ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 7, 2009

เปิดเอกสารลับ"นามบัตร-เอกสาร" ลายมือ 5บอร์ดกลั่นกรองฝากเด็กสมัย "พัชรวาท"

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.ปุระชัยนำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม ก.ตร.

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)-ผู้บัญชาการ (ผบช.) ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ต้องเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 โดยการประชุมเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน นายสุเทพต้องยุติการประชุม เมื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบรูณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ท้วงติงกรณีคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง ที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียนว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. มีหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ร.ต.อ.ปุระชัยลุกขึ้นอภิปราย พร้อมนำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม พร้อมถามว่าลายเซ็นเหล่านั้นเป็นของ อนุ ก.ตร.ชุดพิเศษหรือไม่ และอนุ ก.ตร.ไปเรียกรับผลประโยชน์กับการฝากฝังหรือเปล่า นอกจากนี้ยังถามหาคุณธรรม จริยธรรม ของอนุ ก.ตร.ชุดพิเศษ ที่เข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ดกลั่นกรองด้วยว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร เพราะ ก.ตร.ก็ออกกฎว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2551 ทำให้บรรยากาศการประชุมเคร่งเครียดทันที กระทั่งนายสมศักดิ์แสดงความรับผิดชอบด้วยประกาศขอลาออกจากประธานบอร์ดกลั่นกรอง ซึ่ง ร.ต.อ.ปุระชัยยังอภิปรายว่าน่าจะรับผิดชอบใน ก.ตร.ด้วย นั่นหมายถึงการลาออกจาก ก.ตร. โดยบรรดาอนุ ก.ตร.คนอื่นได้นิ่งเงียบ

โต้คลื่นที่ลาว

ที่มา เดลินิวส์

สมเด็จฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์แล้ว แต่ ดร. โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร นายกสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ของเรานั้น

ไปเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว มานานแล้ว ไป ที่ไหน ใครก็เรียก อาจารย์โกร่ง อาจารย์โกร่ง

พลอยให้คณะเราหน้าบานไปด้วย

ปีนี้เป็น ปีทอง ของ สปป. ลาว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เป็น เจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในสนามกีฬาเวียงจันทน์มีป้ายดิจิ ตอล บอกเวลานับถอยหลัง เพื่อให้รู้ว่า เหลืออีกกี่วันแล้ว

คนลาวตื่นเต้นมาก มีการปรับปรุงสนามกีฬาเก่า และ สร้างใหม่ รวมทั้งที่พักนักกีฬาด้วย

มองจากหน้าต่างในโรงแรม 5 ดาว ลาวพลาซ่า เห็นสนามกีฬาขนาดกลาง ๆ สร้างเสร็จอยู่ไกลออกไป

มีคนเล่าให้ฟังว่า จีน พี่เอื้อยเอเชีย ให้เงินลาวสร้างสนามกีฬาเป็นพันล้าน แต่มีเงื่อนไขที่ฟังแล้วอึ้งทึ่งเสียว ขอส่งคนจีนหลายพัน คนมาอยู่หลวงพระบางด้วย

ว่ากันว่า คนลาวไม่น้อย กระอักกระอ่วนใจ แต่ไม่กล้าแสดง ออกหรอก

เวียดนาม มิตรร่วมอุดมการณ์ ก็ให้เงินทำที่พักนักกีฬา 4,000 เตียง หรือพันห้อง ๆ ละ 4 เตียง นัยว่าเป็นเงินเกือบพันล้านเช่นกัน พร้อมเงื่อนไข ขอสัมปทาน ทำป่าไม้ด้วย

อาหารกลางวันฟรี ไม่มีในโลก

ไทยก็ให้สนามกีฬาในร่ม ไม่รู้เท่าไหร่ คงเป็นร้อย ๆ ล้านแหละ แต่ไม่ได้ขออะไรตอบแทน ให้เปล่าเลย

เมื่อเป็นเจ้าภาพ ก็ย่อมอยากได้เหรียญทองไว้เชยชมให้สมศักดิ์ ศรี กับลาวแล้ว เรื่องใหญ่ จะหานักกีฬาเก่ง ๆ จากที่ไหน เลยมีข่าวรัฐบาลลาว กำลังจีบ แอน แก้วทะวงศ์ นักตีสักหลาดสาวเลือดลาว

ที่ไปหากินในระดับโลก ให้กลับมาสวมเสื้อ ทีมชาติลาว แต่ ถ้าเธอติดแข่งนัดอาชีพอยู่ ก็อาจแห้ว

ถ้าได้ ก็ดีมาก ใครก็ลุ้น อยากให้ลาวได้เหรียญทองในฐานะ เจ้าภาพ เอาใจช่วยนะ ขอให้สมหวัง

ที่ลาวไม่มีทะเล ใครก็รู้ แต่เชื่อมั้ย คณะเราได้โต้คลื่น น้อง แจ็ค คนขับรถตู้หน้ามน บอก จะพาโต้คลื่น โห ตื่นเต้นสิ หรือลาว จะมีทะเลเทียมแบบ “สวนสยาม” แล้ว

แล้วคณะก็ได้โต้คลื่นจริง ๆ !!!

เป็นคลื่นสูง ๆ ต่ำ ๆ บน ถนนสาย 13 จากเวียงจันทน์ ไป วังเวียง (เหมือนเมืองปาย) หัวสั่น หัวคลอนซะ เจอเข้าไปร้อยโค้ง โต้คลื่นกันแทบอ้วกแตกอ้วกแตนเลย นั่นแหละ

แสบสันจริง ๆ นะ น้องแจ็ค !!!

อ้อ ยังมีอีกคลื่นนะ ไม่มีทะเล ก็โต้ได้ ก็ 3 จี ไง คนลาวใช้โทรศัพท์ 3 จี นานแล้ว แต่พี่ไทยยังงมโข่งอยู่เลย.

ดาวประกายพรึก

กรณีศึกษาผลกระทบลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

ท่าทีที่ชัดเจนของประเทศกัมพูชา ของ สมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ต่อกรณีอาการยินดีต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รัฐบาลไทยให้สถานะว่าเป็นนักโทษหนีคดี อย่างเป็นทางการและเปิดเผยไม่จำเป็นต้องไปอธิบายความอะไรไปมากกว่านี้

ชัดเจน

รัฐบาลไทยจะทำอย่างไร นี่คือโจทย์ที่ยากกว่า แล้วระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกับภารกิจไล่ล่าของรัฐบาลชุดนี้กับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จ่อคอหอยรัฐบาลเข้าไปทุกขณะ

จะหาทางลงอย่างไร

ความละเอียดอ่อนของปัญหาไม่ธรรมดา เช่นเดียวกับปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองที่จะเกิดขึ้นบนสถานะของความเป็นจริงและนำไปสู่การเจรจาอย่างสันติ กับการที่คนไทยต้องมาฆ่ากันเองรายวันกับอธิปไตยของประเทศ รัฐบาลจะเลือกเอาทางไหน

จะตัดสินใจแก้ปัญหาหรือปล่อยคาราคาซัง

ถ้าผู้นำหนีปัญหาก็ไม่ใช่ผู้นำที่ดี ถ้าผู้นำรับรู้ปัญหาแล้วไม่กล้าแก้ไขก็ยิ่งจะทำร้ายประเทศ จริงเท็จประการใดไม่ทราบ วันที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ได้หยิบยกปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเจรจา นายกฯ นาจิบ ราซัค ของมาเลเซียได้เชิญหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายมาพบนายกฯอภิสิทธิ์โดยตรง มีการพูดถึงเงื่อนไขบางอย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ก็ตอบไม่ได้ จึงยังไม่มีคำตอบมาจนถึงวันนี้ และมีความเห็นบางอย่างจากนายกฯมาเลเซียถึงคำแนะนำในการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ทางมาเลเซียก็ไม่ค่อยสบายใจคำแนะนำนั้นแนวทางคล้ายๆกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอซะด้วย

ข้อนี้นายกฯน่าจะตอบได้ดีที่สุด

พลาดหรือไม่ที่ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พลาดหรือไม่ที่เอาคุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ พลาดหรือไม่ที่เอาคุณกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ พลาดหรือไม่ที่เอาคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกฯคุมเศรษฐกิจ และพลาดหรือไม่ที่เอาคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

เจ้าของแผนบันไดสี่ขั้นต้องคิดหนัก

ระหว่างหวยบนดินกับ เจ้ามือหวยใต้ดิน ระหว่าง การแก้ รัฐธรรมนูญกับ อำนาจในกองทัพ ระหว่างการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ บุญคุณที่ต้องตอบแทน ระบบรัฐสภาล่มแล้วล่มอีก รัฐบาลทำงานไม่เต็มก้น เป็นเพราะกับดักที่วางเอาไว้ทั้งนั้น

คือเงื่อนไขที่เป็นเงื่อนปมมัดคอตัวเอง

ประเทศไทยเริ่มจะถอยหลังลงคลองเพราะบ้านเมืองไม่มีกฎเกณฑ์กติกาและกฎหมายที่เป็นมาตรฐาน อำนาจประชาธิปไตยอ่อนแอตกอยู่ภายใต้เผด็จการซ่อนรูป ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จักเริ่มต้น

ประเทศไทยย่อมตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ชั่วนิรันดร์.

หมัดเหล็ก

ล่อให้เข้าทางอยู่แล้ว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45109

อภิสิทธิ์ & กษิต

แล้วเปลวไฟเผาป่าล่าหนูที่เริ่มจากความขัดแย้งภายในเมืองไทย ก็ไหม้ลามข้ามไปกัมพูชา กลายเป็นปมปัญหาการเมืองระดับประเทศ

เพลิงโหมลุกบานปลายใหญ่ เป็นเป้าสนใจไปทั้งโลก

สมใจ เข้าแผน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นั่งกระดิกขาโพสต์ ทวิตเตอร์บลัฟรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่ที่คฤหาสน์เมืองดูไบ

"ทำไมเด็กจัง over react ไป?"


กับยุทธการตอบโต้ทางการเขมรที่บังอาจแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตผู้นำไทยที่หนีโทษจำคุก 2 ปีในคดีเซ็นรับรองให้ภรรยาประมูลที่ดินจากรัฐ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจทั้งในฐานะส่วนตัวของนายกฯฮุน เซน และที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวเอเอฟพีตีข่าวกระจายไปทั่วโลก

โดยการต่อสายด่วน พูดคุยระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ถกกันหน้าดำหน้าแดง ก่อนได้บทสรุป

ตัดสินใจเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับเมืองไทย


เปิดเกมตอบโต้เขมรขั้นรุนแรง ไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากเรียกทูตกลับ ก่อนถึงระดับสอง ส่งตัวทูตกัมพูชากลับประเทศ และมาตรการสุดท้ายปิดพรมแดน และตัดสัมพันธ์ทางการทูตทุกระดับ

เทกแอ็กชั่น ซัดกลับแบบไม่ไว้หน้า

โดยเกมปลุกเร้ากระแสชาตินิยม สู้กับยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย

รัฐบาลประชาธิปัตย์สวนหมัดวัดใจนายกฯฮุน เซน ขู่กันตรงๆ จะเลือกใครระหว่างอดีตนายกฯทักษิณกับผู้ถืออำนาจปัจจุบันของไทย

และก็ไม่ต้องเสียเวลารอคำตอบเลย


โดยไม่ต้องรอให้ถึงการตอบโต้ขั้นสองจากไทย รัฐบาลกัมพูชาก็เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำกรุงเทพฯกลับด่วนในห้วงไม่กี่ชั่วโมงไล่หลัง ตอบโต้ทันควันเหมือนกัน

ในอารมณ์ ถ้ากลัวคงไม่กล้า

กัมพูชาให้คำตอบสุดท้าย เลือกอยู่ข้างอดีตนายกฯทักษิณ

ตามจังหวะที่เข้าทาง "ตีกิน" เหลี่ยมแพรวพราวยี่ห้อ "ฮุน เซน" มีหรือจะอ่านเกมไม่ขาด ในสถานการณ์แบ่งขั้วเลือกข้างในประเทศไทย

"เกมตอกลิ่ม" ดึงอดีตนายกฯทักษิณเป็นกุนซือเศรษฐกิจ

แลกกับการโดนไทยขั้วเหลืองรุมถล่มด่า แต่ขณะเดียวกันก็ได้ใจไทยเสื้อแดง กองเชียร์อดีตนายกฯทักษิณ

ฮุน เซน ได้คิวย้อนศร "ไทย 2 ฝ่าย" ล้อ "เขมร 3 ฝ่าย"

และก็เป็นอะไรที่แทงหวยล่วงหน้าได้ ในสถานการณ์ทางการเมืองไทย ณ คาบนี้

รัฐบาลประชาธิปัตย์จะลากยาวไปได้อีกนานแค่ไหน

ที่แน่ๆโดยกระแสทั้งกึ๋นด้านบริหารที่เข็นไม่ขึ้น แล้วยังแทรกด้วยคิวทุจริตโผล่มาประจาน แทบจะปิดโอกาส "อภิสิทธิ์" รีเทิร์น

ยากจะเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบสอง


รัฐบาลเขมรแค่หลอกล่อ ดึงจังหวะรอเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจการเมืองไทย

และชนวนหัวเชื้อเร่งเกมก็มาแล้ว

กับ "ข่าวปล่อย" ปรับ ครม. โดยสัญญาณคลื่นความถี่สูง ที่ถูกส่งออกมาจากคนในพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่าเป็นสายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรค หลังนัดลูกวงตั้งโต๊ะกินข้าว

เตือนความจำของผู้ใหญ่ในพรรค

กดดันให้ปรับ ครม.ตามเงื่อนไขครบรอบ 1 ปีรัฐบาล ตามที่เคยตกลงกันไว้

โดยเฉพาะการล็อกเก้าอี้ในส่วนของนายเฉลิมชัย จะได้ เสียบแทนนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่กำลังมีปัญหาเหยียบตาปลากันอย่างแรงกับค่ายภูมิใจไทย ว่าด้วยคิวแย่งซีนแก้ปัญหา สหภาพฯรถไฟ

ประชาธิปัตย์ "เขี่ยลูก" เกมปรับ ครม.เอง


ตามจังหวะเข้าทาง "เกมทวงมูลค่า" ครูใหญ่อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ที่อึดอัดกับการโดนขวางทางปืน พรรคร่วมรัฐบาลอื่นที่ตกเป็น "เบี้ยล่าง" เกมเหยียบบ่าตีกินกระแส

ถึงคิวกระตุกราคา

ได้เวลารัฐบาลกระเพื่อม ลุ้นพลิกหงาย พลิกคว่ำ.

ทีมข่าวการเมือง

แม้วแถลงการณ์ ซัดรัฐขาดสติ ผลีผลามโต้เขมร

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45070

นพดล ปัทมะ

ระบุการให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชา เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้าน ไม่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้น เผยรัฐบาลมาร์คกำลังนำปัญหาการเมืองภายใน ไปกดดันประเทศเพื่อนบ้าน....

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 6 พ.ย.52 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ผ่าน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย ว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่รัฐบาลของนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินมาตรการเช่นนั้น เพราะเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ตอบโต้อย่างผลีผลาม ใช้อารมณ์และขาดสติยั้งคิด ซึ่งจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเสื่อมทรามลง อันจะนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงต่อทั้ง 2 ประเทศ

การให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชานั้น เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้าน และเป็นการช่วยประเทศไทยทางตรงและทางอ้อม ตนได้กระทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้นแต่ประการใดทั้งสิ้น นอกจากประเทศกัมพูชาแล้ว ตนยังได้ตอบรับเป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้แก่หลายประเทศ

กรณีของกัมพูชานี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังนำปัญหาการเมืองภายใน ไปกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขจัดตน โดยเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวประกัน ขอกราบเรียนพี่น้องชาวไทยว่า ตนเทิดทูนสถาบันและรักชาติเช่นคนไทยทุกคน ไม่เคยคิดร้ายต่อบ้านเมือง กำลังพยายามแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้นักธุรกิจไทยให้สามารถ แข่งขันได้ในเวทีโลก โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เดินทางกลับแผ่นดินแม่ของ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์มารับใช้พี่น้องคนไทยต่อไป.

ลืมทักษิณได้แล้ว ‘นิธิ’ แนะประเด็น ‘อภิสิทธิ์’ ฮุนเซนตั้งที่ปรึกษา เรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวรัฐไทย

ที่มา ประชาไท





"นิธิ" ติงรัฐบาล ลืมทักษิณได้แล้ว ไม่เห็นด้วยเรียกทูตกลับแรงเกิน แนะมองเขมรเท่าจีน-สหรัฐ และไม่ใช่เรื่องที่ฮุนเซนจะต้องฟังอภิสิทธิ์ อย่าเหมาว่า คนไทยไม่พอใจกรณีตั้งที่ปรึกษา เพราะรัฐบาลไม่ใช่ตัวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งหมด


เว็บไซต์มติชนรายงานการให้สัมภาษณ์ของ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 6 พ.ย. โดยกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเรียกเอกอัคราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศว่า เป็นมาตรการที่แรงเกินและไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ ตนเชื่อว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาจะทำให้อีกหลายประเทศดีใจ เพราะหากดูจากคำแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของไทย สิ่งที่รัฐบาลไทยจะทักท้วงกัมพูชาได้ คือเรื่องที่ ฮุนเซน ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกตัดสินด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเท่ากับเป็นการละเมิดว่าศาลไทยเชื่อถือไม่ได้ ประเด็นนี้สามารถประท้วงได้ แต่ต้องเลือกวิธีที่เหมาะสม เช่น การเรียกทูตกัมพูชามารับหนังสือชี้แจงหรือการส่งคำประท้วงโดยตรง ทำแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องทำถึงขั้นเรียกทูตกลับประเทศ


นายนิธิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำกัมพูชา ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐไทย เพราะสิ่งที่รัฐไทยไม่พอใจ คือเรื่องที่กัมพูชาดูถูกว่าระบบยุติธรรมของไทยใช้ไม่ได้ เพราะหากจะเอาคนไทยที่พอใจจากการที่กัมพูชารับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แน่ว่า อาจจะมากกว่าคนที่ไม่พอใจก็ได้ รัฐบาลจะมาบอกว่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งหมดไม่ได้


เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยได้ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยคุยกับสมเด็จฮุนเซนแล้ว นายนิธิกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ถ้าสมเด็จฮุนเซนจะบอกว่า ไม่รู้เรื่อง หรือมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย เพราะไม่ได้เป็นลูกน้องหรือวอลเปเปอร์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่จะต้องฟังนายอภิสิทธิ์ทุกเรื่อง


เมื่อถามว่า นายกฯกัมพูชากำลังเห็นความสัมพันธ์ส่วนตัวสำคัญกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใช่หรือไม่ นายนิธี กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำพูดของนายอภิสิทธิ์ แต่ตนคิดว่าไม่ใช่แบบนั้น เพราะอย่าลืมว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ จึงต้องการอำนาจต่อรองที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เพราะทั้ง 2 ประเทศต่างก็เห็นว่าสงครามไม่ใช่คำตอบกัมพูชาต้องการนำเรื่องขึ้นสู่โต๊ะเจรจา จึงสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของเขาและประเทศกัมพูชา


“ผมเกรงว่า เราเรียกทูตกลับมาด้วยความคิดว่า เรื่องมันจะค่อยๆ คลี่คลาย หากเป็นแบบนั้นถือว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่คลี่คลายก็แปลว่าทั้ง 2 ฝ่ายต้องยกระดับความขัดแย้งให้มันแรงขึ้นๆ ตรงนี้น่ากลัว เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีการยกระดับความรุนแรงถึงขั้นไหน ทั้งนี้ กัมพูชาไม่จำเป็นต้องยอมหรือเห็นด้วยกับข้อเสนอของประเทศไทยในทุกเรื่อง เพราะเขาเป็นคนละประเทศกับเรา ดังนั้น อยากให้รัฐไทยมองกัมพูชาในระดับที่เท่ากับเรามองสหรัฐ หรือจีนได้หรือไม่ ไม่ควรมองว่าเป็นลูกน้องที่จะต้องยอมเราตลอด เพราะถ้าเรามองตามความจริงแบบนี้จะทำให้เรากลับมาคิดว่าเราจะต้องวางแผนอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น และต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เสียเปรียบกัมพูชา เพราะหากรัฐไทยยังมองกัมพูชาด้วยทัศคติเช่นนี้ ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐไทยจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของรัฐได้หรือไม่” นายนิธิ กล่าวว่า


เมื่อถามถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย -กัมพูชา นายนิธิ กล่าวว่า สมเด็จฮุนเซน ได้ฝากบอก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯว่า กัมพูชาเห็นว่า ควรจะเจรจาในลักษณะทวิภาคีซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องการอยู่แล้วใช่หรือไม่ เพราะไทยไม่ต้องการให้กัมพูชานำประเด็นดังกล่าวไปสู่เวทีนานาชาติ เพราะในการเจรจาแบบ 2 ฝ่าย รัฐไทยจะได้มีอำนาจต่อรองมากกว่าใช่หรือไม่ ส่วนเรื่องข้อพิพาททางทะเล ทางกัมพูชาได้ขอให้เป็นเรื่องการเจรจาร่วมกันของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมทาง บกไทย-กัมพูชา ที่จะต้องทำการตกลงกัน ซึ่งถ้าไทยเป็นกัมพูชาที่ถูกแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนในสัดส่วนประมาณ 70 ต่อ 30 โดยกัมพูชาได้ 30% เขาก็ต้องไม่พอใจอยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นประเทศไทยก็คงยอมรับไม่ได้ แต่ไทยก็คิดว่า การแบบนี้ถือว่ายุติธรรมแล้วเพราะพื้นที่ทับซ้อนที่มีทรัพยากรอยู่ในฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ไทยก็ควรได้ส่วนแบ่งมากกว่า ปัญหาคือ จะทำให้กัมพูชายอมรับข้อตกลงตรงนี้ได้อย่างไร เพราะถ้ามีการใช้กำลัง แม้ว่ารัฐไทยจะชนะ แต่ถามว่าไทยพร้อมทำสงครามระยะยาวหรือไม่ ไหวหรือเปล่า


นายนิธิ กล่าวด้วยว่า อยากเสนอรัฐบาลว่า ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเสีย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ จบชีวิตทางการเมืองไปแล้ว อย่าไปห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ เลย อย่างไรก็ตาม คนที่มีเงินและได้รับความนิยมสูงสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศได้ แต่ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าไม่มีความหมายแล้ว ดังนั้นอย่าไปสนใจคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เลย





.......................................................

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์

หยันเปลวไทยโพสต์อัปยศไร้ยางอายคุกคามสื่อ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤศจิกายน 2552

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อได้ออกแถลงการณ์กระตุกเปลว สีเงินกรณีปลดใบตองแห้งพ้นหน้าที่ เตือนะสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำจากภาคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ เรียกร้องให้ชี้แจงและให้คนอ่านกดดัน ส่วน"ใบตองแห้ง"เผยถูกสั่งเลิกเขียนว่ายทวนน้ำ คอลัมน์สวนกระแสเถ้าแก่เปลว ซ้ำปรับสภาพการจ้างให้เลิกทำหน้าที่สัมภาษณ์ลงฉบับแท็บลอยด์ ย้ายไปอยู่ชายแดนเขียนข่าวบันเทิงดารา แล้วลดเงินเดือนวูบ เจ้าตัวจำต้องรับสภาพ นักกฎหมายแรงงานชี้เข้าข่ายปรับสภาพการจ้างไม่เป็นธรรม


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ออกแถลงการณ์ท้วงไทยโพสต์ กรณีถอดคอลัมน์ ‘ว่ายทวนน้ำ’ ของใบตองแห้ง ระบุกังขาต่อการยุติบทบาทคอลัมน์ว่ายทวนน้ำโดยฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ได้ตั้งปณิธานการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองไว้ว่าเป็นพื้นที่สื่อที่มี โดยแถลงการณ์มีรายละเอียด ดังนี้


แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
กรณีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ยุติคอลัมน์ว่ายทวนน้ำ


การยุติคอลัมน์ว่ายทวนน้ำในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2552 เป็นต้นมา ส่งผลให้ผู้อ่านและสาธารณชนที่ติดตามการทำหน้าที่สื่อมวลชนของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ด้วยความเชื่อถือต่อการนำเสนอข่าวสารและการเปิดพื้นที่ให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระตลอดมา ตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

อันเนื่องจากที่ผ่านมาผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า “ใบตองแห้ง” ในฐานะผู้คุมคอลัมน์ว่ายทวนน้ำ ได้นำเสนอความคิดเห็นและแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่าง ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา กระทั่งกล้าแสดงจุดยืนที่ตรงกันข้ามกับผู้เขียนคอลัมน์คนอื่นๆ ในฉบับเดียวกัน ให้สังคมได้รับรู้มุมมองที่หลากหลาย

ดังนั้นสาธารณชนจึงย่อมมีข้อกังขาต่อการยุติบทบาทคอลัมน์ว่ายทวนน้ำโดยฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ได้ตั้งปณิธานการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองไว้ว่าเป็นพื้นที่สื่อที่มี “อิสรภาพแห่งความคิด”

อีกทั้งเสียงสะท้อนทวงถามจากกลุ่มผู้อ่านภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ย่อมบ่งบอกถึงคุณภาพของกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่เปิดกว้างทางความคิดและต้องการรับรู้ความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ตลอดจนตระหนักถึงเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงอิสรภาพที่แท้จริงในวิถีสังคมประชาธิปไตย และสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำจากภาคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ คปส.จึงมีข้อเสนอดังนี้

๑. บรรณาธิการ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ควรชี้แจงให้สาธารณชนและกลุ่มผู้อ่านได้ทราบถึงสาเหตุและข้อเท็จจริงในการสั่งยุติบทบาทการนำเสนอความคิดเห็นของคอลัมนิสต์ดังกล่าว

๒. กลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ที่ต้องการให้ผู้เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำมีโอกาสและพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างได้เช่นที่ผ่านมา ควรแสดงออกร่วมกันโดยสื่อสารไปถึงฝ่ายบริหารหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ให้รับรู้และพิจารณาทบทวน

ทั้งนี้ในวาระครบรอบสิบสามปีการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ในวันที่ 21 ตุลาคม 2552 คปส.ขอให้หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ยืนหยัดการทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยความเป็นอิสระและพร้อมเปิดพื้นที่ให้กับมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนดังเช่นที่ผ่านมา


ด้วยจิตคารวะ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ

6 พฤศจิกายน 2552

ใบตองแห้งเผยถูกบีบจนต้องออก แต่ประนีประนอมให้เป็นฟรีแลนซ์

ผู้ใช้นามปากกา"ใบตองแห้งไทยโพสต์"ได้ส่งอีเมล์ฉบับหนึ่งถึงนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน และนายธนาพลซึ่งเป็นสมาชิกของ กระดานสนทนาชุมชนฟ้าเดียวกัน ได้นำมาเสนอในกระดานสนทนาดังกล่าว ดังต่อไปนี้


สืบเนื่องจากกระทู้ที่นายธนาพลตั้งไว้ในกระดานสนทนาชุมชนฟ้าเดียวกันว่า"แล้วไทยโพสต์ก็กลายเป็นดาวสยามสมบูรณ์แบบเมื่อเปลว สีเงิน ห้าม "ใบตองแห้ง" เขียนคอลัมน์ ล่าสุดมีอีเมลล์จาก คุณใบตองแห้ง ส่งมายังผมเพื่อชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

เรียนคุณธนาพล

ฝากชี้แจงในบอร์ดฟ้าเดียวกันซักหน่อยเถอะครับ ยังไม่อยากเข้าไปแจมในนามใบตองแห้ง(อดีต)ไทยโพสต์ ไว้อีกซักช่วงจะเข้ามา

ที่ต้องชี้แจงเพราะมีข้อโต้แย้งสับสนว่าผมลาออกหรือไม่ลาออก น้องปองที่น่ารัก (ฮา) ก็บอกว่าผมยังไม่ออก แต่ไปทำบันเทิง และมีคำชี้แจงทำนองว่าผมไม่ได้ออกไปไหนแค่ไปอยู่ข้างวง

ขอเรียนอย่างนี้ว่า ผมเขียนอะไรหลายอย่างในไทยโพสต์ ทั้งว่ายทวนน้ำ สัมภาษณ์แทบลอยด์ บันเทิง (ในฐานะคนชอบดูหนัง-แบบที่คุณรักในหลวงฯ เคยแซว อิอิ) แถมบางครั้งก็ช่วยเขียนข่าว หรือทำฉบับพิเศษ

เมื่อผมทราบว่าวีซ่าหมดอายุ ไม่ได้เขียนว่ายทวนน้ำอีก ผมก็ยอมรับโดยดี ไม่ได้ถามเหตุผล เพราะมองแบบน้ำครึ่งแก้ว ผมได้อิสระมาตั้ง 3 ปีกว่า ก็เป็นความใจกว้างล้นเหลือแล้ว แต่บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ควรงดสัมภาษณ์ด้วย เพราะจะสร้างความขัดแย้งเช่นกัน และผมก็คงนั่งกินเงินเดือนเปล่าๆ ไม่ได้ ก็ต้องลาออก เพื่อมีอิสระไปทำอะไรใหม่ๆ

ข้อตกลงนี้ทราบกันวงในมาเดือนกว่าแล้ว (ก่อนไปสัมภาษณ์สนธิ ลิ้มทองกุลเสียอีก) ก็ไม่มีใครคัดค้าน เพียงแต่มาคุยกันภายหลังว่า ผมจะทำบันเทิงอยู่ไหม ผมยังไม่อยากตกงานแบมือขอเงินเมียอย่างเดียว จึงบอกว่าทำได้ในลักษณะฟรีแลนซ์ แต่ไทยโพสต์เสนอว่าจะให้เป็นเงินเดือน โดยคิดเงินเดือนกันใหม่ (ลดลงจากเดิมมาก) ผมก็โอเค เพราะจะได้ไม่ยุ่งยากเรื่องการส่งภาษีส่งประกันสังคม

ฉะนั้นผมก็ไม่ได้ยื่นใบลาออกเป็นทางการ (ที่จริงอยู่ที่ไหนก็ไม่เคยยื่นใบลาออก มีแต่โบกมือบ๊ายบายว่าไปนะ เรื่องเอกสารไปจัดการกันเอง) นับแต่วันที่ 1 พ.ย. ถ้าดูบัญชีพนักงานผมก็ยังเป็นพนักงานที่รับเงินเดือนไทยโพสต์อยู่ แต่เป็นเงินเดือนใหม่ ข้อตกลงใหม่ ผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับโต๊ะข่าวการเมือง ไม่มีเก้าอี้นั่ง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เขียนส่งทางเมล์ และมีอิสระที่จะไปทำงานที่อื่น (ไม่มีไม่ได้ ไม่งั้นอดตาย-ฮา)

ดังนั้นถ้าพูดว่าผมยังอยู่ ยังไม่ได้ออก ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกครึ่งเดียว ที่ถูกคือผมออกมาอยู่ข้างนอก ทำงานอิสระ แต่ยังรับจ้างไทยโพสต์ในงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง

อันนี้ชัดเจน ไม่ต้องส่งตีความตามพจนานุกรม (ฮา) และผมต้องชี้แจง ไม่เช่นนั้นใครๆ เข้าใจว่าผมยังทำงานไทยโพสต์อยู่ ผมก็จะหางานใหม่ไม่ได้ ข้อนี้สำคัญครับ

ใบตองแห้ง

ทางด้านนักกฎหมายแรงงานกล่าวว่า การที่ผู้บริหารไทยโพสต์ทำกับใบตองแห้งดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพราะเป็นการปรับสภาพการจ้างงานโดยไม่เป็นธรรม ดูเจตนาแล้วหวังผลให้พนักงานลาออกเอง โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า"ใบตองแห้ง"จะยกขึ้นมาต่อสู้ว่าถูกปรับสภาพการจ้างเพื่อบีบให้ลาออก แล้วไปขอค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือสมยอมกับการกระทำดังกล่าว

รอยเตอร์วิเคราะห์ว่าการเดินเกมของทักษิณทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ขาสั่น จากคุณ ขนมต้ม

ที่มา thaifreenews

จากคุณ : ขนมต้ม

***รอยเตอร์วิเคราะห์ว่า...
การเดินเกมของทักษิณ..ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ขาสั่น***(Analysis from Reuters)**

คุณมาร์ติน เพ็ตติ้ จากสำนักข่าวรอยเตอร์ได้เขียนบทความล่าสุด วิเคราะห์สถานการณ์ "รุก" ของทักษิณ ต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้น่าอ่าน

ผมนั่งอ่านไป...มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ผมสนใจ..ก็คือ

""He can be forgiven for trying to embarrass his opponents who are holding the rein of power. But everything has its boundary -- and Thaksin has crossed it," the anti-Thaksin Nation newspaper said in a front page commentary on Friday"

นี่นักข่าวรอยเตอร์เขาฟันตรง ๆ เลยว่า สื่ออย่าง The Nation เป็นพวกต่อต้านทักษิณ!!??

แล้วอย่างนี้เราจะไปหาจรรยาบรรณจากสื่อไทยได้ที่ไหนบ้าง เพราะทุกวันนี้คนจากเนชั่น โผล่หน้าสลอนบนจอทีวีของไทย

เดี๋ยวพวกเราจะได้เห็นรายการพิเศษ "ด่าทักษิณกับฮุนเซน" อีก ในช่องทีวีของรัฐ ไม่เชื่อคอยดู

ประเด็นต่อมา ก็คือ เขาเอาคำสัมภาษณ์ คุณแดนนี่ ริชาร์ด มา บอกว่า

"There are clearly forces deeply opposed to Thaksin and the prospect of him returning or regaining power through his party would be another step towards greater instability," Danny Richards of the Economist Intelligence Unit said.

"It's partly the failure of the government, but for a lot of people, Thaksin is still seen as the best alternative."

แปลคร่าว ๆ ว่า

"มีพวกต่อต้านการกลับมาของทักษิณ ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกรอบ (ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง)"

และ

"รัฐบาลเองก็ไม่เอาไหน แต่ก็อย่างว่า..ทักษิณก็คือทางเลือกที่ดีที่สุดของหลาย ๆ คน" นายแดนนี่ กล่าว..

นอกนั้นเขาก็พูดถึงว่า ทักษิณโชว์ความทันสมัยในการสื่อสารกับคนที่รักชอบเขา..เช่น

ใช้ ทวิตเตอร์. หรือ วีดีโอลิงค์

ฯลฯ

------------------------------------------------------

ประเด็นที่ผมมองก็คือ

นักวิเคราะห์ต่างชาติ เขามองออกว่า กลุ่มต่อต้านทักษิณ เป็นตัวปัญหา ที่ไม่ยอมรับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องการให้ทักษิณกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง

ยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มพันธมิตร เรียกร้องให้นานาชาติด่าฮุนเซนกับทักษิณ ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าสมเพชเวทนาในความคิดของพวกเขา

แค่ทักษิณได้รับการ "ยอมรับ" จากต่างชาติแบบนี้..พวกนี้ก็ทนไม่ไหว แสดงความริษยาออกมาอย่างเต็มที่

อาการเหมือนพวกวิตกจริตกันจริง ๆ

-------------

**ขอแทรกเพิ่มเติมกระทู้**

จำกันได้มั้ยครับ ตอนที่ทักษิณไปตีกอล์ฟกับรองนายก ฯ สิงคโปร์

กลุ่มพันธมิตร แล้วกลุ่มเกลียดทักษิณ นี่แหละ เรียกร้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์ไปเอาดาวเทียมคืนมาจากรัฐบาลสิงคโปร์ ขนาดในเรื่อง "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" ของช่อง ยังไปด่า "ประเทศหนึ่งทางใต้ของไทย" ว่าละโมภ เอาขายชาติ ฯลฯ

ตอนนี้หายจ้อย..ไม่เห็นพันธมิตรเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไปเอาดาวเทียมคืนมาเลย หรือมัวแต่เรียกร้องเอา "หัวรถจักร" แบบใหม่เข้ามา

แหม..ตอนนั้นใครจำได้..บอลไทยแพ้บอลสิงคโปร์ที่ประเทศเขา..รู้สึกจะแำพ้จุดโทษ 2-1
พล.อ.สุรยุทธ์ถามนักข่าว "เขาโกงเราใช่มั้ย" ตอนนั้นจะล้างแค้นสิงคโปร์ให้ได้

พอนัดล้างตาที่กรุงเทพ ฯ แห่โขยงกันไปเชียร์บอลไทย..กะจะอัดสิงคโปร์ให้ตายคาสนาม

ผลปรากฎว่า แพ้สิงคโปร์อีก...

เงียบกริ๊บ

ที่พูดมานี่ ไม่ใช่ไม่เชียร์บอลไทยนะครับ
แต่เห็นพวก "ไม่มีเหตุผล" พยายามหาเหตุผลที่จะปลุกกระแสคลั่งชาติแบบบ้า ๆ บอ ๆ ประเภทปีนข้ามลวดหนามที่เขาพระวิหารเข้าไปประเทศเขา..หรือ เอาไม้ไปไล่ตีชาวบ้านท้องที่ ภูมิซรอล

ประเภทนี้แหละครับ ตัวถ่วงความเจริญล่ะ
----------------------------------------------
ฉะนั้นประโยคที่ว่า stumbling นั้น..ขอแปลว่า ขาสั่นงึก ๆ งัก ๆ...

แล้วอย่างนี้ จะบริหารประเทศได้อย่างไรเล่า

หือ? รัฐบาลงึก ๆ งัก ๆ

ปล. แถมท้่ายด้วยประเด็นเลือก ผบ.ตร.

เอา ผบ.ตร.ตำแหน่งเดียวให้ได้ก่อนนะครับ ก่อนที่จะไปบริหารประเทศไทย..

ล่าสุด

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงต่อกรณีที่ไทยกับกัมพูชา มึนตึง ต่อกัน

เขาเสนอว่า ขอให้ทั้งไทยและกัมพูชา หันหน้าเข้าหากันเถอะ เพราะมันมีผลกระทบต่ออาเซียน

-----------

เมื่อได้เห็นท่าที ที่แสดงความเป็นห่วงจากสิงคโปร์แล้ว ผมก็อดนึกไม่ได้ว่า สิงคโปร์น่ะ..เขาอาจจะคิดอยู่ในใจว่า

"ข้าน่ะ..โดนมาแล้ว..เรียกทูตของข้าไปด่า แค่ทักษิณมาตีกอล์ฟกับรองนายก ฯ ของข้า"

แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง สิงคโปร์กำลังจะเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปค ซึ่งหลาย ๆ ประเทศเข้ามาร่วมประชุม เขาก็คงไม่อยากให้เกิดเรื่องขัดแย้งอะไรที่เป็นผลต่อภาพลักษณ์ของอาเซียน

คือเรื่องของเรื่อง ผมเห็นว่า รัฐบาลไทย คิดอะไรแบบเด็ก ๆ อย่างที่เขาว่าจริง ๆ

ทักษิณยังไม่ได้ทำอะไรเลย แค่รัฐบาลกัมพูชา แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา "ส่วนตัว" ของฮุนเซน..และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ

มันก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยล่มจมตรงไหน นอกจากรัฐบาลอภิสิทธิ์กับคนที่ต่อต้านทักษิณ มันทนไม่ไหว เหมือนโดนถูกข้าวสารเสกอย่างไงอย่างนั้น

ในบทวิเคราะห์ของรอยเตอร์นี้ ยังได้บอกว่า ทักษิณยังไม่ได้เดินทางไปเขมรเลย แต่คนที่เกลียดทักษิณตอนนี้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

นี่ถ้าทักษิณขับเครื่องบินผ่านหัวพวกนี้ มันไม่อกแตกตายหรือ??

อีกอย่างหนึ่ง รัฐบาลศรีลังกา, รัฐบาลตองโก, รัฐบาลนิคารากัว, รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ฯลฯ

ก็ให้การยกย่องยอมรับกับทักษิณ

ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์งึก ๆ อยากจะ "ซ่าส์" ก็ขอให้เรียกทูต หรือ บอกคนไทยไม่ต้องไปลงทุนหรือติดต่อค้าขายกับประเทศเหล่านี้สิครับ ถึงจะเรียกว่า ไม่สองมาตรฐานกับกัมพูชาประเทศเดียว

เมื่อคืนนั่งดูข่าวจาก CNN เห็นบอกว่า รัฐบาลอาบูดาบี (ของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์) เตรียมจะลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศ มูลค่าเป็น "trillion-dollars"

ทักษิณนั้น แค่ลงทุน "ติดปลายนวม" ก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว แถมราคาทองคำโลก ยังพุ่งขนาดนี้ เจ้าของเหมืองทองอย่างทักษิณจะรวยแค่ไหน?

แต่เดี๋ยวก่อนครับ

สำหรับพวกที่จะมาพูดว่า เงินทอง เอาไปทำไมมากมาย ตายไปก็เอาไปไม่ได้

จริงครับ ตายไปเอาไปไม่ได้ แต่สามารถทำอะไรหลายอย่างที่ดี ๆ ได้ก่อนตาย

ไม่เหมือนพวกที่ปากบอกว่า "ไม่มีเงิน" แต่รวยเอา ๆ แล้วไม่เคยแบ่งปันอะไรให้กับคนในชาติเลย นอกจากจะกดหัวเขาไว้

กดหัวคนในชาติไม่พอ ยังพยายามไปกดหัวประเทศอื่น ๆ ให้เขาทำตามใจตัวเอง พอไม่ได้ ก็ไปสาดเสียเทเสียเขา

"ผมพร้อมรับฟังทุกความเห็น"

อันนี้ยืมคำพูดของอภิสิทธิ์มาใช้

อย่างที่บอกไปนะครับว่า กัมพูชาให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาพิเศษ...เขาใช้คำว่า hire แปลว่า จ้าง...

ทักษิณก็ได้ตังส์ไปกินขนม ดีเสียอีก มีคนมาจ้างคนไทยไปเป็นที่ปรึกษา แสดงว่าเขาเห็นว่าคน ๆ นั้นมีความเก่งกล้าสามารถ

ทักษิณนั่งอยู่ดูไบ..ไม่ต้องเดินทางไปให้เมื่อย นอนคิดโน่นคิดนี่ ให้ฮุนเซน ก็ได้สตังส์แล้ว

คนไทยกลุ่มถึกดึกดำบรรพ์ต่างหาก ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทักษิณยังไม่ได้ไปกัมพูชา..ฝุ่นดินของกัมพูชายังไม่ได้ติดรองเท้าของทักษิณ ก็ไปตีโพยตีพาย เหมือนทักษิณไปเหยียบหน้าบ้านเขายังไงยังงั้น

เห็นแล้วน่าอนาจใจ

กลุ่มพันธมิตรก็ดีดดิ้น..แค่เรื่องสหภาพรถไฟ ทำให้ชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันเดือดร้อน เผาพริกเผาเกลือสาปแช่งอยู่ ยังไม่มีปัญญาจะทำให้รถไฟของประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ ก็ไปดึงกันอยู่นั่นแหละ

จะเอาเงินไปซื้อหัวรถจักรใหม่อยู่ท่าเดียว แต่คุณภาพบริการไม่ปรับปรุง

คิดได้แค่นี้จริง ๆ

กัมพูชา จ้างทักษิณให้ไปช่วยวางแผนพัฒนาประเทศเขา..

คุณพันธมิตรกับคุณรัฐบาลไปเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะครับ


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8516699/P8516699.html

ผมไม่เชื่อว่า สมเด็จฮุนเซ็นหรือกัมพูชาจะเขลา แต่งตั้งทักษิณโดยไม่คิดให้รอบคอบก่อน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย ...ลูกชาวนาไทย


การแต่งตั้ง ฯพณฯท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ทำเป็นพระราชกฤษฎีกา ลงพระปรมาภิไธยโดย "พระบาทสมเด็จพระเจ้านโรดมสหมุนี" ซึ่งเป็นประมุขแห่งรัฐกัมพูชา ดังนั้น ผมจึงไม่คิดว่าเรื่องนี้กัมพูชาจะไม่ทำโดยความไม่รอบคอบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผมว่าเขาน่าจะมีการไตร่ตรองอย่างดี ผ่านการหารือกันหลายระดับแม้แต่การซาวเสียงประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วยกัน เพราะ "คว่ำบาตร" การเปิดประชุมอาเซียนของผู้นำต่างๆ ถึง 5 ประเทศ 3 ใน 5 ประเทศ คือ "สมาชิกดั้งเดิมของอาเซียน" ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา คือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ส่วน บูรไน เข้ามาเป็นชาติที่ 6 ในอาเซียน แสดงว่า สมาชิกก่อตั้งอาเซียน (ยกเว้นสิงคโปร์) ไม่เอากับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขาถึงคว่ำบาตรต่อหน้าต่อตา (แต่ทำแบบเนียน ๆ)

ผมเชื่อว่า กัมพูชาคือ ด่านหน้าในการแสดงบทบาทปฏิเสธ รัฐบาลนี้ของ กลุ่มชาติอาเซียนต่างๆ ที่เอาความขัดแย้งภายในไปบีบบังคับมิตรประเทศ (จะคบทักษิณหรืออภิสิทธิ์ เขาเลือกคบทักษิณ)

กัมพูชาไม่พอใจไทยในกรณีเขาพระวิหาร ที่ไทยเล่นการเมืองภายในประเทศมากเกินไปจนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งๆ เขาพระวิหาร หากใครไปอ่านคำตัดสินของศาลโลก มันสมบูรณ์แล้ว (หากคิดแบบคลั่งชาติ ก็ส่งทหารไปยึดซิ ในด้านกฎหมายระหว่างประเทศมันจบแล้ว) และเรื่องนี้กระทบความรู้สึกของคนกัมพูชา ที่ฝังใจกับ "การที่ชนชาติไทยเป็นผู้ทำลายจักรวรรดิขอมโบราณ" อันยิ่งใหญ่ ดังนั้นมีอะไรสะกิดนิดหน่อยคนกัมพูชาก็เดือด ประเด็นไม่พอใจมีมากมาย ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ที่ดินใต้ปราสาทเป็นของไทย (ซึ่งผิดคำตัดสินของศาลโลกที่ตัดสินว่า "ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา" ไม่ได้ตัดสินว่าปราสาทเป็นของกัมพูชาอย่างที่คนไทย "ถูกหลอกมาโดยตลอด) นอกจากนี้นายกษิต ล่วงละเมิดผู้นำกัมพูชา อย่างที่ไม่อาจยอมรับได้

ผลได้ของการตั้งท่านทักษิณ ชินวัตร ต่อกัมพูชามีมากมายกว่าผลเสีย ในด้านเศรษฐกิจมันไม่เพียงแต่ให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่ ที่รับรู้กันทั่วโลกคือ ท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวแทนของทุนตะวันออกกลาง ที่เป็นทุนมหาศาลของโลก ประเทศตะวันออกกลาง มีแหล่งเงินมหาศาล แต่ขาดความมั่นคงทางด้านอาหาร ดังนั้น เขาจึงแสวงหาแหล่ง "กสิกรรมที่สามารถลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับประเทศเขาได้" ซึ่งในโลกสมัยใหม่ คงไม่ใช่การไปยึดดินแดน แต่หมายถึงการ "ไปลงทุนร่วมกับประเทศที่อยู่ในเขตมรสุม ทำกิจการเกษตรสมัยใหม่" แล้วผลได้ เขาก็ซื้อเอาไป ในราคาตลาดโลก แต่ประกันได้ว่า เขาจะซื้อได้ก่อนคนอื่น เช่นเดียวกับการลงทุนในบ่อน้ำมันในประเทศตะวันออกกลาง ที่หลายประเทศไปลงทุน แต่ก็ต้องซื้อในราคาตลาดโลก แบ่งผลประโยชน์ตามข้อตกลง ไม่ได้หมายความว่า ไปยึดบ่อน้ำมันเขาแต่อย่างใด

กัมพูชา เป็นพื้นที่ราบ พอๆ กับภาคกลางของประเทศไทย ดังนั้นจึงเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญได้ หากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ชลประทาน เครื่องจักรกลทางการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์ และสารเคมีต่าง ๆ ด้วยทุนของตะวันออกกลาง และการวางแผนที่ดี ผมคิดว่าในเวลาไม่เกินสิบปี กัมพูชาจะเป็นแหล่งผลิตข้าวขนาดใหญ่แข่งขันกับไทยและเวียดนามได้อย่างไม่น้อยหน้า



อันที่จริง พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา ต่างก็อยู่ในเขตมรสุมที่สามารถผลิตข้าวได้อย่างมหาศาลทั้งสิ้น เพียงแต่ประเทศเหล่านั้น ลงทุนล้าหลังกว่าไทยเท่านั้น เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งภายใน

ดังนั้นในด้านเศรษฐกิจ การตั้งฯพณฯทักษิณ ชินวัตรเป็นที่ปรึกษาย่อมเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาอย่างไม่อาจประมาณการณ์ได้

ในด้านความสัมพันธ์กับประเทศไทย ผมไม่คิดว่ากัมพูชาจะแคร์อะไรมากมายนัก เพราะเขารู้ว่า ทักษิณ ชินวัตร มีประชาชนไทยสนับสนุนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ การเป็นศัตรูกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และกลุ่มอำมาตย์ ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาจะเป็นศัตรูกับไทย และผมเชื่อว่า กัมพูชาจะไม่มีมาตรการตอบโต้อะไรกับคนไทย (ยกเว้นพวกเสื้อเหลือง พธม.ที่ไปก่อกวน) เขารู้อยู่แล้วว่าในระยะยาว ฝ่ายทักษิณจะได้รับชัยชนะในในความขัดแย้งกับประเทศไทย ดังนั้นในระยะยาว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด

แค่เขาทะเลาะกับ "รัฐบาลชั่วคราวอายุสั้น" ของนายอภิสิทธิ์เท่านั้นเอง ไม่ได้มีผลเสียต่อเขามากนัก และผมคิดว่าตอนนี้ผู้นำทั่วโลกสามารถประเมินได้แล้วว่า อนาคตของ "อำมาตยาธิปไตยศักดินา" ของไทยนั้นไปไม่รอด (อาจด้วยสังขารของแกนนำของอำมาตย์ที่อายุเกินกว่า 80 ปีทั้งสิ้น) ทักษิณและประชาชนจะเป็นผู้ชนะในบั้นปลาย

ดังนั้นประเทศที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ใกล้ชิดกับไทยนัก ก็จะ wait and see คือ อยู่ห่างๆ มหาอำนาจทั้งหลายก็จะพยายามอยู่เฉยๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดแบบออกหน้าออกตา ส่วนประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์กับไทย ก็จะไม่แคร์เท่าไหร่นัก เขาก็จะอ้าแขนรับทักษิณ โดยไม่สนใจรัฐบาล "ชั่วคราว" ของไทย

สรุปคือ การเดินเกมทางการเมืองของกัมพูชานั้นไม่ได้สายตาสั้น และไม่ได้เป็นเด็กทารกแบบนายอภิสิทธิ์

ประเทศไทยนั้น ยิ่งแสดง "ความอาฆาตมาดร้าย" ทักษิณมากเท่าใด ก็ยิ่งชี้ชัดว่า "คดีความของทักษิณนั้นเป้นคดีทางการเมือง" และเสียรังวัดมากขึ้น เพราะไปที่ไหนก็เสียมารยาททางการทูต ยื่นคำขาดให้ประเทศต่างๆ เลือกเอาว่าจะคบทักษิณ หรือจะคบ "รัฐบาลอภิสิทธิ" (รัฐบาลชั่วคราว) เป็นที่อิดหนาระอาใจของประเทศทั่วโลก

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งนี้ไม่ได้เป็น "ผลประโยชน์ของชนชาติไทย" แต่เป็นการแก้แค้นกันทางการเมือง เป็นเรื่องการเมืองภายใน ที่คนไทยด้วนกันเอง ก็ยังไม่ยอมรับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากคนส่วนใหญ่อย่างนี้

เรื่องปราสาทพระวิหาร หรือ "พื้นที่ทับซ้อนที่อ้างเอาแต่ฝ่ายเดียว" ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ไทยจะได้ผลประโยชน์อะไร เพราะเอาขึ้นสู่กระบวนการกฎหมายสากล ก็แพ้กัมพูชาอยู่ดี

ทักษิณไม่ใช่ศัตรูของชนชาติไทย ไม่ใช่ศัตรูของประเทศไทย แต่เป็นศัตรูของ ชนส่วนน้อยในประเทศไทยที่ได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรม

อย่างน้อยทักษิณก็เป็น "ผู้นำที่ผมเคารพ นับถือมากกว่าผู้นำใดๆ ในประเทศไทยขณะนี้" (ผมหมายความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด)

เขาเป็นผู้นำในดวงใจของผม การเป็นศัตรูทางการเมืองกับทักษิณ หมายถึงเป็นศัตรูของผมด้วย

ผมคิดว่ามีคนเห็นด้วยกับผมหลายล้านคน อย่างน้อยหากมีการเลือกตั้งอย่างยุติธรรมในประเทศไทย ผมเชื่อว่าผมเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก

ปล. 1 เรื่องนี้ผมสนับสนุนกัมพูชา ไม่ต้องมีใครไล่ให้ผมไปอยู่กัมพูชา และไม่ใช่คนไทย ผมเกิดและโตบนแผ่นดินไทย ย่อมมีสิทธิในความเป็นไทยพอๆ กับคนอื่นเป็นสิทธิโดยการเกิด แต่ผมไม่จำเป็นต้องโง่บัดซบ โดนปั่นหัวให้คลั่งชาติโดยไม่มีเหตุผลโดยคนไทยคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีสิทธิเป็นคนไทยมากไปกว่าผม

ปล. 2 ผมจะไม่รบกับกัมพูชา ด้วยเรื่องที่โง่บัดซบอย่างนี้ ใครคลั่งชาติแบบไร้สมอง ก็ไปรบกับกัมพูชาเอง

ปล. 3 กัมพูชาไม่ใช่ศัตรูกับคนไทย แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ และอำมาตยาธิปไตยต่างหากที่เป็นศัตรูของคนไทยกว่าครึ่งประเทศ อย่างน้อยฮุนเซน ก็ไม่เคยฆ่าคนไทย แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และอำมาตย์ ฆ่าคนไทยในวันสงกรานต์เลือดอย่างเลือดเย็น พวกนี้คือ ศัตรูทางการเมืองของคนไทย

000000000000000000000000000




พระราชกฤษฎีกากัมพูชา แต่งตั้ง"ทักษิณ ชินวัตร"เป็นที่ปรึกษา

หมายเหตุ : คำแปลอย่างไม่เป็นทางการจากภาษาเขมร

พระราชกฤษฎีกา


เรา พระกรุณาพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี สมานภูมิชาติศาสนา รักขตขัตติยา เขมรารัฐราษฎร์ พุทธินทราธรามหากษัตริย์ เขมราชนา สมุโหภาส กัมพุชเอกราชรัฐบูรณสันติ สุภมงคลา ศรีวิบุถา เขมราศรีพิราษฎร์ พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี


ทรงได้เห็นรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา ทรงได้เห็นพระราชกฤษฎีกาเลข นส/รกต/0908/1054 ลงวันที่ 25 กันยายน 2008 ว่าด้วยการแต่งตั้งรัฐบาลแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา ทรงได้เห็นพระราชกำหนดเลข 02/นส/94 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 1994 ที่ประกาศให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง และการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี
ทรงได้เห็นความกราบบังคมทูลถวายของสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี แห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา


ตรัสบังคับไว้ดังนี้


มาตรา 1 : แต่งตั้ง ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร (THAKSIN SHINA WATRA) เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชารับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ


มาตรา 2 : สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา ต้องดำเนินการให้พระราชกฤษฎีกานี้บรรลุผล


มาตรา 3 : พระราชกฤษฎีกานี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ได้ลงพระปรมาภิไธยเป็นต้นไป

พระปรมาภิไธย


นโรดม สีหมุนี


พรล.0910.1039


ทำขึ้นที่พระบรมราชวัง ราชธานีพนมเปญ วันที่ 27 ตุลาคม 2009

[url]http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257431926&grpid=04&catid=[/url]


ooooooooooooooooooooooooooooooo

เปิดจดหมายลับมนูญถึงเปรม:ใครชั่วกันแน่?

ที่มา Thai E-News



20 ปีแก้แค้นยังไม่สาย-จดหมายซึ่งอ้างว่าเป็นของพลตรีมนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา และอดีตผู้นำก่อกบฎยึดอำนาจรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ 2 ครั้ง ในเหตุการณ์กบฎ 1 เมษายน2524 และกบฎ 9กันยายน 2528 ส่งถึงพลเอกเปรม ซึ่งนิตยสารVoice of Taksinนำมาเสนอ


ที่มา นิตยสาร Voive of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8
7 พฤศจิกายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:นิตยสาร Voive of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ปักษ์แรก เดือนพฤศจิกายน 2552 ได้ตีพิมพ์จดหมายลงวันที่ 9 กันยายน 2551 โดยระบุว่า พลตรีมนูญกฤต รูปขจร ได้เขียนถึง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อย่างไรก็ตามในฉบับที่ไทยอีนิวส์นำเผยแพร่นี้ได้เซ็นเซอร์บางตอน และตัดชื่อบุคคลที่ถูกพาดพิงบางคนออกไปแล้ว ทั้งนี้เราขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่านจดหมายฉบับนี้ เนื่องจากเราไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นจดหมายที่เขียนขึ้นโดยพลตรีมนูญจริงหรือไม่(Voice of Taksinได้ยืนยันว่าจริง) หรือหากจริงก็ควรรับทราบว่าพลตรีมนูญกฤตนั้นเป็นศัตรูทางการเมืองกับพลเอกเปรม ดังนั้นก็อาจเลี่ยงไม่พ้นที่จดหมายฉบับนี้อาจเจือแฝงด้วยอคติ


จดหมายฉบับเต็ม-จดหมายฉบับเต็มซึ่งอ้างว่าพลตรีมนูญกฤตส่งถึงพลเอกเปรม ซึ่งท่านผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ เรายังไม่อาจยืนยันว่าเป็นจดหมายที่เขียนขึ้นจริงหรือไม่ และหากเขียนขึ้นจริงก็ควรพิจารณาด้วยว่า เนื่องจากพลตรีมนูญกฤตเป็นศัตรูทางการเมืองของพลเอกเปรม จึงอาจมีอคติเจือแฝงอยู่(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)


๑๐๖/๕ ซอยลาดพร้าว ๓๕
ถ.ลาดพร้าว แขวงจันทน์เกษม
เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐

๙ กันยายน ๒๕๕๑

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานองคมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)


๑. กระผมมีเรื่องเรียนว่า ติดใจตลอดเวลาเกี่ยวกับคำพูดของฯพณฯถึงผมว่าคนชั่วอย่างมนูญเป็นประธานวุฒิได้ยังไง ? ”

เอาเรื่องประธาณวุฒิฯ กระผมได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมได้คะแนน ๑๑๔ เสียง ในขณะคนที่ ๒ ได้ ๒๘ เสียง ผมจึงได้เป็นประธานวุฒิสภาครับ

๒. ฯพณฯ ได้สั่งไม่ให้กระทรวงกลาโหมรับผมกลับเข้ารับราชการ คนที่ไปขอให้ผมและบอกผมคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์

๓. ฯพณฯ สั่ง(เซ็นเซอร์)และ(เซ็นเซอร์)(ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับ ฯพณฯ แล้ว เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ตอนผมกลับมาจากประเทศเยอรมัน) คนที่บอกผมมีหลายคนและมีพฤติกรรมดังนี้

๔. ฯพณฯ เล่นการเมืองกับผมตั้งแต่ 1 เมษายน ๒๕๒๔ และผมเสนอให้ ฯพณฯ เข้าเฝ้าในหลวงตอนหัวค่ำเพื่อขอพระราชทานคำแนะนำ แต่ ฯพณฯบอกผมว่า ดึกแล้วไม่รบกวน แต่พอ พ.อ.ประจักษ์ ฯ(พันเอกประจักษ์ สว่างจิต ผู้ร่วมก่อการยึดอำนาจคนสำคัญในเหตุการณ์กบฎ1เมษายน2524ร่วมกับพลตรีมนูญกฤต-ไทยอีนิวส์) จะยิง ฯพณฯท่าน ฯ ก็ให้ผมช่วย ผมก็ช่วย ทำให้ พ.อ.ประจักษ์ ฯ ไม่ยิง ฯพณฯ ท่าน

- คราวนี้ถึงข้อที่ผมติดใจว่า คนชั่วในความคิดของ ฯพณฯท่าน, ในสายตาของ ฯพณฯ ท่านผมไม่ทราบว่า ฯพณฯ ท่านพิจารณาจากปัจจัยอะไร ? ผมอยากทราบจริงๆ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้ ฯพณฯท่านพิจารณาตนเอง(รูป-นาม) ว่า ฯพณฯ จากที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ มาเป็นผู้ช่วยบัญชาการทหารบกนั้นเป็นอย่างไร ฯพณฯ มีเพื่อนเพียงไม่เกิน ๕ คน คือ พล.ต. สุดสาย,พล.อ.ประจวบ,พล.อ.ไพจิต,พล.ท.สท้าน ในขณะนั้น ฯพณฯ พูดกับ รณชัย(ปี้ด)(หมายถึงพลเอกรณชัย ศรีสุวรนันท์ ซึ่งเคยร่วมกับพลตรีมนูญกฤตทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม เมื่อ1-3เมษายน2524 ขณะนั้นมียศพันโท-ไทยอีนิวส์) ว่า ฯพณฯ ท่านคงเกษียณแค่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

แต่ผมคิดว่า เหล่าม้า เราหาคนดียาก ผมจึงนำเสนอเพื่อน ขอร้องให้พิจารณา ฯพณฯ เมื่อส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมกับ พ.ท. ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปขอความกรุณาจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมในขณะนั้น(กลางเดือน กันยายน ๒๕๒๑) ตอนแรก ฯพณฯ ถามผมว่าจะเอา พล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ไปอยู่ที่ไหน แล้ว ๕ เสือ ทบ.เก่า อาวุโสกว่าทั้งนั้น เขาจะว่าอย่างไร ผู้ใหญ่ใน ทบ. , บก.สส.(เสือป่า) ในกลาโหม ขณะนั้นไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลยกับการที่ ฯพณฯ ท่าน จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยไปไล่ พล.อ.เสริม ณ นคร ฯพณฯท่าน ทราบไหมว่า? ทำไมท่านจึงได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก

๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ข้ามผู้ใหญ่หลายคน และดันพล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส.ด้วยความที่ ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องเสียสละให้ ฯพณฯท่าน ส่วนพล.อ. เสริม ฯ ต้องเสียใจมาก แต่ท่านดีใจบนความไม่สบายใจของอื่นแล้วท่านเคยถามผมสักคำไหมว่า ผมกับ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ต้องปฎิบัติการอย่างไร ผมต้องทำทุกอย่างให้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ.ใน เดือนตุลาคม ๒๕๒๑ ให้จนได้ ในที่สุด

๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ท่านก็ได้เป็น ผบ.ทบ. ท่ามกลางคนด่า ผมถูกรุ่นพี่ จปร.๕-๖ ด่าทุกวัน ท่านรู้ไหมครับ ? เขาด่าว่าผมทำลายระบบกองทัพบก อีกอย่างท่าน ฯพณฯ ไม่มีผลงานอะไร? ที่เป็นการริเริ่มและโดดเด่น และเป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพ

แม่ทัพภาค ๑ (พล.ท.อำนาจ ดำริห์การ) เรียกผมไปพบที่กองทัพภาคที่ ๑ ในขณะที่ผมเดินทางไปทหารราบ ร๑รอ. เขาเตรียมกำลัง เบิกอาวุธกันแล้ว แต่ถูก คุณหญิงแสงเดือน(ภริยาพลเอกเสริม-ไทยอีนิวส์)บอก พล.อ.เสริม ณ นคร ให้หยุดท่านจึงหยุด มิฉะนั้น เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ คงได้มีการปะทะกันระหว่าง ทหารม้า(ผม) กับทหารราบแล้ว ฯพณฯ ท่านเคยทราบบ้างไหมครับ?

แล้ว ฯพณฯ ท่านก็เสวยสุข เอาแต่เพื่อน ๆ และคนคอยประจบสอพลอ มาใช้อย่างใกล้ชิด ทำผิดระบบ “คุณธรรม” ( MERIT SYSTEM )ทางการ จึงทำให้ทหารซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการปัองกันประเทศต้องอ่อนแอลง นับตั้งแต่ ฯพณฯ เป็น ผบ.ทบ. เป็นต้นมา แล้ว ฯพณฯรู้ไหมว่า จะมีคนยิง ฯพณฯ ที่หนองคุง แต่ผมก็ต้องเอาตัวผมกัน ฯพณฯท่านไว้ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งตอนที่ ฯพณฯ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ผมชั่วใช่ไหมครับ ?

สมัคร สุนทรเวช สัมภาษณ์ ด่าว่าเอาหมาขี้เรื้อนที่ไหนมาเป็น ผบ.ทบ.พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต รู้จึงได้ไปว่านายสมัคร ครับ ผมชั่วใช่ไหมครับ? ที่ทำให้ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก ฯพณฯ ท่านครับ ใครเป็นคนไปกับ ฯพณฯ ที่เข้าไปพักบ้านสี่เสา จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ พล.อ กฤษณ์ สีวะรา บอกผมว่า บ้านสี่เสาอนุญาตให้ พล.ร.อ สงัด ชะลออยู่ พักแทนท่านเพราะตอนนั้นท่านอยู่สวนพุดตาน ผมชั่วใช่ไหมครับ? ฯพณฯ ท่านสั่ง(เซ็นเซอร์)ผม ทั้งๆ ที่ผม SAFE ชีวิตฯพณฯท่าน ตลอดเวลา ทำคุณบูชาโทษ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเป็น ผบ.ทบ.ของ ฯพณฯ ท่าน ยังมีอีกครับ

ส่วนตอนที่สอง คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ ฯพณฯท่านเป็นรัฐมนตรีการกลาโหม และตอนที่สาม คือ เดือนมีนาคม ๒๕๒๓ ฯพณฯท่านเป็นนายกรัฐมนตรี (แล้วผมจะอธิบายรายระเอียดในการปฎิบัติที่แสนยากเข็ญอย่างไร? ) รวมทั้ง เบื้องหลัง ๑ เมษายน ๒๕๒๔ และ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ครับ ...

ในคืนวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ จำได้ไหมว่า ฯพณฯ พูดว่า “ต้องเป็นเดี๋ยวนี้” ที่บ้านพัก ผช.ผบ.ทบ. (สวนรื่น) ถ้าไม่ได้ก็ต้องยึดอำนาจ ผมเป็นผู้เรียนฯพณฯว่า ต้องเข้ากราบพระบาททูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ฯพณฯ พยักหน้า ผมก็สั่งเตรียมกำลัง หลังจากนั้น ผมและพ.อ.แสงศักดิ์ ฯ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปบ้าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเข้าไปในคืนวันนั้นเลย และไปเรียนขอตำแหน่งผบ.ทบ.ให้ ฯพณฯ ท่าน

ปัญหากองทัพที่เป็นวิกฤตมาจากสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้กองทัพอ่อนแอ และแตกความสามัคคีเช่น ปล่อยให้มีการโกงทุกระดับ ทั้งผู้บังคับหน่วย,ข้าราชการทุกระดับ ( การจัดซื้อ ,จัดจ้าง รับเหมก่อสร้าง ) โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทธโทปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ ท่านปล่อยนายทหารที่มีโอกาสโกง ดูผลจากความมั่นคง ร่ำรวย ของนายทหารทุกชั้นยศ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน นายทหารที่เคยยากจน เดี๋ยวนี้มั่งคั่ง,ร่ำรวยผิดปกติ เช่น พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (เขายายเที่ยง) และยังมีอีกว่า(ครั้งหนึ่งฯพณฯท่านเคยพูดกับผมว่า พล.อ.สุรยุทธ ฯ ไม่มีปมด้อย และ ครั้งหนึ่งเมื่อก่อนเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ ท่านเคยพาพวกผมไปบ้านของ ฯพณฯ ท่านเองที่เขาใหญ่ก่อนที่ ฯพณฯ ท่านจะเป็นผบ.ทบ. )เช่นกัน...

ยังมีอีกเรื่องคือ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ยังเป็นคนสำคัญและเป็นหลักช่วย ฯพณฯ ท่านโดยไม่หวังผลอะไรเลย ซึ่งตอนนั้น ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ฯ เป็นนายกฯ ก็เชื่อในเหตุผลของ พ.ท.ชัยชาญ ฯ และสนับสนุน ฯพณฯ ให้เป็น ผบ.ทบ.

แต่พ.ท. ชัยชาญก็มาถูกยิงที่ จ.อุบลราชธานี ในเขตพื้นที่ กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบทบ. รมว.กลาโหม และ นายกรัฐมนตรี จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมา ๒๘ ปีแล้ว แต่ฯพณฯ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนสั่งยิง พ.ท. ชัยชาญ เทียนประภาส ฯพณฯ ท่านต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ฯพณฯ ท่านคิดว่าสมัยนั้น ฯพณฯ ท่านได้ทำถูกต้องตามหลักคุณธรรมและบริหารประเทศดีแล้วหรือ ครับ...?


ขอแสดงความนับถือ

พล.ต.(ลายมือชื่อ)

( มนูญกฤต รูปขจร )


โทร. ๐๒-๕๑๒๕๒๕๒
โทรสาร ๐๒-๕๑๒๒๕๕๒

นักวิชาการแดง ไชยันต์ รัชชกูล:แผ่นดินนี้เป็นของคุณพวกเดียวหรือ?!

ที่มา Thai E-News

สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม
6 พฤศจิกายน 2552

บทสัมภาษณ์รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่วิพากษ์วงการต่างๆอย่างถึงกึ๋น ไล่เรียงลูกระนาดนับจากชนชั้นนำอภิชน,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,สื่อมวลชนกระแสหลัก ที่เขานิยามว่าเป็นพวก"ขายน้ำลายกับขายน้ำหมึก" กับคำถามย้อนเกล็ด"แผ่นดินนี้เป็นของคุณพวกเดียวหรือ?!"


กับอีกด้านหนึ่งในรอบ3ปีที่ผ่านมานี้ ของกระแสการตื่นตัวทางการเมืองของมวลชนอันไพศาลที่เขานิยามว่าเป็นพวก"ขายน้ำเหงื่อ"ที่หากว่าหากดวงวิญญาณของคณะราษฎรรับรู้ คงจะยินดีอยู่บนสรวงสวรรค์

ที่น่าสนใจยิ่งก็คือเขาชี้ว่า ขบวนการเสื้อแดงไม่ใช่ขบวนการของกลุ่ม Thaksinist อาจใช่ที่ว่าคนซึ่งนิยมทักษิณทุกคนเป็นคนเสื้อแดง แต่เสื้อแดงทุกคนไม่จำเป็นต้องนิยมทักษิณ อย่างที่พวก"บ้าน้ำลายขายน้ำหมึก"หมิ่นมองอย่างฉาบฉวย...เชิญเสพเสวนาโดยพลัน!


000

*จากบทความของรศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ซึ่งพิมพ์ใน วิภาษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปี 2550 ใน เรื่องรัฐประหาร ‘19 กันยา’ กล่าวถึง รัฐประหารว่าได้รับการต้อนรับจากกลุ่มสื่อมวลชน ผมขอให้อาจารย์ช่วยขยายความ

ยิ่งผ่านไป 3 ปี ยิ่งไม่น่าประหลาดใจที่สื่อมวลชนตอบรับการรัฐประหารอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ตอนนั้น มันน่าตกใจ ว่าการกระทำที่เป็นอาชญากรรมกับประเทศขนาดนั้น สื่อมวลชนกลับเห็นดีเห็นงามไปด้วย หรือไม่ก็แก้ต่างให้


แม้กระทั่งบางฉบับที่อ้างตัวว่า เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เป็นเสียงของประชาชน ยึดถือจรรยาบรรณของสื่อ อะไรก็ว่าไปเรื่อย แต่สิ่งที่เขาทำ มันตรงกันข้ามกับที่อ้าง ตอนนั้นก็น่าประหลาดใจ

แต่วันนี้ไม่ตกใจแล้ว เพราะโลกทัศน์ของพวกนี้ ก็คือ ดูถูกดูแคลนราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าเขาจะไม่กล้าพูดว่า เขารังเกียจประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่จะถากถางบริภาษอ้อมไปว่า ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงบ้าง เป็นประชาธิปไตยแบบหนึ่งนาทีบ้าง หรือไม่ก็ทำตัวนั่งบัลลังก์ชี้นิ้วว่า ส.ส. กระเลวกระราด โกงกิน

คำวิจารณ์ คำด่าทอพวกนี้มันคือมนตร์เดิมๆ ซึ่งเป็นทัศนะคติแบบเดียวกับพวกชนชั้นนำ (Elite) ถ้าจะว่าไปแล้วพวกนี้ ก็ได้รับการสั่งสอนมาจากระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งถ่ายทอดกันมาเป็นรุ่นๆ มัน น่าเศร้า แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจ

มาถึงวันนี้ ก็ไม่น่าบ่นแล้ว พวกนี้มีทัศนะคาบเกี่ยวกับพวกทำรัฐประหาร แต่เขาจะปฏิเสธ แน่นอน เขาต้องปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่ แต่สิ่งที่อยากจะได้ฟังจากเขาตลอด 3 ปีมานี้ ก็คือ เขายังเห็นแบบเดิมหรือเปล่า เพราะมีเพื่อนผมบางคน เขารู้สึกเสียใจ ที่เขาไปตะโกนชุมนุมขับไล่ทักษิณก่อนรัฐประหาร ซ้ำร้ายเขายังเห็นชอบกับรัฐประหาร แต่ตอนนี้เขาเสียใจ เขาไม่ใช่ตัวแทนของเสื้อเหลืองอะไรทั้งสิ้น ล้วนเป็นเพียงปัจเจกชน

แต่ที่อยากถามพวกหนังสือพิมพ์พวกนี้ก็คือ มันมองย้อนกลับไปไหม มีการสะท้อนความคิดของตนหรือไม่? หนังสือพิมพ์ที่อ้างว่าเป็นของปัญญาชน

ผมฝากบอกไปเลยก็ได้ว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหารผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เพราะผมไม่ใช่ปัญญาชน แต่ที่สำคัญกว่า คือ ปัญญาชนชอบแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ ชอบสั่งชอบสอน ผมอาจจะพูดตีขลุมไปหน่อย เพราะบางข้อเขียนก็พอทนอ่านได้อยู่ แต่โดยรวมๆก็ไม่น่าประหลาดใจ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ สมัยพฤษภาทมิฬ ตอนเริ่มต้นเข้าข้างสุจินดา นะครับ ผมท้าให้ไปอ่านดูเลย


ก่อนรัฐประหารจากบทความของอาจารย์ กล่าวว่าสื่อมวลชนสนับสนุนทักษิณน้อยมาก

อย่าว่าแต่จะสนับสนุนเลย ถล่มทักษิณทุกวัน แถมซ้ำยังมัดมือชกข้างเดียวอีกว่า “ทักษิณ คุกคามสื่อ”


ผมอยากจะมองว่า เป็นความบ้องตื้นต่อการตั้งคำถามและต่อการวิเคราะห์ทางการเมือง พวกนี้รู้ข่าวเยอะมาก รู้รายละเอียดมาก แต่ว่าจะเอาข้อมูลมาสังเคราะห์อย่างไร ผมสงสัยมากเลย แล้วก็อาจจะไปเชื่อพวก Elite (ชนชั้นนำ) พวกปัญญาชน นักวิชาการจำนวนมาก พวก Elite ก็เหมือนกันเป็นไปในแนวเดียวกันนี้หมดเลย


จุดยืนของสื่อ หลังยุคทักษิณ ถูกรัฐประหารไปแล้วเปลี่ยนไปไหมครับ

การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน มีในประเทศไหนบ้าง ผมว่ามันเหมือนกันล่ะครับ ประเทศไทยกับประเทศอิสราเอล แอฟริกาใต้ ประเทศเราเจริญทัดเทียมกับประเทศเหล่านี้แล้ว เอวัง



ผมว่าไม่นะ ไม่เฉพาะแต่พวกเสื้อเหลือง รวมทั้งชนชั้นนำไม่เปลี่ยนไปเลย ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่พวก กกต. รุ่นวาสนา เพิ่มลาภ ที่ถูกสั่งให้ลาออก แล้วถูกตัดสินจำคุก ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงรัฐประหาร 3 ปี ที่แล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกอำมาตย์ ไม่ได้ระย่อเลยต่อความไม่ชอบมาพากล

ไม่สะเทือนเลยต่อสิ่งที่คนเขาระอากันทั่วเมืองว่า ใช้เหตุผลลักลั่น หรือแปลกันว่าเหตุผล 2 มาตรฐาน ไม่มีความละอายตลอดมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่เรื่องฟ้องการปราบ ‘7 ตุลา’ เรื่องดา ตอร์ปิโด เรื่องทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับฝ่ายพันธมิตรฯ

คือ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความวิปลาส พวกนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะเลย แสดงว่า เขาคิดว่า เขาถือไพ่เหนือกว่า และคงคิดว่าไอ้พวกเสื้อแดงเนี่ย ไม่มีน้ำยาอะไรหรอก หรือว่าถึงมีน้ำยา เขาก็คิดว่า เขาจัดการได้ และไม่มีการอ่อนข้อ แม้แต่นิดเดียว ถึงทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ก็ไม่เกรงใจ

ซึ่งผมคิดว่า คนที่สมเหตุสมผล คนที่มีสามัญสำนึกเบื้องต้น ก็เห็นแล้วว่า แบบนี้ มันเป็นเหมือนประเทศแอฟริกาใต้ คือ เป็นประเทศแบ่งแยกสีผิว ว่ากฎหมายหนึ่งใช้กับคนขาว กฎหมายหนึ่งใช้กับคนดำ นี่คือ ระบบ Apartheid เมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

บังเอิญก็เป็นสงครามสีเหมือนกัน แต่ที่แอฟริกาใต้เมื่อก่อนเป็นระหว่างสีขาวกับสีดำ ระบบนี้ก็ใช้กับคนปาเลสไตน์ในอิสราเอล ถ้าไปถามว่า พวกอิสราเอลว่ารู้สึกไหม ผมว่ามันไม่รู้สึกหรอก รัฐบาลอิสราเอลมันก็ไม่รู้สึก และมันก็ปราบชาวปาเลสไตน์ต่อไป ผมก็คิดว่าเมืองไทยถึงขั้นนั้น พวกอำมาตย์เขาก็คิดว่า เขาถูกไง

และถึงแม้ว่า เขาไม่คิดว่าเขาถูก เขาก็จะว่าอีกข้างหนึ่งเป็นพวกทักษิณ มันแดงไง หรือไปถามคนขาว ที่แอฟริกาใต้ ถามว่า ทำอย่างนี้มันถูกหรือ กูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงดำไง ถ้าไปถามรัฐบาลอิสราเอล ก็อาจจะบอกว่ากูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงเป็นพวกปาเลสไตน์ไง เป็นพวกก่อการร้ายไง

การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน มีในประเทศไหนบ้าง ผมว่ามันเหมือนกันล่ะครับ ประเทศไทยกับประเทศอิสราเอล แอฟริกาใต้ ประเทศเราเจริญทัดเทียมกับประเทศเหล่านี้แล้ว เอวัง


เสื้อแดงกับเครื่องมือโฟนอินในฐานะการสื่อสารจากทักษิณ และจักรภพต่างๆ

ไอ้ 2 มาตรฐาน นี่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนะ ไม่ใช่เฉพาะพวกอำมาตย์นะ มันรวมทั้ง พวกนักวิชาการสื่อ รวมทั้งพวกสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่า พวกนี้ อย่าเรียกว่า 2 มาตรฐาน เลย อย่างนี้เรียกว่า หน้าไหว้หลังหลอก พวกตี 2 หน้า


ก็ดีนี่ครับ เขาก็มีสิทธิจะโฟนอิน เมื่อเขาอยู่ในประเทศเถื่อนๆ นี้ไม่ได้ เขาจะสื่อสารกับคนในประเทศโดยเทคโนโลยีก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่เห็นเป็นประเด็นอะไรเลย คนที่อยู่ต่างประเทศจะใช้เทคโนโลยีสื่อสารแสดงความคิดเห็น ก็เหมือนโทรศัพท์ธรรมดา ทำไมจะโทรศัพท์ไม่ได้เหรอ

เพียงแต่ว่า โทรศัพท์อีกข้างหนึ่งพูด ใช่ไหม อีกข้างหนึ่งคนฟังเยอะ ทำไมรัฐบาลไทยจะไม่ให้โทรศัพท์ เหรอ

อย่าง จอม เพชรประดับ ก็ไปเซ็นเซอร์เขา ผมขอเตือนความจำว่าตอนสมัยทักษิณ เป็นนายกฯ มีคนด่าเขาเยอะมากเลยว่า คุกคามสื่อ ตอนนี้มีใครด่าบ้างไหม รวมทั้งนักวิชาการสื่อด้วย

ไอ้ 2 มาตรฐาน นี่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนะ ไม่ใช่เฉพาะพวกอำมาตย์นะ มันรวมทั้ง พวกนักวิชาการสื่อ รวมทั้งพวกสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่า พวกนี้ อย่าเรียกว่า 2 มาตรฐาน เลย อย่างนี้เรียกว่า หน้าไหว้หลังหลอก พวกตี 2 หน้า ผมอยากฝากถามพวกนักวิชาการสื่อ พวกที่เคยด่าทักษิณว่าตอนนี้ไปไหน

แต่เดี๋ยวเขาจะมาด่าผมว่า แล้วมึงทำไมไม่ด่าเองล่ะ คำถามก็คือว่า คุณเสมอต้นเสมอปลายหรือไม่ ในฐานะที่คุณเป็นนักวิชาการสื่อ ที่เรียกร้องเสรีภาพสื่อ คุณทำอะไรคงเส้นคงวาไหม คุณจะทำตัว เหมือนอำมาตย์หรือ ผมก็ไม่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จะละอายเลย แต่นี่ก็ไม่ต้องไปหวังอะไรมันอยู่แล้ว การเล่นลิ้น โป้ปด มดเท็จ พูดอย่างทำอย่างนะฮะ ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นกันมาก สิ่งที่น่ากลัว ก็คือว่า คนอื่นๆรวมทั้งนักวิชาการสื่อ ก็จะมีลักษณะทำแบบนี้เหมือนกัน มิไปกันใหญ่ เหรอ

พูดเรื่องนี้ก็ได้ คือ เขาบอกว่า สื่อต้องเป็นกลาง และ ‘2 ไม่เอา’ เป็นคำขวัญเก๋ๆ ดี เออ ความคิดแบบนี้ก็ไม่เลวนะ เหมือนกับยาม ที่ ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific- ESCAP) เลย เขาอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก เห็นการประท้วงตลอดมาหลายสิบปี

คำสั่งจากเหนือหัวของเขา คือว่า ต้องกั้นไม่ให้คนเข้าใกล้ตึก UN คุณไปสัมภาษณ์ยาม ที่ ESCAP ดูสิครับ เป็นกลางมากเลย พอสีเหลืองชุมนุมเขาก็ไม่ให้เข้า พอสีแดงชุมนุม เขาก็กั้น ก็against สีแดง เรียกว่ากั้นทั้ง 2 ฝ่าย คือ เขายืนอยู่บนฐานศีลธรรมที่สูงส่งมาก (Moral high ground)

แต่นี่ ผมไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเลือกข้างนะ เพียงแต่ผมขอตั้งคำถามว่า ไอ้การที่คุณบอกว่าเป็นกลาง มันหมายความว่าไง คุณ ตั้งตนอยู่บนตำแหน่งศีลธรรมสูงกว่าคนอื่นเหรอ สีเหลืองก็ลิงกะล่อน สีแดงก็ลูกกะโล่ทักษิณ เหลวไหลทั้งคู่ ถ้าผมนิยมคนวางตัวแบบนี้นะครับ มีอีกเยอะ ยามที่ ESCAP เขาไม่ได้คิดเอง มาจากหัวหน้าเขา พวกนั่งรถแอร์ ทำงานห้องแอร์ เขาไม่ชอบ ครับ การชุมนุม เขารำคาญ ไปทำงานไม่สะดวกรถติด และไม่สุภาพ



จะทำให้คนเข้าใจเรื่องการสื่อสารประเด็นการชุมนุม ในเรื่องประชาธิปไตยบนท้องถนนอย่างไร

ก็ทำอย่างที่พูด มันมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบอย่างนี้ดีกว่า ถามได้อย่างไรว่า พระควรรักษาศีลหรือไม่ ก็ทำตามกำหนดสิ ไม่ใช่ว่า แต่งตัวเป็นพระแล้ว ฉันข้าวเย็น ก็มีรัฐธรรมนูญอยู่อย่างนั้น คุณจะให้ทำอย่างไร จับสึกเหรอ

ผมก็ไม่รู้ว่า จะให้พวกทำงานไม่มีเหงื่อเข้าใจได้อย่างไร พวกนี้น่ะครับ นิสัยสั่งสมมานาน จนเป็นนิสัยที่ตกตะกอน คือ ตัดสินคนอื่น ตำหนิคนอื่น อันนี้เป็นลักษณะของพวกที่คิดว่าตนอยู่เหนือสามัญชน เหนือมนุษย์ที่ทำงานเหงื่อตก

ตอนนี้ผมดีใจมากเลยนะ ที่มีขบวนการเสื้อแดง เขาไม่ยอมให้ถูกตัดสินข้างเดียวแล้ว กูจะตัดสิน (Judge) มึงบ้าง ให้มึงมาเป็นจำเลยของกูบ้าง


มุมมองต่อสื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ของคนเสื้อแดง

พวกนักวิชาการรัฐศาสตร์คงต้องได้อ่าน de Tocqueville กันมาแล้ว พวกเสื้อแดงกำลังทำทำนองนั้น น่ารังเกียจนักหรือ ขอถามหน่อย ?!

เสื้อแดงจะชนะหรือไม่ชนะเป็นเรื่องของกาลข้างหน้า ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้ได้ตอนนี้คือ สปิริตประชาธิปไตยที่เติบโตอยู่ขณะนี้น่ายินดีกว่านักมวยไทยได้เหรียญทอง โอลิมปิก และถ้าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐประหาร ‘19กันยา’ พวกอำมาตย์ก็ไม่ได้ชนะฟรีๆเสียแล้ว เสียใจด้วย



วิทยุดีมากเลย ดีมากๆ มันต้องอย่างนี้ครับ มีวิทยุท้องถิ่น ผมอยากจะถามสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า ทำไมต้องถ่ายทอดข่าวอย่างเดียวกันทั่วทุกสถานี

วิทยุท้องถิ่นให้คนชาวบ้าน Phone in ทำไมสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ไม่ทำอย่างนั้นบ้างล่ะ ไหนว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนไง ประชาชน มีส่วนร่วมไง ทำไมต้องบังคับให้คนฟังเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่แค่ข่าวราชการนะ แม้แต่ข่าวฟุตบอลอะไรของมัน ทำไมคนไทยทั้งประเทศต้องสมควรรู้เรื่องผลฟุตบอลหรือ

ส่วนวิทยุท้องถิ่นวิเศษมาก ให้ทุกคนโฟนอินเข้ามาได้ ตอนนี้ได้ข่าวว่า หนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าวของเสื้อแดงได้ข่าวว่าขายดีมาก บางฉบับถึงกับต้องพิมพ์ใหม่

การต่อสู้ทางการเมืองสมัยก่อนพิมพ์เป็นใบปลิวไว้แจก ถึงการเขียนข่าวดูแล้วจะเป็นมวยวัดอยู่บ้าง ผมก็ไม่ว่าไม่เป็นไรนี่ มาจาก website บ้าง เขียนแบบไม่ค่อยได้พิถีพิถันบ้าง นี่ก็ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าคงมาจากทุนเล็กๆ ไม่ใช่เงินถุง เงินถังอะไร คงไม่มีสตางค์จ่ายค่าเรื่องให้นักเขียนดังอย่างพวก ด็อกเตอร์ โปรเฟสเซอร์มือโปร

แต่ถ้าเกิดเรามองมาถึง Idea ความเป็นประชาธิปไตย นี่ครับ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง ฝากถามนักวิชาการที่เรียกร้องประชาธิปไตยว่าเห็นด้วยไหม ที่อ่านหนังสือของ de Tocqueville ประชาธิปไตยในอเมริกา (แปลโดยสมบัติ จันทรวงศ์ – ผู้สัมภาษณ์) พวกนักวิชาการรัฐศาสตร์คงต้องได้อ่าน de Tocqueville กันมาแล้ว พวกเสื้อแดงกำลังทำทำนองนั้น น่ารังเกียจนักหรือ ขอถามหน่อย

เสื้อแดงจะชนะหรือไม่ชนะเป็นเรื่องของกาลข้างหน้า ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้ได้ตอนนี้คือ สปิริตประชาธิปไตยที่เติบโตอยู่ขณะนี้น่ายินดีกว่านักมวยไทยได้เหรียญทอง โอลิมปิก และถ้าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐประหาร ‘19กันยา’ พวกอำมาตย์ก็ไม่ได้ชนะฟรีๆเสียแล้ว เสียใจด้วย

ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของ จอม เพชรประดับ ซึ่งผมสนใจที่ทักษิณ ตอบว่า พวกคนต่างประเทศ ก็รู้หมดแหละว่าไม่ยุติธรรม อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นอย่างไร

ผมว่าไม่ต้องไปอาศัยสติปัญญาอะไรลึกซึ้งนัก คือ สามัญสำนึกว่า ระหว่างทำกับข้าวกับยึดสนามบินน่ะ อะไรมันทำให้ประเทศฉิบหายกว่ากัน

มันมีที่ไหนล่ะครับ ในโลกนี้ที่ยึดสนามบิน แล้วจัดการไม่ได้ ยึดไม่ใช่แค่สนามบิน ยังยึดที่ทำงานรัฐบาลด้วย แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง มันเป็นการเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่เราเรียกว่า ธาตุแท้ของพวกอำมาตย์ ที่กูจะครองแผ่นดินอยู่อย่างนี้ มึงจะทำไม เราก็ต้องถามกลับบ้างว่า แผ่นดินนี้เป็นของมึงพวกเดียวหรือ?


เอาอย่างนี้หละกัน ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศไกลๆ แค่ข้ามแม่น้ำโขงไปนี้น่ะครับ ผมพบคนลาวในที่ประชุมนานาชาติมาเมื่อเร็วๆนี้ คนลาวรู้หมด

คนลาวรับข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทย และรับข่าวกระแสหลักด้วยนะครับ คนลาวเข้าใจดีเลยว่าอะไรเป็นอะไร อะไรไม่ยุติธรรม อะไรบิดเบือน นะฮะ แล้วจะมาบอกว่า คนไทย ที่เป็นพวกเสื้อแดงเป็นพวกเหยื่อของทักษิณ ได้ประโยชน์จากทักษิณ คนลาวได้ประโยชน์อะไรจากทักษิณหรือเปล่า?

คนลาว เขายังเห็นเหมือนเสื้อแดงเลยครับ เขารับสื่อข้างเดียวด้วยนะครับ สื่อของฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่ค่อยถึงเขา แม้ว่าเขาดูจะโทรทัศน์ จะอ่านหนังสือพิมพ์กระแสหลัก เขาก็รู้ได้ คิดได้ว่า อะไรชอบธรรม อะไรไม่ชอบธรรม

นี่เป็นสามัญสำนึก สามัญสำนึกที่ไม่ได้พอกไว้ด้วยอคติ

ผมว่าไม่ต้องไปอาศัยสติปัญญาอะไรลึกซึ้งนัก คือ สามัญสำนึกว่า ระหว่างทำกับข้าวกับยึดสนามบินน่ะ อะไรมันทำให้ประเทศฉิบหายกว่ากัน

มันมีที่ไหนล่ะครับ ในโลกนี้ที่ยึดสนามบิน แล้วจัดการไม่ได้ ยึดไม่ใช่แค่สนามบิน ยังยึดที่ทำงานรัฐบาลด้วย แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง มันเป็นการเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่เราเรียกว่า ธาตุแท้ของพวกอำมาตย์ ที่กูจะครองแผ่นดินอยู่อย่างนี้ มึงจะทำไม เราก็ต้องถามกลับบ้างว่า แผ่นดินนี้เป็นของมึงพวกเดียวหรือ?


อำนาจของสื่อเสื้อแดง คิดว่าพอจะเพิ่มจำนวนคนเสื้อแดง รวมทั้งแนวทางการต่อสู้ของสื่อสำหรับคนเสื้อแดง

ผมไปหมู่บ้านรอบนอก ตื่นตัวกันสูงมาก นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมาก ดวงวิญญาณของคณะราษฎรคงจะยินดีอยู่บนสรวงสวรรค์


แง่นี้น่าดีใจมาก ภายในเวลาไม่กี่เดือน สื่อออกมาตั้งหลายฉบับ และวิทยุมีตั้งหลายสถานี แล้วแต่ละสถานี กระตือรือร้น (Active) ตลอดน่ะ ไม่ใช่เปิดเพลงคั่นเวลาน่ะครับ

คือไม่ใช่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเปิดเพลงคั่นเวลา และมีคนโฟนอินต่อเนื่อง เท่าที่ผมทราบ ผมก็ไม่ได้ฟังทุกสถานี ก็เปิดไปสถานีนั้นสถานีนี้ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนสนใจมาก เมื่อวานนี้เอง ผมออกไปอำเภอรอบนอก เป็นตำบล หมู่บ้านเล็กๆ ยังมีลานชุมนุมเลย ซึ่งคนในหมู่บ้านนั้น เขาก็รู้ว่าใครเป็นใคร ใครคิดอย่างไร แต่ก็มีการชุมนุมกันในหมู่บ้าน เหมือนเป็นสนามหลวงของหมู่บ้าน

กอ.รมน. คงรู้แล้วมั้ง ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ควรรับเงินเดือนหรอก นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมาก ดวงวิญญาณของคณะราษฎรคงจะยินดีอยู่บนสรวงสวรรค์

ผมคิดอย่างนี้น่ะครับ แต่ก่อนขบวนการของประชาชน ส่วนมากเป็นเฉพาะกลุ่ม เช่น ขบวนการแรงงาน สมมติว่า สหภาพแรงงานสไตร๊ค์ เกษตรกร ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของกู

พอเวลาเกษตรกรประท้วงหอมแดงราคาต่ำ สหภาพแรงงานก็บอกว่า เรื่องของมึง

หรือในแง่ทางถิ่นที่อยู่ก็ได้ สมมติเรื่องเขื่อนปากมูลที่อุบลฯ คนอุดรฯยังไม่ร่วมด้วยเลย อย่าว่าแต่คนลพบุรี แก่งเสือเต้นประท้วงไป คนระยองก็บอกว่าบอกไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า

แต่ปัจจุบันนี้ขบวนการเสื้อแดงรวมคนหลากหลายอาชีพ รวมคนจากถิ่นฐานกระจายทั้งประเทศ ถ้าใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายสมัยก่อน ก็เรียกว่าเป็น แนวร่วมมวลชนอันไพศาล จะมีประเด็นอะไรที่สามารถเป็นร่มให้ผู้คนนานาอาชีพ นานาภูมิหลัง จนกระทั่งนานาความฝันมารวม มาร่วมกันได้กว้างขวางขนาดนี้

มันเป็นการรวมของความทุกข์ ความคับข้องใจ ความรู้สึกต่อความพิลึกของสังคมไทย จนกระทั่งความปรารถนาที่อยากจะเห็นสังคมเราพ้นไปจากตมปลักศักดินา เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงจึงไม่ใช่ขบวนการของกลุ่ม ‘Thaksinists’ (แม้จะไม่มีศัพท์นี้ในโลก แต่ถ้าจะมี ก็ไม่เห็นแปลก ก็ทีคำว่า Thaksinomics พวก นักเศรษฐศาสตร์ใหญ่น้อยทั้งหลายก็ไม่เห็นว่าอะไร)

พวกนิยมทักษิณทุกคนเป็นเสื้อแดงนั้นใช่ แต่สมการกลับกันนั้นไม่ใช่ คือ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงทุกคนเป็นพวกนิยมทักษิณ ลำพังทักษิณไม่สามารถสร้างเสื้อแดงมาขนาดนี้ได้ ต้องมีตัวช่วย และตัวช่วยตัวสำคัญก็คือ รัฐประหาร ‘19 กันยา’ รวมทั้งอำนาจสนับสนุนอื่นๆ

ผมคิดว่า เป็นการพัฒนาทางการเมืองที่น่าประทับใจมาก สรุปง่ายๆก็แล้วกันว่า ผมดีใจกับ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐประหาร ระบบอำมาตย์ถูกเขย่าเสาคลอน แม้จะไม่ล้มในตอนนี้ หรืออาจจะไม่ล้มในช่วงชีวิตผมก็ได้ การช่วยกันคนละไม้คนละมือเป็นพลังพังทำนบได้


ขอฟังความเห็นต่อพลังคนเสื้อแดง

ฝ่ายเสื้อแดงเหนือกว่าในแนวรบด้านพลังความคิด น่าเสียดายที่ฝ่ายอำมาตย์มีคนมีปริญญาเยอะมาก ถ้าเอาปริญญามาเรียงต่อกันแล้ว อาจจะยาวเท่าเส้นศูนย์สูตร แต่ไม่มี ideas อะไร มาเสนอ


กลัวจะพูดซ้ำกับที่เคย สัมภาษณ์มา ขอเพียงเสริมว่า ถ้าจะชุมนุมแต่ละจังหวัด ผมคาดว่า คงอาจจะมีคนมาเป็นหลักหมื่น หรืออย่างน้อยก็หลักพัน

ถ้าจัดที่ส่วนกลาง เราเห็นหลักแสนมาแล้ว นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆ และ ที่น่านิยมอย่างยิ่งก็คือ การประท้วง เรียกร้องต่างๆนั้นยังอยู่ในรูปเสียงเพลงอีกด้วย แถมมีหลายเพลงเสียด้วย นี่คือสาเหตุที่ก็รู้กันทั่วไปว่า ทำไมฝ่ายโน้นถึงไม่ต้องการเลือกตั้ง แม้ว่าจะราวีกันภายในขนาดไหน

พลังเสื้อแดงยังต้องพิจารณาสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายโน้นไม่มีความคิดเป็นพลัง เมื่อก่อนเขายังมี “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย

สมัยเสื้อเหลืองเรืองรอง ก็มีเรื่องทักษิณโกง แต่ตอนนี้เรื่องนี้ขายไม่ออกแล้ว อุตส่าห์ลงทุนทำรัฐประหารก็ยังหาเรื่องเอาผิดทักษิณไม่ได้ เรื่องที่ทักษิณถูกตัดสินจำคุก ไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร และตอนนี้ก็ไม่มีใครพูดเรื่องการเมืองใหม่แล้ว

อย่าว่าแต่จะมีคนฟังเลย การที่ไม่มีความคิดเป็นพลัง ทำให้ฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายเสื้อเหลืองทั้งฟ่ามทั้งกลวง ข้อเสนอเศรษฐกิจแนวพุทธ แบบชูมาร์คเคอร์ “Small is beautiful” ไทยเวอร์ชั่น เป็นธงรบไม่ได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้จึงไม่มี mass movement จึงต้องใช้ไม้อื่น เลยใช้วิธีติดบิลบอร์ดบ้าง พ่นลมเรื่องความสมานฉันท์บ้าง เอาคนมาร้องเพลงชาติตอนชักธงลงบ้าง

ฝ่ายเสื้อแดงเหนือกว่าในแนวรบด้านพลังความคิด น่าเสียดายที่ฝ่ายอำมาตย์มีคนมีปริญญาเยอะมาก ถ้าเอาปริญญามาเรียงต่อกันแล้ว อาจจะยาวเท่าเส้นศูนย์สูตร แต่ไม่มี ideas อะไร มาเสนอ ขนาดคุมสื่อของรัฐ ก็ยังไม่มีเนื้อหาความคิดอะไรมาใส่ เขาถึงต้องใช้พลังอื่นๆมาสู้ นี่คือสาเหตุว่า ทำไมสัญลักษณ์ความยุติธรรมจึงกลายเป็นครกกระเดื่องไปแล้ว และทำไมถึงต้องใช้วิธีนักเลงข้างถนน


อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

เรามีรัฐประหาร 17 ครั้ง มาแล้ว แล้วทำไมจะมีครั้งที่ 18, 19 และ 20 ไม่ได้ ประเทศไทยจะดีวิเศษอะไรปานนั้น ทำไมพระศรีอาริย์จะมาโปรดเร็วขนาดนั้น แต่ถ้ามีอีก มันคงไม่ใช่กินรวบแบบครั้งก่อนๆ ส่วนจะเกิดเมื่อไหร่ เราไม่รู้ ไม่ใช่หมอดู


สื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงกับการเมืองท้องถิ่นในกรณีเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่

ดูสิว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะชนะ ชนะเท่าไร แล้วจะลบทฤษฎีของพวกหากินด้วยน้ำลาย กับน้ำหมึกที่ชอบดูแคลนคนหากินด้วยน้ำ เหงื่อหรือไม่..


การเมืองท้องถิ่นไปโยง ผูกกับการเมืองของชาติ ทั้งที่จริงๆ ประเด็นเทศบาลมันเป็นเรื่องเก็บขยะ

แต่ว่าการเมืองระดับชาติทำให้การเมืองท้องถิ่นทั่วไปเป็นไปอย่างนี้ กรณีเชียงใหม่ คนที่อยากได้รับเลือกตั้ง ก็พยายามที่จะอิงตัวเองกับเสื้อแดง

พวกสมัครคนอื่นที่เคยอิงกับฝ่ายอำมาตย์ หรือว่า สนับสนุนเสื้อเหลือง หรือว่าไม่ได้เต็มใจกับเสื้อแดง เขาจะพยายามไม่ให้ปรากฏในการหาเสียง ผู้สมัครบางคน เมื่อก่อนใช้ยศทหารหาเสียง แต่ว่าตอนนี้ขายเฉพาะความเป็นดอกเตอร์ เพราะอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว

ผมคิดว่า การเลือกตั้งเทศบาลคราวนี้ ผู้สมัครที่อิงกับเสื้อแดงคงชนะ อันนี้คงจะเป็นการบอกถึงว่า ขบวนการเสื้อแดง รากหญ้า ไร้การศึกษาไม่ทันคนนั้นไม่เหมือนเดิม

ดูสิว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะชนะ ชนะเท่าไร แล้วจะลบทฤษฎีของพวกหากินด้วยน้ำลาย กับน้ำหมึกที่ชอบดูแคลนคนหากินด้วยน้ำ เหงื่อหรือไม่ ผมขอกลับไปประเด็นเดิมอีกครั้ง คือ พวกปริญญายาวเหล่านี้แต่งตั้งวางตัวเองเป็นผู้พิพากษาเหล่านี้รับค่านิยมที่ เป็นนิสัยตกตะกอนของพวกฝ่ายอำมาตย์มา


นิสัยถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ

เพราะเขาเป็นฝ่ายปกครอง เป็นฝ่ายที่คิดว่า ตัวเองอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางอำนาจทางการเมือง เราก็อยู่เหนือทางศีลธรรมด้วย ก็คิดไปเองน่ะ

แต่ถ้าเกิดจะไปว่าเขา หรือวิจารณ์เขากลับ เขาจะจับเอาน่ะครับ เอางี้ ผมยกตัวอย่างให้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาท คุณไปด่าว่า ชาวนาโง่ ศาลไม่ตัดสินว่าเป็นหมิ่นประมาทนะ แต่คุณลองไปด่าว่า อาจารย์โง่ซิฮะ เขาฟ้องตายเลยใช่ไหม แล้วศาลก็เห็นว่าผิด และไอ้การที่เรา มีข้อหาหมิ่นศาล คือ มึงอย่ามาตั้งคำถามกับคำพิพากษาของกูน่ะ มันมีกฎหมายเลย ห้ามเลย มึงอย่ามาตั้งคำถาม ส่วนกูจะตัดสินใครยังไงก็ได้

แต่คราวนี้ก็ดีนะ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเขาก็ได้เห็นธาตุแท้หลายอย่าง เช่น นักวิชาการบางคน สมัยเสื้อเหลืองเฟื่องฟู ทำป่าๆ เถื่อนๆ ก็บอกว่าเขาจะไม่เขียนอะไรที่ทำให้เสื้อเหลืองอ่อนแอ โอ้ย ตลกมาก แล้วก็ยังมีพวก ‘2 ไม่เอา’ รวมทั้งพวกอีแอบสีเหลืองด้วย What kind of position is this? อย่างนี้เนี่ย แย่กว่ายาม ESCAP


สมัยหลัง ‘14 ตุลา’ นัก วิชาการเห็นไปในทำนองเดียวกันกับรัฐบุรุษอาวุโส สมัยนี้ก็เป็นเช่นนั้นอยู่ สำหรับนักวิชาการบางคน แต่ที่ต่างกันมาก คือ มันเป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนละเบอร์ สมัยนี้บางคนเขาเห็นเหมือนคนเบอร์สองเลยที่ว่าอภิสิทธิ์ควรเป็นนายกฯ


อำนาจ ของนักวิชาการ ที่มีสัมพันธ์กับสื่อทำร้ายเสื้อแดง โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และนักวิชาการ ก็ออกสื่อต่างๆ และผลิตความรู้สำหรับครอบงำคนได้

อาจจะมีส่วนกับบางกลุ่ม แต่ผมคิดว่า มันไม่ได้มีอำนาจมากมายอย่างที่เขาคิดหรอก ไม่มีอำนาจเหนือสามัญสำนึก เสมอไปหรอก ไม่ใช่ว่าพูดอะไรแล้วเขาจะเชื่อ

ผมประทับใจมากเลย กับคนลาว เขาก็ยังคิดได้ ทั้งที่เขารับแต่สื่อพวกนี้ เขาก็มีสามัญสำนึกว่าอะไรที่มันเกินเลย และการพูดอะไร แสดงความคิดเห็นอะไร มันต้องตัดสินกันข้ามเดือน ข้ามปี เราจะเห็นว่า มีคนพูดกลับไปกลับมา

เอาแค่ 3-4 ปี คนพูดกลับไป-กลับมา คนพูดว่า รับร่างรัฐธรรมนูญปี ’50 ไปก่อน รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ตอนนี้แล้วทำไมมึงไม่แก้

มันพูดว่า เราไปเสียรู้เรื่องเขาพระวิหาร นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีมีอยู่ตั้งเยอะแยะ แหมเฉยเลย เหรอ แล้วตกลงเขาพระวิหารเป็นของไทย เหรอ ทำไมไม่ออกมาเถียงพวกเสื้อเหลืองบ้าง แต่ผมคิดว่า อำนาจของเขาไม่เกินสามัญสำนึกครับ


คิดว่า การรับข้อมูลข่าวสาร คนตื่นตัวกันมากขึ้นในการรับรู้ข่าวสารมากไหม?

เมื่อก่อนเสื้อเหลืองชุมนุม นักปราชญ์ฝ่ายนี้เขาเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ถ้าเรายืมสำนวนนี้มาใช้ ก็พูดได้เลยว่า มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า


ผมคิดว่า คนสนใจติดตามข่าวสารกันมาตั้งแต่รัฐประหาร 3 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้นำคนมาสนใจและเกี่ยวข้องกับการเมืองกันมากขึ้น

แต่ก่อนเขาก็ทำมาหากินของเขา ปลูกหอม ทำนา รับจ้างกันไปแต่ละวัน ไม่ใช่แค่สนใจการเมืองมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Distrust) ฝ่ายผู้มีอำนาจ ความรู้สึกนี้แพร่ไปทั่ว

เมื่อก่อนเสื้อเหลืองชุมนุม นักปราชญ์ฝ่ายนี้เขาเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ถ้าเรายืมสำนวนนี้มาใช้ ก็พูดได้เลยว่า มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ดีมากๆ เขาฟังแล้ววิเคราะห์วิจารณ์ ชาวบ้านคิดเอง ทำให้เขาไม่เชื่อทางการ ยิ่งชาวบ้านจับโกหกได้ ก็ยิ่งเพิ่มภูมิต้านทานโฆษณาชวนเชื่อ

การโกหกโป้ปดมดเท็จ มันมีผลดีได้ผลประโยชน์ระยะสั้น แล้วฝ่ายครองเมืองเขาก็ทำกันอย่างนี้ แต่บังเอิญว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3 ปี ทำให้คนไม่ลืม เลยเห็นคนโกหกเต็มไปหมด เห็นเด็กเลี้ยงแกะเต็มไปหมด ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจ มันก็เป็นสามัญสำนึกชาวบ้าน ความจริงน่าจะเป็นบทเรียนของการชอบมุสา คนที่ไม่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ตั้งแต่สมัยปรีดี สมัยบรรหารหรอก เอาแค่ 3 ปีนี้ก็เห็นเยอะเลย


จากการที่รัฐบาลประกาศวันรักการอ่าน แล้วอาจารย์คิดเห็นอย่างไรบ้าง

ถ้ามันเป็นเพียงแค่มี วันเฉยๆ มันก็งั้นๆ แหละ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เงื่อนไขทำให้คนอ่านหนังสือ

มันมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คนอ่านหนังสือเพิ่ม เช่น หนังสือราคาถูก มีห้องสมุดทั่วไปให้คนอ่าน และเงื่อนไขของเวลาและโอกาส เป็นที่รู้กันว่า

คนอ่านหนังสือในอังกฤษเคยมีมากกว่าปัจจุบัน แต่หลังจากที่มีโทรทัศน์แพร่หลายไปทุกบ้าน ทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง อัน นี้มีข้อเท็จจริงที่ยืนยัน มีงานวิจัยที่พิสูจน์ประเด็นนี้

ถ้าอยากให้การสร้างการรักการอ่านเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ก็ต้องสร้างเงื่อนไข ที่เริ่มต้นได้เดือนหน้าเลย คือ ลดเวลาละครโทรทัศน์ลง เลิกข่าวไร้สาระ และโฆษณาบ้าดีเดือด แล้วช่วยเอาเวลาเหล่านี้แทนที่ด้วยการอภิปรายเรื่องหนังสือ

เลยอยากจะรู้ว่า นอกจากประกาศวันรักการอ่านแล้ว จะมีมาตรการอะไรบ้าง เช่น มีกองทุนสนับสนุนให้ราคาหนังสือถูกลงไหม ยกตัวอย่างกรณีคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำ โลกหนังสือ ก็ขาดทุน

และก็มีความคิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ หมอสุรพงศ์ สืบวงศ์ลี ที่จะสนับสนุนโครงการให้มีโลกหนังสืออีก แต่ก็ล้มไป แล้วมีบ้างไหม โครงการแบบนี้ ไม่ใช่บ้วนน้ำลายแล้วหายไป

ผมได้ยินได้ฟังมาว่า สื่อเสื้อแดง เป็นพวกหัวรุนแรง ชอบใช้กำลังทำร้ายผู้คน และปลุกระดมมวลชน อาจารย์คิดว่าอย่างไร

ผมได้ฟังวิทยุคนเสื้อแดงบางสถานี มีคนโฟนอินเข้าไป ก็ชวนให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ซึ่งมันก็เป็นที่เข้าใจได้ มันเป็นปรอทวัด ความเหลืออด ความโกรธแค้นจากการถูกย่ำยี ถูกข่มเหงรังแก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า จากความโกรธ ความไม่พอใจนี้ เพราะฉะนั้น จึงต้องปลุกระดมทำร้ายกัน มันไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลที่ต่อเนื่องกัน

เพียงแต่ว่าทำให้เราทราบคนรู้สึกอย่างไร แต่ว่าการที่พูดเหมาว่า คนเสื้อแดงชอบปลุกระดมให้คนทำร้ายกัน เป็นการใส่ร้าย ผมเคยไปชุมนุมที่ข้างอาเขต (สถานีรถโดยสารที่เชียงใหม่ - ผู้สัมภาษณ์) ที่ กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นอย่างนั้น

คนเป็นหมื่นเป็นแสน ก็มีคนที่อาจจะคิดอย่างนั้นบ้าง และผมคิดว่า ทางฝ่ายนำก็คงต้องจัดการดูแลไม่ให้เกินเหตุ เกินผลไป อย่าให้ไปถึงขั้นเลือดตกยางออก

พูดไปพูดมาเหมือนพวกนักสันติวิธี พวกนักสันติวิธีนี่น่ารักมาก พูดจาสุภาพ ใครๆก็ต้องเห็นด้วย มีผู้นำสันติวิธีคนหนึ่งจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยการต่อต้านรัฐประหาร อุตส่าห์ตั้ง ครป. แต่นั่นมันสมัยสุจินดา แต่รัฐประหารคราวนี้ทำเป็นเฉย ซ้ำยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่เสียอีก นักสันติวิธี ผู้น่ารัก ยังจะน่านับถือกันต่อไปไหมเนี่ย

เราต้องระลึกถึงลุง นวมทอง ไพรวัลย์ เรา ต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย

ผมยังไม่เห็นในเมืองไทยเลย ที่คิดว่า มีคนอย่างนี้ ผมไม่ได้หมายความนะครับว่า อยากให้ท่านเสียชีวิต แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือ คนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆ ที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก

ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร

Friday, November 6, 2009

ยิ่งกว่าเด็กคือทารก

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า...พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภารัฐธรรมนูญกำชับไว้อีกว่า...ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกที่มีอยู่ในสภาทั้ง 2อธิบายได้ว่า...การประกาศสงครามเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ...แพ้ชนะในสงครามเป็นชะตากรรมร่วมกันของมวลชนแห่งชาติการล้มลงของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภา...นั้นแม้แต่เพียงครึ่งหนึ่งของคะแนนของสภาเดียว...นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลของเขาก็มีอันสิ้นสุดลงได้อธิบายได้ว่า...รัฐบาลภายใต้บังคับแห่งรัฐธรรมนูญนั้น...มีความสำคัญเพียงน้อยนิด...แต่เพียงคนๆ เดียว...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ได้กระทำการที่เป็นการตั้งต้นของสงคราม...และก้าวลํ้าเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างชาติ...การเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกัมพูชากลับ เพราะไม่พอใจกับการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประเทศกัมพูชานั้นน่าจะมีการปรึกษาหารือกัน...ในหลายๆ ระดับ...เริ่มต้นกันตั้งแต่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี...สภากลาโหม...สภาความมั่นคงแห่งชาติ...หรือปรึกษาหารือกับองค์คณะแห่งองคมนตรี ฯลฯแต่...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ให้กระทรวงการต่างประเทศเรียกทูตกลับ และประกาศหยุดการช่วยเหลือในทุกระดับกับกัมพูชาอนิจจา...นายกรัฐมนตรีไีม่รู้หรือว่า...มีโีครงการมากมายในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ...เป็นที่จับจิตจับใจประชาชนคนกัมพูชา...ในพระมหากรุณาธิคุณ...อนิจจา...นายกรัฐมนตรีไม่รู้หรือว่า...ความช่วยเหลือราคาไม่กี่เหรียญ...ที่ไทยช่วยกัมพูชานั้น...ประชาชนกับประชาชนของไทยกัมพูชา...ค้าขายกันอยู่มากกว่า 7หมื่นล้านต่อปี...และประเทศไทยมีคนไทยไปลงทุนอยู่ในประเทศนั้น นับแสนล้านบาท...ไม่นับการท่องเที่ยวผ่านประเทศไทยไปชมนครวัดในกัมพูชา...อีกปีละหลายๆ หมื่นคนชวน หลีกภัย-บัญญัติ บรรทัดฐาน-สุเทพ เทือกสุบรรณ...พรรคประชาธิปัตย์ของท่าน รับไหวหรือ...กับความเสียหายที่ประชาชนคนไทยและประเทศไทยได้รับในครั้งนี้...ไม่รวมถึงสิ่งที่ดีที่ยังไม่เกิดขึ้น...เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย... คือที่ปรึกษาใหญ่เศรษฐกิจของประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหึมายิ่งกว่าเด็ก คือทารก ไตรรงค์ สุวรรณคีรี...เคยพูดไว้ 

จดหมาย

ที่มา บางกอกทูเดย์

บ้านคนไทยยากจน บนประเทศไทยวันที่สิ้นหวัง เดือนแห่งการรอคอย ปีแห่งการปลดปล่อยถึง พรรคประชาธิปัตย์สิ่งที่ส่งมาด้วย...ความหวังเรียนท่านประธานพรรค..และสมาชิกพรรคอาวุโสทั้งหลาย พวกข้าพเจ้า (ดังที่มีนามลงท้าย) ทั้งหลาย ล้วนเป็นผู้หย่อนบัตรสนับสนุนพรรคท่านในทุกครั้งที่เผด็จการแต่ละสมัย อนุญาตให้คนไทยใช้คูหาเลือกตั้ง พฤติกรรมดังกล่าวเกือบจะถือได้ว่าเป็นพินัยกรรมมรดก สืบต่อกันมาในผู้สืบสกุลสืบสันดานนิสัย ผู้ล่วงลับไปแล้วผู้อาวุโส..เขียนคำสั่งตัวโต ให้ยึดถือประชาธิปัตย์เป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย..ข้าทั้งหลายใส่ใจในคำสั่งสอนของบุพการีและบรรพบุรุษ..ทุกคราทุกคราวที่ปากกระบอกปืนพ้นไปจากทำเนียบไทยคู่ฟ้า ..พวกข้าทั้งหลายนำพรรคประชาธิปัตย์กลับมาสู่ฐานะรัฐบาลในทุกวันที่แสงสีทองผ่องอำไพและในทันทีทันใด ก่อนที่โลหิตแห่งประชาชนจะแห้งเหือดจากพื้นถนนก่อนธุลีป่นแห่งอังคารจะโปรยปรายลงสู่มหานทีเรียนท่านประธานพรรค และสมาชิกอาวุโส..พวกท่านและพวกข้า ปรารถนาซึ่งกันและกัน..แม้มิได้สักบาทจากพวกท่าน..พวกข้าก็ลงขันชวนกันไปคูหาเลือกตั้งและส่งเสริมท่านเป็นผู้แทนปวงชน..กว่า 60 ปี ที่เราร่วมชีวิตกันมา นับตั้งแต่วันที่ฝูงทรราชย์กระชากอำนาจจากเจ้าเหนือหัว แม้พวกท่านจะมั่งมีศรีสุขในบางครั้งบางคราว พวกข้าก็มิได้อิจฉาตาร้อนด้วยสำนึกอยู่เป็นนิจนิรันดร์ว่า...ที่ร่วงหล่นลงมาจากโต๊ะแห่งความอิ่มหมีพีมันนั้น..มันก็ยังพอทำให้พวกข้ายับยั้งความโหยความหิวประทังเรียนท่านประธานพรรค และสมาชิกอาวุโส..เมื่อขวบปีที่ยังไม่ลุล่วง..เผ่าพันธุ์แห่งพวกท่าน แพร่พันธุ์รุ่นใหม่ที่ใช้สมญาไม้ผลัดใบ ได้กระทำในสิ่งที่อัปยศโสมม..เหล่ามันได้สมคบกันกับโจรก่อการร้ายและสู่สมสังวาสกับผู้ถือศาสตรา..ทำในสิ่งที่ท่านประธานพรรคขยะแขยงและสมาชิกพรรคอาวุโสไม่คาดหมาย..ทว่าพวกข้าทั้งหลายก็ยังทำใจ...อุปมาอุปมัย..ถึงจะนั่งไปในเรือที่โจรพาย แต่เพื่อยังนิพพานให้ถึงก็น่าจะพอรับได้....แต่มันกลับมิใช่....วันนี้ไม้ผลัดใบ....พายเรือให้โจรนั่ง..แถมยังนำขึ้นฝั่งมาปล้นฆ่าไล่ล่าและข่มขืนเรียนท่านประธานพรรค และสมาชิกพรรคอาวุโส...ด้วยหวังว่าไมตรีแต่ปางบรรพ์ ระหว่างท่านกับผองข้ายังน่าจะหลงเหลือเยื่อใย..จึงอยากให้ท่านทั้งหลายดึงเณรถ่อยให้กลับวัดพร้อมกับสุนัขจรจัดฝูงใหญ่..เรื่องโจรกับผู้ถือศาสตรา ปล่อยไว้เป็นหน้าที่ของพวกข้า..หากจะหลั่งเลือดทาแผ่นดินอีกสักครั้ง..ก็ไม่ต่างกับที่บรรพบุรุษทำไว้..ในเหล่าโจรย่อมจะมีผู้กลับใจในศาสตราทั้งหลายก็ย่อมมีเทพเทวา หากชั่วช้าครอบครองโลกได้..แผ่นดินแห่งใต้ฝ่าพระบาทคงไม่ยั่งยืนมาเกือบครบพันปีจะสงครามหรือสันติภาพอยู่ที่ท่านไทยจน คนไทย

ปฏิมากรรมแห่งความผิด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฝรั่งว่า...Justifying a fault doubles it.ประเทศไทย...การตัดสินใจที่ผิดพลาด เมื่อวันที่19 กันยายน 2549 ในการโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของผู้นำแห่งกองทัพ...ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงวันนี้ ปลายปี 2552เคยมีสักวันไหม..ใน 800 กว่าวันที่ผ่านมา ที่ประเทศนี้..กลับไปเป็นเหมือนเดิม...800 วันแห่งความตกตํ่าและวุ่นวาย..ผู้คนบนทำเนียบกับหอคอยงาช้าง...อาจจะปราศจากอารมณ์แจ่มใสในอนาคตที่คาดหมายไม่ได้..ในวันที่ประเทศไทยกำลังจะไม่เหมือนเดิมสังคมไทยที่เคยเปิดเผยเริงร่าและเต็มไปด้วยการปฏิสันฐาน..เปลี่ยนไปกลายเปน็ สงั คมทอี่ ดุ มไปดว้ ยผคู้ นที่สวมหน้ากากไขว้กริชไว้เบื้องหลัง พร้อมที่จะหํ้าหั่นกันเพื่อช่วงชิงความอยู่รอด..แค่ความอยู่รอดความครื้นเครงในที่ประชุมสภา...เหือดหาย..กลายเป็นที่ประชุมแห่งฝูงห่าซาตาน..ที่พร้อมจะเข่นฆ่ากันด้วยจิตวิญญาณของฆาตกรโรคจิต..ไม่ใช่มหาสมาคมแห่งชาวไทย...แต่เป็นยุทธภูมิของสัตว์ต่างสีตํ่าใต้ลงไป...ลึกลงไปถึงผู้ยากไร้ชนชาวรากหญ้า...มหายุทธของฝูงเทพเหล่าเทวา..เป็นมหาประลัยกัลป์แห่งความยากจนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเท่าที่ประวัติศาสตร์แห่งเผ่าพันธุ์เคยบันทึก.. สาหัสแร้นแค้นยิ่งกว่าแผ่นดินในยามสงครามกับชนต่างเผ่า..หรือคราววิวาทโลกทั้ง2 ครั้ง 2 คราบดันแี้ห่งชีวิตผู้ยากไร้ใช่แต่จะกินขี้ปีนอน..สื่อสารและการเคลื่อนไหว..กลายเป็นอีกหนึ่งลมหายใจที่ขาดไม่ได้..เพื่อยังลมหายใจใหม่ไว้ต่อเนื่องกับลมหายใจแห่งชีวิต..พวกเขาทำทุกสิ่งเพื่อมันความสุขจากสารผ่านกระบวนการเคมี.สรา้ งผเู้สพย์ก่อนหน้าและกลายเป็นผู้ค้าเมื่อเผยแพร่ต่อ..คุกเนืองแน่นไปด้วย..หญิงชายผู้ต้องขัง..โสเภณี..ไม่ใช่หญิงงามขายบริการ..แต่มันกลายเป็นกุมารีแค่นมเพิ่งก่อตัว..มหายุทธของเหล่าเทพเทวา..ทุกหนทุกหย่อมหญ้า..คือ นํ้าตาของมวลชนผู้ทุกข์ระทมเมื่อเทพผู้ปกปักษ์..ยังพิทักษ์ตนเองไม่ได้..เปลวไฟจึงหือโหมขึ้นโถมทุกยอดหญ้า..ส่งสีดำพวยพุ่งขึ้นคลุมฟ้า..ข้าไม่เห็นเจ้า บ่าวไม่เห็นนายทั้งนายเจ้า บ่าวไพร่ขอ..เรียนว่า....justifying a fault doubles it…สร้างความถูกต้องให้กับความผิด ก็เท่ากับสร้างความผิดให้เพิ่มขึ้นจะลบล้าง 19 กันยายน 2549...ต้องเร่งคืนการเลือกตั้งให้กับประชาชนประชาธิปไตยแห่งประชาชน..คือ มวลแห่งมหาสมุทร..เขื่อนอาวธุ กาํแพงดาบอาจจะปดิ กนั้ ไวไ้ดแ้ ตก่ เ็พียงชั่วคร.ู่แต่ทันใดที่มันเคลื่อนผ่าน..สิ่งกีดขวางก็จะราบพนาสูร 

รอลุ้น ! ปลายปี อีกเฮือกของรัฐบาล

ที่มา บางกอกทูเดย์

4 พฤศจิกายน 2551 บรรดามือตบยกพลขนคนบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเป็นสถานที่ฮันนีมูน..สร้างความ เสียหาย-เดือดร้อน ขยายวงกว้างจากคนไทยด้วยกันถึงคนต่างเชื้อชาติครั้งนั้นรัฐต้องเสียเงินหลายล้านบาทเพื่อจ่ายค่าโรงแรมค่าอาหาร ในการรองรับดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ติดค้างจากวันนั้นถึงวันนี้! การท่องเที่ยวยัง “ล่มสลาย”การท่องเที่ยว “เส้นเลือดใหญ่” ของประเทศ ยัง “ตีบตัน”ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ภาพรวม 9 เดือนที่ผ่านมามีจำนวน 9.89 ล้านคนโดยเฉพาะเดือนตุลาคม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่านด่านสนามบินสุวรรณภูมิ มี 12 วัน ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกิน 3 หมื่นคน ส่วนเดือนอื่นๆ เกิน3 หมื่นคนเพียงเดือนละ 3-5 วันเท่านั้นคาดการณ์ว่าถึงสิ้นปีจะได้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ระหว่าง 13.5-14.1 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ5.5 แสนล้านบาทข้อมูลจาก ทอท. ที่ปัจจุบันเป็นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับการบริหารจัดการท่าอากาศยานนานาชาติ 6 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต,เชียงใหม่, หาดใหญ่, เชียงราย มีรายงานว่าในปีงบประมาณ 2552 นี้ด้วยปัจจัย... 1. ภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าทั่วโลก,2. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาด และ 3. เหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองของไทยเอง ส่งผลให้“ตัวเลขการคมนาคมทางอากาศในเชิงพาณิชย์ของไทยมีอัตราลดลง”โดยในรอบ 8 เดือน คือ ต.ค. 2551-พ.ค. 2552เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวนเที่ยวบินรวมลดลงร้อยละ 17.00 ระหว่างประเทศลดลงร้อยละ12.77 ภายในประเทศลดลงรอ้ ยละ 22.10 จาํ นวนผโู้ดยสารรวมลดลงร้อยละ 19.53 ระหว่างประเทศลดลงร้อยละ 20.74ภายในประเทศลดลงร้อยละ 17.50 ขณะที่การขนส่งสินค้าลดลงร้อยละ 26.72อย่างไรก็ตาม ถ้าปัจจัยลบต่างๆ คลี่คลายลงไปภายในปลายปี พ.ศ. 2552 ทาง ทอท. คาดว่าการจราจรทางอากาศของไทยจะฟื้นกลับได้ภายในปี พ.ศ. 2553โดยทา่ อากาศยานของ ทอท.รองรบั ผโู้ดยสารรวมประมาณ57-58 ล้านคน จึงจะถือว่ากลับเข้าสู่ระดับเดียวกับฐานปริมาณจราจรทางอากาศก่อนเกิดวิกฤติต่างๆ ขึ้นอีก 2 เดือน ไทยจะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่..ถือเป็นโอกาสทองของหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเพิ่มแผนผลักดันกันให้เต็มที่2 เดือน เฮือกสุดท้าย รัฐบาลต้องเร่งโชว์ศักยภาพ..แต่อีกด้านที่สำคัญที่สุด...คือ ต้องลุ้นการเมืองไทยว่าเมื่อไหร่จะเลิก “วุ่นวาย”ปีหน้าฟ้าใหม่ 2553 ประเทศไทยอาจฉลุย ?!?!?.