ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 1, 2011

"นายกฯสอบผ่าน" จัดรายการครั้งแรก

ที่มา Voice TV









การจัดรายการของนายกรัฐมนตรีสามารถเรียกเสียงตอบรับจากประชาชนได้เป็นอย่างดี

การจัดรายการของนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความเห็น กับประชาชน ชื่อ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ทางสถานีวิทยุการจายเสียงแห่งประเทศไทยครั้งแรกในวันนี้(1 ต.ค. 54) สามารถเรียกเสียงตอบรับจากประชาชนได้เป็นอย่างดี ขณะที่ประชาชนบางรายก็ยังไม่ทราบแม้แต่เวลาออกอากาศ และช่องทางการติดตามรับฟัง

เสียงสะท้อนจากประชาชน ย่านตลาดเทเวศร์ ที่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เทปแรกก็สอบผ่านแล้ว หลังจากได้ฟังการออกอากาศรายการ“รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” ที่ดำเนินรายการโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในวันนี้

ช่วงระหว่างดำเนินรายการวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงประชาชนเรื่องสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางแก้ไขปัญหาตามหลัก 2 พี 2 อาร์ และแนวทางการช่วยเหลือ ที่ได้อนุมัติงบประมาณผ่านกระทรวงต่างๆไปแล้ว อีกทั้งยังกล่าวถึงนโยบายต่างๆที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก ที่เป็นการกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300บาท และ เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 15000 บาท ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัตไปแล้ว

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง การสร้างความปรองดองในประเทศว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เนื่องจากเป็นตัวช่วยให้เกิดความเชื่อถือใน การลงทุน พร้อมขอให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ และเรื่องยาเสพติดนั้นรัฐบาลจะเร่งแก้ไขและดำเนินการเพื่อนำความสุขกลับคืน ให้ประชาชนในพื้นที่

ขณะที่เสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนหนึ่ง ที่พลาดโอกาสการติดตามรายการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันนี้ต่างเรียกร้องให้มี การประชาสัมพันธ์ถึงเวลาการออกอากาศ และช่องทางการรับฟัง พร้อมทั้งต้องการให้มีการจัดรายการทางโทรทัศน์เหมือนรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา เพราะรู้สึกมีความใกล้ชิด และติดตามได้สะดวกมากกว่า

นอกจากขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ความรอบคอบในสิ่งเล็กน้อยแม้แต่ชื่อรายการก็ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ในขณะที่ออกอากาศนายกรัฐมนตรีแนะนำว่าชื่อ "รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" แต่ด้านสถานีโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศกลับขึ้นชื่อ ซ้อนภาพว่า "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ คุยกับประชาชน" นับเป็นความผิดพลาดที่เล็กน้อย ที่อาจกลายเป็นช่องทางถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย

โจรไซเบอร์! กวาดเงิน 114พันล้านUS/ปี

ที่มา Voice TV

โจรไซเบอร์! กวาดเงิน 114พันล้านUS/ปี

"นอร์ตัน" เผยความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทั่วโลก มีผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 431ล้านคน มูลค่าความเสียหายสูงกว่าการค้ายาเสพติดในตลาดมืด

"นอร์ตัน" ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและความปลอดภัย เผยผลสำรวจเกี่ยวกับความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ย 114พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากรวมมูลค่าความสูญเสียของผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 431ล้านคนทั่วโลก มูลค่าจำนวนเงินและเวลาที่สูญเสียทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 388พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าของอาชญากรรมออนไลน์ทั่วโลกสูงกว่ามูลค่าของการค้าเฮโรอิน โคเคน และกัญชารวมกันในตลาดมืด ซึ่งมีมูลค่า 288พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากผลสำรวจปี 2553 อาชญากรรมออนไลน์ของนอร์ตันระบุว่า มากกว่า 2ใน 3ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นวัยผู้ใหญ่ประมาณ 69%ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ถึง 14คนต่อวินาที ส่งผลให้มีเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มากกว่า 1ล้านคนทุกวัน ทั้งนี้ ผลสำรวจเกี่ยวกับการป้องกันภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต ฉบับที่ 16รายงานว่า จำนวนของอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามออนไลน์เพิ่มขึ้น กว่า 42%ในปี 2553เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552นับเป็นสัญญาณเตือนว่าอาชญากรออนไลน์กำลังพุ่งความสนใจและเป้าหมายมายัง อุปกรณ์สื่อสารไร้สาย

โดยรายงานจำนวนระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์สื่อสารไร้สายใหม่ๆ ที่ได้รับภัยคุกคามเพิ่มขึ้นจาก 115ชนิด ในปี 2552เป็น 163ชนิด ในปี 2553

นอกจากนี้ ผลการศึกษาระบุว่า ผู้ชายอายุระหว่าง 18-31ปี กว่า 80% ที่ใช้อินเทอร์เน็ตจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายมักตกเป็นเหยื่อ โดยทั่วไป ไวรัสในคอมพิวเตอร์และมัลแวร์นับเป็นอาชญากรรมออนไลน์ที่สามารถป้องกันได้ มากที่สุด ซึ่ง 54%ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่าพวกเขามีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้ ทั้งนี้ อาชญากรรมออนไลน์ต่อมาคือ การหลอกลวงออนไลน์ 11%และข้อความฟิชชิ่ง 10%โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ผลสำรวจเกี่ยวกับการป้องกันภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต ฉบับที่ 16ของนอร์ตัน พบว่ามีซอฟต์แวร์แปลกปลอมที่มีเอกลักษณ์และมีความหลากหลายกว่า 286ล้านชนิด จากปี 2552 ที่มีเพียง 240ล้านชนิด คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 19%อย่างไรก็ตาม จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 16%ที่ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อัพเดทล่าสุด

Source : thairath/security.symantec.com (Image)

2012จะมีการล้างโลกจริงหรือ.mp4

ที่มา




ลวงตาสอนธรรม พระอาจารย์วรงกต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดถ้ำเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สัมภาษณ์โดย : รศ.ดร.วิทยา ดำรงเกียรติศักดิ์ คณะสารสนเทศและการสื่อสาร

กรุสมบัติ "ครม.-ส.ส." บัญชีการันตีปลอดโกง?

ที่มา มติชน



โดย จำลอง ดอกปิก

(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2554)

การ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อ ป.ป.ช. ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี ภายในกำหนดระยะเวลา เป็นหมวดหนึ่งของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 259

เป็นอีกหนึ่งมาตรการ ในการป้องกัน ตรวจสอบ การฉ้อราษฎร์บังหลวง โทษฐานการไม่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริง หรือจงใจยื่นข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบนั้นคือ ต้องพ้นจากตำแหน่ง

หรือ ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในพรรคการเมือง 5 ปี สำหรับในรายผู้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ จะถูกริบทรัพย์สินส่วนเพิ่มตกเป็นของแผ่นดิน

เจตนารมณ์เรื่องนี้นั้น เป็นแนวคิดก้าวหน้าในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอีกระดับขั้น ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฉบับแรก เพียงแต่ว่าในขั้นตอนปฏิบัติ ไม่สามารถนำฐานข้อมูลนี้มาใช้ตรวจสอบ การฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างแท้จริง 10 กว่าปีที่ผ่านมา นำมาใช้เป็นเครื่องมือจับเท็จ-เอาผิดนักการเมืองได้น้อยรายแค่ไม่กี่คน

อุปสรรค นั้นมีหลายข้อ อาทิ แค่ฐานข้อมูลเริ่มแรกที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรอก และยื่นต่อ ป.ป.ช. แค่นี้ก็ตรวจสอบได้ยากยิ่งว่า เป็นทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงหรือไม่

จริงในทีนี้ หมายถึงการไม่ได้เข้าไปตรวจเช็กรายละเอียดรายการต่างๆ ที่แสดงไว้ว่า ตรงกับการยื่นไว้หรือไม่ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่านั้นจริงๆ หรือว่าได้ยักย้ายถ่ายเทนำไปซุกฝากไว้ที่ใดเพื่อไม่ให้ใครรู้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มามิชอบหรือไม่

เมื่อ ป.ป.ช.ไม่มีข้อมูลแท้จริง ก็จำเป็นต้องอาศัยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อยาก) แสดง มีอยู่เท่านั้นจริงๆ ทั้งที่อาจเป็นข้อมูลเท็จเป็นฐานการตรวจสอบ

การบัญญัติให้เปิดเผย ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อสาธารณะแทนการเก็บไว้ ในแฟ้มข้อมูลอย่างเดียวเหมือนในอดีต และจะเปิดดูก็ต่อเมื่อมีผู้ร้องเรียน ด้านหนึ่งก็เพื่อให้ผู้ทราบข้อมูล เบาะแส แจ้งเรื่องการซุกซ่อนอำพรางให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบความมีอยู่จริง และที่มาทรัพย์สินนั้น แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะมีใครล่วงรู้ข้อมูลภายในส่วนบุคคล

โดย เฉพาะข้อมูลนักการเมือง ที่มีวิธีการแยบยล สลับซับซ้อน ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หุ้น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบความมีอยู่จริง และหรือแม้แต่การหลบเลี่ยงการเสียภาษี

ไม่เพียงทรัพย์สิน อันมีอยู่แล้วเท่านั้น หากทรัพย์สินที่ได้มาใหม่ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ ของหมวดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในอันที่จะป้องกันและตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวง ด้วยการนำไปเปรียบเทียบกับบัญชีที่ได้แจ้งไว้

ชั้นเชิงการได้มาจาก แหล่งมิชอบก็พัฒนาเทคนิคอีกหลายระดับขั้น จนกระบวนการตรวจสอบเอาผิดตามกฎหมายปกติ ป.ป.ช.หรือฉบับอื่นๆ ไม่อาจจับได้ไล่ทัน และไม่ต้องกล่าวถึงกรณีได้มาแล้วจะตามตรวจสอบพบ นำไปฝากซ่อนไว้แห่งใด จึงอย่าได้หวังว่าจะตรวจสอบพบทรัพย์สินงอกเงย ผิดปกติที่ได้มาโดยมิชอบได้ด้วยวิธีการนี้

นักการเมืองมากหน้าหลายตา มีข่าวพัวพันการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เบียดบังหาประโยชน์จากงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโจ๋งครึ่ม ใช้ชีวิตประจำวันฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ขับรถยนต์ราคาแพงไม่ซ้ำคันซ้ำวัน แต่กลไก ป.ป.ช.ไม่สามารถตรวจสอบ ลงโทษทัณฑ์ได้ ยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งใด ก็ไม่พบรายการที่เพิ่มขึ้น หรือผิดปกติ

นักการเมืองจึงยิ่งย่ามใจ ตัวเลขการทุจริต คอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ไม่ สามารถป้องกันและตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ไม่พอ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดย ป.ป.ช.นี้ ยังเท่ากับเป็นการฟอกนักการเมือง การันตีเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่างหาก

จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเครื่อง ทบทวนคิดหาวิธีการใหม่ ที่คาดหวังผลได้ มากกว่ามาตรการบังคับให้แสดงทรัพย์สิน แบบรวย-จนหลอกๆ

ขรก.เฮเงินเดือนใหม่-ปวช.ได้หมื่นกว่า

ที่มา ข่าวสด

ปรับระบบ กว่า2ล.คน เริ่มมค.55


ข้า ราชการรอเฮ ก.พ.-คลังเคาะแล้วปรับเงินเดือนทั้งระบบ ให้สอดคล้องเงินเดือนใหม่วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท เริ่ม 1 ม.ค.2555 ปวช.ทำงาน 1 ปีภายใน 2 ปี ได้เงินเดือน 10,690 อายุงาน 10 ปี รับ 17,110 ปวส.รับ 12,010 ถึง 19,810 ปริญญาตรีรับ 16,310 ถึง 23,810 ปริญญาโท 18,710 ถึง 26,610 ปริญญาเอก 24,810 ถึง 33,210 โดยปีแรกใช้งบเพิ่มอีก 8 พันล้าน ปีที่ 2 ใช้อีก 15,000 ล้าน เพิ่มเติมจากปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบ 18,800 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปร่วมกันถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้า ใหม่ เดือนละ 15,000 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติไปเมื่อ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ที่ประชุมจะนำเสนอแนวทางการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบเข้า สู่การพิจารณาของครม. วันที่ 4 ต.ค.นี้ ซึ่งไม่ใช่การปรับขึ้นแค่ 6% ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะการขึ้น 6% เป็นตัวเลขของการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบราชการในแต่ละปี

สำหรับ แนวทางการปรับฐานเงินเดือนนั้น ทางก.พ.จะเสนอครม.ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบในช่วง 2 ปี เริ่ม 1 ม.ค. 2555 เหมือนกับข้าราชการปริญญาตรีเข้าใหม่ คาดว่าปีแรกใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 8,000 ล้านบาท เหตุที่ใช้น้อย เพราะเหลือปีงบประมาณเพียง 9 เดือน ส่วนปีที่ 2 ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 15,000 ล้านบาท ตรงนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบประมาณ 18,800 ล้านบาท

"ตอนแรกแนวคิดในการปรับ ฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบจะดำเนินการ 4 ปี เหมือนข้าราชการปริญญาตรีเข้าใหม่ แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหลือ 2 ปี เพื่อให้เห็นผลเร็ว และเป็นการซื้อใจข้าราชการทั้งระบบกว่า 2 ล้านคน แต่การปรับขึ้น 2 ปีจะเป็นภาระงบประมาณมากกว่า หากเป็นการปรับขึ้นในช่วง 4 ปี ปีแรกจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท ปีที่ 2 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ปีที่ 3 อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท และปีที่ 4 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท" รายงานข่าวระบุ

สำหรับข้อเสนอการปรับฐานเงินเดือนนี้จะเริ่มตั้งแต่ ข้าราชการวุฒิปวช.-ปริญญาเอก โดยในส่วนข้าราชการวุฒิปวช.ที่มีเงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 6,400 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 14,000 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนสำหรับผู้ทำงานมา 1-3 ปี ในวันที่ 1 ม.ค.2555 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นปีแรกจะได้ปรับขึ้นเงินเดือน 1,200 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,380 บาท ส่วนข้าราชการวุฒิปวช.ที่ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,000 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 700 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 400 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท

รายงานข่าวเปิดเผย อีกว่า ส่วนกลุ่มวุฒิปวส.นั้น เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 7,670 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 16,710 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1-2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,290 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,590 บาท ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท ทำงานมา 7 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท

ส่วน กลุ่มวุฒิปริญญาตรี เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 9,140 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 19,910 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,540 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 3,320 บาท ทำงานมา 2-3 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,800 บาท ทำงานมา 4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,300 บาท ทำงานมา 9 ปี ปีแรกปรับขึ้น 500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 800 บาท ทำงานมา 10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท

สำหรับ กลุ่มวุฒิปริญญาโท เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 12,600 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 23,110 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท ทำงานมา 2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,000 บาท ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,700 บาท ทำงานมา 5 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,400 บาท ทำงานมา 6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,100 บาท ทำงานมา 7 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท ทำงานมา 8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท

ส่วนกลุ่มวุฒิ ปริญญาเอก เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 17,010 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 28,110 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1-2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,690 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท ทำงานมา 3-5 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท ทำงานมา 6-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท

ทั้งนี้หลังจากปรับฐานเงินเดือนในปีที่ 2 แล้วนั้น ข้าราชการเก่าที่จบปวช.ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 10,690 บาท ส่วนที่ทำงานมา 10 ปี อยู่ที่ 17,110 บาท วุฒิปวส.ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 12,010 บาท ส่วนที่ทำงานมา 10 ปี จะอยู่ที่ 19,810 บาท วุฒิปริญญาตรีที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 16,310 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 23,810 บาท

วุฒิปริญญาโท ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 18,710 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 26,610 บาท วุฒิปริญญาเอก ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 24,810 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 33,210 บาท

ตรวจสอบ"เงินเดือนใหม่ขรก." ปรับระบบกว่า2ล้านคน จบปวช.ได้หมื่นกว่า เริ่มมค.55

ที่มา มติชน



ข้าราชการรอเฮ ก.พ.-คลังเคาะแล้วปรับเงินเดือนทั้งระบบ ให้สอดคล้องเงินเดือนใหม่วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท เริ่ม 1 ม.ค.2555 ปวช.ทำงาน 1 ปีภายใน 2 ปี ได้เงินเดือน 10,690 อายุงาน 10 ปี รับ 17,110 ปวส.รับ 12,010 ถึง 19,810 ปริญญาตรีรับ 16,310 ถึง 23,810 ปริญญาโท 18,710 ถึง 26,610 ปริญญาเอก 24,810 ถึง 33,210 โดยปีแรกใช้งบเพิ่มอีก 8 พันล้าน ปีที่ 2 ใช้อีก 15,000 ล้าน เพิ่มเติมจากปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบ 18,800 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2554 มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปร่วมกันถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้า ใหม่ เดือนละ 15,000 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติไปเมื่อ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ที่ประชุมจะนำเสนอแนวทางการปรับฐานเงินเดือน ข้าราชการทั้งระบบเข้าสู่การพิจารณาของครม. วันที่ 4 ต.ค.นี้ ซึ่งไม่ใช่การปรับขึ้นแค่ 6% ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะการขึ้น 6% เป็นตัวเลขของการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบราชการในแต่ละปี

คลิกอ่านรายละเอียด

"กาย" ลูกชาย มท.1 เล่าเรื่องน้ำตาของ "พ่อ" เทียบ "ทักษิณ-ยงยุทธ" เป็นราชินีคู่นางสนมใน "สตาร์วอร์"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



สุภาพบุรุษที่เคียงข้างคู่กายของ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้ครอบครองตำแหน่งใหญ่อันดับสอง รองจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คือ "ลูกกาย"


"กาย วิชัยดิษฐ" ลูกชายรองนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝันใฝ่ในอาชีพนักการเมืองตั้งแต่เริ่มศึกษาตำรารัฐศาสตร์เล่มแรกใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประชาชาติธุรกิจ-สนทนากับลูกไม้ใต้ต้นของ หัวหน้าสำนักพรรคสีแดง ทั้งเรื่องแรงบันดาลใจ และงานใหม่ ไม่ใช่หน้าที่ของ "ลูก" แต่เป็นงานในตำแหน่ง "เลขานุการส่วนตัว" เจ้าของรหัส มท.1


กายเล่าว่า "ผมเริ่มเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตกหลุมรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ได้แบ่งปันความฝันที่จะทำงานด้านการเมืองแก่ผม ระหว่างที่เราคบกัน ความฝันของเธอก็กลายมาเป็นความฝันของผมไปด้วยว่าผมก็ฝันที่จะทำงานด้านการ เมือง"


งานของ "กาย" ไม่ใช่แค่วอลเปเปอร์ติดตัว "มท.1" แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ตื่น จนถึงเข้านอนพร้อม "พ่อ"

ระหว่างวันที่ "มท.1" รับแขกการเมือง "กาย" ฝึกงานด้วยการเสิร์ฟน้ำชา กาแฟ

ตั้งแต่เด็ก ๆ "กาย" ใฝ่ฝันเสมอว่าต้องทำงานการเมือง แต่เขาไม่รู้เลยว่าเส้นทางนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากตรงไหน เพราะตัวเขาไม่อยากมีทางเดินที่ซ้ำรอยกับลูกนักการเมืองคนอื่น มีพ่อเป็นนักการเมือง แล้วลูกก็เดินตามเส้นทางซึ่งพ่อ "กรุยทาง" ไว้ให้

กาย-บอกตัวเองว่า "น่าจะไปเป็นรุ่นน้องของคุณพ่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมันก็เป็นไปตามนั้น มันคงเป็นก้าวแรกที่ผมเริ่มทางการเมือง"

ระหว่างที่เป็น "สิงห์ดำ" ตัวใหม่ของคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 49 ความฝันทางการเมืองของ "กาย" เริ่มชัดขึ้น หลังเรียนจบระดับปริญญาตรีเขาเดินทางไปเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอกด้านปรัชญา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความเชี่ยวชาญทฤษฎีการเมืองที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีชีวิตไป ๆ กลับ ๆ เมืองไทย ฝรั่งเศส นานถึง 13 ปี

ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาจึงเห็นว่าประเทศเกิดวิกฤต และเขาคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

ชีวิต "กาย" แทรกอยู่ในทุกอณูการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ไทยรักไทย มาสู่ยุคพลังประชาชน กระทั่ง "พ่อ" ขึ้นเป็น "หัว" เพื่อไทย

"หลังจากพรรคมีมติเลือกพ่อเป็นหัวหน้าพรรค นาทีนั้นก็เริ่มมีเอกสาร เริ่มทำงาน สถานการณ์บังคับทำให้ผมต้องเริ่มงานกับพ่อทันที จากจุดตั้งใจเดิมกรุยทางทางการเมืองด้วยตัวเอง ผมจึงไม่มีตัวเลือกอื่น จึงต้องมายืนเคียงข้างหัวหน้าพรรคเพื่อไทย"

ลูกชาย-หัวหน้าเพื่อไทย ยอมรับว่าช่วงหาเสียงเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด ลำบากที่สุด เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือต่าง ๆ มากมาย ทั้งข่าวทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทย

กายเล่าถึงประสบการณ์ตลอด 2 เดือน ช่วงหาเสียงว่า "สิ่งเดียวที่เห็นช่วงเวลานั้นคือตารางนัดหาเสียง ผมเตรียมแผนหาเสียงไปจนกระทั่งรักษาความปลอดภัยให้กับหัวหน้าพรรค คาดการณ์อะไรไม่ได้ เห็นแต่ตารางนัดและการเดินทาง งานเอกสาร"

"วันที่ผมไปส่งคุณพ่อรายงานตัวการเป็น ส.ส.ที่รัฐสภา ตอนนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง คุณพ่อกระซิบบอกว่าอีกไม่นานพ่อจะมาส่งลูกที่รัฐสภา เพื่อมอบตัวลูกเป็น ส.ส."

ตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" พี่ชายนายกรัฐมนตรีมอบหมาย คือภารกิจของ "พ่อ" ที่ "กาย" และคนการเมืองในพรรค เชื่อว่ามาจากการตอบแทนยามสุขร่วมสุข ยามทุกข์ร่วมต้าน

วันที่ได้รับตำแหน่ง "กาย" เห็น "พ่อร้องไห้" ถึง 3 ครั้ง

"ตอนที่ท่านยิ่งลักษณ์กระซิบบอกคุณพ่อในที่ลับตาคนว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี คุณพ่อร้องไห้ พอท่านยิ่งลักษณ์เห็นก็เข้ามากอดแล้วร้องไห้ตามไปด้วย ทั้งสองคนก็ร้องไห้ด้วยกันทั้งคู่ คุณพ่อเดินลงมากอดผมแล้วเริ่มร้องไห้อีกรอบ บอกว่าพ่อได้เป็นรัฐมนตรี"

แม้หลายคนในตระกูล "วิชัยดิษฐ" จะชื่นชมว่าการได้รับตำแหน่งของ "ยงยุทธ" เป็นการสร้างเกียรติประวัติมาให้กับวงศ์ตระกูล แต่ "กาย" กลับมองว่า ไม่ว่าผู้เป็นพ่อจะเป็นเพียงคนขายพวงมาลัย เป็นคนขับรถแท็กซี่ แต่ความภูมิใจที่มีแต่พ่อคนนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

ในขณะเดียวกัน แม้หลายคนจะมองว่า "ยงยุทธ" เป็นหัวหน้าพรรคตัวปลอม "ทักษิณ" เป็นตัวจริง และกุมชะตาพรรคเพื่อไทยไว้ทั้งหมด แต่ผู้เป็นลูกคนนี้กลับมองในอีกมุม โดยเปรียบ "ทักษิณ" และพ่อของเขาคือตัวละครในภาพยนตร์อมตะเรื่อง "สตาร์วอร์"

"มีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ ราชินีอมิดาลา แห่งเมืองนาบู ที่มีนางสนมอยู่คู่กาย เมื่อถึงช่วงวิกฤต ตัวจริงที่เป็นราชินีจะสลับตัวกับนางสนม และนางสนมก็กลายมาเป็นราชินี จนในที่สุดก็ชนะสงครามมาได้ และในภาคที่สองคนที่รับเคราะห์แทนราชินีอมิดาลาตัวจริงก็คือนางสนมที่ปลอม ตัวมานั่นเอง"

กายเล่าเรื่องพ่อเทียบกับตัวเอกของสตาร์วอร์ว่า "ในเวลาวิกฤตมันอาจมีการสลับตัวกันอยู่ และยังมีความซับซ้อนอย่างมาก บางทีรัฐมนตรีก็พูดในแบบรัฐมนตรีเองว่าในความเป็นตัวจริงก็มีความเป็นตัว ปลอมอยู่ และในความเป็นตัวปลอมก็ยังมีความเป็นตัวจริงอยู่"

"และตัวปลอมในเวลาวิกฤตคำสั่งของหัวหน้าพรรคก็มีความหมาย คนในพรรคก็ปฏิบัติตาม คนในพรรคก็คิดว่าเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ยิ่งเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ดังนั้น การที่วิกฤตมีตัวสลับกันได้หลายตัว มันเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรอดในช่วงเวลาที่วิกฤต คุณยงยุทธคือตัวปลอมที่จะทำให้พ้นวิกฤต"

และตัว "กาย" เองก็คือ ตัวสลับของ "ยงยุทธ" เหมือนกับ "อมิดาลา" กับ "นางสนม"

แต่สิ่งที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเขามากกว่าคำว่า "ตัวสลับ" หรือ "เงา มท. 1" คือคำว่า "ลูกชาย"

ในฐานะเลขานุการส่วนตัวของ มท.1 จ็อบดิสคริปชั่นของเขาคือ 1.ทำเพื่อความรักประชาธิปไตย และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ 2.ทำทุกอย่างไม่เคยเกี่ยงงาน ตั้งแต่ถ่ายเอกสารไปจนถึงเสิร์ฟน้ำ 3.ถ้าทำแล้วคนอื่นจะเห็นความสามารถ

"กาย" เชื่อว่าถ้าทำ 3 ส่วนนี้แล้ว ประชาชน ผู้ร่วมงาน คนอื่น ๆ ก็จะยอมรับและมอบอนาคตให้กับเขาเอง และจะไม่กลัวคำครหาว่าเป็นลูกนักการเมืองอีกคนที่มาเล่นการเมืองบนรอยเท้า ผู้เป็นพ่อ

ที่สำคัญหลายคนทักเขาว่าเหมือน "Chris Delivery" พิธีกรรายการภาษาอังกฤษชื่อดัง แม้แต่ "นพดล ปัทมะ" ก็ยังทักทายไว้เช่นนั้น

ฉะนั้นอนาคตเขาจึงฝันว่า เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง เขาอยากให้คนที่พบ "Chris" ที่ไหน ก็จะต้องพูดว่าเหมือน "กาย วิชัยดิษฐ"

ก่อนจบการสนทนา ผู้สื่อข่าวย้อนถามถึง "คนต้นเรื่อง" ที่เป็นผู้หญิงซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้เป็น "คนการเมือง"

กาย-ไม่ตอบ แต่ส่งรูปถ่ายคู่กับเขาในชุดรับปริญญา พร้อมกล่าวว่า

"เธอเป็นโรคที่สถิติ 0.006 ของโลกเขาเป็นกัน เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกสิ่งแปลกปลอมภายนอกกับร่างกายตัวเองได้ เม็ดเลือดขาวทำลายสมอง เป็นเจ้าหญิงนิทรา ตัวผมเองทำงานเพื่อตัวเองและส่วนของตัวเธอด้วย สิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้เธอมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้ก็คือการได้พูด ถึงและระลึกถึงเขา"

"อธิการฯ มธ." แจงขอโทษ "บุตรสาวปรีดี" แล้ว ลั่นไม่ยอมให้ใครใช้เป็นประเด็นทางการเมือง

ที่มา มติชน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 ได้มีผู้ใช้นามว่า "Nat Chanisara" เข้ามาโพสต์ข้อความในหน้ากระดานเฟซบุ๊กของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า "เป็นกำลังใจให้ค่ะอาจารย์ :)"


จากนั้น นายสมคิดได้มาตอบกลับว่า "Thanks krub มีคนพยายามทำให้เป็นเรื่องใหญ่ กล่าวหาว่าผมว่าอ.ปรีดีเป็นเผด็จการนักรัฐประหารซึ่งไม่จริง ผมเทิดทูนอ.ปรีดีและรักในครอบครัวอาจารย์ครับ อ.ปรีดีต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดชีวิต ได้ขอโทษพี่ดุษฎี (นางดุษฎี บุญทัศนกุล บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ - มติชนออนไลน์) แล้ว ผมและพี่ดุษจะไม่ยอมให้ใครเอาเรื่องอ.ปรีดีมาเป็นประเด็นทางการเมือง ใส่ร้ายอ.ปรีดีอย่างแน่นอน นี่สะท้อนให้เห็นสังคมไทยทีเดียวว่าพร้อมจะทำลายคนอื่นโดยเอาความเท็จมาว่า"


ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น นายสมคิดได้เคยโพสต์ตั้งคำถาม 15 ข้อ (และต่อมามีการเพิ่มเติมคำถามอีก 2 ข้อ) ไปถึงนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ซึ่งสังกัดคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านหน้ากระดานเฟซบุ๊กของตนเอง โดยมีคำถามข้อหนึ่งซึ่งระบุว่า "ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ" ส่งผลให้นายดุษฎี บุญทัศนกุล บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกคณะราษฎร ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ได้เข้ามาโพสต์ข้อความถามนายสมคิดว่า "อาจารย์เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ ที่พูดพาดพิงถึงนายปรีดีเกี่ยวกับการรัฐประหาร ( เห็นข่าวจากนสพ.หลายฉบับ ) โปรดอธิบายด้วย"


จากนั้น นายสมคิดและนางดุษฎีได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันในกรณีดังกล่าวอีก 3 ข้อความ แต่เมื่อสื่อมวลชนนำประเด็นที่เกิดขึ้นไปเผยแพร่ นายสมคิดจึงตัดสินใจลบข้อความคำถามถึงคณะนิติราษฎร์, ข้อความสนทนากับนางดุษฎี และข้อความสนทนากับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ออกจากกระดานเฟซบุ๊กของตนเองเกือบทั้งหมด

พท.ตอก อภิสิทธิ์ ไม่ควรใช้เวทีรัฐฯจัดรายการ

ที่มา Voice TV

พท.ตอก อภิสิทธิ์ ไม่ควรใช้เวทีรัฐฯจัดรายการ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยและรองโฆษกพรรค ระบุ พรรคฝ่ายค้านไม่ควรใช้เวทีของรัฐบาล ช่อง NBT ในการจัดรายการ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยและรองโฆษกพรรค แถลงข่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จัดรายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จะขอเวลาออกทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยว่า

เรื่องนี้ส่วนตัวนั้น ตนไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายค้านจะมาใช้เวทีของรัฐบาล เนื่องจากสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วที่ ตนเป็นฝ่ายค้านเคยเรียกร้องไปหลายครั้ง ในการให้เวลาออกอากาศกับทางฝ่ายค้านบ้าง ก็ได้วาทะกรรมจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ว่าไม่มีฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นายจิรายุ กล่าวว่า เมื่อช่วงต้นปี2554ตนและคณะได้เดินทางไปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีหรือช่อง11 ในการที่จะขอออกอากาศในฐานะฝ่ายค้าน แต่ก็โดนปฏิเสธ ส่วนตัวเห็นว่ากรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่เผยแพร่และติดตามการทำงานของรัฐบาล จึงไม่อยากให้ผู้นำฝ่ายค้านมาใช้เวทีของรัฐ

จุลสิงห์ วสันตสิงห์ เคลียร์ปมไม่ฎีกา คดีเลี่ยงภาษีหุุ้น"ชินคอร์ป"...ตัดสินไม่ได้มองชื่อคน

ที่มา มติชน


มติชน 30 กันยายน 2554

หมายเหตุ - นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด (อสส.) ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามถึงเหตุผลที่ไม่ฎีกาคดีการหลีกเลี่ยงภาษีหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ภายหลังนายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมทีมกฎหมาย ปชป. เข้ายื่นหนังสือถึงนายจุลสิงห์ เพื่อขอสำเนาเอกสารคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 กันยายน

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ เปิดประเด็นว่า ผมพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันได้ และถ้าได้พูดจาทำความเข้าใจกันแล้วทำให้เกิดความปรองดองได้ โดยการขอสำเนาเอกสารต่างๆ นั้นไม่ขัดข้อง และจะให้คำตอบได้ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งคงไม่ช้าเกินไป เพราะในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระของวุฒิสภาได้เชิญไปชี้แจงและให้เหตุผลถึงคำสั่ง ไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปในประเด็นที่หลายคนยังสงสัยอยู่ พร้อมจะไปชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความโปร่งใส

- คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ต่างกัน เหตุใดคดีนี้จึงไม่ให้ศาลฎีกาตัดสิน

ปัญหาข้อกฎหมายแตกต่างกัน ทำไมศาลมี 3 ศาล ทำไมไม่มีศาลฎีกาศาลเดียวแล้วจบไปเลย เอาศาลอุทธรณ์ไปทิ้งไว้ไหน ถ้าทุกอย่างจะต้องไปศาลฎีกาหมด จะมีศาลอุทธรณ์ไว้ทำไม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 255 พนักงานอัยการมีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ ความเห็นหยุดที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็มี แต่ยอมรับว่าบางเรื่องคดีสำคัญต้องไปที่ศาลฎีกา

- ให้ความมั่นใจกับสังคมได้หรือไม่ว่า ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ปกป้องใคร

แน่นอน และเป็นความชอบธรรมของ ปชป.ที่จะสงสัย

- คดีนี้ไม่ใช่มีคำพิพากษาที่แย้งกันระหว่างศาลอุทธรณ์กับศาลชั้นต้น แต่ยังมีความเห็นของอธิบดีศาลและความเห็นที่เป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ให้อัยการยื่นฎีกาในคดีนี้

อธิบดีศาลเห็นพ้องกับผม ส่วนที่เห็นว่าโทษของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ไม่ควรมีการบรรเทาโทษนั้น ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์ลงโทษ เพียงแต่รอหรือไม่รอ อัยการไม่ฎีกาก็ตกไป

- เพราะอัยการไม่ฎีกาจึงตกไปทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอัยการตัดตอนกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

หน่วยงานที่รับรองความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ ศาลกับอัยการ ทำไมจึงไม่สงสัยศาลอุทธรณ์บ้าง กล้าว่าหรือไม่ ทำไมศาลอุทธรณ์ตัดสินไม่ถูกต้อง มีใครกล้าพูดบ้าง สำนักงานอัยการก็รับรองความเป็นอิสระเหมือนกันทำไมถึงพูดถึงแต่อัยการ ผมก็อ่านยึดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นหลักและก็เห็นพ้องด้วย

- ถ้าคดีนี้จำเลยไม่ใช่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะตัดสินคดีในลักษณะนี้หรือไม่

การตัดสินไม่ได้ มองชื่อคน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจำเลยจะชื่อใดทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปตามการพิจารณาของอัยการทุกขั้นตอน ไม่มีการเร่งรัด มีคณะทำงานพิจารณาตามสายงาน ดุลพินิจในการสั่งคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษรของผมยึดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นหลัก

- การสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นคาบเกี่ยวกับการสั่งไม่ฟ้องนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงถูกมองว่าอัยการเปลี่ยนไปตามการเมือง

คดีนายนพดล อัยการสูงสุดเร่งสอบถามพยานชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคณะทำงานของคณะกรรมการมรดกโลก (ยูเนสโก) ไปยังประเทศฝรั่งเศสถึง 3 ครั้ง แต่ช่วงเวลาตรงกันพอดี ซึ่งผมมีหน้าที่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจและหายสงสัย โดยคดีดังกล่าวความเห็นของชาวฝรั่งเศสถือเป็นหลักฐานสำคัญในคดี และเป็นพยานที่ตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งเมื่อส่งความเห็นมาอัยการก็มีหน้าที่ส่งความให้ ป.ป.ช.พิจารณา แต่การพิจารณาว่าช้าหรือเร็วในการตอบกลับมานั้น อัยการไม่สามารถควบคุมได้ การที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ ป.ป.ช.เห็นต่างและมอบหมายให้สภาทนายความยื่นฟ้องเองก็ถือเป็นกระบวนการตาม หลักกฎหมายที่ทำได้

- สิ่งที่ตัดสินใจเป็นการทำลายศรัทธาประชาชนที่มีต่อองค์กรอัยการหรือไม่

อัยการเวลาจะสั่งคดีต้องถามใครหรือไม่ ผมจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง อุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ต้องถามใคร และประชาชนศรัทธาอะไร ศรัทธาในความเป็นอิสระของอัยการใช่หรือไม่ เวลาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องไปถามรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือจำเลยหรือไม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญรับประกันความเป็นอิสระ เราหวงแหนเราก็ได้มาแล้ว ศรัทธาของประชาชนหมายถึงอัยการสูงสุดต้องฎีกาทุกเรื่องหรืออย่างไร

หลังวันที่ 5 ตุลาคม จะอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้ฟัง คำพิพากษาวางหลักกฎหมายได้ดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์แล้วหักล้างเหตุผลของศาลชั้นต้น ก็เป็นสิ่งที่อัยการจะฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เหตุผลที่นำมาพิจารณาไม่มีอะไรที่นอกสำนวน แค่เปิดคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แล้วพิจารณาว่า พอใจเหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินหรือไม่

ในยามที่บ้านเมืองมีสองฝักสองฝ่าย ถ้าสั่งไปในทางที่ฝ่ายหนึ่งพอใจ ฝ่ายที่สองก็อยากจะถอดถอน ผมเคยถูกทั้งสองฝ่ายต่อว่า ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือความเป็นกลาง ใครที่ทำไม่ดีก็ต้องออกจากองค์กรนี้ไป ผมจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม ถ้ามีใครบอกว่าคดีใดวิ่งเต้นได้ก็แจ้งมา จะดำเนินการให้ คดีอาญาหรือกระบวนการยุติธรรมมีธงไม่ได้ว่าเรื่องนี้อยากให้ฟ้อง อยากอุทธรณ์ ฎีกา การจะฟ้องต้องดูสำนวนการสอบสวน การจะอุทธรณ์ต้องดูคำพิพากษาศาลชั้นต้น การจะฎีกาหรือไม่ต้องดูคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ มีกระบวนการ

- ขอถามย้ำถึงเหตุผลที่ไม่ฎีกา

เชื่อในเหตุผลของศาลอุทธรณ์ เชื่อในความเห็นของคณะทำงานที่เสนอผ่านรองอัยการสูงสุดมา เรื่องนี้นอกจากเนื้อกฎหมายแล้วว่าควรฎีกาหรือไม่ ยังต้องดูหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติ ใครอยากจะฎีกาหรือไม่ฎีกาต้องอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก่อน และเมื่ออ่านเหตุของผมแล้วค่อยพิจารณาว่าควรจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ ความเห็นทางกฎหมายเห็นต่างกันได้ ขอให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างสุจริต มีเหตุผลประกอบ ถ้าทำไม่ดี ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ก็ถอดถอนได้ หากพิจารณานอกสำนวนหรือไปฟังหลักฐานจากที่อื่นใดนอกเหนือจากคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ ก็ยื่นถอดถอนได้เลย

- คนกำลังมองว่าอัยการทำตัวเป็นศาลฎีกาเสียเอง

คนมองก็มอง ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าคุณบอกว่าผมเป็นศาลฎีกาเสียเอง ก็จะถามหน่อยว่ามีศาลอุทธรณ์ไว้ทำไม ถ้าทุกอย่างต้องไปที่ศาลฎีกาหมด ตามรัฐธรรมนูญทุกเรื่องไม่ต้องไปศาลฎีกา ถ้าอะไรที่ไม่เป็นสาระ คดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง สั่งไม่อุทธรณ์มันก็จบได้ ซึ่งเป็นกฎหมาย นอกจากนี้กฎหมายไม่ได้บังคับให้อัยการต้องฎีกาในคดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาล ชั้นต้นเห็นแย้งกัน ตอนนี้ไม่อยากให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาวุ่นวายกับกระบวนการยุติธรรม ถ้าข้อข้องใจสอบถามได้ ควรปล่อยให้ผู้อยู่ในหน้าที่ใช้ดุลพินิจ ไม่อยากให้รบกวนดุลพินิจ ถ้าใช้ดุลพินิจไปแล้วมาอธิบายทำความเข้าใจกัน หลังชี้แจงวุฒิสภาจะตอบทุกคำถาม

- กรณีอัยการเข้าร่วมเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจอาจเป็นช่องให้ถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน

รัฐธรรมนูญให้อัยการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอัยการ (กอ.) แต่ถ้าเราเข้าไปเป็นบอร์ดแล้วรู้สึกว่าทำงานไม่ได้ ก็ออกมา ที่สำคัญอัยการตั้งตัวเองไม่ได้ รัฐบาลหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตั้ง ทุกรัฐบาลมีอำนาจตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถ้าอย่างนี้จะบอกได้หรือไม่ว่าเป็นกลาง ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลแล้วเปลี่ยนตัว ผมไม่ต้องการให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น

การฟ้องคดีไม่ใช่วัตถุประสงค์ของอัยการ ฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่สำนวนการสอบสวน หลายคดีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาลงโทษ ไม่ใช่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินผิด นี่คือกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาล "ปู"นิ่ม กับ กับดักคอร์รัปชั่น ระวัง ยกกำลัง 2

ที่มา มติชน


(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 1 ต.ค.2554 หน้า3)


ถูก ต้องแล้วที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อาศัยมติที่ประชุมบอร์ด ธ.ก.ส.ยกเลิกกระบวนการประมูลบัตรเครดิตเกษตรกร

เมื่อมี "กลิ่น" ไม่ดีก็ต้องทำใหม่

อาจล่าช้าไปบ้าง แต่ภาษิตฝรั่งโบราณก็บอกเอาไว้มิใช่หรือว่า สโลว์ บัท ชัวร์ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

"กลิ่น" ในที่นี้หมายถึงความไม่ชอบมา พากล

ต้อง ยอมรับว่า ความไม่ชอบมาพากลอันทำให้เกิดความคลางแคลงใจอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องของทุจริต คอร์รัปชั่น

ปรากฏขึ้น ณ ที่ใด ณ แห่งนั้นก็ฉาว

ทั้งมิได้เป็นการฉาวอย่างธรรมดา ตรงกันข้าม ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่งที่จะถูกกระพือจนเหม็นโฉ่ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

รัฐบาล "อื่น" ที่ได้รับการอุ้มชูจาก "อำนาจ" และ "กลไก" พิเศษทางการเมือง อาจไม่ต้องระวังหลัง แต่กล่าวสำหรับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระมัดระวังอย่างเป็นพิเศษ

เผลอไม่ได้ "เงาหัว" อาจไม่มี



ไม่เพียงแต่ความเฉลียวอย่างทันการณ์ในกรณีบัตรเครดิตเกษตรกรจาก นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เท่านั้น

หากแม้เสียงท้วงติงในเรื่องโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญ

ไม่ ว่าจะเป็นเสียงเตือนจาก นายอัมมาร สยามวาลา ไม่ว่าจะเป็นเสียงเตือนจาก นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ไม่ว่าจะเป็นเสียงเตือนจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ต้องล้างหู น้อมรับฟัง

น่า ยินดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ดื้อดึงดัน น่ายินดีที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อ่อนน้อมถ่อมตัวอย่างยิ่ง น่ายินดีที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างค่อนข้างรัดกุมผ่านกระบวนการ ธ.ก.ส.

หาก 3 คนนี้ร้องเพลงเดียวกัน ก้าวเดินด้วยจังหวะเดียวกัน ก็มีหลักประกันระดับหนึ่งว่า ช่องโหว่รอยว่างอาจเกิดขึ้นได้ลำบาก

เมื่อ "หัว" ไม่ส่ายเสียแล้ว "หาง" ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง

จำ ใส่ในหัวใจเลยว่า รัฐบาล "อื่น" เขามีภูมิคุ้มกันทางการเมือง ทางการทหารค่อนข้างสูง แต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีประชาชนเท่านั้นเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก

เผลอ "ทุจริต" เมื่อใด ก็ยากยิ่งที่ "เงาหัว" จะเหลือ

รัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องสำเหนียกให้จงหนักว่าจะลอยเหลิงลมและถลำลงไปในปลักแห่งการทุจริตคิด มิชอบมิได้อย่างเด็ดขาด

ปัจจัย 1 เพราะว่า 15.7 ล้านเสียงคอยจับตาดูอยู่

ขณะเดียวกัน ปัจจัย 1 เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นพรรคการเมืองที่สันทัดเป็นอย่างสูงในบทบาทฝ่ายค้านจับตาดูอยู่

จับตาดูพร้อมกับพลังทางสังคมอื่นๆ ที่หวาดระแวงต่อพรรคเพื่อไทย

เพราะพรรคเพื่อไทยสืบทอดมาจากพรรคพลังประชาชน และต่อยอดความสำเร็จมาจากพรรคไทยรักไทย

พรรคไทยรักไทยอันมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค

เห็นหรือยังว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย รัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก แสงแห่งสปอตไลต์ฉายจับอย่างเข้มข้น เพียงใด

"ลูก ชาย" รัฐมนตรีช่วยบางคนในบางกระทรวงที่ "แอบ" เรียกเงินและหากินในการโยกย้ายข้าราชการ ต้องยุติพฤติการณ์อันชั่วร้ายนั้นเสีย หากเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ "บิดา" ของท่านมีสิทธิ คอขาด

"คนเสื้อแดง" อันเป็นฐานเสียงอย่างสำคัญให้กับพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องเกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและด้วยความรับผิดชอบเป็นอย่างสูง



ประชาชนให้ความเชื่อมั่นต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี มากขึ้นเป็นลำดับ

สิ่ง เหล่านี้มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย หากแต่เพราะการทุ่มเทอุทิศเวลาให้กับการทำงาน "รัฐมนตรี" ในคณะรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งต้องเพิ่มการทุ่มเทอุทิศเวลาทำงานเป็นทวีคูณ

"เผลอ" ไปอยู่ในหลุมแห่ง "อาจม" เมื่อใด เน่าเมื่อนั้น

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/10/54 หน่วยกล้าตาย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



นิติราษฎร์หน่วยกล้า...ยอมตาย
วิชาการมั่นหมาย...มุ่งแก้
ลิ่วล้อกวาดทวนกราย...กรีดกราด
แสดงตัวกร่างแท้...หน่อเนื้อ เผด็จการ



ทหารทะเหรี่ยร้อง...อย่าแหยม
ตัวแค่แมงหวี่แวม...หิ่งห้อย
รัฐประหารเยี่ยมแย้ม...หยันขู่
ประสานเสียงติดต้อย...ร่วมต้าน ‘ธิปไตย



นิติราษฎร์ ประกาศสู้... พวกหมาหมู่ เห่าหอนใหญ่
ล้วนพวก ที่ร่วมใจ...ลงขันใส่ ไล่ทักษิณ



เหตุผล ทนไม่ได้...ที่จะให้ รากหญ้ากิน
ได้ดี มีทรัพย์สิน...ทางหากิน ด้วยตัวเอง



ปลดหนี้ ไม่ต้องกู้...นายทุนผู้ ขู่ข่มเหง
ไม่ต้อง หนีนักเลง...ไม่ต้องเกรง ใครย่ำยี



กองทุน หมู่บ้านออก...ไม่กลัวดอก ทบต้นจี้
โอทอป ตำบลมี...ค้าขายดี มีทางไป



ทักษิณ มันชั่วช้า...ทำขี้ข้า พ้นจากไพร่
ไล่ฟัด ยัดขี้ให้...ทำท่าไหน ไม่ตายพ้น



จำต้อง รัฐประหาร...เพื่อล้างผลาญ แค่หนึ่งคน
ประเทศ ต้องอับจน...ประชาชน ทุกข์รันทด



ตราชั่ง ก็พังสิ้น...ทั้งแผ่นดิน บิ่นเบี้ยวหมด
สัมพันธ์ ประเทศหด...เพราะไล่ล่า ฆ่าคนเดียว



นิติราษฎร์ บังอาจขืน...มารื้อฟื้น ให้หวาดเสียว
ดาหน้า มากันเชียว...กลัวเรื่องเลี้ยว เฉี่ยวเข้าตัว



บรรจงเรียงร้อย คำนิราศ วันนี้โดย ท่านห้าบี (BBBBBFC)
ขอบคุณครับ

เปิดใจหญิงยิงฮ. ‘จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์’ หากเอาปืนเอารถถังออกมาก็จะสู้เหมือนเดิม!

ที่มา ข่าวสด




ข่าวสดออนไลน์

สัมภาษณ์พิเศษ

จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์
สุภาพสตรี วัย 50 ปี เป็นประชาชนคนไทยอีก 1 คน ที่ตกเป็นเหยื่อคำสั่งปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมือง ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553
ทั้งยังถูกตั้งข้อหาหนัก
มีอาวุธสงครามสารพัดชนิดในครอบครองและหาญกล้ายิงเฮลิคอปเตอร์ทหาร ซึ่งออกบินโปรยแก๊สน้ำตาสลายม็อบคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553
เป็นเหตุให้ จ๋า-นฤมล ต้องเข้าไปติดคุกนาน 1 ปี 4 เดือน 2 วัน ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา!

ภายหลังได้รับอิสรภาพ เดินออกจากเรือนจำท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นของคนเสื้อแดง นฤมลได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักต่างกรรมต่างวาระ
ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง
พร้อมกับยอมรับว่ามีแนวคิดต่อต้านการรัฐประหาร19กันยาฯ2549 ซึ่งส่งผลสะเทือนทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่พังทลาย เพราะรัฐบาลชุดที่ตั้งขึ้นมาโดยผลพวงจากรัฐประหารไม่สามารถฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจได้ จึงตัดสินใจเริ่มเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองเรื่อยๆ มา

โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากเวที ‘คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ’ ที่สนามหลวง จากนั้นก็ร่วมชุมนุมมาต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตยมาเรื่อยๆ กับคนเสื้อแดง ทั้งในยุคแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

กระทั่งถูกจับกุมด้วยคำให้การของ “พยาน” ล้วนๆ โดยไร้หลักฐานรองรับ ว่า นฤมลสะสมอาวุธสงครามมากมหาศาล
จากวันต่อสู้-สูญสิ้นอิสรภาพ-และรอดพ้นพันธนาการคุก แต่ต้องออกมากลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยเช่านอนตามห้องพักรายวันราคาถูกหรืออาศัยนอนบ้านเพื่อนไปวันๆ

จ๋า-นฤมล ได้บอกเล่าเสี้ยวชีวิตและความคิดบางส่วนกับ “ข่าวสดออนไลน์” ดังนี้

ม้ศาลจะมีคำสั่งยกฟ้อง และได้รับการปล่อยตัวมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา
แต่ยังต้องเข้ารายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน

ตอนนี้ทนายที่ดูแลคดีให้บอกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่รัฐบาลเก่าอาจยื่นอุทธรณ์คดี โดยขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งจะรอดูท่าที และต่อสู้จนถึงที่สุดเช่นกัน
ที่ผ่านมาโดนยัดข้อหาสารพัด แต่จะต่อสู้ให้ถึงที่สุดจนกว่าจะได้ประชาธิปไตย

จะเดินหน้าสู้ต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม
หากเอาปืนออกมา เอารถถังออกมาก็จะสู้เหมือนเดิมให้ถึงที่สุด

หากจะมีการอุทธรณ์ก็ให้หาข้อมูลหลักฐานมาสู้ เหตุที่ศาลยกฟ้องก็เพราะพนักงานสอบสวน กับ พนักงานจับกุม ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน
ส่วนตัวนั้นไม่มีหลักฐานข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เหลือแต่ ‘ใจ’ ที่จะมาสู้กับพวกเขา เพราะตอนนี้ที่บ้านไม่เหลืออะไรแล้ว หลักฐานไม่มีต่อไปสู้

วันที่ตำรวจ-ทหารเข้าไปจับกุมก็รื้อค้นของมีค่าไม่เหลืออะไรเลย
แล้วยังใช้อาวุธสงครามจ่อหัวพาตัวไปที่ ‘ราบ 11’
อยากถามว่า ราบ 11 เป็นที่สอบสวนคดีหรืออย่างไร

เจ็บใจมากที่ถูกกล่าวหาว่า มีอาวุธสงคราม
ถามหน่อยว่าอาวุธแบบนั้นเดินถือเดินแบกได้หรือ
มันไม่ใช่ไม้จิ้มฟัน
ประชาชนจะเดินถือได้อย่างไร!

ฤมล ยังเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย. ปีที่ผ่านมาด้วยว่า
อยู่กับเพื่อนที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า
ยังวิ่งหลบ ‘แก๊สน้ำตา’ ที่ทหารโยนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์จ้าละหวั่น
ยืนยันว่าไม่ได้ใช้อาวุธยิงใส่เฮลิคอปเตอร์แน่นอน แต่ที่ถูกจับเพราะพยานคนหนึ่งไปให้การกับดีเอสไอ ว่าเห็นตนกับพวกจอดรถอยู่หลังเวทีตรงสะพานผ่านฟ้า แลัวหยิบปืน 2 กระบอก ขึ้นมายิงใส่เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งมันจะเป็นไปได้อย่างไร

“อาวุธสงครามไม่ใช่กิโล สองกิโล หรือเป็นขีด แล้วแรงที่ยิงมันต้องแรงขนาดไหนถึงจะขึ้นไปถึงเฮลิคอปเตอร์ได้ การที่พยานอ้างแบบนั้นมันไม่เป็นความจริง ยังไงก็ยืนยันว่าไปร่วมชุมนุม แต่ไม่มีอาวุธปืนไม่มีอาวุธสงครามไปยิงทหารเหมือนที่ถูกกล่าวหาแน่นอน หลังจากนี้จะทำทุกทางเพื่อจะนำคนผิด-คนที่บงการสั่งฆ่าประชาชนขึ้นสู่ศาลโลกให้ได้” นฤมล บอกหนักแน่น

ช่วงที่อยู่ในคุกเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน 2 วัน นฤมลเล่าว่า ก้าวแรกเข้าไปก็ได้รับคำถามจากผอ.เรือนจำ ที่กล่าวหาว่าเป็นพวกล้มล้างสถาบัน อยากถามว่าเอาสมองส่วนไหนคิด
และเมื่อเข้าไปถึงก็โดนควบคุมตัวอีกชั้นหนึ่ง กักไว้ไม่ให้เดินไปไหน ให้นั่งเฝ้าพระพุทธรูป
จะเดินไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำก็มีคนคุม
นั่งเหยียดขาไม่ได้ หาว่าไม่มีมารยาท

“เวลาเจ้าหน้าที่เดินมา เราต้องนั่งลงคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ต้องนั่งลงไม่ให้ยืนค้ำหัว ส่วนเวลาที่ใครจะไปเยี่ยมจะถูกส่งชื่อให้ดีเอสไอหมด เวลาพุดคุยกับใครก็ถูกดักฟัง เป็นการริดรอนสิทธิกันเกินไป พอได้รับการปล่อยตัวความรู้สึกแรก คือ รู้สึกว่าได้ก้าวออกมา แต่ความเคียดแค้นยังอยู่ และจะจองล้างจองผลาญทุกชาติไป!”

อาจฟังดูเป็นถ้อยคำที่รุนแรง-ก้าวร้าว-ระคายหูคนทั่วไป..
แต่ก็เป็นการกลั่นออกมาจากใจผู้หญิงที่เชื่อมั่นว่า ถูกจองจำโดยอย่างอยุติธรรมเป็นเวลาเนิ่นนานนับปี

บราณว่า ‘เวลา’ สามารถช่วยเยียวยารักษาหัวใจคน และลบล้างความเกลียดชังให้หมดสิ้นไป..
แต่สำหรับ จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ ดูเหมือนคงมีแต่ ‘ความยุติธรรม’ เท่านั้นที่จะช่วยได้!!

“มีชัย” ไม่เข้าใจข้อเสนอกลุ่มนิติราษฎร์

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 30 ก.ย. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49 ของกลุ่มนิติราษฎร์เป็นวงกว้าง ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบเข้าไปในเว็ปไซต์ “มีชัย ไทยแลนด์ ดอทคอม” (www.meechaithailand.com) ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พบว่า มีผู้ใช้นามว่า "คุณชัย" ตั้งคำถามถึงความคิดเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ภายหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะดูเหมือนประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงของสังคมในขณะนี้ และอาจารย์คิดว่าข้อเสนอนี้จะมีผลต่อบ้านเมืองอย่างไรทั้งในทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งนายมีชัยได้ตอบว่า “ไม่มีความเห็น เพราะอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ” ลงวันที่ 29 ก.ย. 2554

อาวุธไม่คม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ยังเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง

กรณีแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ในประเด็นลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เนื่องจากหลักการการลบล้างดังกล่าวถือเป็น 'ของใหม่' ในระบบกฎหมายไทยตามที่นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ระบุ

แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์จึงไม่เพียงเป็นการต่อสู้ทางความคิดระหว่างฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยกับฝ่ายรับใช้เผด็จการเท่านั้น

แต่ยังเป็นการต่อสู้อย่างแหลมคมทางความคิดของบุคคลในแวดวงนักวิชาการด้านกฎหมายอีกด้วย

ท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว เป็นที่กล่าวถึงมากก็คือการปะทะถาม-ตอบระหว่างนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ กับนายพนัส ทัศนียานนท์

ซึ่งถือเป็นมวยถูกคู่

คนแรกปัจจุบันเป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

ส่วนคนหลังเป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งชุดแรก

ก่อนจะแลกกันหมัดต่อหมัด

เริ่มต้นจากนายสมคิด เป็นฝ่ายตั้งคำถามถึงคณะนิติราษฎร์ 15 ข้อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

แต่ยังไม่ทันที่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์จะตอบ ปรากฏว่าคนนอกอย่างนายพนัส ได้ออกมาตอบแทนเสียก่อนครบถ้วนทั้ง 15 ข้อ

ทางคณะนิติราษฎร์เลยไม่จำเป็นต้องออกมาตอบคำถามของนายสมคิดอีกให้เมื่อยปาก เพราะนายพนัสตอบไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งดีแล้ว

หลายคนบอกว่าอ่านคำตอบแล้ว เหมือนนายพนัสกลับไปสวมบทอาจารย์นิติศาสตร์ กำลังตอบคำถามให้นักศึกษากฎหมายฟัง มากกว่าเป็นการตอบคำถามอธิการบดีธรรมศาสตร์เสียอีก

ขณะที่หลายคนเช่นกันบอกว่าอ่านในส่วนคำถามทั้ง 15 ข้อแล้ว ทำให้หายสงสัยไปเลยว่าทำไมประชาธิปไตยประเทศไทยถึงได้สามวันดีสี่วันไข้ พัฒนาไปไม่ถึงไหน

แล้วทำไมการรัฐประหารถึงเกิดขึ้นกับประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีอะไรมาทำให้เข็ดหลาบ

กระนั้นก็ตามบางคนกลับมองไปอีกแง่ว่า คำถามทั้ง 15 ข้อของนักวิชาการกฎหมายระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวแถวของประเทศสะท้อนให้ เห็นถึงบางอย่าง

นั่นก็คือท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดของนักวิชาการด้านกฎหมาย

อาวุธความคิดของบางคนก็ไม่ได้ 'แหลมคม' เสมอไป

ปริศนา 15 ข้อ ถึง "นิติราษฎร์" "สมคิด-อธิการ มธ." ถาม แต่ "พนัส ทัศนียานนท์" ตอบ

ที่มา มติชน

ภายหลังจากออก "แถลงการณ์ 4 ข้อเสนอ" เนื่องในวาระครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยาฯ
โดยประเด็นที่ถูกสื่อเน้นเป็นพิเศษ คือ การลบผลพวงของรัฐประหารดังกล่าว

กระทั่งโดน "จัดหนัก" ว่า "รับงาน" จาก "ทักษิณ"

นักวิชาการ "คณะนิติราษฎร์" จึงต้องตั้งโต๊ะชี้แจงแถลงการณ์
และหลักการทำงานของพวกตนอย่างละเอียด เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

หลังจากนั้น เริ่มมีนักวิชาการ-นักกฎหมายบางส่วน
ได้ออกมาแสดงความเห็นโต้แย้งแถลงการณ์ของ "นิติราษฎร์" ผ่านทางพื้นที่สาธารณะ

"สมคิด เลิศไพฑูรย์" อธิการบดีธรรมศาสตร์
ฝากคำถาม 15 ข้อถึง "นิติราษฎร์" ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

ก่อนที่จะได้รับคำตอบอย่างฉับพลันทันที

เพียงแต่คำตอบดังกล่าว มิได้มาจากนักวิชาการ "คณะนิติราษฎร์"
ทว่ามาจาก "พนัส ทัศนียานนท์" อดีตคณบดีนิติฯ มธ., ส.ส.ร.2540 และ ส.ว.เลือกตั้งชุดแรก

มติชนสุดสัปดาห์
ขออนุญาตเรียบเรียงคำถาม-คำตอบ บางส่วนของ "สมคิด" และ "พนัส" มานำเสนอดังนี้



สมคิด - เราสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่น การยกเลิก รธน.2549 ?

พนัส - นิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิก รธน. 2549 แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรม
ให้แก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย

สมคิด - ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมา แต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด
ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ถูกต้อง
แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่?

พนัส - ตาม ป.วิอาญา การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อมมีผลทำให้การฟ้องคดีของอัยการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย
ซึ่งโดยหลักการพิจารณาคดีก็ต้องถือว่าไม่ชอบทั้งหมด
แต่ศาลไทยบอกไม่เป็นไร หากพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดจริง ก็ลงโทษจำเลยได้
ซึ่งก็เหมือนกับการยอมรับว่าการรัฐประหาร (การกระทำความผิดฐานกบฏ)
เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหากทำสำเร็จนั่นเอง

สมคิด - ถ้ามีคนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วง คมช. ไม่ถูกต้อง ก็ให้ดำเนินการใหม่
คนอีกกลุ่มเห็นว่าการตัดสินคดีซุกหุ้น ศาลตัดสินผิดโดยสิ้นเชิง
คนกลุ่มหลังจะขอให้ยกเลิก รธน.2540 ตั้งศาล รธน. ใหม่ แล้วพิพากษาคดีซุกหุ้นใหม่ จะได้หรือไม่?

พนัส - ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของทักษิณ เกิดจาก รธน.2540
ที่มิได้มีที่มาจากการรัฐประหารเหมือน รธน.2550
หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าศาลตัดสินผิด ก็น่าจะมีการออกกฎหมายมาให้รื้อฟื้นคดีใหม่ได้
โดยไม่ต้องยกเลิก รธน.2540 ซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำผิดกฎหมายฐานกบฏ (การทำรัฐประหาร)

สมคิด - ประชาชนจะลงมติแก้ รธน. ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่?

พนัส - เป็นคำถามประเด็นเดียวกันกับคำถามที่ 1 คำตอบก็คือ
ไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้ว
แต่เป็นการยกเลิกเพิกถอนผลของการกระทำที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ
ที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สมคิด - รธน.2550 ได้รับการลงประชามติโดยประชาชน
ในทางกฎหมายเราจะพูดได้หรือไม่ว่า ประชาชนลงมติโดยไม่ถูกต้อง
หรือ รธน.2550 ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน?

พนัส - พูดได้ เพราะมีการหลอกลวงขู่เข็ญบังคับให้ประชาชนลงมติ
จึงเป็นการลงประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สมคิด - คตส. ตั้งโดย คมช.
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตั้งโดย คมช. ใช่หรือไม่?

พนัส - คตส. ตั้งโดย คมช. แน่นอน
ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองก็เกิดจาก รธน.2550
ซึ่ง คมช. เป็นผู้ให้กำเนิดเช่นกัน
ดังนั้น เมื่อการกระทำรัฐประหารของ คมช. เป็นการกระทำ
ที่ละเมิดบทบัญญัติมาตรา 63 แห่ง รธน.2540
และเป็นความผิดฐานกบฏตาม ป.อาญามาตรา 113
ทั้ง คตส. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
จึงเป็นองค์กรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยกันทั้งคู่

สมคิด - การดำเนินการตามแนวคิดของนิติราษฎร์
ไม่มีผลทางกฎหมายต่อนายกทักษิณเลยใช่หรือไม่?

พนัส - ตามที่นิติราษฎร์แถลง มีผลโดยตรงแน่นอน คือ
ต้องพิจารณาคดีใหม่โดยกระบวนการยุติธรรม ที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม
ถ้ากระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็ต้องถูกลงโทษ

สมคิด - ความเห็นของนักกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกับนิติราษฎร์
แต่ดีกว่านิติราษฎร์ รัฐบาลนี้จะรับไปใช่หรือไม่?

พนัส - ช่วยเสนอให้หน่อยว่าความเห็นของท่านที่ดีกว่าของนิติราษฎร์ คือ
อย่างไร ถ้าดีกว่าจริงจะขอสนับสนุนเต็มที่เลย ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายด้วยกัน

สมคิด - ศาล รธน. ช่วยนายกฯ ทักษิณ คดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้
แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัตน์ใช่หรือไม่?

พนัส - ตุลาการภิวัตน์ คือตุลาการที่ยอมตนเป็นเครื่องมือและอาวุธ
ให้แก่ผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ใช้เพื่อประหัตประหาร
และทำลายล้างศัตรูของตน
ตุลาการศาลทั้งในคดีซุกหุ้นและคดียึดทรัพย์ทักษิณ จึงเป็นตุลาการภิวัตน์ด้วยกันทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าในคดีซุกหุ้นตุลาการภิวัตน์เป็นฝ่ายแพ้

สมคิด - บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตาม รธน.2550
แย่กว่า รธน.2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่?

พนัส - บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพตาม รธน.2550
และฉบับอื่นทุกฉบับ ไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่มีฉบับใดดีกว่ากัน
ตราบใดที่ตุลาการไทยยังยอมรับว่ารัฏฐาธิปัตย์คือ
ผู้ที่ได้อำนาจอธิปไตยมาโดยรถถังและปืน และอำนาจอธิปไตยไม่ใช่อำนาจของประชาชน

สมคิด - คมช. เลว ส.ส.ร. ที่มาจาก คมช. ก็เลว รธน.2550 ที่มาจาก ส.ส.ร. ก็เลว
แต่รัฐบาลที่มาจาก รธน. เลว เป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่
ส.ส.ร. ที่มาจากรัฐบาลชุดนี้ และที่ อ.วรเจตน์ จะเข้าร่วม ก็เป็น ส.ส.ร. ที่ดีใช่หรือไม่?

พนัส - ไม่ใช่เรื่องใครดีใครเลว
แต่เป็นเรื่องของหลักการในทางนิติศาสตร์
ที่จะต้องมีการยืนยันว่าระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชน
และระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย

นักกฎหมายควรจะยืนอยู่ข้างใดมากกว่า

"สมาคมนักกฎหมายแคนาดา" โวยโรเบิร์ต อัมฯ โดน "อภิสิทธ์-สุเทพ"ข่มขู่!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 สมาคมนักกฎหมายแคนาดา (The Law Soceity of Upper Canada)
ได้เขียนหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งประเทศไทย พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก
และแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทนายความ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมแจ้งว่า
ถูกอดีตนายกรัฐมนตรีและเลขาพรรคประชาธิปัตย์นายสุเทพ เทือกสุบนรรณข่มขู่
และแทรกแซงการทำงานเป็นที่ปรึกษาฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและคนเสื้อแดง

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง
แต่ทางสมาคมได้เรียกร้องให้รัฐบาลประกันความปลอดภัย
ในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ตามที่สหประชาชาติได้บัญญัติไว้ในมาตรา 16
เรื่องหลักการทั่วไปของบทบาทของนักกฎหมายว่า
รัฐบาลจะต้องรับประกันว่านักกฎหมายจะสามารถทำหน้าของตนได้
โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกข่มขู่ ขัดขวาง กลั่นแกล้ง
หรือถูกแทรกแซงอย่างไม่ถูกต้อง
ทนายจะต้องสามารถเดินทางเพื่อไปให้คำปรึกษาแก่ลูกความของตนเองได้อย่างเสรี
และไม่ต้องทนทุกข์
หรือถูกคุกคามด้วยการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี การบริหารของรัฐ เศรษฐกิจ
หรือการแทรกแซงอื่น
เนื่องจากการทำหน้าที่ทางกฎหมายตามมาตราฐานและศีลธรรม


http://www.go6tv.com/2011/10/blog-post_01.html

เขียนให้อากง SMS ทนาย และกองเชียร์ (ขี้เกียจตั้งชื่อ)

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red


30 กันยายน 2554 ณ ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญารัชดาผมบอกตัวเองว่าถ้านานๆ ได้ร้องไห้กับเรื่องราวของคนอื่นบ้างอาจทำให้ชีวิตตัวเองชุ่มชื้นมากขึ้น เวลาดูหนังซึ้งๆ เราก็ร้องไห้ได้ ดังนั้น หากเป็นเรื่องจริงที่หนักหนากว่าในหนังมากปรากฏอยู่ตรงหน้า การเสียน้ำตาบ้างคงไม่ตุ๊ดเกินไป

ผมติดตามคดี “อากง SMS” มาสักระยะในฐานะที่เป็นคดีมาตรา 112 ที่ดราม่าที่สุดคดีหนึ่ง ซึ่งผมมักจะใช้เล่ายกตัวอย่างให้กับคนที่ไม่เข้าใจปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย อาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ได้ฟัง

คนที่ เราเรียกว่า “อากง” หรือ นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ถูกจับเมื่อกลางปี 2553 หลังเหตุการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงได้ไม่นาน เป็นคดีผลงานคดีเดียวที่ตำรวจไล่จับตามที่อ้างว่าพวกเสื้อแดงมีขบวนการ หมิ่นฯ ล้มล้างสถาบันฯ และออกแถลงข่าวใหญ่โต ข้อหาคือการส่งSMS เข้ามือถือเลขาฯนายกรัฐมนตรี เป็นข้อความผิดกฎหมาย 4 ข้อความ ซึ่งแอบดูมาเห็นว่าหนักทีเดียว เป็นข้อความที่แรงและหยาบคายที่สุดสำหรับการฟ้องร้องคดีหมิ่นฯ ทั้งในยุคนี้และยุคก่อน

คดีนี้มีชื่อเสียง นอกจากจะเพราะตำรวจแถลงข่าวใหญ่โตแล้ว ยังมีเรื่องราวเป็นนัยน่าสนใจมากมายเพราะอากงเป็นคนแก่ที่ไม่ได้ถนัด เทคโนโลยี แกบอกว่าแกไม่เคยส่ง SMS แกส่งไม่เป็น อากงไม่ได้ประกันตัว แกมีโรคประจำตัวและแกก็เครียดจนไม่สบายหนักในช่วงที่โดนจับใหม่ๆ งานของผมบังคับให้ผมต้องติดตามคดีนี้ ทั้งที่หากผมประกอบอาชีพอื่นและนอนดูทีวีอยู่บ้านผมก็อาจจะนึกสาปแช่งอากงไป แล้ว ไม่ต่างจากที่หลายๆ คนอาจเคยทำ


ผมไม่เคยรู้จักอากงมาก่อน รู้ตามสื่อว่าแกเคยไปชุมนุมกับเสื้อแดง และเสื้อเหลืองแกก็ไปร่วมกับเขาเหมือนกัน ผมเคยเข้าเยี่ยมอากงในคุก 1 ครั้ง ไปกับคนอื่นแบบไม่ได้ตั้งใจ คุยกับอากงไม่กี่คำก็สามารถเชื่อเหมือนที่หลายๆ คนเชื่อได้ ผมเห็นอากงซึ่งเป็นคนแก่ อายุ 61 ปี แม้จะไล่ๆ กับแม่ผม แต่แกดูแก่มาก เดินช้า หลังค่อม ผมขาว สายตาฝ้าฟาง พูดจาสุภาพกับทุกคน พูดภาษาไทยไม่ชัดติดสำเนียงจีน แกเหมือนชาวบ้านที่ใส่ซื่อ ยากจนและหวาดกลัว แกยิ้มแย้มอย่างมีกำลังใจเสมอเมื่อพบคนที่มาเยี่ยม แต่ข่าวทุกสายบอกว่าอากงไม่สบายและก็แอบนอนร้องไห้บ่อยๆ ในห้องกรง

อา กงไม่รู้เรื่องอะไรเลย แกบอกว่าไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งข้อความ ไม่รู้ว่าทำไมตำรวจมีหลักฐานทางคอมพิวเตอร์โยงมายังมือถือของแกได้ ไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ที่ส่งถึง ไม่รู้ๆๆๆๆ รู้แต่ว่าไม่ได้ทำ ทีมทนายความก็ไม่รู้จะตั้งประเด็นในการต่อสู้คดีอย่างไร ที่จริงทีมทนายไม่รู้ด้วยว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร อัยการก็ไม่รู้ ตำรวจที่มาเบิกความก็ไม่รู้ ศาลก็ไม่รู้ ผมเองก็ไม่รู้ ... แต่เรารู้ว่าต่อให้แกทำจริง ก็เป็นการเกินไปที่คนอย่างแกต้องเผชิญหน้ากับโทษจำคุกสูงสุดหกสิบปีเพียง ลำพัง

หลังอัยการส่งฟ้อง ศาลอ่านข้อความที่ถูกฟ้องแล้วคงรู้สึกไม่ต่างจากคนไทยหลายต่อหลายคนจึงสั่ง ไม่ให้ประกันตัว อากงนอนอยู่ในห้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมแล้วเกือบหนึ่งปี ก่อนจะได้รับการพิจารณาความถูกผิด และในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน 2554 สายตาจำนวนมากก็จดจ้องมาที่บัลลังก์พิจารณาคดีของศาลอาญา

ตามบันทึก การประชุม ในฐานะสมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนผมอยู่ในคดีนี้ด้วย แต่ไม่ได้รับผิดชอบเต็มๆ ผมเพิ่งได้เข้าร่วมประชุมกับทีมทนายความในช่วงใกล้ๆ วันสืบพยานทำให้เห็นว่างานนี้ไม่ง่าย หลายคนอาจรู้สึกว่าคดีนี้ไร้สาระทีเดียว เพราะไม่มีทางมีใครเห็นอากงหยิบโทรศัพท์มากดส่ง SMS ไปเบอร์นั้นเบอร์นี้ แต่เมื่อตำรวจนำส่งหลักฐานเป็นข้อมูลการใช้โทรศัพท์จากผู้ให้บริการ ขณะที่อากงก็ไม่รู้อย่างเดียว ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้เพื่อต่อสู้ ไม่มีนิทานชักใยถึงตัวผู้กระทำผิดจริงมาบอกศาล คดีนี้จึงหินโคตรๆ

ทนาย ความอายุน้อยทั้งสามคนที่มีแต่ใจไม่มีความรู้อะไรพยายามเปิดประเด็นต่อสู้ เรื่องหลักฐานทางเทคโนโลยีในวันแรกๆ แต่ก็โดนตอกกลับจากพยานฝั่งโจทก์ซึ่งเป็นคนจากDTAC True และตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เตรียมกันมาอย่างดี ประกอบกับเมื่อผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้ยินว่าเป็นคดีหมิ่นฯ ก็ไม่มีใครกล้ามาเบิกความเป็นพยานเข้าข้างจำเลย พยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่ฝั่งจำเลยมีอยู่ คือ ตัวอากงเอง บุคลิกสุภาพ ยิ้มแย้มกับความใสซื่อของคนแก่ที่สุขภาพไม่แข็งแรงอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยืน ยันได้ว่า แกทำความผิดที่ร้ายแรงขนาดนี้หรือไม่

30 กันยายน 2554 ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญารัชดา เวลา 9.00 น. เป็นวันที่อากงจะขึ้นเบิกความต่อศาลเอง หลังจากที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีและกระบวนการสืบสวนที่อากงฟังไม่ เข้าใจได้ถูกนำสืบไปหมดแล้ว

ผมรู้ว่าผมเป็นคนอินกับอะไรค่อนข้างง่าย และก็ชอบ dramaticise ข้อเท็จจริงให้ emotional มากขึ้น แต่เรื่องราวของคดีนี้มันดราม่ามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และก็ดราม่าในวันสืบพยานทุกวันที่อากงแกจะนั่งมองศาลอย่างเหม่อลอย และร้องไห้กอดกับหลานๆ ก่อนถูกนำตัวกลับเรือนจำ

วันนี้ กองเชียร์เข้ามาเต็มห้อง ส่วนหนึ่งเป็นนักกฎหมายสิทธิเพื่อนๆ ทีมทนาย ส่วนหนึ่งเป็นนักข่าว ส่วนหนึ่งเป็นคนเสื้อแดงที่ไม่ได้รู้จักอะไรกับอากงมาก่อน ป๊าอุ๊ ภรรยาสุดรักที่อากงเรียกว่า “แฟนผม” และหลานๆ 4-5 คนที่อากงเลี้ยงมาเองกับมือ

อากงเริ่มเรื่องให้มันดราม่าตอนที่สาบาน ตัว และแกมองไม่เห็นแผ่นคำสาบานจึงต้องให้ทนายอ่านให้ เมื่อศาลถามชื่อ ที่อยู่ และถามอาชีพ แกก็ตอบเต็มปากเต็มคำ “เลี้ยงหลานครับ” สร้างเสียงฮาปนสะเทือนใจให้กับกองเชียร์ ก่อนแกอธิบายว่าเคยขับรถขนส่งแต่สุขภาพไม่ดีเลิกทำงานมาสิบกว่าปีแล้ว จึงมีหน้าที่เลี้ยงหลาน ไปส่ง ไปรับ ไปโรงเรียน

อากงตอบคำถามอย่าง ฉะฉาน ด้วยสำเนียงไทยปนจีน เล่าถึงชีวิตประจำวันแก ประวัติการใช้มือถือ เมื่อถามว่าบ้านที่แกอยู่เป็นยังไง คือ ทนายตั้งใจจะให้บอกว่าอยู่กันหลายคน แกก็มองรอบๆ ทำหน้างงๆ แล้วตอบว่า “ประมาณครึ่งนึงของห้องนี้” (ห้องพิจารณาคดี 801) พร้อมทำมือประกอบ

ทนายความถามแกไปตามสูตรที่เตรียมมา ถามว่ากรณีที่ถูกฟ้องนี้แกทำจริงหรือเปล่า
“ผมไม่ได้ทำครับ” อากงเงยหน้ามองศาล พูดอย่างฉะฉาน

ทนายความถามว่าเบอร์โทรศัพท์ของเลขาฯนายกนี้อากงรู้ไหมว่าเป็นเบอร์ของใคร
“ผมไม่รู้ครับ” อากงตอบฉะฉานเช่นเดิม

แล้ว ทนายก็มีคำถามที่เราไม่ได้เตรียมร่วมกันมาก่อน โดยเอาข้อความที่ถูกฟ้อง ซึ่งเป็นถ้อยคำหยาบคายมาเปิดให้แกดู ทนายพูนสุข ถามอากงว่า “พยานเห็นข้อความนี้แล้วรู้สึกอย่างไร”

อากงตอบไม่ฉะฉานแล้ว เสียงแกสั่นเครือ “ผมเสียใจมากครับ ... ก็เค้าด่าในหลวง” มองจากข้างหลังเห็นคอแกแดงก่ำ แกร้องไห้ นาทีนั้นทั้งห้องเงียบกริบ

ทนายบอกว่า ใจเย็นๆ ค่ะ แล้วพยานมีความรู้สึกอย่างไรต่อในหลวงคะ?

“ผมรักในหลวงครับ” อากงยังร้องไห้อยู่ ตอบเต็มปากเต็มคำอย่างช้าๆ

หลัง จากนั้นอากงยังเล่าให้ศาลฟังว่า ตอนในหลวงป่วยก็ไปเยี่ยมที่ศิริราช เคยไปลงนามถวายพระพร ไปร่วมงานเฉลิม และ “งานที่วางดอกไม้จันทร์ ผมก็ไป” อากงเสียใจมากที่ถูกฟ้องคดีนี้เพราะอากงรักในหลวง ตลอดการกล่าวถึงประวัติของแกกับสถาบันฯ คนแก่อายุ 61 ยังคงร้องไห้ต่อหน้าบัลลังก์ศาลและต่อหน้าทุกคน ถ้าอากงกำลังโกหก นักแสดงฮอลลีวู้ดรางวัลออสการ์คงต้องกลับมาให้อากงสอนใหม่

ผมเห็นสี หน้าของศาลอ่อนโยนลงบ้าง ศาลผู้หญิงยกมือขึ้นปิดปาก อัยการรุ่นใหม่ 3 คนที่ก่อนหน้านี้ยังทำเสียงดุขู่ทนายจำเลยนั่งซุบซิบกันด้วยแววตาที่บ่งบอก ถึงความเป็นมนุษย์ ช่วงระยะเวลาหนึ่งผมเริ่มบกพร่องในหน้าที่ ตาผมเริ่มฝ้าฟาง สมาธิหลุดและไม่ค่อยได้ฟังการสืบพยาน

“กลั้นเองๆ อย่าเอาทิชชู่เช็ด” พี่หน่อย พรเพ็ญ ที่นั่งติดกันกระซิบบอกผม ขณะที่แกก็นั่งก้มหน้าอยู่เหมือนกัน น้องข้างหลังสะกิดขอทิชชู่ผมสักแผ่นแต่ผมไม่ได้ยิน เพราะผมไม่กล้าหันไปมองกองเชียร์ที่อ่อนไหวข้างหลังนั่น ทนายความหันมายิ้ม ให้กับหมู่กองเชียร์ สักพักน้องอีกคนวิ่งหนีออกไปจัดการความรู้สึกนอกห้องพิจารณา ก้อนความรู้สึกที่พุ่งเข้ามาปะทะกับความเป็นมนุษย์ของคนกว่า 30 ชีวิตในนาทีนั้นคงไม่ต่างกัน

อากงเบิกความจบอย่างรวดเร็วมาก เพราะไม่ได้มีประเด็นข้อต่อสู้อะไรนอกจาก “ผมไม่ได้ทำครับ”
และ “ผมไม่รู้ครับ” อากงลุกขึ้นยกมือไหว้ศาลทั้งสามคนที่อายุรวมกันแล้วคงไม่มากกว่าอายุของแก นัก บอกว่า “ขอบคุณมากครับ” แกยังเชื่อมั่นของแกเสมอ หลานๆ วิ่งเข้าไปคุกเข่ากอดอากง (ในห้องพิจารณาคดีถ่ายรูปไม่ได้) ศาลนัดฟังคำพิพากษา 23 พฤศจิกายนนี้

ก่อนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะพาอา กงขึ้นรถกลับไปยังเรือนจำ อากงเดินเข้าไปไหว้ลาอัยการอายุรุ่นราวคราวลูก บอกว่า “ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับ” อากงยกมือไหว้กองเชียร์ที่ไม่เคยรู้จักกัน ไหว้ผมด้วย ป๊าอุ๊ก็ไหว้ผม ก่อนอากงจะเดินอย่างเชื่องช้าไปไหว้ทนายทั้งสามคนที่อายุรวมกันแล้วคงไม่ มากกว่าอายุของแกนักเช่นกัน

หลานๆ เดินไปส่งแกถึงประตูทางลงไปยังห้องขังใต้ถุนศาล ผมแอบถ่ายรูปไว้ เพื่อให้ดราม่าเพิ่มขึ้น



ปริศนา ของคดีนี้ยังไม่มีใครรู้ความจริง ใครเป็นคนส่งข้อความ? ส่งทำไม? และทำไมหลักฐานถึงโยงมาว่าเป็นอากง? ทนายความได้ใช้ความเป็นมนุษย์เข้าต่อสู้กับหลักฐานทางคอมพิวเตอร์อย่างดีที่ สุดแล้ว มีคนคนเดียวที่รู้คำตอบนี้นั่นคือ ตัวอากงเอง และวันนี้อากงได้ใช้โอกาสเดียวที่มีบอกความจริงกับโลกแล้ว

http://blogazine.in.th/blogs/groomgrim/post/3310

จากลูกกระสุน ถึงลูกฟุตบอล กระชับมิตร ดีกว่าคิดฆ่ากัน!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





บรรยากาศกระชับมิตรของการแข่งขันฟุบอล
ระหว่างทีมคณะรัฐมนตรีกัมพูชา กับทีมเสื้อแดงของไทย
สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันของมนุษย์กับมนุษย์ที่พึงมีต่อกันได้เป็นอย่างดี และชัดเจน
การทะเลาะกับเพื่อนบ้านในช่วงระยะเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา
สมควรที่จะถูกตั้งคำถามจากทั้ง 2 ประเทศว่า
สุดท้ายแล้วได้อะไรบ้าง นอกจากความสูญเสียของทั้ง 2 ฝ่าย
ในวันนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายมีแต่น้ำตา ความเสียใจ และความเสียหาย
แต่ในวันนี้ในสนามฟุตบอล
สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือผู้คนมีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ
แม้แต่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเอง
ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามีความสุขมาก
ในการที่ได้เข้าร่วมลงสนามในเกมฟุตบอลกระชับมิตร
ได้ลงมาเปลี่ยนเสื้อเป็นสีแดง
ได้มาลงร่วมเล่นในสนามพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข
แม้ว่าเกมอาจจะไม่ได้ดูสนุกตื่นเต้นเร้าใจเท่ากับดูเกมฟุตบอลมืออาชีพในพรีเมียร์ลีก
แต่อารมณ์ในการเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่เห็นได้ชัดว่า สร้างความประทับใจได้อย่างมากมาย
ยิ่งหากย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับภาพ
ที่กองกำลังทหารของทั้ง 2 ประเทศเผชิญหน้ากัน
ยิงอาวุธสงครามยิงปืนใหญ่เข้าใส่กัน เสียงระเบิด เสียงกรีดร้อง
ที่ตามมาด้วยความพังพินาศของบ้านช่องราษฎรที่เสียหาย เศรษฐกิจพังทะลาย
แล้วเป็นคนละภาพกันโดยสิ้นเชิง
กับภาพการที่ใช้ลูกฟุตบอลมาปะทะกันแทนลูกกระสุนสังหาร
อย่างไหนที่จะสุนทรีย์ต่อความเป็นมนุษยชาติ
และเหมาะสมกับความเป็นเพื่อนบ้านเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันมากกว่า
เชื่อว่าทุกๆฝ่ายของทั้ง 2 ประเทศย่อมจะต้องรู้ดี
ความบอบช้ำเสียหายจากการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังทหาร
ได้ทำให้การค้าชายแดน ทำให้พ่อค้า นักธุรกิจ นักลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ
ต่างพากันเซ็งในอารมณ์เป็นอย่างมาก
ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ทำมาค้าขาย ลงทุนกันมาดีๆ กลับมามีปัญหาในช่วง 2 ปีนี้
แถมเป็นช่วงที่ประเทศกัมพูชากำลังอยู่ในภาวะของการเติบโตขึ้น ร่ำรวยขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น
กัมพูชาในวันนี้ไม่ใช่ประเทศกัมพูชา หรือเขมร ที่หลายๆประเทศ
หรือหลายๆคนอาจจะเคยนึกดูถูก
หรือสบประมาทว่าเป็นประเทศยากจนเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว
วันนี้ประเทศกัมพูชา มีการขยายตัวเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
จากการลงทุน จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายที่มี
ทำให้วันนี้ถือว่าเป็นเสี่ยน้องใหม่ที่กำลังจะไต่ระดับในภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้
ที่สำคัญถามว่า ทั้ง 2 ประเทศจะมัวไปขัดแย้งกันทำไมให้เสียผลประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฝั่งไทย
เพราะจากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
โดยความร่วมมือจากศุลกากร พบว่า
ในช่วงปี 2549 ถึง ปี 2551 การค้าระหว่างไทย – กัมพูชา มีการเติบโตขึ้นเป็นลำดับ
โดยที่ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด
ปี 2549 มูลค่าการค้ารวมเท่ากับ 1,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มาปี 2550 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 1,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และกระโดดไปเป็น 2,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2551

ซึ่งในปี 49 นั้นไทยได้ดุลการค้า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปี 50 ก็ได้ดุลการค้า 1,306 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และยิ่งในปี 2551 ไทยได้ดุลการค้าสูงถึง 1,950 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่พอในปี 2552 ที่มีการเผชิญหน้ากัน มีปัญหากระทบกระทั่งกัน
การค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีมูลค่ารวมลดลงมาเหลือ 1,658.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หรือลดลงร้อยละ 22.16
เมื่อเทียบกับปี 51 และทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าเหลือ 1,502.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ชัดเจนแบบนี้ จึงสมควรเป็นคำถามย้อนกลับว่า
มีปัญหากระทบกระทั่งกันมา 2 ปีนั้น มีอะไรดีขึ้นมาบ้างหรือไม่
ช่วงก่อนหน้าที่ไม่มีปัญหาต่อกัน
คนกัมพูชาชอบมาเที่ยวเมืองไทย มากิน มาเที่ยว มาใช้ จับจ่ายซื้อของ
ปีๆนึงเป็นเงินหลายพันล้านบาท ยิ่งเศรษฐกิจเริ่มเติบโต คนกัมพูชาเริ่มมีเงิน ก็มาเที่ยวเมืองไทย
แต่พอมามีปัญหาขึ้น พวกนี้ลดหายลงไปอย่างน่าใจหาย
คนทำการค้า ทำท่องเที่ยวกับกัมพูชารู้ดี ว่าเขาเลิกมาไทย
หันไปเที่ยว หันไปใช้จ่ายที่สิงคโปร์ ที่ฮ่องกง ที่จีนแทน ปล่อยให้ไทยสลบซบเซา
สิ่งเหล่านี้พ่อค้า นักลงทุนไทยชายแดนรู้ดีถึงผลกระทบ
แต่คนในกรุงไม่รู้ จึงทำให้ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มพยายามที่จะใช้การปลุกระดม
ในลักษณะของการคลั่งชาติมาก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่าง 2 ประเทศ
โดยหารู้ไม่ว่า ในวันนี้คนกัมพูชาเป็นฝ่ายเลือกที่ว่าจะมาไทย หรือไปที่อื่น
ซึ่งผิดจากอดีตที่เขาอยากมาไทยไปแล้ว
การจุดประเด็นในรูปแบบของการคลั่งชาติน่าที่จะหมดไปได้แล้ว
หันมามองกันในมุมของการเป็นเพื่อนบ้าน เป็นคนที่อยู่ในอินโดจีนด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ
แต่แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้อาจจะยังคงพูดยาก
หากคนบางคนยังเห็นว่าการปลุกเร้าความคลั่งชาติสามารถ
ที่จะสร้างผลประโยชน์ในทางการเมืองให้กับตนเองได้
ทำให้แม้ในวันนี้ก็ยังคงมีคนบางกลุ่ม นักการเมืองบางคนพยายามที่จะทำอยู่
แต่ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ
นักการเมืองบางคนที่เคยถูกมองว่าจะเป็นคนรุ่นใหญ่ที่มีคุณภาพได้บนถนนการเมืองไทย
ก็ยังมีแนวคิดในการปลุกเร้าเช่นนี้ปนอยู่ อย่างเช่น
ในการเปิดที่ทำการพรรคกิจสังคมล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง 4 กรกฎาคมนั้น
สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค
กลับมีการนำเอาข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ที่มีมุมมองที่รุนแรงกับกัมพูชามาติดประดับที่ทำการพรรค
ซึ่งทำให้คนหลายๆคนถึงกับอึ้งว่าคนรุ่นนายสุวิทย์ ยังคิดเช่นนั้นจริงๆหรือ???
ยุคนี้ เป็นยุคที่ควรจะมาปลุกเร้าแบบในอดีตที่ว่า
ต้องเอาเลือดของอีกฝ่ายมาล้างให้หายแค้นกันอย่างนั้นหรือ
เรียกว่าผิดบุคลิกที่สังคมเคยคิดเคยวาดภาพเอาไว้มาก
ดังนั้นเมื่อนายสุวิทย์ บุ่มบ่ามในการไปประกาศลาออกจากภาคีคณะกรรมการมรดกโลก
จึงทำให้หลายคนหันกลับมาเชื่อมโยงกับแนวคิด
ในการนำข้อความของ ม.ร.ว.คึกฤทธ์มาใช้ประดับพรรค จึงทำให้ถึงบางอ้อ
ข้อเขียนของอาจารย์หม่อม ที่คมๆ ลึกๆ มีตั้งมากมายทำไมไม่เลือก
ทำไมต้องเลือกอย่างล่อแหลมในสถานการณ์ที่กำลังมีปัญหากับกัมพูชาเช่นนั้นด้วย ตรงนี้น่าคิด
และทำให้หลายๆฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่า
เพราะเรื่องกัมพูชา เรื่องมรดกโลกหรือไม่
ที่ทำให้พรรคกิจสังคมพ่ายแพ้อย่างราบคาบในการเลือกตั้งที่ผ่านมา... ตรงนี้ก็น่าคิดอีกเช่นกัน
วันนี้การมองเพื่อนบ้านแบบอคติ ควรจะเลิกไปได้แล้ว
เพราะจริงๆแล้วในภูมิภาคอินโดจีน
ในถิ่นสุวรรณภูมิ คนไทย คนลาว คนเขมร หน้าตาไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด
ให้ไปเดินอยู่ปะปนกัน ดูเผินก็ดูไม่ออก
นอกจากฟังภาษาที่พูด กับสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละประเทศ
แต่จริงๆแล้วในสุวรรณภูมิ จารีต ประเพณีวัฒนธรรม
ก็มาจากอาณาจักรขอม มาจากทวาราวดี
แล้วก็ประยุกต์กันไปตามพัฒนาการของแต่ละชาตินั่นเอง
ศิลปะหลายๆอย่างจึงคล้ายกัน นาฏศิลป์ท่วงท่าร่ายรำ จึงมีที่มาจากต้นตอเดียวกัน
ทำไมจึงไม่จับมือกัน
เพราะข่าวจากกัมพูชา มีการให้ข้อมูลว่า
ในช่วงที่ไทยมีการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล สมเด็จฮุน เซน
มีการติดตามดูข่าวอย่างใจจดใจจ่อ
พอมีการสลายการชุมนุม มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น
ก็เศร้าใจในประเทศเพื่อนบ้านถึงต้องกินยากันเลยทีเดียว
และในวันที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง
สมเด็จฮุน เซน ก็ยินดีไปด้วย เพราะเชื่อว่าระดับความสัมพันธ์ที่ดีจะมีโอกาสกลับคืนมาได้
ซึ่งก็จริงๆ เพราะการเผชิญหน้า และการเจรจาที่ล้มเหลวในช่วง 2 ปี
กลับสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วยกีฬาเพียงวันเดียว ด้วยลูกบอลเพียงลูกเดียว
ซึ่งแน่นอนว่าต้องยกเครดิตให้กับ จตุพร พรหมพันธ์ุ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
2 แกนนำเสื้อแดง ที่งัดกลยุทธกีฬากระชับมิตรมาใช้อย่างได้ผล
แม้ที่ผ่านทั้งคู่ จะถูกโจมตีว่าไม่รักชาติ เป็นแกนนำในการทำลายชาติ
แต่การจัดกีฬาครั้งนี้ก็ได้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า
ทั้งคู่เป็นห่วงประเทศชาติ ไม่อยากให้เผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านอีกต่อไป
ซึ่งก็ไม่ได้เจาะจงเลือกเฉพาะกัมพูชา
แต่บอลกระชับมิตรนี้มีสิทธิที่จะไปแข่งที่ลาว พม่า เวียดนาม ได้ในอนาคตเช่นกัน
เพราะวันนี้พิสูจน์ชัดแล้วว่า
หันหน้าเข้าหากันด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ย่อมดีกว่าเผชิญหน้าหมายห้ำหั่นกันแน่นอน


http://www.bangkok-today.com/node/10501

รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 30-09-54

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 30-09-54

รายการ “รู้เขารู้เรา” ดำเนินรายการโดย ดร.สุนัย จุลพงศธรและดร.สุทิน คลังแสง ของทีวีช่องเอเซียอัฟเดต ได้มาร่วมวิจารณ์และวิเคราะห์ เรื่องการเคลื่อนไหวออกมาของคณะนิติราษฎร์ แสดงความจริงของระบอบประชาธิปไตย ที่แอบซ่อนอยู่ในเนื้อหาของการปกครองระบอบเผด็จการ จนได้เห็นหน้าตาของคนออกมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามและคัดค้านหัวชนฝากับกลุ่มนิติ ราษฎร์นั้น เป็นใคร แสดงตัวตนให้เห็นอย่างชัดเจนและควรเก็บรายละเอียดของบุคคลเหล่านี้ใส่ลง บัญชีหนังสุนัข ให้คนรุ่นต่อไปนี้ได้ทราบว่า มีกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ยอมเป็นฝุ่นใต้ธุรีดินผู้ต่ำต้อย ไม่ยอมเป็นนักสู้ธุรีดิน (จิ้น กรรมาขน) แต่ยอมมอบกายและใจ ถวายชีวีอยู่ใต้บาทาของฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายเผด็จการ จนยากที่จะถอนตัวออกจากห่วงโซ่พันธนาการนั้นได้

ยังมีเรื่องอื่นๆที่ท่านทั้งสองได้ออกมากล่าวอีกหลายเรื่องจาก-

ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/www.youtube.com/watch?v=SnjV6JUoN5s&feature=player_embedded
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=JqibuLu3MS0&feature=related

นัดพิพากษาคดี ‘ลุง SMS’ 23 พ.ย. ไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญกล้าเบิกความคดีหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

30 ก.ย.54 ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ มีการสืบพยานในคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีที่มีการส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าสู่โทรศัพท์มือถือนายสมเกียติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ครั้ง ในวันที่ 9, 11, 12, 22 พ.ค.53 ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดยในวันนี้เป็นการสืบพยานจำเลย 3 ปาก ได้แก่ ตัวจำเลย หลานสาววัย 11 ปีของจำเลย และนางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายจำเลย โดยศาลมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าให้การ ภายในห้องพิจารณามีผู้สนใจฟังการสืบพยานราว 20 คน รวมถึงครอบครัวจำเลยซึ่งประกอบด้วย ภรรยา ลูกสาว 3 คน และหลานสาวอีก 4 คน อายุ 4-11 ปี

ทั้งนี้ ศาลนัดพิพากษาในวันที่ 23 พ.ย.54 เวลา 9.00 น. ห้องพิจารณาคดี 801

จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็น ผู้ส่งข้อความดังกล่าว และระบุว่า ทำงานขับรถส่งของมากว่า 20 ปี ก่อนจะออกมาอยู่บ้านเลี้ยงหลานๆ ราว 10 ปี ไม่ทราบว่าเบอร์ที่ส่งข้อความดังกล่าวเป็นของใคร และไม่เคยทราบเบอร์โทรของเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีมาก่อน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าโทรศัพท์ของกลางเป็นของจำเลยจริง ซึ่งมักจะเอาไว้ในตู้ที่บ้าน บางครั้งก็นำติดตัวไปข้างนอกด้วย เป็นโทรศัพท์ที่ได้มาตั้งแต่ปี 2551 ใช้จนกระทั่งเครื่องเสีย และนำไปซ่อมในช่วงเดือน เม.ย. หรือ พ.ค. 53 จำไม่ได้แน่ชัดว่าวันใด เมื่อนำกลับมาใช้ได้พักหนึ่งก็เสียอีกในช่วงก่อนถูกจับกุมประมาณ 1 เดือน จากนั้นตนจึงนำซิมมาใส่เครื่องของภรรยา

เขาเบิกความอีกว่า ในวันจับกุม (3 ส.ค.53) เวลาประมาณ 5.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกมาที่ห้องเช่าเพื่อจับกุมเขา และถามถึงโทรศัพท์มือถือที่ใช้ เมื่อนำเครื่องที่ใช้อยู่ซึ่งเป็นของภรรยามาให้ ตำรวจได้ถามถึงเครื่องอื่นๆ เขาจึงเดินเข้าไปหยิบเครื่องที่เสียและวางในตู้ให้เจ้าพนักงานด้วยตนเอง

จำเลยเบิกความตอบทนายถามเรื่องสถาบันฯ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า จำเลยเคารพและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาจำเลยเคยพาหลานๆ ไปลงนามถวายพระพรที่ รพ.ศิริราช ในช่วงปิดเทอม ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพของพระเจ้าพี่นางเธอฯ จำเลยก็ได้ไปร่วมด้วย

อัยการถามค้านว่าในวันเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่ใด จำเลยตอบว่าจำไม่ได้ เมื่อถามว่าภายในบ้านมีบุคคลอื่นเข้าออกได้หรือไม่ จำเลยตอบว่ามีเพื่อนๆ ของภรรยาที่เข้าออกบ้านเป็นประจำ

ด.ญ. เอ (นามสมมติ) หลานสาววัย 11 ปีของจำเลย เบิกความต่อศาลผ่านนักจิตวิทยาว่า จำเลยเคยพาไปลงนามถวายพระพรในหลวงเมื่อปี 2552 และที่ผ่านมาไม่เคยเห็นจำเลยใช้โทรศัพท์มือถือส่ง SMS ใช้แต่เพียงรับสายโทรเข้า และโทรออกโดยดูเบอร์ต่างๆ ที่จดไว้ในสมุด

ทนายจำเลยเบิกความว่า ได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมประมาณ 4 คน ทั้งนักวิชาการและช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ โดยพยายามติดต่อนับสิบครั้งเพื่อให้มาเป็นพยานในคดีนี้ ทุกคนยินดีให้ข้อมูลแต่ไม่มีใครกล้ามา จึงต้องสอบถามข้อมูลและมาเบิกความเป็นพยานเอง โดยข้อค้นพบที่ได้จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญและการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต พบว่า เลข EMEI (อีมี่) ซึ่งเป็นเลข 15 หลักเฉพาะของโทรศัพท์มือถือแต่ละเครื่อง ซึ่งตำรวจใช้เป็นหลักฐานในคดีนี้นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้โดยหลักการจะออกแบบมาเฉพาะแต่ละเครื่อง เมื่อสอบถามช่างซ่อมมือถือก็ระบุว่า หากมีเครื่องมือและโปรแกรมเฉพาะก็สามารถแก้ไขได้ โดยใช้เวลาเฉลี่ยเพียงครึ่งชั่วโมง แต่ต้องแก้ให้เป็นเลขที่มีอยู่ในระบบของเครือข่ายต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งในอดีตนั้นคนจะแก้เลขอีมี่เพื่อทำให้โทรศัพท์ที่ใช้ไม่ได้กับบางระบบ สามารถใช้การได้ หรือบางกรณีก็ลักลอบแก้ไขเพื่อให้หาหลักฐานติดตามตัวไม่ได้

ทนายจำเลยกล่าวต่อว่า ส่วนเลข 15 หลักนั้นจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเองพบว่า เลขหลักสุดท้ายเรียกว่า check digit ซึ่งจะตรวจสอบความถูกต้องของเลข 14 หลักแรก แต่ผู้ให้บริการในเมืองไทยจะเก็บตัวเลขเพียง 14 หลัก ซึ่งหากมีโทรศัพท์ที่หมายเลขอีมี่ตัวเลขสุดท้ายแตกต่างกัน ระบบก็จะประมวลผลเสมือนว่าเป็นเครื่องเดียวกันได้ ทั้งนี้ พยานได้นำส่งเอกสารข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดียที่อธิบายเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่ก่อนหน้านี้พยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ทั้ง ดีแทคและทรู ให้การตรงกันว่า บริษัทเก็บข้อมูลอีมี่เพียง 14 หลัก เพราะหลักสุดท้ายไม่มีความสำคัญ และระบบจะกำหนดให้เองอัตโนมัติ โดยเจ้าหน้าที่จากดีแทคระบุว่าหมายเลขอีมี่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เจ้าหน้าที่จากทรูระบุว่าหมายเลขอีมี่นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ส่วน พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมและหัวหน้าชุดสืบสวนคดีนี้ จาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ระบุว่า การเก็บหลักฐานหมายเลขอีมี่ 14 หลักของบริษัทผู้ให้บริการนั้นเป็นหลักการที่ทำกันโดยทั่วไปและอีมี่จะไม่ ซ้ำกัน อย่างไรก็ตาม เลขอีมี่สามารถแก้ไขได้ และจะต้องปรากฏในระบบ

ส่วน ร.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย พนักงานสืบสวนจาก ปอท. ให้ การว่า หมายเลขที่ส่งข้อความนั้นเป็นโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน ไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของได้ จึงตรวจสอบอีมี่เครื่องกับบริษัทผู้ให้บริการต่างๆ จากนั้นนำเลขอีมี่ไปตรวจสอบกับเครือข่ายต่างๆ อีกว่าเครื่องนี้ใช้กับเบอร์ใดบ้าง เมื่อพบว่ามีหมายเลขของทรูที่ใช้ปรากฏอีมี่นี้ จึงตรวจสอบว่าเบอร์ดังกล่าวติดต่อกับใคร แล้วออกหมายเรียกผู้นั้นมาสอบสวน นอกจากนี้ยังมีการนำข้อความ SMS ดังกล่าวไปสอบถามกับ นายธงทอง จันทรางศุ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ซึ่งระบุตรงกันว่าข้อความดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ทั้งนี้ นายอำพล ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 ที่ห้องเช่า และคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จนได้ประกันตัวเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 กระทั่งเมื่ออัยการส่งฟ้อง จึงถูกคุมตัวยังเรือนจำเดิมอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 ม.ค.54 ทนายยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้จำเลยยังถูกขังอยู่จนปัจจุบัน โดยมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งช่องปาก

เก็บไว้อ่าน: รวมทวีตคนข่าวเล่าเหตุการณ์คืนรัฐประหาร 49

ที่มา ประชาไท

เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ผ่านมา 5 ปี ในการรำลึกปีนี้ คนทำสื่อหลายค่ายเล่าเหตุการณ์คืนรัฐประหาร รวมถึงห้วงความคิดเกี่ยวกับการรัฐประหาร ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์ ประชาไทขอทำหน้าที่รวบรวมมานำเสนอ


กิตติ สิงหาปัด @kitti3Miti
อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ปัจจุบัน ผู้ประกาศข่าวรายการสามมิติ ช่อง3

วันนี้ ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร สาธุชนพึงถามตัวเองว่าชีวิตแต่ละท่านเปลี่ยนไปอย่างไรหลังรัฐประหาร ไม่ต้องตอบมาที่ผม

เวลานี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมกำลังจัดรายการฮอทนิวส์ทางไอทีวี แม้ว่ากลิ่นปฏิวัติจะโชยมาแต่หัวค่ำ แต่มันก็ยังไม่เกิดจนผมจบรายการทหารก็ขึ้นตึกพอดี

ทหารชุดที่ไปยึดไอทีวีแต่งกายชุด รบอาวุธครบมีพลสื่อสารแบกวิทยุสื่อสารเสาอากาศยาวๆ หนึ่งคนไปถึงหัวหน้าชุดบอก "ทำงานตามปกติครับรอดูสัญญาณ ททบ.5ไว้"

อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของผมพลิกผันมาเป็น 3 มิติในปัจจุบันนี้ เพราะการรัฐประหาร19 กันยาโดยแท้

หลังยึดอำนาจ มีทหารถือเอ็ม 16 นั่งดูผมจัดรายการฮอทนิวส์สดๆ อยู่สองสามคืน จนอาจจะคิดว่าไม่เหมาะจึงออกไปรักษาการณ์แถวหน้าลิฟท์

ทหารจากราบ 11 ที่มาควบคุมไอทีวี อยู่นาน จนภายหลังก็คุ้นเคยกัน

ในฐานะเป็นคนรุ่นที่เกิดในยุคที่โลกมาไกลแล้ว ผมจึงไม่อาจยอมรับการกระทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นในประเทศใดๆ ในโลก

ตวงพร อัศววิไล @pui_tuangporn
อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ปัจจุบัน ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี

เห็น @kitti3miti ทวีตรำลึกรัฐประหาร 19 กย. เมื่อครั้งอยู่ไอทีวี ก็เลยทำให้อดรำลึกความหลังไม่ได้ ขอเล่าสู่กันฟังบ้างค่ะ

ช่วงเย็น 19 กย. 49 กำลังขับรถกลับบ้าน แต่ถูกโทร.กลับให้เข้าสถานีด่วน คนโทรตามเขาบอกว่า คอนเฟิร์ม วัน ว.เวลา น.แล้ว มารอต้อนรับพี่ทหารได้เลย

เมื่อกลับถึงสถานีไม่กี่นาที ทหารจากราบ 11 ก็ขึ้นมาถึงกองบก.ข่าว เราก็เชิญให้ หน.ที่คุมกำลังมานั่ง ทหารก็สอบถามเราบางเรื่อง

ขณะนั้นดิฉันรับผิดชอบโต๊ะการ เมือง ช่วงนั้นมีโทร.ทางไกลจากนิวยอร์ค ถามว่า ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกอากาศสดได้หรือไม่ ดิฉันตอบไปว่า "ทหารมาแล้ว"

ตัดไปที่ช่อง 9 เนื่องจากทหารหลงทางไปถึงที่หมายช้ากว่าวันว.เวลา น.ที่วางไว้ ทำให้ คุณทักษิณ ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แต่ก็ถูกตัดกลางอากาศ

วันนั้นอยู่ไอทีวีจนเช้าช่วงดึกๆ ก็แลกเปลี่ยนค.เห็นกับทหารที่มาคุมสถานี จน 7 โมงเช้าถึงอนุญาตให้ออกอากาศจำได้ว่าอ่านประกาศ คปค.จนเมื่อยเลย

จำได้ว่าบอกกับหัวหน้าชุดว่า "ไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะงอกจากปลายกระบอกปืน" เพราะเคยมีประสบการณ์ร้ายจากเหตุการณ์ พ.ค. 35

ยอมรับว่า ทหารชุดนี้ฝึกปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนมาดีจริงๆ จากคนแปลกหน้าวันนั้น ต่อมาคุ้นเคยกันมากขึ้น ดิฉันยิงปืน M16 พอได้เพราะฝึกที่ราบ 11

มีคนทวีตถาม เรื่องสายทางไกลจากนิวยอร์ค พอตอบว่า "ทหารมาแล้ว" ก็จบข่าวสิคะ แปลว่า ยึดสถานีไว้ได้แล้ว

หลังรัฐประหาร 49 ก็เข้าสู่ยุคสุดท้ายของไอทีวี รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ โดยคุณหญิงทิพาวดี เดินหน้าเรื่องปัญหาสัมปทาน ต่อสู้กันถึงศาล รธน.

แก้ไขต่อสู้เรื่องไอทีวีในศาล ปกครอง ก่อนหน้านั้นไปยื่นหนังสือกับนายกฯสุรยุทธ์ 2 ครั้ง หลังเปลี่ยนผ่านเป็นทีไอทีวี และจอมืดในที่สุด ม.ค.50

ถ้าจะบอกว่าหนึ่งในบันได 4 ขั้นของ คมช. คือการปิดสื่ออย่างไอทีวี ก็ได้ อาทิตย์ก่อน สุนัย จุลพงศธร อภิปรายว่า TPBS เกิดจากเหล้า บุหรี่ รถถัง


สุทธิชัย หยุ่น @suthichai
ผู้บริหารสื่อเครือเดอะเนชั่น

วันนี้ครบรอบห้าปีรัฐ ประหาร...คนต่อต้านทหารปฏิวัติต้องต่อต้านทุกครั้งที่ปฏิวัติ...อย่าเลือก ต่อต้านบางปฏิวัติ...ผมต่อต้านทุกปฏิวัติไม่ว่ายุคไหน

พิสูจน์ว่าสื่อไหนต่อต้านหรือ สนับสนุนรัฐประหาร...ให้ย้อนกลับไปอ่านบทนำหน้าหนึ่งของสื่อนั้นๆ... ทุกอย่างมีหลักฐาน ไม่มีใครปฏิเสธความจริงได้

ถนอมปฏิวัติ, สุจินดาปฏิวัติ, บิ๊กบังปฏิวัติ...ใครมีจุดยืนอย่างไร...สื่อ, นักวิชาการ, นักการเมือง, นักธุรกิจ...แค่ย้อนกลับไปอ่านเท่านั้น

ถ้าคุณต่อต้านรัฐประหารจริง, ต้องไม่ยอมรับใครก็ตามที่ไปทำงานให้คณะปฏิวัติ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

คนที่ได้สัมปทานจากคณะปฏิวัติไม่มีสิทธิอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ทุกครั้งที่รัฐประหาร นักการเมือง, นักธุรกิจ, แอคทิวิสท์ทั้งหลายหายไปหมด...ทิ้งไว้แต่นักข่าวตัวเล็กๆ ที่ต้องเผชิญกับการทำหน้าที่รายงานข่าว

เกิดรัฐประหารครั้งใด บางคนลี้ภัยได้ บางคนหนีเข้าป่าได้ บางคนหลบเข้าค่ายทหารได้ แต่คนข่าวที่รับผิดชอบต้องทำงานกลางแจ้ง ถูกคุกคามก็ต้องทำงาน

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่คนไทยทุกกลุ่มต้องร่วมกันต่อต้านรัฐประหารในอนาคต...แต่ต้องทำเพื่อคนทั้งประเทศ

นอกจากต่อต้านการรัฐประหารที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับแล้ว เราก็ยังต้องต่อต้านเผด็จการที่แฝงมาทุกรูปแบบด้วย!

ประวิตร โรจนพฤกษ์ @pravitr
ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น

น่าละอาย: คนจำนวน1ที่ไม่เคยต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. หรือสนับสนุนเงียบๆ เกิดอาการกินปูนร้อนท้อง พร่ำเพ้อว่า ตนไม่เคยสนับสนุนรปห.

5 ปี รปห. 19 ก.ย. อยากรู้ว่า สื่อไหนยืนอยู่ตรงไหน ให้ช่วยกันกลับไปอ่านบทบรรณาธิการแต่ละฉบับ รวมทั้งคอลัมนิสต์ที่ชื่นชอบต่างๆ หลายคนอาจแปลกใจ

19 กย 49 แม้กระทั่ง มติชนยังเขียนในบทบรรณาธิการ 22 กย. 49 ว่าทำไมจึงจำเป็นต้องมีรปห. แถมแนะนำบรรดานายพลที่ยึดอำนาจว่าควรทำอะไรบ้าง

ส่วนคมชัดลึก หลังรปห. 49 ก็เขียนบทบรรณาธิการที่พยายามอธิบายว่า ทำไมรปห.ครั้งนั้นเป็นรปห.เพื่อชาติ และต่างกับรปห.ครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างไร

ส่วนนสพ.The Nation เขียนลงบทบก. ฉบับ 21 ก.ย.49 ว่า ผู้ทำรปห.ต้อง "ฟื้นฟู" ค.มั่นใจของประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตย... (ต่อ)

(ต่อ) และแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาประชาธิปไตยครั้งนี้จะยั่งยืน

5ปีที่แล้ว นสพ.ผู้จัดการเขียนบทบก. 22 ก.ย.49 แสดงค.ยินดีต่อความสำเร็จ ในการปฏิบัติการ ของทหาร "ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

คงเป็นประโยชน์มิใช่น้อย หากแต่ละคนจะถามตนเองว่า 5ปีที่แล้ว 19 ก.ย. 49 คุณอยู่ไหน ทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไร เพราะอะไร ตอนเกิดรัฐประหาร

5ปีรัฐประหาร19 ก.ย.เรามาลองนึกถึงมรดกคมช.ว่ามีอะไรอยู่บ้าง เรามาระลึกถึงคนที่ออกมาต่อต้านคนแรกๆ ซึ่งตอนนี้บางคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

และที่ลืมไม่ได้สำหรับ 5 ปีรปห.คือ ขอระลึกถึงผู้ที่ต่อต้าน ทั้งยังมีชีวิต เสียชีวิต บาดเจ็บ และลี้ภัย ขอคารวะ

ผิดหวัง ครบรอบ 5 ปีรัฐประหารทั้งที ไม่เห็นบท บก.มติชนเขียนอธิบายว่า สื่อหลักรวมถึงมติชน เคยสนับสนุนหรือยอมรับอำนาจทหารไปได้อย่างไร

5 ปีผ่านไป สื่อหลักทำราวว่า ไม่เคยสนับสนุนรปห.19 กย.&ไม่สนใจถามว่าทำไมถึงเคยสนับสนุน+ทุกวันนี้ก็ยังสนับสนุนมือที่มอง ไม่เห็นหรือไม่?

สังคมที่ไม่เรียนรู้ว่า 5 ปีที่แล้วคนออกไปยื่นดอกไม้ให้คณะรปห.19 กย.ได้อย่างไร&นิ่งดูดายได้อย่างไร เป็นสังคมเสี่ยงต่อการทำผิดซ้ำซ้อน

จำคุกเสื้อแดงสกลนคร 20 เดือน ฐานมีระเบิดปิงปอง ได้ประกันแล้ว

ที่มา ประชาไท

30 ก.ย.54 ที่ศาลอาญารัชดา ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระ สายพิมพ์ นายจักรกฤช จอมทอง และนางไกรรุ่ง อ่อนคำ ผู้ชุมนุมร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปีที่แล้ว เป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

จากกรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 จำเลยทั้ง 3 คน โดยสารมากับรถแท็กซี่ และถูกทหารตั้งด่านจับกุมได้ บริเวณทางด่วนโทลล์เวย์ ดอนเมือง ขณะที่จำเลยทั้งหมดกำลังจะกลับบ้านที่จังหวัดสกลนคร โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ครอบครองระเบิดปิงปอง 24 ลูก และวัตถุดังกล่าวเป็นเพียงประทัดไล่นก ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากมีสารประกอบบางอย่างเข้าข่ายผิดกฎหมาย และพยานโจทก์ที่เบิกความไม่รู้จักจำเลย ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดตามฟ้อง สั่งลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 20 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่ 3 ผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 1 ปี

จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงได้รับการประกันตัว โดยนายนริศ ทองธิราช ส.ส.จังหวัดสกลนครใช้ตำแหน่งประกันตัวจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้หลักทรัพย์ 2 แสนบาท

นางไกรรุ่ง อ่อนคำ จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์ "ประชาไท" ระหว่างนั่งรอผลการประกันตัวจำเลยอีกสองคนว่า เธอและจำเลยทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกัน เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ค.53 เนื่องจากได้ยินข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุม จึงรีบเข้ามาช่วย แต่เข้าที่ชุมนุมไม่ได้ จึงไปปักหลักช่วยทำอาหารแจกจ่ายที่มูลนิธิ 111 จากนั้นวันที่ 19 พ.ค.ได้นำอาหารไปแจกจ่ายที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่มีผู้ชุมนุมบางส่วนปัก หลักอยู่ เมื่อได้ยินว่าแกนนำมอบตัวก็นัดเพื่อนที่มาด้วยกันเตรียมกลับบ้าน เรียกเท็กซี่เดินทางจะไปขึ้นรถที่รังสิตแต่ถูกทหารตั้งด่านจับกุมตัวบนทาง ด่วนโทลล์เวย์

ไกรรุ่งเล่าอีกว่า เมื่อทหารตรวจค้นรถแท็กซี่ก็พบถุงใส่ระเบิดปิงปองที่โดนกล่าวหา คนขับแท็กซี่บอกทหารว่าเป็นของผู้โดยสาร แล้วทหารก็ปล่อยคนขับไปทั้งที่แท็กซี่คันนั้นไม่มีป้ายทะเบียน จากนั้นทังหมดก็ถูกข่มขู่ให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ครอบครองของกลาง ผู้ชายสองคนถูกตีด้วยด้ามปืน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไปสอบสวนก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่และตบ หน้าอีก ด้วยความกลัวจึงรับสารภาพ แต่เธอไม่ถูกข่มขู่และทำร้ายร่างกาย จึงให้การปฏิเสธโดยยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทั้งตัวมีเงินติดตัวเพียง ร้อยกว่าบาท และโทรศัพท์มือถืออีกหนึ่งเครื่องเท่านั้น ทั้งสามถูกควบคุมตัวที่เรือนจำเป็นเวลาเดือนกว่าก่อนจะได้ประกันตัว

ไกรรุ่งกล่าวอีกว่า เธอและสามีมีอาชีพรับจ้างทำงานก่อสร้าง ได้ค่าแรงเป็นรายวัน ต้องเลี้ยงลูก 2 คนที่กำลังเรียน ทำให้ต้องเดินทางมาขึ้นศาลคนเดียว เมื่อครั้งติดคุกก็ไม่มีใครมาเยี่ยมเพราะครอบครัวจะขาดรายได้ เหตุที่เข้ามาร่วมชุมนุมเพราะอยากได้ทีทำกิน คิดว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยมีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจมากกว่า และช่วยเหลือคนจนมากกว่า

ไกรรุ่งกล่าวอีกว่า ตั้งแต่โดนคดีเธอเดินทางไปขอเงินเยียวยากับทาง นปช.และพรรคเพื่อไทยหลายครั้ง แต่ทั้งสองแห่งก็โยนกันไปมาจนในที่สุดจึงตัดสินใจช่วยเหลือตัวเอง

"พวกเราเสี่ยงตาย กินนอนทุกข์ทรมาน นอนที่ชุมนุม ไม่ใช่ว่าสนุกนะ เหนื่อย เพราะเราอยากได้ที่ทำกินนี่แหละ ที่บ้านไม่มีไร่มีนา อยู่บนหลังเขา เราก็หวังว่าเขาจะช่วยได้"

"อยู่ในคุกก็ลำบาก ผู้คุมเขาก็ด่าว่าพวกลาวกบฏ พวกขายชาติ _ึงไม่สมควรได้กินข้าว เพื่อนเสื้อแดงบางคนแค้นใจ ร้องไห้สะอึกสะอื้น" ไกรรุ่งกล่าว

หมายเหตุ : มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเมื่อ 1 ต.ค. (1.00 น.) เนื่องจากมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติม