ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 16, 2009

ฮ่องกงพร้อมส่ง"ทักษิณ"ให้ไทย "แม้ว"อ้างสะเทือนใจข้อหาหมิ่นสถาบัน จ่อโดนฟ้องคดีกรุงไทยปล่อยกู้9พันล.

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ" ออกแถลงการณ์สะเทือนใจเจอสันติบาลฟ้องหมิ่นสถาบัน บอกกล่าวหารุนแรงขัดกับความจริง จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ถึงที่สุด ผบช.ก.เผยข้อมูลให้สัมภาษณ์ชัดเจนจนไม่ต้องเรียกสอบ "แม้ว" ส่อโดนอีกคดีอัยการเตรียมส่งฟ้องคดีกรุงไทยปล่อยกู้ 9 พันล้าน

ฮ่องกงพร้อมส่งตัว"แม้ว"ให้ไทย


เอเอฟพีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮ่องกงเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมายังประเทศไทย และรับการตัดสินโทษในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นหลายคดี แต่ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถคาดหวังความยุติธรรมในประเทศไทยได้ และจำเป็นต้องยอมรับผลของสิ่งที่ได้กระทำลงไป


นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีรัฐบาลที่กำลังพิจารณาเรื่องการสมานฉันท์ ว่า "เรากำลังพูดถึงการนิรโทษกรรมสำหรับผู้ที่กระทำความผิดด้านการเมือง เราไม่มีความคิดที่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่กระทำผิดทางอาญา พ.ต.ท.ทักษิณถูกตัดสินว่ามีความผิดกฎหมายอาญา เขาจะต้องรับผิดชอบ"

นายอภิสิทธิ์ซึ่งได้พบกับนายโดนัลด์ ซ่าง ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันเดียวกันนี้ กล่าวอีกว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุข้อตกลงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทางฮ่องกงจะช่วยส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมายังประเทศไทยหาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้ามายังฮ่องกงอีกครั้ง
"นายซ่างกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่และผมหวังว่าจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว"
นายกรัฐมนตรีกล่าว


"แม้ว" สะเทือนใจถูกข้อหาหมิ่นฯ"


นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่แถลงการณ์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ชี้แจงกรณีคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงของกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) มีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กรณีให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศช่วงวันที่ 12-13 เมษายนที่ผ่านมาว่า สะเทือนใจ เนื่องจากข้อกล่าวหารุนแรงขัดกับความจริง เพราะแม้จะต้องพำนักต่างประเทศก็ยังเป็นคนไทยคนหนึ่งที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และการสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่อ้างถึงนั้น ไม่มีข้อความใดเลยที่มีเจตนาที่จะหมิ่นหรือจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองถึงที่สุด


"เพื่อไทย"สงสัยรบ.อยู่เบื้องหลัง


นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลจะอยู่เบื้องหลังหรือไม่ อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเกมการเมือง เพราะมีข้อสังเกตเรื่องคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมายังไม่คืบหน้า แต่กลับเร่งดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดง ถ้าหากรัฐบาลเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจริงก็คงไม่ใช่แนวทางการสมานฉันท์ตามที่รัฐบาลได้ประกาศเอาไว้ และคำถามนี้ควรเป็นรัฐบาลเองที่จะต้องเป็นคนตอบให้ชัดเจน เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่ก็ต้องรู้ว่าเป็นเรื่อง 2 มาตรฐาน ซึ่ง กมธ.กฎหมายฯจะสอบสวนเพื่อดูข้อเท็จจริงว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามกฎหมายหรือเข้าข่ายผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่


"มีความเป็นไปได้สูงว่าการดำเนินคดีนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อลดเครดิต เนื่องจากจะสังเกตได้ว่ารัฐบาลได้กระทำสิ่งที่ต่อเนื่องกันหลายอย่างเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่การยกเลิกหนังสือเดินทาง จนทำให้ประเทศต่างๆ เห็นว่าเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน"นายประชากล่าว


ผบช.ก.ชี้ข้อมูลที่เผยแพร่ชัดเจน


ด้าน พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า บช.ส.ยังไม่ได้ส่งเรื่องที่มีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณหมิ่นสถาบันเบื้องสูงมาให้ เมื่อได้รับแล้วจะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนของ บช.ก.ที่มี พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.ก. เป็นประธาน และมีตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามเป็นคณะพนักงานสอบสวน


"หลังรับเรื่องคณะพนักงานสอบสวนต้องประชุม นำคำสัมภาษณ์มาแปลเป็นภาษาไทย จากการดูข้อมูล ผมคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องเชิญผู้สื่อข่าวที่สัมภาษณ์ และตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาสอบปากคำ เพราะข้อมูลที่เผยแพร่นั้นถือว่าชัดเจนอยู่แล้ว"พล.ต.ท.ไถงกล่าว และว่า เมื่อสรุปสำนวนแล้ว ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีรอง ผบ.ตร.รับผิดชอบและคณะกรรมการ 51 นาย นำไปพิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งสำนวนให้อัยการ โดยเรื่องนี้ไม่มีการเร่งรัดหรือสั่งการพิเศษจากรัฐบาลหรือจากใคร


พล.ต.ท.ไถงกล่าวว่า ยังมีคดีหมิ่นสถาบันอีกจำนวนมากที่กำลังพิจารณา เฉพาะเว็บไซต์มีมากถึง 1,400 เว็บไซต์ ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ มีของไทยประมาณ 40-50 เว็บไซต์ ที่ผ่านมาก็ปิดไปจำนวนมาก


"สุเทพ"ปัดสั่งสันติบาลจัดการ


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ตำรวจสันติบาลมีความเห็นดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปดูแล และหลายเรื่องไม่ได้ลงไปในรายละเอียด เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจ ใครผิดใครถูกก็ให้ตำรวจทำตามหน้าที่ เมื่อถามว่า ขณะนี้พบความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณในประเทศมอนเตเนโกรบ้างหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ยังไม่ได้พบ แต่อ่านข่าวจากสื่อมวลชน เมื่อถามว่า มีช่องทางอะไรที่รัฐบาลพอจะจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณได้บ้างหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ยังไม่ได้ทำ เพราะไม่มีอะไรจะทำ และไปทำเรื่องอื่นดีกว่า เมื่อถามว่า จะปล่อยเรื่องนี้ไปก่อนใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ครับ


"ทักษิณ"ส่อเจอคดี"กรุงไทย"อีก


นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานอัยการ รับผิดชอบคดีที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีธนาคารกรุงไทย (มหาชน) ปล่อยกู้มูลค่า 9,000 ล้านบาท ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารธนาคาร และบริษัทเอกชน รวม 31 ราย ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา และคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ กรณีเรียกรับเงินจากบริษัทเอกชน ที่มีนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับพวก ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่าหลังจากที่คณะทำงานอัยการประชุมร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อปรึกษาหาข้อยุติปัญหาข้อกฎหมายการสั่งคดีแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะในการตรวจสำนวนและเสนอความเห็นให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ว่าพยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วมอัยการกับ ป.ป.ช. รวบรวมส่งมาให้แล้วนั้น เพียงพอที่จะฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายใดบ้าง ซึ่งอัยการจะดำเนินการให้เร็วที่สุด


"ถ้าอัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้อง จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนผู้กล่าวหาที่เหลือที่เป็นประชาชนให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจยื่นฟ้องเอง เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วจึงจะยื่นคำร้องต่อศาลขอรวมคดีเป็นสำนวนเดียวกันในภายหลัง"นายวัยวุฒิกล่าว

ตบเด็ก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




มีผลบังคับใช้เรียบร้อยมาตรการรีดเงินผ่านภาษีสรรพสามิต ทั้งเหล้า-บุหรี่ และที่สำคัญ"น้ำมัน"

อันจะทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีรายได้เพิ่มขึ้นมาปีละอีกหลายหมื่นล้านบาท

แต่เพิ่มบนความเดือดร้อนของชาวบ้าน

โดยเฉพาะการปรับภาษีน้ำมัน ที่เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

ราคาสินค้าหลายๆ อย่างเริ่มเล็งๆ จะขอปรับราคากันแล้ว มิต้องพูดถึงเรื่องอาหารการกินที่นำทัพไปล่วงหน้า

ข้ออ้างก็เดิมๆ คือน้ำมันแพงจำเป็นต้องขึ้นราคา แต่เมื่อขึ้นแล้วก็ไม่ค่อยยอมลงง่ายๆ

เหมือนตอนที่น้ำมันทะลุ 40 บาท/ลิตร สินค้าหลายอย่างปรับขึ้นไป แม้ภายหลังน้ำมันจะหดเหลือแค่ 20 กว่าบาท/ลิตร แต่สินค้าเหล่านั้นก็ไม่ได้ปรับลดตามลงมาด้วย

แต่อย่างว่าภาษีเหล่านี้มันง่ายที่จะจัดการ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามสบาย

ภาษาจิ๊กโก๋เขาเรียก"ตบเด็ก"

เพราะเด็กไม่มีปัญญาตอบโต้ หรือมีอิทธิพลอะไรทำให้คนตบเกรงกลัว

แต่ถ้าเป็นระดับเท่าๆ กัน คนที่ชอบตบเด็กจะไม่กล้าโผล่หัวออกมา เพราะกลัวโดนสวนนั่นเอง

เหมือนภาษีมรดก และภาษีที่ดินนั่นไง

ทั้งๆ ที่ภาษีเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะคนที่ต้องเสียร่ำรวยมหาศาลกันอยู่แล้ว

อย่างมากก็แค่รวยน้อยลงนิดหน่อย ขนหน้าแข้งไม่ร่วงด้วยซ้ำ

นอกจากนี้คนร่ำรวยเหล่านี้จริงๆ แล้วส่วนใหญ่แทบไม่ได้เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนชาวบ้านทั่วไป เพราะมีวิธีเลี่ยงภาษีอย่างถูกกฎหมายมากมาย

แต่เพราะคนที่ต้องเสียภาษีตรงนี้ไม่ใช่"เด็ก"ที่รัฐบาลจะ"ตบ"เล่นง่ายๆ แถมยังมีบุญคุณหรือมีอิทธิพลในพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดในเมืองไทย

รวมทั้งส.ส.และรัฐมนตรี จำนวนมากก็อยู่ในระดับราชาที่ดินเช่นกัน

จึงทำให้ภาษีมรดก และภาษีที่ดินคลอดยากคลอดเย็นเหลือเกิน

ทั้งๆ ที่เงินจำนวนนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ หากมีมาตรการเก็บภาษีดังกล่าวจริง สามารถนำเงินเข้ากระเป๋ารัฐบาลได้มหาศาล และแทบไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนส่วนใหญ่ของประเทศเลย

แต่รัฐบาลนี้เลือกที่จะเก็บภาษีน้ำมันที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง แทนที่จะขอแบ่งปันเศษเงินจากคนรวยมาคนละนิด คนละหน่อย

น่าเศร้าชะมัด

ถูกยึดอำนาจ

ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรรคร่วมรัฐบาลล่าสุดคือการประชุมครม.กรณีประมูลข้าวโพด 4 แสนตันโดย คกก.นโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธาน สามารถยึดอำนาจแบบม้วนเดียวจบ

มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบ

เรื่องของเรื่อง เล็ดลอดว่า พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จาก พรรคภูมิใจไทย ตอบไม่กระจ่าง ทำไมการประมูลข้าวโพด ลอตใหญ่ 4 แสนตัน มีผู้ส่งออกรายเดียวได้ไปเกือบหมด

เพิ่มความชอบธรรมให้กอร์ปศักดิ์ยึดอำนาจ ต่อไปไม่พ้น เรื่องข้าว

ทำให้คิดถึง แก๊ง ออฟโฟร์ ในรัฐบาลสมัคร ที่มี หมัก เน โป๋ เลี๊ยบ เคยรวมหัวยึดอำนาจ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หมด จนถูกครหาว่า หรือจะหาเงินทำพรรคใหม่

เที่ยวนี้ พรทิวา พูดกลางครม. ขอความเป็นธรรม อย่าทำอะไร 2 มาตรฐาน ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เลยถูกนายกฯทิ่มอีกดอก มาตรฐานอีกแบบหนึ่งคืออะไร

เล่นเอารมว.คนสวยน้ำตาคลอ เหมือน ยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน สวมหัวใจสิงห์ ปกป้องจุดยืนตัวเอง จนถูกนายกฯเชิญออก

น่าเห็นใจทั้ง พรทิวา และ ยรรยง ที่มีจุดยืนว่า หน้าที่ขายข้าวโพด และ ข้าว เป็นของพาณิชย์ จะไปบอกว่า ทำแล้วขาดทุน เลยยึดอำนาจ ไม่แฟร์ ???

ก็ตอนปชป.คุมพาณิชย์ ก็รับจำนำ ข้าว ยางพารา ขาดทุนยับ ไม่เห็น “มาร์ค” บอกให้รับผิดชอบเลย เห็นเสื้อแดงโวยเรื่องกฎหมาย 2 มาตรฐาน เพิ่งรู้ว่า ครม.ก็มี 2 มาตรฐานด้วยนะเนี่ย ???

แต่จะว่าไป เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคร่วมรัฐบาลเจอปัญหาการทำงานร่วมกับปชป.ก่อนหน้านี้ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคปลาไหลก็โวย

กรณีถูกหั่นงบท่องเที่ยว ขอไปหลายพันล้าน ได้มา 500 ล้าน ทั้งที่ท่องเที่ยวแทบจะเป็นเครื่องมือเดียวในการหารายได้เข้ารัฐ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ จนต้องออกโรงเอง

ขอให้ อภิสิทธิ์ ใจกว้าง และให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล หน่อย

ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นชัดว่านอกจากพรรคเก่าแก่ไม่ไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว คงเห็นว่า เอางบฯมาใช้เองดีกว่า จึงยึดอำนาจและเงินมาใช้ในกระทรวงที่ตัวเองรับผิดชอบแทบหมด

เช่น แจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ใช้เงินไป 1.9 หมื่นล้าน แจกเงินซื้อหนังสือ ชุดนักเรียน 6,000 กว่าล้าน แจกเบี้ยยังชีพคนชรา 500 บาท แจกเบี้ยเลี้ยงอสม.คนละ 6,000 บาท

นอกจากเบี้ยยังชีพคนชราที่ควรให้แล้ว อย่างอื่นก็คือการใช้เงินภาษีไป ซื้อเสียงล่วงหน้า แบบที่กล่าวหาพรรคอื่นไว้นั่นล่ะ เพียงแต่ทำได้ เลอะเทอะเปรอะเปื้อน มากกว่ากันแยะ

เพราะเล่นแจกดื้อ ๆ ไม่มีเงื่อนไข ไม่สนใจว่า ต้องทำให้เกิดความคุ้มค่ามากสุดยังไง ???

แต่นั่นล่ะ อย่าไปคิดขนาดว่า ภูมิใจไทย หรือ ชาติไทยพัฒนา จะถอนตัวล่ะ ต่อให้โดนถอนหงอกมากกว่านี้ ก็ไม่ถอน นอกจาก เป็นฝ่ายค้าน มันอดอยากปากแห้ง....อย่างที่ใครไม่รู้ รำพันไว้

ยังมี คมช.ล็อกไว้อีก แน่นหนาขนาดนี้ แตกยาก อย่างดีแค่ ปริแยก อย่าไปจินตนาการมากเกิน.

ดาวประกายพรึก

ยังต้องพึ่งจมูกเพื่อน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_6260

อภิสิทธิ์ - กรณ์

เรื่องของวาสนานำพา กับคนชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จังหวะเหมาะ ได้ประเดิมเที่ยวปฐมฤกษ์สองคิวติดๆ ในวันเดียวกัน

ตั้งแต่รถไฟฟ้า ไปยันเครื่องบิน

เช้ามืด นายกฯอภิสิทธิ์ เป็นคนแรกที่ใช้บัตรโดยสารผ่านเข้าสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่และเดินเข้าสู่ขบวนรถ เพื่อเดินทางไปยังสถานีสุรศักดิ์

ประเดิมเที่ยวปฐมฤกษ์ รถไฟฟ้าส่วนต่อสายสีลม

ต่อมาในช่วงสาย นายกฯอภิสิทธิ์ และคณะชุดใหญ่ ได้บินลัดฟ้าไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ตามโปรแกรม Working Visit ไปเช้ากลับดึก

และก็เป็นอะไรที่พิเศษกว่าทริปปกติ เพราะคิวนี้นายกฯอภิสิทธิ์ได้ใช้บริการเที่ยวบินพิเศษของกองทัพบกไทย ออกเดินทางโดยเครื่องบินแบบ "แอมเพรีย" รุ่น อีอาร์เจ 135 ที่กองทัพบกเพิ่งจัดซื้อเข้าประจำการในปลายปี 2551

นับเป็นการนำขึ้นบินเป็นครั้งแรกของเครื่องบินลำหรู

ให้มันรู้ไปเลยว่า ใครเป็นใคร

แต่ไม่ว่า "เส้นใหญ่แค่ไหน" โดยเงื่อนไขทางการเมืองของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จุดพลิกผันมันอยู่ที่จำนวนมือหนุนในสภา

ถ้าเสียงไม่แน่นก็เจ๊ง

ก็อย่างที่เห็น ประชาธิปัตย์ยังต้องพึ่งจมูกเพื่อนในการหายใจ ยืดอายุรัฐบาล

ไม่อย่างนั้น ก็คงไม่มีรายการต่อสายด่วน "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการรัฐบาล และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ มือประสานสิบทิศ ส่งเทียบเชิญแกนนำระดับ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ตัวแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน

มานั่งโต๊ะกินข้าวเคลียร์ใจที่บ้านพิษณุโลก

เหตุเกิดหลังคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ปะทะคารมกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ค่ายภูมิใจไทย ว่าด้วยปมระบายข้าวโพด ติดพันนัวเนียกับรายการที่พรรคร่วมรัฐบาลคาใจที่ถูกตัดงบประมาณในกระทรวงเศรษฐกิจที่รับผิดชอบ

ประกอบกับอาการยึกยักแยกบทกันเล่นของคนประชาธิปัตย์ กั๊กเกมแก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมนักเลือกตั้งบ้านเลขที่ 111 บวก 109

เมื่อเล่นบท "เขี้ยว" ใส่เพื่อน ก็เลยระแวงเพื่อน "เขี้ยว" กลับ

โดยการประคับประคองสัมพันธภาพ "ชั่วคราว" ประชาธิปัตย์จำใจต้องเรียก "ผู้มีบารมีนอกสภา" ของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลมาเป่ากระหม่อม

กล่อมให้กล้ำกลืนฝืนทนกันต่อไป

เพราะมันไวไป ถ้าจะหักกันตั้งแต่ด่านแรก การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณากรอบการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในวันจันทร์ต้นสัปดาห์หน้า

กฎหมายการเงินถ้าโดนคว่ำกลางสภา "อภิสิทธิ์" ตกเก้าอี้โดยอัตโนมัติ

อดกันถ้วนหน้า ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยเดิมพันของพรรคประชาธิปัตย์ที่สูงกว่าเพื่อน กับคำถามนักข่าว กรณีภาคเอกชนบางส่วนเสนอให้นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นขุนคลัง แทนนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้

"เทพเทือก" ต้องรีบเบรก คงยังไม่ถึงขนาดนั้น ยืนยัน นายกรณ์ ยังทำได้ดีอยู่ โดยเฉพาะการชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ก็ชัดเจน ทำให้คนฟังสบายใจ ยังมีขีดความสามารถในการทำงานได้เต็มร้อย

"คุณกรณ์ถือเป็นความหวังของเราคนหนึ่ง"

กับประโยคหลังนี่แหละที่น่าเอะใจ เพราะโดยสถานการณ์ที่เซียนการเมืองอ่านหมากกันไว้ ภายใต้เงื่อนไขเดิมพันอนาคตพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าถึงบทสรุปที่ "อภิสิทธิ์" ยื้อเศรษฐกิจไม่ไหว พิสูจน์น้ำยาขุนคลัง "กรณ์" บ้อท่า ในขณะที่ "หล่อเล็ก" อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ก็วูบไปกับคดีรถดับเพลิง

มองไปในพรรคประชาธิปัตย์ไม่เหลือใคร

หมดตัวขายในสต๊อกแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สัมภาษณ์ ส.ส. สกลนคร เสรี สาระนันท์: "ไม่ใช่ ส.ส.นำเสื้อแดงนะ แต่เสื้อแดงนำส.ส."

ที่มา ประชาไท

สัมภาษณ์ เสรี สาระนันท์ ส.ส. หลายสมัยจากอ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ถึงเหตุผลที่ ส.ส. ยังคงต้องอยู่กับเสื้อแดงและทักษิณ และกระบวนการจัดการเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียง และเป็นมวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุม รวมถึงให้เขาประเมินอนาคตของทั้งตนเองและขั้วอำนาจฝ่ายสีแดง การสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของ "ปีศาจ" อย่างทักษิณ ที่จะยังครอบงำจิตใจชาวบ้านและหลอกหลอนการเมืองขั้วตรงข้ามต่อไปอย่างยากจะเปลี่ยนแปลง

บรรยากาศการชุมนุมคนเสื้อแดงที่จบลงไปอย่างไม่สวยงามเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมายังคงทิ้งคำถาม และความท้าทายว่า คนเสื้อแดงนั้นมาจากไหน ใช้เงินเท่าไหร่ในการจัดตั้งซึ่งแน่นอนส่วนหนึ่งย่อมมาจากการจัดตั้งมวลชนผ่านนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองในภาคอิสาน แต่การให้น้ำหนักกับมวลชนของนักการเมืองนี้ ทำให้เกิดความ "ผิดพลาด" ในการวิเคราะห์ฐานมวลชนคนเสื้อแดงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือเมื่อ เนวิน ชิดชอบประกาศแยกตัวออกจากขบวนการเสื้อแดง มีการประเมินว่าคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมการชุมนุมที่สนามศุภชลาศัยจะมีไม่มากเท่าการชุมนุมที่ราชมังคลากีฬาสถาน แต่ก็ผิดคาด เมื่อพบว่าคนเสื้อแดงเดินทางไปร่วมชุมนุมอย่างคับคั่งล้นสนามศุภฯ

วันที่ 8 เมษายนซึ่งถูกประกาศเป็นวันชุมนุมใหญ่โค่นอำมาตยาธิปไตย กระทั่งหน่วยข่าวกรองของทางการยังคงยืนยันตัวเลขหลักแสน และนั่นทำให้แกนนำหลักในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ฮึกเหิมต่อจำนวนคน แน่นอนว่า พวกเขาย่อมรู้ดีว่าตนมีมวลชน "จัดตั้ง" เท่าไหร่ และคนที่มาร่วมชุมนุมในวันนั้น เกินตัวเลขจัดตั้งไปมากเพียงใด

ส.ส.ในภาคอิสาน เป็นเป้าหมายของการทำความรู้จักกับคนเสื้อแดง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีหลายกลุ่มหลายก๊ก และส่งผลต่อท่าทีต่อคนเสื้อแดงในรูปแบบต่างๆ ไป ขณะที่เสี่ยงลือเสียงเล่าอ้างว่าพลังดึงดูดระหว่างทักษิณกับมวลชนอิสานก็กำลังถูกแยกออกจากกันในเขตอิสานใต้ ที่น่าสนใจคือ ส.ส.ในอิสานตอนบนยังคงยึดโยงตนเองอยู่กับคนเสื้อแดง แม้ว่าอนาคตของทั้งทักษิณและเสื้อแดงจะยังเต็มไปด้วยคำถาม

ประชาไท สัมภาษณ์ เสรี สาระนันท์ ส.ส. -หลายสมัยจาก อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ถึงเหตุผลที่ ส.ส. ยังคงต้องอยู่กับเสื้อแดงและทักษิณ และกระบวนการจัดการเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียง และเป็นมวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุม รวมถึงให้เขาประเมินอนาคตของทั้งตนเองและขั้วอำนาจฝ่ายสีแดง ในฐานะ ส.ส. ซึ่งต้องมีสัมผัสพิเศษและรวดเร็วเกี่ยวกับกลิ่นของความเปลี่ยนแปลง เขากล้ากล่าวว่า หากลงเลือกตั้งอีกครั้ง คนเสื้อแดงที่สกลนครก็จะยังเลือกพรรคอะไรก็ได้ที่เกี่ยวโยงกับทักษิณ สำหรับคำอธิบายที่ว่า เสื้อแดงกับทักษิณเป็นเรื่องเดียวกัน อาจจะถูกตอกย้ำลงไปอีกครั้งในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงพลังของ "ปีศาจ" อย่างทักษิณ ที่จะยังครอบงำจิตใจชาวบ้านและหลอกหลอนการเมืองขั้วตรงข้ามต่อไปอย่างยากจะเปลี่ยนแปลง

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ ประชาไทได้พบรูปแบบความสัมพันธ์บางประการที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับชาวบ้านซึ่งเป็นฐานเสียง หากเราเคยประเมินว่า ชาวบ้านนั้นถูกโน้มน้าวและชี้นำโดยนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมันเคยเป็นความจริงมาก่อนและยังเป็นอยู่ในบางพื้นที่ เราก็อาจจะต้องทำความเข้าใจใหม่ๆ ต่อชาวบ้านและนักการเมืองในบางพื้นที่เช่นกัน

click to open video window
หมายเหตุ

นายเสรี สาระนันท์ จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็น ส.ส. 3 สมัยติดต่อกัน คือ 2544,2548,2550 2 ครั้งแรกลงเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักไทย และครั้งหลังสุดในนามพรรคเพื่อไทย

ข้อมูลจาก http://mp.parliament.go.th/map2550/person_detail.aspx?id=Tx5vhR7oOUJ98bFU7h9vdw==

เปิดเว็บ seaofdangerouswords.org รวมมิตรความไร้เสรีภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา ประชาไท

ทุกๆ ปี กระทรวงกิจการในครอบครัวของมาเลเซีย จะประกาศรายชื่อของหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าในประเทศ ด้วยเหตุผลด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม และในจำนวนนั้นก็คือ หนังสือการ์ตูน สปองค์บ็อบ (Spongebob Squarepants) ตัวการ์ตูนสุดฮิตของเด็กๆ จากดิสนีย์

กันยายน ปี 2002 เวียดนามไม่อนุญาตให้นักร้องชื่อดังลูกครึ่งเวียด-อเมริกัน นาม จิมมี เหงียน ได้จัดแสดงคอนเสิร์ตในประเทศอีก ภายหลังจากที่เขาเคยแสดงคอนเสิร์ต 2 ครั้ง เมื่อปี 1997และในคราวนั้นเขาร้องเพลงที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทางการและเนื้อหาเพลงไม่ได้ผ่านการเซ็นเซอร์

มีนาคม 2009 รัฐบาลกัมพูชาแบนเพลงจำนวน 4 เพลงเหตุเพราะเพลงเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องเพศ หนึ่งในนั้น มีเพลงชื่อ “คนทำขลุ่ย” มีเนื้อร้องย่อๆ ว่า "ฉันเป็นคนทำขลุ่ย และฉันรู้ดีกว่าจะทำขลุ่ยให้ดีได้อย่างไร ถ้าเธอสนใจขลุ่ยของฉัน โทรหาฉันที่เบอร์.....ผู้ชายบางคนอาจรู้วิธีทำเสื่อ บางคนรู้วิธีหาเงิน แต่ฉัน ในฐานะคนทำขลุ่ย ฉันรู้ว่าจะทำขลุ่ยที่จะสร้างความพอใจให้แก่เธอได้อย่างไร"...(อ่านเนื้อร้องฉบับเต็มได้จากเว็บ).....

เรื่องราวการ “แบน” เหล่านี้ถูกรวบรวมอยู่ในhttp://seaofdangerouswords.org/ นิทรรศการการเซ็นเซอร์เสรีภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยองค์กรพันธมิตรสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า (The Southeast Asian Press Alliance -SEAPA) ซึ่งรวบรวมสถานการณ์การเซ็นเซอร์และคุกคามเสรีภาพในการพูด การสื่อสาร และการแสดงความคิดเห็นที่เกิดกับสื่อและบุคคลที่ทำหน้าที่สื่อสารในรูปแบบของการแบน การลงโทษตามกฎหมาย รวมถึงการจับกุมคุมขัง โดยวัตถุแห่งการแบนประกอบไปด้วย หนังสือ เว็บไซต์ วิทยุ การแสดง และคน

พรมแดนแห่งการแบนนั้น จำเพาะเจาะจงที่ประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และบรูไน

สำหรับกรณีของประเทศไทย http://seaofdangerouswords.org/ ถูกนำเสนอในส่วนของการแบนเว็บไซต์ และหนังสือ โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการแบนเว็บไซต์กว่า 4,000 เว็บ ในจำนวนนี้รวมถึงการแบน www.youtube.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่กว้างขวางเว็บหนึ่งของโลก และยังระบุถึงการแบน www.prachatai.com, www.midnighuniv.org และ www.pantip.com เนื่องจากการสนทนาเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้เว็บไซต์อย่างพันทิพและประชาไทเลือกเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการมอนิเตอร์ความคิดเห็นอย่างเข้มข้น ขณะที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเลือกการส่งคำร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในส่วนของหนังสือที่ถูกแบน http://seaofdangerouswords.org/ ระบุว่าประเทศไทยแบนหนังสือซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2006 คือ The King Never Smile ซึ่งเขียนโดยอดีตนักข่าวที่ประจำอยู่ในประเทศไทยนาม พอล แฮนด์ลีย์

ไม่เพียงภาพ และเนื้อหาที่รวบรวมมาอย่างครอบคลุมและเข้าใจง่าย เสียงเพลงภาษาอินโดนีเซียจากวงดนตรีแดนอิเหนาจะช่วยขับกล่อมอย่างเพลิดเพลินด้วยเพลง “I’m in jail” หรือ “ฉันอยู่ในคุก” ที่ส่งกลิ่นอายบุปผาชน ปตลอดการรับชมนิทรรศกา

"ทักษิณ"ออกแถลงการณ์ โต้ข้อหาให้สัมภาษณ์หมิ่นสถาบัน "สุเทพ"ยันไม่ได้สั่ง-ตำรวจทำตามหน้าที่

ที่มา ประชาไท

"ทักษิณ"ร่อนแถลงการณ์ฉบับ 3 โต้ข้อหาหมิ่นสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ผ่านคณะทำงานของนายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดี ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ โดยในท้ายแถลงการณ์ได้ระบุว่า จะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองอย่างถึงที่สุด ซึ่งมีรายละเอียดตามนี้



แถลงการณ์ฉบับที่ 3/2552 ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


ตามที่มีข่าวในสื่อมวลชนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ข้อสรุป จากการที่ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศในระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน 2552 ที่ผ่านมาว่า ผมได้กระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจะดำเนินคดีกับตัวผมตามกฎหมายต่อไปนั้น


ผมทราบเรื่องนี้ด้วยความสะเทือนใจยิ่ง เนื่องจากข้อกล่าวหานี้เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง และขัดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แม้ผมจะต้องพำนักอยู่ในต่างประเทศก็ตาม ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และการสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่อ้างถึงนั้น ไม่มีข้อความใดเลยที่ข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะหมิ่นหรือจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เทิดทูนและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคน ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและแห่งใดในโลก


ผมขอกราบเรียนว่า ในอดีตมีการพยายามใส่ร้ายป้ายสีและดำเนินคดีกับผมในทำนองนี้หลายคดี แต่อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกคดีที่ตำรวจเสนอสำนวนขึ้นไป ผมขอย้ำอีกครั้งว่าผมประสงค์ที่จะเห็นความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งความปรองดองจะไม่เกิดขึ้นถ้าปราศจากความเป็นธรรมในสังคม ดังนั้นผมจึงไม่ปรารถนาที่จะเห็นการทำลายล้างกันทางการเมืองในสังคมไทย โดยการยัดเยียดข้อ กล่าวหาที่ปราศจากข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ และน่าเสียดายว่าแนวโน้มนี้จะดำรงอยู่ต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น


ผมจะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผมจนถึงที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ผมจะไม่ยอมให้ผู้ใด ไม่ว่าจะดำเนินการเอง หรือมีใครบงการให้กระทำ มากล่าวหาผมอย่างเป็นเท็จว่าผมมีเจตนาหมิ่นพระมหากษัตริย์ ทั้งๆที่ผมมีความจงรักภักดีและเทิดทูนเหนือหัว และความจงรักภักดีที่ผมมีต่อพระองค์จะยังคงอยู่ในหัวใจของผมจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แม้ตัวผมจะพำนักอยู่หนใดในโลกก็ตาม


พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร


15 พฤษภาคม 2552

"สุเทพ" ยิ้มตร.ฟัน"แม้ว"หมิ่นสถาบัน บอกปท.จะเรียบร้อย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ถึงกรณีที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาลเตรียมดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ตนไม่ได้เข้าไปดูแล เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครผิดใครถูกก็ให้ทำตรวจทำหน้าที่ เพราะถ้าตำรวจทำหน้าที่บ้านเมืองก็เรียบร้อย


เมื่อถามว่า ขณะนี้พบความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณในประเทศมอนเตเนโกรธบ้างหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่พบ เพราะตนอ่านข่าวจากสื่อมวลชน เมื่อถามว่า มีช่องทางอะไรที่รัฐบาลพอจะจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ได้บ้างหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ได้ทำ ไม่มีอะไรจะทำและไปทำเรื่องอื่นดีกว่า เมื่อถามว่า จะปล่อยเรื่องนี้ไปก่อนใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า "ครับ"


เมื่อถามถึงสถานการณ์การเมืองหลังการประกาศเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนไปในเดือนตุลาคม นายสุเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ก็ดีขึ้น เพราะมีเวลาได้คิด ได้ทำเรื่องอื่น และอยากชวนทุกฝ่ายมาคิดกันเรื่องกอบกู้ประเทศจะดีกว่า เมื่อถามว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะจัดงานรำลึกเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วันที่ 17 พ.ค.นายสุเทพ กล่าวว่า ก็ไม่เป็นปัญหา ตราบใดที่ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 13.30 น. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) และกองคดีอาญาเข้า ร่วมประชุมที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กว่า 1 ชั่วโมง

พล.ต.ท.ธีระเดชกล่าวว่า ที่ประชุมสรุปกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศในช่วงวันที่ 12-13 เมษายนที่ผ่านมาว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความเห็นสั่งฟ้องและให้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ทางกองบัญชาการสอบสวนกลางดำเนินคดีในที่ 15 พฤษภาคม

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ประชุมไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 เมษายน แต่ไม่ได้ข้อสรุป จึงมอบหมายให้สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนและนำมาพิจารณาในที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจากหลักฐานทั้งหมด คณะกรรมการสรุปมีความเห็นสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

“นภดล” ลั่นถ้ากลั่นแกล้งเตรียมฟ้องกลับ

นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่คณะกรรมการสันติบาลระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณหมิ่นสถาบันจริงจากการให้สัมภาษณ์เวปไซด์ของต่างประเทศว่า ทีมทนายของพ.ต.ท.ทักษิณกำลังพิจารณาในรายละเอียดผลสรุปของตำรวจว่ามีเหตุผลและการตีความข้อกล่าวหาอย่างไร เพราะข้อกล่าวหารุนแรง รวมทั้งกำลังพิจารณาว่า หากเป็นการกลั่นแกล้งก็อาจจะฟ้องกลับด้วย

โดยทีมทนายได้เตรียมหลักฐานในส่วนของบทสัมภาษณ์ เจตนาของคำพูดว่าเป็นอย่างที่ตำรวจตีความหรือไม่ และยังจะมีการออกแถลงการณ์ในเร็ว ๆ นี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณยืนยันความจงรักภักดีต่อสถาบันมาโดยตลอด หรือเป็นไปได้ว่าตำรวจถูกแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวจริง พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องเตรียมทนายเพื่อร้องต่ออัยการอย่างแน่นอน เพราะมีหลายเรื่องหลายคดีที่แม้ว่าตำรวจจะสรุปว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีความผิด แต่เมื่อถึงชั้นอัยการกลับไม่มีการสั่งฟ้อง

ด้าน พล.ต.ท. ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการคดีหมิ่นสถาบันของตำรวจสันติบาลลงความเห็นว่าการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านเว็บไซต์สื่อต่างประเทศ เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า ทันทีที่ได้รับเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที โดยคณะพนักงานสอบสวนของ บช.ก. มี พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.เป็นประธาน ร่วมกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เป็นคณะพนักงานสอบสวน

ทั้งนี้ ผบช.ก. กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้มาคิดว่าไม่จำเป็นต้องเชิญผู้สื่อข่าวที่สัมภาษณ์ และตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาสอบปากคำ เพราะข้อมูลได้มีการเผยแพร่ ถือว่ามีความผิดชัดเจนอยู่แล้ว และตามกรอบเวลาพนักงานสอบสวนมีเวลาในการทำสำนวน 3 เดือน ซึ่งจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เรื่องนี้ไม่ได้มีการเร่งรัดหรือสั่งการพิเศษจากรัฐบาลหรือจากใคร เป็นการทำไปตามหน้าที่ เพราะยังมีคดีหมิ่นสถาบันจำนวนมากที่ บช.ก.กำลังพิจารณา เฉพาะเว็บไซต์มีมากถึง 1,400 เว็บไซต์ ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ มีของไทยประมาณ 40-50 เว็บไซต์ ที่ผ่านมาได้มีคำสั่งปิดไปแล้วจำนวนมาก

“อภิสิทธิ์” ระบุฮ่องกงพร้อมส่งตัว"ทักษิณ"ให้ไทย


เอเอฟพีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮ่องกงเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมายังประเทศไทย และรับการตัดสินโทษในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นหลายคดี แต่ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถคาดหวังความยุติธรรมในประเทศไทยได้ และจำเป็นต้องยอมรับผลของสิ่งที่ได้กระทำลงไป


นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีรัฐบาลที่กำลังพิจารณาเรื่องการสมานฉันท์ ว่า "เรากำลังพูดถึงการนิรโทษกรรมสำหรับผู้ที่กระทำความผิดด้านการเมือง เราไม่มีความคิดที่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่กระทำผิดทางอาญา พ.ต.ท.ทักษิณถูกตัดสินว่ามีความผิดกฎหมายอาญา เขาจะต้องรับผิดชอบ"

นายอภิสิทธิ์ซึ่งได้พบกับนายโดนัลด์ ซ่าง ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันเดียวกันนี้ กล่าวอีกว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุข้อตกลงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทางฮ่องกงจะช่วยส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมายังประเทศไทยหาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้ามายังฮ่องกงอีกครั้ง


"นายซ่างกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่และผมหวังว่าจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว" นายกรัฐมนตรีกล่าว



"เพื่อไทย"สงสัยรบ.อยู่เบื้องหลัง


นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลจะอยู่เบื้องหลังหรือไม่ อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเกมการเมือง เพราะมีข้อสังเกตเรื่องคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมายังไม่คืบหน้า แต่กลับเร่งดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดง ถ้าหากรัฐบาลเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจริงก็คงไม่ใช่แนวทางการสมานฉันท์ตามที่รัฐบาลได้ประกาศเอาไว้ และคำถามนี้ควรเป็นรัฐบาลเองที่จะต้องเป็นคนตอบให้ชัดเจน เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่ก็ต้องรู้ว่าเป็นเรื่อง 2 มาตรฐาน ซึ่ง กมธ.กฎหมายฯจะสอบสวนเพื่อดูข้อเท็จจริงว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามกฎหมายหรือเข้าข่ายผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่


"มีความเป็นไปได้สูงว่าการดำเนินคดีนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อลดเครดิต เนื่องจากจะสังเกตได้ว่ารัฐบาลได้กระทำสิ่งที่ต่อเนื่องกันหลายอย่างเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่การยกเลิกหนังสือเดินทาง จนทำให้ประเทศต่างๆ เห็นว่าเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน"นายประชากล่าว



ผบช.ก.ชี้ข้อมูลเผยแพร่ชัดเจน ไม่ต้องเรียกนักข่าวสอบ


ด้าน พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า บช.ส.ยังไม่ได้ส่งเรื่องที่มีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณหมิ่นสถาบันเบื้องสูงมาให้ เมื่อได้รับแล้วจะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนของ บช.ก.ที่มี พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.ก. เป็นประธาน และมีตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามเป็นคณะพนักงานสอบสวน


"หลังรับเรื่องคณะพนักงานสอบสวนต้องประชุม นำคำสัมภาษณ์มาแปลเป็นภาษาไทย จากการดูข้อมูล ผมคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องเชิญผู้สื่อข่าวที่สัมภาษณ์ และตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาสอบปากคำ เพราะข้อมูลที่เผยแพร่นั้นถือว่าชัดเจนอยู่แล้ว"พล.ต.ท.ไถงกล่าว และว่า เมื่อสรุปสำนวนแล้ว ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีรอง ผบ.ตร.รับผิดชอบและคณะกรรมการ 51 นาย นำไปพิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งสำนวนให้อัยการ โดยเรื่องนี้ไม่มีการเร่งรัดหรือสั่งการพิเศษจากรัฐบาลหรือจากใคร


พล.ต.ท.ไถงกล่าวว่า ยังมีคดีหมิ่นสถาบันอีกจำนวนมากที่กำลังพิจารณา เฉพาะเว็บไซต์มีมากถึง 1,400 เว็บไซต์ ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ มีของไทยประมาณ 40-50 เว็บไซต์ ที่ผ่านมาก็ปิดไปจำนวนมาก



"ทักษิณ"ส่อเจอคดี"กรุงไทย"อีก


นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานอัยการ รับผิดชอบคดีที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีธนาคารกรุงไทย (มหาชน) ปล่อยกู้มูลค่า 9,000 ล้านบาท ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารธนาคาร และบริษัทเอกชน รวม 31 ราย ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา และคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ กรณีเรียกรับเงินจากบริษัทเอกชน ที่มีนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับพวก ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่าหลังจากที่คณะทำงานอัยการประชุมร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อปรึกษาหาข้อยุติปัญหาข้อกฎหมายการสั่งคดีแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะในการตรวจสำนวนและเสนอความเห็นให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ว่าพยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วมอัยการกับ ป.ป.ช. รวบรวมส่งมาให้แล้วนั้น เพียงพอที่จะฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายใดบ้าง ซึ่งอัยการจะดำเนินการให้เร็วที่สุด


"ถ้าอัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้อง จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนผู้กล่าวหาที่เหลือที่เป็นประชาชนให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจยื่นฟ้องเอง เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วจึงจะยื่นคำร้องต่อศาลขอรวมคดีเป็นสำนวนเดียวกันในภายหลัง"นายวัยวุฒิกล่าว

ที่มา: เว็บไซต์มติชนและเว็บไซต์ไทยรัฐ

“ทางออก” เศรษฐกิจการเมืองไทย ภายใต้ “การแบ่งขั้ว”

ที่มา ประชาไท

(14 ..52) ชมรมเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทยในพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมโลก” ที่โรงแรมตะวันนากรุงเทพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ วิจารณ์ถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากพัฒนาการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของสังคมโลก รวมถึงปัญหาการเมืองภายในประเทศไทยที่มีต่อการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

การเสวนาเริ่มจากการปาฐกถาในหัวข้อ ทิศทางประเทศไทยในพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมโลกโดย ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวถึงการเป็นสมัยใหม่ ปัญหาของการเป็นสมัยใหม่ในแบบตะวันตกที่ประเทศไทยและหลายๆ ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และปัญหาและข้อเสนอการเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทย

.ดร.ฉัตรทิพย์ เสนอว่า ทิศทางการพัฒนาประเทศที่จะเป็นจริงและตรงกับความปรารถนาของผู้คน คือการพัฒนาที่ระบบที่ใหญ่ที่สุดในแง่ผู้คนคือระบบชุมชน เป็นการพึ่งตนเอง มีศักดิ์ศรี ไม่ปฏิเสธตัวเอง ในทางเศรษฐกิจให้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจชุมชนและเครือข่ายชุมชนให้มากที่สุด โดยในภาคชนบทรักษาและพัฒนาระบบชุมชนเกษตรกรรายย่อย ส่วนในภาคเมืองส่งเสริมสหกรณ์ผู้ผลิตหัตถกรรม และในระดับประเทศสถาปนาวัฒนธรรมชุมชนเป็นแกนกลางของวัฒนธรรมแห่งชาติ ร้อยรัดระบบเศรษฐกิจชุมชนและระบบเศรษฐกิจทุน

ในเรื่องรัฐ สถาบันรัฐไทยนั้นแปลกแยกจากชุมชนตลอดมา และคงลักษณะรัฐราชการศักดินาแม้ว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาเข้าสู่ระบบทุนนิยม ดังนั้นต้องพยายามประกอบรัฐใหม่ให้เป็นตัวแทนของชุมชน โดยกระจายหน้าที่จากรัฐส่วนกลางไปให้รัฐท้องถิ่น และพยายามให้รัฐไม่ว่าส่วนกลางหรือท้องถิ่นปกครองให้น้อยที่สุด แต่ใช้การเกี่ยวโยงหน่วยต่างๆ ในสังคมด้วยวัฒนธรรมแทน แบ่งประเทศออกเป็นเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมตามสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์วัฒนธรรม แล้วกระจายหน้าที่บริการสาธารณะให้เขตต่างๆ เหล่านี้

จากอดีตถึงปัจจุบันนักวิชาการและปัญญาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอภาพและเส้นทางของวัฒนธรรมชุมชน ไม่มีการศึกษาและทำความเข้าใจชาวบ้าน ไม่สนใจพลังของพวกเขา ต่อมาเมื่อตะวันตกแพร่อิทธิพลมาถึงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงมีการหันไปศึกษาและชื่นชนตะวันตก จนเกิดเป็นปัญหาแบ่งแยกแนวคิดเส้นการเป็นสมัยใหม่ของไทยออกเป็น 2 ทาง คือ 1.แบบที่เสนอโดยชนชั้นนำ คือ รับความเจริญทางเทคโนโลยีและทางเศรษฐกิจแบบตะวันตก แต่รักษาไว้ซึ่งรัฐและวัฒนธรรมแบบจารีต 2.ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนทุกอย่างให้ทันสมัยแบบตะวันตก

.ดร.ฉัตรทิพย์ เสนออีกทางเลือกหนึ่ง คือการเป็นสมัยใหม่ที่เป็นของไทยเราเอง ซึ่งไม่ต้องเป็นไทยเราเองแบบจารีตแต่เป็นไทยเราเองแบบชุมชน โดยอธิบายว่า การเป็นสมัยใหม่มีหลายรูปแบบ และเราควรก้าวข้ามการเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยการประกอบสังคมใหม่ในแบบที่เหมาะสมและเราชอบของเราเอง โดยระบบชุมชนจะเป็นตัวตั้ง แล้วเลือกองค์ประกอบที่ต้องการและเป็นจริงได้ในสังคม ซึ่งบางองค์ประกอบอาจมาจากสมัยใหม่ในแบบตะวันตก เช่น เทคโนโลยี แล้วประกอบส่วนต่างๆ นี้เข้าด้วยกันในสัดส่วนและในแบบที่เราต้องการ ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือการกล้าค้นหาและเดินไปตามเส้นทางไปสู่สังคมใหม่ในจินตนาการนั้น

เราคงจะต้องสนใจสถาบันชุมชนและวัฒนธรรมชุมชนเป็นพิเศษ เข้าใจและสำนึกในสถาบันนี้ แล้วจึงเติมผสมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

การเสวนาในหัวข้อ “ทางออกเศรษฐกิจการเมืองไทยภายใต้การแบ่งขั้ว” ในช่วงบ่าย มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นประกอบด้วย นายลิขิต ธีรเวคิน อาจารย์พิเศษประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รักษาการประธานชมรมเศรษฐศาสตร์และการเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4 ตัวแปรที่การแก้วิกฤติไทยต้องเชิญ

นายลิขิต กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการบริโภค ในการลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐถือเป็นแนวทางที่ทำในลักษณะเดียวกัน คือพยายามแก้ไขเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตามคงต้องดูด้วยว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะแก้ไขได้สำเร็จหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จประเทศอื่นก็คงสำเร็จได้ยากเช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่ทุกประเทศต้องทำคือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองไปและรอดูว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นหรือไม่

ในส่วนของประเทศไทยอาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ยากกว่าประเทศอื่น เพราะมีตัวแปรความขัดแย้งต่างจากประเทศอื่นอีก 4 ตัวแปร คือ 1.มีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งไม่มีทางสิ้นสุดลงในระยะเวลาอันใกล้และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 2.ความขัดแย้งทางสังคม สังคมไทยมีความแตกแยกกันมาก แบ่งเป็นหลายสีมากมาย “เราเป็นชาติที่มีการใช้สื่อและใช้สีมากที่สุด” 3.ความขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างรุนแรง การระบบมีการเมืองที่ต่างกัน และ 4.ไม่มีหลักยึดในยามเกิดวิกฤติ

“รัฐบาลกำลังเผชิญกับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ผนวกกับปัญหาทางการเมือง สังคมและอุดมการณ์ รวมทั้งสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย เมื่อเป็นอย่างนี้งานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ โอกาสที่จะทำให้สำเร็จนั้นมี แต่ไม่ง่าย และต้องใช้เวลา แต่เวลาเป็นสิ่งที่เราไม่มี” นายลิขิตกล่าว และกล่าวต่อมา สังคมไทยขณะนี้มีการการป่วยทางการเมือง

นายลิขิตกล่าวแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า กลัวว่าปัญหาจะเป็นบ่อเกิดของกลียุคที่ไม่สามารถควบคุมอะไรไม่ได้ โดยไล่จากปัญหาสู่วิกฤติ ไปสู่ความวุ่นวาย สืบเนื่องจนไปเป็นกลียุค

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงระเบียบโลกใหม่ซึ่งหมายความถึงการที่ประเทศต่างๆ ในโลกจะอยู่กันต่อไปอย่างไร ไม่ว่าจะในส่วนการค้าขาย การเมือง ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ ข้อตกลงทางทหาร สันติภาพของโลก ฯลฯ ว่าจะปล่อยให้อเมริกาประเทศเดียวเป็นเสาหลักอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมีผลกระทบให้ประเทศอื่นๆ พังตามไปด้วย อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าแม้ในอเมริกามีผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์มากมาย แต่สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่าแม้ทฤษฎีจะถูกแต่ทางปฏิบัติไม่ถูก และมีลักษณะของมือถือสากมากถือศีล อะไรก็ตามที่เขาต้องการให้เราทำแต่เขาทำตรงข้ามเราหมด อเมริกาเองไม่สามารถปฏิบัติตามสิ่งที่เทศนาคนอื่นได้

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ประเทศที่จะมาเป็นตัวแปรทางการเมืองในการต่อรองทางเศรษฐกิจบนเวทีโลก คือ จีน อินเดีย รัสเซีย ในอนาคตอาจรวมถึง บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย โดยโลกจะต้องเรียกร้องได้ว่าระเบียบโลกที่อเมริกาเป็นมหาอำนาจคุมทุกอย่างต้องเปลี่ยน ซึ่งตรงนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แม้ต่อไปบนเวทีการเจราจาระดับโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจจะไม่สามารถขาดอเมริกาได้ แต่ขณะเดียวกันก็จะขาดจีน ขาดอินเดียไม่ได้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วประเทศไทยควรต้องมีการคิดว่าจะเดินไปอย่างไร

ชี้ไทยมีปัญหา4 อ่อน กับ 5 ขาด ติงรัฐลดการทุ่มเทแต่ในเชิงปริมาณ

นายสมภพ กล่าวว่ามองย้อนหลังกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติที่รุนแรงและหนักหน่วง 3 ครั้ง ซึ่งสร้างปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งขณะนั้น จีดีพีไทยติดลบไปราว 12 เปอร์เซ็นต์ แต่เคราะห์ดีที่ขณะนั้นเป็นช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งอเมริกาและจีน ต่อมา 2544 เกิดวิกฤตการณ์ดอทคอมที่จีดีพีของอเมริกาติดลบ 3 ไตรมาสซ้อน ลากให้จีดีพีไทยลดลงจาก 4.6 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนหน้า เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2544 และการส่งออกลดต่ำลงถึงติดลบ และล่าสุดวิกฤตการแฮมเบอร์เกอร์ ที่การส่งออกติดลบอย่างหนักและจีดีพีร่วงลงพอๆ กับของสหรัฐ

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไทยอยู่บนโลกแห่งความไม่แน่นอนและมันกำลังมาขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยมันเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งต่อการค้าต่างประเทศ ต่อการลงทุนจากต่างประเทศ และเปิดกว้างต่อภาคบริการที่มาจากต่างประเทศ เช่นนี้แล้วคำถามคือเราจะจัดเตรียมประเทศอย่างไรต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ซึ่งในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาวิกฤตการณ์เกิดถี่มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญในโลกประเทศไทยถูกกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างจังทุกครั้ง

“เราจะอยู่ในโลกใบนี้นี้อย่างไร เราจะจัดทัพในประเทศอย่างไรที่ทำให้มีความยืดหยุ่นต่อตัวแปรทั้งเชิงลบและเชิงบวกของเศรษฐกิจโลก และผมขอบอกว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปวิกฤตการณ์จะเกิดขึ้นรุนแรง รวดเร็ว และเกิดถี่ขึ้นกว่าที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ที่เรียกว่านโยบายเฮลิคอปเตอร์มันนี่” นายสมภพกล่าว

นายสมภพกล่าวต่อมาว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหา 4 อ่อน กับ 5 ขาด ที่ยังแก้ไม่ตก 4 อ่อน คือ 1.ความอ่อนแอของระบบและสถาบันการเมือง 2.ความอ่อนแอและด้อยประสิทธิภาพของข้าราชการ 3.ความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจและธุรกิจไทยเราเป็นเศรษฐกิจแบบจับกังอีโคโนมี คือขายแรงงานกิน ขายทรัพยากรกิน ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงให้เห็นได้อีกจากความยืนหยัดยืดเยื้อของการเป็นประเทศที่ขายแรงงาน ขายการประกอบการเล็กๆ น้อยๆ เน้นการขยายตัวเชิงปริมาณ ใช้แรงงานราคาถูก โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ปัจจุบันมีกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานในประเทศ เพื่อการบริหารจัดการให้ประเทศมีแรงงานตำตลอดไป และ 4.ความอ่อนแอด้านปัญหาสังคม ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องการศึกษา ซึ่งอาจไม่ได้แก้ปัญหาโดยเน้นย้ำในเชิงปริมาณด้วยการให้เรียนฟรี 15 ปี

ส่วน 5 ขาด ได้แก่ 1.ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาในระยะสั้นอย่างมีระบบมีแผนรองรับ ยกตัวอย่างนโยบายการแจกเงินโดยไม่มีแผนรองรับ 2.ขาดวิสัยทัศน์ในระยะยาวเพื่อบริหารจัดการให้ประเทศที่มีความยืดหยุ่น 3.ขาดเครื่องมือกลไกที่จะนำพาแผนหรือวิสัยทัศน์ที่มีไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมาได้ 4.ขาดเครื่องมือที่จะบริหารจัดการความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบได้ และ5.ขาดภูมิปัญญาและความรับรู้ ไม่สามารถสร้างความรับรู้ของทรัพยากรมนุษย์ให้รู้จักประเมิน วิเคราะห์และมีวิสัยทัศน์

นายสมภพกล่าวต่อมาว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นภาพรัฐบาลที่มีการบริหารจัดการประเทศให้รุดหน้าที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่มีนโยบายที่เด่นชัด และหากดูในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เช่น เรื่องแหล่งน้ำ 2 แสนกว่าล้าน จัดการเรื่องการขนส่งเช่นถนนไร้ฝุ่น 3 แสนกว่าล้าน ทุกเรื่องยังเน้นในการแก้ไขปัญหาที่มีลักษณะแยกส่วน เน้นเรื่องวัตถุ ทุ่มเทในเชิงปริมาณ ยังไม่เห็นวิธีการที่นำไปสู่การปรับปรุงเชิงโครงสร้าง การปฏิรูปประเทศที่ทำให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

“ปัญหา 4 อ่อน 5 ขาดเป็นเรื่องแรกๆ ที่ต้องบริหารจัดการ เพื่อนำไปสู่การทำให้ประเทศเราเองอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเกมรุกและตั้งรับต่อความเชียวกราดของโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้มากขึ้นต่อไป” นายสมภพกล่าวสรุปในตอนท้าย

แนะไทยเน้นตลาดภายใน ยึดประชาคมอาเซียนร่วมแก้วิกฤติ

นางผาสุก กล่าวว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์จะส่งผลกระทบลุ่มลึก และอาจต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะฟื้น ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆ ที่โยงกับอเมริกา รวมทั้งไทยที่พึ่งตลาดส่งออกโดยเฉพาะสหรัฐฯ มากถึง 20% แต่ถ้ามอง โดยเปรียบเทียบถือว่าภูมิภาคเอเชียยังได้รับผลกระทบจากทรัพย์สินที่เป็นพิษในครั้งนี้น้อยกว่ายุโรปและญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

อย่างไรก็ตามวิกฤติอาจเป็นโอกาสได้ ซึ่งอาจต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ในการฟื้นเศรษฐกิจของแทนยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ อย่างการพึ่งการส่งออก หรือการพึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศ แต่คงต้องหันมาเน้นการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งประเทศจีนและอินเดียมีประชากรจำนวนมากการปรับตัวของ 2 ประเทศนี้น่าจะได้ผลดีกว่า ในส่วนของไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดกลางคงต้องร่วมมือกับประเทศขนาดกลางอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน ร่วมมือกันในการวางนโยบายเศรษฐกิจให้สอดคล้องกันมากขึ้น

การตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคของประเทศในกลุ่มต่างๆ เป็นตัวอย่างที่ทำได้ เพราะลำพังประเทศเดียวอาจมีเงินทุนไม่พอ หรือถ้าต้องไปกู้ในต่างประเทศก็อาจจะต้องเจอส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูง ตรงนี้ถ้ารวมกันได้ก็จะเป็นประโยชน์ หรือการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือกันระหว่างประเทศ เป็นต้น ถือเป็นเรื่องที่เราควรจะทำ

การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการฟื้นเศรษฐกิจ ต้องปรับแบบมีนัยไปถึงการกระจายรายได้ในประเทศให้คนที่มีรายได้ต่ำมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นด้วย เพราะการปรับการกระจายรายได้ในประเทศจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองด้วยเช่นกัน” นางผาสุกกล่าวแสดงความคิดเห็น

นางผาสุก กล่าวถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และศักดิ์ศรีภายในสังคมไทยว่า มีตัวเลขชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนในจีดีพีของคนไทยรายได้สูงสุด 20% (เฉลี่ยรายได้ต่อคนต่อเดือน 31,434 บาท) มีมากถึงครึ่งหนึ่งของจีดีพี ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำสุด 20% (เฉลี่ยรายได้ต่อคนต่อเดือน 2,253 บาท) มีสัดส่วนเพียง 4% กว่าเท่านั้น มีข้อสังเกตว่า ช่องว่างของรายได้ทั้ง 2 กลุ่มนี้เท่ากับประมาณ 13 เท่า สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วที่ยุโรปและสหรัฐฯ จะต่ำกว่าก็แต่เพียงในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องความเหลื่อมล้ำและเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่แก้ไม่ตกมาตลอด

ไทยกำลังประสบปัญหาความขัดแย้งสูง แต่เรื่องที่ร้าวลึกคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และศักดิ์ศรีความเป็นคน ซึ่งผลพวงของความเหลื่อมล้ำที่มีสูง จะทำให้เกิดความขัดแย้งทางชนชั้น และทำให้คนในสังคมไม่ไว้วางใจกันมาก ซึ่งการผลักดันเพียงภาษีทรัพย์สินและที่ดินคงไม่เพียงพอ” นางผาสุกกล่าวแสดงความคิดเห็น

ส่วนประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านศักดิ์ศรี มีคนไทยจำนวนมากที่รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกดเอาไว้ด้วยกลไกต่างๆ ถูกปิดกั้นไม่ให้พัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่ เหตุผลที่สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การผูกขาด คอร์รัปชั่น ระบบการศึกษา ระบบจัดสรรงบประมาณ การขาดเสียงหรือพื้นที่ทางการเมือง และอาจรวมไปถึงการเอาอย่างสังคมอเมริกันที่มองเห็นความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องปกติ

“สังคมเลือกที่จะเป็นสังคมเสมอหน้าได้โดยที่เศรษฐกิจไม่เสียหายได้” นางผาสุกกล่าวและยกตัวอย่างประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นและยุโรปเหนือที่ทำให้เห็นว่าความเลื่อมล้ำทำให้ลดลงได้โดยเศรษฐกิจไม่เสียหาย

อย่างไรก็ตาม หากไม่ทำอะไรเลยสังคมไทยจะยิ่งเคลื่อนไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจต้องมีกระบวนการขับเคลื่อนสังคมเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน เป็นวาระสังคมคล้ายกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ที่หลายภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมคิดและเสนอแนะ

เศรษฐกิจการเมืองไทยภายใต้การแบ่งขั้วของโลก

นายพรศิลป์ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางซึ่งกำลังพยายามก้าวไปสู่ขั้วของการเป็นพัฒนาแล้ว และการไปสู่จุดนั้นได้มากหรือเร็วอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของเราเอง โดยนับจากปี 2538 ประเทศไทยได้เข้าสู่ตลาดโลก (โดยการเป็นสมาชิก WTO) และก่อนหน้านั้นในปี 2525 ประเทศไทยเข้าไปเป็นสมาชิก GATT ไทยต้องเข้าสู่กฎเกณฑ์ด้านภาษีศุลกากรและการค้าที่ถูกขีดให้โลกทั้งโลกเดิน เพื่อเป็นช่องทางทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ หลังจากนั้นเป็นต้นมากการที่ไทยจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะถูกยื่นเงื่อนไขและกำกับโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว

ช่วงเวลาที่ผ่านมา การนำพาตัวเองเข้าสู่ระบบทำให้การเจรจาที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา เป็นการเจราจากที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่โปร่งใสมาตั้งแต่ต้น ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดรายละเอียดต่างๆ มีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเกิดขึ้น เกิดภาวะการค้าไม่ขยายตัวในประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องวิ่งไล่ให้เท่าทัน นอกจากนั้นก็การกำหนดมาตรการให้ประเทศพัฒนาแล้วช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา

ปัญหาที่ผ่านมาคือไทยต้องการการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ และต้องการการส่งออกสินค้าทำให้จุดยืนของไทยอยู่ตรงตำแหน่งที่ถูกกำหนดโยผู้ซื้อ นอกจากนี้ในส่วนผู้นำหรือนักการเมืองที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจโลก จึงไม่มีการสร้างกฎหมายและแผนพัฒนาการแข่งขันทั้งในภาคการผลิต การบริการ และการลงทุน อีกทั้งการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเป็นบทบาทของข้าราชการโดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก

ส่วนภายในประเทศมีการแบ่งขั้วใน 2 แบบ คือ 1.การแบ่งขั้วระหว่างภาคเศรษฐกิจและภาคการเมืองซึ่งไม่ช่วยสร้างศักยภาพทางการแข่งขันแต่ส่งเสริมการแสวงหาผลประโยชน์ระหว่ากันของนักการเมืองและนักธุรกิจ และ2.การแบ่งขั้วของพรรมการเมืองทั้งหลายแต่นักการเมืองไม่มีการแบ่งขั้วอีกทั้งสามารถเปลี่ยนพรรคได้ทุกพรรค เกิดเป็นปัญหาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าคิดตอบโจทย์การบริหารบ้านเมือง

ในส่วนข้อเสนอแนะนายพรศิลป์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรจัดกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับเกษตรและอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวให้เป็นกลุ่มแนวหน้าเพื่อการแข่งขันอย่างยั่งยืน พร้อมกับการสร้างศักยภาพของผู้บริโภค และการเมือง

ทั้งนี้ ในช่วงเช้ามีการเสวนาเรื่อง “ทิศทางประเทศไทยในมุมมองภาคการเมือง เศรษฐกิจและสังคม” โดย รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในมุมมองทิศทางด้านเศรษฐกิจ ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ นักวิจัยด้านรัฐศาสตร์ เสนอมุมมองภาคการเมือง และ ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักวิชาการอิสระ กับมุมมองในภาคสังคม ดำเนินรายการโดยศาสตราภิชาน ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิกฤตทางชนชั้นต้นตอปัญหาทางการเมือง

รศ.ดร.ณรงณ์ กล่าวว่าภาวะวิกฤติเชิงโครงสร้างทางสังคมของไทยมีเหตุจากพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1.วิกฤตทางชนชั้น ทั้งที่ไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ระดับกลาง แต่กลับมีสัดส่วนคนรวยสุดกับจนสุดถึง 14-15 เท่า นอกจากนี้มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน ที่ไม่มีการศึกษาเลยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ประมาณ 12 ล้านคน มีการศึกษาต่ำกว่าชั้นประถม และมีประมาณ 7 ล้านคน ที่มีการศึกษาเท่ากับระดับชั้นประถม รวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด ซึ่งคนจำนวนนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เข้าใจความซับซ้อนของการเมือง โลกาภิวัตน์ ทุนนิยม สนใจแต่ว่าจะอยู่รอดอย่างไร วิกฤตชนชั้นเป็นโอกาสของนักการเมืองเข้ามาเสนอผลประโยชน์ให้แก่คนรากหญ้า ซื้อใจใส่ปุ๋ยที่มีพิษลงไป ทำให้เกิดปัญหา และช่องว่างนี้มีแนวโน้มห่างกันมากขึ้น

2.วิกฤตทางโครงสร้างการผลิตและประชากร ที่เคลื่อนตัวจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอย่างรุนแรง รวดเร็ว วิถีเกษตรแบบพอมีพอกินถูกละทิ้ง ชุมชนชาวนา 90%ไม่ได้ทำนาเองแต่มีการว่าจ้าง ไม่มียุ้งฉาง ลานตาก ขายข้าวเปลือกซื้อข้าวสารกิน กำลังแรงงานรุ่นใหม่หนีจากภาคเกษตร เหลือแต่คนอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ดินรายเล็กรายย่อยถูกขายออกไป ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังแสวงหาที่ดินเพื่อปลูกพืชส่งกลับประเทศสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชากรของเขา ในอนาคตคนจนในประเทศไทยจะมีข้าวกินหรือไม่ คำถามนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวของนักวางนโยบาย

3.การเปลี่ยนผ่านจากชุมชนชาวนาสู่ชุมชนโรงงาน ซึ่งชุมชนโรงงานนี้ไม่มีอยู่ในแนวความคิดและแผนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง และ 4.ทุนนิยมแข่งขัน หล่อหลอมให้สังคมมุ่งแข่งขัน กระตุ้นการใช้จ่าย เกิดลัทธิปัจเจกบุคคลรุนแรง ทุกคนหากินเอาตัวรอด ใครรวยคือคนดี ซึ่งเมล็ดพันธุ์ทั้งสี่คือตัวก่อให้เกิดวิกฤตทางสังคม

ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจ เกิดจากแนวทางการพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่างภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การคลั่งทุนนิยมเสรีจนเจ๊งทั้งระบบ และวิกฤตโครงสร้างทุนนิยมโลก ขณะที่วิกฤตการเมืองเป็นส่วนผสมของวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตสังคม เวลานี้การเมืองไทยอยู่ในระบบซึ่งเป็นส่วนผสมของเงินกับปืนหากลงตัวก็อยู่ได้ยาว เงินเป็นศูนย์กลางของอำนาจ เมื่อเอาเงินลงไปในกลุ่ม 20 ล้านคน เกิดทุนนิยมผสมวัฒนธรรมศักดินาขึ้นมาเป็นทุนนิยมสามานย์

รศ.ดร.ณรงณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเสถียรภาพของรัฐบาลเองในปัจจุบันที่ไม่มั่นคงนั้นไม่ได้มาจากเรื่องของปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งมาจากความไม่มีเสถียรภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งยากที่จะบริหารจัดการได้โดยง่ายทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแลเท่าไรซึ่งอายุของรัฐบาลก็ไม่น่าจะยาวสามารถเริ่มนับถอยหลังได้เลย

ประชาธิปไตยไม่อาจเติบโตบนเงื่อนไขที่สังคมแบ่งขั้วกันสุดๆ

.ดร.สมบัติ กล่าวว่าวิกฤติการเมืองของประเทศไทยขณะนี้กำลังสับสน ความมืดบอดมองไม่ออกว่าจะไปทางไหน ใน 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่หนึ่งคือเรื่องอุดมการณ์ ซึ่งตอนนี้ต้องมานั่งเถียงกันว่าประชาธิปไตยของเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงินไม่เหมือนกัน ทำให้เป็นปัญหา เรื่องที่สองคือตัวการเมืองเอง ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าจะจบอย่างไร แต่จริงๆ แล้วเพิ่งจะเริ่มต้น เพราะยังไม่รู้เลยว่าอะไรคือเป้าหมาย สุดท้ายคือเรื่องของศีลธรรมมีจริงหรือเปล่า

วิกฤตทางการเมืองเป็นวิกฤตทางฉันทานุมัติที่มีเหตุมาจากความคิดและแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกัน ฝ่ายหนึ่งมองว่าเมื่อตนเองมาจากการเลือกตั้งต้องมีสิทธิปกครอง เพราะเชื่อในมายาคติการเลือกตั้งที่คิดว่าคนเสมอภาคกัน ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ สังคมไทยมีคนต่างชนชั้นกัน ระหว่างมวลชนรากหญ้าซึ่งชื่นชอบสินค้าประชานิยม มองการอยู่รอดเฉพาะหน้าหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และชนชั้นกลางที่นิยมสินค้าความโปร่งใสไม่โกงกิน มีความคาดหวังในสังคมอุดมคติ ดังนั้นฝ่ายหลังจึงไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่นักการเมืองเข้ามามีอำนาจเพราะการซื้อเสียง

ศ.ดร.สมบัติ กล่าวว่า ประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง มีระบบควบคุมตรวจสอบ มีความโปร่งใส มีสื่อที่เสรี ภาคประชาชนเข้มแข็งด้วย ประชาธิปไตยไม่อาจเติบโตบนเงื่อนไขที่สังคมแบ่งขั้วกันสุดๆ รัฐบาลมีอำนาจมากไปหรือน้อยไป ตอนนี้หลายคนถามว่าวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นจะจบลงเมื่อใด ไม่มีใครตอบได้ ความจริงแล้วนี่เพิ่งจะเริ่มต้น ยังมองเห็นแต่ความมืดมิด รัฐบาลไม่มีอำนาจ พรรคการเมืองมีปัญหาไม่ทำงาน การเมืองเป็นเรื่องระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชั่น เศรษฐกิจจะยังมีปัญหาต่อเนื่อง

เขากล่าวด้วยว่าจากหลักฐานทางวิชาการพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องการประชาธิปไตยถึงร้อยละ 93 แต่เมื่อถามว่าประเทศไทยเหมาะที่จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาชนกลับเห็นชอบเพียงร้อยละ 88 และถ้าว่าประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพหรือไม่ในการแก้ปัญหาสังคม ประชาชนเห็นด้วยเพียงร้อยละ 89.6 และแน่ใจว่าในวิกฤติความขัดแย้งขณะนี้คำตอบเหล่านี้จะยิ่งต่ำลงอีก ว่าประเทศไทยแก้ปัญหาไม่ได้ และสุดท้ายเมื่อถามว่าประชาธิปไตยสำคัญกว่าหรือสำคัญเท่ากับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ ประชาชนเห็นด้วยเพียงร้อยละ 51 นี่คือสิ่งที่หยิบยกมาให้เห็นว่าเวลาที่คุยเรื่องประชาธิปไตย ค่อนข้างมีเงื่อนไขอยู่พอสมควร

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ.เสนอทางออกการปฏิรูปการเมืองว่า 1) วัฒนธรรมการเมืองต้องสร้างสำนึกร่วมกันคิดถึงผลประโยชน์ของชาติ 2) สถาบันพรรคการเมืองมีประสิทธิภาพ 3) สื่อซึ่งเป็นตัวเชื่อมรัฐฯ-ประชาชนต้องทำหน้าที่ดีกว่านี้ 4) การผลิตนโยบายทางการเมืองที่ถูกต้องเหมาะสม 5) ผู้นำต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมือง พร้อมทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ 6) นักการเมืองมองเห็นผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรกแทนที่การเห็นแก่ตนเองและพวกพ้อง 7) มีองค์กรธุรกิจที่ดี และ 8) เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมของสังคม อย่างไรก็ตาม หากสังคมยอมรับกับการคอร์รัปชั่น ยอมรับการซื้อเสียงซึ่งหมายถึงความวิบัติตั้งแต่ต้น สิ่งที่เสนอมาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

ปรับโครงสร้าง ปตท.เพื่อสังคมไทยเป็นเป้าหมายหลักที่ควรปฏิบัติ

.ปรีชา ได้นำเสนอบทวิพากษ์เพื่อการปลดปล่อยประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยในปี 2551-52 เป็นปีแห่งการเคลื่อนไหวทางสังคมจะเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสภาพเดิม หรือถอยหลังเข้าคลองแห่งความล้าหลัง แต่ประเด็นที่เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงอย่าลืมถามและอย่าลืมตอบก็คือ เป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวสังคมอยู่ที่ไหน ซึ่งเป้าหมายหลักที่ควรปฏิบัติการที่อยากเสนอ คือ ปิดล้อม ปตท.เรียกร้องซีอีโอและคณะลาออก คืนหุ้นให้แก่ประชาชน และปรับโครงสร้างไปสู่ “ปตท.เพื่อสังคมไทย”

บทสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรี และประโยคดีๆ จากพระราชา

ที่มา ประชาไท

โดย เพณิญ

ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวละคร' ที่น่าจับตามองและได้รับความนิยมอย่างมาก คงหนีไม่พ้น อาซาคุระ เคตะ' นายกรัฐมนตรีหนุ่มสุดหล่อแห่งประเทศญี่ปุ่น และ ลีซาน' พระราชาผู้เป็นที่รักของประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลี

ตัวละคร' ทั้งสองปรากฏตัวอย่างมีนัยยะสำคัญและเป็นที่กล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก

หนึ่งคือ อาซาคุระ เคตะ' ตัวละครที่ไม่เคยสนใจการเมือง แต่ต้องก้าวเข้ามารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีในภาวะการเมืองสูญญากาศของประเทศญี่ปุ่นจาก CHANGE ซีรี่ย์แดนปลาดิบ ซึ่งรับบทโดยพระเอกสุดเท่ห์ ทาคุยะ คิมุระ (หลังจากซีรี่ย์เรื่องนี้จบลง ทาคุยะมีชื่อติดในผลสำรวจที่ว่า อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปของญี่ปุ่นมากที่สุด ในอันดับที่ 3)

อีกหนึ่งคือ ลีซาน' หรือ พระเจ้าจองโจ พระราชาเจ้าของประโยค "ข้าจะทำให้รู้ว่า ความเสมอภาคเท่าเทียม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะทำให้บ้านเมืองเจริญได้"

อันเป็นประโยคไฮไลต์จากซีรี่ย์เกาหลีเรื่อง ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ซึ่งประโยคนี้คงสะท้อนในใจใครหลายคนที่ได้ยินได้ฟัง เพราะนอกจากจะสะท้อนให้ย้อนกลับมาดูสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยแล้วยังสะเทือนต่อกลยุทธ์การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยอ้างเรื่องการรักษาความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

บทสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรี

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสตอบรับของซีรี่ย์เรื่อง CHANGE ดียิ่งกว่าราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพท์สมัยฟองสบู่ น่าจะเป็นเพราะเรื่องราวช่างเข้ากันกับสถานการณ์การเมืองของบ้านเรา ที่มีทั้งการทุจริตคอรัปชั่น มีการมุดมุ้งนี้ลอดมุ้งนั้น มีทั้งนักการเมืองอาวุโสและนักการเมืองเลือดใหม่ มีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง มีการใช้วิธีการสกปรกนำเอางบประมาณลับไปใช้ มีการยุบสภา เล่ห์เหลี่ยมและกลเกมการเมืองหลากหลาย เรียกได้ว่าครบรส

ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีมือใหม่ หัวใจประชาชนนามว่า อาซาคุระ เคตะ' ยังได้รับฉายาว่า เจ้าชายแห่งสภา เนื่องจากความเป็นคนหนุ่มรูปหล่อ ซึ่งสอดคล้องกับความหล่อเหลาและความเป็นคนรุ่นใหม่ของนายกรัฐมนตรีไทย

และในความเหมือนที่อาจจะแตกต่างในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศ ลองจินตนาการว่าหากนายกรัฐมนตรีทั้งสองมาพบกัน บทสนทนาของทั้งคู่จะเป็นอย่างไร

อาซาคุระ เคตะ : ยินดีมากที่ผมได้พบคุณ ใครๆ ต่างก็กล่าวถึงคุณ รวมทั้งมีการเปรียบเทียบกับผม

มาร์ค : แน่นอนเราอาจะมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ก่อนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คุณเคยเป็นครูชั้นประถม 5 ในขณะที่ก่อนหน้านี้ผมเป็นอาจารย์

อาซาคุระ เคตะ : แต่ที่ผมเห็นต่างคือ ยังไงๆ หน้าตาของคุณก็หล่อสู้ผมไม่ได้ แต่เอาเถอะผมไม่ได้อยากตอกย้ำเรื่องนี้ ผมอยากคุยเรื่องการเมืองมากกว่า

มาร์ค : ก่อนอื่น คุณช่วยเลือกประโยคประทับใจที่ทำให้คุณก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นให้ผมฟังสักประโยคสิ เคตะ

อาซาคุระ เคตะ : ด้วยหูที่เหมือนของท่าน ผมสัญญาว่า ผมจะตั้งใจฟังเสียงที่เบาที่สุด ของผู้ที่เราเรียกเขาว่าเป็นผู้อ่อนแอ ด้วยขาสองข้างที่เหมือนท่าน ผมสัญญาว่า ผมจะวิ่งเข้าหาปัญหาต่างๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ด้วยสองมือที่เหมือนพวกท่าน ผมสัญญาว่าจะใช้มันทำงานให้หนัก จนด้านแข็ง จนเหงื่อหยดจากมือ เพื่อจะสร้างหนทางใหม่ ที่ประเทศนี้ควรจะเป็น ทุกๆ อย่างของผม ก็จะเป็นเหมือนของท่าน

มาร์ค : เยี่ยมมาก

อาซาคุระ เคตะ : แล้วประโยคประทับใจของคุณล่ะ

มาร์ค : ผมขอยืนยันว่าผมจะทำงานให้กับคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเลือกผมหรือไม่เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือแม้แต่ต่อต้านผม ท่านจะเป็นใครก็ตามหากท่านไม่คิดร้ายต่อบ้านเมืองท่านไม่ใช่ศัตรูของผม และท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่ผมจะต้องรับใช้อย่างเต็มความสามารถ (17 ธันวาคม 2551 คำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ณ พรรคประชาธิปัตย์)

อาซาคุระ เคตะ : เท่ห์ระเบิดไปเลยที่กล้าพูดอย่างนั้น เพราะคุณย่อมรู้ว่าจำนวนคนที่เลือกคุณและไม่เลือกคุณ แตกต่างกันเท่าไหร่ แล้วเรื่องของคนที่ต่อต้านคุณ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

มาร์ค : บนความสูญเสียของประเทศชาติในวันนี้ ใครก็ตามที่ประกาศชัยชนะ ผมถือว่าคน ๆ นั้นหรือกลุ่มคนเหล่านั้นคือศัตรูของประเทศไทยที่แท้จริง ไม่ว่าผมจะอยู่ในสถานะใด ผมจะไม่ยินยอมให้คนที่คิดร้ายกับประเทศไทยสามารถมามีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือ ความเป็นอยู่ของชีวิตของประชาชนคนไทย และผมจะถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่จะเอาความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาบนความถูกต้องเท่านั้น (11 เม.ย. 52 ณ โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี)

อาซาคุระ เคตะ : การปิดสถานีโทรทัศน์และเวปไซต์ต่างๆ เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างความสงบเรียบร้อยที่คุณหมายถึงด้วยหรือ

มาร์ค : ผมไม่คิดว่าคุณจะอนุญาตให้คนในประเทศของคุณไปออกวิทยุหรือทีวี แล้วพูดว่าไปเผาที่นั่นที่นี่กันเถอะ ไปฆ่าใครสักคนกันเถอะ (เดือนเมษายน 2552 คำให้สัมภาษณ์นิตยสารไฟแนนเชียล ไทมส์)

อาซาคุระ เคตะ : เอาเถอะ สำหรับผมนะ ผมรู้ว่าการที่ผมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะผมต้องการทำงานโดยใช้หัวใจของประชาชนคนหนึ่ง และผมไม่มีทางเป็นหุ่นเชิดให้ใคร การเมืองทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็คงประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน คำว่าประชาชนนั้นหายไป หรือไม่ก็ไม่มีความหมายเลย นักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหนต่างเล่นการเมืองมากกว่าจะสนใจ และใส่ใจเจตจำนงของประชาชน

หมายเหตุ : บทสนทนาของมาร์ค เป็นบทสัมภาษณ์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบคำถามต่อสื่อมวลชนหรือพูดต่อสาธารณะ หากแต่นำมาเรียบเรียงใหม่

ประโยคดีๆ จากพระราชา

กลับมาที่ ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ซี่รี่ส์จากแดนกิมจิที่ดำเนินเนื้อเรื่องอย่างเข้มข้น โดยอิงประวัติศาสตร์เกาหลีในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นรัชสมัยของ พระเจ้าจองโจ (ลีซาน) พระราชาลำดับที่ 22 ของราชวงศ์โชซอน ซึ่งในประวัติศาสตร์ห้าร้อยปีของราชวงศ์โชซอน พระเจ้าจองโจนับว่าทรงเป็นพระราชาที่ทรงประสบมรสุมและปัญหาต่าง ๆ มากที่สุดพระองค์หนึ่ง แต่ด้วยความที่ทรงมีปณิธานอันมุ่งมั่นที่จะทำให้ประชาชนของพระองค์มี ชีวิตที่ดีขึ้น พระองค์จึงทรงพยายามที่จะการปฏิรูปและปรับปรุงประเทศชาติในด้านต่างๆ ทั้งในด้านการปกครอง พระองค์ทรงสลายความบาดหมางของกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ที่สั่งสมมานานนับร้อยปีลงได้ ทางด้านเศรษฐกิจ พระเจ้าจองโจก็ทรงบุกเบิกเศรษฐกิจแนวใหม่ ซึ่งนับว่าแปลกใหม่ในศตวรรษที่ 18

พระเจ้าจองโจทรงสร้างความแข็งแกร่งเกรียงไกรให้กับกองทัพ สร้างความเป็นปึกแผ่นให้ชาติบ้านเมืองและด้วยความที่พระองค์ทรงเป็นพระ ราชาที่มีความคิดก้าวหน้า อีกทั้งทรงเป็นพระราชาผู้ปกครองอาณาจักรด้วยความโอบอ้อมอารีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทรงใช้หลักประชาธิปไตยในการปกครองประชาชนของพระองค์ จึงทำให้พระองค์กลายมาเป็นพระราชาที่ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นพระราชาที่ เป็นที่รักของราษฎร์มากที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์เกาหลี

นอกเหนือจากเรื่องราวการเมืองการปกครองที่เข้มข้นแล้ว ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ยังมีบทสนทนาเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองที่โดดเด่น ซึ่งจะขอยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้

"ข้าจะไม่ให้เลือดและหยาดเหงื่อของพวกเขาไร้ค่า"

"ข้าจะมอบโลกที่ปราศจากการทุจริตและการโป้ปดแก่พวกเขา"

"ข้าจะสร้างโลกที่ไม่มีคนหิวโหย การแบ่งแยก หรือ ความกังวล"

"เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดคนเราถึงได้เปลี่ยนไปเมื่อมีอำนาจ เพราะมันสามารถใช้เป็นทางลัด ทำให้สะดวกรวดเร็วกว่าตอนที่ยังไม่มียังไงล่ะ อำนาจให้สิ่งนั้น เพราะเช่นนี้ยังไง ถึงไม่มีใครสามารถต่อต้านอำนาจได้ และคนเหล่านี้ถึงได้เปลี่ยนไป"

และใครยังติดใจในประโยคโดนๆ แบบนี้ก็ติดตามได้ใน ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน

..............................................................................................................................................


CHANGE นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน

เรื่องราวของ อาซาคุระ เคตะ คุณครูชั้นประถมศึกษา ลูกชายคนที่ 2 ของเลขาธิการพรรครัฐบาล ที่ไม่สนใจการเมือง แต่อยู่ๆ ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องก้าวเข้ามาสู้เส้นทางการเมืองที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลโกง การคอรัปชั่น ทั้งที่ตนไม่ต้องการ แต่เขาก็ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาอันรวดเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เขาจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้เป็นหุ่นเชิดของนักการเมืองที่หวังกอบโกย และเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งที่ดีกว่า

ซีรีส์แนวการเมืองสายเลือดญี่ปุ่น บทโดย ฟุคุดะ ยาสึชิ (Hero และ Gallileo) กำกับโดย ซาวาดะ เคนซาขุ และ ฮิราโนะ ชิน (ทีมจาก HERO และ Galileo) รวมถึงได้ดาราดังอย่าง คิมุระ ทาคุยะ มานำแสดงด้วย

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน

สร้างจากเรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์ของกษัตริย์องค์ที่ 22 พระเจ้าจองโจ หรือลีซาน แห่งอาณาจักรโชซอน ลีซานเป็นลูกชายคนเดียวของขององค์รัชทายาทแห่งโชซอน และเมื่อบิดาของเขาถูกใส่ร้าย เข้าใจผิดทำให้ถูกขังจนตาย องค์ชายน้อยจึงต้องก้าวสู่ราชบัลก์อย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาต้องฝึกฝนเพื่อเตรียมให้เขาเป็นพระราชาที่ดี รวมถึงยังถูกปองร้ายโดยคนที่ต้องการกำจัดเขาให้พ้นจากตำแหน่ง โชคดีที่เขามีทั้งเพื่อนคู่กายและสหายคู่ชีวิตต่อมาพระองค์ก็ได้เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโชซอน ผู้ทำให้เกิดความเฟื่องฟูความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม ได้มีการปฏิรูปหน่วยงานต่างๆ และวางรากฐานการปกครองให้กับอาณาจักร พระองค์ย้ายศาลของเมืองซูวอนโทมาไว้ใกล้กับสุสานของพระบิดา อีกทั้งพระองค์ยังสร้างป้อมปราการ ฮวาซอง ไว้พิทักษ์สุสาน ในปัจจุบันสถานที่นี้องค์การ ยูเนสโก ประกาศให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย

พระเจ้าจองโจ (ลีซาน) รับบทโดย ลีโซจิน (DAMO) พระมเหสีโยอึย รับบทโดย ปัก อึนฮเย (แดจังกึม) ทั้งยังมี ลีซุนเจ (คนดีที่โลกรอหมอโฮจุน) รับบทเป็น พระเจ้ายองโจ (ปู่ของพระเอก) ผู้เปิดเรื่องเลยทีเดียว รวมถึง คยอนมีรี (แดจังกึม, จูมง) ในบทพระนางเฮคยอง