ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 21, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 21/07/55 ทางเลือกการแก้รัฐธรรมนูญ.....

ที่มา blablalbla

โดย

 ภาพถ่ายของฉัน




พอเอ่ยชื่อ สารขันธ์แลนด์ แดนตอแหล
เบื่อจริงแท้ เรื่องราว ที่กล่าวขาน
ประจักษ์ชัด จัดเจน เป็นตำนาน
ชนทุกบ้าน ทุกข์ทน ไม่พ้นภัย....


ไปเลือกตั้ง หวังเอาไว้ ได้ สส.
กุลีกุจอ มุ่งมั่น ไม่หวั่นไหว
สิ่งแน่วแน่ นั่นหนา ประชาธิปไตย
เพื่อเมืองไทย ไร้ทุกข์ สุขร่มเย็น....


รัฐธรรมนูญ เผด็จการ สามานย์ชัด
ยังติดขัด อีกมาก ยากจะเข็น
จะแก้น้อย แก้มาก หลากประเด็น
มันซ่อนเร้น ด้วยมารยา นับสารพัน....


จะทำเพื่อ สิ่งถูกต้อง กลับมองข้าม
พยายาม เตะถ่วงไว้ ไม่สร้างสรรค์
เอากฎกู กฎมึง เข้าดึงดัน
เหลือแค่ฝัน เลือนลาง อย่างเลื่อนลอย....


นำเสนอ อย่างนี้ จะดีไหม
ตามครรลอง กำหนดไว้ ให้ล่าถอย
ฉีก..แล้วเปลี่ยน ทันใด ไม่ต้องคอย
อยากเรียบร้อย เชิญท้อปบูท ไวสุดเลย....


๓ บลา / ๒๑ ก.ค.๕๕

Friday, July 20, 2012

'พานทองแท้' เลือกแล้ว 20 คน ร่วมฉลองวันเกิดพ่อ

ที่มา Voice TV

 'พานทองแท้' เลือกแล้ว 20 คน ร่วมฉลองวันเกิดพ่อ



'โอ๊ค' ขอบคุณแฟนเพจศรัทธาพ่อ เลือกแล้ว 20 คน ร่วมฉลองวันเกิด 'ทักษิณ' ฟรีที่เกาะฮ่องกง เตรียมรางวัลปลอมใจคนผิดหวัง นัดส่งเอกสารพรุ่งนี้(20 ก.ค.)

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ได้คัดเลือกแฟนคลับที่จะร่วมทัวร์โครงการ  "เยี่ยมคนแดนไกล แบบไม่มีอภิสิทธิ์ชน กับพานทองแท้" เที่ยวบิน NASA No.1 จำนวน 20 ราย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทัวร์นี้จะพาแฟนเพจผู้โชคดี 20 คน จากเฟซบุ๊กของนายพานทองแท้ ไปร่วมฉลองวันเกิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เกาะฮ่องกงฟรี
 
 
"แฟนเพจที่รักทุกท่านครับก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความรัก ความเมตตากับผม และครอบครัว มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรักความศรัทธา ที่ทุกท่านมีให้กับ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น เป็นสิ่งที่ผมและครอบครัวตลอดจนทีมงานมีความซาบซึ้งใจ และจะยึดถือเป็นกำลังใจในการทำประโยชน์ให้กับสังคมสืบต่อไปครับ
 
 
หลังจากที่ผมและทีมงานได้จัดโครงการไปเยี่ยมคุณพ่อนั้นได้รับกระแสตอบรับดี เกินคาดครับ ต้องยอมรับว่าทีมงานทุกคนเหนื่อยและก็พยายามคัดผู้เข้าร่วมในโครงการอย่าง ยุติธรรมที่สุด โดยจำนวนผู้ที่จะร่วมเดินทางด้วยนั้นผมได้แจ้งให้แฟนเพจทั่วไปทราบว่าจะคัด เลือกไปทั้งสิ้น 20 ท่าน (เฉพาะเที่ยวบิน NASA no.1นะครับ ยังเตรียมจะจัด NASA No.2,3,4,5....ฯลฯ อีกหลายเที่ยว หากโครงการยังเป็นที่ต้องการของทุกท่านครับ)
 
 
ผมต้องขอเรียนให้ทราบว่าที่จริงแล้วผมเตรียมไว้มากกว่านั้นครับ และตั้งใจที่จะมาประกาศให้ทราบกันเมื่อการคัดเลือกเสร็จสิ้นแล้ว เพราะทราบว่าเมื่อคนที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการมีจำนวนมาก ก็ย่อมที่จะมีทั้งผู้ที่สมหวังและผิดหวัง อย่างแรกคือ ผมได้เตรียมรางวัลปลอบใจเอาไว้ให้กับผู้ที่ลงทะเบียนไว้แล้วยังไม่ได้ไปใน ครั้งนี้ เป็นเสื้อยืด 2+2=5 ที่ผมออกแบบเองมีหลายแบบครับ วันนี้เอามาโชว์หนึ่งแบบครับ ไม่รู้ว่าจะถูกใจกันหรือปล่าว จำนวนก็พอเพียงที่จะแจกให้กับผู้ที่ร่วมลงทะเบียนทุกๆท่าน (เข้าใจว่าหลายพันตัวอยู่นะครับ ยังไม่ได้เช็คกับทีมงาน) ส่วนการรับเสื้อจะรับที่ไหนอย่างไรนั้น จะแจ้งให้ทราบอีกทีครับ
 
 
อย่างที่ 2 คือ จำนวนคนที่ไปผมก็เตรียมไว้มากกว่า 20 คนครับ ความจริงแล้วทั้งหมดที่ไปมีถึง 4-50 คน โดยในกลุ่มที่ 1 จากการคัดเลือกแฟนเพจ 20 คน ผมขอยืนยันว่า เป็นการคัดเลือกแบบไม่มีอภิสิทธิ์ชนจากแฟนเพจของผมแท้ๆครับ ส่วนกลุ่มที่ 2 อีก 20-30คน ได้แก่ ผู้ที่เป็นทีมงานของผม,แนวร่วมเครือข่ายออนไลน์,แหล่งข่าว,ผู้ที่เป็นผู้นำ และจุดประกายความคิดให้กับทีมงานในการนำเสนอข้อมูล ฯลฯ ดังนั้นคนที่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ แล้วมีชื่อได้ไปนั้น น่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่2 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน แต่ผมไม่ได้แจ้งไว้ในเฟสบุ๊คก่อนหน้านี้ครับ
 
 
ขณะนี้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้ร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบิน NASA no.01 ก็ได้รับการติดต่อทางอีเมล์จากทีมงานหมดทั้ง 20 ท่านแล้วนะครับ ต้องกราบขอบคุณแฟนเพจทุกท่านที่ได้ร่วมสนุกกัน ครั้งนี้ท่านใดที่ยังไม่ได้ไป ไม่ต้องเสียใจครับ ครั้งหน้าและอีกหลายๆครั้งก็ยังมีโอกาส และต้องกราบขอโทษด้วยว่า ทีมงานผมแจ้งว่าเป็นเหตุผลทางด้านความเป็นส่วนตัว หลายๆท่านที่ไปอาจยังไม่อยากเปิดเผยตัว จึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่โพสต์รายชื่อผู้โชคดีในนี้นะครับ แต่หากท่านที่ได้ไปจะเปิดเผยตัวในคอมเม้นต์ เพื่อให้เพื่อนๆร่วมแสดงความยินดีก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไรนะครับ และหลังจากที่ได้กลับมาแล้วก็คงได้นำรูปมาให้ได้ดูได้รู้จักหน้าค่าตากันนะ ครับ
 
 
ในวันที่ 21 นี้ ที่ผมได้แจ้งไว้ว่า เป็นวันส่งเอกสารยืนยันการเดินทาง อาจจะมีการนัดเจอกันหรือนัดทานข้าวและทำความรู้จักกันในเบื้องต้นด้วยนะครับ แล้วจะแจ้งให้ทราบอีกทีครับ
 
 
ช่วงนี้บางครั้งอาจยุ่งกับเรื่องอื่นอยู่ จึงโพสต์ห่างกันหรือโพสต์ช้าไปบ้างก็ต้องขออภัยนะครับ การจัดไปเยี่ยมคุณพ่อนี้ ผมก็ทำของผมเอง ใช้ทุนทรัพย์ของตัวเอง หวังเพียงเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณทุกท่านที่รักและห่วงใยคุณพ่อและครอบครัว ของผม และผมก็หวังว่าการทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้ น่าจะเป็นการริเริ่มที่ดี ที่จะทำให้เราได้พบปะกัน สร้างสรรสิ่งดีๆให้แก่กันนะครับ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปบ้างก็ต้องกราบขออภัย และจะได้นำมาปรับปรุงการเดินทางในครั้งต่อๆไปนะครับ แล้วเจอกันครับ"
 
 
Source : facebook.com/oakpanthongtae
20 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:14 น.

ประวิตร โรจนพฤกษ์: บทสนทนาระหว่างผู้พิพากษาคดี ม.112 กับทนายอานนท์

ที่มา ประชาไท

 

บทสนทนาระหว่างท่านผู้พิพากษา อภิสิทธิ์ วิระมิตรชัย หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายเอกชัย (สงวนนามสกุล) กับทนายฝ่ายจำเลย ทนายอานนท์ นำภา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 (ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการพิจารณาคดี) น่าจะช่วยให้สังคมเข้าใจรายละเอียดของการต่อสู้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดี ขึ้น ผู้เขียนซึ่งได้บันทึกบทสนทนาด้วยปากกาจึงขอนำบางส่วนของการสนทนาดังกล่าวมา เผยแพร่ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคม
(นายเอกชัยถูกจับเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 ข้อหาขายก้อปปี้ CD สารคดีเรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ไทยกับ ม.112 ของโทรทัศน์ออสเตรเลีย the Australian Broadcasting Corporation (ABC) พร้อมเอกสาร WikiLeaks สองชุดที่มีการอ้างคำพูดของ ประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องค์มนตรี พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา อดีต นายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน และ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น – เอกชัยถูกจับแถวสนามหลวงหลังตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อ CD ในราคา 20 บาทแถวสนามหลวง เอกชัยถูกขังคุก 9 วันก่อนได้รับการประกันตัว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี)
ผู้พิพากษาอภิสิทธิ์: ถ้า [ม.112] ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จบ ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่ คุณจะสู้คดีอย่างไร? ยิ่งจริงยิ่งหมิ่น ฟังก่อน และถ้าไม่จริงก็โคตรหมิ่นเลย เพราะฉะนั้นการพิสูจน์ว่าจริงไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณเลย… ให้คุณพิจารณาเอาเอง มันไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวคุณเลย…
ทนายอานนท์: ถ้า [ข้อมูลในวิดีโอและ WikiLeaks] เป็นความจริง เราก็สู้โดยสุจริต ปัญหาคือจะเรียนเชิญทั้งสอง [พลเอกเปรม กับ องคมนตรีสิทธิ] และขอหมายเรียก [จากศาล] มา 3 ครั้งแล้ว
ผู้พิพากษา: พยานไม่เป็นประโยชน์ต่อคดี
ทนายอานนท์: ผมเชื่อว่าท่านองคมนตรีจะพูดความจริง
ผู้พิพากษา: ถ้าคุณจะอ้างว่าผมจะพูดถึงใครก็ได้ อันนั้นก็อ้างรัฐธรรมนูญมา …แต่เรื่องข้อความทางกฎหมาย ยิ่งจริงยิ่งหมิ่น…เข้าใจเปล่า?... ถ้าไม่มีผลในคดีเท่าที่ควร ทำไปมันก็ไม่ได้อะไร มันได้แต่ความสะใจ
ทนายอานนท์: ท่านองคมนตรีเป็นหลักสังคม ท่านจะพูดความจริง
ผู้พิพากษา: ฝ่ายโจทก์ไม่ได้โต้เรื่อง WikiLeaks ไม่ได้โต้เนื้อหาว่าจริงไม่จริง เขาบอกข้อความเป็นการหมิ่น ศาลก็ไม่ได้คัดค้านอะไรคุณ แต่คุณลองคิดให้ดีก่อน [ถ้า] มาดูเอ๊ะ จะสู้แนวไหนกันแน่ มันจะเป็นผลดีกับตัวคุณเอง…
ทนายอานนท์: (บอกว่ากฎหมายค้มครองไม่ให้วิจารณ์องค์ประมุขเท่านั้น ไม่รวมพระราชินีหรือองค์รัชทายาท)
ผู้พิพากษา: ตีความเถียงอาจารย์ ก็สอบตก ไม่ได้เกรดเอ (A) … ศาลตีความให้ได้เลยว่าขัด [ม.112] ไม่ขัด อย่าเข้าใจผิดนะ ศาลเปิดโอกาสให้คุณสู้คดี เต็มที่เลย
ทนายอานนท์: ผมคิดว่าแนวทางการต่อสู้ค่อนข้างจะชัดเจนว่าข้อความเป็นความจริง เราก็ยืนยันว่าเราสู้แนวข้อเท็จจริง….
ผู้พิพากษา: ไม่มีธง…พูดแบบแฟร์ๆ
หลังจากนั้นก็ศาลก็ให้พักหารือ 20 นาที และมีการถกเถียงกันในกลุ่มของเอกชัยอย่างดุเดือดว่าจะเอาอย่างไรต่อ และข้อดีข้อเสียแต่แนวทางต่อสู้คดีแต่ละแบบเป็นอย่างไร
เอกชัยบอกผู้เขียนว่า ‘คดีผม สำคัญที่สุดต้องเอา […] 3 คนนี้มา […] ต่อให้สู้เรื่องเจตนา ผมก็ไม่รอด’
20 นาทีผ่านไป ศาลสองท่านขึ้นบัลลังก์ แล้วทนายอานนท์ก็ยังยืนยันว่าอยากจะพิสูจน์ความจริงของข้อมูลใน WikiLeaks และวิดีโอ ABC
ผู้พิพากษา: คืออย่างนี้ ศาลไม่ขัดขวาง ศาลพูดเป็นแนวทางเฉยๆ ไม่ได้บังคับ โจทก์ไม่ได้โต้เถียงเรื่องข่าว WikiLeaks เลยว่าไม่มีหรือไม่มีการพูด อ้างพยานเพิ่มเติมถ้ามีเหตุผลศาลให้อยู่แล้ว ศาลรู้และเข้าใจความเป็นกังวลของจำเลย [แต่] ถ้าสืบเรื่องข้อเท็จจริงอย่างเดียวจะเสียต่อคดี
ศาลไม่ได้แนะนำ ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้กลัวอะไร… ศาลบอกว่า คุณจะสู้แนวไหน
ทนายอานนท์: ในบันทึกการจับกุม [เอกชัย] จำเลยใช้คำว่า [ข้อมูล] เป็นคำพูดไม่เหมาะสม [ซึ่งอาจต่างจากคำพูดหมิ่น]
ผู้พิพากษา: จำเลยสู้ว่าไม่มีเจตนาหมิ่น เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพก็ว่าไป เอาอย่างนี้ดีกว่า ศาลอธิบายนิดนึงนะ ศาลไม่ได้ปิดกั้นเรื่องพยาน
เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน ศาลเป็นกลางจริงๆ ศาลไม่มีอะไรเลย ศาลก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง
พูดตรงๆเลย บางทีแพ้ทางเทคนิคมันเจ็บใจ… ศาลไม่ได้บอกแนว [ต่อสู้คดี] นะ ศาลถามแนวทางเพื่อให้คุณมีโอกาสเตรียมตัวสู้คดีอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญ [ว่า ม.112 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่] ศาลอนุญาตให้ส่งนะ
เรื่องหมายเรียก [ให้พลเอกเปรมกับ พลอากาศเอกสิทธิ] ของดไว้ก่อน ไม่ใช่งดเลย ศาลเข้าใจว่าคุณกังวล งดไว้ก่อนไม่ใช่ไม่ออกแล้ว


อ่านรายละเอียดได้เพิ่มเติมในข่าว

คดีคนขายซีดี ABC ยอมระงับขอหมายเรียก'เปรม' - เลื่อนสืบพยาน 20 พ.ย.
Court defers lese majeste case, defence advised

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 35: วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

 

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๕ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ
หลัง จากที่คณะนิติราษฎร์ได้แถลงข้อเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและให้จัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ขึ้นทำหน้าที่แทนนั้น ได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์บางประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของการจัดตั้งคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยที่ข้อวิจารณ์จำนวนหนึ่งได้พาดพิงถึงความเห็นในอดีตของผู้เขียนเกี่ยวกับ การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จึงสมควรที่จะอธิบายเพื่อความเข้าใจให้ถูกต้อง ดังนี้
๑. การที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเพราะคณะนิติราษฎร์เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบไว้ การตัดสินคดีในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคลือบแคลง สงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าไปเป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง และแสดงออกซึ่งความต้องการทางการเมืองผ่านคำวินิจฉัย ซึ่งในหลายกรณีเป็นที่โต้แย้งอย่างมากในทางนิติศาสตร์  เช่น คดีปราสาทพระวิหาร คดีนายกรัฐมนตรีสาธิตการทำอาหาร และคดียุบพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญอันเป็นคดีล่าสุดที่ ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเข้ามาในแดนอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญของรัฐสภา มีผลเป็นการระงับยับยั้งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งระบบกฎหมาย ไทยในปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญกระทำการเช่นนั้นได้  และการแก้ปัญหาโดยการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่งเห็นได้ชัดจาก โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ายากที่จะเป็นไปได้
๒. การยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญและก่อตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบ รัฐธรรมนูญขึ้นแทนนั้น นอกจากจะทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นวินิจฉัยคดีรัฐ ธรรมนูญโดยไม่ต้องคำนึงและผูกพันกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แล้ว ยังทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงที่มาของบุคคลผู้ทำหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความเป็น กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด และโดยคุณสมบัติที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้ไม่ให้ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ (เช่น รัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ฯลฯ) หรือตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คตส. หรือองค์กรอิสระต่างๆ เช่น ปปช. ฯลฯ) ย่อมหวังว่าจะได้บุคคลกลุ่มใหม่ซึ่งมีแนวความคิดที่แตกต่างจากบุคคลกลุ่ม เดิมๆซึ่งกุมสภาพความเป็นไปในการใช้กฎหมายอยู่ในเวลานี้ อันจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ หลักนิติรัฐประชาธิปไตย
๓. ประเด็นที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ค่อนข้างมากก็คือ ประเด็นที่มาของคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญจำนวนแปดคน โดยให้องค์กรสามองค์กรเป็นผู้มีอำนาจเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งเป็นตุลาการ พิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ คือสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้กระบวนการคัดเลือกตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญซับซ้อนจนเกินไป เนื่องจากคณะนิติราษฎร์มุ่งประสงค์คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญให้เป็น องค์กรทดแทนศาลรัฐธรรมนูญไปพลางก่อนในระหว่างที่ยังจำเป็นต้องใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน จึงกำหนดกระบวนการคัดเลือกให้ถ่วงดุลกันระหว่างประธานองค์กรที่คัดเลือกกับ องค์กรที่คัดเลือก (ผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐธรรมนูญที่ไม่มีลักษณะต้องห้าม) คือ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อสามรายชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็น ชอบ ประธานวุฒิสภาเสนอรายชื่อสองรายชื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีเสนอรายชื่อสามรายชื่อให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เฉพาะการเสนอชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภานั้น ให้ประธานแต่ละสภาต้องเสนอชื่อบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือตุลาการศาลปกครองสูงสุดอย่างน้อยหนึ่งรายชื่อ ซึ่งจะทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญมีบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้ พิพากษาตุลาการอย่างน้อยสองคนจากแปดคน (อาจมากกว่านี้ก็ได้) หรืออย่างน้อยหนึ่งในสี่ของตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญซึ่ง ต้องใช้ความรู้ในทางกฎหมายวิธีสบัญญัติ
๔. ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้ฝ่ายการเมืองครอบงำคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญโดยไม่มีหนทางแก้ไขได้ และขัดกับความเห็นของผู้เขียนที่เคยวิจารณ์กระบวนการสรรหาบุคคลเข้าสู่ ตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ผู้เขียนวิจารณ์ในลักษณะที่ว่าไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีส่วนร่วมและทำ ให้ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากสามารถครอบงำองค์กรอิสระได้ทั้งหมดดังปรากฏในบท ความเรื่อง “โครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญกับอำนาจของนายกฯทักษิณ” ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ใน พ.ศ.๒๕๔๗ ผู้เขียนได้ตรวจสอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวแล้วโดยเฉพาะข้อวิจารณ์จากสภา ทนายความ ไม่พบว่าผู้วิจารณ์ทั้งหลายได้ศึกษาโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และสภาพการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นเปรียบเทียบกับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ตลอดจนกลไกการถ่วงดุลตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน ที่จะวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
๕. ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น องค์กรที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญและถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเดียวกัน คือ วุฒิสภา โดยกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นมีที่มาจากสองทางคือจากศาลฎีกาและ ศาลปกครองสูงสุดรวมเจ็ดคน และจากผู้ทรงคุณวุฒิรวมแปดคน เฉพาะส่วนที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒินั้นให้มีคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยประธาน ศาลฎีกา อธิการบดี และคณะบดีคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และผู้แทนพรรคการเมือง โดยในส่วนของผู้แทนพรรคการเมืองรัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกกันเองให้เหลือสี่คน ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อเลือกกันแล้ว ปรากฏว่าผู้แทนพรรคการเมืองซึ่งเข้าเป็นคณะกรรมการสรรหานั้น เท่าที่ผู้เขียนจำได้ล้วนแล้วแต่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งในเวลานั้นมีพรรคไทยรักไทยเป็นแกนกลาง) ทั้งสิ้น ไม่มีผู้แทนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้าร่วมในกระบวนการสรรหาเลย เมื่อได้รายชื่อแล้วเสนอไปยังวุฒิสภาก็ค่อนข้างชัดเจนว่าในเสียงส่วนใหญ่ใน วุฒิสภาก็สัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐบาล และเมื่อให้ความเห็นชอบแล้ว อำนาจถอดถอนก็ยังอยู่ที่วุฒิสภาอีกด้วย โครงสร้างในลักษณะเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นโครงสร้างที่มีปัญหาระบบ ถ่วงดุล เป็นประโยชน์กับฝ่ายที่กุมเสียงข้างมากในกรรมการสรรหาและวุฒิสภา และการที่ไม่มีฝ่ายค้านร่วมในการสรรหาย่อมมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมในแง่ กระบวนการ
๖. ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ในลักษณะดังกล่าวนี้ แม้ในวันนี้ก็ยังยืนยันว่าโครงสร้างในลักษณะดังกล่าวต้องได้รับการปรับปรุง แก้ไข ผู้เขียนได้วิจารณ์ตลอดจนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรอิสระตลอดจนกระบวนการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งใน องค์กรอิสระและในศาลรัฐธรรมนูญเรื่อยมา จนกระทั่งในช่วงปลายสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ ได้เริ่มมีการพูดการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ แต่ก็เกิดรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เสียก่อน ผู้เขียนยืนยันว่าแม้จะเรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ผู้เขียนก็ยอมรับในคุณค่าประชาธิปไตย ไม่อาจยอมรับข้อเรียกร้องต่างๆที่มีผลเป็นการล้มล้างรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยได้ เช่น การร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน (นายกฯ ม. ๗) และยิ่งไม่อาจยอมรับการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ ผู้เขียนไม่เคยใช้ข้ออ้างว่ารัฐบาลเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระไปสนับสนุนให้เกิด การทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเมื่อล้มล้างสำเร็จแล้ว ก็เอาตัวเข้าไปรับใช้การทำรัฐประหาร นำมาซึ่งลาภ ยศ ประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ตนเองแล้วอ้างว่าเป็นการทำไปเพื่อคุณธรรม ความดีงาม ดังที่ปรากฏให้เห็นในหมู่นักวิชาการจำนวนหนึ่งและในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวนหนึ่งโดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายแต่อย่างใด
๗. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่ให้วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี คัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อได้รับเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่งแล้ว ย่อมได้รับประกันความเป็นอิสระ การที่ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกด้วยนั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้อภิปราย โต้แย้ง หรือแม้แต่เสนอชื่อบุคคลให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอชื่อบุคคลผู้ นั้นเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ผู้เขียนเคยวิจารณ์ไว้ว่าการให้พรรคการเมืองต่างๆส่งผู้แทนมาแล้วเลือก กันเองให้เหลือสี่คนนั้นอาจทำให้ไม่มีผู้แทนของพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็น กรรมการสรรหาเลย และทำให้ฝ่ายค้านไม่มีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง นอกจากนี้การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อบุคคลให้คณะรัฐมนตรีเลือกนั้น ยังทำให้ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสามารถควบคุมตรวจสอบทางการเมืองได้โดยการ ตั้งกระทู้ถาม หรือแม้แต่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพิจารณาข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ด้วยใจอันเป็นธรรม ปราศจากอคติแล้ว จะเห็นว่าคณะนิติราษฎร์ได้คงระบบการถอดถอนตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญออก จากตำแหน่งไว้ โดยองค์กรที่มีอำนาจถอดถอนยังคงเป็นวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าหากตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญกระทำการอันเป็นการลำเอียง เข้าข้างองค์กรที่เสนอชื่อตน เช่น ตัดสินคดีโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเข้าเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองกับ คณะรัฐมนตรีซึ่งคัดเลือกตนมาเป็นตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาก็มีอำนาจถอดถอนได้ กรณีจึงต่างจากโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่องค์กรผู้ให้ความเห็นชอบและองค์กรที่ถอดถอนเป็นองค์กรเดียวกันที่ผู้ เขียนเห็นว่าจะทำให้ฝ่ายการเมืองเสียงข้างมากที่อำนาจมากเกินไปจนครอบงำ องค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญได้
๘. การเสนอรูปแบบคณะตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญดังกล่าวมาข้างต้น เป็นการเสนอโดยคำนึงถึงการต่อสู้ในทางอุดมการณ์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ความชัดเจนโปร่งใสของการเสนอชื่อ การประกันความเป็นอิสระ และระบบการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ มีการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองตลอดจนองค์กรทางรัฐธรรมนูญครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว รูปแบบการของเสนอชื่อบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญอาจ จะเปลี่ยนไปจากนี้บ้าง แต่จะตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐประชาธิปไตยที่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบที่ดี ไม่ใช่องค์กรรูปแบบศาลรัฐธรรมนูญที่เน้นความเป็นอภิชน ความเป็นรัฐตุลาการ หรือรัฐที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ผู้เขียนหวังว่าข้อเขียนขนาดสั้นเรื่อง นี้จะทำให้ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ และกล่าวอ้างความเห็นของผู้เขียนในอดีตเพื่อแย้งกับสิ่งที่ผู้เขียนและคณะ นิติราษฎร์เสนอในปัจจุบันได้เข้าใจสิ่งที่ได้นำเสนอไปอย่างรอบด้านมากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และอย่างมีโยนิโสมนสิการ  เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นับถือในคุณค่าของประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ผู้เขียนยินดีรับฟังและพร้อมที่จะอภิปรายเพื่อความเจริญงอกงามใน ทางสติปัญญาด้วยเสมอ
๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕

ที่มา: http://www.enlightened-jurists.com/blog/67

TPBS ระดมความคาดหวัง-กก.นโยบายมั่นใจสวัสดิการดี ใคร 'ดีเอ็นเอ' ไม่ใช่ก็ต้องปล่อย

ที่มา ประชาไท

 


(ซ้ายไปขวา) ณัฏฐา โกมลวาทิน-ปาลพล รอดลอยทุกข์ -รสชงพร โกมลเสวิน-มาลี บุญศิริพันธ์
(20 ก.ค.55) ในการเสวนาเรื่อง “สื่อสาธารณะในทศวรรษหน้า” ซึ่งมีการพูดคุยในหัวข้อทิศทางและแนวโน้มสื่อสาธารณะในไทยและสังคมโลก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อบทบาทไทยพีบีเอสที่คาดหวัง จัดโดยสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส โดยมีกลุ่มผู้ชม ผู้นำแรงงาน และองค์กรภาคประชาสังคม เข้าร่วมกว่า 50 คน ดำเนินรายการโดยณัฏฐา โกมลวาทิน
รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ รักษาการประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ และยังต้องพัฒนาต่ออีกเยอะ โดยต้องคงการนำเสนอเนื้อหาที่มีสาระ ขณะเดียวกันต้องมีเทคนิคที่ดึงดูดใจผู้ชม รวมถึงทำให้คนเข้าใจความเป็นสื่อสาธารณะโดยเริ่มจากภายในองค์กรก่อน
มาลีกล่าวว่า ในด้านความก้าวหน้านั้น ไทยพีบีเอสมีกลไกรับฟังความเห็นของประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานในการปรับปรุงรายการ มีคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องเรียนกรณีปัญหาจริยธรรม และในวันนี้ที่มีคนแสดงความเห็น จากอารมณ์และบรรยากาศที่ออกมา ก็เข้าใจได้ว่าเขามองว่าตัวเองเป็นเจ้าของไทยพีบีเอสด้วย จึงอยากเห็นการพัฒนาที่ดีขึ้น
ต่อข้อวิจารณ์เรื่องสวัสดิการหรือการซื้อตัวที่เป็นกระแสอยู่ มาลีกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสังคมไทยนั้นซื้อกันง่ายๆ บางครั้งผลิตคนออกมาดีมาก แต่สุดท้ายเขาก็ไป แม้จะไม่ได้มีปัญหาอะไรกันก็ตาม ทั้งนี้ 5 ปีนี้ไทยพีบีเอสอยู่ในกระบวนการสร้างดีเอ็นเอของตัวเอง
"สวัสดิการของเราไม่แพ้ที่อื่น เงินเดือนก็เยอะด้วย เขาอยู่ได้ ถ้าเขายังคิดจะไปอีก ดิฉันก็คิดว่าก็ต้องปล่อยให้ไป เพราะดีเอ็นเอไม่มี อาจจะอยู่แล้วเขาจะทุกข์ใหญ่" มาลีกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเรื่องเหล่านี้จะลดลง ที่ผ่านมาอาจยังฝังเข็มหมุดไม่ลึกเท่าที่ควร ตอนนี้อยู่ระหว่างฝังเข็มหมุดที่ลึกจริงๆ
มาลี กล่าวเสริมว่า ข่าวทุกครั้งที่ออกไป มีทั้งชื่นชม มีทั้งที่ทำให้ต้องระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริหารหรือกรรมการนโยบายเท่านั้น แต่ประชาชนต้องช่วยดูด้วย เขาจะได้รู้ว่าเขาก็เป็นคนของสังคม ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ได้ ความจริงสิ่งต่างๆ ที่ออกไปไม่เคยโทษคนที่เป็นประเด็นปัญหา แต่เป็นที่สภาพแวดล้อมและความมีสติของคนในสังคมมากกว่า
ด้าน รศ.ดร.รสชงพร โกมลเสวิน หัวหน้าโครงการปริญญาเอกสาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวเมื่อเบื่อรายการ "ไร้สติ" ก็จะไปดูไทยพีบีเอส แต่พอเบื่อวิชาการก็จะไปช่องอื่น โดยยอมรับว่าแม้ตนเองจะอยู่ในวงการศึกษา แต่เจอสาระขมไปก็ไม่ไหว อยากให้หาสมดุลระหว่างความบันเทิงกับสาระด้วย โดยมีงานวิจัยต่างประเทศพบว่า สื่อสาธารณะเริ่มยอมรับการปรับเนื้อหาที่บันเทิงมากขึ้น
ต่อการตอบคำถามเรื่องความชอบธรรมในการได้งบบริหาร 2,000 ล้านบาทต่อปี รสชงพร เสนอว่า ต้องมีการวิจัย หาตัวชี้วัดว่าการทำงานของไทยพีบีเอสช่วยให้สังคมดีขึ้นไหม ช่วยให้คนมีความรู้ขึ้นไหม โดยยกตัวอย่างว่า หากดูบทบาทของการเป็นสื่อที่สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมทาง การเมือง หากทำสื่อแล้ว จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ยังอยู่ที่ 20% ก็แปลว่ายังทำหน้าที่ไม่สำเร็จ
ดร.ปาลพล รอดลอยทุกข์ นักวิจัยสถาบัน AMIC ประจำประเทศไทย กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการไปสู่การเป็นสื่อสาธารณะ ต่างจากหลายประเทศที่อาศัยต้นแบบจากสื่อสาธารณะอย่าง BBC NHK แล้ว แต่เมื่อทำจริง หาตัวตนไม่เจอ ถูกภาครัฐครอบงำแล้วหายไป ไม่สามารถเป็นสื่อสาธารณะเต็มรูปแบบได้ อย่างไรก็ตาม ไทยพีบีเอสยังมีความแตกต่างไม่ชัดเจนระหว่างสื่อสาธารณะและสื่อเชิงพาณิชย์ อาจเพราะสังคมไทยถูกปลูกฝังให้มองสื่อมุมเดียวและคิดว่าสื่อเหมือนกัน ดังนั้น ในวาระเข้าสู่ปีที่ 5 ไทยพีบีเอสมีการบ้านคือ ต้องทำให้ตัวเองชัดเจนขึ้น

เสื้อแดงเชียงใหม่ 'ทุบรถ-จุดประทัด' ไล่ 'อภิสิทธิ์'

ที่มา ประชาไท

 
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อ่วม แดงเชียงใหม่ตามจองเวรไม่เลิก ล่าสุด ทั้งล้อมปา-ทุบรถ จุดประทัดยักษ์ไล่ จนต้องยกเลิกการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขึ้นเครื่องบินกลับ กทม. ก่อนกำหนด
ไทยรัฐออนไลน์รายงาน ว่าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ก.ค. 55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำระดับคนสำคัญของพรรค ได้เดินทางขึ้นมาจัดสัมมนาโครงการเสริมสร้างศักยภาพ กรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ภาคเหนือที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นบรรยายประมาณ 1 ชั่วโมงเศษจากนั้นก็รีบเดินทางกลับทันทีโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแต่ อย่างใด เนื่องจากที่หน้าโรงแรมมีกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ ประมาณ 50 คน นำโดยดีเจอ้วน อภิชาติ อินสอน และดีเจภูมิใจ ไชยยา ได้นำคนเสื้อแดงมาในนาม "กลุ่มแดงอิสระ" ที่แยกตัวมาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมรถปราศรัยมากล่าวโจมตีนายอภิสิทธิ์ และทวงถามเรื่องที่ใครเป็นคนสั่งฆ่าคนเสื้อแดง โดยมีตำรวจร่วม 200 นาย ได้ดูแลความเรียบร้อยรอบๆ โรงแรม
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กำลังเดินทางขึ้นรถเก๋งที่มาจอดรอรับ ได้มีกลุ่มเสื้อแดงที่อยู่นอกรั้วโรงแรม ได้จุดประทัดยักษ์ เสียงดังสนั่นทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องรีบขึ้นรถยนต์เก๋งขับออกไปทางประตูหลัง โรงแรมทันที ภายหลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงรู้ว่านายอภิสิทธิ์ เดินทางกลับแล้วก็ได้สลายตัวกันไปในที่สุด ส่วนการประชุมยังคงจัดสัมมนากันต่อไป
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อช่วงสายวันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปมอบโฉนดชุมชนในท้องที่ ต.แม่แฝก อ.สันทราย ซึ่งเป็นโครงการสมัยที่เป็นนายกฯ ขากลับ ได้ถูกกลุ่มเสื้อแดงเข้าไปล้อมทุบรถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ขณะที่กำลังจะเดิน ทางออกจากชุมชน เพื่อเดินทางบรรยายที่โรงแรมแกรนด์วิว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันเอารถออกมาได้ และยังถูกกลุ่มเสื้อแดงปาก้อนหินใส่รถอีกด้วย
รายงานข่าวระบุอีกว่า การมาเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่เชียงใหม่ครั้งนี้ ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ จะลงเวทีที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล ได้มาประสานสื่อมวลชนว่า ว่าอภิสิทธิ์ จะให้สัมภาษณ์นักข่าว แต่พอรู้ว่ามีเสื้อแดงมาก่อกวนจุดทั้งบั้งไฟและประทัดไล่ที่หน้าโรงแรม ทำนายอภิสิทธิ์ยกเลิกการให้สัมภาษณ์ เดินขึ้นรถกลับไปสนามบินทันที

“ศิริโชค" โชว์หลักฐานเด็ด “กมล" ท้าชนหลักฐานจริง

ที่มา thaifreenews



ศิริโชค โสภา วอร์เปเปอร์ส่วนตัวอภิสิทธิ์
โชว์หลักฐานเด็ดอธิบายข้อมูลจริงแทน
นายอภิสิทธิ์ออกมาเป็นชุดกรณีหนีทหารเกณฑ์
อภิสิทธิ์ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเกณฑ์
คุณอภิสิทธิิ์ได้ไปศึกษาต่างประเทศ จึงไม่ได้ไปลงทะเบียนเป็นทหารกองเกิน (สด9)
เมื่ออายุครบ 17 ปี แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี(ปี29) 
ก็รีบมาลงทะเบียนทหารกองเกินและได้รับ ใบ สด 9 ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 
แต่ไม่ได้ไปแสดงตนเพื่อรับหมายเกณฑ์ในช่วงเมษา ปี2530 
เนื่องจากได้ทำการผ่อนผันไปศึกษาปริญญาโทในต่างประเทศ 
ตามหนังสือสด 41 เลขที่ 4892/29 ลงวันที่ 4 .. 2529 
และปรากฎในทะเบียนบัญชียกเว้น หรือผ่อนผันกรณีไปศึกษาต่างประเทศ สด 20 
เมื่อนายอภิสิทธิ์ มีกำหนดให้ไปรับการตรวจเลือกในเดือนเมษายน 2530 แต่ไม่ได้ไป 
เพราะได้มีการผ่อนผันไปเรียนต่างประเทศแล้ว แต่อาจมีข้อบกพร่องในการบันทึกเอกสาร 
ก็เลยมีหลักฐานบันทึกว่า "ขาดการตรวจเลือก" ซึ่งแนวทางปกติก็คือ 
จะต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกใหม่ในเดือนเมษายนของปี 2531 
แต่ 4 เดือนถัดมาคือเดือนสิงหาคม 2530 นายอภิสิทธิ์ได้รับการบรรจุเข้าเป็น 
ข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร (ตามกฎหมายนับเป็น ข้าราชการทหาร 
แม้จะมีคำว่า "พลเรือน") โดยได้ยื่นสมัครประมาณห้วงเวลา 24 . 29 
ก่อนที่จะครบกำหนดต้องไปเกณฑ์ทหารในวันที่ 7 เมษา 30
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ก็มีความตั้งใจ หากไม่สามารถเข้ารับราชการทหารได้ 
ก็จะไปเรียนต่อปริญญาโท ก็เลยได้ทำการผ่อนผันเพื่อไปศึกษาปริญญาโท 
ตามหนังสือสด 41 เลขที่ 4892/29 ลงวันที่ 4 .. 2529 
และปรากฎในทะเบียนบัญชียกเว้น 
หรือผ่อนผันกรณีไปศึกษาต่างประเทศ สด 20 ที่ประเทศอังกฤษ 
แต่ต่อมาเดือนสิงหาคม เมื่อนายอภิสิทธิ์ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหาร 
ก็ได้เลื่อนการศึกษาปริญญาโท ต่างประเทศออกไป 
ประเด็นต่อไปที่ต้องวิเคราะห์คือ นายอภิสิทธิ์มีสิทธิที่
จะไปสมัครเป็นข้าราชการทหารหรือไม่?
เกณฑ์การรับสมัครเป็นข้าราชการทหารมีดังนี้
1 อายุไม่ถึง 21 ปีให้ใช้ ใบ สด 9 อย่างเดียว
2อายุเกิน 21 ปีให้ใช้ ใบ สด9 และใบสด 43 (ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร)
หรือ ใบสด 9 และใบผ่อนผันไปเรียนต่างประเทศ สด 41
กรณีของนายอภิสิทธิ์นั้นอายุเกิน 21 ปีจึงเข้าเกณฑ์การใช่้ใบสด
และใบสด 41 มิใช่ใบ สด43 เพราะไม่เคยผ่านการเกณฑ์ทหาร 
แต่ใช้สิทธิในการเข้ารับราชการทหารตามกฎหมาย
เพราะฉะนัั้น เลิกเรียกร้องหาใบ สด 43 มันคนละกรณี 
อย่าปล่อยให้แกนนำแดงสร้างกระแสหลอกลวง พี่น้องเสื้อแดงไปเรื่อยๆเลยครับ


" เรื่องนายอภิสิทธิ์หนีทหารเป็นปลายเหตุ” 


กมล บันไดเพชร ทีมกฏหมายพรรคเพื่อไทย
ท้าชนศิริโชค โสภาโชว์หลักฐานจริง 
หากหามาได้ผมจะกราบเท้างามๆ 3 ที

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/07/55 ไม่เชื่อ..ก็ไม่กล้าลบหลู่

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



ประชาชน เลือกมา คิดว่าใช่
ด้วยหวังไว้ จะแน่วแน่ แก้ปัญหา
รธน. เพื่อพี่น้อง ผองประชา
แล้วเดินหน้า แก้ไข ในเร็ววัน....


เจอตลก เอนเอียง ส่งเสียงตวาด
กลายเป็นขลาด ถอยร่น จนอกสั่น
แม้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ คอยดูกัน
สิ่งที่ฝัน จะสดใส คงไม่มี....


ทั้งลังเล ตรมตรอม พร้อมถอยฉาก
แก้ลำบาก ยากทันใด ในเกมนี้
กลายเป็นหงอ รอพ่าย ตายทันที
อีกกี่ปี จะได้แก้ เฮ้อ..แย่จัง....


แสงสว่าง ปลายอุโมงค์ คงดับสูญ
ชนอาดูร ทั่วถิ่น รอสิ้นหวัง
รธน. คิดจะแก้ แค่ภวังค์
กลายเป็นนั่ง ทดท้อ รอโชคชะตา....


ท่านที่หนุน โปรดหันหลัง มาฟังก่อน
อย่าใจร้อน รันทด จนหมดค่า
ปล่อยเขาเหยียบ ย่ำใส่ ใต้บาทา
รอชาติหน้า อาจสมหวัง ตามตั้งใจ....


๓ บลา / ๒๐ ก.ค.๕๕

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ตอน งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ที่มา Thai E-News



 20 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
Infographic — งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

การกระจายความเจริญโดยเฉพาะระบบ
สาธารณูปโภคพื้นฐาน (การคมนาคมขนส่ง การศึกษา การสาธารณสุข) ไปสู่ระดับภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการเพิ่มรายได้ในส่วนภูมิภาค ลดภาระและค่าใช้จ่ายให้กับเมืองหลวงที่แออัด ลดความเสี่ยงเช่นในกรณีที่เกิดมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว ช่วยยกระดับแรงงานของประเทศเนื่องจากประชากรส่วนมากของประเทศอาศัยอยู่นอกเมืองหลวง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันและความเป็นธรรมในทางการเมืองอีกด้วย

ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในประเทศไทย [1] ซึ่งมีข้อมูลการกระจายตัวของเงินงบระมาณไปยังภูมิภาคในเชิงเปรียบเทียบกับตัวเลขอื่นๆดังนี้

หากลองเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆจะได้ว่า

หากเราแทนประชากรในประเทศไทยด้วยคน 100 คน จะเป็นคนในแต่ละท้องที่ดังนี้
กรุงเทพ 17 คน
ภาคกลาง 17 คน
ภาคเหนือ 18 คน
ภาคอีสาน 34 คน
ภาคใต้ 14 คน

หากคนไทยทั้งประเทศทำงานสร้างเงินได้ 100 บาทต่อปี แต่ละภูมิภาคจะสร้างรายได้ดังนี
กรุงเทพ 26 บาท
ภาคกลาง 44 บาท
ภาคเหนือ 9 บาท
ภาคอีสาน 11 บาท
ภาคใต้ 10 บาท

ทุกๆ 100 บาทที่รัฐบาลนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ จะไปให้
กรุงเทพ 72 บาท
ภาคกลาง 7 บาท
ภาคเหนือ 7 บาท
ภาคอีสาน 6 บาท
ภาคใต้ 8 บาท

จะเห็นได้ว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มากระหว่างภูมิภาค หากเราพิจารณารายได้ GDP ต่อประชากรแล้ว จะพบว่าทั้งกรุงเทพฯ และภาคกลางจะมีรายได้ต่อประชากรสูงมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องไม่แปลกใจนักหากเราคำนึงถึงบทความ“เงินร้อยบาทในกระเป๋าคุณมาจากไหน?” [2] ว่ารายได้กว่า 39% ของประเทศมาจากอุตสาหกรรมซึ่งมักจะอยู่ในส่วนภาคกลาง

หากเราพิจารณาส่วนของงบประมาณจากภาครัฐแล้ว จะพบว่าถึงแม้กรุงเทพฯ จะมีประชากร 17% ของประเทศ ทำรายได้ 26% ของ GDP ประเทศ แต่กลับได้รับงบประมาณถึงกว่า 72% ในทางกลับกันภาคอีสานที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศถึง 34% ทำรายได้ 11% แต่กลับได้รับงบประมาณเพียง 6% ของงบประมาณใช้จ่าย

นั่นแปลว่าไม่ว่าจะมองจากมิติของ GDP หรือมิติด้านจำนวนประชากร การจัดสรรงบประมาณรัฐยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก ซึ่งหลักการจัดสรรงบประมาณอย่าง“เป็นธรรม” นั้นขึ้นกับหลักคิดพื้นฐานว่าอะไรคือความเท่าเทียม/ยุติธรรม

บางคนเชื่อว่าหากเราต้องการเห็นพัฒนาที่เท่าเทียมกันมากขึ่น เราควรช่วยเหลือภูมิภาคที่มี GDP น้อยให้มากขึ้น เพื่อให้ภูมิภาคเหล่านั้นสามารถพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเจริญและการดึงดูดประชากร นอกจากนั้นสภาพงบประมาณที่ไม่สมสัดส่วนเช่นนี้มีแต่จะซ้ำเติมปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญในกรุงเทพ ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่สูงมากหากเกิดภัยพิบัติ และยังจะยิ่งทำให้ต้นทุนการบริหารเมืองสูงขึ้นไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด (เมืองยิ่งแออัด ก็ยิ่งบริหารจัดการยาก ต้นทุนสูง)
ในทางกลับกัน บางคนอาจเชื่อว่าความเป็นธรรมหมายถึงการจัดสรรเงินให้พื้นที่ซึ่งสามารถ “เอาเงินไปต่อเงิน” ได้ดีกว่าเพื่อเพิ่ม GDP ให้มากขึ้นในภาพรวม (ซึ่งหมายถึงการสร้างงาน และการพัฒนาประเทศที่มากกว่าแบบแรก) อีกทั้งค่าครองชีพของเขตเมืองกับชนบทก็แตกต่างกัน การลงทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า (คมนาคม การศึกษา สาธารณสุข) ดังนั้นก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เขตเมืองเช่น กทม. ย่อมสมควรได้รับงบประมาณมากกว่า

นิยามของ “ความเป็นธรรม” ดูจะเป็นสิ่งทีสังคมไทยต้องถกเถียงค้นหาคำตอบร่วมกันต่อไป แต่ที่แน่ๆคือปัญหาการกระจุกตัวของเมืองใหญ่อย่าง กทม. นั้นคือระเบิดเวลาที่รอการแก้ไขอย่างจริงจังและมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกปี

อ้างอิง

[1] Overview Paper : Improving Service Delivery In Thailand – A Public Finance Management Review
[2] เงินร้อยบาทในกระเป๋าคุณมาจากไหน?

********
สำหรับผู้ที่สนใจรู้จักกับ "ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? "

บทสัมภาษณ์ทีมงานจากคอลัมน์ ที่เห็นและเป็นอยู่ : เนชั่นสุดสัปดาห์


เกี่ยวกับเรา


ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

 

โรคมือเท้าปากสายพันธ์อันคราย

ที่มา การ์ตูนมะนาว


'หมอเหวง' เล่าเรื่องไปร่วมงานบวชนักโทษการเมือง และพบปะ ผรท. ตัวจริงที่มุกดาหาร

ที่มา uddred

 Facebook นพ.เหวง โตจิราการ 20 กรกฎาคม 2555 >>>






วันนี้ (20 ก.ค. 2555) นพ.เหวง โตจิราการ เล่าเรื่องที่ได้ร่วมงานอุปสมบทอดีตผู้ถูกคุมขังทางการเมืองจากข้อกล่าวหา เผาศาลากลาง จ.มุกดาหาร และการได้พบผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ตัวจริงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดังนี้

ชื่นใจได้ร่วมงานอุปสมบท แม้พระบางรูปไม่ยอมบวชให้ แต่สุดท้ายก็ได้บวช

ผมไปร่วมงานบวชเพื่อนเราที่ได้รับการประกันตัวในเย็นวันที่ 18 ก.ค. 55 ที่จังหวัดมุกดาหาร ผมชื่นใจมาก เพราะเห็นเพื่อนเรามีความแข็งแกร่งทางจิตใจเห็นครอบครัวและพี่น้องเสื้อแดง มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจมากมาย
วันรุ่งขึ้นได้ทำพิธีอุปสมบทในอุโบสถ ผมทราบจากญาติว่ามีบางวัดไม่ต้อนรับเพื่อนเราเข้าบวช โดยตั้งข้อรังเกียจว่า "เป็นผู้ก่อการร้าย" ผมฟังแล้วเศร้าใจมาก ไม่คิดว่า มี "พระบางองค์" ถูกครอบงำด้วยความคิดของ "ฝ่ายอำมาตย์" จนปิดบัง "ธรรมของพระพุทธองค์ไปโดยสิ้นเชิง"
ผมจึงได้บอกกับเพื่อนๆของเราว่า "พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ท่านมีเจโตปริยญาณ ท่านสามารถกำหนดจิตของผู้่อื่นได้ ท่านกำหนดจิตหยั่งรู้ว่า องค์คุลิมาร หรืออหิงสกะกุมาร กำลังจะไปทำมาตุฆาตมารดาของตนเองหลังจากที่ได้สังหารผู้คนจำนวนมาก (ตามตำนานว่า 99 คนแล้วแม่จะเป็นคนที่ 100 หรือ 999 คนแล้วแม่ที่ตนจะไปฆ่าจะเป็นคนที่ 1,000) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยังตั้งใจเสด็จไปโปรดอหิงสกะกุมารหรือ องคุลิมารมหาโจรที่ชาวบ้านเกลียดชังเข้ากระดูกดำ จนองคุลิมาร ดวงตาเห็นธรรม และได้เข้าบวชโดยเอหิภิกขุอุปสัมปทานโดยพระองค์เอง และต่อมาก็ได้บรรลุอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านก็ไม่สามารถ "พ้นกฎแห่งกรรม" ไปได้ กล่าวคือชาวบ้านจำนวนมากยังใช้ก้อนหินท่อนไม้ทำลายท่านอยู่นานพอดู แต่ด้วยท่านบรรลุอรหันต์แล้ว ท่านจึงน้อมรับไม่ตอบโต้แต่ประการใด
นี่ปรากฏชัดอยู่ใน "พุทธประวัติ" ใครๆก็รู้ แล้วทำไม พระบางองค์ถึงไม่รู้และปฏิเสธที่จะรับบวชเพื่อนๆของเราได้อย่างไร ไม่รู้ว่า พระพวกนี้เป็นพระในศาสนาพุทธหรือไม่ "เป็นศิษย์ของตถาคตแท้จริงหรือเปล่า"
แต่อย่างไรก็ตาม พระที่แท้จริง ที่เป็นศิษย์ของตถาคตที่แท้จริงยังมีอยู่อยู่ ก็คือวัดที่รับบวชเพื่อนๆของเรานั่นแหละครับ (ผมขออภัยอย่างมากที่ไม่ได้จดจำชื่อของวัดมาใครที่รู้กรุณาช่วยบอกหน่อยนะ ครับ) แล้วเจ้าอาวาสรวมทั้งพระอุปัชฌาจารย์และพระคู่สวดทั้งหมด ทั้งพระลูกวัดทุกรูป ก็มีใจเมตตากรุณาอย่างสูง ได้จัดพิธีอุปสมบทอย่างสมบูรณ์งดงาม และให้การต้อนรับที่อบอุ่นแก่เพื่อนของเรา
แค่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวก็สามารถยืนยันได้แล้วว่า ระดับธรรมะ ระดับจิตใจของท่านสูงยิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ขอกราบนมัสการทุกท่านมาด้วยความเคารพจริงๆ
แล้วบริเวณรอบวัดก็ร่มรื่นจริงๆ พื้นที่ของวัดกว่า 60 ไร่ ปลูกต้นไม้เต็มไปหมด ทราบว่าทยอยปลูกมา กว่า 20 ปีแล้ว นอกจากนี้ ท่าน ยังเจียดแบ่งพื้นที่มาจัดเป็นโรงเรียนเด็กเล็ก และสถานที่รับเลี้ยงเด็กของผู้ที่ยากจนด้วย
เพื่อนๆครับ น่าอนุโมทนาจริงๆ ผมถือว่าตนเองได้รับโชดดีมากที่ได้ไปร่วมงานอุปสมบทของเพื่อนๆเราทุกๆคนใน ครั้งนี้ด้วยครับ และเชื่อแน่ว่า เพื่อนที่อุปสมบทแม้จะครองเพศบรรพชิตไม่นานก็คงจะได้อานิสงส์ของการบวชไม่ มากก็น้อยครับ และนี่ยืนยันว่า พวกเราทุกคนไม่ใช่ พวกผู้ร้ายใจบาป สันดานบาปหยาบช้าไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายอย่างที่พวก ปชป. และพวกอำมาตย์กล่าวหา ตรงข้ามพวกเราล้วนเป็นกัลยาณ ปุถุชนที่เจริญรอยตามพระบรมมหาศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทุกคนครับ

พบปะ ผรท. ตัวจริงไม่ยืนข้างอำมาตย์




เพื่อนๆครับ ในระหว่างที่ไปเข้าร่วมพิธีอุปสมบทของเพื่อนเราที่มุกดาหาร ประธานธิดา ท่านก็ปรารภกับ ส.ส.มุกดาหาร และเพื่อนเสื้อแดงที่มุกดาหารว่า
พวกอำมาตย์ไป "ซื้อจ้างวาน" เอา ผรท. ไม่กี่คน (คงจะซัก 2-3 คน) แล้วไปจ้างวานเอาคนอีกจำนวนหนึ่งไม่ถึง 200 คนมาตั้งตัวเป็น ผรท. ใส่เสื้อ ทปท. ใส่หมวกดาวแดงถือธงค้อนเคียว (ที่พวกเขาเองคงไม่เคยเห็นก็เลยติดธงดาวแดงกลับหัวกลับหาง เอาเคียวคว่ำหัวลงเอาด้ามฆ้อนชี้ฟ้า ที่ถูกเคียวต้องหงายมองฟ้าและด้ามฆ้อนต้องปักลงดินครับ) มาประดับเล่นโก้ๆ ชุมนุมกันสนับสนุนศาล รธน.
ก็เลยควรเป็นโอกาสของพวกเราในการที่จะพบปะกับ ผรท. ที่แท้จริงที่ไม่ขายตัวไม่ขายจิตวิญญาณ ออกมาประกาศศักดิ์ศรีแก่ชาวโลกว่า พวกเขาทั้งหลายยังเดินเคียงข้างประชาชนในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่ไม่ มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างสิ้นเชิง
ที่จริงพวกเราไม่ต้องการที่จะไปสร้างความเชื่อมโยงกับ ผรท. เพื่อไม่ต้องการเปิดช่องให้ศัตรูประชาชนเขาใส่ร้ายป้ายสีพวกเราว่ายังเป็น คอมมิวนิสต์และพี่น้อง ผรท. เป็นคอมมิวนิสต์แล้วก็จะตามติดด้วยการใส่ร้ายป้ายสีว่าทำลายชาติศาสน์ กษัตริย์ตามคำโกหกพกลมอันเป็นวิสัยปกติของพวกเขา
แต่ในเมื่อฝ่ายอำมาตย์เป็นคนไปเอาพวกคอมมิวนิสต์ใส่หมวกดาวแดงติดธงแดงค้อน เคียวดาวแดงมาปกป้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง จึงเป็นความชอบธรรมของฝ่ายเราในการที่จะเปิดตัว ผรท. ที่แท้จริงที่ไม่ยอมขายวิญญาณให้แก่ฝ่ายอำมาตย์แม้ว่าพวกเขาจะยังยากจนค่น แค้นขนาดไหนก็ตามแม้ว่าพวกเขาจะถูกพวกอำมาตย์โกหกหลอกลวงมาอย่างยาวนานว่าจะ ให้ปัจจัยครองชีพให้แก่พวกเขาตามที่สมควรจะได้
ประธานธิดากับผมก็เลยได้ไปพบกับ ผรท. ที่ดงหลวง (โดยไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้ามาก่อน ก็ติดต่อกันอย่างกระทันหันนั่นแหละครับแต่ก็ สามารถประชุม เพื่อน ผรท. ได้จำนวนเกือบสองร้อยคน อาจจะมากกว่าที่มาที่ศาล รธน. เมื่อวันที่ 10-13 ก.ค. 55 ที่ผ่านมานี้เสียด้วยซ้ำไป) พวกเราก็เลยได้สนทนากัน
ประธานธิดาก็เลยได้ชี้ให้พวกเพื่อนเราเห็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในระยะ ปัจจุบันของสังคมไทยคือ ทุกคนต้องจำแนกแยกแยะให้ชัดเจนว่า "ปัจจุบัน ใครคือประชาชน ใครคือศัตรูของประชาชน ใครคือปฏิปักษ์ของประชาชน"
ประธานธิดาได้อธิบายชัดว่า มีฝ่ายนำของ พคท. บางคน ที่เห็นผิดเป็นชอบเห็นกงจักรเป็นดอกบัว พอวิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็นทุนนิยม พวกเขาก็ถลำไปถือเอา ทักษิณ ชินวัตรเป็นศัตรูประชาชนเพราะถือว่าทักษิณเป็นทุนสามานย์
โดยที่พวกหัวหน้าคอมฯดังกล่าวโง่เง่าจนลืมเลือนหลักการพื้นฐานของตนเองว่า ความ ขัดแย้งที่สำคัญของทุกสังคมคือความขัดแย้งระหว่าง พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ก้าวรุดไปข้างหน้าแล้วกับโครงสร้างส่วนบนที่ยังล้า หลังอยู่กับที่ ดังนั้นความขัดแย้งสำคัญของสังคมไทยคือความขัดแย้งระหว่าง "รากฐานทางเศรษฐกิจที่ก้าวรุดหน้าไปเป็นทุนนิยมแล้ว แต่โครงสร้างส่วนบนยังคงล้าหลังอยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตยทั้งทางการเมือง วัฒนธรรมสังคมและการศึกษา" ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหาโดยเปลี่ยนโครงสร้างส่วนบนคือโครงสร้างทางการเมือง สังคมวัฒนธรรมการศึกษาและกฏหมายให้เป็นเสรีประชาธิปไตยเพื่อให้สังคมไทยก้าว ไปข้างหน้า
พวกแกนนำคอมบางคนที่โง่เง่าดังกล่าว จึงตกไปเป็นเบี้ยล่างของ พธม. และพวกสนธิลิ้ม ถือว่า สนธิลิ้มเป็นศาสดาของพวกเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น แล้วพวกอำมาตย์ก็ใช้ ผรท. เป็นเครื่องมือที่พวกเขากระทำเอาตามใจชอบ เช่นในระยะที่อำมาตย์มีอำนาจไม่จำเป็นต้องใช้ ผรท. เป็นเครื่องมือ พวกเขาก็ไม่สนใจที่จะทำตามพันธกรณีของพวกเขา แต่พอพวกเขาเข้าตาจนก็หันหน้ามาหาและใช้ ผรท. เป็นเครื่องมือของพวกเขา ที่เห็นได้ชัดคือ พอ พล.อ.สุรยุทธ์ ขึ้นมาเป็น นรม. ก็มาหา ผรท. อีสานและเหนือทันทีแล้วก็ให้ผลประโยชน์จำนวนหนึ่ง เช่น ให้ผลประโยชน์กับ ผรท. ประมาณ 500 คนทั้งที่มี ผรท. ร่วมหมื่นคน หากสุรยุทธ์จริงใจในการช่วย ผรท. เขาต้องช่วยทั้งหมดซีครับ นี่เล่นเลี้ยงไข้ไว้ ช่วยเพียง 500 คน เพราะสุรยุทธ์กลัวว่า ผรท. จะมาเข้าข้างเสื้อแดง หรือเป็นกองกำลังของเสื้อแดงจึงรีบลนลานมาหาผรท.และเลือกปฏิบัติให้ความช่วย เหลือแค่ 500 คนที่เหลือไม่ให้ นี่แสดงให้เห็นธาตุแท้ที่ไม่จริงใจของเขา และต้องการสร้างความแตกแยกในหมู่ ผรท. และทิ้งปัญหาไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้ชัดเจน พวก ปชป. ก็ใช้ ผรท. ให้เป็นประโยชน์เช่นกัน ปชป. ก็แยกส่วนให้ความช่วยเหลือคล้ายกับ พล.อ.สุรยุทธ์ นั่นแหละ
ผมจึงถามอย่างตรงไปตรงมาว่า แล้วพวกเราจะยอมตกเป็นเบี้ยล่างพวกเขาไปตลอดหรือ เราจะยอมขายจิตวิญญาณอุดมการณ์อันสูงส่งของพวกเราที่ต่อสู้เพื่อความเท่า เทียมกันของคนไทยทุกคนเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเท่านี้หรือ พวกเขาเองบอกชัดว่า "พวกผมไม่ใช่ขอทานครับ และพวกผมยังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์อีกต่อไปครับ" ผมบอกเพื่อน ผรท. ว่าหาก ทรยศอุดมการณ์ของตนเองไปรับใช้อำมาตย์เช่นกับที่เกิดกับ "ส.พิชิต" เพื่อน ผรท. ไม่เพียงแค่ทำลายตนเองเท่านั้นแต่เท่ากับว่าเป็นการทำลายประวัติการต่อสู้ ที่งดงามของบรรพชนของตนเองไปอย่างยับเยินเลยทีเดียว
เพื่อน ผรท. ตอบรับดีครับ และคาดว่า อาจจะมีการชุนนุม ผรท. จำนวนเรือนพันเรือนหมื่นในเวลาไม่นานข้างหน้านี้เพื่อยืนยันว่า ผรท. ที่แท้จริงยังคงเคียงข้างประชาชนไทยในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมไทยที่ไม่มีการกดขี่ขูดรีดเหยียดชั้นแบ่งชนอีกต่อไปครับ

Thursday, July 19, 2012

ชาวเน็ตสับ 'เทพไท' วิพากษ์ชุดที่ 'นายกฯ' สวมใส่

ที่มา Voice TV

 ชาวเน็ตสับ 'เทพไท' วิพากษ์ชุดที่ 'นายกฯ' สวมใส่



โลกออนไลน์ ตำหนินายเทพไท เสนพงศ์  หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ชุดที่  นายกรัฐมนตรีสวมใส่ ขณะปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการเดินทางไปเยือนยุโรป เนื่องจากชุดที่นายกฯใส่นั้นเป็นชุดของโครงการศิลปาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวที่ เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างเผ็ดร้อนล่าสุดเป็นเรื่องที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ดำเนินรายการสายล่อฟ้า สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย ได้วิพากษ์วิจารณ์ชุดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสวมใส่ ขณะปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการเดินทางไปเยือนยุโรป 
 
 
โดยนายเทพไท ระบุว่า มีการนำภาพที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ใส่ชุดสีส้มไปเทียบกับแฟชั่นเสื้อผ้าในขณะนี้ ที่กำลังฮิตสีส้ม ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายและวัตถุประสงค์ของฝ่ายสร้างภาพให้นายกฯ ว่าจะได้ภาพแบบนี้ออกมาลงหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
 
 
"น.ส.ยิ่งลักษณ์แต่งกายตามแบบแคตตาล็อค ต่างๆ การเดินทางไปเยือนเยอรมันจึงน่าจะเป็นในฐานะผู้แทนด้านแฟชั่น โครงการที่ว่าครัวไทยสู่ครัวโลกจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นแฟชั่นไทยไปแฟชั่นโลก ของนายกฯ น่าจะเหมาะสมกว่า ดังนั้น จับตาดูหลังจากนี้สื่อต่างประเทศจะพูดเรื่องนี้มากกว่าสาระที่ไปพบปะกัน และนายกฯ ก็จะภูมิใจมากหากสื่อบอกว่าเป็นนายกฯ ที่แต่งกายดีที่สุด สง่าที่สุด นี่คือความสำเร็จในการทำหน้าที่นายกฯ ของไทย" นายเทพไทกล่าว
 
 
ทั้งนี้ เว็บไซต์ Go6TV ได้รวบรวมการแสดงความเห็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ทั้ง Facebook และ Twitter ส่วนหนึ่งวิจารณ์วิจารณ์การกระทำของนายเทพไทว่าไม่เหมาะสม เพราะชุดที่นายกรัฐมนตรีสวมใส่ดังกล่าวเป็นชุดของโครงการศิลปาชีพ
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ , http://www.go6tv.com

19 กรกฎาคม 2555 เวลา 15:35 น.

Blognone: สรุปข้อมูล (ร่าง) กฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G 2.1GHz ของ กสทช.

ที่มา ประชาไท

 

หมายเหตุ: อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ หนึ่งในคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced ของ กสทช. เขียนสรุปเนื้อหาสำคัญในร่างกฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G 2.1GHz ของ กสทช. ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เป็นเวลา 30 วัน จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ลงในเว็บไซต์ Blognone ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่อีกช่องทางหนึ่ง
ที่มา: http://www.blognone.com/node/34284


หลังจาก กสทช. เคาะราคาการประมูล 3G แล้ว เริ่มต้น 4,500 ล้านบาทต่อ 5 MHz ก็เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะต่อหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่น 2.1GHz สำหรับการประมูล 3G (ฉบับร่าง) เป็นเวลา 30 วัน (จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคมนี้)
ในโอกาสนี้ผมก็ขอมาสรุปเนื้อหาสำคัญในร่างประกาศชุดนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ง่ายขึ้นครับ

สิ่งที่ต้องรู้ก่อน

ผมมีส่วนได้เสียกับร่างประกาศชุดนี้ด้วย คือเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ ย่าน 2.1 GHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced (ตามที่เคยประกาศเอาไว้) ดังนั้นประกาศนี้จะดีจะแย่ ผมก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในฐานะคณะอนุกรรมการที่เข้าไปช่วยให้ความเห็นต่อการร่างด้วย
คลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรของชาติที่มีจำกัด (และจำกัดมาก) ดังนั้นก็ขอเชิญชวนผู้อ่าน Blognone ทุกท่านในฐานะประชาชน เข้ามาให้ความเห็นต่อร่างประกาศชุดนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบการทำงานของ กสทช. อีกชั้นหนึ่ง ทางสำนักงาน กสทช. เองมีช่องทางรับฟังความเห็นทั้งอีเมล โทรสาร ไปรษณีย์ ซึ่งดูรายละเอียดได้จาก เว็บไซต์ กสทช.
นอกจากนี้ยังมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศอีกด้วย โดยการรับฟังความเห็นต่อตัวเกณฑ์ฉบับหลักจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม (พรุ่งนี้) ที่โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค รายละเอียดก็ดูกันเองตามลิงก์
หมดช่วงเกริ่นแล้วก็เข้าเรื่องกันดีว่าครับ

โครงสร้างของ (ร่าง) ประกาศ กสทช.

เอกสารทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้จาก เว็บไซต์ กสทช.
ตั้งแต่ย่อหน้าแรกจนถึงตรงนี้ ผมใช้คำว่า "ชุด" มาตลอด เหตุเพราะเอกสารของ กสทช. รอบนี้มากันเป็นชุด มีหลายฉบับประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งจะต่างไปจากการประมูลคราวก่อนที่ล้มไปที่มีเอกสารหลักเพียงฉบับเดียว
เหตุผลก็เพื่อแยกเรื่องราวที่อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว กับการประมูล 3G ออกมาเป็นประกาศ กสทช. คนละฉบับกัน และประกาศเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับกิจการโทรคมนาคมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 3G 2.1GHz ได้ด้วยนั่นเองครับ
บนเว็บไซต์ของ กสทช. แสดงรายชื่อเอกสาร 5 ฉบับ ดังนี้
  1. หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม เคลื่อนที่สากล (International Mobile Telecommunications - IMT) ย่าน 2.1 GHz พ.ศ. ....
  2. แผนความถี่วิทยุกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (Telecommunications - IMT) ย่านความถี่วิทยุ 1920-1980/2110-2170 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) และย่านความถี่วิทยุ 2010-2025 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)
  3. การใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ....
  4. การใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ พ.ศ. ....
  5. บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน พ.ศ. ....
เอกสารฉบับหลักที่เป็นกฎเกณฑ์การประมูลคือหมายเลข 1 ส่วนเอกสารหมายเลข 2 เป็นตารางแสดงผังความถี่ที่ใช้ประมูลในรอบนี้ (ไม่มีความสำคัญอะไรมากนักเพราะคลื่นที่ว่างอยู่มันก็มีเท่านี้แหละ) ส่วนเอกสารหมายเลข 3-4-5 เป็นประกาศที่เกี่ยวข้องอีก 3 ฉบับ ได้แก่
  • หมายเลข 3: ประกาศเรื่องการแชร์โครงสร้างพื้นฐาน (เสาและโครงข่าย) ระหว่างโอเปอเรเตอร์แต่ละราย เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนโครงข่าย และป้องกันการกีดกันการแข่งขันโดยห้ามแชร์เสา
  • หมายเลข 4: เรื่องการโรมมิ่งระหว่างเครือข่ายต่างๆ ทั้ง 2G และ 3G
  • หมายเลข 5: เรื่อง MVNO
บทความชิ้นนี้จะพูดถึงเอกสารหมายเลข 1 คือตัวกฎเกณฑ์การประมูลเป็นหลักนะครับ (เพื่อป้องกันเอกสารหายไปจากเว็บ กสทช. ในอนาคต ก็ขอแปะเวอร์ชัน Scribd ไว้ตรงนี้สักหน่อย)
NBTC 3G Auction 2.1GHz Rules (2012 Draft)

แนวคิดของการออกแบบกฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G

ในการร่างกฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G มีข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ดังนี้
  • กฎหมาย (พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553) มาตรา 45 ระบุว่าต้องจัดสรรคลื่นโทรคมนาคมด้วยวิธีการประมูล
  • คลื่นโทรคมนาคมในประเทศไทย ปัจจุบันถูกถือครองเป็นเจ้าของไปเกือบหมดแล้วโดยหน่วยงานต่างๆ
  • คลื่นช่วง 3G ที่ว่างอยู่และ กสทช. สามารถนำมาจัดสรรได้ คือ คลื่น 2.1GHz ความกว้างของช่วงคลื่น 45MHz
  • ในแง่เทคนิคแล้ว ผู้ให้บริการ 3G หนึ่งรายจำเป็นต้องใช้ช่วงคลื่นกว้าง 10-15MHz สำหรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ (ถ้า 5MHz จะมีสภาพเหมือน AIS ในปัจจุบัน) โดยตัวอย่างการประมูลในต่างประเทศ มีทั้งการให้คลื่นล็อตละ 10-15-20MHz (15MHz มีเยอะที่สุด)
  • ผู้ให้บริการที่มีศักยภาพในบ้านเรามี 3 รายใหญ่เท่านั้น แม้ในทางทฤษฎีจะเป็นไปได้ว่า TOT/CAT จะสนใจการประมูลครั้งนี้ แต่ในแง่ปฏิบัติคงยากมาก (มีคลื่นอยู่แล้ว+การลงทุนขนาดใหญ่ของทั้งสองบริษัทนี้ต้องผ่านมติคณะ รัฐมนตรี)
  • ดังนั้นถ้าเอา 45/3 จะออกมาเป็น 15MHz ถือเป็นตัวเลขลงตัวสวยงามพอดี แจกจ่ายเรียบร้อยแล้วแยกย้ายกันให้บริการสักที แต่นั่นไม่ใช่การประมูล และผิดกฎหมายตามเหตุผลข้อแรก
อันนี้เป็นเรื่องยากนะครับ คือผู้ให้บริการในประเทศไทยก็มีอยู่เท่าที่เห็น และคงไม่มีเพิ่มอีกแล้ว ด้วยเหตุผลว่าตลาดค่อนข้างอิ่มตัว (saturate) แล้ว มีพื้นที่ให้รายใหม่ๆ เข้ามาเล่นน้อยมาก (ต่อให้เป็นบิ๊กเนมจากต่างประเทศก็ตาม) การลงทุนไม่คุ้มค่าเพราะนอกจากการเข้ามาประมูลคลื่นแล้ว ยังต้องมีเรื่องโครงข่าย เรื่องการให้บริการ หน้าร้าน การตลาด เอกสาร ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (และจากการโรดโชว์ของ กทช. เมื่อ 2 ปีก่อนก็ไม่มีใครเข้ามาสักราย)
ดังนั้น กสทช. จะต้องออกแบบการประมูลให้ขายคลื่นกว้าง 45MHz โดยสันนิษฐานว่ามีผู้เข้าประมูล 3 ราย และยังมีการแข่งขันในฐานะการประมูลอยู่นั่นเอง ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญของการประมูล 3G รอบนี้ (รวมถึงรอบที่แล้วด้วย)
ในการประมูล 3G คราวก่อนที่ล้มไป กทช. ใช้สูตร N-1 มาช่วยสร้างสภาพการแข่งขัน โดยกำหนดเงื่อนไขว่ามีใบอนุญาต 3 ชุดชุดละ 15MHz แต่ถ้ามีผู้เข้าประมูลน้อยกว่า 4 ราย จะลดจำนวนใบอนุญาตลง 1 ใบเพื่อให้เกิดการแข่งขันขึ้น ส่วนใบอนุญาตที่งดไปจะนำมาประมูลในภายหลัง
กฎข้อนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งจากผู้ให้บริการเองที่ไม่อยากได้คลื่นช้ากว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ และจากคนทั่วไปที่ตั้งข้อสงสัยว่ากฎ N-1 จะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อยลงหรือไม่ เผอิญว่าการประมูลครั้งนั้นถูกล้มไปเสียก่อน กฎนี้จึงไม่ถูกใช้งาน
การออกแบบกฎการประมูลของ กสทช. ในรอบนี้จึงมีโจทย์สำคัญคือแก้ข้อจำกัดของกฎ N-1 ในคราวก่อนนั่นเอง

การแบ่งช่วงคลื่น

แนวทางที่ กสทช. นำมาใช้ในรอบนี้คือยกเลิกกฎ N-1 ทิ้งไป ผู้ให้บริการทุกรายจะได้รับใบอนุญาตพร้อมกัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของการแข่งขันในตลาดไปได้
ส่วนประเด็นว่ามีการแข่งขันหรือไม่ ทาง กสทช. หันมาใช้แนวคิดว่าใบอนุญาตแต่ละใบสามารถมีช่วงคลื่นที่ไม่เท่ากันได้ (ของเดิมคือ 15MHz เท่ากันหมดสามชุด) โดยซอยช่วงคลื่น 45MHz ออกเป็นช่วงย่อยๆ ละ 5 MHz รวมเก้าชุด และให้ผู้เข้าร่วมประมูลเป็นฝ่ายเลือกเองว่าจะเอาคลื่นเท่าไร (รายละเอียดดูข้อ 6 ในร่างประกาศฉบับหลัก)
พูดง่ายๆ ว่าการประมูลของเดิม แข่งขันกันว่าใครจะได้หรือไม่ได้ใบอนุญาต (2 ใบจากผู้เล่น 3 ราย) แต่การประมูลรอบนี้ แข่งกันว่าใครจะได้คลื่นมากหรือน้อยกว่ากัน
กสทช. จำกัดช่วงคลื่นที่สามารถยื่นขอประมูลได้ไว้ที่ 20 MHz (4 ล็อต) เพื่อป้องกันผู้เข้าประมูลรายหนึ่งรายใดที่อาจเงินเยอะกว่าคนอื่นมากวาด คลื่นไปหมด แต่ไม่ได้จำกัดว่ายื่นประมูลน้อยที่สุดเท่าไร (ดังนั้นในทางทฤษฎีเป็นไปได้ว่ามีรายเล็กเงินน้อยเข้ามาขอประมูลแค่ 5MHz)
ถ้าเราสันนิษฐานว่ามีผู้เข้าประมูลแค่ 3 รายเท่านั้น รูปแบบของผลลัพธ์การประมูลที่เป็นไปได้ก็มีตั้งแต่
  • 20-15-10 เป็น best outcome คือเกิดการแข่งขัน และผู้ให้บริการไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก
  • 20-20-5 อันนี้อาจดีไม่เท่าอันแรก เพราะรายสุดท้ายได้คลื่นน้อย
  • 15-15-15 เป็น worst outcome กรณีคลื่นขายหมดทุกสล็อต เพราะไม่เกิดการแข่งขัน (แต่ถ้าทุกรายยื่นประมูลมาแบบนี้ ก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเอกชน)
แน่นอนว่าการแบ่งคลื่นแบบนี้มีจุดอ่อนในกรณี 15-15-15 ที่โอเปอเรเตอร์ทุกรายรวมหัวกันยื่นขอ 15MHz เหมือนกันหมด ซึ่งมีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่สมมติฐานของคณะอนุกรรมการฯ คือโอเปอเรเตอร์ทุกรายอยากได้คลื่นเยอะที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (ไม่ใช่แค่สำหรับ 3G แต่สำหรับเทคโนโลยีในอนาคตด้วย) ต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีกรณีคลื่นขายออกไม่หมด (เช่น เหลือ 5 หรือ 10MHz) ซึ่งอันนี้คงไม่ขอพูดถึงนะครับ ความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำเพราะทุกรายอยากได้คลื่นเหมือนกันหมด

วิธีการประมูล

วิธีการประมูลจะเหมือนกับรอบที่แล้ว คือวิธีที่เรียกว่า Simutalneous Ascending Bid (รายละเอียดอ่านจากบทความ กสทช. จัดเวิร์คช็อปสื่อมวลชน ให้ข้อมูลการออกแบบการประมูล 3G ในประเทศไทยโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่คุณ Blltz เขียนไว้ละเอียดแล้ว)
กลไกการประมูลคือผู้เข้าประมูลจะยื่นประมูลคลื่นแต่ละล็อตพร้อมกัน (แต่ละรายยื่นกี่ล็อตก็ได้ ล็อตไหนก็ได้ แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 4 ล็อต) โดยผู้ที่ยื่นประมูลสูงสุดในรอบนั้นๆ จะเป็นผู้ชนะชั่วคราวประจำล็อตนั้น ในรอบถัดไปจะเปิดโอกาสให้ทุกรายเสนอราคาเพิ่ม (โดยมีเพดานว่าเสนอเพิ่มได้สูงสุด 5% ของราคาในรอบก่อน) และวนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทุกรายจะหยุดเสนอราคา
ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นไปได้ว่าผู้ประมูล A จะชนะในล็อตที่ 1,2,5,8 ส่วนผู้ประมูล B จะชนะในล็อตที่ 3,6,9 เรื่องล็อตไม่ติดกันไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนให้คลื่นจริงๆ จะได้คลื่นช่วงติดกันตามจำนวนล็อตที่ประมูลได้นั่นเองครับ (คนที่เสนอราคาประมูลรวมสูงที่สุดจะได้เลือกคลื่นก่อน)
รายละเอียดของกระบวนการประมูล ดูในภาคผนวก ข ของประกาศฉบับหลัก
การประมูลลักษณะนี้ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ เพราะสู้กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนถอนตัวจนคนที่เหลือขอคลื่นเท่ากับจำนวนคลื่นที่มี ดังนั้นเป็นไปได้ว่าประมูลจบภายในรอบเดียว ไปจนถึงการต่อสู้กันเป็นเดือนๆ เหมือนการประมูลในอินเดีย
กรณีที่มีผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียว กสทช. จะยกเลิกการประมูล (ข้อ 10.2.2)
เรื่องสถานที่ของการประมูลอันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่คุยกับประธาน กทค. คือ พ.ท.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ก็ให้คำมั่นว่าจะไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนรอบก่อนเพราะเป็นประเด็นที่ กทช. โดนโจมตีมาก ส่วนเรื่องซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการประมูลจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านระบบการ ประมูล (ในโลกนี้มีไม่กี่รายและการประมูลในประเทศอื่นๆ ก็จ้างพวกนี้แหละ) มาทำให้

ราคาตั้งต้นของคลื่นและการจ่ายเงิน

กสทช. จ้างทีมผู้เชี่ยวชาญจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาประเมินมูลค่าของคลื่นความถี่ด้วยวิธี econometrics ซึ่งทางคณะอนุกรรมการฯ กำหนดราคาเริ่มต้น (reserved price) ที่ 4,500 ล้านบาทต่อ 5MHz ซึ่งจะถือเป็นราคาเริ่มต้นของการประมูลรอบแรกสุด
ถ้าการประมูลเกิดขึ้นรอบเดียวจบ มีผู้ขอใบอนุญาต 15MHz เท่ากันทุกราย แต่ละรายจะต้องจ่ายค่าคลื่น 4,500x3 = 13,500 ล้านบาท ส่วนเงินรายได้จากการประมูล 13,500x3 = 40,500 ล้านบาท จะหักค่าใช้จ่ายแล้วส่งเข้ากระทรวงการคลัง ถือเป็นรายได้ของแผ่นดิน (เงินจากการประมูลนี้จะไม่เข้า กสทช. แต่ กสทช. จะได้เงินจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและสัดส่วนจากรายได้ของผู้ให้บริการแทน)
ผู้เข้าประมูลจะต้องวางเงินประกันการประมูลล่วงหน้า 1,350 ล้านบาท ถ้าประมูลชนะก็จ่ายเฉพาะส่วนที่เหลือ ถ้าประมูลแพ้ก็เอาเงินคืน
ผู้ชนะการประมูลจะต้องแบ่งจ่ายเงินค่าคลื่นเป็น 3 งวด คือชำระทันที 50%, ผ่านไปสองปีชำระอีก 25% และ ผ่านไป 3 ปี (นับจากเริ่ม) ชำระ 25% สุดท้าย (ข้อ 11.1) จ่ายช้าโดนปรับ โดนปรับซ้ำซ้อนอาจโดนถอนใบอนุญาต

เงื่อนไขการให้บริการ 3G

สำหรับผู้ชนะการประมูล จะต้องให้บริการ 3G โดยมีเงื่อนไขสำคัญๆ ดังนี้
  • ให้บริการได้เป็นเวลา 15 ปี (ข้อ 14.1)
  • เป็นใบอนุญาตประเภทที่สาม (ตามระเบียบ กสทช.) ซึ่งเป็นใบอนุญาตระดับใหญ่ที่สุด ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของโครงข่ายได้ (ข้อ 13 และ 15)
  • ผู้ให้บริการที่ได้คลื่นตั้งแต่ 10MHz ขึ้นไปจะต้องให้บริการ 3G ในทุกจังหวัด และครอบคลุมประชากร (ไม่ใช่พื้นที่) 50% ของประเทศไทยภายใน 2 ปี และ 80% ภายใน 4 ปี (ข้อ 16.3.1)
    • ในกรณีที่ได้คลื่นแค่ 5MHz ตัวเลขจะกลายเป็น 20% และ 30% แทน
  • ความเร็วของการส่งข้อมูล ยึดตาม ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภท "ข้อมูล" สำหรับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือขั้นต่ำ 345 Kbps (ข้อ 16.3.2)
  • ผู้ชนะการประมูลจะต้องประกันความจุ (capacity) อย่างน้อย 10% ของโครงข่ายสำหรับ MVNO รายอื่น

สรุป

หลังการหมดช่วงประชาพิจารณ์ 30 วัน ทางคณะอนุกรรมการฯ (รวมผมด้วย) จะต้องมาประชุมกันอีกครั้งเพื่อนำความเห็นที่ได้มาปรับปรุงร่างประกาศฉบับ นี้ จากนั้นทาง กสทช. จะนำประกาศที่แก้ไขแล้วไปเป็นร่างประกาศฉบับจริงในราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงจะเริ่มกระบวนการประมูลต่อไป
ดังนั้นช่วงนี้จนถึงวันที่ 28 ก.ค. ถือเป็นเวลาสำคัญที่ประชาชนจะตรวจสอบและให้คำแนะนำต่อกฎเกณฑ์การประมูลนะครับ
เนื้อหาโดยสรุปของกฎเกณฑ์การประมูลฉบับหลักคงมีแค่นี้ ถ้ามีข้อสงสัยหรือมีประเด็นที่ผมตกไปก็ถามมาได้ในคอมเมนต์ครับ

กวีประชาไท: กระดานหก

ที่มา ประชาไท

 

 
 
 
 
แม้ไม่อาจเรียกว่าชัยชนะ
 
แต่เราได้เห็นการสั่นเทิ้มของพวกเขา
 
เหล่านักเล่นกระดานหกผู้ถ่วงน้ำหนักเพียงข้างเดียว
 
ทำได้เพียงส่งเสียงเอียดอาดเป็นระลอก
 
เพื่อคงสถานะที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ
 
วิญญาณหนึ่งดวงหนักเท่าใด
 
คูณด้วยจำนวนเก้าสิบสี่
 
และลมหายใจหนักอึ้งของคนที่เหลือ
 
ก่อความตระหนกเกาะกุมหัวใจคนโกง
 
เราลิงโลดกับความยุติธรรมจอมปลอม
 
และรู้ว่ากระดานหกยังเอียงกระเท่ไปทางนั้น
 
พวกเขาต่างหากที่ประเมินน้ำหนักเราต่ำไป
 
 
**************************
 
 

จดหมายเปิดผนึกพนักงาน TPBS (ภาคชำแหละ เละ!)

ที่มา ประชาไท

 


18 กรกฎาคม 2555
จดหมายเปิดผนึก 
ในนามของพนักงานและลูกจ้างองค์การกระจายเสียงและแพร่ ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีความตระหนักถึงพันธกิจที่มีค่าขององค์กรในฐานะสื่อสาธารณะของประชาชน มีพันธกิจในการเผยแพร่ข่าวสาร ชี้นำปัญญา สนับสนุนส่งเสริมสังคมการมีส่วนร่วมตามครรลองประชาธิปไตย ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย พ.ศ. 2551 (มาตรา 7)
ตลอดระยะเวลาร่วมสี่ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้ใช้พื้นที่หน้าจอสาธารณะแห่งนี้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพความเป็น ธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนตามพันธกิจหลักในการส่งเสริมและปลูกฝังสังคม ประชาธิปไตยและความเสมอภาค ซึ่งนับเป็นความภูมิใจของชาวไทยพีบีเอส
แต่เป็นที่น่าเสียดายและอดสูแทนประชาชนผู้เสียภาษีให้กับรัฐ เมื่อภาษีบาปไม่ได้ถูกผันแปรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเต็มร้อย เนื่องด้วยความล้มเหลวในการบริหารจัดการภายในทั้งเรื่อง การงาน คน และการคลัง ด้วยเชื่อว่าศูนย์อำนาจการบริหารงานและผู้บริหารบางกลุ่มใช้อำนาจเพื่อเอื้อ ประโยชน์ต่อการเกื้อหนุนสนับสนุนพวกพ้องเดียวกันให้เข้ามามีบทบาทการบริหาร งานต่างๆ อย่างขาดความชอบโปร่งใส ปิดกั้นโอกาสให้ผู้มีความสามารถ มีศักยภาพที่แท้จริงได้เข้ามามีบทบาทพัฒนาสื่อสาธารณะแห่งนี้ผ่านวิธีและ กระบวนการคัดเลือกที่ถูกต้องโปร่งใส หนึ่งในปัญหาที่สะสมจนเป็นภาพพจน์ที่เน่าเสีย คือการบริหารงานด้านบุคลากร แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกสรรพวกพ้องเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันบริหาร งานนั้นเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทย หากดึงสมุนพรรคพวกพ้องที่มีความสามารถมีศักยภาพการทำงานเข้ามาเป็นผู้ช่วย มือซ้ายมือขวา ก็จะถือว่าผลประโยชน์ “ส่วนตัว” นั้นกลายเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมเพราะได้บุคลากรที่เก่งจริงเข้ามาขับเคลื่อน องค์กรได้อย่างสง่าผ่าเผย
ความล้มเหลวในการบริหารบุคลากรเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับไทยพีบีเอส ซึ่งสมควรได้รับการตรวจสอบโดยเร่งด่วนก่อนที่จะกลายเป็นวงจรอุบาวท์กัดกร่อน ป้ายใหญ่โตมโหฬารด้านหน้าสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ด้วยข้อความงดงาม “สื่อเพื่อสาธารณะ เที่ยงตรง โปร่งใส สังคมเป็นธรรม” ซึ่งเป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์การประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะชนเท่านั้น
ความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการรอบด้านสะท้อนความละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ละทิ้งเจตนารมณ์บทบาทของสื่อสาธารณะ
ข้อความจารึกบนเสาแท่งแรกว่า “สื่อเพื่อสาธารณะ” ซึ่งในข้อเท็จจริง กลับกลายเป็น “สื่อเพื่อพวกพ้อง” ข้อความที่ปรากฏจารึกบนเสาต้นที่สอง “สังคมเป็นธรรม” ก็กลับกลายเป็น “สังคมเสื่อมไร้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” พนักงานภายในองค์กรมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ขวัญกำลังใจลดหาย สมองไหลหายไปกู่ไม่กลับ ผู้บริหารใช้ช่องโหว่งของการบริหารด้านบุคคลและกฏระเบียบเพื่อการโยกย้าย ถ่ายเทพนักงาน หลายคนเป็นผู้จัดการอยู่ดีๆ ก็ถูกลดตำแหน่งกลายเป็นผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญทั้งที่ไม่มีความผิดใดๆ ไม่มีแนวทางการชี้นำหรือกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมบุคลากรได้มี โอกาสพัฒนาศักยภาพการทำงานของตนเองก่อนคำสั่งการถูกโยกย้าย โอนย้าย ฯลฯ ราวกับพนักงานเป็นน้ำเป็นวุ้นเป็นอิฐเป็นปูน ขาดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการด้านพัฒนาส่งเสริมบุคลากร โดยไร้หลักธรรมาภิบาลหรือความมีเมตตาธรรม แต่กล้าประกาศต่อสาธารณะชนบนเสาต้นที่สามหน้าองค์กรว่า “เที่ยงตรง โปร่งใส” ทั้งที่ปรากฏการณ์ความเป็นจริงเบื้องหลังจอคือ “ ความผิดของพวกพ้องมองไม่เห็น เก่งวิ่งเต้นป้องพวกพ้องพัลวัน”
ร่วมสี่ปีที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่า ผลงานความล้มเหลวของการบริหารงานหลังจอสาธารณะแห่งนี้ ด้วยเหตุเพราะไม่เคยมีเสียงสะท้อนใดใดจากพนักงานได้รับการหยิบยกขึ้นมา พิจารณาอย่างจริงใจและเร่งรีบให้ความเป็นธรรมจนอาจเข้าข่ายละเลยการปฏิบัติ หน้าที่ของผู้บริหารที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ และมักถูกซ้ำเติมว่า เป็นแค่เสียงเล็กๆ ของพนักงานหรือพนักงานกลุ่มหนึ่งที่เสียผลประโยชน์ แทนที่จะช่วยกันรีบเร่งตรวจสอบ ทบทวน เร่งแก้ไขปัญหา นำมาซึ่งความเป็นธรรม หลายกรณีที่ร้องเรียกกลับถูกเพิกเฉย ซ้ำยังใช้อำนาจกระทำการต่อพนักงานอย่างมีอคติและลิดรอนสิทธิในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็น ทั้งที่สวมบทบาทสื่อสาธารณะ
สื่อมวลชนไทยพีบีเอสกลับถูกกระทำเหมือนเป็นมนุษย์แรงงานที่ไม่สามารถ เรียกร้องสิทธิที่พึ่งชอบธรรม หลายคนหวาดกลัวที่จะเผยความจริงเพราะเจ้านายผู้เป็นใหญ่สามารถใช้อำนาจในการ ให้คุณให้โทษ น่าเสียดายจิตวิญญาณความเป็นสื่อมวลชนที่มีพันธกิจในการนำเสนอความจริง แต่สื่อมวลชนหลายท่านที่นี่อาจไม่มีความกล้าหาญหรือถูกลิดรอนสิทธิจนเป็น ความเคยชิน และเกิดความหวาดกลัวที่จะพูดความจริง ในขณะที่พนักงานหลายชีวิตที่นี่กลับเกิดความละอายทุกครั้งที่มีการโหมโรง ประชาสัมพันธ์องค์กรฯ ว่าเป็นผู้มีจิตสาธารณะบ่มเพาะสังคมประชาธิปไตย ทั้งที่ในความเป็นจริง พนักงานไทยพีบีเอสกำลังถูกลิดรอนสิทธิพื้นฐานของการแสดงและสะท้อนความคิด เห็น ขาดความรู้สึกภาคภูมิใจไปกับความมั่นคงเติบโตได้ในวิชาชีพตามครรลองที่ควรจะ เป็นภายใต้ร่มเงาสื่อสาธารณะของประชาชนเพื่อประชาชน
เมื่อผู้บริหารทั้งหลาย ไม่ได้ยึดมั่นในหลักการแห่งความโปร่งใสตามที่ชอบป่าวประกาศสู่สาธารณะ เช่น การคัดเลือกพนักงาน ซึ่งใช้วิธีดึงสมัครพรรคพวกของตนเข้ามาเป็นเครือข่ายเพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง บริหารกิจการของประชาชนในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบริหารยันถึงระดับปฏิบัติการโดยไม่ได้คำนึงถึงความมีประสบการณ์ ความมีศักยภาพ ความสามารถรอบรู้ด้านงานสื่อสาธารณะ และประสบการณ์เฉพาะด้าน ตลอดจนวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบุคลากรไทยพีบีเอส ที่นี่นิยมระบบอุปถัมภ์ดันพวกพ้องสู่ระดับผู้บริหาร ส่วนผู้ที่มีควาสามารถแต่ไม่เป็นพวกเดียวกันหรือมีทัศนคติที่ผิดแผกแตกต่าง ก็ถูกกดตำแหน่ง กดเงินเดือน บวกลบคูณหารคะแนนการประเมินได้ตามอำเภอใจและไม่ละลายต่อบาปทั้งผู้กระทำและ ผู้สนับสนุนเซ็นอนุมัติจนเป็นวงจรอุบาวท์ หมิ่นศักดิ์ศรีเพื่อนสื่อมวลชนและภาษีจากประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวการบริหารการจัดการรอบด้านไม่ว่าจะเป็น เรื่องการบริหารงานจัดการด้านบุคลากร องค์กรขาดวัฒนธรรม มากด้วยความเหลื่อมล้ำ กระบอกเงินเดือนซึ่งเป็นเรื่องต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส แต่ไม่กล้านำมาเผยเพราะความเหลื่อมล้ำเรื่องฐานเงินเดือนที่ไม่เคยได้รับการ แก้ไขให้เที่ยงธรรม หากกลับยิ่งสร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำทวีคูณ หากเข้ามาแบบเครือข่ายรู้จักลากกันมา ก็สามารถใช้อำนาจบันดาลให้เงินเดือนสูงลิ่ว หรือปรับเงินเดือนพนักงานพวกพ้องเสมือนเจ๊ดัน แม้มีข้อพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถที่แท้จริง เพื่อนพ้องผู้ใหญ่ก็คว่ำบาตรแต่ก็ดันทุรังผลักดันจนเป็นใหญ่ได้
ในขณะที่ผู้เข้ามาด้วยความชอบธรรม หรือเป็นพนักงานเดินดินกินข้าวแกงถูกต่อรองแบบไม่ได้ศึกษาตลาดแรงงานโดยอ้าง ว่าที่นี่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกระบอกเงินที่เปี่ยมด้วยความเท่าเทียมเป็น ธรรม ซึ่งล้วนส่งผลร้ายต่อขวัญและกำลังใจพนักงานที่ไม่สามารถมองเห็นอนาคตความ ก้าวหน้า ยามที่พนักงานแสดง อริยะขัดขืน ก็จะแสดงทัศนคติแห่งความเมตตาคือ “อยู่ไม่ได้ก็ออกไปซะ” (จะได้เอาคนของเครือข่ายตนเองมาแทน) ผลพวงของวงจรอุบาทว์นี้ ทำให้องค์กรสาธารณะแห่งนี้ขาดบุคลากรที่มีความสามารถจริงในวิชาชีพ ขาดผู้นำที่บริหารงานด้วยเมตตาธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส และดำรงไว้ซึ่งความเท่าเทียม
ไทยพีบีเอส วันนี้จึงเป็นแค่องค์กรที่มุ่งเน้นแต่การสร้างผลผลิตหน้าจอเพื่อสร้างภาพ ลักษณ์ ในขณะที่หลังจอนั้นขาดเสถียรภาพในการบริหารงานการปกครองคนรอบด้านอย่างสิ้น เชิง
ที่นี่ไทยพีเอส จึงไม่แตกต่างจากภาพของสังคมไทยที่ผู้มีอำนาจละเลยการตรวจสอบ ละเลยการให้ความเป็นธรรม ซ้ำยังมีกลุ่มผู้ยึดมั่นในอำนาจหน้าที่ร่วมด้วยช่วยกันปกผิดความผิด ความไม่โปร่งใสของพวกพ้อง และสร้างภาพไปวันๆ ด้วยการไล่จับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้าข่ายการผิดวินัย ทั้งที่ผู้ตั้งตนเป็นประธานกรรมการสอบสวนโดยไม่มีมีคุณสมบัติด้านจิตสำนึก แห่งความยุติธรรม ใช้ถ้อยคำข่มขู่พยานหรือผู้ถูกกล่าวหา สะท้อนการขาดความรู้ด้านการสอบสวนทางวินัยและใช้อำนาจหน้าเกินขอบเขตในการ ไต่สวนอย่างไร้หลักธรรมาภิบาล
ที่นี่...ไทยพีบีเอส กำลังขาดบุคลากรระดับผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ มีความกล้าหาญที่จะพูดความจริง มีความกล้าหาญที่จะลบล้างสิ่งผิด เนื่องด้วยมีประเพณีที่กระทำอยู่คือเมื่อใดที่มีอารยะขัดขืน ใครทำงานแข็งขืนไม่เป็นที่ได้ใจ ก็จะถูกสั่งโยกย้ายถ่ายเท ลดตำแหน่ง และนำเอาพวกพ้องคนสนิทเข้ามาแทนที่ แม้ไม่มีอัตราก็จะมีวิธีในการสร้างกล่องงาน เพื่อเอาคนของตนมา วางในตำแหน่งต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน ในขณะที่หลายฝ่ายขาดอัตรากำลังคนที่ขับเคลื่อนเดินหน้าสร้างคุณภาพงานและการ ทำงานที่มีประสิทธิภาพ
ด้านการจัดจ้างบริษัทภายนอกเพื่อประเมินค่างานกลับได้รับผลการวัดค่างาน ที่ถอยหลังเข้าคลอง ทั้งที่สูญเสียค่าใช้จ่ายเป็นล้าน แต่การประเมินค่างานที่ได้กลับขาดความความชัดเจนกว่าเดิม สะท้อนความล้มเหลวในการจัดการบริหารบุคคลขั้นพื้นฐาน การบริหารการจัดการภายในเรื่องเล็กๆ ยังพายเรืออยู่ในอ่างพูดเรื่องซ้ำๆ แต่ไม่เคยจัดการให้ขยับได้ ลำพังแค่เรื่องจะจัดตั้งศาลพระภูมิ การติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ แต่งตั้งคณะกรรมการหารือกันเป็นปี จนบัดนี้เป็นองค์กรที่ไร้ศาลพระภูมิ ไร้พระบรมฉายาลักษณ์ เรื่องวิบัติวุ่นวายต่างๆจึงเกิดขึ้น เป็นประจำ นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นการจัดการเรื่องง่ายๆ แต่บริหารงานอย่างล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง
ผลพวงการบริหารงานถอยหลังเข้าคลองแบบนี้เป็นเหตุให้เกิดปัญหาสมองไหล พนักงานที่มีความสามารถลาออกไปอยู่หน่วยงานอื่นทั้งที่รายได้ไม่ได้สูงกว่า ที่นี่ และนี่ถือเป็นบทพิสูจน์การบริหารงานชิ้นโบว์ดำของคณะผู้บริหารชุดนี้ ด้วยภาวะผู้นำที่ล้อมรอบด้วยยุทธเสนาแบบไร้ซึ่งศักยภาพและวิสัยทัศน์ บริหารจัดการงานอย่างขาดธรรมาภิบาล ไม่เหมาะสมที่จะบริหารงานขององค์กรที่มาจากภาษีประชาชนได้ เพราะผู้บริหารที่ดีจะต้องมีความเสียสละรับฟังปัญหาของพนักงานอย่างจริงใจ ตรึกตรองเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบนำความเป็นธรรมกลับมาให้ได้
ในนามพนักงานขององค์กรขอ “สานพลัง” เพื่อปกป้องพื้นที่สื่อสาธารณะแห่งนี้ และขอสงวนไว้ให้เฉพาะผู้บริหารที่มีคุณธรรม มีความสามารถเข้ามานำทิศทางสื่อสาธารณะ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันนนี้ ขอชื่นชมผู้บริหารที่มาจากตัวแทนภาคประชาสังคมในส่วนต่างๆ ท่านได้พยายามใช้ศักยภาพ ความรู้ความสามารถของท่านอย่างเต็มที่ในการร่วมกำหนดกรอบนโนบาย การตรวจสอบ การวางแผนงานบริหาร การจัดการปัญหา ฯลฯ  และในขณะเดียวกันพวกเราต้องขอแสดงความเห็นใจที่ท้ายสุดท่านไม่สามารถเดิน หน้าเพื่อตรวจสอบความถูกต้องความโปร่งใสได้ตามเจตนารมณ์แม้แต่น้อย เพียงเพราะที่นี่ ไทยพีบีเอส ยังมีนักอุดมการณ์จอมปลอม และผู้มีอำนาจปกป้องการตรวจสอบ และหวนแหนพื้นที่เพื่อเสวยอำนาจเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนและการเอื้อประโยชน์ พวกพ้องตนเอง
วงจรอุบาทว์เหล่านี้ควรจบสิ้นด้วยพลังบริสุทธ์ของพนักงานไทยพีบีเอส ที่ต้องใช้ความกล้าหาญและร่วมสานพลัง ด้วยเจตนารมณ์ในการรักษาปกป้องสื่อสาธารณะแห่งนี้ให้พ้นจากผู้มีอำนาจซึ่ง มากด้วยมลทิน และพ้นจากภาพจำลองสังคมไทยที่อันตรายและเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ ผลพวงแห่งการบริหารจัดการที่ล้มเหลวมาจากการที่ “ผู้มีอำนาจละเลยสิ่งที่ถูกต้อง และปกป้องสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
ในนามพนักงานไทยพีบีเอส ขอใช้สิทธิภายใต้ระเบียบ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการบริหารการจัดการภายในองค์กรทุกภาคส่วน นับตั้งแต่ การบริหารงานของสำนักทรัพยากรบุคคล / ประสิทธิภาพการตรวจสอบทุจริตของสำนักตรวจสอบภายใน / การบริหารงานของรองผู้อำนวยการด้านบริหารที่เชื่อว่ามีการใช้อำนาจลักษณะ ครอบงำสำนักบริหาร สำนักการคลัง สำนักทรัพยากรมนุษย์ สำนักกฎหมาย ซึ่งถือเป็นศูนย์อำนาจการบริหารงานที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการทุจริตเชิง บริหาร ตลอดจนสำนัก / หน่วยงานต่างๆขององค์กรที่ถือเป็นแหล่งรวมผลประโยชน์ขององค์กร ปรากฏตามเอกสารประกอบที่แนบมานี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน / ข้อมูลสำคัญชี้นำไปสู่การตรวจสอบโดยอาศัยอำนาจหน้าที่และกลไกการตรวจสอบทั้ง จากคณะกรรมการรับร้องเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร และหน่วยงานอิสระภายนอกองค์กร เพื่อนำประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล ภายใต้การบริหารงานของผู้นำองค์กรในด้านต่างๆ ที่เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถและมีคุณธรรม ผู้ที่สามารถขับเคลื่อนฟันเฟื่องทุกชิ้นส่วนของไทยพีบีเอสด้วยการมองเห็น หัวใจของความเป็นมนุษย์ ท้ายสุดเพื่อการนำมาซึ่งขวัญกำลังใจของพนักงานทุกระดับเพื่อสร้างสรรค์และ ผลิตคุณภาพงานหน้าจอให้แก่สังคมไทย
พนักงานไทยพีบีเอส ขอใช้พลังน้ำใจและอุดมการณ์ และเจตนารมณ์ที่ต้องการรักษาปกป้องสื่อสาธารณะแห่งนี้ เพื่อนำไปสู่การบูรณาการด้านโครงสร้างการบริหารจัดการทุกภาคส่วน ทุกระบบของสื่อสาธารณะแห่งนี้ จึงขอเรียกร้องให้เกิดความชอบธรรมในข้อปฏิบัติต่อไปนี้เป็นการเร่งด่วนที่ สุด และทำการชี้แจงต่อพนักงานทุกภาคส่วนขององค์กรภายใน 3 วัน นับจากการยื่นคำร้องเรียน
1. ผู้บริหารที่เข้ามาด้วยความไม่ชอบธรรม และไม่ผ่านการประเมินที่ถูกต้อง ขาดความโปร่งใสด้วยระบบเครือข่ายดึงกันมาเพราะเป็นคนของตนเอง ซ้ำยังทิ้งผลงานแห่งการบริหารงานจัดการที่ล้มเหลวไว้ กระทำการซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขาดความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร สื่อ ขอให้พิจารณาลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และอนาคตที่ดีขององค์กรสื่อสาธารณะ โดยขอให้มีการตรวจสอบผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักภายใต้รองผู้อำนวย การส.ส.ท. ด้านบริหาร ตลอดจนตำแหน่งผู้ชำนาญการ ตำแหน่งผู้จัดการที่เข้ามารับตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2554-ปัจจุบัน นับตั้งแต่กระบวนการสัมภาษณ์-คัดเลือก การประเมินผลเพื่อผ่านการบรรจุเป็นผอ.สำนัก/ผู้จัดการว่าถูกต้องตามหลัก เกณฑ์และมีความโปร่งใสอย่างไร โดยเฉพาะข้อสงสัยที่เชื่อว่าผอ.สำนักกฎหมาย ผอ.การคลัง ผอ.สำนักบริหาร มีผลงานการบริหารที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ทิ้งผลงานที่สร้างความปั่นป่วนเละเทะไว้ให้แก่องค์กรมากมาย พนักงานเชื่อว่ามีการหาช่องทางกฎหมายจากผิดให้เป็นถูกเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อนำพวกพ้องบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆในองค์กร งบการคลังปิดไม่ลงเป็นจำนวนเงินกว่าสิบล้านเฉพาะจากโครงการใช้งบประมาณ โครงการหนึ่ง (ยังไม่รวมงบที่ปิดไม่ลงอื่นๆ) แต่กลับให้การแถลงเท็จต่อหน้ารัฐสภา การใช้จ่ายบานเบอะ ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการด้านการคลังขององค์กรสื่อ เรื่องเน่าเฟะจะถูกโยนให้นักกฎหมายหัวอ่อนในสำนัก ฯ เพื่อจัดการดำเนินปัญหาต่างๆด้วยการหาช่องทางแบบผิดๆถูกๆ เพื่อขุดขุ้ยหาความผิดหรือบกพร่องให้ผู้อื่น แต่ท้ายสุดก็กำลังสะท้อนความแปดเปื้อนเข้าตัวเองกันอย่างจัด ฯลฯ
หากตรวจสอบประวัติจะพบว่าแต่ละท่านมิได้มีประสบการณ์ตรงและผ่าน ประสบการณ์งานบริหารอย่างมืออาชีพในองค์กรใหญ่มาก่อน และมีการเชื่อว่า “ล็อคสเป็ก” เกิดขึ้นจริงในองค์กรนี้ เป็นผลหายนะขององค์กรเพราะจะได้บุคลากรที่ไร้คุณภาพมาเป็นแกนนำองค์กรในส่วน ต่างๆ โดยเฉพาะสำนักทรัพยากรบุคคล มีการรับพนักงานพวกพ้องมาจากหน่วยงานเดิมของผอ.สำนัก ฯ เข้าเป็นพนักงานในสำนักของตนเองอย่างขาดความชอบธรรม
2.ผู้บริหารที่พึงกระทำการข่มคู่คุกคามพนักงานทั้งด้วยวาจา และการกระทำใดใดที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และขวัญกำลังใจพนักงาน ใช้อำนาจในการกระทำใดใดให้ผิดเป็นถูก แม้ว่าไม่มีหลักฐานใดใดพิสูจน์ได้ เนื่องด้วยคุณธรรมธรรมภิบาลล้วนเป็นนามธรรม แต่จะเป็นกรรมเวรและเวรกรรมของท่านและตราบาปติดตัวติดใจของผู้กระทำไว้ จึงขอให้พิจารณาลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และอนาคตที่ดีกว่าขององค์กรสื่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาพัฒนาองค์กรได้อย่างถูกทิศทาง
3.ขอให้เผยเปิดกระบอกเงินเดือน และการประเมินค่างานตามโครงสร้างค่างานที่ปรับใหม่ทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การพิจารณาทบทวนรื้อฐานปรับปรุงเงินเดือนใหม่และการปรับโครง สร้างค่างานใหม่ทั้งหมด โดยความสามารถและประสบการณ์ของพนักงานนั้นๆอย่างถูกต้องเป็นธรรม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยศึกษาจากคู่แข่งขันตลาดแรงงานในแต่ละสาขา และให้พิจารณาจากประสบการณ์ ความสามารถ และผลงานในสายวิชาชีพของพนักงานทุกชั้นทุกระดับอย่างเป็นธรรม และส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดแรงงาน
4.ขอให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงสวัสดิการการรักษาพยาบาลต่างๆ ตลอดจนอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงทั้งการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งค่าเบี้ยเสี่ยงภัย ค่าปฏิบัติงานล่วงเวลา ฯลฯ
5. ขอให้ผู้บริหารชุดใหม่ ตลอดจนผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งในส.ส.ท. จากทุกภาคส่วนตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาสื่อสาธาณะเพื่อประชาชน ละเว้นการสืบทอดอำนาจเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของตนเองเหมือนเช่นตลอดสี่ปีที่ ผ่านมา และให้สัตยาบรรณต่อพนักงานทุกชีวิตที่ร่วมใช้สิทธิในการตั้งกระทู้ต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบการบริหารงานทุกระบบ โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรบุคคล และการบริหารจัดการองค์กรทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดอำนาจการคุกคามด้วยอคติทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ พนักงานผู้ใช้สิทธิและเสียงในการสะท้อนความเป็นจริงขององค์กรครั้งนี้บน เจตนารมณ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีองค์กรสื่อสาธารณะเพื่อสาธารณะ
6. พนักงานที่ได้รับความไม่เป็นธรรมในเรื่องต่างๆที่ถูกละเลยจาการปฏิบัติ หน้าที่ในการตรวจสอบ ให้ความเป็นธรรม ขอให้มีการนำกลับมาพิจารณาโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะเพื่อนพนักงานที่ถูกลดตำแหน่งทั้งที่ไม่เคยกระทำความผิดทางวินัยใด ใด หรือการถูกโอนย้ายไปในตำแหน่งต่างๆอย่างขาดความชอบธรรม
7. ขอให้มีการกำหนดกลไกใหม่ในการการประเมินผลงานของระดับผู้อำนวยการทุกๆสองปี เพื่อการบริหารสื่อสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของสังคม


ประกาศโดย
พนักงาน ส.ส.ท. ที่ต้องการสงวนรักษาสื่อสาธารณะให้เป็นสมบัติของประชาชนต่อไปอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ 
ขณะนี้ได้รวบรวมรายชื่อพนักงานของ ส.ส.ท.ได้กว่า 200 คน เพื่อยื่นหนังสือดังกล่าวต่อผู้บริหาร ส.ส.ท.แล้ว