ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 20, 2008

โปรดเกล้าฯ"ครม.อภิสิทธิ์ 1"ไม่พลิกโผตามคาด

ที่มา ประชาทรรศน์

โปรดเกล้าฯ ครม. "อภิสิทธิ์ 1" ส่วนใหญ่ไม่พลิก "ชวรัตน์" ผงาด มท.1 "ประวิตร"คุมกลาโหม "โสภณ"นั่งหูกวาง "จุลินทร์"นั่งเสมา 1 "ชาญชัย"แซงโค้งสุดท้ายเข้าวินกระทรวงอุตฯ "กรณ์"ยึดคลังตามขาด "เขยซีพี"มาตามโผ "หมอพฤฒิชัย"ม้าตีนปลายฉลุยช่วยคลัง โยก "มานิต"นั่งช่วยสาธารณสุข

วันนี้ (19 ธ.ค)พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ แล้ว นั้น บัดนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์
นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายชาติชาย พุคยาภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นายธีระ สลักเพชร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายมานิต นพอมรบดี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เปิดฉายา'สีกากี'สตช.แพะการเมือง'จงรัก'คว้า'นายพลองค์บาก'

ที่มา ประชาทรรศน์

สมาคมนักข่าวอาชญากรรมฯลุยตั้งฉายา'บิ๊กสีกากี' สตช.'แพะการเมือง' 'จงรัก จุฑานนท์' รับฉายา'นายพลองค์บาก' 'พัชรวาท วงษ์สุวรรณ' ฉายา'หนังหน้าไฟ' ด้าน'อำนวย นิ่มมะโน' ฉายานวยทนได้' ส่วนผบก.ตปพ.ได้รับฉายา'สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา'

วันนี้ (20 ธ.ค.) นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมซึ่งเป็นสื่อมวลชนทำงานใกล้ชิดแหล่งข่าวที่เป็นตำรวจ ได้ตั้งฉายาให้กับหน่วยงานและตัวบุคคล โดยพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผลงาน และบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล ดังนี้

1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉายา “แพะการเมือง”จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ กลุ่มความเห็นแตกต่างทางการเมืองเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการแล้วทางรัฐบาลสั่งตำรวจให้ปราบปราม มีบางเหตุการณ์เกิดความผิดพลาด ซึ่งความผิดทั้งหมดก็ถูกโยนมาให้สตช.หรือบางกรณีไม่ตอบสนองคำสั่งทางการเมืองบุคลากรในสตช.ก็ถูกโยกย้ายโดยไม่สามารถโต้แย้งได้

2.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ฉายา “หนังหน้าไฟ” จากกรณีเป็น ผบ.ตร.แล้วถูกภาคการเมืองสั่งการให้ควบคุมฝูงชน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นด่านหน้าอยู่ใกล้กองไฟ ผลสุดท้ายถูกสั่งย้าย

3.พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ฉายา“นายพลองค์บาก” จากกรณีที่เชิญเสี่ยเจียง และ จาพนมมาตกลงจับมือกันเพื่อถ่ายทำหนังเรื่ององค์บาก 2 ให้เสร็จสิ้นหลังขัดแย้งในกองถ่ายมานาน

4.พล.ต.ท. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วย ผบ.ตร.ฉายา“มือปราบดับไฟใต้”จากการที่อาสานำพาตัวเองลงไปทำงานเสี่ยงภัยในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยาวนานจนทำให้สถิติคดีก่อการร้ายเริ่มลดลง

5.พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร ฉายา“อัศวิน โต๊ะล้ม”จากเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผบช.น.แล้วถูกย้ายด่วนเรื่องการปราบม็อบ อย่างไรก็ตามเจ้าตัวบอกยินดีเหมือนยกภูเขาออกจากอก

6.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ฉายา“เบื้อกเคลมเร็ว”จากกรณีกลายสลายม็อบหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและหน้ารัฐสภา ที่ว่าเมื่อมีม็อบมาก็สั่งสลายม็อบอย่างรวดเร็วทันใจ รวมทั้งสามารถจับกุมคนใช้ก้อนหินขว้างรถส.ส.ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนประกันรถยนต์ที่มาเร็ว เคลมเร็ว สำหรับเบื้อกนั้นเป็นชื่อเล่นของท่าน อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่ท่านจะไปเร็วหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ต่อไป

7.พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจปฎิบัติการพิเศษ (ผบก.ตปพ.) ฉายา “สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา” จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ต.ค 51 ที่มีการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาด้วยการใช้แก๊สน้ำตาแล้วมีชายผู้หนึ่งถูกระเบิดจนขาขาด ซึ่ง พล.ต.ต. จักรทิพย์ได้เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น อันเป็นภาพลักษณ์ทั้งยิงทั้งช่วยในเวลาเดียวกัน

8.พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น.และรองโฆษก บช.น.ฉายา“นวยทนได้”จากกรณีที่ออกให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในฐานะรองโฆษก บช.น.มักจะมีลีลาดุดันจนถูกกลุ่มที่เห็นต่างทางการเมืองโจมตีกลับมาแทบทุกครั้ง แต่ก็ยังทำงานในบทบาทรองโฆษกอย่างไม่ย่อท้อ เหมือนท่องคาถาประจำตัวว่า นวยทนได้ๆ

9.พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.อ. สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสติ ผกก.สส.บก.น.2 ฉายา “อินเดียน่าโจค ตอน ล่าโคตรเพชร 2,100 กะรัต”เนื่องจากได้คลี่คลายคดีโคตรเพชรที่มีผู้แจ้งว่าหนัก 2,100 กะรัต มูลค่า 315 ล้านบาท แต่สุดท้ายเป็นการล่าแร่คิวบิกเซอร์โคเนีย ราคา 200 บาทเท่านั้น

10. ส.ต.อ. โสภณ สำรวลรื่นและ ส.ต.ท. อาทิตย์ บุตรพรหม สายตรวจบางพลัด 123 ฉายา “ก๊อต ออฟ เกม” ที่จับกุมเด็ก ม.6 คลั่ง (Grand Theft Auto) หรือ GTA แล้วไปเลียนแบบเกมด้วยการฆ่าชิงทรัพย์รถแท็กซี่ ย่านจรัญสนิทวงศ์ได้อย่างทันควัน

11.เป็นฉายาพิเศษ ขวัญใจสื่อสารมวลชน โดยนักข่าวสายอาชญากรรมประจำนครบาลได้พิจารณาแล้วยกให้ พ.ต.ท.พิพัฒน์ บุญพิทักษ์ สว.จร.พลับพลาไชย 1 ได้รับฉายา “สารวัตรจัดให้” เนื่องจากเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น.ได้ประสานงานกับนักข่าวอย่างดียิ่ง สามารถติดต่อสอบถามได้ในทุกเรื่อง ทุกที่ ทุกเวลา

12.ศูนย์ประสานงานประชาชนและอาสาสมัครช่วยงานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปช.ตร.) ฉายา “ผู้ปิดทองหลังพระ” เนื่องจากเป็นภาคเอกชนที่ร่วมกันทำกิจกรรมในการบริจาคเงินช่วยเหลือตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หวังผลตอบแทน

อย่างไรก็ตาม นายศิโรจน์ กล่าวว่า ฉายาที่ตั้งขึ้นนั้นตั้งด้วยความเคารพ ไม่ได้ตั้งใจที่จะหลบหลู่ เพียงเป็นการแซวกันเล่น ๆ หลังจากที่ร่วมทำงานกันมากว่า 12 เดือน และมีเหตุการณ์ที่ต้องร่วมงานกันมากมาย

รับน้องใหม่"รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1"

ที่มา ประชาทรรศน์

ภายหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ตามความคาดหมายทั้งนี้ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ และยังดึงบุคคล ภายนอกเข้ามาร่วมใน “รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1” อย่าง “พล.อ ประวิตร วงษ์สุววรณ” อดีตผู้บัญชาการทหารบก เข้ามานั่งในเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และ “วีระชัย วีระเมธากุล” เขย ซี พี เข้านั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายกฎหมาย) สร้างความไม่พอใจกับบรรดาสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะกลุ่มทุนเก่าอย่าง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่รู้สึกเหมือนโดนเข็มแทงใจ ถึงขั้นวิ่งปรี่ เข้าไปปรึกษา “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่ง “นายหัวชวน” ต้องออกมาสำทับว่า การกระทำเยี่ยงนี้ไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง จากเหตุการณ์ดังกล่าว สะเทือนไปถึง “หนุ่มมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่พึ่งได้รับตำแหน่งนายกฯ มาหมาดๆ ต้องออกมาเชิญ “นิพิฏฐ์ “เข้าพบเพื่อเคลียปัญหา

หลังจากปรึกษาหารือเสร็จ “หนุ่มมาร์ค” ออกมากล่าวแก้ต่างว่าการเชิญตัว “วีระชัย” เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรีนั้นทางกรรมการบริหารพรรคเห็นว่า “วีระชัย” มีความสามารถ แต่”นิพิฏฐ์” ก็ยังไม่พอใจ ออกมาตอกไปอีกดอกว่า “วีระชัย” มีชื่อเบียดตนในนาทีสุดท้ายและถ้าระบบทุนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพรรคจะส่งผลอันตรายต่อพรรคเป็นอย่างมาก อีกทั้ง “วีระชัย”ยังเคยทำงานร่วม “รัฐบาลทักษิณ” มาแล้ว

ทั้งนี้ ยังมีจดหมายเปิดผนึกถึง “วีระชัย” โดยเรียกร้องให้ “วีระชัย” แสดงตัวให้ชัดเจนว่าเป็นใครมาจากไหน อยู่ในกลุ่มธุรกิจอะไร ต้องระบุด้วยว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เป็นอีแอบที่จ่ายให้ทุกพรรค แต่ครั้งนี้มาจ่ายให้ พรรคของเรามากกว่า จึงได้เป็นรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ “วีระชัย” ต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงความจริงใจ อีกทั้ง ถ้า”วีระชัย”คิดว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่พรรคจริง แล้วเห็นว่าพรรคเป็นหนี้บุญคุณจนต้องให้ เป็นรัฐมนตรี ตนคิดว่าพรรคก็ไม่ควรเป็นหนี้บุญคุณนายทุนหรือตกอยู่ใต้อาณัติจนต้องตั้งนายทุนมาเป็นรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคจะทำให้พรรคปลอดจากการเป็นหนี้จากทุนทุกชนิด ด้วยการจ่ายเงินใช้หนี้ให้ “วีระชัย” เดือนละ 500 บาท รวมระยะเวลาประมาณ 100,000 ปี จึงจะชำระหนี้เสร็จ

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกของ “นิพิฏฐ์” นั้น “วีระชัย” ออกมากล่าวว่าไม่หนักใจในเรื่องนี้ กระนั้นก็ตาม “นิพิฏฐ์” ที่อุตสาห์ลงทุนถึงขนาดทุบกระปุ๊กออมสินที่แอบจิ๊กเงินเมียใว้มาใช้หนี้แทนพรรคส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์มีรอยร้าวยากที่จะประสานได้

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเหมือนไฟไหม้ลามทุ่งไปลนก้น “เทพเทือก” ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ต้องกระโดดออกมาขอโทษขอโผยบรรดาสมาชิกพรรคที่อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรี แต่มิวายกล่าวปกป้อง “วีระชัย” ว่า ทางผู้บริหารพรรครู้จัก “วีระชัย” และมีความสนใจ และพยายามทาบทามเข้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีความรู้เคยเป็นผู้บริหารธนาคารในจีน มีความรู้เรื่องจีนมาก หากได้เข้ามาช่วยในคณะรัฐมนตรีก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธุรกิจเอกชนทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งความสัมพันธ์กับจีนด้วย

จากเกมประลองกำลังภายในพรรคครั้งนี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่าว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1” ต้องเจอศึกรับน้องใหม่อย่างหนักไม่ว่าจะเป็นเศษฐกิจ ความขัดแย้งของคนในชาติ รวมทั้ง ความขัดแย้งภายในพรรค

เจอศึกหนักทั้ง นอกและใน อย่างนี้ อาจทำให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องร้อง โอ๊ว? งานเข้า

"เสื้อแดง"เชียงใหม่บุกบ้านส.ส.พผ.เผาโลง-มอบพวงหรีด

ที่มา มติชนออนไลน์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 20 ธันวาคม น.ส.กัญญาภัค มณีจันทร์ แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หรือกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ พร้อมด้วยชาวบ้านในเขตอำเภอใกล้เคียงคือ อ.สันป่าตอง จอมทอง ดอยหล่อ และดอยเต่า จำนวน 200 คน ได้เดินทางมาชุมนุมประท้วงหน้า บจก.ปุ๋ยอินทรีย์ฟอสเฟส ตราฉัตรทอง เลขที่ 99 ม.13 ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านพักของนายนรพล ตันติมนตรี ส.ส.จ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อประท้วงที่นายนรพล ตันติมนตรี ส.ส.พรรคเพื่อ แผ่นดิน เขต4 จ.เชียงใหม่ สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ภายใน 7 วัน นายนรพลต้องลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินและย้ายไปสมัครเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์



นอกจากนี้ น.ส.กัญญาภัค ได้ร่วมกับชาวบ้านเผาโลงศพที่เขียนชื่อ ส.ส.และคำว่าไอ้ชาติ..ไม่รู้จักบุญคุณ และมอบพวงหรีดเขียนข้อความ ขอประณาม ส.ส.ขายตัว ให้กับนายพรชัย ชาติบุรุษ ผู้ช่วย ส.ส.ที่เป็นตัวแทนออกมารับก่อนที่จะสลายตัวกลับไปโดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 60 นาย มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย

หยุด!!!...ดับเบิล สแตนดาร์ด ปลดล็อกแก้รัฐธรรมนูญ 50 ย้ำ! พันธมิตรฯ ผู้ก่อการร้าย ( คอลัมน์ : Cover story )

ที่มา ประชาทรรศน์







อ.วิภา ดาวมณี อาจารย์ภาควิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตคนเดือนตุลา จี้ต่อมสำนึกรัฐบาลใหม่จะต้องกล้า “ปลดล็อก” ประเทศ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้สนองตอบต่อประชาชนชั้นล่าง และดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ชี้ช่องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ปิดสนามบ้าง!!! ย้ำเข้าเงื่อนไขพันธมิตรฯ เป็นผู้ก่อการร้ายสากล ขนาดอเมริกายังโวย เพราะโดนผลกระทบไปด้วย

** มองว่าปรากฏการณ์พันธมิตรฯ จะเกิดผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทยหลังจากนี้ต่อไป
การยึดสนามบินของพันธมิตรฯ ถ้าเรามองในแง่ของปรากฏการณ์ คิดว่าในช่วงนั้นเขาอาจจะคิดไม่ยาว เขาอาจจะคิดแต่เพียงว่าไปปิดสนามบิน เพราะท่านนายกฯ สมชาย อยู่ต่างประเทศ แล้วท่านกำลังจะบินกลับมา อยากจะไปแสดงการกดดันในเชิงสัญลักษณ์ โดยการไปกดดันในสนามบิน แต่ในเมืองมวลชนฝูงชนจำนวนมากขนาดนั้น เมื่อเข้าไปแล้ว และสามารถเข้าไปได้โดยง่าย ซึ่งการเข้าไปง่ายมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ตำรวจไม่ส่งกำลังเท่าไร ทหารไม่ออกมาช่วย แล้วคนเยอะขนาดนั้นทำให้เขาเกิดการฮึกเหิม และการที่เขาไปล้อมเพื่อหวังที่จะกดดันมันเลยกลายว่าเป็นเข้าไปยึดเสียเลย ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่าเป็นการวางแผนเข้าไปยึดตั้งแต่ต้น แต่คิดว่าเป็นปรากฏการณ์ในลักษณะต้องการเข้าไปกดดันมากกว่า
แต่เมื่อเขาเข้าไปยึดแล้ว วันนี้เขายังปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปยึด เพราะว่าพอหมอเหวง (นพ.เหวง โตจิราการ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย) ไปร้องกับตำรวจว่าเป็นการก่อการร้าย เพราะว่ามันเข้าข่าย กับข้อกฎหมายว่าเป็นความผิดอาญา แล้วเป็นการทำให้มีผลต่อการคมนาคม ซึ่งมันตรงหมดเลย แต่เขาบอกว่าไม่ใช่ เขาไม่ต้องการแบบนั้น แต่ว่าผลที่ออกมานั้นมันมีผลเสียจำนวนมาก ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของภาพลักษณ์ประเทศไทย เรื่องที่นักข่าวหรือแม้กระทั่งนักการเมืองต่างประเทศพูดกัน
ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ยังพูดว่าสถานการณ์มันกระทบไปหมดทั่วโลก สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอาจจะมีผลกระทบต่ออเมริกาได้ แสดงว่าผลกระทบมันรุนแรงมาก ร้ายแรงมาก แล้วอย่างนี้พันธมิตรฯ จะบอกว่าตัวเองไม่ได้ยึดสนามบินนั้นเป็นไปไม่ได้ จริงๆ คือยึดนั่นเอง ปรากฏการณ์เป็นอย่างนั้น แต่เนื้อแท้แสดงว่าเขาได้ก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว เมื่อเขาก่อให้เกิดความเสียหายแล้วเขายังไม่ยอมรับว่าตัวเขานั้นทำผิด เขายังยืนกระต่ายขาเดียวว่าเขาไม่ผิด เขาได้ใช้หลักการประชาธิปไตยในการชุมนุม
มันไม่มีหรอกค่ะไอ้หลักการชุมนุมที่ทำให้เกิดความเสียหายแล้วตีออกมาเป็นค่าเงินเยอะขนาดนี้ เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรฯ จะต้องยอมรับ เพราะเชื่อว่าในส่วนของคนที่เข้าข้างพันธมิตรฯ เริ่มที่จะลังเล แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ตาม

***มติของบอร์ดการบินไทยที่ให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากพันธมิตรฯ 3.5 หมื่นล้านบาท มองว่าอย่างไร
ในส่วนนี้ต้องดำเนินการกันไปค่ะ แต่ไม่แน่ใจนะคะว่าในขณะนี้กระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นท่านจะตัดสินอย่างไร ซึ่งถ้าท่านมีความยุติธรรมหรือว่าท่านเล็งการณ์ไกล คือ ใช้หลักรัฐศาสตร์เข้ามาด้วย ท่านจะเอียงข้างไม่ได้ เพราะว่าในเชิงหลักรัฐศาสตร์นั้น ถ้าท่านเอียงข้างหมายถึงท่านยังคงอุ้มกลุ่มสีเหลืองอยู่ หรือว่าท่านจะรับคำสั่งจากใครมาไม่ทราบนะคะ แล้วบอกว่าไม่ผิดนั้น ท่านต้องคิดถึงอนาคตว่าต่อไปจะมีคนทำอย่างนี้ แล้วถ้าใช้เป็นมาตรฐานว่าไม่ผิด ถือว่าเป็นการชุมนุมตามหลักประชาธิปไตย แม้ผลที่ออกมาจะมีความเสียหายอย่างรุนแรง ถ้าเราเห็นจากภาพในทีวีที่มีทั้งความรุนแรง มีการปิดกั้นเสรีภาพของคนอื่น เช่น การเข้าสู่สนามบินไม่ได้ คือ ฝ่ายพันธมิตรฯ เขาอ้างว่าทางสนามบินเขาสั่งปิดเอง ทางกลุ่มเขาไม่เกี่ยว เขาไปชุมนุมเฉยๆ แต่ในทางปฏิบัตินั้นจะเห็นว่าเขาปิดและมีการตั้งด่าน 3 ชั้น แล้วประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่พวกเขานั้นเข้าได้ไหม แม้กระทั่งตัวผู้สื่อข่าวเอง
ทั้งหมดนี้มันเป็นการปิดกั้นเสรีภาพทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นเขาจะบอกว่าเขาไม่ได้ยึดมันไม่ได้ แล้วถ้าศาลตัดสินว่าเป็นการชุมนุมที่เป็นประชาธิปไตย เราจะใช้บรรทัดฐานอันนี้ในโอกาสต่อไป ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงว่า (ถ้ามองแบบเห็นแก่ตัวนะคะ) ต่อไปถ้ามีกลุ่มไหนไม่พอใจรัฐบาล หรือไม่พอใจอะไรขึ้นมา จะใช้วิธีการปิดสนามบินเพื่อเรียกร้องอะไรต่างๆ ได้ แต่เชื่อไหมคะ ถ้าไม่ใช่ม็อบกลุ่มนี้ หรือที่เขาเรียกกันว่าม็อบที่มีเส้น เข้าไปยึดนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
ดูอย่างตอนที่คนเสื้อแดงไปปิดล้อมศาลสิ มีทั้งทหารพร้อมอาวุธครบมือเข้าไป แต่ตอนที่พวกพันธมิตรฯ เข้าไปยึดสุวรรณภูมิไม่มีเลยนะคะ คือเราจะเห็นดับเบิลสแตนดาร์ดตลอดค่ะ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าสังคมไทยไม่รู้ถูกรู้ผิด อยู่ที่ว่ากฎข้อนี้ ระเบียบข้อนี้ ใช้กับใคร หรือใครถือหางใครแค่นี้เอง ถ้าสมมติว่ามีคนไปร้องศาล แล้วศาลบอกว่าไม่ผิดเลย สังคมไทยจะไม่มีบทเรียนเลย หรือว่าคุณจะได้สแตนดาร์ดใหม่ สแตนดาร์ดที่ว่ายึดสนามบินโดยยึดประชาธิปไตย...ไม่ผิด เอากันอย่างนี้แหละ
เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตจะมีเกษตรกร กรรมกร ไปยึดสนามบิน คนตกงานว่างงาน อาจจะเป็นล้านคน ไปยึดสนามบิน โอเคไหม ไม่ถือว่าเป็นการก่อการร้าย ไม่ถือว่ากระทำผิด ถือว่าเป็นประชาธิปไตย ดีเหมือนกันไหมคะ

** บทบาทของรัฐบาลที่จะเข้ามาทำงาน หรือตัวนายกฯ เอง ควรจะเข้ามาจัดการเรื่องม็อบต่างๆ อย่างไร เพราะว่าหลายฝ่ายก็มองว่าประเทศตอนนี้ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงแย่
ถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าฉลาดเขาต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด สังคมขณะนี้กำลังตั้งคำถามกันมากเรื่องความยุติธรรม เรื่องนิติรัฐ ถ้านายกฯ คนใหม่ขึ้นมาแล้วยังดับเบิลสแตนดาร์ด มันไม่รู้จบ แม้กระทั่งในครอบครัวเวลาตัดสินเด็ก 2 คนทะเลาะกัน จะทำอย่างไร หรือพี่รังแกน้องจะแก้ปัญหาอย่างไร นั่นคือความยุติธรรมใช่ไหมคะ แต่ของเรากลับไม่ใช่เลย ตอนนี้มันคือดับเบิลสแตนดาร์ดไงคะ
ทีนี้ถ้าคุณอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยังคงสนับสนุนเฉพาะกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่ สังคมมันอยู่ไม่ได้...ไม่ได้จริงๆ แล้วคนที่จะประณามไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนะคะ แต่เป็นคนกลางที่เขาไม่ได้ถือหางใคร เขาเห็นหมดค่ะ เพราะว่าคนไทยไม่โง่ คนทั้งโลกรู้ โดยเฉพาะเพื่อนบ้าน อย่างลืมว่ายุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์ การสื่อสารมันถึงกันหมด และพรมแดนด้านภาษาไม่มี เพราะฉะนั้นเขาต้องมองว่าถ้าคุณขึ้นมาเป็นนายกฯ แล้วคุณใช้ดับเบิลสแตนดาร์ด คุณไม่ได้แก้ไข คุณไม่ได้คลี่คลายปัญหา ในที่สุดมันจะเป็นเผด็จการฝ่ายหนึ่งที่กระทำกับอีกฝ่ายหนึ่งตลอด

** เป็นไปได้ไหมถ้าจะมีการนิรโทษกรรมให้กับทั้ง 2 ฝ่าย
อันนี้อาจจะเป็นทางออกเหมือนกับในหลายๆ ประเทศที่เขาจะให้กระบวนการยุติธรรมจัดการไปก่อน อย่างเช่น ที่อินโดนีเซีย กรณีของ เอสตราด้า มีการพิสูจน์ความผิด ศาลสั่งตัดสินจำคุก แล้วมีการนิรโทษกรรม แต่ต้องรับความผิดไปก่อนค่ะ
กรณีเดียวกันในเกาหลีที่มีการปราบปรามนักศึกษา มีการตัดสิน ประธานาธิบดีของเขาในขณะนั้นเรียกว่าชีวิตทางการเมืองหมดไปแล้ว เพราะเขาถูกตัดสินว่าผิด แต่อันนี้มันเท่ากับให้ความยุติธรรมกับผู้สูญเสีย มีการชดเชยมีอะไรต่ออะไร แต่ในที่สุดประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามาเขานิรโทษกรรมเหมือนกัน
แต่ของประเทศไทยเรายังไม่มีใครรับผิดเลยนะคะ เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา มีใครรับผิดบ้างไหม 6 ตุลานั้นหนักมาก เรารู้ชื่อผู้เสียชีวิตแค่ 40 คน แต่คนสูญหายนั้นไม่มีใครกล้าแจ้ง เพราะถูกปลุกปั่นว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วมีการฆ่ากันกลางเมือง ใช้อาวุธสงคราม ฝีมือตำรวจ ตชด. เป็นหลักเลย แล้วตำรวจใน กทม. ลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งสิ่งที่ชูเพื่อเข้าไปฆ่านักศึกษาวันนั้นคือเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนกระทั่งวันนี้มีใครถูกลงโทษไหม เราเห็นหน้านายตำรวจใหญ่ในวันนั้นทุกคนนะคะ แต่ลงโทษใครไม่ได้ ประเทศไทยมันอึมครึมแบบนี้แหละ
แล้วถ้าในอนาคตคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกฯ แล้วบอกว่านิรโทษกรรมไปเลย หรือว่าไม่เอาผิดกับฝ่ายพันธมิตรฯ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น แสดงว่าสังคมไทยไม่มีความยุติธรรม ไม่มีมาตรฐานอะไรเลย เป็นนิติรัฐได้ไหม อยู่ในสังคมโลกได้ไหม แล้วคนเขาจะมองว่าเราตกต่ำ อย่างพวกนักเศรษฐศาสตร์เขาอาจจะมาอีกอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นสังคมที่ศิวิไลซ์เขายอมรับเราได้ไหม ถ้าจะประเมินเราตอนนี้เราใกล้กับพม่าแล้วนะ เพราะว่าพม่านั้นเขาเป็นเผด็จการทหารอย่างชัดเจน เขาจะสั่งอย่างไรก็ได้ เขาจะฆ่าทั้งหมู่บ้านได้ ตรงไหนที่เขาจะไปวางท่อแก๊ส เขาจะรบ จะจับผู้นำฝ่ายค้านไปขังเป็นปีก็ได้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องเทียบเคียงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า

** มองอย่างไรกับเรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 ที่หลายฝ่ายมองว่าจะต้องแก้ไขเพราะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารบ้านเมือง
คือรัฐธรรมนูญ 2550 มันมีปัญหาตั้งแต่ก่อนทำประชามติ ไม่มีประเทศไหนที่เขาให้เวลาทำประชามติแค่เดือนเดียว รัฐธรรมนูญทั้งเล่มนะคะ แล้วประชาชนได้อ่าน วิเคราะห์ ได้พิจารณาทั้งเล่มไหม คือจับมัดมือชกนะคะ แล้วอย่างที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมันทำให้ภาพของนักการเมืองดูเลวทราม ดูตกต่ำ มันเป็นการยกอำนาจให้กับข้าราชการ แล้วมีการร่างนโยบายซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญ มีการกำหนดไปเลยว่าคุณจะต้องดำเนินการอย่างไร หรือบริหารอย่างไร แม้กระทั่งในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองกำหนดไปเลยว่าเป็นตัวบทของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันแปลกมาก ปกติมันต้องเปิดไว้ว่าเรื่องนโยบายจะต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล แต่นี่มันเขียนทุกอย่างไว้ในรัฐธรรมนูญ แถมยังมีเรื่อง “อภิสิทธิ์ชน” ที่ให้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งได้อีก
คือ...มันแอบซ่อนสิ่งที่ย้อนยุคอยู่มากสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้ามาแล้วหลายฉบับ แม้กระทั่งฉบับปี 2540 ที่เรามองว่ามาจากการมีส่วนร่วม แต่ปรากฏว่าฉบับปี 2550 นี้ใครเป็นคนเขียน คือ สนช. สายพันธมิตรฯ ทั้งนั้น นักวิชาการสาย คมช. ต่างๆ เพราะฉะนั้นมันผิดตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาแล้ว รวมทั้งการลงประชามติ แต่เพื่อต้องการที่จะไปเอาประชามติมารับรองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าได้ผ่านความคิดเห็นของประชาชนแล้ว
ถ้าไม่ปลดล็อกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือแก้ไข ประเทศไทยจะได้เครื่องมือที่ผิดพลาด คือถ้าจะชั่งหรือวัดอะไรสักอย่างแต่เครื่องมือมันผิดแล้ว มันก็จะโกงตราชั่งกันตลอด ทีนี้ตราชั่งเราหมายถึงรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นมันจะต้องเที่ยงตรง มันต้องยอมรับได้ ต้องยุติธรรม แต่ในเมื่อคุณไปทำให้มันเป็นอย่างนั้นแล้ว รัฐบาลชุดใหม่มาก็ทำงานตามรัฐธรรมนูญเก่า มันก็ไม่ได้อะไร

** แสดงว่ารัฐบาลชุดใหม่หน้าที่หลักนอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องความขัดแย้ง เรื่องเศรษฐกิจแล้ว ต้องแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ด้วย
ต้องแก้ไขค่ะ แล้วมีหลายข้อด้วยที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับคนจน ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นล่างจริงๆ และเราไม่มีส่วนร่วม เช่น เรื่องง่ายๆ เลย เก็บภาษีมรดก มันไม่มีนะคะ และมีหลายเรื่องที่ภาคประชาชนเสนอขึ้นไปแล้วไม่ได้รับการพิจารณา เรื่องที่ก้าวหน้ามีน้อยมาก ทั้งที่มีหลายองค์กรพยายามเสนอเข้าไป แต่ไม่มีการตอบรับเลย ถ้าเทียบกับปี 2540 แล้ว นับว่าปี 2540 ดีกว่า

** หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จะทำให้เกิดวิกฤติการเมืองขึ้นหรือไม่ในอนาคต
เป็นแน่นอน แต่ว่ามันไม่ใช่ตัวหลัก เพราะรัฐธรรมนูญคือเครื่องมือที่เขาจะสร้างความชอบธรรมในการที่จะเอามาเป็นตัววัด แต่ว่าตัวความขัดแย้งจริงๆ มันคือความขัดแย้งของคู่ขัดแย้งหลัก นั่นหมายถึงว่า ชนชั้นปกครองที่ประกอบด้วยนายทุนทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายทุนอนุรักษนิยม และฝ่ายนายทุนโลกาภิวัตน์ สองฝ่ายนี้เขาทะเลาะกันประชาชนไม่ได้อะไร แต่ในเมื่อคู่ความขัดแย้งระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายยังดำรงอยู่ จะแก้ไขหรือไม่แก้มันอาจจะยังคงมีเรื่องกันต่อไป เพราะว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่เห็นเลยว่าสิ่งที่เขาทำนั้นทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือว่าประโยชน์ของใคร สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นทำเพื่ออำนาจ ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
ที่อ้างกันนี้ไม่มีผลที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเลยนะ แล้วพรรคการเมืองตอนที่จะโหวตเลือกนายกฯ ไม่มีพรรคไหนพูดถึงเรื่องนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเลย มีแต่พูดว่าใครมีเสียงเท่าไร ใครเข้าข้างไหน แต่เรื่องอุดมการณ์หรือนโยบายมันตรงกันไหม ไม่มีใครเอามาพูด แบบนี้มันน่าทุเรศไหม แล้วสื่อมวลชนเสนอข่าวแบบนี้ตลอด มันไม่ได้เสนอทางเลือกหรือทางออกให้กับประชาชนจริงๆ

***พันธมิตรฯ แถลงการณ์ออกมาล่าสุดบอกว่าจะค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็เสนอ 70 : 30
เขาอาจจะประเมินว่าการที่เขาเคลื่อนไหวมาจะต้องได้มากขึ้นมากขึ้น เขาต้องได้มากกว่าก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเขาต้องเรียกร้องเอาให้ได้ แล้วการที่เขาเรียกร้องเอา 70 : 30 นั้นเป็นการดูถูกประชาชน เพราะเขามองอยู่เสมอว่าการที่ฝ่ายรักทักษิณ หรือคนเสื้อแดงนั้นมีมวลชนมาก เขาอ้างเลยว่าเสียงพวกนี้มาจากการซื้อทั้งสิ้น แต่เขาไม่ได้มองว่ามันมีนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนแล้วทำให้ประชาชนเลือก
ตัวอาจารย์เองไม่ใช่ฝ่ายทักษิณ แต่มองว่านโยบายที่เรียกว่าประชานิยมมันมีประโยชน์ต่อประชาชน อย่างเช่น เรื่อง 30 บาท แล้วเรื่องการประกัน หรือสวัสดิการอะไรต่างๆ มันยังเป็นประโยชน์ ประชาชนคิดว่าเขาได้รับประโยชน์ตรงนี้เขาเลยเลือก แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นจะต้องผลักดันให้เข้าไปสู่รัฐสวัสดิการให้ได้ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีรัฐสวัสดิการ ชนชั้นที่เรียกว่าคนยากคนจนเวลาเจอกับวิกฤติแล้วยิ่งจนมาก คุณไม่สามารถยกระดับเขาได้ คือสังคมนี้มันเหลื่อมล้ำกันมาตั้งแต่แรกแล้ว และเมื่อเขาต้องการค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าที่อยู่อาศัย ตรงนี้ถ้าแก้ไขไม่ได้สังคมมันมีปัญหา คนจนมันมากขึ้น
ฉะนั้นนโยบายของทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ที่มองว่าบางส่วนเป็นประชานิยมที่มอมเมาประชาชน แต่เราจะทำอย่างไรที่นำไปสู่นโยบายที่ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์จริงๆ ต่อประชาชน ในขณะเดียวกันถ้ามองสายของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นสายของพวกอนุรักษนิยม กลุ่มทุนอนุรักษ์ นโยบาย อาทิ การเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ที่ได้รับการตอบรับของรัฐบาลในสมัย คมช. ที่จัดการเอาทุกอย่างออกนอกระบบโดยฉับพลัน และไม่ฟังเสียงใครเลย
ฉะนั้นถ้าหากเราเจอนโยบายแบบนี้กับพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ประชาชนมีแต่ตายกับตายเลย เพราะว่าประชาธิปัตย์เขาพูดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขานั้นเป็นพวกถือทฤษฎีที่เรียกว่าน้ำล้น คนรวยต้องรอดก่อน นโยบายที่เอาใจชนชั้นกลาง ซึ่งคือพวกกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มาจากชนชั้นกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ กับชั้นสูง แต่นั่นมันไม่ได้หมายความว่าแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤติได้ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบระหว่างนโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 2 พรรค ซึ่งยังไม่มีใครเสนอออกมาให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน แต่ถ้าวิเคราะห์จากสิ่งที่เคยเห็นเดิมๆ เรายังถือว่านโยบายของฝ่ายทักษิณเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า
เพราะฉะนั้นฝ่ายพันธมิตรฯ เขารู้ว่าอย่างไรเสียเขาไม่ได้เสียงข้างมาก อยู่ไปอยู่มาอย่างนี้ มวลชนที่เป็นฝ่ายเสื้อแดงมันเยอะกว่าอยู่ดี สู้เขาล้มกระดานเลยดีกว่า แล้วเขาตั้งรัฐบาลที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลพระราชทาน แล้ว 70 : 30 นั้นมาจากไหน เชื่อได้เลยว่าเขาจะไม่ยอมรับสายอาชีพที่มาจากคนชั้นล่าง ไปๆ มาๆ เขาจะเอาอาชีพของข้าราชการมาเป็นหลัก อาชีพของพวกชนชั้นกลาง หรือว่าถ้าเขาบอกว่าเป็นพวกเกษตรกร แต่คุณจะได้คนที่เป็นเกษตรกรจริงหรือเปล่า แทนที่จะได้เกษตรกรจริงๆ อาจจะเป็นนายกสมาคมอะไรต่างๆ แล้วคำว่า 70 : 30 ของเขามันเป็นเรื่องตบตา ทำให้สิทธิของชนชั้นล่างนั้นลดลง การเลือกตั้งหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงนั้นหายไป เป็นการเมืองเผด็จการ หลอกลวง เป็นรูปแบบของการเมืองเผด็จการ

** ในเมื่อพันธมิตรฯ ประกาศว่าค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหัวชนฝา มันจะทำให้เกิดการปะทะกันไหมหากมีการแก้ไขจริงๆ
ถ้าบอกว่าห้ามแก้ไขเลย แล้วเขาจะทำอย่างไร 70 : 30 ถ้าเขาไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้วเขาจะได้มาได้อย่างไร เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ คือเขาคงจะต้องแก้ไขในส่วนที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ เรียกร้องทั้งๆ ที่รู้ว่าแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วเขาจะเรียกร้องอะไรกันแน่?
หรือว่า...เขาต้องการล้มกระดานอีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นว่าการต่อรองครั้งนี้อาจจะไม่ช่วยให้ประโยชน์มาตกที่เขา หรืออาจมองว่าเขาอาจจะไม่รอดจากการถูกลงโทษในทางกฎหมาย เลยต้องสู้เพื่อสร้างความวุ่นวาย หวังที่จะล้มกระดาน สร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารเงียบหรืออะไรก็ตาม

***เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่คืออะไร
เรื่องแรกต้องนำตัวผู้กระทำผิดทุกฝ่าย มาลงโทษ แล้วต้องเยียวยาให้กับสังคม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาคนว่างงาน ตกงาน เพราะต่อไปจะเป็นเรื่องใหญ่มาก และถ้ารัฐบาลชุดใหม่นี้ไม่ใช้นิติรัฐในการลงโทษคนที่บุกเข้าไปยึดสนามบิน หรือทุกฝ่ายที่ทำผิด ถือว่าเป็นรัฐบาลจอมปลอม เป็นละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น
ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญมันเป็นเหมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จะบอกว่าชอบธรรมหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือว่า คู่ความขัดแย้งนั้นยังคงดำรงอยู่ บางคนไปโทษแต่รัฐธรรมนูญ มีอะไรต้องไปฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญปี 2540 ดีไหม ดีแล้วเขาฉีกทำไมล่ะ

** ภาพความขัดแย้งหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่มันจะมีเพิ่มขึ้นหรือลดลง
อย่างที่บอกว่าถ้าไม่ดำรงความยุติธรรม ไม่คิดถึงอนาคตของประเทศ ไม่คิดถึงคนยากคนจน ไม่คิดถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้น อย่างไรรัฐบาลก็พัง อยู่ไม่ได้ เพราะมันจะเกิดวิกฤติซึ่งอาจจะย้ายข้างจากชนชั้นปกครองด้วยกัน มาเป็นชนชั้นปกครองกับประชาชนจริงๆ แล้วประชาชนในที่นี้ไม่ใช่ประชาชนที่ใส่เสื้อเหลืองแล้ว อาจจะไม่ใช่ประชาชนที่ใส่เสื้อแดง แต่เป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ คู่ความขัดแย้งจะเปลี่ยนไปเสมอ หากรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย ความขัดแย้งมันจะเปลี่ยนขั้ว ระหว่างความขัดแย้งของชนชั้นปกครองกับประชาชน เหมือนในอเมริกา
ส่วนการปะทะกันระหว่างสีเหลืองกับสีแดง คิดว่าคงไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะว่าฝ่ายสีแดงเขาน่าจะหลีกเลี่ยงการปะทะอยู่แล้ว เพียงแต่เขาก็อยากจะแสดงพลังว่าเขามีมวลชนสนับสนุนเหมือนกัน

** คิดอย่างไรหากพันธมิตรฯ จะตั้งพรรคการเมือง
อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเขาคิดว่าเขามีอุดมการณ์ มีนโยบาย แล้วมีมวลชน โดยไม่ใช้อภิสิทธิ์อื่นๆ การตั้งเป็นพรรคการเมืองก็ยังดูดีกว่าที่จะมาใช้การกดดัน ใช้ความรุนแรง การตั้งพรรคการเมืองน่าจะดีกว่า เพราะว่าเขาจะต้องมีฐานเสียง จะต้องยอมรับการแข่งขัน ต้องอยู่ในกติกาของการเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปสู่การเมืองในรัฐสภา ไม่ใช่ลักษณะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ที่มันใช้อาวุธ ทำตัวนอกกฎหมาย และใช้ความรุนแรง กีดกันคนที่เห็นต่าง ใส่ร้ายคนที่เห็นต่าง ถึงขนาดพิธีกรบนเวทีบอกให้ฆ่าได้เลย คนที่ไม่ใช่พวกเราฆ่าได้เลย หรือว่ามีคนที่ประกาศออกมาว่าได้ตั้งหน่วยขึ้นมาแล้วเพื่อไปจัดการกับฝ่ายตรงข้าม ถ้าเขายังเป็นอย่างนี้ อันตรายมาก

***หากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล มองว่าจะถูกกดดันทั้งสองข้างไหม ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง
ต้องโดนอยู่แล้ว ขนาด คมช. หลังการรัฐประหารยังโดนเพราะว่าทำงานไม่ถูกใจ แล้วสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำ หากเข้าไปเป็นรัฐบาลจริงๆ เขายังถือนโยบายเสรีนิยมอยู่ดี ฉะนั้นมองว่ามันอยู่ยาก ไม่น่าจะอยู่นาน แก้วิกฤติไม่ได้คุณแย่แล้ว และคุณจะอยู่ด้วยการสร้างอิมเมจไม่ได้นะ จะบอกว่าให้ทุกคนจงรักภักดี หรือว่ารักชาติไม่ได้ หากคุณไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขวิกฤติ ปัญหามันจะเป็นปัญหาตลอด แล้วคุณจะไปปิดปากเขาด้วยเผด็จการ ฆ่าทุกคน มันไม่ได้ มันจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง
คือเราต้องกลับไปดูในประวัติศาสตร์ ตอนที่ประเทศต่างๆ ในโลกเกิดวิกฤติ ในหลายๆ ประเทศเขาจะมีการแก้ไขปัญหาของเขา แล้วมีบางประเทศที่เขาทำผิด วิธีการแก้วิกฤติอีกวิธีคือการก่อสงคราม แล้วอันนั้นคือที่มาของสงครามโลก ถ้าไปดูในอดีตจะเห็นได้ว่าหลังวิกฤติเศรษฐกิจมันมีประเทศที่หาทางออกด้วยวิธีการก่อสงคราม แล้วเปลี่ยนอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมผลิตอาวุธ แล้วหากประเทศไทยไม่คำนวณเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องประชาชน คุณคิดเองแล้วกันว่าประชาชนกลุ่มนี้เขาจะลุกขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครไปปลุกระดม กรณีเดียวกันในกรีซ ในประเทศอังกฤษ เคยมี...แค่การชุมนุมเล็กๆ แต่ด้วยความไม่พอใจมันจะใหญ่ขึ้นได้

** แถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ล่าสุดที่บอกว่าหากมีคนของระบอบทักษิณมาอยู่ใน ครม. ด้วยก็จะต่อต้านอีก
มันไม่จบอยู่แล้ว เพราะว่าเขาจะตีความว่าใครเป็นนอมินีอย่างไรก็ได้ ทุกวันนี้ยังสงสัยเลยว่าเมื่อก่อนคุณทักษิณสนิทกับ สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ววันนี้มันแปลว่าอะไร คือเราต้องย้อนกลับไปดูประวัติด้วยนะว่าการที่เขาคบใครต่อใคร แล้ววันนี้เขาออกมาเคลื่อนไหว อาจารย์มองว่าเขาเคลื่อนไหวในนามของนายทุนสื่อ เขาไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเลย แต่ละคนมีประวัติที่น่ากลัวทั้งนั้นเลย คือเขาแอบอ้างว่าเขาทำเพื่อประชาชน เพื่อการเมืองใหม่ซึ่งมันพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย และหลักการมันไม่มี มันเหมือนหลักการของเผด็จการในอดีตซึ่งเราเคยมีบทเรียนมามาก อย่างในอินโดนีเซีย สมัย ซูฮาร์โต ที่เขาอยู่ได้หลายสิบปี เขาใช้รัฐบาลที่มีส่วนผสมของข้าราชการจำนวนมาก อย่างพรรคโกลคาร์ เป็นพรรคข้าราชการส่วนใหญ่ อันนี้เราดูได้เลยเพราะเป็นการเปรียบเทียบ

** การเอาผิดในข้อหาก่อการร้ายกับคนที่เข้าไปยึดสนามบินล่ะครับ
ต้องพิสูจน์กันนะคะ แล้วไม่อยากจะบอกว่าเราจะต้องพึ่งผู้พิพากษาที่ยุติธรรม แต่เราเห็นแล้วว่าที่ผ่านมามันเป็นอย่างไร ความเอนเอียง อะไรต่ออะไรที่บอกว่ามันดับเบิลสแตนดาร์ด ถ้าผู้พิพากษาท่านยังไม่มองถึงอนาคตที่ยาวไกล อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่มีใครผิดเลย การชุมนุมเป็นการทำตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม มันจะกลายว่าเป็นสแตนดาร์ด เป็นบรรทัดฐานต่อไป ในอนาคตใครอยากชุมนุมแบบนี้ ซึ่งถ้าศาลยอมรับได้ว่าจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ตัดสินไปเลยว่าพันธมิตรฯ ไม่ผิด

** รัฐธรรมนูญ 2550 นี้ควรจะแก้ไขโดยเร็วหรือไม่
ควรจะยกเลิกทิ้งไปเลยทั้งฉบับ 2550 ถ้าเป็นไปได้เอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาปัดฝุ่นใช้กัน แล้วมาดูแก้ไขมาตราไหนได้บ้าง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 มันมีหลายมาตราที่จำกัดสิทธิหลายอย่างมากมาย แถมยังมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการคัดสรรอีก มันเป็นฉบับที่เร่งร่างของฝ่ายที่มาจากการรัฐประหาร มันจะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายเผด็จการ คือตัวพรรคประชาธิปัตย์เขาเห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่เขาอาจจะไม่ไปแตะข้อที่เกี่ยวกับการกลับไปเอาผิดกลุ่มที่ทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญ 2550 มันมีหลายข้อที่ไปจำกัดสิทธิของพรรคการเมือง มันทำให้ดูว่านักการเมืองเลวหมด
อย่างเช่น กรรมการบริหารพรรคทำผิด ตัดสินให้ยุบทั้งพรรค ข้อนี้...แย่แล้ว มันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของสมาชิกพรรคคนอื่น แล้วไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน มีแต่ประเทศไทย คือมันเขียนขึ้นมาแบบมีเป้าหมาย มีเจตนาที่จะตัดตอนนักการเมือง ซึ่งต่อไปก็อาจจะเป็นแนวทางที่เสนอให้ข้าราชการหรือทหารเข้ามาทำหน้าที่แทน รัฐธรรมนูญ 2550 มันปูทางไว้อย่างนั้น

“ตุ่มรั่ว” กับหมู่บ้านชื่อ “สยอง”!?! ( คอลัมน์ : บทความพิเศษ : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทความพิเศษ
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

จากการที่ได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกมาโดยตลอด ผู้เขียนมีความเห็นเหมือนผู้คนส่วนใหญ่ในชาติว่า ปัญหาความตกต่ำและถดถอยทางเศรษฐกิจได้เข้าครอบงำหลายประเทศแล้ว แต่ชาติเรานั้นหนักหนาสาหัส เพราะไอ้พวกกบฏที่รวมหัวกันก่อการร้าย ซ้ำเติมสร้างความพินาศให้กับประเทศอย่างกว้างขวางล้ำลึกนัก!


คนที่รักชาติ รักแผ่นดินถิ่นเกิด จะต้องร้อยใจกันเป็นพวงรบ ตั้งรับศึกเศรษฐกิจฝืดเคือง ช่วยกันเยียวยาประเทศ และต้องมุ่งมั่นร่วมกันผลักดันชาติที่รักของเรา
ให้ก้าวต่อไปในสังคมโลก...ให้จงได้!
อยากจะนำเสนอเป็นมุมมองใหม่ หรือมุมมองที่แตกต่างให้กับท่านผู้อ่าน เกี่ยวกับความตกต่ำของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้เกิดการตระเตรียมตัวเองของผู้คนไทย หรือฉวยเอาวิกฤติทางเศรษฐกิจมาเป็นโอกาสที่ดีของชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ
ขอเรียนว่า นอกจากสนใจในเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ผมยังเป็นผู้บรรยายและเขียนตำราเกี่ยวกับการสอบสวนคดีความผิดทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นผู้บัญญัติคำว่า “ฟอกเงิน” ขึ้นใช้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และมีหลักฐานปรากฏชัดเจนในหนังสือพิมพ์มติชน ผู้ใดที่สนใจศึกษาในด้านนี้ ขอให้ลองค้นคว้าได้ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เอง VOA หรือวิทยุเสียงอเมริกา เขานำเสนอข่าวอย่างนี้ครับ
Economic Troubles Boost Budget Restaurants
เนื้อหาของข่าวบอกว่า
...หุ้นสตาร์บัคส์ตกกราวรูด กำรี้กำไรเกือบจะไม่เหลือ ในช่วง 3 เดือนหลัง สตาร์บัคส์ในสหรัฐต้องเอาคนงานออกไป 1,000 คน ปิดร้านไป 600 แห่ง นี่ยังไม่นับที่ต้องตามไปปิดตามประเทศต่างๆ อีก
คนไม่กินกาแฟแพงแล้ว กินแล้วก็ไม่เห็นอิ่มอะไร นอกจากอิ่มอกอิ่มใจว่าได้กินของแพง เงินในกระเป๋าร่อยหรอลง ความอิ่มอกอิ่มใจไม่สำคัญเท่าความอิ่มท้อง
เพราะอย่างนี้แฮมเบอร์เกอร์ราคาถูกจึงขายดี
มีรายงานว่า แมคโดนัลด์รอบโลกขายดีขึ้นมาเกือบ 10% เมื่อเดือนตุลาคมที่แล้วมา ในสหรัฐขายดีขึ้น 5% ในยุโรปเกือบ 10% ที่อื่นๆ ในโลกรวมกัน 11%...
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
ดูตัวเลขแล้วบอกได้เลยว่าคนอเมริกันนั้นหนังหนากว่าคนชาติอื่น ขนาดเศรษฐกิจร่วงระเนระนาดแล้วยังเพิ่งจะค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา ในขณะที่คนชาติอื่นๆ เริ่มระวังตัว กินน้อยและใช้น้อยลงแล้ว
แมคโดนัลด์นั้นหากจะเปรียบไปแล้วก็เหมือน ‘ร้านข้าวแกง’ ของอเมริกันชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาหาร 'แดกด่วน' พื้นๆ อย่างแฮมเบอร์เกอร์ จะขายดีขึ้น ในยามที่คนตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากบ้านเรา ซึ่งใช้บะหมี่สำเร็จรูปเป็น ‘ดรรชนีชี้วัด’ ภาวะความยากดีมีจนของประเทศ แต่ขณะนี้บ้านเราผู้คนเขาเมิน ไม่กินยี่ห้อ ‘มาม่า’ กันแล้ว หันไปกินแบรนด์อื่น เพราะยี่ห้อเก่าไปถูกกล่าวหาว่า...
สนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย จำลอง ศรีเมือง อย่างแข็งขัน จนบริษัทต้นสังกัดสินค้ารายนี้ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกันเลย
...แหม...ยังกะคนเขาเชื่อแน่ะ!
จะแปลกไหมครับ ถ้าผมจะพูดว่า “ขยะ” ก็เป็นเครื่องวัดเศรษฐกิจได้ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เคยออกมาเล่าให้คนทั่วๆ ไปฟัง จำนวนขยะ ชนิดของขยะตามที่อยู่อาศัย บอกได้ว่าคนเรากำลังอยู่ในสภาพเศรษฐกิจอย่างไร
ที่แน่ๆ คือ พอไม่ค่อยมีเงิน จำนวนขยะตามบ้านจะลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะจะ ซื้ออะไรก็คิดแล้วคิดอีก ซื้อแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่า ไม่ใช่ซื้อมาทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนเวลาอู้ฟู่ ข้าวปลาอาหารก็ซื้อหามาเพียงพอทำกิน และต้องกินหมดเกลี้ยงเกลา ไม่เหลือไปโยนขยะอีกนั่นแหละ
คนเยอรมันสร้างทฤษฎี “การดูเศรษฐกิจด้วย...ขยะ” มาก่อนคนอื่น!
ไม่น่าเชื่อ แต่เยอรมนีซึ่งเป็นชาติเศรษฐีในยุคนี้ เคยยากจนข้นแค้นแสนสาหัสมาแล้วอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นเพราะความกำเริบเสิบสานของตัวเองทั้งสิ้น
ในช่วงกำลังจะแพ้สงคราม และช่วงที่พ่ายแพ้เด็ดขาดแล้ว ขยะในเยอรมนีแทบไม่มีให้เก็บ อะไรๆ ผุๆ พังๆ ตามถนนหนทางยังมีคนเก็บไปใช้ ไปซ่อมแซม เศษไม้ เศษเหล็ก เศษกระจก ล้วนเป็นของมีค่า
ขนมปังนั้นต่อให้มีกลิ่นหืน หรือ “ราขึ้น” ก็ไม่มีวันทิ้ง!
ดูไปแล้วก็ไม่แตกต่างอะไรกับคนไทยรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าว่า เวลาขัดสนจริงๆ ข้าวบูดก็มาล้างน้ำแล้วไปหุงใหม่ ออกมาพอกินได้
ดีกว่าปล่อย...ให้ท้องหิว!
ไม่รู้ว่าคนเยอรมันเอาขนมปังไปล้างแล้วอบใหม่หรือเปล่า แต่เชื่อว่าคงมีวิธีดีๆ ไม่แพ้คนไทย
คงเพราะอย่างนี้เอง ท่านปราชญ์เพลโตของกรีกถึงบอกว่า Necessity is the mother of invention หรือ ความจำเป็น คือ มารดา (หรือผู้ให้กำเนิด) ของการประดิษฐ์/ค้นคิดอะไรต่อมิอะไร
ที่คนรุ่นคุณย่าคุณยายเอาใบสับปะรดมาลอกเป็นเส้นๆ แล้วใช้เย็บผ้าแทนด้ายในสมัยสงคราม ก็เพราะความจำเป็นทำให้คิดออกเหมือนกัน ได้ยินว่าด้ายจากใบสับปะรดนั้นเหนียวหนับดีกว่าด้ายที่ขายๆ กันอยู่สมัยนั้นเสียอีก เพียงแต่ว่าสั้นไปหน่อย เย็บๆ ไปก็ต้องสนด้ายกันใหม่บ่อยๆ
คนไทยเรารู้ดีว่าเศรษฐกิจถล่มทลายอยู่รอบๆ โลก แต่ดูเหมือนยังไม่รู้ตัวว่าความจริงมันถึงตัวแล้ว รับเชื้อมาเต็มที่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ออกอาการ พวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในเมือง จึงยังใช้และกินอย่างฟุ่มเฟือย
คิดถึง “การ์ตูนอาหารคนจน” ของ คุณประยูร จรรยาวงษ์ ผมมีฉบับรวมเล่มหลายเล่ม ตอนนี้ได้ข่าวว่าหนังสือผู้หญิงชื่อ ‘พลอยแกมเพชร’ เริ่มลงมาหลายตอนแล้ว ใครไม่เคยอ่านน่าจะลองไปอ่านดู
อนาคตข้างหน้าของประเทศเรา ถ้าเคราะห์หามยามร้าย จะต้องนุ่งผ้าตูดขาด เอากระจาดปิดตูด ได้รู้วิธีกินแบบจนๆ บ้าง ท้องจะได้ไม่หิว
อยากจะบอกกับท่านผู้อ่านที่เคารพว่า
บ้านเมืองของเรานั้นดีนักหนา ด้วยว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม ดูอย่างเมื่อครั้ง “สามเณรจิ๋ว” บุญพาวาสนาส่งได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่า
“ได้เวลากินดีอยู่ดี!”
ตาจิ๋วหวานเจี๊ยบบริหารบ้านเมืองแบบ ‘ไร้กึ๋น’ ได้เพียงไม่กี่เดือน บ้านเมืองก็ประสบวิกฤติทางการเงินขนาดหนัก อีตาใจเสาะคนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว สะบัดตูดพรึ่บ ทิ้งความรับผิดชอบ ชิงลาออกไป!
แต่แล้วประเทศไทยที่น่าสงสารก็โชคร้ายซ้ำสอง เพราะรัฐบาลของพรรคที่เป็นฝ่ายค้านดักดานเวลานี้ ได้บุญ ‘งูเห่า’ หล่นใส่ กระดี๊กระด๊าขึ้นบริหารบ้านเมือง แล้วดันเอาประเทศไปประเคนให้ IMF เปิดช่องให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาซื้อหนี้คนไทยในราคาถูกๆ แล้วบริษัทระยำหมาซึ่งมี ‘ผู้ดีคนแรก-ขี้ข้าคนสุดท้าย’ ชาวไทยเป็นพี่เลี้ยง เปิดฉากปฏิบัติการรีดนาทาเร้น โกยเอากำไรคนไทยตาดำๆ ที่ทุกข์ยากไปได้อย่างโหดร้ายสุดๆ
ร่ำรวยไปนับแสนล้าน แต่ลูกหนี้ชาวไทยต้องก้มหน้าน้ำตาตก รับกรรมไป!!
กระบวนการทางกฎหมายต้องใช้เวลานานนับสิบปี เพิ่งจะลากตัวผู้เกี่ยวข้องที่ทำความฉิบหายให้กับชาติบ้านเมืองเราไปขึ้นศาลได้ไม่กี่เดือนมานี้เอง แต่ไอ้กลุ่มบริษัทข้ามชาติอัปรีย์ก็ถูกกรรมที่ทำไว้กับคนไทยตามทัน เพราะขณะนี้บริษัทจัญไรอยู่ในฐานะย่ำแย่ขนาดหนักเลยทีเดียว...กรรมติดจรวดช้าไปหน่อย แต่ก็ยังตามทัน!
เมื่อยามที่ฐานะทางการเงินของชาติบ้านเมืองตกต่ำ เมื่อปี 2540 นั้น คนไทยที่โชคร้ายต้องตกงานซมซานกลับบ้านในชนบท แต่โชคดีที่ยังสามารถเก็บผักหญ้าหาเลี้ยงตัวเอง มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ตามประสา เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองค่อยๆ ดีขึ้น ก็กลับมาสู้ชีวิตสร้างตัวกันใหม่ในกรุง
หลายคนมองเห็นความดีในแผ่นดินพ่อแม่ที่พวกเขาทิ้งเข้ากรุงไปทำมาหากินนานนับปี ไม่ยอมกลับกรุง แต่ฝังรากอยู่บ้านเกิด ทำมาหากินและกลายเป็นเศรษฐีก็มี
เมื่อรัฐบาล ‘ห่วยแตก’ ของประชาธิปัตย์ พ้นไปจากการบริหารบ้านเมือง ความยากจนของประเทศได้ถูกแก้ไขให้พลิกฟื้นกลับ โดยการบริหารบ้านเมืองของผู้นำรัฐบาลที่มาใหม่ สามารถชดใช้หนี้สิน IMF ของประเทศจนหมดสิ้น ไทยแลนด์กลับมาผงาดอีกครั้ง ภาคชนบทกลับมีกองทุนหมุนเวียนให้คนจนได้พึ่งพา ทั้งยังมีโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือราษฎรแบบครอบคลุม เช่น
- หลักประกันสุขภาพของผู้คนที่มีรายได้น้อย เจ็บป่วยแล้วเสียเงินแค่ 30 บาท รัฐก็จะดูแลรักษาให้
- เกิดโครงการอย่าง OTOP ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็น ‘เสาหลัก’ ทางเศรษฐกิจอีกแท่งหนึ่งของชาติ แถมยังเป็นต้นแบบให้ชาติอื่นอย่าง ฟิลิปปินส์ มาดูงานแล้วนำไปดำเนินการในประเทศของตัวอย่างได้ผลดี
- มีโครงการเอสเอ็มอี กับอีกหลากหลายโครงการ จนผู้คนเริ่มมีกินมีใช้
ฯลฯ

การที่ทำให้คนจนมีช่องทางและโอกาสในชีวิตมากขึ้น และมีรายได้ลืมหน้าอ้าปาก ดูจะเป็นเรื่องแสลงใจของพวกที่ถือตนว่าเป็นคนชั้นสูงหรืออย่างไรไม่ทราบได้ เพราะพวก ผู้ดีตีนแดง-ตะแคงจิ๋มเดิน ยังรุมด่าหัวหน้ารัฐบาลที่สามารถทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น โดยกล่าวหาว่า เอาใจคนจนเพื่อเรียกหา ประชานิยม
...อีนังพวกนี้รุมอิจฉา ด่าสาดเสียเทเสีย...เพราะพวกมันยังไม่เคยจน!
ที่สำคัญคือ รัฐบาลทักษิณได้ปลุกชาติจากการล้มครืนไปแล้ว จนสามารถลุกขึ้นยืน และเชิดหน้าได้อย่างแข็งแกร่งในสังคมระหว่างประเทศ ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่แล้วทุกอย่างพานหัวทิ่มอีกครั้งเพราะการรัฐประหารโดย ‘ไอ้บัง’ กับพวกของมัน เมื่อ 19 กันยายน 2549 และเมืองไทยได้รัฐบาลโลซกของนายกฯ เขายายเที่ยง
เข้ามาบริหารประเทศ...แบบไม่บริหาร!
ดังนั้น ผมขอให้รัฐบาลที่จะมาใหม่ ต้อง ‘ตั้งรับ’ สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำให้ดี ตำแหน่งงานในบ้านเราที่ว่างรอรับอยู่นั้นมีกว่าแสนตำแหน่ง ก็ต้องแพร่กระจายข่าวให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานให้ทราบโดยเร็ว และรัฐต้องทุ่มเทให้ความสนใจและช่วยเหลือภาคเกษตรให้มากที่สุด เพราะหากข้าวและพืชผลต่างๆ ราคาพอไปได้
รับรองว่า...สถานการณ์บ้านเรายังจะไม่ลำบากนัก!
ดูอย่างครั้งข้าวราคาดีเมื่อต้นปีนั่นไง รัฐบาลท่านนายกฯ สมัคร โกยกำไรจากการขายข้าวเก่าค้างโกดังบานตะไท ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.สุพรรณบุรี ก็คือ คุณวันทนีย์ กฤษณะเศรณี ผู้จัดการสถานธนานุบาล เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ออกมาเปิดเผยว่า
ชาวนาแห่กันไปไถ่ถอนทองรูปพรรณออกมูลค่ามากกว่า 3-4 ล้านต่อวันจนเกลี้ยง ไม่มีคนเอาของไปจำนำ ถึงแม้จะเป็นตอนช่วงโรงเรียนเปิดเทอมพอดี ซึ่งปกติจะต้องมีคนพากันเข้ามาจำนำมากก็ตาม จนคุณวันทนีย์เธอป็นห่วง กลัวโรงจำนำจะเจ๊ง...นี่เป็นประวัติศาสตร์ของ ‘เมืองสุพรรณ-บ้านบรรหาร’ เลยทีเดียว!
ฉะนั้น ขอให้คนไทยกัดฟันสู้ร่วมมือร่วมใจ รัฐบาลที่มาใหม่จะต้องทุ่มเทและนำนโยบายดีๆ อย่างที่พลังประชาชนทำถูกใจชาวบ้านมาแล้ว มาช่วยเหลือกันต่อไปอีก
ที่สำคัญ หากจำเป็นมีการเลือกตั้ง ต้องจำกันไว้ให้มั่น ถ้าพวกเราไม่อยากลำบากกันอีก จงอย่าไปเลือกพรรคดีแต่พูด แต่ทำไม่เป็น แถมยังสนับสนุนผู้ก่อการร้ายโจ๋งครึ่ม
มีโอกาสกลับเข้ามาบริหารประเทศไทยที่รักของเราอีก...โดยเด็ดขาด!
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
ยามเศรษฐกิจโลกพลิกผัน ผมอยากจะเล่าเรื่องนิทานของลุงเปี๊ยก ที่ได้ยินมานานแล้ว ให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกันสักหน่อย เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเราชาวไทย
อังเคิลเปี๊ยกอยู่บ้านไม่ห่างจากผมนัก แกไม่ดู ASTV ทีวีอัปลักษณ์ แต่ทั้งดูทั้งฟังข่าวเรื่องเศรษฐกิจถล่มทั้งโลก แล้วหันมามองบ้านเราซึ่งยังงัวเงีย ไม่ค่อยรับรู้ แถมยังห่วงเรื่องทะเลาะกันว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ ตบตีกันเป็นระวิง ทั้งตบมือ และตบตีน
ลุงแกเลยอ่อนใจ บอกว่าเห็นยังงี้แล้วทำให้คิดถึงนิทานเรื่อง "โอ่งรั่ว" ที่แกเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก
นิทาน "โอ่งรั่ว" ของลุงเปี๊ยกมีว่าอย่างนี้

ในโลกร้อยหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีตุ่มขนาดยักษ์หนึ่งใบ เป็นตุ่มที่เก็บน้ำสำหรับทุกคนได้อาศัยกินและใช้
นานๆ ไปตุ่มก็เริ่มร้าวบ้าง รั่วบ้าง
ตอนเป็นน้อยๆ ก็ไม่มีใครรู้สึก เพราะแค่น้ำซึมๆ ออก แต่วันหนึ่งทุกหมู่บ้านเริ่มเห็นว่าตุ่มของตนมีรูรั่วแยะ คนของแต่ละหมู่บ้านต่างก็ช่วยกันคนละไม้ละมือ อุดรูรั่วตรงโน้น ตรงนี้ เพื่อนที่หมู่บ้านตนจะได้ไม่อดน้ำตาย
แต่หมู่บ้านที่ชื่อ 'สยอง' ซึ่งคนในหมู่บ้านแบ่งพรรคแบ่งพวก ทะเลาะกันบรรลัยมาหลายปี กลับไม่มีใครรู้สึกตัว ไม่มาช่วยกันอุดรูรั่ว เหมือนอย่างที่ผู้คนหมู่บ้านอื่นๆ เขาทำกัน
ยังมัวแต่ตีกันวายวอดอยู่ข้างตุ่ม!
น้ำในหมู่บ้าน 'สยอง' เลยรั่วไหลเกลี้ยงตุ่ม ทำให้คนสยองต้องอดตายกันเป็นเบือ ชาวหมู่บ้านอื่นเขาเห็นแล้วไม่สงสาร
กลับสมน้ำหน้า!
ยิ่งหมู่บ้านใกล้ๆ เขายิ่งดีใจ เพราะต่อไปนี้คนสยองจะได้ไม่มาแย่งเขาทำมาหากิน
ลุงเปี๊ยกบอกว่าหมู่บ้าน 'สยอง' นี้ เมื่อก่อนชื่อหมู่บ้าน 'สยาม'
ผมฟังแล้วไม่เชื่อ
ท่านผู้อ่านล่ะครับ...เชื่อหรือเปล่า!?!

..............................

...หนังสือเล่มสำคัญส่งท้ายปี พ.ศ.2551 ที่ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน” จองซื้อได้ใน vattavan.com หรือโทร 086-2593-939
ถ้าจะเลือกพรรคดักดาน อย่าซื้อเป็นอันขาด เพราะอ่านจบแล้วจะต้องเปลี่ยนใจ!!!

กวีเขียนให้คนอ่าน กวีอ่านให้คนฟัง ( คอลัมน์ : เราต่างมาจากทั่วสารทิศ : วิสา คัญทัพ )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : เราต่างมาจากทั่วสารทิศ
วิสา คัญทัพ

เมื่อผมเขียนบทกวีลงในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน มีผู้คนติดตามอ่านอยู่พอสมควร เขียนมาได้หลายเดือน แฟนที่เป็นขาประจำตามอ่านมีมากขึ้น จากนั้นผมทดลองอ่านบทกวีรายวันดังกล่าวผ่านรายการ “กุญแจเมืองไทย” ทางคลื่นวิทยุวิสดอมเรดิโอ เอฟเอ็ม 105 ที่ผมจัดร่วมกับ คุณอดิศร เพียงเกษ และ คุณไพจิตร อักษรณรงค์ มีแฟน SMS ชมชอบอยู่ไม่น้อย
ต่อมาได้นำบทกวีบางบทไปอ่านบนเวที “ความจริงวันนี้สัญจร” ซึ่งจัดกันที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนเรือนแสนด้วยเสียงปรบมือโห่ร้องชื่นชมอย่างกึกก้อง เป็นการนำเสนอผลงานที่ตรงกลุ่มเป้าหมายเป็นที่สุด
ล่าสุดได้อ่านบทกวีเปิดนำรายการ “ความจริงวันนี้สัญจรภาคพิเศษ” อีกครั้งที่วัดสวนแก้ว คราวนี้มีแฟนๆ มากมายมาถามว่ามีการรวบรวมบทกวีชุดนี้พิมพ์เป็นเล่มหรือยัง เมื่อตอบว่ายังก็มีเสียงเรียกร้องให้จัดพิมพ์เป็นเล่มได้แล้ว
อันที่จริงการเขียนบทกวีลงในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ของผม ถือเป็นงานทดลอง เริ่มจากความคิดที่เห็นนักเขียนการ์ตูนการเมืองเขียนรายวันได้ กวีก็น่าจะมีมุมมองการเมืองที่ทันสถานการณ์ และเขียนบทกวีทุกวันได้เช่นกัน โดยผมกำหนดเบื้องต้นเป็นกลอนสุภาพ ความยาวราว 5 บท ทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ผมได้คัดบางบทที่คิดว่าเนื้อหาไม่เข้มแข็งออกไปบ้าง ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอารมณ์ร่วมในสถานการณ์ปัจจุบันเอาไว้ เป็นภาพสะท้อนแห่งยุคสมัยของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ากวีย่อมต้องแสดงทรรศนะที่เป็นส่วนตัวออกมาว่าคิดเช่นใด อันอาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ในยุคสมัยแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันลึกลับซับซ้อนจากสภาพสังคมแบบไทยๆ อาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าความจริงบางประการจะคลี่คลายออกมา
ผมจงใจที่จะใช้คำว่า “กวีศรีประชา” เรียกขานตัวเองในลักษณะปราบดาขึ้นมาเป็น ประการหนึ่งเพราะเขียนบทกวีต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ และผลงานอันมากมายก็บริบูรณ์เพียงพอที่จะไม่ต้องขัดเขิน เอียงอาย จะเรียกขานตัวเองในตำแหน่งที่ไม่ได้นำลาภยศอะไรให้มากมาย
อีกประการหนึ่ง รูปงานของตนเองที่สำแดงออกมาอย่าง “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” นั้นเป็นเสมือนงานที่มอบกายถวายตัวและหัวใจให้กับประชานอย่างสุดจิตสุดใจ แม้งานที่ทำต่อเนื่องตลอดมาก็ดำเนินไปตามแนวทางประชาชนมิเสื่อมคลาย ยิ่งในท่ามกลางการต่อสู้อันสลับซับซ้อนเช่นนี้ การวิเคราะห์ความขัดแย้งทางสังคมมีความสำคัญอย่างมากในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประชาชนได้อย่างไม่ผิดพลาด ขอให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้
“เราจะยืนยันหรือไม่ว่า ประชาชน ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีการศึกษาตามระบบหรือไม่ มีสกุลรุนชาติหรือไม่ จักต้องมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อย่างเท่าเทียมกัน แต่ถ้าพิจารณาให้ดี เราจะพบว่าหาใช่มีทางเลือกเพียง 2 ทางเท่านั้น มีคนบางส่วนเสนอทางเลือกที่สาม ประเภท ไม่เอาทั้ง 2 ทาง ซึ่งฟังเผินๆ ดูดี กล่าวคือ พยายามทำตัวให้ลอยอยู่เหนือความขัดแย้งอย่างไม่ยอมชี้ผิดชี้ถูก และใช้หลักสงวนท่าที ไม่ก้าวล่วง (ทั้งเน้นว่าในที่สุดจะต้องมีฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะ) โดยยินดีต้อนรับทั้งฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ
ทรรศนะเช่นนี้ดูเหมือนดี เราอาจนำไปใช้กับแกนนำที่หลงผิด ถูกหลอกลวงจากแกนนำปฏิกิริยา แต่ต้องพิจารณาว่าสมควรนำมาใช้กับผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้นำมวลชนที่ยืนอยู่บนจุดยืนของพรรคชนชั้นกรรมาชีพ” ได้หรือไม่
นี่เท่ากับแสดงว่า ในระยะนี้ที่คู่ความขัดแย้งของชนชั้นปกครองแปรเปลี่ยนขึ้นมาเป็นคู่ขัดแย้งหลักในระยะปัจจุบันนั้น ยังมองไม่เห็นด้านครอบงำและด้านหลักของความขัดแย้ง กล่าวถึงที่สุดคือ ไม่มีความรู้ที่จะระบุ หรือไม่กล้าระบุอุปสรรคด้านหลักของสังคมในเวลานี้ได้ ฉวยโอกาสโลเล ไม่เอาทั้ง 2 ข้างเวลานี้ ขอลอยตัวโดยอ้างว่าไม่ยอมเลือกทางไหน (พวกสองไม่เอา) ผลจากการเลือกอย่างนี้ก็คือ การเลือกสนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง เพราะเท่ากับช่วยเหลือผู้กระทำที่เป็นด้านหลักของคู่ขัดแย้งอย่างจงใจ แม้จะดูคล้ายกับว่าดีกว่าเลือกข้างระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างเปิดเผย โดยการไปสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และไม่อยากเป็นนั่งร้านของทุนนิยม
แต่ขอให้มิตรสหายวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งว่า นี่เป็นทรรศนะลัทธิฉวยโอกาสที่ไม่อาจตัดสินใจได้ว่า เส้นทางใดก้าวหน้า หรือถอยหลัง ใช่หรือไม่ และปล่อยให้การต่อสู้ของประชาชนถูกนำพาโดยชนชั้นปฏิกิริยาเท่านั้น โดยเราไม่เข้าไปมีส่วนร่วมถากถางทางให้การต่อสู้ของประชาชนไปในทิศทางที่ก้าวหน้า
ในสภาพเช่นนี้ ขบวนการฝ่ายประชาชนที่ก้าวหน้าก็จะถูกมวลชนทอดทิ้ง กลายเป็นสิ่งแปลกปลอม แปลกแยก ในท่ามกลางการต่อสู้ของประชาชน และกระแสการต่อสู้ที่กำลังพุ่งแรงเพิ่มขึ้น ย่อมไม่รอคอยการนำที่ไม่มีการนำอีก หรือการนำที่หลงทิศผิดทางไม่สอดคล้องกับยุคสมัย กระแสธารการต่อสู้ของประชาชนก็จะถาโถมท่วมทับพวกที่ผิดพลาดจนจมมิด ไม่อาจโผล่ขึ้นมาได้อีกต่อไป
ถึงเวลาที่การศึกษาต้องควบคู่ไปกับการปฏิบัติของการต่อสู้ของมวลชน และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่จากการอ่านและการถกเถียงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังต้องเกิดจากการปฏิบัติท่ามกลางการต่อสู้ค้นคว้าจากประสบการณ์ตรง และจากลักษณะพิเศษของสังคมไทยด้วย
มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นพวกลัทธิคัมภีร์ที่นั่งบนยอดภู ยอดดอย และกระโดดติดปีกบินจากลูกภูลูกหนึ่งไปยังอีกลูกหนึ่ง เพ้อฝันว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมโดยไม่ต้องลงแรงร่วมการต่อสู้กับมวลอย่างเสียสละ ยากลำบาก เพราะกลัวผิด กลัวสกปรก เปรอะเปื้อน” (ธ.ถาวร-ผู้เขียน /1 ธ.ค.2551)
แน่นอน ธ.ถาวร จะเป็นใครก็ช่าง สำหรับผมย่อมถือท่านเป็นสหายที่มีความคิดคล้ายกัน ความคิดชี้นำเช่นนี้ช่วยสร้างหวังและกำลังใจให้ “กวีศรีประชา” ผู้ต่ำต้อยด้อยค่าได้ก้มหน้าทำงานต่อไป

ต่อไปขอคัดคำนำของสำนักพิมพ์แถมท้ายอีกสักหน่อย

แม้บทกวีการเมืองมิใช่อาวุธที่ใช้รบพุ่งในสงคราม แต่พลานุภาพของบทกวีก็สามารถปลุกจิตใจให้ฮึกห้าวเหิมหาญ ปลอบประโลมขวัญ สร้างหวังกำลังใจ สร้างพลังแห่งการต่อสู้ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม
บทกวีที่ “กวีเขียนให้คนอ่าน” กับ “กวีอ่านให้คนฟัง” จึงให้อรรถรสที่ต่างกัน
วิสา คัญทัพ เป็นกวีที่มีความสามารถทั้งการเขียนและการอ่าน เขาเป็นกวีที่รู้อารมณ์และจังหวะของถ้อยคำ รู้เบา รู้หนัก รู้เน้น รู้ผ่อนคลาย รู้ย้ำ รู้เสริม รู้เติม และรู้หยุด นอกจากจะเป็นกวีที่มีแบบฉบับเฉพาะตนแล้ว เสน่ห์สำคัญยังอยู่ที่น้ำเสียงและลีลาอันทรงพลังในการอ่าน โดยเฉพาะบนเวทีในที่ชุมนุมชนจำนวนมาก ความเป็นอดีตผู้นำนักศึกษาที่คุ้นเคยกับเวที และม็อบ ทำให้เขาเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมวลชน ประชาชนชื่นชมการอ่านบทกวีของ วิสา คัญทัพ โดยเฉพาะการหยิบเอาบทกวีที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน มาอ่านในรายการความจริงวันนี้สัญจร ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ต่อเนื่องมาถึงการอ่านบทกวีที่ลานคนเมือง หน้าที่ว่าการกรุงเทพมหานคร ในการชุมนุมของกลุ่มผู้สวมเสื้อสีแดง
เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 วิสา คัญทัพ ประกาศจุดยืนและอุดมการณ์ของเขาผ่านบทกวีวรรคทองอันรู้จักกันทั้งประเทศว่า

“ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

กว่า 35 ปี วิสา คัญทัพ เขียนบทกวีมาโดยต่อเนื่อง ทั้งรังสรรค์บทเพลงแนวลูกทุ่ง ลูกกรุง และเพื่อชีวิต ไว้มากมายหลายร้อยเพลง ตลอดจนผลงานบทกวีอีกหลายเล่ม ย่อมยืนยันได้ว่า เขาไม่เพียงแต่เกิดมาเป็นกวี หากแต่ยังเป็นกวีที่ประชาชนธรรมดาสามัญให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น วิสา คัญทัพ ไม่เคยได้รับรางวัลทางวรรณกรรมใดๆ วันนี้เขาพอใจและประกาศปราบดาตนเองเป็น “กวีศรีประชา” อย่างภาคภูมิใจ

สังคมที่ไม่เคารพสัจจะ ของที่ไม่ใช่สัจจะอาจขายได้ เมื่อวิสาเลือกทางสร้างงานที่เป็นสัจจะ งานของเขาจึงขายยากมาตลอด จนวันนี้สังคมต้องการสัจจะ บทกวีของเขาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ต้องขายในระบบปกติตามกลไกการตลาดที่วางแผงขายทั่วไปตามร้านหนังสือ หากแต่ “ทำเองขายเอง” นี่แหละ

หนังสือ “กวีศรีประชา” เล่มนี้ จัดพิมพ์ขึ้นตามคำเรียกร้องของประชาชน คัดสรรมาจาก “ประชาทรรศน์ รายวัน” หลายบทที่ท่านชื่นชอบปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว ไม่น่าจะขัดเขินแต่อย่างใด สำหรับกวีที่ประกาศว่า “ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” จะขออนุญาตเป็น “กวีศรีประชา”

เฮ้ย กูเป็นกวีศรีประชา ปราบดาขึ้นมาด้วยกล้าหาญ
อำมาตยาธิปไตย เผด็จการ กูยืนหยัดต้านทานจนสุดฤทธิ์
เฮ้ย กูเป็นกวีศรีประชา ด้อยอำนาจวาสนาแต่มีสิทธิ์
เสรีภาพเต็มที่แห่งชีวิต ในความคิดประชาธิปไตย
เฮ้ย กูเป็นกวีศรีประชา จะสรรหาเทวดามาจากไหน
ก็มิอาจไว้เนื้อและเชื่อใจ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
เฮ้ย กูเป็นกวีศรีประชา เจตนารมณ์ สิบสี่ตุลาฯ มิสูญสิ้น
ทั้งวิญญาณ คนกล้า พฤษภาทมิฬ อย่าทรยศชีวิน วีรชน
เฮ้ย กูเป็นกวีศรีประชา แสงดาวแห่งศรัทธาสว่างหน
กูจะร่วมรบรุกกับทุกคน ต้านเผด็จการปล้นประเทศไทย

กำสรวลนักสื่อสารมวลชน ( คอลัมน์ : สื่อมวลชนภิวัตน์ )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สื่อมวลชนภิวัตน์
กิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ
ksoonprasert@hotmail.com

วันนี้ขอเล่าเรื่องตัวเองสักครั้งหนึ่ง ผมเริ่มชีวิตการทำงานข่าวกับ มติชนรายวัน ในยุคปลายรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยเริ่มที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนนั้น พล.อ.ชาติชาย กำลังมีปัญหากับทหาร คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบกตอนนั้น กับเพื่อนพ้องทหารของ พล.อ.สุจินดา ที่เรียกรวมกันว่า “เตรียม ทบ.รุ่น 5” จน พล.อ.ชาติชาย คิดจะปลด พล.อ.สุจินดา แต่ก็ถูกรัฐประหารด้วยการจี้ตัวบนเครื่องบิน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 เสียก่อน

จากรัฐบาลผสมจากการเลือกตั้ง ผมก็ต้องทำข่าวรัฐบาลแต่งตั้งที่มีคณะทหารครอบงำอีกครั้ง โดยนายกฯ คือ คุณอานันท์ ปันยารชุน ต้นตำรับของคำว่า “โปร่งใส” จากนั้นก็ได้เห็นการสืบทอดอำนาจของคณะทหาร จนนำไปสู่การประจันหน้ากลางถนนในเดือนพฤษภาคม 2535 ที่เรียกกันว่า “พฤษภาทมิฬ”
จบพฤษภาทมิฬผมก็ได้เจอรัฐบาล “คนกลาง” ในภาวะพิเศษอีกครั้ง คือ “อานันท์ 2” ที่มาอย่างเหนือความคาดหมายของเซียนการเมือง ทั้งๆ ที่มีการแก้รัฐธรรมนูญให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
จากนั้นก็ตามมาด้วยการเลือกตั้งที่ในที่สุด “ชวน หลีกภัย” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสม
ผมอยู่จนรัฐบาลชวนต้องยุบสภา เพราะกรณี สปก.4-01 ซึ่งเกิดจาก คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสำคัญ จากนั้นก็เว้นวรรคไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษจนจบปริญญาโทด้านนิเทศศาสตร์นานาชาติ จาก City University
กลับมาจากอังกฤษผมก็ได้ไปทำงานที่ บลูมเบิร์ก สำนักข่าวเศรษฐกิจของสหรัฐ ในช่วงปี 2540 เลยได้ทันทำข่าววิกฤติเศรษฐกิจลดค่าเงินบาทอย่างที่เรียกว่านั่งติดขอบเวทีเลย
ต้นปี 2541 ผมออกจากเมืองไทยไปร่วมงานกับวิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย ที่กรุงลอนดอน อยู่ที่นั่นจนถึงปี 2549 เมื่อบีบีซีสั่งปิดแผนกภาษาไทย รวมแล้ว 8 ปี
บีบีซีปิดผมก็กลับไทย มาบริหารโครงการพัฒนาสื่อไทยของอินเตอร์นิวส์ องค์กรเอกชนสหรัฐ อยู่ 2 ปีเศษ โดยเป็นการสนับสนุนงานของบรรดาสมาคมวิชาชีพในไทย สื่ออิสระ และวิทยุชุมชนทั่วประเทศ
ปีนี้ผมก็เข้าภาวะชีพจรลงเท้า ได้เข้าไปช่วยร่างข้อบังคับจริยธรรมของวิชาชีพให้โทรทัศน์สาธารณะ (ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการใช้เสียที) นอกจากนั้น ก็ทำหน้าที่บรรณาธิการของสำนักข่าวอิศรา บริหารรายการวิทยุของกลุ่มเสียงไทยซึ่งตั้งโดยอดีตคนบีบีซีไทยกลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็หันมาเป็นนักข่าวอิสระ
นอกจาการทำข่าวแล้ว ถ้าพอมีเวลาก็ไปอบรมคนรุ่นใหม่ทั้งในวิชาชีพ หรือสอนพิเศษนักศึกษาในเรื่องภาษา หรือเรื่องสื่อต่างๆ ด้วย
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่จะอวดตัวเอง แต่จะปูพื้นว่าผมเป็นคนที่ได้เห็นรอยต่อและพัฒนาการของสื่อไทยในยุคที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการให้ข้อมูลข่าวสารกับสังคม ตีคู่มากับสื่อหนังสือพิมพ์ จนได้เห็นการเติบใหญ่ของสื่อออนไลน์ตั้งแต่ยุคตั้งไข่จนถึงยุคเริ่มต้นเฟื่องฟู
ในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตเนื้อหาข่าวนั้น ถ้าข่าวพิมพ์ ผมก็จับตั้งแต่พิมพ์ดีด ซึ่งถ้าพิมพ์ข่าวผิดตัวเดียวแล้วก็ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งแผ่น จนสู่การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ จากการติดต่อสื่อสารระหว่างโรงพิมพ์กับนักข่าวสนามด้วยโทรศัพท์ เพจเจอร์ หรือแฟกซ์ข่าว จนสู่ยุคอีเมล
ส่วนข่าววิทยุประกอบเสียง ผมก็ผ่านการตัดต่อกับเทปจริงๆ ที่ใช้มีดโกนกับเทปกาวในการเชื่อมโยงเนื้อเทปเข้าด้วยกัน แล้วจากนั้นจึงข้ามสู่ยุคตัดต่อเสียงด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
การอัดเสียงนั้นก็เริ่มจากการใช้เทปคาสเซ็ตต์ที่เครื่องอัดให้ได้เสียงสเตอริโอดีๆ ก็ต้องใช้เครื่องที่หนาหนัก จนพัฒนาการสู่เครื่องอัดแบบดิจิตัลที่เล็กบาง แต่เก็บข้อมูลได้ไม่น้อย หรือมากกว่าด้วยซ้ำ
ช่องทางสื่อสารนั้นผมก็เห็นตั้งแต่เป็นแผ่นกระดาษที่ต้องกินเวลาผลิตมาก วิทยุต้องใช้คลื่นสั้น หรือคลื่นยาว จนมาถึงอินเตอร์เน็ต ที่ทะลุทะลวงได้ทุกที่ กลายเป็นยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ แม้แต่ว่าที่ประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันก็อาศัยอินเตอร์เน็ตหาเสียงจนชนะเลือกตั้งมาแล้ว
เรียกว่า ได้เห็นและประสบภาวะ “สื่อมวลชนภิวัตน์” ในภาควิทยาการกับตัวเองมาตลอด
แต่ถ้าพูดถึงการวิวัฒน์ในเรื่องโครงสร้างการเป็นเจ้าของสื่อ โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์นั้น ก็ต้องบอกได้ว่า การสร้างสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสื่อเสรี เป็นเวทีกระบอกเสียงของประชาชนนั้น ยังไม่เกิดขึ้น
แม้จะมีการยึดไอทีวีมาเป็นทีวีสาธารณะตามที่โฆษณากัน ผมก็ต้องบอกตรงๆ ว่า มันเป็นแค่หน้าฉากเท่านั้น เพราะถ้าเราเจาะเนื้อหาจริงๆ แล้ว ทีวีสาธารณะนั้นกลับกลายเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ของเอ็นจีโอ นักวิชาการ และสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มคนที่ถูกเหมาเอาว่าอยู่ในเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ทั้งนั้น
ส่วนวงการวิทยุนั้นไม่ต้องพูดถึง การให้สัมปทานคลื่นยังไม่ได้รับการปฏิรูป แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่จะออกมาแล้ว แต่ผลประโยชน์ทั้งทางการเงินและการเมืองของการบริหารคลื่นวิทยุมันมากเกินไปจนการปล่อยมือมันยากนัก
ถ้าว่ากันจริงๆ เจ้าของคลื่นวิทยุในเมืองไทยมีอยู่แค่
- กรมประชาสัมพันธ์
- อสมท.
- กองทัพบก
- กองทัพไทย
- กองทัพเรือ
- กองทัพอากาศ
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- กรมไปรษณีย์โทรเลข
ถ้ายกเว้น อสมท. แล้ว เจ้าของคลื่นที่เหลือต่างนำคลื่นในมือที่มีอยู่จำนวนมากออกประมูลให้เอกชนเช่าช่วงไปทำรายการต่อ ส่วนตัวเองรับค่าประมูล
ดังนั้น คนที่ได้คลื่นวิทยุไปทำจากหน่วยงานเหล่านี้ นอกจากมีเงินแล้วยังต้องมีอำนาจการเมืองหนุนหลังอีกด้วย ซึ่งแน่ล่ะ ก็ต้องเป็นฝ่ายรัฐบาล การจะให้ออกความเห็นต่อว่ารัฐบาลหรือคนที่เป็นเจ้าของทุนในคลื่น แม้จะทำอย่างมีหลักวิชานั้นยากที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งมาตรการสำคัญส่วนใหญ่ที่เจ้าของคลื่นจะทำคือ ถอดรายการนั้นๆ เสีย ด้วยเหตุผลที่สวยหรูว่า ต้องการปรับผังรายการ
ที่พูดมานี้เพราะได้เห็นเหตุการณ์นี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือการที่ คุณอุดมศักดิ์ เสาวนะ กับทีมงาน ถูกถอดรายการตอนบ่ายจากคลื่น 105 และล่าสุดคลื่น 105 ก็แจ้งกับผมว่า ขอเปลี่ยนรายการคุยข่าวเสาร์-อาทิตย์ที่จัดอยู่ได้แค่เดือนเดียวออก เพราะต้องปรับผังใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม
นอกจากผมแล้ว ทราบว่าแม้แต่ผู้อาวุโสในวงการอย่าง วิสา คัญทัพ ไพจิตร อักษรณรงค์ อดิศร เพียงเกษ ยังถูกถอดรายการไปในคราวเดียวกันด้วย
ช่างบังเอิญจริงๆ ที่การปรับผังรายการสอดคล้องกับการที่พรรคประชาธิปัตย์จะขึ้นเป็นรัฐบาล และ เนวิน ชิดชอบ เปลี่ยนข้างเข้าเชียร์ ปชป.
เรื่องการเปลี่ยนผังรายการนั้นผมไม่ว่ากัน เพราะเป็นเรื่องของคนทำวิทยุที่ต้องปรับตัวตามผู้ฟังอยู่เสมอ แต่ถ้าทำกันแบบรวดเร็วเอาตัวรอดทางการเมืองไปเรื่อยๆ โดยไม่ใช้วิธีวิทยาศาสตร์ ไม่คำนึงถึงคนจัดที่ล้วนแต่เป็นผู้อาวุโส เป็นศิษย์มีครู บางคนเป็นอาจารย์มีศิษย์มากมาย ก็เท่ากับไม่เคารพผู้จัดเหล่านั้น ไม่เคารพผู้ฟัง
แม้ท่านจะได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ชื่อเสียงของบริษัทและสถานีในระยะยาวน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
อย่าลืมว่ามนุษย์เรานั้น “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” คนที่ท่านเห็นว่าหมดอำนาจวาสนาในตอนนี้ ต่อไปเขาก็อาจจะกลับมาผงาดอีกครั้ง และตอนนั้นเขาคงอยากให้ท่านต่อโคลงของศรีปราชญ์บทนี้ให้จบ

“ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง”
สวัสดี

รัฐบาลใหม่ต้องเอาผิดม็อบปิดสนามบิน ( คอลัมน์ : รอบรั้วปัญญาชน )

ที่มา ประชาทรรศน์

ชื่อ น.ส.กฤษณา สาโรจน์ (น้องอุ้ม)
กำลังศึกษาที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คณะวิทยาการจัดการ ภาควิชาบริหารธุรกิจ (สาขาการตลาด) ชั้นปีที่ 4
กิจกรรมที่ชื่นชอบ อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นกีฬา

“น้องอุ้ม” น.ส.กฤษณา สาโรจน์ จากรั้วมหาวิทยาลัยรชภัฏสวนดุสิต จี้รัฐบาลใหม่ดำเนินคดีม็อบปิดสนามบินให้เด็ดขาด ชี้ปิดสุวรรณภูมิเหมือนปิดประตูบ้านตัวเอง ทำภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวเจ๊ง! แนะทุกฝ่ายสามัคคีเตรียมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจดีกว่า

***ทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีแต่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง คิดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจในประเทศน่าเป็นห่วงหรือไม่
ทุกประเทศตอนนี้ก็คงต้องเจอสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีเหมือนๆ กัน ประเทศไทยเราก็คงต้องหามาตรการรับมือให้ดี ต้องคอยแก้ปัญหาเรื่องคนตกงาน ปัญหาอาชญากรรม ที่สำคัญจะต้องหยุดทะเลาะกันก่อน แล้วช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ให้มีความสงบสุข ให้เกิดวามสามัคคีกัน
ถ้าเกิดคนไทยยังมาทะเลาะกันเอง ยังคงแตกแยกกันเองเหมือนทุกวันนี้ หนูคิดว่าต่อไปเศรษฐกิจประเทศไทยเราคงจะแย่ไปมากกว่านี้ เรื่องคนตกงานคงจะเยอะขึ้นอีก หนูอยากจะให้ทุกฝ่ายหยุดทะเลาะกัน แล้วหันมาช่วยกันเตรียมรับมือกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ดีกว่าค่ะ

***ขณะนี้ได้รัฐบาลชุดใหม่ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องไหนมากที่สุด
เรื่องเศรษฐกิจค่ะ เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเรามากๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว การส่งออก โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายมาก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเห็นได้ชัดเลยว่าเสียหายไปมากแค่ไหน ที่สำคัญภาพลักษณ์ของประเทศไทยเรา ต่างชาติคงมองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไปแล้ว
และเป็นเรื่องยากที่จะเรียกความเชื่อมั่น และกู้ภาพลักษณ์แบบนั้นกลับมาได้ในระยะเวลาปีสองปีแน่นอน ภาพความเป็นเมืองที่น่ามาท่องเที่ยวไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร แต่ถึงอย่างไรเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จะแก้ไขตอนนี้คือช่วยกันทำให้ประเทศเราเป็นประเทศที่รู้รักสามัคคี และไม่มีการแบ่งแยกกันเป็น 2 ฝ่าย ทำให้นักท่องเที่ยวหันมาเที่ยวบ้านเมืองเราเหมือนเดิมดีกว่า

***มองว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองจะลดลงหรือไม่
ข้อนี้หนูไม่อาจจะรู้ได้เลยค่ะ แต่สิ่งที่หนูอยากให้เกิดขึ้นคือ การเห็นคนไทยรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยกว่าคนเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง เพราะภาพลักษณ์ของประเทศเราแต่ก่อนคือมีความรักความสามัคคีกัน แต่ตอนนี้ต่างชาติจะมองว่าบ้านเราแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย แต่ความเป็นจริงมีแค่กลุ่มคนกลุ่มน้อยที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน แต่กลุ่มคนส่วนมากในบ้านเรายังรักและสามัคคีกันค่ะ ฉะนั้นเราจะต้องชี้แจงให้ชาวต่างชาติรู้ไว้ว่าคนไทยยังรักและสามัคคีกัน ที่สำคัญยังมีน้ำใจและใจดีเหมือนเดิมค่ะ

***พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจจะถูกต่อต้านจากกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะว่าหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ควรจะทำอย่างไร ควรให้ ส.ส. คนนั้นลาออกหรือไม่
ข้อนี้หนูคงไม่ออกความคิดเห็นค่ะ เพราะหนูไม่ค่อยรู้เท่าไร หนูอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่าอยากให้แก้ไขปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ด้วยความยุติธรรมและความจริงใจ เพราะคนที่เดือดร้อนคือประชาชนและประเทศไทย

***คิดว่ารัฐบาลควรจะดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่บุกยึดทำเนียบ ยึดสนามบินแห่งชาติทั้ง 2 แห่งอย่างเด็ดขาดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
หนูว่ารัฐบาลควรจะมีวิธีแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก เพราะการไปปิดสนามบินเป็นการปิดประตูบ้านเราค่ะ หนูว่าเป็นอะไรที่เสียหายมากจริงๆ คงไม่มีอะไรจะพูดค่ะ เพราะว่าทุกคนคงรู้และเห็นแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา ตอนนี้ก็อยากจะฝากไปถึงทุกฝ่ายค่ะว่าจะทำอะไรก็คิดถึงประชาชน คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเราให้มากที่สุดค่ะ

สื่อต่างชาติกับความเป็นนายกฯ ของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ( คอลัมน์ : วิเทศทรรศน์ )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : วิเทศทรรศน์
จักรภพ เพ็ญแข

สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 เพราะเอาชนะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ของอีกฝั่งหนึ่งได้หลายคะแนนอยู่ เรื่องแบบนี้ดูเผินๆ แล้วเป็นธรรมดาอย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องมีปืนและรถถังเข้ามาประกอบฉาก สภาพของความเป็นสภาผู้แทนราษฎรก็ยังดำรงอยู่ เครื่องประกอบฉากทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในบริบทของรัฐธรรมนูญทั้งนั้น แต่เหตุไฉนสื่อต่างชาติถึงยังคงเดินหน้าโจมตีอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายในความเป็นเผด็จการ


บางสำนักข่าวเอาหนักขนาดบอกว่าเป็นรัฐประหารแฝงเร้น โดยใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือเลยด้วยซ้ำไป
ภาพสมบูรณ์ (picture perfect) ของคุณอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำรัฐบาลคนใหม่ของไทยขาดตกบกพร่องตรงไหนหรือในสายตาของผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลางตามวิชาชีพชนิดที่ใครก็ไปมีอิทธิพลสั่งการอะไรเขาไม่ได้ หรือใครบังเอิญสนิทสนมกับรายไหนเป็นส่วนตัวก็ไม่ใช่ว่าจะชี้นำได้ทุกๆ สำนักข่าว
เมื่อส่วนใหญ่เขามองอย่างไร ก็มักเป็นความจริงตามเนื้อผ้าอย่างนั้น
คนใหญ่โตในเมืองไทยที่ควบคุมอะไรต่อมิอะไรในประเทศได้ จึงมักจะครั่นคร้ามสื่อต่างชาติทั้งนั้น เหตุผลก็ชัดเจนยิ่ง นั่นคือ ไม่มีอำนาจราชศักดิ์อะไรจะไปควบคุมเขาได้ เพราะเขาอยู่นอกพื้นที่อำนาจของตนอย่างสมบูรณ์
ถึงจะบอกกับคนในประเทศว่าดีแสนดี ดีชนิดที่หาอะไรมาเปรียบเทียบมิได้ ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่ได้อะไรดีอย่างนั้น แต่ถ้าของจริงห่วย เขาก็บอกตรงๆ และเรียบๆ ว่าห่วย แล้วคุณจะส่งหน่วยเวรหน่วยกรรมที่ไหนไปทำอะไรเขาได้ ก็ต้องยอมรับและหาทางปิดหูปิดตาคนในประเทศไปเรื่อยๆ เหมือนคนสิ้นคิด
กลับมาที่คุณอภิสิทธิ์
จุดใหญ่ที่สุดที่คุณอภิสิทธิ์ถูกโจมตีในความไม่สง่างาม คือความสัมพันธ์ระหว่างคุณอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่หลายคนเห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างประดาแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งต่างชาติเขาเรียกติดปากว่า PAD
เมื่อยึดทำเนียบรัฐบาลและเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แทนที่คุณอภิสิทธิ์จะยืนอยู่ในพื้นที่ที่คนเป็นผู้นำควรจะยืน คือไม่เลือกข้างและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาหลักการที่ยึดถือกันมานาน ก็กลับไปเดินวนเวียนอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง ตะโกนบอกให้สื่อต่างชาติทำข่าวประชาชนถูกทำร้ายโดยตำรวจ คล้ายๆ วางตัวเองเป็นผู้นำเสนอหลักในโฆษณา (presenter) อย่างนั้น
สื่อต่างชาติเขาก็กลับมาเขียนข่าวให้จริง แต่ส่วนใหญ่ออกมาในทำนองว่าตัวคุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสเพื่อสร้างข่าวให้กับตัวเอง ขณะที่ผู้ประท้วงฉุดกระชากลากกฎหมายของบ้านเมืองลงมาย่ำยีเล่น ในลักษณะที่ประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ เขายิงใส่และจับตัวเข้าคุกไปนานแล้ว
ที่สำคัญคือสื่อเหล่านี้เข้าใกล้และสังเกตการณ์แกนนำของ PAD อย่างใกล้ชิดจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว คุณอภิสิทธิ์มาเล่นกลโชว์อยู่กลางถนนราชดำเนินอย่างนั้นเขาก็เลยไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อแล้วก็ออกจะยิ้มเยาะ
ยิ้มเยาะว่าผู้นำการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทำตัวเลยเถิดไปถึงขั้นเห็นด้วยกับคนที่ลุกขึ้นมาทำลายหลักกฎหมายของบ้านเมือง ทั้งที่ตัวเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ (ออกกฎหมาย) และเห็นชอบกับการกระทำที่สร้างความระส่ำระสายกับบ้านเมือง ทั้งที่ตัวอาจจะเป็นรัฐบาลและมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในวันหนึ่ง
เมื่อ PAD ไปไกลถึงขั้นบุกเข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง กลุ้มรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริสุทธิ์เป็นสิบเป็นร้อยคน และเปลี่ยนสถาปัตยกรรมที่คนทั้งชาติภาคภูมิใจให้เป็นห้องส้วมไป ความรู้สึกของสื่อต่างชาติก็ยิ่งเป็นลบหนัก ถึงขนาดหงุดหงิดว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำไป
เรียกว่าถ้ารัฐบาลทุบโต๊ะและเข้าปราบปรามตามมาตรฐานสากล จะได้รับการสรรเสริญจากสื่อต่างชาติส่วนใหญ่อย่างเกรียวกราว เพราะเห็นกันทั่วว่าฝ่ายผู้ประท้วงทำการเกินเลยและ “ข้ามเส้น” ไปมาก แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจที่รู้ในภายหลังว่ารัฐบาลได้รับคำสั่ง “ห้ามปราบ” จนกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพากันนั่งกันนิ่งเหมือนดูละครน้ำเน่า เหมือนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายใดๆ เลย
ทั้งหมดนี้หวนกลับมาหา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีทั้งนั้น
คำถามที่จะตั้งกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์ก็ควรคิดคำตอบที่ฟังขึ้นเอาไว้ล่วงหน้า นั่นคือคนที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้ เป็นนอมินีของใคร?
สุเทพ เทือกสุบรรณ?
ชวน หลีกภัย?
สนธิ บุญยรัตกลิน?
สนธิ ลิ้มทองกุล?
?????
ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ห่วงตัวท่านหรอกนะครับ แต่ผมเป็นห่วงบ้านเมืองที่โลกเขาจะเห็นความน่าหัวร่อและหมดความเชื่อถือในเกียรติคุณของราชอาณาจักรไทยต่างหาก เพราะคนไทยทั้งประเทศจะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องนับถือคนโบราณว่าหาภูมิปัญญาหาแต่งคำพังเพยเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะในทุกสถานการณ์
งานนี้ คือ “ฝนตกขี้หมูไหล คน...มารวมกัน”

'เพื่อไทย'ลุยปราศรัยใหญ่หน้าศาลากลางเมืองปากน้ำเย็นนี้

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วในช่วงเย็นวันนี้ (20 ธ.ค.) พรรคเพื่อไทยใช้รถติดเครื่องขยายเสียงแห่รอบตลาดปากน้ำ เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยใหญ่ที่ศาลากลาง จ.สมุทรปราการ พร้อมกับจะเปิดตัว นางอรุณรัตน์ กิจเลิศไพโรจน์ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 จ.สมุทรปราการ ของพรรคฯแทน นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์อดีตกรรมกรบริหารพรรคพลังประชาชน ที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้บริเวณเวทีปราศรัยด้านหน้าศาลากลาง จ.สมุทรปราการ ในขณะนี้มีการตั้งเวทีและจัดเตรียมต่างๆเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมดแล้ว และคนที่จะมาขึ้นเวทีปราศรัยประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ

สุชาติ’ปัดบช.น.ไม่ได้สั่งยิงแก๊สน้ำตาสลายม็อบปล้นชาติ!ระบุเป็นคำสั่งสตช.

ที่มา ประชาทรรศน์

แจงเหตุสลายผู้ชุมนุม 7 ต.ค. ‘ม็อบพันธมาร’ เหิมเกริมบุกล้อมรัฐสภาขณะนายกฯแถลงนโยบาย ผบช.น.ปัดไม่ได้สั่งยิงแก๊สน้ำตา ระบุเป็นคำสั่ง สตช.เพื่อควบคุมฝูงชน ลั่นอย่าโยนบาปให้ตำรวจเป็น 'เหยื่อทางการเมือง'

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกปิดล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เพื่อคัดค้านไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าไปแถลงนโบายทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีการสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น

วันนี้ (20 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้เดินทางไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่คณะกรรมการสิทธิฯ สรุปชี้มูลการตรวจสอบข้อเท็จจริงส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาว่า ในการควบคุมฝูงชนและการปราบจลาจลที่เกิดขึ้นในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นไปตาม “แผนกรกฎ 48” และ “แผนตุลาฯ 50” ซึ่งเป็นแผนการปฏิบัติการตามปกติ

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และมีรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้ช่วย หมุนเวียนกัน 12 ชั่วโมง จะมีคำสั่งและแผนการปฏิบัติรายละเอียดปรากฎตามเอกสารที่ผู้ให้ถ้อยคำมอบให้คณะอนุกรรมการฯผู้ให้ถ้อยคำจะกำกับดูแล หน่วยกำลังที่มาปฏิบัติงานจะมี ผบ.ของหน่วยนั้นๆ มาดูแลอีกชั้นหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2551 เวลา 20.00 น. , วันที่ 7 ต.ค. 2551 เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล เป็นรอง ผบ.เหตุการณ์ วันที่ 7 ต.ค. เวลา 08.00 น. 20.00 น. พล.ต.ต.เอกรัฐ มีปรีชา เป็นรองผบ.เหตุการณ์ ในวันที่ 6 ต.ค. ช่วงเวลาเย็นสายสืบรายงานว่ากลุ่มพันธมิตรฯได้เคลื่อนย้ายจากทำเนียบรัฐบาลทราบว่าไปที่รัฐสภา มีประมาณ 2,000-3,000 คน

ต่อมาเวลาประมาณ 23.00 น. ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เตรียมเอกสาร คำชี้แจงให้คณะรัฐมนตรีทราบ เมื่อผู้ให้ถ้อยคำและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เตรียมเอกสาร คำชี้แจงให้คณะรัฐมนตรีทราบ เมื่อผู้ให้ถ้อยคำ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เตรียมทำเนียบรัฐบาลแห่งใหม่ ที่สนามบินดอนเมือง ไปที่ห้องรับรองพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน ผู้ให้ถ้อยคำได้รายงานสถานการณ์ให้ทราบ

จากนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อมูลแล้วจึงให้ผู้ให้ถ้อยคำกลับไปเตรียมพร้อมที่ บชน. ระหว่างเดินทางกลับขณะอยู่บันรถ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.เวลา 02.00-03.00 น. ผู้ให้ถ้อยคำ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น. 1 และพ.ต.อ.สมชายฯ ผกก.สน.ดุสิต ไปส่งเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ แล้วกลับไปที่บชน. ทราบว่าระหว่างที่ไปส่งเสด็จฯ พล.อ.ชวลิต ได้เดินทางมาประชุมโดยมีผู้บังคับหน่วยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เข้าร่วมประชุม

โดย สตช.ยังได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เปิดทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เข้าประชุมที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมได้หารือว่าจะเลื่อนประชุมได้หรือไม่ และย้ายที่ประชุมได้หรือไม่ ซึ่งท้ายสุดก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องรักษารัฐสภาและเปิดถนนให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เข้าที่ประตูด้านถนนพิชัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้อยเข้าไปรักษารัฐสภา

ต่อมา ในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจนสามารถเปิดประตูทางเข้ารัฐสภาที่ถนนพิชัยได้ เมื่อประชุมสภาเสร็จ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถออกจากรัฐสภาได้เพราะกลุ่มพันธมิตรฯได้ปิดล้อมรัฐสภาไว้ ซึ่งเวลา 15.00 น. มีการเตรียมการเพื่อเปิดทางที่ประตูรัฐสภา ที่ถนนพิชัย พล.ต.ต.เอกรัฐได้เจรจาต่อรองกับแกนนำขอเปิดทางเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้จึงต้องให้กำลังเปิดทาง ได้รับรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บขาขาดจากการควบคุมฝูงชนด้วย

ต่อมามีข่าวรายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯจะบุกยึดบชน. ในช่วงเย็น เจ้าหน้าที่จากหน่วย ตชด. ได้วางกำลังรักษาพื้นที่ไว้ที่บริเวณบชน. ลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตัวมาที่ ตามรายงานจึงได้มีการปะทะกันโดยใช้แก๊สน้ำตาอีกครั้งในเวลาประมาณ 19.00 น.ต่อมามีทหารเข้ามาในพื้นที่ ฝ่ายผู้ชุมนุมเข้าใจว่าทหารปฏิวัติแล้วจึงโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้วถอยกลับที่ตั้งที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อทราบว่าทหารไม่ได้ปฏิวัติ แกนนำจึงปราศรัยโจมตีทหาร การชุมนุมของพันธมิตรฯเริ่มตั้งแต่เดือนพ.ค. 2551 ในระหว่างนี้มีการร้องเรียนการชุมนุมโดยตลอด เช่นการปิดถนน ยึดสถานที่ราชการและมีการดำเนินการทางศาล ในการชุมนุมมีการปราศรัยบนเวทีอย่างต่อเนื่องและแกนนำจะประกาศว่าจะทำกิจการรมอะไรให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบ สตช.ไม่ได้รับนโยบายให้สลายการชุมนุม แต่ทำเพื่อเปิดทางให้ส.ส.และส.ว. ที่เข้าประชุมในสภา ให้ออกจากรัฐสภาเท่านั้น สำหรับการใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชนในช่วงงเย็นเกิดจากผู้ชุมนนุมต้องการบุกยึดบชน.เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาได้

ซึ่งหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในวันดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งและแผนที่สตช.ได้จัดทำไว้ หน่วยผู้ใช้แก๊สน้ำตามี 3 หน่วย คือ นเรศวร อรินทราช กองปราบ และผู้ใช้จะได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธดังกล่าว ผู้ให้ถ้อยคำรับผิดชอบในฐานะผบ.เหตุการณ์ ตลอดเวลา วันที่ 6 ต.ค.2551เวลา 20.00 น. และวันที่7 ต.ค. เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล เป็นรองผบ.เหตุการณ์ และพล.ต.ต.เอกรัฐ มีปรีชา รองผบ.เหตุการณ์เป็นผู้ช่วยของผู้ให้ถ้อยคำ ในการควบคุมดูแล ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. ผู้ให้ถ้อยคำไม่ได้เป็นผู้สั่งยิงแก๊สน้ำตา ทั้งนี้การปฏิบัติแล้วแต่สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนั้นโดยมีผู้ควบคุมกำลังของหน่วยนั้นๆ เป็นผู้สั่งการ ภายหลังการควบคุมการชุมนุมในช่วงเช้าของวันที่ 7ต.ค. ที่บริเวณสามแยกพิชัยตรงข้ามประตูทางออกของรัฐสภาแล้ว ผู้ควบคุมดูแลกำลังของตำรวจปฎิบัติการพิเศษ (ตปพ.) เป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังและอาวุธระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าควบคุมการชุมนุมอีกครั้งหนึ่งในช่วงเย็นของวันที่ 7 ต.ค. ที่บริเวณรัฐสภา

ซึ่งปกติแล้วแก๊สน้ำตาไม่น่าจะทำให้เกิดอันตรายกับประชาชนได้ ถ้าเป็นแบบที่ยิงจากปืนจะมีระยะประมาณ 120 หลา วัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเคลียร์บุคคลให้ออกจากพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำร้ายประชาชนแต่อย่างใด ผู้ให้ถ้อยคำได้รับทราบข้อมูลว่า ผู้ชุมนุมทำระเบิดปิดงปองบาดเจ็บสาหัส ไม่น่าเกิดจากแก๊สน้ำตา ในกรณีที่มีภาพข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาไปที่แนวยางรถยนต์ที่ผู้ชุมนุมวางไว้เป็นกันชนระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่นั้น เจ้าหน้าที่เกรงว่าในแนวยางรถยนต์ดังกล่าวอาจมีระเบิดที่ผู้ชุมนุมชุกซ่อนเอาไว้จึงต้องยิงยางรถยนต์ตรวจสอบเพื่อป้องกันความปลอดภัย

รัฐบาลย้อนยุคของอภิสิทธิ์ ที่เกิดขึ้นด้วยเล่ห์กล การทรยศหักหลังประชาชน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมไม่ได้สนใจการตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เลย ไม่สนใจติดตามว่าใครจะดำรงตำแหน่งอะไร โควต้าใครเป็นอย่างไร สำหรับผมแล้วนี่มันคือ การเอาหนังประวัติศาสตร์ยุคปี 2530-2540 มาฉายซ้ำเป็นการเมืองยุคหนัง period ไป

เราก็เห็นตัวแสดงดั้งเดิมยุคตั้งแต่นายชวน หลีกภัย เคยขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ด้วย งูเห่า รวมทั้งเป็นรัฐบาลผสมที่เต็มไปด้วยโควต้า และเราจะเห็น ยุคบุฟเฟ่ต์คาร์บิเนต ที่เคยหายไปตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนนตรีทักษิณ ชินวัตร ย้อนยุคมาโชว์ให้คนรุ่นใหม่ดูอย่างเต็มตัว

รัฐบาลนี้ เกิดขึ้นมาด้วยการฉ้อฉลต่ออำนาจของประชาชน ทั้งตุลาการ กองทัพ และฝ่ายศักดินาต่าง ๆ เพื่อที่จะรักษาอาณาจักรดั้งเดิมโบราณของตนเอาไว้ในศตวรรษที่ 21 ให้ได้ พวกเขาใช้ "เครือข่าย" คอนเน็กชั่นทั้งหลายที่เพียรสร้างกันมาอย่างยาวนาน เพื่อฝืนกับกระแสโลก ฝืนกับ Paradigm ที่เปลี่ยนไปแล้วของประชาชนให้ได้



เชื่อเถอะว่า เราจะเห็นการ โปรประกันดา กันอย่างถี่ยิบ เพื่อมอมเมาประชาชนที่ตื่นแล้วให้กลับไปนอนใน Matrix ต่อไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะทำหน้าที่เหมือนพระเอกลิเก เรียกน้ำตาจากแม่ยกต่อไป

เชื่อผมเถอะว่าสภาพแห่งการหลอกลวงนี้คงอยู่ไม่ได้นาน ไม่มีสิ่งใดที่จะฝืนกระแสวิวัฒนาการของมนุษย์ไปได้

ที่จริงคนไทยเราพัฒนาก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้มาแล้ว หลังปี 2540 เราพัฒนาไปจนถึงมีรัฐบาลพรรคเดียว (แม้จะไม่พรรคเดียวจริง แต่มีพรรคใหญ่มาก ทำให้พรรคอื่นเป็นแค่ส่วนประกอบ) มีนายกรัฐมนตรีที่เข็มแข็ง และทำลายระบบโควต้าไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เราพัฒนาการเกือบถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จะนำระบบ Primary Vote หรือการเลือกตั้งหยั่งเสียงมาใช้กับพรรคไทยรักไทย เพื่อใช้เฟ้นหาตัวผู้สมัครที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ แล้ว

เราพัฒนการถึงขั้นมีรัฐสวัสดิการหรือ Welfare บางส่วนเสียด้วยซ้ำ เช่น การรักษาพยาบาลฟรี (ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์แบบบัตรอนาถา แต่เป็นสิทธิของประชาชน) แม้ระบบ Welfare แบบเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้น ก็เป็นเพียงเพราะว่า "ระดับรายได้ของประเทศไทย" ยังไปไม่ถึงต่างหาก แต่หากรัฐบาลนายกฯทักษิณ อยู่ตามที่คาดการไว้ คาดว่าระบบสวัสดิการจะพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถในการหารายได้เข้าประเทศของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว

อยู่ ๆ ฟ้าก็ผ่าลงมา หมุนประเทศไทยกลับไปสู่ยุคปี 2530-2540 เกิดระบบงูเห่า ระบบโควต้า เกิดการเมืองยุคเสื่อมกลับคืนมาอีก การเมืองที่อยู่ได้ด้วยความฉ้อฉลประชาชน การโฆษณาชวนเชื่อลมๆ แล้งๆ มอมเมาประชาชน

ที่จริงผมไม่ค่อยรู้สึกเซ็งอะไรมากนักกับการเกิดขึ้นของรัฐบาลฉ้อฉลของนายอภิสิทธิ์ เพราะผมถือว่านี่คือการพักยก ไหลทวนย้อนกลับในช่วงเวลาสั้นๆ ของประวัติศาสตร์ ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ตามมา

อาณาจักรแห่งความหลอกลวง ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางอยู่ได้นาน ต้องล่มสลายอยู่ดี

สิ่งที่ก้าวหน้าอย่างหนึ่งที่ผมตระหนักแล้วคือ ประชาชนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็อย่างที่ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยครั้งนี้ “ เกิดขึ้นที่รากฐานของระบบ” คือ ประชาชนได้เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งจาก การเลือกบุคคล เป็น “การเลือกพรรค” แล้ว การหมุนทวนระยะสั้นๆ ในช่วงรอยต่อ ที่ยังไม่มีประชามติของมหาชนออกมา ก็เป็นเพียง การสาธิตให้ประชาชนดูเท่านั้นว่า ระบบการเมืองแบบนายอภิสิทธิ์ นี่มันเลวร้ายขนาดไหน

ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่า “กองทัพไทย” ไม่มีพลังอำนาจเพียงพอในการทำรัฐประหาร และประชาชนกลุ่มเสื้อแดงได้พัฒนาการขึ้นจนถึงขั้นที่จะต่อต้านอำนาจของกองทัพได้แล้ว

ผมรู้อีกอย่างหนึ่งว่า “อำนาจดั้งเดิมแห่งจารีตประเพณี” ได้เสื่อมโทรมจนถึงที่สุดแล้ว แม้ฉากหน้าจะดูราบเรียบ แต่แท้ที่จริงแล้วประชาชน “รอเวลาหนึ่ง” อยู่เท่านั้น และเวลานั้นก็ใกล้มาแล้วด้วย และผมรู้อีกว่า ในสามปีของวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ อำนาจจารีตได้ ทำลายตนเองลงไปแทบหมดสิ้น พวกเขายังเหลือสายใยที่เปราะบางเพียงเล็กน้อย กับช่วงเวลาอันสั้นๆ เท่านั้น

ส่วนอำนาจตุลาการ แม้จะฝืนมติมหาชนได้ แต่ระบบ “ศาล Kangaroo court” ที่ไม่ยึดมั่น และตั้งอยู่ในหลักนิติธรรม และใช้หลักการพิพากษาแบบ “เชื่อได้ว่า” คำตัดสินต่างๆ ไม่สนใจพยานหลักฐาน นอกจาก “ความเชื่อของตุลาการ” นั้น ระบบเช่นนี้ ไม่เคยดำรงตนในโลกสมัยใหม่ได้ เพราะมันฝืนกับธรรมชาติของอำนาจตุลาการที่ต้องเที่ยงธรรม เมื่อไม่เที่ยงธรรม เกียรติยศและศักดิศรี ก็ไม่มีเหลืออีกต่อไป

ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นแต่เพียงระยะไหลย้อนทวนของระบบดั้งเดิม ก่อนการพัฒนาการเข้าสู่ระบบใหม่เท่านั้น

“ฝ่ายประชาธิปไตย” ชาวเสื้อแดงหลายคนมีอาการท้อแท้ สิ้นหวัง เซ็ง ผมคิดว่าเป็นธรรมชาติของการต่อสู้มาอย่างยาวนาน เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เป็นดั่งใจ ก็อาจรู้สึกล้า สิ้นหวังบ้าง

แต่ผมคิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยเราไม่ได้สิ้นหวังแต่ประการใด สถานการณ์ต่างๆ ทางสังคมยังเป็นใจให้กับเรา เป็นใจให้กับการเปลี่ยนแปลง

แต่ผมอ่านประวัติศาสตร์มาเยอะ ผมรู้สัจจธรรมข้อหนึ่งว่า “จักรวรรดิที่กำลังเสื่อมโทรม” นั้น ไม่มีทางล้มลงในวันเดียวแน่ แม้มันจะเสื่อมโทรมลงอย่างไร มันก็ยังคงมีพลังอำนาจอยู่ในระดับหนึ่งที่แน่นอน ดังนั้นจงอย่าใจร้อน จักรวรรดิชั่วร้ายที่เรากำลังต่อสู้อยู่นี้ “ล่มสลายลงอย่างแน่นอน” เพียงแต่ทอดระยะเวลา ต่อลมหายใจออกไปได้ช่วงสั้นๆ อีกระยะหนึ่งเท่านั้น พวกเขาต้องรวมพลังทุกอย่างที่มี รักษาจักรวรรดิอันเสื่อมโทรมนี้เอาไว้ จะทำได้นานสักเท่าใด

ยุคก่อนอาจใช้เวลา 20-30 ปี แต่นั้นเป็นเวลาในยุคโบราณที่เดินช้า เท่ากับความเร็วของม้า และคนเดินเท้า แต่ยุคศตวรรษที่ 21 เวลาเดินเร็วเท่ากับสัญญาณอินเตอร์เน็ต ดังนั้นระยะเวลาที่จักรวรรดิอันชั่วร้ายนี้จะล่มสลายลง ต่ำกว่า 5 ปีอย่างแน่นอน ที่จริงมันมีเวลาบอกอยู่แล้ว ทุกคนต่างก็รู้ในใจของตน แต่คงพูดไม่ได้

หน้าที่ของฝ่ายประชาธิปไตยตอนนี้คือ “การแจกยาเม็ดสีแดง” ปลุกคนที่กำลังหลับไหลใน Matrix ให้ตื่นขึ้นมา ตอนนี้คนตื่นขึ้นมาเยอะแล้ว แต่รอถึง “มวลวิกฤติ” หรือ รอให้ “ลิงตัวที่หนึ่งร้อย” ตื่นขึ้นมาก่อน เมื่อนั้น ลิงทั้งฝูงจะตื่นขึ้นพร้อมกัน

ผมเชื่อว่าตอนนี้ลิงตัวที่เก้าสิบกว่า ตื่นขึ้นแล้ว

รอยเตอร์วิจารณ์ครมใหม่ อยู่ไม่นาน-เอาพธม.มาเป็นรมต.ได้ไง

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2551

รอยเตอร์ สำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานข่าวไปยังประเทศทั่วโลก นำเสนอข่าววันนี้ (19 ธ.ค.) แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอภิสิทธิ์ ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

รอยเตอร์อ้างคำพูดของนักธุรกิจและนักวิจารณ์ทางการเมืองที่กล่าวว่า รัฐมนตรีหลายรายยังขาดประสบการณ์ และน่าจะทำให้ปัญหาทางการเมืองยิ่งแย่ลง

"นักวิเคราะห์ส่วนมากไม่ได้คาดหวังว่าคณะรัฐมนตรีของเขา (อภิสิทธิ์) จะสามารถอยู่ได้เกินปี 2009 ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าใกล้ศูนย์หรือแย่ไปกว่านี้" รอยเตอร์เผยในข่าวที่ตีพิมพ์ทั่วโลก

หยิบกรณีแต่งตั้งกษิต ณ พันธมิตร มาวิจารณ์

รอยเตอร์ยังได้หยิบยกกรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งได้แก่นายกษิต ภิรมย์ ว่าจะทำให้แผนการสร้างภาพนายอภิสิทธิ์ ผู้ซึ่งติดภาพเป็นคนเรียนนอกและคนกรุง มีปัญหา เพราะนายกษิตคือหนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของกลุ่มพันธมิตร ศัตรูทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณ ผู้เป็นขวัญใจคนชนบทและคนยากจน

เนื้อข่าวได้อ้างคำวิจารณ์ของคุณ Supalak Ganjanakhundee ที่กล่าวว่า ใครก็ตามที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรรับตำแหน่งที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยที่มีต่อชาวโลก ซึ่งเนื้อข่าวส่วนดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้


"เขาทั้งหลายจะไม่สามารถอธิบายให้กับสังคมโลกได้อย่างมีเหตุผลถึงรากเหง้าของวิกฤตทางการเมือง" เขา(คุณศุภลักษณ์)กล่าว

นายกษิตได้ปกป้องบทบาทของตนในการรณรงค์ของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งรวมไปถึงการปิดกั้นสนามบิน โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางประชาธิปไตย

'พันธมิตร ไม่ได้เป็นกลุ่มแก๊งอันธพาล สิ่งที่เราได้ทำไปเป็นเพียงการดำเนินการทางประชาธิปไตย เพื่อขับไล่รัฐบาลที่คอร์รัปชั่น' เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการสัมนาเมื่อวันศุกร์

นักการทูตในกรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมฉบับหนึ่ง(ที่มักไม่ค่อยจะทำเช่นนี้)ในเดือนนี้ กล่าวว่า พวกเขารู้สึก "กังวลอย่างยิ่งยวด" ในการที่ทางการปล่อยปละหย่อนยานต่อกลุ่มกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันที่อยู่สูงสุดในโครงสร้างของสังคม ในการเขายึดสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

(Diplomats in Bangkok issued a rare joint commuique this month, saying they were 'seriously concerned' at the ease with which the PAD, which had the support of figures at the top of the establishment, took over one of Asia's biggest airports.)


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

Reuters: New Thai cabinet faces flak
Thai E-news: เจ้าทรัพย์มองตาปริบๆ โจรปล้นเสร็จหารส่วนแบ่ง ยึดสนามบินได้ดีเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ปล่อยให้ยึดได้คุมกลาโหม-คัมแบ็คผบ.ตร.!