ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 22, 2011

Mystic value ‘คุณค่าหรือมูลค่าแฝงเร้น’ ของคนไทย

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มอ่านบทความของ อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ‘มติชน’ รายวันเสมอ เพราะท่านเขียนได้ดี มีหลายบทความที่ถูกใจผม
อาจารย์โกวิทฯเป็นนักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย รุ่นหลังผมหลายปี ท่านคุ้นเคยกับน้องชายผม และทราบจากน้องว่า อาจารย์ก็อ่านคอลัมน์ที่ผมเขียนเช่นกัน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจารย์เขียนบทความชื่อ น่าตกใจ รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 5 หมื่นล้านบาท ลงในมติชนรายวัน เมื่อ 12 มกราคม พ.ศ. 2554 ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงนำมาฝากท่านผู้อ่าน โดยจะสรุปย่อๆที่ท่านอาจารย์เขียน และขอต่อเติมความเห็นของตัวผมเอง ลงไปด้วย

อาจารย์โกวิทฯพูดถึงเรื่อง “มายาคติ” ว่าเป็นคำศัพท์ที่มีรากมาจากภาษากรีก คือ mythos แปลว่านิทานหรือตำนาน
ท่านบอกว่า “มายาคติ” ของคนไทยส่วนใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่อง ที่น่ารำคาญและน่าจะเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่เป็นความจริง (มายาคติ) นี้ ไปกับการเปลี่ยนของปีด้วยก็จะดี
มายาคติทั้ง 2 เรื่อง คือ
มายาคติเรื่องที่ 1: การพิมพ์ธนบัตรนั้นต้องมีทองคำเป็นประกัน
ตรงนี้อาจารย์เขียนว่า การพิมพ์ธนบัตรนั้น เดิมชาติที่จัดพิมพ์ต้องมีทองคำหนุนหลัง แต่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ทำลายหลักการที่ใช้กัน แล้วประกาศให้สหรัฐอเมริกาออกจากมาตรฐานทองคำ โดยไม่เอาเงินดอลลาร์อเมริกันไปผูกติดกับทองคำอีกต่อไป ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2514
อาจารย์โกวิทฯ แสดงความเป็นห่วงใย เรื่องการพิมพ์ธนบัตรของสหรัฐอเมริกา โดยไม่มีทองคำหนุนหลัง เพราะหลังวิกฤติการเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐรอบหลังนี้ อเมริกายิ่งพิมพ์ธนบัตรของตัวเองออกมามากมาย จนดูเหมือนว่า ปริมาณของเงินดอลลาร์
จะล้นโลก!
ตรงนี้ ในฐานะผมที่เป็นผู้บรรยาย และเขียนตำราการสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ออกมาเป็นคนแรกของประเทศ รวมทั้งเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า “ฟอกเงิน” เอาไว้ อย่างที่เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้ว มีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า
ในที่สุดแล้ว ธนบัตรดอลลาร์ที่สหรัฐพิมพ์ออกมา เป็นจำนวนมหาศาลนั้น ส่วนหนึ่งก็จะไหลย้อนกลับเข้าไป เพื่อซื้อทรัพย์สินในสหรัฐเอง!
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด และเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่รัฐบาลและเอกชนจากประเทศจีน ได้เข้าไปซื้อหรือเข้าไปถือหุ้นบริษัทใหญ่ๆในสหรัฐ เป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้น จีนยังได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ที่เป็นเงื่อนไข หรือปัจจัยที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือ บริษัทขนส่ง บริษัทอุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ เป็นต้น
หากเหตุการณ์ยังดำเนินไปเช่นนี้ ในที่สุดประชากรอเมริกันจำนวนมาก ก็จะกลายเป็น “ลูกจ้าง” ของนายทุนจีน อีกทั้งบริษัทใหญ่ๆในสหรัฐ ที่ตกเป็นสมบัติของจีน หรือจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และจากนี้ไป บริษัทอเมริกันและคนอเมริกันจำนวนมาก ก็จะต้อง...
รับฟังนโยบาย...จากปักกิ่ง!

นอกจากนั้น การที่จีนมีเงินดอลลาร์อยู่ในมือเป็นจำนวนมาก ในรูปของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และการครอบครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐจำนวนมหึมา มีผลกระทบถึงนโยบายต่างประเทศสหรัฐด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา วิกิลีกส์ได้เผยแพร่เรื่อง นายกรัฐมนตรี เควิน รัดด์ ของประเทศออสเตรเลีย พูดกับฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และได้บอกกับฝ่ายสหรัฐว่า
ควรเตรียมใช้กำลังกับจีน หากเกิดความผิดพลาด!
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะออสเตรเลียอยู่ในปาซิฟิก กลัวการขยายตัวของกำลังรบทางทะเลของจีน ซึ่งกำลังจะนำเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าประจำการเร็วๆนี้ นายกรัฐมนตรี เควิน รัดด์ จึงมีความยำเกรงต่อแสนยานุภาพทางทะเลของจีน จึงได้แนะนำนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้ดำเนินตามความคิดเห็นของตน
ลองหันไปดูทางคุณฮิลลารี่บ้าง…
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่เป็นสตรีคนนี้ ได้เคยพูดชัดเจนถึงกรณีที่จีนเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐ และหนี้สินของสหรัฐจำนวนมหาศาล ว่า
China Is Our Banker.
ผู้คนจึงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
“แล้วอย่างนี้ ‘ฮิลลารี่’ จะไปพูดกดดันกับ Banker ของตัวเอง ได้อย่างไรกัน!?”
นี่แสดงให้เห็นว่า การออกจากมาตรฐานทองคำโลกของสหรัฐ ซึ่งเคยทำให้โลกตะลึง นั้น
บัดนี้ ได้ย้อนศร เข้าไปเล่นงานสหรัฐ ต้นตอของปัญหาเรียบร้อยแล้ว เพราะสหรัฐไม่ได้เป็นชาติที่มีความมั่งคั่งเหมือนเดิมอีกต่อไป!
มายาคติที่ตัวเองได้สร้างขึ้นเองนั้น มาบัดนี้ กลับหวนกลับมาหลอกหลอนคนสร้าง เข้าให้แล้ว!!

มายาคติเรื่องที่ 2 คือความห่วงใยของอาจารย์โกวิทฯ ในเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่ถูกหลอกให้เชื่อคือ เรื่องของวิกฤตฟองสบู่แตก เมื่อ พ.ศ.2540
ในครั้งนั้น รัฐบาลไทยพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเอาหนี้สินของบรรดาบริษัทเอกชน และสถาบันการเงินต่างๆ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท (เน้นตรง “ล้านล้านบาท” ไม่ใช่ล้านบาท) มาเป็นหนี้สินของรัฐแทน และรัฐจะต้องนำเอาที่เอาเงินภาษีอากรของคนไทยทั้งชาติ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และไม่ได้ร่วมกู้เงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาทด้วย ไปชำระหนี้แทนเอกชนและสถาบันการเงินที่ต้องปิดตัวไป
อาจารย์โกวิทฯ ได้บอกต่อไปว่า
นอกจากนั้น รัฐบาลไทยยังขอกู้เงิน ไอ.เอ็ม.เอฟ. มาเพื่อค้ำประกันความน่าเชื่อถือของการเงินไทยเป็นเงิน 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินกู้ของ ไอ.เอ็ม.เอฟ.ไทยเราใช้คืนหมดแล้ว แต่อาจารย์บอกว่า
ทำไมเราถึงได้ไปแสดงความยินดีกันเอิกเกริก ทั้งๆที่หนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ยังใช้ไม่หมด?
ตรงนี้...ผมเห็นต่างไป

content/picdata/275/data/book.jpg

มว่าการเป็นหนี้ ไอ.เอ็ม.เอฟ.นั้น ทำให้ประเทศของเราต้องถูกตราหน้าจากสังคมระหว่างประเทศว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของไทยเรายังตกต่ำอยู่ ครั้นรัฐบาลจะไปพูดเจรจาต๊ะอ้วยกับประเทศอื่น ก็มองหน้าเขาไม่สนิท คำพูดก็ไม่มีน้ำหนัก
ทักษิณฯจึงตัดสินใจ ที่จะชำระหนี้ก้อนนี้ก่อน!
สำหรับหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ภายในประเทศ เราก็ผ่อนไปใช้ไป แม้ว่าจะต้องใช้กันอีกหลายปี และดอกเบี้ยสูง จนทำให้งบประมาณที่นำมาพัฒนาประเทศมีน้อยลง แต่มันก็ยังเป็นเรื่องภายในของเรา
ลำดับความสำคัญเร่งด่วน คือเรื่องการเป็นหนี้ ไอ.เอ็ม.เอฟ. ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่า
ทำให้ ‘ศักดิ์ศรี’ ของประเทศ ด้อยลงไปแยะ!

ถ้าจะเปรียบให้เห็นกันชัดๆ แบบชาวบ้าน การเป็นหนี้ไอ.เอ็มเอฟ.ก็เหมือนกับเป็น “หนี้แขก” ที่ออกเงินกู้ ชาวบ้านเขารู้กันหมด เพราะไอ้บังมันมายืนทวงหนี้ ที่หน้าบ้านแต่เช้าทุกวัน ทำให้เพื่อนบ้านซุบซิบนินทากันได้ว่า บ้านเรานี้ฐานะไม่ดี ถึงกับต้องไปกู้เงินแขก โดยยอมเสียดอกแพงๆ แต่การเป็นหนี้ภายในประเทศนั้น เหมือนการเป็นหนี้ ธ.ก.ส. หรือหนี้ธนาคารออมสินนั้น ยังไงๆก็ดีกว่ากันเยอะเลย
การที่คุณทักษิณฯมาเป็นรัฐบาล ต่อจากพรรคประชาธิเปรตเขาจึงเร่งใช้หนี้ ไอ.เอ็ม.เอฟ. จึงเป็นเรื่องถูกต้อง
แล้วผลเป็นอย่างไรเล่า?
ถ้าหากท่านย้อนไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ คุณเตช บุนนาค ในบทความของผมสัปดาห์ก่อน ก็จะเห็นกันชัดๆได้เลยว่า
หลังจากที่ใช้หนี้ไอ.เอ็ม.เอฟ.แล้ว ทักษิณฯเดินเกมรุกในต่างประเทศ จนในปีพ.ศ. 2547 นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนนี้ ก็ได้พาประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ความเป็น ‘ผู้นำ’ ในกลุ่มประเทศอาเซียน และทำให้ประเทศไทยที่รักของเรา เฉิดฉายในเวทีต่างประเทศ ซึ่งคุณเตช บุนนาค ได้ให้สัมภาษณ์ยกย่องเอาไว้
แต่มาถึงวันนี้ ซึ่งเป็นยุคสมัยรัฐบาลโลซกของ นายมาร์ค มุกควาย ได้ทำให้กิจการต่างประเทศของเราล้มเหลว จนทำให้คุณเตชฯ กลุ้มอกกลุ้มใจยิ่งนัก ถึงกับบอกว่า
กิจการต่างประเทศของเรา...ตกต่ำสุดๆ!
ผมจึงต้องย้ำเตือนกับท่านผู้อ่าน ให้จดจำความอัปยศอดสู ที่ไอ้รัฐบาลโลซกปัจจุบัน มันได้ทำให้ประเทศเราขายหน้าแม้กระทั่งชาติอย่าง “เขมร-ดงเค็งกระเด็งราง” มันยังหยามน้ำหน้าเอาได้
ทุเรศชิบหายเลย จริงๆนะ...ไม่ได้แกล้งพูด!

สำหรับเรื่องหนี้สินของประเทศนั้น ซึ่งอาจารย์แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่ารัฐบาลปัจจุบันมีภาระหนี้ต้องชำระ ถึงห้าหมื่นล้านบาทต่อปีนั้น
ผมเองก็มีความห่วงใย เหมือนกับอาจารย์โกวิท และเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ แต่ที่พูดถึง เป็นหนี้ที่รัฐบาลพรรคประชาธิเปรต ก่อไว้ครั้งใหม่นี้ ซึ่งเป็นคนละก้อนกับหนี้กองทุนฟื้นฟู เพราะทันทีที่ได้เข้าบริหารประเทศ ไอ้พรรคดักดานนี้ ก็ก่อหนี้ก้อนโตอีกครั้ง ซึ่งภาระดอกเบี้ยและค่าจัดการนั้นสูงมาก โดยผมเขียนตั้งแต่ 18 กรกฎาคม 2552 อย่างนี้ครับ

...รัฐบาลตั้งท่ากู้เงิน 1 ล้าน/ล้าน บาท (แผนการกู้เต็ม 1.5 ล้าน/ล้าน) ก็จะเสียดอกเบี้ยและค่าการจัดการ (Management Fee) สูงถึงปีละ 50,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมหนี้เก่าและภาระการผ่อนชำระเงินต้น แต่รัฐบาลจะไถ่ถอนพันธบัตรและจ่ายดอกเบี้ยครบถ้วน ให้กับประชาชนผู้ซื้อพันธบัตรตามกำหนดระยะเวลา หรือไม่นั้น? ยังเป็นเรื่องอนาคต เพราะ...
Government Bond ที่ออกไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เงินก้อนใหญ่ที่กู้ประชาชนมา กลับถูกถลุงกันอย่างที่เห็นอย่างนี้...

ผมยังแสดงความห่วงใยพันธบัตรที่รัฐบาล ที่ออกไปเป็นจำนวนมากมาย และได้เล่าให้ฟังว่า แม้แต่ประเทศใหญ่ๆ ยังมีปัญหาการชำระหนี้คืน โดยเขียนเอาไว้ว่า

...แม้แต่รัฐบาลประเทศใหญ่ๆเอง ก็เคยชำระเงินคืนให้ผู้ซื้อพันธบัตรไม่ได้ มีให้เห็นอย่าง รัสเซีย, อาร์เจนติน่า เป็นต้น จนประชาชนที่ไม่ได้รับเงินคืน ต้องเอาพันธบัตรไปแปะข้างฝา เอาไว้เตือนใจตนด้วยความเจ็บช้ำ ใครไม่เชื่อผมลองไปค้นคว้าดูได้ และเรื่องอย่างนี้ ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันว่า จะไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยของเรา?
การที่กู้เงินมาเป็นจำนวนมากอย่างนี้ ผมได้ยินผู้ดำเนินรายการวิทยุหลายแห่ง พูดแสดงความห่วงใยในทำนองเดียวกัน ว่า รัฐบาลจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ และจ่ายคืนเงินต้น แต่ผมอยากส่งสัญญาณ เพิ่มเติมอีกว่า
ในขณะนี้ มีคำเตือนออกมาแล้ว จากชาติเศรษฐกิจใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่ออกมาบอกว่าหากเศรษฐกิจจะพลิกฟื้น แต่ก็อย่าหวังว่า เมื่อฟื้นแล้วเศรษฐกิจจะดีเหมือนอย่างที่เคยเป็น เพราะฉะนั้น ใครที่คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะกลับมาสดใส ดีเหมือนยุคทักษิณนั้น คงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งได้รัฐบาลประชาธิปัตย์มาบริหารบ้านเมืองแบบสะเปะสะปะ มีเรื่องคดโกงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างนี้...
ยิ่งมืดมนอนธการ...หนักเข้าไปอีก!
(อ่านรายละเอียดใน พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ ไหน!?
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=160 และบทความที่เกี่ยวข้อง “ อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ มันยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!” http://vattavan.com/detail.php?cont_id=156)
เฉพาะหนี้เก่าบวกหนี้ใหม่ ภาระการจ่ายดอกเบี้ยคงอานบานทะโรค คือ
น่าจะเฉียดๆ...แสนล้านบาทเอาเสียด้วย!
เห็นตัวเลขก็กลุ้มใจแล้ว เอาไว้รอให้แผนการงบประมาณประเทศปี พ.ศ.2555 ออกมาให้เห็นก่อน จะมีตัวเลขที่ชัดเจน แล้วคงจะต้องพูดถึงกันอีกครั้ง

content/picdata/275/data/lego.jpg

ผมขอแสดงความเห็น ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆของชาติ ไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่อยากให้ท่านดูภาพเด็กเยอรมันเอาเงินมาเล่นเป็นตัวต่อแทน Lego หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเงินเยอรมันเฟ้อจนไร้ค่า ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เป็นชาติที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และอำนาจกำลังรบเป็นที่ยำเกรง แต่เมื่อสิ้นสุดสงคราม บ้านเมืองก็ยับเยิน
ดังนั้น ไอ้พวก “เงี่ยน” สงครามบ้านเรา ต้องจำใส่กบาลกันไว้ และอยากให้ย้อนไปอ่านบทความ “คนไทย ‘เงี่ยน’ สงคราม!!!”
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=242 เพื่อเตือนใจกันไว้อีกสักครั้ง
ก็คงจะดี!

ก่อนจะจบบทความในวันนี้ ผมจะขอพูดถึงเรื่อง “มายาคติ” นอกเหนือไปจากที่ท่านอาจารย์โกวิทฯพูดถึง เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทย และผู้บริหารประเทศ ซึ่งพอมีสติปัญญา นำไปพิจารณากัน กล่าวคือ
เมืองไทยของเรานั้น มีมายาคติที่ผมคิดว่า เป็นคุณสมบัติหรือมูลค่าแฝงเร้น อันวิเศษของคนไทย หรือที่เราเรียกว่า Mystic value
ขอฉายภาพตัวอย่างให้พอเห็น เช่น
โรงแรมโอเรียลเต็ล กับโรงแรมริมฝั่งเจ้าพระยาด้วยกัน เมื่อเปรียบเทียบราคาค่าที่พัก อาหาร เครื่องดื่มกันแล้ว โอเรียลเต็ลดูจะสูงกว่าโฮเต็ลอื่นมาก ทั้งๆที่ห้องพักโรงแรมอื่นอาจดูใหม่กว่า เพราะสร้างขึ้นมาที่หลัง วัสดุที่ใช้อาจดูทันสมัยกว่า หรืออาจจะดูดีกว่า แต่เหตุที่โรงแรมโอเรียลเต็ล สามารถกำหนดราคาได้สูงกว่าได้ นั่นเป็นเพราะ
แขกผู้มาพักโรงเขามองเห็นคุณค่า หรือมูลค่าที่แฝงเร้นของโรงแรมโอเรียลเต็ล ซึ่งมีชื่อเสียงยาวนานทั้งด้านการบริการ และด้านอื่นๆ สามารถสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มาพัก เป็นเวลายาวนานนับศตวรรษ
นี่เองที่ทำให้โรงแรมโอเรียลเต็ล มีคุณค่าแฝงเร้นหรือ Mystic value ที่เหนือกว่าโรงแรมอื่นๆ อันมีผลไปสนับสนุนราคาค่าบริการให้สูงขึ้น

ผมคิดว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร มองเรื่อง Mystic value นี้ชัดเจนมาก จึงได้นำนโยบายเรื่องโอทอปมาดำเนินการ เพราะเขาเห็นคุณค่าของงานฝีมือไทย ว่าอะไรก็ตามที่ตกมาอยู่ในมือของคนไทย ไม่ว่าเดิมจะเป็นของใดหรือมีรากฐานมาจากไหนก็ตาม หากตกมาอยู่ในมือของคนไทยแล้ว พวกเราก็สามารถประดิดประดอย ให้ดูดีกว่าของเดิม จนดูสวยงามแปลกตาได้เสมอ
นี่เป็น Mystic value ที่ทรงเสน่ห์ของคนไทย!
การที่ทักษิณฯมองเรื่อง Mystic value ออก อาจเป็นเพราะเขาถือกำเนิดเกิดมาในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีช่างฝีมือดีๆเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งผลิตทั้ง ร่ม ผ้าทอ เครื่องเรือน งานฝีมืออื่นๆ ฯลฯ อีกทั้งตระกูลของเขา ก็ดำเนินธุรกิจเหล่านี้มาก่อนด้วย
นี่เองทำให้ทักษิณฯ ผลักดันโครงการโอทอป จนกลายเป็น “เสาหลัก” ทางเศรษฐกิจอีกต้นหนึ่ง ของประเทศไทยไปแล้ว
ตัวผมเองสังเกตมานานแล้วว่า มายาคติที่แฝงเร้นและทรงคุณค่าหรือมีมูลค่าที่เป็น Mystic value ของคนทางภาคอีสานนั้น สร้างความประทับใจให้กับคนต่างด้าวท้าวต่างแดนมาก โดยเฉพาะความมีเสน่ห์ที่เร้นลับของคนอีสาน ดูจากสาวอีสาน ที่ฝรั่งมังค่ามาติดพัน จนกระทั่งมาตั้งบ้านเรือนและอยู่กันเป็นชุมชน หรือหมู่บ้าน เช่น
กรณี “บ้านจาน-สวิส” ที่ผมเคยเขียนเล่าเอาไว้ใน กาแฟขม-ขนมหวาน ตอน ‘เมียเช่า’-‘เมียฝรั่ง’…มองกันอีกมุม!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=167 ซึ่งน่าแปลกใจมาก เพราะการไปตั้งบ้านเรือนของพวกฝรั่งหลายชาติเหล่านั้น จนกระทั่งกลายเป็นหมู่บ้าน หรือชุมชน กลับไม่ปรากฏว่ามีขึ้นในภาคอื่นๆด้วย คงมีแต่เฉพาะภาคอีสานเท่านั้น
หากท่านถามว่า ทำไมคนอีสานถึงมีเสน่ห์นัก?
ตรงนี้ผมต้องตอบว่า มันเป็น Mystic value มาแต่บรรพบุรุษ สะสมมา และฝังอยูในวัฒนธรรมอีสาน ส่งผลให้คนอีสานมีความน่ารัก มองคนในแง่ดี มีความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์
ขอให้เข้าใจว่า วัฒนธรรมอีสานนั้น ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมอีสานนั้น สามารถขยายไปในลักษณะ Globalize ได้โดยง่ายด้วยซ้ำไป ดังเราจะเห็นได้ว่า
ในกรุงลอนดอนอังกฤษตอนนี้ วัฒนธรรมลาบส้มตำได้เผยแพร่เข้าไปอย่างกว้างขวาง และมีเรื่องเล่าที่ว่า มีอาจารย์ของ London School of Economics ถึงกับบอกด้วยความประหลาดใจว่า
เมืองอังกฤษจะถูกวัฒนธรรม ‘ลาบส้มตำ’ ของคนอีสาน รุกราน และยึดไปเสียแล้ว!
ใช่แต่ลอนดอนเท่านั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังเกิดในประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐด้วย

เป็นเรื่องที่น่าแปลก และผมสังเกตเห็นคือ เมื่อคนอีสานไปอยู่ต่างถิ่น โดยเฉพาะในต่างประเทศ พวกเขาสามารถสร้างชุมชนชาวอีสานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมอีสานที่แข็งแกร่ง อันเป็น Mystic value ทรงคุณค่านี่แหละ เป็นส่วนเสริมสร้างสังคมของคนอีสานขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในต่างแดนด้วย
ผมประหลาดใจที่นักวิชาการ นักการเมือง ชอบเขียนหรือพูดในทำนอง “คนอีสาน-ซื้อได้” หรือ “คนอีสาน-ไม่มีความรู้” เหมือนอย่าง ส.ส.ที่น่าขยะแขยง ของพรรคดักดานเคยพูดถูกคนอีสาน จนโดนด่าแหลกลาญไปแล้ว
ไอ้พวกที่พูดอย่างนี้ เพราะมันฝังความคิดอย่างนี้ในหัวกบาลมานาน ซึ่งผมว่ามัน “โง่” เอามากๆ เพราะไม่แหกตาดูโลก เพราะมหาวิทยาลัยรามคำแหงเอง เขามีสถิติจดเอาไว้ว่า
บัณฑิตที่จบออกไปจากรามคำแหง จำนวนแปดแสนคนนั้น เป็นคนอีสานเสียกว่า...สี่แสนคน!
เกิน “ครึ่งหนึ่ง” ของทุกภูมิภาครวมกันทีเดียว!!

ใครที่ไปท่องเที่ยวอีสานตอนนี้ มองเห็นความเจริญก้าวหน้าของภูมิภาคนี้แล้ว
ท่านคงแปลกใจ!

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งคนอีสานได้ผสมกลมกลืน กับเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง อย่างคนจีน หรือที่เรียกกันว่า “จ.ป.ล” (จีนปนลาว) และ “ก.ป.ล” (แกวปนลาว) ลูกหลานของคนเหล่านี้ ก็ได้กลายเป็นหัวหอก ในการสร้างความเจริญให้อีสานเป็นอย่างมาก
ผมว่ารัฐบาลที่เฉลียวฉลาด จะต้องไม่มุ่งสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่เพียงอย่างเดียว เพราะเราจะไปสู้ชาติอย่างสิงคโปร์ คงจะยาก แต่การเน้นในเรื่องการส่งเสริม “คุณค่าหรือมูลค่าที่แฝงเร้น” หรือ Mystic value ให้เปล่งประกายจนเฉิดฉายออกมา น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะชาติอย่างสิงคโปร์ หรืออีกหลายชาติ
ไม่มีคุณสมบัติอันวิเศษนี้!!

ผมก็ได้แต่แนะนำไปเท่านั้น แต่ไอ้รัฐบาล ‘โลซก’ สกปรกเลอะเทอะ ของนายมาร์ค มุกควาย

มันคง ‘ไม่ฟัง’ หรอกครับ!!!

.........................

(บทความประจำสัปดาห์ Mystic value ‘คุณค่าหรือมูลค่าแฝงเร้น’ ของไทย ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2554)

เส้นทางไฟใต้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เหตุการณ์กลุ่มคนร้าย 30-40 คนใช้อาวุธปืนสงคราม

จู่โจมถล่มฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบที่ 15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ 38 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งยังปล้นปืนไป 50 กระบอก กระสุนอีก 5,000 นัด

ถือเป็นเหตุการณ์ปะทุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศ

ที่สำคัญยังสวนทางโดยสิ้นเชิงกับคำโฆษณาของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงที่ว่า

ปัญหาไฟใต้อันมีจุดเริ่มจากเมื่อต้นปี 2547 ผ่านมา 5-6 รัฐบาล บัดนี้ปัญหาทุกอย่างได้บรรเทาลงแล้ว

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รอบใหม่

เริ่มต้นนับ 1 จากกรณีกลุ่มคนร้ายบุกค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ปล้นปืนไปไม่ต่ำกว่า 400 กระบอก ยิงทหารตายไป 2 นาย เมื่อ 4 ม.ค. 2547

ซึ่งเปรียบเสมือนวันเสียงปืนแตก

ต่อมาเดือนมี.ค.ปีนั้น ยังเกิดกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ตามมาด้วยกรณีมัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี และกรณีตากใบ จ.นราธิวาส

ทั้ง 3 เหตุการณ์บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาวบ้านกับรัฐ อันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ไฟใต้ลุกโชนและขยายวงรุนแรงมากขึ้น

จากการรวบรวมสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่ภาคใต้ของหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นทั้งสิ้น 11,523 ครั้ง มีผู้สังเวยชีวิต 4,370 ราย

รัฐบาลใช้งบดับไฟใต้ไปแล้วกว่า 145,000 ล้านบาท

โดยปี 2550 เป็นปีที่เกิดเหตุรุนแรงมากสุด 2,475 ครั้ง

จากนั้นในปี 2551-2552 ถึงได้ค่อยๆ ลดระดับลง ถึงปี 2553 ก็ลดลงเหลือ 1,164 ครั้ง

ตัวเลขสถิติที่ลดลงนี้เองทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ นำไปอ้างอิงแบบรวบรัดตัดตอนว่า

สถานการณ์ไฟใต้เบาลงแล้ว

กระทั่งเกิดเหตุปล้นปืนและถล่มฐานปฏิบัติการทหาร ฉก.นราธิวาสที่ 38 อ.ระแงะ เมื่อค่ำวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถอดแบบมาจากเหตุการณ์วันที่ 4 ม.ค. 2547

ทางที่ดีรัฐบาลจำเป็นต้องเก็บมาทบทวนอย่างจริงจังว่า ตลอด 7 ปีของการแก้ไขปัญหาไฟใต้ ซึ่งใช้งบไปแล้วนับแสนล้านบาท

การแก้ไขเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่

ถ้าถูกแล้ว ทำไมเส้นทางดังกล่าวถึงนำพาให้สถานการณ์วกกลับมาสู่จุดเดิม

เปิดรายละเอียดการไต่สวน 5 คนไทย ศาลเขมรซักละเอียดโยง"วีระ" แต่"พนิช"ปฏิเสธอ้างเพิ่งรู้จักกัน

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 มกราคม ผู้สื่อข่าวมติชนรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่าศาลชั้นต้นแห่งกรุงพนมเปญ เปิดการพิจารณาและพิพากษา คดีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ คนสนิท พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นางนฤมล จิตรวะรัตนา นายตายแน่ มุ่งมาจน และนายกิชพลธรณ์ ชุสนะเสวี รวม 5 คน โดยไม่มีนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เอฟเอ็มทีวี เครือข่ายสันติอโศก ขณะเดินล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นแยกพิจารณาคดีเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มนายพนิชและพวกทั้ง 5 คน ใน 2 ข้อหา ข้อหาคือ 1.ลักลอบเข้าเมืองโดยทุจริต 2.การลักลอบเข้าพื้นที่หวงห้ามทางทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เอฟเอ็มทีวี เครือข่ายสันติอโศก ศาลพิพากษา รวม 3 ข้อหา โดยเพิ่มเติมข้อหาการโจรกรรมข้อมูลความลับทางราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการพิพากษา ศาลชี้แจงเหตุผลถึงการเลื่อนการพิพากษาจากเดิมกำหนดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มาเป็นวันที่ 21 มกราคมนั้น เนื่องจากเห็นว่าไม่กระทบต่อรูปคดีและคดีการจารกรรมข้อมูลจึงเห็นควรเลื่อนวันพิพากษาให้เร็วขึ้นได้ ส่วนนายวีระ และ น.ส.ราตรี ยังคงกำหนดการพิพากษาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลเบิกความนายพนิชเป็นคนแรก โดยให้นายซก เรือน รองอัยการศาลชั้นต้นแห่งกรุงพนมเปญ เป็นโจทก์ซักถาม ประเด็นการซักถามนายพนิชถึงสาเหตุที่ข้ามมายังดินแดนของกัมพูชาโดยไม่มีใบอนุญาต นายพนิชยืนยันไม่มีเจตนาล่วงล้ำดินแดน ส่วนสาเหตุที่มาพื้นที่ดังกล่าวเพราะมีประชาชนร้องเรียนปัญหาที่ดิน และแม้แต่เห็นป้ายโฆษณาของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี (Cambodia People Party:CPP) ก็ยังไม่ทราบว่าเข้าสู่เขตกัมพูชาแล้ว

นายซก เรือน ซักอีกว่า ในคลิปวิดีโอ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ไปหาผู้บัญชาการบอกว่ากำลังเข้าไปในเขตเขมรเพื่อให้ทหารจับกุมใช่หรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ไม่ได้พูดเช่นนั้น "ไม่มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น ในระหว่างทหารกัมพูชาจับกุมพวกผมนั้น ผมยังรู้สึกตกใจ ไม่รู้จริงๆ ว่า ได้ข้ามเขตแดน แม้ว่าจะเห็นป้ายภาษากัมพูชาแต่ไม่รู้ว่าเป็นเขตกัมพูชา อีกทั้งคนกัมพูชากับคนไทยหน้าคล้ายๆ กัน"

นายซก เรือนถามว่า "รู้จักนายวีระ สมความคิด มาก่อนหรือไม่" นายพนิชกล่าวว่า ไม่รู้จักกันมาก่อน เพิ่งจะรู้จักเมื่อวันที่ 29 ธันวาคมเป็นวันที่ทางการกัมพูชาจับกุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอนุญาตให้อัยการซักถามนายพนิชเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งจากนั้นเบิกตัว ร.ต.แซมดิน นายตายแน่ นายกิชพลธรณ์ และนางนฤมล ให้ปากคำตามลำดับ โดยประเด็นที่ถามมีความคล้ายกับนายพนิช และยังมีการซักถึงสาเหตุที่แท้จริงโดยได้โยงชื่อนายวีระ สมความคิด เข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นหลังด้วย

พลาดไม่ได้ ท่าวังผา จ.น่าน มะขาม จ.จันทร์และ ตลาดมาณี จ.ชลบุรี…สด

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

พลาดไม่ได้ ท่าวังผา จ.น่าน มะขาม จ.จันทร์และ ตลาดมาณี จ.ชลบุรี…สด

จะมีการถ่ายทอดกิจกรรมของคนเสื้อแดง 3 จังหวัดด้วยกัน ต้องขอบคุณและยกเครดิตให้เว็บไซด์หลักคือ
ไทยว๊อยซ์และสปิดฮอส ที่ ได้มาถ่ายทอดสดจาก 3 จุดสำคัญๆดังนี้ จุดแรกเวที ท่าวังผา จ.น่าน by ga_salong
จุดที่ 2.อ.มะขามจันทรบุรี by ลุงหนาน จุดที่ 3.ตลาดมาณีจ.ชลบุรี by speedhorse พี่น้องท่านใดอยู่ใกล้
บริเวณงาน ทีมงานฝากข่าวมาบอก อย่าลืมไปร่วมกันทำกิจกรรมและทำความรุ้จักกับทีมงานด้วย…
จักเป็นพระคุณยิ่ง

ตะวันคล้อยช่วงบ่ายแก่ๆไปแล้ว เชิญเข้าไปฟังและชมได้จาก-

ที่มา http://thaivoice.org/
และ
ที่มา http://speedhorsetv.blogspot.com/
และ
ที่มา http://translate.google.com/translatehl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.net/ww/
~av/redsiam.info/&rurl=translate.google.com&anno=2

และ
ที่มา http://www.smgermany.co.cc/

พรุ่งนี้ เราจะไปชูธงที่หน้าสตรีวิทยฯ(กระทู้ประชาสัมพันธ์และขออนุญาตใช้ logo เวป)

ที่มา thaifreenews

โดย ชายเหวง

ด้วยความเคารพ..วันอาทิตย์ที่ 23 เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป ฝ่ายยุทธการจะเข้าไปล๊อคพื้นที่ บริเวณ จุดทักทาย เป็นจุดทำกิจกรรมตรงหัวมุมด้านขวามือของแมคฯ หน้าอนุสาวรีย์ เป็นจุดนัดพบ เป็นจุดแลกเปลี่ยนความเห็น เป็นจุดระดมทุน เพื่อทำกิจกรรมเชิงสาธารณะกุศล ในนาม พี่น้องคนเสื้อแดง ทั้งประเทศ

โดย ได้กำหนดกิจกรรม คร่าว ๆ ไว้ดังนี้

1. เสื้อ Red Cyber

เสิ้อ "คนไทยด้วยกันเห็นต่างได้ ไม่ต้องยิงกู" ฝ่ายผลิต แจ้งว่า แล้วเสร็จแล้ว กับจำนวน 100 ตัวสุดท้าย (ในบล๊อคนี้) ซึ่งนับแต่นี้ เราจะผลิตของเอง (มีโรงงานเล็ก ๆ น้อง ๆ ในทีมหลังแข็งเนี่ยแหละ) ในนามของคนเสื้อแดง เป็นของตัวเองเสียที

นับเป็นวิัวัฒนาการ ยกระดับการต่อสู้ อย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

ที่อยากจะบอกกล่าวกันก็คือ เราจะทำขายในวลีนี้เพียง 70 ตัวสุดท้าย อีกประมาณ 30 ตัวใช้หนี้ ที่สั่งไว้แต่ยังไม่ได้

เราประชุมกันว่า ครั้งหน้าเราจะทำเสื้อที่เป็นสัญลักษณ์ ตัวใหม่ในการเคลื่อนไหว ครั้งหน้า เช่นอาจจะทำเป็นเสื้อ นักสู้หลังตู้เย็น โดยทำเป็นเสื้อ โปโล สีขาว ที่หัวไล่ จะปัก หรือ รีด สัญลักษณ์ของเวปไซด์ อันได้แก่ บ้านราชดำเนิน Internetfreedom ประชาทอล์ค หรือ TFN เรียงกันตรงไหล่ อันนี้ต้องตั้งกระทู้ถามเจ้าของเวปเขาก่อนว่า จะให้เราใช้หรือไม่ เพื่อ ใช้เป็นการต่อสู้ ในเชิงสัญลักษณ์ และเป็นเอกภาพในการสู้กับพวกมัน โดยอาจมีโลกโก้ เม้าส์ เล็ก ๆ สีแดง อยู่ตรงอกขวา ด้านหลังปักว่้า "นักสู้หลังต้เย็น" หรืออาจไม่ปัก (เสื้อจะสีขาว)

2. ส่งจดหมายบอกเทวดาว่า "พวกข้าก็เป็นคนไทย"

อันได้แก่..ปล่อยลูกโป่งสีแดง ห้อยด้วยนกกระดาษ สีแดง จำนวน 2 ตัว พร้อมด้วยจดหมายสีแดงใบน้อย ๆ (ตามข้อความที่แล้วแต่เราจะเขียน) เพื่อเรียกร้องให้ปลดปล่อย พี่น้องของเราที่ยังถูกจองจำอยู่ในคุก เรากะจำทำแค่ 200 ใบ โดยขอให้บริจาค คนละ 40 หรือ 50 บาท

ก็จะได้ จดหมายพร้อมอุปกรณ์ การส่ง ซึ่งหากส่งไปแล้ว เทวดาจะตอบหรือไม่ ก็ช่างหัวแม่มมัน

ซึ่งตามทฤษฏี ลูกโป่ง 1 ใบ นก 2 ตัว และจดหมายอีก 1 แผ่น ลูกโป่งจะค่อย ๆ ลอยขึ้น สวยมากกกกก...ครั้งที่แล้วพี่กาแฟดำสามช้อน ฝากปล่อยให้แก 10 ใบ มีคนมาถ่ายรูปลูกโป่ง ค่อย ๆ ลอย กันเต็มไปหมด

3. นิทรรศการ ภาพถ่าย ในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่เราได้รวมตัวทำกันมาในนามของ คนเสื้อแดง มาโดยตลอด เป็นมุมพูดคุยทักทายกันในนามของ ชาว Red Cyber ด้วย

โดยสรุป กล่มพี่น้องของเรากว่า 40 ชีวิต จะไปรอทำกิจกรรมกับคนเสื้อแดงตรงนั้น ทีมพื้นที ทีมปฏิบัติการ ทีมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี พร้อมเต็มพิกัด

รายได้ทั้งหมด เราจะรวบรวมนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์โดยรวมกับการต่อสู้ภาคสนามของน้อง ๆ "กลุ่มเสื่้อแดง หลังขดหลังแข็ง" ครั้งต่อไป ซึ่งน่าจะเป็น จัดกิจกรรม การกุศล ผ้าป่า เสื้อแดง ถวายแก่วัดในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พระอาจารย์มหาโชว์ แห่งวัดชนะสงคราม ได้เคยหารือไว้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบทั่วกัน

ปล. ท่านที่จะรับเสื้อ ด้วยตัวเอง กรุณา แจ้งมา ณ กระทู้นี้ด้วย หรือจะ รอรับตามที่อยู่ที่ให้ไว้ก็ได้ครับ

การหลีกเลี่ยงความรับผิดของรัฐไทยไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี fromโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

Read more from นปช, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


ผมอยากจะหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจในบทความล่าสุดของหนังสือพิมพ์
The Nation http://www.nationmultimedia.com/2011/01/21/national/Plea-to-ICC-Red-shirts-face-bumpy-road-ahead-30146881.html
ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ทีมงานของเราที่เตรียมยื่นรายงานต่อศาลอาญา
ระหว่างประเทศในนามของคนเสื้อแดง และเหยื่อความรุนแรงทางการเมือง
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553
ประเด็นแรกที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ
ผู้เขียนไม่ได้อ่านรายงานเบื้องต้นที่ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศของเรา
ที่ตีพิมพ์ทั้งในภาษา
อังกฤษ http://www.scribd.com/doc/40176185/Preliminary-Report-into-the-Situation-of-the-Kingdom-of-Thailand-With-Regard-to-the-Commission-of-Crimes-Against-Humanity และ
ภาษาไทย http://www.scribd.com/doc/40179755/รายงานเบื้องต้นของการการะทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในราชอาณาจักรไทย เลย
เพราะคำถามที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมานั้น ล้วนมีคำตอบอยู่ในรายงานดังกล่าว

ประเด็นที่สองคือ เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่ไม่น่าแปลกใจ คือ
ผู้เขียนดูเหมือนจะ “ยินดี” กับรัฐไม่ต้องรับผิดต่อการกระทำของตนของครั้งแล้วครั้งเล่า
แทนที่จะประณามวิกฤตทางการเมืองของประเทศไทยถูกบิดเบือนอย่างมาก
แม้แต่ผู้สังเกตการณ์ก็ต้องสูญเสียความเข้าใจอย่างง่ายๆว่าอะไรคือ
อาชญากรรม และที่แย่ที่สุดคือ คุณค่าของชีวิตมนุษย์ นอกจาก
บทความของ The Nation จะพยายามปฏิเสธความรับผิดของรัฐ
ในการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังกล่าวอย่างเป็นนัยว่า
การที่กองทัพไทยฆ่าพลเรือนโดยไม่ต้องรับผิดนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อาทิเช่น
พฤติกรรมที่รัฐปฏิบัติต่อการเสียชีวิตของนักข่าวที่ไม่ฝักฝ่ายกับกลุ่มการเมืองใด
ภาพการเสียชีวิตของนายฮิโร มูรามูโต ซึ่งถูกถ่ายไว้โดยกล้องวงจรปิด แต่
รัฐบาลกลับไม่ยอมนำมาเปิดเผย http://cpj.org/reports/2010/07/in-thailand-unrest-journalists-under-fire.php
หรือครอบครัวของนายฟาปิโอ โปเลงกี
ก็ยังถูกรัฐบาลหัวรั้นดูหมิ่นและถากถาง http://robertamsterdam.com/thailand/?p=480
พร้อมทั้งยังไม่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายฟาปิโอ
เป็นเรื่องยากที่จะยกตัวอย่างของประเทศอื่นในโลกปัจจุบัน
ที่ประชาชนราว 90 รายถูกสังหารอย่างเลือดเย็นใจกลางเมืองหลวง
ในขณะที่รัฐบาลไม่กล่าวถึงหรือนำเสนอรายงานเพื่อหาคนรับผิดเลยแม้แต่คนเดียว
ซ้ำสื่อมวลชนหัวอ่อนยังชื่นชมกับการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล
เหตุการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันที่สุดในตอนนี้คือ
เหตุการณ์ล่าสุดในประเทศตูนีเซีย http://www.nytimes.com/2011/01/22/world/europe/22iht-letter22.html?_r=2
ซึ่งรัฐได้ใช้ทหารสังหารผู้ประท้วงราว 78ราย
ส่งผลทำให้ประธานาบดีเบน อาลีต้องลาออก
และหนีออกนอกประเทศเพื่อไปลี้ภัยในประเทศซาอุดิอาระเบีย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นต่างกัน
เพราะนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์กำลังเตรียมตัวที่จะขโมยการเลือกตั้ง
ที่ไม่เป็นอิสระและไม่ยุติธรรมครั้งต่อไป
สิ่งที่แยกคำร้องของเราต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
และรายการตัวอย่างเหตุการณ์รุนแรงอย่างคร่าวๆของบทความ The Nation คือ
เราจัดหมวดหมู่และนำเสนอหลักฐานอย่างระมัดระวัง

ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 นั้น
มีส่วนคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสี่ทศวรรษที่ผ่านมา
โดยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2514, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ ปี 2535
ไม่มีบุคคลใดรับผิดในการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมหลายราย
ไม่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการร์สังหารหมู่ในปี 2514 ถูกสอบสวนหรือดำเนินคดี
ในขณะที่อาชญากรรมในเหตุการณ์ในปี 2519 และ 2535 ถูกเปลี่ยนจากดำให้เป็นขาว
และมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้อง
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์เหล่านี้
คงไม่มีผู้ที่สติดีคนใดจะคาดหวังการสอบสวนที่เป็นธรรม
และสมบูรณ์จากเหตุการณ์สังหารประชาชนครั้งล่าสุดในประเทศไทย
เป็นเรื่องโชคร้ายที่มีบุคคลบางคนในประเทศไทย
อยากให้ระบบการหลีกเลี่ยงความรับผิดของรัฐคงอยู่
โดยที่พวกเขาไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งที่ทำลายระบบกฎหมายและสังคมอย่างมาก
เราไม่คาดหวังจะลบล้างระบบดังกล่าวและหาผู้รับผิดชอบเพียงชั่วคืน
แต่เราเลือกที่จะเริ่มกระบวนการที่ยาวนานนี้ขึ้น

บทความ The Nation ได้เปิดหัวข้ออภิปรายว่า
คนเสื้อแดงจะได้รับ “ชัยชนะ” ในศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่
แต่สิ่งง่ายๆที่พวกเขาไม่นึกถึงคือ
การยื่นฟ้องในครั้งนี้เป็นการแสดงข้อเท็จและหลักฐาน
การสังหารต่อประชาชนและต่อประชาคมโลกเป็นครั้งแรก
และนั้นคือชัยชนะ การนำเสนอบทคัดย่อทางกฎหมายที่ครอบคลุม
และการทำงานหลายพันชั่วโมงเพื่อร่างคำร้องนี้
คนเสื้อแดงได้แสดงความรับผิดชอบที่มีต่อคนไทยทั้งหมด
มากกว่ารัฐบาลทหารที่พยายามปกปิดอาชญากรรม



http://robertamsterdam.com/thai/?p=675

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 22/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ตัวเลขกับ ชีวิต ลิขิตบาป
เหมือนถูกสาป ตอแหลแลนด์ แดนอาถรรพ์
สิ่งไม่ดี เกิดให้เห็น ไม่เว้นวัน
เพราะใครนั้น ต่างก็รู้ อยู่แก่ใจ....

เล่นตุกติก โสมม ผสมผสาน
ด้วยสันดาน ร้อยเล่ห์ สุดเฉไฉ
ถึงบวกลบ กลบเกลื่อน เลือนลางไป
จะมากน้อย อย่างไร ไม่เกี่ยวกัน....

ต่างทำเพื่อ พวกพ้อง สนองตอบ
ชั่ว-ดี-ชอบ แฝงเร้น ตามเห็นนั้น
แล้วสมอ้าง เพื่อประชา สารพัน
ที่แท้มัน เกาะกลุ่ม ไว้รุมกิน....

โน่นก็ตาย นี่ก็ตาย มันหายเงียบ
เหมือนถูกเหยียบ จนมิด สนิทสิ้น
ความเจ็บปวด คั่งแค้น ทั่วแดนดิน
ยังเล่นลิ้น เคลือบแคลง แสดงละคร....

ยุติธรรม ไม่มี อัปรีย์นัก
ทำยึกยัก วุ่นวาย จนถ่ายถอน
ใช้วาจา งี่เง่า มาเว้าวอน
ยุคกะล่อน พวกมัน ช่างจัญไร....

ตัวเลขกับ ชีวิต ลิขิตฝัน
ยังรอวัน โชคชะตา ฟ้าสดใส
รอไอ้พวก เดนนรก ตายตกไป
ฟ้าอำไพ สีทอง คงผ่องมา....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมให้สัมภาษณ์ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น…31 ม.ค.นี้แน่นอน

ที่มา thaifreenews

โดย ting tuan

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมให้สัมภาษณ์ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น…31 ม.ค.นี้แน่นอน

ยกร่างคำฟ้องที่จะเสนอต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว สำนักงานกฎหมาย
อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ได้รวบรวมหลักฐานทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษและพยานบุคคล
เพิ่มขึ้น ขมวดเข้าไปเพิ่มเติมจากหลักฐานครั้งที่เสนอร่างคำฟ้องไปเมื่อ 2 เดือนก่อน และได้
ยืนยันเป็นที่แม่นมั่นจะยื่นเสนอแก่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) 31 มกราคม 2554 นี้แน่นอน

ฉะนั้น ศาลภายในประเทศ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งหรือไร้ความเที่ยงธรรมให้กับของประชาชน ไม่ว่า
จะเป็นเรื่องของบุคคลและส่วนรวม ทั้งยังถูกรัฐบาลและทหารที่ไร้ศีลธรรมอันดีงาม ได้กระทำการ
ฉ้อฉล ใส่ร้ายและบิดเบือน ศาลอาญาระหว่างประเทศก็จับตาเฝ้ามอง อย่างน่าสนใจและใส่ใจ
ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ยังสามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องความยุติธรรมที่ไปกระทบ
แก่ประชาชนทั่วโลก เพราะขอบเขตความรับผิดชอบและอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ
ได้มีอำนาจเพิ่มขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

ไปฟังและชมบทสัมภาษณ์ของท่านทั้งสองได้จาก-

ที่มา http://translate.googleusercontent.com/translate_chl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper
.net/ww/~av/www.youtube.com/watch%3Fv%3DNV-vsiwrNjE%26feature%3Dplayer_embedded&rurl=translate.google.com&anno=2&usg=ALkJrhibqBCVhf5IBVSeMXho4D4gaCqPrQ

บทวิเคราะห์ 9 มาตรการ โครงการประชาวิวัฒน์

ที่มา มติชน




โดย สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

1.มาตรการ คนไทยเท่าเทียม ประกันสังคมถ้วนหน้า ให้ผู้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม 24 ล้านคน ได้รับสิทธิประโยชน์ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ประชาชนจ่ายเงิน 70 บาท รัฐสมทบ 30 บาท หรือ ถ้าจ่าย 100 บาท รัฐสมทบ 50 บาท ในกรณีนี้ จะได้รับบำเหน็จชราภาพด้วย

ข้อคิดเห็น

โดยปกติแล้ว ตามหลักเกณฑ์การส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เปิดช่องให้ผู้มีรายได้ทุกคน รวมถึงแรงงานนอกระบบสามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้เองแม้ไม่มีนายจ้างก็ตาม ซึ่งก็จะได้รับสิทธิต่างๆ เหมือนกัน

โครงการประกันสังคมถ้วนหน้า 24 ล้านคน แรงงานนอกระบบจะต้องมีปัญหาการส่งเงินสมทบ เพราะไม่มีรายได้ประจำ จึงควรเพิ่มสัดส่วนในการจ่ายเงินสมทบของภาครัฐ

เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับผลประโยชน์สูงสุด รัฐบาลควรดำเนินการส่งเงินสมทบช่วยอย่างถาวร และควรมีมาตรการสำรองหากเกิดกรณีบางเดือนแรงงานไม่สามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้

2.มาตรการ สินเชื่อทั่วถึง เปิดโอกาสให้กลุ่มแท็กซี่มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี เป็นเจ้าของรถ โดยผ่อนเงินดาวน์ต่ำสุด 5 เปอร์เซ็นต์ กรณีมีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี มีวงเงินสินเชื่อที่จะให้ตรงนี้ถึง 1,600 ล้านบาท

ข้อคิดเห็น

มาตรการนี้ เป็นนโยบายที่พรรคไทยรักไทย ได้เคยทำมาแล้วในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการเจ้าของรถแท็กซี่คันแรก โครงการสินเชื่อเพื่อคนขับรถแท็กซี่ รัฐบาลควรทำให้มีประสิทธิภาพเหมือนที่พรรคเพื่อไทยได้ทำมาในอดีต

เพื่อให้ประชาชนทั้งกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และคนหาบเร่แผงลอยได้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินเชื่ออย่างสูงสุด รัฐบาลควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าในปัจจุบัน เป็นกรณีพิเศษ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์คิดแบบคงที่ (Flat Interest rate:FIR) ซึ่งสูงเกินไป

3.มาตรการ มอเตอร์ไซค์รับจ้างทำมาหากินเป็นธรรม การขึ้นทะเบียนและจัดระบบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการ มีการปรับปรุงวิน ป้ายราคาต้องชัด โดยจะเริ่มในเดือนมีนาคม ประเดิมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท

ข้อคิดเห็น

เป็นมาตรการที่เปิดช่องให้ กลุ่มอิทธิพลกลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องจ่ายค่าอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น การทำมาหากินก็จะยากขึ้น รายได้ก็จะเริ่มลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้นอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง

การดำเนินมาตรการนี้ให้เกิดความเป็นธรรม รัฐบาลต้องมีมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสด้วย เพื่อไม่ให้เกิดเหมือนกรณีโครงการประกันรายได้ที่เปิดให้มีการลงทะเบียนแต่ไม่มีการตรวจสอบว่าทำนาจริงหรือไม่ ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกจากการแจ้งลงทะเบียนสูงกว่าพื้นที่จริงมากกว่า 400,000 ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 12%

4.มาตรการ หาบเร่แผงลอยทำมาหากินเป็นธรรม เพิ่มจุดผ่อนผันให้ผู้ค้าจำนวน 20,000 ราย มีพื้นที่ค้าขายเพื่อลดรายจ่ายนอกระบบ และพัฒนาให้เป็นจุดท่องเที่ยว

ข้อคิดเห็น

เป็นเรื่องที่รัฐบาล ต้องดูแลอยู่แล้ว การเพิ่มช่องทางการหารายได้ของประชาชน เพียงแค่รัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพ และปรับเปลี่ยนเขตผ่อนผันให้สมเหตุผล

นอกจากนี้ไม่ใช่แค่พ่อค้าแม่ค้า ในเขตกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่ต้องการโอกาสในการค้าขายในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศรัฐบาลก็ต้องเพิ่มช่องโอกาสให้เช่นกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างที่รัฐบาลประกาศอยู่เสมอ

5.มาตรการ คนไทยเข้มแข็งลดภาระกองทุนน้ำมัน แก้ปัญหาค่าครองชีพโดยเฉพาะการแก้ปัญหากองทุนน้ำมัน โดยจะมีการยกเลิกการตรึงราคา LPG ในภาคอุตสาหกรรม แต่ยังตรึงราคาภาคครัวเรือนและขนส่งต่อไป เพื่อประชาชนจะได้ใช้ในราคาที่เป็นธรรม

ข้อคิดเห็น

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเป็นภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศทั้งภาคการผลิตและการบริโภคนั้น เกิดจากการที่รัฐบาลเก็บภาษีน้ำมันและเก็บเงินกองทุนน้ำมันสูงมากจนราคาขายปลีกในประเทศสูงเกินราคาน้ำมันกว่า 50% รัฐบาลเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันรวมแล้วกว่า 10 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังมีภาษีอื่นๆ อีก รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประชาชนต้องจ่าย รวมแล้วประชาชนต้องจ่ายเงินให้รัฐบาล 10-15 บาทต่อการเติมน้ำมัน 1 ลิตร

การลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต และท้ายที่สุดจะกลับมากระทบต่อราคาสินค้าและผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการลักลอบการใช้ LPG จากภาคครัวเรือนไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ และการตรึงราคาน้ำมันภาคการขนส่งจะเกิดปัญหาการลักลอบนำไปขายที่ชายแดนเพราะราคาที่แท้จริงสูงกว่าในประเทศ 3 เท่า

6.มาตรการ ทุกวันใช้ไฟฟรี การใช้ไฟฟ้าฟรีสำหรับคนที่ใช้ต่ำกว่า 90 หน่วยอย่างถาวรโดยการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเก็บเงินจากคนที่ใช้ไฟมากในอัตราที่สูง

ข้อคิดเห็น

ปัจจุบันรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อนำมาชดเชยโครงการนี้ถึง 22,624.09 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน และจะสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายภาระหนี้สินที่รัฐบาลก่อไว้ก็จะถูกผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบ โดยการเก็บภาษีมากขึ้น เช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มขึ้น การเก็บภาษีที่ดิน รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

การเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าต่างๆ ก็จะปรับเพิ่มขึ้น ประชาชนจะมีค่าครองชีพที่แพงขึ้นมากเมื่อเทียบกับการจ่ายค่าไฟเอง

แต่เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่มีมากขึ้นทุกวันในขณะนี้ รัฐบาลก็ควรจะชดเชยให้อย่างทั่วถึง ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด รัฐบาลอาจรับภาระเพียง 50 หน่วย ที่เหลือให้ประชาชนที่ใช้เกินจ่ายตามจริง ทั้งจะทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและรัฐบาลก็ใช้มาตรการนี้ได้อย่างถาวร ไม่เป็นภาระคงคลังมากนัก

7.มาตรการ ร่วมลดต้นทุนเกษตรกร ดูแลเรื่องของอาหารสัตว์ และการเข้าถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่ ไก่เนื้อ และสุกร มากขึ้น เปิดเผยข้อมูลต้นทุนราคาต่างๆ อย่างทั่วถึงเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือมีสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้ประชาชนรับรู้การเคลื่อนไหวของราคาต้นทุนต่างๆ จะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากนั้น ในส่วนของไข่ไก่ จะมีการทดลองให้มีการเลือกซื้อขายกันเป็นกิโล ซึ่งจะเป็นการประหยัดต้นทุนการคัดแยกไป อาจจะประหยัดได้ระหว่าง 5-10 สตางค์

ข้อคิดเห็น

ปัจจุบันราคาสินค้าทั้งไก่ ไข่ และเนื้อหมู มีราคาตามกลไกของตลาดอยู่แล้ว วัฒนธรรมการซื้อขายเป็นกล่องกระดาษ คัดแยก Grade ก็ถูกต้องแล้ว

บางคนที่มีรายได้น้อยต้องการซื้อเพียงแค่ 2-3 ฟอง ก็คำนวณได้ง่าย แต่หากต้องชั่งเป็นกิโล ก็ต้องหาตาชั่งขนาดเล็กที่มีความละเอียดของช่วงมากขึ้นจึงจะคิดราคาขายได้และอาจถูกโกงตาชั่ง

เรื่องที่รัฐบาลควรดูแลอย่างมากในตอนนี้คือ ราคาสินค้าเกษตร ที่ถูกบิดเบือนและมีปัญหาอยู่ เช่น ข้าว น้ำตาล น้ำมันปาล์ม โดยเฉพาะราคาน้ำมันปาล์มที่มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ แต่ราคาในประเทศกลับไม่ลดลง โดยเพิ่มขึ้นถึง 9 บาทต่อลิตร ดังนั้น ผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มในวันนี้จะได้กำไรเลยทันทีลิตรละ 9 บาท แต่ประชาชนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 9 บาทต่อลิตร และจะส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้นอีก

รัฐบาลควรเจรจากับผู้กำหนดราคาสินค้าเกษตร รวมถึงราคาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลอยู่แล้ว ก็จะสามารถแก้ปัญหาต้นทุนดังกล่าวได้

8.มาตรการ ราคาอาหารเป็นธรรมโปร่งใส อาหารในส่วนของผู้ประกอบการ โดยจะดูแลให้ทั้งเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อาหารในส่วนของผู้บริโภคจะต้องมีทางเลือกมากขึ้น ต้องมีการเปิดเผยต้นทุนการผลิต ต้องมีความโปร่งใส ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยมีแนวคิดจำหน่ายไข่เป็นกิโลกรัม

ข้อคิดเห็น

ราคาอาหารที่เป็นธรรมต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าอยู่ได้ และผู้บริโภคยอมรับได้โดยไม่เดือดร้อน

เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องดูแลอยู่แล้ว ซึ่งในแผนงานของกระทรวงพาณิชย์ ก็มีโครงการธงฟ้า เพียงแค่ดำเนินหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนก็ไม่เดือดร้อนจาก ราคาอาหารที่ไม่เป็นธรรมอยู่ในขณะนี้

9.มาตรการ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คือคนไทยเข้มแข็ง ปลอดภัย อาชญากรรม โดยเฉพาะจุดเสี่ยงกว่า 200 จุด จะมีการบูรณาการ การเพิ่มบุคลากรในการตรวจตราเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 200-300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าลดปัญหาอาชญากรรมได้ร้อยละ 20 ภายใน 6 เดือน

ข้อคิดเห็น

เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และจะไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้มากนักเพราะปัญหาที่แท้จริง คือ คนตกงาน ไม่มีงานทำ ช่องทางการหารายได้น้อยลงเนื่องจากเศรษฐกิจภาคประชาชนไม่ได้ดีขึ้น

เป็นการหาเหตุผลในการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์กล้องซีซีทีวีเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ จนกว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น

สรุปข้อคิดเห็น

9 มาตรการเป็นเรื่องนโยบายหาเสียงทางการเมือง เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น

วงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ 26,000 ล้านบาท ดูแล้วเป็นไปไม่ได้ และเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาท นโยบายนี้ไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

ขอตั้งกะทู้เพื่อขอบคุณนาย อภิสิทธิ์ ยอดนายกรัฐมนตรี..กระทู้ประชด??

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

โหลดมาจากพันทิปราชดำเนิน กระทู้คุณ พระรองตลอด



ขอตั้งกะทู้เพื่อขอบคุณนาย อภิสิทธิ์ ยอดนายกรัฐมนตรี

ขอขอบคุณที่ทำให้คนไทยรู้จักคำว่า “ปรองดอง” มากขึ้น คนไทยได้รู้ว่าคำๆนี้มันเป็นเพียงนามธรรม ที่มีความหมายสวยงาม มีไว้เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของใครบางคนเท่านั้น ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่กรุณาเปลี่ยนชื่อโครงการประชานิยม เป็นประชาภิวัฒน์ ทำให้คนไทยรู้ว่าท่านมีนโยบายเป็นของตัวเอง ไม่ได้ลอกใครเขามา ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า ความยุติธรรมนั้นมีอยู่ที่ศาลไคฟงเท่านั้น หาได้มีอยู่ที่ศาลรัฐธรรนูญไม่ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณกับโครงการเรียนฟรี ที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองยังคงต้องไปใช้บริการสถานธนานุบาล(โรงจำนำ)กัน อย่างเนื่องแน่นเหมือนเดิมในช่วงเปิดเทอม ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการ สามารถหาเงินเข้ารัฐได้เป็นกอบเป็นกำจากโครงการนี้ นั่นทำให้คนไทยรู้ว่า ท่านก็มีนโยบายหาเงินเข้ารัฐ มิใช่ไม่มีเลยอย่างที่ใครเขากล่าวหา ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณเครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยังต้องเสียบปลั๊กอยู่ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งได้มีน้ำสะอาดไว้บริโภค แม้ต้องเสียค่าไฟฟ้าก็ตาม ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า ความเสมอภาคมีจริง จาก การที่ท่านจะจัดเก็บค่าไฟฟ้าผู้ที่ใช้เกิน 90 ยูนิตเพิ่มขึ้น เพื่อมาทดแทนการลดค่าไฟให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 90 ยูนิต ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ส่งนมบูดไปให้อนาคตของชาติอย่างเยาวชนนักเรียน จุลินทรีย์ แลตโตบาซิรัสในนมบูดเหล่านั้น มีมากกว่านมเปรี้ยวตามปกติในท้องตลาดมากมายนัก ทำให้สมองของนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล มีการพัฒนาจนเทียบเท่ากับเด็กนักเรียนตามโรงเรียนชั้นนำ ลดปัญหาค่านิยมการส่งลูกหลานไปศึกษาต่อในโรงเรียนดังๆได้มากโข ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านใช้นโยบายสิทธิมนุษยชนในการปราบปรามยาเสพติด จน จำนวนผู้ถูกวิสามัญและฆ่าตัดตอนในคดีเหล่านี้ ลดน้อยจนแทบจะไม่มี ส่วนเด็กและเยาวชนของชาติ ยังไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้เสพปล่อยให้ติดไปก่อน เพราะนั่นเป็นแค่ปัญหาระดับครอบครัว เป็นสิ่งที่ภายในครอบครัวต้องแก้ไขกันเอง มิใช่ปัญหาระดับชาติที่ท่านต้องมากังวลสนใจ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า ฝีมือด้านกราฟฟิคคอมพิวเตอร์ของไทย นั้นยอดเยี่ยมระดับโลก เพราะไม่ว่าจะมีคลิปใดๆออกมา ท่านก็จะบอกว่า “ตัดต่อ” ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า ท่านมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติมาก แค่ไหน ทั้งการรีบส่งปลากระป๋องเน่าไปช่วยเหลือประชาชนทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำการสั่ง ซื้อ(ซึ่งท่านอ้างภายหลัง) ทั้งการวางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมในปีต่อไปก่อนที่จะลงไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ เดือดร้อนในปีนี้ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า ภัยก่อการร้าย เป็นภัยที่อันตรายและน่ากลัว จากกรณีนักรบชุดดำ(ตามท่านอ้าง)ในเหตุการณ์ปะทะแยกราชประสงค์ ซึ่งจนบัดนี้ยังจับไม่ได้สักคน ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ท่านทำให้รู้ว่า “งบลับ”อันมาจากเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ที่นำมาใช้ปราบปรามพี่น้องประชาชนเอง ไม่สามารถสอบถามได้ ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้ประเทศชาติ เป็นที่จับตาของสายโลก จากกรณีการกระชับพื้นที่ ย่านราชประสงค์ ส่งผลให้ข่าวในประเทศไทยเป็นข่าวระดับโลก ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบพระคุณที่ท่านช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่แฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งรัสเชียในกรณีส่งนายวิคเตอร์ บูทให้สหรัฐ ทั้งอิตาลีกรณีช่างภาพ ทั้งญี่ปุ่นกรณีนักข่าว และที่ลืมไม่ได้คือ กัมพูชากรณี 7 คนไทย ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ช่วยจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาให้ทหารในกองทัพได้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด GT200 รถหุ้มเกราะจากยูเครน(ซึ่งยังประกอบอยู่ คาดว่าไม่เกินชาตินี้คงได้ใช้) เรือเหาะ(ที่บัดนี้จอดนิ่งสงบอยู่ในโรงเก็บ ไม่เคยนำออกใช้ปฏิบัติการจริงสักครั้ง) ขอบพระคุณจริงๆ

ขอขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าคนเรียนจบเมืองนอกเมืองนาจากมหาลัยระดับโลก ไม่จำเป็นจะต้องฉลาดกว่าคนด้อยโอกาสทางการศึกษาจบ กศน. จึงต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษา มาคิดหานโยบายให้ประเทศไทยในราคาแสนถูก แค่ 92 ล้านบาท ขอบพระคุณจริงๆ

และท้ายสุด คือ เรื่องไข่ไก่ชั่งกิโลขาย ขอบขอบคุณจริง ที่นายก อภิสิทธิ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ราคา 92 ล้านบาทออกมา เพื่อเป็นการกลบเสียงครหาว่าเป็นรัฐบาลขาลอก การเป็นคิดนอกกรอบตามที่เพื่อนสมาชิกหลายคนในนี้ ได้ทำการ อวย เอ้ย...ชื่นชมไว้ สิ่งนี้ทำให้ผมได้รู้ว่า นโยบายและแนวคิดของท่าน มีความแตกจากจากท่านอดีตผู้นำจริงๆ และนั้นก็ตอกย้ำ ความเชื่อส่วนตัวของผมที่เลือก ที่จะชื่นชอบและสนับสนุนในตัวของท่านอดีตนายก พ.ต.ท ดร ทักษิณ ชิณวัตร ให้มากขึ้นไปอีก เพราะผมได้รู้แล้ว ว่าผมตัดสินใจไม่ผิดพลาด ต้องขอขอบพระคุณจริงๆ

ผู้ต้องขังพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เขียนจม.ถึงกรรมการสิทธิฯ ร้องถูกทหารซ้อมขณะจับกุม

ที่มา ประชาไท

22 ม.ค.54 นายอานนท์ นำภา ตัวแทนทนายความจากสำนักทนายราษฎรประสงค์ กล่าวว่า ได้รับจดหมายเขียนด้วยลายมือ จากนายกฤษณะ ธันยชัยพงษ์ และนายสุรชัย พริ้งพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม ด้วยความผิดฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินช่วงที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.53 โดยผู้ต้องขังทั้งสองได้ร้องขอให้ทางสำนักงานเป็นตัวกลางในการนำจดหมายร้องเรียนนี้ไปยื่นให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งก็ได้นำไปยื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ (21 ม.ค.)
จดหมายดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องขังทั้งสองคนถูกจับกุม ขู่บังคับ และทำร้ายร่างกายโดยทหารซึ่งตั้งด่านอยู่บริเวณถนนบรรทัดทองระหว่างที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพ.ค.53 และเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิฯ เข้ามาตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว

กวีตีนแดง: หนุ่มสาวเอย...เจ้าเคยหรือยัง

ที่มา ประชาไท

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยหรือยัง

สู้เพื่อสร้าง โลกใหม่ใฝ่ฝัน

เพื่อดอกไม้บาน ต้านแสงตะวัน

เราเขาเธอฉัน เท่ากันทุกคน

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยใช่ไหม

เห็นผู้ยากไร้ ตายข้างถนน

ผู้ถูกกดขี่ แววตาที่ทุกข์ทน

เห็นใช่ไหมสายฝน ปนเลือดหยดหยาดมา

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยรู้ใช่ไหม

สายลมชนิดใด ให้หวนร่ำหา

เมล็ดพันธุ์ใด หยั่งรากไว้กลางท้องนา

ไหวใดดอกไม้ป่า ผลิท้าแรงลมบน

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยเชื่อใช่ไหม

เราจักจุดดวงไฟ ส่องทางไปทุกแห่งหน

จักทอดกายลงต้าน ทวนทานสายน้ำวน

จักพลีร่างเป็นทางทน ให้มวลชนฝ่าข้ามไป

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยหรือยัง

ลุกขึ้นสู้เพื่อสร้าง โลกแห่งฝันใฝ่

ลบรอยคราบน้ำตา ประชาราษฎร์ผู้ยากไร้

หยัดยืนอย่างท้าทาย มอบหัวใจให้ชาวนา

หนุ่มสาวเอย เจ้าเคยหรือยัง

ตายเพื่อสร้าง สังคมก้าวหน้า

ยืนยันสิทธิเสรี วิถีมวลประชา

หนุ่มสาวเอยลุกขึ้นมา เปลี่ยนโลกใหม่ด้วยมือเรา

เพียงคำ ประดับความ

21 มกราคม 2554

หมายเหตุ บทกวีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) ที่ตูนิเซีย และบทเพลงหนุ่มสาวเสรี ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

อนุสรณ์ อุณโณ:รถด่วนขบวน 112

ที่มา ประชาไท

ขณะดูหนังฝรั่งฉากที่คนเป็นแม่กำลังว่ากล่าวตักเตือนลูกชายที่เกกมะเหรก เกเรว่า “อย่าไปมีปัญหากับกฎหมาย” ผมไพล่คิดไปว่าถ้าเป็นกรณีเมืองไทยพ่อแม่จะพูดว่าอย่างไร ผมจำไม่ได้ว่าในหนังหรือละครทีวีไทยเรื่องไหน แต่จำได้ว่าในท้องเรื่องพ่อแม่ซึ่งเป็นคนชนบทยากจนบอกลูกชายซึ่งก็ไม่ได้มี ทีท่าว่าจะออกนอกลู่นอกทางแต่อย่างใดว่า “อย่าไปมีเรื่องกับคนมีอำนาจ” เรื่องเล่าทั้งสองเรื่องชี้ให้เห็นความเข้าใจและความเป็นจริงของชีวิตที่แตก ต่างกันของคนในสองสังคมอย่างสำคัญ

ตัวละครฝรั่งคิดว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในสังคมที่กฎหมายเป็นแหล่งของระเบียบและ อำนาจ การทำผิดกฎหมายจะนำความเดือดร้อนมาสู่ชีวิต จึงควรเลี่ยงเสีย แต่ตัวละครไทยคิดว่าพวกเขาอยู่ในสังคมที่กติกาถูกกำหนดโดยคนที่มีอำนาจ ฉะนั้น แทนที่จะมัวกังวลว่าจะทำผิดกฎหมายข้อไหน คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขาจำต้องระมัดระวังว่าอย่าไปขวางทางผู้มี อำนาจคนใดเข้า หาไม่แล้วชีวิตจะลำบาก

แต่การให้ภาพที่ต่างกันอย่างสุดขั้วเช่นนี้ชวนให้ไขว้เขวและมองไม่เห็นความ สลับซับซ้อนที่แฝงอยู่ เพราะในสังคมฝรั่งมีหลายสถานการณ์ที่ระเบียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมาย เช่น ในย่านคนมีรายได้น้อยมักมี “ขาใหญ่” คุม ในเวลาเกิดความวุ่นวายในสนามกีฬา ตำรวจมักอาศัยความสามารถในการใช้ความรุนแรงในการควบคุมผู้คนแทนที่จะเป็นตัว บทกฎหมาย ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน กฎระเบียบของคนที่มีอำนาจในสังคมไทยไม่ได้แยกขาดจากกฎหมาย เพราะนอกจากจะเอื้อให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นเจ้าพ่อ และผู้มีอิทธิพล กฎหมายไทยเป็นที่มาของการมีอำนาจนอกกฎหมายที่ถูกกฎหมาย

นักคิดฝรั่งคนหนึ่งเสนอว่าการทำความเข้าใจ “อำนาจเหนือหัว” (sovereignty ซึ่งมักแปลกันว่าอำนาจอธิปไตย) มักมุ่งไปที่อำนาจในการบังคับใช้กฎระเบียบ แต่ไม่สู้ให้ความสำคัญกับอำนาจในการงดใช้กฎระเบียบ ทั้งๆ ที่ความสามารถในการงดใช้กฎระเบียบคือหัวใจของอำนาจเหนือหัว เพราะคุณสมบัติสำคัญของ “เจ้าเหนือหัว” (sovereign) คือการมีความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการยกเว้นการประยุกต์หรือบังคับใช้กฎหมาย นักคิดคนดังกล่าวเสนอว่าเพราะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเว้นการบังคับใช้ กฎหมาย เจ้าเหนือหัวจึงวางตัวเองอยู่นอกกฎหมายอย่างถูกกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งคืออยู่นอกและในกฎหมายในเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์กับกฎหมายอย่างขัดกันจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของเจ้าเหนือหัว

คุณูปการสำคัญประการหนึ่งของการพิจารณาอำนาจในลักษณะเช่นนี้คือการชี้ให้ เห็นว่าอำนาจที่เชื่อว่าเป็นของคู่ยุคโบราณไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่ยังคงโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาในยุคปัจจุบันควบคู่ไปกับอำนาจสมัยใหม่ จำพวกระเบียบวินัยและข้อควรปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานที่จำพวกค่ายผู้อพยพ สถานกักกัน หรือแม้กระทั่งบางส่วนของสนามบิน เพราะถึงแม้ว่าสถานที่เหล่านี้จะดูมีความจำเพาะหรือเป็นข้อยกเว้น แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปฏิบัติการอำนาจประเภทนี้ที่มีให้เห็นโดยทั่วไป

สังคมไทยไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับอำนาจประเภทนี้ แต่ก็มีลักษณะจำเพาะที่จำเป็นต้องพิจารณาปัญหาแตกต่างออกไป เพราะความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบียบความ สัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองไทย แทนที่จะจำกัดอยู่ในบางสถานที่หรือบางสถานการณ์เช่นในสังคมฝรั่ง กล่าวในระดับการเมืองการปกครอง “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” (ซึ่งใกล้เคียงกับ Constitutional Monarchy แต่ก็ไม่ใช่) มีคุณลักษณะสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้นของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม อาทิ จากเดิมที่ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประหารชีวิต ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเพียงพระองค์เดียวที่สามารถพระราชทานอภัยโทษ ประหารชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งคือทรงสามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายข้อนี้ได้ ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญก็บัญญัติให้พระองค์ทรงอยู่พ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย ทุกข้อ หรืออีกนัยหนึ่งคือทรงอยู่นอกและในกฎหมายในเวลาเดียวกัน

การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมโดยทั่วไปก็มีความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้น เป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น กฎระเบียบจำนวนมากสงวนไว้สำหรับเด็ก แต่ไม่บังคับใช้สำหรับผู้ใหญ่ เด็กจะไม่สามารถไว้ผมหรือแต่งกายตามที่ต้องการได้ตราบเท่าที่ยังไม่โตเป็น ผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ต้องอาศัยอำนาจของผู้ใหญ่ในการได้รับข้อยกเว้น หรือไม่อีกกรณีก็คือต้องฝ่าฝืนกฎระเบียบด้วยตนเอง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็น “หัวโจก” หรือเป็นผู้นำของกลุ่มเพราะความที่สามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎระเบียบกับตน เองได้ ในทำนองเดียวกัน กฎศีลธรรมจำนวนมากใช้บังคับเฉพาะผู้หญิง ไม่หมายรวมผู้ชาย ผู้หญิงไม่ควรกินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ควรเที่ยวกลางคืน ไม่ควรพูดจาเอะอะมะเทิ่ง ฯลฯ การสวมบทบาท “ชายไทย” จึงกลายเป็นช่องทางของผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่งในการที่จะได้รับข้อยกเว้นจากกฎ ศีลธรรมเหล่านี้ และ “ก๊วน” ของผู้หญิงไทยโดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากก็ก่อตัวขึ้นภายใต้ เงื่อนไขดังกล่าวนี้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการจัดความสัมพันธ์ภายในระบบราชการหรือแม้แต่สถาน ที่ทำงานทั่วไปที่ต่างมีความสามารถในการประกาศสภาวะยกเว้นเป็นองค์ประกอบ สำคัญทั้งสิ้น

แต่ระเบียบทางสังคมเช่นนี้มีปัญหา เพราะข้อยกเว้นหมายถึงความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรม ทรงผมและเครื่องแบบนักเรียนถูกคิดขึ้นบนฐานของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ สถาบันและอำนาจที่อยู่เบื้องหลังมากกว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างเงื่อนไขที่ เอื้อต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็กนักเรียน คติกุลสตรีไทยก็ไม่ได้คิดบนฐานของสุขภาพหรือสวัสดิภาพของผู้หญิงเท่าๆ กับการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอกันระหว่างเพศ การสวมบทบาทของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น “ผู้ใหญ่” หรือ “ชายไทย” โดยเด็กและผู้หญิงเพื่อจะได้รับสิทธิยกเว้นเช่นเดียวกันจึงไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่จะทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างวัยและเพศขาดสมมาตรยิ่งขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ระเบียบทางการเมืองที่วางอยู่บนสภาวะยกเว้นก็ไม่ใช่คำตอบของคนส่วนใหญ่ และขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยและนิติรัฐที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคของ ประชาชนภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมไทยพึงกระทำจึงไม่ใช่ การโหน “รถด่วนขบวน 112” หรือสวมบทบาทของอีกฝ่ายภายใต้ข้ออ้างเพื่อความเท่าเทียมในการดำเนินคดีกับพลเอกเปรมและพวก เพราะจะยิ่งตอกย้ำสภาวะยกเว้นให้หนาแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น แต่ควรเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงการเอาผิด ในลักษณะดังกล่าวเสีย หากต้องการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 20 วันที่ 14-19 มกราคม 2554)

นักวิชาการถกบทบาท ‘นิวมีเดีย’ ชี้ ‘ปฏิรูปสังคม’ ต้องเชื่อม ออนไลน์-ออฟไลน์

ที่มา ประชาไท

เปิดตัวหนังสือ ‘สื่อออนไลน์ Born To Be Democracy’ ชวนนักวิชาการหลากสาขาถกบทบาทข้อเด่นข้อด้อยสื่อออนไลน์ ชี้เปลี่ยนแปลงสังคมต้องเชื่อมโลกออนไลน์กับออฟไลน์ เรียกร้องรัฐสร้างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม

21 ม.ค.54 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “สื่อออนไลน์ Born To be democracy” และมีวงเสวนาว่าด้วยสื่อออนไลน์และวิจารณ์หนังสือดังกล่าว จัดโดยเว็บไซต์ประชาไท สนับสนุนโดยมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวเป็นการรวมบรวมบทสัมภาษณ์จากผู้สังเกตการณ์ ‘นิวมีเดีย’ จากแวดวงต่างๆ อาทิ รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.), ปราปต์ บุนปาน เว็บไซต์มติชนออนไลน์, สมบัติ บุญงามอนงค์ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง, สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ เครือเนชั่น, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์อาเซียนศึกษา สิงคโปร์, อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต, สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ทิวสน สีอุ่น เครือข่ายพลเมืองเน็ต, มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย, ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ

ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงชื่อหนังสือว่า ไม่แน่ใจว่าสื่อออนไลน์เป็นประชาธิปไตยโดยตัวเอง แต่น่าจะเป็นเครื่องมือนำไปสู่ประชาธิปไตยมากกว่า หรือเรียกว่า born to become democracy นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ซึ่งผู้คนมักมองเห็นพลังและแง่บวกของมันมากในการสร้าง “พื้นที่สาธารณะ” อย่างไร้พรมแดนว่า ถึงที่สุดโลกออนไลน์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับโลกออฟไลน์ พรมแดนทางออนไลน์ก็มีเช่น ภาษา หรือกฎกติกาในเว็บต่างๆ คำถามอยู่ที่ว่าคนจะมีส่วนร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคมออนไลน์นั้นได้อย่างไร รัฐก้าวล่วงมาได้มากแค่ไหนในพื้นที่อินเทอร์เน็ตซึ่งเหมือนกับพื้นที่ประชาสังคมในโลกออฟไลน์

ในแง่ความเท่าเทียม สื่อนี้กล่าวได้ว่าเป็นของกระฎุมพี สิ่งที่ทำได้เป็นเพียงขยายพื้นที่ของการสื่อสารทางการเมืองมากกว่าจะเป็นการส้างพื้นที่ใหม่ๆ อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่โลกอินเทอร์เน็ตช่วยได้บ้างก็คือ การทำให้คนฉุกคิด แต่ก็คงอีกนานกว่าคนจะเข้าใจว่า สิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นสัจจะธรรมชาติ เป็นแค่ความเชื่อหนึ่งเท่านั้น

ยุกติเสนอว่า ควรเรียกร้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม เหมือนประเด็นสาธาณสุข และยังต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารอื่นๆ ในโลกจริง หรือต้องสร้างสังคมประชาธิปไตยในโลกออฟไลน์ให้เป็นจริงขึ้นมา และมีทางนี้เท่านั้นที่จะได้ประชาธิปไตยในโลกออนไลน์

ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับนิวมีเดียวในไทยว่า แม้แต่สื่อออนไลน์ที่ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกก็ยังเซ็นเซอร์ในบางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่ขัดกับอุดมการณ์หลักของสังคม เช่น กรณีข่าววิกิลีกส์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย นอกจากนี้นิวมีเดียไม่สามารถส่งผลสะเทือนได้ กำหนดประเด็นหลักได้โดยตัวเองแต่จำเป็นต้องการเครื่องมืออื่นในการผลิตซ้ำ และเนื่องจากเฟซบุ๊กเริ่มมีบทบาทมากขึ้นจนกกลายเป็นเครื่องมือรณรงค์ทางการเมืองที่สำคัญหลังวิกฤตการเมืองและสื่อเสื้อแดงทั้งหลายถูกปิด เสรีภาพการแสดงความเห็นในสังคมตกต่ำลง แต่ก็มีข้อท้าทายสำคัญที่เกิดขึ้นใหม่ว่า นิวมีเดียจะรับบทบาทเป็นแหล่งสร้างชื่อเสียงให้คนหรือจะเป็นหน่วยงผลิตองค์ความรู้กันแน่ โดยยกตัวอย่างปรากฏการณ์การแชร์บทความอย่างกว้างขวางโดยไม่ได้อ่านในเฟซบุ๊ก

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ฐานคิดคำว่า “ประชาธิปไตย” ของหนังสือเล่มนี้คือ เสรีประชาธิปไตย ซึ่งให้คุณค่าสูงสุดกับเสรีภาพ และเนื้อหาโดยรวมของหนังสือให้ภาพว่าสื่อออนไลน์เป็นพื้นที่ที่คนสามารถแสดงออกในมิติต่างๆ อย่างหลากหลาย มีสภาพเป็น “ตลาดความคิด” ซึ่งสภาพแบบนี้แปลว่ามันต้อง “มั่ว” อย่างสุดๆ และเราไม่ต้องกลัวกับ “ความมั่ว” ดังกล่าว

ชลิดาภรณ์ยังพูดถึงบทบาทการเป็น “พื้นที่ทางเลือกของสื่อออนไลน์” ว่า มันเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารความคิด เป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับคนจำนวนมากที่ถูกเบียดขับจากค่านิยม ความเชื่อ กระแสหลัก เช่น คนมีเพศวิถีทางเลือก, เกย์ ฯลฯ และยังเป็นพื้นที่ของ “จินตนาการ” ที่คนจำนวนมากสามารถแสดงออก แสวงหาหรือเสพอะไรก็ตามที่เขาชอบแต่ทำไม่ได้ในพื้นที่ออฟไลน์ ซึ่งพวกเขาไม่ “กล้าหาญ” พอจะทำในโลกจริง

“นี่คือ ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เราอยากได้ แต่ปัญหาก็คือ มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งบังเอิญเสียงดัง เชื่อว่าคนแสดงออกออนไลน์จะเชื่อมไปสู่พฤติกรรมออฟไลน์ เช่น ความรุนแรง เพศนอกกรอบ ทำให้รัฐไทย ซึ่งไม่ได้สมาทานเสรีนิยม ไม่ลังเลที่จะไล่เซ็นเซอร์พื้นที่ออนไลน์ในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องการเมือง แต่แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวมากๆ อย่างเรื่องเพศวิถี เป็นการเซ็นเซอร์แม้กระทั่งจินตนาการของมนุษย์ โคตรมหาโหดนะรัฐไทย” ชลิดาภรณ์กล่าว

ชลิดาภรณ์กล่าวถึงลักษณะของพื้นที่ออนไลน์อีกว่า มันมีลักษณะเป็น “พื้นที่กล่อมประสาท” ทำให้คนเกิดสภาพปิดใจ ปิดหูต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงน่าคิดว่าเราในฐานะผู้ใช้สื่อออนไลน์จะใช้สภาพตลาดความคิดให้เป็นประโยชน์ ด้วยการพยายามละลายสี สลายขั้วได้อย่างไร และที่สำคัญที่ต้องส่งเสริมคือ ความอดทนอดกลั้น ซึ่งพูดง่ายแต่ทำได้ยาก

สมบัติ บุญงามอนงค์ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ข้อเด่นของอินเทอร์เน็ตคือการใให้สิทธิคนธรรมดา ด่าหรือวิจารณ์ในทางสาธารณะได้ และข้อมูลมีอายุยืนยาวในออนไลน์ นอกจากนี้มันยังทำลายวาทะเรื่องผู้ชนะ หรือรัฐเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันผู้คนต่างเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง ส่วนการเชื่อมโยงโลกออนไลน์กับออฟไลน์นั้นจำเป็นต้องเดินไปคู่กัน และสปีดของออนไลน์นั้นสื่อสารได้รวดเร็วประมาณ 7 เท่าซึ่งน่าจะมีผลให้โลกออฟไลน์เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นด้วย

เปิดจม.นักโทษแดงร้องกก.สิทธิถูกทหารทรมานน้ำมันราดขู่เผา ชีวิตคุกสุดโหดวอนอย่าทอดทิ้งกัน

ที่มา Thai E-News


ทหารไม่เชื่อได้ซ้อมพวกเรา ทำร้ายร่างกายทั้งมือและเท้า เอาแส้มาฟาด นำน้ำมันมาราดตัวเราสองคน จะจุดไฟแช็กเตรียมเผาพวกเรา ขู่ฆ่าพวกเรา ถ้าไม่ยอมบอกข้อมูลชายชุดดำในราชประสงค์ จากนั้นทหารอีกกลุ่มหนึ่งมาทรมานพวกเราต่อ โดยทหารสวมหมวกคลุมหน้าบอกว่าเป็นหน่วยสังหารได้บีบคอพวกเราจนหายใจไม่ออกทรมานมาก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 มกราคม 2554

ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ ได้เผยแพร่จดหมายของนักโทษการเมืองฉบับหนึ่งที่ส่งถึงนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของพวกเขาที่โดนทำร้ายอย่างทารุณ ในช่วงของการจับกุมในเหตุการณ์ชุมนุมเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จดหมายของนักโทษการเมือง 2 รายคือนายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ และนายสุรชัย พริ้งพงษ์ ลงวันที่ 17 มกราคม 2554 ส่งจากเรือนจำคลองเปรม (แดน 8) 33/2 มีใจความว่า

"กระผมเป็นนักศึกษาถูกเจ้าหน้าที่ทหารตั้งด่านจับกุมหลังสนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ขณะขับรถยนต์เดินทางกลับบ้านในวันที่ 16 พฤษภาคม 53 ถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจยัดเยียดข้อกล่าวหาโดยมิชอบ ข่มขู่บังคับให้รับสารภาพ โดนดำเนินคดีละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลตัดสินจำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทั้งที่พวกกระผมไม่ได้กระทำผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินใดๆทั้งสิ้น

สืบเนื่องจากพวกกระผมสัญจรเส้นทางถนนบันทัดทองปกติทุกวัน โดยระหว่างขับรถยนต์เดินทางกลับบ้านได้เจอทหารตั้งด่าน ทหารได้เรียกให้จอดรถ ให้ลงจากรถไปยืนพิงกำแพงมัดมือพวกเราค้นตัวพวกเราไม่เจออะไร ทหารได้ถามว่ารู้จักชายชุดดำที่ราชประสงค์หรือไม่ พวกเราเป็นนักศึกษากำลังจะกลับบ้านซึ่งอยู่ในวัดชัยมงคล ถนนพระราม1ห่างจากด่านจับกุม200เมตร ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชายชุดดำที่ราชประสงค์

ทหารไม่เชื่อได้ซ้อมพวกเราสองคน ทำร้ายร่างกายทั้งมือและเท้า ได้เอาแส้มาฟาด นำน้ำมันมาราดตัวเราสองคน จะจุดไฟแช็กเตรียมเผาพวกเรา ขู่ฆ่าพวกเรา ถ้าไม่ยอมบอกข้อมูลในราชประสงค์ จะให้ทหารสังหารอีกกลุ่มหนึ่งมาทรมานพวกเราต่อ พวกเราไม่ทราบทั้งสิ้น หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 นาที ได้มีทหารที่บอกไว้เข้ามาหาพวกเรา ทหารสวมหมวกคลุมหน้าบอกว่าเป็นหน่วยสังหารได้บีบคอพวกเราจนหายใจไม่ออกทรมานมาก แถมเตะด้วยเท้าทำร้ายร่างกายโดยอำมหิต ขู่พวกเราว่าเดี๋ยวจะเรียกนักข่าวมา ถ้าปากดีบอกอะไรไม่ดีโดนฆ่าแน่

หลังจากนั้นนักข่าวจากที่ไหนไม่รู้กว่า10คนมาถ่ายรูปพวกเรา นักข่าวถามพวกเราบอกว่าเป็นนักศึกษา ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการชุมนุมเลย หลังจากนั้นทหารได้จับพวกเราส่งสน.ปทุมวัน ทหารจะมาข่มขู่ตำรวจให้ยัดเยียดพวกเราในสน. ทหารมาคุมตำรวจทำคดีถึงในห้องสอบสวน พวกเราได้ยินมาว่าเป็นทหารจาก ร.31 พัน2 รอ.มีประมาณ10กว่าคน พวกเราจำหน้าได้ทุกคน และตำรวจที่ยัดเยียดข้อกล่าวหาด้วย

ซึ่งกระผมและทนายขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ทุกคนในการจับกุมพวกกระผม คำให้การของพวกเราเป็นจริงทุกประการ ขอแสดงความเคารพอย่างสูง"

นักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แกนนำเผยชีวิตในคุก ขอบคุณห้องแคมฟร็อกไม่ทอดทิ้ง

ขณะที่กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม ได้ลงจดหมายจาก"ผู้ต้องขังนิรนาม"รายหนึ่งเพื่อ ขอขอบคุณสหายกลุ่มเรดแคมฟร็อก โดยมีเนื้อหาดังนี้

สวัสดีครับพี่พิชัย และพี่มิโกะที่นับถือ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบคุณ พี่ทั้ง 2 คนรวมถึงคณะทำงานในกลุ่ม “เรดแคมฟร็อก” ทุกท่านสำหรับการให้ความช่วยเหลือพวกเรา เหล่าผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำอื่นๆ ที่ทางกลุ่มได้ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือใน 2 ครั้งที่ผ่านมา และต้องกราบขออภัยจริงๆ ที่ผมยังไม่เคยได้แสดงการขอบคุณทางกลุ่ม “เรดแคมฟร์อก” อย่างเป็นทางการซักที (เพราะลืมขอที่อยู่ในการติดต่อกลับ) ดังนั้นผมขอถือเอาโอกาสนี้ ในการแสดงความขอบคุณในน้ำใจ และความเสียสละ ที่ช่วยเหลือพวกเราแบบปิดทองหลังพระมาโดยตลอด

ผมขอบอกตามตรงนะครับว่า ภายหลังจากที่พวกเราหลายคน รวมถึงแกนนำถูกจับกุมคุมขังมาตั้งแต่เริ่มชุมนุมใหญ่ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน 12 มีนาคม 2553 พวกเราต่างประสบความยากลำบากแตกต่างกันไป ในที่นี้ผมจะไม่ขอกล่าวถึงกลุ่มแกนนำที่พวกเขาอาจได้รับความสะดวกสบาย มากกว่า เพราะทาง นปช ได้ให้การดูแลอยู่ในฐานะแกนนำ ซึ่งพอจะมีทุนอยู่บ้าง และแน่นอนถ้าพูดตามหลักความจริงแล้ว แกนนำย่อมสำคัญกว่าเสมอ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีนักโทษอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สำหรับผมแล้วคิดว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ การสนับสนุนต่างๆ ตลอดเวลาทีอยู่ในเรือนจำบางคนไม่มีเงินสำหรับใช้จ่ายเลย บางคนไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น บางคนต้องต่อสู้คดีโดยลำพัง อย่างโดดเดียวไร้การแนะนำทางคดี บางคนไม่มีแม้ญาติพี่น้องมาเยี่ยม หรือบางคนญาติไม่กล้ามาก็มี เหล่านี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับพวกเราในปัจจุบันนี้ ซึ่งใครไม่เคยเข้าคุกมาก่อนย่อมไม่เข้าใจหรอกว่ามันมีความทุกข์ทรมานเพียงใด ซึ่งผมเองก็อยู่ในกลุ่มหลังนี้ และเข้าใจในจุดนี้ดี

บางคนไม่รู้ ก็อาจจะได้ทราบข่าวว่า มีการยื่นมือเข้ามาช่วยของภาพส่วนต่างๆ เช่นตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนของฝ่าย นปช.เอง หรือองค์กรอื่นๆ เข้ามาดูแลเอาใจใส่พวกเราเป็นอย่างดี แต่ในความจริงแล้ว มีการเข้ามาจริง แบบนับครั้งได้ นั้นคือครั้งแรกเมื่อตอนหลังสลายการชุมนุมใหม่ๆ มีคณะ สส.จากเพื่อไทยเข้ามาขอพบพวกเราทั้งหมด และครั้งนั้นได้มอบเงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาท พร้อมข้าวของเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง รวมถึงอาหาร 1 มื้อ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้ามาอีกเลย ครั้งที่ 2 เมื่อไม่นานมานี้ คือการได้รับเงินช่วยเหลือจากทาง นปช จำนวน 5,000 บาท (ทราบว่าเป็นเงินที่ได้จากการจัดคอนเสิร์ต) และล่าสุดหลังจากที่ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการประชาชน นปช.ใหม่ๆ ก็มีการเข้ามาพบครั้งใหญ่ และบอกว่าจะช่วยเหลือเงินคนละ 1,000 บาท แต่จนถึงวันนี้พวกเราหลายๆ คนก็ยังไม่ได้รับเลย

การใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำดูแล้วอาจจะเหมือนง่าย เพราะมีอาหารให้กันครบ 3 มื้อ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ “อาหารคุก” ก็จะมีคุณภาพในระดับหนึ่ง ซึ่งผมเองคงไม่สามารถจะบรรยายให้เห็นภาพได้ แต่คิดว่าพวกเราน่าจะเข้าใจดีว่ามันจะให้ดีเท่ากับข้าวแกง ถุงละ 20 บาทที่เราหาซื้อได้ตามข้างถนนก็คงเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นถ้าเราอยากจะกินของดี เราก็ต้องซื้อเอง ไหนจะสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม แฟ๊บของใช้ส่วนตัวจิปาถะ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น (ไม่นับรวมค่าขนมที่บางทีเราอยากจะกินอะไร,เล่นๆ บ้าง) มิหนำซ้ำบางคนจะมี คชจ.ในการจ้างงานเข้ามาอีก เพราะการอยู่ในคุกก็ต้องทำงาน เช่นทำถ้วยกระดาษ งานเย็บรองเท้า เป็นต้น เหล่านี้ล้วนต้องมีค่าใช่จ่ายทั้งสิ้น ถามว่าไม่จ้างได้มั้ย ? ตอบว่าได้นะ แต่เราก็คงต้องเหนื่อยกันทั้งวัน บางทีก็อยากจะพักบ้าง เอาเป็นว่าการใช้ชีวิตอยู่ในนี้ มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินบ้างเป็นธรรมดา ลองคิดดูละกันว่า จนถึงวันนี้บางคนเข้าเดือนที่ 8 บ้างก็ 9 กับเงินได้รับการช่วยเหลือมามันจะเพียงพอหรือไม่?

อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าการได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ ซึ่งบอกตามตรงเลยว่าพวกเราได้รับน้อยมาก เพราะพี่น้องส่วนใหญ่ที่มาเยี่ยม ก็จะเยี่ยมแต่แกนนำ แกนนำมีคนมาเยี่ยมทุกวัน มีของฝากทุกวันอย่างเหลือใช้ แถมมีคนมาให้กำลังใจทุกวัน แล้วพวกที่ไม่ใช่แกนนำละ เค้าแตกต่างจากแกนนำตรงไหน ทุกคนก็รู้สึกอยากได้กำลังใจบ้าง อยากมีคนมาเยี่ยมบ้าง อยากได้ของฝากบ้างเช่นกัน แต่พวกเราหลายคน จนถึงตอนนี้ บางคนก็ไม่เคยมีญาติมาเยี่ยมเลยก็มี

ขออภัยที่คุยนอกเรื่องไปมาก ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพราะต้องการจะขอนำเสนอความจริงที่เกิดขึ้น ให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ ได้รับรู้และเข้าใจความจริงจากคนที่อยู่ในคุกจริงๆ อย่างผมบ้างก็เท่านั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในขณะที่พวกเรา ต่างเฝ้าคอยการช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแลจากกลุ่มบุคคล องค์กรที่เราต่างก็คาดหวัง และฝากความหวังไว้ และท้ายสุดก็พอกับความผิดหวัง แต่กลับมีกลุ่มบุคคลที่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา นั้นคือกลุ่ม “เรดแคมฟร็อก” ที่มีพี่พิชัย พี่มิโกะ และอีกท่านหนึ่งที่ผมขออภัยที่จำชื่อท่านไม่ได้ (พี่พิชัยบอกชื่อผมแล้วและผมลืม)

การเข้ามาช่วยเหลือในครั้งแรก ผมจดไว้ว่ามาวันที่ 12 ตุลาคม 2553 (มีพี่พิชัย,พี่มิโกะ,คุณเปมิกาและคุณสุนัน) ครั้งนั้นทราบว่าพี่ๆ ได้รายได้จากการจัด โบว์ลิ่งการกุศล และได้มอบเงินช่วยเหลือให้ผม 2,000 บาท รวมถึงสบทบทุนช่วยค่าใช้จ่ายแก่บุตรผมเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาทเช่นกัน ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบสหายที่รู้จักทางไซเบอร์ คนแรกตั้งแต่ผมถูกจับเข้ามา คือ พี่มิโกะ พี่สาวคนสวยของผม และครั้งนี้เองที่ทำให้ผมได้พบกับพี่ชายที่น่ารักอย่างพี่พิชัย (พี่ๆ อีก 2 คน ที่มาด้วยกันผมก็ดีใจที่ได้พบเช่นกันนะครับ) และครั้งนี้เช่นกันที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “เพื่อนๆ ทางไซเบอร์ ไม่ได้ทอดทิ้งผม

พี่มิโกะบอกว่ากลุ่มเรดแคมฟร็อก เป็นกลุ่มทำงานเล็กๆ ที่ทำกันเพียงไม่กี่คน และพี่พิชัยก็เคยเล่าให้ผมฟังว่า พวกพี่ๆ และทีมงานเพียงไม่กี่ชีวิตนี่แหละ ที่เสียสละความสุขส่วนตัวกัน โดยการไปยืนถือกล่องรับบริจาคเงินให้กับพวกเราโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พี่เชื่อมัยว่าผมจินตนาการเห็นภาพ พี่ๆ ยืนถือกล่องรับบริจาคเงินเพื่อมาช่วยพวกผมแล้ว ผมตื้นต้นใจจริงๆ เพราะแน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่กว่าจะได้เงินแต่ละบาทมาช่วยเหลือพวกเรา เหรียญบาท 5 บาท 10 บาท แบงก์ 20 แบงก์ 50 จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน, เป็นหมื่น ที่หามาให้พวกเรา จากน้ำใจพี่น้องของเราเอง มันได้สร้างความประทับใจมิอาจจะลืมได้ กับพวกเราทุกคน ที่ได้รับเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ผมกราบขอบคุณแทนพวกเราที่อยู่ในเรือนจำแห่งนี้จริงๆ ครับ

และสำหรับล่าสุด กับการช่วยเหลือครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554 พี่มิโกะ พี่พิชัย ก็ได้กรุณาช่วยพวกเราอีกครั้ง ทราบมาว่าได้มาจากการจัดงานโบว์ลิ่งการกุศล แต่รายได้หลักมาจากได้รับความเมตตา บริจาคใส่กล่องมาให้ ครั้งนี้ พี่พิชัยได้กรุณามาเยี่ยมผม เพราะมีมิโกะต้องทำหน้าทีโอนเงินเข้าบุ๊ค (บัญชี) พวกเรา ซึ่งดูเหมือนครั้งนี้จะให้จำนวนคนมากกว่าครั้งก่อน

พี่พิชัย ดูออกจะเหนื่อยๆ สักนิด แต่ยังคงความหล่อเนี๊ยบเหมือนเช่นครั้งก่อนๆ ผมเองทราบดีว่าพี่ๆ ทุกคนต่างทุ่มเทและเสียสละเพื่อพวกเราจริงๆ ผมไม่ทราบว่าพี่จะสามารถตีเยี่ยมผู้ต้องขังที่อยู่ในลิสต์ได้ครบทุกคนหรือ เปล่า แต่เข้าใจว่าไม่น่าจะทำได้ด้วยเวลาอันจำกัด และอาจจะโอนเงินได้อย่างเดียว ซึ่งแน่นอนทุกคนที่ได้รับเงินคงจะแปลกใจว่ามีเงินเข้ามาในบัญชีได้อย่างไร และพวกเค้าเหล่านั้น จะรู้มัยว่ากลุ่มพวกพี่ “เรดแคมฟอกซ์” เป็นผู้ให้มา แล้วกลุ่ม นปช.จะรู้มัยว่าพี่ๆ ได้ช่วยแบ่งเบาภาระจากเค้า เอเชียอัพเดทจะประกาศสดุดีในการทำประโยชน์ของ “เรดแคมฟรอก” ให้คนเสื้อแดงทั่วโลกได้รับรู้ถึงความเสียสละของพวกพี่หรือเปล่า คำถามเหล่านี้เอง ที่ผมพอจะทราบคำตอบถึงได้กล้าบอกว่า การช่วยเหลือของพวกพี่คือ การ “ปิดทองหลังพระ”จริงๆ

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงจำเป็นที่จะต้องเขียนหนังสือแสดงความขอบคุณ ในความเสียสละของพวกพี่ๆ ทุกคน ในฐานะที่เป็น “สื่อเสื้อแดง” คนหนึ่ง แม้เสียงของผมจะเป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่สะท้อนออกมาจากเรือนจำก็ตาม แต่มันมีความหมายกับผมมากถึงมากที่สุด และผมอยากให้พี่น้องของผมอีกหลายๆ คนได้รับรู้ถึงความเสียสละของพวกพี่ด้วยความจริงใจ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้พี่ช่วยอ่านข้อความของผมอ่านออกอากาศในช่องทางของพี่ นี่คือความจริงที่ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไปนะครับ เพราะผมเชื่อว่าข้อความของผม จะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คน ทุกๆ ส่วนอีกมากมาย เพราะความดีควรได้รับเปิดเผย ตีแผ่ ข้อผิดพลาดควรได้รับการแก้ไขจริงมัยครับ

ผมไม่มีเจตนาที่จะก่อความเสียหายให้ใครที่ผมได้อ้างอิ้งอยู่ในข้อความฉบับ นี้ และผมไม่มีเจตนาที่จะเชิดชูยกย่องใครจนเกินจริง ผมเพียงแต่ต้องการบอกความจริงที่เกิดขึ้น เท่านั้นจากมุมมอง และความคิดของผู้ต้องขังเสื้อแดงคนหนึ่งเท่านั้น

กราบขอบคุณสำหรับความเสียสละของพี่ๆ เพื่อนๆ ทีมงาน “เรดแคมฟร็อก” รวมถึงแฟนรายการห้องเรดแคมฟรอก และพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านที่เคยร่วมบริจาคเงินให้กับทางกลุ่ม เงินทุกบาททุกสตางค์ของพวกท่านได้ทำให้พวกเราหลายคนอยู่ได้ระยะเวลาหนึ่ง และมีกำลังใจที่จะเผชิญอุปสรรคต่อไป พร้อมๆ กับคนเสื้อแดงทุกคนครับ

เชื่อมั่น ศรัทธา ตลอดไป

จาก ผู้ต้องขังนิรนาม

ขณะที่กลุ่มเรดแคมฟร็อกแจ้งว่า เมื่อคืนวันที่ 21 มกราคม 2554 เอกสารฉบับนี้เราได้อ่านให้คนในห้อง Cam frog ฟังกันประมาณ 80 คนได้ จากที่ได้อ่านแล้ว คุณแต้ม (Tammpa) และตัวมิโกะ ต้องน้ำตาร่วง หดหู่ เศร้าใจ สงสารพวกเขา พวกเราทำได้แค่เพียงเยียวยาให้กำลังใจ แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่รู้เมื่อไรพวกเขาจะได้รับอิสระภาพออกมา

พี่น้องร่วมอุดมการณ์ ขอให้เข้าใจเจตนาที่พวกเราขอรับบริจาคเงิน เราได้นำไปให้ถึงพวกเขาแล้วคะเงินที่ได้จากการจัดงานโบว์ลิ่ง กับเงินรับบริจาคเราจะกระจายให้ถึงพวกเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีพี่น้องที่โดนขังที่ ตชด. คิดว่าแค่ 7 คนแต่ไปจริงกลับเพิ่มเป็น 14 คน ทางน้องเอ็มเลยต้องกระจายเหลือแค่คนละ 500 บาท ขั้นตอนเยี่ยมก็ยุ่งยากพอสมควร

ได้ข่าวอีกว่าบางคนโดนย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปลพบุรี เพราะเขาเห็นกิจกรรมเคลื่อนไหวของกลุ่มเรา กรรมจริงๆ พวกเขาลำบากไปไกลมากขึ้นอีก ขอให้พวกเขาอย่าคิดสั่น ตัดสินใจทำร้ายตัวเองซะก่อน ให้พระคุ้มครองพวกเขาด้วยเทอญ

ขอชี้แจ้งรายละเอียดคร่าวๆ ตามรายการนี้คะ

รายการ จำนวนเงิน วันที่
เงินฝากคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 35 คนๆ 1,000 บาท 35,000.00 6/1/2554
เงินฝากในเรือนจำกลางคลองเปรม 7 คนๆ 1,000 บาท 7,000.00 6/1/2554
ซื้อของใช้เยี่ยมคนในเรือนจำ 3,000 บาท 3,000.00 6/1/2554
ให้เงินทนายอานนท์ นำภา 10,000.00 6/1/2554
ให้ทีมงาน "บ้านกบแดง" เยียวยาช่วยเหลือคนในเรือนจำ 10,000.00 9/1/2554
เงินฝากคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 4 คนๆ 1,000 บาท 4,000.00 13/1/2011
เงินฝากคนในเรือนจำ ทัณสถานหญิง 3 คนๆ 1,000 บาท 3,000.00 18/1/2554
เงินฝากคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 3 คนๆ 1,000 บาท 3,000.00 18/1/2554
จ่ายให้ (น้องที่ออกจากเรือนแล้ว 3 คน) 3,000.00 19/1/2554
ให้ทนายอานนท์ นำไปช่วยคนในเรือนจำขอนแก่น 4,000.00 ซื้อเป็นสิ่งของ
ให้น้องเสกสิทธิ์ (ตาบอด 2 ข้าง) 3,000.00
เงินฝากเรือนจำธัญุบุรี ปทุมธานี 14 คนๆละ 500 บาท 7,000.00 19/1/2554
ค่ารถน้องเอ็มไปเรือนจำปทุมธานี 500.00 19/1/2554
รวมยอดที่จ่ายไปแล้ว 92,500.00

ยอดเงินช่วยเหลือทั้งหมด 105,750.00
หัก นำไปช่วยเหลือพี่น้องในเรือนจำ 92,500.00
เหลือเงิน 13,250.00

ทีมงาน Red Cam frog มี Mivakoe,Tammpa,BUN,Fullmoonnight ,และบ้านกบแดง มีน้องนก น้องทาทา น้องเอ็ม น้องโต้ และอีกหลายคน คงต้องช่วยหาทุนไปเยี่ยวยา ให้กำลังใจต่อ ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้รับการปล่อยตัว พวกเราก็คงต้องทำต่อไปคะ

ฝากขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มีส่วนช่วย ปั่นน้ำใจสู่เรือนจำ พี่น้องเราไม่ทิ้งกัน คะ

แกนนำก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าเยี่ยมกันได้ง่ายๆ

ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมบรรดาแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)ที่ถูกควบคุมตัวมานานกว่า 8 เดือน ยังไม่ได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี ว่า ได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจกลุ่มเพื่อนๆ ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ ทั้งนี้ระหว่างเข้าเยี่ยมได้มีเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาขอสอบปากคำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.พ.เหวง โตจิราการ พอดีตามที่ได้เคยร้องเรียนไว้ในเรื่องการคุมขังโดยมิชอบ จึงไม่ได้พบกับบุคคลทั้งสองนี้ ส่วนกรณีการยื่นขอประกันตัวแกนนำนี้คงต้องพยายามกันต่อไป

โฉนดชุมชนมิใช่ทางออกแก้ปัญหาที่ดิน มิใช่การกระจายการถือครองที่ดินให้เป็นธรรม

ที่มา Thai E-News


โฉนดชุมชนจึงเป็นเพียงกลยุทธ์การสร้างภาพของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเป็นเพียงเกมซื้อเวลาในการแก้ไขปัญหาที่ดินของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยเท่านั้นเอง


โดย ประชา ธรรมดา

การแก้ไขปัญหาที่ดินโดยการออกโฉนดชุมชนนั้น เป็นนโยบายที่มีการผลักดันของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยเกือบหนึ่งปีแล้ว

โดยคาดหวังว่าจะแก้ไขปัญหาที่ดินให้เกษตรกรในเครือข่ายได้

ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในช่วงนั้นก็ต้องการสร้างภาพว่าได้มีนโยบายแก้ไขปัญหาคนจนคนรากหญ้าท่ามกลางการถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีการล้อมปราบสังหารประชาชนคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เมษาและพฤษภาอำมหิต 2553

รากเหง้าของปัญหาที่ดิน นั้นเกิดจากการที่ที่ดินกระจุกตัวไม่มีการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่มีการกำจัดการถือครองที่ดิน เฉกเช่นปัญหาการกระจายรายได้เพื่อสร้างความเสมอภาค ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ข้อมูลจากการวิจัยปัญหาที่ดิน พบว่าคนส่วนใหญ่ราวร้อยละ 90 มีที่ดินถือครองไม่ถึง 1 ไร่ ในขณะที่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เหลือราวร้อยละ 10 มีที่ดินถือครองมากกว่าคนละ 100 ไร่

ในภาคเกษตรซึ่งมีประชากรอยู่ประมาณ 2 ล้านครอบครัว (10 ล้านคน) มีประชากรประมาณ 800,000 ครอบครัว ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และมีเกือบล้านครอบครัว ที่มีที่ดินแต่ไม่เพียงพอ ต้องเช่าที่ดินจากผู้อื่นทำกิน

ขณะที่ภาคสังคมเมือง คนจำนวนมากไม่มีที่อยู่อาศัยจำนวนนับหลายล้านคนต้องเช่าบ้าน หรือสร้างบ้านในเขตพื้นที่ที่เจ้าของทิ้งว่างเปล่า และพร้อมเผชิญปัญหาการถูกไล่ที่

ส่วนคนชั้นกลางจำนวนมากก็ต้องซื้อบ้านในราคาแพงเกินความเป็นจริง เนื่องจากราคาที่ดินมีผลให้ราคาบ้านสูงขึ้น

นอกจากนี้แล้ว จากการใช้ที่ดินไม่เต็มที่ประเทศไทยต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยการประเมินขั้นต่ำ 127,384.03 ล้านบาทต่อปี และการเก็งกำไรที่ดินที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท

รวมทั้งยังพบว่าที่ดินส่วนมากยังมีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ประมาณว่าที่ดินร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศนั้นใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย สิ่งเหล่านี้ย่อมชี้ให้เห็นการกระจุกตัวของที่ดินนั้น ได้มีผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยรวม

และแม้ว่ากฎหมายที่ดินปัจจุบัน มาตราที่ 6 จะระบุว่า …
หากบุคคลนั้นทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน หรือปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า เกินกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้ (1)สำหรับที่ดินที่มีโฉนด เกินสิบปีติดต่อกัน (2)สำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เกินห้าปีติดต่อกัน ให้ถือว่าเจตนาสละสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนที่ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่ออธิบดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลและศาลได้สั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ดังกล่าว ให้ที่ดินนั้นตกเป็นของรัฐเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายนี้ต่อไป แต่ในภาคปฏิบัติไม่เป็นจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย


มิพักต้องพูดถึงการถือครองที่ดินในสังคมศักดินา ที่ยังสืบทอดมาถึงสังคมทุนนิยมไทยปัจจุบัน

นอกจากนี้แล้ว ปัญหาการจัดการที่ดิน ยังเกิดจากการที่รัฐประกาศนโยบายอนุรักษ์ทับที่ทำกินทีอยู่อาศัยที่ป่าชุนชนของชาวบ้านยากจนของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง

หรือกรณีนโยบายด้านเกษตรกรรมที่เกษตรกรมักเป็นเบี้ยล่างของกลไกตลาด เป็นหนี้สินธกส. หนี้สินนอกระบบนำสู่การจำนองจำนำที่ดินและที่ดินหลุดมมือในที่สุด

ปัญหาการจัดการที่ดิน ยังรวมถึงการฉ้อฉลของกลุ่มอิทธิพลอภิสิทธิ์ชนยึดครองพื้นที่ป่าพื้นที่ภูเขา สร้างบ้านพักตากอากาศ ทำรีสอร์ทอย่างที่รับรู้กันอยู่กรณีเขายายเที่ยงเขาสอยดาว แม้ว่าผิดกฎหมายก็ตาม ขณะที่คนจนดิ้นรนใช้ที่ดินเพื่อมีชีวิตอยู่รอด กลับถูกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและความเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโฉนดชุมชนแม้เป็นทางเลือกในการจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่งที่อาจจะเหมาะสมในบางบริบทของพื้นที่ แต่มิได้หมายความว่า เป็นการแก้ไขปัญหาที่กระจุกตัวของที่ดิน หรือเหมาะสมกับทุกพื้นที่

ที่สำคัญ รัฐบาลกำลังดำเนินการใช้นโยบายโฉนดชุมชนเพื่อสร้างภาพโฆษณาชวนเชื่อทางสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสื่อของรัฐและทีพีบีเอส ให้ดูเสมือนว่า เป็นทางออกเดียวในการแก้ไขปัญหาที่ดิน หรือหลงเชื่อว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการกระจายการถือครองที่ดินแล้ว

ในทางตรงกันข้ามข้อมูลเท็จจริง กลับพบว่า นโยบายนี้ตามกฎระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชนนั้น ไม่สามารถทำโฉนดชุมชนในพื้นที่สูง หรือเขตป่าอนุรักษ์ได้ ทั้งๆที่เหมาะสมในบริบทพื้นที่ในการจัดการรูปแบบโฉนดชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่เห็นด้วย และกฎหมายก็ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด โดยที่รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำก็มิกล้าขัดแย้งกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติที่มี สุวิทย์ คุณกิตติ เป็นเจ้ากระทรวงอยู่

หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากขัดแย้งกับกฎหมายที่ดินหลายฉบับ ซึ่งมีอำนาจบังคับใช้ได้จริงน้อยกว่ากฎหมายหลักแล้ว ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ ยังให้อำนาจกับข้าราชการ กรม กองต่างๆมากกว่าเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ไร้ที่ดิน จึงมีแนวโน้มไม่มีผลทางปฏิบัติได้จริง

ขณะที่นโยบายภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าก็กลายเป็นเพียงลมปากของนายกรณ์ จาติกวานิช รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลังเท่านั้นเอง ไม่มีผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

ขณะที่การทำโฉนดชุมชนในพื้นที่ที่หลายชุมชนที่ชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ดิน ได้เข้ายึดครองพื้นที่ที่นายทุนร่วมมือกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกโฉนดโดยมิชอบ หรือพื้นที่ที่นายทุนปล่อยรกร้างว่างเปล่า ปรากฎว่า ชาวบ้านหลายชุมชนนอกจากโดนคดีติดคุกกันแล้ว ตามนโยบายโฉนดชุมชนนั้นชาวบ้านยังต้องหางบเงินมาซื้อที่ดินเพื่อเช่าซื้อในราคาประเมินตามกลไกตลาดของกรมที่ดิน

ซึ่งหลายพื้นที่ก็มีราคาสูงมากเช่นกัน หรือนายทุนอาจจะได้ขายที่ดินหลังจากรอหาคนมาซื้อนานแล้วด้วยซ้ำไป และโฉนดชุมชนคนที่ได้ประโยชน์แท้จริงอาจเป็นนายทุนมากกว่าคนไร้ที่ดิน หรือชาวบ้านต้องมีหนี้สินเพิ่มเข้ามาในชีวิตอีก

นอกจากนี้แล้ว พื้นที่ในเขตสำนักงานปฏิรูปที่ดิน(สปก.) ก็ไม่สามารถดำเนินการทำโฉนดชุมชนได้เช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่เขตสวนปาล์มภาคใต้ ที่ชาวบ้านขัดแย้งกับเจ้าของพื้นที่ กรณีเช่าสวนปาล์มเลยกำหนดเวลาเช่าหรือมีพื้นที่มากกว่าสัญญาเช่า ซึ่งผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มักเป็นคนในเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งก็ว่าได้

ดังนั้น การกระจายการถือครองที่ดิน การกำจัดการถือครองที่ดิน ที่ปรีดี พนมยงค์ เคยวางรากฐานแนวคิดไว้ จึงมิอาจเป็นจริงได้ยุครัฐบาลอำมาตยาธิปไตยครองเมือง

โฉนดชุมชนจึงเป็นเพียงกลยุทธ์การสร้างภาพของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเป็นเพียงเกมซื้อเวลาในการแก้ไขปัญหาที่ดินของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยเท่านั้นเอง

ใช่หรือไม่?

ความในใจของเส้นทางสีแดง:กรณีขึ้นเวทีเหลือง

ที่มา Thai E-News



โดย คุณ FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากเปิดโครงการเส้นทางสีแดง 2,438 กิโลเมตร และได้แวะไปทักทายจับมือและขึ้นเวทีพันธมิตรเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา จนตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของมวลชนเสื้อแดง กระทั่งนปช.แดงทั้งแผ่นดินออกมาแถลงข่าวยืนยันไม่ใช่นโยบายของเสื้อแดงที่จะจับมือร่วมมือกับพันธมิตร ล่าสุดคุณFORDแกนนำกลุ่มเส้นทางสีแดง ที่เป็น"แดงขึ้นเวทีเหลืองพันธมิตร"ได้มีคำชี้แจงความในใจ ดังต่อไปนี้


ถึง สื่อมวลชน และเพื่อนเสื้อแดง

วันนี้(21มกราคม)เป็นวันแรกที่ผมมีโอกาสเข้าร้านเน็ท และตรวจสอบข้อมูลอย่างจริงจัง กรณีที่กลุ่มเส้นทางสีแดงขึ้นเวทีทักทายให้กำลังใจพี่น้องต่างสีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

พวกเราออกจากเวทีพันธมิตรในบ่ายวันนั้น แล้วเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้เดินทางไปที่จังหวัดนครปฐม ที่นั่นผมได้ขึ้นเวทีเพื่อตอบคำถามพี่น้องเสื้อแดงนครปฐมถึงเหตุผลในการตัดสินใจขึ้นเวทีพันธมิตรในวันนั้น

ผมชี้แจงให้พี่น้องนับร้อยคนที่องค์พระปฐมเจดีย์ ทุกคนที่ได้ฟังผมล้วนแต่เข้าใจและไม่ตำหนิผม

เช่นเดียวกับพี่น้องเสื้อแดงที่บ้านโป่ง ราชบุรีที่ไปพบพวกเราที่วัดท่าเดื่อ พวกเรานั่งจับเข่าคุยกันอ่างเปิดอก ผมได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นและได้ยกตัวอย่างกิจกรรมของเราที่อีสาน โดยเฉพาะกรณีที่พวกเราไปเยี่ยมคุณเกียรติศักดิ์ที่ตาบอดทั้งสองข้าง เพราะแก๊สน้ำตาในวันที่ 10 เม.ย. ทุกคนเข้าใจ

เช่นเดียวกับทุกๆที่ที่เราไปไม่ว่าจะเป็นที่กาญจนบุรี ทั้งที่ไร่ของพล.ท.มะ โพธิ์งาม และที่อ.เลาขวัญ ทุกๆสายที่โทรเข้ามาสอบถามเมื่อได้รับทราบข้อเท็จจริงต่างให้อภัย บางคนแสดงความเห็นว่าพวกเราทำในสิ่งที่ถูกต้องที่หลายๆคนไม่มีโอกาสหรือแม้แต่คิดที่จะทำ!

พวกเราปั่นจักรยานกันทั้งวันๆละ 6-8 ชม. เช้าวันที่สามพวกเราไปเยี่ยมผู้สูญเสียที่ถูกยิงที่นัยน์ตา พวกเราลากันด้วยน้ำตาทั้งผู้ส่งและผู้เยี่ยม

วันนั้นเราปั่นจากวัดชัฏป่าหวายไปบ้านพล.ท.มะ ตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ระยะทาง 125 กม. พบผู้สูญญเสียอีกหนึ่งรายซึ่งได้ทำการเก็บข้อมูล และมอบเงินเยียวยาให้

เช้าวันถัดมาเราเดินทางไปอ.เลาขวัญ ตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น.ระยะทาง 112 กม.

ข้อจำกัดประการหนึ่งของการออกมาทำกิจกรรมลักษณะนี้คือ พวกเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ๋อยู่บนท้องถนนวันละหลายๆชั่วโมง และแทบไม่มีโอกาสอ่านข่าวหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ พวกเราได้ทราบสถานการณ์จากเพื่อนๆและผู้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มเท่านั้น

พวกเราได้รับการบอกเล่าว่าพวกเราถูกโจมตีในหลายๆเรื่อง หากตัดเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ( เช่น พวกเราไม่ใช่แดงแท้ พวกเราเป็นแดงเทียม พวกเราเป็นสีเหลือง พวกเราเป็นสีน้ำเงิน พวกเราไม่โปร่งใสเรื่องเงินบริจาค พวกเราเคยถือป้ายไล่สมัคร พวกเราเป็นสันติอโศก ฯลฯ) หนึ่งในการโจมตีให้ร้ายพวกเราคือพวกเราขึ้นเวทีพันธมิตรและ "จับมือ" กับเสื้อเหลือง

พวกเราต่างแปลกใจกับข่าวที่ได้รับ พวกเราใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวทางโทรทัศน์ พวกเราพบว่า หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ต่างรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง บางฉบับที่หวือหวาหน่อยอาจจะรายงานว่าพวกเรา "จับมือ" กับพันธมิตร (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกลุ่มผู้ที่ติดตามเรามาหลายคนต่าง "จับมือ" กับพี่น้องต่างสีในลักษณะของการทักทายและโอภาปราศัย แต่ไม่ปรากฏว่าพวกเราคนใดบอกว่าจะเปลี่ยนอุดมการณ์ไปสนับสนุนพันธมิตร )

แต่สำหรับข่าวโทรทัศน์แล้ว ผมพบคลิป 2 คลิปที่ youtube และพยามยามดูหลายรอบก็ไม่มีตรงไหน จุดใดที่แสดงให้เห็นว่า พวกเราไปจับมือกับพันธิมิตรในลักษณะการร่วมมือกันหรือทรยศต่อคนเสื้อแดง?!?

ผมและกลุ่มเส้นทางสีแดงทำกิจกรรมเพื่อคนเสื้อแดงกันอย่างหนัก กลับจาก 1,700 กม.ที่อีสานพวกเราเตรียมงานต่อเพื่อขึ้นภาคเหนือ 2,438 กม.

พวกเราทำกิจกรรมเพื่อคนเสื้อแดงแบบไม่หวังอะไรตอบแทน สมาชิกในกลุ่มครั้งนี้ มีทั้งนักปั่นชราอายุ 73 ปี อดีตทหารอากาศวัย 68ปี ชาวยุโรปที่รักประชาธิปไตยอายุ 68 ปี

คนพวกนี้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของลูกหลานไทย แต่กลับมีคนซื่อบื้อบางคนออกมาโจมตีพวกเราอย่างไร้เหตุผล และปราศจากวุฒิภาวะ ปลุกให้คนเสื้อแดงขับไล่พวกเราอย่างไร้เหตุผล

ไหนบอกว่าคนเสื้อแดงเป็นคนรักความถูกต้อง รักความยุติธรรม รักประชาธิปไตย?

นับแต่นี้ไปกลุ่มเส้นทางสีแดงจะเคลื่อนไหวโดยอิสระไม่ขึ้นกับกลุ่มใด กลุ่มจะตัดสินใจทำกิจกรรมด้วยตัวของกลุ่มเอง และจะรับผิดชอบต่อการกระทำทุกครั้ง กลุ่มเส้นทางสีแดงจะไม่มีวันทรยศต่อคำสามคำนี้ และจะไม่มีทางสนับสนุนเผด็จการ

พวกเราเป็นใคร? พวกเราจะเป็นอะไรได้นอกจากคนเสื้อแดงที่มีความเป็นนักสู้ 100% พวกเราจะไม่เสียเวลาในการจิ้มแป้นด่าผู้อื่นไปวันๆ พวกเราจะไม่เสียเวลาในการประนามผู้อื่นว่าเป็นแดงแท้ หรือแดงเทียม แต่พวกเราจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของตัวเองและลูกหลานไทย

พวกเราจะเดินหน้าทำกิจกรรมเส้นทางสีแดง (ราชประสงค์-เชียงราย) ต่อไปโดยไม่มีการถอยหลัง ไม่ว่าจะมีใครมาต้อนรับหรือไม่ ไม่สำคัญ

จังหวัดใดที่มีข้อมูลของผู้สูญเสียเราจะเดินทางไปเยี่ยมพวกเขา ไปให้กำลังใจ และมอบเงินบริจาคที่เราได้รับให้กับผู้สูญเสียทุกราย

และในวันสุดท้ายของโครงการ 12 กพ. เส้นทางสีแดงจะนำป้ายคำขวัญโครงการว่า "สามัคคีรวมพลัง นำทักษินกลับมา" ไปติดไว้หน้าบ้านท่านนายกฯทักษินด้วยตัวของพวกเราเอง!

ด้วยความเคารพ

FORD

*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ลึกๆเบื้องหลังแดงขึ้นเวทีเหลือง

จาตุรนต์:การเลือกตั้งครั้งต่อไป ยังจะมีความหมายอะไร

ที่มา Thai E-News



การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น ไม่มีความหมายอย่างในอารยประเทศ เป็นเพียงรูปแบบที่มีไว้หลอกลวง หรือใช้เป็นข้ออ้างกับชาวโลกว่า เมืองไทยก็เป็นประชาธิปไตยกับเขา อย่างไรก็ตามก็ยังมีความหมายอย่างสำคัญ ต่อการทำให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตยอยู่อย่างมาก ชนิดที่ผู้รักประชาธิปไตยหรือองค์กรที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลายไม่อาจมองข้ามหรือละเลยได้..


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
21 มกราคม 2554

ในระยะหลายเดือนมานี้ มักมีคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งอยู่หลายคำถาม เช่น จะยุบสภาเมื่อใด หรือจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด เลือกตั้งแล้วใครจะเป็นรัฐบาล เลือกตั้งแล้วปัญหาทุกอย่างจะจบหรือไม่ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

จริงๆแล้วผมไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบคำถามเหล่านี้แบบฟันธงให้ชัดลงไปว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้เลย เนื่องจากไม่ใช่ผู้ที่สามารถกำหนด หรือตัดสินใจอะไรในเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม้แต่สิทธิที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกับเขา ผมก็ยังไม่มี

แต่ผมเห็นว่าประเด็นมีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่น่าจะนำมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และหากจะพูดถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ก็มีประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจอีกบางประเด็น ซึ่งน่าจะได้หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเพิ่มเติมได้อีกด้วย

ถ้าว่ากันตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นอย่างช้าที่สุดไม่เกินต้นปีหน้า คือถ้าไม่มีการยุบสภา อายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 23 ธ.ค. 2554 นี้ และการเลือกตั้งก็จะต้องมีขึ้นภายใน 45 วันหลังจากนั้น แต่ก็เป็นที่รับรู้และเข้าใจกันทั่วไปว่า จะต้องมีการยุบสภาฯก่อนที่สภาผู้แทนฯจะครบอายุตามวาระ

ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็พูดมาหลายครั้งแล้วว่า จะไม่อยู่จนครบอายุของสภาแน่ เพียงแต่นายกฯไม่ได้ระบุให้แน่ชัดลงไปว่าจะยุบสภาเมื่อใด เมื่อมีการทวงถาม นายกฯก็จะยกเอาข้ออ้าง 3-4 ข้อขึ้นมาอ้างว่า ถ้าครบตามเงื่อนไขเหล่านั้นเมื่อใด ตนก็จะยุบสภา

ซึ่งถ้าจะตีความกันจริงๆก็เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่านายกฯบอกมาตลอดว่า อาจจะอยู่ในตำแหน่งไปอีกนานมาก จนใกล้ถึงวันครบอายุของสภาเลยก็ได้นั่นเอง

ระยะหลังนี้มีข่าวบางกระแสเหมือนกันที่คาดว่าอาจมีการเลือกตั้งเร็วขึ้นเป็นประมาณต้นปี 2554 นี้เลย แต่ดูจากการแก้รัฐธรรมนูญที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการอยู่ในอำนาจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอยู่ หากจะยุบสภาเร็วขึ้น อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องรอจน กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เสร็จแล้วนั่นแหละ

ส่วนที่ประเมินกันว่า นายกฯอาจยุบสภาฯเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามความประสงค์ของพรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะถ้าทำอย่างนั้นพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายกฯ ก็จะอยู่ในสภาพได้ไม่คุ้มเสีย ที่จะต้องขัดใจพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการร่วมรัฐบาลกันอีกในอนาคต

ในความเห็นของผม จะมีการเลือกตั้งเร็วหรือช้าผลของการเลือกตั้งก็คงไม่ต่างกันมากนัก

ที่ต่างกันน่าจะอยู่ที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งเสียมากกว่า นั่นคือ ยิ่งรัฐบาลนี้อยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองมากเท่านั้น

แต่มาถึงขั้นนี้ นอกจากคนในรัฐบาลและผู้มีอำนาจที่สนับสนุนรัฐบาลนี้แล้ว คนอื่นๆคงไม่มีใครสามารถเร่ง หรือชะลอการเลือกตั้งให้ช้าหรือเร็วขึ้นได้

การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อใดจึงไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องสนใจ หรือวิตกกังวลอะไรให้มากนัก รวมทั้งอาจไม่เป็นประเด็นในการเรียกร้องทางการเมืองได้อีกต่อไป

ที่น่าสนใจมากกว่าก็คือเลือกตั้งแล้วจะมีผลอย่างไรต่อประเทศไทย บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือไม่ ประเทศนี้จะพ้นจากวิกฤตได้หรือไม่

คำถามนี้ ตอบได้เลยว่า การเลือกตั้งย่อมจะทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ก็ฟันธงได้เลยว่า จะหวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผลให้ประเทศก้าวพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นั้น ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้เลย

ที่ฟันธงอย่างนี้ก็เพราะว่า กฎกติกาของบ้านเมืองทั้งที่เกี่ยว และไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ยังคงไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่เป็นธรรม และไม่มีเรื่องใดเลยที่ได้รับการแก้ให้เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นธรรมเสียก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ในแง่หนึ่ง จึงเหมือนกับถูกกำหนดผลขั้นสุดท้ายไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าผลออกมาตรงตามความต้องการของชนชั้นนำผู้มีอำนาจก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ตรง ผู้มีอำนาจก็สามารถใช้กฎกติกาและกลไกที่มีอยู่หักล้างมติของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งได้อีกเหมือนกับที่เคยทำมาแล้วนั่นเอง


ยกตัวอย่างให้เห็นชัดก็คือ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงน้อยหรือมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ก็คงสามารถร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกันไปโดยการกำกับและสนับสนุนของชนชั้นนำและผู้มีอำนาจ

แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ ถึงพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายตั้งรัฐบาล แต่รัฐบาลอยู่ได้ไม่นานก็คงถูกกลไกตามรัฐธรรมนูญล้มไปได้อีกไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง

หลังการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นธรรม และสภาพแวดล้อมทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็คงไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น และมีมรรคมีผลอะไรในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมที่หนักหนาอยู่ในปัจจุบันได้

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลได้เสียงรวมกันมากกว่าพรรคเพื่อไทย และสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้ เหตุผลที่ใครจะมาต่อต้านรัฐบาลก็จะน้อยลง เพราะจะอ้างได้ว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว เว้นแต่ว่าจะมีการโกงการเลือกตั้ง ใช้อำนาจอิทธิพลของทางราชการและมีการซื้อเสียงอย่างมโหฬารเกิดขึ้น

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม รัฐบาลผสมที่มีองค์ประกอบคล้ายกับรัฐบาลปัจจุบันที่สะสมปัญหาความไม่ยุติธรรมเอาไว้มาก ซ้ำยังอยู่ภายใต้กติกาที่เอื้ออำนวยต่อการทุจริตคดโกง คือผู้ถูกตรวจสอบกับผู้ตรวจสอบอยู่ในสภาพลงเรือลำเดียวกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างที่เป็นอยู่ ไม่นานนักก็จะล้มเหลวในการบริหารประเทศ และมีการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย ไม่ต่างจากปัจจุบัน หรืออาจจะมากกว่าเสียอีก ในขณะที่กฎกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรมก็จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ของมันไปเรื่อยๆ ความไม่พอใจและการต่อต้านคัดค้านรัฐบาลก็จะกลับมามากขึ้นได้อีก

ปัญหาวิกฤตของประเทศที่หนักหนาอยู่แล้วในขณะนี้นอกจากจะไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว จึงถูกซ้ำเติมให้หนักหนายิ่งขึ้นไปอีก

ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก ก็คงจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือรัฐบาลผสมขึ้นได้ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยอาจทำได้ก็คือ การพยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรมทั้งหลายเสีย หาทางสร้างความปรองดองสมานฉันท์บนหลักการที่ถูกต้องเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

แต่จะหวังให้รัฐบาลบริหารงานอย่างราบรื่นเหมือนอย่างในภาวะปรกติก็เห็นจะไม่ได้ พลังที่ไม่เคยยอมรับการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน และไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวกฎหมายก็จะออกมากันอีก และแน่นอนก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างไม่ละอายจากผู้นำกองทัพและผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้เอง จนกระทั่งในที่สุดก็จะใช้กลไกและอำนาจตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันล้มรัฐบาลนั้นไปได้อีก

รวมความว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะยังไม่ใช่โอกาสที่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดว่า ใครควรเป็นรัฐบาล ผู้ที่กำหนดว่าใครควรเป็นรัฐบาล คือชนชั้นนำและผู้มีอำนาจนอกระบบ รัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของประเทศนี้ได้อย่างที่หลายๆฝ่ายคาดหวังกัน

นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยประเทศที่ปกครองในระบบประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเพียงรูปแบบที่มีไว้หลอกลวงหรือใช้เป็นข้ออ้างกับชาวโลกว่าเมืองไทยก็เป็นประชาธิปไตยกับเขา ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย


ประเทศไทยเรามาอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างไร

การเลือกตั้งมีความสำคัญและจำเป็นแค่ไหนต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น นอกจากเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงโต้แย้งกันมาตลอดแล้ว ยังมีผลในทางปฏิบัติที่แตกต่างไปตามความคิดที่ต่างกันนั้นด้วย พวกเผด็จการอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมานั้นไม่นิยมเชื่อถือการเลือกตั้ง จนถึงขั้นยึดอำนาจ และไม่ให้มีการเลือกตั้งนานเป็นสิบๆปีก็เคยทำมาแล้ว

พวกที่ไม่เชื่อถือเรื่องการเลือกตั้งมักอ้างว่า ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า มีการเลือกตั้งอย่างเดียวก็พอแล้ว บางทีก็บอกว่าประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งนั้นใน 4 ปีเป็นประชาธิปไตยอยู่แค่นาทีเดียวคือตอนกาบัตร นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่เป็นประชาธิปไตยอีกเลย

วาทกรรมเหล่านี้ถูกยกขึ้นมาเพื่อทำลายความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งมักนำไปสู่การรัฐประหาร หรือไม่ก็การออกแบบระบบที่ลดความหมายของการเลือกตั้งลงไป

แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันและเป็นในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่ในโลกว่า การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญจำเป็นขั้นต่ำที่สุดที่ขาดไม่ได้ คือเขาบอกว่าการจะเป็นประชาธิปไตยนั้น นอกจากต้องมีการเลือกตั้งแล้วยังต้องมีปัจจัยอีกหลายอย่างก็จริง แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือการเลือกตั้ง และถ้าประเทศใดไม่มีการเลือกตั้ง ประเทศนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย เมื่อการไม่มีการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในทางสากล ผู้มีอำนาจจึงจำยอมให้มีการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งที่ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกเขาถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้นั้น หมายความว่าให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้กำหนดว่าใครจะปกครองและบริหารประเทศ และจะปกครองและบริหารประเทศไปในทิศทางใด และยังหมายรวมถึงการให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมการทำหน้าที่ ตลอดไปจนถึงมีอำนาจในการถอดถอนผู้ปกครองได้ด้วย

การใช้อำนาจของประชาชนดังกล่าวนี้จะออกแบบให้มีกลไก วิธีการที่ละเอียดซับซ้อนต่างๆกันไปอย่างไรก็ตาม แต่รูปแบบวิธีการที่ง่ายและมีผลชัดเจนที่สุดก็คือการเลือกตั้งนั่นเอง

ระบบการปกครองของประเทศเราถูกดึงถอยหลังและชักเย่อกันไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าต้องมีการเลือกตั้ง แต่ระบบของเราก็ยังล้าหลังอยู่แค่ให้มีการเลือกตั้งที่ไม่ได้มีความหมายอย่างที่เขาเข้าใจ และใช้กันในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายเลย

น่าประหลาดทีเดียวที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ฝ่ายประชาธิปไตยมักยืนยันว่า ถ้าจะเป็นประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง ในขณะที่พวกนิยมเผด็จการมักบอกว่ามีการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่า เป็นประชาธิปไตยเสมอไป

แต่มาถึงวันนี้ ชนชั้นนำและผู้มีอำนาจที่นิยมเผด็จการกลับกำลังอ้างกับชาวโลกว่า เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะมีการเลือกตั้ง ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยกำลังบอกว่าถึงแม้มีการเลือกตั้งแล้วก็จริง แต่เมืองไทยก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเลย


ที่ผมเสนอความเห็นมานี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะบอกว่า ตราบใดที่กฎกติกาของประเทศไทยเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่เป็นธรรมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จะหวังให้การเลือกตั้งเป็นประโยชน์ถึงขั้นที่จะทำให้ประเทศไทยพ้นจากวิกฤต หรือสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้นั้นเป็นไปไม่ได้เลย หากต้องการจะแก้ปัญหาของประเทศ และนำประเทศออกจากวิกฤตได้ สิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ จะต้องแก้ไขกฎกติกาให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมเสียก่อนเท่านั้น

หรือพูดให้ฟังง่ายๆอีกแบบหนึ่งก็คือ การทำให้การเลือกตั้งหมดความหมายไปคือต้นเหตุของวิกฤตทั้งหลายในประเทศนี้ หากต้องการให้ประเทศไทยเราพ้นจากวิกฤต ก็ต้องแก้ระบบและกฎกติกาทั้งหลายเพื่อทำให้การเลือกตั้งของประเทศไทยเรามีความหมายอย่างในนานาอารยประเทศเขาเสียก่อนนั่นเอง

แต่ถึงแม้ว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะไม่สามารถนำมาซึ่งรัฐบาลที่ประชาชนต้องการ หรือรัฐบาลที่จะสามารถแก้ปัญหาหลายๆอย่างของประเทศได้ก็ตาม การเลือกตั้งนี้ก็ยังมีความหมายอย่างสำคัญต่อการทำให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตยอยู่อย่างมาก ชนิดที่ผู้รักประชาธิปไตยหรือองค์กรที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลายไม่อาจมองข้ามหรือละเลยได้

การเลือกตั้งเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้แสดงเจตจำนงของตนว่าต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล ต้องการนโยบายแบบใดในการบริหารประเทศ และต้องการกฎกติกาแบบใดในการปกครองบ้านเมือง การรณรงค์เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้จะเป็นกระบวนการที่ประชาชนจะได้เรียนรู้และเข้าใจความสำคัญ และประโยชน์ของประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี

และหากเจตจำนงหรือมติของประชาชนถูกบิดเบือนหรือหักล้างไปด้วยการกระทำใดๆภายใต้กฎกติกาที่ไม่เป็นธรรมทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ประชาชนก็จะเรียนรู้ความเลวร้ายของระบบที่ไม่เป็นธรรมนั้นอย่างชัดเจนลึกซึ้งยิ่งขึ้น


ในช่วงหลายปีมานี้ ชนชั้นนำและผู้มีอำนาจในสังคมไทย ซึ่งไม่ยินยอมให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินความเป็นไปของบ้านเมืองได้ทำลายความหมายของการเลือกตั้งลงไปด้วยการใช้ระบบกลไกสารพัด ทั้งกองทัพ กลุ่มพลังนอกกฎหมาย กลไกตามรัฐธรรมนูญ และตุลาการภิวัฒน์เป็นเครื่องมือ แต่ยิ่งทำเครื่องมือเหล่านี้ก็ยิ่งชำรุดทรุดโทรมลงไปทุกที และระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรมก็ยิ่งเสื่อมลงๆทุกวัน

หากจะมีการใช้เครื่องมือต่างๆเหล่านั้นมาทำลายความหมายของการเลือกตั้งในครั้งต่อไปอีกก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อระบบในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

กระบวนการเรียนรู้ผ่านการเลือกตั้งและการถูกปล้นอำนาจไปด้วยการล้มการเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งที่กล่าวถึงนี้ จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ การพัฒนาของพลังประชาธิปไตยที่เติบโตและเข้มแข็ง มีคนเข้าร่วมและสนับสนุนมากมายอยู่ในทุกวันนี้ ก็มีพื้นฐานที่สำคัญมาจากกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวนี้นั่นเอง

บางช่วงพลังประชาธิปไตยก็อยู่ในรูปของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่พร้อมจะกำหนดอนาคตของบ้านเมืองของตน บางช่วงเมื่อเห็นว่าจะรอใช้พลังของตนผ่านทางการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ ก็เกิดเป็นพลังนอกสภา

มาถึงเวลานี้พลังประชาธิปไตยจึงมีอยู่ในทั้งสองส่วนนี้ ที่อาจกล่าวได้ว่าต่างก็มีความเชื่อมโยงกับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณาจากความเป็นมา และพัฒนาการของพลังประชาธิปไตยในหลายปีมานี้แล้ว พลังทั้งสองส่วน หนึ่งคือพลังนอกสภาที่ไม่จำกัดตัวเองอยู่กับการเลือกตั้งเท่านั้น และสองคือพลังที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลือกตั้ง อันได้แก่พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ต่างก็มีความสำคัญและจำเป็นต่อการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งสิ้น

ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยุบสภาโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้ตัดสินว่าใครควรเป็นรัฐบาล และเป็นขั้นตอนหนึ่งในการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มีประชาชนสนับสนุนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศนั้น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการประสานเข้าด้วยกันอย่างดี ระหว่างพลังนอกสภากับพลังที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลือกตั้ง

เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากที่สุด ประชาชนทุกสาขาอาชีพควรให้ความสนใจที่จะเสนอข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง เพื่อให้นำเสนอนโยบายในการแก้ปัญหาของประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้งนโยบายในการทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย เกิดความยุติธรรม ก้าวพ้นจากวิกฤตในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆได้พัฒนานโยบายของตน และจะได้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในสังคมเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

สำหรับพลังประชาธิปไตยหรือประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยและความยุติธรรมทั้งหลายนั้น นอกจากจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายสร้างประชาธิปไตยและความยุติธรรมแล้ว ยังจำเป็นต้องช่วยผลักดันให้พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนปรับปรุงพัฒนาตนเองให้เข้มแข็ง ทั้งทางนโยบาย บุคลากร และระบบการบริหารงานด้วย

นอกจากนั้นเพื่อประโยชน์ในการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยในระยะยาว พลังประชาธิปไตยน่าจะจัดทำข้อเสนอและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลหรือรัฐสภาในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ผลักดันต่อไปได้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องที่ต้องการผลักดันให้เกิดเป็นจริงขึ้นนี้ นอกจากเสนอต่อพรรคการเมืองรัฐบาลและรัฐสภาแล้ว ยังสามารถใช้รณรงค์ให้เกิดความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศได้ด้วย

การเลือกตั้งในประเทศไทยเรายังไม่มีความหมายเหมือนการเลือกตั้งในอารยประเทศเขา แต่ประชาชนเราก็สามารถช่วยกันทำให้การเลือกตั้งที่จะมาถึง เป็นประโยชน์ต่อการทำให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยได้

ซึ่งจะมีผลต่อการก้าวไปสู่การที่การเลือกตั้ง มีความหมายเดียวกับถ้อยคำที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั่นเอง