหลอก

และสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่งก็คือ การดึงฟ้าต่ำ การแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อประโยชน์ในการชิงอำนาจทางการเมือง หรือ เพื่อใช้ในการทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ

ผมเชื่อว่าคนไทยที่มีสายเลือดไทยทุกคนไม่มีใครคิดบังอาจที่จะก้าวล่วงสถาบันแน่นอน เพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่รุ่นลูกรุ่นหลานย่อมฝังอยู่ในสายเลือดความรู้สึกของคนไทยทุกคน

แต่ก็แปลก ทุกครั้งที่มีวิกฤติเกมชิงอำนาจทางการเมือง มักจะอ้างสถาบันเบื้องสูงมาเกี่ยวข้องเสมอ และการกระทำเหล่านี้ก็ มาจากคนกลุ่มน้อยทั้งนั้น ทั้งๆที่คนไทยส่วนใหญ่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของทุกพระองค์ มีแต่เทิดทูนและอยากเห็นพระองค์มีความสุข

ความลับไม่มีในโลก เอาฝ่ามือปิดฟ้าย่อมไม่มิด อะไรเป็นอะไร ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้อยู่เต็มอก และผมก็เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของประเทศก็อยากให้บ้านเมืองสงบสุข กลับเข้าสู่ความปรองดองเหมือนดังเช่นที่เคยมีมา

บัดนี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ประกอบด้วย คนที่ได้รับผลประโยชน์จากการยึดอำนาจรัฐประหาร กำลังสนุกกับลาภยศสรรเสริญ มีทั้งสื่อ นักการเมือง นักลากตั้ง คนในกองทัพและอดีตนายทหาร

พยายามปลุกระดมประชาชน

ให้คนไทยรู้สึกเกลียดแค้นชิงชังซึ่งกันและกัน เสี้ยมให้คนไทยลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากัน จากสงครามสื่อ จากการปลุกระดมมวลชนล้างสมอง

ก็จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง

ผมไม่เชื่อน้ำหน้ารัฐบาล ไม่ว่ากรณีความสมานฉันท์หรือ ความปรองดองในชาติ ต่อให้อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ เนื่องจากการกระทำที่ รัฐบาลปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่ง ใช้สื่อของรัฐ กระทำการที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

รัฐบาลไม่มีความรอบคอบจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัด ใหญ่ 2009 เป็นร้อยเป็นพันคน รัฐบาลไม่มีความสามารถที่จะรักษาอธิปไตยในภาคใต้ ปล่อยให้ไฟใต้ลุกโชนก็ยังพอกล้ำกลืนฝืนทน

แต่ถ้าจะให้คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง มันสุดจะทน.

จ้องล่อกันเองมันกว่า

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29189

ร้อนรนเลยก็แล้วกัน

กับอาการเต้นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อประเด็นร้อนที่โพสต์กันว่อนอินเตอร์เน็ต และออกอากาศทางสถานีทีวีดีสเตชันของกลุ่มคนเสื้อแดง

"คลิปเสียง" คุ้นๆ

คนถืออำนาจสั่งการให้ดำเนินการต่อกลุ่มผู้ชุมนุม โดยให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงในการควบคุมสถานการณ์ และกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงสงกรานต์เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

"ชัดเจนว่าเป็นการตัดต่อ ผมพร้อมให้พิสูจน์ว่าเป็นการตัดต่อ คนที่ทำมีเจตนาทำร้ายบ้านเมืองชัดเจน ไม่อยากเชื่อว่าจะใช้วิธีการสกปรก เป็นวิธีการล่อแหลมทำให้เกิดความวุ่นวาย ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง"

"อภิสิทธิ์" รีบตัดเกมทันที


และโดยการปราม ดับกระแสฉุกเฉินเฉพาะหน้า นายกฯอภิสิทธิ์ขู่ออกอากาศเลยว่า ผู้ที่นำคลิปเสียงดังกล่าวมาเผยแพร่และส่งต่ออาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดด้วย และหากกลุ่ม นปช.นำไปเผยแพร่บนเวทีปราศรัยวันที่ 30 สิงหาคมนี้ ก็ถือว่ามีความผิด เข้าข่ายโดนดำเนินคดีเช่นกัน

นั่นก็เป็นที่เข้าใจได้ "อภิสิทธิ์" ผวาเชื้อไวไฟ


ที่แน่ๆโดยกระแสที่เข้าจังหวะกันพอดีกับการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในพื้นที่เขตดุสิต กทม. เตรียมกำลังทหาร 21 กองร้อย สั่งตำรวจรับมือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นัดชุมนุมใหญ่วันที่ 30 สิงหาคมนี้

ในอารมณ์ที่ถูกติงว่า เกินกว่าเหตุ

รัฐบาลตั้งท่ารบกับประชาชนคนเสื้อแดงเต็มอัตราศึก


ตรงกันข้ามกับอารมณ์แหยงๆของอีกฝ่าย โดยการต่อสายระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินสนทนากับนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ในเวทีคนเสื้อแดงแต่งดำ ทำพิธีเผาหุ่น "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

และก็เป็นนายขวัญชัยที่ระบุว่า "นายใหญ่" เห็นตรงกันว่า ประชาชนคนเสื้อแดงไม่ควรเดินทางไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพราะการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

มันมีนัยแอบแฝงอยู่

โดยหากไปชุมนุมหลายหมื่นคนแล้วเกิดเหตุวุ่นวาย สามารถเป็นข้ออ้างให้ทหารออกมารวบตัวแกนนำ และปราบปรามประชาชน


"ทักษิณ" สั่งเบรกม็อบเสื้อแดงเข้ากรุง กลัวเข้าทางพวกจ้องกินรวบ

ขณะที่เจ้าตัวบินออกจากฐานพำนักเมืองดูไบ ไปดูกิจการเหมืองเพชรที่ประเทศในแถบแอฟริกา โพสต์ภาพและข้อความผ่านเว็บทวิตเตอร์ ใส่เสื้อยืดและเสื้อคลุมสีแดง ยืนยิ้มแก้มปริ โชว์เพชรจากเหมืองจำนวนหลายเม็ดบนฝ่ามือ

เหมือนกับจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ อยู่ไกลเกินกว่าจะบัญชาการ


ก็เหลือแค่ "3 เกลอ" เป็นตัวตั้งตัวตี ท่ามกลางกระแสข่าวการแตกคอกันเองในหมู่แกนนำคนเสื้อแดง เห็นต่างกันในเรื่องของยุทธวิธีนำไปสู่เป้าหมาย

ถึงขั้นไล่ตะเพิดออกไปตั้งกลุ่มใหม่

ไม่ชัวร์ว่าแตกจริงหรือแค่ ลับ ลวง พราง หลอกตา แต่เอาเป็นว่า โดยภาพที่สะท้อนออกมา กองกำลังคนเสื้อแดง ณ ห้วงนี้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่รัฐบาลเตรียมดาบไว้รับมือ

ปั่นกระแสจนขนหัวลุก

กระแสตีกลับ รัฐบาลเล่นบทยักษ์ถือกระบองรอทุบลูกไก่


สรุปดีเดย์เสื้อแดงชุมนุมใหญ่รอบนี้ ก็แค่มุกเดิมๆ เกมชิงกระแส สงครามการตลาด ที่ยังคงเป็นฝ่าย "นายใหญ่" อยู่ในชัยภูมิที่เหนือกว่า

แต่สงครามจริงๆจะอุบัติในไม่ช้า เกมหักดิบภายในฝ่ายถืออำนาจด้วยกันเอง

หลังจากคิวของ ผบ.ตร.คนใหม่ที่นายกฯอภิสิทธิ์เล่นบท "เด็กดื้อ" ดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ เข้าป้าย สมใจขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯที่กระดิกขารอเคลียร์คดีก่อการร้ายยึดสนามบินแล้ว

รอบต่อไปก็ถึงรายของ "บิ๊กบราเธอร์" อย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่ตามโพยล่าสุด ปรากฏชื่อของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกลาโหม "ขาบู๊" ขวัญใจม็อบพันธมิตรฯ ลอยมาจ่อรอเสียบล่วงหน้า

ส่งกันมาเป็นแพ็กเกจ

"เด็กสร้างบ้าน" จะรื้อนั่งร้าน พ่นสีเหลืองกลบสีเขียวบวก น้ำเงิน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

มาร์เดินหน้าหา คนส่งคลิป ไม่รีบยื่นยุบพท.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_29374

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯ มั่นใจหาต้นตอส่งคลิปเสียงได้ ยอมรับลากคอคนตัดต่อลำบาก ไม่ผลีผลามยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ซัดอีก ส.ส.เพื่อไทย แค่ถามหาคลิป กลับปูดถูกต่อว่ากลางสภาฯ...

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้(28 ส.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการกับพรรคเพื่อไทยที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้เผยแพร่คลิปเสียงของนายกฯที่สั่งการให้ทหารสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ตอนนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ เพราะความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์และยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ใช่ความผิดต่อบุคคล แต่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ดูคิดว่าจะสามารถย้อนกลับไปหาต้นตอคนที่คลิปเสียงได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การย้อนกลับไปในแง่ของการส่งอีเมล์ต่อๆกันคงไม่ยาก สามารถย้อนกลับหาตัวคนที่ส่งอีเมล์เป็นคนแรกได้ แต่คนคนนั้นต้องอธิบายว่า ได้มาอย่างไร และมีเหตุผลอะไรที่นำขึ้นไป แต่ในส่วนของคนที่ตัดต่อคลิปเสียงนั้นอาจจะยาก เพราะคนที่เอามาขึ้นเว็บไซต์หรือส่งต่ออาจไม่ใช่คนที่ตัดต่อก็ได้ ทั้งนี้มีข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาจากหลายที่แต่ยังไม่มีอะไรยืนยันได้

ส่วนจะยื่นให้มีการยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่ามีต้นตอมาจากพรรคดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริง ยังสรุปไม่ได้ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุ ทหารอาจเป็นคนทำ นั้น ต้องพิสูจน์กันไป แต่ตนไม่ได้ถามเรื่องนี้กับฝ่ายทหาร

ผู้สื่อข่าวถามถึงการ ที่นายกฯสอบถามเรื่องนี้กับพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พ.ต.ท.สมชาย มายื่นหนังสือเพื่อขอให้ระงับการจัดซื้ออาวุธปืน ตนบอกว่ามาก็ดีแล้วเพราะตนอยากจะถาม พ.ต.ท.สมชาย ว่า ได้คลิปเสียงมาอย่างไร เพราะมีการพูดกันว่าพ.ต.ท.สมชาย พูด หรือเอาให้ผู้สื่อข่าว ซึ่ งพ.ต.ท.สมชาย บอกว่า ไม่ทราบเรื่อง จึงบอกว่า ถ้าไม่ทราบก็ไม่เป็นอะไร แต่ พ.ต.ท.สมชายกลับไปพูดในที่ประชุมสภาฯ ว่า ตนไปต่อว่า พ.ต.ท.สมชาย เป็นผู้ตัดต่อคลิปเสียง ตนไม่เคยพูดเรื่องทำตัดต่อแต่ตนถามว่าได้มาอย่างไร.

ไทยเข้มแข็ง ใครเข้มแข็ง?

แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ กว่า 1.4 ล้านล้านบาทเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้เหตุผลว่า ไทยมีจุดอ่อนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคนและเทคโนโลยีด้วยเหตุนี้เพื่อ “การขับเคลื่อน” ประเทศให้ทะยานล้ำหน้า..รัฐบาลจึงต้องวางยุทธศาสตร์ปันงบประมาณ กระจายไป “สนับสนุน”ประกอบด้วย...

1. ภาคการเกษตร คิดเป็นสัดส่วนประมาณ20% จะนำไปใช้แก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำด้วยการจัดสรรโครงการขนาดกลางและเล็กเพิ่มพื้นที่รับน้ำจากระบบชลประทาน

2. ภาคการขนส่ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ40% เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาด ด้วยระบบขนส่งคมนาคมและโลจิสติกส์ที่ดี

3. ภาคสังคม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20%ในการสร้างคนที่มีคุณภาพในโครงการเรียนฟรีเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงระบบสาธารณสุขโครงการไทยเข้มแข็งนี้มีระยะเวลาดำเนินการ3 ปี (2533-2555) จะใช้งบประมาณจาก 3 ส่วนได้แก่ งบประมาณปี 2553 จำนวน 613,855ล้านบาท เงินกู้จาก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. 800,000ล้านบาท จำนวน 692,244 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 260,768 ล้านบาทนอกจากนี้ รัฐบาลจะนำงบประมาณประจำปี2554 และ 2555 มาใช้ด้วย ฉะนั้น งบก้อนดังกล่าวจึงเป็นงบก้อนมหึมาและเป็นงบผูกพันนานถึง 3 ปีแผนงานโครงการไทยเข้มแข็งนี้มีทั้งหมด13 หมวด ได้แก่ สาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร, สาขาขนส่ง/โลจิสติกส์, สาขาพลังงาน,สาขาการสื่อสาร, สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว, สาขาพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข, สาขาการศึกษา

สาขาสวัสดิภาพของประชาชน, สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สาขาสิ่งแวดล้อม,สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว, สาขาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และสาขาการลงทุนในระดับชุมชนโดยเงินลงทุนที่ต้องการในปี 2552-2553มีจำนวน 235,720 ล้านบาท และวงเงินลงทุนที่ต้องการในปี 2554-2555 มีจำนวน 685,796ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นจำนวนมากถึง921,516 ล้านบาท โดยรัฐบาลประกาศว่าจะนำไปใช้ในโครงการขนาดเล็กได้มากถึง6,000 โครงการสำหรับการจัดสรร ปันส่วน งบประมาณต่างเพื่อนำไป “สานต่อ” ให้เป็นรูปธรรมแบ่งเป็น...พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจาก “อภิสิทธิ์” มากที่สุด ด้วยการมอบกระทรวงบิ๊กเบิ้มอย่าง “คมนาคม” ให้จัดการบริหาร…โครงการขนส่งทางถนน โดยมี กรมทางหลวงเป็น “เจ้าภาพ” ในการจัดการบริหาร และมี กระทรวงคมนาคม “กำกับดูแล” ภายใต้ประมาณ (ปี 2552-2555) ทั้งหมด 98,054ล้านบาทงบประมาณดังกล่าว “กระจาย” ไปสร้างโครงการต่างๆ อาทิ การเร่งรัดขยายทางสายประธานเป็น 4 ช่องจราจรระยะที่ 2 วงเงิน11,465 ล้านบาท งานบำรุงรักษาทางหลวงอยู่ที่ 44,865 ล้านบาท งานอำนวยความปลอดภัยอยู่ที่ 12,870 ล้านบาทส่วนกรมทางหลวงชนบท นั้น มีโครงการทั้งสิ้น 4 โครงการ จะต้องใช้งบประมาณผูกพันทั้งสิ้น 41,707 ล้านบาท อาทิ โครงการถนนไร้ฝุ่นใช้งบประมาณมากที่สุด คือ 34,341.485ล้านบาท นอกจากนี้ ก็มีการก่อสร้างถนนสายA17 ลาดกระบัง 3,436 ล้านบาท ถนนสายต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก 2,070ล้านบาท และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1,860 ล้านบาท รวมสาขาขนส่งทางถนนทั้งหมดต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น139,761.525 ล้านบาท

นอกจากนี้ ตามแผนในปี 2553-2555 ยังมีโครงการระบบรถไฟฟ้ารวม 135,314 ล้านบาทโครงการระบบราง 17,190 ล้านบาท โครงการขนส่งทางอากาศ 1,119 ล้านบาท ประกอบอยู่ในแผนงานโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงคมนาคมด้วยชาติไทยพัฒนา มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นหลัก เพราะเป็นเจ้าภาพดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น192,148.258 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่กรมชลประทานจะนำไปจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 78,432 ล้านบาทกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีได้รับแบ่งงบก้อนนี้ไปด้วยงบประมาณ21,339.686 ล้านบาท เป็นงบในกรมทรัพยากรน้ำ18,330.650 ล้านบาท ซึ่งเทงบก้อนใหญ่ไปที่โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำมากถึง12,155.650 ล้านบาท ตามด้วยงบที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ 3,009.036 ล้านบาทกระทรวงพลังงาน น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูลคู่เขย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้รับจัดสรรในส่วนของกระทรวงพลังงาน 79,944 ล้านบาทสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ งบก้อนใหญ่อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ 130,578 ล้านบาทที่มี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองลงมา คือกระทรวงสาธารณสุข ที่จะมีการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ได้งบ 83,374 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ขุนพล” พรรคประชาธิปัตย์รวม 116,481 ล้านบาทยังมี “ยิบย่อย” อีกหลายบาท!...รัฐบาลบุญทุ่มซะขนาดนี้อีก 3 ปี เราจะเห็นความเข้มแข็งของไทย(หรือเปล่า) โปรดติดตาม... ■

อยู่เพื่อ ‘ทำประโยชน์’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำให้เป็นจริงเป็นจัง...หรือสนับสนุนขึ้นเป็น “วาระแห่งชาติ” ถือเป็นเรื่องดีและเป็น “ประโยชน์” กับประชาชนสำหรับการรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยหันมาใส่ใจ “ดูแลสุขภาพ” โดยเริ่มต้นจากการดูแล สุขภาพกายภายนอก พัฒนาไปสู่ สุขภาพใจภายในเห็นพยายามทำกันมาได้สักระยะ...ในการที่สภาฯ เดินหน้าตั้งศูนย์สุขภาพ ส.ส. และ ส.ว. ตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอความเห็นหลังพบว่า...สุขภาพของ ส.ส. และ ส.ว.ส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ อาทิ ความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงดูได้จาก “อายุอานาม” ของแต่ละท่าน...ถือว่าย่างเข้าสู่ “วัยชรา” ซึ่งเป็นเรื่องง่ายต่อการถูกคุกคามจาก “โรคภัย” นานาชนิดว่ากันว่า...ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งมีอาชีพเป็น “นักการเมือง” มีความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้มากกว่าบุคคลทั่วไปถึง 2 เท่าเหตุผลสำคัญเป็นเพราะ “ความเครียด” และภาวะเศรษฐกิจของเงินในกระเป๋าที่ดู “มีอันจะกิน” จนไม่มีเวลาออกกำลังกายเพื่อการ “เผาผลาญ”ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ “คุณลุงอ้วนลงพุง” ที่มีบุคลิก

เป็น “อาเสี่ย” หรือไม่ก็ “คุณป๋า” เต็มทั่วทั้งสภาฯน.พ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า...สุขภาพของ ส.ส.ชาย มีภาวะอ้วนลงพุง (รอบเอวเกิน 90 ซม.) 44% ปริมาณไขมันในช่องท้องเกินค่ามาตรฐาน 82% สุขภาพของ ส.ส.หญิง มีภาวะอ้วนลงพุง (รอบเอวเกิน 80 ซม.) 67% ปริมาณไขมันในช่องท้องเกินค่ามาตรฐาน 44% ขณะที่ สุขภาพของ ส.ว. เกือบทั้งหมดของจำนวน ส.ว. มีไขมันในช่องท้องเกินเกณฑ์มาตรฐานมากกว่า 80% ขึ้นไป บำรุง “ความอ้วน” จนอ้วนจ้ำม่ำ...ว่าแต่เขา “อิเหนาเป็นเอง” กระผมอีก 3 โลก็ครบ 100 พอดีครับท่านแม่เจ้าโว้ย...เหมือนแม่ค้าประกาศขายมังคุด 3 โล 100 เลยเว้ยเฮ้ย!!หากดำเนินการ “นำร่อง” รณรงค์ให้เกิด “ความสำเร็จ” เชื่อว่าจะเป็น “ประโยชน์” ให้เกิดแนวทางปฏิบัติใครบ้าง...ไม่อยากมีชีวิต “ยืนยาว” แต่หากพูดให้ “ปากฉีกถึงรูหู” แต่ตัวบุคคลนั้นไม่ให้ความสนใจหรือปฏิบัติตามก็คงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ไร้ความหมายชีวิตเป็นของทุกคน...ต้องหันมา “ดูแลเอาใจใส่” กันเองหลักสัจธรรมแห่งการ “ดำรงอยู่” ต้องถามต่อไปว่า เมื่อมีลมหายใจและมีชีวิตยืนยาว... บุคคลเหล่านั้นคิดจะ “ทำประโยชน์” เพื่อส่วนรวม และเพื่อประเทศชาติอย่างไรบ้างชีวิตที่มีคุณค่า คือ ชีวิตที่ได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นที่พูดนี้...ต้องการส่งผ่านไปให้เข้าถึงหู “ผู้มีอำนาจ” หากยังคิด “โกงกิน” ทำร้ายประเทศชาติไม่รู้จักเพียงพอการมีชีวิตยืนยาวคงไม่มีความหมาย ตายไปเสียดีกว่า... แผ่นดินนี้จะได้สูงขึ้น!!

ไอ้เสือถอย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำไม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือวิปรัฐบาล จึงสั่งถอยกรูด??ถ้าเป็นหนังบู๊ก็คงต้องร้องตะโกน...“ไอ้เสือถอย”!!การที่ชินวรณ์ออกมาพูดถึงปัญหาที่ทำให้การประชุมในวันที่ 26 นี้ ต้องเลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ออกไปเป็นวันที่ 27-28สิงหาคม เพราะ“ความไม่พร้อม”คุณชินวรณ์ให้เหตุผลแบบต้องแปลไทยเป็นไทยประมาณว่า...เนื่องจาก ติดขัดเรื่องข้อบังคับของการประชุมโดยยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านที่ต้องถอดสมการกันให้ชัดเจนในวันนี้ก็น่าจะเป็นคำว่า...“เนื่องจากติดขัดเรื่องข้อบังคับของการประชุม” มันคืออะไร??ข้อบังคับอะไรที่คุณชินวรณ์บอกว่า...“ติดขัด”??ท่านผู้รู้ต่างยืนยันข้อติดขัดที่จะเกิดขึ้นในการพิจารณาร่างพระราช

บัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 นั้น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ 22 คน จะไม่มีสิทธิ์ในการ“ยกมือสนับสนุน”เพราะถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ อย่างไม่มีทางเลี่ยงจริงอยู่...แม้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาพูดจาเหมือนเด็กเล่นขายของง่ายไปเสียหมดว่าให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ยกมือสนับสนุนไปก่อนถ้าฝ่ายค้าน คือ พรรคเพื่อไทยจะติดใจสงสัยก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้แต่ขอให้งบประมาณผ่านไปก่อน!!ขอเน้นว่า...ถ้า รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. จำนวน 22 คนไม่สามารถยกมือให้ได้ เสียงของรัฐบาลก็จะเกิน“กึ่งหนึ่ง” อยู่เพียง 6 เสียง...ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ถือว่า “หมิ่นเหม่มาก”!!ยิ่งพรรครวมใจไทยฯ กำลังมี “ปัญหาคาใจ” กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ทั้งในเรื่องการเสนอชื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีปัญหาเรื่องการ“เบรก” ไม่เสนอชื่อ ยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตามที่รมต.พรทิวา นาคาศัย เสนอ ก็ยิ่งทำให้แลดูน่ากลัวมากขึ้น??สรุป...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องปรับหรือจูนคลื่นความคิดให้ตรงกับพรรคภูมิใจไทยให้ได้เสียก่อน ถึงจะเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณต่อได้...ไม่อย่างนั้น...เตรียมร่างคำยุบสภาไว้ได้เลย!!■

เครื่องจับเท็จ

ที่มา บางกอกทูเดย์

วิทยาศาสตร์บนโลกใบนี้..ยืนยันว่า..จะไม่มีใบหน้าใดของพลเมืองในโลกนี้ที่เหมือนกัน100 เปอร์เซ็นต์รับรองกันแล้วว่า..ลายมือของประชาชนบนโลกใบนี้..ไม่ว่ากี่พันล้านคน แต่ละคนจะไม่เหมือนกันวิทยาศาสตร์..บอกว่า..ตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าของมนุษย์..ถูกกำหนดให้ผิดเพี้ยนกัน..จนถึงขั้นเอามาประกบกับกล้องวงจรปิด..เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายในแต่ละสนามบินนำเรื่องขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า..เสียงของมนุษย์นั้นก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันประดุจลายมือ..และไม่มีมนุษย์ 2 คนบนโลกใบนี้ที่มีเสียง มีลายมือ และมีตำแหน่งของใบหน้าที่เหมือนกันทุกประการคลิปการสั่งราชการของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ที่กำลังสร้างความคลางแคลงสงสัย..ว่า เป็นเสียงจริงหรือเสียงที่เกิดจากการตัดต่อ..เพราะหากว่าเป็นเสียงจริงจากตัวจริง..เรื่องราวที่อยู่ในแถบเสียง..กับการสั่งการเช่นนั้นบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..ก็เป็นเรื่องน่าหวาดกลัวสำหรับใครก็ตามที่อยู่ใต้อำนาจปกครองของเขาผู้นี้ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องพูดซ้ำในประโยคที่

ปรากฏในคลิป..แล้วนำเส้นเสียงที่ปรากฏขึ้นมาทั้งจากคลิปที่เป็นข่าว และคลิปเสียงที่พูดขึ้นมาใหม่มาเทียบเคียงกันความจริงก็จะปรากฏออกมา..เหมือนความแตกต่างระหว่างลายมือที่พบในที่เกิดเหตุและลายมือของผู้ต้องสงสัยไม่มีอะไรสลับซับซ้อนไม่มีการเสแสร้งใดๆ จะถูกปกปิดได้..ไม่ว่าดัดเสียงให้ผิดแผกแตกต่างกันออกไปอย่างไร..วิทยาศาสตร์จะยืนยันออกมา..เหมือนกับการพิสูจน์ลายมือเหมือนกับการจับเท็จจะมีใครรู้ดีกว่า..ผู้ที่ถูกกล่าวหา..ผู้ที่อยู่ในที่รับคำสั่งหรือวางแผน..หากนำเข้าเครื่องจับเท็จและตั้งคำถามให้ตอบอย่างมีวิชาการวิทยาศาสตร์จะบอกว่า..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..พูดในคลิป..หรือไม่ได้พูด..ไม่ว่าจากเครื่องจับเท็จหรือแถบเสียงที่นำมาปรากฏเป็นภาพสำคัญแต่ว่า..ผู้เสียหาย ผู้ถูกทำให้เสียหาย..ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จะกล้าเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวหรือไม่..ท่านพร้อมจะเผชิญหน้ากับวิทยาศาสตร์หรือไม่

ปากกับใจ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปากก็ร่ำร้องอยากให้ประเทศไทย..เหมือนเก่าแต่..การกระทำกลับไม่ใช่..ชนะแพ้ของนักการเมืองในเมืองไทย..ไม่ใช่ใครจะเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน..แพ้ชนะของนักการเมืองในเมืองไทยใครจะได้เป็นผู้ครอบครองงบประมาณแผ่นดินใครจะเป็นผู้บริหารงบประมาณรายจ่ายใครจะได้เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างการเมืองเมืองไทย..จึงไม่เหมือนการเมืองในหลายๆ ประเทศที่เราไปลอกแบบอย่างมา..แต่เราเอามาไม่หมดเราอยากมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง..แต่เราปฏิเสธการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน..นายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็นแก้วสารพัดนึกของผู้แทนปวงชนในสภา..นายกรัฐมนตรีจึงเป็นฐานะและความมั่งคั่ง..ของผู้แทนปวงชนชาวไทยเพื่อจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้ให้ครบสมัย..เพื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ให้ได้..นายกรัฐมนตรีต้องตาบอดหูหนวกกับการคอร์รัปชั่นการ

ฉ้อราษฎร์บังหลวงของเหล่าฐานอำนาจที่อยู่ข้างล่างแค่ 76 ปีของประชาธิปไตย..เราจึงมีนายกรัฐมนตรี..เฉลี่ยแล้ว 5 ปี 2 คนสายเกินไปแล้วที่จะนำประเทศไทยกลับไปที่เก่า..เอาแค่จะให้หยุดอยู่กับที่ไม่ตกต่ำต่อไป..ก็ต้องรับว่ายากเย็นแสนเข็ญนักการเมืองแต่ละฝ่ายต่างฉกฉวย..สื่อออกมา..ทำการโจมตีซึ่งกันและกัน..และกำลังพัฒนาไปถึงการสร้างสื่อของพรรค..แน่นอนว่าข้างหน้าประชาชนจะแตกแยกกันยิ่งกว่าในวันนี้..สงครามระหว่างสีจะทำให้ประเทศนี้มีสงครามกลางเมืองครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์..และหลังจากนั้น..ประเทศนี้จะเล็กลงในขณะที่ภูมิภาคนี้จะมีประเทศเพิ่มขึ้นผู้รับผิดชอบต่อประเทศในวันนี้..จะถูกเสียดสีสาปแช่งจากลูกหลานในวันหน้า..ในฐานะผู้พาความหายนะเข้ามาสู่แผ่นดิน..ในระหว่างการต่อสู้..ผู้คนมากมายจะพากันล้มตาย..หลังการต่อสู้จะมีผู้ถูกนำตัวไปสู่ตะแลงแกงแดนประหาร..ในศาลชื่อแปลกๆ และไม่คุ้นหูไม่ต้องแก้ไข..ไม่ต้องทำอะไร..แล้วเราจะพากันเดินไปถึงตรงนั้น..ไม่นานจากนี้ ■

คลิปฉาวทำแสบ! ‘มาร์ค’ ยัน ตัดต่อ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครไม่เคยโดนคลิปฉาว คงไม่มีวันรู้ว่าเจ็บปวดและขมขื่นเพียงใดแต่กับคนที่เคยโดนคลิปฉาว มันปวดร้าวยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!!!หลายต่อหลายคนเสียอนาคต ต้องสูญเสียหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะหน้าที่การงานหรือครอบครัวบางทีแม้กระทั่งบ้านก็ต้องย้ายหนีนี่คือภัยร้ายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นจนแนบเนียนมากขึ้น แต่จิตใจคนกลับไม่ได้พัฒนาตามสังคมจึงได้รับรู้ข่าวการล่วงละเมิดทางเพศแล้วถ่ายคลิปไว้ข่มขู่ประจานอยู่เป็นระยะๆที่ผ่านมาสังคมแวดวงดาราโดนมากที่สุด ใครได้ยินหรือเฉียดเข้าใกล้คำว่า “คลิปหลุด” เป็นต้องขนหัวลุกด้วยความสยดสยองสะพรึงกลัวนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะเพศหญิง ถือเป็นเหยื่อโอชะอันดับ 2 ของคลิปหลุด ขนาดไม่ได้ไปพลาดพลั้งเสียท่าจิ้งจอกสังคม หรือไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ วิตถารมนุษย์ยังแอบไปซ่อนกล้องถ่ายใต้กระโปรงตามบันไดสะพานลอยตามห้างสรรพสินค้า หรือตามห้องน้ำกลายเป็นดาราคลิปหลุดไม่รู้ตัวกันมานักต่อนักแล้วในแวดวงคนการเมืองก็มีบ้างประปราย ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีไปเหมือนกันแต่วูบเดียวก็หาย เพราะคนส่วนใหญ่มองว่า คนเหล่านี้ คือ เหยื่อคลิปแต่ใครจะนึกถึงว่าคนระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ที่มีคุณสมบัติเต็มเปี่ยมในหลายๆ ด้านอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะตกเป็นเหยื่อคลิปเป็นคลิปเสียงที่ใครได้ยินได้ฟังแล้วยากที่จะเชื่ออย่าง

แน่นอนว่า นายอภิสิทธิ์จะเป็นคนพูดเช่นนั้น แต่อุตริมนุษย์ก็ยังอุตส่าห์เผยแพร่ขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนยิ่งกว่าระเบิดลงทั้งนายอภิสิทธิ์และครอบครัว รวมทั้งพลพรรคประชาธิปัตย์ต่างเดือดร้อนไปตามๆ กันเพราะนายอภิสิทธิ์ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าเสียงคลิปที่สั่งการจัดการคนเสื้อแดงนั้นเป็นการตัดต่อเนื่องจากไม่เคยสั่งการในลักษณะดังกล่าวเลยและจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ความจริงปรากฏ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ทราบข้อเท็จจริงโดย นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต มีเนื้อหาสั่งการให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเสื้อแดง โดยยอมรับว่าเป็นเสียงของตนเองจริง แต่มีการตัดต่อเพราะช่วงระดับเสียงไม่เท่ากัน และไม่เคยพูดในลักษณะเช่นนั้นพร้อมยืนยันว่า ตลอดมาจะใช้นโยบายแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่อยู่บนพื้นฐานหลักกฎหมาย ในการเคารพสิทธิเสรีภาพอย่างชัดเจน ไม่เคยต้องการเห็นการใช้ความรุนแรงหรือการทำร้ายกัน“ผมพร้อมให้พิสูจน์เรื่องนี้ คนที่ทำมีเจตนาทำร้ายบ้านเมืองชัดเจน ต้องการยั่วยุให้บ้านเมืองเกิดความรุนแรงหรือจะเป็นการช่วยเหลือคดีบุคคลที่ผมฟ้องร้องอยู่ก็ดีก็อยากเตือนอีกครั้งว่ามันผิดกฎหมาย และอยากเตือนหลายคนที่ไม่เจตนาแต่ส่งคลิปนี้ต่อไปให้คนอื่น อาจจะมีความผิดทางกฎหมายเช่นกัน”นายกรัฐมนตรีประกาศด้วยว่า จะทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และหากพิสูจน์ได้มีหลายคนต้องรับผิดชอบ ซึ่งพอทราบเหมือนกันว่า คนที่เผยแพร่คลิปนี้อยู่กับพรรคการเมืองบ้าง อยู่กับเครือข่ายอดีตนายกรัฐมนตรีบ้างขณะเดียวกันก็จะนัดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาหารือเรื่องท่าทีที่จะไปทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมและต้องการให้ไปเจรจาเงื่อนไขการชุมนุมเพื่อให้ทุกอย่างและทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจว่า จะไม่เกิดความรุนแรงรวมถึงจะหารือเรื่องคลิปเสียงฉาวในครั้งนี้ด้วย“ผมพอมีที่อยู่ของคนที่ปล่อยคลิปคนแรกและจะพิสูจน์ตามลูกโซ่ โดยจะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาให้ความเป็นธรรม ถ้าจับคนอยู่เบื้องหลังได้ก็ยิ่งดี เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปเกิดกับใครอีก”ส่วนจะทำอย่างไร หากมีการนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อในการชุมนุมของคนเสื้อแดง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอกชัดเจน

แล้วว่า เป็นการตัดต่อ ดังนั้น หากยังนำไปเผยแพร่อีกก็แสดงว่ามีเจตนาที่จะทำความผิด ซึ่งในความผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ คนทำก็ผิด คนเผยแพร่ก็ผิด“ผมไม่อยากเชื่อว่าจะมีการใช้วิธีสกปรก และเป็นวิธีการล่อแหลมที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมืองผมก็จะดำเนินการตามกฎหมายกับคนที่ทำวิธีการเช่นนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นการใส่ร้าย เป็นการตัดต่อพร้อมสร้างเรื่องให้เกิดความรุนแรง ผมก็หวังว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คงจะเข้าใจ” นายกรัฐมนตรียืนยันและเพราะศิษย์รักโดนแรงขนาดนี้ มีหรือพระอาจารย์ใหญ่จะไม่ออกโรงช่วยเหลือศิษย์ที่ตกเป็นเหยื่อคลิปฉาว ซึ่ง นายชวน หลีกภัยประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้ยังไม่เห็นคลิปหรือข้อความที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการทหารให้ใช้ความรุนแรงแต่ขอรับประกันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ใช่คนอย่างนั้น!!!และไม่รู้สึกแปลกใจกับการปล่อยคลิปฉาว เพราะเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีที่ทำมาตลอด เพื่อสร้างสถานการณ์และเงื่อนไขให้เกิดเหตุวุ่นวาย“ผมคิดว่าคนที่ทำเรื่องนี้คงไม่ได้สนใจอะไรและทำอะไรได้ทุกอย่างรวมถึงสามารถโกหกได้ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจ แม้ไม่ทั้งหมดซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรหยาบคายหรือพูดอย่างนั้น อย่าว่าแต่ชีวิตการเมืองเลย ชีวิตธรรมดาทั่วๆ ไปเราก็ไม่เคยได้ยิน”นายชวนยืนยันว่า รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะต้องอธิบายให้ชาวบ้านทราบว่า ความจริงคืออะไร ซึ่งอาจจะต้องเหนื่อยในการชี้แจงขณะที่รองนายกรัฐมนตรีอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องคลิปฉาวครั้งนี้เป็นการดิสเครดิตเป็นการตัดต่อ ขอให้ประชาชนใช้ความหนักแน่น เนื่องจากมีขบวนการต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย“รัฐบาลยืนยันไม่จำกัดสิทธิของประชาชนในการประชุมกอ.รมน.วันนี้ (28 ส.ค.) จะจัดตั้งศูนย์อำนวยการดูแลการชุมนุมซึ่งมีผมเป็นประธาน และจะอนุมัติใช้แผนดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน และจะให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด”

ซึ่งนายสุเทพได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ กรณีการเผยแพร่คลิปเสียงนายอภิสิทธิ์อย่างจริงจังแล้ว“ผมอยู่กับนายกรัฐมนตรีมาตลอด ยืนยันไม่เป็นความจริงปัจจุบันนี้มีเทคนิคในการตัดต่อ ก็ต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ และข้อความที่มีการรายงานมาให้ผมทราบ มันเป็นเรื่องจริงไปไม่ได้เลย เป็นเรื่องตลกแต่เป็นตลกร้ายยืนยันว่าจะต้องหาทางในการที่จะนำไปตรวจสอบว่า ทำกันได้โดยวิธีไหนอย่างไร แต่เชื่อว่าเป็นขบวนการจงใจดิสเครดิตรัฐบาล เพราะมีการทำทุกอย่าง โดยทำให้คนวุ่นวายสับสนสงสัย ไม่เชื่อถือ ให้คนเข้าใจผิดกันมากมาย ทำกันหลายอย่างไม่ใช่เฉพาะคลิปเสียง แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้สงบ”ส่วนกรณีฝ่ายค้านจะขอนำคลิปเสียงดังกล่าวไปเปิดในที่ประชุมสภาฯ รัฐบาลจะขัดข้องหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมแต่การเผยแพร่คลิปเสียงผิดกฎหมายอยู่แล้ว และแม้คลิปดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว แต่ขอให้ประชาชนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณ เพราะมีความจงใจก่อความวุ่นวายในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่ยืนยันว่า ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่กับนายกรัฐมนตรีตลอด ไม่ได้ยินว่ามีการสั่งการเช่นในคลิป และถ้ารู้จักนายกรัฐมนตรีดีจะทราบว่าไม่ใช่คนอย่างนั้นส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการตัดต่อ เรื่องนี้จะต้องสืบเสาะหาต้นตอส่วนจะฟ้องร้องหรือไม่ ขอตรวจสอบก่อนว่าใครทำ และความเสียหายที่เกิดกับนายกรัฐมนตรีผิดกฎหมายใด?ขณะเดียวกัน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการนั่งฟังคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสั่งการในช่วงเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีความยาวประมาณ 5 นาทีจากนั้น นายสาทิตย์ให้สัมภาษณ์ว่า เท่าที่ฟังผู้ที่กระทำการตัดต่อเผยแพร่ มีเจตนาให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากเนื้อหาในคลิปดังกล่าวยังมีความขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอีกทั้งในช่วงระหว่างวันที่ 11-12 เม.ย. มีโอกาสอยู่ใกล้กับนายกรัฐมนตรีโดยตลอด ก็ไม่เคยได้ยินการพูดในลักษณะเช่นนี้อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการพิสูจน์

เสียงแล้ว เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง และสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้“ถือว่าเป็นกรณีใหญ่ เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่นายกรัฐมนตรี แต่ถือว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วยอย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดในเรื่องการปลอมแปลงเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น การตัดต่อภาพ การตัดต่อเสียงหรือการปลอมแปลงเสียงเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต้องมีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายแต่การสาวถึงตัวต้นตอยอมรับว่าทำได้ยาก แต่ถ้ามีการส่งต่อกันสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก”พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลระบุว่า จากการฟังคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีที่ถูกนำมาเผยแพร่ถ้าเป็นการตัดต่อก็ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยจะให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ละเอียดอีกครั้ง และหาต้นตอมือปล่อยคลิปและจุดเผยแพร่ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างช้าวันนี้ (28 ส.ค.) จะรู้ว่าใครเป็นคนทำ??แน่นอนเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะคนที่โดนคลิปฉาวเป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางลากคอคนทำออกมาเล่นงานให้ได้เพียงแต่เรื่องนี้ซับซ้อนมาก นายอภิสิทธิ์เองอาจจะต้องนั่งทำใจสงบๆ และนึกไตร่ตรองดูให้ดีว่า ใครบ้างที่จะทำคลิปฉาวแบบนี้แต่ที่สำคัญ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าสิ่งที่นายกฯ อภิสิทธิ์และคนรอบข้างสงสัยนั้นจะเป็นจริงเสมอไปเพราะสิ่งที่คิดว่าใช่ อาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้เพราะปกติคลิปฉาวใดๆ ก็ตาม มักจะไม่ได้เกิดจากฝีมือของฝ่ายตรงข้าม หากแต่เกิดขึ้นจากฝีมือของคนใกล้ชิดด้วยกันนั่นแหละยิ่งในสมัยนี้ที่วลี “รู้หน้าไม่รู้ใจ” หรือ “หน้าเนื้อใจเสือ” นั้น ในยุคที่เส้นคั่นระหว่างความกตัญญูกับเนรคุณห่างกันแค่พลิกฝ่ามือหรือมิตรแท้กับมิตรเทียมที่ยากจะพิสูจน์ได้ด้วยรอยยิ้มหรืออ้อมกอดนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้นนายอภิสิทธิ์จึงจำเป็นต้องหาให้ได้ว่า ช่วงนี้ไปขัดใจใครขึ้นมาบ้างหรือไม่เพราะคลิปฉาวปกติเผยแพร่ออกมาก็เพราะเกิดอาการขัดใจเกิดอาการไม่ได้อย่างใจแทบทั้งนั้น จึงได้เอาคลิปมาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ถึงวันที่ “มาร์ค” เจอบทเรียนที่หนักหนาสาหัสบนถนนการเมืองอีกครั้งหลังจากนี้คงจะแกร่งและฉลาดมากขึ้นที่จะรู้ว่าใครคบได้ ใครคบไม่ได้เราเตือนคุณแล้วไม่ใช่หรือ?!? ■

จำคุก 18 ปี ดา ตอร์ปิโด คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

เวลา 9.00 น. ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี
"นี่คือยุคของการต่อสู้ทางความคิด" ดารณีกล่าวหลังรับฟังคำพิพากษา
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยระบุว่าจะเตรียมการยื่นอุทธรณ์ต่อไปหลังได้สำเนาคำพิพากษา สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน
ถัดจากการพิจารณาคดี 112 นางสารดารณี ได้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ต่อทันทีในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้มีการสืบพยานจำเลย และศาลนัดพิพากษาคดีในวันที่ 16 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง
และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน
ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

รายงาน: ‘อภิสิทธิ์’ ลั่นค้าน ‘พ.ร.บ.ความมั่นคง’ (เหตุเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว)

ที่มา ประชาไท

ทัศนะของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” (เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) คัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเห็นว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” อย่างไม่แยกแยะ อาจมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด และย้ำว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่ใช้ความรุนแรง การควบคุมต้องต่างจากการก่อการร้าย และย้ำว่าหากกฎหมายผ่าน สนช. ต้องแก้ไข

ทีมข่าวการเมือง

1.
“ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด”
“ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน”
“การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,
ในบทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน”, 24 มิ.ย. 50
2.
“ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 10 พ.ย. 50
3.
“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 26 ส.ค. 52
0 0 0
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยให้มีการประกาศใช้ระหว่างวันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. เป็นเวลา 4 วัน ในบริเวณพื้นที่เขตดุสิต โดยให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ [1]
ใครจะไปคิดบ้างว่า คนที่สั่งการให้ใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ในวันนี้ คือคนที่เคยคัดค้านการมีกฎหมาย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เมื่อ 2 ปีก่อน
0 0 0
พ.ศ. 2550
หากไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด
โดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2550 ในช่วงรัฐบาล คมช. ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่บทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน” ของเขาในเว็บไซต์ www.abhisit.org แสดงความห่วงใยกรณีที่จะมีการเสนอร่างกฎหมายความมั่นคง โดยเกรงว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” โดยไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด [2]
รายละเอียดของบทความมีดังนี้ (ตัวเน้นโดยประชาไท)
กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิถุนายน 2550
สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราช อาณาจักร พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการทำงานด้านความมั่นคง และเป็นการกำหนดโครงสร้างการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไปพร้อมๆ กัน โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป
ความจริงความพยายามที่จะตรากฎหมายใหม่ทางด้านความมั่นคงมีมาโดยตลอด หลังจากที่ปัญหาการก่อการร้ายสากลได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 และดูจะเป็นปัญหาที่หลายประเทศมีความตื่นตัวและข้อถกเถียงอย่างมาก
รัฐบาลที่แล้วก็เคยตราพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการคลี่คลายสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้
หลังการรัฐประหาร ก็มีการนำกฎอัยการศึกมาประกาศใช้และยังคงใช้อยู่ในหลายพื้นที่
พร้อมๆ กับการเกิดแนวคิดที่จะใช้ กอ.รมน. เคลื่อนไหวงานด้านมวลชน ซึ่งแยกแยะได้ยากว่า เป็นงานความมั่นคง หรือเป็นงานการเมือง
แม้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ก็เชื่อว่า การพิจารณากฎหมายฉบับใหม่จะเป็นไปอย่างเข้มข้น และการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จะมีขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากกฎหมายลักษณะนี้จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางแล้ว หากกำหนดเครื่องมือความมั่นคงที่ไม่รัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดูแลรักษาความมั่นคงด้วย
ผมจึงอยากเห็นการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีกรอบและหลักคิดที่ชัดเจนดังนี้
1. นิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” ในลักษณะต่างๆให้ชัด ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด
ยกตัวอย่างเช่น การก่อการร้าย ซึ่งหมายถึง การมุ่งทำลายล้างชีวิตหรือทรัพย์สินต่างๆ ในปัจจุบันจะอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์ การติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการควบคุม หรือ จำกัดสิทธิในบางสถานการณ์ บางครั้งการจำกัดสิทธิอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตของบุคคลทั่ว ไป แต่ก็จำเป็นจะต้องมีการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ
ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน
อย่าลืมว่าในโลกปัจจุบัน การป้องกันการก่อการร้าย เป็นเรื่องที่โลกประชาธิปไตยยอมรับได้ แต่การจำกัดสิทธิทางการเมือง นอกจากจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงอีกด้วย
กฎหมายใหม่จึงควรมีการแยกแยะกรณีต่างๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน
2. ต้องมีความชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ เราอยู่ในช่วงที่กำลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกฎหมายแม่บทรับรองสิทธิ เสรีภาพต่างๆเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 บางมาตราอาจมีความเข้มข้นกว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ด้วยซ้ำ นอกเหนือจากกฎอัยการศึก ซึ่งมักจะมีการเขียนรับรองไว้ กฎหมายอื่นๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานในสาระ สำคัญ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น การตรากฎหมายฉบับใหม่จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากมีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะบังคับใช้ไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา
3. สะสางกฎหมายความมั่นคงให้เกิดเอกภาพ หากมีการใช้กฎหมายฉบับใหม่ควบคู่ไปกับกฎหมายอีก 2 ฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในเรื่องการใช้อำนาจในทุกระดับ ตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมาย การมีอำนาจ การมอบอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรณีของกฎหมายใหม่เป็น กฎหมายในลักษณะที่ให้มีอำนาจถาวรจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้สูง
เมื่อจะตรากฎหมายทั้งที ควรจะจัดระบบกฎหมายความมั่นคงให้เป็นเอกภาพ มิใช่เพื่อประโยชน์ในความเข้าใจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนซึ่งอาจถูกจำกัดสิทธิรับทราบและเข้าใจ
4. ต้องมีกลไกควบคุมหรือถ่วงดุลการใช้อำนาจ แม้ในบางสถานการณ์รัฐจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจเด็ดขาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ การบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความรับผิดก็ดี การยกเว้นคำสั่งและการกระทำมิให้อยู่ภายใต้บังคับศาลปกครองก็ดี ทำให้โอกาสที่จะมีการใช้อำนาจในทางที่ผิดเกิดขึ้นได้มาก ควรยอมรับให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ โดยอาจให้การยกเว้นเป็นเพียงเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นในการปฏิบัติการ เป็นต้น นอกจากนี้การควบคุมตัวที่ไม่ถือว่าเป็นการจับกุม ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนที่เกิดขึ้นในการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกลับเป็นการเพิ่มบุคคลที่มีทัศนคติที่เป็นลบต่อรัฐ
5. ใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง การกำหนดโครงสร้างในกฎหมายใหม่ ยังมีความลักลั่นและความสับสนอยู่ เช่น การคาบเกี่ยวกันของสำนักนายกรัฐมนตรี กองทัพ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น หากจะมีกฎหมายในเชิงโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง ก็ควรจะใช้โอกาสนี้ สะสาง และปฏิรูปไปในตัว
การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
0 0 0
พร้อมปรับแก้
ต่อมา เมื่อ 10 พ.ย. 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในวาระแรกไปแล้ว โดยอภิสิทธิ์เห็นว่าหาก พ.ร.บ.นี้ผ่านแล้วมีประเด็นกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้
โดยเขากล่าวว่า จุดยืนประชาธิปัตย์ชัดเจนว่ากฎหมายใดก็ตามหากขัดหลักประชาธิปไตย ก็จำเป็นต้องปรับแก้ เพราะไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น เช่น การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดในการดำเนินการใดๆ รวมทั้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ต่างๆ แต่บางเรื่องอาจจะพอเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลได้ อาทิ การที่เกรงว่าหากมีการนำเรื่องไปร้องศาลปกครองแล้วศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะทำให้มีปัญหาในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้อาจจะพอรับได้ แต่ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่ายกเว้นการตรวจสอบตลอดไป
"อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป" [3]
0 0 0
คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน
อีกไม่กี่วันก่อนการลงมติ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดย สนช. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.50 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเชิญไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยซึ่งจัดในช่วงค่ำ
ในตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะที่จะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า ตอนนี้ สนช.ควรจะพักผ่อนได้แล้ว
"คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน รอให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง"
นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าหากกฎหมายความมั่นคงผ่านการพิจารณาของ สนช. และพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคของเขาจะไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แต่จะแก้ไขในสาระสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.คำจำกัดความของคำว่า "ความมั่นคง" ที่ขณะนี้ดูเหมือนว่าครอบคลุมกว้างขวางเกินไป 2.ปรับแก้โครงสร้างองค์กรที่รับผิดชอบความมั่นคง (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.) โดยต้องทำให้สามารถตรวจสอบได้ 3.ศาลปกครองจะต้องมีอำนาจเหนือกฎหมายนี้ และสามารถดูแลการละเมิดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์ได้ 4.จะพยายามปรับให้กฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญน้อยที่สุด [4]
โดยถัดมาหลังจากนั้น วันที่ 20 ธ.ค.50 เวลาประมาณ 20.00 น. ที่ประชุม สนช. ก็ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ด้วยมติเห็นชอบ 105 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยใช้เวลาในการอภิปรายประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญใดๆ [5]
000
พ.ศ. 2552
ไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ต้องการให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

ผ่านมา
1 วัน หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ชี้แจงสาเหตุ ที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน โดยระบุว่าเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“สาเหตุที่ประกาศพื้นที่รักษาความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่เขตดุสิต ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคม เพื่อต้องการให้การชุมนุมเกิดความเรียบร้อย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้
ต้องขอความกรุณาสื่อมวลชนเสนอข่าวสารให้ชัดเจนว่า รัฐบาลใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุจะเกิดจากใคร และคิดว่าหากทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความสงบ ขอให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือก็เท่านั้น กลุ่มผู้ชุมนุมก็ชุมนุมโดยสงบไป ก็ไม่มีอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้จับตากลุ่มเคลื่อนไหวใดเป็นพิเศษ แต่จับตาทุกกลุ่ม เพราะกังวลว่าเมื่อเกิดการชุมนุมใหญ่ ก็จะมีความละเอียดอ่อนทั้งหมด เพราะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดความเสียหายกับประเทศมาก และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นอีก
รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้เกิดความสงบทั้งหมด และหากการชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหา
อ้างอิง
[1] รัฐบาลประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง 4 วัน เฉพาะเขตดุสิต สกัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่, ประชาไท, 25 ส.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25577
[2] กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิ.ย. 2550, http://www.abhisit.org/visiondetail.php?cate_id=55
[3] รุมต้านพ.ร.บ.ปกครองชายแดน อจ.จุฬาฯชี้อำนาจยิ่งกว่าพระเจ้า, มติชนรายวัน, 12 พ.ย. 50 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0114121150
[4] “อภิสิทธิ์” ประกาศหากเป็นรัฐบาลจะแก้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" แนะ สนช. พักผ่อนได้แล้ว, ประชาไท, 19 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15199
[5] ผ่านแล้วกฎหมายรัฐทหาร! สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ.ความมั่นคง 105 ต่อ 8, ประชาไท, 20 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15218