ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 13, 2008

"ทักษิณ"โผล่ผ่านวิดีโอเทปแค้นกลุ่ม "เพื่อนเนวิน"แช่งหักหลัง ปชช.ตายทั้งตระกูล ซัดใช้ระบบศาลปฏิวัติ

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ"งด"โฟนอิน" แต่โผล่ทางวิดีโอเทปแทน มามุขเดิมถูกกลั่นแกล้ง ลอบฆ่า ร่ายยาวประวัติตัเองใช้ยืนยันความจงรักภักดี ซัดใช้ระบบศาลปฏิวัติแทน จวกกลุ่มเพื่อน"แนวิน" นักการเมืองหักหลังประชาชน อ้างเคยจะพา"ทักษิณ"กลับประเทศ คุยห่วงลูกหลานลำบาก เศณษฐกิจทรุด

เมื่อเวลา 21.20 น. วันที่ 13 ธันวาคม ที่สนามศุภชลาศัย ในงาน"ความจริง วันนี้ สัญจร" ครั้งที่ 3 นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ขึ้นกล่าวปราศรัย ก่อนที่จะนำวีทีอาร์หรือวิดีโอเทปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเปิดให้กลุ่มผุ้ชุมนุมเสื้อแดงนับหมื่นคนฟัง



ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "...เป็นการพบกันอีกครั้งหนึ่ง เรื่องแรกที่เกิดขึ้น การเข้ายึดสนามบิน มีผลกระทบรุนแรงมากต่อความเชื่อมั่นประเทศไทย ไม่ว่าเรื่องการท่องเที่ยว และการลงทุน เศรษฐกิจของเรามีปัญหา ทั้งที่มีปัญหาอยู่แล้ว มีปัญหาสังคมตามมา ส่งออกลดลง วิกฤตสหรัฐ มีผลกระทบหมด สิ่งที่เกิดขึ้น ผมห่วงว่าลูกหลานที่จบการศึกษาปีนี้ จะไม่มีงานทำ บางคนพอมีฐานะดีหน่อยก็ไปเรียนต่อ



พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ถามว่า จะแก้กันอย่างไร ถ้าไม่มีปัญหาการเมืองเกิดขึ้น ก็คงพอแก้ไหว แต่พอมีปัญหาการเมือง แก้ยากมาก การแก้ปัญหาการเมืองจะย้ายซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย ไม่ใช่ ถามว่า ทำไมไม่มีทางออก นั่นเพราะเราหวังจะเอาชนะกันมากเกินไป และเราก็จินตนาการจากความพอใจซึ่งกันและกัน แล้วไล่ล่า ไล่ล้างกัน ระบบทั้งระบบเสียหาย เพราะว่า เราใช้อารมณ์ ความคิดที่ไม่เป็นเรื่อง"


"สิ่งที่ผมเป็นห่วงวันนี้คือ การเมืองเรากำลังมีปัญหา นักการเมืองอยู่ในฐานะซึ่งทำงานได้ลำบาก คนมาเป็นรัฐบาลวันนี้ก็ทำงานลำบาก เพราะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข้าข้างกัน ไม่เป็นลักษณะให้ระบบทำงานด้วยตัวเอง องค์กร หรือประเทศไหนก็ตาม ถ้าระบบทำงานไม่ได้ มีคนไปทำให้ระบบบิดเบี้ยวก็อยู่ไม่ได้ ยิ่งร้ายกว่านั้น ถ้าไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน ส่วนใหญ่ก็ไม่พอใจ"


"ผมดีใจที่คนเสื้อแดงรักษาประชาธิปไตยจริงๆ ขอขอบคุณเสื้อแดงที่ให้กำลังใจผม อยากเห็นระบอบไม่มีการแทรกแซงอย่างที่ผ่านมา ถ้าเราเป็นประชาธิปไตยจริง เราต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ประชาชน แต่เราก็ต้องเคารพเสียงส่วนน้อยด้วย แต่วันนี้ระบบบิดเบี้ยว พี่น้องเชื่อไหมว่า ตอนนี้เราอยู่ในภาวะปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อทำลายล้าง หรือทำลายระบอบประชาธิปไตยอยู่ เราเริ่มต้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นการรัฐประหารโดยทหาร แต่เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนยังเลือกพรรคไทยรักไทย หรือพลังประชาชนได้เสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ทำให้การปฏิวัติได้แปลงสภาพไปเป็น การใช้ระบบศาล ระบบขององค์กรที่คิดว่า ตัวเองเป็นอิสระเข้ามาดำเนินการทางการเมือง มีการยุบพรรคครั้งที่สอง และมีความพยายามจะตีความอีกมากมาย ใช้พจนานุกรมตีความกันมาแล้ว ไม่มีใครเขาทำกันในโลกนี้"


"บางครั้งผมพูดอะไรไม่ได้มาก ถูกกล่าวหาไปมาว่า ไม่จงรักภักดีกับสถาบัน ถ้าพี่น้องย้อนดูไป ผมเป็นนักเรียนนายตำรวจรุ่นเดียวกับ ผบ.ทบ. (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ในขณะนี้ ย้อนถามว่า ตอนเราเป็นนักเรียน มีใครสักคนไหมที่ไม่จงรักภักดี ไม่เคยปฏิญาณตน ยิ่งกว่านั้นปี 2519 ได้รับพระกรุณาธิคุณฯ สมรสพระราชทาน (กับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรี รองนายกฯ และนายกรัฐมนตรี ได้ตามเสด็จฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปตามที่ต่างๆ ได้เห็นการทรงงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมมีความจงรักภักดีจึงถวายงานทุกอย่าง และจงรักภักดีด้วยการตัดสินใจรับใช้ชาติ "


"ผมอยู่อย่างทุกวันนี้กลับถูกกล่าวหา จนมาถึงลอบฆ่าสองครั้ง ครั้งหนึ่งที่จ.ลำปาง ผมไม่รู้หรอก บังเอิญว่า ผมไปเชียงใหม่ต้องเดินทางเข้าลำปาง และอีกครั้งที่สนามหลวง ทั้งที่ผมเองตั้งใจที่จะปราศรัย แต่การเตรียมการไม่สำเร็จ ก็มาโดนวางระเบิด หลังจากนั้น กระบวนการก็กระทำผมมาตลอด กล่าวหา และฟ้องร้องคดีต่างๆมาถึงทุกวันนี้"


" ผมโดนรังแกอย่างต่อเนื่อง มีความพยายามจะถอดถอนพรรคอีก เคยได้ยินสุภาษิตโบราณไหมว่า "หมาจนตรอก" ไล่จนไม่มีตรอกอยู่ แต่จะให้ผมไม่มีตรอกจะอยู่จะเอาอย่างนั้นเลยหรือ ผมไม่เคยทำคุณงามความดีให้บ้านเมืองเลยหรือ ทั้งหมดมีการกล่าวว่าไม่จงรักภักดี ผมถูกทำลาย กล่าวโน่นกล่าวนี้ ไม่เท่าประเทศชาติวันนี้ อยากให้นักการเมืองต่อสู้กันด้วยความดี แข่งกันทำให้ประชาชน หันหน้าเข้าหากัน วันนี้พันธมิตรฯกลับไปแล้ว พี่น้องเสื้อแดง ก็แสดงพลังให้เห็นว่า ไม่ชอบใจในความยุติะรรม ไม่ชอบใช้การแทรกแซงของทหาร ไม่ชอบใจการปฏิวัติในรูปแบบต่างๆ"


" ใครอยู่เบื้องหลังทำอะไร ใครเรียก ใครสั่ง ใครกดดัน เมื่อไม่ปล่อยให้กลไกทำงานมันอยู่ไม่ได้ เมื่อปล่อยให้ระบบไม่ยุติธรรม ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน ปิดประตูตีแมวว่า โลกไม่เห็น ทำอะไรก็ได้ เป็นสิ่งที่สะสมในใจยาวนาน ไม่ดี แล้วในที่สุด ก็ต้องเชิญพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาให้ฟัง ผลสุดท้ายคนที่แพ้คือชาติ เมองไปข้างหน้าดีกว่า ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าอนาคตของเราคืออะไร เราเป็นประธานอาเซียนปีนี้ แต่ยังจัดประชุมอาเซียนไม่ได้ วันนี้ยังไม่มีรัฐบาล ก็เป็นอะไรที่มันพอเถิด ปล่อยให้กลไกทำงาน ใครทีท่แทรกแซงรัฐบาล ปล่อยเถิด อย่าใช้องค์กรบางองค์กรเข้ามาแทรกแซง เพื่อให้งานเดินได้ เพื่อให้ประชาชนไม่เจ็บช้ำน้ำใจ"


"หลังจากนั้นเราก็มาเยียวยาประเทศ ให้พี่น้องมีความสุขอีกครั้ง หันหน้าเข้าหากันดีกว่า อยากวิงวอนทุกฝ่าย มาช่วยกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหตุที่คนพยายามใช้อิทธิพล หรือในฐานะที่ผุ้คนนับถือทำให้ระบบทำงานไม่ได้ ต้องหยุด นักการเมืองทั้งหลาย ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า "นักการเมืองที่ดีต้องรักประชาชน ถ้าไม่รักประชาชน ประชาธิปไตย จะกลายเป็นประชาธิปตาย"


" แต่วันนี้นักการเมืองบางคนดันไปหักหลังประชาชน อันนี้น่ากลัว หลอกประชาชนว่าเลือกผมเถิดครับ จะทำนั่นทำนี่ เอาทักษิณกลับบ้าน แต่วันนี้จะไปยกมือให้เขา ไม่รักประชาชนอาการหนักแล้ว แต่หักหลัอาการหนักกว่า เดี๋ยวนี้ประชาชนเชขารู้ว่าอะไรเป็นไง แต่จะพูดหรือไม่ เขาจะแสดงออกในวันเลือกตั้ง ถ้าได้ชื่อว่า นักการเมืองหักหลังประชาชน ตายทั้งตระกูล อยู่ไมได้ ขอให้ทุกคนคิดให้ดี นักการเมืองที่ดี ต้องรักษาประชาธิปไตยให้ได้ ต้องเป็นนักการเมืองรักประชาชน ไม่ใช่หักหลังประชาชน"


"ผมถูกกล่าหาแต่ทนได้ แต่ขณะนี้พี่น้องยากจน เจ็บป่วย เป็นผุ้ใช้แรงงาน ต้องส่งลูกเรียน ลำบากถ้วนหน้า ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ยางพาราไม่กี่บาทจากราคาเป็นร้อย ราคาข้าวก็ตก คนตกงาน ลูกหลานเรียนหนังสือลำบากขึ้น ปัญหาสังคมตามมา ยาเสพติดกลับเข้ามาใหม่ เพราะผู้มีอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้ไปทำงาน ก็ทำงานไม่ได้ เพราะมีการแทรกแซงระบบ พอจะทำงาน ก็ต่อสู้กันของฝ่ายการเมือง และฝ่ายอิทธิพลทั้งหลาย คนที่รับกรรมคือประชาชนตาดำๆ ของเรา และกระทบต่อสถาบันชาติ สถาบันที่เราเคารพมากคือ พระมหากษัตริย์ อยากวิงวอนไม่ต้องห่วง ไม่ต้องแคร์ผม เอาบ้านเมืองให้รอด หยุดแทรกแซงเถิด เพื่อนๆ ผมทั้งหลาย ทุกสิ่งเป็นสิ่งสมมุติ ความจริงคือชาติ ศาสนา พระมหากษัติรย์เอาให้อยู่ แล้วเราจะทำให้บ้านเมืองไปรอด"


"ผมมีเรื่องราวมาก แต่ไม่อยากจะพูดอะไรให้มาก ให้เกิดความแตกสามัคคี อยากให้มองไปข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร ผมเดินทางรอบโลก แต่ละประเทศเวลามีวิกฤตเขาหันหน้าเข้าหากัน เอาสถาบันชาติเป็ณนหลัก ท่านเห็นบารัค โอบามา ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับจอห์น แมคเคน คู่แข่งขันประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน เขาแพ้ก็สนับสนุนกันทำงาน นางฮิลลารี คลินตัน แพ้ก็ยอมรับ ในที่สุด โอบามาก็เชิญฉฮิลลารี เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นั่นจิตใจเขาสูงมาก"


" หลายคนผ่านการศึกษาระดับสูง เขาใช้มาทำงานให้ประชาชน ถืออำนาจตามประชาชนมอบหมาย อย่าพยายามดิ้นรนทุรนทุรายมีอำนาจ กติการบอกว่า ประชาชนมอบหมายให้มาทำงาน เป็นผุ้เสียภาษีอากร ข้าราชการทั้งหลายต้องทำงานให้ประชาชน เมื่อไรมีการเลือกตั้งวันเดียวกัน ให้เลือกขัาง แต่ตอนนี้เลือกข้างไม่ถูกต้อง อยากฝากให้หันหน้าเข้าหากัน ผมช้ำ แต่ผมเชื่อว่า พี่น้องในประเทศช้ำมาก หากินลำบาก ขายของไม่ออก ลูกหลานก้หางานทำยากขึ้น นี่คือความช้ำ ที่เกิดจากความเข้าใจผิด ทั้งๆ ที่ประวัติของผมไม่เคยมี แต่ถามว่า น้อยอกน้อยใจไหม ก็มี เพราะเป็นปุถุชนธรรมดา ถามวันนี้คิดอย่างไร บอกว่าประเทศไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของคู่กัน ต้องร่วมกันเชิดชู เราต้องยึดไว้ ก็ขอฝากพี่น้องอีกครั้งว่า ขอเป็นกำลังใจ อวยพรให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษบกิจการเมือง ไปด้วยดี "


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์พันธมิตรของรายการ ความจริงวันนี้ เผยแพร่การปราศรัยสดของเหล่าบรรดาแกนนำพรรคพลังประชาชาติ จนเวลา 20.20 น. ซึ่งใกล้เวลาโฟนอิน สัญญาณ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ อาทิ www.facttoday.co.cc www.konrakya.com/rakyatv.html www.newskythailand.com www.predawn-radio.org ฯลฯ ก็หาย

ไป

ก่อนหน้านี้ นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวบนเวทีว่า สาเหตุที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่โฟนอินเข้ามายังรายการฯ เนื่องจากได้สัญญาเอาไว้ตามคำขอของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชที่ขอให้งดโฟนอินเพื่อภาพลักษณ์ของพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการโหวตลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ธันวาคม โดยเป็นสัญญาลูกผู้ชายที่จะหักหลังกันไม่ได้ ถ้ามีการหักหลังกันคนเสื้อแดงจะออกมาทั่วประเทศ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหาเสียงของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มีการใช้ยุทธศาสตร์ในการหาเสียงว่า "พาทักษิณกลับบ้าน" เนื่องจากขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงหลบหนีอยู่ต่างประเทศหลังการรัฐประหาร 19 กันยาน 2550

วีระเผยแม้วให้สัญญาป๋าเหนาะเลยไม่โฟนอิน

ที่มา มติชนออนไลน์

นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ สัญจร กล่าวบนเวทีจัดงานเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมว่า สาเหตุที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่โฟนอินเข้ามายังรายการฯ เนื่องจากได้สัญญาเอาไว้ตามคำขอของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชที่ขอให้งดโฟนอินเพื่อภาพลักษณ์ของพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ธันวาคม โดยเป็นสัญญาลูกผู้ชายที่จะหักหลังกันไม่ได้ ถ้ามีการหักหลังกันคนเสื้อแดงจะออกมาทั่วประเทศ

"ทักษิณ"โผล่ผ่านวิดีโอแค้น"กลุ่มเพื่อนเนวิน"แช่งหักหลัง ปชช.ตายทั้งตระกูล อัดใช้ระบบศาลปฏิวัติ

ที่มา มติชนออนไลน์

คลิกฟังเสียง "ทักษิณ" ปราศรัยผ่าน "วีทีอาร์" ในรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3 ที่สนามศุภชลาศัย แช่ง "กลุ่มเพื่อนเนวิน" หักหลังประชาชน ตายทั้งตระกูล อัดใช้ระบบศาลปฏิวัติ

บีบีซีตีข่าวสะท้านโลก ทักษิณยึดหลักภักดีสถาบัน งดโฟนอินสดแลกเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา BBC และสดจากพื้นที่สนามศุภชลาศัย
13 ธันวาคม 2551

บีบีซีสวนกระแสสื่อไทยตีข่าวชุมนุมใหญ่เสื้อแดงสะท้านโลก ต้านมารครองเมืองดันมาร์คนายกฯหุ่นเชิด ทักษิณส่งเทปถึงผู้ชุมนุมย้ำหนักแน่นจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ งดโฟนอินสดเพื่อแลกกับให้เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ ไข่มุกดำบอกขอรับผิดชอบหากโดนอีกฝ่ายเบี้ยว พร้อมปลุกเสื้อแดงฮือพรึบทั่วประเทศทันที


ขณะที่สื่อมวลชนกระแสหลักของไทย โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์แทบจะไม่มีรายงานข่าว แต่บีบีซี สำนักข่าวชั้นนำของโลกได้นำเสนอข่าวการชุมนุมของกลุ่มพลังเสื้อแดง พร้อมภาพเป็นข่าวนำของเวบไซต์ โดยพาดหัวข่าวว่า"อดีตนายกฯทักษิณปราศรัยกับผู้สนับสนุน"


บีบีซีตีข่าวทักษิณโฟนอินสะท้านโลก

บีบีซีไม่ได้ระบุจำนวนผู้ชุมนุมชัดเจน แต่รายงานที่นำเสนอข่าวในเวลา12.31น.ก่อนงานเริ่มอย่างเป็นทางการในเวลา13.00น.ระบุว่าหลายพันคน(thousands)โดยระบุว่าการจัดชุมนุมครั้งนี้มีจุดประสงค์คือต่อต้านผู้นำฝ่ายค้านที่แพ้การเลือกตั้ง23ธ.ค.2550นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่คาดว่าจะได้รับการอุ้มชูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง เมื่อพันธมิตรเข้ายึดสนามบิน ส่งผลสะเทือนต่อนักเดินทางต่างชาติกว่า300,000คนตกค้างอยู่ในไทย

ไม่มีสื่อกระแสหลักถ่ายทอดแต่อย่างใด โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ของไทยในช่วงที่เวทีชุมนุมเริ่มนำเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณออกอากาศในเวลาราว21.00น. ขณะที่การถ่ายทอดทางวิทยุผ่านอินเตอร์เน็ตติดๆดับๆ รวมทั้งทางคลื่นF.M.107.50ก็ขาดๆหายๆเช่นกัน โดยก่อนเปิดเทปเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายวีระ มุสิกพงษ์กล่าวว่ามีความพยายามบล็อกทุกทางในการโฟนอิน รวมทั้งการนำเทปของอดีตนายกฯออกอากาศ ทั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้พูดให้ใครเสียหาย มีแต่พูดถึงทางออกของประเทศ

ทักษิณอัดเทปออกอากาศประกาศจงรักภักดีสถาบัน

สำหรับเนื้อหาเทปการกล่าวปราศรัยนั้นพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่าเขาถูกโจมตีในเรื่องไม่จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์มาตลอด ทั้งที่ตลอดชีวิตมีแต่ความจงรักภักดี ตั้งแต่เขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารก็ถูกสอนในเรื่องความจงรักภักดี ตอนแต่งงานก็เป็นการสมรสพระราชทาน รับราชการเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นนักการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีก็เน้นสนองพระมหากรุณาธิคุณ สนองพระราชดำริทุกอย่าง แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามนำเรื่องนี้มาโจมตี

เขากล่าวเรื่องประชาชนไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ซึ่งเหมือนปี2540ก็แก้ยากอยู่แล้ว แต่เมื่อเจอวิกฤตการณ์เมืองที่จ้องตามล้างทำลายกันแบบนี้ยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบากขึ้น

งดโฟนอินสดเพื่อแลกให้เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล

กระทั่งเวลา09.30น.ยังไม่มีการโฟนอินสดของอดีตนายกรัฐมนตรี นายวีระ ประกาศว่าเพื่อแลกกับการที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ให้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะไม่ให้ทักษิณโฟนอินสดเข้ามาบนเวที แต่หากอีกฝ่ายหักหลังไปหนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ คนเสื้อแดงก็จะออกมาต่อต้านทั่วประเทศ

"ของดโฟนอิน เพื่อแลกกับให้ฝ่ายเราเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล แต่หากเรื่องนี้ผิดพลาดล้มเหลว นายวีระขอยอมรับความผิดพลาดให้พี่น้องฉีกเนื้อ"

นายวีระไม่ได้ระบุชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ต่อรองกับใครเรื่องไม่โฟนอินสดเพื่อแลกกับการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่เล่าว่านายเสนาะ เทียนทอง ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ และพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเพื่อไทยจะสนับสนุนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ขอร้องว่าหากอยากให้ฝ่ายเราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ขอให้งดการโฟนอินสดของอดีตนายกฯทักษิณ ตนจึงยอมแลก แต่ขอเตือนว่าอีกฝ่ายอย่าเบี้ยวก็แล้วกัน

บรรยากาศการชุมนุมเสื้อแดง สนามศุภฯ วันนี้ ติดตามข่าวสาร

http://twitter.com/downmerng

ระเบิดที่พบบนตู้เอทีเอ็มทำเนียบฯ มีร่วม 80 ลูก

ที่มา MCOT News


ทำเนียบฯ 12 ธ.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ถึงความคืบหน้าการพบระเบิดบริเวณหลังคาตู้เอทีเอ็มด้านประตู 5 ถนนราชดำเนินว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้เข้ามาตรวจสอบ ก่อนลำเลียงวัตถุระเบิดทั้งหมดลงมายังลานจอดรถด้านล่าง พบว่าเป็นระเบิดขวดจำนวน 32 ลูก ระเบิดที่อยู่ในกระป๋องน้ำอัดลม 26 ลูก ระเบิดปิงปอง 23 ลูก กระสุนปืน .22 จำนวน 39 นัด กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 15 นัด ปืนปากกา 1 กระบอก นอกจากนี้ ยังพบผ้าพันคอกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ้าเช็ดหน้า ผ้าปิดปากป้องกันแก๊สน้ำตา ถุงมือ แว่นตา และรูปถ่าย 2 ใบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิดดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้จึงแจ้งให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-12 19:03:35

พบระเบิดขวด-ปิงปอง ในทำเนียบฯ อีกจำนวนมาก

ที่มา MCOT News


ทำเนียบฯ 12 ธ.ค.- เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอยู่บนอาคารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้สังเกตเห็นลังบรรจุสิ่งของวางอยู่บนหลังคาตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย ด้านประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าตรวจสอบ พบเป็นระเบิดขวดและระเบิดปิงปองจำนวนมาก บรรจุอยู่ในกล่อง 2 กล่อง และอีก 1 กระเป๋า รวมทั้งในถุงพลาสติก อีก 2 ใบ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ท่ามกลางความสนใจหวาดวิตกของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากอยู่ใกล้กับประตูที่เดินผ่านเข้าออกเป็นประจำ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-12 18:04:32

วีระ ย้ำ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินแน่

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 12 ธ.ค.- ผู้จัดรายการความจริงวันนี้สัญจร ตรวจดูความเรียบร้อยสนามศุภชลาศัย “วีระ” ย้ำ “พ.ต.ท.ทักษิณ” โฟนอินแน่ และจะส่งสัญญาณไปยังกลุ่มเสื้อแดงที่มีการชุมนุมทั่วประเทศ “ณัฐวุฒิ” ระบุเอ็นบีทีงดรายการความจริงวันนี้ นำรายการพิเศษของ ก.พ. เสนอแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สนามศุภชลาศัย ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เดินทางมาดูการจัดเตรียมสถานที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งจะใช้จัดรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3 ในวันพรุ่งนี้ (13 ธ.ค.) ตั้งแต่เวลา 14.00-22.00 น.

นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวว่า จะมีการจัดรายการความจริงวันนี้อย่างแน่นอน โดยใช้ชื่อ “ความจริงวันนี้ ความจริงประเทศไทย” ซึ่งจะเป็นการบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นทุกอย่าง รวมถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้ความจริงมีความสมบูรณ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ในช่วงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เตรียมการไว้ 2 ส่วน หากมีการบล็อกสัญญาณโทรศัพท์ ก็จะเปิดซีดีที่ได้บันทึกไว้ และถ้าเป็นการโฟนอินสดอดีตนายกรัฐมนตรี ได้บอกแล้วว่าจะเป็นการพูดที่ดีที่สุดในชีวิต หากระหว่างนั้นมีการบล็อกสัญญาณ ทางรายการได้เตรียมมาตรการไว้แล้ว แต่บอกไม่ได้ และจะมีการถ่ายทอดสัญญาณไปยังพื้นที่ที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ของรายการความจริงวันนี้ ว่า จะไม่มีการออกอากาศรายการความจริงวันนี้ โดยจะมีการนำรายการพิเศษของ ก.พ.ที่เกี่ยวกับการจัดระบบราชการมาออกอากาศแทน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-12 16:55:29

เพื่อนเนวินจาบจ้วง"สู้กับสถาบัน ไม่มีทางชนะหรอก" จี้หากไม่จริงให้รีบออกมาปฏิเสธ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน และประชาไท
12 ธันวาคม 2551

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้โทรศัพท์มาคุยกับทีมงาน โดยระบุถึงเหตุผลที่กลุ่มเพื่อนเนวิน ต้องไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ โดยมีเหตุผลหนึ่งที่รับไม่ได้ที่ระบุว่า "รู้ไหม ขณะนี้กำลังสู้อยู่กับใคร สู้อยู่กับสถาบันไม่มีทางชนะหรอก" นอกจากนี้ในช่วงเช้าได้ประสบกับตัวเอง เมื่อได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มเพื่อนเนวิน ให้เหตุผลเหมือนกัน หากไม่เป็นความจริงก็ให้ทั้งสองคนออกมาปฏิเสธ


โวยทหารจุ้น-แอบอ้างสถาบัน

มติชนรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 ธ.ค.นี้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี แถลงว่าขณะนี้มี ผบ.เหล่าทัพบางคนได้แอบอ้างสถาบัน มาแทรกแซงพรรคการเมืองและนักการเมือง เรื่องนี้ทำให้กองทัพเสื่อมเสียเป็นอย่างยิ่ง โดยผู้นำเหล่าทัพบางคนได้บอกว่า หากไม่สามารถสลับขั้วตั้งรัฐบาลได้อาจจะเกิดการรัฐประหาร และจะมีการปราบปรามประชาชนที่ออกมาต่อต้าน จึงอยากให้ประชาชนได้เข้าใจสถานการณ์การเมือง ซึ่งขณะนี้สื่อมวลชนต่างชาติได้โจมตีอย่างหนักจากการที่ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง ซึ่งได้ทำให้ประเทศไทยถอยหลังไปจนถึงสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ อดีตนายกรัฐมนตรี

ส.ส.เพื่อนเนวินบังอาจแอบอ้างสถาบัน ท้าขอให้ออกมาปฏิเสธหากไม่จริง
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้โทรศัพท์มาคุยกับทีมงาน โดยระบุถึงเหตุผลที่กลุ่มเพื่อนเนวิน ต้องไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ โดยมีเหตุผลหนึ่งที่รับไม่ได้ที่ระบุว่า "รู้ไหม ขณะนี้กำลังสู้อยู่กับใคร สู้อยู่กับสถาบันไม่มีทางชนะหรอก" นอกจากนี้ในช่วงเช้าได้ประสบกับตัวเอง เมื่อได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มเพื่อนเนวิน ให้เหตุผลเหมือนกัน หากไม่เป็นความจริงก็ให้ทั้งสองคนออกมาปฏิเสธ

วีระเผยเสื้อแดงจงรักภักดี แต่เสื้อเหลืองดึงฟ้าต่ำทำให้สถาบันไม่มั่นคง ประชาไทรายงานว่า ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2551 นายวีระ มุสิกะพงษ์ หนึ่งในผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ และหนึ่งในแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ได้บรรยายประเด็นเรื่องสถานการณ์การเมืองไทย ให้กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยมีผู้สื่อข่าวเข้าฟังการบรรยายประมาณ 90 คน ทั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนและซักถามประเด็นปัญหาการเมืองไทย ตอนหนึ่งผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามว่า "มีข้อกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงเป็นการเคลื่อนไหวโจมตีสถาบันกษัตริย์ เพราะกลุ่มเสื้อแดงมักพูดแต่ว่าต้องการประชาธิปไตย แต่ไม่เคยกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ต่อการเมืองไทย "

ซึ่งนายวีระตอบว่า ผมต้องเรียนท่านย้อนหลังไปถึง 24 มิ.ย. 2475 เราได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นประชาธิปไตย คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองตกลงให้มีกษัตริย์เป็นประมุขประเทศนี้ ซึ่งคนไทยก็รับเรื่องนี้มาตลอดเวลา ตัวผมเองเป็นนักการเมืองมาตลอดชีวิตตั้งแต่อายุ 26 แต่เราพูดถึงประชาธิปไตยโดยไม่ได้เอ่ยถึงพระมหากษัตริย์มากนัก เพราะเราคิดว่าเราตกลงกันแล้วเป็นข้อยุติที่ไม่มีใครเถียง ว่าพระมหากษัตริย์ทรงไม่ข้องเกี่ยวกับการเมือง ท่านเป็นประมุขแห่งรัฐ เราดูญี่ปุ่นและอังกฤษเป็นตัวอย่าง

ดังนั้นเมื่อเราต่อสู้กัน เราก็ต่อสู้กันเฉพาะในพรรคการเมืองและนักการเมือง แต่ก็จะมีอยู่เสมอที่พรรคการเมืองบางพรรคแอบอ้างว่าใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องอันตรายยิ่งกว่า เพราะพวกผมมีความเชื่อว่า สถาบันกษัตริย์จะมั่นคงได้ต้องปล่อยให้การเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ถ้าพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด นั่นคือความไม่มั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นแนวทางของพวกผม เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองจึงแตกต่างกัน เสื้อเหลืองจะพูดทุกครั้ง ว่าเขาจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะบอกว่าพวกเสื้อแดงไม่เคารพจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เราแปลกใจมากที่เรื่องนี้ได้มีการปล่อยให้มีคนพูดเช่นนี้ พูดทุกวันและออกโทรทัศน์เอเอสทีวีทุกวัน เราไม่เข้าใจว่าทำไมจึงจะต้องผลักคนที่ไม่ใส่เสื้อเหลืองให้กลายเป็นผู้ที่ไม่เคารพราชบัลลังก์ ที่จริงคนไทยใส่เสื้อสีอะไรก็จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว

เราจึงบอกกับพวกเราว่าเราจะเป็นคนไทยใส่เสื้อแดงที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกัน แต่เราจะไม่ผลักคนใส่เสื้อสีอื่นว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี พวกเรายังเชื่อมันว่าแนวทางของเรานี้จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงอยู่ในประเทศไทย แต่แนวทางของคนเสื้อเหลืองที่ประกาศอยู่ทุกวันนี้จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีความมั่นคง เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทฤษฎีของใครถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามต่อไปว่า"คุณกล่าวว่าเมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง คุณคิดว่าทุกวันนี้ยังคงเป็นเช่นเมื่อ 70 ปีที่แล้วหรือไม่"

นายวีระกล่าวตอบว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อนจริงๆ เพราะว่าคนที่ติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างพวกท่านก็จะรู้ดี บางคนอาจจะรู้ดีกว่าพวกผมด้วยซ้ำ

ฌาปนกิจท่านผู้หญิงพูนศุขอาทิตย์14ธ.ค.นี้ เรียบง่ายแต่ตรึงไว้ในใจชน ปณิธานสุดท้ายไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ

ที่มา Thai E-News


ฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ วันอาทิตย์ที่ 14 นี้

ครอบครัวพนมยงค์ ในฐานะเจ้าภาพจัดงานบำเพ็ญกุศลและงานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เชิญผู้รักประชาธิปไตย ร่วมงาน ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดประชาธิปไตย) แขวงอนุสาวรีย์ เขตหลักสี่ บางเขน กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค.51 เวลา 10.30-17.00 น.โดยกำหนดการ มีรายละเอียด ดังนี้


เวลา 10.30 น. ทักษิณานุประทานพระสงฆ์ 10 รูป
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพล ถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร
เวลา 15.30 น. เชิญศพเวียนเมรุแล้วตั้งบนจิตกาธาน
เวลา 16.00 น. ปาฐกถาธรรม โดย พระไพศาล วิสาโล
เวลา 16.45 น. ขับร้องเพลง “หวนอาลัย” “คนดีมีค่า” และ “แม่จ๋า” โดย คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูคอรัส
เวลา 17.00 น. ประชุมเพลิง

อนึ่ง ในวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค.51 นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬา เชิญร่างท่านผู้หญิงพูนศุข เข้าสู่วัดพระศรีมหาธาตุฯ และมีกำหนดการบำเพ็ญกุศล เป็นการภายใน ในเวลา 19.00 น. ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุฯ และวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค.51 เวลา 10.00 น. จะมีพิธีเก็บอัฐิ และเดินทางไปยังสโมสรกองทัพเรือ จากนั้นเดินทางโดยเรือไปลอยอังคารบริเวณปากน้ำเจ้าพระยา


ทั้งนี้ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2455 ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ในตระกูลขุนนางสกุล ณ ป้อมเพชร์ เป็นธิดาคนที่ 5 บิดาของมหาอำมาตย์ตรี พระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรกของประเทศ และคุณหญิงเพ็ง ชัยวิชิต (สกุลเดิมสุวรรณศร) ต่อมาสมรสกับนายปรีดี พนมยงค์ (รัฐบุรุษอาวุโส)

ท่านผู้หญิงพูนศุข ถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบ เมื่อเวลา 02:04 น. ของวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หลังจากได้เข้ารักษาอาการทางโรคหัวใจ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมสิริอายุ 95 ปี 4 เดือน มีบุตรและธิดารวมทั้งสิ้น 6 คน


ก่อนถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้เขียนพินัยกรรมด้วยลายมือของท่านสั่งไว้ว่า …


คำสั่งถึงลูกๆ ทุกคน
เมื่อแม่สิ้นชีวิต ขอให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้




1) นำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที เมื่อหมอตรวจว่าหมดลมหายใจแน่แล้ว
2) ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น
3) ประกาศทางวิทยุ และลงหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งข่าวให้ญาติมิตรทราบ
4) ไม่มีการสวดอภิธรรม ทั้งนี้ไม่รบกวนญาติมิตรที่ต้องมาร่วมงาน
5) มีพิธีไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยนิมนต์พระที่แม่นับถือแสดงธรรมกถา (เช่นเดียวกับที่จัดให้ปาล) และทำบัตรสำหรับหนังสือที่ระลึก
6) ไม่รบกวนญาติมิตร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือเงินช่วยทำบุญ
7) เมื่อโรงพยาบาลคืนศพมาก็ทำการฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย
8) ให้นำอัฐิและัอังคารไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นสถานที่ๆ แม่เกิด
9) หากมีเงินบ้าง ก็ขอให้บริจาคเป็นทาน แก่มูลนิธิต่างๆ ที่ทำสาธารณกุศล
10) ขอให้ลูกทุกคนปฏิบัติตามที่แม่สั่งไว้่อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องฟังความเห็นผู้หวังดีทั้งหลาย ลูกๆ ที่ปฏิบัติตามคำสั่งแม่ จงมีความสุข ความเจริญ

พูนศุข พนมยงค์
เขียนไว้ที่บ้านเลขที่ 172 สาธร 3 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541

ชี้ปปง.สอบทรัพย์สินคนหนุนเงินพธม.ไม่ได้ เชื่อตร.แก้เก้อ

ที่มา มติชนออนไลน์

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ถึงกรณี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำบัญชีรายชื่อบริษัทและกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชน ส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ตรวจสอบธุรกรรมการเงิน เนื่องจากเห็นว่าเป็นการบริจาคเพื่อสนับสนุนการประท้วงปิดสนามบิน ซึ่งเข้าข่ายการก่อการร้ายว่า การให้ข่าวดังกล่าวน่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ เพื่อแก้เกี้ยวกรณีที่ไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงได้ ทั้งนี้ ป.ป.ง.ไม่สามารถตรวจสอบธุรกรรมการเงินได้เพราะยังไม่มีการตั้งข้อหาก่อการร้าย ประกอบกับกฎหมายฟอกเงินบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายไว้ว่า การกระทำใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบขนส่งสาธารณะและระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่มีข้อยกเว้นว่า ต้องไม่ใช่การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้งหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย


แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ป.ป.ง.เป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ ไม่สังกัดกระทรวงใด แต่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการยุติธรรม แต่ขณะนี้ไม่สามารถตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินใดๆ ได้ เนื่องจากไม่มีคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไม่มีคณะกรรมการธุรกรรม และไม่มีเลขาธิการ ป.ป.ง.การทำงานทุกอย่างถือว่าสะดุดหยุดลงทั้งหมด

เสื้อแดงบุกประท้วง 'เนวิน-ปชป.'

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ จ.เชียงใหม่ นางกัญญาภัค มณีจักร แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้นำสมาชิกประมาณ 50 คน ไปรวมตัวที่หน้าบริษัทเชียงใหม่คอนสครัคชั่น อ.เมืองเชียงใหม่ ของนายคะแนน สุภา พ่อตาของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยได้นำพวงหรีดและหุ่นนายเนวิน ใช้ผ้าอนามัยเปื้อนสีแดงคาดปาก และเขียนกระดาษคล้องคอหุ่นว่า “พญางูเห่า เนวิน ชิดชอบ ไอ้เนรคุณแผ่นดิน” พร้อมภาพโปสเตอร์นายเนวินยืนยิ้มเคียงข้างนายอภิสิทธิ์ พร้อมเขียนว่า “นายอภิสิทธิ์ผู้กระหายอยากเป็นนายกรัฐมนตรี และนายเนวินเนรคุณผู้มีบุญคุณผู้ที่ให้ชีวิตใหม่แก่มัน” จากนั้นนางกัญญาภัคได้กล่าวปราศรัยโจมตีนายเนวิน โดยระบุว่าเป็นงูเห่าไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล และประกาศจะไม่ให้นายเนวินมาเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่ เพราะเป็นผู้ที่ทรยศผู้มีพระคุณ และยังฝากให้ลูกน้องของนายเนวิน ให้ลาออกจากการเป็น ส.ส. จากนั้นใช้น้ำมันราดจุดไฟเผาหุ่นนายเนวิน พร้อมส่งเสียงไชโยโห่ร้องกันกึกก้องก่อนแยกย้ายกันกลับ

นางกัญญาภัคกล่าวว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จะเปิดเวทีปราศรัยที่หน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสพาเลซ และจะชุมนุมยาวไปถึงวันที่ 15 ธ.ค. เพื่อเตรียมจัดส่งกลุ่มคนเสื้อแดงในภาคเหนือ ไปร่วมชุมนุมกดดันกับกลุ่ม นปช. ในวันโหวตเลือกนายกฯที่หน้ารัฐสภาอีกด้วย

ม็อบเสื้อแดงบุกประชาธิปัตย์

ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 17.30 น. วันเดียว กัน ได้มีสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ประมาณ 50 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นำรถกระบะติดเครื่องกระจายเสียง มาชุมนุมบริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกล่าวโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่มีความสง่างามในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง จึงต้องการส่งสัญญาณเตือนพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาเป็นรัฐบาลว่า จะต้องถูกติดตาม ตรวจสอบและกดดันในการบริหารประเทศ จากกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ และยืนยันว่าวันที่ 15 ธ.ค. ที่จะมีการเลือกนายกฯ นปช.จะไปชุมนุมคัดค้านที่หน้ารัฐสภา ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ซึ่งการไปครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมอย่างสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ไม่มีการปิดล้อมรัฐสภา ให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนเข้าไปทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

“พายัพ” ไม่หวั่น ปชป.ตั้งรัฐบาล

เย็นวันเดียวกัน นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมายังที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยนายพายัพกล่าวว่า มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 165 เสียง ขั้วประชาธิปัตย์ก็หล่นได้ ดังนั้น ไม่มีอะไรที่แน่นอน แม้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ไม่กลัว ไม่หวั่นไหว วันนี้ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายตั้งรัฐบาลก็มีปัญหา ส่วนกรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสิทธิของนายเนวิน สามีภรรยาแต่งงานกันมา 30 ปียังหย่าได้ เมื่อถามว่าบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตเป็นการเนรคุณนายใหญ่ นายพายัพตอบว่า บางทีลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ถามว่าเนรคุณหรือไม่ คงไม่ใช่ แต่ลูกอาจมีความเห็นที่แตกต่างออกไปก็ได้ เมื่อถามว่ามีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณพยายามเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล นายพายัพตอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณรักชาติอยากทำอะไรเพื่อชาติ ทุกวันนี้ประชาชนเห็นผลงานที่ พ.ต.ท.ทักษิณสร้างไว้ จนประเทศเกิดความเจริญสังคมยอมรับ ดังนั้น จะให้ พ.ต.ท. ทักษิณอยู่นิ่งๆคงไม่ใช่ ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศต่อสู้ทางการเมืองขั้นแตกหัก คงเป็นการต่อสู้เรื่องความยุติธรรมมากกว่า คงไม่ใช่อยากเอาชนะ ไม่ใช่การทำสงคราม แต่เป็นการหาเหตุผลความถูกต้อง ความยุติธรรม

'บิ๊กจิ๋ว' ไม่สบายใจท่าทีกองทัพต่อการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ
วันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านปิ่นประภาคม ของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ว่า หลังจากที่ พล.อ.ชวลิตได้ลาสิกขา ได้มีบรรดานักการเมืองเดินทางมาเข้าพบ และได้พูดคุยถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ซึ่ง พล.อ.ชวลิตรู้สึกไม่สบายใจ และเป็นห่วงประเทศชาติว่า จะไม่สามารถเดินต่อไปได้ โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพที่เข้าไปแทรกแซงการเมือง ยิ่งทำให้ พล.อ.ชวลิตเป็นห่วงภาพพจน์ของกองทัพ ว่าจะเสื่อมเสียต่อสายตาประชาชน เพราะกองทัพต้องมีจุดยืนที่เข้มแข็งและเป็นกลาง รวมถึงเป็นสถาบันเดียวที่จะต้องประคับประคองประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัย

พล.ท.พิรัช สวามิวัศดิ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จากการที่ได้ติดตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ที่กองทัพเข้าไปมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั้น รู้สึกเสียใจ เพราะกองทัพถือเป็นเสาหลักประเทศชาติและราชบัลลังก์ กองทัพต้องใสสะอาดไม่มีเรื่องมัวหมองใดๆ การที่ ผบ.ทบ.เข้าไปยุ่งถึงขั้นช่วยจัดตั้งรัฐบาลหนักหนาสาหัสเกินไป เพราะวิธีการเช่นนี้ทำให้กองทัพหมดศักดิ์ศรี ไม่เป็นเสาหลักของชาติอีกต่อไป หนำซ้ำยังเป็นผู้ที่ทำลายความน่าเชื่อถือ และทำให้กองทัพตกต่ำในความศรัทธาของประชาชน

ขู่จ้องปราบผู้นำเหล่าทัพนอกลู่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร และนายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทหารเข้ามาแทรกแซงจัดตั้งรัฐบาล โดย พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้นำเหล่าทัพบางคนแอบอ้างสถาบันมาข่มขู่นักการเมือง ให้จัดตั้งรัฐบาลตามที่ต้องการ การที่ผบ.เหล่าทัพพูดแบบนั้นเป็นการเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ผู้นำเหล่าทัพบางคนพูดชัดว่าถ้าไม่จัดตั้งรัฐบาลอย่างที่คิด จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น และอาจจะมีการปราบประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ตรงนี้เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และผู้นำเหล่าทัพจะปราบประชาชนไม่ได้ มีแต่ ประชาชนจะปราบผู้นำเหล่าทัพที่นอกลู่นอกทาง

นายไพจิตกล่าวว่า ในวันเลือกนายกฯ จะไม่มี คนเสื้อแดงไปชุมนุม หรือไปปิดสนามบินแน่นอน เพราะเคารพในกระบวนการประชาธิปไตย หากพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน วันนี้กลุ่มเพื่อนเนวินเขาพาไปกักกันตัวประมาณ 20 คน ที่เขาใหญ่ ไม่ให้ใช้โทรศัพท์จนลูกเมียเขาต้องโทรหา ส.ส. พรรคเพื่อไทย การตั้งนายกฯครั้งนี้มีการเก็บตัวยิ่งกว่าค่ายในสงครามเวียดนาม

ผบ.ทอ.ชี้นายกฯใหม่ต้องซื่อสัตย์

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. กล่าวถึงกรณีที่ถูกพรรคเพื่อไทยโจมตีว่าให้การสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ว่า ให้ไปดูเทปคำสัมภาษณ์ได้เลย เพราะระวังคำพูดอยู่ตลอด ไม่เคยเอ่ยชื่อพรรคการเมืองไหนเลย และการให้สัมภาษณ์ วันนั้นก็พูดในฐานะเป็นประชาชนคนหนึ่ง ดังนั้น ไม่อยากให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่นำคำพูดไปโยงอะไรต่างๆ ยืนยันว่าทหารเป็นกลาง เมื่อถามว่า ส่วนตัวอยากได้นายกฯแบบไหน พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า คงเป็นนายกฯที่มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาแท้จริง ไม่มีกลุ่มหรือก๊วน ไม่มีผลประโยชน์ที่แอบแฝง หากได้นายกฯที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ บริหารประเทศอย่างตั้งใจ หรือมีความจริงใจต่างๆ คิดว่าประเทศไทยจะผ่านวิกฤติไปได้ เมื่อถามถึงความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ามาในประเทศ พล.อ.อ. อิทธพรกล่าวว่า คงไม่ได้เตรียมอะไร เพราะสถานการณ์ดีขึ้นและเป็นปกติ เมื่อถามว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณหวังดีต่อบ้านเมือง ควรยุติการโฟนอินหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า ทราบว่าวันที่ 15 ธ.ค.นี้ มีการเปิดประชุมสภาฯวิสามัญเพื่อโหวตนายกฯ คิดว่าน่าจะรอวันนั้นดีกว่า อย่าเพิ่งทำอะไรที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์และมีปัญหา ตอนนี้ประเทศชาติกำลังเดินไปด้วยดี

Friday, December 12, 2008

'กลุ่ม 24 มิถุนาฯ' บุกพรรคปชป.ชุมนุมโจมตีหนุนม็อบมาร

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(12ธ.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ ถนนสามเสน กลุ่ม24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำพร้อมด้วยประชาชนกว่า 50 คนร่วมกันชุมนุมปราศรัยโจมตี หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผุ้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดท่าอากาศสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล

พร้อมกันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ กลุ่มคน24มิถุนาประชาธิปไตยจะเดินทางไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภา แต่จะเปิดเส้นทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เข้าประชุมโดยสะดวก ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกฯจริง ก็อยากเรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างจิงจังทีได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ และหากในวันที่ 15 ธ.ค.นี้กลุ่มพันธมิตรฯจะเดินทางมาที่รัฐสภาเหมือนกัน ก็ขอให้อย่าล้ำเส้นกัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่างรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศโดยรอบที่ทำการพรรคมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากส.น.บางซื่อจำนวน 15 นายเข้าควบคุมความสงบของผู้ชุมนุม และคาดการณ์ว่าในวันนี้จะไม่มีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ และยังคงมีการปราศรัยโจมตีพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง

'ปลาไหล'แฉเบื้องลึก'โหวตนายกฯ'ส.ส.รับทรัพย์อื้อ!

ที่มา ประชาทรรศน์



'ลูกหม้อพันธุ์ปลาไหล' ระทึก! 'คนเสื้อแดง' เคลื่อนไหวค้านจัดตั้ง 'รัฐบาลสะตอสามัคคี' แฉเบื้องลึกการเมืองสองขั้ว 'บล็อกโหวต ส.ส.' รับทรัพย์ 10-20 ล้านชิงโหวตนายกฯ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ "คนเสื้อแดง" เตรียมเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในการจัดตั้ง

รัฐบาล เพราะในวันนี้บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แสดงให้เห็นว่ากลไกประชาธิปไตยในรัฐสภาเริ่มคลี่คลายแก้ปัญหาได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเคารพต้องกติกาและระบอบประชาธิปไตยที่กำลังทำหน้าที่ ไม่ว่าเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง ถ้าออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวแล้วถามว่าใครจะได้อะไร ประเทศชาติจะได้อะไร อย่ามองแค่สีเสื้อ และต้องมองด้วยว่าแก้ปัญหาให้สังคมหรือทำร้ายประเทศชาติ หากก่อปัญหาแล้วใครจะรับผิดชอบ

"ที่ผ่านมาประเทศบอบช้ำพอแล้ว อย่าเอาอารมณ์โกรธมาทำร้ายประเทศอีกเลย การเมืองขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปว่าใครชนะ ใครแพ้ แต่ต้องรู้จักยึดมั่นในกติกา รู้จักรอ โดยตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป และทำใจให้เป็นสุข เพื่อประเทศชาติจะได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เสียที"

ขณะเดียวกัน ในวันที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจะมี "คนเสื้อแดง" มาปิดล้อมรัฐสภานั้น เชื่อว่าต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่ คงมากันเองไม่ได้ ไม่ว่าสีไหนก็มาเองไม่ได้ คงต้องถามว่าพอใจที่จะทำร้ายประเทศชาติให้เสียหายอีกหรือ ต้องเห็นใจคนไทยที่กำลังจะได้ยิ้มรับปีใหม่ แต่กลับต้องเผชิญปัญหาและรับทุกข์กันอีก ถ้าชนะหรือแพ้ก็ควรให้อยู่ในกติกามากกว่า ไม่เช่นนั้นสังคมโลกจะรังเกียจประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการบอยคอต แซงชั่น ให้เห็นเป็นบทเรียนมาแล้ว

เมื่อถามถึงกระแสการดูดและซื้อตัว ส.ส.อย่างหนักในช่วงนี้ นายสมศักดิ์ ระบุว่า นี่ถือเป็นการทำร้ายประเทศและระบอบประชาธิปไตย อย่างให้อภัยไม่ได้ สำหรับคนที่มี

พฤติกรรมอย่างนั้น อยากเห็นสำนึกของนักการเมือง ถ้านักการเมืองที่ใช้เงินซื้อได้ 10-20 ล้านบาท เพื่อให้มายกมือให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะเอาเงินนั้นมาจากไหน นอกเสียจากแทะเลือดเนื้อของประชาชนในรูปงบประมาณ ภาษี และผลประโยชน์อื่นๆ ขออย่ากินเนื้อตัวเองเลย

ดับฝันรัฐบาลเพื่อชาติ! พผ.ยันหนุน"มาร์ค"นั่งนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

ยื้อรัฐบาลเพื่อชาติ! "ป๋าเหนาะ"แย้ม"ประชา"พลิกลิ้นรับลูกชิงเก้าอี้นายกฯ "เด็กเพื่อแผ่นดิน"ดับฝัน แถลงยันหนุน"อภิสิทธิ์"ขึ้นแท่นผู้นำ ข้องใจ"ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น"ปูดข่าวมีวัตถุประสงค์อะไร

วันนี้ (12 ธ.ค.) นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักย่านเมืองทองธานี ว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ตอบรับชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแล้ว

วันเดียวกัน นายไชยยศ จิรเมธากร รักษาการโฆษกพผ. กลุ่มวังพญานาค ร่วมกันแถลงจุดยืนสนับสนุนการจับตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำรายชื่อส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน รวม 20 คน ที่รวบรวมได้มาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน

โดยนายไชยยศ กล่าวว่า กรณีที่แกนนำเพื่อแผ่นดินประกาศจับขั้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการดำเนินการตามมติของ ส.ส. เสียงข้างมากของพรรค อย่างไรก็ตาม ส.ส.เพื่อแผ่นดิน ทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินคนใหม่ แต่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการคัดเลือก กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก่อนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 30 วัน จึงยังไม่ถือว่า พล.ต.อ. ประชาเป็นหัวหน้าพรรคอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประชายังปฏิเสธต่อสาธารณะว่าไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ คนที่ 27 ทั้งนี้ เสียงส่วนใหญ่ของส.ส.เพื่อแผ่นดิน จึงเห็นควรให้ทำตามสัตยาบรรณร่วม 4 พรรคที่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ และขณะนี้กระบวนการต่างๆ ก็เดินไปไกลกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง พรรคไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาว่าหักหลังเพื่อน ซึ่งจะทำให้เสียภาพพจน์ในสายตาประชาชน ดังนั้น ส.ส.เพื่อแผ่นดิน 20 คน จากทั้งหมด 27 คน จึงขอประกาศจุดยืนสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนส.ส. ที่ไม่ได้มารวมแสดงจุดยืน บางส่วนเป็นเพราะไม่สามารถติดต่อได้ และบางส่วนเป็นเพราะยังไม่ให้คำตอบที่แน่ชัด

ด้าน ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รักษาการรมช.คลัง แกนนำกลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนายเสนาะ ที่จะมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา เป็นนายกฯ ในการโหวตเลือกนายกฯ เพราะทางพรรคจะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ได้ตกลงมาแล้ว ทั้งนี้ การที่นายเสนาะออกมาพูดย้ำอีกครั้งนั้น ไม่แน่ใจว่ามีวัตถุประสงค์อะไร อย่างไรก็ตาม หากมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา และสมาชิกพรรคจะเลือกนายอภิสิทธิ์ ส่วนกระแสข่าวที่พรรคจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี 4-5 ตำแหน่งนั้น ตนไม่ทราบ แต่ตอนนี้ขอให้ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนจะดีกว่า

ลั่นดาลยุบสภา! "ชวรัตน์"หนุนเดินหน้าเปิดสภาเฟ้นนายกฯ




"ชวรัตน์"ลั่นดาลยุบสภา ชี้สายไปแล้ว เหตุมีกฤษฎีกาแล้ว พร้อมอุบไต๋ร่วม "ครม.รูปหล่อ" วอน"เพื่อไทย"อย่าระแวงกันเอง "ปู้ชัย"มั่นใจโหวตเลือกนายกฯ ไร้มิคสัญญี

วันนี้ (12 ธ.ค.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า ตามกฎหมาย แม้จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ แล้ว ก็สามารถยุบสภาได้ หรือ ยุบในระหว่างการประชุม โดยอ้างเหตุความวุ่นวายได้เช่นกัน

ส่วนกระแสข่าวการร่าง พ.ร.ก.ยุบสภา เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนเห็นว่าเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะเสนอให้มีการยุบสภา ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯคนใหม่ ถึงแม้จะมีการเปิดประชุมสภาและมีการโหวตเลือกนายกฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม ซึ่งในอดีตอำนาจการยุบสภา ทำได้ทั้งการที่ นายกฯ ใช้อำนาจโดยตรง หรือ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การที่จะยุบสภาได้นั้น ขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจ รัฐบาลเป็นเพียงแต่ผู้ร่าง พ.ร.ก. ยุบสภา เท่านั้น

ขณะที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้นำกฤษฎีกายุบสภามาพิจารณาว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ ตนมีหน้าที่ดูแลรัฐบาลรักษาการให้ไปตลอดรอดฝั่ง เมื่อถามว่า มีการหารือเตรียมร่างกฤษฎีกายุบสภาหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีกฤษฎีการเปิดประชุมสภาในวันทื่ 15 ธ.ค.นี้ ส่วนเรื่องกฤษฎีกายุบสภา ไม่ได้มีการพูดกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าท่านได้เซ็นกฤษฎีกายุบสภาไว้แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายชวรัตน์ กล่าวว่า คงไม่ เวลานี้ก็ไปได้ดีอยู่แล้ว วันที่ 15 ธ.ค.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสภาเลือกนายกฯ แล้ว เมื่อถามว่า อึดอัดหรือไม่ ที่เป็นตัวละครที่ถูกมองว่า บุตรชาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ฝั่งเดียวกับนายเนวิน ชิดชอบ หนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล และมีข่าวเอาท่านไปเก็บตัวที่ภาคใต้ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องไป และวานนี้ (11 ธ.ค.) ไปหลายแห่ง ทั้ง จ.ปัตตานี และอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีแผนให้นายโอฬาร ไชยประวัติ รักษาการรองนายกฯ ขึ้นมาเป็นรักษาการนายกฯ แทน นายชวรัตน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ป่วย ถามอีกว่า มีข่าวว่าท่านจะเป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วย นายชวรัตน์ กล่าวว่า ยังไม่รู้เรื่องอนาคต เอาถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน แต่ส่วนตัวก็อยากพักผ่อน ตอนนี้ตนมีหน้าที่ประคับประคองรัฐบาลชุดรักษาการ ผู้สื่อข่าวถามว่า วางตัวลำบากหรือไม่ เพราะลูกชายหนุนประชาธิปัตย์ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ต้องวางตัว มันเป็นธรรมชาติ ตนเองเป็นตัวของตนอยู่แล้ว เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่คนกันเองระแวง นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ควรระแวงกันเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้คิดว่าจำเป็นหยิบยกเรื่องการยุบสภามาพูดหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เอาไว้ให้ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน ยังไม่ถึงวันที่ 15 ธ.ค.ยังไม่เปิดสภา เมื่อถามว่า รู้ว่าตัวเองมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ หลังจากที่หารือฝ่ายกฎหมาย นายชวรัตน์ กล่าวว่า ยุบสภาตอนนี้ มันสายไปแล้ว เพราะมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญแล้ว ต้องปล่อยเป็นเวทีของสภา ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพูดชัดเจนได้หรือไม่ว่า ครม.ชุดใหม่มีท่านอยู่ด้วยหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนมีหน้าที่ทำงานเป็นรัฐบาลรักษาการ

ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่จะมีกลุ่มเสื้อแดงมาปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ว่า สภาไม่ได้ทำผิดอะไร หากเขาให้เข้ามาก็เข้า หากเข้าไม่ได้ก็เลื่อนการประชุมออกไป ส่วนความเรียบร้อยก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว ซึ่งตนคิดว่ากลุ่มเสื้อแดงมีคุณธรรมพอ อีกทั้งได้ฟังข่าวแล้วว่านายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ก็ได้ยืนยันแล้วว่าไม่ให้มายุ่งเกี่ยว จะทำตามครรลองจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนใครจะได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องดูวันโหวตเลือกนายกฯ หากมีคะแนนสนับสนุนเกิน 220 ก็เป็นนายกรัฐมนตรีก็เท่านั้น

เมื่อถามว่า หากกลุ่มเสื้อแดงมาปิดล้อมจริงจะมีเหตุ ส.ส.ปีนกำแพงหนีหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่น่าจะมี เพราะกลุ่มเสื้อแดงก็พูดแล้วว่าจะไม่สร้างความวุ่นวาย ซึ่งตนเชื่อว่าคนทะเลาะกันไม่นานเดี๋ยวก็ดีกันเอง เพราะบางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบหวาน ชอบเค็ม ซึ่งทั้งหมดนี้หากเอามารวมกันก็สมดุลไปเอง ทั้งนี้เชื่อว่าการประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีขึ้นตามปกติ

นายชัย กล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลชุดใหม่อาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะดูแล้ววุ่นวาย ซึ่งคาดว่าอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน เพราะอีกฝ่ายจะทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งมีปัญหารุมเร้าเยอะทั้งปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาการเมือง ซึ่งคนที่จะมาเป็นนายกฯ ต้องมีความอดทน อดกลั้น ที่สำคัญต้องเอามืออุดหูถึงจะอยู่ได้นาน และต้องไม่มีเรื่องทะเลาะกับ ส.ส.

"ผมจะอยู่ทำหน้าที่ประธานสภาฯต่อไป และไม่เคยพูดว่าจะลาออก เพียงแต่พูดว่าหากสภาปิดก็จะกลับบ้าน และบอกว่าหากไม่มีความสามารถก็จะพิจารณาตัวเอง ส่วนคำว่ากะล่อนก็พูดไปตามนักข่าวพูดเท่านั้น ส่วนเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์จะให้มานั่งตำแหน่ง รมว.คมนาคมนั้น ผมไม่ยอมรับ เนื่องจากทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เป็นนายกฯ ผมยังไม่ยอมรับ และการทำหน้าที่ประธานสภานั้นไม่ได้มีความสุขเพียงแต่ทำตามหน้าที่" นายชัย กล่าว

งานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

ครอบครัวพนมยงค์ในฐานะเจ้าภาพจัดงานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมงานดังรายละเอียด ต่อไปนี้

เสาร์13 ธันวาคม

นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬา เชิญร่าง "อาจารย์ใหญ่" สู่วัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)
สวดศพ 1 คืน เริ่มสวด เวลาทุ่มตรง

อาทิตย์ 14 ธันวาคม

ทำการฌาปนกิจ
เจ้าภาพประเมินจากการจัดงานไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี เมื่อเดือนพค. ปี 50 ว่า น่าจะมีผู้ "รักใคร่ชอบพอกัน" ไปร่วมงานราว 3,000 คน

จันทร์ 15 ธันวาคม

เก็บอัฐิ แล้วนำไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยา

ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกรุ่น ทุกวัยเข้าร่วมงาน
ขอกระซิบว่า ถึงเป็นงานศพแบบไม่รับเกียรติยศใด ๆ แต่รับรองว่า ไม่ธรรมดา แน่นอน

ท่านใดที่ต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพ หรือเสนอแนะกิจกรรมใด ๆ กรุณาติดต่อโดยตรงที่ครอบครัวพนมยงค์

ด่วนมาก! ..สำหรับคนจะไปงานชุมนุมพรุ่งนี้

ที่มา thaifreenews
โดย : แม่ปังคุง เมื่อวันที่ : ศุกร์ ที่ 12 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551
ขอประชาสัมพันธ์จากกลุ่มปราบกบฎนะคะ

สำหรับชาวเสื้อแดงที่จะไปงานที่สนามศุภฯ พรุ่งนี้ หากต้องการเข้าร่วมลงชื่อเพื่อยื่น UN ให้ตรวจสอบผู้อยู่เบื้องหลัง พธม. และการยึดสนามบิน กรุณา

1. เตรียมสำเนาบัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้านไปด้วยอย่างละ 1 ชุด พร้อมเซ็นกำกับรับรองสำเนาถูกต้อง ให้เรียบร้อย

2. ในวันงานพรุ่งนี้ จะมีกลุ่มนักรบไซเบอร์มีป้ายคล้องคอเดินมาเพื่อรวบรวมรายชื่อ ขอให้เข้าไปติดต่อได้เลยค่ะ

แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะเพื่อนๆ ..ใช้สิทธิ์ที่เรายังมีอยู่เสียก่อนที่จะโดนปล้นไปค่ะ

ความจริงประเทศไทยกระหึ่มก้องฟ้องโลก ร่วมสร้างประวัติศาสตร์เสาร์13สนามศุภแตก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 ธันวาคม 2551

มารครองเมืองกลัวประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยสำแดงพลัง ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือสั่งห้าม3เกลอจัดรายการความจริงวันนี้ทางเนวินบรอดแคสติ้งเทเลวิชั่น(NBT) และต่อรองไม่ให้อดีตนายกฯทักษิณโฟนอิน หากยังเอาไม่อยู่จะบล๊อกกลางอากาศ แต่ผู้จัดความจริงประเทศไทยยืนยันเสาร์13กระหึ่มสนามศุภฯกู่ก้องฟ้องโลกแน่ อุบไต๋วางแผนทะลวงบล็อกเรียบร้อย เชิญชาวเสื้อแดงร่วมสร้างประวัติศาสตร์มีพื้นที่จำกัดแค่35,000ที่นั่ง ประตูเปิด10โมงเช้าเป็นต้นไป


ก่อนการจัดชุมนุมใหญ่"ความจริงประเทศไทย"ในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันสุกดิบ เพราะไปคาบเกี่ยวกับการเปิดสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 15 นี้ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมรับว่าการโฟนอินของอดีตนายกฯทักษิณจะเป็นตัวแปรสำคัญให้ประชาธิปัตย์อาจจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ล่าสุดจึงมีความพยายามสะกัดกั้นทุกวิถีทาง

สั่งแบน3เกลอความจริงวันนี้พ้นเนวินทีวี

เริ่มจากการสั่งปิดตายไม่ให้3เกลอ"วีระ-ณัฐวุฒิ-จตุพร"ใช้รายการความจริงวันนี้ทางNBTประชาสัมพันธ์งานได้ โดยให้แบนรายการในวันที่11-12ธ.ค. และอาจแบนยาวแบบถาวรจากการเปิดเผยของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จนฝ่ายประชาธิปไตยประนามการกระทำดังกล่าวว่าโทรทัศน์Nevin Broadcasting Television-NBTว่าเป็นการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ หลังจากนายเนวินแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายประชาธิปัตย์ โดยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลการบีบคั้นของผู้นำกองทัพ ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยอมรับว่านักการเมืองมาฟอร์มรัฐบาลประชาธิปัตย์ในกองทัพจริงๆ และกองทัพทำไปตามที่"สังคม"ต้องการ แต่จริงๆเป็นการทำตามความประสงค์ของอภิสิทธิ์ชนชั้นนำของไทย


เอากันด้านๆขอไม่ให้แม้วโฟนอินแลกเดินหน้าเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

นอกจากนั้นยังมีแรงบีบผ่านนายเสนาะ เทียนทอง ที่พยายามเสนอสูตรรัฐบาลเพื่อชาติแข่งกับฝ่ายประชาธิปัตย์ โดยนายเสนาะกล่าวว่า กล่าวว่า "ผมคิดว่า ขอร้องไม่ให้โฟนอินได้ ถ้าให้ผมทำหน้าที่นี้ อย่าพูดกับผม เสื้อแดงก็คงไม่มี ผมประกาศตรงนี้ก็เหมือนประกาศ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ผมกำชับแล้วว่าจะให้ผมทำงานเรื่องนี้อย่าทำอะไร ตอนนี้เหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมถอยหรือไม่ ถ้านายอภิสิทธิ์ฝันต่อก็ช่วยไม่ได้ สู้กันในสภา" นายเสนาะ กล่าวและว่า จนถึงขณะนี้ยังเชื่อว่า ไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นให้ปฏิวัติดีกว่า

3เกลอยันกระหึ่มเหมือนเดิม แม้วโฟนอินหมดเปลือก เตรียมแผนทะลวงบล๊อกไว้แล้ว

นายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วย 2 ผู่ร่วมดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ในวันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ว่า ประตูงานจะเปิดในเวลา 10.00 น. และมีการจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่รอบบริเวณการจัดงาน จากนั้นในเวลาเที่ยงจะมีดนตรีแสดงสด และเปิดเวทีปราศัยในหัวข้อ รัฐประหารซ่อนรูป ในเวลาประมาณ 16.00 น. พร้อมกับได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับประชาชนผู้ร่วมงานไว้ประมาณ 3 หมื่นที่นั่ง

ส่วนการต่อสายโทรศัพท์(โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านในรายการ ทราบมาว่าอาจจะมีการบล๊อคสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีการโฟนอินเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้จะยังมีการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมคนเสื้อแดงในจ.ต่างๆ อย่างทั่วถึงผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนทซ์ แต่ทั้งนี้จะโฟนอินเวลาไหนนั้นยังไม่ขอระบุ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการที่รายการความจริงวันนี้ได้งดออกอากาศในเมื่อคืน (11ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สอบถามไปยังนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึงสาเหตุการงดออกอากาศกระทันหัน จากปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ตนได้สืบทราบมาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายสุริยงค์ได้เปรยๆมาว่า ในช่วงหลังของรายการได้นำเสนอเนื้อหาที่แรงจนเกินไป ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนอย่างแน่นอน


"ฝากบอกนักรบไซเบอร์ส กรุณากระจายข่าวผ่านช่องทางอื่นๆให้มากที่สุดด้วย และให้ย้ำว่า อย่าเชื่อข่าวลือใดๆ ไม่มีการยกเลิกวันที่ 13 ที่สนามศุภฯ เด็ดขาด ทุกอย่างพร้อมจะมีอะไรๆ ที่ไม่เคยพูด เอามาขยาย และ โฟนอิน มีแน่นอน อย่างที่บอกเป็นสิ่งที่จะถูกขยายความทั้งหมด"


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนรายละเอียดเนื้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดนั้น เบื้องต้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกกับตนว่า จะครอบคลุมถึงมุมมองความจริงประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในทุกๆ เรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยพูดที่ไหน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี จนมาถึงการรัฐประหาร และล่าสุด การจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลในขณะนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะแฉ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตรงนี้ขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าที่ตนได้คุย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกจะพูดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองที่ผิดธรรมชาติให้ทุกคนได้รู้ จึงอยากให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยติดตามการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้ให้ดี

ส่วนที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การโฟนอินครั้งนี้ เพราะต้องการเรียก ส.ส.กลับมาพรรคเพื่อไทยนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนควรจะฟังให้ดี และจะได้คิดได้ว่าเป็น ส.ส.เพราะใคร

เสียดายที่นั่งจำกัดแค่35,000ที่นั่ง

สนามศุภชลาศัย (Supachalasai Stadium) เป็นสนามกีฬากลางแจ้ง มีลู่วิ่งสังเคราะห์เพื่อจัดการแข่งขันกรีฑา มีอัฒจันทร์โดยรอบ มีหลังคาหนึ่งด้าน ความจุรวม 35,000 ที่นั่ง ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นาวาโทหลวงศุภชลาศัย ร.น. อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา


หลวงศุภชลาศัย เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ มีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดทำหน้าที่นำเรือไปอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล นิวัติยังพระนครในขณะที่คณะราษฎรยึดอำนาจในกรุงเทพฯไว้ โดยคณะราษฎร์ยื่นคำขาดให้สมเด็จพระปกเกล้าเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ทรงยินยอมจะถือว่าทรยศต่อชาติ และจะหาผู้เหมาะสมเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแทน ซึ่งสมเด็จพระปกเกล้าได้ตกลงเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยพระราชขัตติยะมานะ พระองค์ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯโดยรถไฟ แทนที่จะกลับทางเรือกับหลวงศุภชลาศัย

Los Angeles Timesสรรเสริญพระบารมีพระมากพ้นรำพัน

ที่มา Thai E-News


โดย W. Scott Thompson
ที่มา Los Angeles Times


Bhumibol, Thailand's remarkable king
The 81-year-old built up, and now wields, considerable power over his country.



Awise Western diplomat, commenting on how much Thailand has changed, expressed the common view of the current crisis that this was one that the revered king, Bhumibol Adulyadej, could not sort out -- as he has done so well in all the political crises of his 62-year reign. After all, thousands of anti-government protesters managed to shut down two airports for days, stranding 300,000 tourists, and the Constitutional Court dissolved the ruling party and banned Prime Minister Somchai Wongsawat from politics for five years. Furthermore, although Somchai's brother-in-law and the king's nemesis, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, is in exile, he remains popular in rural areas, still has billions of dollars and many more in-laws to stand in for him in Thailand.

Thailand is like few other places. Since 1932, a constitutional monarch has reigned with few defined powers. But the current king has risen almost to the "absolute" authority status of his grandfathers. The politics since Bhumibol became king in 1946 has been Western-style constitutions with elections alternating with coups (18 and counting) at regular intervals. Some of the military leaders have been inspired; most have been tiresome and backward looking. The Thai say "mai pen rai" (let it be) whenever the soldiers march.

However, there is also a view that differs from the diplomat's: that the king is in fact -- just after celebrating his 81st birthday in a hospital -- savoring a very special and long-crafted victory. If so, in addition to being the longest-serving monarch in the world and the richest monarch in the world, he might be a king who not only reigns but rules. He's a gentle man in appearance, but this crafty politician ascended to his current position through Tammany Hall-style deals throughout the kingdom.

Bhumibol came to the throne inauspiciously enough, when his brother was mysteriously killed in 1946. The military junta that actually controlled the country kept young Bhumibol in his place. "When I opened my mouth, they [the generals] would say, 'Your Majesty, you don't know anything,' " Bhumibol once recalled. "So I shut my mouth. I know things, but I shut my mouth." In 1957, the junta leaders were outgunned by a new regime that sought to use the king to promote its own popularity. He outmaneuvered them and has step by step moved ever upward in popular esteem.

In 1973, I asked Prince Birabhongse Kasemsri, later Thailand's ambassador in Washington and after that the king's senior assistant, why the king with his emergent strength didn't depose the comical and corrupt figures running the country. He said the kingdom must save the king for when there was no one else to save it.

That day came sooner than expected, when, later that year, students back from Europe and from Bangkok's growing universities, filled with new ideas, demanded democracy. In a style that has become all too apparent, Bhumibol waited until the ruling trio and the thousands of students were at equipoise, and then sent the trio into exile.

During the 1980s, the king's power was near absolute. Washington in the age of Jimmy Carter was demanding democracy throughout the Third World, so the palace permitted a pliant general, Prem Tinsulanonda, to rule in the king's name, but no one in the know had any doubts about who was calling the shots. And meantime, the economy was also shooting through the roof. It was too great a combination for anyone to dare or wish to stop it.

In 1992, another general misfired and attempted to put down an uprising of students and democracy promoters. After enough carnage, in much the same pattern of 1973, the king waited -- and then summoned the prime minister and leader of the protesters to a televised meeting. The world saw both of them literally crawling on the palace floor up to the throne to receive his (democratic -- or monarcratic) dispensation. Thailand then had a quiet decade, even surviving the seismic challenge of the 1997 economic collapse.

Then, in 2001, came the biggest challenge ever to Bhumibol. Thaksin Shinawatra found a formula for enchanting the rural vote while ignoring the self-styled democrats in Bangkok and pulled off an electoral landslide to become prime minister. With so much strength and a fortune amassed largely from a government-granted cellphone concession, Thaksin made the mistake of wondering why the old man, now moved to his seaside palace in the south, should be permitted such sway. He didn't move openly against the king, but in a thousand ways tried to cut him down to size.

But it wasn't the king who was cut down to size. In 2006, with a nod from the palace, the army sent Thaksin packing. The new government, though, was lazy, and the rest is history: two years of uncertainty, protests in the streets, the economy nose-diving and finally the People's Alliance for Democracy blockading the airports. The alliance's rise and Somchai's ouster wouldn't have happened without a tacit palace blessing, while factions in the army awaited further palace encouragement.

Meantime, the British have frozen Thaksin's assets in Britain and revoked his visa. So Thaksin's other asset -- his rural popularity -- can only decline while the king waits to see what Thaksin will try next.

But this time, does the king need a magic wand? For he has worked his magic slowly over the last few years, letting Thaksin become his own worst enemy, overreaching and doing the unthinkable -- undermining the throne. Thaksin has become like the late shah of Iran, seeking refuge for himself, his family and his assets. No one wishing the goodwill of Thailand will dare give it, for Bhumibol -- who, according to the prophecy, may be the last of the Chakri dynasty -- has become its greatest monarch.

Thailand will soon quiet down, the economy will once again boom and visitors will throng to its temples and beaches. And, with any luck, this king will be around for a good while longer to savor his victory.



W. Scott Thompson, professor emeritus of international politics at the Fletcher School of Law and Diplomacy at Tufts University, is an expert on Southeast Asia now living in Bali and Manila.

BBC : Thailand reverts to old-style politics

ที่มา Thai E-News


โดย Jonathan Head
ที่มา เวบไซต์ BBC
12 ธันวาคม 2551

"It's over, Boss." With those three words, veteran politician Newin Chidchob finally broke the deadlock that has paralysed Thailand for the past three years.

They were uttered in a phone conversation with Thaksin Shinawatra last week, the man to whom Mr Newin had been faithful for almost eight years, as the exiled former prime minister pleaded with him to reconsider his decision to defect to the opposition Democrats.

Mr Newin was also the first to break the bonds of money and genuine loyalty which have made the Thaksinistas the most powerful political force in Thailand for the past decade.

And he (Newin) shattered any final illusions that might still have been harboured here that, a decade ago, Thailand's politics had entered a new age with the adoption of a new, populist constitution, and the rise of a new, populist party.

For Newin Chidchob has now reverted to type - the type being a provincial strongman, schooled in the rough-house politics of one of Thailand's roughest neighbourhoods, Buri Ram, who simply sells his team of MPs to the highest bidder.

This is what Mr Newin (who was named by his father after the notorious Burmese General Ne Win) did before the formation of Thaksin Shinawatra's Thai Rak Thai party in 1998. It is what every other provincial godfather did.

Corruption scandals

These men dominated business and politics in their regions, offering voters a tantalising vision of abundant new development money if their votes gave the faction a shot at a cabinet position.

They would then collect as many loyal MPs around them as they could after the election campaign, which they funded generously, and offer the support of those MPs in parliament to whichever prospective government made them the most attractive offer.

This practice delivered Thailand a succession of short-lived, messy coalition governments in the 1990s, better known for corruption scandals than good governance.

It was under such governments - in which Mr Newin participated - that Thailand sleep-walked into the catastrophic 1997 financial crisis.

Appalled by the calibre of their politicians, Thailand's middle-class applauded the birth of a new constitution in the same year - the country's 16th, but the first to be drawn up after extensive consultation with NGOs and other representatives of civil society.

A party emerges

This constitution was the first to enshrine protection of human rights and freedom of expression. It created a number of independent bodies that were given legal powers to rein in corruption.

But the new charter also had another objective. Several of its articles, like the one restricting MPs' freedom to jump from one party to another, were intended to strengthen political parties in the hope that Thailand would progress to a more stable parliamentary system, as in western Europe.

Its drafters (the 1997's constitution) hoped this would nurture a new breed of clean, professional politicians to replace the corrupt old godfathers.

One of those goals, producing stronger parties, was realised with surprising speed.

Thaksin Shinawatra, an ambitious provincial businessman who had made a fortune from telecoms, and managed to keep it during the financial crisis, built a new-style party called Thai Rak Thai (Thais Love Thais).

It used modern marketing methods and a raft of new, populist policies to win the support of the rural electorate. It encouraged mass party membership, and its appeal went right over the heads of the godfathers, making Mr Thaksin an instant political superstar.

The godfathers did not go away. Instead, recognising this new political phenomenon, they opted to move under the Thai Rak Thai umbrella. Newin Chidchob was one of them.

Mr Thaksin's wealth and personal popularity gave him a far stronger hand in dealing with the godfathers than any other party in Thailand's history, so his governments were not crippled by the demands of coalition partners, as his predecessors had been.

In 2001 he became the first prime minister in Thai history to complete a four year term in office. In the 2005 election he became the first prime minister to win an outright majority.

He inspired passionate loyalty among his lieutenants, among them Mr Newin, and he left the Democrats, Thailand's oldest party, floundering.

Thailand seemed to have put the era of weak coalition governments behind it.

Fading force

The story of how Mr Thaksin turned a position of such strength into his situation today - where he is a fading political force, stuck in exile - has been written about extensively elsewhere.

But it is only now, when the newspapers are carrying front-page photographs of the clean-cut Democrat leader Abhisit Vejjajiva giving a bunch of roses to Newin Chidchob, once the mortal enemy of the Democrats and every bit the old-style godfather, that it is clear Thailand has come full-circle.

After three years of turmoil, old politics is back, where politicians of whatever persuasion can climb into bed with whoever gives them a shot at power.

It is a depressing scenario, one which finally buries all the high hopes that were raised by the 1997 constitution.

Doubtless many of those now embracing old politics again, perhaps even Mr Abhisit and Mr Newin, do not feel particularly good about it.

Blame for this will be fired in many directions - at Mr Thaksin, at the military, at the Democrats, at the monarchy even, whose role in recent events is till unclear.

But at a time when Thailand is confronting its worst economic outlook since the disastrous events of 1997, old politics is unlikely to give it a government capable of meeting the challenge.

Copyright BBC UK, 2008

------------------------------------------------------------

สรุปย่อบทความโดย คุณ noname จากเวบบอร์ด ประชาไท

ยาวสักหน่อยนะครับ กับบทความนี้ แต่เขียนได้เนื้อหาครอบคลุม เรื่อง "การเมืองระบบเก่า"ของไทย ได้ค่อนข้างดี

โดยมีการบอกเล่าถึงระบบการเมืองเก่า (น้ำเน่า) ของไทยว่า เกิดจากการที่มี "เจ้าพ่อ" (Godfather) ไปรวบรวมกลุ่มขึ้นมา เพื่อต่อรองอำนาจ และขายให้กับคนที่ให้ราคาต่อรองสูงสุด ซึ่ง โจนาทาน เองก้อมองว่า เนวิน ก้อคือหนึ่งในเจ้าพ่อระดับท้องถิ่นคนนั้นเช่นกันครับ เพราะเนวินก้อคือคนหนึ่ง ที่เดินเข้าซบปีก พรรคไทยรักไทย ของคุณทักษิณ เหมือนกับบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลาย แต่คุณทักษิณมีสิทธิขาดมากกว่า ในการควบคุม ทั้งยังมีอำนาจการต่อรองดีกว่า จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการที่บรรดาเจ้าพ่อเหล่านี้ เข้าไปรวมกับพรรคไทยรักไทย มากนัก

อ้อเกือบลืมไป บทความยังได้เตือนความจำด้วยนะคับว่า ก้อเพราะไอ้การเมืองแบบเก่า (น้ำเน่า) นี่ล่ะ ที่ทำให้ได้รัฐบาลที่ "เดินละเมอ" นำประเทศไทยเข้าสู่ปัญหาด้านการเงิน วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปีเดียวกับที่ได้รับ รัฐธรรมนูณ 40 มา โดยที่ตัวเนวิน เองก้อนั่งเป็น รัฐมนตรี คนนึงในรัฐบาลนั่นด้วย (ฮา)

ที่สำคัญ บทความยังได้เท้าความถึง รัฐธรรมนูญ 40 ที่ถูกร่างขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างความแข็งแรงให้กับพรรคการเมือง และระบบการตรวจสอบป้องกันการทุจริต โดยได้ระบุว่า วัตถุประสงค์ในเรื่องการสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็งนั้น ได้ผลดีมาก โดยเห็นได้จากพรรค ไทยรักไทย ที่ก่อตั้งโดยคุณทักษิณ แต่ในที่สุด คุณทักษิณ ก้อโดนโยนออกจากอำนาจทั้งๆ ที่มีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จในมือ (เขาว่าเรื่องนี้มีคนเขียนเยอะแยะไปหาอ่านได้เอิ๊กๆ)

โดยการจับมือกันล่าสุดของ เนวิน-อภิสิทธิ์ ได้ทำภาพของความยุ่งเหยิงทางการเมืองไทยใน 3 ปีที่ผ่านมาให้ครบวงจรได้ นั่นคือ "การกลับมาซื่งรูปแบบการเมืองแบบเก่า" ที่กลุ่มการเมือง จะต่อรองอำนาจ และพร้อมจะกระโดดขึ้นเตียง ร่วมเคียงกับใครก้อตาม ที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า

และที่สำคัญ "เป็นอำนาจระยะสั้น" ซึ่งส่งผลให้เกิดการลดเสถียรภาพทางการเมืองอีกด้วย และ รัฐบาลที่เป็นดอกผลจากระบบการเมืองเก่าแบบนี้ คงจะไม่น่าที่จะมีศักยภาพเพียงพอ จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่กำลังประดาเข้ามาเป็นแน่

การ์ตูน Gag Las Vegas: ลับ... ลวง... คราง...

ที่มา Thai E-News

From Gag Las Vegas

'ความจริงวันนี้'ลั่นก๊อก2รับมือ'บล็อกสัญญาณ'ทักษิณโฟนอิน'

ที่มา ประชาทรรศน์

'ความจริงวันนี้' งัดแผนรับมือบล็อกสัญญาณ 'ทักษิณโฟนอิน' ลั่นรวมพลคนเสื้อแดง 13 ธ.ค.นี้มีทีเด็ดเพียบ พร้อมเปิดโปงหลักฐานมัดตัวเด็กหนีทหาร 'ณัฐวุฒิ' โวยลั่น! NBT สั่งแบนรายการพ้นจอตู้ ระบุเป็นเกมการเมือง

ที่สนามศุภชลาศัย วันนี้(12ธ.ค.) นายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วย 2 ผู่ร่วมดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ในวันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

โดยกล่าวถึงการต่อสายโทรศัพท์(โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านในรายการโดยระบุว่า ในการจัดงานวันพรุ่งนี้ตนทราบมาว่าอาจจะมีการบล๊อคสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีการโฟนอินเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้จะยังมีการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมคนเสื้อแดงในจ.ต่างๆ อย่างทั่วถึงผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ แต่ทั้งนี้จะโฟนอินเวลาไหนนั้นยังไม่ขอระบุ

ส่วนกรณีการที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายจตุพร กล่าวว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จจริงก็ขอให้เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า มีประชาชนหลายฝ่ายเกิดความสงสัยว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมให้ส.ส.ในสังกัดไปร่วมปราศรัย ชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเร่งตอบคำถามโดยเร็ว

นอกจากนี้นายจตุพรกล่าวถึงเนื้อหาที่จะพูดในรายการโดยกล่าว ตนจะนำข้อมูลเอกสารที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะอ่านรายละเอียดทุกตัวอักษร เนื่องจากการหนีทหารนั้นอาจจะทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งอาจจะเป็นตัวประกันของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เนื่องจากหากมีการขัดแย้งเรื่องการของบประมาณทหารไม่ได้ พล.อ.อนุพงษ์อาจนำมาเป็นประเด็นในการต่อรองหรือเปิดเผยได้ที่หลัง

ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการที่รายการความจริงวันนี้ได้งดออกอากาศในเมื่อคืน (11ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สอบถามไปยังนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึงสาเหตุการงดออกอากาศกระทันหัน จากปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ตนได้สืบทราบมาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายสุริยงค์ได้เปรยๆมาว่า ในช่วงหลังของรายการได้นำเสนอเนื้อหาที่แรงจนเกินไป ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเตรียมจัดงานความจริงวันนี้สัญจร โดยประตูจะเปิดเมื่อเวลา 10.00 น. และมีการจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่รอบบริเวณการจัดงาน จากนั้นในเวลาเที่ยงจะมีดนตรีแสดงสด และเปิดเวทีปราศัยในหัวข้อ รัฐประหารซ่อนรูป ในเวลาประมาณ 16.00 น. พร้อมกับได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับประชาชนผู้ร่วมงานไว้ประมาณ 3 หมื่นที่นั่ง

ฉิบหาย!ท่องเที่ยววอด8แสนล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

* ม็อบโกเต๊กซ์ตัวเร่งตกงาน-ศก.ไทยติดลบ

“ณรงค์ชัย อัครเศรณี” ประเมินความเสียหายจากการยึดสนามบินของม็อบชั่วพันธมิตรฯ ระบุเฉพาะการท่องเที่ยวรายได้หดไปกว่าครึ่ง เสียหายไม่น้อยกว่า 8 แสนล้านบาท แถมอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่แค่ 0.75% เพราะที่ผ่านมาฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวเป็นหลัก แถมการชุมนุมของ พธม. ยังเป็นตัวกระตุ้นให้คนตกงานเร็วขึ้น ขณะที่ม็อบเทวดาออกโรงฟ้องกลับ “หมอเหวง” อ้างแจ้งความเท็จ พูดหน้าตาเฉยไม่ได้ทำให้สนามบินเสียหาย การชุมนุมทุกอย่างทำไปตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ขู่รวดไม่เว้นตำรวจใครแตะต้อง จ่อฟ้องกลับเรียงตัว

* นปช.จี้นายกฯคนใหม่สะสางคดีม็อบพันธมิตรฯ

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมประกาศสลายตัวการชุมนุมทางการเมืองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกคือ 193 วัน ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้อย่างประเมินค่าไม่ได้ และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเยียวยาอีกมากน้อยแค่ไหน

มีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจากสำนักเศรษฐกิจต่างๆออกมามากมายโดยต่างก็มองแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าด้วยความกังวล

ท่องเที่ยวเจ๊ง-ศก.วอดวาย

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นักเศรษฐศาสตร์คนดังจาก บ.ซีมิโก อดีตประธานบริหารเอ็กซิมแบงก์และอีกหลายตำแหน่ง ได้ออกมา ให้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดว่า หากการเมืองยังวุ่นวายอีก อัตราเติบโตเศรษฐกิจปี 2552 อาจติดลบ

เพราะขณะนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเติบโตแค่ 0.75% แต่ถ้ามีรัฐบาลเร็วตัวเลขอาจจะขึ้นไปถึง 1% ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน สำนักต่างๆทั้งของรัฐและเอกชน ต่างมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าที่ถูกกดดันจากความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองในประเทศระดับหนึ่ง ว่าจะเติบโตระหว่าง 2.5-5% โดยฝากความหวังไว้กับ รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

แต่หลังจากเกิดเหตุ ตัวเลขคาดการณ์ถูกลดลงเหลือเพียง 0-2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับจากปี 2544

พธม.ทำฉิบหาย8แสนล้าน

เหตุผลที่แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าไม่สดใสนัก เพราะความเสี่ยงจากการปิดล้อม 2 สนามบิน สุวรรณภูมิและดอนเมืองของพันธมิตรฯ ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายนถึง 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และทำให้แนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ทุกอย่างพินาศในชั่วเวลาข้ามคืน จากเดิมที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 13-14 ล้านคน ก็ลดลงเหลือเพียง 6-7 ล้านคน หรือหายไปครึ่งหนึ่งโดยประมาณซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 8 แสนล้านบาท

นอกจากนี้แหล่งข่าวนักวิชกากรแรงงานยังระบุด้วยว่านอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับแล้ว ยังเป็นตัวเร่งให้มีปริมาณการตกงานสูงขึ้นและเร็วขึ้นอีกด้วย โดยจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานเฉียด 1 ล้านคนในปีหน้า ขณะที่พบว่ามีจำนวนนับแสนคนแล้วที่ตกงานและอาจสูงถึง 1.5 ล้านคนในปีหน้า

ตร.เดินหน้าเล่นงานนายทุนม็อบ

ด้านพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า กรณีการส่งรายชื่อบริษัทห้างร้านจำนวน 66 บริษัทที่ตำรวจสันติบาลมีข้อมูลว่า อาจให้การสนับสนุนทางการเงินกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทำการปิดล้อมท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อ ปปง.เพื่อตรวจสอบ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยังไม่ใช่การตัดสินหรือพิจารณาแล้วว่า บริษัททั้งหมดมีการกระทำผิดจริง

โดยระหว่างนั้น หากบริษัทห้างร้านใดมีพยานหลักฐานว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็สามารถชี้แจงต่อ ปปง.ได้ ซึ่งเมื่อตรวจสอบในทางลึกแล้ว ปปง.อาจเห็นว่ามีไม่ถึง 66 บริษัท ที่กระทำผิดตามข้อมูลของตำรวจสันติบาลก็เป็นได้ ขอให้ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าวิตกกังวล เพราะตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 61 ว่า ถ้ากรรมการผู้จัดการ หรือ บุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ก็ไม่ต้องรับผิด

ตรวจสอบรายชื่อการ์ดม็อบชั่ว

ทางด้าน พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพบศพชายถูกฆ่ามัดมือยัดใส่ถุงดำอยู่ภายในคลังสินค้าสนามบินดอนเมืองว่า ในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนจะประสานไปยังแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อให้มีการตรวจสอบรายชื่อการ์ดพันธมิตร ส่วนกำหนดเวลาที่จะทราบว่าเป็นการ์ดพันธมิตรหรือไม่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ต้องตรวจสอบไปยังแกนนำผู้ที่ตนรับผิดชอบสำรวจรายชื่อและตัวบุคคลอย่างละเอียดอีกครั้ง ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ยังกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าผู้ตายเป็นการ์ดพันธมิตรแน่นอน เนื่องจากตรวจสอบสภาพศพผู้ตายพบเพียงแต่งกายลักษณะคล้ายการ์ดและพบเพียงแหวนรุ่นนักเรียนนายร้อยอบรม ซึ่งเป็นการทำเลียนแบบขึ้นมาเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีญาติของผู้ตายมายืนยันศพดังกล่าว

ณัฐวุฒิจี้นายกฯ อภิสิทธิ์ฟัน พธม.

ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืน หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วควรดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติหลังบุกยึด สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้สนับสนุนให้สร้างความเสียหายแก่ประเทศ พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องไปยังอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่ไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คิดดีแล้วหรือที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วจะไม่เหลือใครแม้แต่ประชาชนที่ให้การสนับสนุน

ม็อบด้านฟ้องกลับหมอเหวง

หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชขาธิปไตย ได้ไปยื่นฟ้องร้อง 24 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบินสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติน้ะน
ในวันที่ 11 ธันวาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกมาฟ้องแก่เกี้ยวกล่าวหาว่า นพ.เหวง แจ้งความเท็จ

โดยเมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 11 ธันวาคม 2551 เวลา 11.30 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับพวกรวม 12 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์ นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นางทรงชัย วิมลภัตรานนท์ และนางสุนันทา ธรรมธีระ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ร้องทุกข์กล่าวโทษข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 173

อ้างหน้าตาเฉยไม่ได้ปิดสนามบิน

ตามคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 12.00 น. จำเลยที่ 1-3 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2-7 ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้สอบสวนดำเนินคดีซึ่งเป็นความผิดอาญากับโจทก์ทั้ง 12 คน ในข้อหากระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งการกระทำนั้นมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135 / 1 (2 )

โดยการแจ้งความร้องทุกข์ จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่า การที่พันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ซึ่งได้นำชายฉกรรจ์ที่มีอาวุธครบมือเข้ายึดหอบังคับการบิน ถือว่าเข้าข่ายการก่อการร้ายสากล ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล และชาวต่างชาติก็ได้รับผลกระทบไม่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้ และยังเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเสียชีวิตโดยประสบอุบัติเหตุขณะนั่งรถโดยสารไปต่อเครื่องที่สนามบินเชียงใหม่ เพราะไม่สามารถขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิได้

โดยเชื่อว่าการกระทำของพันธมิตรฯ จะกลายเป็นแบบอย่างให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลใช้ลอกเลียนแบบอีกด้วย ซึ่งข้อความดังกล่าวล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น เพราะความจริงแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางไปที่สนามบินทั้งสองแห่งเมื่อวันที่ 25 พ.ย.เพื่อกดดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะเดินทางกลับจากประเทศเปรู โดยพันธมิตรฯ ไม่มีเจตนาปิดกั้นและไม่ได้เข้ายึดหอการบิน ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมินั้น นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ประกาศปิดสนามบินก่อนที่กลุ่มประชาชนจะเดินทางไปถึงสุวรรณภูมิ ส่วนสนามบินดอนเมืองประชาชนก็ชุมนุมอยู่บริเวณนอกอาคารไม่ได้เข้าไปรันเวย์หรือหอบังคับการบิน

พูดเต็มปากไม่ได้ทำเสียหาย

ดังนั้นการกระทำของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 135 / 1 (2) แต่อย่างใด และหลังจากที่พันธมิตรฯ ส่งมอบสนามบินทั้ง 2 แห่งแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 06.00 น. สนามบินดอนเมืองสามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ โดยเที่ยวบินแรกเป็นของสายการบินไทย

นอกจากนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รักษาการ รมว.คมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์วันที่ 3 ธ.ค.ว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิพบว่าเครื่องมือต่างๆ ของท่าอากาศยานอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้

ดังนั้นโจทก์ทั้ง 12 คน จึงไม่ได้ทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม โดยจำเลยทั้งเจ็ดรู้ดีอยู่ว่า โจทก์ทั้ง 12 คนและประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 135 / 1 (2) วรรคท้ายที่บัญญัติว่า การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย
ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 30 มี.ค.2552 เวลา 09.00 น.

ขู่ฟ้องตำรวจถ้าแจ้งข้อหารุนแรง

ภายหลังนายสุวัตร ทนายความ กล่าวยืนยันว่า การกระทำของพันธมิตรฯ ไม่ใช่การก่อการร้าย เพราะไม่มีการระเบิดทำลายระบบขนส่งใดๆ ซึ่งนอกจากคดีนี้แล้วสัปดาห์หน้าเตรียมจะยื่นฟ้อง นพ.เหวง กับพวกอีกคดีต่อศาลแขวงพระนครเหนือในความผิดฐานเดียวกันด้วยที่ได้ร้องทุกข์แจ้งความเท็จต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และในการแจ้งความร้องทุกข์นั้นหากพบว่า นพ.เหวง กับพวกได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกซึ่งเป็นความเท็จ ก็จะนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลอาญาอีกคดีหนึ่งด้วย ซึ่งพันธมิตรฯ พร้อมจะฟ้องกลับทุกคดีหากมีการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง

ส่วนกรณี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. จะเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ หลังจากที่นายเสรีรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้องทุกข์ และคดีที่ นพ.เหวง กับพวก กล่าวหาว่าพันธมิตรฯ ทำผิดข้อหาก่อการร้ายนั้น นายสุวัตร์ กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รักษาการ รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.จงรัก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตตามหลักนิติธรรม ในการดำเนินคดี โดยพันธมิตรฯ ยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม มาตรา 135 / 1 (2) จึงให้ยกเลิกการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งหากยังมีการตั้งข้อหาเกินจริงเหมือนที่เคยทำมาแล้วในข้อหากบฏ พันธมิตรฯ จะฟ้องกลับอาญากับทุกคนทันที

จ้องเล่นงานจงรักถ้าฟ้องปปง.

นายสุวัตร ยังกล่าด้วยว่า สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก พยายามจะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบการบริจาคเงินให้กับกลุ่มพันธมิตร ฯ ว่าเข้าข่ายความผิดก่อการร้ายนั้น พล.ต.อ.จงรัก รู้ดีอยู่แล้วว่า การกระทำของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ความผิดก่อการร้าย ดังนั้นหากยังจะดึงดันยื่นเรื่องต่อ ปปง. อีก พันธมิตรฯ จะฟ้องกลับ พล.ต.อ.จงรัก ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ที่เป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับโทษทางอาญา

แม่ค้าโอดบอยคอตสินค้าพธม.

ขณะเดียวกันมีรายงานว่านางกรุณา คำหมาย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พันตำรวจตรี พิชิต เขตสกุล สารวัตรเวร โดยกล่าวหาว่า ถูกนายวีรพล วีรชาติญานุกูล ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ตลาดนัด ยูดี บาซา ที่ตนเองได้ทำการเช่าขายสินค้า โดยกลุ่ม นายวีรพล ได้ทำการตัดกุญแจและขนทรัพย์สินของตนไป

พื้นที่ที่ตนเองเช่าอยู่ ตนได้เช่าไว้จำนวน 5 ล็อก โดยจะเปิดขายสินค้าประเภทพวกเสื้อผ้า ซีดี และได้นำสินค้าที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯมาจำหน่ายและจ่ายแจก ร่วมกับสินค้าอื่น อาทิ สายรัดข้อมือ ต่างหู มือตบ เสื้อยืด ฯลฯ และวีซีดี

ทั้งนี้ในสัญญา ไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องขายสินค้าอะไร เมื่อพบว่านำสินค้าที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯมาจำหน่ายจ่ายแจก ทางเจ้าของตลาดนัด จึงสั่งให้เลิกขายสินค้านั้น ต่อมาตนได้ปิดร้านชั่วคราว เพื่อไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯที่กรุงเทพฯ แต่พอกลับมจะเปิดร้านเพื่อค้าขายต่อ ก็พบว่ามีคนมาจำหน่ายสินค้าแทนตนแล้ว โดยทางเจ้าของตลาด ไม่ได้แจ้งตนแต่อย่างใด

นางกรุณา กล่าวต่อว่า ตนได้กลับมาจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ตนได้เข้าไปสอบถามว่าสินค้าที่ตนนำมาขายนั้นอยู่ที่ไหนแต่กลับไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งนายวรพล ให้คำตอบว่าจะยอมชดใช้เงินทุกบาทที่ได้ลงทุนไป แต่พอมาถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2551 เมื่อสอบถามความคืบหน้าอีกครั้ง กลับได้รับคำตอบว่า จะชดใช้เพียงครึ่งเดียวตนจึงได้เข้ามาแจ้งความดังกล่าว

เปิดสภาโหวตนายกฯคนใหม่15ธ.ค.นี้

ที่มา ประชาทรรศน์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ เปิดสภาสมัยวิสามัญเลือกนายกฯคนใหม่ วันที่ 15 ธ.ค. นี้ “อภิสิทธิ์” ออกอาการมั่นใจขั้วการเมืองไม่พลิก กลุ่มก๊วนต่างๆ ยังดาหน้าออกมายืนยันให้การสนับสนุน ในขณะที่ “เพื่อไทย” ก็ไม่สิ้นหวัง ยังเชื่อมั่นจะผลักดันรัฐบาลแห่งชาติไปให้ถึงฝั่ง พร้อมงัดไม้ตายเล่นงานประชาธิปัตย์ เดินสายจับขั้วการเมืองกับคนถูกตัดสิทธิส่อเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ แต่ “สดศรี” ชี้กฎหมายระบุไว้ไม่ชัด

ความเคลื่อนไหวฝุ่นตลบทางการเมืองยังเป็นที่จับตาและเป็นที่สนใจของหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

อภิสิทธิ์มั่นใจการเมืองไม่พลิก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แสดงความมั่นใจจะเป็นแกนนำในการรวบรวมพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถึงแม้ความเคลื่อนไหวในการจับขั้วตั้งรัฐบาลยังไม่หยุดนิ่ง เพราะกลุ่มขั้วการเมืองเดิมที่มอบหมายให้นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน

"เป็นธรรมดา เป็นสิทธิที่ทุกคนจะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าทุกอย่างจะชัดเจน ผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีความหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าคุยกันอย่างไรแนวทางก็จะเป็นอย่างนั้น"

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกสบายใจ และเชื่อว่ากรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุน ปชป.จัดตั้งรัฐบาลจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยอมรับความรู้สึกของประชาชนที่มีกระแสต่อต้านการที่พรรค เปลี่ยนท่าทีไปรับการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งอยากจะชี้แจงว่าได้คุยกันแล้วมีแนวทางเดียวกันที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องยอมรับภาระอันหนักหน่วง และกำไรทางการเมืองมีน้อย อีกทั้งไม่กังวลว่าจะส่งผลต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และหากตนเองได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จะเดินสายไปพบปะกับผู้ประกอบการทุกกลุ่มทุกองค์กร เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ

เพื่อนเนวินยันไม่ไปเพื่อไทย

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ยืนยัน ไม่เคยได้รับการทาบทามจาก นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้กลับมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ แต่หากนายเสนาะ ติดต่อมาทางกลุ่มก็พร้อมที่จะพูดคุย ในฐานะที่นายเสนาะ ถือเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และทางกลุ่มก็ให้ความเคารพนายเสนาะเสมอมา แต่คงไม่อาจเปลี่ยนใจให้ทางกลุ่มพลิกขั้ว กลับไปให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน

นายบุญจง ยังยืนยันว่ากลุ่มเพื่อนเนวินที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ยังคงมีตัวเลขสูงถึงกว่า 30 คน และไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อแรงกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกในกลุ่ม กลับไปจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย และเชื่อมั่นว่าจะอธิบายให้กลุ่มผู้สนับสนุนในการเลือกตั้งสมัยหน้าได้อย่างแน่นอน

เพื่อแผ่นดินจับขั้วปชป.แน่น

ร้อยตรี(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่า พรรคจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งการที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคไม่ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เมื่อเย็นวานนี้ เป็นคำตอบชัดเจนแล้วว่า ไม่เห็นด้วยที่จะร่วมกับพรรคเพื่อไทย และไม่มีแนวคิดรัฐบาลเพื่อชาติรวมถึงข่าวที่ว่า ส.ส.จะออกไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เป็นความจริง มีแต่ ส.ส.จากพรรคอื่นจะมาขออยู่กับเพื่อแผ่นดินมากกว่า

ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ กล่าวว่าตามที่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะแถลงข่าวจับมือกับพรรคร่วมในวันนี้ คงไม่มี ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินไปร่วม เพราะ 4 พรรคร่วมเคยย้ำแล้วว่า จะดำเนินการอะไรจะต้องมีมติร่วมกัน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ทาบทามเพื่อแผ่นดินบ่อยครั้งหรือไม่นั้น พล.ต.อ.ประชา น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าตนเอง

รช.เชื่อรัฐบาลเพื่อชาติไปไม่ได้

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช โดยให้นายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเล็กที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน ว่า ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ จึงไม่ส่งตัวแทนพรรคไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านนายเสนาะ เมื่อเย็นวานนี้ โดย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายเสนาะ ต้องการไปร่วมงาน แต่นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และตน ไม่เห็นด้วย จึงแจ้งแก่ พล.อ.เชษฐา ว่าไม่ควรไป เพราะอาจทำให้เกิดความสับสน จึงทำให้ พล.อ.เชษฐา ยกเลิกการไปร่วมงานเลี้ยง

ขณะที่มีรายงานจากพรรคชาติไทยพัฒนาเช่นกันว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของนายเสนาะ เช่นเดียวกัน

"เสนาะ"มั่นใจตั้งรัฐบาลเพื่อชาติได้

นายกมล จิระพันธุ์วาณิช อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคชาติไทย เปิดเผยว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ และไม่เสียกำลังใจแต่อย่างใด หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา 4 พรรคร่วมรัฐบาลไม่ตอบรับคำเชิญรับประทานอาหารค่ำ เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจากที่เดินทางเข้าเยี่ยมเป็นการส่วนตัว โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย แต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางเข้าหารือกับนายเสนาะ แล้ว โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า มาเยี่ยมเยียนในนามส่วนตัวเท่านั้นไม่มีเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

พผ.ชี้นายกฯไม่ควรมาจาก2ขั้ว

นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการจับขั้วตั้งรัฐบาลว่า จนถึงขณะนี้ตนและผู้แทนในพรรค ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอว่า ในสถานการณ์แบบนี้ ควรยึดประเทศชาติเป็นหลัก ผู้ที่สมควรเป็นนายกฯ คนต่อไป ไม่น่าจะมาจากทั้ง 2 พรรคการเมือง เพราะเชื่อว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล คนเสื้อแดงก็คงออกมาเคลื่อนไหว เช่นเดียวกัน หากให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ คนเสื้อเหลืองก็ต้องออกมาชุมนุมกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ที่เสนอ ไม่ใช่ต้องการให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี

ฟ้องกกต.ปชป.จับขั้ว"เนวิน"

เพื่อไทยเตรียมนำหลักฐานซีดีภาพถ่าย"เนวิน"จับขั้วประชาธิปัตย์ฟ้องกกต.เอาผิดฐาน เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามายุ่งการเมือง โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเตรียมหลักฐานซีดี ภาพถ่ายจำนวน 12 รูป รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆที่มีการจับขั้วตั้งรัฐบาล ต่อกกต. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายเนวิน ชิดชอบ อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 ก่อนหน้านี้กกต. เคยระบุว่าหากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองถือเป็นความผิด ทั้งนี้จะดูว่ากกต.เป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกใคร ดังนั้นกกต.ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยื่นฟ้องกลับ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและแกนนำคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิได้มาประชุมพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กลัว แต่กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรามีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์กอดกันเหมือนเป็นแฝดอิน-จัน ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยก็ต้องเอาหลักฐานมาดูว่ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจริงหรือไม่

เมื่อถามว่าที่ต้องการให้ดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์หรือนายเนวิน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การ ไปดึงเขามาทำความผิดมันผิดทั้งคู่ มันเหมือนโจร ถ้าอยู่เฉยๆเขาอาจไม่อยากร่วมก็ได้ แต่ไปดึงเขามา จึงขอเรียกร้อง กกต. ให้เรียกร้องให้ปฏิบัติเหมือนกันด้วยความเป็นธรรม

เมื่อถามว่าที่ยื่นเพราะพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตนทำหน้าที่ที่ตนเป็นส.ส. อย่าเอามาโยงกัน

อภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลจะยิ่งวุ่น

ด้านนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปร่วมหารือกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ถึงการตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่า ไม่ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง ไม่มีพรรคร่วมมาร่วมแถลงข่าวก็ไม่เป็นไร แต่ได้ตัวมาก็พอแล้ว ขณะนี้มีส.ส. อดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตยมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย 3 คน คือ นางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ส.ส.สุรินทร์ นายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย และนายสมนึก เฮงวาณิชย์ ส.ส.บุรีรัมย์ ส่วนพรรคชาติไทยจะมา 3 คน พรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา 3 คน และพรรคเพื่อแผ่นดิน 7 คน ซึ่งจะเปิดเผยตัวในวันโหวตเลือกนายกฯ วันโหวตจึงห้ามกะพริบตา ว่าจะมีป่วย

ส่วนที่กลุ่มเพื่อนเนวินพูดว่าจะมีเสื้อแดงมาล้อมบ้านในวันโหวตเลือกนายกฯ ต้องดูว่าเป็นเสื้อแดงกลุ่มไหน เพราะอาจจะเป็นการหาทางลงของกลุ่มนั้น ที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน จะเดินไปบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผมไปไม่ได้ เพราะชาวบ้านจะฆ่าผม และอยากถามนายอภิสิทธิ์ว่าหากตั้งรัฐบาลแล้ว ไปไหนได้หรือ อย่างที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช บอกว่าจะกลายเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไม่เชื่อก็คอยดู

อ้างส.ส.อีสานหันกลับมาหนุนพท.

ว่าที่ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ส.ส.อีสานเกือบทั้งหมดได้หันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ตนยืนยันว่าวันนี้ส.ส.ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีเกินครึ่งแล้ว รอเพียงวันเวลาที่จะโหวตเลือกนายกฯเท่านั้น เราจะสามารถตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน แต่เรื่องตัวเลขจำนวนเท่าไรนั้นยังบอกไม่ได้ อยากฝากถึงส.ส.ที่ยังไม่กลับมาพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน พวกเรายังรอให้ท่านกลับมาร่วมชายคาเดียวกัน และอยากให้ตัดสินใจเรื่องนี้ให้ดี ทั้งนี้ ประชาชนในภาคอีสานได้ตอบรับแนวทางจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ ตามที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุน และประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีเบื้องหลังเป็นเผด็จการคอยให้การสนับสนุน

“พวกเรามั่นใจว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อบอุ่นและอีกไม่นานส.ส.จะกลับมา สาเหตุที่ทำให้มั่นใจอย่างนี้ เพราะเลือดอีสาน ข้าวเหนียวปั้นแล้วเหนียวแน่น ดังนั้นประชาชนอยากให้ส.ส.เดินไปทางไปไหนส.ส.ก็จะเดินไปทางนั้น”

ว่าที่ ร.ต.พงษ์พันธ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้รับสัญญาณจากเพื่อน ส.ส.ที่ยังคงมีความรักต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยังคงไม่ได้แสดงตัวว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเต็มตัว โดยส.ส.กลุ่มนี้จำนวนประมาณกว่า 10 คน ที่พร้อมจะตัดสินใจในวันโหวตเลือกนายกฯ เช่น การงดออกเสียง หรือการไม่มาร่วมประชุม เพราะไม่ต้องการโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ นอกจากนี้ที่ผ่านมาตนยังไม่ได้มีโอกาสรับโทรศัพท์จากส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินที่ย้ายขั้วไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ขอให้ตนออกไปจากพรรคเพื่อไทยแล้วไปหนุนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็บอกไปว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ

เชื่อเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้100%

นายพงศกร อรรณพพร อดีต รมช.ศึกษา และอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า เท่าที่ตนได้พูดคุยกับพรรคพวกที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล เกือบทุกคนอยากให้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันเหมือนเดิมอีกครั้ง และขณะนี้ส.ส.เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสานที่มาอยู่พรรคเพื่อไทยแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่มาก็โทรศัพท์มาบอกกับตนว่าเดี๋ยวจะกลับมา และยืนยันว่าตัวเลขสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าตัวเลขส.ส.ที่ยังไม่กลับมาเหลือเพียงอีกเล็กน้อย เพราะส.ส.จะไม่หักหลังประชาชน อย่างไรก็ตามเรามีการประเมินกันอยู่ทุกวันเกี่ยวกับจำนวนส.ส.และคิดว่าเราจะไม่แพ้แน่นอน
ส่ง3แคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรรคประชาธิปัตย์โดยสิ่งสำคัญที่น่าจับตาคือ บุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพบว่าได้เตรียมไว้ถึง 3 คน ซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส่วนจะเป็นบุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทุ่มจ่ายซื้อตัว ส.ส.หัวละ 50 ล้านบาทนั้น นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนไม่เคยได้ยินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเรื่องนี้ ซึ่งการตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของ ส.ส. การเลือกนายกฯเป็นเรื่องของสภาฯ คงไม่เกี่ยวกับพวกเราซึ่งเป็นคนนอก
เล่นงานปชป.จับขั้ว"เนวิน"

ด้านพรรคเดพื่อไทยก็ยังคงดิ้นทุกวิถีทาง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเตรียมหลักฐานซีดี ภาพถ่ายจำนวน 12 รูป รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆที่มีการจับขั้วตั้งรัฐบาล ต่อกกต. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายเนวิน ชิดชอบ อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 ก่อนหน้านี้ กกต. เคยระบุว่าหากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองถือเป็นความผิด ทั้งนี้จะดูว่า กกต.เป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกใคร ดังนั้นกกต.ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยื่นฟ้องกลับ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและแกนนำคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิได้มาประชุมที่พรรคเพื่อไทยเหมือนกัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กลัว แต่กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรามีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์กอดกันเหมือนเป็นแฝดอิน-จัน

สดศรีชี้รธน.เขียนไว้ไม่ชัด

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณี ส.ส. สมาชิกพรรคเพื่อไทยตบเท้าลาออกจากพรรคดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าสถานะของพรรคอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา ว่าขณะนี้ยังไม่มีการรายงานจากส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องร้องกับกกต. เพื่อเอาผิดกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง หลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งผิดพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 นั้น นางสดศรี กล่าวว่าจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเป็นส่วนที่กกต.จะต้องดำเนินการรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร

“คงจะต้องวินิจฉัยกัน แต่ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนระบุไว้ชัดเจนว่ารายละเอียดที่ไม่ให้เข้ามายุ่งทางการเมืองมีอะไรบ้าง รูปที่ใครๆ เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว เพราะคนที่ถูกตัดสิทธิขณะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก็เห็นเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองกันเยอะ ก็เลยไม่รู้ว่าใครผิดอย่างไร เรื่องนี้จะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า” นางสดศรีกล่าว

โปรดเกล้าฯเปิดสภา15 ธ.ค.

ผู้สื่อชข่าวรายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่ประธานรัฐสภา ได้นำความกราบบังคมทูล ว่า เนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ว่างลง และสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วันประกอบกับ ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง 2 สภาเข้าชื่อร้องขอ ให้ประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 128 และ มาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมี พระบรมราชโองการให้เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่ วันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551

เปิดโผครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีรายงานว่าหนึ่งในจำนวนรองนายกรัฐมนตรีจะมีชื่อของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และพรรคประชาธิปัตย์ยังขอสงวนโควตารองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และจะมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เข้ามาเป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคง รวมถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอดูเอง
ส่วนตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ มีการวางตัวนายกษิต ภิรมย์ หลังจากที่นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน มีเสียงคัดค้าน รมว.คลัง วางตัวม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล จากพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้น พรรคประชาธิปัตย์พยายามจัดสรรโควตาเดิมให้กับแต่ละพรรค โดย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ยังคงเป็น รมช.คลัง พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช และอีก 1 ตำแหน่งจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วน รมว.กลาโหม ก็ยังเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังมีรายชื่อทั้ง พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี พล.อ.วินัย ภัททิยกุล และพล.ต.มนูญกฤติ รูปขจร ส่วนนายอภิสิทธิ์ ยังมีข่าวว่าจะควบ รมว.ศึกษาธิการด้วย

นอกจากนี้ยังมีนายชินวรณ์ บุญเกียรติ รมช.ศึกษาธิการ ( ประชาธิปัตย์ ) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.มหาดไทย ( ประชาธิปัตย์ ) นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ( ประชาธิปัตย์ ) นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย ( เพื่อนเนวิน ) นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.มหาดไทย ( เพื่อแผ่นดิน ) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา (ชาติไทย เดิม)

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ( ชาติไทย เดิม )
นายชัย ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รมช.คมนาคม ( เพื่อนเนวิน) นายเทิดพงษ์ ไชยนันท์ รมว.สาธารณสุข พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ( เพื่อแผ่นดิน เดิม) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( ประชาธิปัตย์ ) ฯลฯ