ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 26, 2008

โฆษกพปช.ป้อง'สมัคร' นั่งนายกฯ ครบวาระ สร้างพรรคเป็นปึกแผ่น

'กุเทพ' ยัน'สมัคร'มีภารกิจต้องการหลอมรวมพรรคให้เป็นปึกแผ่นหลังไทยรักไทยถูกสับเป็นท่อน เชื่อเป็นหัวหน้ารัฐบาลจนครบวาระ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน(พปช.) กล่าวกรณีที่มีกระแสข่าวอ้างว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าจะอยู่ไม่นาน เมื่อทำภารกิจเสร็จก็จะไปนั้น ซึ่งมีการตีความหมายว่า นายสมัคร อาจเป็นนายกฯ ไม่นาน แล้วให้แกนนำพรรคคนอื่นรับตำแหน่งต่อนั้น

เขาระบุว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดนั้นหมายถึงการรวมพรรคพลังประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เพราะก่อนหน้านี้ ี้พรรคไทยรักไทย ถูกสับเป็นท่อน ๆ จากพรรคใหญ่ ถูกทำให้เป็นพรรคเล็ก จึงต้องการเข้ามาหลอมรวมสมาชิกพรรค ที่แตกกระเซ็นให้มาร่วมสร้างพรรค

โดยนายสมัครเข้ามาเป็นผู้นำและช่วยสร้างพรรคให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็ทำจน ประสบความสำเร็จ ขณะนี้ภารกิจรวบรวมพลเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจที่จะต้องร่วมกันทำต่อไป คือ การเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ซึ่งนายสมัครต้องเป็นหัวหน้ารัฐบาลจนครบอายุของสภาฯ

ต่อข้อถามว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดถึง รวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับ 111 อดีตกรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทยด้วยหรือไม่ โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน และเรื่องดังกล่าวคงไม่สามารถทำได้ ในทันทีทันใด เหมือนการเสียบปลั๊ก จะมาถอดปลั๊กออกทันทีและมาเสียบแทนกันได้เลย คงไม่ใช่วิธีการปฏิบัติ เพราะถ้าทำเช่นนั้นคง

โฆษกยัน คตส.ทำงานต่อแม้มีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าววันนี้ (26 ม.ค.) ว่า ยืนยันว่า คตส. จะดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป แม้จะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ตาม คือ ทำสำนวนแล้วเสร็จ ก็ส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด

โฆษก คตส. กล่าวต่อว่า ตามกระบวนการยุติธรรมโดยปกติ แต่ละฝ่ายต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ส่วนตัวหวังว่าจะไม่มีการแทรกแซง ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรม ไม่หวั่นไหว ต่ออำนาจอื่น ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง หรือ กระแสสังคม ที่ผ่านมาไม่เคยมีความกังวลในการทำงาน เพราะ คตส.ถูกตรวจสอบการทำงานมาตลอดเวลา ทั้งถูกฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งแล้ว 18 คดี ค่าเสียหายแสนกว่าล้าน แต่ก็ไม่หวั่นไหวพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แม้จะมีรัฐบาลใหม่ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

นายสัก กล่าวอีกว่า ขณะนี้การตรวจสอบทุกโครงการ คาดว่า จะสรุปเป็นสำนวนได้ ไม่เกินเดือนมีนาคม ก่อนที่ คตส. จะหมดวาระในเดือนมิถุนายนนี้ อาทิ โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจนับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 โครงการท่อร้อยสายไฟ โครงการทุจริตกล้ายาง แต่ยอมรับว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรอาจจะไม่เสร็จ เพราะเกี่ยวพันกับสัญญาหลายโครงการ ถ้าไม่เสร็จจริงก็ส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปตรวจสอบต่อไป

โฆษก คตส. กล่าวด้วยว่า หลังหมดวาระการทำงานที่ คตส. คงไม่สนในลงเล่นการเมือง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมือง แต่ที่สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพราะไม่ต้องการสังกัด พรรคการเมือง แต่ต้องการทำงานเพื่อประเทศ และคงกลับไปเป็นทนายความเหมือนเดิม ส่วนคนอื่นๆ เท่าที่ทราบยังไม่มีใครบอกว่าจะไปทำงานการเมือง

‘เพื่อแผ่นดิน'เตรียมพร้อมโหวตนายกฯ-คุมเข้มลูกพรรคห้ามลา-ขาด-สาย

นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการลงมติเรื่องนายกฯ ในวันที่ 28 ม.ค.ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มีคำสั่งกำชับไปยังส.ส.ของพรรคทุกคนว่า ในวันดังกล่าวห้ามลา ห้ามสาย ห้ามขาด หรือเดินทางเข้าร่วมประชุมสาย เพราะวาระการประชุมนี้ เป็นวาระการประชุมที่มีความสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล และทุกพรรคจะต้องดำเนินการตามมติของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นตนจึงมีความมั่นใจว่า การลงมติในวันดังกล่าวพรรคเพื่อแผ่นดินจะไม่มีปัญหาเสียงแตกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

"เรื่องนี้ผู้ใหญ่ในพรรคมีคำสั่งกำชับอย่างเด็ดขาดว่าส.ส.ของพรรคทุกคนจะต้องทำตามมติของวิปรัฐบาลชั่วคราวอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังมอบหมายให้ตัวแทนวิปของพรรคเราทั้ง 3 คน ให้นำผลการประชุมวิปรัฐบาล ที่จะออกมาก่อนการประชุม ให้นำมาแจ้งกับส.ส.ของพรรคให้ได้รับทราบให้ทั่วถึงกัน"


จาก hi-thaksin

'ลูกท็อป'รับไปฮ่องกงพบ'ทักษิณ'

'ลูกท็อป' ยอมรับ บินไปฮ่องกง พบ 'ทักษิณ'จริง แต่เป็นเรื่องส่วนตัว ปัด 'พ่อเติ้ง' ส่งต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

จากกรณีที่มีข่าวว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ส่งนายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชาย เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยัน และรักษาโควตารัฐมนตรีเดิมในสัดส่วนของพรรคชาติไทย คือ รองนายกรัฐมนตรี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รมช.ศึกษา และรมช.คมนาคม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวเรื่องแกนนำ รวมทั้ง ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อขอแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง กับพ.ต.ท. ทักษิณ

นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวว่า ตนและภรรยาได้เดินทางไปเที่ยวฮ่องกงเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจริง แต่ไม่ได้ไปพบเพื่อต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี 5 ตำแหน่ง ให้กับพรรคชาติไทย ทั้งนี้ การหารือเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค ไม่ใช่หน้าที่ของตน แต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ซึ่งได้จัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนมีความนับถือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นประธานในพิธีมงคลสมรส

นายวราวุธ กล่าวว่า พรรคชาติไทยนัดประชุมส.ส. วันจันทร์นี้ (28 ม.ค.) เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา เพื่อนัดหมายลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

‘ปชป.'เผยพรุ่งนี้ชัดเจน!ส่ง‘อภิสิทธิ์'ชิงนายกฯ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) จะมีความชัดเจนว่า จะส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงแข่งขันเลือกนายกรัฐมนตรีกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ซึ่งจะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.เพื่อหาข้อสรุปดังกล่าว และระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์นี้ พรรคจะจัดการสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ส.ส.ในฐานะฝ่ายค้านให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนรษฏรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งระบุว่า เพื่อการเตรียมพร้อมของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่นำไปสู่เป้าหมายการเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ไม่ระบุชัดเจนว่า การเตรียมการดังกล่าว เพราะไม่มั่นใจรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะบริหารงานประเทศได้นานมากน้อยเพียงใด แต่กล่าวว่า พรรคขอเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา นายเทพไท เรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ชี้แจงถึงคำกล่าวที่ว่า หากได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะอยู่ในตำแหน่งไม่นานนั้น เป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง จึงอยากเรียกร้องให้ชี้แจงเพื่อสร้างความชัดเจนกับทุกฝ่าย เพื่อให้ได้มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจของประเทศได้


จาก hi-thaksin

‘พปช.'เรียกประชุมส.ส.พรรคพรุ่งนี้!ซ้อมโหวต‘สมัคร'นั่งนายกฯ

วันนี้(26 ม.ค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในวันที่ 28 มกราคมนี้ พรรคพลังประชาชนจะเสนอชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคฯ เป็นนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่า นายสมัคร จะเป็นนายกรัฐมนตรีจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างพรรคให้เข้มแข็ง และเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ไม่ใช่การเร่งนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย

ร.ท.กุเทพ ยังเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) เวลา 16.00 น. ทางพรรคฯ จะเรียกประชุม ส.ส.ของพรรค เพื่อทำความเข้าใจในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี และกำชับให้ ส.ส.มาก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น และให้อยู่จนกว่าการประชุมจะเสร็จสิ้น

โฆษกพรรคพลังประชาชน เชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตให้นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่กังวลกรณีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลจะใช้เอกสิทธิ์ในการโหวตให้แก่บุคคลอื่น เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่พรรคนั้นจะต้องไปดำเนินการกับสมาชิกของตัวเอง

โฆษกพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า ไม่มีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค หลังมีข่าว ส.ส.ภาคอีสาน กดดัน เพราะการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค ที่จะต้องดูความเหมาะสมและความสมดุลในแต่ละภาค การนำจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมากดดันขอตำแหน่งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และขอร้องอย่านำประเด็นดังกล่าวมาสร้างชื่อเพื่อให้เป็นข่าว

ส่วนบรรยากาศความเคลื่อนไหวที่บ้านพักของนายสมัคร ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ณ หมู่บ้านโอฬาร ซ.นวมินทร์ 81 ยังคงเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ไม่มีแม้แต่บุคคลใดในแวดวงทางการเมืองเดินทางเข้าพบ ท่ามกลางเกาะติดสถานการณ์ของสื่อมวลชน และไม่แน่ชัดว่า นายสมัครได้อยู่ภายในบ้านหรือไม่


จาก hi-thaksin

คมช.ตายแล้ว !

ในที่สุด ก็อดไม่ไหว ห้ามใจไม่อยู่ ต้องเขียนบทเชิดชูคมช. เจ้าพ่อเผด็จการตกยุค อีกสักยก ก่อนจากกันด้วยแค้นฝังใจที่ยากจะลบเลือน

ผมอยากจะรู้นัก ว่ามีใครเอ่ยปากถาม คมช. บ้างไหม ว่าอยากได้ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ผมอยากจะรู้นัก ว่าคนที่คมช. เสนอมาไม่ได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คมช.จะทำอย่างไร จะปฏิวัติ จะรัฐประหาร จะยึดอำนาจ จะฉีกรัฐธรรมนูญ หรือจะไปฟ้อง “ป๋า” ที่เคารพ ให้มาช่วยวางแผนล้มรัฐบาลอีก

ผมอยากจะรู้นัก ว่ามีใครไปชักชวนคมช. มาร่วมแสดงความเห็นหรือไม่ ว่ารัฐบาลใหม่ต้องทำอะไร และต้องทำตามคำแนะนำของคมช. มากน้อยแค่ไหน

ผมอยากจะรู้นัก ว่าคมช. เคยดูเงาหัวตัวเองหรือไม่ หากเคยดู แล้วเคยคิดหรือไม่ว่าเงาลูกกลมๆ ที่อยู่เหนือบ่าขึ้นไปนั้น เป็นกระโหลก หรือ กะลา กันแน่

ผมอยากจะรู้นัก ว่าคมช. เข้ามาเกี่ยวข้อง (แบบสุภาพ) หรือ เข้ามาเสือก (แบบไม่สุภาพ) อะไรกับการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นรัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหม ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด ใหญ่ หรือ เล็ก ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติมาจากประชาชน ให้มาดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ด้วยความชอบธรรมอย่างยิ่ง


ในสถานการณ์เช่นนี้ คมช. ซึ่งรู้จักแต่การปล้นอำนาจ ใช้อำนาจเป็นธรรม ไม่เคยรู้จักใช้ธรรมเป็นอำนาจ ควรจะหุบปาก แล้วสงบปากสงบคำ ได้แล้ว ไม่ใช่มาเสนอชื่อนายทหารคนนั้น นายพลคนนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่มาชี้แนะ มาเจรจาต่อรองผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ กระทั่งมากำหนดสเปกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องมีคุณสมบัติเช่นไร

นายพลทั้งหลาย ชื่อคนทั้งหมดที่ คมช.เสนอมานั้น มีประชาชนคนไหนเลือกให้มาเป็นผู้บริหารประเทศบ้าง

ไม่มีเลยสักชื่อ ไม่มีเลยสักคน

ในขณะที่ พรรคพลังประชาชน คือ พรรคการเมืองที่ประชาชนพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ ในฐานะรัฐบาล เพราะเหตุว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ คมช. และต่อต้านคมช.

หากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับคมช. เห็นชอบกับวิธีการแก้ไขปัญหาของประ เทศด้วยการใช้กำลัง ด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร ของคมช. ว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้อง พรรคพลังประชาชน ก็คงไม่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนสูงสุด และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง คมช.สนับสนุนอยู่ ก็คงจะได้เป็นรัฐบาล ไปแล้ว

พิจารณาผลคะแนนเลือกตั้งที่ปรากฎ ก็จะเห็นนัยยะ หรือ สัญญาณที่ประชาชนส่งให้แก่คมช. ได้โดยไม่ยาก และคมช. ก็น่าจะรู้ตัวดีว่า ควรจะวางตัวเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ยืนตรงข้ามกับคมช. คือ พรรคพลังประชาชน และ ถูกคมช.กำหนดให้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง เป็นศัตรูที่จะมาแย่งอำนาจไปจากกระบวนการสืบทอดอำนาจของคมช. ซึ่งวางเครือข่ายโยงใยไว้ในหลายพรรคการเมือง

เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พรรคการเมืองพรรคเดียวที่ไม่เอาคมช. และคมช. ไม่เอา คือ พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวนส.ส.มากที่สุด จึงเท่ากับว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ต้องการคมช. และ ปฏิเสธการใช้อำนาจของคมช. อย่างสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้น คมช.จึงควรรู้ตัวเอง และควรไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่าสะเออะมาเสนอแนะ มาชี้นำ มากำหนดอะไรอีกต่อไป

เวลาของเผด็จการหมดแล้ว ยุคสมัยของคมช.ผ่านพ้นไปแล้ว

ต่อจากนี้ไปคือเวลาของประชาธิปไตย เป็นยุคสมัยของพลังประชาชน

หากข้อเสนอแนะของคมช. ดีจริง ปฏิบัติตามแล้วบังเกิดสัมฤทธิผลจริง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการคมช. คงไม่นำพาความพินาศฉิบหายมาสู่ประเทศชาติหนักหนาสาหัส เช่นนี้หรอก

สถานการณ์ในขณะนี้ คมช.ควรจะช่วยกันคิดว่าจะหาทางเยียวยาประเทศชาติ ใหบรรเทาความเสียหายอย่างไร เพื่อรับผิดชอบต่อการกระทำด้วยความบ้าอำนาจของตนเอง ในฐานะที่ยังรับราชการเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพกันอยู่เกือบครบถ้วน ทั้ง บก เรือ อากาศ และ ตำรวจ ขาดไปก็เพียง หัวหน้าใหญ่ใจกบฎ “บังชายกระโปรง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพียงคนเดียว

สถานการณ์ในขณะนี้ คมช.ควรจะเลิกคิดเรื่องการต่อรองหาบุคคลที่สามารถเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตราชการและตำแหน่งของตนเอง

สถานการณ์ในขณะนี้ คมช. ควรจะเห็นแก่ประเทศชาติ มากกว่าเห็นแก่ตัว

ไม่ใช่มัวแต่ข่มขู่ว่าหากรัฐบาลไม่ทำตามคำแนะนำของคมช. ไม่ทำตามที่คมช. กำหนด อาจจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นอีก หรือ ไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่

สเปกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แบบ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ ดีอย่างไร เป็นที่ประทับใจพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก มากมายจนอยากให้เป็นต่อเนื่องอีกสมัย เพราะอะไร

เพราะตามใจกองทัพ อากาศ อนุมัติเงินซื้อเครื่องบินรบจากสวีเดน มูลค่าหลายพันล้านบาท มีคอมมิชชั่นหล่นแถวดอนเมืองจำนวนมากพอที่จะทำให้ชีวิตบั้นปลายของทหารเกษียณ มีกินมีใช้สบายไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ใช่หรือไม่

คมช. ควรจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และยอมรับความเป็นจริงได้แล้วว่าประชาชน ไม่ต้องการให้คมช.มีอำนาจปกครองประเทศ ไม่ต้องการให้คมช.ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารประเทศ อีกต่อไป

หากประชาชนมีความประทับใจ และต้องการให้คมช.มีบทบาทปกครองบ้านเมืองบริหารประเทศต่อไปไม่หยุดยั้ง ก็คงจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว เพราะรู้กันล่วงหน้าอยู่แล้วว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ คมช. ก็จะช่วยบริหารประเทศกันครบถ้วนหน้าทุกตัวคน

แต่เมื่อประชาชนเจ้าของประเทศ ได้แสดงความต้องการออกมาแล้วว่าอยากเห็นรัฐบาลเป็นอย่างไร อยากเห็นประเทศไปในทิศทางใด และไม่อยากให้คมช. เข้ามาเกี่ยวข้องอีก ก็เป็นเรื่องที่คมช. จะต้องรู้ตัว ต้องสำนึกบ้างว่าจะอยู่อย่างไรในสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่มีที่ว่างให้แก่คมช. เว้นแต่ที่สำหรับทำสุสานเผด็จการเท่านั้น

หากยังไม่รู้สึก ไม่มีสำนึก เพราะไม่รู้ตัวว่าตายไปแล้ว ผมก็อยากจะสะกิดเตือน คมช. (ทุกคน) ให้ได้รู้ตัวว่า ณ บัดนี้ คมช.ได้ตายไปแล้ว เพราะถูกประชาชนรวมพลังกันฆ่าตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

เมื่อท่านตายไปแล้ว ก็ควรจะอยู่ในโลกแห่งความตาย อย่าได้มายุ่งเกี่ยว อย่าได้ตามมาหลอกหลอนกันอีกเลย เว้นเสียแต่ อยากจะ “ตายซ้ำตายซาก”

สำหรับผมแล้ว วันนี้ คมช.ตายไปแล้ว และผมก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แล้ว

ที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นเหล่าทหารของกองทัพ ที่ผมได้แต่ภาวนาให้เป็นทหารที่ดี เป็นทหารของประเทศ เป็นทหารของประชาชน ไม่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด เหมือน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อีก

หากสำนึกได้ ผมเชื่อว่าประชาชนพร้อมจะให้อภัยแก่ทหารทุกคน

แต่หากยังไม่รู้สำนึก ยังหวนระลึกที่จะใช้อำนาจเป็นธรรม และละเลยที่จะเรียนรู้การใช้ธรรมเป็นอำนาจ กันอีก

วันหนึ่งข้างหน้า ท่านจะต้องเสียใจ เพราะประชาชนจะไม่อภัยให้แก่ท่านอีกแล้ว


ประดาบ


จาก hi-thaksin

ปธน.บุช เห็นดีนโยบายประชานิยม สั่งแจกเงินภาษีคืนคนอเมริกัน หวังกู้เศรษฐกิจ เลียนแบบทักษิโณมิก

โดย Matteo1411


โอ้พระเจ้าจอร์ทบุชช่วยด้วยกล้วยทอด......
ทำไปได้นะบุช

*******
แถมตัดเรทดอกเบี้ยลงอีก แบบนี้เป็นการตบหน้า
ประชาธิปัตย์สมันชวน-ธารินทร์ที่ขึ้นดอกเบี้ย 20%
ปิดไฟแนนซ์ ทำลายชาติ

บุชนะบุชไม่ไว้หน้าซะเร้ย

อ่านรายละเอียดใน


บทสัมภาษณ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นักรบแนวหน้าเเห่ง นปก. โดย อ.มังกรดำ และ คุณกิ๊บเก๋


โดย มังกรดำ

1 ชั่วโมงเต็ม กับ ณัฐวุฒิ “ความสง่างามของประชาธิปไตย”
สัมภาษณ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
เมื่อเย็นวันที่ 25/1/2551

ทั้งหมดแบ่งเป็น 4 ตอน
ตอนที่ 1 สารทุกข์สุขดิบของพี่น้องประชาธิปไตย ช่วงที่1
ตอนที่ 2 หนทางประชาธิปไตย ช่วงที่2
ตอนที่ 3 นายกคนที่ 25 ชื่อสมัคร สุนทรเวช ช่วงที่3
ตอนที่ 4 ความสง่างามของประชาธิปไตย ช่วงที่4

แต่ละตอน ล้วนกลั่นออกมาแทนใจ และได้ความรู้สึกถึงความผูกพันของพี่น้องร่วมประชาธิปไตย
โดยเฉพาะตอนที่ 4

คลิปทั้งหมดโหลด และฟัง ที่ thaifreenews.com
หากที่นั่นแบนด์วิทช์ไม่พอ ไปโหลดได้ที่ thaitimeradio.com

pantip น่าจะมีให้เอาไฟล์เสียงไปวางได้ด้วย


จาก พันทิปราชดำเนิน

สดศรี เตือนเข้าร่วมรัฐบาลต้องเป็นตามมติพรรค

กกต.ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ชี้การเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเป็นไปตามมติของพรรค เผยกกต. พร้อมรับคำร้องไว้พิจารณาแจง ตัดสินสถานะ'ประชัย' สัปดาห์หน้า

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีการ เข้าร่วมรัฐบาลของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีความขัดแย้งภายในพรรคว่า ตามปกติการเข้าร่วมรัฐบาล ต้องทำตามมติพรรค แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า

ข้อบังคับของแต่ละพรรคที่จดทะเบียนไว้กับ กกต. จะกำหนดเอาไว้อย่างไร ซึ่งพรรคก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น นางสดศรีกล่าวอีกว่า หากตัวแทน พรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้องเรียนถึงการเข้าร่วมรัฐบาลว่า เป็นไปตามมติพรรคหรือไม่ กกต. ก็พร้อมรับคำร้องไว้พิจารณา ส่วนสถานะการเป็นหัวหน้าพรรคของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กกต.จะชี้ขาดให้แล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีข่าวว่า การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อาจเป็นการตัดสินใจโดยลำพังของแกนนำพรรคบางคนเท่านั้น

ยังอึมครึม [26 ม.ค. 51 - 17:51]

คมช.ประกาศยุติบทบาทการเมืองทันทีที่มีการเปิดประชุม สภาผู้แทนฯไปเรียบร้อยแล้วหลังจากยึดอำนาจมาได้ 1 ปี 4 เดือน บรรดาแม่ทัพนายกองต่างกลับเข้ากรมกองยืนยันจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง

แต่เรื่องปฏิวัติก็ต้องว่ากันไป เพลง ผบ.ทบ.ดูเหมือนจะยืนยันหนักแน่นกว่าใครเพื่อนว่าไม่ยุ่งแล้วการเมือง การปฏิวัติ แต่นายทหารบางท่านก็บอกว่ายืนยันไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์ นั่นแสดงว่ายังไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ

เพราะเหตุผลนี้มันเกี่ยวโยงกับการเมืองโดยตรง อย่างเรื่องที่ คมช.พยายามจะผลักดันรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ

1. เป็นกลาง 2. ไม่สังกัดพรรคการเมือง 3. ต้องเป็นทหาร

แม้จะออกตัวว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะไม่ได้กดดันหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เพื่อไม่ให้กองทัพเกิดปัญหา

นี่ถือว่าเป็นข้อเสนอที่แหลมคม ถือว่าเปิดเกมรุกใส่การเมือง โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนและผู้มีบทบาทอยู่ข้างหลังและมีการตั้งตุ๊กตาอย่าง พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.ว่าน่าจะเหมาะกับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม

คำตอบก็ชัดทันควันว่าไม่สนใจในข้อเสนอ แต่ทว่าก็ไม่ได้ ปฏิเสธเพราะข่าวที่ออกมาทำนองว่าจะให้ พล.อ.สมทัต อัตตะนันท์ มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็พอจะเห็นว่ามีแนวทางประนีประนอมมากขึ้น แม้จะรู้ดีว่ามีความใกล้ชิดกับอดีตผู้นำประเทศ

หรือพูดง่ายๆก็คนของเขา เพียงแต่ห่างมานิดหนึ่ง

แน่นอนว่าตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมนั้นถือว่าเป็นการประลองกำลังกันกลายๆและวัดใจว่าจะ “สมานฉันท์” กันได้แค่ไหน?

ณ วันนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองเข้ามาเต็มตัว คมช.หรือกองทัพก็คงได้แค่ตั้งรับและหาทางออกเพื่อให้สถานการณ์ต่างๆไม่ ตึงเครียดเกินไป

หากมองอีกมุมหนึ่งการตัดสินใจจะตั้งใครเป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้น พรรคพลังประชาชนก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะหากตั้งคนใกล้ชิด พวกเดียวกัน แต่ไร้ประสิทธิภาพหรือกองทัพรับไม่ได้

ก็ยุ่งเหมือนกัน

จริงๆแล้วหากพลังประชาชนคิดจะแก้ไขปัญหาขัดแย้งจริงๆก็ต้อง หาคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ มีความรู้ความสามารถ ประสานกับกองทัพและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างต่างๆแคบเข้า

เพราะปัญหาความมั่นคงของประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การเมืองเรื่องเดียว ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องระดมศักยภาพในการแก้ไข รัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นระดับนำที่จะใช้กำลังกาย กำลังสมองเข้าไปคลี่คลาย

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเพราะอำนาจการเมืองไปอยู่ในมือนักการเมืองแล้ว คมช.ก็แทบจะหมดน้ำยา เพียงแต่ต้องแปลงร่างคืนกลับไปสู่กองทัพ ดังนั้น ก้าวต่อไปก็คือจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์ กับการเมืองราบรื่นมากขึ้น เพราะมันคงไม่มีทางเลือกมากนัก

1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมาคงเป็นฉากผ่านการเมืองเท่านั้น และอย่าได้คิดที่จะทำเป็นอันขาด เพราะมันไม่ใช่หนทางที่จะแก้ไขปัญหา

เช่นกันรัฐบาลใหม่ก็ต้องหยิบบทเรียนที่ผ่านมาสดๆร้อนๆเมื่อมีอำนาจ ก็ต้องใช้อย่างถูกต้องเป็นธรรม เพราะเวลามีอำนาจก็ใช้อย่างไร้สติ ไม่มีความยั้งคิด ทีเวลาโดนบ้างทำมาร้องโอดโอยชวนสงสาร

ยังเชื่อว่าพลังประชาชนคงไม่ต้องการเปิดศึกกับทหาร โดยตรงเพราะยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องยุ่ง เช่น เศรษฐกิจ คดีความของอดีตหัวหน้าพรรคเก่า แค่ 2 เรื่องนี้ก็หนักเอาการ

อยู่ที่ว่าจะเล่นแบบไหนเท่านั้น...ต้องวัดใจกันล่ะครับ.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

ปัจจัยจากภายนอก [26 ม.ค. 51 - 17:54]

เรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่ภายใต้ผู้นำที่ชื่อว่า สมัคร สุนทรเวช ก็แน่นอนว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจและหวาดระแวงในตัวของคุณสมัคร ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมส่วนตัวของคุณสมัครเอง แต่อย่างว่า บางครั้งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานก็แยกกันลำบาก

เห็นทีจะต้องเอาผลงานเป็นตัววัด

ปัญหาที่จ่อคอหอยรัฐบาลใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรียงหน้าเป็นโจทย์ให้รัฐบาลแก้ไข นอกจากวิสัยทัศน์ของคุณสมัครแล้วทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นตัวตัดสิน

สำคัญอยู่ที่ว่าปัญหาเศรษฐกิจเที่ยวนี้ไม่ธรรมดา เป็นปัจจัยลบจากนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันหรือ เศรษฐกิจฟองสบู่แตกของสหรัฐฯ แม้จะตาลีตาเหลือกหามาตรการมารับมือกันแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับฉายาว่าเป็นพ่อมดทางการเงินก็คือ จอร์จ โซรอส ยังออกปาก

การเงินและการลงทุนจะเป็นอัมพาต

บ้านเราเอาแค่ผลกระทบเรื่องปากเรื่องท้องอย่างเดียวก็หืดขึ้นคอ ผมก็แปลกใจว่านโยบายเศรษฐกิจบ้านเราทำไมถึงขึ้นๆลงๆ ไม่มีการคาดการณ์หรือป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเรื่องของน้ำมันปาล์ม สมัยหนึ่งก็บอกว่าล้นตลาด เกษตรกรขาดทุนจนต้องเลิกปลูก พอเลิกปลูกความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาแพงขึ้น ปาล์มขาดแคลน ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทน

เป็นไปตามสูตร

วนเวียนเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ คนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านตาดำๆ ล่าสุดดูจากข่าว คุณยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้ สัมภาษณ์ว่า อาจจะต้องมีการควบคุมราคาอาหารในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้าให้อยู่ในระดับราคา 25-30 บาท ไม่แน่ว่าจะกำหนดเป็นสินค้าควบคุมไปฉิบ

แก้ปัญหาแบบเด็กอมมือ แก้ปัญหากันแบบง่ายๆ โยนภาระให้ ผู้บริโภคท่าเดียว ก็ในเมื่อวัตถุดิบแพงขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่ไหนจะมาทนขายขาดทุนกันอยู่ ก็ต้องขึ้นราคาตามวัตถุดิบ หนีไม่พ้น ว้าเหว่จริงๆ

ผมเห็นวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของผู้บริหารบ้านเรา ทำกันแบบขอไปที ไม่ชดเชย ก็ตรึงราคา ไม่ตรึงราคาก็ดึงกองนี้ไปโปะกองโน้น ถ้าโปะไม่ไหวก็ขอขึ้นราคาเอาดื้อๆ

อีกเรื่องที่ผมเป็นห่วงอย่างมากก็คือ ปัญหาไฟใต้ ข่าวที่ผมได้ยินเต็มมาสองรูหู ได้แต่ว้าเหว่ อย่าว่าแต่ประชาชนธรรมดาๆ แม้แต่ทหารหาญที่เป็นรั้วของชาติก็ถูกกระทำย่ำยี ถูกจ่อยิง ถูกตัดหัว และมีการกระทำอันเป็นการดูถูกและหยามเกียรติอย่างยิ่ง

ทั้งโหดเหี้ยมและบ้าคลั่ง

เจ้าหน้าที่ยังรักษาชีวิตไว้ลำบาก แล้วชาวบ้านจะคิดอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายไปถึงเรื่องของจิตวิทยามวลชน และความเป็นห่วงที่ตามมาก็คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกกดดันจากฝ่ายตรงกันข้ามก็เลยทำงานในภาวะกดดัน การเข้าจับกุมคนร้ายแบบปะฉะดะ เหวี่ยงแห เหมาทั้งหมู่บ้านยิ่งจะเป็นการกระพือเชื้อไฟหรือไม่ ส่วนการสนับสนุนจากภายนอกก็เป็นอีกเรื่อง ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เข้าล็อกเมื่อไหร่ก็จบ.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

วัดใจขุนศึกกับอีแร้ง [26 ม.ค. 51 - 02:56]

“คนที่ลงแรงควรได้อิ่มหนำ”

ไม่แน่ใจว่าตอนที่มหาบุรุษ “เหมา เจ๋อ ตุง” พูดประโยคอมตะนี้ มวลมหาประชาชนของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน

แต่ที่แน่ๆ ณ พ.ศ.นี้ ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มรัฐใหม่

นักการเมืองเผยสันดานธาตุแท้ แย่งตำแหน่งกันฝุ่นตลบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้เอ่ยอ้างประโยคเด็ดของท่านประธานเหมา

ทวงบำเหน็จในการต่อสู้เพื่อ “นายใหญ่”

ออกโรงส่งเสียงทวงบุญคุณให้กับหน่วยหน้ากล้าตายในทีมแกนนำม็อบ นปก. ท้าตีท้าต่อยกับฝ่ายต่อต้าน “ทักษิณ”

ควรมีเก้าอี้รัฐมนตรีรองก้น

พร้อมจัดแจงเงื่อนไขเองเสร็จสรรพ หากแกนนำพรรคที่เป็น ส.ส.ระบบสัดส่วนคนใดขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีก็ขอให้ลาออกจาก ส.ส. เพื่อจะได้ขยับเอาผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนคนถัดมาให้มีโอกาสได้เป็น ส.ส.

เกลี่ยรางวัลได้ทั่วถึง

ในอารมณ์ที่สอดรับกันเป็นทอดๆ สายเหยี่ยวขยับปีกพรึบพรับ

นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ หัวหอกสายฮาร์ดคอร์ ได้ระดมพล ส.ส.อีสานของพรรคพลังประชาชน นับแล้วกว่า 80 หัว เหมาห้องประชุมใหญ่ที่ร้านอาหารบัว ย่านศรีนครินทร์

ฉลองชัยชนะเป็นรอบที่สองติดๆกัน

ทั้งๆที่แว่วๆว่า ก่อนหน้านั้น ในการจัดระดมฉลองชัยชนะครั้งแรกก็มีประโยคร้อนๆประเภท ส.ส.อีสานต้องมือหนักๆ เกาะกลุ่มกันไว้จะได้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีได้เยอะๆ หลุดไปถึงหูคนที่ฮ่องกง

ฉุนกึกควันออกหูมาแล้ว

แต่เหมือนจะไม่ยี่หระ ล่าสุด “เนวิน” ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ พูดกันชัดๆ

“การรวมตัว ส.ส.อีสานเพื่อให้แกนนำพรรคได้ขอบคุณ ส.ส.ที่ได้ช่วยกันหาเสียงในช่วงเลือกตั้งใหม่ในภาคอีสานหลายพื้นที่ ทำให้พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้น การรวมตัวกันครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันเฉพาะ ส.ส.อีสานเท่านั้น ไม่มีภาคอื่นเจือปน เพื่อแสดงความเป็นปึกแผ่นของภาคอีสาน”

ตรงๆไม่อ้อมค้อม

แปลไทยเป็นไทยได้ความว่า การที่พรรคพลังประชาชนได้ชัยชนะแบบถล่มทลายจนได้จัดรัฐบาล ก็เพราะฝีมือของทีมงาน ส.ส.อีสานเป็นหลัก

ต้องเรียกแกนนำพรรคมาแสดงความคารวะ

อย่าลืมทดแทนบุญคุณ

คนที่ฮ่องกงสำเหนียกไว้ด้วย

ออกฤทธิ์ออกเดชกันชนิดที่ลืมไปเลยว่า การที่คนของพรรคพลังประชาชนกวาดที่นั่งในภาคอีสานแบบม้วนเดียวจบ ไม่เว้นแม้แต่พวก ส.ส.นกแล

เพราะกระแสและกระสุนของใคร

ในมุมกลับกัน พวกที่ควรจะประกาศตัวแสดงตนกับผลงานอันยิ่งใหญ่ แต่ดันเงียบกริบ กับชัยชนะอันสวยหรูของกลุ่มวาดะห์ที่สามารถฝ่าด่านหินมาได้ถึง 3 เก้าอี้ ไล่ตั้งแต่นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่แทรกเข้าเป็นหนึ่งใน ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 8 นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และนายนัจมุจดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส

สามารถปักธงพรรคพลังประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดน ใต้ได้อย่างสง่างาม ในท่ามกลางกระแสและกระสุน ปัจจัยเกื้อหนุนเจ้าถิ่นอย่างพรรคประชาธิปัตย์ทุกวิถีทาง

ทำให้พรรคพลังประชาชนคุยได้เต็มปากว่ามี ส.ส.ครบทุกภาค

เป็นแกนนำรัฐบาลของคนทั้งประเทศ

ทั้งๆที่โดยสถานภาพกลุ่มวาดะห์เป็นเสมือนลูกเมียน้อยในพรรคพลังประชาชน ถูกทอดทิ้งให้ช่วยเหลือตัวเองกันแบบตามมีตามเกิด

ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่คาดหวังแต้มตั้งแต่ต้น

ในขณะที่คนของทีมงานสายอีสานอู้ฟู่กระเป๋าตุงกันถ้วนหน้า กระสุนหนา แถมตุนคะแนนคนรัก “ทักษิณ” ไว้เป็นทุนอื้อซ่า

โดยมูลค่าของคำว่า “ขุนศึก”

ต่างกันสิ้นเชิงกับอีแร้งรุมทึ้งซากหมาเน่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สิ้นเสาหลัก (ด้วยโรคมะเร็งขั้วปอด)

ประเทศไทยได้สูญเสียหมอที่ดีพร้อมด้วยอุดมการณ์และตั้งใจทำงานอย่างไม่มีวันกลับเมื่อศุกร์ที่18 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งขั้วปอด

หมอคนนั้นคือ นพ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สป.สช. หลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้มา4-5ปี

ประวัติคุณหมอตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์จนจบ คือหมอตัวอย่าง ออกไปเป็นหมอชนบทยาวนาน มุ่งมั่นรักษาชาวบ้านยากจน

ใฝ่ฝันอยากให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพ เจ็บป่วย ได้รักษา ไม่นอนรอความตายอย่างอนาถา

ตอนรัฐบาลที่แล้วประกาศโครงการ30บาทรักษาทุกโรค มีคนค้านมากมายว่าทำไม่ได้ แค่หาเสียง

แต่มีคุณหมออีกคนนี่แหละ เป็นเสาหลัก บอกเสียงหนักแน่น ทำได้ !!!

เขียนให้กำลังใจคุณหมอไป ปรากฏว่าคุณหมอจดหมายมาขอบคุณไม่พอ ยังบุกมาถึง” เดลินิวส์” เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะบริหารยังไง เพื่อให้โครงการนี้ไป
ตลอดรอดฝั่ง

จากงบประมาณหัวละ1,300กว่าบาท ตอนนี้เพิ่มเป็น2,000กว่าบาท

30บาทรักษาโรคกลายเป็นโครงการอมตะที่ประชาชนเรียกร้องและไม่ยอมให้ยกเลิกเด็ดขาด

เพราะครอบคลุมคนกว่า30ล้านคนที่ไม่มีหลักประกันใดๆเรื่องสุขภาพ

คนจนไม่กล้าไปหาหมอ เพราะไม่มีเงินไป แต่บัตรทองทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป แม่ค้าขายส้มตำเจ้าประจำ บอกว่า แม่ไปผ่าตัดตาต้อด้วยบัตรทอง ถ้าไม่มีคงแย่

ลำพังแต่ละเดือนก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง จะเอาเงินที่ไหนไปรักษาแม่

บัตรทองทำให้อุ่นใจ อย่างน้อยไม่ตาย เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่า โครงการนี้ สำเร็จหรือล้มเหลว

แต่ระหว่างทาง ใช่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ มีข้อกล่าวหามากมาย ทั้งอยากเป็นใหญ่ หวงงบประมาณไว้เอง ทำให้หมองานมากขึ้น

แต่คุณหมอก็อดทนเพียรอธิบายและแสดงความจริงใจตลอดเวลา

จนมีพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในที่สุด จาก30บาทรักษาโรคต่อยอดเป็นรักษาฟรีในรัฐบาล “ขิงแก่” ล่าสุดขยายไปถึงการล้างไตด้วย

ทราบว่าสิ่งสุดท้ายที่คุณหมออยากทำคือ”กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่อมิตรภาพเพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อเอาดอกผลมาดูแลอาสาสมัครและคนป่วยเพิ่มขึ้น

ใครอยากทำบุญน่าติดต่อไปที่สป.สช.เพื่อช่วยสานต่อเจตนารมณ์ของคุณหมอ เพราะไม่มีอะไรได้บุญเท่าการได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์แล้ว

ขอให้ดวงวิญญาณของคุณหมอไปสู่สุคติ คุณหมอไม่ใช่แค่ใบไม้อีกใบที่ร่วงหล่นเลย แต่ตายดังขุนเขาอันยิ่งใหญ่และหนักแน่นโดยแท้

ดาวประกายพรึก

คอลัมน์ ฝ่าเปลวแดด

'ขยาดชมพู่'


ได้รับความอนุเคราะห์จาก “หญิงเป็ด” จารุวรรณ เมณฑกา มอบพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 7 ตึก สตง. ให้บรรดากระจอกข่าว คตส. ได้จัดงานราตรี “เห่าเพื่อแผ่นดิน” อำลา “พี่หญิง” อัมพา สันติเมทนีดล และ “สุรศักดิ์ กล้าหาญ” 2 นักข่าวค่ายบางกอกโพสต์ ที่เปลี่ยนบทบาทไปจับอาชีพอื่น

หลังฟาดอาหารคาว ต้องตามล้างปากด้วยผลไม้ ทำเอา 10 เสือ คตส.ถึงกับสะดุ้งกับมุกของกระจอกข่าว เพราะผลไม้ที่เตรียมไว้มีอย่างเดียวคือ “ชมพู่” เล่นเอา “หญิงเป็ด” ถึงกับหลุดปากกรี๊ดออกมาทันควัน ... “ตายแล้ว ใครเอาผลไม้นี้มา ฉันไม่กินหรอก ผลไม้แสลง”

ส่วนอาจารย์นาม ไม่น้อยหน้าเปรยออกมาเบา ๆ ว่า .... “ผมไม่ค่อยชอบเลย ... ทำไมต้องเตรียมเอาชมพู่มาให้กินด้วย”

แต่รายนี้เด็ดกว่า ... “อาจารย์อุดม” ...อุดม เฟื่องฟุ้ง มือปราบที่ดินรัชดา พูดโพล่งขึ้นมาว่า ... “อย่างนี้ต้องกินมันก่อนที่มันจะกินเรา” จากนั้นก็เริ่มต้นหยิบ “ชมพู่” ของแสลงของ “หญิงเป็ด” เข้าปากเคี้ยวหมุบหมับอย่างเอร็ดอร่อย ตบท้ายงานนี้ด้วยการร้องเพลงร่วมกันของ 10 เสือ คตส. ด้วยบทเพลง “เย้ยฟ้าท้าดิน” เหมือนกับจะส่งสัญญาณบอกใครบางคนว่า ... “กูไม่กลัวมึง”

แมงโม้


คตส.เตรียมดึงสภาทนายความร่วมทีมสอบคดีหวยบนดิน

คตส. 25 ม.ค. - โฆษก คตส. เผย คตส. และอัยการสูงสุด ยังเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับสำนวนคดีหวยบนดิน นัดประชุมอีกรอบ 1 ก.พ.นี้ เตรียมดึงสภาทนายความร่วมทีม ระบุถ้ายังเห็นไม่ตรงกันอีก คตส.สามารถฟ้องร้องได้เอง

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างตัวแทนอัยการสูงสุด (อสส.) และ คตส. เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์พอของสำนวนการดำเนินคดีการออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว หรือหวยบนดิน หลังจากใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะทำงานของอัยการสูงสุดยืนยันข้อเท็จจริงตามหนังสือที่ได้แจ้งสำนวนไม่สมบูรณ์ทั้ง 5 ประเด็นเกี่ยวกับสำนวนการดำเนินคดี ขณะที่ตัวแทนของ คตส. เห็นว่าสำนวนของ คตส.ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องดำเนินการสอบสวนพยานหรือรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ดังนั้น ที่ประชุมทั้ง 2 ฝ่าย จึงมีความเห็นไม่ตรงกันทั้ง 5 ประเด็น โดยจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 ก.พ. 2551 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะมีทางออกอย่างไรบ้าง

“ทางออกเรื่องนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 10 ระบุว่า เมื่อ คตส.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดี แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงภายใน 14 วัน แต่หากอัยการสูงสุดยังยืนยันที่จะไม่ดำเนินการ หากครบกำหนดภายใน 30 วัน ตามมาตรา 11 วรรค 2 ของกฎหมายดังกล่าว คตส.สามารถดำเนินการแต่งตั้งทีมทนาย หรือดำเนินการฟ้องร้องเองภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง คตส.ได้มีมติตั้งคณะทำงานร่วม” โฆษก คตส. กล่าว

เมื่อถามว่า ตัวแทนอัยการสูงสุดได้ให้เหตุผลหรือไม่ถึงการยืนยันทั้ง 5 ประเด็น นายสัก กล่าวว่า ที่ประชุมต้องมีการหารือในครั้งต่อไป และต้องดูว่าการประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าหากเห็นตรงกันก็หาทางออกได้ แต่หากมีความเห็นไม่ตรงกันอีก คตส.สามารถดำเนินการของ คตส.เอง ซึ่งจะต้องมีการมาคุยกันอีกครั้ง

นายสัก กล่าวด้วยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ได้ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ขอความร่วมมือไปยังสภาทนายความ เพื่อส่งทีมทนายเข้ามาพิจารณาสำนวนร่วมกับ คตส. โดยล่าสุดสภาทนายความได้ส่งทนายความอาวุโส จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1. นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานคณะกรรมการมารยาทสภาทนายความ 2. นายบำรุง ตันจิตติวัฒน์ อดีตอุปนายกสภาทนายความ 3. นายสุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล อุปนายกสภาทนายความ 4. นายสมชาย หอมละออ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ และ 5. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตอุปนายกสภาทนายความ โดยนายนามได้มีการลงนามออกคำสั่งแต่งตั้งตัวแทนจากสภาทนายความทั้ง 5 คน เป็นอนุกรรมการตรวจสอบสำนวนในคดีนี้แล้ว โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 28 ม.ค.นี้

“คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลักฐานว่า สำนวนดังกล่าวมีพยานหลักฐานถูกต้องเพียงพอที่จะสั่งฟ้องต่อหรือไม่ เพราะทั้ง 5 คน เป็นทนายความที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และสามารถดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลา 14 วัน” นายสัก กล่าว

เมื่อถามว่า ทั้ง 5 คนนี้จะต้องเป็นทีมทนายความฟ้องร้องให้กับ คตส.ด้วยหรือไม่ นายสัก กล่าวว่า ต้องรอการประชุมร่วม คตส. กับอัยการสูงสุด วันที่ 1 ก.พ.นี้ก่อน หากทั้ง 2 ฝ่าย ยังยืนยันเหมือนเดิม คตส.จำเป็นต้องใช้ช่องทางออกตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีความให้เสร็จสิ้น ส่วนเรื่องงบประมาณไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ได้กำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าจะมีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาสภาทนายความดำเนินการฟ้องร้องก็ไม่ได้เรียกร้องเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งหากไม่มีงบประมาณจริง ๆ ก็จะต้องมีการเปิดให้มีการบริจาค

ด้านนายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีหวยบนดิน กล่าวว่า ยืนยันว่าสำนวน คตส.แน่นหนาพอแล้ว และการที่ คตส.ให้สภาทนายความส่งทนายความเข้ามาร่วมพิจารณาตรวจสอบสำนวน เนื่องจากต้องการให้กระบวนการยุติธรรมในส่วนของภาคเอกชนร่วมพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น และหากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ตรงกับ คตส.อีก คตส.ก็มีอำนาจดำเนินการฟ้องตามช่องทางกฎหมายได้ ทั้งนี้ ต้องหารือในที่ประชุม คตส. วันที่ 28 ม.ค.นี้ ว่าจะมีความเห็นอย่างไร

นายอุดม กล่าวอีกว่า การแต่งตั้งคณะทำงานจากสภาทนายความทั้ง 5 คน เป็นไปตามระเบียบของ คตส. ข้อ 10 ที่ให้อำนาจ คตส.แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาสำนวนอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะทำงานขึ้นมานี้ ไม่ได้มีปัญหากับทางอัยการสูงสุด แต่ในเมื่อความเห็นทางกฎหมายในสำนวนไม่ตรงกัน คตส.จำเป็นต้องหาข้อยุติ ซึ่งตามกฎหมายเปิดโอกาสให้ คตส.ได้แต่งตั้งทีมทนายความฟ้องร้องเองได้. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-25 19:17:50

The Economist: ไปเสียได้ก็ดี

Jan 24th 2008
From The Economist print edition
แปลโดย Thai Report Blog

หลังจากการเลือกตั้งของประเทศไทยเสร็จสิ้นลงแล้ว บรรดานายพลก็ควรจะออกไปเสียที

บรรดาทหารซื่อบื้อที่ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี พ.ศ. 2549 ดูเหมือนจะทำอะไรเข้าท่าสักที สัปดาห์นี้เราได้เห็นการฟื้นฟูรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยดูจะย้อนกลับไปในสมัยประชาธิปไตยหลายพรรคเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก นี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทย 65 ล้านกว่าคน และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่าครึ่งพันล้านคนและชาวจีนมากกว่าพันล้านคน อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าพวกนายทหารทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เหตุผลในการรัฐประหารยังคงเป็นเรื่องไร้เหตุผล

คณะเผด็จการทหารพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งตอนนี้ดูจะเป็นไปได้จริง? เขาสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองของทักษิณและสมาชิกพรรค 100 กว่าคนเป็นเวลา 5 ปี พรรคไทยรักไทยถูกยุบแต่พวกเขาก็รวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคพลังประชาชน (พปช.) พวกเขาสร้างความกังวลใจกับบรรดานายทหารเป็นอย่างมากที่พวกเขาได้รับเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆอย่างทิ้งขาดและเกือบจะได้ที่นั่งเกินครึ่งของสภา ประชาชนไทยโดยเฉพาะคนชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาของทักษิณเสียงดังกว่า พวกเขาส่งเสียงไปยังพวกทหารรอยัลลิสต์ในกรุงเทพฯว่าพวกเขายังคงต้องการทักษิณหรือคนที่คิดแบบทักษิณ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนอารมณ์ร้อนอดีตฝ่ายขวา ยอมรับอย่างร่าเริงว่าเขาเป็น”ตัวแทน”ของทักษิณ และบอกในสัปดาห์นี้ว่าเขาพร้อมจะเป็นนายกฯและพร้อมจะนำพรรคทั้ง 6 พรรคแล้ว

การใช้หลักกฏหมายอย่างแบบเฉโก ได้สร้างความกังลวให้พปช. พรรคที่ประชาชนเทคะแนนให้ คณะกรรมการเลือกตั้งตั้งข้อสงสัยการทุจริตในการเลือกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรค พปช. ศาลฎีการับคำร้องที่อาจทำให้ชัยชนะของพรรค พปช.ต้องเป็นโมฆะ ไม่ว่าองค์กรเหล่านี้จะถูกกดดันหรือไม่ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูก ไม่มีผู้สมัครโดนใบแดงหรือใบเหลืองมากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคพลังประชาชนยังมีคดีความอยู่อีกหลายคดี แต่การที่ศาลฎีกายกคำร้องกรณียุบพรรค พปช. ไป ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาธิปไตยของไทยจะได้เดินหน้าอีกครั้ง

รัฐบาลใหม่ควรจะมีเสียงข้างมากในระดับที่ทำงานได้ แต่ไม่ควรจะเหมือนยุคคุณทักษิณที่ดูจะมากเกินควร พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านทำได้ดีกว่าเดิมในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เราคงได้เห็นการประชันฝีปากที่เข้มข้นขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่ กกต.ได้แสดงความกระตือรือร้นในการกำจัดการซื้อเสียงให้เห็นแล้ว โดยภาพรวมแล้ว ประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านจากความยุ่งยากมาสู่การมีภาพรวมที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายต่างๆก็ยังไม่จบเสียทีเดียว การเมืองของไทยมีแนวโน้มจะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเคือง การกล่าวหา และการใช้ถ้อยคำรุนแรง นายสมัครเป็นคนหนึ่งที่พูดจารุนแรง มีความกังวลเป็นอย่างมากว่าเขาอาจจะเอานโยบายที่แย่ที่สุดของทักษิณมาใช้ เช่น นโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าปิดปากผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่ การที่ทักษิณวางแผนจะกลับประเทศไทยได้สร้างความกังวลใจเช่นกัน ภรรยาของเขาอยู่ประเทศไทยแล้วและได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตเรื่องการประมูลซื้อที่ดินและรับการประกันตัวออกมา ทักษิณผู้กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะอาจจะวางแผนแก้แค้นคณะรัฐประหารซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น คงจะดีกว่าถ้าเขาจะรักษาสัญญาว่าจะเลิกเล่นการเมืองไปตลอด

หน้าที่สุดท้าย
คงจะยังเป็นทางเลือกที่ดี หากพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ผู้นำรัฐประหารและลูกน้องของเขาจะลงจากตำแหน่งอย่างสง่างามและให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับการเมืองเพื่อหาความสุขกับการนิรโทษกรรมที่พวกเขาออกให้ตัวเอง บรรดาชนชั้นนำในไทยเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ระบอบการเมืองแบบรัฐสภากำลังจะกลับมา พวก liberal (ในที่นี้น่าจะแปลว่า พวกต้านโลกาภิวัฒน์) หลายคนที่เกลียดทักษิณและชื่นชมกับรัฐประหารอาจจะบอกว่าพวก คมช. หมดภาระแล้ว พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ไร้สาระสิ้นดี ไม่เพียงแต่คมช.ล้มเหลวที่จะหาหลักฐานเอาผิดทักษิณทั้งในเรื่องคอรัปชั่นและการลุแก่อำนาจ ที่เป็นเรื่องที่พวกเขาใช้เป็นเหตุผลหลักในการทำรัฐประหาร พวกเขายังทำให้ขุนศึกทหารเห็นช่องในการเอาข้อกล่าวหาเรื่องข้อพิพาททางการเมือง หรือข้อกล่าวหาคอรัปชั่นมาเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งประชาธิปไตยยังคงอยู่ในช่วงผลิดอกเริ่มต้น

ผู้ก่อการรัฐประหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลเต่าคลานและนายทหารเกษียณที่เขาแต่งตั้งขึ้นได้สร้างผลงานเน่าๆ สิ่งเหล่านี้และรวมไปถึงความไม่แน่นอนในการที่เหล่าบรรดาเผด็จการทหารจะออกจากความยุ่งยากที่เขาได้ก่อขึ้น ได้ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างเชื่องช้ามากกว่าปี เช่นเดียวกับรัฐประหารหลายๆ ครั้งที่ได้กระทำมา การก่อการครั้งนี้ได้สร้างปัญหามากกว่าที่มันได้แก้ไขเสียอีก


จาก Thai E-News

ไร้ศีลธรรมสุดๆ มติชนตัดต่อภาพฆราวาสใส่จีวร

25 มกราคม 2551

ประชาชนก่นด่าทั่วเน็ต สร้างความเสื่อมในวงการสื่อ ตัดต่อภาพคนธรรมดาให้กลายเป็นพระด้วยความไม่ละอายและเกรงต่อศาสนิกชน มีความจงใจย้อนรอยกรณีจอมพลถนอมบวชเข้าประเทศปี 19 เพื่อสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง ให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้รับสาร จงใจสร้างภาพให้ร้ายผู้อื่นว่าจะเข้าประเทศไทยต้องปลอมบวชมา เชื่อ การกระทำดังกล่าวจะติดตัวมติชนไปตลอดในฐานะสื่อไร้คุณภาพ

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคุณ tikoo3 ได้นำเสนอภาพหน้าปก
นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด ในเว็บบอร์ดสนทนาพันทิปดอตคอม โดยเป็นภาพของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในสภาพการห่มจีวรของพระภิกษุ และโปรยพาดหัวว่า "Welcome Home ทักษิโณ ภิกขุ"
เพื่อนสมาชิกกระดานสนทนาดังกล่าว ต่างได้แสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ตำหนิสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวที่ไร้ความคิด ไม่ได้คำนึงถึงว่า การกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสื่อมเสียเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น อีกทั้งยังมีแง่มุมทางพุทธศาสนา ที่ภาพดังกล่าวได้ไปลบหลู่ศรัทธาของศาสนิกชน เนื่องจากจีวรพระนั้น ถือเป็นธงชัยของพระอรหันต์ การนำบุคคลธรรมดามาตัดต่อภาพดังกล่าวให้กลายเป็นพระ ย่อมสร้างความเสื่อมให้กับพุทธศาสนาและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เหมือนกับเห็นจีวรเป็นของเล่นของตน ของต่ำเหมือนจิตใจตัว มีจิตใจหลู่ดูถูกพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นว่า มติชน จงใจผูกเรื่อง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2519 นั้น เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของความรุนแรงคือ การเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากการบวชเณรที่ประเทศสิงค์โปร์

ศีลธรรมที่ต่ำกว่าคนธรรมดาของสื่อสารมวลชนกลุ่มดังกล่าว ยังแสดงออกด้วยการไม่คำนึงว่า การใส่สีตีไข่ สร้างภาพให้ผู้อื่น ในกรณีดังกล่าวคือคุณทักษิณ มีภาพลักษณ์ที่ไม่อาจหาญ เนื่องจากคิดเอาเองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้ากลับมาโดยตรง ต้องบวชเป็นพระก่อน รวมถึงการเชื่อมโยงภาพคุณทักษิณ กับจอมพลถนอม อดีตเผด็จการทหาร การให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ไม่ถือเป็นสื่อที่ดี หรือมีจรรยาบรรณ ไม่สามารถมีชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่สร้างสรรค์สังคม ไม่ได้แสดงมติของปวงชน แต่เป็นสื่อที่เลวอย่างชัดเจน (ภาพประกอบจากคุณโต้มอญ)

ทั้งนี้เราจะขออนุญาตนำความเห็นของประชาชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวมาแสดงดังตัวอย่างดังนี้

สื่อชั่วกะจะเล่นข่าวนี้แต่มุกแป๊ก ในภาพ เป็นเครื่องแบบภิกษุพม่าครับ แล้วก็ไม่โกนคิ้ว

เดี๋ยวสาวกสนธิก็เล่นงานคุณทักษิณอีกหรอก โทษฐานไม่โกนคิ้ว (ฮา)

สื่อเลว
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
คงพยายามสร้างภาพว่าทักษิณเป็นเผด็จการเหมือนสมัยเมื่อครั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยด้วยการนุ่งผ้าเหลืองเข้าประเทศครับ ท่ามกลางความขัดแย้งของคนในชาติในเรื่องความคิดการปกครองในขณะนั้น...

อย่าไปสนใจเลยครับ เพราะสมัยนี้สื่อเองก็ชั่วพอๆกัน ดีก็แค่สร้างภาพจอมปลอมไปวันๆ
จากคุณ : หมีน้อยสอยดาว
การตัดต่ออย่างนี้ไม่สมควร เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้ทำพิธีบวช มติชนนี่เขานับถือศาสนาอะไรกัน ไม่มีพระมีเจ้าในใจเลยหรือ เสียแรงที่คุณขรรชัย ธรรมะธรรมโม แต่ลูกน้องนี่ไม่รู้จักการควรไม่ควร นักการเมืองก็ส่วนนักการเมือง นี่เล่นเอาไปพาดพิงศาสนา
จากคุณ : PKT
แม้ความผิดทางโลกอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ทางธรรมหาพ้นผิดไม่ เพราะการตัดต่อภาพโดยการนำผ้ากาสาวพัตร์(ผ้าเหลือง) อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา มาทำเยี่ยงนี้ หาควรไม่

บัณฑิตชน วิญญูชน อริยชน ไม่ควรทำเช่นนี้ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต ก็เขียนบทความลงมติชน น่าจะเตือน ๆ กันบ้าง ในทางธรรม หากแม้นภิกษุนำเอาเครื่องนุ่งห่มคฤหัสถ์(เสื้อผ้า)มาสวมใส่เล่น ๆ ก็ต้องอาบัติ แล้วมติชน ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นสื่อคุณภาพ ไฉนจึงได้ทำสิ่งที่เลวทรามอย่างนี้เล่า ?
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นำภาพ ฆราวาส มาตัดต่อ เป็น ภิกษุสงฆ์ ถือเป็นการไม่เคารพต่อ พุทธศาสนา และทำให้ผู้ถูกตัดต่อได้รับความอับอาย เพราะหากคุณทักษิณอยู่ในฐานะภิกษุสงฆ์จริง ก็เป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนา แต่นี่ไม่ใช่ความจริง ทางมติชน ทำแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไร แต่ผลคือ ทำให้มติชนเสื่อมเสียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสื่อว่าคุณไม่เคารพในศาสนาพุทธ (ไม่ใช่นับถือ แต่เคารพ ให้เกียรติในทุกศาสนา) และคุณยัง ไม่เคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน ของบุคคล แม้การกระทำเยี่ยงนี้ จะไม่ใช่กับคุณทักษิณ ทำกับตาสี ตาสา ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องร้องได้

สรุปว่า การกระทำนี้ ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง สื่อ ควรมีภาพของความน่าเชื่อถือ แต่บัดนี้ คุณได้ทำลายมันลงไปแล้ว
จากคุณ : ยินดียิ่ง
น่าจะมีใครสักคนเอาภาพปกมติชนนี้ ขยายใหญ่ๆ ใส่รถปิคอัพ และเขียนข้อความว่า "ฉบับนี้ เต้าข้าวหรือไม่ เชิญพี่น้องช่วยตัดสินที" แห่ประจานไปทั่วเมือง
จากคุณ : บ้านนอกคอกนา

ถึงบรรณาธิการบริหารหนังสือมติชนสุดสัปดาห์(ฉบับที่ 1432) เห็นหน้าปกหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดแล้ว รับไม่ได้กับภาพและข้อความที่หน้าปกอย่างมาก จนต้องขอแสดงความเห็น
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ดูเป็นการล้อเลียนที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวบุคคล และพุทธศาสนา และผิด พรบ.การพิมพ์อีกด้วย
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของสื่อเสียเอง เพราะนับแต่นี้ไป ไม่อาจมั่นใจกับภาพที่นำเสนอของมติชนสุดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ไม่สามารถอ้างในลักษณะของการหยอกล้อสนุกสนานให้กับบรรดาขาประจำ หรือคอการเมืองของมติชนสดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว คาดว่าต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของทีมงานแล้ว คงต้องทบทวนถึงจรรยาบรรณ และการแสดงความรับผิดชอบในฐานะของสื่อ
จากคุณ : ritenour

จาก Thai E-News

'รมว.กห.'แบบไหนถูกใจบิ๊กเหล่าทัพ

'ในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสถาน การณ์บ้านเมืองเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของทุกฝ่าย ทางกองทัพเองไม่ควรเข้าไปยุ่ง กับเรื่องของทางการเมือง และขณะเดียวกันการเมืองก็ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกองทัพเช่นกัน ดังนั้น คมช.จึงมีแนวคิด ที่ว่าผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สมควรเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และควรจะต้องเป็นทหาร เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหาร ทั้งในเรื่องของบุคลากร และกิจการภายในกองทัพ นอกจากนี้ยังส่งผลให้บรรยากาศของการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายดีขึ้น'

คำแถลงของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ถึงสเป๊กของรมว.กลาโหมคนใหม่ ของคมช.ที่ส่งผ่านไปถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หลังจากพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ในฐานะรักษาการประธานคมช. นั่งหัวโต๊ะประชุมคมช.นัดสั่งลา เมื่ออังคารที่ผ่านมา

โดยมีพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม คนปัจจุบันร่วม แจมด้วย

เปิดสเป๊กท่ามกลางกระแสข่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะควบเก้าอี้รมว. กลาโหม อีกหนึ่งตำแหน่งนอกเหนือจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ

ขณะเดียวกัน ภายในพรรคพลังประชาชนเองก็พยายามเสนอบุคคลอื่นเข้ามาประกบ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตผบ.สส. หรือลองกระแสพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ.และผบ.สส.ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใด แต่นามสกุลมันฟ้อง และพล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตรมว.มหาดไทยและอดีตผบ.ทอ.

แต่ทั้งหมดถือว่าไม่ผ่านการประเมินของฝ่ายกองทัพ

จึงเกิดความเคลื่อนไหวของบุคคลในกองทัพ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงสเป๊กของบุคคล ที่จะมาคุมกระทรวงกลาโหม เพราะบทบาทนี้ ในอดีตส่วนใหญ่จะมาจากอดีตนายทหารระดับสูง มีเพียงนายชวน หลีกภัย นายกฯ ในขณะนั้นที่นั่งควบรมว.กลาโหม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากคนในกองทัพเท่าไหร่นัก

สเป๊กที่คมช.เสนอ จึงถูกโฟกัสไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. ตท.6 ที่ได้รับการผลักดัน จากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา และมีความสนิทสนม กับพล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งรับราชการด้วยกันที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ (ทหารเสือราชินี) และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.)

ประกอบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ยังอยู่ในตำแหน่งผบ.เหล่าทัพ และล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกคมช. ก็พร้อมสนับสนุน

แต่ล่าสุดมีชื่อพล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผบ.ทบ. และ อดีตผบ.สส. ตท.3 เข้ามาเป็นตัวเลือกที่สำคัญ

เพราะมีแรงสนับสนุนโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมองว่าเป็นคนกลางและประสานงาน ระหว่างกองทัพและฝ่ายการเมืองได

เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เกรงว่าหากนำคนที่กองทัพเสนอเข้ามา จะทำให้การเมืองอยู่ใต้อาณัติกองทัพ มากเกินไป

แต่ไม่ว่าพลังการต่อรองจะออกมาอย่างไร บรรดาผู้นำเหล่าทัพ ได้ให้มุมมองสเป๊กของผู้ที่เหมาะสม ต่อเก้าอี้รมว.กลาโหมคนใหม่ไว้ ดังนี้

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม มองว่า ผู้ที่จะขึ้นมานั่งตำแหน่งดังกล่าว ควรเป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจงานด้านทหาร และต้องผ่านการเป็นทหารมา ต้องได้รับการยอมรับจากกำลังของในกองทัพ

'ที่สำคัญ ต้องทำให้ทหารอยู่ในกรอบของกองทัพได้ ไม่ใช่ว่าพลเรือนจะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหมไม่ได้ แต่ความเหมาะสม และความเข้าใจทหารด้วยกัน จะสู้อดีตนายทหารไม่ได้ ผมไม่ได้เจาะลงว่าต้องเป็นใคร แต่เชื่อว่าคนจะมาคุมกองทัพได้จะต้องสื่อสารภาษาเดียวกัน ต้องเป็นทหาร ถึงจะเหมาะสมที่สุด'

นอกจากนี้ พล.อ.บุญรอด บอกด้วยว่า คุณสมบัติรมว.กลาโหม ต้องเป็นทหารเพราะสถานการณ์ขณะนี้ ี้อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยน เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวได้ง่าย ฉะนั้นคนที่จะมาดูแลกระทรวงกลาโหม ต้องเป็นคนที่ กองทัพมีความศรัทธา ซึ่งได้แก่ อดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพ เพราะแต่ละคนที่ขึ้นมาในระดับสูงล้วน แต่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการความสมานฉันท์ และต้องการให้ประเทศชาติ ิเดินไปด้วยดี

สถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ละเอียดอ่อน ดังนั้น การจะทำให้เกิดสมานฉันท์ต้องฟังกัน

แต่หากจะถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ใครเหมาะสมจะเป็นรมว.กลาโหม ในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นได้ทั้งคู่ เพราะเป็นที่ยอมรับของกองทัพอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบก

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ระบุว่า ความละเอียดอ่อนระหว่างพลเรือน กับทหาร มีสิ่งแตกต่างให้เห็น ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำสูงสุดในกองทัพเวลานี้ เห็นว่าคนที่จะก้าวเข้ามารับหน้าที่ รมว.กลาโหม ต้องมีบารมีพอและได้รับการยอมรับจากกองทัพ การที่เป็นทหารเข้ามาดูแล บังคับบัญชาทหารด้วยกันจะมีความเข้าใจได้ง่าย

ดังนั้น หากฝ่ายรัฐบาลถามไถ่ทางกองทัพมา ต้องเสนอแนะว่าควรตัดสินใจให้ถูก แต่เรื่องนี้อยู่ที่รัฐบาล ต้องมีความเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรที่เหมาะสม เพราะบางจุดละเอียดอ่อน บางจุดปกติอาจจะไม่ละเอียดอ่อน แต่เวลาเช่นนี้อาจจะต้องละเอียดอ่อน ซึ่งตำแหน่งรมว.กลาโหม น่าจะเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนพอสมควรในเวลาเช่นนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบ

ส่วนที่มีการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. เป็นรมว.กลาโหม ขึ้นอยู่ที่รัฐบาล จะต้องพิจารณา ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ก็เห็นว่าเหมาะสม เพราะเคยผ่านการเป็นผบ.ทบ. คนที่เป็นผบ.ทบ. ได้รับการคัดเลือกมาแล้วอย่างถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ และท่านเป็นคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้ง มีความ สร้างสรรค์ และมุ่งมั่นในการทำงาน

'เพราะหาก รมว.กลาโหม เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจจิตใจของทหาร จะทำให้การปฏิบัติภารกิจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะในห้วงนี้มีปัญหาหลายอย่างซับซ้อน และมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งนั้น โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องได้ผู้ที่เข้ากับคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุด'

พล.อ.บุญสร้างมองว่า ความรู้เรื่องการทหาร เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่กองทัพต้องการคนที่มีความรู้เป็นอย่างดี และเป็นที่นิยมชมชอบของคนในกองทัพ เข้าใจจิตใจของทหารเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องปฏิบัติภารกิจในหลายมิติ ดังนั้น หากได้คนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุดกองทัพพร้อมให้การสนับสนุน เพราะทหารมีวินัย

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เชื่อว่า ทางการเมืองคงทราบดีว่า สิ่งที่กองทัพอยากได้ สิ่งที่กองทัพต้องการเห็นความสมานฉันท์ ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหม น่าจะเป็นทหาร ที่มาจากคนกลาง เพื่อการประสานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลได้ คนนั้นต้องมีบารมีความเหมาะสมได้รับความน่าเชื่อถือ จากสถาบันทหารและมีความสามารถ

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. เชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลโดยเฉพาะรมว.กลาโหม ต้องยอมรับว่าการเมืองมีโอกาสแทรกแซงกองทัพ แต่กองทัพ จะต้องควบคุมกำลัง มีคุณธรรมและความยุติธรรม สามารถปกป้องกองทัพได้ สำหรับการพิจารณาผู้ที่จะมา เป็นรมว.กลาโหม จะต้องเป็นบุคคลที่เหมาะสม มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถควบคุมกองทัพได้อย่างสง่างาม ได้รับการยอมรับ และคุณธรรมในการปกครองกองทัพ

สุดท้าย พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. เผยว่า สเป๊กรมว.กลาโหม ในสายตาของผม ควรเป็นคนที่มี ความเข้าใจทหารอย่างแท้จริงและเป็นทหารเก่าได้ การทำงานจะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำงานร่วมกับ รัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาลก็จะง่ายและพูดกันรู้เรื่องขึ้น เราไม่ได้ปิดกั้นพลเรือนที่จะเข้ามานั่ง หากบุคคลที่เหมาะสม กับเนื้องาน เข้าใจกองทัพ ก็ควรจะต้องเป็นทหารเก่า

หากถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นอดีตผบ.ทบ.ทั้งคู่ ใครเหมาะสมกว่านั้น เรื่องทหารบกผมไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ดีทั้งนั้น ถ้าเป็นทหาร เพราะเราพูดกันรู้เรื่อง พูดคำหนึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจแล้วว่าคืออะไร ถ้าเผื่อว่าไม่ใช่ทหาร อาจจะต้องอธิบายกันนานหน่อย ว่าอาวุธเป็นอย่างไร มันเสียเวลา หรือบางครั้งอาจจะสื่อกันผิด


Friday, January 25, 2008

ผิดที่ใครกัน

โดย ดร.ทอง


ปัญหาความถดถอยในการแก้ปัญหาบ้านเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ มีคนตั้งคำถามกับผมอยู่หลายคนว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะแต่ละท่านที่ตั้งคำถามก็มีคมความคิดในการให้เหตุผลประกอบมาด้วย อย่างเช่น จะโทษรัฐบาลปัจจุบันของพลเอกสุรยุทธ์ฯได้ไหม เพราะเป็นผู้บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้
ในขณะที่อีกท่านหนึ่งก็มองว่าเป็นผลจากการที่เราได้รัฐบาลใหม่ที่มีคนกล่าวหากันว่าเป็นนอมินีของรัฐบาลทักษิณ เลยทำให้ทั้งหุ้นทั้งเงินบาทและปัญหาอื่นๆที่ทับถมกันมานานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นดังนี้ผมเองจะเก็บงำความคิดเห็นส่วนตัวไว้ตามลำพังได้อย่างไร ทำให้ต้องใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงทรรศนะที่จะผิดถูกแค่ไหนขอให้ท่านผู้อ่านตัดสินได้ตามที่ท่านเห็นควรเลยนะครับ

ปัญหาในขณะนี้คงยากจะ “ปัด” ให้พ้นตัวว่ามิได้เกิดจากผลการบริหารจัดการของรัฐบาลปัจจุบันที่คณะรัฐมนตรีก็ยังนั่งบริหารกันอยู่เกือบเต็ม ครม. ถึงแม้จะมีคนโยนกลองให้เป็นผลจากปัญหาหนี้เน่าหรือ “ซับไพรม์” ที่ลุกลามระบาดมาจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าผลจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในสหรัฐเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ในขณะนี้ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจมหภาค ก็ต้องบอกว่าแนวโน้มความถดถอยของเศรษฐกิจในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีกลาย และเป็นมาก่อนที่จะมีการพูดถึงปัญหาซับไพรม์เป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้ปัญหาภายนอกมายกประโยชน์กับผลงาน “การบริหารจัดการที่ผิดพลาดหลายต่อหลายเรื่องจากคนหลายคน หลายหน่วยงานในรัฐบาลชุดนี้ได้” อย่างไรก็ตาม นับจากที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่าเราน่าจะได้รัฐบาลใหม่ภายในสิ้นเดือนนี้ เราต้องมานับหนึ่งกันดูถึงผลงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่คงไม่มีเวลาปล่อยให้มีการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ทอดเวลาการทำงานให้ยืดยาวโดยไม่จำเป็น

หากเราได้ “หมอเลี้ยบ” หรือนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาคุมกระทรวงการคลังตามโผที่ออกมา ก็คงไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะการทำงานในเชิงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านๆมามักร่วมกันดูแลรับผิดชอบในลักษณะของ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ไม่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีคลังที่จะบริหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติไปตามลำพัง ยังมีบุคคลและคณะบุคคลผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องคอยเป็นคนคัดท้ายหรือต้นหนคอยดูทิศทางความเป็นไปต่างๆอย่างรัดกุม เพราะจะว่าไปแล้วเราเคยมีคนจบกฎหมายอย่าง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มานั่งบริหารกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลทักษิณอยู่ครั้งหนึ่ง มาคราวนี้มี “หมอ” มาดูคลังบ้างก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะเราเคยลองคนเด่นคนดัง คนมีชื่อเสียง มานั่งทำงานหลายต่อหลายครั้ง บางยุคบางสมัยคนเหล่านี้คือคนที่พาพวกเราไปเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟกันอยู่หลายปี จึงมั่นใจว่าลำพัง “ชื่อเสียงเกียรติคุณ” คงวัดอะไรได้ไม่เท่ากับฝีไม้ลายมือที่จะแสดงออกมาจริงๆตอนนั่งทำงานอย่างมืออาชีพ

คอลัมน์ ยิ่งเกายิ่งคัน จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

นายหน้าค้าเผด็จการ

โดย กาหลิบ


ว่าจะเลิกคุยถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วเชียวนา แต่พอข่าวออกว่าท่านผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่ากองทัพบกไม่ได้เสนอชื่อ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนี้ และขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลือกใหม่ ก็เลยต้องเปลี่ยนความคิดที่จะนั่งเงียบ
เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มันแสบสันต์นัก ไม่รู้ไม่ได้
ชื่อของพลเอกประวิตรไม่ได้ลอยมาตามน้ำเหมือนผักตบชวาหรอกครับ เขานำใส่เรือหรูหราฝ่าทวนน้ำมาส่งมอบให้เลยทีเดียว
เพราะเป็นชื่อที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับผู้ก่อการยึดอำนาจรัฐเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในความเป็นคนในเครื่องแบบที่รู้จักนักการเมือง นักเลง นักธุรกิจ และผู้ที่เป็นใหญ่เหนือนักทั้งหลายเหล่านี้
การเสนอชื่อพลเอกประวิตรจะโดยใครก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกแหวกแนว และถ้ามองในระยะยาวแล้ว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะอยู่ “ร่วมกัน” ระหว่างอำนาจเดิมกับอำนาจใหม่ที่เขาพยายามจะเรียกว่า “อำนาจเก่า” ได้

แต่นั่นคือประเด็นที่เราเคยพูดกันมาแล้วหลายครั้ง ประเด็นใหม่สำหรับวันนี้คือ ชื่อของพลเอกประวิตรเข้ามาอยู่ในลู่วิ่งนี้ได้อย่างไร? ใครเป็นผู้ประสานงานตั้งแต่ต้นจนบัดนี้? และทำเช่นนั้นไปเพื่อประโยชน์ของใคร? เรื่องนี้ต้องเล่ากันแบบใส่รหัส เพราะตัวละครมีมากมายหลายตัว ถ้าเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ ก็เห็นจะแตกหักกันเสียก่อนที่จะเล่าจบ ทุกอย่างเริ่มต้นที่คนคนหนึ่งซึ่งเห็นใครในวงการเขาเรียกกันว่าเจ๊ จะเพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ จู่ๆเจ๊ก็นัดหมายเข้าไปพบนายทหารใหญ่ นายทหารใหญ่คนที่กำลังเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะคงความเป็นเผด็จการหรือจะเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ ไปถึงแล้วเสนอตัวว่า กองทัพอยากได้ใครเป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายทหารในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ขอให้บอกตน หลังจากใช้ศิลปะกระซิกกระซี้อันเป็นความชำนาญเฉพาะบุคคลแล้ว นายทหารผู้นั้นก็ใจอ่อนยอมเอ่ยชื่อคนที่ตนคิดว่าน่าจะเหมาะสมขึ้นมา ชื่อนั้นคือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อได้ชื่อแล้ว เธอผู้นั้นก็ประสานต่อไปยังบุคคลที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งก็ราวกับนำระเบิดลูกใหญ่ไปทิ้งให้ถอดสลัก เพราะทำให้หนักอกหนักใจเต็มที บุคคลผู้นั้นรู้ทันทีว่าพลเอกประวิตรเป็นตัวแทนของใครและของอะไร ระหว่างรอการตัดสินใจนั่นเอง เรื่องก็พลันเข้มข้นขึ้น เมื่อเธอก็เดินเรื่องต่อไปยังบุคคลที่แสนสำคัญอีกคนหนึ่ง ซึ่งเชื่อมต่อกับบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยอดยิ่งได้

แล้วรายงานอย่างภาคภูมิใจว่า บัดนี้เธอได้เดินเรื่องไปถึงขนาดนี้ให้แล้ว ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าบุคคลผู้นั้นจะพอใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานั้นกลับตาลปัตร เมื่อบุคคลสำคัญผู้นั้นรู้ข่าว ก็เรียกตัวนายทหารใหญ่ผู้นั้นมาพบในทันที จะพูดจาอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่นายทหารใหญ่กลับออกมาในกิริยาอาการของคนที่หงุดหงิดเต็มที เล่นงานใครต่อใครรอบตัววุ่นวายไปหมด แต่ที่สำคัญคือออกคำสั่งด้วยวาจาว่า ห้าม “เจ๊” คนนี้เข้ามาพบอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม ชะรอยว่าสิ่งที่เธอได้ลงมือกระทำลงไป โดยจุดประสงค์ที่อ่านได้ชัดอย่างไม่ต้องแปลความก็คือ ต้องการจะสร้างบทบาทผู้ประสานงานอันเยี่ยมยอด เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขากลับตรวจสอบกันและรู้เท่าทันหมด รู้ว่าเป็นการแอบอ้างบุคคลสำคัญผู้นั้นโดยแท้ แล้วสะพานก็ขาดผึงลงอย่างฉับพลัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คนที่อันตรายพอๆกับเผด็จการ ก็คือคนที่ชอบทำตัวเป็นนายหน้าให้เผด็จการแล้วมาแสร้งทำหน้าเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

'มีชัย'ฝากงาน'ยงยุทธ' สร้างรัฐสภาใหม่-ดันกม. [25 ม.ค. 51 - 17:32]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (25 ม.ค.) ที่รัฐสภา นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ ได้เข้าหารือกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช รองประธาน สนช. เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานและแนวทางการทำงานของ สนช. ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายมีชัย กล่าวว่า ขอให้นายยงยุทธช่วยดำเนินการเรื่องการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ณ คลังแสง จ.นนทบุรี ที่ใช้เวลามานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยอยากให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องแบบแปลนจะเป็นอย่างไรนั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังฝากให้ช่วยดูเรื่องกฎหมายที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับใดที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลก็อยากให้ช่วยผลักดัน

ด้าน นายยงยุทธ กล่าวถึงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ว่า ยินดีและพร้อมที่จะสานงานต่อ แต่ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะฝ่ายค้านเนื่องจากรัฐสภาเป็นของสมาชิกทุกคน ส่วนเรื่องของกฎหมายนั้น ก็พร้อมรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม การทำงานจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

‘มีชัย'ฟันธงกกต.มีมติสอบสวน‘ยงยุทธ์'ไม่กระทบตำแหน่ง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีความกังวล เพราะกฎหมายที่ สนช. ทำไว้จะถูกรือ เพราะกฎหมายนั้นสามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว เพราะทางพรรคพลังประชาชนไม่สามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสนช.ได้ เนื่องจากสภาล่างนั้นไม่มีอำนาจในการตรวจสอบสภาสูง และอาจเกิดปัญหาได้หากสภาสูงลุกขึ้นมาตรวจสอบสภาล่างบ้างก้จะทำให้เกิดภาพในที่ไม่ดี อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางพรรคพลังประชาชนคงไม่มีจุดมุ่งหมายในเรื่องดังกล่าว แต่คงศึกษาในเรื่องข้อกฎหมายมากกว่า ซึ่งกฎหมายที่นั้นก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้

ทั้งนี้ นายมีชัย ยังเห็นว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของ นายยงยุทธ ต่อนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสง่างามของการดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะ กกต. จะไม่มีการชี้มูลความผิด--จบ--


จาก hi-thaksin

‘พปช.'มั่นใจนโยบายที่หาเสียงเป็นจริงภายใน 6 เดือน

(25มค.) นายนิสิต สินธุไพร กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงงานนัดสังสรรค์ส.ส.อีสาน วานนี้(24 ม.ค.) ว่า เป็นการพบกันเพื่อแสดงความยินดีที่พรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่กล่าวแสดงความยินดีที่สมาชิกพรรคได้รับเลือกเข้ามา ซึ่งส.ส.อีสานมีความเป็นปึกแผ่นกันมาก ไม่มีมุ้ง ถือเป็นมิติใหม่ ต่างจากที่ผ่านมา และไม่มีใครออกนอกลู่นอกทาง เพื่อต้องการแก้ปัญหาชาติ เพราะกว่าจะได้ชัยชนะทุกคนต้องเหนื่อยยาก ใช้ความอดทนสูง ยืนยันว่า ส.ส.อีสานไม่มีใครเรียกร้องตำแหน่ง เพราะต้องการให้พรรคสงบ เพื่อจะได้นำนโยบายที่หาเสียงไปปฏิบัติ เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะทำเสร็จภายใน 6 เดือน และเมื่อนั้นประชาชนก็จะสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน หากนโยบายที่พูดไว้ทำเสร็จเร็ว ประชาชนก็ยิ่งรักพรรคมากขึ้น ส่งผลให้พรรคได้คะแนนนิยมในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับภาคใต้ที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดภาวะภาคนิยมกับพรรคพลังประชาชนขึ้น ซึ่งต่อไปเงินจะไม่มีความหมายอะไรอีก

นายนิสิต กล่าวอีกว่า การจัดสรรโควตารมต.จะเห็นโฉมหน้าชัดหลังจากที่มีการเลือกนายกฯเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งส.ส.อีสานเชื่อมั่นในคณะผู้บริหารพรรคที่จะวางตัวบุคคลอย่างเหมาะสม จะสังเกตเห็นว่าบรรดาส.ส.อีสานจะอยู่กันอย่างเรียบร้อยไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะต้องการให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง เมื่อถามว่า นายเนวินเป็นหัวหน้ากลุ่มอีสานจริงหรือไม่ เพราะเห็นว่าส.ส.ส่วนใหญ่เรียกว่าหัวหน้า นายนิสิต กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวินยังเรียกตนว่าลูกพี่เลย อย่างไรก็ตาม นายเนวินไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมืองแล้ว

นายนิสิต กล่าวด้วยว่า ในระยะนี้นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อให้ช่วยประเมินทิศทางทางการเมืองเป็นระยะด้วย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายนพดลถูกวางตัวให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งหากชวนไปร่วมงานด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยจะรับหรือไม่ นายนิสิต กล่าวว่า ตนพร้อม เพราะเคยผ่านการเป็นครูประชาบาลมาตลอดทั้งชีวิต นายนพดลถือเป็นครูอินเตอร์ ซึ่งก็มีความสมดุลกัน นอกจากนี้ตนเป็นส.ส.ที่ได้คะแนนสูงสุดในภาคอีสาน 140,261 คะแนน อีกทั้งยังเป็นประธานกลุ่มคนรักทักษิณ ที่นำอดีตส.ส.ขึ้นเวทีขับไล่เผด็จการที่ท้องสนามหลวงด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin

'สุรพงษ์' ยื่นหนังสือร้องเลิกกฎอัยการศึกเชียงใหม่

ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ ยื่นหนังสือ ต่อ ประธานสภาฯร้องนายกฯยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่อ้างกระทบเทศกาลดอกไม้

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติกฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ (คมช.)ได้ประกาศยุติบทบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าการประกาศกฎอัยการศึกในหลายจังหวัด ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยังดำรงอยู่ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หากรอรัฐบาลใหม่ขึ้นมาประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอาจเป็นการเสียเวลา โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ จะมีงานเทศกาลดอกไม้ช่วงต้นเดือน ก.พ.หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเห็นว่า จ.เชียงใหม่ยังคงกฎอัยการศึกอยู่ ก็จะยกเลิกโปรแกรมการท่องเที่ยว ส่งผลให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ประมาณ 30 จังหวัด ตนขอให้ยกเลิก กฎอัยการศึก ในจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น หากพื้นที่บางแห่งจำเป็นที่ต้องคงกฎไว้ เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหายาเสพติดก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก


‘สมัคร'เตรียมพร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ-ส่งทีมงานสำรวจห้อง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากที่ทีมงานของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มทยอยเก็บของแล้ว ได้มีทีมงานรักษาความปลอดภัยของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมาที่ทำเนียบฯ เพื่อดูสถานที่ทำงาน และเส้นทางเข้า-ออกตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน มีรายงานแจ้งว่า ทีมงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดพิมพ์หนังสือรวบรวมผลงาน 1 ปี 5 เดือน ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จำนวน 3,000 เล่ม โดยได้เตรียมที่จะนำมาแจกในวันอำลาตำแหน่ง ทั้งนี้ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.สุรยุทธ์ มีกำหนดการที่จะไปอำลาข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น.--จบ--


จาก hi-thaksin

‘ยงยุทธ'นัดโหวตเลือกนายกฯ28ม.ค.

วันนี้ 25 ม.ค.51ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1(สมัยสามัญทั่วไป)ในวันจันทร์ที่ 28 มกราคม เวลา09.30 น. แจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส.ส.ไปประชุมตามกำหนดวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ มีระเบียบวาระการประชุม การรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดหม่อมแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำหรับนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต้องเป็น ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
โดยขั้นตอนการเสนอชื่อ ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสมาชิกสภาฯซึ่งการรับรองจะใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน ในการออกเสียงลงคะแนน การเสนอชื่อ หากมีการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว หรือหลายชื่อต้องมีการออกเสียงลงคะแนน และใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย จะให้เลขาธิการสภาฯเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรเป็นรายคน โดยให้สมาชิกขานว่า"เห็นชอบ"หรือ"ไม่เห็นชอบ"หรือ"งดออกเสียง"ซึ่งประธานตั้งกรรมการตรวจนับคะแนนจำนวน 6 คน

เมื่อตรวจนับคะแนนเสร็จแล้ว ประธานประกาศผลการออหกเสียงลงคะแนน โดยผลการลงคะแนน ผู้ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ ให้ถือว่าผู้นั้น เป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามในการเลือกนายกรัฐมนตรีในปี 2544 และ2548 ไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์--จบ--


จาก hi-thaksin

'ยงยุทธ' เล็งหารือ 'มีชัย' ปูทางทำงานร่วมสนช. [25 ม.ค. 51 - 13:51]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันนี้ (25 ม.ค.) ตั้งแต่เวลา 09.30 น. นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานทั้ง 2 คน คือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ได้เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสักการะศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมืองและพระภูมิเจ้าที่

ทั้งนี้ นายยงยุทธ กล่าวว่า หลังจากนี้ จะทยอยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานในสังกัดรัฐสภาทั้ง 20 สำนัก โดยจะถอดตำแหน่งประธานและรองประธานสภาฯ ออก เพื่อให้เกิดบรรยากาศการทำงานร่วมกันและรับฟังความคิดเห็นในลักษณะของเพื่อนร่วมงาน โดยจะไม่พูดถึงความเป็นผู้บังคับบัญชา หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา

เมื่อถามถึงแนวคิดการปรับลดจำนวนคณะกรรมาธิการประจำสภาฯ ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภาฯ ที่ต้องปรึกษาหารือกันถึงความเหมาะสม อำนาจของประธานสภาฯ คงไม่ไปทำเช่นนั้น เรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) ที่จะเป็นผู้พิจารณา

นายยงยุทธ กล่าวถึงกรณีที่วิปรัฐบาลเสนอให้เปิดเผยรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ไม่เข้าประชุมสภาฯ เพื่อป้องกันปัญหาสภาล่มว่า ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ได้กำหนดให้เปิดเผยรายชื่อสมาชิกที่เข้าประชุมอยู่แล้วหากไม่ใช่การประชุมลับ ที่จะต้องติดรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมและสื่อมวลชนสามารถทราบได้อยู่แล้ว

สำหรับกำหนดการเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอคำปรึกษาในการทำงานนั้น ประธานสภาฯ กล่าวว่า นายมีชัยเป็นผู้อาวุโส อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามารับงานต่อเนื่องจากสภาฯ ชุดที่แล้ว หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เป็นการรับฟังความคิดเห็นและเพื่อไม่ให้งานสะดุดคิดว่า จะไปหารือและคารวะนายมีชัย

“ในเรื่องการทำงานร่วมกับ สนช. นั้น คิดว่า การทำงานเป็นการรับช่วงต่อ โดยสิ่งใดที่เป็นเรื่องของกฎหมาย หรือประเด็นการเมืองที่ต้องเสนอต่อรัฐบาล คงจะปรึกษาหารือกับ สนช. เพื่อจัดลำดับความสำคัญขอบเขตการนำเสนอ โดยถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขอยืนยันว่า จะไม่มีการแทรกแซงการทำงานของสนช. อย่างแน่นอน” นายยงยุทธ กล่าว

‘สุรยุทธ์'เก็บของแล้ว!ลาทำเนียบรัฐบาล

(25มค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า สำหรับความเคลื่อนไหวพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาฯ คนใหม่ได้เรียกประชุมสภาฯ นัดแรกในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ปรากฎว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ให้คณะทำงานเริ่มทะยอยเก็บของใช้ส่วนตัวและเอกสารต่าง ๆ บนห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า กลับไปยังบ้านพักแล้วบางส่วน อีกทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่เก็บของและเอกสารต่าง ๆ ที่เหลือให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 25 ม.ค.นี้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรียังคงมีภารกิจที่เป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เวลา 15.00 น. ในการเป็นประธานพิธีเปิดหอเกียรติยศนายกรัฐมนตรี ที่บ้านมนังคศิลา ซึ่งหอเกียรติยศดังกล่าวจะเป็นที่รวบรวมประวัติและผลงานของนายกรัฐมนตรีทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้เริ่มทยอยให้เจ้าหน้าที่เก็บของใช้ส่วนตัวแล้วเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของทำเนียบรัฐบาลยังเปิดเผยด้วยว่า ได้มีทีมงานของว่าที่รัฐมนตรีบางคน ได้โทรศัพท์มาสอบถามถึงสถานที่และห้องทำงานต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.45 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีสวนสนามเทิดพระเกียรติศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร พร้อมทั้งมอบรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2551 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งภารกิจดังกล่าวเสร็จสิ้นในเวลา 13.45 น. แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้นัดออกรอบตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟ จปร.ต่อ ซึ่งคาดว่า พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม และนายทหารระดับสูงจะร่วมก๊วนกอล์ฟกับนายกรัฐมนตรีด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin