ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 11, 2009

ชุมชนพอเพียง พท.ปูดทุจริต เสียหายพันล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18785

ส.ส.เพื่อไทย ปูดพบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ใน กทม. ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ราคาไม่เกิน 1.5แสน ซื้อ 2.5-3 แสน จากเอกชนรายเดียว ร่วมนักการเมืองพรรคใหญ่ขี้โกง รวมโครงการอื่นๆ เสียหายพันล้าน...

ที่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ (11 ก.ค.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย แถลงว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนพอเพียง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม. ) โครงการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปยังชุมชนโดยตรง ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) พบว่า มีความไม่ชอบมาพากล ส่อทุจริต เพราะการดำเนินการไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ที่กำหนดให้การจัดสรรงบประมาณไปยังชุมชมต้องมีการจัดเวทีประชาคมรับฟังความ เห็นของประชาชนในชุมชุน และโครงการที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 70% ของประชาชนในชุมชน อีกทั้งโครงการที่ได้รับการคัดเลือกต้องอยู่ในหลักการรองรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ว่างงาน อนุรักษ์ส่งเสริมหรือพัฒนาพลังงานทดแทน แต่จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการนี้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เพราะไม่มีการทำเวทีประชาคม แต่ใช้วิธีนำเอกสารไปหลอกให้ชาวบ้านลงชื่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่า โครงการได้รับความยินยอมจากคนในชุมชน ทั้งที่ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีโครงการนี้ในชุมชนของตัวเอง และไม่เป็นไปตามความต้องการของชุมชน

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่พบว่า โครงการที่มีความไม่โปร่งใสมากที่สุดคือ การซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 2.5- 3 แสนบาท มีชุมชนในกทม. 20 แห่งได้รับเครื่องนี้ไปแล้ว แต่เครื่องดังกล่าวมีราคาแพงเกินความจริง เพราะราคาตู้น้ำดื่มในท้องตลาดมีราคาไม่เกิน 4 หมื่นบาท บวกกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ อีก 9 หมื่นบาท รวมกันแล้วไม่น่าเกิน 1.5 แสนบาท แต่กลับไปซื้อในราคา 2.5-3 แสนบาท เป็นการจัดซื้อจากเอกชนเพียงรายเดียว โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองขี้โกงกับพ่อค้าหัวใส ที่พบว่ามีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ทั้งนี้ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญก็ไม่อยู่ในองค์ประกอบที่จะเข้าร่วมโครงการได้ จึงมีการผนวกระบบโซลาร์เซลล์เข้าไป เพื่อให้อยู่ในองค์ประกอบของการอนุรักษ์หรือพัฒนาพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังพบว่า ยังมีการจัดซื้อโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาขยะ ในชุมชนต่างๆ มีราคาแพงเกินจริงอีกด้วย รวมแล้วมีความเสียหายเกิดขึ้นถึงพันล้านบาท พรรคเพื่อไทยจะเกาะติดโครงการเหล่านี้อย่างละเอียด และจะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการในวันที่ 15 ก.ค. และจะนำข้อมูลการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงไปยื่นต่อป.ป.ช.และกรมสอบสวนคดี พิเศษ(ดีเอสไอ) ต่อไป

จาตุรนต์ ฉายแสง:ข้อเสนอต่อรัฐบาลกรณีการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา Thai E-News


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ที่มา เวบเครือข่ายจาตุรนต์
11 กรกฎาคม 2552

ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า..จะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน..จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น



"สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009"

สถานการณ์ปัจจุบันโรคนี้ได้ระบาดอย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และสร้างความเสียหายให้แก่คนทั่วโลกได้อีกมาก

ในประเทศไทยโรคนี้ได้แพร่ระบาดเร็วมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 คน มียอดผู้ป่วยด้วยโรคนี้เป็นอันดับ 9 ของโลก มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชีย

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าในขณะนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าตัวเลขที่เป็นทางการอีกมาก ถ้าการแพร่ระบาดยังเป็นไปในลักษณะนี้ หมายความว่าจะเพิ่มอัตราเร่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้เราพบกับสภาพที่มีผู้ปวยด้วยโรคนี้จำนวนเป็นแสนๆคนในอนาคตอันใกล้

ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า ในประเทศสหรัฐฯประเทศเดียว คาดว่าจะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน

จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหานี้ รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น

"ขาดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ"

ความจริงประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีหลายอย่างในการที่จะรับมือกับโรคนี้ คือเรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชื่ยวชาญ ในเรื่องที่เกี่ยวกับโรคระบาดอยู่พอสมควร เราได้ผ่านประสบการณ์กับการที่ต้องเผชิญกับโรคซาส์และปัญหาไข้หวัดนกในชวงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีประสบการณ์ทำงาน ในการวางแผน ในการจัดการ รวมทั้งยังได้มีแผนรับมือกับภาวะโรคระบาดที่ได้มีการวางแผนไว้แล้วอย่างต่อเนื่องถึง 2 แผน

แผนแรกได้ทำโดยคณะกรรมการติดตามแก้ปัญหาไข้หวัดนก และต่อมามีการพัฒนาแผนขึ้นอีกเป็นแผนงานขั้นที่ 2 ที่ต่อเนื่องโดยสำนักงานสภาพัฒน์ฯ นอกจากนั้นเรายังมีเครือข่ายความร่วมมือที่ดีกับองค์กรต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้ง WHO ที่ได้เคยให้เราเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้

เรายังได้เคยมีการศึกษา ค้นคว้า เพื่อจะสร้างหรือผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้เรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่พอสมควร ในการที่จะสร้าง ผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

มีคำถามว่า ทำไมเราจึงมาอยู่ในจุดที่ผู้คนขาดความเชื่อถือ และดูเหมือนการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ จนกระทั่งทำให้เกิดการคาดการณ์ในทางหวั่นวิตกว่า ปัญหาจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

สาเหตุสำคัญ คือ เราขาดยุทธศาสตร์ในการรทำงาน ขาดนโยบาย การวางแผน การวางมาตรการที่ดี ขาดการปรึกษาหารือกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบ และไม่มีการตัดสินใจที่ดี รวมทั้งไม่มีการวางยุทธศาสตร์ วางแผนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่าเรากำลังจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผู้คนทั้งหลายจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร

"ปัดฝุ่นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงต่างประเทศ"

หากจะให้เสนอแนะความคิดเห็น ผมคิดว่าควรจะมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้น เพื่อดูแลปัญหานี้ แต่จากการติดตามข่าวสารทราบว่า มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับรัฐบาลเพื่อดูแลปัญหานี้แล้ว แต่ว่าคณะกรรมการคณะนี้ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ค่อยได้ประชุมปรึกษาหารือกัน จึงไม่เห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำงานอะไร ทำหน้าที่อย่างไร

ข้อเสนอประการแรกคือ ให้คณะกรรมการฯที่ตั้งไว้นี้ ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการชุดนี้ให้ทันสมัยมากขึ้น ให้มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ จากกระทรวงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษา แล้วให้คณะกรรมการนี้ทำงานอย่างจริงจัง มีการประชุมสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ และเพื่อที่จะบัญชาการ สั่งการ ให้เกิดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

รวมทั้งควรจะมีการนำเอาแผนฉุกเฉินที่จะรับมือกับการเกิดโรคระบาด ที่มีการทำไว้แล้วนั้นมาพิจารณาเพื่อนำส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์มาใช้โดยเร็ว รวมทั้งควรจะมีการชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชาชน......

- ได้เข้าใจข้อเท็จจริง
- เข้าใจลักษณะความรุนแรงของโรค
- วิธีการในการป้องกันรักษา
- วิธีปฏิบัติตน
- แนวปฏิบัติขององค์กรหน่วยงาน สถานที่ต่างๆ
- รวมไปถึงบุคคลแต่ละคนว่าควรปฏิบัติในการป้องกันรักษาโรคนี้อย่างไร
ควรจะมีรายละเอียดตั้งแต่ในภาวะปกติที่ยังไม่ปรากฎ ไปจนถึงสงสัยว่า
- เริ่มมีอาการอย่างไร
- จะทำอย่างไร
- ควรจะไปพบแพทย์ และควรจะไปโรงพยาบาลใดบ้าง หรือทั่วไป
- หรือว่าเมื่อใดควรจะหยุดเรียน เมื่อใดโรงเรียนควรจะปิด
- จากนี้ไปผู้ที่รับผิดชอบสถานที่ ระบบขนส่ง อาคารตึกรามต่างๆจะต้องมีมาตรการอย่างไร


ชี้แจงประสัมพันธ์ทั้งระบบ จัดทำแผนฉุกเฉิน ผลิตวัคซีน

ควรจะมีคำแนะนำที่ชัดเจน ควรจะมีการมาสรุปผลการศึกษาการวิเคราะบทเรียนจากการป้องกันรักษาโรคนี้ ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ เพื่อให้คนเข้าใจพฤติกรรมเข้าใจการพัฒนาการคลี่คลายของเรื่องนี้ว่า คนมักจะติดโรคนี้จากอะไร ติดมาในโอกาสไหนมาจากใครอย่างไร ที่หายๆได้อย่างไรแต่ละคนจะได้วางตัวถูก

ประการที่สอง คือ นอกจากชี้แจงสิ่งที่เป็นปัจจุบันแล้ว ต้องแสดงภาพให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะต้องเผชิญกับสภาพอย่างไร แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร ในอนาคตคนจะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธรณะอย่างไร คนจะใช้บริการต่างๆ ไปดูหนัง อยู่ในร้านอาหาร ไปซื้อข้าวซื้อของตามศูนย์การค้าและอื่นๆจะทำอย่างไร

โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดของโรคนี้อย่างกว้างขวางมากๆ แล้วคนแต่ละคนจะทำกันอย่างไร ให้นำเอาแผนฉุกเฉินแผนที่มีไว้สำหรับการรับมือกับโรคระบาดอย่างร้ายแรงมาพิจารณาดูว่าควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาโรคอย่างไรและก็ต้องเร่งทำอย่างจริงจัง ต้องทุ่มเทงบประมาณหาบุคลากรมาเสริมอีกมาก รวมทั้งต้องร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศก็ต้องรีบดำเนินการ หมายถึงว่าต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมยาสำหรับรักษาเตรียมผลิตวัคซีน เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ อย่างเช่นห้องทดลอง เครื่องมือในการตรวจพิสูจน์ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่เป็นโรคนี้หรือไม่ ห้องรักษาคนไข้แบบปิดที่ไม่แผ่เชื้อต่อๆไป รวมทั้งก็จะต้องเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

ประการสำคัญ ต้องจัดระบบการชี้แจงประชาสัมพันธ์เสียใหม่ คือเมื่อมีการพิจารณาอย่างเป็นระบบแล้ว นำเรื่องสำคัญๆมาชี้แจงแก่ประชาชนทราบให้เข้าใจสถานะของปัญหาความร้ายแรงของปัญหาในขอบเขตทั่วโลก และทั่วประเทศ รวมทั้งความรุนแรงที่จะเกิดต่อคนแต่ละคน วิธีการป้องกันวิธีการรักษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ในการชี้แจงควรจะชี้แจงอย่างจริงจังเป็นระบบด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่นต้องขอความร่วมมือให้มีการใช้ทีวีพูล มีการใช้วิทยุรวมการเฉพาะกิจ ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุต่างๆให้มีความร่วมมือในการที่เผยแผ่ข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังทั้งระบบ

กระทำอย่างต่อเนื่องอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อให้คนในสังคมรู้ว่าจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผมคิดว่าหากได้มีการพยายามทางยุทธศาสตร์วางแผนอย่างเป็นระบบ มีการบัญชาการสั่งการอย่างจริงจัง รวมทั้งชี้แจงข้อมูลอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ทั้งหลายอย่างเพียงพอ ประชาชนก็จะลดความวิตกกังวลลดความเครียดลงไป ก็คงจะไม่ได้ตำหนิอะไรรัฐบาลมากมายอย่างที่เป็นอยู่ เพราะว่าประชาชนย่อมจะรู้อยู่ว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายหลายส่วนก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ใครจะทำอะไรได้

ถ้าแต่หากว่ายังปล่อยให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีไม่มีการบัญชาการสั่งการที่ดี ไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ คนก็จะรู้สึกตำหนิรัฐบาลมากยิ่งขึ้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับว่า จะทำอย่างไร จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ในวันข้างหน้า

สิ่งสำคัญคือว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยกันป้องกันลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ ประเด็นสุดท้าย ทั้งหมดนี้จะเริ่มที่ไหน ผมคิดว่าก็ต้องเริ่มที่นายกรัฐมนตรี
..........
แหล่งอ้างอิง
http://www.flutrackers.com/forum/
http://www.pandemicflu.gov/
http://www.hhs.gov/pandemicflu/
......
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับสถาบันเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น ขอเชิญร่วมฟังการอภิปราย

หัวข้อ "การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย : จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมสุริวงศ์ จ.เชียงใหม่

กำหนดการ

12.00 น. ลงทะเบียน

13.00 น. กล่าวเปิดงานโดย สถาบันเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น

รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

13.15 น. กล่าวนำการอภิปรายโดย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

13.30 น. เริ่มการอภิปราย " การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย : จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"

ดร.สุชาติ ธาดาดำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
รศ.ดร.วรพล พรหมมิกบุตร คณะมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาธรรมศาสตร์
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 และอดีตส.ส.หลายสมัย
คุณจอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการ

16.30 น. กล่าวขอบคุณ

แกนนำเสื้อแดงขู่ชุมนุมยืดเยื้อหาก จนท.ใช้ความรุนแรง

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่บุรีรัมย์ 11 ก.ค.-แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุ หากเจ้าหน้าที่ทำร้ายกลุ่มเสื้อแดงที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะทำให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ และรัฐบาลจะไม่สามารถลงพื้นที่ไหนได้อีก

เช้าวันนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรม “คนเสื้อแดงมินิมาราธอน 2009” ที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเดินทางมาร่วมงานด้วย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ของนายกรัฐมนตรีว่า การดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกับที่พัทยา หากมีเหตุการณ์กระทบกระทั่ง หรือทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง เชื่อว่าเหตุการณ์จะยืดเยื้อ และรัฐบาลคงไม่สามารถลงพื้นที่ไหนได้อีก

ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวง จะมีขึ้นอีกครั้งประมาณต้นเดือนสิงหาคม หลังเสร็จสิ้นการทูลเกล้าถวายฎีกาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่หากเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่บุรีรัมย์ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเร็วขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-11 10:15:15

ชี้คนเชื่อกระบวนการยุติธรรมมี2มาตรฐาน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18773

สวน ดุสิตโพลสำรวจพบประชาชนเชื่อกระบวนการยุติธรรมไทยมี 2 มาตรฐาน ไม่เชื่อมั่นเสื้อเหลือง-เสื้อแดงถูกดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมและ โปร่งใส...

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ก.ค.) สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อประชาชนคิดอย่างไรกับกระบวนการ ยุติธรรมของไทย จำนวน 1,104 คน ระหว่างวันที่ 6 - 9 ก.ค. 2552 พบว่า ประชาชน 60.78% เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรมนึกถึงศาล 24.49% นึกถึงกระทรวงยุติธรรม 6.67% นึกถึงตำรวจ 4.45% นึกถึงอัยการและ 3.61% นึกถึงกรมราชทัณฑ์ โดยประชาชนส่วนใหญ่ 39.68% เชื่อถือและเชื่อมั่นศาล 26.63% เชื่อถือและเชื่อมั่นอัยการ 18.81% เชื่อถือและเชื่อมั่นกรมราชทัณฑ์ 14.88% เชื่อถือและเชื่อมั่นตำรวจ

ใน หัวข้อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลืองจะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 41.86% ไม่เชื่อมั่น เพราะไม่มั่นใจในคณะทำงานที่เข้าร่วมพิจารณาตัดสินคดีและอาจถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล 30.23% ไม่แน่ ใจ เพราะขึ้นอยู่กับเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาและข้อกล่าวหาในการดำเนินคดี และ 27.91% เชื่อมั่น เพราะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและถูกจับตามองมาก การตัดสินต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

ขณะเดียวกันประชาชน 36.88% ไม่เชื่อมั่นการดำเนินคดีกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติหรือ กลุ่มเสื้อแดง จะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส เพราะกลัวจะเป็นการเลือกปฏิบัติและใช้ 2 มาตร ฐานตัดสิน 32.57% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของข้อกล่าวหา รวมทั้งหลักฐานทางพยานและวัตถุ และ 30.55% เชื่อมั่น เพราะกระบวนการยุติธรรมมีกฎหมาย ระเบียบคำสั่งข้อบังคับในการปฏิบัติที่ชัดเจน และการพิจารณาคดีนี้ เป็นบทพิสูจน์การทำงานของศาลได้

สำหรับหัวข้อความคิดเห็นต่อกรณีมีการกล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมี 2 มาตรฐาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 58.69% เห็นด้วย เพราะประชาชนอาจมองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรใช้การตัดสินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควรว่าไปตามข้อเท็จจริงผิดคือผิดถูกคือถูก 26.09% ไม่เห็นด้วย เพราะควรมั่นใจและเคารพกระบวน การยุติธรรม ควรรับฟังเหตุผลและชี้แจงก่อนด่วนสรุป และอีก 15.22% ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้เท่าที่ควร และที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นการตัดสินโดยนำวิธีนี้มาใช้มาก่อน

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 54.55% ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลคดีความของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะแสดงถึงความไม่โปร่งใส และควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินคดีเองอย่างเป็นอิสระการเมืองไม่ ควรเข้าแทรกแซง 30.41% เห็นด้วย เพราะจะได้ทราบถึงความก้าวหน้าในการดำเนินคดี และเป็นการตรวจสอบการทำงานอีกทางหนึ่ง และอีก 15.04% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ 41.31% เสนอแนะให้สร้างจิตสำนึกที่ดีแก่เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมให้มีความ ตระหนักและเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญเพื่อทำให้กระบวนการ ยุติธรรมของไทยดีขึ้น

'แดงพัทลุง' เชิญร่วมงานเพื่อระดมทุน อาทิตย์ที่ 12 กค.นี้

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ถังแดง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยพัทลุง (แดงพัทลุง)
เชิญร่วมงาน"จิบน้ำชา สนทนาประชาธิปไตย" เพื่อระดมทุน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2552
เวลา 09.00 - 18.00 น.

ณ. ร้านเล่าฝัน ถนนเอเชีย อ.เมือง พัทลุง
(ติดกับสนามกีฬากลาง จังหวัดพัทลุง
ตรงข้ามป้อมตำรวจทางหลวง)

เศร้า เจ็บ สู้ : เงินภาษีถูกผลาญกว่าร้อยล้าน เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คเหยียบบุรีรัมย์ไม่กี่ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ สาละวิน
ที่มา เวบบอร์ด พันธ์ทิพย์ราชดำเนิน
11 กรกฎาคม 2552

สองสามวัน ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ มีกำหนดไปเยือนบุรีรัมย์ตามการชี้นิ้วของเนวิน

มีการเตรียมงานด้านรักษาความปลอดภัย เสมือนว่า นายกฯผู้คลอดมาจากการปล้นอำนาจผู้นี้ กำลังเดินทางเข้าสู่เขตสงครามในประเทศอิรัก

เพราะสารพัดกองกำลัง ทุ่มพลจำนวนมหาศาลเข้าบุรีรัมย์ หวังอารักขานายอภิสิทธิ์ และรักษาหน้าของเนวิน เพื่อมิให้พี่น้องเสื้อแดง เข้าไปสร้างความเคืองใจให้พวกเขา

งบประมาณที่ทุ่มลงไปในการเยือนบุรีรัมย์ ตามบัญชาของเนวินครั้งนี้ ว่ากันว่า พุ่งบานกว่า 100 ล้าน ในรูปของเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และอีกกว่า 100 ล้าน ในด้านการตกแต่งสถานที่ ให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ ตามประสารสนิยมของนักการเมืองต่างจังหวัด และรสนิยมของคน ปชป. ที่มักยึดเอาภาพข่าวแสนดีบังหน้า

ความไร้สมรรถนะในเชิงบริหารข่าว การทุ่มกำลังมหาศาล ทั้งจำนวนคนและงบประมาณ เพื่ออารักขานายกรัฐมนตรีของไทยในแดนอิสาน ใครๆ ที่เป็นคนไทยในประเทศนี้ ได้รับรู้รับทราบ ก็คงเศร้าใจไปตามๆ กัน

เพราะจากพฤติกรรมดังกล่าว ย่อมพิสูจน์ในตัวมันเองแล้วว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ตามที่เจ้าตัวจีบปากจีบคอประกาศผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นตัวแทนระบอบอำมาตย์ และเป็นตัวแทนของเผด็จการซ่อนรูป ทำให้พี่น้องเสื้อแดงต้องตามไปต่อต้านในทุกหนแห่ง ที่นายอภิสิทธิ์ (ตลอดจนรัฐมนตรีทุกผู้) อาจหาญไปปรากฏตัว......จนกว่าจะพินาศกันไปข้าง

อนิจจา....ประเทศไทย !

อย่าตะแบง

ที่มา ไทยรัฐ

เฮ้อ ว้าเหว่ กับ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขยังคลำเป้าไม่ถูกซะที เปรียบเทียบกับ การจัดการกับโรคซาส์ แล้วต่างกันเยอะ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือฝีมือของผู้ปฏิบัติ หรือทั้งสองอย่าง

การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวแท้ๆ รัฐบาลกลัวโน่นกลัวนี่ จนในที่สุดบานตะไท มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดในเอเชีย งานนี้ต้องโทษรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขไปเต็มๆ เพราะมาตรการป้องกัน จับจด มาตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคกระทั่งมีคนตายจนได้

ยังปราศจากความรับผิดชอบ

ที่น่าวิตกไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังถูกจับตา เป็นประเทศที่จะมีการแพร่เชื้อ ไปสู่ประเทศอื่นฉิบ เนื่องมาจากมีคนงานไทยเอาเชื้อไปแพร่ในต่างประเทศแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีนักท่องเที่ยวอ้างว่าติดโรคไปจากเรา

แน่นอนว่า การท่องเที่ยวทรุดแน่

มาตรฐานการป้องกันโรคดูจะมีจุดบกพร่องหลายอย่าง องค์การอนามัยโลก จะมองการทำงานด้านสาธารณสุขบ้านเราอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง แต่ที่นักลงทุน นักท่องเที่ยว เขามองคงไปไกลกว่า โรคไข้หวัด 2009 นั่นหมายถึงเรื่องของสุขอนามัยของประเทศไทยด้วย

ป่วยการที่จะไปปิดร้านเกม ปิดโรงเรียนกวดวิชา เพราะการแพร่ระบาดของโรคไปไกลกว่านั้นแล้ว ทุกสังคม ชนชั้นวรรณะ ทุกสาขาอาชีพ ทุกหย่อมหญ้า ติดไข้หวัดใหญ่ 2009 จนเป็นแฟชั่น

งานนี้ประชาชนคงต้องก้มหน้ารับกรรมไปตามระเบียบ

พฤติกรรมสะเปะสะปะไม่ยอมรับความจริงของรัฐบาลชุดนี้ ผมไม่รู้ว่า สังคมยังให้อภัยอยู่ได้อย่างไร ถ้าเป็นชุดอื่นอ่วมอรทัยไปตั้งแต่ยกแรกแล้ว ดูอย่างกรณีของ รมว.ต่างประเทศ คุณกษิต ภิรมย์ นั่นปะไร จำนนด้วยคำพูด กฎเหล็กและจริยธรรม ยังเฉยๆ

คำว่าข้อหาก่อการร้าย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่มาเถียงแค่ว่า ยังเป็นแค่หมายเรียก คดียังไม่ถึงที่สุด เป็นการยึดสนามบินโดยเป็นไปตามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ต้องลาออก อะไรทำนองนี้

ลองไปเปิดกฎหมายว่าด้วยกฎการบินพลเรือนสากลดู

นี่ถ้าการยึดสนามบินครั้งนั้นมีการบาดเจ็บล้มตาย คงได้เห็นอะไรดีๆกว่านี้ และคงได้หายนะกันไปแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงแกล้งเฉไฉไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่ชาวโลก เขาก็ถือเป็นเรื่องใหญ่จนทุกวันนี้ ยังเล่าลือถึงวีรกรรมการปิดสนามบินในประเทศไทยไม่รู้จบ

ด้วยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเวลานี้ ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทนตะแบงไปทำไม ยิ่งตะแบง ก็ยิ่งจะทำให้ปัญหาของประเทศบานปลายไปเรื่อยๆ เอาแค่เรื่องความแตกแยกของคนไทย ยังร้าวลึก

แม้แต่ในพรรครัฐบาลเองยังแตก.

หมัดเหล็ก

แค่สักครึ่งของลูกเขี้ยว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18702

โดยตัวเลขชวนขนหัวลุก ถึงตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ก็ยังไม่กล้าใส่ตัวเลขแน่นอน เพราะไม่ชัวร์ว่าจะต้องเปลี่ยนอีกหรือไม่ จากสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 มีคนตายรายวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หน่วยงานด้านการแพทย์คาดการณ์จำนวนผู้ป่วยพุ่งขึ้นหลักแสน

แนวโน้มมีสิทธิทะลุ 20 ล้านคน

สถานการณ์เข้าสู่ห้วงโกลาหล ลามเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง


แต่ก็อย่างที่เห็นๆ อาการเรื่อยๆมาเรียงๆ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ใส่หน้ากากอนามัยเดินสายตรวจเยี่ยมตามโรงพยาบาล เยี่ยมไข้คนที่ป่วยแล้วเป็นข่าวรายวัน ขณะที่นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข แบ่งทีมไปแจกหน้ากากอนามัยตามสำนักงานสื่อมวลชน

เน้นทำงานแบบการตลาด ประคองกระแส

แต่ไม่มีมาตรการฉุกเฉิน ที่จะกระตุกอารมณ์ความมั่นใจของสังคมได้


แม้แต่การสั่งปิดโรงเรียนที่มีข้อมูลว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ติดมาจากสถานศึกษา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยังใจเย็น แค่สั่งปิดโรงเรียนกวดวิชา และร้านเกมอินเตอร์เน็ต เป็นเวลา 15 วัน

แทนที่จะมุ่งสกัดที่จุดใหญ่ในภาพรวม แต่ไปไล่อุดตามจุดเล็กๆ

ยึกๆยักๆ กั๊กๆยังไงชอบกล


ก็เลยโดนสอนมวย ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาย้อนศรไล่จี้ให้รัฐบาลต้องมีมาตรการเข้มข้นในการรณรงค์ให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะนายกฯอภิสิทธิ์ ควรทำตัวเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตัวอย่างที่ดีในการใส่หน้ากากป้องกัน

เพื่อรีบตัดวงจรการระบาดแบบเร่งด่วน

ไม่ต้องกลัวว่า ภาพพจน์ประเทศจะเสียหาย ไม่ต้องเขินอายว่าสถานการณ์มันลามเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลคุยว่าเอาอยู่

ดูแล้วช่างน่าว้าเหว่


เรื่องแค่นี้ยังส่ออาการบ้อท่า เงอะๆงะๆ สะท้อนให้เห็นว่า ทำงานไม่เป็นมันก็ยากที่จะห้ามไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายพันธุ์เป็น "ไข้หวัดการเมือง" ลามติดรัฐบาลประชาธิปัตย์

อย่างที่นายวิทยาอาศัยลูกเก๋าชิงดักคอตีกันฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย อย่าลากโยงประเด็นไข้หวัดใหญ่โจมตีรัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง มันก็มีอะไรให้เปรียบเทียบ

ย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ก็เจอมหันตภัยฉุกเฉิน โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันหรือ "ซาร์ส" ที่อันตราย เฉียบพลัน

น่าสยองกว่าไข้หวัด 2009 หลายเท่า

แต่ทีมงานของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็งัดทั้งเทคนิคการตลาด และการทำงานแบบถึงลูกถึงคน คิดเร็ว ทำเร็ว กล้าตัดสินใจ

สยบได้ในห้วงเวลาที่จำกัด

เห็นได้ชัดว่า ประสิทธิภาพการทำงานต่างกันอย่างลิบลับกับยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ปล่อยให้ไข้หวัด 2009 ระบาดมาเป็นเดือนๆ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกวันในส่วนของผู้เสียชีวิต

นายกฯอภิสิทธิ์ก็ยังท่องคาถาปลุกใจ ไข้หวัด 2009 ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

เน้นประคองเศรษฐกิจ หนักไปทางการสยบข่าว ป้องกันการตื่นกลัว

แต่จริงๆ แนวโน้มก็อย่างที่เห็นกันว่า "เอาไม่อยู่"

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ลามไวเกินกว่ารัฐบาลที่ถนัดทำงานแบบระบบราชการอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะคุมเกมได้

ที่สุดก็คงหนีไม่พ้น "ติดหวัดการเมือง"

เรื่องของเรื่อง ถ้าประชาธิปัตย์ทำงานเก่งได้สักครึ่งหนึ่งของลูกเขี้ยวทางการเมือง อย่างที่กำลังใช้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เป็นตัว "ล่อเป้า"

ประคองเกมเอาตัวรอด

ทางหนึ่งก็เล่นบทอุ้ม "กษิต" ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป วัดใจกับแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่ตั้งท่าฟ้องกลับ เล่นงาน "อภิสิทธิ์" ฐานรู้เห็นเป็นใจให้ตำรวจตั้งข้อหาก่อการร้าย รุนแรงเกินไป

อีกทางหนึ่งก็อ้างโพลระบุให้นายกษิตไปลาออกหลังจัดประชุมอาเซียนที่ภูเก็ต ส่งสัญญาณโละล่วงหน้าเป็นนัย ดักคอม็อบเสื้อแดงที่กำลังเร่งเครื่องโห่ไล่ รมว.ต่างประเทศ

เกมแบบนี้ล่ะ ถนัดนัก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

บันทึก"ลับ"หน่วยข่าวรับมือสารพัด"ม็อบ"บุกรับ"มาร์ค" เตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หวั่น2ฝ่ายปะทะกัน

ที่มา มติชนออนไลน์

" ... ในการชุมนุม ไม่ให้นำมวลชนไปชุมนุมบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ ควบคุมพื้นที่ไม่ให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใกล้กัน และถ้ามีเหตุปะทะกันรุนแรง จะมีชุดปราบจลาจลเคลื่อนที่เร็ว จากกองร้อย อส.เข้าระงับเหตุทันที ... "

หมายเหตุ : หน่วยงานด้านการข่าวและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ประเมินสถานการณ์ด้านมวลชน พร้อมจัดทำรายงาน "ลับ"เกี่ยวกับการจัดตั้งมวลชนเตรียมเคลื่อนไหวที่ จ.บุรีรัมย์ และอาจมีผลต่อการปฏิบัติภารกิจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 กรกฎาคม ให้นายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องรับทราบ


----------------------------------


ประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวมวลชนใน จ.บุรีรัมย์ กรณีนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจ


จากการตรวจสอบข่าวสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ปรากฏข่าวสารกลุ่มมวลชนที่จะเคลื่อนไหวกรณีนายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552 ดังนี้


1.กลุ่มต่อต้านรัฐบาล
1.1 กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ อ.ปะคำ อ.นางรอง อ.หนองกี่ อ.โนนสุวรรณ และ อ.โนนดินแดง มีนายสุพร อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน), นายวุฒิพงษ์ เหลืองอุดมชัย, นายแสวง เพ็งศรี และนายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง เป็นแกนนำ มีมวลชนประมาณ 1,000 คน โดยกลุ่มดังกล่าวเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมและเปิดตัวในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2552 โดยจัดกิจกรรม "หัวใจรักประชาธิปไตย" ณ บริเวณศาลาประชาคมบ้านไทยเจริญ หมู่ 1 ต.ไทยเจริญ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ และเปิดตัวนายสากล ศรีวันทา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งนี้ แกนนำได้เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ให้เข้าร่วมอุดมการณ์กับกลุ่มคนเสื้อแดง


1.2 กลุ่มมวลชนจากนอกพื้นที่ แบ่งเป็น
-กลุ่ม "ช้างแดงสุรินทร์" จากพื้นที่ อ.รัตนบุรี และ อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ มีนายพรเทพ พูนศรีธนากูล และนายชาญชัย สิงห์นุช เป็นแกนนำ โดยมีอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยเดิมให้การสนับสนุน มีมวลชนประมาณ 300 คน ความเคลื่อนไหวสำคัญที่ผ่านมา เคยชุมนุมต่อต้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในการเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดอาคารเรียนเทศบาลท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552


-กลุ่ม "หนองน้ำใสรักประชาธิปไตย" (เครือข่ายกลุ่ม นปช. จ.นครราชสีมา) นำโดยนายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ จะนำมวลชนประมาณ 20 คน ไปชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี ที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ และ อ.ลำปลายมาศ พบอีกว่า จะมีการประสานงานไปยังกลุ่ม นปช.จากพื้นที่ จ.ชัยภูมิ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.ยโสธร จ.อุดรธานี และ จ.ขอนแก่น และได้จัดเตรียมไข่ต้มไปแจกจ่ายสมาชิกเพื่อใช้รับประทานและข่มขู่นายกรัฐมนตรีด้วย


-กลุ่มคนเสื้อแดงเครือข่าย "ชมรมคนรักอุดร" นำโดยนายชวัญชัย สาราคำ (ไพรพนา) จากพื้นที่ จ.อุดรธานี ได้ประกาศจะเป็นแกนนำมวลชนเสื้อแดงไปต่อต้านนายกรัฐมนตรี จากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่า กำลังรอการตัดสินใจจากนายขวัญชัย ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร และจะนำมวลชนเดินทางไปเคลื่อนไหวจำนวนเท่าใด


-กลุ่ม นปช.ร้อยเอ็ด (กลุ่มร้อยเอ็ด 24) นำโดยนายวรวิทย์ ตั้งกิจเจริญพงษ์ จะนำมวลชนจากเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อ.เมืองร้อยเอ็ด อ.ธวัชบุรี จำนวนประมาณ 100 คน ไปชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ จ.บุรีรัมย์ โดยเตรียมรถโดยสารไม่ประจำทางไว้แล้ว 2 คัน


-กลุ่มคนเสื้อแดง จ.ศรีสะเกษ นำโดย นางดวงใจ จำปาพันธุ์ ผู้ใกล้ชิด ส.ส.ในพื้นที่ จะนำมวลชนจากพื้นที่ อ.ราษีไศล อ.เมืองศรีสะเกษ อ.วังหิน และ อ.ขุนหาญ จำนวนประมาณ 150 คน เดินทางไปชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ จ.บุรีรัมย์ โดยเตรียมเช่ารถบัสปรับอากาศไว้แล้ว 2 คัน


2.กลุ่มที่จะยื่นหนังสือเรียกร้อง
2.1 กลุ่มเรียกร้องที่ทำกิน ประกอบด้วย กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ มีนายสมนึก ปัดชา และนายสุรินทร์ ท่าซ้าย เป็นแกนนำ มีมวลชนประมาณ 1,000 คน (กว่า 4,000) ครัวเรือน เคลื่อนไหวเรียกร้องขอให้ทางราชการนำพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อ.ดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 8 แปลง เนื้อที่ 8,415 ไร่ ที่หมดอายุการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ของบริษัทปลูกป่าเอกชนมาจัดสรรให้ราษฎรทำกิน


2.2 กลุ่มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จ.บุรีรัมย์ / สภาเกษตรกรไทย ประมาณ 20 คน มีนางวาสนา ชาลี เป็นแกนนำ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สิน (ยังไม่กำหนดสถานที่)


2.3 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 5-10 คน มีนายอัครวัฒน์ กิติพงษ์ภากร เป็นแกนนำ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหากรณีเพลี้ยทำลายมันสำปะหลัง และโครงการสนับสนุนไฟฟ้าในแปลงการเกษตร (ยังไม่กำหนดสถานที่)


2.4 กลุ่มปัญหาที่ทำกินในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำลำนางรอง กลุ่มราษฎร ต.นางรอง ประมาณ 500 คน


2.5 กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดินทำกินภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 120 คน มีนายวันชัย ชะอ้อนศรี และนายไพฑูรย์ สร้อยสด เป็นแกนนำ เรียกร้องให้ทางราชการออกโฉนดชุมชนในที่ดินบริษัทเอกชนที่หมดสัญญาสัมปทานปลูกป่าในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ และขอความเป็นธรรมกรณีถูกแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอนุรักษ์ฯ
อนึ่ง ประเมินว่า หากทางจังหวัดบุรีรัมย์มารับหนังสือหรือเจรจา คาดว่ากลุ่มเหล่านี้จะสลายการชุมนุม


---------------


มาตรการรับมือ ของฝ่ายปกครอง-ตำรวจ


1.จ.บุรีรัมย์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและตำรวจ ติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด และจัดเตรียมกำลังพลเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ ประกอบด้วย กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน กำลังทหาร รวมจำนวนประมาณ 3,000 นาย และมีกำลังจากสมาชิก อส. จำนวน 300 นาย สมาชิก อปพร.จ.บุรีรัมย์ จำนวน 50 นาย โดยจัดชุดเคลื่อนที่เร็วจากกองร้อย อส.จังหวัด และหน่วยพยาบาล หน่วยกู้ภัย จากโรงพยาบาล จ.บุรีรัมย์ คอยให้การช่วยเหลือในกรณีมีเหตุรุนแรง จะตั้งจุดตรวจจุดสกัดอย่างเข้มงวดทุกอำเภอ รวมกำลังปฏิบัติการในภารกิจทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 4,000 นาย


2.จ.บุรีรัมย์และ ส.ส.ในพื้นที่ ได้พยายามทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มมวลชนจัดตั้งของฝ่ายการเมืองแล้วว่า ในการชุมนุมไม่ให้นำมวลชนไปชุมนุมบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ ควบคุมพื้นที่ไม่ให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใกล้กัน และถ้ามีเหตุปะทะกันรุนแรงจะมีชุดปราบจลาจลเคลื่อนที่เร็วจากกองร้อย อส.เข้าระงับเหตุทันที


3.กรณีกลุ่มมวลชนอื่นๆ เช่น กลุ่มที่ดินทำกิน ฯลฯ จะไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีนั้น จังหวัดได้ประสานให้ทุกพื้นที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด หากพบความเคลื่อนไหวให้รายงานทันที จากนั้นจังหวัดจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาและรับหนังสือข้อเรียกร้องไว้ โดยจะไม่ให้นำไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจอย่างเด็ดขาด


4.การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่และเป็นงานแรกสำหรับฝ่ายการเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่ (นายเนวิน ชิดชอบ) ที่จะต้องต้อนรับและป้องกันไม่ให้มีเหตุชุมนุมต่อต้านรุนแรงใดๆ จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมการชุมนุมอย่างเข้มงวด และ ส.ส.ในพื้นที่ได้ขอความร่วมมือทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงแล้ว จึงเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดชุมนุมต่อต้านรุนแรง

กรรม(เก่า)ที่"สนธิ"สลัดไม่หลุด...

ที่มา มติชนออนไลน์

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

อ่านพบข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่ง(10 กรกฎาคม 2552)ที่ระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540


เหตุที่ศาลสั่งเลื่อนคดีปเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เพราะนายสนธิมอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ


หลังอ่านจบทำให้ระลึกได้ว่า เมื่อ 10 ปีก่อนเคยติดตามข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งกลายเป็นชนัก(คดี)ติดหลังนายสนธิมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมอีกด้านหนึ่งของผู้ที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อสู้กับระบอบทักษิณ


(นายสนธิอาจอ้างว่า ถูกเล่นงานในคดีนี้เป็นเนื่องจากถูกกลั่นแกล้งจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น เพราะนายสนธิและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเสนอข่าวโจมตีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างรุนแรง และสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังถูกสื่อมวลชนเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น)


คดีดังกล่าวเริ่มจากบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอนจิเนียริง จำกัด(มหาชน)หรือไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป(มีนายสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร-บริษัทแม่ของไออีซี)ซึ่งกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทางไออีซีไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ


อย่างไรก็ตาม นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น)และเป็นประธานกรรมการไออีซีในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการไออีซีไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของไออีซีปลอมมติคณะกรรมการ


ขณะที่นายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนวยการไออีซียอมรับกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ว่า ไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง(คอลัมน์เดินหน้าชน , มติชนรายวัน25 กันยายน 2542)


ต่อมาในเดือนธันวาคม 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทไออีซีเพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัทไออีซีมีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท ไออีซี เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแผลงเอกสารด้วย


สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 (พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น กันายน 2543) จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีตกรรมการบริษัท ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัทแมเนอร์เจอร์ฯ


การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268


หลังสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของนายสนธิและบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ปในคดีนี้ก็เงียบหายไป จนนึกว่า นายสนธิหลุดจากคดีดังกล่าวแล้ว เพราะเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต้นปี 2544 เป็นยุคที่นายสนธิกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง


แต่เมื่อมาอ่านข่าวพบว่า ศาลอาญาเลื่อนนัดสอบปากคำจำเลยซึ่งก็คือนายสนธิในคดีนี้ ทำให้รู้ว่า นายสนธิกำลังเผิชิญกรรม(เก่า)ที่ตนเองก่อไว้เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว


คดีนี้จะมีผลกระทบต่อสถานะของ(ว่าที่)หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ ต้องคอยดูกันต่อไป

"เชาวริน"เผย"แม้ว"เตรียมรับสัมปทานลอตเตอรี่ใน"ลาว-ฟิจิ"คุยใช้พาสปอร์ต 6 ประเทศเดินทางทั่วโลก

ที่มา มติชนออนไลน์

ส.ส.พท.เผย"แม้ว"ใช้หนังสือเดินทาง 6 ประเทศเดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ บินฟิจิไปรับสัมปทานลอตเตอรี่ และกำลังเจรจากับนักธุรกิจจีนร่วมลงทุนในลาวด้วย

ทักษิณเตรียมทำล็อตโต้ฟิจิ-เล็ง"ลาว"ต่อ

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า รัฐบาลควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น การเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และอย่าเสียเวลาไล่จับ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณสละความเป็นพลเมืองไทยชั่วคราว การเดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ มีการใช้หนังสือเดินทางของ 6 ประเทศ

ทั้งนี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปที่ประเทศฟิจิ ก็เพราะไปรับสัมปทานลอตเตอรี่หรือล็อตโต้ และในอนาคตอันใกล้ก็จะมาที่ลาว เพราะตอนนี้กำลังเจรจากับนักธุรกิจจีนเพื่อร่วมทุนทำล็อตโต้ที่ลาว


"แม้ว"ปฏิเสธทุ่ม8พันล้านแลกขอลี้ภัย


นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ ดิ ออสเตรเลียน ที่ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณเจรจากับนายกรัฐมนตรีฟิจิและหัวหน้าคณะรัฐประหารฟิจิ พร้อมกับเตรียมนำเงิน 300 ล้านเหรียญหรือ 8,000 ล้านบาท ไปลงทุนที่นั่นแลกกับการขอลี้ภัยภายใต้เงื่อนไขต้องไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศว่า พ.ต.ท.ทักษิณฝากชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง การไปพบนายกรัฐมนตรีฟิจิ เป็นเพียงการเข้าพบเพื่อขอข้อมูลในการลงทุนโครงการเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 8,000 ล้านบาท ไม่ได้เป็นการเจรจาเพื่อขอลี้ภัยกับนายกรัฐมนตรีฟิจิ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะลี้ภัยทางการเมือง เพราะที่ผ่านเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ประเทศอังกฤษและเคยยื่นเรื่องขอลี้ภัยที่อังกฤษก็ได้ตัดสินใจขอถอนการขอลี้ภัย


"เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 กรกฎาคม ผมได้โทรศัพท์คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านกลับมาพักอยู่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แล้ว ไม่ได้ไปอยู่ประเทศตองกา หรือเร่ร่อนต่างประเทศแถบแปซิฟิกตามที่เป็นข่าว การเดินทางที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณไปพบปะผู้นำประเทศและเก็บข้อมูลการลงทุนเท่านั้น"


หยันรัฐบาลต่างชาติเมินช่วยล่าตัว


นายนพดลกล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลและสื่อต่างประเทศระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ชื่อปลอมในการทางเข้าประเทศต่างๆ นั้น ขอยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วโลกไปที่ไหนก็มีคนขอลายเซ็น จึงขอฝากไปยังรัฐบาลว่าควรจะเอาเวลาปล่อยข่าว ไปแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประเทศจะดีกว่า


ผู้สื่อข่าวถาม พ.ต.ท.ทักษิณประเมินหรือไม่ว่ารัฐบาลอาจประสานไปยังยูเออีอีกครั้งในการจับกุมตัวมาดำเนินคดี นายนพดลกล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลไทยมีความพยายามที่จะใช้ช่องทางต่างๆ ในการล่าตัว แต่ที่ผ่านมาหลายๆ ประเทศเข้าใจในสถานการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและไม่ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลไทยให้ข้อมูลเท็จและเวลาที่ทางการประเทศต่างๆ ขอข้อมูลเพิ่มเติมไม่สามารถให้ได้ ล่าสุด ทราบข่าวมาว่ารัฐบาลไทยใช้วิธีการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ในการขอนำตัวอดีตนายกฯกลับประเทศ เพราะไม่สามารถดำเนินผ่านสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนและไม่สามารถขอความร่วมมือจากตำรวจสากล ในการจับกุมตัวส่งกลับประเทศไทยได้

คดีตัวอย่าง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นอกจากเรื่องหวัด 2009 ที่ระบาดอย่างหนักในบ้านเราโดยไม่มีท่าทีจะจำกัดวงได้ในเวลาอันสั้น เรื่องราวของ "นาย กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสหลักใน ขณะนี้

เป็นที่รู้กันว่านายกษิตถูกออกหมายจับในคดีก่อการร้าย เพราะมีส่วนร่วมในม็อบพันธมิตรบุกยึด สนามบินสุวรรณภูมิ

ไม่ว่านายกษิต หรือเหล่าพันธมิตร ทั้งหลาย จะออกมาตั้งข้อสังเกตหรือวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจในเชิงลบ เพื่อแก้เกี้ยวอย่างไรก็ตาม

ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าการยึดสนามบินสุวรรณภูมิเกิดขึ้นจริงๆ

ภาพม็อบเสื้อเหลืองถือมีด-ไม้บุกเข้าไปอาละวาดในอาคารผู้โดยสาร การตั้งด่าน ขึงรั้วลวดหนามปิดกั้นถนนทางเข้าสนามบิน เป็นหลักฐานที่เห็นกันอยู่ทนโท่

ผู้บริหารสนามบินไม่ว่าจะสุวรรณภูมิ หรือที่ไหนในโลกเจอสถานการณ์แบบนี้หากไม่สั่งปิดสนามบินก็ใจเย็นเกินคน

หากตำรวจไม่ดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย จะให้จับคดีกีดขวางการจราจรหรืออย่างไร!?

การดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายไม่เพียงเพราะทำผิดตามกฎหมายไทยเท่านั้น แต่เกือบทุกสนามบินในโลกมีกฎหมายการบินระหว่างประเทศเป็นเกราะคุ้มกันอีกชั้นหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ การดำเนินคดีก่อการร้าย ยังถือเป็น การปรามกลุ่มคนหรือม็อบสีอะไรก็แล้วแต่ ที่อาจจะบุกยึดสนามบินซ้ำอีกหากไม่พอใจในปัญหาทางการเมือง หรือเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองในเรื่องอื่นๆ

การดำเนินคดีกับพันธมิตร ในข้อหาก่อการร้าย ยังจะเป็นบรรทัดฐานถึงเหตุการณ์ในอนาคตอีกด้วย เพราะคดีนี้ต้องสู้ถึงศาลฎีกาแน่นอน

กระบวนการตามกฎหมายตั้งแต่ตำรวจ-อัยการ และศาล โดยเฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา

คำพิพากษานี้จะถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็จะเป็นบทเรียนหรือกรณีตัวอย่างให้ม็อบรุ่นหลังๆ คิดถึงผลได้ผลเสียว่า หากจะยึดสนามบินระดับชาติเช่นสุวรรณภูมิ โดยใช้วิธีการเดียวกับม็อบพันธมิตรฯ เพื่อต่อรองเงื่อนไขที่ตัวเองต้องการ คุ้มค่ากับการเสี่ยงหรือไม่

รวมทั้งรอลุ้นว่าเมื่อถูกดำเนินคดีแล้วจะถูกลงโทษขนาดไหน หรือจะรอดพ้นจากความผิดทั้งปวง

แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้ใจขึ้นมานิดๆ ว่าการมีส่วนร่วมยึดสนามบินไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันแสดงให้เห็นแล้วว่า คนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ยึดสนามบิน หรือขึ้นเวทีโชว์ลีลาด่าผู้นำต่างชาติว่าเป็น"ไอ้กุ๊ย"

มีสิทธิ์ได้นั่งเก้าอี้"รัฐมนตรี" เช่นกัน!?

รัฐบาลก็คงบอกว่าไม่มีใบสั่งแน่นอน

ที่มา เดลินิวส์

หลังจากโดนข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” จริงหรือที่ นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ถูกรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “อุ้มไว้” ในฐานะ ส.ว.สรรหาผู้ใกล้ชิด “คนเสื้อเหลือง” อย่าง นายคำนูณ สิทธิสมาน กลับไม่คิดเช่นนั้น แต่มองว่าเป็นเรื่อง “นัยทางการเมือง” อะไรทำให้นายคำนูณคิดเช่นนั้น

** ข้อหาก่อการร้ายต่อนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ มองว่ารุนแรงหรือไม่

ผมคิดว่า ถ้าลำพังข้อหาที่รุนแรงเกินเหตุ ท่านกษิตไม่จำเป็นต้องพิจารณาตัวเองลาออก ถ้าไม่อย่างนั้นก็เกิดการกลั่นแกล้งทางการเมืองได้ อย่างผมเป็น ส.ว. หากมีใครไปแจ้งข้อหาอะไรอย่างหนึ่งแล้วตำรวจก็จะออกหมายเรียกทั้งที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งขณะนี้การตั้งข้อหาต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งหมดกำลังหารือแนวทางต่อสู้กันว่าจะมีการฟ้องร้องตำรวจกลับกรณีตั้งข้อหาที่เกินกว่าเหตุ

ผมคิดว่าท่านกษิตต้องพิจารณาตัวเองให้ถ่องแท้ เพราะผมไม่เชื่อว่ากรณีนี้เป็นการกระทำโดยตำรวจแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะเรื่องระดับนี้เป็นไปได้หรือที่คนฝ่ายการเมือง คนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีจะไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย หรือว่าท่านรู้แล้วท่านไม่ทักท้วง ท้วงติงอะไรเลย หรือเพราะมันเป็นการตั้งข้อหาที่เกินเหตุ เป็นเพราะใครบางคนหรือคนของพรรคประชาธิปัตย์ คนในรัฐบาลที่บางส่วนไม่ใช่คนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการให้ท่านเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลต่อไปอีกหรือไม่ จึงได้ปล่อยปละให้เกิดการกระทำเช่นนี้

นอกจากนี้ระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา มีสัญญาณที่สับสน ประชาชนทั่วไปดูแล้วก็งงว่า ตกลงผู้ที่จะรับผิดชอบเจรจาเป็นใคร ควรเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศไม่ใช่หรือ แต่ในระยะหลังเห็นมีรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หรือในกรณีที่เกี่ยวข้องการ เสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกก็มี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปแสดงตนต่อคณะกรรมการฯ ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าแนวทางของนายกษิตไม่เป็นที่ถูกใจของคนบางคนในรัฐบาลนี้ อาจเป็นคนที่อยู่ในและนอกพรรคประชาธิปัตย์ เขาเห็นว่าท่านเป็นอุปสรรคจึงผสมผสานกันนำไปสู่การออกหมายเรียก แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เรื่องเก่าอาจจะมีคนในพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งและคนในรัฐบาล เห็นว่าท่านกษิตมีภาพขึ้นเวทีพันธ มิตรฯ การที่มีท่านเป็นรัฐมนตรีก็ทำให้รัฐบาลถูกโจมตีว่าเอียงข้างพันธมิตรฯ

** ทำไมถึงเสนอให้นายกษิตลาออกดีกว่า

ผมอยากให้ท่านกษิตพิจารณาว่า ถ้าท่านยืนยันว่าท่านยังทำงานได้ไม่กระทบกระเทือนต่อความเป็นอิสระต่อการตัดสินใจและการปฏิบัติตามนโยบายก็นั่งทำงานต่อไป แต่ถ้าเผื่อว่าการอยู่ต่อไปทำให้ทำงานไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่เป็นไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของท่าน ผมคิดว่าท่านก็ควรพิจารณาตัวเองลาออก แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การถูกตั้งข้อหา และการที่ท่านอยู่ต่อไปทำให้ท่านปฏิบัตินโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แต่อย่างไรก็ตามท่านกษิตได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า เรื่องไทย-กัมพูชาใครจะไปเจรจาก็ถือว่าร่วมงานกับท่าน ไม่ติดใจ แต่สุดท้ายก็ต้องผ่านท่านอยู่ดี ถ้าท่านไม่อนุมัติหรือลงนามก็ไม่ได้ เพราะท่านยืนยันว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติในทุกประการ

** คนในพรรคประชาธิปัตย์วางยาหรือไม่

ยอมรับว่าคนอย่างท่านกษิต คนที่ชอบก็ชอบมาก คนที่ไม่ชอบก็ไม่ชอบมาก แล้วคนในรัฐบาลหรือคนในพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับตัวท่าน ผมเพียงแต่อยากให้มองสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็น บทเรียน ช่วงก่อนหน้าเมื่อรัฐบาลขึ้นมาใหม่ไม่ได้จัดแถวจึงส่งผลเสียหายในเหตุการณ์สงกรานต์วิกฤติ แต่หลังเหตุการณ์รัฐบาลได้จัดแถวตำรวจใหม่ ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรื่องนี้รัฐบาลหรือคนบางคนในรัฐบาลน่าจะต้องรู้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการออกหมายเรียก ซึ่งเรื่องนี้นอกจากเป็นการกดดันรัฐบาลแล้วและยัง กดดันไปที่ท่านกษิตโดยตรง แม้จะทำงานอยู่ก็จะไม่สะดวก เพราะฉะนั้นท่านต้องประเมินว่า การอยู่ต่อไปจะทำงานได้เต็มที่ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ผมคิดว่าท่านควรจับเข่าพูดคุยกับหัวหน้ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นทะเบียน เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกที่ขั้นตอนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ผมคิดว่าท่านกษิตและรัฐบาลมีนโยบายอย่างไร ท่านควรจะแถลงต่อสาธารณชนให้ชัดเจน เพราะมันจะมีผลต่อปัญหาเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะแผนที่พื้นที่เขตแดนทางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แก๊ส น้ำมันด้วยหรือไม่ เพราะสังคมมีความสงสัยมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ระหว่างเรื่องปราสาทพระวิหารกับเขตแดนทางทะเล มีความเกี่ยวโยงหรือสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะดูการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ หรือรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มีความเหลื่อมกัน

** แสดงว่าแนวทางการทำงานของนายกษิตกับรัฐบาลเริ่มขัดกัน

ผมคิดว่าน่าจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยมุมมองของทหารและ รมว.กลาโหม มองอย่างหนึ่ง รองนายกฯ มองอีกอย่าง และท่านกษิตก็อีกอย่าง ซึ่งไม่แน่ใจว่ามุมมองของท่าน กษิตเริ่มมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ผู้รับผิดชอบในการเจรจาเรื่องจึงมีหลายส่วน

** พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาปกป้องนายกษิตเต็มที่หรือไม่


โดยการเปิดเผยก็เห็นนายกฯ ออกมาพูดปกป้องในระดับหนึ่ง รวมถึงโฆษกประจำตัวนายกฯ แต่เมื่อกระแสสังคมจำนวนหนึ่งเรียกร้องและผล โพลออกมา พรรคประชาธิปัตย์ก็ระบุว่าพร้อมรับฟังเสียงของประชาชน เชื่อว่าท่านกษิตเองก็คงอึดอัดใจว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ความจริงไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะท่านกษิตจะต้องแบกรับแรงกดดันสูง และเมื่อมีหมายเรียกออกมารัฐบาลซึ่งมีปัญหาต้องรับมือสถานการณ์ที่มีอยู่มากมายก่ายกองในขณะนี้อยู่แล้วก็ต้องมารับมือกับเรื่องเหล่านี้อีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย ผมเชื่อว่าฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รู้ตั้งแต่ต้นก็น่าจะบริหารจัดการได้ดีกว่านี้ คือเราจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่ว่างานในชั้นตำรวจไม่ใช่องค์กรอิสระ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล นายกฯ ก็เป็นประธาน ก.ตร. โดยตำแหน่ง ท่านก็ต้องให้นโยบายว่า การตั้งข้อหา ใด ๆ กับฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือพรรคเพื่อไทย จะต้องยึดหลักความยุติธรรม ไม่ใช่ว่ามีอะไรก็ใส่เข้าไปหมด ไม่ใช่ตั้งไว้แล้วให้จำเลยไปแก้ข้อกล่าวหาที่ศาล ขณะเดียวกันการเลือกบุคคลที่จะตั้งข้อหาดูจากรายชื่อก็ไม่ค่อยได้มาตรฐาน จะเอาทุกคนที่ขึ้นเวทีหมดก็ไม่ใช่ นักวิชาการ นักการทูต หลายคน ไม่ใช่ท่านกษิตคนเดียวแต่ก็ไม่โดน

** แสดงว่ารัฐบาลไฟเขียวให้ตำรวจดำเนินการ

รัฐบาลก็คงบอกว่าไม่มีใบสั่งแน่นอน แต่ผมคิดโดยสามัญสำนึกว่ามีหรือตำรวจจะออกหมายเรียกรัฐมนตรี แล้วคนที่กำกับดูแลตำรวจโดยตรงจะไม่รู้เรื่องเลย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า เมื่อเกิดเรื่องแรงกระแทกจะกลับมาที่รัฐมนตรีของตัวเอง แล้วกระแทกกลับมาที่รัฐบาลของตัวเอง ผมก็มีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัยหรือว่ามีวาระซ่อนเร้นอย่างอื่นอยู่ว่าที่มีท่านกษิตอยู่ มีภาพของความใกล้ชิดกับพันธมิตรฯ ซึ่งเสียหายต่อรัฐบาล

** การที่พันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมืองมีความเกี่ยวพันด้วยหรือไม่

ผมในฐานะ ส.ว. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมา แต่ต้องยอมรับว่า ผู้ที่สนับสนุนพันธมิตรฯ จำนวนไม่น้อยก็สนับสนุนพรรค ประชาธิปัตย์ด้วย ถือว่ามีฐานคะแนนนิยมที่ซ้ำกัน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีความคิดของตัวเอง แต่ก็มีบางอย่างที่คิดต่างกัน และที่ผ่านมาถูกโจมตีว่าพันธมิตรฯ ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง อย่างท่านกษิตมีความพยายามพูดว่า เป็นโควตาของพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ใช่ ท่านกษิตไม่ได้เป็นแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง แต่ท่านกษิตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายกฯ และนาย สุเทพอย่างดีมานาน และเล่นการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่แล้วจะขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้นก็ต้องรอดูนโยบาย เพราะเมื่อเป็นพรรคการเมืองก็ต้องต่อสู้แข่งขันกันในเรื่องนโยบาย ซึ่งอาจจะมีความเหมือนและแตกต่างกันก็ได้

** เป็นการสกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่

ผมไม่กล้าคิดอย่างนั้น เท่าที่ทราบท่านกษิตก็เคยยืนยันว่ายังไงก็จะอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ท่านเกิดที่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะตายที่พรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับกันการตั้งข้อหาที่รุนแรงจะส่งผลสะท้อนในทางตรงข้ามก็ได้ เช่น คนที่เคยสนับสนุนพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ จะเกิดคำถามว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ทั้งที่สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เอาตัวเข้าแลกขนาดนี้ ซึ่งจะเป็นผลลบต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ.

พิมเพชร์ พัฒนประสิทธิ์ชัย...สัมภาษณ์/โกวิท คงหาสุข...ถ่ายภาพ

แดงตั้งเวทีอัดมาร์ค บุกไล่ทุกที่ ลุยถิ่น'เนวิน'วันนี้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18709

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

กลุ่มคนเสื้อแดงใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ตั้งเวทีโจมตีนายกรัฐมนตรี และ'เนวิน' ก่อนไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่วันนี้ ประกาศเดินทางไปขับไล่ทุกที่ จนท.ตั้งด่านสกัดเข้ม ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 10 ก.ค. กลุ่มคนเสื้อแดง ใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้จัดเวทีปราศรัยโจมตี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย โดยใช้ภาพที่ นายเนวิน กอดกับนายกรัฐมนตรี ไปติดไว้ด้านหลังเวที โดยมีข้อความหยุดย่ำยีหัวใจคนบุรีรัมย์ พร้อมประกาศว่าจะเดินทางไปทุกจุดที่นายกรัฐมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ในวันนี้ ( 11 ก.ค.) ​และเป็นที่น่าสังเกตว่า มีประชาชนไปชุมนุมจำนวนน้อยมาก โดยทางแกนนำเสื้อแดง อ้างว่ามีนายอำเภอ และ ข้าราชการของกรมการปกครองเข้าไปในทุกพื้นที่เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนชุมนุม แต่เชื่อว่าวันนี้ ​จะมีประชาชนเดินทางไปขับไล่นายกรัฐมนตรีมากกว่านี้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตลอดเส้นทางเข้าตัวเมืองบุรีรัมย์ โดยในทุกจุดจะมีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ประจำอยู่ใกล้ๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ช่วงค่ำวันเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายองค์กรพิทักษ์สิทธิคนพิการผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล กว่า 300 คน ปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ ในซอยสุขุมวิท 31 เพื่อขอเจรจาเพิ่มโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล จากเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้กลุ่มผู้พิการร้อยละ 19 หรือ 460,000 เล่ม และเรียกร้องขอให้กระทรวงการคลังจัดพิมพ์สลากเพิ่มขึ้นอีก 100,000 เล่ม แกนนำคนพิการ ระบุว่า เพราะสลากกินแบ่งรัฐบาลมีราคาแพง รับซื้อจากยี่ปั๊วสูงถึงใบละ 100 บาท เมื่อนำมาจำหน่ายในราคา 110 บาท หรือ มากกว่า จะถูกจับกุม การพิมพ์สลากเพิ่มจะบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้พิการ และทำให้ราคาสลากถูกลง

ด้าน พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เข้าเจรจากับผู้ชุมนุม เพื่อให้ย้ายออกจากบริเวณดังกล่าว แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอม ขณะที่ผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งทยอยเข้ามาสมทบ โดยมีรถจักรยานยนต์เป็นแนวหน้า แต่ถูกตำรวจสกัด ก่อให้เกิดความไม่พอใจกับผู้ชุมนุม แต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น สำหรับบรรยากาศที่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี มีตำรวจนครบาล 6 ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยนายกรัฐมนตรี หลังกลับจากประเทศเวียดนาม ยังไม่ได้เดินทางมาที่บ้าน

ในเวลาต่อมา พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย และ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม หลังประสานงานไปยังปลัดกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับข้อร้องเรียนของกลุ่มผู้ค้าสลาก ที่จะให้ตัวแทนไปพบปลัดกระทรวงการคลัง ในวันที่ 13 ก.ค. เพื่อหาข้อสรุป ซึ่งทำให้ผู้ชุมนุมพอใจและยอมสลายการชุมนุม ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถอนกำลังออกไป โดยเหตุการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เสื้อแดงเชียงใหม่ชุมนุมค้านถอนประกันตัวแกนนำ

ที่มา ประชาไท

รักเชียงใหม่ 51 ชุมนุมคัดค้านการถอนประกันตัว 2 แกนนำ ที่ บช.ภ.5 และศาลากลางเชียงใหม่ “เพชรวรรต” ยันแค่สังเกตการณ์ผู้ชุมนุมไล่ รมว.สธ. ไม่เข้าเงื่อนไขถอนประกัน ผบช.ภ.5 แจงพนักงานสอบสวนยังไม่ถอน ด้านปลัดจังหวัดแก้ข่าวรอง ผวจ. ที่ให้สัมภาษณ์เรื่องถอนประกันตัวแกนนำ แจงไม่มีหน้าที่ถอนประกัน เป็นเรื่องของตำรวจ ผู้ชุมนุมเมื่อทราบแล้วจึงสลายตัว

ผู้ชุมนุมรักเชียงใหม่ 51 ระหว่างชุมนุมที่หน้า บช.ภ.5 ถ.มหิดล อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อ 9 ก.ค. โดยมีการนำโลงเปล่าเขียนชื่อวัฒนวิทย์ พรหมวนิช ติดไว้ด้วย เพื่อเป็นการไว้อาลัยนายวัฒนวิทย์ อายุ 26 ปี เป็นการ์ดอาสาให้กับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และเพิ่งเสียชีวิตจากอาการปอดบวมกะทันหันเมื่อ 8 ก.ค. ด้วย
ผู้ชุมนุมรักเชียงใหม่ 51 ที่หน้าอาคารศูนย์ราชการ ถ.โชตนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อ 9 ก.ค.
เมื่อ 9 ก.ค. 52 พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 ได้เรียกตัวนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล และ นางกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม สองแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ให้มารับทราบเงื่อนไขหลังจากได้รับการประกันตัวออกไปในคดีชุมนุมปิดถนนเพื่อเรียกร้องทางการเมือง เมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเงื่อนไขของตำรวจภาค 5 ให้แกนนำทั้ง 2 คน เซ็นรับทราบ คือ ห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ห้ามมิให้ผู้ต้องหาส่งเสริมหรือยุยง ยัวยุ ปลุกระดม ปลุกปั่นหรือกระทำการอันก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง และห้ามมิให้ผู้ต้องหากระทำการใดๆ ที่จะเป็นอุปสรรคหรือจ่อก่อให้เกิดความ เสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ตาม นายเพชรวรรต และนางกัญญาภัค ไม่ยอมที่จะเซ็นรับทราบเงื่อนไขดังกล่าว ขณะเดียวกันกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 500 คนที่นัดชุมนุมกันหน้าที่โรงแรมวโรรส แกรนด์พาเลซ หลังวัดพระสิงห์ฯ จ.เชียงใหม่ ได้เคลื่อนขบวนมาให้กำลังแกนนำรักเชียงใหม่ 51 ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 (บช.ภ.5) ทางตำรวจได้นำกำลังตำรวจปราบจลาจลและรถดับเพลิง เกือบ 300 นาย ปิดประตูป้องกันไม่ให้คนเสื้อแดงบุกเข้ามา
ต่อมานายเพชรวรรต ได้ขึ้นปราศรัยกับผู้ที่มาชุมนุมให้กำลังใจบนหลังคารถ ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดกันเนื่องจากมีตำรวจจะถอนประกันแกนนำรักเชียงใหม่ 51 ที่นำกลุ่มเสื้อแดงไปขับไล่ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มาเยี่ยมโรงพยาบาลนครพิงค์ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันก่อน ซึ่งตนได้ชี้แจงกับ ผบช.ภ.5 แล้วว่า ตนและ ดีเจอ้อม ไม่ได้เป็นแกนนำพาคนไปชุมนุม แต่ไปสังเกตการณ์เท่านั้น พนักงานสอบสวนจะถอนประกัน จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
นายเพชรวรต กล่าวต่อว่า ส่วนเงื่อนไข 3 ข้อที่ทาง ผบช.ภ.5 ให้ตนและ ดีเจอ้อม เซ็นรับทราบนั้น จะยังไม่เซ็น เพราะถือว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบธรรม ในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ค.) ตนจะมอบหมายให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ขอเซ็นรับเงื่อนไขของตำรวจทั้ง 3 ข้อ จากนั้นนายเพชรวรรต ได้กล่าวปราศรัย โจมตีนายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รอง ผวจ.เชียงใหม่ ที่เป็นคนให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า พนักงานสอบสวนควรจะถอนประกันแกนนำของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ทุกคดี เพราะนำคนเสื้อแดงไปบุกไล่ รมว.สาธารณสุข
ด้าน พล.ต.ท.สมคิด บญถนอม ผบช.ภ.5 ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 บุกเข้าไปก่อความวุ่นวายขณะที่นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มาตรวจราชการที่โรงพยาบาลนครพิงค์ว่า ตอนนี้พนักงานสอบสวน กำลังรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ออกมาจับ ดีเจอ้วน หรือนายอภิชาติ อินสอน แล้ว 1 คน และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอีก 50 คน ในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการทำให้เสียทรัพย์
ส่วนการถอนประกันตัวแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่พาพรรคพวกไปบุกไล่ รมว.สาธารณสุขนั้น พล.ต.ท.สมคิด กล่าวว่าตอนนี้ทางทางพนักงานสอบสวนยังไม่มีการถอนการประกันตัว เพียงแต่แจ้งให้ผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัวออกไปในคดีเก่าให้ไปมาเซ็น รับทราบข้อเงื่อนไข 3 ข้อเท่านั้น ส่วนผู้ต้องหาจะไม่เซ็นรับเงื่อนไขก็เป็นสิทธิของเขาที่จะกระทำได้
จากนั้น เวลา 12.40 น. ผู้ชุมนุมจึงเดินทางไปไปสอบถามนายไพโรจน์ แสงภู่วงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากทราบว่านายไพโรจน์ เป็นผู้ให้ข่าวการถอนประกันตัวแกนนำ
โดยในเวลา 14.30 น. ตัวแทนกลุ่มเสื้อแดง มีนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล และนายประแสง มงคลศิริ แกนนำจาก จ.อุทัยธานี ได้ไปเจรจากับ นายชุมพร แสงมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ้งชี้แจงว่าไม่มีการถอนการประกันแต่อย่างได และแจ้งว่านายไพโรจน์ ติดราชการที่กรุงเทพฯ
ด้านนายสุรชัย จงรักษ์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ที่ออกมาเจรจาแจ้งว่า นายไพโรจน์ ไม่อยู่ ทราบว่าที่ให้ข่าวเพราะตามหลักสากลใครที่ฝ่าฝืนกระทำผิดซ้ำก็ต้องโดนถอนประกันตัว แต่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้ และตนเองก็ไม่ได้มีหน้าที่ในการถอนประกัน แต่อย่างได เป็นเรื่องของตำรวจ ผู้ชุมนุมจึงพอใจและแยกย้ายกลับเวลา 16.00 น.

สัมมนาเพื่อไทยที่เชียงใหม่ เน้นวิจารณ์รัฐบาลแก้เศรษฐกิจ

ที่มา ประชาไท

พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาระดับภาคที่เชียงใหม่ วิจารณ์นโยบายแก้เศรษฐกิจ โอฬารติงรัฐบาลควรเน้นจ้างงานมากกว่าแจกเช็คละลายเงิน แนะให้หารายได้เข้าประเทศ-เพิ่มสินเชื่อ-กระจายเงินลดรายจ่าย “สุชาติ ธาดาธำรงเวช” เผยผลงานรัฐบาล “กู้หนี้ ขึ้นภาษี ไล่บี้ทักษิณ” เผย “ทักษิณ” แนะมาร์คให้วางแผนหาเงิน-ปรับโครงสร้างหนี้-เมื่อ ศก.ฟื้นให้เฟ้นอุตสาหกรรมเด่นในโลกที่ไทยแข่งได้

เวลา 9.30 น. วานนี้ (10 ก.ค.) ที่โรงแรมพรพิงค์ทาวเวอร์ จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดประชุมสัมมนาพรรคเพื่อไทยภาคเหนือ ครั้งที่ 1 จ.เชียงใหม่ มีกรรมการบริหารพรรค ส.ส. สมาชิกพรรคและแกนนำเสื้อแดงในเชียงใหม่เข้าร่วม ทั้งนี้มีเครือญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัว คือ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ บุตรสาว รวมถึงนายพายัพ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้อง พ.ต.ท.ทักษิณมาร่วมสังเกตการณ์
โอฬารติงรัฐบาลไปไม่ถูก จ่ายเช็คละลายแทนการสร้างงาน
เวลา 09.35 น.นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษหัวข้อ “เหลียวหลังแลหน้า จับชีพจรเศรษฐกิจไทย” ซึ่งการบรรยายมุ่งเน้นเปรียบเทียบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศอเมริกา จีนและเกาหลีใต้ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยแก้ปัญหาไม่ถูกทาง ทุ่มเงินแจกโดยไม่มีการหมุนเวียนกระจายรายได้เช่นกับ 3 ประเทศดังกล่าว ซึ่งเขามุ่งเน้นให้เกิดการจ้างงานมากกว่าที่จะละลายเงินแจกเช็คช่วยชาติหัวละ 2,000 บาท
ปัญหาที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดคือตัวเลขการส่งออกสินค้าลดลง และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลงมากถึง 1.2 ล้านล้านบาท และขณะนี้ระบบธนาคารของประเทศไทยยังสามารถใช้เป็นช่องทางในการแก้ปัญหาได้ก็ควรจะนำมาใช้
นายโอฬาร กล่าวอีกว่า ตนอยากเสนอแนะไปถึงรัฐบาลว่าควรใช้ 3 นโยบายหลัก คือหารายได้เข้าประเทศให้ได้ประมาณ 5 แสนล้านบาท นำนโยบายด้านสินเชื่อและอัตราแลกเปลี่ยน ในไตรมาสสุดท้ายให้ได้ประมาณ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้ประชาชนในทุกระดับทั้งชาวนา นักธุรกิจ พนักงานโรงงานได้รับเงินคืนประมาณ 5 แสนล้านบาท และสุดท้ายกระจายเงินลดรายจ่าย สร้างรายได้ ของรัฐบาล 2 แสนล้านบาท ให้ลงไปในแต่ละท้องถิ่นกว่า 7 หมื่นหมู่บ้านๆ ละ 20 ล้านบาท ทั้งนี้สิ่งที่ตนพูดนั้นถือว่าเป็นการชี้ทางให้ขึ้นสวรรค์ ฉะนั้นรัฐบาลต้องนำไปวิเคราะห์ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและรวดเร็ว อย่ามัวแต่มะงุมมะงาหรา
“สุชาติ ธาดาธำรงเวช” ชี้รัฐบาลทำ 3 อย่าง “กู้หนี้ ขึ้นภาษี ไล่บี้ทักษิณ”
ต่อมาในเวลา 10.25 น.ได้มีเสวนาเรื่อง “ทางออกประเทศล้างหนี้สร้างรายได้ให้ประชาชน” โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ดร.สุชาติ ธาดาดำรงเวช อดีต รมว.คลัง ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ในฐานะประธานกรรมาธิการการเงินการคลังวิปรัฐบาล นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่
ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีของไทยปีนี้ติดลบ 7.1 % อัตราการว่างงาน 4 % คิดเป็นประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งจะก่อให้เกิด 2 ปัญหาใหญ่ คือ เงินเฟ้อติดลบซึ่งแปลว่าขายของจะขาดทุนหรือต้องดัมพ์ราคา (ลดราคาต่ำกว่าทุนเพื่อทุ่มตลาด) เพื่อให้ขายได้ ลดการจ้างงานซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดตามมา และที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าในไตรมาสที่ 4 จะดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่าคนจะกลับมามีงานมากขึ้น แต่เป็นเพราะไตรมาสก่อนหน้านี้ย่ำแย่จากการปิดสนามบินต่างหาก ซึ่งโดยสรุปแล้วปัญหาเกิดจากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ไม่มีทิศทาง รัฐบาลขาดวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาคนยากคนจน
สรุปแล้วรัฐบาลนี้ทำ 3 อย่างคือ กู้หนี้ ขึ้นภาษี ไล่บี้ทักษิณ ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ตั้งรายจ่ายนอก งบประมาณที่ 8 แสนล้านบาท ในปี 2551 ยอดหนี้คนไทยอยู่ที่ประมาณ 52,399 บาท/คน คาดว่าปี 2557 ยอดหนี้อยู่ที่ 100,892 บาท/คน ขณะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ติดลบเป็นแสนล้าน ดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 1% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง 6-7 % ปัญหาคือโครงการเอสเอ็มแอลถูกตัดไปหมด โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกตัดงบฯไป 5 หมื่นล้าน
"พ.ต.ท.ทักษิณได้มอบข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมายังรัฐบาลชุดนี้คือต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีทิศทาง จากนั้นวางแผนหาเงินแล้วเริ่มปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งหลังจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นไปแล้วให้ไปศึกษาอุตสาหกรรมโลกว่าอุตสาหกรรมประเภทใดที่เป็นดาวเด่นและอุตสาหกรรมใดที่เราไปแข่งขันไม่ได้ "ดร.สุชาติ กล่าว
รอง หน.เพื่อไทยชี้รัฐบาลเมิน OTOP-SMEs
ด้าน ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในส่วนของ OTOP และ SMEs นั้นถือเป็นรายกลางและรายเล็กที่อยู่ปลายทางนั้นไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล จากสถิติ OTOP ที่เป็นกลุ่มดาวรุ่งนั้นเดิมมีอยู่ถึง 7,300 รายที่ประสบความสำเร็จ บางส่วนมีการส่งออกไปต่างประเทศและยอดจำหน่ายระหว่างปี 2544-2547 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันนั้นน่าจะมีถึงแสนกว่าล้าน แต่รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญเพราะเห็นเพียงว่าเป็นนโยบายฝ่ายตรงข้าม จึงขอวอนให้รัฐบาลเข้ามาส่งเสริม
สำหรับตัวเลขของหน่วยงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้นั้นติดลบถึง 19% นำเข้าติดลบ 24% แล้วปี 2553 จะเป็นบวกได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าต้นปีธุรกิจ SMEs ปิดตัวลงประมาณเดือนละ 3,000 ราย ไตรมาสที่ 3 ปิดตัวลงเพิ่มเป็น 5,000 ราย และปัจจุบันตัวเลขจดทะเบียนนิติบุคคลก็ลดลงตามลำดับ
“รัฐบาลนี้ปรับลดงบฯส่งเสริม OTOP และ SMEs ทั้งในส่วนของงบฯเพิ่มเติมปี 52 งบประมาณปี 53 และโครงการไทยเข้มแข็งระยะที่ 1 จากงบประมาณ 2 ล้านล้านบาทกลับนำมาช่วย SMEs และ OTOP เพียง 582 ล้านบาทซึ่งคือเป็นเงิน 0.02 % ที่กู้มาให้คนไทยเป็นหนี้เท่านั้น ธนาคาร SMEs ได้รับการเพิ่มทุน 5,000 ล้านบาทแต่เวลาไปขอกู้แสนยากลำบาก จึงอดคิดไม่ได้ที่จะคิดว่านำไปอุ้มรายใหญ่มากกว่า”ดร.ปานปรีย์กล่าว
ปึ้งหวังผู้ประกอบการ OTOP ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เชื่อ Medical Hub ยังขายได้
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในส่วนของ OTOP นั้น ผู้ประกอบการน่าจะนำความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วยให้มาก เช่นออกแบบนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับกระแสแพนด้าน้อยที่กำลังมาแรงชูเป็นจุดขาย หรือในส่วนของโครงการ Medical Hub หรือทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์นั้น ปี 2550 ตัวเลขชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยมีถึง 1.4 ล้านคน คิดเป็นรายได้ 3.6 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ปี 2546 มีคนไข้ต่างประเทศเข้ามารักษาในไทย 9.7 แสนคน คิดเป็นมูลค่ารายได้ 2.4 หมื่นล้านบาท หากพ.ต.ท.ทักษิณไม่โดนปฏิวัติไล่ออกประเทศรายได้จะเข้าประเทศถึง 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเราไม่มั่นใจว่าหลังจากนี้ไปรัฐบาลชุดนี้จะทำได้หรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก
เยาวภาระบุถวายฎีกาเป็นความต้องการของประชาชนเอง
ด้านนอกที่ประชุม นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับผู้สื่อข่าว กรณีที่ประชาชนมีการล่ารายชื่อถวายฎีกาให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้กลับประเทศไทยนั้น ทางครอบครัวของเรามองว่าเป็นความต้องการของประชาชนทางเราไม่มีความคิดเห็น แต่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่วันนี้มีหลายคนตื่นตัว มองว่าเป็นเรื่องของน้ำใจที่เขาอาจประทับใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำงานในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวของเรารู้สึกประทับใจและขอขอบคุณทุกท่านที่มีน้ำใจ และอยากจะขออวยพรให้ พ.ต.ท.ทักษิณให้มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ซึ่งการมาประชุมพรรคครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอยู่ที่ต่างประเทศเป็นห่วงเรื่อง OTOP และ SMEs รวมถึงกองทุนหมู่บ้านซึ่งเป็นการแก้ปัญหาให้ประชาชนไว้ค้างเก่า และได้ส่งคำแนะนำมาให้คำปรึกษาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชนและยังส่งกำลังใจให้กับพวกที่อยู่ที่นี่ให้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป
โฆษกเพื่อไทยอัดประชาธิปัตย์เกาไม่ถูกที่คัน เพราะไม่ศึกษาปัญหา
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินสายสัมมนาทั่วประเทศของพรรคเพื่อไทย เพื่อศึกษาปัญหาของประชาชนในแต่ละภาค นำไปทำเป็นนโยบายในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ โดยจะทำนโยบายเฉพาะแต่ละภาค เช่น ในภาคอีสานมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ก็จะเน้นทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด
"เราไม่ทำเหมือนรัฐบาลปัจจุบัน เพราะไม่มีการศึกษาปัญหาให้ดี จึงแก้ไม่ตรงจุด หรือเกาไม่ถูกที่คัน อย่างไรก็ตาม เท่าที่เราได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลนี้ ประเมินได้ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน เพราะปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลแก้ไขไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ"
ส.ส.เลยฝันเลือกตั้งใหม่เพื่อไทยเกิน 300 ที่นั่ง
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังพยายามยื้อให้อยู่เป็นรัฐบาลได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จากการประเมินคาดว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ด้วยปัจจัยปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาล กรณีการจัดสรรงบประมาณ ที่สำคัญคือปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้
"ขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนมาก ราคาสินค้าเกษตรก็ตกต่ำ ที่สุดแล้วประชาชนก็จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ จึงเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ในช้านี้ และเมื่อถึงตอนนั้นพรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะเกิน 300 ที่นั่งและได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง"
ที่มา: เรียบเรียงจากกรุงเทพธุรกิจ และคมชัดลึก

แม่นไหมไม่ทราบ ประจำวันที่ 11-17 ก.ค. 2552

ที่มา ประชาไท


วันดีคืนดี พี่กับน้องก็ทะเลาะกัน


ขออมหัวพี่โด้หน่อยนะ


ไม่ได้เหรอ ว้า หนูเล่นหน่อยเดียวเอง


(เอ๊ ลีอองนี่ พี่บอกว่าไม่ได้ๆ)


(ไม่ต้องมาจ้อง พี่ง่วง
!)


(ยังอีก)


งั้นหนูนอนด้วยก็ได้
(เด็กนี่มันพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ!)


จุ๊บๆ เราดีกันนะ
(อ่อนใจจริงๆ!)


ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 2 คทา การร่วมหุ้น ลงทุน การมีที่ปรึกษาหรือเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ มีสิ่งเริ่มต้นใหม่ๆ ทางการงาน การก้าวไปร่วมกัน
ความรัก ความสัมพันธ์ 8 คทา ในคู่รักมักมีการพูดคุยหรือวางแผนเกี่ยวกับอนาคต การขยายขอบเขตความสัมพันธ์ออกไปอีกขั้น อาจมีการร่วมงาน ร่วมทุนทางธุรกิจ หรือแนะนำอีกฝ่ายกับครอบครัวตัวเอง
สถานการณ์การเงิน Strength เป็นเวลาที่ต้องยับยั้งชั่งใจ ต้องควบคุมตัวเอง ต้องมีวินัยเรื่องค่าใช้จ่าย แต่โดยทั่วไปถือว่าจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดีอยู่
ธุรกิจ การงาน 3 ถ้วย ได้รับความเบิกบานใจ ทำงานกับคนที่เป็นมิตร มีบรรยากาศรื่นเริง บางคนได้ของขวัญของฝาก ได้ลาภจากการทำงาน
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 10 ดาบ ระวังการทำงานร่วมกับคนหมู่มาก หรือปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น มีความซวยเกิดเป็นโดมิโน่

คำแนะนำพิเศษ 7 คทา ต้องเข้มแข็งและอดทน สู้กับอุปสรรคไปอีกพักใหญ่ เป็นช่วงที่เน้นความแข็งแรงของกายและใจ เตรียมความพร้อมกับการแก้ปัญหาหน้างาน

ราศีพฤษภ Taurus (14 พค.-13 มิย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 2 ดาบ ระวังปัญหาด้านการสื่อสาร เรื่องไม่เป็นเรื่องที่นำพาไปสู่ความเข้าใจผิดมากกว่าเดิม อุปกรณ์การสื่อสารต่างๆ เกิดชำรุดเสียหาย
ความรัก ความสัมพันธ์ 8 ถ้วย อาจต้องเดินทางห่างไกลคนรัก มีเรื่องห่างเหินกัน บางคนจำตัดอกตัดใจ ต้องไปอยู่กับความโดดเดี่ยวเศร้าหมอง แม้อยู่ใกล้แต่หัวใจมีช่องว่าง
สถานการณ์การเงิน 7 เหรียญ คุณน่าจะมีเงินทุน เงินออม ทรัพย์สินรองรังอยู่ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องเหน็ดเหนื่อยต่อไปอีก ข้อดีคือเงินไม่ขาดมือ แต่ข้อร้ายเงินอาจร่อยหรอไปได้เรื่อยๆ
ธุรกิจ การงาน The Tower ระวังเรื่องไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงทางการงาน ส่วนที่สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เรื่องที่ทำให้คุณต้องทบทวนหลายๆ อย่างกะทันหัน
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The World การตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สร้างความอึดอัดใจ ความพยายามจะยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ไม่ประสบผล

คำแนะนำพิเศษ อัศวินเหรียญ อาจมีข่าวดีหรือช่องทางใหม่ๆ ทางการเงินในเร็ววันนี้ หากปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญของคุณ ให้ใส่ใจพิเศษกับไอเดียใหม่ๆ ที่มากับคนในวัยหนุ่มสาว

ราศีเมถุน Gemini (14 มิย.-14 กค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Fool การพบเรื่องใหม่ ประสบการณ์ใหม่ ได้เปลี่ยนที่ทำงาน หรือโยกย้ายที่อยู่อาศัย มีการเดินทาง หรือไม่ได้ไปไหนเลยก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น
ความรัก ความสัมพันธ์ 4 ถ้วย มีเรื่องตรองไม่ตก ตัดสินใจไม่ลงตัว บางคนอาจเข้าข่ายรักพี่เสียดายน้อง หรือเจอกับเงื่อนไขที่ไม่พึงพอใจนัก
สถานการณ์การเงิน The Chariot ยังต้องใช้วินัยและความอดทนอย่างมาก คุณอาจมีพันธะหนี้ที่ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน หรือมีงานที่ต้องทำไปก่อน ต้องรอ กว่าจะได้ผลตอบแทน แต่หากมีการเดินทางจะให้ผลดี
ธุรกิจ การงาน 8 ดาบ มีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าเข้ามา ระวังเรื่องที่จำใจจำยอม หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตกในสภาวะถูกบีบคั้น ทำงานด้วยความทุกข์
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 6 ดาบ เรื่องยุ่งๆ ที่เคยมีและคาดหวังว่าจะจบลงไปเร็ววันนี้ กลับยืดเยื้อออกไปอีก มีเรื่องสำคัญให้คุณต้องรอ

คำแนะนำพิเศษ มหาดเล็กดาบ อย่าสนใจข่าวลวง ข่าวร้าย ข่าวลือ หรือคำคนอื่นๆ ให้มากนัก ตั้งหลักจิตใจของคุณให้ดี สถานการณ์รอบด้านลมพายุกำลังพัดแรงจัด ยืนให้มั่นไว้

ราศีกรกฎ Cancer (15 กค.-16 สค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Hanged Man ความกังวลที่ฝังลึกในใจ ความรู้สึกด้านลบต่อการแลกเปลี่ยนหรือเสียสละที่อาจเกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นก็ได้
ความรัก ความสัมพันธ์ ราชาถ้วย อาจมีความรักใหม่อีกครั้ง หรือมีคนเจ้าเสน่ห์เข้ามาพัวพัน หากเป็นบุคคลมักหมายถึงผู้มีประสบการณ์ชำนาญรัก เคยมีครอบครัวมาก่อน หรือจะเป็นตัวคุณเองที่มีพันธะอยู่แล้ว?
สถานการณ์การเงิน ราชินีดาบ เป็นช่วงต้องพึ่งตนเองอย่างหนัก ยากจะหาความช่วยเหลือจากที่ไหน ๆ ได้ การเงินไม่คล่องตัวแต่คุณเองจะผ่านพ้นไปได้
ธุรกิจ การงาน 4 เหรียญ คุณอาจอยู่ในช่วงไม่มั่นใจในตัวเอง กังวลกลัวความสูญเสีย หรือยึดติดอยู่กับงานใดงานหนึ่งมากเกินไป พยายามอย่าเครียดมากนัก เชื่อมั่นในคุณค่าหรือสิ่งที่คุณมีด้วย
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 6 เหรียญ การให้หรือรับที่เป็นทุกข์ จิตใจผูกติดกับการทำบุญสุนทานด้วยความไม่เต็มใจ การใช้เครดิตมีปัญหา

คำแนะนำพิเศษ 1 คทา ให้ความสนใจกับงานใหม่ๆ หรือสิ่งที่จะนำคุณไปสู่การทำงานอย่างสร้างสรรค์

ราศีสิงห์ Leo (17 สค.-16 กย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ มหาดเล็กเหรียญ ข่าวดีทางการเงิน การเริ่มต้นใหม่ การมีช่องทางใหม่ๆ รวมถึงได้ผู้เข้ามาช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างคล่องแคล่วขึ้น
ความรัก ความสัมพันธ์ The Magician การพบกับคนเฉลียวฉลาด อาจเป็นคู่รักคู่ครองที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ชั้นเยี่ยม หรืออาจจะชิงไหวชิงพริบกันเองอยู่ในที มักเจอคนที่ไม่คาดฝันอีกด้วย
สถานการณ์การเงิน 2 ถ้วย ได้สิ่งที่เป็นความสุข ความยินดี หรือเพื่อนฝูง คนรัก นำโชคลาภมาให้ ได้ประโยชน์จากงานศิลปะ จากสิ่งที่ทำด้วยความรัก
ธุรกิจ การงาน 1 เหรียญ มีจังหวะดีๆ เข้ามา อาจมีการเริ่มต้นทางการงาน ได้ค่าตอบแทนก้อนใหม่ หรือการเบิกจ่ายที่คงค้างได้เวลา "รับ" แล้ว การลงทุนใดๆ จะให้ผลดีไปในอนาคต
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ราชาดาบ ปัญหากับคนที่แข็งแกร่ง ประเภทยอมหักไม่ยอมงอ คนใจใหญ่ ใจแข็ง

คำแนะนำพิเศษ 5 ดาบ คุณอาจจำเป็นต้องถอยทัพ หรือมีเรื่องให้คุณต้องจำใจยอมแพ้ ต้องหนีออกจากสนามรบชั่วคราว ตั้งหลักใหม่แล้วค่อยว่ากันอีกที


ราศีกันย์
Virgo (17 กย.-16 ตค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Death การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การโยกย้ายที่อยู่อาศัย ตัดขาดความสัมพันธ์ หรือญาติมิตรจากไป
ความรัก ความสัมพันธ์ 4 ดาบ ต้องปรับตัวปรับใจหากัน บางคู่อาจอยู่ในระหว่างการพักฟื้น การพักรบหลังจากทะเลาะเบาะแว้งกันมาพักใหญ่
สถานการณ์การเงิน อัศวินถ้วย ถือว่ามีข่าวดีพอสมควร อาจได้เงินเข้ามาตุนหรือเติมกระเป๋า มีรายได้จากสิ่งที่ตัวเองรักตนเองชอบ มีความสุขกับสิ่งที่ตนเองมี
ธุรกิจ การงาน 5 คทา ปัญหาการทำงานมักเกิดขึ้นเมื่อต้องร่วมมือกับคนหมู่มาก งานไหนที่ทำเอง ตัดสินใจได้เองก็แล้วไป แต่เรื่องใดต้องหาข้อสรุปร่วมกับผู้อื่น ยากมากกว่าจะสำเร็จ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น มหาดเล็กคทา การตกในสภาวะจำยอม ต้องเรียนรู้งานจากคนที่เชี่ยวชาญน้อยกว่าตนเอง หรือการต้องเรียนรู้ เริ่มต้น ในสิ่งที่ไปไกลกว่านั้นแล้ว

คำแนะนำพิเศษ 5 ถ้วย มองลึกซึ้งถึงสิ่งที่ยังมีอยู่ พินิจให้มากกว่าสิ่งที่เสียไป

ราศีตุลย์ Libra (17 ตค.-15 พย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ อัศวินคทา การเดินทาง การรุกไปข้างหน้า ความกระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนการงานไปสู่ความสำเร็จ
ความรัก ความสัมพันธ์ 9 ถ้วย คุณอาจมีความรู้สึกแอบแฝงในใจ มีความสัมพันธ์ซ่อนเร้น ในบางคนแสดงถึงการรักเพศเดียวกัน การอยู่กินก่อนแต่งงาน
สถานการณ์การเงิน Temperance มักหมายถึงคำแนะนำให้เดินทางสายกลาง หรือจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามความจริง การจัดสมดุลทางการเงิน ความมัธยัสถ์ที่มีเหตุผล
ธุรกิจ การงาน 4 คทา การงานคุณมีความมั่นคงดี มีรากฐานแข็งแรง ไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร แต่มองไปข้างหน้า หากคุณยืนหยัดให้ได้ในช่วงนี้ คุณจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 3 เหรียญ เรื่องที่คิดว่าสบายๆ อาจไม่ง่าย ไม่ชิลๆ อย่างที่คิด

คำแนะนำพิเศษ 10 ถ้วย ทำความเข้าใจ หรือมองให้ลึกซึ้งถึงคำว่า "ครอบครัว" ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม

ราศีพิจิก Scorpio (16 พย.-15 ธค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ อัศวินดาบ การสู้กับอุปสรรคอย่างเต็มแรง การถาโถมไปข้างหน้า การเดินทางสู่เป้าหมายด้วยความยากลำบาก
ความรัก ความสัมพันธ์ 10 เหรียญ คนรักหรือคู่ครองมักมีส่วนในการสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจฐานะ การเป็นคู่ร่วมคิดร่วมสร้าง วางอนาคตให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ตำรายังว่าคู่รักใดได้ไพ่ใบนี้ อนาคตรุ่งเรืองๆ
สถานการณ์การเงิน Wheel of Fortune ชะตากำลังเปลี่ยนแปลง หากเคยเจอช่วงขัดสน ลำบาก สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น อาจมีโชคจากการช่วยเหลือของคนในครอบครัว หรือการทำธุรกิจอสังหาฯ
ธุรกิจ การงาน The Lovers มีเรื่องสำคัญให้ต้องเลือกและตัดสินใจ มักเกี่ยวพันกับเพื่อนร่วมงาน หรือการดำเนินชีวิตของตัวคุณเอง
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Empress ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคู่รักคู่ครอง ที่อยู่อาศัย หรือการยึดมั่นเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

คำแนะนำพิเศษ ราชาเหรียญ คุณจะมีโอกาสได้บริหารจัดการเงินก้อนใหญ่ หรือมีเรื่องทางการเงินน่าตื่นเต้นในเร็วๆ นี้ อีกอย่างหนึ่งคือ การใช้เงิน ไม่ใช่เงินใช้คุณ

ราศีธนู Sagittarius (16 ธค.-13 มค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 2 เหรียญ เรื่องชุลมุนวุ่นวายหลายประการ อาจเป็นชีวิตส่วนตัว ชีวิตการงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามั่วๆ ขอไปที หรือต้องสัมพันธ์กับคนมากเล่ห์กล
ความรัก ความสัมพันธ์ 9 ดาบ ความทุกข์ ความกังวล ปัญหาที่เกิดจากสภาพจิตใจ สถานการณ์อาจไม่มีอะไรคืบหน้าหรือเปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่จิตใจที่คอยแต่เป็นทุกข์
สถานการณ์การเงิน ราชินีคทา รายได้สัมพันธ์กับการงาน อาจมีงานที่คุณต้องรวบรวมสมาธิและความสามารถทำให้สำเร็จ
ธุรกิจ การงาน 3 ดาบ เรื่องน่าหงุดหงิดใจ ปัญหาเกี่ยวกับผู้คนที่ใช้อารมณ์ในการทำงาน หรืออาจเป็นตัวคุณเองที่สมาธิสั้น ใจร้อน ฉุนเฉียวได้ง่ายๆ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 1 ถ้วย ความรัก การเริ่มต้น สิ่งที่ล้มเหลวอยู่เรื่อยๆ
คำแนะนำพิเศษ 8 เหรียญ ปัญหาที่สำคัญของคุณอาจเป็นการหาเงิน หรือทำงานให้ได้เงินก็ได้ ให้ไตร่ตรองถึงทักษะอาชีพ การเพิ่มพูนความสามารถ และการสร้างรายได้จากตัวคุณเองจริงๆ

ราศีมังกร Capricorn (14 มค.-12 กพ.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Hierophant การรับคำแนะนำจากผู้อาวุโส มีประสบการณ์มาก่อน การใช้สติปัญญาเข้าแก้ไขสถานการณ์ร้ายๆ
ความรัก ความสัมพันธ์ The High Priestess มักแสดงถึงคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ความสัมพันธ์ที่ไม่เปิดเผย หรือสัมพันธ์กับคนที่จิตใจเปราะบาง อ่อนไหวง่าย
สถานการณ์การเงิน The Moon ไม่ค่อยเป็นสุขนัก มีความกังวลกับอนาคต หรือบางทีก็เอาอดีตมาคิดด้วย มีความไม่แจ่มใสเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจต้องเสียเงินกับสุขภาพ ระบบประสาท
ธุรกิจ การงาน 6 ถ้วย การทำงานกับเด็ก คนอายุน้อยกว่า หรือเพื่อนเก่า คนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน จะราบรื่นดี ในบางคนอาจได้ทำงานในลักษณะเดิมๆ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ราชินีถ้วย การรอคอยที่เงียบเหงา ความอ่อนไหว ไม่มั่นใจในตัวเอง

คำแนะนำพิเศษ ราชินีเหรียญ จะมีการจัดการเกี่ยวกับเงินก้อนใหญ่ หรือต้องสัมพันธ์กับคนที่มีอำนาจในการถือเงิน

ราศีกุมภ์ Aquarius (13 กพ.-13 มีค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 9 เหรียญ การเงินที่มากเกือบถึงมากที่สุด ความมั่งคั่งที่มีไว้รองรังไม่บอกใคร การหวังได้ถึงผลประโยชน์งามๆ ความก้าวหน้าทางการเงิน
ความรัก ความสัมพันธ์ 7 ดาบ คุณอาจต้องการหลบหนีจากปัญหายุ่งยากใจ หรือใช้วิธีพลิกแพลงในการสัมพันธ์กับใครบางคน แต่บางคนอาจเจอเรื่องรักซ้อนซ่อนใจ
สถานการณ์การเงิน The Devil ระวังการตกเป็นหนี้ หรือมีสิ่งที่พัวพันเป็นพันธะ การเงินซึ่งไม่ปลอดโปร่งใจ ความโลภหรือกิเลสที่ชักนำไปสู่การแสวงหารายได้ต่างๆ
ธุรกิจ การงาน Judgement การประกาศผลเรื่องสำคัญ อาจเป็นความสามารถของคุณ หรือความผิดพลาดของคุณ ขึ้นอยู่กับ "การกระทำ" ทุกประการ อย่างไรก็ตาม คุณอาจได้โอกาสในการแก้ไขบางเรื่องราวให้กลับสู่สภาวะปกติ หรือสู่ความสำเร็จ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Hermit ความปรารถนาจะสงบสุขแต่ถูกรบกวน

คำแนะนำพิเศษ The Sun จะมีข่าวดีและคำอำนวยพรมาถึงคุณ ขอให้เบิกบานและตระหนักถึงมั่งคั่งที่คุณมี ไม่ว่าจะมีเรื่องร้ายใด ท้องฟ้าจะแจ่มใสอย่างแน่นอน

ราศีมีน Pisces (14 มี ค.-12 เมย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ มหาดเล็กถ้วย ข่าวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคนรักหรือบุคคลที่อยู่ไกล การเริ่มต้นของความรู้สึกใหม่ๆ การเริ่มต้นทางศิลปะ
ความรัก ความสัมพันธ์ 1 ดาบ มียังมีปัญหาหนักๆ เข้ามากระทบใจ หรือมีเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างกันตลอด ต้องใจแข็ง ต้องอดทนกับการตัดสินใจบางประการ
สถานการณ์การเงิน 7 ถ้วย ระวังการใช้จ่ายด้วยความฝัน การมองโลกในแง่ดีหรือมีจินตนาการมากเกินไป การใช้เงินกับของที่ให้ความสุขทางใจ แต่ทำให้คุณ "จน" จริงๆ ในเวลาต่อมา
ธุรกิจ การงาน อัศวินดาบ ยังต้องพบกับศึกใหญ่ การต่อสู้กับคู่ปรับหรือคู่แข่งขันที่เร่งเร้าจะเอาชัยด้วยเช่นกัน การทำงานช่วงนี้ไม่มีอะไรราบรื่น
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Justice การลงนามในเอกสารสำคัญ การเกี่ยวข้องกับรัฐ กฎหมาย การใช้ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เก่งจริง

คำแนะนำพิเศษ 3 คทา เปิดตัวเองออกไปให้มากกว่าเดิม สัมพันธ์กับผู้คนใหม่ๆ ใส่ใจกับสายสัมพันธ์ที่จะมีต่อไปข้างหน้า