ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 24, 2010

ทักษิณฉะรัฐบาล เลิกบิดเบือน ชี้โลกเข้าใจแดง

ที่มา ไทยรัฐ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"นพดล" ปัดข่าวนายใหญ่เป็นโรคร้ายเสียชีวิต ยันยังสบายดีอยู่ดูไบ แจงที่เงียบหายไปเพราะไม่อยากให้การต่อสู้ของประชาชนถูกบิดเบือนโดยรัฐบาล เชื่อปัญหาการเมืองไทยจบบนโต๊ะเจรจา..

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าช่วงนี้อดีตนายกฯ เดินทางไปทำธุรกิจค่อนข้างบ่อย ล่าสุดได้ไปยังประเทศบรูไน ปาปัวนิวกินี และฟิจิ แต่ตอนนี้คาดว่าน่าจะกลับไปอยู่ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ส่วนกรณีที่มีข่าวลือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นโรคร้ายจนเสียชีวิตนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ตนเพิ่งโทรศัพท์คุยกับท่าน ทราบว่ายังสบายดี ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ

การที่อดีตนายกฯ เงียบหายไป ไม่ติดต่อมายังกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่ทวิตเตอร์ข้อความบนเว็บไซต์นั้น นายนพดล ระบุว่าเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยากให้การเรียกร้องของประชาชนถูกบิดเบือนเพราะตัวท่าน แต่พอเงียบหายไปกระบวนการข่าวลือก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง หาว่าเป็นโน่นเป็นนี่บ้าง ตายแล้วบ้าง แต่พอโฟนอินเข้ามาก็หาว่าปลุกเร้า ปลุกระดม จึงอยากขอวิงวอนผู้ไม่หวังดีให้เลิกปล่อยข่าวได้แล้ว

"เท่าที่ได้คุย พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านยังเชื่อว่าบ้านเมืองจะมีทางออกที่ดี ปัญหาน่าจะจบลงด้วยการเจรจาระหว่าง นปช.คนเสื้อแดง และรัฐบาล แต่ยืนยันว่าท่านจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น" นายนพดล กล่าว และว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังรู้สึกดีใจที่ประชาคมโลก และนานาชาติ เริ่มหันมาใส่ใจปัญหาของประเทศไทย และดีใจที่นานาชาติเข้าใจสถานการณ์ว่ามันไม่ใช่เรื่องของการก่อการร้าย กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยเท่านั้น วันนี้รัฐบาลควรเลิกบิดเบือน ใส่ร้าย และเลิกปิดกั้นข่าวสารเสียที.

แดงปรับมาตรการ รับมือรัฐบาล ถูกสลายใน48ชม.

ที่มา ไทยรัฐ

นปช.แถลงกดดันรัฐบาลให้ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาทันที หลังประกาศปิดประตูเจรจา พร้อมประกาศ 5 มาตรการรับมือม็อบถูกสลายภายใน 48 ชั่วโมง...

เวลา 18.00 น. วันที่ 24 เม.ย. 2553 ที่เวทีราชประสงค์ นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัย โดยกล่าวว่า สืบเนื่องจากการที่กลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้ประกาศจุดยืนและเจตนารมณ์เพื่อปกป้องรักษาทุกชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ และเสียชีวิต ดังเหตุการณ์วันที่ 10 และ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากทาง นปช.ตระหนักถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก จึงได้เปิดเงื่อนไขใหม่เพื่อพร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาล แต่หลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ ทาง นปช.รู้สึกเสียใจกับท่าทีที่รัฐบาลไม่ยอมรับแนวทางของกลุ่ม นปช.ทั้งที่รัฐบาลได้ส่งตัวแทนมาเจรจาถึง 2 รอบ แต่ในขณะที่มีการเจรจาอยู่นั้น ตัวแทนได้รับรายงานว่าให้ยุติการเจรจาทันที ซึ่งทาง นปช.ก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า เหตุผลใดที่รัฐบาลกำลังต้องการถึงได้ไม่ยอมรับแนวทางของกลุ่ม นปช.ซึ่งเป็นวิธีการที่สันติวิธี ทางนปช.จึงได้วิเคราะห์และมีความคิดเห็นว่า รัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท นปช. แดงทั้งแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องปรับยุทธวิธี เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เหมาะสมโดยยังยึดแนวทางที่สันติวิธี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวต่อว่า หลังจากที่ทาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เลือกที่จะปิดประตูการเจรจากับทาง นปช. ชัดเจนว่า ทางนายกฯ ได้ตัดสินใจหันหลังให้แนวทางสันติวิธีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ขอประกาศโดยชัดเจนว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินขอให้นายกฯยุบสภาโดยทันที รวมทั้งยังขอประกาศมาตรการรับมือ โดยยึดแนวทางที่สันติวิธี คือ 1. ขอให้พี่น้องกลุ่มคนเสื้อแดงถอดเสื้อแดง และวางสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็น นปช. ทิ้งออกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อมาเป็นนักรบนอกเครื่องแบบ จนกว่าจะได้รับชัยชนะจนกว่าจะได้รับประชาธิปไตยจากรัฐบาลกลับคืนมา

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า 2. ขออาสาสมัครพี่น้องจักรยานยนต์ ไปประจำด่าน ทั้ง 6 ด่าน จำนวนด่านละ 2 พันคัน 3. ขอให้พี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศคอยสังเกตการณ์กองกำลังทหาร และตำรวจที่พยายามจะเข้ามาในกรุงเทพฯ หากพบก็ขอให้ยึดปฏิบัติการขอนแก่นโมเดลทันที ยึดแนวทางสันติวิธี 4. ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงกระทำและปฏิบัติตัวอย่างใดก็ได้ตามอิสระเสรี และ 5 .ขอให้พี่น้องเสื้อแดงทุกคนจับกลุ่มย่อยละ 5 คน แลกเบอร์ และทำความรู้จักกันไว้ เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ใดขึ้น จะได้เป็นช่องทางในการสื่อสารถึงกันได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า มาตรการทั้งหมดนี้ เป็นมาตรการที่เตรียมไว้รับมือกับ นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าภายใน 48 ชั่วโมงนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เตรียมการที่จะสลายการชุมนุม ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย ที่อาศัยอยู่ทั่วประเทศ เดินทางเข้ามาชุมนุมที่พื้นที่ราชประสงค์เพื่อประกาศให้นายกฯ ได้รู้ว่าไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากอำมาตย์อีกต่อไปแล้ว

ณัฐวุฒิ ประกาศ ‘ถอดเสื้อแดง’ เตรียมรับมือล้อมปราบ หลังอภิสิทธิ์ปฏิเสธการเจรจา

ที่มา ประชาไท


ณัฐวุฒิประกาศอภิสิทธิ์ปฏิเสธการเจรจา ขอยุติแนวทางนี้ แจงมาตรการใหม่ ขอให้ ‘ถอดเสื้อแดง’ เป็นนักรบนอกเครื่องแบบ หลังพบเสื้อแดงถูกทำร้ายระหว่างทาง แบ่งกำลังรับมือ-ต่อสู้ทั้งในและนอกพื้นที่หากมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ราชประสงค์

24 เม.ย.53 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ประกาศบนเวทีปราศรัยราชประสงค์เมื่อเวลาประมาณ 18 นาฬิกาเศษ ว่า หลังจากแกนนำกัดฟันประกาศมาตรการให้รัฐบาลยุบสภาใน 30 วันเมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) ก็โดนคนเสื้อแดงหลายคนต่อว่าด่าทอ เจ็บปวด ร้องไห้ แต่ทั้งหลายที่ทำไปก็เพื่อให้การตัดสินใจนั้นไปสู่ทางออกของความขัดแย้งที่ไม่มีคนบาดเจ็บล้มตายอีก แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ได้ปฏิเสธข้อเสนอ นปช.อย่างสิ้นเชิงก็ถือว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันยุติ จะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้กันอีกต่อไป

“ที่ประกาศข้อเรียกร้องให้ยุบสภาภายใน 30 วัน ไม่ใช่เพราะความกลัวเหล่าอำมาตย์ หรือกลัวรัฐบาลจะใช้กำลังเข้าสลาย ตรงกันข้าม มันเป็นความกล้าที่จะยื่นข้อเรียกร้องเพื่อถอย 1 ก้าว และให้รัฐบาลถอยด้วย แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเรียกร้อง นปช. หมายความว่าอภิสิทธิ์กล้าจะใช้กำลังกับประชาชนแต่ไม่กล้าให้ความปลอดภัยกับประชาชน กล้าทำทุกอย่างเพื่อรักษาสถานะนายกรัฐมนตรีของตัวเอง แต่ไม่กล้าเสียสละให้ประชาชนและประเทศปลอดภัยและก้าวสู่วิถีทางประชาธิปไตย” ณัฐวุฒิกล่าว

เขากล่าวต่อว่า ทราบข้อมูลแน่ชัดแล้วว่าทันทีที่อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอก็ได้สั่งการให้ตำรวจ ทหารเตรียมสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ภายใน 2-3 วันนี้ พูดให้ชัดเจนก็คือนายอภิสิทธิ์น่าจะสั่งการให้มีการสลายการชุมนุมภายใน 48 ชั่วโมงต่อจากนี้ไป ฉะนั้น ต่อไปนี้เป็นมาตรการในการรับมือโดยสันติวิธี

ประการแรก เวลานี้พบว่ามีกองกำลังตำรวจ ทหารอาวุธครบมือ ตั้งด่านสกัดกั้น กดดันผู้ชุมนุมเสื้อแดง มีการตรวจบัตรประชาชน ใบขับขี่ ข่มขู่คุกคามต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้เดินทางมาร่วมชุมนุมได้ แม้ไม่ใส่เสื้อสีแดง แต่เมื่อตรวจสอบพบตีนตบ หัวใจตบ หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่ระบุความเป็นคนเสื้อแดงก็จะถูกสกัด ถ่วงรั้ง คุกคาม นอกจากนี้ยังมีการจัดกองกำลังเถื่อนคอยลอบทำร้ายประชาชนที่ใส่เสื้อสีแดงในช่วงที่เดินทางมาชุมนุม หรือเดินทางกลับที่พัก เมื่อเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ และด่านก็เลือกตั้งรอบนอกให้ไกลออกไปจากราชประสงค์ และเปลี่ยนด่านทุกวัน เพื่อไม่ให้คนเสื้อแดงไปทลายด่านเปิดทางได้ หมายความว่าต้องการจู่โจมคุกคามหัวใจคนเสื้อแดง ข่มขู่ให้กลัว ลดเสรีภาพในการชุมนุม เพื่อปรับยุทธวิธีให้เข้ากับสถานการณ์จริง ขอประกาศมาตรการใหม่ว่า ต่อไปนี้คนเสื้อแดงจะถอดเสื้อแดง รบนอกเครื่องแบบ นปช. แดงทั้งแผ่นดินขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน นักรบเสื้อแดงที่จะเดินทางมาราชประสงค์ ขอให้ถอดเสื้อแดง วางตีนตบ อุปกรณ์ทั้งหลาย เป็นนักรบนอกเครื่องแบบเดินทางเข้ามาต่อสู้ร่วมกัน

“เราจะวางตีนตบ หัวใจตบ เพียงชั่วยาม เมื่อเราก้าวข้ามรบ.ชุดนี้ได้ เราจะกลับมาใส่เครื่องแบบสีแดงฉอลงชัยชนะของปชช.” นายณัฐวุฒิกล่าวและว่า ขอให้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้ แต่ถ้าหากใครยังใส่สีแดงอยู่แล้วไม่มีเครื่องแบบอื่นก็ใส่ได้อีกหนึ่งคืน อย่าถอดทันทีจะโลดโผนเกินไป และอุปกรณ์ตีนตบ สัญลักษณ์ต่างๆ จะใช้เฉพาะในบริเวณที่ชุนนุม ส่วนพ่อค้าแม่ขายที่ขายเสื้อสีแดง อย่าเพิ่งตกใจ ไม่ต้องย้อมสีเสื้อมาขายใหม่ เพียงไม่กี่วันเมื่อชัยชนะเป็นของประชาชน เราจะพร้อมใจกันใส่เสื้อแดงทั่วประเทศไทย เราจะใส่เสื้อแดงจนกว่าบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย เป็นของประชาชน

ณัฐวุฒิกล่าวถึงมาตรการต่อมาว่า เรามีตั้งด่านป้อมค่ายคูประตูหอรบแล้ว 6 ด่าน ประตูน้ำ เพลินจิต ถนนวิทยุ อังรีดูนัง มาบุญครอง หลังสวน และอนุสาวรีย์ ร.6 หน้าสวนลุม ขออาสาสมัครมอเตอร์ไซด์ไปรายงานตัวกับแม่ทัพประจำด่านตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เพื่อรักษาด่าน ด่านละ 2000 คัน วิธีปฏิบัติขอให้เดินทางไปยังด่านต่างๆ แล้วแจ้งความจำนงว่าท่านประสงค์จะเป็นหน่วยมอไซด์อาสา บอกชื่อและช่องทางในการติดต่อไว้

ประการที่สาม ขอให้คนเสื้อแดงในพื้นที่ทั่วไประเทศ รับฟังเวทีนี้ด้วยวิธีการใดก็ตาม ขอให้สำรวจตรวจสอบการเคลื่อนไหวของกำลังตำรวจ ทหารในจังหวัดของตน เพราะทราบว่ามีการระดมกำลังตำรวจจากแต่ละภาค ภาคละ 3 กองร้อย รวมร่วมหมื่นชีวิต บวกกำลังกับทหารเพื่อสลายการชุมนุมในกทม. ดังนั้น หากพบการเคลื่อนกำลังมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจังหวัด ขอให้ใช้หลักสันติวิธี ปฏิบัติการ ‘ขอนแก่นโมเดล’ หยุดปฏิบัติการนั้นทันที ไม่มีการใช้ความรุนแรง คุกคามเจ้าหน้าที่ เพียงแต่จะโบกรถถามว่าจะไปไหน ชวนคุยกันสัก 1-2 วัน

นายณัฐวุฒิกล่าววว่า ขอบอกคนเสื้อแดงว่า เราถูกปิดกั้นพีเพิลชาแนล เราถูกปิดกั้นเว็บไซต์ จนแทบไม่มีช่องทางตรงสื่อสารถึงพี่น้องเราได้ จึงขอประกาศให้ทราบพร้อมกันเพื่อกระจายข่าวไปทั่วประเทศไทย คนเสื้อแดงยังยืนยันหลักการสันติวิธี แต่หากส่งทหารมาใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม มีการลั่นกระสุนใส่ประชาชน เสื้อแดงที่อยู่นอกพื้นที่ ขอให้แสดงการต่อต้าน มีเสรีในการปฏิบัติทันที คนเสิ้อแดงอยากจะทำอะไรภายใต้หลักสันติวิธีทำโดยอิสระเสรีพร้อมกันทั่วประเทศทันที ประการสุดท้าย แกนนำตัดสินใจแบ่งเป็นนนักรบกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5 คน ขอให้แลกหมายเลขโทรศัพท์กันไว้ และอยู่ร่วมกัน เพื่อสื่อสารกันได้ทันทีและป้องกันคนภายนอกแทรกซึมเข้ามา

"จตุพร" เปิดคำสั่ง "อนุพงษ์" เตรียมสลายชุมนุม
ก่อนหน้านี้เวลาประมาณ 15.00 น. เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า นาย จตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. ได้แถลงข่าวด่วนว่า ตนได้รับเอกสารที่สรุปการสั่งการของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่สั่งการเมื่อคืนเรื่องสลายการชุมนุม แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลแพ่งมาแล้วก็ตามแนวคิดเรื่องการสลายการชุมนุมก็ยัง ไม่หยุด ตอนสายวันนี้พล.อ.อนุพงษ์ ก็ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกเข้าพบเรื่องที่ นปช. เรียกร้องให้ยุบสภาในหนึ่งเดือน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ แจ้งว่าไม่ยุบ และสั่งให้สลายการชุมนุมในทันที พร้อมทั้งถามว่าทำได้ไหม พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กำลังรอจังหวะในการดำเนินการ นายอภิสิทธิ์จึงถามว่าดำเนินการอะไรบ้าง พล.อ.อนุพงษ์ระบุว่า ตอนนี้ได้เรียกแกนนำระดับล่างเข้ารายงานตัวเพื่อไม่ให้เสื้อแดงมาเติมที่ราช ประสงค์ แต่สาระอยู่ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้สั่งให้เพิ่มกำลังตำรวจ 70 กองร้อย และให้รายงานตัวที่ กรมทหารราบที่ 11 รอ. ภายในเที่ยงวัน

ส่วน พล.ม.2 รอ.ปรับกำลัง 23 กองร้อย โดยขณะนี้ขยับเข้าจุดสวนลุมพินี นอกจากี้ยังมีการจัดกำลังจากพล1.รอ. เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว สามกองร้อย มีจักรยานยนต์ 200 คัน และรถกระบะ ส่วน พล.ร.2 และ พล.ร.9 และพล.ม.2 จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเป็นจักรยานยนต์กองพลละ 150 คัน ซึ่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วนี้แต่ตัวนอกเครื่องแบบและมีอาวุธครบมือคือเอ็ม 16 เอ 2 ส่วนชุดซุ่มยิงแกนนำจะแต่งตัวนอกเครื่องแบบมาปะปนกับคนเสื้อแดง 80 คน จะลงมือยิงแกนนำในวันสลายการชุมนุม

นายจตุพร ระบุว่า การปฏิบัติการจะพร้อมในเวลา 1 ชั่วโมงที่จะเข้าสลายได้ทันที การบัญชาการจะใช้เฮลิคอปเตอร์ แบล็กฮอว์ก 4 ลำ ถ้าจับแกนนำจะใช้เฮลิคอปเตอร์ชีนุก มารับทันที ในเครื่องจะมีหน่วย ฉก. 20 นายโรยตัวลงมารับ ซึ่งขณะนี้ ผบ.พลบอกพร้อมแล้วและรอคำสั่งเท่านั้น และพล.อ.อนุพงษ์ย้ำว่า ถ.สีลมทั้งสายห้ามเสื้อแดงผ่าน ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตรียมปืนลูกซองไว้ ขณะนี้ได้แล้ว 2,000 กระบอก ส่วนที่จะนำมาเติมจากต่างจังหวัดให้นำมาประกอบที่ กทม.

“นี่ คือบันทึกรายงานจากทหารแตงโมที่ข้อมูลไม่เคยพลาด เป็นแตงโมที่อยู่ใน ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ทำเป็นพูดว่าจะไม่สลายการชุมนุม แต่หลังจากนั้นไม่รู้ จ.จ. ที่ไหนสั่งเพิ่มเติม เวลานี้พล.อ.อนุพงษ์เหมือนมนุษย์สองหน้า หน้าหนึ่งรู้ว่าหากสลายความรุนแรงจะเกิดขึ้น แต่อีกด้านก็รอรับคำสั่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คนสื้อแดงพยายามมอง พล.อ.อนุพงษ์ด้วยถ้อยทีที่เห็นใจ แต่หากเลือกปราบปรามประชาชนและรักษาตำแหน่งมากกว่าชีวิตของประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ก็จะเป็นศัตรูของประชาชนตลอดชาติ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ที่รายงานให้ทราบเพราะเขาไม่ต้องการให้เราประมาท รัฐบาลใช้ช่วงเที่เราถอยเพื่ออธิบายว่าเราสันติวิธีโดยเปลี่ยนข้อเรียกร้อง เป็นการให้ยุบสภาในหนึ่งเดือน เพื่อเข้าสลายการชุมนม จะสังเกตได้ว่าการรายงานข่าวของสื่อขณะนี้ มีการสั่งห้ามรายงานสด และให้ถ่ายภาพข่าวช่วงไม่มีคน สถานการณ์เวลานี้ต้องไม่ประมาท วันพรุ่งนี้และวันมะรืนนี้คือหัวใจสำคัญ ชุดที่จะปราบปรามครั้งนี้ไปเชื่อดวงเมืองว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2310 เราเสียกรุงครั้งที่สอง เขาต้องจัดการก่อนวันกรุงแตก เราพร้อมจะสู้ตาย ไม่ว่าจะเอาอาวุธมากขนาดไหน และจะไม่เฉพาะ กทม. แต่จะเป็นทั่วประเทศ ด่านใดที่สกัดประชาชนวันนี้จะไปแหกด่านกันอีก

"มาร์ค"ปฏิเสธข้อเสนอเสื้อแดงยุบสภาใน30วันซัดต้องการสร้างภาพกับตปท.
ก่อนหน้าเว็บไซต์มติชนรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ที่อาคารหอประชุมกิตติสุข 48 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาหารทหารบก ได้ร่วมกันบันทึกเทป รายการการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" โดยสาระของรายการที่นำเสนอ รูปแบบในช่วงแรก จะเป็นการสรุปและรายงานเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น โดยนายอภิสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว และต่อจากนั้นในช่วงครึ่งหลัง ของ รายการก็จะมี นางสาว สายสวรรค์ ขยันยิ่ง ทำหน้าที่เป็นพิธีกร เพื่อดำเนินการซักถาม นายอภิสิทธิ์ และพล.อ.อนุพงษ์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ หลังอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. โดยนายกฯกล่าวกรณีแกนนำนปช.เปิดทางเจรจารอบสามแต่ให้ยุบสภา 30 วันว่า ตนไม่รับข้อเสนอดังกล่าวเพราะที่ผ่านมานปช.ก็เป็นผู้ไม่มาเจรจาเอง การยุบสภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และหากเจรจาจริงก็ไม่เฉพาะรัฐและนปช.เท่านั้นแต่ต้องมีกลุ่มอื่นในสังคมต้องมาหาทางออกให้ประเทศด้วย เชื่อว่าข้อเสนอนปช.เป็นเพราะต้องการสร้างภาพกับต่างประเทศ ที่ผ่านมาก็เสนอยุบและต่อมาก็ขยายเป็น 30 วัน และบอกว่าหากไม่ทำตามจะยกระดับความรุนแรง แบบนี้ไม่สามารถทำได้

เวลา 12.15 น. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความลงบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ถึงกรณีรัฐบาลส่งตัวแทนไปเจรจากับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง (นปช.) ว่า "ท่านนายกฯ มอบการเจรจาให้ท่านอื่นทำต่อแล้วครับ ที่คุณวีระ (นายวีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำนปช.) บอกว่าได้หารือกับรัฐบาลแล้ว และพูดบนเวที ไม่ใช่ผมครับ"

นายกฯระบอบหุ่นปิดประตูสันติภาพ นปช.ชักบันไดยุบ30วันกลับ ถอดเสื้อแดงพร้อมรบนอกเครื่องแบบ

ที่มา Thai E-News



เซย์โน-ผ่านไป1วันเต็ม หลังนปช.ยื่นข้อเสนอใหม่ยุบสภาภายใน 30 วัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯระบอบหุ่นอำมาตย์ ได้ประกาศไม่ยอมรับข้อเสนอของเสื้อแดงแล้ว (ภาพ:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 เมษายน 2553

หลังจากนปช.ยื่นข้อเสนอยืดเวลายุบสภาออกไปอีก 30 วันเมื่อวานนี้ หลายฝ่ายหวังว่าอาจเป็นหนทางยุติวิกฤตตการณ์ทางการเมืองรอบนี้ แต่ดูเหมือนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์จะทำลายโอกาสของสันติภาพลงแล้ว

อภิสิทธิ์ปิดโอกาสเจรจาสันติภาพ อ้างต้องฟังทุกฝ่าย

โดยเขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาหารทหารบก ร่วมกันบันทึกเทปรายการการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งจะแพร่เทปบันทึกภาพในวันพรุ่งนี้(25 เม.ย.)ว่า ไม่ขอรับเงื่อนไขที่เสื้อแดงเสนอ แต่จะขอฟังความเห็นจากทุกๆกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะจากเสื้อแดง

โดยเมื่อเวลา 17.15 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาณ์หลังอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ กรณีแกนนำนปช.เปิดทางเจรจารอบสามแต่ให้ยุบสภา 30 วันว่า ไม่รับข้อเสนอดังกล่าว เพราะที่ผ่านมานปช.ก็เป็นผู้ไม่มาเจรจาเอง การยุบสภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และหากเจรจาจริงก็ไม่เฉพาะรัฐและนปช.เท่านั้น แต่ต้องมีกลุ่มอื่นในสังคมต้องมาหาทางออกให้ประเทศด้วย เชื่อว่าข้อเสนอนปช.เป็นเพราะต้องการสร้างภาพกับต่างประเทศ ที่ผ่านมาก็เสนอยุบ และต่อมาก็ขยายเป็น 30 วัน และบอกว่าหากไม่ทำตามจะยกระดับความรุนแรง แบบนี้ไม่สามารถทำได้

นปช.โต้ทันควันชักบันไดสันติกลับ ยกระดับการชุมนุมถอดเสื้อแดงรบนอกเครื่องแบบ

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มเเนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการเเห่งชาติ (นปช.) กล่าวแถลงที่เวทีราชประสงค์เมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้ถึงข้อเสนอที่ยื่นไปถึงรัฐบาลนั้นไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แม้มีการส่งตัวแทนมาเจรจา แต่ตัวแทนรัฐบาลได้สั่งให้ตัวแทนดังกล่าวยุติการเจรจา อาจเพราะรัฐบาลมั่นใจในศักยภาพของฝ่ายรัฐบาลว่ามีศักยภาพเหนือกว่า และแน่ใจว่าจะสลายการชุมนุมสำเร็จ ทางนปช.จึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวแถลงว่าเมื่อรัฐบาลสั่งตัวแทนยุติการเจรจา ทางนปช.ก็ต้องกลับไปสู่จุดยืนเดิมคือกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาในทันที แต่คาดว่าจะมีการสั่งสลายการชุมนุมภายใน48 ชั่วโมงนับจากนี้ ดังนั้นคนเสื้อแดงจะมีมาตรการดังต่อไปนี้

1.ถอดเสื้อแดงและสัญลักษณ์คนเสื้อแดงทั้งหมด แต่ต่อไปจะรบนอกเครื่องแบบ
2.ให้ประชาชนทั่วประเทศใช้ขอนแก่นโมเดล โดยหากเห็นตำรวจทหารเคลื่อนไหวกองกำลัง ให้เข้าปิดกั้นแบบขอนแก่นทันที(ดูรายละเอียด)
3.หากมีการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม ขอให้คนเสื้อแดงทั้งประเทศมีอิสระเสรีในการต่อต้านทุกวิถีทางทันที
4.ขอให้ผู้ชุมนุมสร้างกลุ่มย่อยละ5คนแลกข้อมูลข่าวสารกันภายใน เพื่อป้องกันการส่งคนนอกเข้าแทรก
5.ขอเชิญคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่เพื่อทัดทานไม่ให้รัฐบาลปราบปรามประชาชนได้สำเร็จ
6.หากมีการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ขอให้"ตกใจ"ทันทีตามที่เคยเตรียมการกันไว้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า เหตุที่จะมีการปราบปรามเสื้อแดงนั้น คาดว่าน่าจะก่อนเวลา17.00น.วันจันทร์นี้ เพราะมีหมายกำหนดการให้ผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ คนพวกนี้ยังไม่ทราบว่าในหลวงจะมีพระบรมราโชวาทเช่นใด จึงจะชิงลงมือปราบปรามผู้ชุมนุมก่อน

ขณะที่ก่อนการแถลงข่าวดังกล่าว กลุ่มองค์กรภาคประชาชน องค์กรประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนข้อเสนอเรื่องยุบสภาภายใน 30 วันดังต่อไปนี้

แถลงการณ์สนับสนุนแนวทางสันติวิธีของนปช.
รัฐอภิสิทธิ์ ต้องยุติแนวทางความรุนแรงโดยทันที


สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้แถลง เงื่อนไขใหม่เสนอเปิดเจรจา และให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 30 วัน ให้ตั้งคณะกรรมการกลาง เป็นอิสระ ติดตามหาข้อเท็จจริงกรณีวิปโยค 10 เมษายน และกรณีการสร้างสถานการณ์ จากมือที่สาม โดยการยิง M 79 ถล่มผู้ชุมนุม(บางส่วนเป็นเสื้อเหลืองจำแลง)ที่ ถนนสีลม เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา

เรา-กลุ่ม –องค์กร-เคือข่ายประชาชน ผู้รักประชาธิปไตย 30 องค์กร ดังรายชื่อแนบท้าย มีข้อเรียกร้องและความคิดเห็น ดังนี้

1. เราขอสนับสนุนการเสนอเงื่อนไขใหม่ของนปช.ให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยุบสภาภายใน 30 วันและขอให้นายกรัฐมนตรียอมรับเงื่อนไขดังกล่าว เพราะข้อเสนอของนปช.ดังกล่าวนั้น มิใช่เป็นการคุกคามข่มขู่แต่อย่างใด แต่เป็นการเปิดทางเจรจาและแก้ไขวิกฤตการเมืองที่ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีอย่างชัดเจนและมีความยุติธรรม

2. ในทางกลับกันการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงอย่างที่รัฐบาลกระทำอยู่นั้นเป็นแนวทางแห่งความรุนแรงในการข่มขู่คุกคามโดยมีเจตนาปราบปรามประชาชนด้วยกำลังทหารที่ติดอาวุธ จนอาจทำให้ต้องสูญเสียชีวิตประชาชนผู้ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสองมืออันว่างเปล่า เหมือนเช่นเหตุการณ์วิปโยค 10 เมษายนที่ผ่านมา

3. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ กองทัพ และผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ รับข้อเสนอของนปช.โดยทันที และต้องยอมรับว่า ในโลกสมัยใหม่ปัจจุบันหนทางแห่งความเจริญก้าวหน้าของประเทศต่างๆ นั้น ล้วนแล้วแต่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักการสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเลือกผู้ปกครองผู้บริหารประเทศ มีความเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากัน

4. เราขอเรียกร้องให้กลุ่มประชาชนหลากสี(ซึ่งก็คือเสื้อเหลืองจำแลง) องค์กรภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาคพลเมือง องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรธุรกิจ องค์กรสื่อมวลชน นักวิชาการ นักสันติวิธีและประชาชนทั่วไป ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์จัดตั้งขึ้นโดยไม่มีความชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยแต่อย่างใด มีการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ ดังนั้นเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นในสังคมไทย จึงต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนทุกคนทุกสี ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอันแท้จริงโดยการยุบสภาเท่านั้น

5. ตราบใดที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ยอมรับข้อเสนอของนปช.ก็เท่ากับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ยังคงยึดแนวทางแห่งความรุนแรงในการปราบปรามคนเสื้อแดง มองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู ไม่ใช่คนไทย เป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐสร้างขึ้น ซึ่งมีแต่ผู้ปกครองที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยม ทรราชย์ กระหายเลือดเท่านั้นที่มองประชาชนในประเทศตนเองเป็นศัตรู

เราจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกองค์กรร่วมกันเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยุบสภา ก่อนที่ชีวิตผู้คนจะสูญเสียและประเทศจะเสียหายมากกว่านี้

องค์กรที่ร่วมลงนามในแถลงการณ์

1. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29.กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
30กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย

นักปรัชญาชายขอบ : ไม่ได้จบแค่ยุบสภา แล้วไง?

ที่มา ประชาไท


ฝ่ายรัฐบาลพยายามตอกย้ำบ่อยๆว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ไม่ได้จบแค่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หลังจากนั้นยังมีก้าวต่อไป เช่น นิโทษกรรมให้ทักษิณ ล้มอำมาตย์ ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่า “อำมาตย์” นั้น จำกัดเฉพาะประธานองคมนตรีลงมา หรือว่าเลยขึ้นไปกว่านั้น
แม้แกนนำเสื้อแดงจะประกาศชัดว่า “ล้มอำมาตย์” ขีดเส้นเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลงมาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสถาบัน เพราะ พล.อ.เปรม คืออำมาตย์ใหญ่ที่คนเสื้อแดงเชื่อว่าเข้ามาแทรกแซงการเมืองและอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
แต่กระนั้น ฝ่ายรัฐบาลก็พยายามที่จะแสดงให้สังคมเห็นว่า “ล้มอำมาตย์” กินความไปถึง “ล้มสถาบัน” ด้วย ดังคำแถลงการณ์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุกครั้งมักจะเน้นให้เห็นว่ารัฐบาลมีหน้าที่ปกป้อง “สถาบันหลักของชาติ”
ซึ่งสอดรับกับการเคลื่อนไหวของเสื้อสีชมพู เสื้อหลากสี และพันธมิตรฯ (ที่ออกมาขีดเส้นตายให้รัฐบาลจัดการกับเสื้อแดงภายใน 7 วัน) ต่างก็ชูประเด็น “การปกป้องสถาบัน” มาคัดค้านการชุมนุมของเสื้อแดง
การที่รัฐบาล เสื้อสีชมพู เสื้อหลากสี พันธมิตรฯ รวมพลัง “สหบาทา” คนเสื้อแดง ด้วยข้อกล่าวหา “ล้มสถาบัน” นักวิเคราะห์ต่างมองว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขความรุนแรงรอบสองที่สังคมไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
ความจริงแล้ว แม้คนเสื้อแดงจะไม่ประกาศว่า “ยุบสภาเป็นเพียงหลักกิโลเมตรที่ 1” คนที่ติดตามการเมืองย่อมรู้อยู่แล้วว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะต้องมีก้าวต่อไป ปัญหาจึงไม่อยู่ที่ว่าจะมีหรือไม่มีก้าวต่อไป แต่อยู่ที่ว่าเขาจะทำอะไร และทำอย่างไร
สมมติก้าวต่อไปของคนเสื้อแดงคือนิรโทษกรรมทักษิณ และล้มอำมาตย์ (จะทำอะไรก่อนหลังก็แล้วแต่)
ถามว่า คนเสื้อแดงมีสิทธิ์ประกาศต่อสาธารณะเช่นนั้นในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้หรือไม่ คำตอบคือมีสิทธิ์ เพราะเป็นการเลือกตั้งเสรีในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองย่อมมีสิทธิ์ประกาศนโยบายให้ประชาชนเลือกได้อย่างอิสระ
ถามว่า ถ้าพรรคการเมืองที่คนเสื้อแดงเลือกได้เป็นรัฐบาลแล้ว มีความชอบธรรมที่จะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมทักษิณให้สภาพิจารณาหรือไม่ ตอบว่ามี เพราะคุณทักษิณถูกทำรัฐประหาร และถูกใช้กระบวนการรัฐประหารดำเนินคดี ที่สำคัญการเสนอกฎหมายเช่นนั้นก็เป็นไปตามกระบวนการรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย
ในขณะที่คนเสื้อเหลืองก็มีสิทธิคัดค้าน เช่น ล็อบบี้ ส.ส.,ส.ว.ในสภา หรือใช้สิทธิชุมนุมทางการเมืองที่ไม่ละเมิดกฎหมาย แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับข้อยุติตามกระบวนการประชาธิปไตย
เมื่อคุณทักษิณ ได้รับนิรโทษกรรมแล้ว ก็หมายความว่าคุณทักษิณได้รับความเป็นธรรมจากการที่ถูกรัฐประหาร ถ้าอีกฝ่ายเชื่อว่าคุณทักษิณทุจริตคอร์รัปชันจริง ก็ย่อมที่จะดำเนินการเอาผิดคุณทักษิณตามกระบวนการยุติธรรมปกติในระบอบประชาธิปไตย (ถ้านิรโทษกรรมได้ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าทักษิณไม่โกง แต่เพราะถูกทำรัฐประหาร การรื้อฟื้นคดีทักษิณขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมปกติด้วยเหตุผลว่าทักษิณโกงก็ก็ย่อมเป็นไปได้) และเมื่อนั้น หากศาลตัดสินว่าคุณทักษิณผิดจริงคนเสื้อแดงก็ต้องยอมรับ
ส่วนเรื่องการล้มอำมาตย์ ความหมายของคนเสื้อแดงก็คือ (ประมาณว่า) ต้องการให้ประเทศมีประชาธิปไตยที่เป็นอิสระจากการครอบงำกำกับของอำมาตย์ หรืออำนาจนอกระบอบที่ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับอำนาจของประชาชน
ประชาธิปไตยเช่นนี้ เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจของตนเองมากขึ้น อย่างน้อยเมื่อประชาชนเลือกรัฐบาลที่มีนโยบายตอบสนองความต้องการของเขา รัฐบาลนั้นๆก็สามารถทำงานตอบสนองความต้องการนั้นได้อย่างอิสระ ไม่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง หรือทำรัฐประหารอีกต่อไป
การล้มอำมาตย์เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยเช่นนี้ จำเป็นต้องออกกฎหมายปิดทางไม่ให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมือง หรือการบริหารงานของรัฐบาลได้ หรือจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่กระทบต่อเสรีภาพของประชาชน และความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ (เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น)
ซึ่งการกระทำดังกล่าว (เป็นต้น) นี้ ก็เป็นการกระทำตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (ตามประกาศคณะราษฎร) อย่างแท้จริง ซึ่งหมายความว่าความมีอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ จะต้องไม่กระทบต่อการมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของประชาชน
และสถาบันอื่นๆที่ถือกันว่าต้องไม่แทรกแซงการเมือง เช่น องคมนตรี ทหาร จะต้องมีกฎหมายห้ามแทรกแซงการเมืองและบทลงโทษที่เป็นรูปธรรม ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง
ถามว่า คนเสื้อแดงมีความชอบธรรมที่จะ “ล้มอำมาตย์” ตามครรลองประชาธิปไตยดังกล่าวนี้ไหม? คำตอบคือ มีความชอบธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระทำที่พัฒนาความเป็นประชาธิปไตยอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน
และเมื่อได้ประชาธิปไตยที่พ้นจากการครอบงำกำกับของอำนาจนอกระบบแล้ว การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และอื่นๆจึงอาจเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพจริง
ฉะนั้น หลักกิโลเมตรต่อไปของคนเสื้อแดง เช่น นิรโทษกรรมทักษิณ ล้มอำมาตย์ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดครรลองประชาธิปไตย ไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับสังคมไทย จึงไม่ใช่เงื่อนไขที่จะใช้ทำลายความน่าเชื่อถือของคนเสื้อแดง
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบกติกาประชาธิปไตยที่จะปิดประตูรัฐประหาร และเป็นรากฐานของสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้นในอนาคต!
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง ก็มีสิทธิ์คัดค้านตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่เห็นต้องโยนข้อหาล้มสถาบัน ก่อการร้าย เพื่อสร้างความชอบธรรมในการล้อมปราบ หรือกระทั่งใช้ “กฎอัยการศึก”กับคนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกเอาเปรียบ และถูก “ปล้นสิทธิ” มาโดยตลอด
หากเสื้อสีชมพู เสื้อหลากสี พันธมิตรฯ คิดว่าพวกตนเป็นคนมีการศึกษา มีปัญญาสูงกว่าคนเสื้อแดงจริง ก็ต้องสู้กับคนเสื้อแดงด้วยเหตุผลตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เรียกร้องให้รัฐบาลใช้กองกำลังทหารล้อมปราบ หรือใช้กฎอัยการศึกจัดการกับคนเสื้อแดงอย่างที่ทำกันอยู่ขณะนี้!