ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 17, 2008

เมินจำลองต้านแก้รธน. จตุพรยันเป็นสิทธิทำได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (17 พ.ค.) กรณีรัฐบาลอาจเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ช่วงเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ช่วงปลายเดือน มิ.ย. ว่า ต้องติดตามดูต่อไปว่ารัฐบาลจะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า หากจะแก้ไขต้องผ่านกระบวนการศึกษาและการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่าง ๆ ของสังคม หากการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเอง ไม่ว่าจะการประชุมสภาสมัยใด ก็คงไม่เหมาะ แต่ถ้าแก้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมก็ทำได้ แต่ถามว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน กล่าวกรณีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยหากมี ส.ส.ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยรายชื่อประชาชน ถือว่าเริ่มกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ในส่วนของนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลแถลงชัดแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร

"ขณะนี้กำลังหารือกันว่า เมื่อได้ดูร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนแล้ว เห็นตรงกันว่าจะเสียเวลาตรวจสอบรายชื่อ จึงมีแนวทางว่า ส.ส.จำนวน 1 ใน 5 เข้าชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำร่างของประชาชนมาเป็นตัวตั้ง ส่วนอีกแนวทางคือนำร่างที่จะมีการพิจารณาแก้ไขของ ส.ส. เมื่อเป็นเช่นนี้อย่างไรก็ต้องยื่น แต่จะทันการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญหรือไม่ ต้องหารือกันอีกครั้ง" คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน กล่าว

คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน กล่าวต่อกรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมเคลื่อนไหวคัดค้าน ว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ขอยืนยันว่า ส.ส.ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่ขอให้ต่อสู้ในประเด็นรัฐธรรมนูญ

“ประชา”จวก “จำลอง”ยุปฏิวัติ! ทำบ้านเมืองแตกแยก

แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย สวน “จำลอง” ยุทหารปฎิวัติทำชาติแตกแยก จี้ให้ดูบทเรียนปี 2535 ตอกคนปชป.ปล่อยข่าว “ทักษิณ” ทาบ “บิ๊กจิ๋ว” นั่งหัวหน้า พปช.กลัวแพ้การเลือกตั้งสมัยหน้า

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า เงื่อนไขในสถานการณ์ปัจจุบันเพียงพอที่จะทำการปฏิวัติได้แล้วนั้น ถือเป็นความพยายามสร้างความแตกแยกให้กับบ้านเมืองอีกครั้ง

หลังจากที่ก่อความวุ่นวายไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2535 ซึ่งก็ยังไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนตัวเห็นว่า หากมีการปฏิวัตินั้นต้องการอะไร ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจริงพล.ต.จำลอง จะได้ประโยชน์หรือไม่ วันนี้กลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย จะต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขัดขวางไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลร้ายต่อบ้านเมือง

สำหรับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเชิญพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน และมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น ขอแนะนำว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลย เพราะว่าประกาศวางมือทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ควรเอาเวลาไปช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นดีกว่า เพราะยิ่งพูดเหมือนกับการแสดงความกลัวที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือว่ากลัวจะแพ้การเลือกตั้งอีกครั้ง จึงอยากแนะนำให้เอาเวลาไปเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าดีกว่า



“จตุพร” ย้ำแก้รธน.ใช้สิทธิ์ตามระบอบปชต.ไม่หวั่นพันธมิตรฯป่วนเมือง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ลั่นจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้สิทธิ์ตามกระบอบประชาธิปไตย และไม่หวั่นกลุ่มพันธมิตรฯจะออกมาเคลื่อนไหว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า จะมีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิ์ตามกระบวนการประชาธิปไตย ส่วนวิธีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 2 วิธีคือ 1.ส.ส.ในจำนวน 1 ใน 5 เข้าชื่อนำร่างฯของประชาชนมาเสนอ 2.นำร่างฯที่ ส.ส.เห็นว่าควรพิจารณาแก้ไขเข้าชื่อยื่นญัตติ ส่วนจะเสนอในการเปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญนี้หรือไม่นั้นคงต้องหารือกันอีกครั้ง

นายจตุพร กล่าวไม่กังวลต่อกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาเคลื่อนไหว โดยขอให้ต่อสู้เพียงประเด็นรัฐธรรมนูญ อย่านำไปโยงกับเรื่องสถาบันเบื้องสูง



“จักรภพ” ย้ำไม่เคยคิดหมิ่นเบื้องสูง ลั่นขอพิสูจน์ความจริงให้สังคมรู้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ไม่ลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่เคยมีความคิดหมิ่นเบื้องสูง และข้อพิสูจน์ความจริง

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ยกเลิกภารกิจที่ต้องเดินทางไปจังหวัดนครพนม เพื่อจะใช้เวลาในการแปลบทบรรยายที่ตนไปกล่าวด้วยตนเองให้เสร็จในวันอาทิตย์นี้ เพื่อให้ตรงตามเจตนารมณ์ อีกทั้งต้องการให้สังคมและสาธารณชนได้เข้าใจว่าตนไม่ได้มีพฤติกรรมที่ไม่จงรักภักดี และยืนยันปัญหาที่เกิดมาจากการแปลที่มาจากการตีความไม่ใช่มาจากคำพูดของตนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามหลังแปลบทความเสร็จจะให้มีการตีพิมพ์ ทั้งภาคภาษาไทยและอังกฤษ รวมทั้งบทวิเคราะห์ช่วงท้ายว่าจุดใดที่ทำให้เกิดการยุยงปลุกปั่น จนนำไปสู่การกล่าวหาว่าตนไม่จงรักภักดี และจะขอให้เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาด้วยเพื่อให้สังคมทราบว่ามีการเล่นการเมืองที่ดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังยืนยันด้วยว่า ไม่เคยวิ่งเต้นกับบุคคลระดับสูงเพื่อให้คดีนี้จบ และไม่กดดันกับกระแสข่าวที่เกิดกับตนทั้งเรื่องดังกล่าวและเรื่องที่กล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อ



“มหาจำลอง” โผล่จุดไฟปฏิวัติ! อ้างเงื่อนไขพอทำได้

แกนนำพันธมิตรฯ "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" ระบุ ไม่เชื่อจะไม่เกิดการปฏิบัติขึ้นอีก อ้าง มีสถานการณ์หมิ่นเบื้องสูง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาล จะนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาบรรจุในวาระของการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณางบประมาณประจำปี 2552 โดยเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ขณะที่ ปัญหาปากท้องของประชาชน ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น พร้อมยืนยันว่า หากมีการเสนอญัติแก้รัฐธรรมนูญทางกลุ่มพันธมิตร-ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มายื่นถอดถอน ส.ส. และออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวทันที

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวปฏิวัติว่า อย่าเชื่อว่าจะไม่มีการปฏิวัติ เนื่องจาก สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ยังมีเงื่อนไขที่พร้อมจะทำให้เกิดการปฏิวัติได้ ทั้งการหมิ่นเบื้องสูง และการแก้รัฐธรรมนูญ

ขณะที่ บรรยากาศของงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ปีพฤษภาประชาธรรม 2551 ได้มีญาติวีรชนและนักการเมือง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน นางรสนา โตสิกตระกูล สมาชิกวุฒิสภา นายโคทม อารียา ประมูลนิธิ-พฤษภาประชาธรรม และน ยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาล



“ท่านชัย”หัวใจแกร่ง! พร้อมทำงานเต็มที่ - ปัดตั้งธงแก้ รธน.

ถือฤกษ 11.00 น. เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปิดใจระบุพร้อมนั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ วอนทุกฝ่ายประนีประนอม เดินหน้าแก้ รธน. ให้ดีที่สุด เปิดหัวใจฟังเสียง “สื่อมวลชน” เปรียบเป็น “พี่ชาย-พี่สาว” ประเดิมงานแรกจัดระเบียบสื่อสภา

วันนี้ (16 พ.ค.) นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือฤกษ์ 11.00 น. เข้าสักการะพระบรมราชานุเสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง และพระทรงเมือง และศาลพระภูมิเจ้าที่เดิม บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา 2 ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

นายชัย กล่าวว่า ขณะนี้สภาแตกแยกวุ่นวาย เพราะไม่มีใครรู้ว่าศาลพระภูมิเจ้าที่เดิมอยู่ตรงไหน และธรรมเนียมปฏิบัติของตนเองคือ หลังการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.จะต้องมาไหว้ทุกครั้งไม่เคยขาด

จากนั้น ประธานสภาฯ ได้เปิดใจแถลงข่าวครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า มีสุขภาพแข็งแรง และหัวใจที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และไม่ได้มีธง หรือเป้าหมายในการแก้ไข รธน.ตามที่ถูกวิจารณ์ ซึ่งแนวทางการทำงานอยากให้เกิดความประนีประนอมระหว่างรัฐบาล รัฐสภา และประสานงานระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลให้ดีที่สุด ที่สำคัญจะฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากสื่อมวลชนเป็นหลักมากกว่าเสียงของ ส.ส. และ ส.ว. เพราะถือว่าสื่อมวลชนเป็นเสมือนพี่ชาย พี่สาว ที่มีความสำคัญในการทำให้บ้านเมือง และสังคมเดินไปในทางที่ดี

นอกจากนี้ จะมีการจัดระเบียบสื่อมวลชนประจำรัฐสภาด้วย ส่วนสิ่งที่จะทำเป็นอันดับแรก เมื่อมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเดือนหน้านี้ คือ จะตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 35 คณะ

เมื่อถามถึงมีการเตรียมตัวเพื่อมารับศึกแก้ไข รธน. นั้น ประธานสภาฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษตนก็ทานข้าวได้ตามปกติ โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นปกติ ส่วนข้อทักท้วงในญัตติคำร้องของภาคประชาชนที่จะยื่นแก้ไข รธน. ซึ่งอาจไม่มีกฎหมายรองรับนั้น ตนยังไม่เห็นเอกสารคำร้อง ต้องให้ตนได้พิจารณาคำร้องต่างๆ ของประชาชนก่อน ซึ่งจะพิจารณาอย่างระเอียดรอบคอบอ่านทุกตัวอักษรก่อนว่ามันถูกมันผิดตรงไหน และพร้อมที่จะดำเนินการตามนั้น จะมาฟังแค่เสียงนกเสียงกาแล้วมาตอบคำถามเลยคงไม่ได้

ทั้งนี้ ตามกฎหมายบัญญัติไว้ว่า เมื่อประธานรัฐสภารับเอกสารญัตติการแก้ไข รธน. แล้วต้องบรรจุระเบียบวาระภายใน 15 วัน อีกทั้งต้องดูกลุ่มต่างๆ ทั้งฝ่ายสนับสนุนฝ่ายค้านก็ต้องฟังเหตุฟังผล เราเป็นตัวแทนประชาชนตรวจสอบได้



โฆษกพปช.ปัด“ทักษิณ”ทาบ“บิ๊กจิ๋ว”เป็นนายกฯ คนต่อไป

“กุเทพ” ดับกระแสข่าวทาบ “พล.อ.ชวลิต” นั่งเก้าอี้นายกฯ แทน “สมัคร” หวังยุติความขัดแย้งในพรรค ชี้ไม่ได้เป็นแม้แต่ ส.ส. ยืนยันพรรคมีเอกภาพเหนียวแน่นกันดี ติง ปชป. จุดประเด็นเล่นเกมการเมืองเกินเหตุ

วันนี้ (16 พ.ค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงรายงานข่าวว่า พ.ต.ท.ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทาบทามให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อยุติปัญหาความแตกแยกในพรรคพลังประชาชน ว่า ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาตามที่เป็นข่าว สมาชิกในพรรคก็มีความเป็นเอกภาพ มีความเหนียวแน่กันดี และข่าวดังกล่าวก็ไม่มีความเชื่อมโยงกับความเป็นจริง เพราะนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. แต่ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้เป็น ส.ส.

ส่วนที่นายสมัคร ไม่ค่อยได้เข้าร่วมการประชุมพรรคนั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีภารกิจมาก แต่มีการประสานกันเป็นการภายในกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคอยู่ตลอดเวลา

ร.ท.กุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ไม่มีการอ่านพระบรมราชโองการต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาจะขึ้นปฎิบัติหน้าที่บนบังลังก์ ว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความผิดพลาด เพราะนายชัย ถือว่าได้รับพระบรมราชโองการเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) พอรับพระบรมราชโองการเสร็จก็สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ทันที แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในสภากันมากเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์นำเรื่องนี้มาเป็นเกมทางการเมืองเกินเหตุ



“พงษ์เทพ” ปัดข่าว “ทักษิณ” ลงทุนเกาะกง - แลกเขาวิหารกับน้ำมัน

โฆษกส่วนตัว ออกโรงแจง “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่ได้อยู่เบื้องหลังเจรจายกเขาพระวิหารแลกผลประโยชน์น้ำมัน-ก๊าซ ระบุเป็นเรื่องผลประโยชน์ของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ เผยเจ้าตัวเตรียมปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจร่วมกับประธานกลุ่มดูไบ เวิลด์ (Dubai World) 22 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ

วันนี้ (16 พ.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารเพื่อขอแลกน้ำมัน รวมถึงข่าวเตรียมลงทุนในเกาะกง ประเทศกัมพูชา ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น กรณีเขาพระวิหารและเขตพัฒนาที่ทับซ้อนอยู่เป็นปัญหาไม่ลงตัวมานาน และรัฐบาลไทยต้องรักษาประโยชน์ของประเทศ ส่วนในช่วงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีโครงการลงทุนธุรกิจหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ

“ที่ผ่านมาไทยและกัมพูชามีเขตพัฒนาร่วมระหว่างสองประเทศ มีการเจรจากันมานานแล้ว ตั้งสมัยที่ผมเป็นรมว.พลังงาน ก็ได้มีการเจรจาหลายเรื่อง ซึ่งก็เป็นลักษณะเหมือนกันเขตพัฒนาร่วมไทยมาเลเซียที่จะต้องมีการตกลงกันให้ได้ว่าจะจัดการอย่างไร เพราะเขตพื้นที่เหล่านี้อาจจะมีน้ำมันหรือธรรมชาติ ซึ่งหากเจรจาตกลงกันระหว่างสองประเทศได้ก็อาจเป็นประโยชน์มาก โดยทราบว่าการเจรจามีความคืบหน้าเรื่อยๆ” โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ เวลา 16.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปปาฐกถาพิเศษร่วมกับ สุลต่าน อาเหม็ด บินซัลลาเยม (Mr.Sultan Ahmed Bin Sulayem) ประธานกลุ่มดูไบ เวิลด์ (Dubai World) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมทั้งหารือเรื่องเศรษฐกิจด้วย และหลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปต่างประเทศ



เหตุที่มันยุ่ง

ดูเหมือนกระบวนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคดี “หวยบนดิน” ที่ คตส.สอบสวนและทำสำนวนเสร็จสรรพเพื่อส่งฟ้องผู้ร่วมกระทำผิดจำนวน 47 คน เรียกร้องโดนกันทั้ง ครม. และมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวกับกองสลากฯทั้งหมด

พูดง่ายๆเริ่มจากหัวก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกฯในสมัยนั้น รัฐมนตรีอีกหลายคนและมาโผล่ในรัฐบาลชุดนี้ 3 คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นางอุไรวรรณ เทียนทอง และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ

หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯรับฟ้อง 3 รัฐมนตรีก็ต้องถูก “พักงาน” ตามระเบียบ แต่ปรากฏว่ายังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้แต่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญฯ ตีความใน 2 ประเด็นก่อน

คือที่มาของ คตส. และการต่ออายุ คตส.ว่าถูกต้องหรือไม่?

ว่าที่จริงแล้วคดีหวยบนดินนั้นมีการสอบสวนกันจนเป็นเรื่องเอิกเกริก เพราะมีบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีจำนวนมาก โดยเฉพาะ ครม.ชุดนั้นทั้งคณะ และเจ้าหน้าที่อีกระนาว การพิจารณาเรื่องนี้มีประเด็นถกเถียงกันพอสมควร

โดยเฉพาะที่ว่า ครม.ทั้งคณะและเจ้าหน้าที่บางส่วนไม่ควรต้องรับผิดด้วย แต่เมื่อการพิจารณากันในรายละเอียด ปรากฏว่า คตส.มีมติเห็นพ้องให้ส่งฟ้องทั้ง 47 คน

แต่เมื่อยื่นเรื่องไปที่อัยการซึ่งจะต้องพิจารณาสำนวนฟ้อง ปรากฏว่า อัยการส่งเรื่องกลับให้สอบสวนเพิ่มเติมก็เลยเกิดปัญหา เพราะ คตส.ยืนยันว่าสำนวนสอบสมบูรณ์พร้อม ไม่มีข้อบกพร่องแล้วและอัยการก็ไม่ได้ชี้ช่องว่ามันไม่สมบูรณ์ตรงไหน

ก็เลยยืนยันกลับไปอีก ปรากฏว่า อัยการก็ยังไม่ส่งฟ้องระบุว่ายังไม่มีการสอบเพิ่มเติม เรียกว่า 2 หน่วยงานเปิดศึกกันเลยทีเดียว และสำนวนฟ้องคดีอื่นๆก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่การเลือกตั้งเสร็จมีรัฐบาลใหม่

คตส.พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อัยการเปลี่ยนไป”

เมื่ออัยการไม่ยอมส่งฟ้อง คตส. จึงดำเนินการฟ้องร้องเองตามอำนาจที่มีอยู่ มีการตั้งทีมทนายเอง ซึ่งอัยการแย้งทำนองว่าไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ คตส.ยืนยันว่ามีอำนาจ

เมื่อ คตส.ฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯเอง ปรากฏว่า ศาลฯยังไม่รับฟ้อง แต่ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใน 2 ประเด็นก่อนฃ

1. ที่มาของ คตส.นั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2. การต่ออายุ คตส.ออกไปนั้นถูกต้องหรือไม่

ซึ่งการพิจารณาใน 2 ประเด็นนี้มีความหมายต่อ คตส. และคดีที่มีการดำเนินการอยู่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคดีหวยบนดิน ซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง ที่ดินรัชดา หรือคดีทั้งหมดที่ คตส.ดำเนินการมา ไม่ใช่แค่คดีหวยบนดินเท่านั้น

หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ออกมาว่าทั้ง 2 ประเด็นที่ให้ตีความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จบกันเลยครับ...ทุกคดีที่ คตส.พิจารณาเพราะเท่ากับว่า คตส.เป็นองค์กรเถื่อน ไม่มีกฎหมายรองรับและไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปดำเนินคดีได้

ดีไม่ดี คตส.เองจะถูกเล่นงานกลับได้

และทุกคดีที่มีการพิจารณาถือ “หลุดหมด” และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.309 แต่อย่างใด เพราะหากผลออกมาอย่างนี้ทุกคดีก็จบกันไปแล้ว ทรัพย์สิน 73,000 ล้านต้องคืนเจ้าของ

ก็คงจะอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความออกมาอย่างไร ทั้งนี้ คงขึ้นอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 9 ท่าน ที่เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งใหม่สดๆซิงๆ

ซึ่งหลังจากดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆแล้ว คงจะเข้าปฏิบัติหน้าที่และประเดิมเรื่องแรกที่จะทำให้ชี้ถึงอนาคตของประเทศนี้ได้

เพราะนี่คือเหตุจริงๆที่ทำให้เมืองไทยยุ่งอยู่ทุกวันนี้.

"สายล่อฟ้า"



ปชป.เตรียมยื่นถอดถอนจักรภพ พุธหน้า 21 พ.ค.

ฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอนนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักฯ ต่อประธานวุฒิสภาวันพุธหน้า (21 พ.ค.51)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรค ปชป.กล่าวถึงประเด็นในการยื่นถอดถอนครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายจักรภพ ซึ่งกระทำการขัดต่อ รธน.ทั้งในเรื่องวิทยุชุมชน และการแทรกแซงสื่อ โดยขณะนี้เอกสารคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาเรียบร้อย

ขณะเดียวกันในวันนี้พรรคปชป.ก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการพรรคนำข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการไปบรรยายพิเศษของนายจักรภพ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อปี 2550 ให้แก่นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบฯ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยพรรค ปชป.ได้นำเทปการบรรยายมาเปิดฟัง และรวบรวมข้อมูลส่งให้นายกฯไปพิจารณาถึงพฤติกรรมของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่เหมาะสม

อยากให้นายกฯ เปิดใจให้กว้างรับฟังและพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะสาระสำคัญไม่ใช่ประโยคใดประโยคหนึ่ง หรือคำแปลแค่คำเดียว แต่อยู่ที่หัวข้อ,เป้าหมาย,เนื้อหา และสาระสำคัญของการบรรยายครั้งนั้น ขอให้นายกฯ ตัดสินใจเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง และเพื่อรักษาสถาบันหลักของชาติ หากตัดสินใจผิดพลาดอาจบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ส่วนที่นายจักรภพมีแนวคิดที่จะแปลคำบรรยายของตัวเองใหม่ แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น หน.พรรค ปชป.เห็นว่า หากแปลตรงตามใจความแล้ว นายจักรภพเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ควรเผยแพร่อย่างยิ่ง



ไม่ยกเลิก 309 ก็ต่อสู้ได้

มีคำถามว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และการออกกฎหมายต่ออายุให้ คตส.อีก 9 เดือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่? จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของ คตส. และต่อบรรดาคดีทั้งหลายที่ คตส.รับผิดชอบอยู่หรือไม่?

เรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีหวยบนดิน ซึ่ง คตส.ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา โดยมีจำเลยทั้งหมด 47 คน รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยบางส่วนได้ร้องต่อศาลโต้แย้งว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ที่แต่งตั้ง คตส.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเฉพาะการดำเนินงาน ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไป เนื่องจาก การยึดอำนาจหรือรัฐประหาร

จำเลยโต้แย้งด้วยว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 30 ที่ให้ยืดอายุ คตส. ออกไปอีก จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็น พ.ร.บ.ที่ประกาศใช้หลังการมีรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งให้มีองค์กรตรวจ สอบต่างๆ เช่น ป.ป.ช.ทำหน้าที่อยู่แล้ว ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของจำเลย คตส.ก็จะต้องสิ้นสภาพไป แต่คดีต่างๆก็ยังอาจดำเนินต่อไปได้

แต่มีปัญหาว่า ในขณะที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ คตส.จะยังปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีอีก 13 คดี ได้หรือไม่? ศาลรัฐ-ธรรมนูญจะใช้เวลานานเท่าใด? และถ้ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลคดีต่างๆสืบทอดจาก คตส. ก็อาจถูกตัดตอน ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 180 วัน หรือ 6 เดือน จึงไม่มั่นใจว่าจะมีเวลาพอที่จะสะสางคดีต่างๆได้หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ยังอาจตามไล่บี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มตุลาการศาล รัฐธรรมนูญอีก 6 คน รวมเป็น 15 คน เปิดช่องทางให้รัฐบาลมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญอีก 6 คน และอาจจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า อย่าลืมว่าองค์กรอิสระเคยถูกแทรกแซงในอดีต

ส่วนคำถามที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องที่เกี่ยวกับคดีหวยบนดินอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะตุลาการ แต่ในอดีต ศาลไทยยอมรับว่า บรรดาคำสั่งหรือประกาศ ของคณะปฏิวัติหรือรัฐประหาร มีฐานะเป็นกฎ-หมายเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ จึงสามารถใช้บังคับได้ แม้แต่ในปัจจุบัน คำสั่งของคณะรัฐประหารบางอย่าง ก็ยังใช้บังคับอยู่

การที่ศาลฎีกาส่งเรื่องคดีหวยบนดิน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้จะไม่แก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ยังสามารถยกปัญหาการขัดรัฐธรรมนูญ ของคำสั่งคณะรัฐประหาร ขึ้นมาต่อสู้ในศาลได้ ขัดกับผู้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อ้างว่าต้องยกเลิกมาตรา 309 มิฉะนั้น จำเลยจะใช้สิทธิต่อสู้ทางศาลมิได้

แค่ 12 วัน

เหลือเวลาอีกเดือนครึ่ง หรือถ้านับเป็นวันก็เหลือเวลาอีก 45 วัน คณะกรรมการ คตส. ก็จะหมดวีซ่าต้องเก็บฉากลาโรง

แต่มีคดีทุจริตติดค้างลำกล้องยังปิดแฟ้มไม่ลงอีก 9 คดี จากทั้งหมด 13 คดี!!

ก็เป็นที่น่าหนักใจว่าจะสรุปสำนวนเสนออัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลฎีกา คดีอาญานักการเมืองไม่ทัน??

แล้วสุดท้ายก็จะต้องโละไปให้ ป.ป.ช. ล้างชามแทน!!

ถามว่ายังมีคดีทุจริตเรื่องใดที่ค้างสต๊อกอยู่บ้าง “แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตทบทวน

1, คดีทุจริตรถเรือดับเพลิง 2, คดีทุจริต กล้ายาง 3, คดีทุจริตประมูลท่อสายไฟ 4, คดีแอร์พอร์ตลิ้งค์ 5, คดีสินเชื่อแบงก์กรุงไทย 6, คดีภาษีโทรคมนาคม 7, คดีเซ็นทรัลแล็บ และ 8, คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

ส่วนคดีที่ 9 คือ คดีเงินกู้พม่า คตส. จะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง

นี่คือ 9 คดีที่ยังยักตื้นติดกึกยังปิดแฟ้มไม่ลง

ล่าสุดที่ประชุมใหญ่ คตส.ได้อนุมัติส่งสำนวนคดีทุจริตเครื่องตรวจระเบิดซีทีเอ็กซ์ ให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯโดยมีผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 17 คน

นำขบวนโดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อดีต รมว.คมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บอร์ดการท่าอากาศยาน และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ฯลฯ

ข้อสำคัญ...ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาคดีซีทีเอ็กซ์ที่ คตส.ขึ้นบัญชีเช็กบิล 17 คน มีชื่ออัยการสูงสุด “ชัยเกษม นิติสิริ” รวมอยู่ด้วยหนึ่งคน

เข้าตำราจุดไต้ตำตอว่างั้นเถอะโยม

อย่างไรก็ตาม...การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองยังไม่ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน เนื่องจากมีข้อโต้แย้งว่าสถานะของ คตส.อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ??

จำเป็นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจน

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สถานะและอำนาจของ คตส. “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” คดีก็จะเดินหน้าต่อไป

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สถานะและอำนาจหน้าที่ของ คตส. “ขัดต่อบท บัญญัติรัฐธรรมนูญ”??

คดีทั้งหมดที่ คตส.ได้ทำเสร็จแล้ว และกำลังทำอยู่ จะต้องเป็นโมฆะทันที!!

ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จบไม่สวยแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” เปิดอ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วก็หนักใจ เพราะประเด็นการต่ออายุ คตส.จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?? มีช่องโหว่อยู่ที่ “เงื่อนเวลา”

คือ คตส.ตั้งขึ้นโดยคำสั่งคณะปฏิวัติให้มีอายุเพียง 1 ปี

แต่เวลา 1 ปี สั้นเกินไป คตส.ทำคดีเสร็จไม่ทัน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงออกกฎหมายต่ออายุ คตส.ไปอีก 9 เดือน

ปัญหาเกิดจาก พ.ร.บ.ต่ออายุ คตส. มีผลบังคับใช้วันที่ 5 กันยายน

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม

พูดให้ชัดๆคือ กฎหมายต่ออายุ คตส. คลอดทีหลังรัฐธรรมนูญ 12 วัน!!

“คตส.” จึงกลายเป็นองค์กรที่อยู่นอกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นี่คือประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องตีความ

อย่าเพิ่งคาดเดาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินใจอย่างไร เพราะการวินิจฉัยข้อกฎหมายสามารถมองได้หลายมุม

“แม่ลูกจันทร์” ขอยํ้าว่า เรื่องนี้จะไม่เกิดปัญหาวุ่นวาย ถ้าสภานิติบัญญัติฯทำคลอดกฎหมายต่ออายุ คตส.ให้มีผลใช้บังคับ “ก่อน” ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เพราะ คตส.จะได้รับการคุ้มครองโดยมาตรา 305 ของบทเฉพาะกาล!!

แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะ สนช.ดันคลอดกฎหมายต่ออายุ คตส.ช้าไป 12 วัน!!

กลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายจำเลยคดีหวยบนดินใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว

แสบไส้ติ่งจริงๆพับผ่าเถอะ.

แม่ลูกจันทร์


"ชูศักดิ์" ชี้ใช้ร่างของ คปพร.ต่อยอด

ทางด้านความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 16 พ.ค.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี ส.ว.บางส่วนระบุว่า รายชื่อประชาชน 150,000 ชื่อ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ไม่สามารถนำมาใช้ในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะยังไม่มี พ.ร.บ.รองรับ ว่า เป็นความเห็นของ ส.ว. แต่ เท่าที่ฟังจากแกนนำกลุ่ม คปพร. เจตนาเขาได้รวบรวมรายชื่อมา เพื่อเสนอร่างกฎหมาย เพื่อให้ ส.ส.รับร่างของเขาไปพิจารณา ถ้าเห็นว่าเหมาะสม ส.ส.และ ส.ว.ทั้งหลายก็เข้าชื่อกันเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ

ถ้าเป็นเช่นนี้ปัญหาเรื่องรายชื่อประชาชนก็หมดปัญหาไป ข้อสรุปว่าจะใช้ร่างของวิปรัฐบาลหรือร่างของ คปพร. ก็ให้สมาชิกสภาฯไปหารือกัน ร่างของ คปพร.เป็นร่างแบบสั้น และมีบทเฉพาะกาลที่แตกต่างกันพอสมควร สาระไม่เหมือนกัน แต่ดูแล้วร่างมาโดยคนที่มีความรู้พอสมควร ส่วนกรณีที่มีกลุ่มข้าราชการอาวุโสเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วมาใช้ปี 40 แทนนั้น ไม่เคยเห็นใครทำกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด อยู่ดีๆไปออก พ.ร.ก.ไปยกเลิก ไม่น่าจะทำได้ในทางกฎหมาย ทั้งนี้ตนจะนำมติวิปรัฐบาลที่เสนอให้เปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 และร่างกฎหมายที่จำเป็นต้องตราตามรัฐธรรมนูญไปเสนอรัฐบาล ส่วนจะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ ส.ส. ให้ ส.ส.คุยกันเอง

ตั้งประธานวิปฯต้องฟังพรรคร่วม

เมื่อถามถึงข้อยุติในการแต่งตั้งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ที่มีสมาชิกบางส่วนเสนอชื่อนายชูศักดิ์ให้ไปเป็นด้วย รมต.ประจำสำนักนายกฯตอบว่า ได้เรียนผู้บริหารพรรคแล้วว่าเป็นรัฐมนตรีอยู่ ประธานวิปรัฐบาลงานหนัก ต้องเป็นประธานการประชุมวันจันทร์ วันพุธและพฤหัสบดี ต้องเฝ้าโยงสภาฯ ถ้าหากให้ไปทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาล ก็คงไม่สามารถจะทำหน้าที่รัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบงานประจำอยู่มากมายได้ คงไม่เหมาะสม ควรไปพิจารณาท่านอื่น และก็ไม่ได้เสนอชื่อใคร แต่ในพรรคมีคนมีคุณสมบัติอยู่หลายคนก็ดูให้ดี อยู่ระหว่างขั้นตอนที่ผู้ บริหารเลือกสรรอยู่ เมื่อถามว่า นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองประธานวิปรัฐบาล ประกาศชัดเจนว่าหากไม่ได้เป็นประธานวิปรัฐบาลจะลาออก จะทำให้ในพรรคเกิดรอยร้าวเพิ่มอีกหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า รายชื่อทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมา รวมทั้งนายสุขุมพงศ์ ก็มีความรู้ความสามารถทั้งนั้น ยังไม่อยากจะให้ไปพูดกันถึงขนาดนั้นว่า ใครจะรับหรือไม่รับคนนั้นคนนี้ ทุกคนก็เป็นคนดีทั้งนั้น ผู้บริหารพรรคคงจะดูความเหมาะสมและต้องฟังเสียงกัน ทั้งในพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

ศาลอาญานัดฟังคำสั่งรับฟ้องคดี บรรหาร ฟ้องหมิ่น ชูวิทย์ 30 พ.ค.

ศาลอาญา 16 พ.ค. - นัดฟังคำสั่ง รับฟ้องหรือไม่คดี “บรรหาร”ฟ้องหมิ่น “ชูวิทย์” 30 พ.ค. เวลา 09.30 น. “ชูวิทย์” เริ่มอ่อน เตรียมเข้าหา

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในคดีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มอบอำนาจให้นายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 18 และ 20 มกราคม 2551นายชูวิทย์ แถลงข่าวบริเวณหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย เกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับฉายา “หลงจู๊” ของนายบรรหาร

โดยในวันนี้ทนายโจทก์ นำนายกมล จิรพัฒน์วานิช ส.ส.พรรคชาติไทย จ.ลพบุรี และ กรรมการบริหารพรรคชาติไทย ขึ้นเบิกความสรุปว่า ในการแถลงข่าวของจำเลยได้พูดถึงโจทก์ว่าเป็น “หลงจู๊” ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้ฟังเข้าใจความหมายคำว่า “หลงจู๊” ในทำนองว่า เป็นผู้ที่มีจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ เพราะในการบริหารงานภายในพรรคชาติไทย โจทก์ให้ทุกคนมีอิสระในการทำงาน

ขณะที่ ทนายความจำเลยถามค้านว่า โจทก์ เคยให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชน ช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกมล กล่าวว่า โจทก์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อในทำนองว่าจะไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนจริง ต่อมา โจทก์ไม่สบาย เข้าโรงพยาบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปพบและขอให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ฝ่ายทนายความโจทก์ ยังได้นำพยานอีกจำนวน 2 ปาก คือเจ้าหน้าที่ประสานงานสื่อมวลชน ของพรรคชาติไทย และนายจารุเดช เกษมวงค์ อาชีพขี่จักรยานยนต์ รับจ้าง บริเวณด้านหลังพรรคชาติไทยเข้าเบิกความด้วย จนแล้วเสร็จ ศาลจึงนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 30 พ.ค. นี้ เวลา 09.30 น.

ด้าน นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดอะไรมาก ขอให้รอฟังคำสั่งของศาลก่อน เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปเจอหรือพูดคุยกับนายบรรหาร หรือไม่ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนเป็นผู้น้อย ก็ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ และคงจะหาเวลาไปพูดคุย เพราะยังเคารพนายบรรหารอยู่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะเป็นหลังวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:55:51


อดีตสมาชิก คมช.ทำใจหากคดี คตส.หลุด ชี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน กม.

กองทัพไทย 16 พ.ค.- “พล.อ.บุญสร้าง” ทำใจ หาก คตส.เอาผิดนักการเมืองไม่ได้ ชี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมาย ระบุต้องยึดหลักยุติธรรม ไม่มีอคติ เพราะถือว่าแต่ละคนทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการแต่งตั้งและการต่ออายุ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ว่า ไม่รู้เรื่องนี้ลึกซึ้ง แต่เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตสมาชิก คมช. มีความเป็นห่วง คตส.หรือไม่ เพราะเป็นผู้ตั้งขึ้นมา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ถึงเป็นห่วงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนี่คือการเปลี่ยนผ่าน ว่าจะใช้กฎหมายตามตัวหนังสือ หรือใช้กฎหมายตามความรู้สึกของคนที่มีความรู้สึกคนละแบบ นี่คือสิ่งสับสนที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่าน หากใช้กฎหมายไม่ดี ไม่รู้ทันกันก็อาจส่งผลเสียได้

ต่อข้อถามว่า ถือว่า คมช.ล้มเหลวในการตั้ง คตส.เพื่อดำเนินการตรวจสอบการทุจริตกับนักการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในแง่หนึ่งก็พูดอย่างนั้นได้ แต่คงไม่พูดให้ไม่สบายใจ เพราะถือว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ ให้ประเทศชาติ ถึงแม้บางอย่างไม่สมบูรณ์ พลาดกันบ้างก็ถนอมน้ำใจกันไว้ดีกว่า ที่พลาดมาแล้วจะแก้ไขอย่างไรให้ได้ผลอย่างที่เราต้องการ ทั้งนี้ คตส. คงไม่เสียใจ แต่เสียแรงเสียเวลาทุ่มเท ถ้าคดีต้องหลุดจริง ๆ และต้องทำใจ . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:49:46


ชัย ชิดชอบ ทาบทาม ปธ.วุฒิสภา เรื่องแก้ รธน.แล้ว

รัฐสภา 16 พ.ค.- นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ ก่อนนำสมาชิกวุฒิสภา กว่า 100 คนล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นการเลี้ยงสังสรรค์ ในโอกาสปิดสมัยประชุม ว่าได้กำชับ ส.ว.ทุกคนให้ทำงานในช่วงปิดสสมัยประชุม ให้ลงพื้นที่พบปะประชาชน หาข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา โดยได้ย้ำให้ตรวจสอบเรื่องที่ได้รับมอบหมาย และเมื่อทำเสร็จแล้ว นอกจากรายงานต่อสภาฯ แล้ว จะต้องพิมพ์เผยแพร่ประชาชนด้วย

ส่วนที่รัฐบาลจะขอเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และอาจพ่วงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ด้วยนั้น นายประสพสุข กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า เป็นการเปิดเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ แต่เมื่อเปิดประชุมแล้ว รัฐบาลจะขอพ่วงเรื่องอื่นด้วย ก็สามารถทำได้

“ยอมรับว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ได้มาพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ บ้างแล้ว แต่ถ้าจะมีการประชุมร่วมกัน ก็จะต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดวันร่วมร่วมกันอีกครั้ง” นายประสพสุข กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:27:00

หัวหน้าพรรค ปชป.หนุนนายกฯ เป็นผู้ประสานช่วยเหลือพม่า

พรรคประชาธิปัตย์ 16 พ.ค.- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนในประเทศพม่า ที่ถูกพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มว่า แม้จะมีการยืนยันจากรัฐบาลพม่าว่าจะสามารถช่วยเหลือหรือจัดการปัญหาได้ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีบุคคลหลายฝ่าย มีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวพม่า ซึ่งเป็นห่วงว่าทำอย่างไรจะทำให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปถึงพม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมสนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะมีบทบาทเป็นผู้ประสานมาตั้งแต่ต้น และคิดว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ทำอยู่นี้เป็นเรื่องที่ดี และควรต้องทำต่อ อยากให้รัฐบาลไทยเป็นกำลังสำคัญด้วย เพราะอาเซียนจะประชุมกันในวันที่ 19 พ.ค. นี้ ขอให้ใช้ความพยายามให้มากยิ่งขึ้นในการให้ความสะดวก กับประเทศทั้งหลายที่จะให้ความช่วยเหลือพม่า เพราะขนาดและความหลากหลายของปัญหามีมาก ซึ่งในส่วนของพรรคอยากเชิญชวนประชาชนว่า ถ้าอยากจะช่วยเหลือชาวพม่า ให้บริจาคผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพราะเป็นที่ยอมรับของพม่าและไม่มีปัญหาอะไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่า โดยมีทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษาและเอกชน ร่วมบริจาคสิ่งของ ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมาก อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้า ไข่ไก่ ถุงยังชีพ และกล่าวว่ามีผู้มาบริจาคเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้บริจาคจากต่างประเทศ ทั้งนี้หากมาบริจาคกับทางกองทัพไทยก็ยินดี แต่ไม่รับประกันว่า จะไปถึงเมื่อใด ต้องดูว่าอะไรมีความจำเป็นต้องไปถึงก่อน อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศที่พม่าตอบรับดีที่สุด โดยพม่าร้องขอเพียงสิ่งของ ส่วนตัวบุคคลต้องขออนุญาตเป็นรายๆ ไปซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เวลา 07.00 น. กองทัพไทยจะปล่อยขบวนรถบรรทุกจำนวน 10 คัน เพื่อนำสิ่งของไปมอบให้ที่เมืองเมียววดี ผ่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 18:24:09

“หมอเลี้ยบ”ขึ้นค่าครองชีพรัฐวิสาหกิจ หอการค้าชี้แค่มาตรการพยุงระยะสั้น

ขุนคลังเล็งขึ้นค่าครองชีพลูกจ้างชั่วคราว พนักงานรัฐวิสาหกิจ 6% เท่ากับข้าราชการ ด้าน ม.หอการค้าไทย คาดราคาน้ำมันโลก

เฉลี่ยปีนี้ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้ขายปลีกในประเทศคาดอยู่ที่ 38-43 บาท/ลิตร ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับ

เศรษฐกิจไทยประจำเดือนเมษายน 2551 โดยรวมอยู่ที่ 73.0 ลดลงจาก 73.8 ในเดือนมีนาคม 2551 เนื่องจากราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ

สูงขึ้น ชี้การขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการแค่มาตรการพยุงระยะสั้น แนะรัฐควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงมากไปกว่านี้

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้เพิ่มค่าครองชีพให้

กับข้าราชการระดับล่างไปแล้ว 6% ในเดือนนี้ ขณะนี้ได้เตรียมปรับค่าครองชีพให้กับพนักงานหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในอัตราเดียว

กับข้าราชการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งลูกจ้างชั่วคราวที่ใช้เงินนอกงบประมาณก็จะได้รับประโยชน์

จากการปรับค่าครองชีพในครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้ภาคเอกชนก็น่าจะใช้แนวทางเดียวกัน แต่ในส่วนเอกชนรัฐบาลคงไปกำหนดไม่ได้ และหากมีการปรับเพิ่มค่าครองชีพ คน

มีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้ยอดหนี้ครัวเรือนลดลงได้
นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และเลขานุการ ครส. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้

ยังไม่มีรัฐวิสาหกิจใดเสนอปรับบัญชีเงินเดือนพนักงาน แต่สิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือ ลูกจ้างบริษัท หรือสถานประกอบการเอกชน

ซึ่งมีอยู่ราว 7 ล้านคน และไม่ใช่แรงงานที่กินค่าจ้างขั้นต่ำ ควรได้รับการปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสม
“เพราะขณะนี้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อลูกจ้างมาก ดังนั้นเจ้าของสถานประกอบการควรดูแลในส่วนนี้ด้วย รวมถึงเรื่อง

สวัสดิการต่างๆ นอกจากค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก ค่าอาหาร”
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอ

การค้าไทย เปิดเผยว่า คาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล แม้ว่าในช่วงนี้ราคาน้ำมันจะมีการ

ปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แต่ในช่วงตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 เป็นช่วงที่มีความต้องการใช้

น้ำมันไม่มาก ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับลดลงมาบ้าง
คาดว่าในช่วงไตรมาส 3 ราคาน้ำมันน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ

ประมาณ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเฉลี่ยปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 38-43 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันในตลาดโลกเองอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ในช่วงปลายปี

ซึ่งเป็นผลมาจากซัพพลายในเรื่องการขุดเจาะน้ำมันยังมีไม่สูง แต่มีความต้องการใช้ค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจของสหรัฐที่คาดว่า

จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นก็น่าจะทำให้มีการเข้ามาลงทุนมากขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐ ส่งผล

ให้การเข้ามาเก็งกำไรในตลาดน้ำมันน้อยลง
ดังนั้น การปรับขึ้นลงของราคาน้ำมันจึงค่อนข้างที่จะคาดเดาได้ แต่ก็เชื่อว่าไตรมาส 4/2551 จะสามารถเห็นทิศทางของราคา

น้ำมันที่ชัดเจนได้
อย่างไรก็ตาม เห็นว่ารัฐบาลควรจะดูแลราคาพลังงานและราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องทำการเมือง

ให้นิ่ง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นด้วย ส่วนการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำและการเพิ่มเงินในหน่วยราชการ ถือเป็นการพยุงเศรษฐกิจได้ใน

ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่รัฐบาลก็ควรจะเร่งดูแลเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน

เมษายน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 73.0 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 73.8 ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาส

ในการหางานทำเท่ากับ 72.7 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 73.5
และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 94.0 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 94.6 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการ

ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น จากผลกระทบด้านจิตวิทยาและผลกระทบทางตรง

จากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นที่อยู่ระดับต่ำกว่า 100 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่มั่นใจกับระบบเศรษฐกิจ และมีความกังวลเรื่องเสถียรภาพ

ทางการเมือง ปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐ และค่าเงินที่ไม่มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกกับความเชื่อมั่น ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ การคงอัตราดอกเบี้ยน



อนุมัติธ.ก.ส.เตรียมเงินหมื่นล้าน รับซื้อข้าวจากชาวนาตามมติกขช

“สมัคร” เป็นประธานประชุม กขช.-คชก. ร่วมหารือการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง และวิธีการส่งออกข้าวด้วยระบบพิเศษ ด้าน ธ.ก.ส. เผยที่ประชุมอนุมัติให้เป็นแหล่งเงินทุนรับซื้อข้าวจากชาวนา เบื้องต้นใช้เงินหมื่นล้านบาท พร้อมให้เงินสนับสนุนเสริมสภาพคล่องโรงสี

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) โดยมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณารายละเอียดการหารือการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร และวิธีขั้นตอนการรับซื้อ

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการอนุมัติการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง โดยให้รับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ 19,000-20,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 14,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียว 9,000 บาทต่อตัน โดยมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 15

ทั้งนี้ การรับซื้อดังกล่าวจะแตกต่างจากการรับจำนำข้าว เพราะเป็นการรับซื้อที่เกษตรกรไม่สามารถไถ่ถอนได้ โดยกรณีดังกล่าว นายมิ่งขวัญยืนยันว่า การรับซื้อข้าวเปลือกนี้จะนำมาสีและส่งออกต่างประเทศ แต่ไม่ได้เป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ โดยจะมีระบบพิเศษ

ด้าน นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือ กนข. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาล เข้าซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา พร้อมทั้งสนับสนุนเงินเสริมสภาพคล่องให้แก่โรงสี และเครือข่ายต่างๆ เพื่อเป็นการพยุงราคาข้าว

ทั้งนี้ ยังไม่ได้กำหนดวงเงินงบประมาณในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดขั้นตอนและแนวทาง โดยเบื้องต้นจะเป็นการรับซื้อข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว โดยไม่เกี่ยวข้องกับข้าวหอมมะลิ ทั้งนี้เห็นว่าแนวทางการซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงจะได้เงินหมุนเวียนกลับสู่เข้าธนาคารเร็วกว่าการรับจำนำข้าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐบาลในการจัดซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา โดยใช้เงินของ ธ.ก.ส.

“วันนี้คุยกันสั้นๆ เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. เป็นแหล่งเงินทุนของรัฐบาลในการเข้าซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ซึ่งยังไม่ได้ตัวเงินที่ชัดเจน แต่เบื้องต้นประมาณว่า 1 ล้านตัน เท่ากับหมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยตันละ 10,000 บาท และที่เลือกใช้วิธีนี้เนื่องจากว่าน่าจะหมุนเงินได้เร็วกว่าการรับจำนำข้าวเปลือก”



เรื่องเล่าในกรมราชทัณฑ์

หลายคนอาจจะบอกว่า...เป็นเรื่องธรรมดาของข้าราชการระดับสูง ที่ต้องเกาะติดนักการเมือง เพื่อตัวเองจะได้ครองอำนาจราชการได้ยาวไกล

ก็ไม่ว่าอะไรกัน...ถ้าเหล่าข้าราชการเหล่านั้น

ทำงานเพื่อชาติ

เพื่อประชาชน!!

ตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คิดคดทรยศต่อแผ่นดิน

ต้องอนุโมทนาสาธุกันละ!

เท่าที่รู้ เท่าที่เห็น ประสบพบกันมา...ไม่ค่อยจะได้พบได้เห็นข้าราชการส่วนใหญ่ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อประชาชน เพื่อแผ่นดินกันจริงๆ...น้อยมาก

โดยเฉพาะคนมีอำนาจในหน่วยราชการ ที่มีงบประมาณปีละพันล้านหมื่นล้านขึ้นไป...ส่วนใหญ่ก็จะมองหาส่วนแบ่งจากการใช้งบประมาณนี่แหละ

ตาลุกตาโตกับการผลาญงบประมาณแผ่นดินอยู่ร่ำไปครับ!

กรมราชทัณฑ์ ที่มีนักวิ่งลงลู่แข่งขันกันในขณะนี้...มีทั้งวิ่งอยู่ วิ่งกลับ วิ่งเสียบ วิ่งขึ้น ส่วนใหญ่มองเห็นอนาคตที่ห่อหุ้มด้วยบารมีจากงบประมาณ

จำนวน 7 พันล้านบาท!!

ที่เคยเอามาใส่กระเป๋าเป็นการส่วนตัวเกือบครึ่งหนึ่ง...

ยกตัวอย่างให้เห็นกันเลย...งบประมาณจากการจัดจ้างจัดซื้อ ปีละ 1 พันล้านบาท

รายได้จากแรงงานทาส...ผู้ต้องขังที่ใช้แรงงานรับจ้าง จะถูกตัดทอนไว้เป็นทุนของผู้ใหญ่ ปีละเป็นร้อยล้านบาท
การแต่งตั้งโยกย้ายระดับล่างๆ ลงมา...ไม่มีใครได้มาโดยไม่มีการซื้อตำแหน่ง ตกอยู่ในมือใคร จำนวนมากมายเท่าไร เป็นที่รู้กันอยู่

นายมีผลประโยชน์ ลูกน้องอดมื้อกินมื้อ...เงินเดือนพอแค่ยาไส้ ก็ต้องหันไปหากินกับนักโทษ
วิธีหากินกับนักโทษ...นักโทษหน้าใหม่คนไหนที่มีฐานะดี เข้าไปตกอยู่ในแดนใดก็แล้วแต่ ครั้งแรกๆ ก็จะถูกใช้งานหนัก...เช่น แบกถุงเมล์ (แบกขี้) อย่างป่าเถื่อน เป็นต้น

ถ้ามีเงินให้ผู้คุมหรือนาย นักโทษคนนั้นก็ใช้เงินซื้อความเถื่อนนั้นได้ทันที

พวกนักโทษระดับวีไอพี บรรดาเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล จิกหัวคนพวกนี้ใช้ได้ตลอดกาล

มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง เหมือนกับการใช้ชีวิตนอกคุก...อยากได้อะไร ต้องการอะไร ต้องหามาให้ได้หมด

โดยเฉพาะนักโทษยาเสพติด...ที่รอการประหาร หรือตัดสินจำคุกตลอดชีวิต มีความเป็นอยู่เหนือชั้นกว่านักโทษอื่น
แม้แต่วงการเจ้าพ่อในคุก ก็ต้องหากินกับนักโทษค้ายาบ้า

กลโกงในหลายๆ ทางที่ผู้มีอำนาจในกรมราชทัณฑ์ค้นคิดกันหากินกับนักโทษ มีร้อยแปดพันประการ ที่พวกเขาสามารถจัดตั้งเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มพ่อค้าจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ

มีเรื่องเล่าขำไม่ออกอยู่หลายเรื่อง...ยกตัวอย่างเรื่องการกำหนดคุณภาพอาหารนักโทษ ตามมาตรฐานข้อตกลง
ทางเรือนจำภาคเหนือแห่งหนึ่ง...บีบบังคับให้ผู้รับเหมาทำอาหารให้นักโทษในเรือนจำแห่งนั้น ใช้ปลาทูสดๆ มาปรุง...เขาจะหาปลาทูสดที่ไหนในภาคเหนือ ที่อยู่ห่างไกลทะเลเช่นนั้น

ถ้าทำตามไม่ได้ จะถูกตัดสิทธิ์นั้นไป

ในที่สุดก็ตกลงกันได้...เพราะได้เพิ่มส่วนแบ่งให้ตามความต้องการ

นี่เพียงเศษส่วนเล็กๆ น้อยๆ ภายในแดนสนธยา คุกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์...ไม่ใช่แหล่งคืนคนดีสู่สังคมแต่อย่างใดครับ
ถ้าท่านรัฐมนตรีเลือกนักวิ่งพวกนี้เข้าไปปักหลักตั้งฐานผลประโยชน์มหาศาลในคุก...แล้วมาแบ่งปันกัน ก็ตามแต่ท่านเถอะ



Friday, May 16, 2008

สปิริต ปชป.

คำกล่าวที่ว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ วันนี้ใช้ได้กับกรณีของ นายการุณ โหสกุล หรือที่คนดอนเมืองเรียกกันว่า “เก่ง-การุณ” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน จากเหตุการณ์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เดินออกจากสนาม หรือที่เรียกกันว่า วอล์กเอาต์ ในการแข่งขันฟุตบอลสานสัมพันธ์ สมาชิกรัฐสภา ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านและวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติ ก่อนที่จะปิดสมัยประชุมสภา แต่ที่ผ่านๆ มา ไม่ค่อยจะเป็นข่าว จึงทำให้การแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์สมาชิกรัฐสภารู้กันเฉพาะคนวงใน เช่น นักการเมือง คนติดตาม คนขับรถ เจ้าหน้าที่รัฐสภา และสื่อมวลชน

แต่การแข่งปีนี้เป็นข่าวที่ทำให้ประชาชนทั่วๆ ไปได้รับรู้ โดยมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง 11 และยิ่งทำให้ประชาชนให้ความสนใจมากขึ้น เพราะมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น เพียงแค่ นายการุณ โหสกุล ถูกผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัวให้ลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวจี๊ด

ทำให้นักฟุตบอลทีมพรรคฝ่ายค้านไม่พอใจ เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ได้เกิดกรณีพิพาทระหว่าง นายเก่ง-การุณ กับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

โดยนายสมเกียรติกล่าวหาว่า นายเก่ง-การุณ ซึ่งมีรูปร่างเล็กกะทัดรัด ฉายเดี่ยวกระโดดถีบในห้องอาหารรัฐสภา หลังจากที่นายสมเกียรติอภิปรายท้าทายกันในสภา ซึ่งหลังจากเกิดเหตุแล้วได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง

และ...เป็นความบังเอิญเหมือนในละครทีวี ผลการสอบสวนเสร็จสิ้นก่อนการแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์สมาชิกรัฐสภาจะเริ่มขึ้น ผลการสอบสวนสรุปในทำนองน่าเชื่อว่า มีการทำร้ายร่างกายกันจริง ทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตกลงกันว่า จะเสนอถอดถอน นายเก่ง-การุณ ตามมาตรา 270 มีพฤติกรรมฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้นักฟุตบอลทีมฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ออกจากสนาม เมื่อเห็นนายเก่ง-การุณ ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในสนาม โดย นายนราพัฒน์ แก้วทอง กัปตันทีมฝ่ายค้าน อ้างว่า ได้มีการตกลงกันก่อนแล้วว่าจะไม่มี นายเก่ง-การุณ ลงแข่งขัน เพื่อลดข้อกล่าวหา “ไม่มีสปิริตนักกีฬา”

ในขณะที่ นายวิทยา บูรณศิริ ประธานสโมสรรัฐสภา กลับบอกว่า ไม่เคยทราบเรื่องการประสานงานจากพรรคฝ่ายค้านว่าหาก นายการุณ โหสกุล ลงแข่งขันแล้วจะไม่ลงแข่งขันด้วย ตรงนี้เป็นเกมกีฬา ไม่ใช่เรื่องการเมือง สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้ลงแข่งขัน

ผมในฐานะคนนอก ไม่มีสิทธ์ลงแข่งขันฟาดแข้งกับท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ แต่ยังมีสิทธิทางการเมืองทุกประการ จึงมีสิทธิ์ทุกประการในการดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลนัดหยุดโลกกับเขาด้วย จึงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะแสดงความคิดเห็นว่า เห็นด้วยกับประธานสโมสรรัฐสภา

เพราะหากมีการพูดคำว่า “สปิริต” มักจะมีคำต่อท้ายว่า “กีฬา” จึงเรียกกันติดปากว่า “สปิริตของนักกีฬา” รู้แพ้รู้ชนะ

ในการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ ตั้งแต่กีฬาซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ ที่เรียกกันว่ากีฬาของมวลมนุษยชาติ ซึ่งปลายปีนี้ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งในการแข่งขันกีฬาทุกระดับอย่างที่กล่าวมานี้ จะเป็นที่รับรู้กันโดยปริยายว่า จะไม่มีการแบ่งค่ายของประเทศที่ระบอบการปกครองแตกต่างกัน และไม่มีการแบ่งแยกสีผิว โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลอาชีพของยุโรปและฟุตบอลโลก จะเน้นเรื่องเหยียดสีผิวเป็นเรื่องสำคัญ นักฟุตบอลคนไหนกล่าวเหยียดสีผิว หรือแสดงอาการรังเกียจ ก็จะถูกลงโทษข้อหาหนัก ซึ่งปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ

แต่นี่เป็นการแข่งขันกีฬาภายใน ไม่ได้ต่างจากการแข่งขันกีฬาสีของนักเรียนอนุบาล จะต่างกันตรงที่มีการถ่ายทอดสดทางทีวีช่อง 11 เท่านั้น

กลับแสดงอาการเหยียดหยาม ไม่ร่วมแข่งขันฟุตบอล ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่า นายการุณ โหสกุล กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่มีการแจ้งความดำเนินคดี เพียงแค่ผลการสอบสวนออกมาว่า “น่าเชื่อว่า” ซึ่งต่างจากคำว่า “ให้ถือว่า” ในรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยึดมั่นในการชี้ขาดยุบพรรคการเมืองที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้รับใบแดงแจ้งโทษ

จริงอยู่ การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการลงมติเรื่องต่างๆ แต่การมีอาวุโสและความสำคัญของสมาชิกแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

นายการุณ โหสกุล เป็น ส.ส. ป้ายแดง เป็น ส.ส. น้องใหม่ชุดล่าสุด แต่ได้รับเกียรติจาก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสำคัญถึงขนาดวอล์กเอาต์ออกจากสนามฟุตบอล จนลืมคำว่า สปิริตนักกีฬา

นอกจากนั้นในห้วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง นายการุณ โหสกุล แม้จะเป็นผู้สมัครหน้าเก่า แต่ไม่เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่มีความสำคัญถึงขนาด นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ควง น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคชาติไทย ซึ่งเป็นอดีต ส.ส. เขตดอนเมือง ตกน้ำคลำในชุมชนแออัด เพราะสะพานหัก จนได้รับความเห็นใจ แต่ยังแพ้ นายการุณ

ผมจึงบอกว่า สถานการณ์วันนี้ได้ผลักให้ นายการุณ โหสกุล เป็น ส.ส. น้องใหม่ แต่สามารถสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองเก่าแก่อันดับหนึ่งอันดับสองได้เช่นกัน

นี่ไงที่เรียกกันว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ



กรรมของบ้านเมือง

มานั่งลำดับเหตุการณ์ในบ้านเมืองดูแล้ว รู้สึกเกิดความกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะยังนึกไม่ออกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มันจะไปลงเอยที่ตรงไหน

เพราะนับเนื่องมาต้งแต่หลังการปฏิวัติรัฐประหาร จนถึงรัฐบาลที่มาจากวิถีทางประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ

ก็ยังคงมีคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ก๊ก กี่พวก ที่โยงใยเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ออกมาขัดขวางการบริหาร การพัฒนาบ้านเมืองอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อย

และยิ่งหนักข้อมากขึ้นเป็นลำดับ นับตั้งแต่เริ่มบอกเล่าสังคมด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกป้องรักษาสิ่งที่เป็นมรดกจากอำนาจเผด็จการที่เกิดขึ้นในช่วงการรัฐประหาร

ที่ทำให้มองได้ว่าคนที่ออกมาสนับสนุน เชิดชู และอยู่ข้างเดียวกับพวกที่ใช้กำลังล้มล้างการปกครองประเทศ ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็น่าจะมีหัวใจอันเป็นเผด็จการไม่ผิดแผกแตกต่างกัน

และขณะเดียวกันคนพวกนี้เองก็ยังรุกคืบสร้างความวุ่นวาย ด้วยการอแกมายุยงปลุกปั่นผ่านสื่อสารพัดรูปแบบ ที่อยู่ในมือตัวเองและเครือข่าย

โดยเฉพาะสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือความพยยามแอบอ้างเบื้องสูงมาโดยตลอด

พยายามจะสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจว่ากลุ่มของตัวเองจะออกมาปกป้องสถาบัน และพยายามใช้เป็นข้อกล่าวอ้างฟาดฟันฝ่ายตรงกันข้าม ว่าเป็นคนไม่จงรักภักดี

ทั้งๆ ที่ข้อหานี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะประการที่หนึ่งเป็นเรื่องในใจที่วัดกันได้ยากลำบาก และที่สำคัญไม่น่าเชื่อว่าจะคนไทยคนหนึ่งคนใด ที่ไม่รักและเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้แต่ถึงกลุ่มพันธมิตรฯ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เองก็ตาม

เพียงแต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่พยายามแอบอ้าง เป็นคนที่หมดหนทางต่อสู้ อาจจะนึกหนทางไม่ออก หรือมีเป้าหมายที่คิดร้ายต่อบ้านเมือง

หวังที่จะสร้างความแตกแยก ดึงคนไทยที่จงรักภักดีออกมาเป็นพรรคพวก เพื่อหวังผลทางการเมือง หรือมุ่งสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น แบ่งคนไทยออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง

วิธีคิดของคนเหลานี้เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว และเคยใช้ปลุกระดมผู้คนได้ผลมาแล้วหลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดการนองเลือดมาคร้งแล้วครั้งเล่า

การรุกคืบที่ดูเสมือนว่าจะพยายามจุดชนวนความรุนแรง ที่เป็นเสมือนหนทางสุดท้าย ยังเสมือนเป็นการเชื่อเชิญให้ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้ง ด้วยความชอบธรรม

ขณะเดียวกันก็ชวนให้คิดว่าเหตุการณ์ในบ้านเมืองคงจะไม่เกิดความสงบขึ้นได้ง่ายๆ ตราบเท่าที่กลุ่มคนจ้องทำลายยังไม่เลิกรา และยังคงเล่นแรงขึ้นทุกวันเช่นนี้

คำถามที่ว่าเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองจะมใข้อยุติลงตรงไหน อย่างไร ? คงเป็นคำถามในใจใครต่อใครหลายคน
เป็นไปได้อย่างที่มีบาวงคนวิเคราะห์หรือไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้สุกงอมเกินกว่าจะหลีกเลี่ยงการเผชอญหน้า หรือการปะทะกันได้เสียแล้ว

หรือจะต้องให้บาดเจ็บล้มตายกันไปข้างหนึ่ง ต้องเกิดความสูญเสียกันอีกคร้ง ย้านเมืองถึงจะกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างนั้นหรือเปล่า

เพราะบนเงื่อนไขที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การจะจับคน 2 ขั้ว ที่คิดต่างกันโดยสิ้นเชิง และขณะที่คนกลุ่มหนึ่งมีธงในการจ้องทำลายชัดเจน การพูดจาสมานฉันท์คงเป็นไปได้ลำบากยากยิ่ง

เหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดให้จงหนัก

หากจะหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่พ้นจริงๆ แล้ว เห็นทีจะต้องเลือกหนทางที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุดพี่น้องปรัชารชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องได้รับผลกระทบนจ้อยที่สุด และเศรษฐกิจของประเทศชาติต้องเสียหายน้อยที่สุด

หากใครก็ตามยังคงยุยงปลุกปั่น มีพฤติกรรมที่ส่อว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เห็นที่รัฐบาลจะต้องอกมาปราบปราม จัดการให้เด็ดขาดก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย ก่อนที่คนไทยจะหลงกลกระโดดลงไปร่วมวงแล้วหันหน้ามาเข่นฆ่ากันเอง

การฆ่าหมาซักตัวถึงจะบาป แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เที่ยววิ่งไล่กัดคนนะครับ...!!



มองชายแดนใต้ผ่านเลนส์ช่างภาพมือรางวัล...จรูญ ทองนวล

ชายคนนี้ “จรูญ ทองนวล” เข้ามาสัมผัสพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างจริงจังด้วยอาชีพ “ช่างภาพ” ตั้งแต่เริ่มเรื่องราวเหตุการณ์ความไม่สงบต้นปี 2547 นานมาจนถึงทุกวันนี้ และคาดว่ายังคงทำหน้าที่ของเขาไปตราบจนกว่าจะสิ้นแรง

ด้วยใจรักและมุ่งมั่นในการงานที่ตัวเองรักทำให้เขาได้รับโอกาสและรางวัลต่างๆ ด้านการถ่ายภาพในมุมมองที่โดดเด่นมาโดยตลอด หนึ่งในนั้นเป็นการถ่ายภาพที่เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการแสดงฝีมือด้านการถ่ายภาพพร้อมช่างภาพชั้นแนวหน้าของโลกอีกหลายสิบคน ในโครงการ Thailand 9 days in the Kingdom

จรูญในวันนี้กับหน้าที่การงานคือ ช่างภาพอาวุโส เครือเนชั่น เล่าเรื่องราวที่ภูมิใจเมื่อต้นปีที่แล้วว่า “โครงการ Thailand 9 days in the Kingdom เป็นการรวมพลสุดยอดช่างภาพมือหนึ่งของโลกจำนวน 55 คนมารวมตัวกัน ลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพทั่วเมืองไทยเพื่อถ่ายภาพเฉลิมพระเกียรติที่จัดทำขึ้นในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14-22 มกราคม 2550 จัดพิมพ์เป็นหนังสือ Thailand 9 days in the Kingdom จำนวน 304 หน้า เพื่อให้หนังสือเล่มนี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อและสื่อข้อความไปยังผู้คนทั่วโลก เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ช่างภาพที่มีเอกลักษณ์และเทคนิค ในการถ่ายภาพพิเศษทั้งมุมมองและการนำเสนอผ่านภาพถ่ายได้แสดงฝีมือไว้ในหนังสือเล่มนี้”

ช่างภาพ 55 คน 18 ชาติ เป็นช่างภาพชาวไทย 11 คน คือ สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ มานิต ศรีวานิชภูมิ นัท สุมนเตมีย์ ไกรวิทย์ พันธุ์วุฒิ วรนันท์ ชัชวาลทิพากร ณัฐ ประกอบสันติสุข ดาว วาสิกศิริ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ดวงดาว สุวรรณรังสี สุเทพ กฤษณาวาริน และ จรูญ ทองนวล

“เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมามีการนำเสนอ Thailand 7 days in the Kingdom ไปครั้งหนึ่ง ส่วนครั้งนี้ผมได้รับการติดต่อจากประธานสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์คือคุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เขาต้องการหาช่างภาพให้หลากหลาย ช่วงนั้นเหตุการณ์ทางนี้ยังแรงอยู่หัวหน้าคือคุณทวีชัย เจาวัฒนา บรรณาธิการศูนย์ภาพเครือเนชั่น ก็เสนอชื่อผมไปว่าสามารถลงพื้นที่ถ่ายได้สะดวก เขานัดพูดคุยและเอาภาพตัวอย่างไปให้ดู เขาก็ตกลง

“ ผมถ่ายวิถีชีวิตของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมอยากเสนอมุมมองอารมณ์ วิถีชีวิตของวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นที่น่าสนใจ เป็นเอกลักษณ์ในแง่มุมที่ไม่มีใครเคยเห็นและสัมผัสว่าไม่ได้มีแต่ความรุนแรงอย่างเดียว แต่มีเวลาถ่ายน้อยมาก มีช่างภาพต่างประเทศที่เขามีชื่อเสียงมาถ่ายกับผมด้วย ตอนถ่ายเครียดหลายเรื่องทั้งต้องติดต่อแหล่งที่จะไปถ่าย ไม่ใช่ว่าขับรถไปแล้วถ่ายได้เลย อย่างถ่ายภาพหมอตำแยทำคลอดนัดว่าจะเข้าไปถ่ายตอนคลอด พอจะเข้าไปเขาคลอดแล้วตอนกลางคืน ภาพนั้นที่ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา ได้ไปเห็นและถ่ายตอนเขานอนอยู่ไฟ ตอนแรกผมส่งไป 250 รูป เขาคัดไป 50 รูปแล้วได้พิมพ์ประมาณ 11-12 รูป ผมภูมิใจว่าผมแค่ช่างภาพระดับภูธรแต่เขาเป็นช่างภาพระดับโลกกันทั้งนั้น”

จรูญถือได้ว่าเป็นช่างภาพมือทองกับรางวัลภาพถ่ายจากมุมมองที่ไม่มีใครเหมือนของเขา รางวัลที่เขาได้รับอาทิ ปี 2545 รางวัลชมเชยภาพข่าว ภาพการจับแกนนำม็อบท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย จ.สงขลาจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2546 รางวัลชนะเลิศ ภาพข่าวการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมยึดที่สวนปาล์ม จ.กระบี่จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2547 รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ภาพข่าวการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมยึดที่สวนปาล์ม จ.กระบี่จากสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน / ปี 2549 รางวัลชนะเลิศภาพข่าวยอดเยี่ยม ภาพข่าวตำรวจ ทหารเข้าควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ จ.ยะลา จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2550 รางวัลชมเชยอันดับ 2 ภาพข่าวนำเด็กทารกมาชุมนุมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ จ.ยะลาจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2550 รางวัลสื่อสร้างสรรค์สุขภาพจิต สาขาภาพข่าวหนังสือพิมพ์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขรวมทั้งนิทรรศการภาพถ่าย Life Like Light เป็นนิทรรศการของช่างภาพ 15 คน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ซึ่งเป็นการเปิดตัวมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย

จรูญเริ่มต้นเดินทางสายอาชีพนี้มาตั้งแต่เรียนจบสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒภาคใต้ (ม.ทักษิณ ในปัจจุบัน) ปลายปี 2532 เริ่มเป็นช่างภาพสายการเมืองที่ นสพ.มติชน จนถึงปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เขาได้มีส่วนร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ในฐานะการเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์อย่างเต็มตัว จนปี 2536 ไปเป็นช่างภาพ เครือเนชั่น ที่สามารถถ่ายภาพ เขียนข่าวในมุมมองที่ตนเองสนใจ เป็นแหล่งบ่มเพาะการเป็น “ช่างภาพมืออาชีพ” อย่างแท้จริง จากนั้นเขาเริ่มเดินทางบันทึกเหตุการณ์ข่าว สกู๊ป สารคดีทั่วเมืองไทยเป็นเวลาสิบกว่าปี จนถึงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ของเขาจึงเริ่มต้นขึ้นอีก

ตั้งแต่ต้นปี 2547 ถึงปัจจุบัน เขาได้ลงมาประจำการในพื้นที่เพื่อบันทึกภาพข่าว วิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ด้วยเหตุผลที่ชอบการถ่ายภาพของเขาคือ “ภาพข่าวมันจบในตัว ไม่ต้องอธิบายมาก เราต้องหาคอนเซ็ปต์ของงานว่าต้องการนำเสนอในรูปแบบไหน เป็นการเอาข่าวมาเป็นความคิดรอบยอดในภาพภาพเดียว เป็นการทำข่าวด้วยภาพ ซึ่งต่างจากการถ่ายภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์”

เมื่อก้าวออกจากมหาวิทยาลัยแล้วมาทำงานหนังสือพิมพ์ ต้องเริ่มต้นใหม่หมด ซึ่งที่เรียนมาส่วนใหญ่จะเป็นการทำข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่า ในตอนนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตัล การใช้กล้องฟิล์มทำให้กว่าที่จะกดชัตเตอร์ในแต่ละรูปต้องมีการวางแผน เหมือนพูดเล่าเรื่องความหลัง แต่สมัยนี้นักศึกษาด้านนี้ไม่รู้เรื่องการอัดภาพในห้องแล็บแล้ว เขาข้ามขั้นตอนไปเยอะ พอเป็นกล้องดิจิตัลเป็นการก้าวกระโดดไปเป็นว่าใครๆ ก็ถ่ายภาพได้กดชัตเตอร์ก็ติด แต่ถ่ายได้กับถ่ายเป็นไม่เหมือนกัน”

ประสบการณ์ในการถ่ายภาพในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตเช่นในทุกวันนี้ เขาบอกว่า สมาธิและมุมมองเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัย และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่เป็นอยู่

“การถ่ายภาพข่าวมีตัวแปรเยอะ การเดินทางต้องมีการวางแผน ต้องประเมินหลายด้าน ไม่ใช่พอเกิดเหตุแล้ววิ่งเข้าไปหาข่าว ก็จะเป็นเหมือนอย่างที่โดนกันมา ต้องเซฟตัวเองด้วย เมื่อทราบเหตุต้องประเมินว่าน่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน จะไปยังไง เส้นทางไหน มีกำลังจนท.เข้าไปในพื้นที่หรือยัง สำคัญคือต้องมีสมาธิที่จะเข้าไปบันทึกภาพ

เมื่อเห็นศพหรือซากรถเกลื่อนถนนจะเข้าไปจ้องแต่จะถ่ายเอามันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องถามตัวเองว่าถ่ายมุมนี้มากี่ครั้ง ผมเลิกถ่ายมุมที่ต้องเห็นปืนหรือสภาพอุจาดตาหรือศพนอนมีทหารถือปืนจังก้าไปนานเป็นปี เป็นมุมที่น่าเบื่อ คนดูก็เบื่อแต่นักข่าวในพื้นที่เขายังถ่ายเป็นสูตรตายตัวว่าเมื่อส่งภาพเช่นนั้นไปต้นสังกัดต้องเอาลงแน่ก่อนหน้านี้ ต้องหามุมใหม่มาเล่น เอาตัวเราตัดสิน อย่าไปบิดเบือนความจริงของเหตุการณ์ ไม่เคลื่อนย้ายสิ่งใดๆ เพื่อจะถ่ายภาพ ต้องเคารพหน้าที่ของตัวเองและผู้อื่นซึ่งมุมกล้องเป็นเรื่องที่ช่วยได้ เมื่อเข้าไปแล้วต้องตัดสินใจเร็ว อย่าอยู่นาน หาคำตอบให้เร็วที่สุด”

ก่อนหน้านี้การถ่ายภาพไม่มีปัญหาเช่นทุกวันนี้ที่ต้องตามให้ทันยุทธวิธีของฝ่ายที่สร้างเหตุการณ์ “เมื่อก่อนข่าวไม่มีตัวแปรมากเหมือนปัจจุบันที่มีตะปูเรือใบ ระเบิดลูกสอง ซุ่มยิงหรืออีกหลายเรื่องที่เขามีการพัฒนา เราต้องตามให้ทันยุทธวิธี อาจมีคนโดนก่อนเป็นบทเรียน ผมแค่โดนระเบิดพอหูอื้อมาบ้าง ส่วนทางการมีการพัฒนาอย่างเดียวคือการส่งกำลังลงมาเพิ่ม”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขามองว่าทางรัฐไม่ควรปฏิเสธหรือปกปิดความจริง ต้องหาแนวทางที่จะให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับทางรัฐในทุกด้านอย่างเร็วที่สุด

“ผมกลัวอย่างเดียวว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไปนานๆ แล้วชาวบ้านมองเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทุกวัน เมื่อก่อนมีคนตายคนเดียวเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เดี๋ยวนี้ถูกฆ่าตายหลายศพเป็นข่าวแค่ 2 วันก็เงียบแล้ว กลายเป็นเรื่องชินชาไปสำหรับคนในพื้นที่ สื่อเองก็ลดความสำคัญและลดพื้นที่ในการเสนอข่าวทั้งที่ความสูญเสียไม่ได้ลดลงเลย คนตายคนเดียวแต่ครอบครัวญาติพี่น้องเขาต้องสูญเสียไปเท่าไร ผลกระทบมันส่งไปหมดเท่ากับมีคนตายสิบคน

ทางการจะคอยให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่แล้วจึงจะมีมาตรการป้องกันหรือ ถึงไม่มีเหตุการณ์แต่มาตรการหรือการเยียวยาก็ต้องมีและทำความเข้าใจกับประชาชน ทางการบอกว่าเหตุลดลงทุกวันแล้วชาวบ้านคิดอย่างไร หันมาให้ความร่วมมือมากกว่าปีก่อนนี้แค่ไหน ผมว่ายังหนักกว่าเดิม เขาปฏิเสธความจริง อ้างแค่ตัวเลขหรือความถี่น้อยลง ความสูญเสียลดลงแต่สภาพจิตใจของประชาชนเขาไม่เคยประเมินได้ ในความรู้สึกส่วนลึกความหวาดระแวงที่มีต่อกันยังไม่จางลง ยากที่จะปรับเข้าหากันได้ หากต่างฝ่ายต่างไม่สามารถสื่อ “ความเข้าใจถึงกันและกันได้”

กองกำลังที่ส่งเข้ามาเพิ่มหรือสับเปลี่ยนกันทำให้บางครั้งเกิดปัญหาในการทำงานที่ไม่ต่อเนื่องกันของแต่ละหน่วยงานหรือบุคลากร จรูญมองว่าสิ่งที่เป็นอยู่เป็นแค่การแก้ปัญหารายวันของทางรัฐบาล

“ผมมองว่าที่เหตุลดลงเพราะมีกองกำลังทหารลงมาเยอะแค่นั้นเอง และมีคนถูกจับไปเยอะเป็นการแก้ปัญหารายวัน ลองคิดดูว่ามีกำลังทหารลงมาในพื้นที่นี้เท่าไร ขนาดบ้านผมอยู่ที่ อ.เทพา จ.สงขลา ไม่เคยมีทหารมาตั้งด่านแต่วันนี้มี ในสายตาผม อย่างถนนสาย 410 สายยะลา-ปัตตานี มีด่านตรวจเป็นสิบด่านแต่เหตุร้ายยังไม่ลด นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญกว่าคือมีการรุกเข้าไปหรือยัง รุกเข้าไปในใจผู้คนในพื้นที่ได้หรือยัง”

เขาในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งซึ่งเข้าใจและคลุกวงในอยู่กับพื้นที่ มองเห็นความเป็นไปของการนำเสนอข่าวสารของเพื่อนพ้องสื่อมวลชนด้วยกัน เขามีความคิดเห็นในเรื่องการนำเสนอข่าวสารของพื้นที่แห่งนี้ว่า

“สื่อควรนำเสนอเรื่องราวมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่คนตายแล้วจบไป เมื่อพื้นที่ในสื่อสิ่งพิมพ์น้อยลง ต่อไปข่าวของพื้นที่นี้ก็จะกลายเป็นข่าวซุก ข่าวย่อยอยู่หน้าใน กลัวว่าสื่อส่วนกลางจะมองพื้นที่นี้เป็นเรื่องปกติ และผมไม่อยากให้องค์กรเอกชนเข้ามาชี้นำมาก หรือนักข่าวอยู่ในคราบของเอ็นจีโอ เอ็นจีโออยู่ในคราบนักข่าว เพราะเนื้อหาการนำเสนอจะเอียงและสร้างความสับสนให้สังคม”

เขามองว่าในขณะที่หน่วยงานรัฐระดมทั้งกำลัง เงิน บุคลากรลงมา หรือทางศอ.บต.ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ในพื้นที่ใช้งบประมาณไปมากมายแต่ทั้งหมดยังไม่ได้เข้าถึงปรัชญาของในหลวงทั้งสามข้อ

“สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาคือการศึกษา การศึกษาเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องกล้าลงไปเล่นตั้งแต่ระดับตาดีกา อนุบาล ตั้งแต่เริ่มเรียนอัลกุรอาน ทำไมรัฐไม่เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ กว่าจะหมดไปสักช่วงอายุคนเป็นเวลานาน ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เด็กเกิดมาพ่อแม่พูดเข้าหูทุกวันเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถเข้าถึงจุดนั้นได้ สิ่งที่ทำอยู่เป็นการพัฒนาแบบสะเปะสะปะ”

“ตอนนี้ผมยังชอบและมีแรงที่จะทำ แต่บางครั้งก็ล้า ผมถ่ายไว้หลายหมื่นภาพ ปีหน้ามีโครงการจะรวมเล่มภาพที่ถ่ายมาหลายปี ยังอยากเป็นสื่อกลางสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นที่นี่เป็นภาพข่าวอย่างไม่ย่อท้อ” เป็นสิ่งที่จรูญบอกทิ้งท้ายในอาชีพที่เขารัก

สื่อมวลชนเป็นวิถีชีวิตที่หากใครเข้ามาสัมผัสด้วยใจและความมุ่งมั่น รับประกันได้ว่าจะหลงรักและถอนตัวไม่ขึ้น แม้จะมิใช่หนทางทำมาหากินที่รุ่มรวย หากในมโนสำนึกของผู้คนในวิชาชีพนี้ยังต้องมีคุณธรรมและคุณสมบัติอื่นอีกมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ต้องเพิ่มคำว่า “สติและไม่ประมาท” ไว้ประจำใจ

เลขา เกลี้ยงเกลา
สุเมธ ปานเพชร
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราฯ



การเมืองกับกีฬา

กำลังนึกดีใจอยู่เชียวขณะนั่งดูฟุตบอลรายการหนึ่ง ว่านี่คงเป็นหนึ่งในเรื่องราวน้อยนิดที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของการ “กระชับมิตร” ด้วยกีฬาล้วนๆ

กำลังอมยิ้มฝันหวานตกอยู่ในห้วงความรู้สึกอันสบายใจ ก็ปรากฏว่าจู่ๆ ก็เกิดการ “วอล์กเอาต์” ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งเดินออกจากสนามไปหน้าตาเฉยเสียอย่างนั้น

ขนาดคนดูที่ไม่ได้เชียร์ฝั่งไหนเป็นพิเศษ ก็ยังอึ้งและเสียความรู้สึกขนาดนั้น แล้วคนที่ดูอยู่ในสนาม เดินลงสนาม เล่นอยู่ในสนาม (อย่างกำลังสนุกสนาน) จะเสียความรู้สึกมากแค่ไหน

ที่สำคัญ สุดท้ายนี่ก็กลายเป็นอีกครั้งที่ยืนยันว่า กีฬากับการเมือง ไม่ใช่คนละเรื่องเดียวกัน

เร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีการตั้งประเด็นถกเถียงกรณีการประท้วงคบเพลิงโอลิมปิก ตลอดจนการบอยคอตจากคนสำคัญที่ปฏิเสธไม่ไปร่วมงานพิธีเปิด หรือร่วมในกระบวนการตามที่ทางการจีนเชิญไป ด้วยเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ นั่นคือ เรื่องราวข้อพิพาทระหว่างจีนกับทิเบต ที่มองว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนทิเบตอย่างร้ายแรง

บางคนมองว่าต้องแยกกันระหว่างการแข่งขันกีฬากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองคู่กรณีดังกล่าว แต่อีกจำนวนไม่น้อยเลยที่มีความเห็นว่าทุกเรื่องราวมีมิติสัมพันธ์กัน และควรใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณไปถึงจีน

ถ้าพฤติกรรมด้านหนึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับได้ จะให้ไปร่วมสังฆกรรมในอีกพฤติกรรมหนึ่ง ก็เต็มกลืน...ว่างั้นเถอะ

กลับมาที่สนามบอลเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศโลกที่สาม กับการแข่งขันแมตช์เล็กๆ ที่คงไม่เป็นข่าวใหญ่โตจนสามารถสร้างโอกาสทางการเมืองใดๆ ได้อย่างโอลิมปิก...แต่ในที่สุดก็ยังถูกใช้เป็นพื้นที่ในการประกาศจุดยืนหรือความคิดเห็นทางการเมือง (หรือความรู้สึกส่วนตัว) อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง และ (เกือบจะ) เผ็ดร้อน ชนิดที่หลายคนหน้าจอทีวียังมึนงง ว่าเอากันจริงหรือนี่ กีฬากระชับมิตรเชื่อมสัมพันธ์ที่เป็นโอกาสให้ปล่อยวางเรื่องราวขัดแย้งทุกอย่างลงก่อนชั่วคราว มันไม่มีอยู่จริง ไม่มีทางเป็นไปได้จริงหรอกหรือนี่...

เช่นนี้แล้ว ยังจะมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดอีกเล่า ที่จะเหลือให้คนที่ต้องต่อสู้กันในหน้าที่การงาน พักรบมาจับมือกันได้ หรือว่าไม่มีอีกแล้ว

เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ในโลกที่ทุกวันนี้มิติทางสังคมต่างๆ เกี่ยวพันอีนุงตุงนังกันไปหมด แม้แต่กีฬาที่เคย (มีคนพยายาม) แยกขาดจากการเมืองก็อาจไม่มีข้อยกเว้น

แล้วต่อไป สนามกีฬาก็อาจกลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการปะทะ เพียงแต่มีกฎใบเหลือง-ใบแดงแตกต่างจากสนามการเมืองอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง



ใครกันแน่...ทำบ้านเมืองแตกแยก?

ต่อสถานการณ์การเมืองที่หลายต่อหลายคนกำลังจ้องเขม็ง พร้อมวิตกว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นนั้น เสียงเดิมๆ เหตุผลเดิมๆ ก็เริ่มคุขึ้นมาอีก

เพราะพลันที่กลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยพ่ายแพ้ต่อเสียงของประชาชน...!!!

ยุทธศาสตร์ “ตีหัว เอาตัวรอด” ก็ถูกงัดขึ้นมาใช้อีก และหนึ่งในนั้นก็คือ การโยนบ่อเกิดแห่งความวุ่นวายของบ้านเมืองทั้งหมดทั้งปวงให้กับคนคนเดียว และก็เป็นผู้ที่ถูกกระทำมากที่สุด

ที่ต้องนำมาพูดเป็นละครชีวิตอีกเรื่อง ก็เพราะว่า ไม่เพียงแต่ยุทธศาสตร์โยนกองความผิดให้กับคนคนเดียว จะถูกตั้งเป็นธงขึ้นมาจากกลุ่มหัวหอกพันมารแล้ว

เล่ห์กลบิดเบือนความจริง บิดเบือนความผิดของตัวเองเช่นนี้ กำลังถูกกกระจายออกไปอย่างน่าทุเรศ สอดรับกับสังคมไทยที่ยังไม่ค่อยยืนอยู่บนหลักการให้มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

โดยเฉพาะเมื่อคอลัมนิสต์จากสื่อย่านบางนา เริ่มเขี่ยประเด็น บรรจงร่ายมนต์ ลากเรื่องยาวโยงใยให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นในขณะนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ด้วยฝ่าย “นักเลงโต” ที่เคยเป็นผู้กระทำ ถึงครานี้ก็ตกอยู่ในอาการหวาดผวากลัวถูกล้างแค้น...!!!

ขณะที่ฝ่าย “สุภาพชนคนไทย” ที่เป็นผู้ถูกกระทำย่ำยี หลัง 19 กันยายน 2549 ถึงคราที่ลุกขึ้นได้ ก็ตั้งแนวรับพร้อมรุก ด้วยบทเรียนที่ล้ำค่า ที่ไม่อาจไว้ใจได้ต่อเล่ห์เหลี่ยม โกหก ตอแหล ของนักเลงโต

อาการทั้งหมดจึงมายืนจังงัง คุมเชิง ให้เกิดบรรยากาศหวาดหวั่นกันไปทั่ว...!!!

แล้วก็เขียนสรุปปิดท้ายด้วยการโยนกอง ให้ความผิด ความคุกรุ่นของสถานการณ์ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทั้งหมด คือคนคนเดียวที่ก่อชนวนขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็โยนบาปว่าคดโกง โยนบาปว่าใช้อำนาจแทรกแซง โยนบาปว่ากำลังทำลายสถาบัน โยนบาปว่าขายชาติ โยนบาปว่าเป็นคนที่ทำให้เกิดความแตกแยก โยนบาปว่าไม่มีคุณธรรม และโยนบาปไปถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าเปิดช่อง

เข้าแผนปล่อยไปไม่ได้ บ้านเมืองจะเสียหาย จำเป็นต้องลุแก่อำนาจ ยึดการปกครองประเทศด้วยกำลังอาวุธ อ้างยังกับคนไทยโง่ไปทั้งประเทศ...

แต่วันนี้ เมื่อความจริงปรากฏ เมื่อไม่สามารถทำลายอำนาจของประชาชนได้ เมื่อคราที่ตัวเองต้องพบกับทางตัน หาบันไดไม่เจอ จนหวาดผวา...

ก็ใช้ลูกไม้เก่า ปัดสวะความผิดขั้นมหันต์ให้พ้นตัว โยนบาปใหม่ โยนมันทั้งดุ้น โยนมันทั้งยวง ว่าคนคนเดียวนี่แหละที่ทำให้คนไทยแตกแยก

ก็อยากจะบอกเหมือนอย่างที่เคยบอกทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน มาจนถึงขณะนี้ว่า

เคยตอบตัวเองหรือไม่ว่า...คนคนเดียวที่กล่าวหาว่าเขาโกงกิน ถ้ามันมากมายอย่างที่โหมกระพือป้ายสีกันจริงๆ แล้ว

ทำไมประเทศชาติมันโตขึ้น เจริญขึ้น มีเงินมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับประโยชน์มากขึ้น

เคยตอบตัวเองหรือไม่ว่า...ที่กล่าวหาว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ แต่พอกลุ่มพวกพ้องตัวเองยึดอำนาจได้ ยิ่งทำหนักแบบหน้าด้านๆ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” แต่งตั้งพวกตัวเองเข้าไปทั้งดุ้น โดยไม่แยแสเลยว่า

เคยถ่มน้ำลายอะไรไว้ แล้วต้องกลับมากลืนกินเสียเอง หรือแม้แต่โยกย้ายข้าราชการอย่างไม่ยุติธรรมเป็นว่าเล่น ก็หานำมาพูดไม่ เพียงกล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่าเท่านั้น

เคยตอบหรือไม่ว่า...ที่ศาลสถิตยุติธรรมพิพากษาให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จำคุกในคดีหมิ่นประมาท พร้อมให้เหตุผลแห่งการตัดสินว่า ทั้งหมดที่กระทำเป็นการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้าง

ขณะที่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องต่อข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หมิ่นสถาบัน ไม่มีมูลแต่อย่างใด

หรือแม้กระทั่งเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า...การโยนความผิดให้รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดช่อง เป็นเพียงแค่วาทกรรมลวงโลกเท่านั้น

เพราะแท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญ 2540 คือรัฐธรรมนูญของประชาชน ที่ให้อำนาจแก่ประชาชน มิใช่ให้อำนาจแก่ขุนศึกศักดินา

และท้ายสุด เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า...ทำไมคนทั่วบ้านทั่วเมืองจึงยังคงมีปฏิกิริยาต่อกลุ่มอำนาจเผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชนไปอย่างไม่ลดถอย และจะยิ่งหนักขึ้นด้วย

ซึ่งหากตอบไม่ได้ หรือน้ำท่วมปาก ก็จะบอกให้ว่า...เพราะเขาชิงชัง เขารังเกียจต่อกลุ่มบุคคลที่ชอบหรือสนับสนุนให้มีการใช้กำลังทางทหารเข้าล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อย่างน่าขยะแขยง

กฎหมายมีกลับไม่ใช้วิถีทางแห่งกฎหมาย กติกามีกลับไม่ดำเนินการให้ถูกกติกาบ้านเมือง เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความถูกต้อง

การยึดอำนาจแล้วฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชนทิ้ง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของอำมาตยาธิปไตยเข้าครอบสังคมไทย ด้วยคนเพียงไม่กี่คนที่ลุแก่อำนาจ ที่ถึงวันนี้แล้วก็ยังไม่สำนึก ที่จะหาวิถีทางลบล้างความผิด ชดเชยความผิดที่ได้กระทำไว้อย่างแสนสาหัสกับคนไทยกว่า 60 ล้านคน

แต่ยังดันทะลึ่ง ดันทุรัง เอาชนะเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ยอมสำนึกในความผิดที่ตัวเองมีอยู่ ยังหน้าด้านที่จะโยนกองความผิดไปให้คนอื่นอีก สถานการณ์ทั้งหมดมันจึงต้องอุบัติขึ้น

อุบัติภายใต้ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกโยนกอง “ไม่เกี่ยว” แต่เป็นธงของคนในระบอบประชาธิปไตย ที่มีหน้าที่ต้อง “กำจัดเชื้อร้ายแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตยให้สิ้นซาก”

ความผิดมันมากมายอย่างมหันต์ เกินกว่าที่จะบิดเบือนสังคมได้ หรือที่คนไทยเขาบอกกันว่า “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”...มันเป็นละครชีวิตน้ำเน่าแบบเก่าๆ ที่หาความเจริญไม่ได้จริงๆ

พร ภัทร (แทน)



ทีดีอาร์ไอ หรือ ใครเฮงซวย?

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ ทีดีอาร์ไอ ที่มีชื่อย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า The Thailand Development Research Institute เสวนาเรื่อง "ข้าวแพง วิกฤติหรือโอกาสชาวนาไทย" ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยมี นายอัมมาร สยามวาลา เป็นผู้ออกมากล่าวโจมตีรัฐบาล ระบุว่า “นโยบายเฮงซวย”

“ข้าวธงฟ้าของรัฐบาลทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะทำให้ข้าวในท้องตลาดมี 2 ราคาที่แตกต่างกันมาก ทำให้คนแย่งกันซื้อ ต้องขอยืมคำของนายกรัฐมนตรีมาใช้ว่าเป็น ‘นโยบายเฮงซวย’ และจนถึงขณะนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาข้าวถูกหรือแพงกันแน่ เพราะแก้ปัญหาแบบฝันกลางวัน สิ่งที่ดีที่สุดคือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากจะขึ้นก็ไม่ควรเกินร้อยละ 50 และควรจำกัดทั้งปริมาณและผู้ซื้อ”

หลายคนอาจจะงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องราคาข้าวของประเทศไทย ที่มีการขยับตัวสูงขึ้น อันเนื่องจากผลกระทบจากตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด หลายคนรู้ว่าราคาข้าวผันผวนนั้น เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านของเราพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จึงมีการเก็งกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น

แต่ มีการนำเรื่องราคาข้าวมาเป็นประเด็นที่จะชักจูงให้คนรากหญ้าเข้าใจว่า “รัฐบาลไร้ฝีมือ” ในการบริหารจัดการราคาสินค้าภาคการเกษตร

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการมักจะออกมาตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลชุดต่างๆ ตลอดเวลา พาให้คนนึกฝันไปว่า คนกลุ่มนี้นี่แหละเก่งกาจสามารถ แต่ถ้าติดตามการทำงานแล้ว น่าจะมีการตั้งคำถามตัวโตๆ กับนักวิชาการของทีดีอาร์ไอ ว่า ได้ดำเนินการเรื่องอะไรให้กับประเทศไทยเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

ถามจริงๆ ว่า ทีดีอาร์ไออับอายไหม ให้คนของตัวเองมานั่งเป็น ขุนพลเศรษฐกิจ ใน รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนทั้งประเทศ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบใดๆ โดยเฉพาะใน ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่เกือบปี

ถ้าจะจำกันได้ คนคนนั้นคือ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อดีตประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ นี้แหละ มีใครเห็นฝีไม้ลายมือ มีใครเห็นผลงานอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้ชัดเจนบ้าง

ไม่ต้องนับรวมไปถึง ชาวโลก ที่เขาถามไถ่ว่า ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง อย่างไร แค่ไหน

หาก ทีดีอาร์ไอ มี “ขุนพลเศรษฐกิจ” ที่ไม่ใช่ นักพูด แต่เป็น นักปฏิบัติ ประเทศไทยของเราคงไม่ ป่นปี้ ไปในช่วงเวลา 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา

หลายคนบอกว่า หากเราอยู่กับที่ เท่ากับว่าเราถอยหลัง

ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่นักวิชาการของ ทีดีอาร์ไอ เข้ามานั่ง ปฏิบัติงาน อยู่นั้น ได้ ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ มากน้อยเพียงใด

คนจนร่ำรวยขึ้นไหม เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากบ้างไหม ในยุคที่พรรคพวกเครือข่ายของนักวิชาการ เหล่านี้ ได้ไปมีอำนาจ หรือว่าจะเป็นเฉพาะพวก ธุรกิจรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ ที่พบว่านักธุรกิจเหล่านั้นไปซบแนบแอบอิงกับ อำมาตยาธิปไตย และ โจรปล้นประชาธิปไตย

การพูดวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอคนอื่น มันง่ายกว่าการปฏิบัติ ใช่ไหม? การได้โอกาสทำงานแล้วไม่เห็นผลงาน จะเข้าข่ายว่า เก่งแต่ปาก ได้หรือไม่? ที่ผ่านมาประชาชนตัดสินไปแล้วใช่ไหมว่า ทีดีอาร์ไอ หรือ ใครกันแน่ ที่...เฮงซวย