ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 23, 2011

พ.ต.ท.ทักษิณแนะนโยบายแก้ความยากจน

ที่มา Voice TV









พ.ต.ท.ทักษิณ วิดีโอลิงค์ ร่วมงานเปิดนโยบายเพื่อไทย เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจน และความเลื่อมล้ำทางสังคม โดยได้ร่วมหารือกับ นายโอฬาร ไชยประวัติ , นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ , นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่าสิ่งที่นำเสนอเป็นเพียงนโยบายที่แนะนำปฏิบัติ ไม่ได้บังคับให้ทำ ขึ้นอยู่ความความเห็นของทางพรรค

โดยนโยบายที่สร้างดำเนินการได้ทั่วประเทศได้แก่ เมกะโปรเจค กันน้ำท่วม-วางผังเมืองให้ทันสมัย-สร้างศูนย์อุตสาหกรรมเป็นมิตกับสิ่งแวดล้อม-สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำแก้ภัยแล้ง-แก้ปัญหายาเสพติดใน 1 ปี-แก้ปัญหาความยากจนใน 4 ปี

สำหรับนโยบายภาคใต้ก็ได้แก่ การสร้างสะพานเชื่อมอ่าวไทย-อันดามันเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคใต้

พร้อมเปิดตัวส.ส.พรรคเพื่อไทยก่อนปิดงาน

พอได้แล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



แค่สัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ทีวีดูไม่ได้ คนก็แตกตื่นตกใจกันทั้งเมือง

นึกว่าทหารคิดสั้นออกมาทำปฏิวัติอีกรอบ

สะท้อนว่าอารมณ์บ้านเมืองขณะนี้อ่อนไหวต่อข่าวที่มีออกมาเป็นระยะว่า จะไม่มีการเลือกตั้งเพราะทหารจะหาเหตุล้มกระดานเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม หากดาวเทียมขัดข้องในยามบ้านเมืองปกติก็คงไม่เกิดข่าวลือทำนองนี้

แต่นี่บังเอิญดาวเทียมเจ้ากรรมดันเดี้ยงในวันเดียวกับที่ทหาร "บูรพาพยัคฆ์" ตบเท้าพึ่บพั่บ

ทั้งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี และกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี โดยมีคิวกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ นำร่องไปก่อนหน้า

เมื่อสัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ผสมกับสัญญาณกองทัพที่แปลกแปร่ง

เรื่องก็เลยโกโซบิ๊กอย่างที่เห็น

บรรดาแม่ทัพนายกองให้เหตุผลในการนำผู้ใต้บังคับบัญชาออกมาตบเท้า "โชว์พาว" ครั้งนี้

เพื่อต้องการแสดงจุดยืนของทหารในการปกป้องสถาบัน และพร้อมหนุนหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ทุกรูปแบบ

ซึ่งหลายคนมองว่าทหารทำเช่นนี้ออกจะโอเวอร์ไปหน่อย

เพราะตั้งแต่วันที่พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ปรามกลุ่มคนที่พูดจาหมิ่นเหม่ต่อสถาบัน และสั่งให้ นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความเอาผิดกลุ่มคนดังกล่าว

เรื่องก็น่าจะจบไปได้แล้ว

ถึงต่อมาจะถูกอีกฝ่ายแจ้งความกลับ แต่นั่นเป็นเรื่องต้องไปต่อสู้แก้ต่างกันตามกระบวนการทางศาล

ขนาดตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองยังบอกว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างถึงที่สุดแล้วในการปกป้องสถาบัน จากนี้ไปก็เป็นเรื่องของศาลจะพิจารณา

เมื่อผบ.ทบ.ดำเนินการแล้วก็ต้องจบ

ขณะเดียวกันฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็ยืนยันเช่นกันว่าจากนี้จะไม่ขอตอบโต้วาทกรรมไปมาเกี่ยวกับสถาบันอีกต่อไป

เมื่อเรื่องทำท่าจะยุติกันในกรอบกฎหมาย ก็ไม่ควรต่อความยาวสาวความยืดกันอีก

การตบเท้าควรพอได้แล้ว หน่วยไหนทำไปแล้วก็แล้วไป หน่วยไหนคิดจะทำตามก็ให้ระงับไว้ก่อน

ทหารต้องไม่ลืมว่าภาพพจน์ของกองทัพนั้น เสียหายมาตั้งแต่เหตุการณ์ 19 กันยา 49 และเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 ยังไม่ทันฟื้นฟูดี

ห่วงว่าเดี๋ยวจะยิ่งตกต่ำลงไปอีก

"แม้ว" วีดีโอลิงค์แจงนโยบายพท.ยิบ ลั่นให้ปชช.ประชาทัณฑ์ หากกลับไปแล้วไม่จงรักภักดี

ที่มา มติชน



เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 เม.ย. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้วีดีโอลิ้งค์เข้ามาในงานเปิดตัวนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยได้สนับสนุนกกต. ที่เสนอระเบียบการเลือกตั้งโดยไม่มีการนำเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกับยืนยันแม้ว่าจะอยู่ต่างประเทศแต่จะไม่สละสัญชาติเด็ดขาด อีกทั้งยังลั่นด้วยว่าหากตนกลับไปแล้วไม่จงรักภักดีขอให้ประชาชนประชาทัณฑ์ได้เลย


พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ความจงรักภักดีเป็นเรื่องในใจทุกคน ไม่ต้องมาอวดว่าใครมีมากกว่ากัน เปรียบเหมือนรถที่ติดสติ๊กเกอร์ "รักในหลวง" แต่ไปชนคน ตร.เห็นว่ามีสติ๊กเกอร์ก็ไม่จับ แต่เมื่อไปดูที่บ้านคนถูกชนก็มีรูปในหลวง เคารพ และรักในหลวง อาจรักยิ่งกว่าคนชนด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คนเอาเรื่องความนี้มาเป็นเรื่องการเมือง


อดีตนายกฯยังกล่าวอีกว่า ตนเห็นด้วยกับกกต.ที่ไม่ให้ยกเรื่องความจงรักภักดีมาใช้การเมือง ผมขอสนับสนุน การเมืองต้องไม่เอาเรื่องสถาบันเข้ามา ตนจะทำหน้าที่ด้วยความกตัญญูและจงรักภักดี ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอะไร


นโยบายประชาธิปไตยเพื่อปรองดอง

ถามว่าเราทะเลาะกันทำไม น่าจะมาดูว่าจะทำนโยบายประชาธิปไตยเพื่อให้เกิดความปรองดองได้อย่างไร ทีมงานที่มาร่วมช่วยกันคิดเสนอว่า

หนึ่ง ต้องมีการเลือกตั้งที่ยุติธรรม ปราศจาการแทรกแซงจากบุคคล และองค์กรใด มีคณะกรรมการทำงานอย่างเป็นอิสระ เป็นกลางอย่างแท้จริง ในเรื่องการปฏิบัติอยากฝากไปถึงคณะกรรมการเลือกตั้ง และประธานว่าให้ทำงานเป็นกลาง แน่นอนว่า จะมีทั่วโลกจับตามอง หากไม่ยุติธรรมจะเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ


สองคือ ทุกฝ่ายต้องรับผลการเลือกตั้ง ไม่มีการใช้อำนาจนอกระบบ แทรกการจัดตั้งรัฐบาล อย่าบังคับการรวมร.ที่ค่ายทหาร

สามคือ ต้องไม่มีการใช้อำนาจนอกระบบแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องทำหน้าที่อย่างยุติธรรม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจของทุกองค์กร

สี่คือ พิทักษ์และยึดมั่นการปกครองประชาธิปไตย ไม่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ห้าคือ สถาบันทหารต้องมีไว้เพื่อพิทักษ์เอกราช บูรณะภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของรัฐ ปกป้องคุ้มครองประชาชน ไม่ใช้กำลังหทหารเป็นเครื่องแก้ปัญหา หรือกดดันทางการเมือง

หกคือ ตั้งสภาร่างรธน. เพื่อแก้ไขให้เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนลงมติ จะใช้รธน.ไหนเป็นฐานในการยกร่าง เมื่อยกร่างแล้วให้ประชาชนลงมติอีกครั้ง


สุดท้ายคือ คืนความเป็นธรรม และเยียวยา ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำที่สืบเนื่องจากการทำรัฐประหารปี 2549 รัฐธรรมนูญชั่วคราว และฉบับ 2550 ซึ่งนี่คือ เรื่องหลัก ถ้าบ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไม่เป็นน้ำหนึ่งนำใจเดียวกันจะแก้ปัญหาลำบาก


แถลงนโยบาย

พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวถึงนโยบายของพรรคในวันนี้ว่า มีหลายคนช่วยคิดและตนก็เอาประสบการณ์ในฐานะที่ทำธุรกิจและถูกบังคับให้เที่ยวไปทั่วโลก มารวมกัน รับฟังทั้งหมด รวบรวมจากทุกอย่างไม่ใช่คิดโดยตัวคนเดียว


แนวคิดนโยบายของพท.ใช้แนวคิด "ดูเรา และ ดูโลก" เข้าใจตัวเองและเข้าใจว่าโลกไปทางไหน เราอยู่กับตัวเองไม่วิ่งตามโลกก็เจ๊ง จึงต้องเข้าใจเรา และโลก เพื่อวิ่งไปโดยไม่ทิ้งคนข้างหลัง รู้เท่าทันทุนนิยม และรู้ข้อจำกัดของเรา


โปรเจคแรก จากที่มีคนทำนายว่ากทม.จะจมน้ำอีกสิบปี เพราะ กทม.จะต่ำกว่าน้ำทะเล โลกร้อนขึ้นน้ำแข็งจะละลาย และน้ำทะเลหนุนเข้ามา ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ขอแนะนำว่าให้ทำเขื่อนลึกลงไปในทะล 10 กม. ความยาวประมาณ 30 กม. ตั้งแต่สมุทรสาคร ยัน ปากน้ำ แต่ไม่ต้องกู้


สิ่งที่ทำ คือ ทำเขื่อนแล้วถมทะเลลงไป ได้เพื้นที่ใหม่ประมาณ 300 ตารางกม. ประมาณเกือบ 2 แสนไร่ โดยมีต้นทุนในการถมทรายตกประมาณวาละ 12,000 บาท เพราะฉะนั้นเราจะได้เมืองใหม่มาทั้งเมือง ตรงนี้จะเป็นการวางผังเมืองที่ทันสมัย สร้างศูนย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไอซีที, แหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อมลภาวะจะอยู่ที่นี่ โดยไม่ต้องกู้ สร้างเมืองโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม


เรื่องน้ำ ขอปรับปรุงลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่ม รวมถึงดึงน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เขื่อนฮัตจี จากพม่า เขื่อมน้ำงึม ลาว หรือ สตึงนัม จากกัมพูชา ถ้าเราไม่ทะเลาะก็สามารถพูดคุยกันได้ น้ำเขาเยอะเราก็เอามาใช้จะได้ไม่แล้ง และเก็บให้เป็นจะได้ไม่ท่วม ด้วยการเชื่อมแม่น้ำด้วยคลองใหม่ ดังที่สมัยตอนเป็นนายกฯให้เชื่อมแม่น้ำปิง เข้าหากันให้ถ่ายเทน้ำเข้าหากัน


รถไฟฟ้าจะดำเนินการสร้างให้ครบทั้ง 10 สาย ในกทม. เก็บค่าบริการตลอดสาย 20 บาท ทุกสถานีจะสร้างเมืองที่มีความพร้อมในตัวเอง เอาไว้สร้างคอนโด และแฟล็ตให้คนรุ่นใหม่ หรือคนจากต่างจังหวัดที่ไม่มีที่อยู่ สามารถเช่าในราคาถูก เดินทางถูก ค่าเช่าประมาณเดือนละ 1 พันกว่าบาท ต้องให้คนไทยที่มีรายได้น้อยตั้งตัวได้


ทำรถไฟรางคู่เชื่อมชานเมืองทั้งหมด ทำรถไฟความเร็วสูง ไปเชียงใหม่ ไปโคราช ไประยอง ขยายแอร์พอร์ตลิงค์ ไปฉะเชิงเทรา ไปชลบุรี ไปพัทยา


สำหรับภาคใต้ จะต้องทำสะพานเศรษฐกิจเชื่อม 2 ฝั่งระหว่างอันดามัน กับอ่าวไทยแต่ต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และไม่ทับพื้นที่ของพี่น้องมุสลิมที่ใช้เป็นสุสาน


ทั้งหมดนี้เป็นเมกะโปรเจค เพื่อลดเวลาการขนส่ง ลกภาระประชาชน เป็นการลงทุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เชื่อว่าหากทำตามที่กล่าวมานี้เศรษฐกิจไทยจะแข็งแรงและเติบโต


"ที่ใช้คำว่าขอคิดใหม่ ทำใหม่อีกครั้งเพราะ ที่เราคิดแล้วทำไปต้องทำให้ดีกว่าเดิม แล้วปรับตามยุคสมัย"


ส่วนยาเสพติด พรรคเพื่อไทยต้องจัดการยาเสพติดให้หมดภายใน 12เดือน ไม่ใช่ติดป้ายโชว์ 2,500 คน ชาติหน้าก็ไม่หาย เพราะ เรียกว่าทำไม่เป็น ทฤษฎีการบริหารนั้นทำไม่ได้ผล การบริหารจัดการผิดพลาด ยาเต็มบ้านเต็มเมืองเพราะ พ่อค้ายาคือส่วนหนึ่งที่ช่วยล้มตน


ที่สำคัญคือการทุจริตซื้อขายตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง ผู้กำกับโรงพักธรรมดาตำแหน่งละ 2 ล้าน ตำแหน่งหนึ่งราคาเป็นล้าน วันนี้ปชช.เดือดร้อนเพราะว่าทุกคนรักความก้าวหน้า แต่ว่าความก้าวหน้าถูกบังคับว่าความดีไม่เป็นไร เอาเงินอย่างเดียว

'ทักษิณ'วีดิโอลิงก์ แจงนโยบายพท. ไร้เงา'ชวลิต-เสนาะ'

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





พรรคเพื่อไทยแถลงนโยบายหาเสียง สมาชิกเสื้อแดงแน่นหอประชุมธรรมศาสตร์รังสิต
"ทักษิณ" วีดิโอลิงก์แจงยิบนโยบาย "ยุงยุทธ" นำทีม ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมงาน
"เฉลิม-พีรพันธ์ุ-ประชา" ก็มา แต่ไร้เงา "พล.อ.ชวลิต-เสนาะ"...

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 เม.ย. บรรยากาศบริเวณหอประชุมธรรมศาสตร์รังสิต
ซึ่งวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่แถลงนโยบายหาเสียงพรรคเพื่อไทย
ภายใต้สโลแกนว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" เป็นไปด้วยความคึกคัก
โดยมีบรรดา ส.ส. พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง นำโดย
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย,
นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร,
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
ที่เตรียมจะเปิดตัวเข้าร่วมการทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็น ทางการในวันนี้



ขณะที่นายถิรชัย วุฒิธรรม ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน
เป็นอีกคนที่ตาม พล.ต.อ.ประชา เข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้
นายถิรชัย กล่าวสั้นๆ ว่า ต่อไปอาจมี ส.ส. เพื่อแผ่นดิน ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยอีก
แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อและรายละเอียดได้



ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวยืนยันว่า
การวีดิโอลิงก์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เพื่อเสนอนโยบายของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากอ้างว่า
เพราะยังไม่มีการประกาศยุบสภา ประกอบกับยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แต่หากมีการประกาศยุบสภาเมื่อใด
การวีดิโอลิงก์เข้ามาของ พ.ต.ท. ทักษิณ อาจต้องมีการหารือกันอีกครั้ง

"ส่วนตนก็มีโอกาสได้พูดคุยกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานเพื่อไทย
ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ชวลิต ยังไม่ทิ้งพรรคเพื่อไทย และจะมาช่วยหาเสียงให้พรรคต่อไปด้วย
ส่วนกรณีที่มีข่าวท่านไปตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น คงไม่มีการตั้ง
เดี๋ยวเจอผม พล.อ.ชวลิตก็ใจอ่อนเอง
ส่วน พล.อ.ชวลิตกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ก็ยังรักกันดี
แต่ไม่ทราบว่าจะทำงานทางการเมืองร่วมกันได้หรือไม่" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังประกาศว่า
พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน
โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ร.ต.อ.เฉลิมประกาศมีหมัดเด็ดน็อกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย



ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่เดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย ได้กล่าวว่า
"หากมี ส.ส. ในพรรคคนใดมองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.
เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ผมถือว่าคนๆนั้น อยู่ผิดพรรค
เพราะต้องยอมรับว่าฐานเสียงพรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่คือคนเสื้อแดงทั้งนั้น
อย่างไรก็ขอให้ประชาชนตัดสินใจเองดีกว่า ขณะที่นายณัฐวุฒิ ยืนยันว่า
กลุ่มนปช. ไม่ได้ขัดแย้งกับ พล.อ. ชวลิต แต่ยอมรับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และเป็นส่วนตัวของ พล.อ.ชวลิตเอง"

นอกจากนี้ ด้านนายพีรพันธ์ุ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย
กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์สั้นๆ ว่า พล.อ.ชวลิต ยังไม่มาร่วมงาน
และทำงานการเมืองให้กับพรรคเพื่อไทยในช่วงนี้อย่างแน่นอน.



ต่อมาเวลา 10.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วีดิโอลิงก์เข้ามา
ท่ามกลางการต้อนรับของ ส.ส.เพื่อไทย และกลุ่มมวลชนที่สวมใส่เสื้อสีแดงเป็นจำนวนมาก
โดยได้ส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทักทายประชาชนว่า
"คิดถึงประชาชนมาก ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ยังคิดถึง
และยอมรับอยากที่จะกลับบ้าน" พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุตนเองยังเป็นคนไทย
และยังไม่ได้สละสัญชาติไทย แต่ที่ต้องถือสัญชาติมอนเตเนโกร
เพราะถูกเค้าบังคับ ยันไม่เคยคิดสละสัญชาติไทย
ถึงเขาเอาพาสปอร์ตเราไปแต่ก็เอาความเป็นคนไทยเราไปไม่ได้

ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ยังขอบคุณบุคคลในพรรคเพื่อไทย
ที่ช่วยกันคิดนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ให้ตนนำมาเป็นข้อมูล
ใช้แนะประชาชนในวันนี้ อาทิ
นายโอฬาร ไชยประวัติ,
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช,
นายสันติ พร้อมพัฒน์
และอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง
"ซึ่งผมรวบรวมมาในวันนี้ เพื่อประทับตรานายห้างตราดูไบห่อ"
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ย้ำตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสี จนแทบไม่มีรูปร่างเดิมอยู่แล้ว
เพราะมีแต่คนคิดว่า ผมรำ่รวยมาจากการทุจริตคอรัปชัน
ซึ่งไม่เป็นความจริง จากนี้ไป พ.ต.ท.ทักษิณประกาศ
จะทำกระดาษให้เป็นเงิน ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย
หากชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาล





พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวอีกว่า เข้ามาเล่นการเมือง ตอนมีฐานะจากการทำธุรกิจแล้ว
แต่สุดท้ายก็ถูกปล้นทรัพย์ไป
ทั้งนี้ผมเติบโตที่ประเทศไทย ยืนยันว่า มีความกตัญญูต่อประเทศ
และมีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ไม่เปลี่ยนแปลง
การเมืองเป็นสิ่งสกปรกและดุร้าย
หลังปฏิวัติปี 2549 ตัวเองก็กลายเป็นคนไม่จงรักภักดี
ทั้งนี้หลายคนนำเรื่องความจงรักภักดีมาเป็นประโยชน์ในการเมือง

ส่วนกรณีที่กองทัพ
นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกมาเหมือนเป็นการข่มขู่ประชาชน
ว่าอย่ากดดันทหารให้จับอาวุธนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า
ขอบอกว่า อย่าเอามาข่มขู่ประชาชน เพราะไม่มีใครกลัวแล้วในขณะนี้

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ
ส่วนตัวมีความเห็นด้วย กับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.
ที่จะมีการออกกฎไม่ให้ใช้สถาบันมากล่าวอ้าง ในการหาเสียงเลือกตั้ง
พร้อมย้ำการเมืองไทยเป็นเรื่องสกปรก เป็นระบบทำร้ายผู้นำ
คนที่ขึ้นมาปกครองก็อาจจะเป็นผู้ร้ายได้ซักวันหนึ่ง





จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวถึงนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย
โดยกล่าวถึงแนวคิดของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจพรรคว่า
"พรรคเพื่อไทย ต้องดูเรา เข้าใจตัวเอง และต้องดูโลกด้วย
มีคำทำนายกรุงเทพน้ำจะท่วม ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า
เพราะปรากฏการณ์โลกร้อนนั้น
ขอเสนอให้ทำเขื่อนลงไปในทะเลลึกประมาณ 10 กม.
มีความยาวประมาณ 30 กม. ไล่ตั้งแต่สมุทรสาครไปจนถึงสมุทรปราการ"

โดยระบุว่า ไม่จำเป็นต้องใช้กู้เงินมาใช้ในการก่อสร้าง
แล้วเรายังได้ประโยชน์ได้เมืองใหม่ขึ้นมาอีก
เพราะการถมทะเล จะทำให้ได้พื้นที่เพิ่มอีกประมาณ 180,000ไร่
ขณะเดียวกันประกาศจะทำรถไฟให้ครบ 10 สาย ใน กทม.
โดยเก็บค่าบริการ 20 บาทตลอดสายให้ได้
ทำรถไฟรางคู่ต่อออกไปจาก กทม.ในทุกด้าน เพื่อเป็นการลดค่าขนส่ง
ส่วนกรณียาเสพติด พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศหากได้กลับไป
พรรคเพื่อไทยจะจัดการกับปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน 12 เดือน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว



อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวอีกว่า รู้สึกสังหรณ์ใจว่า
หลังการเลือกตั้งใหญ่ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแน่นอน
หากเป็นจริง คนไทยจะหายยากจน ภายใน 4 ปีด้วย
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจพรรคอีกหลายโครงการ
ที่ยอมรับจะมีการปรับปรุง หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง
และได้กลับไปเป็นรัฐบาล อาทิ
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
กองทุนหมู่บ้าน
การกระจายงบประมาณลงในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 25%
พักหนี้เกษตรกร
โครงการเครติดการ์ดเกษตรกร เป็นต้น

โดยก่อนจบการวีดิโอลิงก์ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า
หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและตัวเองได้กลับประเทศ
หากไม่จงรักภักดี พี่น้องประชาชนมาประชาทัณฑ์ตนได้เลย
ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณ วีดิโอลิงก์มายาวนานมากที่สุด
นับตั้งแต่เคยมีมา รวมเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเต็ม.




http://www.thairath.co.th/content/pol/166204

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 23/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





มาแปรเปลี่ยน เป็นพลัง สมดั่งคิด
เพราะเป็นสิทธิ์ ที่ถือ ในมือท่าน
เราถูกปราบ ถูกฆ่า จากซาตาน
ทั้งล้มลุก คลุกคลาน วันผ่านมา....

กี่หยด..เลือด ทาธรณิน ด่าวดิ้นสลาย
เอาความตาย แลกมัน ด้วยฝันหา
ถูกใส่ร้าย ถูกย่ำยี ถูกตีตรา
แถมไล่ล่า ฆ่าเข่น ไม่เป็นธรรม....


ไม่เอา..สอง มาตรฐาน สันดานเถื่อน
ธงปักเปื้อน เลวทราม ตามขย้ำ
อย่าเลือกพวก จัญไร คนใจดำ
เลือกคุณธรรม เสริมสร้าง เส้นทางดี....

ประชาธิปไตย ในมือ ที่ถืออยู่
ให้โลกรู้ ว่าเรารัก ในศักดิ์ศรี
ไม่เลือกคน ชั่วช้า ตัวกาลี
พาอัปรีย์ ทั่วเมือง ลือเลื่องไกล....

ให้ท่วมท้น ถล่มทลาย ตามหมายมั่น
เพื่อเติมฝัน พี่น้อง ที่หมองไหม้
เพื่อเลือดของ วีรชน คนตายไป
เพื่อจะได้ เอาคนฆ่า มาลงทัณฑ์....

ร่วมแปรเปลี่ยน เป็นพลัง ตามหวังเถิด
จะก่อเกิด เส้นทาง ที่สร้างสรรค์
ประชาธิปไตย ในมือ คือเดิมพัน
ผ่าทางตัน ให้สมหวัง เหมือนดั่งใจ....


๓ บลา / ๒๓ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ปะทะเขมร ..... แอคอาร์ต แสดงแสนยานุภาพ เจอดัดหลังไงล่ะเอ็งไอ้เหล่

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira


อั้ยเหล่ เชิญยิ้ม ... กะ ทิดเถิกชวนชื่น

แอคอาร์ต แสดงแสนยานุภาพ เจอดัดหลังเข้าให้ ไงล่ะเอ็ง
นี่สเต็ปที่1 โปรดรอสักครู่ ถ้ายังไม่หายเงี่ยนรบราฆ่าฟัน
ประชาชนมือเปล่า สเต็ป2ชายแดน3จว.ใต้
Just a moment ,please.......กรุณาอย่ากระพริบตา



พระคุณท่านคิดหรือว่าการปะทะนี้เป็นเหตุบังเอิญ 555 5 5 5


เฮ้ย ๆ เขมรมันบุกชายแดนแล้ว .. มรึงไปยันกันไว้ก่อน กรูต้องปกป้องถาบันอ่ะ

แหล่งข่าวนั่งเทียน ให้ข้อมูลลับ มาว่า การโชว์พาว ตบเท้าตากน้ำฝนปนน้ำค้างแสดงศักยภาพของทหาร
เหล่ารักษาอำนาจทั้งหลาย เพื่อเป็นการตรวจสภาพความพร้อมครั้งสำคัญ ในความพยายาม ควบคุม
กองทัพของฝ่ายนารีขี่ม้าเขียว (กระโดดลงมาเยี่ยวนั่งยองๆ)

สอดคล้องกับข่าวลือว่า ตึกสูงๆแถวฝั่งธน มีการทำจับฉ่าย ต้มซุปผักไปแล้วหม้อใหญ่ มังสะวิรัตชนิด
ไม่ตายแต่ก็ไม่กระดุ๊กกระดิ๊กแร้ววววววว .... ฉนั้นการออกเดินสายแต่งตัวเท่ห์แอคอาร์ตของ อั้ยเฒ่า
ทหารแก่แต่ไม่ตายห่ะเสียที จึงฉายภาพให้เห็นอีกครั้ง เป็นการส่งซิกบอกให้ลูกๆหลายพ่อทั้งหลาย
รู้ว่าอั๊วยังปึ๋งปั่ง ยังม่ายตายว๊อย .... ยังเป็นป๋า เป็นเตี่ยพวกมรึงได้อีกนาน ทราบแล้วอย่าเปลี่ยน..ฝ่าย

สำหรับคดีเอี้ยๆ เกิดเป็นชายอย่าหมิ่นเชิงชาย ที่ยัดเยียดให้กับฝ่ายแดงทั้งหลาย เป็นเพียงแค่
ข้อหาสมอ้าง ตามทฤษฏีสมรู้ร่วมคิด + ทฤษฏีไร้ระเบียบ + ทฤษฏีสัมพันธภาพ ปนกันให้มั่วไปหมด
โดยมันสมองของคณะเสนาธิการ ค่อนกองทัพ จับมาหยำฉ่าฮ้าไฮ้

.... มันต้องยึดควบอำนาจให้ได้ เพราะ ถ้าช้าตายห่ากันยกเล้า เพื่อไทยเลือกตั้ง + กระเบื้องโอฬาร
5ห่วง ส่งสินค้าใหม่ยึดตลาดกระเบื้องตราช้างอย่างหนาหน้าด้าน + ทักกี้คัมแบค


อ้ายหงอก อีอ้วน นังอ้วน นังผอม ม่ายฉิบหายวันพรุ่งนี้ ก็วันปะรืน นอนมาแน่ๆ
เอ้อ...ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่านอนไปแน่ๆ มรึงเอ้ย


เราไม่ได้โม้นา นั่งเทียนเฉยๆ ไม่เชื่อก็อย่ามาเชื่อ ไปแระ ............ xxx13



.รุ่งศิลา

“ทักษิณ” ลั่นรวยมาจากการทำกระดาษให้เป็นเงิน

ที่มา ประชาไท

ทักษิณ ชินวัตรโฟนอินในงานแถลงนโยบายเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย รับถือสัญชาติมอนเตรเนโกร แต่จะไม่สละสัญชาติไทย ลั่นมีความจงรักภักดี และเพื่อไทยได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแน่

เช้าวันนี้ (23 เม.ย.) ที่ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เช้าวันนี้ (23 เม.ย.) มีการประชุมการแถลงนโยบายประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ของพรรคเพื่อไทย ได้มีคณะกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนเจ้าหน้าที่พรรคเข้าร่วมประชุม โดยมีการกำหนดคำขวัญหาเสียงของพรรคว่า "ขอคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคนอีกครั้ง" โดยจะชูแนวนโยบายว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คนเคยทำสนับสนุน”

ในเวลา 11.35 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วีดีโอลิ้งค์ เข้ามาในงานแถลงเปิดตัวนโยบายของพรรค โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน และยืนยันถึงความจงรักภักดี และจะไม่สละสัญชาติไทย

"ผมเป็นคนไทยที่ถูกบังคับให้ถือสัญชาติมอนเตเนโกร แต่จะไม่สละสัญชาติไทย วันนี้ผมจะมาแนะนำนโยบายให้แก่พรรคเพื่อไทย ผมเริ่มจากไม่มีอะไรจนมารวยจากการทำกระดาษให้เป็นเงิน และผมจะทำกระดาษให้เป็นเงินแก่ประชาชน ผมมีฐานะแล้วเข้ามาการเมือง แต่สุดท้ายเขาก็ปล้นทรัพย์ไป ผมเป็นคนกตัญญูขอยืนยันว่านอกจากความจงรักภักดีของทั้ง 2 พระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากใจผม"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ในปี 2549 เกิดการรัฐประหาร วันรุ่งขึ้นก็กล่าวหาผมไม่จงรักภักดี นี่คือการเมืองมันดุร้าย ความจงรักภักดีต่อในหลวงเป็นเรื่องอยู่ในใจทุกคนไม่ต้องแสดงออก ความวุ่นวายเกิดขึ้นเพราะหลายคนเอาความจงรักภักดีมาเกี่ยวการเมือง ตนเห็นด้วยกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอให้ออกระเบียบการหาเสียงห้ามนำสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง นั่นคือนายประพันธ์ นัยโกวิทย์ กรรมการ กกต. ผู้จงรักภักดี ตนจะทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี พระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข ตนถูกฝึกมาว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์ จึงต้องเชื่อฟัง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังแสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน และจะจัดงานเฉลิมฉลอง 84 พรรษายิ่งใหญ่ ส่วนเรื่องประชาธิปไตย เวลานี้ประเทศไทยรั้งท้ายชาวบ้านเพราะผลสำรวจค่านิยมประชาธิปไตย พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 52 % แต่ไทยได้อยู่ที่ 32.1%

"ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเราทำลายกันด้วยคำว่าไม่จงรักภักดี ผบ.ทบ.ออกพูดว่าอย่าบีบให้ต้องจับอาวุธ คุณออกมาพูดทำไมไม่มีใครกลัวใคร ผมกลับไปไม่มีใครทำร้ายราชบัลลังก์แน่นอน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

ที่มา: เรียบเรียงจากเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

ด่วน: ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แถลงข่าวคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 เมษายน 2554

ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะจัดแถลงข่าวพร้อมทีมทนายนิติราษฎร์วันที่ 24 เมษายน เวลา 14.00 น. ที่ห้องแอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันพรุ่งนี้ อาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 เวลา 14.00 น. ที่ห้อง แอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยผม, คณะนักวิชาการ "นิติราษฎร์" และนักวิชาการท่านอื่น เกี่ยวกับข้อกล่าวหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ที่มีต่อผม ...โดย เฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่อง "สถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญ" เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 จึงเรียนเชิญทุกท่านเข้ารับฟังการแถลงข่าวดังกล่าว ขอแสดงความนับถือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ............................... ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.enlightened-jurists.com/blog/31See more
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 เมษายน 2554


เนื่องจาก ไทยอีนิวส์ได้รับข่าวด่วนเรื่องอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แม้มีสมาชิกในเฟสบุ๊คกว่า 5,000 คน ประกาศจะยุติการใช้เฟสบุ๊ค เพราะทนแรงกดดันและการเตือน (ข่มขู่) ที่มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ไม่ไหว ที่รุนแรงมากขึ้นและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

จึง ขอนำเสนอข่าวนี้และขอให้กระจายกันไปให้ท่ัว อย่ายอมให้อาจารย์สมศักดิ์ เป็นเหยื่อแห่งอำนาจการเมืองของพวกรอยัลลิสต์ไดโนเสาร์ บ้าอำนาจ อีกคนหนึ่ง เรายังไม่สามารถเอาอาจารย์สุรชัย แซ่ด่านออกมาจากคุกจนถึงบัดนี้ อย่ายอมให้อาจารย์สมศักดิ์ หรือแกนนำคนใดก็ตามต้องตกเป็นเหยื่อของขบวนการฟาสซิสต์รอยัลลิสต์ฝ่ายขวาได้ อีกต่อไป

เราสูญเสียผู้คนไปมากมายบนถนนสายประชาธิปไตย และไม่ว่าจะเห็นด้วยในบางเรื่องหรือเห็นต่างในบางประเด็นกับอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อย่างไรก็ตาม เสรีภาพแห่งนักวิชาการในการนำเสนอข้อมูลการศึกษาของอาจารย์ควรจะได้รับการ คุ้มครองจากประชาชนที่เข้าใจการเมืองไทย และตาสว่างแล้วทั้งหลาย

ไทย อีนิวส์ได้นำเสนอมุมมอง บทวิเคราะห์​ ข้อเขียนและเทปการนำเสนอของอาจารย์สมศักดิ์ มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความขอบคุณยิ่ง ดังนั้นจึงขอนำทำหน้าที่ของสื่อออนไลน์ (แม้จะถูกปิดกั้นก็ตาม) ขอร่วมเป็นแนวร่วมในการรณรงค์ให้กับอาจารย์สมศักดิ์เพื่อให้อาจารย์สามารถ ทำงานทางวิชาการต่อไป เพื่อให้สังคมไทยตาสว่างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อเขียนของอาจารย์สมศักดิ์ ที่หน้าเฟสบุควันนี้ 8 เมษายน 2554


เรียน ทุกท่าน ผมจะขอ deactivate เฟสบุ๊คนี้ ชั่วคราว เย็นนี้นะครับ

จริงๆแล้ว ผมคิด...มา หลายวันว่า คงต้องลดกิจกรรม fb นี้ ลง เพราะเท่าที่เป็นอยู่ มีแต่เพิ่มมากขึ้นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งงานประจำ และงานอื่นๆของผมมากขึ้นๆ หลังๆ ไม่เพียงผู้ทีเห็นด้วยกับที่ผมเขียน แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ก็พากันมาเยอะมากๆ พวก comments ต่างๆ จากที่เดิม ผมเคยตามอ่านได้ ตอนนี้ บางกระทู้ มี 1000-2000 comments ก็มี ซึงผมไม่มีเวลาตามอ่าน และปัญหาที่ตามมาคือ บางความเห็น ก็โพสต์กันแรงๆ หรือให้ links ที่เสี่ยง อย่างเมือเช้า ผมตื่นมา ก็ต้องลบไปร่วม 10 กว่า comments คือตอนนี้ สภาพ fb กำลังคล้ายๆกับเว็บบอร์ด ปํญหาคือ เว็บบอร์ด มีคนดูแลหลายคน ผลัดกันตลอด 24 ชม.ได้ แต่ fb ผมเอง ผมก็ไม่มีเวลาดูแล แม้แต่จะตอนกลางวันได้ตลอดวัน

มีผู้เสนอว่า ให้ผมทำ fan page ผมก็กำลังศึกษา พยายามทำความเข้าใจอยู่ แต่ไม่แน่ใจ่วา จะสามารถทำได้ไหม เพราะจะยิ่งเพิ่มภาระที่มากอยู่แล้ว มีคนเสนอว่าจะ "ฟอร์มทีม" มาช่วยดูแล เป็น admin ของ fan page ให้ ซึงก็คงคล้ายๆกับเว็บบอร์ด อันนี้ ผมก็ยังพิจารณาอยู่เช่นกัน เพราะต่อให้สามารถฟอร์มทีม มาช่วยดูแลจริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่า ผมจะทำได้ไหม เพราะอย่างแรกคือ fan page ก็ยังอยู่ในชือความรับผิดชอบผมเองส่วนหนึง ซึ่งผมก็คงต้องดูแลด้วยส่วนหนึง (ไม่เหมือนเว็บบอร์ด ที่บางที ผมไม่เข้าเลยเป็นสัปดาห์ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไมใช่คนดูแล) และอย่างไรก็ตาม ถ้าจะทำจริงๆ ผมก็คงไม่สามารถทำได้ในวันนี พรุ่งนี้ ผมต้องขอเวลาเตรียมอยู่เหมือนกัน ซึงในระหว่างนี้ ถ้ายังมี fb ธรรมดาอยู่ ภาระงานก็ยังเยอะอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ เดิมทีเดียว ผมนึกว่า เวลาปิดเทอม จะใช้ไปในการเคลียร์พวกต้นฉบับงานเก่า (เช่น "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง") เพือตีพิมพ์ใหม่ หรือไม่ก็เขียนบทความใหม่ๆออกมา (ไม่นับรวมเรื่องหนังสือวิชาการที่ผมเตรียมจะอ่านสำหรับการสอนปี การศึกษาหน้าอีกจำนวนมาก) แต่ดูเหมือนในสภาพขณะนี้ ผมคงไม่สามารถทำได้ ยกเว้นแต่จะต้องลดภาระเรื่อง fb หรือการเขียนออนไลน์นี้ลงชนิดเยอะๆ

แน่นอน สถานการณ์ในขณะนี้ ทีผมพูดๆถึง ในกระทู้ 2-3 อันหลังๆ ก็มีส่วนในการตัดสินใจอยู่ ที่ผ่านมา ตั้งแต่การสัมมนาวันที่ 10 ธันวา ก็มีคนถามผมมาหลายครั้งถึงปัญหา การขู่ ฯลฯ ว่าได้มีบ้างไหม ซึงผมก็หลีกเลี่ยงทีจะอธิบาย เพราะไม่ต้องการทำให้เหมือนกับมาโวยวาย และก็รู้สึกจริงๆว่า ปัญหาความลำบากต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ได้หนักหนาอะไรถ้าเทียบกับทีคนทีเจ็บที่ตายได้รับ ในระหว่างการต่อสู้อื่นๆ แต่ในระยะประมาณ 1 เดือน หรือ ไม่กี่สัปดาห์นี้ ข่าวคราวทางด้านนี้ ที่มีมาถึงผม เพิ่มมากขึ้นๆจริงๆ จนผมคิดว่า น่าจะบอกกล่าวให้รู้กันไว้บ้าง

เรื่องทีผมกลายเป็น "เป้าของความเกลียด" ของบรรดาผู้อ้างความจงรักภักดีมากขึ้นๆ - ผมคิดว่า คงไม่เป็นการพูดเกินไปทีจะบอกว่า ทีประยุทธ พูดถึงนักวิชาการก็ดี ที่คอลัมนิสต์ ไทยโพสต์ พูดไปถึง "โชติศักดิ์" ก็ดี ความจริง คงมีผมเป็นภาพในใจมากกว่าใครอื่น ไม่นับกรณีที่คนทีอ้างจงรักภักดีระดมกันออกมาตอบโต้ผมตามออนไลน์ต่างๆอีกเยอะ นอกจากนี้ ผมยังมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า คลิปการพูดของผมในวันที่ 10 ธันวา ซึง ก่อนหน้านี้ อาจจะแพร่หลายมากในหมู่ "มวลชน" (และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หรือที่เกียวข้องโดยตรง) ตอนนี้ เริ่มได้รับการแพร่ไปในหมู่นายทหาร หรือเจ้าหน้าทีรัฐที่ไม่ใช่คนที่เกียวข้องในเรือ่งดูแลเรืองพวกนี้ โดยตรงมากขึ้นๆ (ผมก็นึกว่า "แรงกระเพื่อม" ของการพูดวันนั้น จะจาง หรือหยุด แต่ล่าสุด เท่าที่ได้ทราบมา ก็ยังไม่หยุด โดยเฉพาะในหมู่คนทีก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน ก็เริ่มรู้เห็นมากขึั้น อย่างกรณีพวกนายทหารต่างๆ เรื่องนี้ มองในแง่ดี ก็ดี ตรงที่ อาจจะทำให้คนหันมาสนใจ หรือคิดเรือ่งที่ผมเสนอมากขึั้น แต่มองในอีกด้าน ก็อาจจะเหมือนการแพร่กระจาย ของภาพปลุกระดมของพวก "ดาวสยาม" ก่อน 6 ตุลา ทีทำให้ "มวลชนฝ่ายขวา" และ เจ้าหน้าที่รัฐ เริ่มเกิดอาการตระหนกมากขึ้นๆว่า มีคนต้องการ "ล้มเจ้า" กันอย่างรุนแรงแล้วในขณะนี้ โดยเอาคลิปผมเป็น "ตัวอย่าง")

เรื่องนี้จริงๆ ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่าตัวเองจะเลิกพูดเลิกเขียนอะไร แต่เมือ่มาบวกกับเรื่องภาระที่มากขึนๆ (ซึงส่วนหนึงก็คือเรื่องเดียวกัน) ทำให้ผมรู้สึกว่า อยากจะขอ "หยุด ตั้งหลัก" สักครู่ อย่างน้อยอาจจะ 2-3 สัปดาห์ แล้วก็จะได้ถือโอกาสใช้เวลานี้ เคลียร์พวกงาน ต้นฉบับหนังสือ อ่านหนังสือทีต้องอ่าน ไปด้วย หลังจากได้คุยปรึกษากับเพื่อน 2-3 คน ก็เห็นว่า น่าจะทำได้ โดยไม่มีผลกระทบอะไรต่อการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ผมสนับสนุน

ต้องขออภัยทุกท่านที่เป็น "Friends" หรือ "Fans" ของ เฟสบุ๊ค นี้ ที่ต้องทำแบบนี้ และขอขอบคุณทุกท่านอย่างสูงในความสนใจ และในน้ำใจอื่นๆ (ความห่วงใย ความสนับสนุน คำแนะนำ ฯลฯ) หวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันอีก ที fb นี้ หรือในรูปแบบอืน

ด้วยความรัก
สมศักดิ์


ปล. ผมคิดว่าจะ deactivate ในเวลาประมาณ 6 โมงเย็น - 1 ทุ่ม เนื่องจาก ยังมีพวก message "หลังไมค์" อีกหลายฉบับ ที่ผมยังไม่ได้ตอบด้วย
See more

นี่คือคอมเมนต์จำนวนหนึ่ง ของคนที่มาโพสต์ในหน้าวอลล์ของอาจารย์สมศักดิ์ ด้วยความห่วงใยและนับถือในผลงานของอาจารย์

Ooi ThaiDelphi
ไม่อยากให้ อ. เลิกเล่น FB นะครับ แนวร่วมด้านวิชาการของคนที่ต่อส
ู้เพื่อประชาธิปไตยจะหายไปทันที หลายคอมเม้นท์ผมว่าข้ามไปได้นะครับ หลายอันไม่ได้พูดด้วยเหตุผล ไร้ตรรกกะ ผมชอบเหตุผล อ. ครับ มันเป็นเหตุผลที่เถียงไม่ออก ตอบโต้ด้วยลำบาก เพราะมันรัดด้วยความจริง


รักคนเท่ากัน หยุดล้มราษฎรเค้าให้เวลา และพลังงานในการเขียนถึงอ.สมศักดิ์มาก แต่เสียดายจับเอาใจความระหว่างบรรทัดได้แค่ "ตูก็อ่านแล้วก็กลัวมัน ตูเลยต้องด่าด้วยภาวะไร้สติออกมาโดยไม่รู้ตัว"

Phuttipong Ponganekgulอ.สม ศักดิ์ ตั้งค่า ห้ามคนอื่นโพสต์หน้าวอลล์ + ห้ามคอมเมนท์ ก็ได้ครับ , ไม่ต้องปิดการใช้งานก็ได้ (ว่างเมื่อไหร่ก็มาโพสต์) , ปรับการตั้งค่าเช่นนั้น เพื่อเนื้อหา จะได้ไม่สูญไป คนอื่นเข้ามาอ่านย้อนหลังได้อยู

Junya Lek Yimprasert อ่านหน้าวอลล์อาจารย์และข้อความโจมตีต่างๆ มายังอาจารย์ด้วยความเศร้าสะเทือนใจ ไม่อยากให้เกิดปรากฎการณ์การปล่อยให้อาจารย์หรือใครทั้งนั้นเป็นเหยี่อของฝ่ายขวาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยคนส่วนใหญ่ไม่ทำอะไร หรือทนอยู่นิ่งเฉย - จำเป็นจะต้องมีการตอบโต้หรือสร้างภูมิคุ้มกันคนที่นำเสนอปัญหาบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมากันได้เสียที นักวิชาการที่ไม่แม้กล้าพูดอะไรเลย ก็น่าจะยังมีจริยธรรมในหัวใจกันบ้างจนกล้าลุกขึ้นมาล่ารายชื่อเรียกร้องการคุ้มครองนักวิชาการที่ทำงานอย่างซื่อตรงต่อวิชาชีพ

Panuda Da
หนทางมีไว้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมา
ย แต่ถ้าไม่มีคนเดิน มันก็ไม่มีวันบรรลุเป้าหมาย ระหว่างเส้นทางอาจต้องหยุดเพื่อ่ตั้งสติ เพื่อสะสมพลังอาจต้องอุดหูต่อเสียงสรรเสริญด่าทอข้างทางแต่ก็ยังต้องเดินต่อไป

Thorpe Kai ไม่เป็นไรคะ แล้วจะรออาจารย์กลับมา ขอบคุณสำหรับการจุดประกายทางความคิด ขอบคุณสำหรับความกล้าหาญที่อาจารย์ได้แสดงมันออกมา ขอบคุณสำหรับการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของการมีเหตุมีผลมาสนับสนุน คนเราต้องกล้าแสดงความคิดเห็นออกมา กล้าที่จะยืนอยู่บนความเชื่อของตนเอง แม้จะรู้สึกโดเดี่ยวเป็นบางหน อาจารย์ inspiration ดิฉันในหลายๆ เรื่องคะ

* * * * * * * * *


ข้อความ ต่อไปนี้ของคนโพสต์ที่ต่อว่าอาจารย์สมศักดิ์ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทางปัญญาอย่างเหลือเกินของพวกรอยัลลิสต์ฝ่ายขวา ที่ยอมจำนนต่อระบอบวิถีทาสอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไทยอีนิวส์จริงๆ แล้วไม่อยากเอาข้อความอันไร้สติและปัญญาเช่นนี้มาลง แต่เห็นว่าถ้าปล่อยให้การขีดเขียนอะไรก็ได้ในนามกระแสหลักเพื่อสร้างวาทะ กรรมแห่งการปลุกปั่น ปลุกระดม จนนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะไม่สามารถหยุดกระแสคลั่งได้

พวกเราจำเป็นจะต้องนำมาย้ำเตือน สติทางสังคมกันอยู่เรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ข้อเขียนที่ไร้หลักการ อิงแค่ความมืดบอดทางปัญญา มาทำร้ายคนที่ "คิดต่าง" ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่สังคมคน "ตาสว่าง" ไม่ได้ทำอะไร(อย่างมีเหตุมีผล) ในการตอบโต้กลับบ้าง

ช่วยกันประนามข้อเขียน "คลั่งเจ้า" ไร้สถิเหล่านี้กันบ้างเถิด อย่ายอมให้พวกเขาทำร้ายแกนนำ หรือนักวิชาการที่ทำงานโดยยึดหลักการแห่งประชาธิปไตย- คนแล้วคนเล่า - โดยที่พวกเราปล่อยให้เขาเหล่านั้นต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง แล้วก็สุดท้ายต้องยุติบทบาท หรือกลายเป็นพวกเสื้อเหลืองรอยัลลิสต์ เพราะทนแรงเสียดทานไม่ไหว

ขอให้กระแสการโจมตี ข่มขู่คุกคามอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นกระแสการโต้กลับของคนตาสว่างต่อพวกรอยัลลิสต์ฝ่ายขวา ช่วยกันประจานความคิดไดโนเสาร์​ ประจานพวกที่ไม่รู้จักคำว่า "ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์" ถูกมอบเมาจนหน้ามืดตามัว ยอมตนเป็นทาสศักดินา มาช่วยกันทำให้พวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นในสังคม

"คนตา สว่าง" ทั้งหลาย ต้องลุกขึ้นมาปกป้อง และสร้างภูมิคุ้มกันให้อาจารย์สมศักดิ์ และนักวิชาการหรือแกนนำคนอื่นๆ ที่กล้านำเสนอและตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง ไทยอย่างตรงไปตรงมา อิงหลักวิชาการ และอ้างอิงแหล่งที่มาได้มากมาย

ยิ่ง คนตาสว่างปกป้องนักวิชาการที่ทำงานอย่างซื่อตรงอย่างเข้มแข็งขึ้น ก็จะช่วยปูทางให้นักวิชาการที่ยังมีจริยธรรมและรู้จักความถูกต้องคนอื่นๆ กล้าลุกขึ้นมาเตือนสติสังคมที่กำลังถูกโหมกระหน่ำด้วยกระแส และการอัดฉีดงบประมาณหลายร้อย หลายพันล้านบาทเพื่อ "การปกป้องสถาบัน"

ขอจงโปรดอ่านและใช้วิจารณญาณของทุกท่านต่อข้อความโจมตีอาจารย์สมศักดิ์ด้านล่างนี้อย่างคนที่ปลดแอกทาสของตัวเองได้แล้ว . .

"คุณคือตัวแปลกปลอมของประเทศไทย...คุณไม่ต้องมาท้าคนไทย ไม่มีใครมารับคำท้าของคุณ คนสติดีคงไม่ไปข้องเกี่ยวกับคนสติแตก"

นายสมศักดิ์ ผู้ไม่เจียมตน รู้ไว้ คุณไม่อาจทำลายกำแพงศรัทธาของคนไทยได้
Posted by ทนายเบิ้ม

ไม่ว่าคุณจะเขียนกี่บทความ จะประดิษฐ์ถ้อยคำขึ้นมา จะขุด เสกสรรปั้นแต่งเรื่อง หรือว่าพยายามแหย่โทสะของคนหมู่มากเท่าไร ไำม่มีทางสำเร็จแน่นอน กำแพงแห่งศรัทธาของประชาชนคนไทย นั้นหนาแน่นนัก ยิ่งคุณตั้งใจทำลาย โดยการแซะเท่าไหร่ กำแพงนั้นก็จะแข็งแรงยิ่งขึ้นๆ เกินกว่าที่คุณ รวมทั้งผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายจะทำลายได้ ไม่มีทาง

คนที่ชื่นชมคุณ ยกย่องคุณ เป็นเพียงแค่ชนกลุ่มน้อย ที่แฝงตัวอยู่ ไม่กล้าที่จะมาแสดงความเห็น ความคิดในที่สาธารณะ คุณคือตัวแปลกปลอมของประเทศไทย เมื่อก่อนเวลาที่อ่านบทความสาร.....ของคุณ ผมเคยคิดว่าถ้าคุณมาอยู่ตรงหน้า ผมคงตบคุณหัวทิ่มดินไปแล้ว แต่ตอนนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำขึ้นมานั้น มันคือความพยายามของคนที่มีความคิดที่น่าสมเพทเวทนา คุณไม่ต้องมาท้าคนไทย ไม่มีใครมารับคำท้าของคุณ คนสติดีคงไม่ไปข้องเกี่ยวกับคนสติแตก

คุณเป็นผัก ผักที่แม่ค้าเด็ดขว้างทิ้ง ไม่นำมาใส่กระจาดวางขาย เพราะถูกเพลี้ยกินจนมีร่องรอย กฎหมายของประเทศ อาจทำอะไรคุณไม่ได้ เพราะคุณพยายามหลีกเลี่ยง เฉียดไปเฉียดมา ไม่ให้ตรงกับข้อความตามกฎหมาย แต่กฎแห่งกรรมรับรู้ ถึงเจตนาของคุณได้ และจะตามมาเอาคืนคุณ อย่าลำพองตนเองจนเกินไปนัก บทสุดท้ายของคุณ คงไม่ช้าไม่นาน ความเป็นไพร่นั้น ดูที่พฤติกรรม คิดอะไร ทำอะไร ย่อมรู้อยู่แก่ใจ คุณรู้ แต่แสร้งไม่รู้ หรือเปล่า

คนเราเห็นต่างกันได้ แต่ต่างแบบสุดโต่งของคุณหน่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่คุณกระทำอยู่ทุกวันนี้ มันเกินทน เกินจะเยียวยาได้ ถ้าคุณไม่อยากเป็นคนไทย กรุณาเอาทะเบียนบ้าน-บัตรประชาชน มาคืนแก่ทางราชการเสีย เลิกใช้สัญชาติไทย เพราะพฤติกรรมเยี่ยงนี้ คนไทยคงไม่อยากให้คุณมาอยู่ร่วมในประเทศ ขอให้คุณจงอัปเปหิตัวเองไปอยู่ ณ สถานที่อื่น ที่ไม่ใช่ผืนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้จะได้สูงขึ้นๆ เพราะไม่มีคุณอยู่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/hardcorelawyer/2011/04/05/entry-1

สาวกกั๊กรักลิ้มเสียดายล้านตั้งกลุ่มfb:มั่นใจพธม.เลือกการเมืองใหม่-Vote No ในเขตที่พรรคไม่ส่ง

ที่มา Thai E-News

ขณะที่ลูกพี่ยังมั่วๆกันอยู่ หัวโจกลิ้มให้โหวตโน แต่สมศักดิ์เคราแพะหัวล้าน อยากลงเลือกตั้ง สาวกพันธมิตรเลยตั้งกลุ่ม เฟซบุ๊คออกมาในแนวรักลิ้มเสียดายล้านว่า มั่นใจพันธมิตรส่วนใหญ่ เลือกพรรคการเมืองใหม่ และ vote no ในเขตทีพรรคไม่ส่ง

ขอเรียนเชิญสาวกพันธมิตรที่รักลิ้มเสียดายล้านเข้าไปกดถูกใจได้แร้นน ที่นี่

ส่วนพันธมิตรต่างแดนก็ดูเหมือนร้องเพลงคนละคีย์กับแกนนำในเมืองไทย ขณะที่ลิ้มและเวทีมัฆวานจิกหัวด่ารัฐบาลอภิสิทธิ์แบบสาดเสียเทเสีย เมื่อวานนี้ นายธัชพงศ์ จันทรปรรณิก แกนนำและผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ วอชิงตัน ดี.ซี.นัดพรรคพวกเสื้อเหลืองชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อรวมพลังเเสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความห่วงใยต่อประเทศชาติ และสนับสนุนรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการคืนความสงบเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง (ข่าวASTVผู้จัดการ)

การออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.เพื่อไทยกับดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง เดินสายสนทนาปราศรัยประชาธิปไตยกับคนเสื้อแดงและชาวไทยที่เรียกร้องประชาธิปไตยในวอชิงตันดีซี และหลายเมืองในอเมริกา (ข่าวเกี่ยวเนื่อง:เสื้อแดงจัดประชุมใหญ่สมัชชาไทยในอเมริกา จัดตั้งเครือข่ายต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยในมาตุภูมิ )

จาตุรนต์:พลังประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง

ที่มา Thai E-News

ในหลายเดือนมานี้เห็นได้ชัดว่า มีความพยายามที่จะขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นทั้งโดยการเรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ซึ่งก็มีการเตรียมการทำรัฐประหารอย่างเอาจริงเอาจังเกิดขึ้นจริงๆ และยังมีการเรียกร้องให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 อยู่จนทุกวันนี้

แม้เมื่อเร็วๆนี้ผู้นำเหล่าทัพจะได้ออกมายืนยันว่าจะไม่ทำรัฐประหารแต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองพัฒนาต่อไป จะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น การอ้างเหตุต่างๆนานาดังที่เกิดขึ้นในอดีตก็ยังอาจเกิดขึ้นได้เสมอ จึงจำเป็นต้องมีการอธิบายให้เป็นที่เข้าใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรที่ร้ายแรงเพียงใดก็ตามย่อมไม่มีความชอบธรรมสำหรับการรัฐประหารเพราะการรัฐประหารย่อมมีแต่ทำให้บ้านเมืองเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่เสมอ…

โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ที่มา เวบบล็อกจาตุรนต์

สิ่งที่ควรเสนอต่อฝ่ายต่างๆในสังคมไทย

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เขียนบทความเรื่อง”การเลือกตั้งยังมีความหมายอะไร”เผยแพร่ในเว็บไซท์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ก็ยังหาอ่านได้ในบล็อกของผม

ในบทความนั้นได้ให้ความเห็นไว้ว่า แม้การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นอาจไม่มีความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยประเทศทั่วไป เพราะเป็นการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม แต่ผู้ที่ต้องการให้บ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็ไม่สามารถละเลยหรือมองข้ามการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้

หากแต่ควรหาทางช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองให้มากที่สุด ซึ่งผมก็ได้เสนอไปบ้างแล้วว่าควรจะทำอะไรกันบ้าง

มาวันนี้ผมขอเสนอให้ชัดเจนมากขึ้นว่า สิ่งที่ควรทำนั้นน่าจะมีอะไรบ้าง ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอต่อทั้งผู้สนใจปัญหาบ้านเมืองเป็นการทั่วไป และโดยเฉพาะองค์กรหรือกลุ่มพลังประชาธิปไตยทั้งหลายที่ต้องการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้

ข้อเสนอเหล่านี้เกิดจากการมองพัฒนาการของสถานการณ์ทางการเมืองในระยะหลังๆมาจนถึงปัจจุบัน

ในหลายเดือนมานี้เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นทั้งโดยการเรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ซึ่งก็มีการเตรียมการทำรัฐประหารอย่างเอาจริงเอาจังเกิดขึ้นจริงๆและยังมีการเรียกร้องให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 อยู่จนทุกวันนี้

แม้เมื่อเร็วๆนี้ผู้นำเหล่าทัพจะได้ออกมายืนยันว่าจะไม่ทำรัฐประหารแต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองพัฒนาต่อไป จะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น การอ้างเหตุต่างๆนานาดังที่เกิดขึ้นในอดีตก็ยังอาจเกิดขึ้นได้เสมอ จึงจำเป็นต้องมีการอธิบายให้เป็นที่เข้าใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรที่ร้ายแรงเพียงใดก็ตามย่อมไม่มีความชอบธรรมสำหรับการรัฐประหาร

เพราะการรัฐประหารย่อมมีแต่ทำให้บ้านเมืองเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่เสมอ

การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความขัดแย้งที่รุนแรงของสังคม มีการแบ่งขั้วแบ่งข้างกันอย่างหนักจนทำให้เป็นการเลือกตั้งที่มีเดิมพันสูงมาก

ในขณะที่กรรมการไม่เป็นกลางและกลไกของรัฐก็อาจถูกใช้หรือไม่ก็เต็มใจเสียเองที่จะเป็นเครื่องมือให้กับผู้มีอำนาจ

ขณะที่ก็เป็นที่ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างเอิกเกริกเพื่อความพร้อมในการเลือกตั้ง การรณรงค์ป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญจำเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยการรวบรวมความเรียกร้องต้องการของตนและพัฒนาความคิดเหล่านั้นให้เป็นนโยบาย

ตลอดจนผลักดันให้นโยบายเหล่านั้นกลายเป็นสัญญาประชาคมที่พรรคการเมืองจะต้องสร้าง พัฒนานโยบายขึ้น และเมื่อพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมาแล้วก็จะมีความชอบธรรมที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติ

ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองที่พูดถึงนี้นอกจากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาหรือพัฒนาประเทศที่ต้องเสนอกันเป็นปรกติทั่วไปแล้ว สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องครอบคลุมถึงเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งก็คือทางออกจากวิกฤตทางการเมืองของประเทศ

เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและการปฏิรูประบบยุติธรรม ซึ่งน่าจะมีการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์มาอย่างเป็นระบบว่าจะแก้หรือปฏิรูปด้วยวิธีใด อย่างไร แล้วมานำเสนอเพื่อให้เป็นที่รับรู้และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวางด้วย

ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและให้เกิดความยุติธรรมนี้ ผมเคยเสนอความเห็นมาก่อนหน้านี้แล้วว่าทางออกควรเป็นการตั้ง สสร.ชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นหลัก ซึ่งควรจัดให้มีการทำประชามติเพื่อให้ปชป.ทั้งประเทศตัดสิน

รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และสภาพการทางการเมืองที่ผ่านมาได้ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของระบบพรรคการเมือง การเลือกตั้งและระบบรัฐสภาอย่างมาก จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังประชาธิปไตยในปัจจุบัน การเข้าร่วมในการเลือกตั้ง การสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งด้วยความนิยมในนโยบายและบุคคลากรของพรรคย่อมจะยิ่งเพิ่มพูนประสบการณ์และพัฒนาความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของการที่ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองด้วยมือตนเองมากยิ่งขึ้น

การตัดสินของประชาชนทั่วประเทศในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาถูกหักล้างไปด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ประกอบด้วยคนเพียงไม่กี่คนที่ไม่มีความยึดโยงใดๆกับประชาชนเลย ระบบ กติกาและกลไกเหล่านี้ก็ยังอยู่

ทำให้มองกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนหวยล็อค แต่การร่วมกันยืนยันว่าการกำหนดว่าใครควรเป็นผู้บริหารประเทศเป็นอำนาจของประชาชน ย่อมทำให้การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีก และถ้าหากเกิดขึ้นอีก ประชาชนก็จะเห็นต้นตอของปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยุติธรรมของประเทศชัดเจนยิ่งขึ้น

วิกฤตการเมืองของประเทศในขณะนี้เป็นปัญหายืดเยื้อที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขกันอีกนานทีเดียว การเลือกตั้งเป็นจุดผ่านจุดหนึ่งที่สามารถทำให้มีความหมายสำคัญได้ แต่ก็จะยังไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศได้ในทันที ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลดีต่อการสร้างและพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาวให้มากที่สุดได้อย่างไรนั่นเอง

จากสภาพการณ์ทางการเมืองดังกล่าวมานี้ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายและเป็นประโยชน์มากที่สุด ผมจึงมีข้อเสนอให้ผู้ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะองค์กรและบุคคลผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยทั้งหลายช่วยกันพิจารณาดังต่อไปนี้

1. ควรส่งเสริมผลักดันให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นให้ได้ ด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยกระทั่งคัดค้านต่อต้านความคิดความพยายามที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้งไม่ว่าจะโดยการทำรัฐประหารหรือการบิดเบือนตีความกฎหมายอย่างเช่นการอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ก็ตาม

2. รณรงค์ส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดจากการใช้อำนาจรัฐหรือการซื้อสิทธิขายเสียง

3. เสนอข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่างๆเพื่อให้พรรคการเมืองจัดทำนโยบายในการแก้ปัญหาของประเทศที่รวมถึงทางออกของวิกฤต การแก้ไขกฎกติกาให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม แล้วนำเสนอนโยบายนั้นต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมกันตัดสินว่าจะให้ใครเป็นรัฐบาลบริหารประเทศรวมทั้งจะแก้ปัญหาต่างๆของประเทศกันอย่างไร

4. สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายและบุคคลากรที่สามารถแก้ปัญหาของประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

5. ส่งเสริมให้ทุกฝ่ายยอมรับการตัดสินของประชาชน ยอมรับผลการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลตามวิถีทางในระบบรัฐสภาโดยปราศจากการก้าวก่ายแทรกแซงทั้งจากอำนาจอื่นใด และเปิดโอกาสให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารประเทศไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน

6. รณรงค์ต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งเพื่อให้มีการแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองของประเทศอันได้แก่ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่ยุติธรรม

ข้อเสนอดังกล่าวนี้เป็นข้อเสนอสำหรับการหาทางออกจากวิกฤตของสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและต่อเนื่องต่อไปในระยะยาว ในขณะที่เหตุการณ์ทางการเมืองกำลังชุลมุนกันอยู่นี้ หากจะมาช่วยกันคิดตั้งหลักกันด้วยความมีสติ การทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก็คงจะเป็นไปได้มากขึ้น

สำหรับสภาพเหตุการณ์ที่กำลังชุลมุนกันอยู่ในขณะนี้นั้น คงต้องขอแสดงความเห็นในโอกาสต่อไป

*****
บทความเกี่ยวเนื่อง

-จาตุรนต์:การเลือกตั้งครั้งต่อไป ยังจะมีความหมายอะไร

Friday, April 22, 2011

เครื่องมือทางการเมือง

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 เมษายน 2554)

ผู้สนใจแวดวงการเมืองไทย มักคุ้นชินกับแนวคิดประเภท "คน/กลุ่มบุคคลใด คน/กลุ่มบุคคลหนึ่ง ต้องตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกใช้สอยโดยคน/กลุ่มบุคคลอีกคน/กลุ่ม อยู่เสมอ" เป็นอย่างดี

ล่าสุด ความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้ใช้" กับ "ผู้ถูกใช้" หรือ "ผู้กระทำ" กับ "ผู้ถูกกระทำ" ทางการเมือง ก็ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ด้านหนึ่ง ก็มีผู้เห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรี "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ใช้ "กลุ่มคนเสื้อแดง" และ "พรรคเพื่อไทย" มาจนถึง "ทางแพร่ง" ที่ต้องเลือกว่าจะใช้ฝ่ายใดเป็นกำลังหลักทางการเมืองของตนเองในการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น

ในทางกลับกัน บางคนก็มองว่า "กลุ่มคนเสื้อแดง" หลากหลายกลุ่ม กำลังใช้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เคลื่อนไหว โดยพวกเขาไม่ได้ตกเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ของอดีตผู้นำแต่เพียงฝ่ายเดียว

กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ ต่างฝ่ายต่างใช้ซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ การกล่าวปราศรัยอัน "สุ่มเสี่ยง" และ "หวาดเสียว" บนเวทีเสื้อแดงของ "จตุพร พรหมพันธุ์"

ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดจากความคิดใคร่ครวญมาแล้วอย่างถ้วนถี่ในฐานะ "ผู้กระทำ" ทางการเมือง หรือบรรยากาศแวดล้อมอันเต็มไปด้วย "คนเสื้อแดง" ได้ปลุกกระตุ้นฉุดดึงให้ "จตุพร" ถลำนำพาตนเองไป "ไกลสุดกู่" ถึงขั้นนั้นกันแน่

เช่นกันกับบทบาทการลาออกจากพรรคเพื่อไทยของ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ที่สลับซับซ้อนไม่น้อย ทั้งในฐานะ "ผู้ถูกใช้" และตัวแสดงที่เป็น "ผู้กระทำ" ทางการเมือง

ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาให้ดี บรรดาพรรคการเมือง หน่วยงานภาครัฐบางหน่วย ตลอดจนแทบทุกองค์กรในสังคมการเมืองไทย

ก็ล้วนแล้วแต่สลับสับเปลี่ยนบทบาทของตนเองไปมาระหว่างการเป็น "ผู้ใช้" และ "ผู้ถูกใช้" อยู่ตลอดเวลา

ทั้งในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เรื่อยไปจนถึงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้น หากสภาพการเมืองในอนาคตหรือการเลือกตั้งครั้งหน้า จะส่งผลให้ความขัดแย้งของสังคมไทยคลี่คลายตัวลง หรือขมวดปมจนหนักหน่วงตึงเครียดยิ่งขึ้นและลุกลามไปอีกหลายปี

นี่ก็ย่อมเป็นผลลัพธ์มาจากการกระทำและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่าง "ผู้ใช้" กับ "ผู้ถูกใช้" หรือ "ผู้กระทำ" กับ "ผู้ถูกกระทำ" ในสังคมการเมืองไทยทั้งสิ้น

เนื่องจากลักษณะของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ "สองทาง" หรือ "หลายทิศทาง" ที่ปรากฏอย่างเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

ได้ทำให้เราตระหนักแล้วว่า ไม่มีใคร/องค์กรใดซึ่งข้องแวะกับการเมืองแม้เพียงคน/กลุ่มเดียว ที่จะมีสถานะเป็นเพียง "เครื่องมือที่ถูกใช้" หรือ "ผู้ถูกกระทำ" อยู่อย่างสม่ำเสมอ

โดยไม่เคยพลิกบทบาทของตนเองกลับไปเป็น "ผู้กระทำ" หรือผู้ฉวยใช้ประโยชน์จากบุคคลฝ่ายอื่นๆ และสถานการณ์ทางการเมืองในวาระต่างๆ เลย

หาเสียงลูกเดียว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ทําไมต้องตรึงราคาน้ำมันดีเซล?

คำถามนี้กระหึ่มขึ้นมาทันทีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจไม่เก็บภาษีน้ำมันลิตรละ 5.31 บาท

เพราะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธี

ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ทำลายระบบการเงินการคลังอย่างรุนแรง

หากย้อนกลับไปดูวิธีแก้ปัญหาน้ำมันดีเซลของนายอภิสิทธิ์

มองได้แค่มุมเดียวคือหาเสียงแบบประชานิยม!

นายอภิสิทธิ์เคยประกาศไว้ตั้งแต่ปีก่อนว่าจะไม่ยอมให้ราคาดีเซลเกินลิตรละ 30 บาท

จึงต้องทำทุกวิธีทาง อุ้มดีเซลไว้

ให้เหตุผลสวยหรูว่าไม่ต้องการให้กระทบภาคขนส่ง ไม่อยากให้ราคาต้นทุนสินค้าสูงขึ้น

นี่ก็หาเสียงกับชาวบ้านอีก!

ทั้งที่ความเป็นจริงแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลย

เพราะภาคการขนส่งทุกวันนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือเอ็นจีวี

ไม่ใช่น้ำมันดีเซล

จึงสรุปได้ว่าการอุ้มดีเซลเพื่อพยุงราคาสินค้าเป็นเพียงข้ออ้างหาเสียง

และมาตรการอุ้มดีเซลของนายอภิสิทธิ์ นอกจากจะทำลายระบบการเงินการคลังแล้ว

ยังทำลายการปลูกฝังเรื่องการประหยัดของคนไทยอีกด้วย

การไม่ปล่อยให้ราคาดีเซลเป็นไปตามกลไกของตลาด ทำให้คนยังรู้สึกว่าน้ำมันดีเซลถูก

เลยตะบันใช้กันแบบไม่บันยะบันยัง

ยอดการใช้น้ำมันดีเซลในช่วงที่รัฐบาลนี้อุ้มไว้พุ่งสูงพรวดขึ้นวันละ 1-2 ล้านลิตร

ผิดกับน้ำมันเบนซินที่ราคาเป็นไปตามตลาดโลก

คนใช้รถรับสภาพเข้าสู่โหมดประหยัดไปโดยอัตโนมัติ

ลดปริมาณการใช้รถลง

ตรงนี้เคยมีคนเตือนนายอภิสิทธิ์แล้วว่าควรปล่อยลอยตัวราคาดีเซล

เพราะหากไปแทรกแซง จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

แต่ถึงตอนนี้ก็ถือว่าสายเกินไปแล้ว

เพราะกองทุนน้ำมันกว่า 2 หมื่นล้านบาทก็ถูกรัฐบาลชุดนี้ใช้ไปเกือบหมดในการอุ้มดีเซลและแอลพีจี

เหลือไม่ถึง 3 พันล้าน

นายอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือก จึงต้องลดภาษีน้ำมัน

ทำให้รัฐสูญเสียรายได้อีกกว่า 4 หมื่นล้าน

ทั้งหมดนี้เพียงเพราะต้องการหาเสียง ทำทุกวิธีทางให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก

ชาวบ้านต้องไตร�ตรองเอาเองแล้วกันว่า

ยังจะให้โอกาสนายอภิสิทธิ์กลับมาบริหารประเทศอีกหรือไม่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 22/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





มันใช้เล่ห์ เพทุบาย หมายปลุกปั่น
อย่าหุนหัน เอนโอน โหนกระแส
มันหาทาง เบี่ยงเบน เล่นไม่แฟร์
เผยทาสแท้ เบ็ดเสร็จ เผด็จการ....

เขาสร้างเรื่อง ใส่ร้าย แล้วป้ายสี
ดูให้ดี อย่าถลำ ทำห้าวหาญ
ล้วนแต่คน ต่ำช้า วิชามาร
คือสันดาน พวกนี้ ที่ใช้มา....

อย่าไปเต้น ตามเขา เราค่อยคิด
ถูกหรือผิด เห็นได้ ในไม่ช้า
มันรวมหัว หลอกลวง ปวงประชา
สร้างภาพว่า เลิศหรู มันดูดี....


บนเส้นทาง เผด็จการ สามานย์นัก
จึงประจักษ์ แจ่มแจ้ง แสดงถี่
ล้วนแต่เรื่อง ระยำ ทำอัปรีย์
พวกกาลี คิดแต่ชั่ว หลงตัวเอง....

จงรู้เขา รู้เรา เฝ้าวิเคราะห์
มันจำเพาะ เจาะเวลา มาข่มเหง
ตั้งสติ อย่าพยายาม เต้นตามเพลง
ได้เห็นเอง มันคนไหน จัญไรจริง....

คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และเกาะติด
ปิดไม่มิด เพราะพวกชั่ว มั่วทุกสิ่ง
มันแต่งเรื่อง อำพราง คอยอ้างอิง
เจอของจริง วันไหน เตรียมไชโย....


๓ บลา / ๒๒ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ทหารไทย-กัมพูชาปะทะกันที่ปราสาทตาควาย

ที่มา ประชาไท

โฆษกกองทัพบกแถลงทหารไทย-กัมพูชาปะทะกันเช้านี้ที่ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย โดยขณะนี้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ปะทะแล้ว ล่าสุดเมื่อ 11.00 น. มีการหยุดยิงแล้วทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 4 นาย เจ็บ 13

เมื่อเวลา 06.00 น.วันนี้ (22 เม.ย.) ที่ชายแดน จ.สุรินทร์ เกิดการประทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ที่ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย บ้านไทยสันติสุข อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกองร้อยทหารพรานที่ 23 โดยมีรายงานการระดมยิงใส่กันด้อย่างต่อเนื่อง และถึงขณะนี้ (07.30 น.) ก็ยังมีการปะทะกันอยู่ เบื้องต้นยังไม่ทราบความเสียหาย

ล่าสุดในเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ ได้รายงานเมื่อเวลา 07.46 น. ว่า พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ได้แถลงยอมรับว่ามีการปะทะเกิดขึ้นจริงบริเวณใกล้ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม มีกระสุนปืนเล็ก และกระสุนปืนใหญ่ ยิงเข้ามาตกใกล้ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือน

ทั้งนี้เสียงปืนใหญ่ดังติดต่อเป็นระยะ ได้ยินไปถึงอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง มีการอพยพชาวบ้าน หมู่บ้านไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรัก ไปยังบ้านตาลวก อำเภอเดียวกัน ขณะที่ชาวบ้านระบุว่า เห็นเจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บ 3-4 นาย

นอกจากนี้เมื่อเวลา 07.49 น. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ได้รายงานสถานการณ์ปะทะดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย โดยรายงานว่าทาง อบต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้ประกาศเสียงตามสายให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพถ้าจำเป็น

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. เสียงปืนใหญ่ที่ยิงโต้ตอบจากฝ่ายไทยเข้าไปยัง ฝ่ายกัมพูชาได้เงียบลง ขณะที่มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบครั้งนี้จำนวน 13 นาย และเสียชีวิต 4 นาย โดยรายชื่อทหารไทยที่เสียชีวิต ประกอบด้วย 1.จ.ส.อ.วิทยะ สวนชูผล สังกัด กองร้อยทหารพรานจู่โจม ที่ 960 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ต.เมียง อ.พนมดงรัก 2.จ.ส.อ.บุญรัตน์ สุขจิตร กองร้อยทหารพราน ที่ 2606 ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กรมทหารราบที่ 23 พัน 4 3.พลทหาร บุญฤทธิ์ ชางาม กองร้อยทหารพราน 2606 และ 4.ส.อ.ประเวช หาราช กองร้อยทหารพราน ที่ 2606 ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2

ข่าวตื่นปฏิวัติ และข้อคิดของข่าวลือจากกาหลิบ

ที่มา Thai E-News



ทหารขยับ-ทีวีจอดับทั่วปท. ตื่นปฏิวัติ! ดาวเทียมไทยคม5ทำป่วน
มาร์คสะดุ้งเช็คข่าวราบ.11 แดงไวไฟเตรียมลุกฮือต้าน
บูรพาพยัคฆ์อึ่มรอรับคำสั่ง นปช.ปูดเตรียมยึด"อำนาจ"

แนวหน้า, 22 เมษายน 2554

ตบเท้าจอมืดตื่นปฏิวัติ สุดท้ายแค่‘ไทยคม’ขัดข้อง/
‘มาร์ค-นปช.’เช็กข่าววุ่น

ไทยโพสต์, 22 เมษายน 2554

'ไทยคม5'ขัดข้องทีวีล่มนปช.ตื่นปฏิวัติ-อุดรฯเปิด'ตำบลเสื้อแดง'
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 21 เมษายน 2554



ข้อคิดของข่าวลือ
ที่มา คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
โดย กาหลิบ
22 เมษายน 2554

มีข่าวลือมากมายตลอดวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องทหารบกกำลังจะก่อการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร มีข่าวการเคลื่อนกำลังพล รถถัง รถเกราะ และอื่นๆ จุดนั้นบ้างจุดนี้บ้าง และไปรวมกันที่ ร.๑๑ รักษาพระองค์ มีข่าวลือเกี่ยวกับการยึดสถานีโทรทัศน์ เพราะสัญญาณหายไปหลายชั่วโมง และมีข่าวลือเกี่ยวกับอาการป่วยไข้ของบุคคลสำคัญ ซึ่งทำให้ความเชื่อเรื่องยึดอำนาจทวีความเข้มข้นขึ้น

สุดท้ายก็เกิดการปะทะกันที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่ปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง มีทหารตายและบาดเจ็บจริงไม่ใช่ข่าวลือ

ทั้งหมดนี้นอกจากจะชี้ว่า เมืองไทยทั้งเมืองกำลังอยู่บนปากเหว ความขัดแย้งลึกซึ้งทางการเมืองที่ยกระดับขึ้นไปสู่ระดับระบอบทำให้เกิดสภาพ การขาดความไว้วางใจในกันและกันอย่างรุนแรง สภาพเช่นนี้ถือกันในทางการทูตและทางทหารว่า มีอันตรายสูง เพราะเหตุเล็กน้อยในลักษณะน้ำผึ้งหยดเดียวก็สามารถจุดชนวนการใช้กำลังและความรุนแรงได้

เหมือนมหาอำนาจนิวเคลียร์ในทศวรรษที่ ๑๙๖๐-๑๙๙๐ ซึ่งหวาดระแวงสูงถึงขั้นวิตกจริต ขนาดจ่อนิ้วไว้ที่ปุ่มปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ตลอดเวลา ในสภาพจิตเช่นนั้นใครทำอะไรปังขึ้นมาก็ผวาตกใจและอาจปล่อยอาวุธล้างโลกออกมาได้ทุกเมื่อ

แต่เราล้วนมีสติปัญญา แม้กระทั่งข่าวลือที่ไร้มูลความจริงหรือมีจินตนาการเสริมแต่งอยู่มาก เราก็นำมาใช้ประโยชน์ได้หากวิเคราะห์ได้ถูกต้องและรอบคอบ ที่สำคัญคือนำมาใช้เป็นการ ซ้อมใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับฝ่ายประชาชนได้

ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้มีสภาพจิตใจที่เหมือนน้ำเดือดอยู่ในกาตลอดเวลา ความหลุกหลิกและแปรปรวนไปได้ตามสั่งจากที่สูงทำให้เกิดความเครียดทั้งต่อตัว เองและองค์กรภายใต้บังคับบัญชา เราก็คงจะประมาทมิได้ แต่ขณะเดียวกันไอความร้อนที่ล้นออกมาให้เห็น ก็ใช้เป็นมาตรวัดอุณหภูมิในสิ่งที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นได้และเราก็ควรใช้

ความไม่มั่นใจในตัวเองอันเนื่องมาจากปัญหา ทหารเสือราชินีและ วงศ์เทวัญตลอดจนทหารอื่นๆ ที่คลื่นเหียนวิงเวียนกับการเมืองในกองทัพประเภทนี้ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้มีแนวโน้มที่จะ เกินหรือ “over-react” อยู่เป็นประจำ การเป่าหูจากบทบาทของ ฝ่ายในซึ่ง เป็นผู้มีความรู้ แต่ใช้ความรู้นั้นปั่นให้เกิดความคิดแบ่งแยกระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและ เสรีนิยมผ่านสามีที่ตื้นเขินกว่า ก็ยิ่งทำให้ การเมืองวงไพ่ครอบงำการเมืองไทยเป็นอย่างสูงขนาดมองไม่เห็นทางออก

ข้อคิดจากการฟังคำให้สัมภาษณ์หรือสีหน้าท่าทีกิริยาของพลเอกประยุทธ์ฯ คือเราอาศัยสิ่งเหล่านี้ไปวัดประเมินข่าวสารต่างๆ ที่ไหลเข้ามาได้ ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่สาระหรือเขาพูดอะไร แต่อยู่ที่เขาพูดอย่างไร เมื่อไหร่ และ น็อตหลุดกับคำถามประเภทใด

ถึงผู้บัญชาการทหารบกในวันนี้ไม่ใช่ ผู้สั่งการอิสระเป็นเพียงผู้รับคำสั่งหรือสัญญาณให้เตรียมลงมือปฏิบัติการ แต่การสังเกตวิธีปฏิบัติการในบางครั้งก็ช่วยเราได้มาก

การตัดสัญญาณโทรทัศน์และปิด gateway อินเตอร์เน็ตโดยอ้างว่า ดาวเทียมหลุดวงโคจรเราถือได้เลยว่าเป็นการซ้อมใหญ่ของนโยบาย จอมืดหรือ “blackout” อัน เป็นวัตรปฏิบัติปกติในยามยึดอำนาจ สิ่งที่เราต้องคิดคือการสื่อสารระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ ในฝ่ายประชาชนจะทำอย่างไร วันนั้นหายไปเพียงสามชั่วโมงเราก็งุ่นง่านและสับสนกันแล้ว ใครที่มีประสบการณ์และพลังสมองในแง่นี้ ได้โปรดชี้ทางสว่างให้กับมวลมหาประชาชนด้วย

โลกปัจจุบันถูกชักจูงให้เดินตามกระแส “hi-tech” โดยทำให้รู้สึกว่าทันสมัยกว่าและ ดีกว่าเดิม แต่การรักษาวิธีสื่อสาร “low-tech” ก็อาจมีประโยชน์ในยามที่อำนาจรัฐเข้าเกาะกุมและครอบงำสื่อ hi-tech ได้

เรื่องนี้ก็ควรคิดต่อกันให้มาก

ข่าวเรื่องสุขภาพบุคคลก็เป็นข้อคิด มวลชนต้องทำใจล่วงหน้าว่าเราจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เขาจะยอมให้รู้ว่าเกิด อะไรขึ้นจริง กลุ่มอำนาจที่กำลังยื้อแย่งกันอย่างชุลมุนจะต้องรู้ก่อนและเคลื่อนตัวก่อน เพื่อความลงตัวในอำนาจของฝ่ายเขา โอกาสที่เราจะรู้ข่าวพร้อมกับฝ่ายเขามีน้อยถึงน้อยที่สุด ความสับสนก็จะมีมากจนถึงขั้นลงมือปฏิบัติใดๆ ไม่ได้เพราะขาดความมั่นใจ

ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยผู้มีฐานข้อมูลปิดลับและเปิดเผยดีกว่าประชาชนทั่วไป จะต้องออกมาทำหน้าที่นี้ ข่าวไทยไม่จำเป็นต้องออกมาจากเมืองไทย แต่ส่งผลกลับไปที่เมืองไทยได้มากมาย

หากเรามีแนวทางการเมืองที่ชัดเจนเสียอย่าง แม้แต่ข่าวลือยังมีประโยชน์.

-----------------------------------------------------------------------------------

สนับสนุน "กาหลิบ" และทีมงาน สมัคร SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ.10.00-18.00น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com/

1ปี ต่อมา...ฝรั่งเสื้อแดงให้สัมภาษณ์นสพ.ออสซี่ที่มียอดผู้อ่านครึ่งล้าน : มันน่าสพรึงกลัว แต่ก็เป็นภารกิจที่ผมต้องร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์ The West Austalian

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หนังสือพิมพ์ The West Austalian รายสัปดาห์ได้ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานสัมภาษณ์นายเดวิด โคเนอร์ เพอร์เซล ชาวออสเตรเลีย ที่เคยถูกยิงบาดเจ็บในการร่วมประท้วงในไทยเมื่อปีกลาย และเข้าร่วมการต่อสู้กับคนเสื้อแดง จนถูกจับกุมนาน 89 วัน ก่อนจะเดินทางกลับประเทศ ในหัวข้อข่าวเรื่อง BANGED UP IN BANGKOK : Romance pulls WA Red Shirt follower

มีผู้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มากกว่าครึ่งล้านคน รายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้


ชายชาวออสเตรเลียตะวันตกซึ่งถูกยิง 2 นัด แล้วจับขังคุกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯนานถึง 89 วัน ได้ทบทวนหวนรำลึกว่า เขาได้กลายเป็นชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงในหมู่คนเสื้อแดงของประเทศไทยขึ้นมาได้อย่างไร พร้อมทั้งเตรียมการต่อสู้อย่างไรในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ใกล้เข้ามาถึง

เขากลับมาที่เมืองเพิร์ธเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำคลองเปรมเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน ,โคเนอร์ เพอร์เซล วัย 30 ปีเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ซึ่งทำให้กรุงเทพฯเป็นอัมพาตเมื่อปีที่แล้ว

การโดดเข้าร่วมทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เมื่อชายผู้ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียตะวันตกกล่าวว่า ในวันนั้นกองกำลังทหารยิงสังหารผู้ประท้วงที่ปราศจากอาวุธไปอย่างน้อย 12 ศพ

"กองทัพใช้พลซุ่มยิงในตำแหน่งรอบๆบริเวณผู้ประท้วงและสุ่มยิงไปยังประชาชน"เขากล่าว"ทหารยิงทั้งเด็ก,ผู้หญิง,หน่วยแพทย์พยาบาล ขณะที่มีการออกข่าวทางราชการว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริง แต่ผมเห็นพลซุ่มยิง(sniper)เต็มไปหมด"

สำหรับตัวเขาโดนยิงด้วยแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง 2 นัดที่สะโพก เป็นเหตุให้เสียเลือดไปมาก นายเพอร์เซลเลยถูกหามออกจากพื้นที่ประท้วงไปใส่รถพยาบาล

วันต่อมาผู้จัดการการประท้วง ได้มาพบเขา และชักชวนให้เขาขึ้นเวทีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาสู่สาธารณชน

นั่นเป็นเหตุให้เวลาต่อมาในวันที่ 22 เมษายน 2553 เขาได้ไปปรากฎตัวบนเวทีผู้ชุมนุมประท้วงที่ราชประสงค์ (ดูรายงานข่าวBangkok Post:Wounded Australian on handouts takes to red shirt stage)

เรื่องที่เขากล่าวปราศรัยถูกแปลถ่ายทอดไปยังผู้ชุมนุมประท้วงราว 200,000 คน "ผมว่ามันน่าสพรึงกลัวมากทีเดียว แต่มันเป็นภารกิจที่ผมจำเป็นต้องทำ และเมื่อหวนกลับไปถึงวันนั้นผมก็ยังดีใจที่ได้ทำมันลงไป"









น่าอัศจรรย์ที่ว่าเสียงของเขาบนเวทีตรึงฝูงชนผู้ประท้วง ซึ่งก็รวมทั้งหญิงอายุ 35 ปีที่ได้เข้ามาขอจับมือเขาหลังจบการปราศรัย "หลังการปราศรัยหนแรกบนเวทีของผม จันทร์เพ็ญก็ตามหาตัวผม และเธอแสดงความชื่นชมเขามาก

ในท่ามกลางการประท้วงอันดุเดือด เรื่องราวสายสัมพันธ์ของเขากับมิตรสหายเสื้อแดงชาวไทยก็งอกงามขึ้นตามลำดับ

ในเดือนพฤษภาคม 2553 เขาได้ขึ้นเวทีปราศรัยอีก2ครั้ง และได้กล่าวในฐานะประจักษ์พยานเห็นสไนเปอร์ยิงสังหารผู้ประท้วง

"มันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และหากคุณรู้คุณเห็นแล้วไม่พูดออกมา อาชญากรรมนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกต่อไป"เพอร์เซลกล่าวตอบข้อซักถามว่า ในฐานะชาวต่างชาติเขาต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์การเมืองในประเทศไทยทำไมด้วย?

ต่อมาในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้นำการประท้วงยอมเข้ามอบตัวต่อรัฐบาล หลังเหตุการณ์ไม่สงบยุติลง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ศพ เจ้าหน้าที่รัฐบาลมาหาตัวนายเพอร์เซลและจับกุมไปเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2553

ในวันแรกของการคุมขัง สภาพเรือนจำเป็นไปอย่างทารุณ เขาถูกโยนเข้าไปอยู่อย่างยัดเยียดร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆอีก 31 คน
ข้อหาที่เขาถูกจับกุมคือการละเมิดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินมีโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งนายเพอร์เซลปฏิเสธข้อกล่าวหา และร้องขอให้นำเขาขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

ทว่าท้ายสุดแล้ว คนเสื้อแดงระดับอาวุโสกับจันทร์เพ็ญได้โน้มน้าวให้เขาสารภาพ

"เพื่อนมิตรเสื้อแดงที่มาเยี่ยมในเรือนจำทุกคนโน้มน้าวผมว่า ให้คุณทำใจกล่าวรับสารภาพข้อกล่าวหาไปเถอะ เพราะพวกเราอยากให้คุณได้ออกจากคุก"เขากล่าว"พวกเขาบอกผมว่าคุณอยู่ในคุกไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่หากคุณได้ออกมาเป็นอิสระ คุณจะได้ออกไปเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเราคนเสื้อแดงได้"

เขาได้เดินทางกลับออสเตรเลียเมื่อเดือนกันยายนปี2553 และได้อุทิศตัวเป็นปากเสียงให้คนเสื้อแดงในประเทศไทย และถือโอกาสเยียวยาความป่วยไข้จากโรคเครียดของเขาที่ได้รับมาจากเมืองไทย

โฆษกของทางการไทยเปิดเผยว่าเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในปีที่แล้วยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-สื่อออสซี่เปิดสายใยมิตรร่วมรบหมอเสื้อแดงกับหนุ่มจิงโจ้ ก่อนกลับออสเตรเลียแฉความจริงในแดนเถื่อน


-Conor Purcell:Be Strong Be United You will win.



-คลิปวิดิโอ ดร.จิม เทเลอร์ และแกนนำThai Red Australia







-คารวะหัวใจThai Red Australia

-ดร.จิม เทเลอร์ บทความวิชาการ:สำคัญกว่าชีวิตคน:ความตายของ'Central World'และการก่อกำเนิดใหม่ -เสื้อแดงกับการสร้างตำนานทางวัฒนธรรมของกฎุมพีชาวกรุง

มองญี่ปุ่น มองไทย

ที่มา Thai E-News





จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกับเรา มีสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกับเรา ใช้ระบบรัฐสภาเช่นเดียวกับเรา แต่ที่แตกต่างจากของเราคือ ญี่ปุ่นไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเรา การแก้ไขปัญหาต่างๆสามารถแก้ไขได้อย่างฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในฐานะที่เคยศึกษาหาความรู้และใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นระยะหนึ่ง ผมมองการกู้ภัยของญี่ปุ่นภายหลังจากการประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับการกู้ภัยจากน้ำท่วมภาคใต้ของไทยแล้วให้ห่อเหี่ยวใจเป็นยิ่งนัก

แน่นอนว่า นอกจากความเป็นเลือดบูชิโดที่ทรหดอดทน และมีความเป็นระเบียบวินัยแล้ว อย่างอื่นญี่ปุ่นแทบจะไม่มีอะไรเหนือกว่าไทยเลย นอกจากการมีการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาค

อีกทั้งการเปิดประเทศของญี่ปุ่นยังเปิดทีหลังไทยเสียอีก รถไฟก็เข้ามาพร้อมๆกัน มิหนำซ้ำญี่ปุ่นยังตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลก โดนระเบิดปรมาณูถล่มที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเสียหายอย่างยับเยิน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชีย มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยว และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีองค์พระจักรพรรดิหรือกษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย

ญี่ปุ่นจัดโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากไทยที่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาครวมอยู่ด้วย

การบริหารราชการส่วนกลาง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบรัฐสภา มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ รัฐสภาเป็นระบบ 2 สภา ประกอบด้วยวุฒิสภา (House of Councilor) และสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative)

สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 480 คน โดยมาจากการเลือกตั้งแบบเขตละ 1 คน จำนวน 300 คน อีก 180 คน มาจากการเลือกตั้งในระบบสัดส่วน มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า ซึ่งมาจากหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศร่วมกับคณะรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบกระทรวงและหน่วยงานต่างๆที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวงทั้งหมด 11 กระทรวง

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

การปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคณะผู้ยึดครองของสหรัฐฯ ที่เข้ามาจัดระเบียบทางการเมือง การบริหาร และระบบเศรษฐกิจ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติให้การปกครองท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบการปกครองของรัฐ และยังมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นเป็นการเฉพาะอีกด้วย คือกฎหมายปกครองตนเองของท้องถิ่น(Local Autonomy Law) ซึ่งประกาศใช้ในปีเดียวกับรัฐธรรมนูญ

กฎหมายปกครองตนเองส่วนท้องถิ่น จัดระดับชั้นการปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นออกเป็น 2 ชั้น (Two-Teir System) คือ ระดับบน (Upper Tier) ได้แก่ จังหวัด (Prefecture) และ ระดับล่าง (Lower Tier) ได้แก่ เทศบาล (Municipal) จึงมีผลทำให้จังหวัดมีพื้นที่ในการดำเนินงานครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลทั้งหมดที่ขึ้นตรงต่อจังหวัด

อย่างไรก็ตาม จังหวัดและเทศบาลมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เท่าเทียมกัน ไม่ได้หมายความว่า เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้สังกัดจังหวัดเพียงแต่แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน ดังนั้น จังหวัดจึงมีอำนาจเพียงให้คำแนะนำและแนวทางแก่เทศบาลเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจสั่งการเทศบาลได้

อำนาจหน้าที่ของจังหวัด มีในเรื่องที่เกี่ยวกับ กิจการตำรวจซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ / การควบคุมดูแลโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การวางผังเมือง ถนนทางหลวง แม่น้ำ เคหะชุมชน ฯลฯ

ซึ่งผังเมืองเชียงใหม่หมดอายุไปตั้ง 5 ปีแล้วยังประกาศใช้ใหม่ไม่ได้เลยเพราะติดอยู่ที่กรมโยธาธิการและ ผังเมืองที่นั่งเขียนอยู่ที่กรุงเทพฯ/ บริหารจัดการโรงเรียนมัธยมปลาย การจัดสรรเงินเดือนและสวัสดิการของครู/ สวัสดิการสังคม ได้แก่ สวัสดิการเด็ก สวัสดิการผู้สูงอายุ/ การสาธารณสุขและอนามัย / การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม เช่น การสร้างศูนย์อุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดการลงทุน ฯลฯ

หัวหน้าฝ่ายบริหารของจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Governor) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี สามารถแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติงานได้ โดยต้องให้สภาจังหวัดให้การรับรองก่อนเข้ารับตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด มีในเรื่องที่เกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายต่างๆเพื่อให้สภาจังหวัดพิจารณา/การเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้สภาจังหวัดอนุมัติและบริหารงบประมาณตามที่ได้รับการอนุมัติ/ จัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าปรับต่างๆแล้วส่งส่วนกลาง 40.3 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 59.7 เปอร์เซ็นต์เก็บไว้บริหารจังหวัด ซึ่งตรงกันข้ามกับของไทยที่กรมสรรพากรเป็นผู้เก็บแล้วส่งกลับมาตามแต่ใครจะมีฝีมือในการล็อบบี้ โดยเหลือภาษีเล็กๆน้อยๆให้ท้องถิ่นไว้แทะกระดูก เช่น ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ฯลฯ

แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 40 จะเคยบัญญัติให้ตั้งงบประมาณแผ่นดินให้ท้องถิ่นร้อยละ 35 แต่ รัฐธรรมนูญปี 50 ก็แกล้งลืมไปเสีย

ปัจจุบันงบประมาณที่ให้ท้องถิ่นของไทยเราอยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น น่าอายจีนที่ถึงแม้นว่าจะเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ยังคืนให้ท้องถิ่นถึง 69 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลางเอาไปเพียง 31 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดยังมีอำนาจในการอนุมัติสัญญา จัดตั้ง บริหารกิจการสาธารณะและยุบเลิกกิจการสาธารณะ/ แต่งตั้งและปลดรองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งไทยเราทำไม่ได้ อย่าว่าแต่แต่งตั้งหรือปลดรองผู้ว่าฯเลย ย้ายยังทำไม่ได้เลย

ที่เชียงใหม่สมัย 10 กว่าปีมาแล้ว ผู้ว่ากับรองผู้ว่าไม่ถูกกัน ต่างคนต่างเส้นใหญ่ทั้งคู่ ย้ายก็ไม่ได้ ผู้ว่าเลยไม่มอบงานให้ทำเสียอย่างนั้น รองผู้ว่าก็เลยกินเงินเดือนฟรีโดยไม่มีงานทำ/ แต่งตั้งและบริหารเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น/ อำนาจในการยุบสภาจังหวัด ซึ่งบ้านเราต้องรายงานกระทรวงมหาดไทย

ที่สำคัญที่ข้าราชการภูมิภาคทั้งหลายในปัจจุบันที่กังวลว่า เมื่อมีการรณรงค์ให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคก็คือจะเอาข้าราชการส่วนภูมิภาคไปไว้ไหน

ซึ่งในเรื่องนี้อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดของญี่ปุ่นจะดูแลข้าราชการที่สังกัดส่วนกลาง(ซึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหน่วยงานด้านวิชาการ)ที่ทำงานอยู่ในจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเป็นตัวแทนรัฐบาลกลางเพื่อดำเนินกิจการแทนให้สำเร็จลุล่วงตามกฎระเบียบและแนวทางที่รัฐบาลกลางวางไว้ เพราะจังหวัดมิใช่รัฐอิสระแต่อย่างใด

ส่วนข้าราชการที่เหลือทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นข้าราชการที่สังกัดจังหวัด ขึ้นการบังคับบัญชากับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะถูกกลั่นแกล้งโยกย้ายข้ามประเทศเหมือนไทยเรา

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกับเรา มีสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกับเรา ใช้ระบบรัฐสภาเช่นเดียวกับเรา แต่ที่แตกต่างจากของเราคือ ญี่ปุ่นไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเรา การแก้ไขปัญหาต่างๆสามารถแก้ไขได้อย่างฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับของไทยเราแล้วจะเห็นได้ว่า ประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) คือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรวบอำนาจการช่วยเหลือและงบประมาณอยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งต้องพึ่งพาการรายงานข้อมูลของข้าราชการ เช่น มีผู้เข้าเกณฑ์ได้รับการช่วยเหลือกี่ครัวเรือนในแต่ละพื้นที่ ฯลฯ

ที่แย่กว่านั้นผู้ประสบภัยปีที่แล้วยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของการรวมศูนย์อำนาจที่แตกต่างจากญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง ที่ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ มิใช่รอ การสั่งการส่วนกลางโดยผ่านราชการส่วนภูมิภาคเช่นนี้

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า แทนที่จะรวมศูนย์อำนาจอยู่แต่ในส่วนกลาง เพราะการรวมศูนย์อำนาจก็คือการรวมปัญหาเข้ามา หากเราแก้ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจนี้ได้ ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งก็คือการป้องกันการรัฐประหารได้อย่างชะงัด เพราะไทยเราที่ผ่านมาหากสามารถเคลื่อนรถถังเก่าๆไม่กี่คันยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์ ก็สามารถยึดอำนาจได้แล้วเพราะอำนาจมันรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง แต่หากเราให้อำนาจไปอยู่ที่ท้องถิ่นทั่วประเทศดังที่ว่าแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะยึดอำนาจได้โดยง่าย

ดังตัวอย่างของญี่ปุ่นที่ผมยกขึ้นมาให้เห็นว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายให้อำนาจแก่ท้องถิ่น ญี่ปุ่นไม่เคยมีการยึดอำนาจเลย เพราะอำนาจไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวงที่เดียวเหมือนของไทย

ขณะนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นกับโครงการจังหวัดจัดการตนเองร่วมกับอีก 25 จังหวัดเป็น 26 จังหวัดประกอบไปด้วย 8 จังหวัดภาคเหนือ 8 จังหวัดภาคอีสาน 5 จังหวัดภาคกลางและ 5 จังหวัดภาคใต้ พร้อมแล้วในการขับเคลื่อนเสนอร่างกฎหมายในปี 2555 เพื่อยกเลิกการบริหาราชการส่วนภูมิภาค โดยให้มีเฉพาะราชการส่วนกลางกับราชการส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด โดยใช้ญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ คือมีทั้งจังหวัดและเทศบาลที่เป็นท้องถิ่นอยู่ด้วยกัน ซึ่งแตกต่างจาก กทม.ที่มีท้องถิ่นเพียงระดับเดียวคือระดับจังหวัดเท่านั้น

แล้วจังหวัดคุณล่ะพร้อมหรือยัง
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เพื่อไทยแฉอมเงินช่วยน้ำท่วมใต้



DSI อยู่ที่ไหน? ผู้ก่อการร้ายตัวจริงรออยู่ที่นี่

ที่มา Thai E-News




โดย ปาแด งา มูกอ
22 เมษายน 2554

ขณะที่ทางสามจังหวัดชายแดนใต้ กำลังร้อนระอุไปด้วย คาร์บอมบ์ มอเตอร์ไซด์บอมบ์ ยิงถล่มด้วยระเบิดเอ็ม 79 ที่เกิดจากการกระทำของบรรดากลุ่มผู้ที่ รัฐบาลให้เกียรติเป็นอย่างยิ่งที่เรียกท่านเหล่านั้นว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” เยี่ยมมากครับ อ้ายห่วย

แต่พอกลุ่มเสื้อแดงปิดถนน ปราศรัยร้องเพลง แกล้มด้วยด่ารัฐบาล แค่นั้น.. รัฐบาลขี้เท่อถึงกับตั้งข้อหาว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ทั้งที่ไม่เห็นจะมีคาร์บอมบ์ เมอร์เตอร์ไซด์บอมบ์ ตูมตามที่ไหนซักแห่ง (ยกเว้นกลุ่มเสื้อเหลือง ที่มีนายตำรวจเสล่อบรรทุกระเบิดมาเอง ต่อสายชนวนระเบิดผิดเอง ก็เลยต้องตายเอง คารถของตัวเอง)

อ้าว...ล้อมวงเข้ามาบรรดารัฐมนตรีขี้เท่อทั้งหลาย มาฟังผมบรรยาย ถึงข้อเท็จจริงในสามจังหวัดชายแดนใต้ว่า ไอ้พวกที่มันวางระเบิดทุกวี่ทุกวัน พวกมันเป็น “กลุ่มก่อความไม่สงบ” หรือเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” เพื่อประดับสติปัญญาเอาไว้ เผื่อตายไปจะได้ไปเล่าให้ท่านยมทูติได้ถูก ท่านรัฐมนตรีขี้เท่อทั้งหลาย

ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านบรรยายด้วยภาพน่ะครับ นึกว่าผมกำลัง พรีเซ้นต์ให้ท่านฟังก็แล้วกัน แล้วท่านจะนึกภาพออกทันที ว่าที่ผมพูดมานั้น มันน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เชิญเลยครับ

ต้องขออนุญาตเปลืองเนื้อที่ ไทยอีนิวส์ ซักนิดนึงน่ะครับ คงไม่ว่ากัน
ภาพที่ปรากฏเหล่านี้ เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ของ “กลุ่มก่อการร้ายสากล” กับระเบิดแสวงเครื่องของ “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเรา
เป็นระเบิดแสวงเครื่องสารพัดชนิดแล้วแต่ใครจะดีไซน์ออกแบบอย่างไร เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่จับได้
- ถังแก๊สปิกนิก ตอนนี้กำลังมาแรง แซงทางโค้งถังดับเพลิง เพราะหาง่ายราคาถูก
- แกลลอนน้ำมันเครื่อง
- ขวดน้ำพลาสติค
- ระเบิดขว้างหรือ [Pipe Bomb]

คาร์บอมบ์
ของเมืองนอกที่ลอนดอนครับ ดีที่เจ้าหน้าที่ EOD เก็บกู้ทันไม่งั้นเละแน่ ระเบิดผมไม่เสียดาย แต่ผมเสียดายรถครับ Benz น่ะครับ ไม่ใช่ Honda รุ่น Civic เห็นเจ้าเทพเทือกขอร้องสื่ออย่าให้ลงว่ารถคาร์บอมบ์เป็นรุ่นอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรตรงไหนของมันว่ะ

-ท่านผู้อ่านสังเกตน่ะครับ “กลุ่มก่อการร้ายสากล” มันใช้ถังแก๊ส “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ของเราก็ใช้ถังแก็สเหมือนกัน

- “กลุ่มก่อการร้ายสากล” มันใช้ตัวจุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia 3310 สุดยอด TOP TEN “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ทางชายแดนใต้ มันก็ใช้ยี่ห้อนี้ รุ่นนี้เหมือนกัน

มอร์เตอร์ไซด์บอมบ์
การติดตั้งอุปกรณ์ระเบิดเหมือนกันอย่างกับแพะ ระหว่าง “กลุ่มก่อการร้ายสากล” กับ “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ชายแดนใต้

สุดท้าย เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดต่างๆ
- วิทยุมือถือ ที่ชายแดนใต้กำลังมาแรง ใช้เป็นตัวจุดชนวนระเบิด แทนโทรศัพท์มือถือ ครับ กรณีที่เจ้าหน้านำเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์(โคตรแพง)มาใช้ ในการเก็บกู้วัตถุต้องสงสัย พ่อนักวางระเบิดมันก็สับเปลี่ยนไปใช้สัญญาณเป็นวิทยุมือถือซ่ะ

ระเบิดบางอันพวกมันเล่นประกอบ ตัวจุดชนวนเข้าไปถึง 4 แบบในภาชนะระเบิดเดียวกัน คือ มีทั้งโทรศัพท์มือถือ วิทยุมือถือ นาฬิกาดิจิตอล และ บีพบึ้ม (รีโมทร์รถยนต์ไงครับ) ยังไง ยังไง มันก็ต้องระเบิด ไม่มีทางเก็บกู้ได้

แต่มาระยะหลังเจ้าหน้าที่เก็บกู้ของเราชักจะฉลาดขึ้น หลังจากที่ต้องสูญเสียวีรบุรุษชุดเก็บกู้ระเบิดไปหลายท่านไม่ต่ำกว่า 10 โดยการใช้ปืนแรงดันน้ำยิงเข้าไปที่ภาชนะหรือวัตถุต้องสงสัยก่อนเพื่อให้วงจรมันพังพินาศ พอนำมาพิสูจน์ตรวจสอบถึงได้รู้ว่า ไอ้บ้า มันเล่นตัวชุดชนวนตั้ง 4 แบบติดตั้งเอาไว้

- ระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบลงในหนังสือเล่มใหญ่ๆหนาๆเจาะช่องตรงกลาง “กลุ่มก่อการร้ายสากล”มันประดิษฐ์ขึ้นมา ที่เบตง จ.ยะลา ก็มีครับ มันไปวางไว้ในธนาคาร 3 แห่งระเบิดพร้อมกัน สร้างความสูญเสียพอสมควร

- ระเบิดภาชนะกระป๋อง ใช้ได้สารพัดครับ ทางชายแดนใต้เจอมาแล้วครับทั้งเป๊ปซี่เอย ปลากระป๋องเอย กาแฟเบอดี้เอย

- ภาพสุดท้ายขอคารวะต่อดวงวิญญาณท่านผู้เสียชีวิตด้วยครับ (และเพื่อเป็นการเคารพต่อผู้วายชนม์เราจึงปิดบังใบหน้าไว้)

“กลุ่มก่อการร้ายสากล” เขามีการฆ่าตัดหัว ของเราก็มี และก็มีหลายท่านที่ต้องเสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 10 ท่าน รวมทั้งทหารหาญท่านหนึ่งด้วย

เป็นยังไงบ้างบรรดาท่านรัฐมนตรี และ นายธาริต... เมื่อเห็นภาพเหล่านี้แล้ว ยังดื้อด้านที่จะเรียกกลุ่มมหาโหดเหล่านี้ว่า เป็น “กลุ่มก่อความไม่สงบ” อีกหรือเปล่า

คุณต้องลงมาสะสางคดีเหล่านี้ได้แล้ว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ไม่ใช่ไปมัวแต่เชลียส์นั่งห่อไหล่อยู่แต่ในเมืองกรุง ประเทศไทยไม่ใช่มีกรุงเทพฯที่เดียวน่ะโว๊ย นายธาริต วันๆคิดแต่ยื่นร้องขอถอนประกันพวกแกนนำบ้างล่ะ ยัดเยียดข้อหารุนแรงที่สุดในโลกให้พวกเสื้อแดงบ้างล่ะ โอย ไอ้บ้า...เอ๊ย ถ้าไม่กล้าลงมาสะสางคดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ คุณมึง...ก็ไม่สมควรมานั่งในตำแหน่งนี้ อายฟ้าอายดินบ้าง

ผมท้าได้เลยว่า นายธาริต ไม่กล้าลงมาทำคดีที่ชายแดนใต้ ผมกลัวว่าพอได้ยินเสียงระเบิดเท่านั้น ขี้จะแตกเต็มกางเกงเสียก่อน พร้อมตะโกนหาแม่จ๋าพ่อจ๋า ช่วยหนูริตที ไม่เชื่อลงมาใต้ได้เลย นายธาริต...

วันหน้าผมจะนำรายละเอียดมาฝากท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ใคร? ที่นำเอาปัญหา “การก่อการร้าย” มาแหมะไว้ที่ชายแดนใต้ รับรองว่าสนุกครับ ไหนๆก็ไหนๆ เปิดโปงแม่ง...ให้ชาวโลกได้รับรู้ไปเลย

ขอโทษครับ ผมหมั่นใส้และเหม็นขี้หน้านายธาริต เหลือเกิน