ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 4, 2012

พท. ยัน​ไม่นำร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ​เข้าสภาฯ 8 ส.ค. ​แนะ ปชป.​ เสนอร่างมา​เทียบกัน

ที่มา uddred



สำนักข่าวอิน​โฟ​เควสท์ 4 สิงหาคม 2555 >>>


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รอง​โฆษกพรรค​เพื่อ​ไทย (พท.) ยืนยันว่า ​ใน​การประชุมสภา​ผู้​แทนราษฎรวันที่ 8 ส.ค. นี้ จะ​ไม่มี​การบรรจุวาระ​การพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย​การปรองดอง​แห่งชาติ อย่าง​แน่นอน พร้อมกันนี้​ได้​เสนอ​ให้พรรคประชาธิปัตย์ ​เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ​ใน​แบบฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)​ เข้าสู่​การพิจารณาของสภาฯ ด้วย ​เพื่อนำมา​เปรียบ​เทียบกัน
รอง​โฆษก พรรค​เพื่อ​ไทย กล่าวว่า สำหรับ​การประชุมคณะกรรม​การประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ​ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ จะมี​การหารือ​ถึง​แนวทาง​การ​แก้​ไขรัฐธรรมนูญว่าจะ​เป็น​ไป​ในทิศทาง​ใด นอกจากนั้นวันที่ 7 ส.ค. จะมี​การประชุมคณะ​ทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล​ทั้ง 11 คน ​ซึ่งคาดว่าจะ​ได้​แนวทางข้อสรุป​เบื้องต้น​ใน​การ​แก้​ไขรัฐธรรมนูญ

ช็อตเด็ดวันนี้:นักศึกษายุวชนนปช.ซิ่งสปอร์ตหรูบุกรังปชป. ประท้วงจี้มาร์คถอนคำพูดใส่ร้ายเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



นักศึกษาที่อ้างตัวว่าเป็น "ยุวนปช." ขับรถสปอร์ตหรูแบบเปิดประทุนบุกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถอนคำพูดจากการพูดถึงอุดมการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่นายอภิสิทธิ์สวมเสื้อแดงขึ้นเวที่ผ่าความจริง พร้อมกับทวงคืนสีแดงให้คนไทย ไม่ให้กลุ่มไหนผูกขาดสีแดง(ที่มา:เพจ สายตรงภาคสนาม)


“เด็กแดง” ขับรถปอร์ตสีขาวเปิดประทุน บุก “ที่ทำการปชป.” จี้ “มาร์ค” ถอนคำพูดบิดเบือนอุดมการณ์ นปช. #nsn
ภาพ-ข่าว : พิมพ์นารา ประดับวิทย์…สำนักข่าวเนชั่น twitter@ pimnara_nna
3 ·  · 


33 ·  · 







เด็กแดงขับรถสปอร์ตสีขาวเปิดประทุนบุกที่ทำการปชป.


ที่ พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 4 ส.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. มีชาย 1 หญิง 2 รวม 3 คน อ้างตัวเป็นนักศึกษา "ยุว นปช." ได้ขับรถสปอร์ตหรูแบบเปิดประทุนสีขาว มาจอดหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถอนคำพูดจากการพูดถึงอุดมการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่นายอภิสิทธิ์สวมเสื้อแดงขึ้นเวทีผ่าความจริง โดยศึกษาทั้งสามคนไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริง โดยคนหนึ่งบอกแต่เพียงว่าชื่อ "ซิม" พร้อมกับระบุว่า แม้ว่ากลุ่มตนจะรับได้ที่นายอภิสิทธิ์สวมเสื้อแดงในการขึ้นเวทีผ่าความจริง ที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดงในวันนั้น แต่ก็ไม่ควรพูดบิดเบือนอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง จึงมาเรียกร้องในนายอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบ และขอให้ถอนคำพูดในเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันจะปักหลักรอนายอภิสิทธิ์เพียงคนเดียว 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ 1 ใน "ยุว นปช." บอกกับว่าผู้สื่อข่าวว่าได้ประสานนายแทนคุณ จิตอิสระ เพื่อเข้ายื่นหนังสือ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปสอบถามแทนคุณ ก็ได้รับคำตอบว่า มีคนโทร.ไปประสานให้มารับหนังสือ ซึ่งตนเองก็ตอบกลับไปว่าเป็นวันหยุดและพรรคหยุดทำการ จะมาก็มาถ้ามีเจ้าหน้าที่อยู่ก็ยื่นกับเจ้าหน้าที่ได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.บางซื่อ ซึ่งเป็นเจ้าของท้องที่รีบรุดมาดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน 5 นาที ทั้งนายตำรวจระดับสารวัตร สายตรวจ และสายสืบนอกเครื่องแบบ รวม 9 นาย (ที่มา:สำนักข่าวเนชั่น)

“ยุว นปช.” ขับรถสปอร์ตบุก ปชป. จี้มาร์คถอนคำพูด

ที่มา ประชาไท

 

 
“ยุว นปช.” ขับรถสปอร์ตเปิดประทุน บุก ปชป.จี้ “มาร์ค” ถอนคำพูดบิดเบือนอุดมการณ์คนเสื้อแดง หลังใส่เสื้อแดงขึ้นเวทีผ่าความจริง
4 ส.ค. 55 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงาน ว่าเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. มีนักศึกษา 3 คน ผู้ชายแต่งชุดนักศึกษา 1 คน หญิงใส่เสื้อสีแดง 2 คน โดยอ้างตัวว่าเป็น "ยุว นปช." ได้ขับรถสปอร์ตหรูแบบเปิดประทุนสีขาวมายังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถอนคำพูดจากการพูดถึงอุดมการณ์ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การแห่งชาติ  (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ในวันที่นายอภิสิทธิ์สวมเสื้อแดงขึ้นเวทีผ่าความจริง หยุดล้มรัฐธรรมนูญ - ออกกฎหมายล้างผิดคนโกง ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อปลายเดือนที่่ผ่านมา  นักศึกษาทั้งสามคนไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริง โดยผู้ชายบอกเพียงว่าชื่อ “ซิม” พร้อมกับระบุว่า แม้ว่ากลุ่มตนจะรับได้ที่นายอภิสิทธิ์สวมเสื้อแดงในการขึ้นเวทีผ่าความจริง ในวันนั้น แต่ก็ไม่ควรพูดบิดเบือนอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง จึงมาเรียกร้องในนายอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบขอให้ถอนคำพูดในเรื่องดัง กล่าวด้วย ทั้งนี้ ได้มีตำรวจจาก สน.บางซื่อเข้ามาดูแลความเรียบร้อยด้วย.

เปิดเว็บไซต์ water for thai ติดตามสถานการณ์น้ำ

ที่มา Voice TV



รม ว.ไอซีที เปิด WI - FI ฟรี ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที คาดสิ้นเดือนสิงหาคมจะเปิดเพิ่มเป็น 100,000 จุด พร้อมกับเปิดเว็บไซต์ water for thai เกาะติดน้ำ
 
 
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลประชาชนในยามที่ประสบภัยพิบัติ ด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์มาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ แล้วส่งมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อประมวลผล ก่อนส่งข้อมูลกลับไปให้ประชาชนได้รับทราบ และหาทางรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น หากเครือข่ายการสื่อสารต่างๆ ไม่สามารถใช้ได้  รวมถึงระบบเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่รวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำในพื้นที่ต่างๆ ก่อนประมวลและแสดงผลให้ประชาชนเข้าใจง่าย ผ่านทางเว็บไซต์ www.waterforthai.go.th 
 
 
ส่วนนโยบายการให้บริการระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในที่สาธารณะ รัฐบาลได้ดำเนินการทดลองเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านจุด WI- FI  Hotspot ประมาณ 10,000 จุด โดยล่าสุดได้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน จึงได้เปิดให้บริการในพื้นที่สาธารณะทั้ง 77 จังหวัด ความเร็วประมาณ 2 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่เหมาะสม ประชาชนสามารถใช้งานได้สะดวก คาดว่าจะเปิดจุดให้บริการได้ประมาณ 100,000 จุดภายในเดือนสิงหาคม  
 
ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เดินหน้านโยบาย Smart Thailand 2020 เพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สารครอบคลุมทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ประกอบด้วย SMART NETWORK ที่ตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็งสูงให้มากกว่าร้อยละ 80 ภายในปี 2558,  SMART GOVERNMENT ที่จะเปิดเครือข่ายการให้บริการของภาครัฐช่วยประชาชนประหยัดเวลาและงบประมาณ ในการเข้าถึงบริการ และ SMART BUSINESS ที่นำเอาระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจในรูปแบบครบวงจร 
 
 
สำหรับประชาชนที่ต้องการทราบกระบวนการเตือนภัยของชาติ รวมถึงต้องการสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ และอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 4G สามารถเข้าชมได้ภายในงาน Bangkok International ICT Expo 2012 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2555 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี
4 สิงหาคม 2555 เวลา 11:32 น.

แม่สาย-ท่าขี้เหล็กฝนตกหนัก !ท่วมเลยจุดวิกฤติเกือบ 2ม.พ่อค้า-แม่ค้าขนของหนีอลหม่าน

ที่มา มติชน


วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 15:50:15 น.
 ผลกระทบจากฝนตกหนักตลอดคืนที่ผ่านมา (3 ส.ค.)  จ.เชียงราย โดยเฉพาะด้านชายแดนอำเภอแม่สาย เกิดน้ำท่วมฉับพลันย่านการค้าตั้งแต่ตลาดสายลมจนถึงบ้านเกาะทราย ต.แม่สาย และย่านการค้าของพม่า ตลาดท่าล้อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก แม่น้ำสายมีปริมาณน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็วล่าสุดอยู่ที่ 2.48 เมตร เลยจุดวิกฤติมา 1.90 เมตร ผู้ประกอบการค้าร้านค้าทั้งสองฝั่งเร่งขนของหนีน้ำกันอลหม่าน ทั้งนี้กระแสน้ำแม่น้ำสายยังไหลเชี่ยวและมีสีขุ่นแดง  สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศเตือนให้ ประชาชนพื้นที่เสี่ยงบริเวณราบลุ่มน้ำและที่ลาดเชิงเขาระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าและดินถล่มจากฝนตกต่อเนื่อง

เพื่อไทย จี้ปชป.เสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองด้วย

ที่มา Voice TV



พรรค เพื่อไทย เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์เสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดอง และ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามายังสภา หลังมีท่าทีเห็นด้วย เพื่อให้สภาได้พิจารณาเเง่มุมที่หลากหลาย
 
 
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงถึงผลการหารือกับวิปรัฐบาล โดยยืนยันว่าจะไม่มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเพื่อการปรองดองแห่งชาติใน สัปดาห์นี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยมีนโยบายการปรองดองเมื่อช่วงหาเสียงเลือก ตั้ง ให้แสดงท่าทีให้ชัดเจนว่าต้องการการปรองดองหรือไม่ ทั้งนี้หากพรรคประชาธิปัตย์เห็นแก่การปรองดอง ก็ควรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติการปรองดองในแบบของตนเองเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้สภาพิจารณารูปแบบที่หลากหลาย 
 
 
ส่วนในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รองโฆษกพรรคได้แถลงว่าได้กำลังทำการศึกษาในข้อกฏหมายอยู่ และจะมีการเปิดเผยภายหลังว่าจะมีการแก้ไขอย่างไรบ้าง โดยแสดงความเห็นว่าล่าสุดจากการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มที่จะยอมรับหาก จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเห็นพรรคประชาธิปัตย์ก็ควรจะเสนอร่างการแก้ไขของตนเองออกมาเช่นกัน ว่าอยากให้มีการแก้ไขในประเด็นใดบ้าง
4 สิงหาคม 2555 เวลา 11:44 น

หรือประชาธิปัตย์จะกำจัดขุนตัวเอง

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand  ประจำวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. 55

นำเสนอประเด็น
- ปชป.เสนอ 8 เเนวทางแก้ปัญหาภาคใต้
- ปชป.กับมุมมองเรื่องไฟใต้...โทษระบอบทักษิณ
- 'ยุทธศักดิ์' เผยอาจเคอร์ฟิวบางพื้นที่ในภาคใต้
- พันธมิตรฯแถลงถอน พ.ร.บ.ปรองดอง
- โพลเผย ปชช.ให้คะแนนดัชนีการเมือง 'นายกฯ' สูงสุด 6.11
- Human Rights Watch ประณามเมียนมาร์กรณีโรฮิงยา
- อดีตเลขาฯ UN ยุติบทบาทในซีเรีย       
3 สิงหาคม 2555 เวลา 11:54 น.

'อนุดิษฐ์' ย้ำเร่งขยายฟรี WiFi ทั่วประเทศ

ที่มา Voice TV



กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร เดินหน้านโยบาย Smart Thailand 2020 ให้ประเทศไทยมีการให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารครอบคลุมทั่ว ประเทศ
 
 
นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนถึงการจัดงาน Bangkok International  ICT  Expo  2012 ว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานดังกล่าวคือการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในการให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
 
 
ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เดินหน้านโยบาย Smart Thailand 2020 เพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สารครอบคลุมทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ประกอบด้วย SMART NETWORK ที่ตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็งสูงให้มากกว่าร้อยละ 80 ภายในปี 2558,  SMART GOVERNMENT ที่จะเปิดเครือข่ายการให้บริการของภาครัฐช่วยประชาชนประหยัดเวลาและงบประมาณ ในการเข้าถึงบริการ และ SMART  BUSINESS ที่นำเอาระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจในรูปแบบครบวงจร
 
 
ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้งดจัดรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน จากกำหนดเดิม และมอบหมายให้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ดำเนินรายการแทน โดยเริ่มต้นรายการ ด้วยการนำเทปบันทึกภาพการเปิดงาน เครือข่ายพลังสตรี สำหรับภารกิจของนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ (4 ส.ค.) จะเป็นประธานเปิดงานของ องค์การพิทักษ์สิทธิเด็ก ยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่โรงแรมคอนราด ในช่วงเช้า

3 สหายสายล่อเท้า ??

ที่มา thaifreenews



สามสหายสายล่อฟ้า ตอนนี้เปลี่ยนเป็น สามสหายสายล่อเท้า??



ข้าไม่ยอม ถ้าจะตายก็ต้องตายยกแก็งค์?
จากนั้นจึงหันมาปรึกษาสมุนวางแผนปล้นสินค้าเสื้อแดง 
เพื่อหว้งข่มขู่ให้อีกฝ่ายหนึ่งกลัว แต่จะเป็นผล
สำเร็จหรือไม่นั้นต้องรอดูผลงานงาน เ
พราะอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอาการรับรู้อะไรๆอีกแล้ว พวกโจรรู้ดีว่า 
ความหายนะกำลังคืบคลานมาหาพวกตนอย่างเชื่องช้า 

ใครต่อใครต่างกระโดดหนีเอาตัวรอด 
โจรเลยหันมาห้อยชายเสื้อสีแดงใว้ก่อน 
ใครจะมองว่าเทียมก็ช่างหัวมัน
นี่แหละความคิดของพวกสมองเน่า 
เนื่องจากกำแพงที่เกาะมาช้านานกำลังจะพังอวสาน 
จึงหาที่เกาะใหม่เหมือน
เห็บของน้องหมา...


http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=40924.0

พม่าไม่ยอมส่งลูกน้องคนสนิท "หน่อคำ" ให้จีน

ที่มา ประชาไท

 
ทางการพม่าไม่ยอมส่งมอบลูกน้องคนสนิท "หน่อคำ" ผู้ต้องสงสัยลงมือสังหารลูกจีน 13 ศพ ให้แก่ทางการจีน
มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทางการจีนเดินทางไปกรุงเนปิดอว์ สหภาพพม่า เพื่อขอรับตัวนายอ่องเมียด ลูกน้องคนสนิทนายหน่อคำ ซึ่งวางอาวุธให้กับทางการพม่าหลังจากนายหน่อคำถูกจับกุม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. เจ้าหน้าที่จีนได้เดินทางจากกรุงเนปิดอว์มายังเมืองเชียงตุง (รัฐฉานภาคตะวันออก) เพื่อทำการสอบสวนนายอ่องเมียด ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเชียงตุง ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่จีนได้ขอตัวไปสอบสวนและดำเนินคดีในจีน แต่ว่าได้รับคำปฏิเสธจากทางการพม่าโดยอ้างว่า นายอ่องเมียด เป็นผู้ยอมมอบตัวเองไม่ใช่ผู้ถูกจับกุมมาได้

ทั้งนี้ มีรายงานว่า หลังจากเข้ามอบตัวและถูกควบคุมตัว นายอ่องเมียด ได้ปฏิเสธเสียงแข็งตลอดมาว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หรือ เกี่ยวข้องกับเหตุสังหารลูกเรือจีนทั้ง 13 ศพ ขณะที่ผู้ใกล้ชิดภรรยาน้อย นายอ่องเมียด เปิดเผยว่า นายอ่องเมียดได้ยอมรับสารภาพเป็นผู้ก่อเหตุลงมือสังหารลูกเรือจีน 13 ศพ เพราะถูกเจ้าหน้าที่ทางการพม่าทำการทารุณสอบสวนอย่างรุนแรง

หลังจากนายหน่อคำ ถูกทางการลาวจับเมื่อวันที่ 25 เม.ย 55 นายอ่องเมียด นำลูกน้องจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธไปมอบตัวให้กับทางการพม่า ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 55 หลังจากมอบตัวให้ทางการพม่าเขาได้ถูกควบคุมตัว ส่วนลูกน้องถูกสอบสวนคนละ 2-3 วันก็ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด

นายอ่องเมี่ยด มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เจนหง อายุ 42 ปี เป็นคนบ้านน้ำเขิม อ.เมืองเลน จ.ท่าขี้เหล็ก เป็นอดีตทหารในกองทัพเมืองไตย MTA ภายใต้การนำของขุนส่า หลังขุนส่าวางอาวุธให้กับทางการพม่า นายอ่องเมียด ได้ร่วมจัดตั้งเป็นกองกำลังอาสาสมัครร่วมกับนายหน่อคำ โดยได้รับตำแหน่งเป็นรองของหน่อคำ โดยเคลื่อนไหวในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำจนกระทั่งหน่อคำถูกจับ และเขาได้ยอมวางอาวุธมอบตัวให้ทางการพม่า
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

ฐานันดร 5+: We the Media

ที่มา uddred

 คมชัดลึก 4 สิงหาคม 2555 >>>






ปี 2004 "We the Media" ที่เขียนโดย "Dan Gillmor" ได้ประกาศเนื้อหาหลัก อันว่าด้วย “สื่อกระแสหลัก” จะสูญเสียอำนาจผูกขาดไปโดยสิ้นเชิง
เหตุผลสำคัญของคำประกาศที่ว่านี้ก็คือ เพราะ “รูปแบบ” การนำเสนอ “ข่าวสาร” สามารถทำได้แบบ "real time" และสามารถส่งตรง ถึง “ผู้บริโภคข่าว” ทั่วโลกได้ในทันทีที่เกิดเหตุการณ์ หรือเกิดข่าวสารหนึ่ง ๆ ขึ้น ณ สถานการณ์ปัจจุบัน
ในห้วงเวลานั้น ไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะกับ “สื่อกระแสหลัก” ที่ยังเชื่อมั่นในอำนาจของตน ในสถานะของ “ฐานันดร 4” ที่แทบจะกุมชะตากรรมของโลกไว้ในมือของตน
แต่ไม่นานหลังจากนั้น "ปรากฏการณ์" ของการ "สื่อสารสองทาง" ที่ส่งผ่าน "ข้อมูลข่าวสาร" อย่างรวดเร็ว และฉับพลันทันที ก็มีให้เห็นได้อย่างจะแจ้ง
นี่แทบจะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะหลังจากที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างถึงที่สุด ในการเชื่อมโลกทั้งใบให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่มีข้อจำกัดของระยะทาง ความเร็ว และ ฯลฯ เหมือนที่เคยเป็นมา
และนี่ก็ทำให้ การนำเสนอ “ข้อมูลข่าวสาร” ในยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนโฉมหน้าแทบจะสิ้นเชิง จากการ “สื่อสารทางเดียว” โดย “สื่อกระแสหลัก” ที่ชี้นำทิศทางของสังคมหนึ่ง ๆ ในสถานะ “ฐานันดร 4” ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ก็ถูกปรับเปลี่ยนมาสู่การนำเสนอ “ข้อมูลข่าวสาร” ในอีกรูปแบบหนึ่ง
นั่นก็คือ รูปแบบของการ “สื่อสารสองทาง” อย่างทรงประสิทธิภาพ บนเครือข่ายสังคม "โซเชียลเน็ตเวิร์ค" โดยเครื่องมือชิ้นสำคัญอย่าง “โซเชียลมีเดีย” กับหลากหลายรูปแบบของเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร
จากเวบไซต์ สู่บล็อก สู่ทวิตเตอร์ สู่เฟซบุ๊ค สู่กูเกิลพลัส สู่ยูทูป และ สู่ ฯลฯ เพื่อเชื่อมโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ ให้ถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ในยุคของ “สังคมข้อมูลข่าวสาร” โดยเครือข่าย “อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง” ที่พร้อมจะรองรับในทุกสื่ออย่างทันท่วงที
นี่เป็นอานุภาพของ “เครือข่ายสังคม” หรือ “เครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค” และนี่ก็เป็นอานุภาพของเครื่องมือ “โซเชียลมีเดีย” ในสถานะของ “สื่อใหม่” ที่แทบจะเข้ามาแทนที่ “สื่อเก่า” ที่ทำหน้าที่ “สื่อกระแสหลัก” มาก่อนหน้านั้น และจาก "We the Media" ก็มาสู่ยุคสมัยของ “ทุกคนเป็นนักข่าวได้” แทบจะสิ้นเชิง
ช่วงก่อนหน้านี้ สถานะของ “คนข่าว” แทบจะถูกผูกขาด โดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ประกอบวิชาชีพ “สื่อสารมวลชน”
แน่นอนว่า นี่เป็นผลิตผลของกระบวนการทางสังคม ที่ต้องถูกผลิตซ้ำ โดยการเรียนรู้ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ความชำนาญ และ ฯลฯ ในการเข้ามาทำหน้าที่อันพิเศษที่ว่านี้ โดยสถานะของ “สื่อสารมวลชน”
ที่ต้องใช้ความชำนาญการพิเศษ ในลักษณะของ “วิชาชีพ” เพื่อทำหน้าที่ “สื่อสาร” ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไปสู่สังคม ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนที่สุด นี่เป็นปรัชญาพื้นฐาน ของสื่อสารมวลชน ที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
ทั้งหมดนี้ ทำให้ “สื่อมวลชน” มีสถานะพิเศษ เป็น “ฐานันดร 4” ซึ่งยิ่งนับวันก็ยิ่งทรงอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคของสังคม “ข้อมูลข่าวสาร”
นี่เพราะ “ข้อมูลข่าวสาร” เป็น “อำนาจ” ชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะถ้ามีการผูกขาด “ข้อมูลข่าวสาร” ที่จะไม่ต่างกับการผูกขาด “อำนาจ”
แล้วยิ่งถ้ามีความจงใจนำเสนอ เพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว โดยปราศจากการตรวจสอบ หรือจงใจละเลยการตรวจสอบ ก็ยิ่งสะท้อนถึงด้านร้ายของอำนาจชนิดนี้
เพราะนี่ไม่ต่างจาก “สื่อกระแสหลัก” ที่ส่งผ่านข้อมูลด้านเดียว โดยนิยามของการ “สื่อสารทางเดียว” ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยครบถ้วนและรอบด้าน อย่างที่ “สื่อสารมวลชน” พึงกระทำ
แน่นอนว่า บทบาทของ “สื่อมวลชน” ดำเนินไปในวิถีที่ว่านี้ พร้อมกับคำถามที่นับวันก็ยิ่งมีมากขึ้น จากผู้บริโภคข่าวสารในสังคมนั้น ๆ โดยเฉพาะเมื่อ “สื่อกระแสหลัก” นำเสนอ “ข้อมูลข่าวสาร” ในแบบที่ตนต้องการนำเสนอ
ขณะที่ “ผู้บริโภคข่าวสาร” กลับต้องการ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่มากกว่า หลากหลายกว่า และรอบด้านกว่าที่ “สื่อกระแสหลัก” นำเสนอ
ที่สำคัญคือ ไม่เฉพาะแค่ผู้บริโภคข่าวสารเท่านั้น ที่ต้องการเช่นนั้น หากแต่ “สื่อสารมวลชน” อีกบางส่วน ก็ต้องการให้การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เป็นไปในลักษณะเช่นว่านั้นเช่นกัน
และนี่ก็นำมาสู่การนำเสนอ “ข้อมูลข่าวสาร” ในรูปแบบของ “สื่อทางเลือก” ที่มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และทัศนะต่าง ๆ อันแตกต่างจากสื่อกระแสหลักโดยสิ้นเชิง
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นและเปลี่ยนผ่าน โดยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จาก “สื่อกระแสหลัก” ที่ยึดกุมกลไกการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ในลักษณะของการสื่อสารด้านเดียว มาสู่การนำเสนอในรูปแบบ “สื่อทางเลือก”
และจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แบบสื่อทางเลือก ที่มีลักษณะการสื่อสารด้านเดียว ก็พัฒนามาสู่สื่อทางเลือก ที่เปิดให้มีการนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม หักล้าง หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะของการสื่อสารสองทาง ทั้งไปและกลับ
จาก “สื่อกระแสหลัก” มาสู่ “สื่อทางเลือก”
จาก “สื่อทางเลือก” ที่เป็นการสื่อสารด้านเดียว มาสู่ “สื่อทางเลือก” ที่เป็นการสื่อสารสองด้าน
โดยผ่าน “อินเตอร์เน็ต” กลไกสำคัญที่สุด ในการเชื่อมโลกให้ถึงกันอย่างรวดเร็ว
จากเวบไซต์ สู่บล็อก สู่ทวิตเตอร์ สู่เฟซบุ๊ค สู่กูเกิลพลัส สู่ยูทูป และ สู่ ฯลฯ
“ทุกคนเป็นนักข่าวได้” และทุกคนก็สามารถส่งข่าว แจ้งข่าว เล่าข่าว ทั้งในรูปของข้อความ เสียง ภาพ และภาพเคลื่อนไหว เพื่อบอกถึงเหตุการณ์หนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ได้อย่างทันท่วงที
แบบ "real time"
และสามารถส่งตรง ถึง “ผู้บริโภคข่าว” ทั่วโลกได้ในทันที ที่เกิดเหตุการณ์ หรือเกิดข่าวสารหนึ่ง ๆ ขึ้น ณ สถานการณ์ปัจจุบัน จากเวบไซต์ข่าวสาร ที่ไม่ใช่สื่อกระแสหลัก มาสู่บล็อกส่วนตัว
พื้นที่ส่วนตัว ที่ใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวอย่างบล็อก ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการแจ้งข้อมูลข่าวสาร ในหลายรูปแบบ
“บล็อกเกอร์” ไม่ใช่แค่ “บล็อกเกอร์” แต่ “บล็อกเกอร์” ยังเป็น “นักข่าว” ที่ทำหน้าที่เป็น “นักข่าวพลเมือง” โดยครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยว ศาสนา ปรัชญา และ ฯลฯ
“บล็อกเกอร์” ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวส่วนตัวที่อยากเล่า พื้นที่บล็อก ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ส่วนตัว เพื่อใช้สื่อสารเรื่องส่วนตัวต่อสาธารณะเท่านั้น หากแต่พื้นที่บล็อก ยังเป็นเสมือนพื้นที่ “สื่อสารมวลชน” ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราว และตีพิมพ์ข้อมูลข่าวสารในทุก ๆ ด้าน
ทั้งในรูปแบบของข้อความตัวหนังสือ ข้อความเสียง ภาพ และภาพเคลื่อนไหว เพื่อนำเสนอต่อทุก ๆ คน ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารในทุก ๆ ด้าน
ก่อนหน้านี้ แทบจะไม่มีใครเชื่อว่า จะเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นได้ แม้กระทั่งในห้วงเวลาที่ “โอเคเนชั่น” ชุมชนบล็อกถือกำเนิดขึ้นมา
แต่ “โอเคเนชั่น” กับสโลแกน “ทุกคนเป็นนักข่าวได้” ก็พิสูจน์ให้ได้เห็น และแสดงให้สังคมได้รับรู้อย่างเต็มภาคภูมิว่า “ทุกคนเป็นนักข่าวได้” และเป็นได้ในทุก ๆ ด้านอย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยว ศาสนา ปรัชญา และ ฯลฯ
และไม่เพียงแค่การทำหน้าที่รายงาน ถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบ ได้เห็น ออกสู่สาธารณะ
หากแต่ยังรวมถึงการแยกย่อย วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนสืบค้นข้อมูลต่อยอดในด้านลึกในหลาย ๆ ด้าน เพื่อนำเสนอเป็น “ข้อมูลข่าวสาร” ต่อสาธารณะ ภายใต้กลไกของ “อินเตอร์เน็ต” ที่เชื่อมโลกที่กว้างใหญ่ให้ถึงกันได้อย่างรวดเร็ว
จาก “สื่อกระแสหลัก” สู่ “สื่อทางเลือก”
จากสื่อกระดาษ สู่สื่อเสียง สื่อภาพ สื่อภาพเคลื่อนไหว และสื่ออินเตอร์เน็ต
จากเวบไซต์ สู่บล็อก สู่ทวิตเตอร์ สู่เฟซบุ๊ค สู่กูเกิลพลัส สู่ยูทูป และ สู่ ฯลฯ
และจากบางคนเท่านั้น ที่เป็นนักข่าว ก็มาสู่ทุกคนเป็นนักข่าว ได้อย่างสิ้นเชิง...

รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน 4 8 2012

ที่มา speedhorse



ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/08/55 ถึงขนาดปีนข้าม... มาต่อกรกัน

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



เห็นใส้ พุง กันแล้ว ไม่แคล้ว "ขำ"
ช่างตกต่ำ ปานนั้น โถ..ท่านจ๋า
เห็นกำพืด แล้วย้อนถึง ซึ่งที่มา
แสนระอา ความเสื่อม กระเพื่อมไป....


ปีนข้ามมา ต่อกร สะท้อนวุฒิ
อุตริ แผลงฤทธิ์เดช ทุเรศไหม
มาตรฐาน ยุติธรรม ตอกย้ำไทย
ช่างยิ่งใหญ่ คับบ้าน สะท้านแผ่นดิน....


วิวาทะ สามานย์ พูดผ่านสื่อ
ความเชื่อถือ หรือตอแหล แถทั้งสิ้น
เอาพวกตน มายกหาง หวังตีกิน
คนได้ยิน โคตรขำ ช่างทำไป....


จะฟ้องร้อง เอาความ เชิญตามถนัด
มันกลับมัด พวกเจ้าเล่ห์ พวกเฉไฉ
ภาพดำดิ่ง ยิ่งยับเยิน เกินห้ามใจ
ประชาชน จัดให้ ไม่ต้องรอ....


ร่วมถอดถอน ตลกร้าย ทำลายบ้าน
ล้างอันธพาล ล้างอัปรีย์ ที่เกิดก่อ
อย่าปล่อยให้ พวกริยำ ทำสอพลอ
ล้างเถิดหนอ เลือดชั่วๆ กลัวทำไม?....


๓ บลา / ๔ ส.ค.๕๕

'โอ๊ค' ให้ของขวัญวันเกิด อภิสิทธิ์ 'แก้ไข ไม่แก้แค้น'

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' ให้ของขวัญวันเกิด อภิสิทธิ์ 'แก้ไข ไม่แก้แค้น'



นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  พร้อมย้อนว่า เมื่อตอนวันเกิดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  ได้ส่งข้อความเข้าไปยังทวิตเตอร์เพื่ออวยพรวันเกิด ซึ่งตนในวันนั้นไม่พร้อมที่จะตอบโต้ทางการเมืองกับใคร  แต่ตนไม่มีวันลืมสิ่งที่คนเยาะเย้ย ถากถาง คุณพ่อตัวเองในวันมงคลของครอบครัว   โดยในโอกาสนี้ นายพานทองแท้ ระบุว่า การที่ตนไม่พูดอะไรถือเป็นของขวัญวันเกิดจากตน เพื่อเป็นการนึกถึง อกเขาอกเราว่าหากลูกของนายอภิสิทธิ์ฯ ได้มาอ่านสิ่งที่ไม่เป็นมงคลกับคุณพ่อของตัวเองในวันเกิดครบ48ปี ลูกๆทั้ง2คนก็คงเสียใจ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับผมและน้องสาวในวันนั้น รายละเอียดมีดังนี้ 
 
 
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ4รอบ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ
 
ทีมงานผมหลายคน SMS มาเตือน พร้อมทั้งส่งข้อมูลเตรียมให้ผมโพสต์กันเพียบ โดยที่แต่ละคนต่างก็ไม่ได้นัดหมายกัน ส่วนใหญ่ก็จะเตือนความจำว่า
 
"ตอนวันเกิดคุณพ่อผมปีก่อนโน้น นายอภิสิทธิ์ฯ ได้ส่งข้อความเข้าไปยังทวิตเตอร์ของคุณพ่อผม และได้อวยพรวันเกิดคุณพ่อผมไว้อย่างไร"
 
ในวันนั้นผมไม่พร้อมที่จะตอบโต้ทางการเมือง กับใครนะครับ แต่อยากจะบอกกับทุกท่านว่า ผมเป็นลูกชายของคุณพ่อ ผมไม่มีวันลืมสิ่งที่คนเยาะเย้ย ถากถาง คุณพ่อตัวเองในวันมงคลของครอบครัวผมหรอกครับ ผมย่อมจำได้แม่นกว่าทุกคน แต่เหตุผลที่ผมไม่คิดจะเอาคืน ในวันเกิดครบ4รอบของนายอภิสิทธิ์ฯในวันนี้ ทั้งๆที่ขณะนี้ผมโตพอ, ผมมีข้อมูล และผมมีทีมงานที่พร้อม เนื่องจากเหตุผล3ประโยคนี้ครับ
 
"วุฒิภาวะ" "กาละเทศะ" และ "อกเขาอกเรา"
 
-เป็น วุฒิภาวะของตัวผมเองที่ที่โตขึ้น และรู้จักผิดชอบชั่วดีในสิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำ
 
-เป็น กาละเทศะ ที่เป็นวันมงคลของนายอภิสิทธิ์ฯ ไม่ควรที่จะต้องมามีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ
 
-และเป็นการนึกถึง อกเขาอกเรา ว่าหากลูกของนายอภิสิทธิ์ฯ ได้มาอ่านสิ่งที่ไม่เป็นมงคลกับคุณพ่อของตัวเองในวันเกิดครบ48ปี ลูกๆทั้ง2คนก็คงเสียใจ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับผมและน้องสาวในวันนั้น
 
การที่ผมไม่พูดอะไรนี้ก็ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากผมแล้วกันนะครับ
 
ถ้าเป็นศัพท์ของอาปู เขาเรียกว่า "แก้ไข ไม่แก้แค้น" นั่นแหละครับ
 
 

3 สิงหาคม 2555 เวลา 21:33 น.

'โอ๊ค' โพสต์เฟซบุ๊ก..อะไรๆก็ 'ทักษิณ'

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' โพสต์เฟซบุ๊ก..อะไรๆก็ 'ทักษิณ'



นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กยกกระทู้ในเว็บไซต์ pantip.com ที่มีผู้เข้ามาตั้งกระทู้ว่า 'อะไรๆก็ทักษิณ' ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่า "ตราบใดที่พวกมันยังไม่หายกลัวทักษิณ มันเป็นเสียอย่างนี้ไงครับ จ้าวนาย แล้วบอกว่า ทำไมจึงก้าวไม่พ้นทักษิณ"
 
 
เบาๆวันหยุดครับ 
ก๊อปมาทั้งดุ้น จากเวป พันทิพย์ ดอทคอม ผมไม่ได้เขียนเอง เเละก็ไม่มีนักข่าวเเก่ที่ไหนมาช่วยเขียน คนเขียนใช้นามว่า "ทวดเอง" ตามนี้เลยครับ
 
อะไรๆก็ทักษิณ
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P12402921/P12402921.html
 
กู้ชาติ ก็เพราะ"ทักษิณ"ขายชาติ
ทำรัฐประหาร ก็เพราะ"ทักษิณ"สร้างความแตกแยก
ตั้ง คตส. ก็เพราะ"ทักษิณ"โกง
ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เพราะ"ทักษิณ"เป็นเผด็จการรัฐสภา
เลือกตั้งปกติ แพ้ ก็เพราะ"ทักษิณ"ซื้อเสียง
เลือกตั้งภายใต้เผด็จการ ก็เพราะคนโง่ถูก"ทักษิณ"หลอก
สื่อฯด่าทักษิณ ก็เพราะ"ทักษิณ"เลว
สื่อฯชมทักษิณ ก็เพราะ"ทักษิณ"ซื้อ
ตัดสิทธิ์ย้อนหลังบริหารพรรคไทยรักไทย ก็เพราะเป็นพวก"ทักษิณ"
ใช้พจนานุกรมถอดถอนนายกฯ ก็เพราะเป็นนอมีนี"ทักษิณ"
เห็นด้วยกับพยานหนึ่งในสิบปาก แล้วยุบพรรค ก็เพราะเป็นพรรค"ทักษิณ"
ส.ส.อยู่ร่วมกับพรรคพลังประชาชน ก็เพราะ"ทักษิณ"กว้านซื้อ
ส.ส.แปรพักตร์ไปเป็นกลุ่มงูเห่า ก็เพราะคิดว่า"ทักษิณ"จบแล้ว
เสื้อแดงชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ก็เพราะ"ทักษิณ"สั่ง
มีการฆ่ากันตายกลางเมืองหลวง ก็เพราะ"ทักษิณ"ยุ
ทะเลาะกับกัมพูชา ก็เพราะ"ทักษิณ"ไปเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ
ยกเลิกเอ็มโอยู ก็เพราะ"ทักษิณ"
แอบเข้าไปสอบปากคำมิสเตอร์บู๊ทที่เรือนจำ ก็เพราะจะโยง"ทักษิณ"ขายอาวุธ
เรียกร้องให้สละสัญชาติไทย ก็เพราะ"ทักษิณ"ได้สัญชาติมอนเตเนโกร
ไม่ยอมให้ผู้อาวุโสสูงสุดเป็น ผบ.ตร. ก็เพราะเป็นพี่เมีย"ทักษิณ"
ปรองดองไม่ได้ ก็เพราะกลัวจะช่วย"ทักษิณ"
แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็เพราะกลัว"ทักษิณ"จะได้ประโยชน์
ญี่ปุ่นให้ทักษิณเข้าประเทศ ก็เพราะกระทรวงต่างประเทศช่วย"ทักษิณ"
ไม่ให้นาซ่าเข้ามาสำรวจภูมิอากาศ ก็เพราะกลัวอเมริกาจะให้วีซ่า"ทักษิณ"
ออกมาด่าผู้นำอเมริกา ก็เพราะทะลึ่งให้"ทักษิณ"เข้าประเทศ
ก่อนเป็นนายกฯ เป็นบริหารระดับสูงธุรกิจหมื่นล้าน ก็เพราะเป็นน้องสาว"ทักษิณ"
เป็นนายกฯที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ก็หาว่าเป็นเพราะ"ทักษิณ"
เกลียดกันตั้งแต่ยังไม่ได้บริหารประเทศ ก็เป็นเพราะมีพี่ชายชื่อ"ทักษิณ"
นายกฯไปเจรจากับกัมพูชา ก็หาว่าไปช่วย"ทักษิณ"เรื่องพลังงาน
ญี่ปุ่นเชิญนายกฯไปแสดงวิสัยทัศน์ ก็เพราะ"ทักษิณ"ปูทางให้
นายกฯจะปรับคณะรัฐสภา ก็เพราะรับคำสั่ง"ทักษิณ"
นายกฯยังไม่ปรับคณะรัฐมนตรี ก็สงสัยว่าถาม"ทักษิณ"หรือยัง
แสดงความถ่อยในรัฐสภา ก็เพราะประธานเอื้อ"ทักษิณ"
และสุดท้าย ประเทศชาติคงต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ตราบใดที่พวกมันยังไม่หายกลัวทักษิณ 
มันเป็นเสียอย่างนี้ไงครับ จ้าวนาย แล้วบอกว่า ทำไมจึงก้าวไม่พ้นทักษิณ
 
 
3 สิงหาคม 2555 เวลา 16:23 น.

ชำนาญ จันทร์เรือง: ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่ขัดรัฐธรรมนูญ (อีกครั้ง)

ที่มา ประชาไท

 

จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ แต่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวกำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ ๔ วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา โดยยกเว้นให้ขายในโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรมที่มีการจดทะเบียนที่ถูกต้อง เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา คือ ตั้งแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ซึ่งผลของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างขาดๆเกินๆ มีการฝ่าฝืนข้อห้ามให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป นั้น
จากประกาศฉบับดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างมากมายแต่ส่วนใหญ่แล้วจะ มุ่งเน้นไปที่การเลือกยกเว้นให้ขายในโรงแรมแต่ไม่มีการยกประเด็นของการขัด รัฐธรรมนูญขึ้นมากล่าวถึงแต่อย่างใด ทั้งๆที่มีประเด็นปัญหากฎหมายที่น่าสนใจไม่น้อยว่าประกาศฉบับดังกล่าวนั้นจะ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร เพราะขัดต่อหลักการพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นหลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ฯลฯ

หลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา
ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่กำหนดไว้ว่าคนไทยจะต้อง นับถือศาสนาพุทธและจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของศาสนาพุทธเท่านั้น การดื่มสุราในศาสนาบางศาสนามิได้เป็นข้อห้ามร้ายแรงที่จะต้องถูกลงโทษตาม กฎหมายบ้านเมือง และที่สำคัญรัฐไทยเป็นรัฐฆราวาสหรือรัฐโลกวิสัย(secular state)มิใช่รัฐเทวาธิปไตย(theocratic state)ที่ยึดศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นที่ตั้งโดยศาสนาจักรมีอำนาจเหนืออาณาจักร ดังเช่นรัฐอื่นๆดังเช่นคริสต์จักรในยุคกลางของยุโรปหรือในตะวันออกกลาง ปัจจุบันที่บัญญัติให้หลักการทางศาสนาเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษ
การงดเว้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ดีและควร ปฏิบัติ แต่มิใช่สิ่งที่จะต้องถึงขนาดถูกลงโทษด้วยการถูกปรับหรือจำคุก และย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งหากผู้ถูกลงโทษเป็นศาสนิกในศาสนาอื่นที่ไม่มี ข้อห้ามเช่นนั้น
      
ในทางตรงข้ามมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญกลับบัญญัติรับรองให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ในการนับถือ ศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนและบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองมิ ให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนแตกต่างจากบุคคลอื่น

หลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค
มาตรา ๓๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
จะเห็นได้ว่าประกาศฉบับดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งถึงสองประเด็นคือ นอกเหนือจากการเลือกห้ามในวันพระใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาแล้ว การยกเว้นให้ขายในโรงแรมเท่านั้นย่อมแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในฐานะ ทางเศรษฐกิจเพราะมีแต่คนมีสตางค์เท่านั้นที่จะเข้าไปดื่มกินในโรงแรมได้ พูดง่ายๆว่าคนจนไม่มีสิทธิทั้งๆที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนั่นเอง
หลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
บุคคลที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐ อย่างถูกต้องและครบถ้วนย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ที่บัญญัติให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
การที่รัฐยกเอาข้อห้ามทางศาสนามาบัญญัติเป็นกฎหมายที่เป็นบทลงโทษบุคคลที่ทำ มาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้องและครบถ้วน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้อย่างชัดแจ้ง จะทำได้อย่างมากเพียงการขอความร่วมมือเท่านั้น หากไม่ให้ความร่วมมือก็เป็นเรื่องของมาตรการทางสังคมที่จะลงโทษหรือต่อต้าน มิใช่การลงโทษด้วยการจำหรือปรับเช่นนี้
    
นายกรัฐมนตรีในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่ง เป็นกฎหมายลำดับรองหรืออนุบัญญัติที่ออกโดยฝ่ายบริหารซึ่งมีสถานะเป็นกฎ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ ซึ่งบัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะต้องถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ ทางปกครองในการออกกฎนี้
       

ฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้มีการตอกลิ่มปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและขัดแย้งทางความ เชื่อศาสนาซึ่งมีมากอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นจากประกาศเจ้าปัญหานี้ จึงควรที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายจาก ประกาศดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ น่าจะได้นำคดีไปสู่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีนี้ ซึ่งก็คือศาลปกครองเพื่อให้มีการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกประกาศเช่นนี้ จะขัดต่อกฎหมายในลำดับที่สูงกว่าหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ต่อไป

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”?

ที่มา ประชาไท

 

การต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างพลังเผด็จการกับพลังประชาธิปไตยในหลายปีมา นี้ แนวรบที่เข้มข้นดุเดือดไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้บนท้องถนนและในสภาก็คือ การต่อสู้ทางความคิดและวาทกรรม ระหว่างอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับความคิดเผด็จการครอบงำในรูปลัทธิราชาชาตินิยมและ “ประชาธิปไตยแบบไทย”
วาทกรรมทหนึ่งที่สร้างความสับสนแม้แต่ในหมู่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยกันเองก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” (Illiberal Democracy) ใช้เป็นครั้งแรกโดยนายฟารีด ซาคาเรีย (Fareed Zakaria) คอลัมนิสต์ชาวอินเดียสัญชาติอเมริกัน และใช้กันในหมู่นักวิชาการและคอลัมนิสต์ตะวันตกจำนวนหนึ่ง
แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ชี้ว่า ระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้งและ “เป็นประชาธิปไตย” นั้น อาจ “ไม่เป็นเสรีนิยม” คือไม่ให้เสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่พลเมืองของตน เช่น รัสเซียและประเทศอดีตสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก บางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรค มีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นนำที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลาย ประการ เช่น เสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลและผู้นำ เสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งสมาคม รัฐควบคุมสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ใช้วิธีการทั้งในและนอกกฎหมายกับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล เป็นต้น ประเทศเหล่านี้จึง “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม”
ในทางตรงข้าม ก็มี “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม” (Liberal Autocracy) คือ ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังให้ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” แก่พลเมืองของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ระบบตลาดทุนนิยมและวิสาหกิจเอกชน ตัวอย่างเช่น ประเทศในยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (นายซาคาเรียอ้างถึงออสโตร-ฮังการี) และ ฮ่องกง ในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้จึง “ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเสรีนิยม”
ก่อนรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและคอลัมนิสต์ไทยจำนวนหนึ่งก็นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาโจมตีระบอบรัฐ ธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยว่า “เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” คือชนะเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น แต่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน “ฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพย์ติด” “ปราบปรามประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนองเลือด” ควบคุมแทรกแซงสื่อ ทุจริตคอรัปชั่น แทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เป็นต้น
หลังรัฐประหาร คำว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกนำมาใช้โจมตีขบวนประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐประหารและสนับสนุนพรรคการเมือง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นพวก “ลัทธิเลือกตั้งธิปไตย” ยึดเอาการเลือกตั้งเป็นสรณะหนึ่งเดียวที่รองรับความชอบธรรมทางการเมืองทั้ง ปวง แต่มีเนื้อในที่ “ไม่เป็นเสรีนิยม” เพราะสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นเผด็จอำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการตะวันตกจำนวนหนึ่ง ประเด็นใจกลางคือ การลดรูป “ลัทธิเสรีนิยม” จากหลักการเสรีภาพสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบสถาบันการเมืองประชาธิปไตยแบบตัว แทนและหลักสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน ลงมาเหลือแค่การให้มีสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยแยกจากระบอบสถาบันการเมือง หากมีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “อัตตาธิปไตย” ผลก็คือความสับสนปนเปทางตรรกะที่อาจมีระบอบการเมืองที่เป็นอำนาจนิยม แต่ให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน (เรียกว่า “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม”) และก็มีระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้ง แต่ละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน (เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”)
แนวคิดนี้ ถึงที่สุด มีพื้นฐานความเชื่อว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็น “ฝูงชนที่ไร้สติ สายตาสั้น หวังประโยชน์และความมั่นคงเฉพาะหน้า” ถูกชักจูงหรือครอบงำโดยนักการเมืองกลุ่มชนชั้นนำให้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามา เป็นรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” อาจนำไปสู่สองทางเลือกคือ ในปริบทที่ระบอบการเมืองยังมีการเลือกตั้ง ก็ให้ส่งเสริมหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อให้ “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ก้าวไปสู่การเป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” เต็มรูปแบบ
แต่อีกทางเลือกหนึ่ง กลับนำไปสู่การปฏิเสธหรือการลดทอนความสำคัญของการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยอ้างว่า การเลือกตั้งไม่ใช่สารัตถะของระบอบการเมือง การประเมินระบอบการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ใช่อยู่ที่ว่า มีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ให้ดูที่ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ของประชาชนเป็นสำคัญ ผู้ที่สมาทานแนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” มักจะเลือกหนทางที่สองคือ หันไปสนับสนุนการใช้กลไกนอกระบบการเมืองมาควบคุมอำนาจที่จากการเลือกตั้ง เชิดชู “ลัทธิชนชั้นนำ” ที่ปลอดพ้นจาก “ความชั่วร้ายของการเมืองแบบเลือกตั้งที่สายตาสั้นและเต็มไปด้วยผลประโยชน์” ดังจะเห็นได้จากที่นายซาคาเรียเองเสนอให้ “ลดความเป็นประชาธิปไตยลง” ด้วยการให้อำนาจแก่ผู้กระทำการ “ที่ไม่ถูกกดดันจากประชาธิปไตย” เช่น องค์การการค้าโลก ธนาคารกลาง ศาลฎีกา องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” จึงมีเสน่ห์หอมหวล ดึงดูดนักวิชาการ คอลัมนิสต์ และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่แต่ไหนแต่ไรมาก็เกลียดชังนักการเมืองและระบบการ เมืองแบบเลือกตั้ง หยิบยกขึ้นมาเป็นอาวุธทางวาทกรรมทิ่มแทงฝ่ายประชาธิปไตย ปฏิเสธลักษณะก้าวหน้าและเป็น “เสรีนิยม” ของขบวนประชาธิปไตย ตรรกะของคนพวกนี้เข้าขั้น “เลอะเทอะ” เมื่อประกาศว่า การปกครองของพวกจารีตนิยม (รวมถึงอันธพาลการเมืองเช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) นั้น “เป็นเสรีนิยม คือให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ในขณะที่ฝ่ายประชาชน “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม เพราะไปสนับสนุนนักการเมืองที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน”
ลัทธิเสรีนิยมเป็นแนวคิดสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบการเมืองแบบเลือกตั้ง และหลักแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน สองประการนี้เป็นสิ่งเดียวกันและแยกกันไม่ออก ประเทศที่มีการเมืองแบบเลือกตั้ง มีหลายพรรคการเมือง แต่ไม่มี “หลักสิทธิเสรีภาพ” ต่อพลเมืองของตน ถึงอย่างไร ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นชนิดหนึ่ง ที่ใช้เปลือกนอกของ “การเมืองแบบเลือกตั้ง” มาสวมคลุมร่างหมาป่าของตน ในทางตรงข้าม ประเทศที่มีระบอบการเมืองผูกขาดโดยกลุ่มหรือครอบครัวชนชั้นนำ แต่อ้างว่า ให้ “สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน” ก็ไม่ใช่เสรีนิยม เพราะถึงอย่างไร “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” ก็ยังถูกจำกัดด้วยข้อห้ามที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธ หรือคัดค้านอำนาจการปกครองของชนชั้นนำนั้นอยู่ดี
ประเทศหนึ่งมีเพียงสองทางเลือกคือ เป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” หรือเป็น “ระบอบอำนาจนิยม (ทั้งแฝงเร้นและเปิดเผย) ประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2500 เป็นต้นมา อยู่ในระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม ที่บางช่วงสวมเสื้อคลุม “การเมืองแบบเลือกตั้ง” ที่ให้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและทางเศรษฐกิจอย่างจำกัดแก่ประชาชน แต่ในความเป็นจริง เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้น การผูกขาดเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของพวกจารีตนิยมและทุนเก่า การครอบงำทางความคิดอุดมการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ และการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างไร้เมตตา (ตัวอย่าง ป.อาญา ม.112 และการฆ่าหมู่ประชาชนถึงสี่ครั้งในรอบ 30 ปี) ส่วนสมุนของระบอบนี้ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เป็นพวกอันธพาลฟัสซิสต์คลั่งชาติ ระบอบการปกครองและกลุ่มอันธพาลที่ว่านี้ ไม่มีอะไรที่เป็นเสรีนิยมเลยแม้แต่น้อย
สำหรับฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว เครื่องหมายแห่งความเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริงของพวกเขาคือ การปฏิเสธ “ลัทธิเหนือโลก” และ “ลัทธิฝุ่นใต้ตีน” ทุกรูปแบบ ยืนยันว่า คนเรานั้นเกิดมาเพียบพร้อมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ทุกคนคือ “เสรีชน” การปกครองที่ชอบธรรมจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองต้องแก้ไขอย่างสันติด้วยการเลือกตั้ง เท่านั้น ขบวนประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันนี้แหละคือ “ขบวนประชาธิปไตยเสรีนิยม” อย่างแท้จริง

หมอตุลย์ล้อฟรีขู่.358สมศักดิ์เจียมแค่ล้อเล่น พบพิรุธพานักรบศรีวิชัยไปดูลาดเลาที่ธรรมศาสตร์มาแล้ว

ที่มา Thai E-News


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เลิก 112 ให้ก็ได้ แล้วมึงกับพวกเอา .358 ไปก็แล้วกัน กูไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆจากมึงอีกแล้ว
 · 11 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน โทรศัพท์มือถือ · 

แค่ล้อเล่น?-หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้่อหลากสีโพสต์ข้อความด้านบนนี้ ต่อมาบอกว่าแค่ล้อเล่นแรงๆ อย่างไรก็ตามพบพิรุธเพราะเพิ่งไปยกป้วยประท้วงดร.สมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เมื่อไม่กี่วันก่อน โดยมีอันธพาลการเมืองนักรบศรีวิชัยร่วมคณะไปด้วย เหมือนๆอาจจะไปดูลาดเลา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 สิงหาคม 2555

หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์ รายงานข่าวเรื่อง "สมศักดิ์ เจียม" อาจารย์มธ. เป็นห่วงหมอตุลย์ แกนนำเสื้อหลากสี หลังโพสต์ว่าจะให้ .358 แทน "112" ว่า วัน ที่ 3 ส.ค. นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวhttp://www.facebook.com/somsakjeam ภาย หลังจากน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่ารับไม่ได้กับพฤติกรรมของนายสมศักดิ์อีกต่อไป แล้ว 

 โดย นายสมศักดิ์ โพสต์ข้อความถึงหมอตุลย์ ระบุว่า "นี่ผมซีเรียสนะครับ ผมว่า คนรักเจ้าอย่างคุณหมอตุลย์ ต้องมี "อาการทางจิต" แน่นอน ผมไม่ได้หมายถึงเรืองล่าสุดที่เขาขู่จะให้ .358 ผมอะไรนะครับ (เรืองนั้น มันไร้สาระเกินไป)


แต่ ผมหมายถึงว่า หมอตุลย์ ทำงานวิชาการสายวิทยาศาสตร์แท้ๆ ทำไมจึงต้องกลัว การนำเสนอข้อมูล หรือมุมมอง ที่แตกต่าง ในเรื่องสถาบันล่ะครับ?


 "คน ทำงานวิชาการสายวิทย์ ต้องรู้แน่ๆเลยว่า ไม่มีความรู้ โดยเฉพาะความรู้ทางสายวิทย์ (ทฤษฎี เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ การแพทย์ ฯลฯ) ทีไหน ทีเขาใช้วิธีบังคับ เสนอได้แบบเดียว แล้วห้ามเด็ดขาด ไมให้คนเสนอแบบอื่น ห้ามเด็ดขาด ทีจะตั้งคำถาม ตรวจสอบ วิจารณ์กัน นี่แสดงว่า ต้องมี "อาการทางจิต" ในเรื่อง denial คือ ปฏิเสธ ที่จะเผชิญหน้ากับความจริง (ความจริงทีว่า โดยธรรมชาติ เรื่องต่างๆ ต้องสามารถมีข้อมูล มุมมอง หลายอย่างได้ จะบังคับให้ทุกคน มองแบบเดียวกันไม่ได้ มันฝืนธรรมชาติ)
 "ผม ว่า ต้องรีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ โดยด่วนนะครับ (ใครก็ได้ ช่วย copy ข้อความนี้ ไปให้คุณหมอหน่อยครับ เผือจะรู้ตัว รีบเยียวยา รักษาอาการทางจิตที่ว่าได้ทัน)"

 ก่อนหน้านี้ น.พ.ตุลย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก tul sittisomwong มีเนื้อหาว่า "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เลิก 112 ให้ก็ได้ แล้วมึงกับพวกเอา .358 ไปก็แล้วกัน กูไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ จากมึงอีกแล้ว"



หมอตุลย์ออกตัวล้อฟรี"แค่ล้อเล่นแรงๆ" แต่พิรุธเหมือนเพิ่งพานักรบศรีวิชัยไปดูลาดเลา

เฮ้ย ไอ้พวกลิ่วล้อสมสากมันกลัวหมอตุลย์ยิงไอ้สมสากตายจริงๆ พล่านด่าผมไปทั่วเลย มันอ่านยังไงของมันวะ ใบตองแห้งก็ถึงกับมาบอกว่าผมคลั่ง ผมป่วยอีก เฮ้อ คนมันสติแตกจริงๆ ล้อกันแรงๆแม่งก็เชื่อ เอาเป็นจริงเป็นจังด้วยว่ะ ของจริงโน่น อย่าไอ้พวกหมิ่นต้องเป็นมะเร็งปากถึงจะสมควร
ทั้งนี้หมอตุลย์เพิ่งพาพวกราว15คนบุกไปยกป้ายโครงการพระราชดำริ
ให้ดร.สมศักดิ์ได้ซาบซึ้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ
วันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

กลุ่มหมอตุลย์นำป้ายโครงการไปวางที่อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประ
ศาสน์การมหาวิทยาลัยด้วย(ดูภาพชุดในอัลบั้ม  
1คน 1♥ 1ป้าย พระ
ราชกรณียกิจ
จากเฟซบุ๊ค  Che Neverdie Ernesto-Guevara  )



ถอด


ผ่าง..!




“ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”?

ที่มา Thai E-News

 


แนวคิดนี้ ถึงที่สุด มีพื้นฐานความเชื่อว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็น “ฝูงชนที่ไร้สติ สายตาสั้น หวังประโยชน์และความมั่นคงเฉพาะหน้า” ถูก ชักจูงหรือครอบงำโดยนักการเมืองกลุ่มชนชั้นนำให้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามาเป็น รัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 


โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา โลกวันนี้วันสุข
3 สิงหาคม 2555



การต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างพลังเผด็จการกับพลังประชาธิปไตยในหลายปีมานี้ แนวรบที่เข้มข้นดุเดือดไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้บนท้องถนนและในสภาก็คือ การต่อสู้ทางความคิดและวาทกรรม ระหว่างอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับความคิดเผด็จการครอบงำในรูปลัทธิราชาชาตินิยมและ “ประชาธิปไตยแบบไทย”

วาทกรรมทหนึ่งที่สร้างความสับสนแม้แต่ในหมู่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเองก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” (Illiberal Democracy) ใช้เป็นครั้งแรกโดยนายฟารีด ซาคาเรีย (Fareed Zakaria) คอลัมนิสต์ชาวอินเดียสัญชาติอเมริกัน และใช้กันในหมู่นักวิชาการและคอลัมนิสต์ตะวันตกจำนวนหนึ่ง

แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ชี้ว่า ระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้งและ “เป็นประชาธิปไตย” นั้น อาจ “ไม่เป็นเสรีนิยม” คือไม่ให้เสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่พลเมืองของตน 

เช่น รัสเซียและประเทศอดีตสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก บางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรค มีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นนำที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ เช่น เสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลและผู้นำ 

เสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งสมาคม รัฐควบคุมสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ใช้วิธีการทั้งในและนอกกฎหมายกับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล เป็นต้น ประเทศเหล่านี้จึง “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม”

ในทางตรงข้าม ก็มี “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม” (Liberal Autocracy) คือ ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังให้ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” แก่พลเมืองของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ระบบตลาดทุนนิยมและวิสาหกิจเอกชน ตัวอย่างเช่น ประเทศในยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (นายซาคาเรียอ้างถึงออสโตร-ฮังการี) และ ฮ่องกง ในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้จึง “ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเสรีนิยม”

ก่อนรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและคอลัมนิสต์ไทยจำนวนหนึ่งก็นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาโจมตีระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยว่า “เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” คือชนะเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น แต่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน “ฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพย์ติด” “ปราบปรามประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนองเลือด” ควบคุมแทรกแซงสื่อ ทุจริตคอรัปชั่น แทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เป็นต้น

หลัง รัฐประหาร คำว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกนำมาใช้โจมตีขบวนประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐประหารและสนับสนุนพรรคการเมือง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นพวก “ลัทธิเลือกตั้งธิปไตย” ยึดเอาการเลือกตั้งเป็นสรณะหนึ่งเดียวที่รองรับความชอบธรรมทางการเมืองทั้ง ปวง แต่มีเนื้อในที่ “ไม่เป็นเสรีนิยม” เพราะสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นเผด็จอำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการตะวันตกจำนวนหนึ่ง ประเด็นใจกลางคือ การลดรูป “ลัทธิเสรีนิยม” จากหลักการเสรีภาพสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบสถาบันการเมืองประชาธิปไตยแบบตัว แทนและหลักสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน ลงมาเหลือแค่การให้มีสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยแยกจากระบอบสถาบันการเมือง หากมีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “อัตตาธิปไตย” ผลก็คือความสับสนปนเปทางตรรกะที่อาจมีระบอบการเมืองที่เป็นอำนาจนิยม แต่ให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน (เรียกว่า “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม”) และก็มีระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้ง แต่ละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน (เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”)

แนวคิดนี้ ถึงที่สุด มีพื้นฐานความเชื่อว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็น “ฝูงชนที่ไร้สติ สายตาสั้น หวังประโยชน์และความมั่นคงเฉพาะหน้า” ถูกชักจูงหรือครอบงำโดยนักการเมืองกลุ่มชนชั้นนำให้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามา เป็นรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” อาจนำไปสู่สองทางเลือกคือ ในปริบทที่ระบอบการเมืองยังมีการเลือกตั้ง ก็ให้ส่งเสริมหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อให้ “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ก้าวไปสู่การเป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” เต็มรูปแบบ

แต่อีกทางเลือกหนึ่ง กลับนำไปสู่การปฏิเสธหรือการลดทอนความสำคัญของการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยอ้างว่า การเลือกตั้งไม่ใช่สารัตถะของระบอบการเมือง การประเมินระบอบการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ใช่อยู่ที่ว่า มีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ให้ดูที่ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ของประชาชนเป็นสำคัญ 

ผู้ที่สมาทานแนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” มักจะเลือกหนทางที่สองคือ หันไปสนับสนุนการใช้กลไกนอกระบบการเมืองมาควบคุมอำนาจที่จากการเลือกตั้ง เชิดชู “ลัทธิชนชั้นนำ” ที่ปลอดพ้นจาก “ความชั่วร้ายของการเมืองแบบเลือกตั้งที่สายตาสั้นและเต็มไปด้วยผลประโยชน์” 

ดังจะเห็นได้จากที่นายซาคาเรียเองเสนอให้ “ลดความเป็นประชาธิปไตยลง” ด้วยการให้อำนาจแก่ผู้กระทำการ “ที่ไม่ถูกกดดันจากประชาธิปไตย” เช่น องค์การการค้าโลก ธนาคารกลาง ศาลฎีกา องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น

จึง ไม่น่าแปลกใจที่แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” จึงมีเสน่ห์หอมหวล ดึงดูดนักวิชาการ คอลัมนิสต์ และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่แต่ไหนแต่ไรมาก็เกลียดชังนักการเมืองและระบบการ เมืองแบบเลือกตั้ง หยิบยกขึ้นมาเป็นอาวุธทางวาทกรรมทิ่มแทงฝ่ายประชาธิปไตย ปฏิเสธลักษณะก้าวหน้าและเป็น “เสรีนิยม” ของขบวนประชาธิปไตย 

ตรรกะของคนพวกนี้เข้าขั้น “เลอะเทอะ” เมื่อประกาศว่า การปกครองของพวกจารีตนิยม (รวมถึงอันธพาลการเมืองเช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) นั้น “เป็นเสรีนิยม คือให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ในขณะที่ฝ่ายประชาชน “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม เพราะไปสนับสนุนนักการเมืองที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

ลัทธิเสรีนิยมเป็นแนวคิดสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบการเมืองแบบเลือกตั้งและหลักแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน สองประการนี้เป็นสิ่งเดียวกันและแยกกันไม่ออก ประเทศที่มีการเมืองแบบเลือกตั้ง มีหลายพรรคการเมือง แต่ไม่มี “หลักสิทธิเสรีภาพ” ต่อพลเมืองของตน ถึงอย่างไร ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นชนิดหนึ่ง ที่ใช้เปลือกนอกของ “การเมืองแบบเลือกตั้ง” มาสวมคลุมร่างหมาป่าของตน 

ในทางตรงข้าม ประเทศที่มีระบอบการเมืองผูกขาดโดยกลุ่มหรือครอบครัวชนชั้นนำ แต่อ้างว่า ให้ “สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน” ก็ไม่ใช่เสรีนิยม เพราะถึงอย่างไร “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” ก็ยังถูกจำกัดด้วยข้อห้ามที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธ หรือคัดค้านอำนาจการปกครองของชนชั้นนำนั้นอยู่ดี

ประเทศหนึ่งมีเพียงสองทางเลือกคือ เป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” หรือเป็น “ระบอบอำนาจนิยม (ทั้งแฝงเร้นและเปิดเผย) 

ประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2500 เป็นต้นมา อยู่ในระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม ที่บางช่วงสวมเสื้อคลุม “การเมืองแบบเลือกตั้ง” ที่ให้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและทางเศรษฐกิจอย่างจำกัดแก่ประชาชน แต่ในความเป็นจริง เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้น การผูกขาดเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของพวกจารีตนิยมและทุนเก่า การครอบงำทางความคิดอุดมการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ และการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างไร้เมตตา (ตัวอย่าง ป.อาญา ม.112 และการฆ่าหมู่ประชาชนถึงสี่ครั้งในรอบ 30 ปี) 

ส่วนสมุนของระบอบนี้ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เป็นพวกอันธพาลฟัสซิสต์คลั่งชาติ ระบอบการปกครองและกลุ่มอันธพาลที่ว่านี้ ไม่มีอะไรที่เป็นเสรีนิยมเลยแม้แต่น้อย

สำหรับฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว เครื่องหมายแห่งความเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริงของพวกเขาคือ การปฏิเสธ “ลัทธิเหนือโลก” และ “ลัทธิฝุ่นใต้ตีน” ทุกรูปแบบ ยืนยันว่า คนเรานั้นเกิดมาเพียบพร้อมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ทุกคนคือ “เสรีชน” 

การปกครองที่ชอบธรรมจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองต้องแก้ไขอย่างสันติด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น 

ขบวนประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันนี้แหละคือ “ขบวนประชาธิปไตยเสรีนิยม” อย่างแท้จริง