ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 21, 2011

ยิ่งลักษณ์ หาเสียงเชียงใหม่ วอนเลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันเสาร์ที่ 21 พ.ค.54 (19.00 น.)

-ยิ่งลักษณ์ หาเสียงเชียงใหม่ วอนเลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด

- อภิสิทธิ์ เปิดนโยบาย วันแรกทำได้ทันที เน้น 4 นโยบายหลัก

-กระถาง Blue twig ตอบโจทย์กลุ่มคอนโด-ทาวเฮาท์

-ยิ่งลักษณ์ หาเสียงเชียงใหม่ วอนเลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทีมพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางมวลชนเสื้อแดงให้การต้อนรับจำนวนมาก

-อภิสิทธิ์ เปิดนโยบาย วันแรกทำได้ทันที เน้น 4 นโยบายหลัก

ด้านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และ ผู้สมัคร ส.ส. 4 เขต ประกาศนโยบายวันแรกทำได้ทันที ใน 4 นโยบายหลัก

-กระถาง Blue twig ตอบโจทย์กลุ่มคอนโด-ทาวเฮาท์

สมาทร์บิส พบชม กระถาง แนวใหม่ คิดค้นขึ้นมา ให้มีฟังก์ชั้นการใช้งานที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการติดผนังในที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ไม่มาก แต่ต้องการธรรมชาติ

ภาพอบอุ่น"ยิ่งลักษณ์"ปิ๊กบ้านเกิด ณ เชียงใหม่ ควง"น้องไปป์" ชูนิ้วชี้ ขอคะแนน No.1

ที่มา มติชน

นับถอยหลังเข้าสู่วันเลือกตั้ง คืบคลานเข้าสู่วันอาทิตย์ 3 ก.ค. 54 เข้ามาทุกที ๆ


เวลา นี้ บรรดาผู้สมัครส.ส.โดยเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์ ต่างก็ลงพื้นที่กันน่าดู ในการแนะนำตัว ให้เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน เพื่อเร่งทำคะแนนก่อนวันเปิดหีบจะมาถึง


เฉกเช่นเดียวกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สตรีหมายเลข 1 ปาร์ตี้ลิสต์ แห่ง สำนักพรรคเพื่อไทย


ที่เวลานี้ ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวของเธอกันแบบก้าวต่อก้าว พื้นที่ต่อพื้นที่


ด้วยความที่เธอเป็นคนสำคัญ ซึ่ง"ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ผู้อยู่แดนไกล ฝากความหวังไว้อย่างเต็มเหนี่ยว


ใน การพา อาณาจักรเพื่อไทย ที่มีตัวเองเป็นหัวสมองขับเคลื่อน ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างสมสง่า ด้วยการกวาดที่นั่งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร


รวมถึงปูทางให้เป็น ว่าที่ นายกรัฐมนตรี หญิง คนแรกในประเทศไทย


โดยมีฐานเสียงขุมใหญ่ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพี่น้อง ตระกูลชินวัตร เป็นพื้นที่เบิกทาง


และเมื่อถึงคราวที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องปิ๊กบ้านเกิด อีกครั้ง พร้อมๆ กับการพาน้อง ไปป์ ด.ช.ศุภเศกข์ อมรฉัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วัย 9 ขวบ ไปพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวเชียงใหม่ พร้อมด้วยเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้พี่ และบรรดา ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่คืนวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ต่อเนื่องกิจกรรมแน่นเอี้ยด ในวันที่ 21 ก.พ.

จึง ไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใด พวกเขาถึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนบ้านเดียวกันและพี่น้องเสื้อแดง ที่ผูกขาดความไว้วางใจเห็นดีเห็นงามกับพรรคเพื่อไทยมากมายถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน


เริ่มจากการกราบสักการะอนุสาวรีย์ครู บาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ที่เชิงดอยสุเทพ ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร ซึ่งแน่นอนทุกคนล้วนตั้งจิตอธิษฐานและขอพรให้กำชัยศึกเลือกตั้งในครั้งนี้

จากนั้น ปู ยิ่งลักษณ์ ,น้องไปป์ พร้อมด้วย คณะเพื่อไทยก็เดินทางไปยังวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ วัดประจำตระกูล "ชินวัตร" เพื่อกราบไหว้กู่หรืออัฐิบรรพบุรุษ พร้อมไปขอพรนางจันทร์สม ชินวัตร ผู้เป็นป้า ควบคู่ไปกับการหาเสียงช่วย น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 หาเสียง โดยได้รับดอกกุหลาบสีแดงเพื่อเป็นกำลังใจ


ตลอดการลงพื้นที่รอบเชียงใหม่นั้น ยิ่งลักษณ์ หญิงสาว สวย ผู้เก่ง ปราดเปรียว สีหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับชูนิ้วเป็นเลข 1 แสดงถึงขุมพลังอุนแน่วแน่ว่าเธอจะพา พรรคเพื่อไทยให้เป็นที่ 1 ตามความมุ่งหมายของพลพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุน...


ดูรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

โจทย์เศรษฐกิจ"ยิ่งลักษณ์" แก้ระบบประกันราคาข้าว 3G และ 4G พร 1 ข้อ และคุณสมบัติต้องห้าม ?

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ









พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายŽ คู่ท้าชิงว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ประกาศล่วงหน้า จะเจรจากับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์Ž ประธานองคมนตรี หากได้กลับบ้าน

พ.ต.ท. ทักษิณพูดว่า ใครที่โกรธเกลียดผม หากได้กลับเมืองไทย ผมจะแวะไปหาทุกคน เพื่อถามว่าโกรธเกลียดอะไรผม รวมถึงท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ด้วย ถ้าท่านให้ผมคุย ผมคุย วันนี้ถ้าท่านให้ผมโทรศัพท์คุยก็คุย ผมไม่มีอะไร ผมคนไทย เราเคารพผู้ใหญ่ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ เพราะฉะนั้น ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิของท่านผมเคารพได้ ไม่มีปัญหา

สอด คล้องกับความปรารถนาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรŽ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย ที่แสดงความจำนงในวาระสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวในเครือมติชนว่า ภายใน 6 เดือนแรกหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะลงมือทำวาระเร่งด่วนโดยเร็ว 2 วาระ

วาระแรก คือ เรื่องปัญหาปากท้องประชาชน

วาระที่สอง คือ เรื่องสามัคคีปรองดอง


คำ ว่า ปรองดองŽ ในทรรศนะ ยิ่งลักษณ์Ž คือ อยากเห็นประเทศก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดอง ทำอย่างไรจะให้ประเทศเป็นหนึ่ง คือต้องเห็นประโยชน์ของประเทศส่วนใหญ่ แล้วทำให้บ้านเมืองกลับมาอยู่ในหลักนิติธรรมŽ


ถ้าย้อนกลับมาว่า เราควรจะเริ่มจากตรงไหน ก็ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือสิ่งไหนควรกลับมาสู่ความยุติธรรมและเสมอภาคก็ควรจะกลับมาทำ แต่สุดท้ายคือเราต้องได้รับความคิดเห็นจากประชาชนส่วนใหญ่Ž


ทว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีนักการเมืองกระดูกเบอร์ใหญ่ ระดับเซียนหลายคน พยายามทำเรื่อง ปรองดองŽ มาหลายหน แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย


ยิ่งลักษณ์Ž บอกว่า การปรองดอง เป็นโจทย์ที่ประเทศชาติต้องการŽ


วิธี การไปสู่เป้าหมายของเธอ คือ ต้องคุยกับทุกส่วน เหมือนกับการที่เราบอกว่าจะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองต้องคุยกับทุกภาค ส่วน ว่าทุกภาคส่วนวันนี้เป็นอย่างไร การคาดหวังเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่บนพื้นฐานจะสำเร็จหรือไม่นั้น การปรองดองที่แท้จริง ทุกคนต้องมองข้ามความขัดแย้งของตัวเองŽ


ต้องเอาโจทย์ของประเทศ เป็นที่ตั้งก่อนว่า หากจะเดินหน้านั้นจะต้องทำอย่างไร อาจจะไม่ตรงกับใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าต่างคนต่างยึดของตัวเองก็ไม่มีทางที่จะปรองดองได้Ž


แม้ ว่าที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์Ž จะเคยพบปะกับ พล.อ.เปรมŽ บ้าง แต่เธอก็ยังไม่เคยได้กราบสวัสดี และหากว่าได้พบอีกครั้ง สิ่งที่ ยิ่งลักษณ์Ž จะทำคือ ขอคำแนะนำ คงไม่กล้าที่จะบอกว่าคุยŽ


เรื่อง ที่ทุกพรรคหวาดหวั่น คือ คดียุบพรรคŽ และพรรคที่เธอสังกัดนั้นเคยผ่านการถูกยุบมาแล้วถึง 2 ครั้ง ถามว่าเธอกลัวคดีจะซ้ำรอยหรือไม่ เธอตอบว่า การเมืองต้องทำให้ทุกคนสามารถวิจารณ์ในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยได้ แต่ก็อยากขอให้เราเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์และอยู่ในกติกา


นักการเมืองหลายรายวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตั้งรัฐบาลล่วงหน้า มีนัยว่า แม้เพื่อไทยชนะ แต่อาจจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลŽ


ยิ่ง ลักษณ์Ž บอกว่า ดิฉันไม่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนั้น อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า อยากเห็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และทุกคนเคารพในกติกา เพราะเชื่อว่าวันนี้ ถ้าเราเห็นการแก้ไขให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ก็ต้องเคารพกติกา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มาจากเสียงของประชาชนŽ


พันธะ-สัญญา ของ ยิ่งลักษณ์Ž ทั้งในฐานะ น้องสาว-อดีตนายกฯŽ และในฐานะ ว่าที่-หัวหน้ารัฐบาลŽ ประกาศเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มีความว่า


คำ ว่าปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 นั้นยังไม่ได้สรุปว่าเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ประชาชนตัดสินแล้วค่อยกลับมาดูว่าใครเหมาะสมเป็นนายกฯ แต่สิทธิอันแรกคือพรรคไหนได้เสียงมากที่สุดควรได้ตั้งรัฐบาลŽ


อยู่ ที่จำนวนเสียงว่าจำนวนเสียงเกินครึ่งหรือเปล่า ถ้าเกินครึ่งโดยหลักก็คงจะตั้งรัฐบาลได้เลย แต่พรรคเพื่อไทยเราก็ยินดีและเชิญชวนมีพรรคร่วมเข้ามา เพราะว่าการทำงานหลาย ๆ พรรค มีจำนวนผู้ที่มีความชำนาญนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีŽ
เมื่อถูกชูขึ้นมาเป็นคู่ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอบอกว่าเธอพร้อม แต่อยากให้ทุกอย่างเป็นขั้น-เป็นตอน


ขั้น แรกก่อน คือเราเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เราก็อยากให้ประชาชนเลือกเรามาทำงาน ก็ต้องดูจำนวน ส.ส. จากนั้นก็จะดูขั้นที่ 2 ต่อว่า ถ้าได้จำนวน ส.ส.มากเป็นที่ 1 ถึงจะมีความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วพรรคไหนที่ได้ที่ 1 ก็ควรมีสิทธิเสนอคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีŽ


"โจทย์ เศรษฐกิจ"ที่อยู่ในหัวของ ยิ่งลักษณ์Ž มีหลายเรื่อง แต่วาระที่ไม่เหมือนประชาธิปัตย์ ชัดเจนคือ แก้ไขŽ การประกันราคาสินค้าเกษตร เป็น การรับจำนำŽ


กรณีของข้าว จะมีการปรับเปลี่ยนจากการรับประกันราคา มาเป็นการรับจำนำ ประชาธิปัตย์เขามองเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนำเงินคงคลังไปให้ แต่เพื่อไทยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน ทั้งดีมานด์-ซัพพลาย เป็นไปตามกลไกตลาดที่สมบูรณ์Ž


การประกันราคาทำให้สินค้าไม่เป็น ไปตามราคาตลาด แต่การรับจำนำ หากช่วงไหนราคาข้าวตกต่ำ เราก็สามารถนำสินค้าที่มีอยู่เยอะไปส่งออก ซัพพลายก็หมดไป ทำให้เกิดการหมุนเวียน เป็นกลไกตลาดที่แท้จริงŽ

เรื่องเทคโนโลยี 3G ถึง 4G ในทรรศนะของ ยิ่งลักษณ์Ž นั้นต้องเร่งรัด และหากทุกอย่างพร้อมก็จะเปิดระบบ 4G ไปด้วย

แต่ วันนี้ของ ยิ่งลักษณ์Ž ทุกนาทีมีแต่เรื่องการเมือง ส่วนเรื่องหุ้นร้อน-ตำแหน่งในบริษัทของตระกูล ชินวัตรŽ นั้นเธอเคลียร์พ้นตัว ไม่พัวพัน


ดิฉันตัดสินใจเอง ชีวิตเราต้องตัดสินใจเอง ตัดสินใจมาครั้งนี้แล้ว ก็ได้มีการเคลียร์เรื่องหุ้น ซึ่งตามหลักการแล้ว เรื่องหุ้นนั้นไม่ได้ผิดข้อบังคับอะไร แต่ที่เคลียร์ก็เพราะอยากแสดงความชัดเจนในการทำงานมากกว่า

เธอ บอกว่า คำประกาศของ ทักษิณŽ ที่หวังกลับบ้านปลายปีนี้ เป็นแพลนส่วนตัวของท่าน เราต้องกลับมาที่ความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไรบ้างŽ

คำถามเกือบสุดท้าย นักข่าวถามว่า ถ้ามีพร 1 ข้อ คุณยิ่งลักษณ์อยากขออะไร เธอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า ความจริงแล้วอยากได้หลายข้อ


แต่ถ้าให้ข้อเดียว จะบอกว่าถ้าเห็นว่าเราเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอให้เรามาเป็นรัฐบาลŽ


................

ยิ่งลักษณ์-คุณสมบัติต้องห้าม?

คู่แข่ง-คู่ท้าชิง นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 กำลังตกที่นั่งเดียวกับ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เมื่อครั้งเตรียมขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 มีเรื่อง "หุ้นเป็นพิษ" ทำให้ต้องติดกับดัก ปปช.อยู่นานหลายเดือน

กระทั่งคำวินิจฉัยตุลการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมา 8 ต่อ 7 เสียงวินิจฉัยให้พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิด เก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงมั่นคง

กรณี ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ซึ่งยื่นบัญชีรายชื่อ เป็นผู้สมัครส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 มีข้อสังเกตในวงการการเมืองว่า เธออาจจะมีคุณสมบัติต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 ที่บัญญัติเกี่ยวกับ "ลักษณะต้องห้าม" ไว้ ดังนี้

1.ติดยาเสพติดให้โทษ
2. เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
3. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
4. ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
5. เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
6. เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
7. เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ
8. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
9. เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ใน คำพิพากษาศาลฎีกานักการเมืองที่ ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373 ล้านบาท ตัดสินว่า ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงพจมาน ภรรยา มีผู้ถือหุ้นแทน ดังนี้ 1.นายพานทองแท้ 458,550,000 หุ้น 2.น.ส.พิณทองทา 604,600,000 หุ้น 3.นายบรรณพจน์ 336,340,150 หุ้น และ 4. น.ส.ยิ่งลักษณ์ 20,000,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 1,419,490,150 หุ้น

คำพิพากษานี้ ทำให้เกิดปัญหาในข้อกฎหมายว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขัดคุณสมบัติข้อที่ 7 เรื่องการลงสมัครส.ส.หรือไม่

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ตอบคำถามนี้ว่า "ได้ทำตามกติกาและกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ ไม่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติอย่างแน่นอน และกรณีคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน"

ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. อธิบายว่า คุณสมบัติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ จากกรณีเคยถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมือง สั่งให้ยึดทรัพย์สินที่ คตส. สั่งอายัด 202 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีที่ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย เพราะต้องรอให้มีการร้องเรียนเข้ามาก่อน กกต.จึงจะพิจารณา คดีซุกหุ้นที่ "ยิ่งลักษณ์" เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่คดีอาญา ต้องเป็นคดีอาญาและการพิพากษาคดีต้องถึงถึงที่สุดแล้วเท่านั้น จึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายึด ทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่ใช่ทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และฝ่ายกฎหมายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ คงตรวจสอบแล้วว่า ไม่มีปัญหา เพราะทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ถูกยึด และศาลฎีกาก็เข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ

นายแก้ว สรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส. กล่าวว่า คดีนี้คนที่ถูกยึดทรัพย์และถูกตัดสินคดีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ที่ถือแทนพ.ต.ท.ทักษิณ หรือช่วยซุกไว้เท่านั้น ดังนั้น คิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการเป็น ส.ส.

"แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องถูกดำเนินคดีใน 3 คดีที่รออยู่ คือ1. เบิกความเท็จต่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 2. ให้การเท็จต่อ คตส.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในเวลานั้น 3. คดีการโอนหุ้นเป็นเท็จต่อกลต. ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ" นายแก้วสรรกล่าว

หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นค่าใช้จ่าย

ที่มา Voice TV

หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นค่าใช้จ่าย

กกต.ฝากถึง กกต.จังหวัดต่างๆ ให้ทำความเข้าใจพรรคการเมือง หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก คิดเป็นค่าใช้จ่ายต้องรายงานต่อ กกต.

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยถึงการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กของพรรคการเมืองต่างๆ ว่า ขณะนี้เริ่มมีการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งเป็นการหาเสียงที่ราคาถูกมากและกำลังเป็นที่นิยม ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะกลุ่มเป้าหมายนี้มีประมาณ 8-9 ล้านคน


ได้ฝากให้ กกต.ประจำจังหวัด (กกต.จว.) และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) ทั่วประเทศ สร้างความเข้าใจกับผู้สมัครและประชาชน ว่า การหาเสียงสามารถทำได้ ไม่ได้ห้าม แต่ต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครต้องรายงานต่อกกต.ไม่ เช่นนั้นถือเป็นความผิด

ขณะเดียวกันเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เตือนว่าการใช้ช่องทางนี้ก็ควรระมัดระวัง อย่าให้เข้าข่ายเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีโจมตี เพราะการใช้ถ้อยคำถ้าเข้าข่ายลักษณะใส่ร้ายหรือหลอกลวงตามมาตรา 53 (5) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. จะเข้าองค์ประกอบความผิดได้

นอกจากนี้มีเรื่องของช่วงระยะเวลาการหาเสียงที่กฎหมายกำหนดในเรื่องหาเสียง ก่อนวันเลือกตั้งห้ามไม่ให้มีการหาเสียง ดังนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจ เพราะมีบางคนอาจกระทำผิดโดยไม่

อาจารย์ชาญวิทย์กับวิกฤตการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ



อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บุกเบิกโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(เรียบ เรียงจากคำกล่าวเกริ่นนำปาฐกถาของผู้เขียนในงาน "ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, 7 พฤษภาคม ศกนี้)

ถึงแม้จะเหนื่อยล้าจากเพิ่ง ตรวจข้อสอบปลายเทอมเสร็จ แต่พอคุณธนาพล อิ๋วสกุล แห่ง นิตยสารฟ้าเดียวกัน ออกปากเชิญชวนให้มาร่วมปาฐกถาในโอกาสอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อายุครบ 70 ปี ผมก็ตอบรับทำให้โดยไม่ลังเล

ทั้งนี้เพราะอาจารย์ชาญวิทย์เป็นครู 1 ใน 4 ท่าน ที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของผม

ยิ่ง กว่านั้นในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอันดุเดือด แหลมคม รุนแรงรอบหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์ชาญวิทย์ยังเป็นหลักยึด-ที่พึ่ง-และแบบอย่างของอาจารย์นักวิชาการและ ปัญญาชน รุ่นลูกศิษย์หลานศิษย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสังคมไทยที่กว้างออกไป

ที่ อาจารย์เป็นเช่นนั้นได้ในขณะที่ครูบาผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยพากันเขว ผมเห็นว่า เพราะมีหลัก 3 ประการที่ท่านยึดไว้มั่นคง กล่าวคือ: -

1) เป้าหมายทางการเมืองที่สุดโต่งนั้นทำลายมากกว่าสร้างสรรค์

เราอาจสกัดกลั่นข้อเขียนคำอภิปรายและสัมภาษณ์หลายครั้งในระยะหลังของอาจารย์ชาญวิทย์ที่เน้นความสำคัญของการประนีประนอมปรองดอง "เกี๊ยะเซี๊ยะหรือสมานฉันท์" แทนการแตกหัก (อาทิ www.prachatai.com/journal/2009/08/25534 และ www.prachachat.net/ view_news.php?newsid=02pol01270553§ionid=0202&day=2010-05-27) ได้ว่า....

ต่อให้เป็นเป้าหมายการเมืองที่ดี แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นเอาไว้แต่เพียงเป้าเดียว โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายการเมืองอันดีงามอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด เช่น

จะเอาแต่ประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ

จะเอาแต่ต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยไม่คำนึงถึงประชาธิปไตย

จะปกป้องสถาบันหลักของบ้านเมือง แต่ไม่คำนึงถึงสิ่งดีงามอื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่ระเบียบการเมืองหนึ่งๆ พึงมีเสียแล้ว

สุด ท้ายมันจะส่งผลทำลายเสียหายต่อบ้านเมือง มากกว่าจะสร้างสรรค์สิ่งดีงามขึ้นมา เพราะลักษณะของชีวิตทางการเมืองที่เป็นจริงนั้นมันเป็นพหูพจน์

การ เมืองจึงเป็นเรื่องของการพยายามหาจุดประนีประนอมที่ลงตัวระหว่างเป้าหมายการ เมืองต่างๆ อันหลากหลาย แทนที่จะสะวิงสุดโต่งสุดขั้วแตกหักไปทางหนึ่งทางเดียว

2) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย

ใน ระยะที่ผ่านมา พลังการเมืองบางฝ่ายไม่เลือกวิธีการที่ใช้ ไม่ว่ารัฐประหาร, ใช้ความรุนแรง, ก่อการร้าย, โกหกหลอกลวงใส่ร้ายป้ายสี, ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เห็นต่างจากตัว เพื่อไปบรรลุเป้าหมายที่ตนเห็นว่าถูกต้องดีงาม

แต่ในที่สุดแล้ว การณ์กลับตาลปัตรเป็นว่าวิธีการอันเลวร้ายนั้นได้ไปทำลายเป้าหมายดังกล่าวลง หมด ยกตัวอย่างเช่นรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ของ คปค.

คปค. กล่าวอ้างว่าที่ก่อรัฐประหารก็เพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น, เพื่อรักษาความรู้รักสามัคคีในหมู่คนไทย, และเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ทว่าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา คอร์รัปชั่นหมดไปจากวงการรัฐบาลหรือ?

คนไทยรักสามัคคีกันมากขึ้นหรือ?

สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร? ด้วยวิธีการรัฐประหาร

สำหรับ อาจารย์ชาญวิทย์การยึดมั่นสันติวิธีและการเจรจาหาทางออกด้วยความรู้และ เหตุผล ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งในประเทศเราเอง จึงเป็นสาระสำคัญกว่าเป้าหมายเรื่องดินแดนหรืออำนาจอธิปไตยใด ๆ (อาทิ http://matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1297138809 และ www.oknation.net/blog/piggylin/2011/02/18/entry-4)

3) คำโกหกใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นไม่ยั่งยืน

ใน ระยะที่ผ่านมานักวิชาการผู้พยายามยึดหลักวิชา ตั้งตนอยู่ในความเที่ยงธรรม มักถูกด่าว่า โจมตีใส่ร้ายป้ายสีจากพลังการเมืองที่ขัดแย้งกันฝ่ายต่างๆ อย่างดุเดือดเลวร้าย รุนแรงชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยผ่านสื่อสารมวลชนที่อยู่ในมือของพวกเขา ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี เว็บไซต์ หรือบนเวทีชุมนุมอภิปรายต่างๆ จากข้างถนน, ห้องประชุมไปจนถึงกลางรัฐสภา (อาทิ www.prachatai.com/journal/2006/11/10711, www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000054643)

ใน ฐานะอาจารย์อาวุโสและอดีตอธิการบดีผู้มีฐานะบทบาทสำคัญ อาจารย์ชาญวิทย์จึงค่อนข้างโดนโจมตีหนักหน่วงเป็นพิเศษ (อาทิ www.prachatai3.info/journal/2007/05/12828, www. prachatai.com/print/18167 และ www.manager. co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000023205)

ท่ามกลางสรรพศัพท์สำเนียงระเบ็งเซ็งแซ่ดังกล่าว ผมพบว่าวิธีอยู่กับมันก็คือทำใจเสียว่า

ถ้าอะไรจริง แม้ไม่มีใครพูดถึงเขียนถึง มันก็จริง

แต่ถ้าอะไรไม่จริง ต่อให้เอาไปพูดไปเขียนกันเลอะเทอะวุ่นวาย มันก็ไม่จริงขึ้นมาได้

หากมองเช่นนี้ได้ ใจเราก็จะค่อยสงบเยือกเย็นลง

และ ปล่อยให้ความจริงเป็นเครื่องพิสูจน์ในท้ายที่สุดว่า ระหว่างอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการ และเจ้าพ่อสื่อผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายนั้น ประวัติศาสตร์จะพิพากษาว่าอย่างไร?

ผมคิดว่าบทเรียนที่เรา พอสรุปได้จากบทบาทและประสบการณ์ของอาจารย์ชาญวิทย์กับวิกฤตการเมืองไทยรอบ หลายปีที่ผ่านมาก็คือ พลังการเมืองใดละทิ้งหลักการ 3 ข้อข้างต้นนั้น

ถึงชนะใหญ่โตก็ชั่วครู่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน

รังแต่จะพ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ เสื่อมถอย แตกแยก หดเล็กลงในระยะยาว (www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1297584699&grpid=no&catid=04, http://news.mthai.com/ headline-news/112145.html และ www.bangkokpost.com/print/234122/)

ดัง ที่เราเห็นกันอยู่ว่าถึงขั้นใช้วิธีการอันเลวร้ายที่เคยทำกับคนอื่นมาเล่น งานทำลายพวกพ้องเดียวกันเองแล้วตอนนี้ (www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304654083&grpid=no&catid=&subcatid=)

และน่าเชื่อว่าสุดท้ายวิธีการเลวร้ายดังกล่าวก็จะย้อนมาทำลายตัวผู้ใช้เองในที่สุด

ดีแต่เบต

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2554)

เมื่อ ได้เบอร์ คราวนี้ก็ได้ลุยหาเสียงกันอย่างจริงจัง ชาวบ้านจะเริ่มเห็นภาพผู้สมัครเลือกตั้งเดินชูนิ้วกันว่อน โดยพรรคเพื่อไทยได้เปรียบหน่อย ชูแค่นิ้วเดียว แต่ยังไงก็ขอเป็นนิ้วชี้ อย่าเผลอเป็นนิ้วที่ยาวที่สุดในมือแล้วกัน มันไม่สุภาพ

ส่วนคู่แข่งสำคัญคือประชาธิปัตย์ ลำบากที่ต้องยกทั้งสองมือ แบกันสิบนิ้ว

สำหรับพรรคของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ขอเสนอให้ชูไม้บรรทัดแบบ 1 ฟุตหรือ 12 นิ้วไปเลย เป็นโลโก้ประจำตัวอยู่แล้ว

หมายเลขของพรรคและผู้สมัคร มีส่วนสำคัญอยู่บ้างคือทำให้ผู้ใช้สิทธิจำง่ายหรือยาก

แต่ก็ไม่ใช่ส่วนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การชนะหรือแพ้

นโยบายของแต่ละพรรค ความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล และกระแสนิยมจากประชาชน มีส่วนสำคัญกว่า

ยิ่งพรรคไหนเคยทำอะไรประทับใจประชาชน ก็จะยิ่งรักษาฐานเสียงเอาไว้ได้มาก

พรรคไหนลงมือทำงานแล้วมีแต่ทำให้ประชาชนยากลำบาก อันนี้ย่อมประทับใจไปอีกแบบ

การทำโพลในช่วงที่ผ่านมา จึงสามารถบ่งบอกได้ไม่ยากว่า พรรคไหนแรงที่สุด

แต่ยังมีเวลาในการพลิกคะแนนเสียงอยู่ จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนั่นแหละ

ระหว่าง 40 กว่าวันนี้ แต่ละพรรคคงต้องงัดกลวิธีเพื่อหาคะแนนเสียงกันอย่างเต็มที่

เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ จึงเรียกร้อง "เจ๊ปู" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เบอร์ 1 ของเพื่อไทย ให้ขึ้นเวทีดีเบตทุกวี่ทุกวัน

ตะโกนท้าเหยงๆ กันเลยก็ว่าได้

เพราะการพูดจาเป็นกลเม็ดเด็ดสุดในการหาเสียงของประชาธิปัตย์

ยิ่งหัวหน้าพรรคคนนี้ ยิ่งเก่งที่สุดในเรื่องการพูด

แต่ในทางกลับกัน เรื่องเก่งการพูดนี่แหละ จากจุดแข็งได้กลายเป็นจุดตายของประชาธิปัตย์ไปแล้ว

เพราะระยะหลังโดนโจมตีอย่างหนักว่า "ดีแต่พูด"

กระนั้น ก็ตาม ในทันทีที่เพื่อไทยเปิดตัวเบอร์ 1 เป็นยิ่งลักษณ์ ในทันใดประชาธิปัตย์ไม่รอช้าที่จะงัดจุดแข็งซึ่งกำลังเป็นจุดตาย ให้พลิกกลับมาเป็นจุดทำลายคู่แข่งทางการเมือง

นั่นคือท้าดีเบต

ฝ่ายเจ๊ปูก็ต้องงัดกรรเชียงปูออกมาตีหนีลูกเดียว เพราะการขึ้นเวทีดีเบตเหมือนการเดินไปขึ้นเขียง

แปลง่ายๆ ว่าสู้อภิสิทธิ์ไม่ได้ในเรื่องนี้ ก็ต้องหนีอย่างเดียว

ประชาธิปัตย์ก็พูดถูก ว่าการดีเบตเป็นกระบวนการสากล

แต่ไม่ดีเบตก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไร

วันเดียวกับที่จับสลากเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์นั้น "เจ๊ปู" ยิ่งลักษณ์ เดินชูนิ้วชี้มาให้สัมภาษณ์เปิดใจกับเครือมติชน

โดยแวะเยี่ยมเยียน "ศูนย์ข่าวเลือกตั้ง-ข่าวสด" ด้วย

เจ๊ปูพูดถึงเรื่องดีเบตว่า ขอใช้เวลาไปพบปะประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบาย ดีกว่าไปขึ้นโต้วาที

เลยถามไปว่า ทำไมไม่บอกชัดๆ ไปเลย เป็นคนชอบทำงาน ไม่ได้ดีแต่พูด

คำตอบพร้อมเสียงหัวเราะคือ ยังเกรงใจเขา ไม่อยากใช้คำนั้น

เชื่อว่าประชาธิปัตย์คงจะรุกเรื่องนี้ต่อไปอีก เพราะเหนือกว่า

แต่ถ้ามากไป เดี๋ยวจุดแข็งจะเป็นจุดตายได้อีก ด้วยข้อหานั้นจะย้อนกลับมา

ดีแต่พูด ดีแต่เบต

เสียงก้อง-คำทำนายผู้หญิงกับการเมือง ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ถึง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มี "ผู้หญิง" เสนอตัวเป็นผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรี

180 องศาของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จึงมีแต่ "แสง-เสียง" ที่ส่อง-ส่งเธอทุกองศาของชีวิต

ดร.ชลิ ดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าสำนักคิด "เพศสภาพ" ส่อง "ผู้หญิงกับการเมือง" เรื่อง "ยิ่งลักษณ์" ทุกองศา

อ.ชลิดาภรณ์อธิบายว่า "ในที่สุดยิ่งลักษณ์จะกลายเป็นเครื่องชี้วัดว่า ผู้หญิงมีความสามารถหรือเปล่า ถ้าล้มเหลว แล้วแปลว่าผู้หญิงทั้งหมดต้องรู้สึกแย่ตามไปด้วยหรือเปล่า"

คำทำนาย-ข้อวิเคราะห์ของนักรัฐศาสตร์จากท่าพระจันทร์ จากบรรทัดนี้ไป อาจใช้เป็นคู่มือ-จับตายิ่งลักษณ์ ตลอดสมัยการเมืองของเธอ

"ยิ่ง ลักษณ์จะแบกอะไรไว้เยอะมาก จากนี้ไปจะโดนอะไรบ้าง จะได้เห็นว่าอะไรที่ถูกหยิบยกมาเป็นอาวุธโจมตีนักการเมืองในระดับนี้ ระหว่างหญิงกับชายเหมือนกันไหม"

"เรื่องส่วนตัว เรื่องคาว ๆ ทั้งหลายเป็นอาวุธทรงพลัง ไม่ว่าจะใช้โจมตีใคร แต่พอเอามาใช้พาดผู้หญิง ก็มีโอกาสตายไปเลยสูงกว่า ก็จะได้เห็นว่า อะไรคืออคติเรื่องเพศที่ยังหลงเหลืออยู่"

อ.ชลิดาภรณ์ตั้งสมมติฐานที่น่าหวาดหวั่น สำหรับ "ยิ่งลักษณ์" คือ "หากยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯแล้วจะเจอแบบเดียวกัน คือจะเจอหลายเรื่อง"

"เรื่อง ที่จะกระทบผู้หญิงกับการเมืองที่สุดคือ ยิ่งลักษณ์จะเป็นตัวตัดสินอะไรมากมายหลายอย่างเกินตัวแกเยอะ เกินพรรคเพื่อไทย เกินทักษิณ จะกลายเป็นตัวตัดสินผู้หญิงในสังคมไทย ใหญ่หลวงไปหน่อย"

- การชูคนในครอบครัว ปัญหาที่จะตามมาคืออะไร

นำ ไปสู่การยืนยันคำถามของคนที่เชื่อว่าคุณทักษิณไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมือง เรื่องสาธารณะ จึงต้องเลือกยิ่งลักษณ์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัว ซึ่งถ้าดูจริง ๆ แล้วสโลแกน "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" แล้วเอาน้องสาวตัวเองมาด้วย ก็พอเข้าใจได้ ไม่ได้ทำให้คนมองตัวยิ่งลักษณ์ ที่ตัวเธอเอง แต่จะมองที่ตัวคุณทักษิณมากกว่า

- ครั้งแรกที่ผู้หญิงถูกชูเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นจุดเปลี่ยนอย่างไร

มี หลายมุมที่สำคัญมากกว่าที่เป็นหญิงหรือชาย อย่างแรกคือตัวคุณยิ่งลักษณ์เอง แสดงมาตลอดว่าไม่อยากมาทำงานการเมืองในพรรคการเมือง ก็น่าสนใจว่า แรงกดดันหลายเรื่องสำหรับปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่งมันใหญ่หลวงมาก เขาจะดิ้นรนหรือจัดการแก้ไขยังไง

อีกแง่คือเมื่อผู้หญิงเข้าสู่แวดวง การเมือง กำลังเข้าไปสู่ตำแหน่งสำคัญ นักการเมืองหญิงก็จะเจอแรงปะทะเยอะโดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว ถูกขุดคุ้ยนำมาเป็นอาวุธทำร้ายเขา ซึ่งเรื่องส่วนตัวเป็นอาวุธทำร้ายนักการเมืองหญิงอย่างสาหัส ได้มากกว่านักการเมืองชาย จึงน่าสนใจว่ายิ่งลักษณ์จะเจอแบบเดียวกันหรือไม่

- คุณทักษิณก็มีน้องชาย แต่ท้ายที่สุดเขาเลือกน้องสาว ในแง่นี้เรื่องเพศก็ไม่ใช่เงื่อนไข

เข้า ใจว่าเป็นปัจจัยเรื่องในครอบครัวคุณทักษิณซะเยอะ การเลือกยิ่งลักษณ์ในการเล่นไพ่ สำหรับคนทั่วไปมองก็คงคิดว่าน่ากลัวอยู่แล้ว เพราะแปลว่าคุณเอาคนที่คุณไว้ใจที่สุดออกรับปะทะ ผลต่อตัวยิ่งลักษณ์เองมันใหญ่หลวง ถ้าถามว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องชายหญิงไหม จึงทั้งใช่และไม่ใช่ไปพร้อมกัน

- ในเกมตัวแทน การเลือกยิ่งลักษณ์มาเป็นนอมินี จะเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน

สิ่ง เดียวที่เราเห็นคุณยิ่งลักษณ์ในทางบวก คือ บทบาททางธุรกิจและไม่ได้ยุ่งกับการเมืองมาก่อน คือเป็นคนรุ่นใหม่ ถ้าจะต้องเจอประชาธิปัตย์ ที่จะขายความเป็นคนรุ่นใหม่ ในแง่นี้พอโอเค แต่ข้อมูลเกี่ยวกับคุณยิ่งลักษณ์ เรารู้น้อยมาก ไม่มั่นใจว่าการที่เลือกยิ่งลักษณ์มาแล้วจะเป็นตัวเลือกที่คลีน เมื่อตัวเขาเองก็ไม่อยากเล่นการเมืองในระบบพรรค แต่ต้องขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ ถ้าไม่คลีนจัด ๆ ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย

เพราะจะถูกขุดคุ้ยเล่นงานทาง การเมืองอย่างเหี้ยมโหดมาก ในการเลือกตั้งที่ผลของการแข่งขันมีความสำคัญมาก ๆ ขนาดยอมกันไม่ได้ ถ้าเสี่ยงขนาดนี้ ต้องมั่นใจว่าน้องสาวตัวเองคลีนจัด หรือไม่ก็ต้องมีคนแก้เกมที่ฝีมือดีมาก

- คุณยิ่งลักษณ์มีภาพความสำเร็จจากธุรกิจ เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จทางการเมืองได้หรือไม่

ก็ เป็นจุดขายแรกของคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งเราก็เห็นภาพเขาในมุมเดียว ขณะที่คนไทยนี่ก็น่าประหลาดใจ เวลามองนายแบงก์หรือใครที่บริหารภาคเอกชนเก่ง แล้วคิดว่าคนเหล่านี้เหมาะที่จะบริหารประเทศไทย แต่ที่จริงมีมุมที่น่าคิดต่อว่า เมื่อคุณขึ้นมาเป็นนายกฯ เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร เจอระบบราชการซึ่งทรงพลังมาก ในรัฐไทย นี่คือรัฐข้าราชการ แค่พูดถึงการเมืองในระบบราชการก็อ้วกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเมืองในระบบพรรคเอง ซึ่งมีอะไรอีกมากมาย ถามว่าการประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจเอกชนมันการันตีไหม ที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำภาครัฐ ก็ไม่แน่

กรณียิ่งลักษณ์ ไม่ต่างจากนักการเมือง หน้าใหม่ ที่ต้องปรับหรือเรียนรู้การเมืองของพรรคการเมืองและกลไกการจัดการการเมือง ภาครัฐ อันที่จริงเธอก็ไม่ได้เสียเปรียบนักการเมืองรุ่นเก่าบางคนมากนัก เพราะการจัดการกลไกรัฐไม่ได้มาพร้อมกับประสบการณ์การหาเสียงเลือกตั้ง การเล่นการเมืองในพรรค หรือบทบาทในสภาเสียทีเดียว ประสบการณ์พวกนี้ไม่ได้เตรียมให้คนเป็นนายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ในที่สุดก็ต้องเรียนรู้จากการทำงานเหมือนกัน

แปลว่ายิ่งลักษณ์อาจจะไม่ได้เสียเปรียบนักการเมืองชายในเรื่องนี้เสียทีเดียว

- เจ้าของพรรคเพื่อไทยเลือกน้องสาว แทนที่จะเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งมีชื่อชั้นระดับเดียวกัน

กรณี นี้ ในที่สุดตระกูลชินวัตร แตกต่างอะไรจากชนชั้นนำอื่นหรือไม่ คือถ้าจะบอกว่าตระกูลชินวัตรเป็นหัวขบวนไพร่ แล้วต่างอะไรจากอำมาตย์ เพราะในที่สุดแล้ว ภาคธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทย มันตั้งอยู่บนฐานโยงใยของเครือญาติขนาดใหญ่ เครือญาติที่ผ่านการแต่งงาน คุณเชื่อมกันไปหมด ในที่สุด คือชนชั้นนำไทยที่กุมระบบเศรษฐกิจอยู่ในเวลานี้ ก็เป็นญาติกันเยอะ ทำให้เราเห็นว่า คุณทักษิณเองก็ไม่ได้ต่างจากคนกลุ่มอื่น ที่เชื่อมโยงการสร้างพันธมิตรในทางการเมืองทางธุรกิจ ผ่านระบบเครือญาติผ่าน พี่น้องหรือการแต่งงาน

แล้วคุณทักษิณก็ไม่ได้ขึ้นมาจากชาวบ้านนะ แกก็มาจากการเมืองท้องถิ่นในลักษณะหนึ่ง เป็นคนที่มาจากการเมืองท้องถิ่นเหมือนอีกหลายตระกูลจากจังหวัดต่าง ๆ เพียงแต่ว่า ชินวัตรมีสิ่งที่คนอื่นไม่มี คือการสร้างทุนของตัวเองมหาศาลที่เชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ ใช้กลไกใหม่ ๆ จากต่างประเทศที่จะกดดันการเมืองภายในประเทศ จึงเป็น คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวของกลุ่มอำนาจเดิมโดยปริยาย

แต่ว่าในแง่ของเครือญาติรวมทั้งการสร้างตัว สร้างฐานะของคุณทักษิณนั้นไม่มีความแตกต่าง ไม่ได้ทำให้ การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป

- นายกฯหญิง ซึ่งเป็นนอมินีจากครอบครัว เป็นเรื่องน่ายินดีหรือไม่

ประเด็น นี้เราพูดกันมาเป็น 10 ปีว่าจำนวนเปอร์เซ็นต์ผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาแต่ละครั้ง ควรภูมิใจไหม ถ้าเป็นลักษณะสภาผัวเมีย ถ้าผู้หญิงที่ไม่โยงใยกับใครทั้งสิ้น จะมีโอกาสสมัคร ส.ส.ไหม

กรณี คุณยิ่งลักษณ์ก็เลยไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าอะไรมันเปลี่ยนไป แต่ที่ใหม่คือ สมมติว่าเป็นนายกฯขึ้นมาจริง ๆ สิ่งที่จะกระทบ "ผู้หญิงกับการเมือง" คือ ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของคุณยิ่งลักษณ์จะถูกนำมาตัดสินผู้หญิงในการเมืองทั้งหมด

เรา ไม่รู้ตัวตนของเขานอกจากภาพทำธุรกิจจากเซลส์ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร แต่เรื่องนี้ควรจะไปดูประเด็นใหญ่ คนที่สนใจผู้หญิงกับการเมือง คงต้องดูว่า การที่เขาเข้ามาสู่การเมืองแบบนี้ โยงใยแบบนี้ ต้องมีการปรับตัวยังไง สมมติเป็นนายกฯจริง ๆ จะต้องปรับตัวยังไง จะต้องทำยังไง

บางประเทศ จึงทำให้ดูเหมือนกับว่า ผู้หญิงเหล่านี้กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงทั้งหมด ถ้าพูดอะไรโง่ ก็แปลว่า ผู้หญิงโง่หมด ภาระที่คุณแบกจึงใหญ่หลวง เพราะไม่ใช่เพียงพิสูจน์ตัวเอง แต่พิสูจน์ผู้หญิงทั้งเพศสภาพในโลกนี้

- ผู้หญิงน่าจะมีความเหมาะสมต่อการเมืองเรื่องเกมปรองดองประนี ประนอม

เป็น การเข้าใจผิด เพราะความจริง ผู้หญิงมีหลากหลายมาก บางคนก็โหด บางคนก็กลายเป็นตัวอย่างว่าผู้หญิงไม่ทำอะไรเลย ไม่เห็นจะทำอะไรเพื่อผู้หญิง ผู้หญิงบางคนไม่มีความสามารถเพราะว่าเขาเข้าสู่การเมืองเนื่องจากครอบครัว อยู่ในการเมือง ตัวเองก็เลยต้องมา ขณะที่หลาย ๆ เรื่องผู้หญิงบางคนก็ดูเด็ดขาด ไม่ประนีประนอมเท่ากับนักการเมืองชายด้วยซ้ำ เพราะภาพภายนอกที่มีความสุภาพเรียบร้อยอ่อนโยน ไม่ได้แปลว่านุ่มนวลข้างใน และที่สำคัญเราก็ไม่ได้รู้จักเขานอกจากภาพทางธุรกิจแล้ว เป็นคนยังไง

มี อีกหลายเรื่องที่ยิ่งลักษณ์ต้องทำยังไม่ต้องไปคิดถึงภายนอกพรรค แค่การจัดการประนีประนอมภายในพรรค ซึ่งมีคนมารวมกันด้วยเหตุต่างกัน ไม่ใช่ด้วยความซื่อสัตย์ต่อตัวคุณทักษิณอย่างเดียว

- คุณ "ยิ่งลักษณ์" เป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 จะเป็นความใหม่ของผู้หญิงกับการเมืองไทยหรือไม่

ไม่ ใช่เรื่องใหม่ในการเข้าสู่อำนาจการเมือง เพราะมีตัวช่วยเยอะ ทั้งพี่ชายและนักการเมืองในฝ่ายนี้ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกถึงเอเชียใต้ นักการเมืองทั้งหญิงและชาย ก็เข้ามาในการเมืองด้วยความเป็นพ่อแม่ลูกหรือพี่น้องหรือผัวเมีย ไม่ค่อยแปลก เช่น กรณี ครม.รักษาการชุดปัจจุบัน ก็แบบนี้หลายคู่ นักการเมืองหญิงจำนวนมากเข้าสู่การเมืองโดยมาจากครอบครัวนักการเมือง แต่คราวนี้ ยิ่งลักษณ์ เขาเขย่งก้าวกระโดดไกลด้วยความจำเป็นของครอบครัว

"เฉลิม"เมินดีเบตนิรโทษกรรมกับ"ชำนิ"อ้างไม่ใช่นัก กม.-คู่ปรับ ลั่นต้องเป็น"มาร์ค"เท่านั้น

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์รับคำท้าดีเบตเรื่องนิรโทษกรรม แต่จะส่งนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคู่ต่อกร ว่า พร้อมจะดีเบตกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะส่งนายชำนิ มา คงไม่พร้อม เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่คู่ปรับของตนในสภาผู้แทนราษฎร ช่วงที่ผ่านมาคู่ต่อสู้ของตน คือ นายอภิสิทธิ์

"ยิ่งลักษณ์"จูง"น้องไปป์"สักการะพระธาตุ"ดอยสุเทพ" เสื้อแดงให้กำลังใจล้น

ที่มา มติชน


"ยิ่งลักษณ์"จูง"น้องไปป์"สักการะพระธาตุ"ดอยสุเทพ" เสื้อแดงให้กำลังใจล้น









ที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร เมื่อวันที่ 21 พ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อม ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ บุตรชาย ได้เดินทางไปกราบสักการะ ผูกผ้า และสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้ให้การสนับสนุนที่รอต้อนรับและให้กำลังใจเป็น จำนวนมาก

มาร์ค19พ.ค.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



การเมืองโหมดเลือกตั้งเข้มข้นน่าติดตามขึ้นทุกวัน

ได้เห็นคู่ชิงนายกฯ ชัดเจนไปแล้ว วันนี้ทุกพรรคการเมืองก็ได้หมายเลขประจำพรรคไว้หาเสียงกันเรียบร้อย

ในส่วนผู้สมัครส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคก็เปิดเผยชื่อเสียงเรียงลำดับให้เห็นแล้วเช่นกัน

ฮือฮาแต่ไม่น่าแปลกใจคือปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย

ที่ปรากฏชื่อ 3 แกนนำนปช.ในอันดับต้นๆ คือ จตุพร พรหมพันธุ์ อันดับ 8 ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อันดับ 9 และน.พ.เหวง โตจิราการ อันดับ 19

เมื่อออกมาเช่นนี้แน่นอนต้องถูกฝ่ายตรงข้ามตั้งคำถามโจมตีว่า เป็นการตอบแทนคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวเพื่อทักษิณมาตลอดหรือไม่

คำตอบคืออาจจะจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด

เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบัน ทักษิณยังเป็นนัก โทษหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ถูกหมายหัวไล่ล่าจากรัฐบาล จนไม่กล้ากลับมาเมืองไทย

ทรัพย์สิน ที่ถูกยึดไปหลายหมื่นล้านก็ไม่ได้คืน พรรคการเมืองที่ลงทุนลงแรงสร้างไว้ก็โดนยุบแล้วยุบอีก แถมยังถูกอดีตลูกน้องคนใกล้ชิดทรยศหักหลัง

เรียกว่าทุกอย่างภายใต้การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ทักษิณมีแต่ทรงกับทรุด

ส่วนเรื่องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็เป็นการตัดสินใจของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเสื้อแดงหรือทักษิณแม้แต่น้อย

การที่แกนนำเสื้อแดงมีชื่ออยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ จึงน่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ดูดซับคะแนนเสียงมากกว่า

เพราะอย่างวันนี้ดูไม่ออกแล้วว่าใครมีแฟนคลับมากกว่ากันระหว่าง "ณัฐวุฒิ" ปากดี กับ "อภิสิทธิ์" ดีแต่ปาก

เมื่อพูดถึงคนเสื้อแดงแล้วก็ต้องพูดถึงวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันพฤหัสฯ

หลายคนเฝ้ารอฟังว่าอภิสิทธิ์ จะมีคำกล่าวอะไรออกมาหรือไม่ เพราะ 19 พฤษภา 53 คือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในยุคอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

มีคนตายกว่า 90 ศพ บาดเจ็บร่วม 2,000 คน

แต่ก็ต้องเก้อ เนื่องจากไม่มีอะไรหลุดจากปากของผู้นำรัฐบาล

ไม่มีคำกล่าวแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ ไม่มีคำกล่าวขอโทษใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่เหยื่อตายเจ็บถึงจะต่างสีแต่ก็เป็นคนไทย

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้สงสัยนโยบายปรองดอง ลดความแตกแยกในบ้านเมือง จะเป็นจริงในทางปฏิบัติได้อย่างไร

ถ้าประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล

ปูลุยตลาด-แก้แพง เลิกชั่งไข่ มาร์คเปิดแคมเปญ

ที่มา ข่าวสด



ปูลุยตลาด-แก้แพง เลิกชั่งไข่ มาร์คเปิดแคมเปญ งัดนโยบาย"วันแรกทำทันที" ชทพ.คว้า"มนต์สิทธิ์ คำสร้อย" ภท.ชูจิ้นไม่ดีแต่พูด-เมินดีเบต สมัครปาร์ตี้ลิสต์วันที่ 2-เหงา



ย่ำตลาด - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยหาเสียงที่ตลาดบางกะปิ กทม. รับปากถ้าเป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาสินค้าแพงเป็นอันดับแรก และยกเลิกไข่ชั่งกิโล เมื่อ 20 พ.ค.

แม่ ค้าแห่กรี๊ด"ยิ่งลักษณ์"เดินหาเสียงตลาดบางกะปิรับฟังความเดือดร้อนประชาชน พบข้าวของราคาแพงขึ้น คนจนเดือด ร้อน ลั่นถ้าได้ เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมถึงยกเลิกขายไข่แบบชั่งกิโลด้วย ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.วอนขอโอกาสทำงานรับใช้ประชาชน ด้านประธานกกต.ชี้ไม่มีปัญหากรณีคุณสมบัติ แต่ถ้าร้องเรียนมาก็พร้อมจะตรวจสอบ เคาะแล้วค่าใช้จ่ายหาเสียงส.ส.ต้องไม่เกิน 1.5 ล้านต่อคน ด้านมาร์คลงพื้นที่เมืองกาญจน์เปิดตัวกำนันเซียะ เย้ยนโยบายจำนำข้าวจะทำให้ล้นสต๊อก ซัดซื้อคอมพ์ให้เด็กแพงกว่านโยบายเรียนฟรีของปชป. ชพน.เปิดตัวมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ลง ส.ส.มุกดาหาร

กกต.เคาะเงินหาเสียงคนละ 1.5 ล.

เมื่อ วันที่ 20 พ.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นชอบกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ปี 2554 ในวงเงิน 1.5 ล้านบาทต่อคน และตนจะลงนามให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ส่วนงบประมาณที่ กกต. กลางจะจัดสรรให้กกต.จว. เพื่อเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งนั้น คาดว่าจะส่งงบประมาณลงพื้นที่ได้ในวันที่ 24 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ กกต.กลางขอให้ กกต.จว.ศึกษาขั้นตอนและจัดสรรการใช้ให้เพียงพอต่อการเลือกตั้งหรือ ควรสำรองงบไว้ หากต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย

เมื่อถามถึงกรณีมี กระแสข่าวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นน้องสาวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจขาดคุณ สมบัติบางประการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิชาตกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ถือว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ขาดคุณ สมบัติการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องรอให้มีการร้องเรียนเข้ามาก่อน กกต.จึงจะพิจารณาได้ แต่คดีดังกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ใช่คดี อาญา และการพิพากษาคดีต้องถึงที่สุดแล้วเท่านั้นจึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติ

ยันยิ่งลักษณ์ไม่ขาดคุณสมบัติ

วัน เดียวกัน นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย คนใกล้ชิดนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งข้อสังเกตว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์อาจขาดคุณสมบัติลงสมัครส. ส. เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณว่า ยืนยันว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่จะลงสมัครส.ส.เลย ทางพรรคและฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบกันอย่างรอบคอบแล้ว ส่วนเรื่องส่วนตัวอื่นๆ นั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็สามารถตอบและชี้แจงได้หมด จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มองว่ากว่าจะถึงวันเลือกตั้งเราคงจะได้เห็นการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวต่างๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาเปิดประเด็นมากขึ้น เพื่อให้สังคมคลางแคลงใจ เป็นการพยายามใช้วิชามารเพื่อไม่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย และคนที่คิดได้แบบนี้ก็มีอยู่พรรคเดียวเท่านั้น

"อยากให้สังคมแยก ระหว่างคุณสมบัติของผู้สมัครส.ส. กับคดีความต่างๆ ออกจากกัน เรื่องคดีความตัดสินไปแล้ว หลายเรื่องไม่มีความผิด บางเรื่องเป็นโมฆะ วันนี้คุณปูเป็นเพียงผู้สมัครส.ส. ยังไม่ได้เป็นนายกฯ หรือฝ่ายบริหาร เราตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน ยืนยันว่ามีคุณสมบัติครบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าวันข้างหน้าคุณปูได้เป็นฝ่ายบริหารประเทศ ก็ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เช่นในเรื่องการห้ามถือครองหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือห้ามถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานกับรัฐ" นายบุญทรงกล่าว

ยิ่งลักษณ์พร้อมเลิกชั่งไข่ขาย

เวลา 07.00 น. ที่ตลาดสดบางกะปิ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พร้อมแกนนำและทีมงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย อาทิ นายโอฬาร ไชยประวัติ นายวิรุฬห์ เตชะไพบูลย์ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค และนายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางกะปิ ลงพื้นที่ตลาดบางกะปิ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามอบดอกกุหลาบแดงให้กำลังใจ พร้อมชูป้ายสนับสนุนว่า "ช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง และอยากได้นายกฯ เป็นผู้หญิง" ท่ามกลางความสนใจของประชา ชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ทั้งนี้ ทีมงานของน.ส. ยิ่งลักษณ์ได้กำชับให้ระวังเรื่องจับจ่ายสินค้าหรือรับของจากพ่อค้าแม่ค้า เพราะเกรงจะถูกร้องเรียนหรือจับผิดได้ ซึ่งบรรยา กาศเป็นไปด้วยดี ไม่มีกลุ่มคนป่วนหรือตะโกนขับไล่

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ทีมงานพรรคมารับทราบปัญหาของประชาชน ซึ่งพบว่าสินค้าใน ท้องตลาดราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนลำบาก จึงเป็นภารกิจแรกที่พรรคให้ความสำคัญและแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยจะดูในภาพรวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกระจายสินค้าให้มีมาตรฐาน เพื่อป้องกันการผูกขาด เช่น เรื่องไข่ชั่งกิโล ที่มีปัญหาเรื่องการขนส่ง หากเข้ามาทำงานคงจะยกเลิกระบบดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ได้รับการตอบรับจากประชา ชนเป็นอย่างดี และดีใจที่ประชาชนให้โอกาสเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งยุทธศาสตร์การหาเสียงจากนี้จะลงพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นประชา ชนกลุ่มต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการปฏิบัติงาน หากพรรคมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะได้ดำเนินการทันที

ไม่ขาดคุณสมบัติ-ขอโอกาสทำงาน

เมื่อ ถามถึงกระแสข่าวว่าทีมกฎหมายของพรรคกังวลเรื่องคุณสมบัติว่าอาจมีปัญหาขาด คุณสมบัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะมีการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อย ไม่มีปัญหา เมื่อถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ว่าเรื่องคดีความของพ.ต.ท.ทักษิณจะส่งผลกระทบต่อ เรื่องคุณสมบัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ยืนยันว่าตนทำตามกฎกติกา ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง และอยากขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชนและสร้างรายได้ระยะ ยาว ต่อข้อถามว่าหากเข้ามาเป็นรัฐบาลจะยกเลิกนโยบายเก่าของพรรคประชาธิปัตย์หรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สิ่งใดที่เป็นเรื่องดีจะคงไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียประโยชน์ แต่ถ้าสิ่งใดต้องปรับปรุงแก้ไขจะทำให้ดีขึ้น

จากนั้นเวลา 08.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมผู้บริหารและแกนนำพรรคได้เดินทางมายังศูนย์ประสานงานผู้ สมัครส.ส.เขตบาง กะปิ ย่านคลองจั่น เพื่อหารือกับทีมงาน ทั้งนี้ มีหญิงกลางคนมานั่งรอพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อยื่นจดหมายปิดผนึกสีขาวจ่าหน้าซองถึง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่าต้องการฝากจดหมายที่เขียนให้กำลังใจไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่ทราบที่อยู่ จึงต้องมาฝากผ่านน.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยตัวเอง

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 21/05/54 บริหารการเพศระหว่างประเทศ

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน

ผู้บริหาร สูงสุด ดุจ..ขั้นเทพ
ไอเอ็มเอฟ ยุคฟูเฟื่อง กระเดื่องฟ้า
แต่จิตใจ หมกมุ่น วุ่นกามา
ชีวิตพา เวียนวน ไม่พ้นกรรม....

บริหาร กองทุน ไม่วุ่นหรอก
หากนอกคอก คราไหน ต้องใจช้ำ
เอากิเลส ตัณหา มาครอบงำ
ล่วงถลำ ดำดิ่ง เข้าสิงตน....

เผยสันดาน ทาสแท้ ไม่แคร์สื่อ
ด้วยยึดถือ มักได้ ไร้เหตุผล
กลายเป็นเรื่อง สามานย์ ประจานคน
คิดสัปดน แหลกเหลว สุดเลวทราม....

บริหาร การเพศ เหมือนเปรตร้อง
เสียงกึกก้อง ส่อเสียด คำเหยียดหยาม
พฤติกรรม ต่ำช้า น่าประณาม
จึงจบตาม ความวิปริต ของจิตใจ....

ผู้บริหาร กองทุน วุ่นเรื่องเซ็กซ์
จึงโยกเยก สั่นคลอน เพราะอ่อนไหว
จะร้องหา ความเชื่อถือ จากมือใคร
ขออาลัย ไอเอ็มเอฟ ยุค..เสพย์กาม....

วันนี้เบาๆ ไม่เกี่ยวกับบ้านเรา แต่ใกล้ตัวเราครับ
ขอบคุณครับ

๓ บลา / ๒๑ พ.ค.๕๔

ญาติผู้ต้องขังวอนอัยการสูงสุดถอนฟ้องตั้งข้อหาแรงเกินจริงยันเจตนาสู้เพื่อประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ญาติ ผู้ต้องขังแดงเรียกร้องความเป็นธรรมต่อกรรมการสิทธิฯ และอัยการสูงสุด พร้อมอ่านแถลงการณ์พวกเขาถูกขังเพียงเพราะมาเรียกร้องประชาธิปไตย

20 พ.ค. 2554 เวลาประมาณ 11.00 น.กลุ่มญาติผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ประมาณ 20 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกกุมขังทั่วประเทศที่ยังไม่ ได้รับสิทธิในการประกันตัว ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี โดยมีนายมานพ กระจ่างภักตร์ เจ้าหน้าสำนักงานฝ่ายตรวจสอบด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เป็นผู้ลงมารับเรื่องหนังสือแทน พร้อมกันนี้ กลุ่มญาติได้มอบข้อมูลผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 118 คน เป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาทั้งในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ โดยไม่ได้รับการประกันตัว 97 ราย ทั้งนี้ นายมานพกล่าวว่า จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการฯ แต่อาจล่าช้าสักนิด เพราะเป็นเรื่องใหญ่

จากนั้น กลุ่มญาติฯ ได้เดินทางต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง สนามหลวง กทม. เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม แต่เนื่องจากห้องทำงานของอัยการสูงสุดได้ย้ายไปที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายธนิตศักดิ์ พิศาลกุลพัฒน์ ผู้ช่วยเลขานุการรองอัยการสูงสุด จึงเป็นตัวแทนลงมารับหนังสือ โดยมีตัวแทนกลุ่มญาติกล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่มายื่นหนังสือ เพื่อมาขอความ เป็นธรรมให้อัยการสูงสุดถอนฟ้องในคดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารและ อุดรธานี เนื่องจากครอบครัวต่างได้รับผลกระทบและยากลำบาก อีกทั้ง จำเลยเป็น เพียงผู้ร่วมการชุมนุมเท่านั้น หาใช่เป็นผู้กระทำผิดจริง การจับกุมจำเลยบางรายก็ไม่มีหลักฐานชัด นอกจากนี้ ในส่วนของจังหวัดมุกดาหาร พนักงานอัยการยังมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเป็นบางราย

นาย ธนิตศักดิ์ กล่าวว่า "สนง.อัยการสูงสุดและพนักงานอัยการมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองและ ผลประโยชน์ของชาวบ้านด้วย ดังนั้น จะนำเรื่องร้องเรียนของญาติในวันนี้ไปให้ทางฝ่ายบริหารพิจารณาและดำเนินการ ต่อไป" จากนั้น กลุ่มญาติฯได้มอบพวงกุญแจเป็นรูปแพะสิแดง เขียนว่า "รณรงค์ปล่อยแพะทางการเมือง" และโปสเตอร์ “อย่าลืมว่าพวกเขาถูกขัง อย่าขังพวกเขาจนลืม” ให้แก่นายธนิตศักดิ์เป็นที่ระลึก

ทั้ง นี้ ในระหว่างที่รอตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดลงมารับหนังสือ กลุ่มญาติได้ยืนถือแผ่นป้ายที่มีเรื่องของนักโทษการเมืองในจังหวัดต่างๆ พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์ ซึ่งมีใจความว่า หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังจำนวนมาก โดยกระบวนการจับกุมจนถึงการพิจารณาคดีมีความไม่เป็นธรรมโดยตลอด คนที่ถูกจับกุมมีทั้งจับผิดตัว ยัดข้อหา ตั้งข้อหาร้ายแรง จนถึงไม่ได้รับการประกันตัว ในโอกาสครบ 1 ปี ของการถูกกักขัง กลุ่มญาติจึงมาเพื่อร้องขอความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ผู้ต้องขังเหล่านั้นถูกขังเพียงเพราะพวกเขามาเรียกร้องประชาธิปไตย

รำลึก 1 ปีชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงอุบลราชธานี

ที่มา ประชาไท

"กลุ่ม ช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง เสื้อแดงอุบลราชธานี" ออกแถลงการณ์ "เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงอุบลราชธานี" จี้คืนผู้ต้องขังเสื้อแดงให้กับครอบครัว

เมื่อ วันที่ 20 พ.ค. 54 - ที่ จ.อุบลราชธานี กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง เสื้อแดงอุบลราชธานีได้ออกแถลงการณ์ "เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงอุบลราชธานี" โดยมีรายละเอียดดังนี้

- เนื่องในโอกาสครบรอบขวบปีการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงอุบลฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ซึ่งวันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว การชุมนุมจบลงด้วยเหตุเพลิงไหม้ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกับการถูกสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง อย่างเหี้ยมโหดที่กรุงเทพมหานคร

- การชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นการชุมนุมของมวลชนผู้รักประชาธิปไตย มวลชนคนเสื้อแดงกำเนิดจากศรัทธาในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่มาของรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของพวกเรา โดยพวกเรา และเพื่อพวกเรา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่กลับปฏิเสธสิทธิเสียง และได้ปล้นอำนาจของเราไปด้วยการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของประชาชน อย่างไร้ยางอาย

- ในปีที่ผ่านมาการชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย พวกเราไม่ต้องการรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม และเพียงต้องการให้มีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ แต่การเรียกร้องซึ่งเป็นเรื่องสามัญในระบอบประชาธิปไตย กลับถูกปิดตาย และท่ามกลางการชุมนุมของมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจกลับทำทุกอย่างที่จะรักษาอำนาจของตนเองไว้ ด้วยการปลุกปั่น สร้างสถานการณ์ จนนำไปสู่การใช้กองกำลังเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 93 คน และบาดเจ็บอีกนับพัน เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังเป็นเรื่องติดค้างที่พวกเราจะติดตาม ให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการเจ็บการตายของประชาชน ถูกนำตัวมาลงโทษให้ถึงที่สุด

- ในกรณีเหตุเพลิงไหม้ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี จนเป็นเหตุให้มีการจับกุมคนเสื้อแดงในข้อหาผู้ก่อเหตุ และจนบัดนี้ก็ยังมีผู้ต้องขังอีก 21 คน ที่อยู่ในขั้นการไต่สวนพิจารณาคดี และถูกคุมขังที่เรือนจำจังหวัดอุบลฯ ในโอกาสครบรอบปีของเหตุการณ์เรามีข้อเรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้องดังนี้

- ประการแรก คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ต้องถูกพิจารณาในฐานะคดีการเมือง การพิจารณาคดีนี้ไม่อาจมองว่าเป็นเรื่องอาชญากรรมตามปกติ และเรื่องนี้ไม่อาจพิจารณาตัดตอนแยกส่วนจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นก่อนหน้า นั้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อุบลฯ ก็ไม่อาจพิจารณาโดยตัดตอนแยกส่วนจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ การแสดงออกของมวลชนที่อุบลฯ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งพวกเขาเห็นว่า รัฐได้ใช้อำนาจอย่างไร้ความยุติธรรมและป่าเถื่อน การแสดงออกของพวกเขาจึงเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อประท้วงต่อการกระทำ ของรัฐอันเลวร้ายสุดจะทน

- ประการที่สอง คดีการเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ที่ต่างฝ่ายต่างใช้อำนาจโต้ตอบไปมาเพื่อเอาชนะกัน เราจึงขอเรียกร้องว่า การพิจารณาคดีต้องไม่มุ่งที่การเอาผิดคนเสื้อแดงแต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องมุ่งเอาผิดต่อรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการก่อเหตุการณ์ กรณีศาลากลางอุบลฯ ยังมีข้อกังขาว่า ทั้งที่ทางการสามารถประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ แต่เหตุใดเจ้าหน้าที่ของจังหวัดจึงย่อหย่อนอย่างผิดปกติ ต่อการป้องกันการก่อเหตุของผู้ชุมนุม เหตุใดจึงหน่วยที่เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมคือกลุ่มที่ไม่ถูกฝึกมาให้รับมือกับ เหตุการณ์ จนมีการใช้อาวุธปืนกับผู้ชุมนุมโดยไม่จำเป็น จนนำไปสู่การเผาศาลากลางในที่สุด

- ประการสุดท้าย ผู้ต้องหาทั้ง 21 คน ต้องได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกระบวนการยุติธรรม ผู้รับผิดชอบไม่มีเหตุผลใดอันใดที่จะหน่วงเหนี่ยวคัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้มีแนวปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในคดีเดียวกันหรือทำนองเดียวกันจำนวนมากที่ ได้รับการประกันตัวอย่างไม่มีปัญหา และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งขึ้น ก็ได้เสนอความเห็นมาโดยตลอดว่า ควรให้มีการประกันตัวผู้ต้องขังคนเสื้อแดง รวมทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นด้วยกับแนวทางการให้ประกันตัวโดยเร็วที่สุด

- กระบวนการยุติธรรมของไทย จักต้องคืนความยุติธรรมสู่สังคม คืนผู้ต้องขังเสื้อแดงให้กับครอบครัว

อย่าลืมว่าพวกเขาถูกขัง อย่าขังพวกเขาจนลืม
กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง เสื้อแดงอุบลราชธานี

ที่มาข่าวและภาพประกอบ: เฟซบุ็กของธีร์ อันมัย

ธรรมะขาว-ดำ’ ไม่ควรยุ่งกับเรยาและการเมือง

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มั้งครับ ที่พอละครตอนอวสานจบลงแล้ว มีพระออกมาแสดงธรรมต่อว่า ผู้ชมควรจะได้ ธรรมะ อะไรจากละคร

อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรมออกมาโชว์ผลงานเซ็นเซอร์ ความเลว ของ เรยา แห่ง ดอกส้มสีทอง ทว่าเกิดปรากฎการณ์ที่คาดไม่ถึง คือกระแสเชียร์เรยาพุ่งแรงแซงกระแส สะแกนกรรม จนเกิดคำถามย้อนศรเช่นว่า ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมไม่สั่งเซ็นเซอร์ ฉากรุนแรง เลวร้าย ของ ผู้ชายอย่างเจ้าสัว บ้าง (เช่น ฉากเจ้าสัวสั่งให้ลูกน้องเอาผ้าพันตัวคุณนายสี่แบกไปโยนลงในบ่อน้ำทั้งเป็น ฯลฯ)

จึงเกิดคำถามตามมาว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่รักษา สองมาตรฐานทางศีลธรรมระหว่างเพศ ด้วยหรือ?

กระนั้นก็ตาม หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า จะได้ฟัง ธรรมะจากเรยา โดย ท่าน ว. วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียนชื่อดังแห่งยุค เจ้าของวาทประดิษฐ์ สนุกเฉพาะที่ แต่เสียหายระดับสากล กรณีเด็กโชว์นมเมื่อสงกรานต์สีลมที่ผ่านมา (โปรดรับชมและรับฟัง)





สังเกตนะครับ แม้ว่าท่านจะพยายามชี้ให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปของพฤติกรรมที่มีปัญหาของเรยา แต่ วรรคทอง อยู่ที่ข้อความที่มีสาระสำคัญ ว่า เพราะมีดำจึงขับเน้นให้เห็นขาวได้ชัดเจน เพราะมีขาวจึงทำให้รู้ดำ นั่นคือเรื่องราวของเรยาถูกใส่เข้าไปในกรอบแคบๆ ของ ธรรมะขาว-ดำ หรือเรื่องดีกับเลว แล้วก็สรุปธรรมะจากละครทำนองว่า เราเรียนรู้จากคนดีเพื่อเอาเยี่ยง และเรียนรู้จากคนชั่วเพื่อไม่เอาอย่าง

ปัญหาของ ธรรมะขาว-ดำ คืออะไร?

1. ทำให้เรามองเห็นแต่ความหมายของถูกกับผิด ดีกับเลว แต่ไม่ได้เห็นความหมายของ ความเป็นคน ที่ซับซ้อนและมีบริบทหลากหลาย หากแต่ความเป็นคนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเขาเป็น คนดี ตาม นิยามแห่งวาทกรรม ธรรมะขาว-ดำเป็นหลัก

2. ความหมายของ คนดี-คนเลวตามนิยามของธรรมะขาว-ดำ ที่เป็นอิทธิพลทางความคิดของพุทธศาสนาเถรวาทคือ คนดีสมบูรณ์แบบ-คนเลวสมบูรณ์แบบเช่น ดีสมบูรณ์แบบอย่างพระอรหันต์ พระพุทธเจ้า และเลวสมบูรณ์แบบอย่างพระเทวทัต (กระทรวงวัฒนธรรมควรเสนอให้ตัดเรื่องประวัติพระเทวทัตออกจากพระไตรปิฎกด้วย นะครับ เพราะพฤติกรรมของพระเทวทัตเลวและแรงกว่าเรยาเป็นร้อยๆ เท่า)

3. ฉะนั้น คนที่มีความเป็น คนที่สมบูรณ์ ก็คือ คนดีสมบูรณ์แบบ คนเลวไม่มีความเป็นคน หรือมีความเป็นคนที่ บิดเบี้ยว ไป เช่น เป็น มนุษย์ดิรัจฉาน (มนุสฺสติรจฺฉาโน) มนุษย์เปรต (มนุสฺสเปโต) ฯลฯ

4. เมื่อคนเลวไม่มีความเป็นคนตามนิยาม ธรรมะขาว-ดำ สังคมก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อคนเลวอย่างที่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ก็ได้ เช่น ไม่ต้องปฏิบัติต่อเขาบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนเป็นต้นก็ได้ สังเกตไหมครับคนที่กล่าวหาว่า ทักษิณเป็นคนเลว คนเสื้อแดงเป็นคนเลว เรียกร้องให้ทำรัฐประหารและสะใจกับการใช้ สองมาตรฐาน ครั้งแล้วครั้งเล่า กับทักษิณและพรรคการเมืองฝ่ายทักษิณ คือคนที่อ้างว่าตนเป็นคนดีมีคุณธรรม อ้างพุทธศาสนา อ้าง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ กันทั้งนั้น

และที่เชียร์ให้ล้อมปราบคนเสื้อแดง (หรือ วางเฉย) ก็มีตั้งแต่ ชาวพุทธที่เคร่งครัด กินมังสวิรัติ ชาวพุทธดาราไฮโซที่ชอบอวดการเข้าวัดทำบุญ การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม การจาริกแสวงหา แก่นพุทธปรัชญา ชาวพุทธที่ เฝ้าดูจิต ระแวดระวังกิเลส ปล่อยวางความเห็นแก่ตัว หรือตัวกู ของกู ไปจนถึงชาวพุทธที่ซาบซึ้งในรสพระธรรมที่นิยมกด “like” สาธุๆ คมจริงๆ เจ้าค่ะ/ขอรับ ขอแชร์ด้วยคนนะเจ้าค่ะ/ขอรับ (เจริญพร, D จ้าโยม, น่ารักจริงๆ อ่ะ ฯลฯ)

5. ลองนึกย้อนหลังดูนะครับ เริ่มจาก ธรรมะตอนอวสานของเรยา ย้อนไปถึงช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการสร้างวาทกรรม เราจะสู้เพื่อในหลวง ธรรมนำหน้า จะเห็นภาพชัดเจนว่า ธรรมะขาว-ดาว ถูกนำมาทาบทับ เป็นเกณฑ์ตัดสิน และขับเคลื่อนความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่ง มันนำเอาการเมืองซึ่งมีมิติที่ซับซ้อนเข้ามาอยู่ในกรอบแคบๆ ทางศีลธรรมคือ ดี-เลว และเพื่อปกป้องดี ขจัดเลว ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณค่าเชิงระบบ และ/หรือหลักการอื่นๆ เช่น หลักเสรีภาพ ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ ฯลฯ

สอง โชคร้ายอ่างยิ่งที่ ธรรมะขาว-ดำ มันคลุมเครือมาก เช่น ประชาธิปไตยต้องมีธรรมาธิปไตย ถามว่า ธรรมาธิปไตย คืออะไร? งง! บ้างว่าคือ ความถูกต้อง ตามหลักการประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล (ถ้ามันใช่แบบนี้แล้ว จะใช้ ธรรมาธิปไตย ให้ มึน กันทำไม) บ้างว่าคือ ความถูกต้อง ตามคำสอนพุทธศาสนาอีกต่างหากที่ต้องอยู่เหนือ หรือคอยกำกับชี้นำประชาธิปไตยอีกที (อ้าว! แล้วเราจะปกครองด้วยระบอบอะไรกันล่ะ!)

ฉะนั้น เอาเข้าจริงๆ เมื่อธรรมะขาว-ดำ มายุ่งกับการเมืองมันเลยมั่วมากๆ ไม่รู้จะก้าวไปทางไหน หรือถอยกลับดี ไปๆ มา ก็เลยชวนรบกับเพื่อนบ้านดีกว่า โหวตโนเพื่อ ปฏิรูปการเมือง ดีกว่า!

สาม แล้วถึงที่สุดของ ธรรมะกับการเมือง ก็มาลงเอยที่ สันติวิธี ในความหมายที่ว่าทุกฝ่ายต้องปล่อยวางอคติ ความเกลียดชัง ละตัวกู พวกของกู หันหน้ามาปรองดอง ปฏิรูปประเทศไทย โดยไม่ลงลึกถึงปัญหา ความจริง และ ความยุติธรรม ไม่สนใจอำนาจอันอยุติธรรมในการจัดการความจริงและความยุติธรรม แถมยอมรับ เส้นสนกลใน ในการตั้งรัฐบาลอำมาตย์ว่า มี ความชอบธรรมระดับหนึ่ง

และยอมรับว่า รัฐบาลหลังสลายการชุมนุมปี 53 มี ความชอบธรรมระดับหนึ่ง (=มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปและแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ นั่นแหละ) ด้วยการอ้าง ตรรกะทางคณิตศาสตร์ ที่ว่า ตราบใดที่ยังแยกแยะไม่ได้ว่า ประชาชนที่ตาย กี่คนตายเพราะฝีมือชายชุดดำ กี่คนตายเพราะฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

นี่คือตรรกะที่ผมคิดว่า สุดปลายทางแห่งธรรมะกับการเมือง แล้ว ในบริบทความขัดแย้งที่เป็นมาและเป็นอยู่

เรื่องตัวบุคคล ใครจะเป็นกลาง ไม่เป็นกลาง จะ แอ๊ปฝ่ายไหน ไม่แอ็ปฝ่ายไหน ผมไม่อยากพูดถึง

เพราะสาระจริงๆ ก็คือว่า เมื่อธรรมะขาว-ดำไปยุ่งกับเรยา ความเป็นคน ในมิติที่ซับซ้อนและแปรผันไปตามบริบทหรือเงื่อนไขต่างๆ ก็ถูกลดทอนเหลือเพียงความเป็นคนในความหมายของ ดี-ชั่ว เมื่อไปยุ่งกับการเมืองก็ ดูด มิติที่หลากหลายของการเมืองเข้าไปในมิติแคบๆ ของ ขาว-ดำ

และสุดปลายทางแห่งธรรม เมื่อต้องเผชิญกับ โจทย์ความชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม ของรัฐบาลที่สั่งสลายการชุมนุม ผิดหลักสากล จนประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือ ธรรมะก็หันไปพึ่งพา ตรรกะคณิตศาสตร์ เอาดื้อๆ

ฉะนั้น ถ้าเข้ามายุ่งแล้วมันทำให้เกิดการบิดเบี้ยว และบิดเบือน เช่นนี้ ผมว่าธรรมะอย่ามายุ่งกับ ความเป็นมนุษย์ ของ คนอย่างเรยา และการเมือง น่าจะดีกว่านะครับ!

รายงานรัฐศาสตร์สนทนา (1) : สัญญาทางสังคมใหม่ ทางออกของวิกฤต ?

ที่มา ประชาไท


ภาพโดย: ข่าน_สิงห์สะพายกล้อง@สิงห์แดง62
19 พ.ค.54 เวลา 18.30 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการสนทนาแบบเปิด และการประชุมนโยบายโต๊ะกลม ครั้งที่ 1 “สัญญาทางสังคมใหม่: ทางออกของวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” (First International Conference on International Relations, Human Rights and Development) ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร รศ.และดร.เกษียร เตชะพีระ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์

เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จะเปลี่ยนวิธีคิดแบบเก่า ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาคล้ายๆ กับมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีการสะสมการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณและทางคุณภาพ พอสะสมมาจุดหนึ่งมันก็เกิดการระเบิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โต โดยเกษียรเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่1.มีการเปลี่ยนย้ายที่ตั้งของอำนาจ (Power shift) 2.มีการขยับเปลี่ยนจากการเมืองของชนชั้นนำ (Elite politics) สู่การเมืองภาคมวลชน (Mass politics) 3.มีนโยบายกระจายความมั่งคั่งเกิดขึ้น

ทั้ง หมดนี้คือทิศทางทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น การเปลี่ยนทางปริมาณเราค่อนข้างเห็นได้ชัด มันเป็นเรื่องวิธีการต่อสู้ทางการเมืองโดยมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก อีกทั้งในกระบวนการต่อสู้นั้นมีการใช้รัฐธรรมนูญ และมีความพยายามใช้อำนาจของสถาบันที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ โดย 1.อีลิตที่ต้องการจะรักษาระเบียบเก่าพึ่งอีลิตด้วยกันไม่ได้ ต้องพึ่งมวลชน 2.เพื่อรักษาระเบียบเก่าต้องมีการรัฐประหาร ตลอดจนการรักษาระเบียบใหม่ 3.ทั้งสองฝ่ายพยายามดึงสถาบันมาใช้เพื่อความชอบ ธรรมทางการเมืองของฝ่ายตน

เกษียรเสนอว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการตอนนี้คือ 1.รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่ ฉบับเก่านั้นเป็นการเมืองของอีลีต ซึ่งไม่เคยเตรียมพร้อมกับการที่มวลชนจะกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองภาพใหญ่ ดังนั้นต้องมีการทำให้การเมืองภาคมวลชนมีความศิวิไลซ์ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถออกจากกับดักได้

“ข้อคิดสำหรับรัฐธรรมนูญ วัฒนธรรมฉบับใหม่คือ เราต้องยอมรับกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของความขัดแย้ง(Globalization of conflict) ให้ได้ คนไทยมีแต่รักใคร่กลมเกลียว รักกันนะ เราต้องทำให้การทะเลาะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถกเถียงพูดคุยกันได้แต่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ conflictก็เป็นเรื่องธรรมชาติ!”

2.ลดเป้าหมายการเมืองสุดโต่ง การตกอยู่ภายใต้เป้าหมายการเมืองสุดโต่งแล้วปฏิเสธเป้าหมายอื่นทั้งหมดเป็น เรื่องที่น่ากลัว 3.ต้องมีจริยธรรม การโกหก การใส่ร้ายป้ายสี การกล่าวหา การด่าทอ ฯลฯ ไม่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ดีได้ ถามว่า ผ่านไป 4-5 ปี คนไทยรู้รักสามัคคีขึ้นไหม สถาบันมั่นคงขึ้นไหม เราต้องคิดว่าวิธีการนั้นสำคัญกว่าเป้าหมาย 4.ต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากเราไม่เข้าใจคนที่มีความคิดเห็นที่ต่าง เราก็จะไม่สามารถทำให้มวลชนมีความศิวิไลซ์ได้ และไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้

ผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าวกระบวนการที่จะทำให้เกิดการตกลงกันให้มีสัญญาสังคมอันใหม่ โดยพูดถึง actor สำคัญที่ปรับตัวไม่ทัน เพราะวิกฤติของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้มีกระบวนการพลิกผันตัวเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาหนึ่งชั่ว อายุคน หรือ 30 ปี เป็นภาวะที่เราคาดการณ์ได้ว่าเป็นภาวะที่ยุ่งยากมาก รวดเร็วมากกระทั่งกลับตัวไม่ทัน

“ในการเปลี่ยนแปลงแบบม้วนตัวเองนี้ สถาบันต่างๆ ที่มีอายุยืนยาวมามากกว่า 100-200 ปี และได้รุ่งเรืองขึ้นมาหลังสงครามเย็นนี้เองจนกลายเป็นสถาบันที่แน่นหนามาก และอาจจะทำให้กลายเป็นสถาบันที่ปิดกั้นการตกลงใหม่ที่ไม่มีความรุนแรง ดิฉันพูดถึงกองทัพไทย” ผาสุกกล่าว

นอกจากนั้นยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่ มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ การตกลงกันใหม่ คือ สถาบันตุลาการในระยะเวลาที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากแต่ไม่เป็นไปในทิศทางที่ดี สถาบันตุลาการยังเป็นสถาบันที่กุมอำนาจ มีความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงได้ สถาบันนี้ดูเหมือนไม่มีหลักที่ประชาชนเชื่อถือได้ และมีหลักการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของมวลชน ถ้าเราไม่มีระบบสถาบันตุลาการที่ให้ความคุ้มครองประชาชน แล้วเราจะมาตกลงอะไรกันได้

วิกฤติการเมืองไทยขณะนี้มีความยุ่งยากมาก เพราะว่ามีปฏิกิริยาของ 2 ฝ่ายซึ่งกำลังงัดข้อกันอยู่ มีความจำเป็นที่ 2 ฝ่ายนี้จะต้องมีการเจรจากัน เพื่อหากรอบข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายหนึ่งคือ ฝ่ายที่ต้องการรักษาระเบียบเก่า หรือหากเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ขอให้เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยทันที มาถึงจุดที่จะต้องข้ามพ้นสะพานนี้ คลองนี้ให้ได้ รออีกไม่ได้แล้ว ความยุ่งยากที่เกิดขึ้น เพราะว่าปฏิกิริยาของพวกที่ต้องการระเบียบเก่า สามารถที่จะอ้างอิงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีอำนาจด้านกายภาพจากฝ่ายกองทัพบวกกับแรงสนับสนุนของสังคมและชนชั้นกลาง บางส่วน ยุทธศาสตร์หนึ่งของฝ่ายนี้คือ คือ ทำให้ฝ่ายที่จะสร้างระเบียบใหม่ ดูประหนึ่งว่าไร้ความชอบธรรม เช่น มีวาทกรรมไร้การศึกษา ถูกซื้อได้ง่าย คิดเองไม่เป็น

อย่างไรก็ตาม มีงานเชิงประจักษ์หลายชิ้นของหลายท่าน ชี้ให้เห็นว่าประชาชนต่างจังหวัดมีความตื่นรู้ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ สามารถคิดเองได้ ทำเองได้ และหาทางเข้าสู่ข้อมูลข่าวสารด้วยตนเองได้ มีนักวิชาการญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์และการเมืองใน เมืองไทย ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ความยุ่งเหยิงทางการเมืองใน ปัจจุบันเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการ ประชาธิปไตยของสังคมไทย ประเทศไทยกำลังประสบกับความเจ็บปวดของการเกิดใหม่ เมื่อระบบการเมืองไทยพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า แต่การที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าก็ต้องมีการยอมรับว่าคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้วจาก ทั้งสองฝั่ง และทั้งสองฝั่งที่ขัดแย้งกันต้องพร้อมที่จะเสวนากัน มาพูดคุยกัน และการพูดคุยกันนั้นอาจจะต้องมีการแลกหมูแลกแมว” แปลได้ว่าจะต้องมีการสูญเสียของทั้งสองกลุ่มด้วย ต้องมีการแลกหมูแลกแมว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา

“ดิฉันในฐานะประชาชนอยากจะแสดง ความคิดเห็นต่อสถาบันหนึ่ง ซึ่งดิฉันมีความคิดเห็นว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไป ในแนวทางที่สร้างสรรค์มากขึ้นหรือมีการพูดจาถกเถียงกันมากขึ้นหากสถาบันนี้ มีการปรับเปลี่ยน นั่นคือ สถาบันกองทัพไทย” ผาสุกกล่าวและให้เหตุผลว่า นับจากการรัฐประหาร พ.ศ.2549 กองทัพไทยได้ขยายได้บทบาทในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า “หากรัฐบาลใดที่ได้รับการเลือกตั้งแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากทหารก็จะอยู่ ไม่ได้” แต่ก็ยังไม่ได้มีการตั้งคำถามว่าหากทหารมีบทบาทนั้นดีหรือไม่ดี? และแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมว่าสถาบันทหารมีการขยายบทบาทสูงมากนั่นคือ 1.งบประมาณกระทรวงกลาโหมได้เพิ่มขึ้นในปี 2550 -2552 ถ้าเราเปรียบเทียบงบประมาณระหว่างประเทศ พบว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา 4.3% ของจีดีพี ของไทยเรา 1.8% ของจีดีพี เกือบครึ่งหนึ่งของสหรัฐ มากกว่าเยอรมนีที่เป็นพี่ใหญ่ของ EU ที่ใช้ 1.3% ของจีดีพี อินโดนีเซีย 1%ของจีดีพี ญี่ปุ่น 0.9% ของจีดีพี จีน 2% ของจีดีพี และถ้าหากดูสัดส่วนทหารต่อประชาชน สหรัฐ 79 คน ต่อ ประชาชน 1,000 คน ญี่ปุ่น 2.2 คน ต่อ ประชาชน 1,000 คน ของเรา 10 ต่อ 1,000 คน อันนี้รวมทหารนอกประจำการด้วย

2.มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลัง 2549 คือการแต่งตั้งโยกย้าย ก่อนรัฐประหารนั้นโผทหารจะถูกพิจารณาโดยนายกฯก่อนเสนอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย นับจากปี 2551 มีการแก้ไขทำให้โผทหารประจำปีอยู่ในกำกับของกองทัพแทบจะสิ้นเชิง โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในการตั้ง ผบ.ทบ. รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทับด้วย คณะกรรมการเหล่านี้มีใครบ้าง แน่นอนคือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ฯลฯ

3.บทบาทของ ผู้นำฝ่ายทหารของไทยมีหลายบทบาท มีหมวกหลายใบ มีการตั้งข้อสังเกตว่าภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกมาแสดงความคิดเห็นของฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่อสื่อ บ่อยมาก เช่น ผบ.ทบ.เสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบายต่างประเทศกับกัมพูชาอย่างไร ทั้งยังมีการออกมาพูดทำนองว่าออกมาเลือกตั้งมากๆเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ จริงๆแล้วเป็นผลดีที่ชักชวนคนออกมาเลือกตั้ง มีการออกคำสั่งให้มีการปิดเว็บไซต์มากขึ้น เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งนิยามของคำว่า “ความมั่นคง” อาจจะไม่ใช่นิยามที่คนทั่วไปต้องการ

ผาสุก ให้ข้อมูลด้วยว่า เมื่อสามวันที่ผ่านมา (16 พ.ค.) บางกอกโพสต์รายงานว่า ผบ.ทบ.ในฐานะผู้อำนายการ กอ.รมน.ได้เสนอให้ กอ.รมน.มีลักษณะเป็นกระทรวงซึ่งดูแลความมั่นคงภายในเหมือนกับกระทรวง ของอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งกำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามีการใช้งบประมาณเป็นอันมาก มีการใช้อำนาจมืดในการปิดเว็บไซต์ ในการแสวงหาข้อมูลจนเกินเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรักษาความมั่นคงภายในของอเมริกา เพื่อต่อต้านขบวนการก่อการร้าย และยังมีการใช้อำนาจจับกุมผู้ต้องสงสัยและทำทารุณกรรมกับชาวต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะเป็นผลงานของประเทศที่ชื่อว่าเสรีนิยมที่มีการ พูดคุยถึงสิทธิมนุษยชนมากอย่างอเมริกา

ในรายงานฉบับนั้นยังเล่าว่า ผบ.ทบ.ต้องการขยายขอบขายงานของ กอ.รมน.เพื่อจัดการกับการที่ประเทศไทยถูกคุกคาม และกฎกระทรวงใหม่นี้จะดูแลปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติ ปัญหาภาคใต้ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังต้องการให้จัดตั้งงบประมาณใหม่สำหรับกระทรวงนี้ด้วย

ในรายงาน นี้ได้บอกอีกว่า ผบ.ทบ.ได้เสนอความคิดนี้ต่อนายกฯ อภิสิทธิ์แล้ว ซึ่งนายกฯก็เห็นด้วย ผบ.ทบ.จึงสั่งการให้มีคณะกรรมการเพื่อศึกษาวางแผนที่จะเสนอการตั้งกรมใหม่ นี้ให้แก่รัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน กอ.รมน.กำลังถูกวิจารณ์ว่ากำลังส่งอิทธิพลต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ ด้วยการส่งทหารไปทำการพัฒนาเพื่อประชาชนทั่วประเทศ แต่ กอ.รมน.ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ

“สถาบันกองทัพไทยเป็นองค์ประกอบสำคัญของ ฝั่งปฏิกิริยาของผู้ที่ต้องการ รักษาระเบียบเก่า และเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งของความยุ่งยากในทางการเมือง เคยมีการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันทหารให้มีขนาดกะทัดรัดแต่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้ไม่มีใครพูดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว กลายเป็นว่ากองทัพกำลังเพิ่มบทบาทโดยเฉพาะจากการรัฐประหาร 2549 ถึงเวลาแล้วหรือยังว่าจะต้องมีการพูดคุยกันว่าการขยายตัวของกองทัพเป็น เรื่องดีหรือไม่ดี? มีผลกระทบอย่างไร? และแนวโน้มเป็นอย่างไร? ถ้าเราต้องการหาทางออกให้กับประเทศ เราจะต้องเสวนาพูดคุยกันในเรื่องนี้” ผาสุก กล่าวปิดท้ายการเสวนาในช่วงแรก

ดันแคน แมคคาร์โก กล่าวถึงวิกฤติของแหล่งที่มาของความชอบธรรมทางการเมืองว่ามีอยู่ 3 แหล่งด้วยกัน คือ 1.ความชอบธรรมจากกติกาใหญ่สุดของสังคมคือรัฐธรรมนูญ มีความเชื่อกันว่าหากมีกฎเกณฑ์สังคมดีพร้อมก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ง่าย 2.ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ภายหลังปี ค.ศ.2000 เมื่อเกิดระบอบทักษิณ ก็มีแหล่งความชอบธรรมอีกแหล่งเกิดขึ้นนั่นคือ ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง เป็นความท้าทายต่อความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผู้ใดได้รับการเลือกตั้งมาก็จะมีความชอบธรรม แม้จะคอรัปชั่นก็ตาม และ 3.ค่านิยมดั้งเดิมของคนไทยคือ ความชอบธรรมจากนักปกครองที่ดี นั่นคือ พระมหากษัตริย์ ถือเป็นความนิยมอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

ดันแคน คิดว่า ประเทศไทยยากที่จะมีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะรัฐไม่มีฐานอะไรที่เป็นที่ยอมรับ การปกครองโดยคนดีมีคนท้าทายเยอะ อย่างที่ อ.ผาสุก บอก แนวคิดเรื่องความชอบธรรมจากผู้ปกครองที่ดีนั้นเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ คนในกรุงเทพฯ จะเชื่อเรื่องความดีของผู้นำมากกว่าคนในต่างจังหวัด แนวคิดความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่ สนับสนุนทักษิณและเพื่อไทย เป็นแนวคิดที่สนับสนุนความชอบธรรมที่ต่างกัน เลยเกิดความไม่ไว้วางใจในการเลือกตั้ง ทักษิณไม่ไว้ใจคนอื่นให้มาเป็นหัวหน้าพรรคเลยให้น้องสาว คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นผู้นำในพรรคเพื่อไทยแทน

เมืองไทยนั้นมีการเปลี่ยน แปลงในวงกว้างและเชิงโครงสร้างในปี ค.ศ. 2010 คนเสื้อแดงเกิดขึ้นจำนวนมาก คนที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง การศึกษาไม่สูงมาก ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน แทบไม่มีข้าราชการหรือมีน้อย อ.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยกล่าวไว้ว่ามีการแตกแยกกันระหว่างเขตเมืองกับต่างจังหวัด แต่เขาคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะฝ่ายที่อยู่ในเมืองก็เป็นคนต่างจังหวัดมากเหมือนกัน

เวลานี้คน ต่างจังหวัดเริ่มมีความกว้างขวางของแนวคิดเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านได้เข้ามาอยู่ในระบบตลาดแล้ว ทักษิณนั้นให้อะไรกับเขาหลายอย่างทำให้เขาเคารพ และสนใจในอำนาจเก่าน้อยลง ทำให้เขารู้สึกมีเกียรติ ไม่รู้สึกถูกกดขี่ เหยียดหยาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปีก่อนบ่งบอกว่าประเทศไทยเปลี่ยนแปลงมาก มีการถกเถียงกันในหมู่เสื้อแดงเรื่องอำมาตย์กับไพร่ มีการวิเคราะห์กันอย่างละเอียดถึงความต้องการของผู้ชุมนุม คือ ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนายทุนแต่ไม่ต้องการล้มระบบ

เสื้อแดงมี เสียงสนับสนุนมากในภาคเหนือและอีสาน เขาได้ไปทำงานที่สามจังหวัดภาคใต้ วิกฤติการณ์ด้านความชอบธรรมของคนทางใต้นั้นเขามีความรู้สึกว่าถูกล่าเมือง ขึ้นจากส่วนกลาง ไทยเสียพื้นที่ให้ต่างชาติหลายครั้งทำให้คนไทยส่วนกลางเกิดความไม่มั่นใจ ขึ้นขึ้นมา ตัวคนที่อยู่ในพื้นที่ทางใต้เองก็คิดว่าเรามาอยู่ผิดที่หรือเปล่า

ความ ขัดแย้งที่มีสีเสื้อมาแบ่งนี้ไม่ดีเลย เพราะเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิภาคไม่ใช่เชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว อีสานมีอัตลักษณ์ของเขา มีความภูมิใจมานาน ในช่วง ค.ศ.1950 มีความรู้สึกแปลกแยกออกจากรัฐไทย มีการก่อการคอมมิวนิสต์ มีการคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการปกครองของรัฐบาลกลาง สืบเนื่องมาจากรัฐบาลกลาง ได้เข้าไปล่าเมืองขึ้นที่อีสาน นี่คือ สิ่งที่อธิบายว่าทำไมทักษิณถึงดัง เพราะเขาไม่ได้เข้าไปเหมือนล่าเมืองขึ้นเขา เหมือนเชียงใหม่ที่มีประวัติความเป็นเอกเทศในระดับหนึ่ง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จะยอมรัฐบาลกลาง ในวงกว้างไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่เป็นระบบ

“ลักษณะการล่าเมืองขึ้น จากส่วนกลางจนถึงเวลานี้ก็ไม่เปลี่ยน แค่มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่เฉยๆ ไม่ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมือง ผมรู้สึกอย่างนั้น”

“ผม มาจากทางอังกฤษตอนเหนือที่มีเรื่องราวลักษณะนี้เหมือนกัน มีอะไรก็พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก ผมมีความเชื่อว่าสำหรับประเทศไทย จะต้องมีการปรับเปลี่ยนซะใหม่ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้รับความชอบธรรมอย่างแท้จริง ภาคใต้ต้องมีการปกครองที่เป็นเอกเทศสักหน่อย เพราะบ้านผมอยู่ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นผมอยากจะบอกว่าหากคุณอยากจะมีรัฐเดี่ยวในศตวรรษที่ 21 ควรที่จะให้มีการขยายคำจำกัดความของรัฐเดี่ยวให้ยืดหยุ่นมากกว่านี้ ความตึงเครียดก็จะลดลง โดยใช้แนวนโยบายที่ผ่อนคลาย และก็ควรจะทำอย่างเร่งด่วนด้วย” ดันแคนกล่าว

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่รัฐบาลใช้กำลังปราบ มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ เกิดความรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในถนนที่กรุงเทพฯ และช่วงนี้ครอบรอบ 19 ปี พ.ค.2535 ด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือว่าญาติเหยื่อของ พ.ค.2535 มาตามหาญาติที่หายไป บัดนี้ยังไม่เจอ 19 ปีแล้ว

“ผมเชื่อว่า ผู้ที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการเมือง การปกครองไทยทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้ผมสอนการเมืองไทย ผมสอนไม่ได้ไม่อาจเอื้อมไม่กล้าสอน ผมไม่เข้าใจ มันยุ่งเหยิง ให้สอนการเมืองอังกฤษเสียจะดีกว่า” ชัยวัฒน์ เกริ่นนำเนื้อหา

ชัย วัฒน์ กล่าวว่า การคิดถึงสัญญาประชาคมใหม่ภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นการหวนกลับไป พิจารณาว่าอะไรคือฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคมในปรัชญาการเมืองยุคใหม่ พื้นฐานของสัญญาประชาคมก็คือ ความไว้วางใจ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นทฤษฎีสัญญาประชาคมในศตวรรษที่ 17 ความไว้วางใจนั้นยังมีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคล และเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่ทำงานได้ แต่ในสังคมไทยได้เกิดความรุนแรงในระยะเวลาที่ผ่านมา จำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นความไว้วางใจขึ้นมาอย่างยิ่ง คำถามสำคัญที่ต้องถามคือว่า เราจะฟื้นความไว้วางใจได้อย่างไรหลังจากที่มันได้แตกไปแล้ว

ชัย วัฒน์ กล่าวต่อมาถึงข้อถกเถียง 6 ข้อ คือ1.เมื่อย้อนกลับไปดูสัญญาประชาคมหรือกำเนิดของสังคมการเมือง มักจะอธิบายว่าเกิดจากสิ่งที่เรียกว่าสภาพธรรมชาติที่มนุษย์เห็นคนอื่นเป็น ศัตรู ทุกคนพร้อมที่จะแย่งชิงทำร้ายกันทุกอย่าง แต่แล้ววันหนึ่งมนุษย์ในสภาพธรรมชาติตัดสินใจว่าอยู่แบบนี้ไม่ได้ เกิดการตกลงทำสัญญาประชาคมพร้อมกัน วางอาวุธพร้อมกัน การที่จะทำแบบนี้ได้ต้องเกิดจากการที่ไว้ใจกัน ในที่สุดเราละวางบางอย่างในสภาพธรรมชาติพร้อมกัน แล้วเดินเข้าสู่สังคมการเมือง เกิดสัญญาประชาคมในทางปรัชญาการเมือง

2.Trust หรือความไว้วางใจเป็นฐานของชีวิตปกติ ไม่ว่ามนุษย์จะเดินทางไปไหน เช่น การซื้อตั๋วรถ เราก็ต้องมีความไว้วางใจว่าเราจะต้องได้เดินทาง รถจะต้องออกตรงเวลา ฯลฯ เรียนหนังสือก็ต้องมี trust ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ คนรับทุนกับคนให้ทุน เป็นต้น 3.มีนักวิชาการต่างชาติคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้สังคมประชาธิปไตยทำงานได้ คือ Trust Network หรือ เครือข่ายความไว้วางใจ และเครือข่ายนี้ก่อให้เกิดกลุ่มคนต่างๆ เช่น กลุ่มสมาคมนักเรียนเก่า สมาคมศาสนา สมาคมกีฬา เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าของพวกนี้เป็นฐานสำคัญของสังคม

4.อีกประเด็นหนึ่ง คือ อภัยวิถี มีนักปรัชญาเยอรมันอธิบายไว้วว่าชีวิตมนุษย์มีปัญหาสองด้าน ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาของอดีต ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วหวนคืนไม่ได้ ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาของอนาคต ทุกอย่างที่จะเกิดล้วนไม่แน่นอน การที่มนุษย์จะอยู่กับอดีตที่หวนคืนมาไม่ได้ต้องอาศัยการให้อภัย แต่สำหรับอนาคตคือ สัญญา ซึ่งสัญญาจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีความไว้วางใจ กล่าวได้ว่า Trust เป็นฐานของชีวิตมนุษย์ในการเดินต่อในอนาคต และ 5.จะทำอย่างไรเมื่อ Trust หักพังไปแล้ว?

“ในชีวิตครอบครัว หากใครดูดอกส้มสีทอง ภรรยาซึ่งสามีไปมีชู้อาจจะยกโทษให้ได้ แต่ไม่สามารถกลับไปมีความสัมพันธ์แบบเดิมได้ เพราะ trust มันหายไป แล้วจะฟื้นมันอย่างไร? บอกได้เลยว่าโคตรยาก” ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่าง

ใน ทางการเมืองเวลาที่พูดถึงสถาบันตุลาการ ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกร้องเรื่องสองมาตรฐานอยู่เต็มเมือง ความไว้วางใจต่อสถาบันที่ให้ความยุติธรรมนั้นหายไป โอกาสที่จะจัดการกับความขัดแย้ง โอกาสที่จะจัดการกับอดีต จึงเป็นเรื่องที่ยาก ครั้งหนึ่งที่มันเคยทำอะไรได้นับวันจะทำอะไรได้น้อยลง แก้ปัญหาได้น้อยลง คุ้มครองป้องกันสังคมได้น้อยลง

“อริ สโตเติลกล่าวว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับสังคมการเมือง คือ มิตรภาพ “Without friends no one would choose to live” หากไม่มีมิตรสหาย ก็ไม่มีผู้ใดเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราในมิตรสหายมีความไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นเป็นรากฐานของสัญญาประชาคมใหม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังต้องการในตอนนี้” ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

หมายเรียก19 แกนนำแดงหมิ่นสถาบันฯ

ที่มา เดลินิวส์


ออกหมายเรียก 19 แกนนำแดง รับทราบข้อกล่าวหาจาบจ้วง 2 ก.ค. พร้อมส่งตัวให้ศาลทันที พร้อมสอบวิทยุชุมชนแพร่ซ้ำ

วันนี้ 20 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงภายหลังการประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษการกระทำความผิดเกี่ยวกับความ มั่นคงแห่งรัฐและล่วงละเมิดสถาบันว่าที่ประชุมได้พิจารณา 2 เรื่องสำคัญคือกรณีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ประสานให้ดีเอสไอตรวจสอบวิทยุชุมชน 6 แห่ง ที่นำคำปราศรัยที่เข้าข่ายล่วงละเมิดสถาบันของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และพวก เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ไปเผยแพร่ซ้ำ จากการตรวจสอบข้อมูลของตำรวจและทหารพบว่ามีวิทยุชุมชนที่กระทำผิดในลักษณะ เดียวกันถึง 21 แห่ง ดีเอสไอ พิจารณารายละเอียดแล้วเห็นว่า คดีมีมูลจึงรับมาดำเนินการ โดยจะแยกสำนวนการสอบสวนจากคดีของนายจตุพรและพวก เพราะไม่อยากให้แต่ละคดีต้องรอกัน อีกทั้งลักษณะการกระทำความผิดมีความแตกต่างกัน เพราะเป็นการนำเทปคำปราศรัยไปเผยแพร่ซ้ำหลายครั้ง รวมถึงสถานที่ที่กระทำความผิดแตกต่างกันหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอ ยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อวิทยุชุมชนดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะมีกระทบกับการออกหมายจับ.

นายธาริต ยังกล่าวถึงการดำเนินคดีกับนายจตุพรและพวก ในคดีความผิดที่กระทบความมั่นคงแห่งรัฐ จากการพิจารณาคดีพบว่ามีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการกระทำความผิดเมื่อ ปี 53 กระทั่งถึงวันที่ 10 เม.ย.โดยพบว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีการทำงานในลักษณะเป็นเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่เป็นตัวการร่วมและผู้สนับสนุน มีการทำแผ่นพับ ทำเว็บไซต์ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานความผิดในคดีหมิ่นสถาบันฯ มีลักษณะเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งเกี่ยวพันกับบุคคลกลุ่มเดียวกัน และกลุ่มคนดังกล่าวตรงกับแผนผังที่หน่วยงานความมั่นคงได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา นายจตุพร ไม่ได้กระทำเพียงคนเดียว แต่มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน

นายธาริต กล่าวต่อว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวพนักงานสอบสวนเห็นว่าเพียงพอต่อการแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 19 คน จากเดิม 18 คน ได้เพิ่มนายพายัพ ปั้นเกตุ อีกหนึ่งคน ซึ่งรายชื่อของกลุ่มคนดังกล่าวอยู่ในแผนผังของหน่วยงานของความมั่นคงที่ได้ ร้องทุกข์กล่าวโทษขอให้ดีเอสไอดำเนินคดี ทุกครั้งเมื่อมีการขึ้นปราศรัยบนเวทีจะมีการพูดปราศรัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน และรอให้มีการชุมนุม ดังนั้น ดีเอสไอ จะดูทั้งองคาพยพ ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ดีเอสไอจะออกหมายเรียกทั้ง 19 คนให้มารับทราบข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ ส่วนนายจตุพรและนายนิสิต พนักงานสอบสวนจะไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากนั้นในวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ดีเอสไอ ได้นัดผู้ต้องหาทั้ง 19 คนให้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกันทั้งหมด และจะส่งตัวไปยังศาลอาญาเพื่อขออำนาจศาลฝากขังทันที ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล และหากผู้ต้องหาไม่ตามหมายเรียก ดีเอสไอจะขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป.

คนใต้อดีตเสื้อเหลืองสารภาพบาป:กว่าจะรู้เดียงสา

ที่มา Thai E-News


โดย จิ๋วจี๊ด
ที่มา ห้องราชดำเนิน พันทิป

ผมเป็นคนใต้ จ.ชุมพร โดยกำเนิด บ้านอยู่อำเภอพะโต๊ะ อำเภอไกลปื่นเที่ยงที่ความเจริญยังเข้าไม่ค่อยถึง

พูด ว่าอำเภอพะโต๊ะ หลายคนในที่นี้อาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นอำเภอที่มีข่าวการแจกนมบูดให้นักเรียนในช่วงปีสองปีก่อน หลายคนอาจร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง

ถึงปัจจุบันตัวผมจะลงหลักปักฐานอยู่ที่ กรุงเทพฯ แต่ภาพข่าวน้องๆนักเรียนแถวบ้าน เด็กใต้ตัวดำๆเด็กโรงเรียนแถวบ้านที่ได้รับแจกนมบูด มันสะเทือนใจรุ่นพี่อย่างผม เด็กมันไม่รู้เรื่องหรอกครับ ผู้ใหญ่นี่แหละที่ทำ กินกันแม้กระทั่งนมเด็ก ทำกันในรัฐบาลที่ถือว่าเป็นผู้ลากมากดีที่สุดนี่แหละ

ตั้งแต่ มีสิทธิ์เลือกตั้ง บ้านผมเลือกประชาธิปัตย์มาตลอดทุกครั้ง เหมือนเป็นหน้าที่คนใต้ เหมือนเป็นประเพณีทำตามแบบอย่างพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ที่ต้องเลือกพรรคนี้ สำหรับปู่ย่าตายายผม นายหัวชวนเป็นคนที่ท่านชื่นชมมาก การเลือกคนดีอย่างนายชวน เหมือนทำให้เรากลายเป็นคนดีไปด้วยก็ไม่ปาน

สมัย ม็อบพันธมิตร ออกมาขับไล่ทักษิณ ตัวผมเองแม้จะไม่ถึงกับเป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่ก็เคยไปร่วมนั่งฟังที่สะพานมัฆวาน สองสามครั้ง ใช่แล้ว ผมไปร่วมกับพวกเขาด้วย เอาผ้าเหลืองกู้ชาติมาโพกหัว ด้วยความเกลียดชังทักษิณ

ขณะนั้นผมคิดว่าผมเชื่อในประเด็น รวยแล้วยังโกง ผลประโยชน์ทับซ้อน ผูกขาดอำนาจรัฐสภา ครอบงำองค์กรอิสระ ขายหุ้นไม่เสียภาษี ฯลฯ เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้เชื่อในประเด็นทักษิณอยากล้มเจ้า อยากเป็นประธานาธิปดี อันนี้ผมว่าเกินไป

ทุก ครั้งที่ไปร่วมชุม์นุม ผมมักจะกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกอิ่มใจ รู้สึกเหมือนกับตัวเอง ได้มีส่วนร่วม ทำอะไรเพื่อชาติ บ้านเมือง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ( ตามที่แกนนำท่านว่า )

สมัยทักษิณชนะการเลือกตั้งชนิดถล่มทลาย โดยมีคู่ชิงคือ คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน ผมรู้สึกผิดหวังมาก และ คิดในใจว่าทำไมไม่เอาคุณอภิสิทธิ์ลงเลือกตั้ง น่าจะดีกว่านี้ ก็คิดไปตามประสาผมที่สมัยนั้นก็อายุประมาณ 20 ต้นๆ ยังละอ่อนการเมืองนัก

ช่วง ที่ม็อบพันธมิตรรุกหนัก และ ทักษิณประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ในฐานะแฟนประชาธิปัติย์ ผมยอมรับโดยดีว่าเลือกตั้งไปก็ไม่ชนะ เลือกตั้งไปก็แพ้ เสียงคนใต้ กับภาคกลางยังไงก็น้อยกว่าเสียงคนเหนือ กับคนอีสานอยู่ดี หากมีการเลือกตั้งก็เหมือนเป็นการฟอกตัวให้ทักษิณเปล่าๆ เมื่อคุณอภิสิทธิ์ และ พรรคประชาธิปัติย์ บอยคอตการเลือกตั้งนั้น แม้จะตะหงิดๆ แต่อารมณ์เข้าข้างพรรคที่ตัวเองชื่นชอบมีมากกว่า ก็ไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำนั้นเสียหายอะไร

จนกระทั่งมีการปฏิวัติ

ผม เป็นคนนึงที่ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดเอาดอกกุหลาบไปให้ทหารบนรถถัง แต่ก็ถือว่าเอาใจช่วยให้การปฏิวัติล้มอำนาจทักษิณเป็นไปได้ด้วยดี แล้วทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี หลุดพ้นจากทักษิณซะที

ในใจคิดอย่างนั้น

มี การตั้งองค์กรอิสระมาซักฟอกทักษิณ ถึงขั้นยึดทรัพย์ ในใจผมก็เห็นว่าดี ปน สะใจ ก็ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกสะใจลึกๆในตอนนั้น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆกับเขาด้วย หรือเพราะอิจฉาความรวยของทักษิณก็ไม่รู้

เหล่านี้คือความรู้สึกนึกคิดผมในอดีต

แต่ ในปัจจุบัน ความรู้สึกของผมมันบอกผมว่าข้างในผมมันเปลี่ยนไป ผมเป็นสีแดง!!! แดงอ่อนหรือแดงเข้มผมไม่รู้ แต่มันเปลี่ยนไปเป็นเอาใจช่วยฝั่งเสื้อแดงเฉยเลย ตอนไหน !!

ด้วย ความสัตย์ ผมนึกไม่ออกว่าตัวเองเปลี่ยนสีตอนไหน ผมไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับม็อบแดงเลยซักครั้งไม่เคยไปฟังแกนนำ นปช. ปราศัยซักเวที แม้กระทั่ง ดูออนไลน์ก็ไม่เคย ไม่เคยนิยมชมชอบนัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แม้เขาจะเป็นรุ่นพี่โรงเรียนเก่าผม

ผมไม่ชอบ จตุพร พรหมพันธุ์ ผมว่าหน้าตาเขาดูไม่ใช่คนดีซักเท่าไหร่ ผมถึงขั้นเกลียด อริสมันต์ ผมว่าเขาบ้าพลัง ฮาร์ดคอเกินเหตุ แต่ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาตลอด จากสื่อสาธารณะทั่วๆไปนี่แหละ

การกระทำของฝ่ายที่ผมเชียร์มาตลอดที่มีต่ออีกฝ่าย การกระทำของฝ่ายธรรมะ ที่ทำต่อฝ่ายอธรรม มันทะแม่งๆขึ้นทุกวันใน ความรู้สึกผม ทั้งจากฝ่ายธรรมมที่เป็นบุคคล หรือ องค์กร อิสระ หรือแม้กระทั่งกองทัพ เราเป็นฝ่ายธรรมะ ทักษิณและพวกคือฝ่ายอธรรม เสื้อแดงคือฝ่ายอธรรม ตามความรู้สึกของคนที่คิดว่าตัวเองรักชาติอย่างผมเนื้อเรื่องมันควรเป็นเช่น นี้ ไม่ใช่หรือ แล้วทำไม

ความรู้สึกผมมันมาแปร่งๆตอนทหารกุมอำนาจ แล้ว ไม่เห็นจะทำได้ดีกว่านักการเมือง

ความรู้สึกผมมันมาแปร่งๆตอนคุณสมัคร หลุดจากนายกฯด้วยข้อหาทำกับข้าว

ความรู้สึกผมมันมาแปร่งๆตอนตันสินคดีที่ดินรัชดา

ความรูสึกผมมันมาแปร่งๆตอนคดียุบพรรค ทรท. พลังประชาชน

ความรู้สึกผมมันแปร่งๆกับการล้อมปราบเสื้อแดง ในเหตุการณ์ เผาเมือง

ความรู้สึกผมมันแปร่งๆกับเรื่องของจ่าเพียร

ความรู้สึกผมมันแปร่งๆกับ คดียุบพรรค ปชป.

ความรู้สึกผมมันแปร่งๆกับคดีผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ความรู้สึกผมมันแปร่งๆกับ คดี สนามกอล์ฟอัลไพฯ คดีบ่อกำจัดขยะคลองด่าน

ความรู้สึกผมมันแปร่งๆกับอีกหลายๆเรื่อง หลายๆ อย่าง ฯลฯ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า คำว่า

เหลื่อมล้ำ สองมาตฐาน อำมาตย์ ไพร่ ไม่ใช่คำศัพท์ที่เกิดขึ้นลอยๆโดยไม่มีที่มาที่ไปเสียแล้ว

อยู่ที่จะยอมรับความจริง หรือ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันหรือเปล่าแค่นั้นเอง

ถึง วันนี้ผมก็ยังไม่เชื่อว่าเพื่อไทยจะดีกว่าประชาธิปัตย์ แต่เวลาสองปีที่ผ่านมาประชาธิปัตย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้ดีไปกว่าเพื่อไทย ฝ่ายธรรมะที่ผมเคยเชื่อมาตลอด เอาเข้าจริง ก็ไม่ได้ดีไปกว่าอธรรมที่เขากล่าวหาว่าเลวนักเลวหนา

ในวันนี้ หลังผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมามากมาย ผมเลิกเชื่อเรื่อง เทพ เรื่องมาร ในทางการเมืองไปแล้ว การเมืองไม่มีพรรคเทพที่แสนดี พรรคมารที่แสนชั่วร้าย

การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ประชาชนเลือกตั้งก็เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องตัวเอง ผมคิดแค่นี้

แล้ว ถ้าให้ผมคิดถึงผลประโยชน์ตัวเองในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ครั้งนี้ ผมจะเลือกเพื่อไทย พรรคที่ผมไม่เคยเลือกมาเลยตลอดชีวิต ผมไม่กลัวทักษิณกลับมา เพราะทักษิณไม่ใช่ยักษ์มารที่ไหน ก็แค่นักการเมืองที่มีดีมีเลวพอๆกับนักการเมืองที่อยู่ในประเทศตอนนี้ เหมือนๆกัน

ผมไม่เลือกประชาธิปัตย์เพราะพรรคคุณเอานมบูดไปแจก น้องๆผม และ ตระกูลผมก็ จน เจียม จน ตาย มาหลายชั่วคนแล้ว ทำไมผมจะเปลี่ยนทางเลือกให้กับตัวเองบ้างไม่ได้ แม้วันนี้ผมจะไต่เต้าจนเป็นนักธุรกิจ เจ้าของบริษัทฯเล็กๆ แต่ในสภาพสังคมอย่างที่เคยเป็นมาของประเทศไทย ผมมองเห็นกำแพงที่น้องๆ ลูกๆหลานๆ บ้านนอกจนๆของผมจะไม่มีวันเข้าถึงทรัพยากรของประเทศได้อย่างเท่าเทียมกันไป อีกหลายชั่วคน

ใครอยากให้เมืองไทยกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็อยากไป แต่ผมอยากเปลี่ยน

ถึง วันนี้ผมไม่สนหรอกว่าผู้ปกครองจะเป็นใคร ตราบใดที่เขาทำให้ชีวิตผมดีกว่าเดิม ผมก็พร้อมจะเลือกโดยใช้ 1 เสียงของผม ผมขอเลือกผลประโยชน์ของผมด้วย 1 เสียงที่ผมมี ท่านทุกๆคนก็ควรเลือกผลประโยชน์ของท่านด้วย 1 เสียงที่ท่านมี

แต่ผมขออะไรซักอย่าง อย่าดูถูก 1 เสียงของคนอื่นด้วยความคิดว่าท่าน ฉลาด รักชาติ หรือ จงรักภักดีมากกว่าใคร มันทู่เรศ!


ขอบคุณบอร์ดพันธ์ทิพย์ที่ให้กระผมระบายความอัดอั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา โล่งไปแยะ

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-แดงสุราษฎร์กระตุกคนใต้:พรรคของเขา คนของเขา

-คลิปผุสดี งามขำ เสื้อแดงคนสุดท้ายที่เวทีราชประสงค์19พ.ค.53 เธอเคยเป็นเสื้อเหลืองมาก่อน



ผุสดีก็เล่าถึงเหตุผลที่ไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงว่า ตนเป็นอดีตแฟนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทุกคนในบ้านก็สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด แต่หลังๆเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ทั้งนายสนธิและรัฐบาลทำนั้นไม่ถูก จึงหันเหมาต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดง เป้าหมายเพียงเพื่ออยากให้รัฐบาลยุบสภาเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตลอด 2 เดือน เพราะต้องนอนอยู่กลางถนน ทั้งไม่เคยคิดเลยว่า แค่เรียกร้องให้ยุบสภาจะต้องมีคนมาล้มตายมากขนาดนี้

ตอน นั้นตัดสินใจนั่งถือธงแล้วนั่งจ้องไปทางแยกประตูน้ำ เพราะคิดว่าทหารจะเข้ามาทางนั้น โดยมีนักข่าวต่างประเทศกลุ่มหนึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ รอบตัวมีควันไฟเสียงปืนและเสียงระเบิดเป็นระยะๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่แผ่เมตตาเพื่อที่จะได้ตายอย่างสงบ (ข่าวไทยรัฐ,31 พฤษภาคม 2553)