ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 19, 2010

สื่อสิงคโปร์สัมภาษณ์ "2 แกนนำแดง" ชี้ "ประยุทธ์" ไม่ได้ "โอเวอร์รีแอ๊ค" ย้ำแดงต้องก้าวข้าม "ทักษิณ"

ที่มา มติชน



เนอร์มาล โกช ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทยของหนังสือพิมพ์ "สเตรทส์ ไทม์ส" ประเทศสิงคโปร์ ได้เปิดเผยผ่านบล็อกของตนเองในเว็บไซต์สเตรทส์ ไทม์ส ว่า เขาเพิ่งได้สัมภาษณ์ "2 แกนนำ" ที่เคยมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อจริง เพราะปัจจุบัน ทั้งคู่กำลังอยู่ในระหว่างการหลบซ่อนตัว


อย่างไรก็ตาม โกชระบุว่า แกน นำสองคนนี้ คงไม่สามารถเป็นตัวแทนของขบวนการคนเสื้อแดงทั้งหมดได้ เพราะคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ได้เข้ามาร่วมขบวนการด้วยวาระทางความคิดอันหลากหลาย เช่นกันกับความแตกต่างทางความคิดของบรรดาแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)


ประเด็นสำคัญที่ผู้สื่อ ข่าวจากสิงคโปร์นำเสนอก็คือ แกนนำเสื้อแดงทั้งสองรายไม่ได้ปฏิเสธถึงความเชื่อของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และ กองทัพ ที่เห็นว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันสำคัญของ ชาติ โดยหนึ่งในแกนนำที่ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า ความ วิตกกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เคยแสดงออกมาผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านกับสื่อมวลชน อาจไม่ใช่ "ปฏิกิริยาตอบโต้คนเสื้อแดงอย่างรุนแรงเกินจริง" (โอเวอร์รีแอ๊ค)


ข้อมูลดังกล่าวดูเหมือนจะขัดแย้งกับ ประสบการณ์ทำงานในภาค สนามของสื่อมวลชนต่างประเทศผู้นี้อยู่บ้าง เพราะโกชระบุว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากที่เขาเคยเดินทางไปพบปะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงติดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ที่ฝาผนังบ้าน โดยชาวบ้านเหล่านั้นยืนยันว่าพวกตนยังคงจงรักภักดีและเคารพนับถือในสถาบัน พระมหากษัตริย์


แต่โกชก็ไม่ปฏิเสธว่า เริ่มมีการเขียน "ข้อความไม่บังควร" เกิดขึ้นบ้างในการชุมนุมครั้งหลังๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดง


ประเด็นสำคัญต่อมา ที่สองแกนนำเสื้อแดงคู่นี้แสดงความเห็นก็คือ พวกเขายังไม่เชื่อว่าการปฏิวัติโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยคนเสื้อแดงจะประสบความสำเร็จในเร็ววันนี้ โดย ทั้งสองยอมรับว่ามีกองกำลังติดอาวุธในขบวนการเสื้อแดงจริง แต่กองกำลังดังกล่าวมิได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีศักยภาพในการยึดอำนาจรัฐ แต่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อต่อรองอำนาจกับรัฐเพียงเท่านั้น


ทั้ง คู่เชื่อว่า วิถีทางเดียวที่จะทำให้ "การปฏิวัติประชาชน" ประสบความสำเร็จ ก็ได้แก่การก้าวข้ามพ้นจากเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะในขณะที่ขบวนการเสื้อแดงเติบโตขึ้นเกินกว่าการต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว แต่กลับยังไม่มี "ผู้นำทางเลือก" คนอื่นๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ ถือกำเนิดขึ้นตามมา คล้ายกันกับการที่พรรคเพื่อไทยต้องประสบความล้มเหลวจากการไร้ซึ่งผู้นำที่จะ พอมีศักยภาพเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้


ประเด็นน่าสนใจข้อสุดท้าย ที่ผู้สื่อข่าวสเตรทส์ ไทม์ส ถามแกนนำเสื้อแดงทั้งสองคน ก็คือ "ทั้งคู่คิดว่าตนเองเป็นพวกสาธารณรัฐนิยมหรือไม่?"


แกนนำคนหนึ่งไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าว ขณะที่อีกคนยืนกรานปฏิเสธว่า ตน เองไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทยให้กลายเป็น สาธารณรัฐ เขาเพียงแต่ต้องการให้อำนาจในสังคมไทยอยู่ในมือของ "กลุ่มอำนาจเดิม" น้อยลง และถูกโอนย้ายมาอยู่ที่ฝ่ายประชาชนมากขึ้นเท่านั้น

การเมืองแบบโอเวลเลี่ยนของนายวัชระ เพชรทอง from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ในอาทิตย์นี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายวัชระ เพชรทอง กล่าวหา
ดร.ทักษิณชินวัตรและผมว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพราะขอความในสมุดปกขาว
นายวัชระอ้างว่าตนเองได้รับ “ร้องเรียนมาจากชาวบ้าน”
และเรียกร้องให้ตำรวจและประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการกระทำละเมิดดังกล่าว
แต่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาผม
หลังจากการเผยแพร่สมุดปกขาวในเดือนกรกฎาคม
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ดร.บุรณัชย์ สมุทรักษ์
ก็กล่าวหา http://robertamsterdam.com/thailand/?p=105
ผมแบบนี้เช่นกัน

ผมขออนุญาตให้อธิบายอย่างชัดเจนในที่นี่ว่า
สมุดปกขาวไม่มีข้อความที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด
ข้อเท็จจริงคือ ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อยู่ในหนังสือหลายร้อยเล่ม
และวัชระอาจจะรู้ลึกประหาดใจว่า

หากมีการจับกุมคนด้วยข้ออ้างดังกล่าวเกิดขึ้น คงจะมีคนถูกจับกุมจำนวนไม่น้อยทีเดียว

ข้อความไหนที่นายวัชระอ้างถึง?
นายวัชระอ้างถึงข้อความสองข้อความต่อสื่อมวลชนเท่านั้น

ข้อความแรกคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงแทรกแซงทางเมืองอย่างเปิดเผย
หลังจากเหตุการณ์การชุมนุมในปี 2519และ 2553 เหมือนในปี 2516 และ 2535
ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง
และนอกจากนี้สมุดปกขาว http://robertamsterdam.com/thai/?p=174
ไม่ได้ตัดสินคุณค่า
หรือให้ความเห็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้เลย

ข้อความที่สองคือ มีคนหลายคนที่ถูกจับและคุมขัง
ฐานละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ซึ่งข้อเท็จดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ทั่วไปว่า
จำนวนคนที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอยู่ไม่เคยมีมาก่อน
ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีการโกงและฉ้อฉลเพิ่มให้พรรคขึ้นสู่อำนาจ
(คดีเพิ่มขึ้น 1500% ตั้งแต่ปี 2552)
การประณามการจับกุมดังกล่าวไม่ได้เป็นการหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแน่นอน
แต่เป็นการโจมตีคนอย่างนายวัชระและพรรค
ที่แอบอ้างพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน

และเหตุใดนายวัชระถึงนำเอาเรื่องดังกล่าวมาพูดในตอนนี้
เพราะสมุดปกขาวถูกตีพิมพ์และเผยแพร่เมื่อสี่เดือนก่อน
หรือนายวัชระเพิ่งจะตัดสินใจว่าเอกสารนี้มีข้อความไม่ดีไม่งาม?
การออกมาโจมตีในระยะเวลาที่แปลกประหลาดไม่ใช่ความพยายามอันโปร่งใส
แต่เป็นไปเพื่อต้องการลิดรอนเสรีภาพทางการพูด
เพราะประชาคมโลกเริ่มรับรู้ถึงการกระทำอันละเมิดกฎหมาย
ในเหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่กรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นทุกวัน

สมุดปกขาวที่ตีพิมพ์ออนไลน์และเป็นรูปเล่ม
ทั้งภาคภาษาอังกฤษ
http://www.scribd.com/doc/34676324/The-Bangkok-Massacres-A-Call-for-Accountability
และ
ไทย http://robertamsterdam.com/thai/?p=174
ถูกดาวน์โหลดและจำหน่ายมากกว่า 50,000 ครั้ง และนั้นคือ
เหตุผลที่เหตุใดรัฐบาลทหารจึงหยิบยกประเด็น
เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไม่ปี่ไม่มีขลุ่ย ดูเหมือนกันว่า
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของนายวัชระคือการสกัดยอดขายหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือมากกว่า

เพราะสมุกปกขาวไม่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่ปัญหาใหญ่ของนายวัชระคือการไม่ยอมรับความจริง http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/11/18/lese-majeste-is-the-most-important-political-weapon/
ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของนายเดวิด สเตร็กฟัส ที่ชื่อว่า
the truth itself is on trial in Thailand today
http://www.prachatai.com/english/node/2068

ก็ได้ตีพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวเช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว
ข้ออ้างที่ใช้โจมตีดังกล่าวเผยให้เห็นทัศนะที่โง่เขลาและล้าหลังของพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งเรียนรู้เรื่องการเมืองจากหนังสือของโอเวลล์ (ว่าด้วยรัฐอำนาจนิยม)
ซึ่งถอยห่างจากสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน อิสรภาพ
และความพยามอย่างโปร่งใสที่จะสร้างสังคมที่มีเสรีภาพ


http://robertamsterdam.com/thai/?p=565

รายงานล่าสุด 16.00 สื้อแดงที่ราชประสงค์ประมาณ 10,000 คนแล้ว ลงมานั่งบนถนนแล้ว

ที่มา thaifreenews



โดย ลูกชาวนาไทย



คุณแมวอ้วนอ้วน รายงานจากภาคสนาม ผ่านกองบรรณาธิการข่าวไทยฟรีนิวส์ "สื่อของประชาชน" ครับ


คุณ แมวอ้วนอ้วนรายงานว่า ได้รับข่าวจากคุณควาย-ไท ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ราชประสงค์ แจ้งว่า ขณะนี้มีคนเสื้อแดงมาที่ราชประสงค์แล้วประมาณ 3,000-4,000 คน และได้ลงมาที่ฟุตบาทแล้ว เพราะคนเริ่มมากขึ้น จนล้นลงมาที่ถนนแล้ว ทั้งนี้คนเสื้อแดงที่มา ต่างมาก้นเอง

คาดว่า ใกล้ๆ 5 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน จะมีคนเสื้อแดงออกมาเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับ วันที่ 19 กันยายน 53 ที่ผ่านมานะครับ

ส่วน ที่ หอประชุมกองทัพบก : ซึ่ง ศอฉ. ได้ออกหมายเรียกตัว พ.อ. ดร.อภิวันต์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคเพื่อไทยไปรายงานตัว เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการตั้งข้อหาตาม ม. 112 ขณะนี้ ดร.อภิวันต์ ได้ไปชี้แจงแล้ว และมีกลุ่มนักข่าวไปรอทำข่าวจำนวนมาก และยังไม่มีเหตุการณ์อะไร

ผู้สื่อข่าวของไทยฟรีนิวส์ รายงานต่อว่า ที่ ศอฉ. ไม่มี กรรมการระดับผู้ใหญ่อยู่ แต่ให้เจ้าหน้าที่เด็กๆ สอบถาม ดร.อภิวันต์ ขณะนี้ยังไม่เสร็จขั้นตอน

ประชุมพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน มีมติสั่งฟ้อง 114 คน

ที่มา ประชาไท

พล.ต.ท.สม ยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เผยที่ประชุมลงมติสั่งฟ้องพันธมิตรฯ จำนวน 114 คน จากนี้ให้ผบ.ตร. ลงความเห็นก่อนนำส่งพนักงานอัยการ

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน เมื่อเวลา 14.18 น. ว่า ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย บุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวภายหลังเรียกประชุมพนักงานสอบสวน ว่า ก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนคดีดังกล่าวเสนอให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.พิจารณาไปแล้วโดยไม่มีการเสนอความเห็นว่าสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือ ไม่ เมื่อทาง ผบ.ตร.ได้พิจารณาสำนวนคดีแล้ว จึงมีคำสั่งให้นำสำนวนกลับคืนมาให้พนักงานสอบสวนลงความเห็นว่า สมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ ตนจึงเรียกประชุมพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีนี้รวมทั้งหมด 114 คน และภายหลังจากคณะพนักงานสอบสวนลงชื่อในสำนวนคดีจนครบทุกคนแล้วก็จะนำเรียน ให้ ผบ.ตร.พิจารณาเพื่อมีความเห็นอีกครั้ง ก่อนนำส่งพนักงานอัยการดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวยังคงมีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับไว้แล้ว แต่ยังไม่เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนอีก 23 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ภาพเหตุการณ์6เดือนราษฎร์ประสงค์รำลึก

ที่มา Thai E-News






6เดือนราษฎร์ประสงค์-คน เสื้อแดงนับหมื่นไปร่วมงานรำลึก 6 เดือนวีรชนราษฎร์ประสงค์ตั้งแต่ช่วงบ่าย ก่อนเวลานัดหมาย 6 โมงเย็น เพื่อรำลึกเหตุการณ์รัฐบาลสั่งการทหารสลายการชุมนุม ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 92 ศพ บาดเจ็บกว่า2,000คน เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุด สำหรับการเมืองไทยยุคใหม่ โดยมีจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.นอกคุกกล่าวปราศรัยต่อคนเสื้อแดง ที่โห่ร้องด้วยความชอบใจเป็นระยะ ขณะที่"ผู้การแต้ม"เกาะติดแจ(ภาพ:รอยเตอร์ และ facebook )

เช้า-หน้าเรือนจำคลองเปรม

นกสีแดง-คน เสื้อแดงไปจัดกิจกรรมปล่อยนกกระดาษสีแดงหน้าเรือนจำคลองเปรม เรียกร้องปล่อยแกนนำและนักโทษการเมืองกรณี19พฤษภาคมที่ถูกคุมขังมานาน 6 เดือน ล่าสุดนายคณิต ณ นคร ประธานคณะอิสระกรรมการสอบสวนเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เสนอหนังสือด่วนที่ สุดต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ประกันตัวเพื่อเริ่มต้นการปรองดอง แต่นายอภิสิทธิ์ยังเตะถ่วง โยนไปให้กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพพิจารณา

ผ่าพิรุธ'มาร์ค-ดีเอสไอ' เบื้องหลัง'จูบ-ตบ'เสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผอ. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะกรรมการศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายการชุมนุมเม.ย.-พ .ค.2553 (ศปช.)

แถลงเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรณีรัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมช่วยประกันตัวผู้ถูกคุมขังจากเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมืองในเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

และกรณกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหาร ตำรวจ และประชาชน ในเหตุการณ์ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ของดีเอสไอ

โดยมีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์มาร่วมรับฟังและให้ข้อมูล ดังนี้

เมื่อ วันที่ 9 พ.ย. ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ถูกคุมขังสืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเม.ย.-พ.ค. 3 ราย ได้แก่ นายธีรเดช สังขทัต นายสมหมาย อินทนาคา และ นายบุญยฤทธิ์ โสดาคำ

โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ยื่นประกันตัวและใช้กองทุนยุติธรรมวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ต่อมาวันที่ 11 พ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เชิญนายสมหมายและนายบุญยฤทธิ์ เข้าพบที่รัฐสภา

จากนั้นนายกฯ กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยฯ" ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และกระทรวงยุติธรรมพบว่ามีผู้ถูกคุมขังอยู่ประมาณ 180 ราย

จำนวนหนึ่งมีปัญหาสุขภาพ กระทบต่อการศึกษา จึงมอบหมายกระทรวงยุติธรรมไปดู หากความผิดไม่ร้ายแรงขอให้ยื่นประกันตัวต่อศาล

เหตุผลที่เชิญผู้ได้รับการประกันตัว 2 รายไปพบที่ทำเนียบ นายอภิสิทธิ์บอกว่า เนื่องจากการประกันตัวโดยกองทุนของรัฐ เป็นการเพิ่มน้ำหนักเวลาขอประกันตัวจากศาล

นายกฯ ยังยกเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องการปฏิรูปและปรองดองด้วย

ศปช.ตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.นายกฯ ย้ำตั้งแต่ต้นว่า ผู้ถูกคุมขังทั้งหมดเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลเพียงแต่เข้าไปพิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณีตามนโยบายปรองดอง

แต่จากข้อมูลที่ ศปช.สำรวจ พบว่าหลายกรณีมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการจับกุมอาจมีปัญหาละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยชน

หลายกรณีมีลักษณะจับกุมแบบเหวี่ยงแห ไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นเพียงพอ หรือตั้งข้อหารุนแรงกว่าความจริง

หลายกรณีผู้ถูกจับกุมถูกทำร้ายร่างกาย ถูกทรมาน ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม ลักษณะวิธีการจับกุมไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

รวมทั้งมีบางกรณีถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมหรือหลอกล่อให้รับสารภาพ

ตัวอย่างกรณีนายวิษณุ กมลแมน ถูกจับกุมบริเวณปากซอยรางน้ำตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.53 เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อ 11 พ.ย. เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ถูกทหารจับกุมและซ้อมเพื่อให้รับสารภาพว่ามาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง

ปัญหาเหล่านี้มีต้นเหตุสำคัญจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ดัง นั้น การที่กลไกของรัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุมขังนั้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ควรสำคัญผิดว่าเป็นผลงานปรองดอง และขอเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกพื้นที่ทั่วประเทศทันที

2.การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชน รัฐธรรมนูญรับรองไว้ด้วยว่าในคดีอาญาต้อง สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิดก่อนมี คำพิพากษาอันถึงที่สุด

แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

เมื่อพิจารณาตามหลักการดังกล่าว ประกอบกับปัญหาการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น ผู้ถูกจับกุมคุมขังสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ต้องได้สิทธิ์ประกันตัวเป็นกรณีทั่วไป

การไม่ได้รับสิทธิ์ปล่อยตัวชั่วคราวต้องพิจารณาเป็น กรณียกเว้นเป็นรายๆ ไป มิใช่พิจารณาช่วยเหลือให้ได้รับการประกันตัวเป็นรายบุคคล เฉพาะผู้มีปัญหาสุขภาพหรือการศึกษาในลักษณะสงเคราะห์ดังที่นายกฯ แถลง

แม้กระทั่งกรณีที่มีข้อหาร้ายแรง หรือดูแล้วมีอันตรายต่อความมั่นคงในสายตาของรัฐบาล สมควรได้รับการประกันตัวด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเป็นการตั้งข้อหารุนแรงเกินกว่าความเป็นจริง เหวี่ยงแห ขาดพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก

3.มีข้อสังเกตว่านอกจากฉวยโอกาสนำมาเป็นผลงานของตนแล้ว รัฐบาลกำลังใช้การเข้ามาช่วยเหลือให้ได้รับประกันตัวนี้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนหรือไม่

และในการประกันตัว รัฐบาลยื่นเงื่อนไขทางการเมืองต่อผู้ถูกคุมขังนอกเหนือจากเงื่อนไขของศาลหรือไม่

ดังเช่นในวันเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ เรียกนายสมหมายและนายบุญยฤทธิ์เข้าพบ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ว่า

นายกฯ ฝากให้ญาติของผู้ได้รับการประกันตัวช่วยดูแลไม่ให้ทำความผิดซ้ำอีก โดยให้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ทำผิดเงื่อนไขประกันตัว รวมถึงการไม่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วย

หากคนที่ออกมาก่อนทำผิดเงื่อนไข คนที่เหลืออาจเสียสิทธิ์ได้รับการประกันตัวจากกระทรวงยุติธรรม

สำหรับกรณี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงผลการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหาร ตำรวจ และประชาชน 89 ราย ในเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.53

โดยระบุว่า หลังจากพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพตามกฎหมายให้ดี เอสไอ พนักงานสอบสวนใช้เวลาสืบสวนมาระยะหนึ่ง ได้ข้อสรุปว่าสามารถแยกคดีได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

ประเภทแรก มี 8 คดี คือ คดีที่มีพยานหลักฐานตามสมควรว่ามีผู้เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. และกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ

ประเภทที่สอง คือ คดีที่ยังไม่เป็นที่ยุติว่าการเสียชีวิตเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสมควรดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 จำนวน 6 ศพ

ประกอบด้วย (1) กรณีผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามฯ 3 ศพ ได้แก่ นายรพ สุขสถิต, นายมงคล เข็มทอง และ นายสุวัน ศรีรักษา

(2) กรณี พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณแยกอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

(3) กรณีผู้เสียชีวิตบริเวณสวนสัตว์ดุสิต คือ นายมานะ อาจราญ

และ (4) กรณีผู้สื่อข่าวสัญชาติญี่ปุ่นเสียชีวิตบริเวณถนนดินสอ คือ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ

ศปช.ตั้งข้อสังเกต 8 ข้อ ดังนี้

1.เป็นการให้ข่าวที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ ก่อให้เกิดความสับสน

ศปช.เห็นว่าเราสามารถแบ่งเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตระหว่างเดือนเม.ย.- พ.ค.53 ได้เป็น 3 ช่วงได้แก่ (1) เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. (2) เหตุการณ์ 13-18 พ.ค. และ (3) เหตุการณ์ 19 พ.ค.

ดีเอสไอควรแถลงให้ชัดในแต่ละเหตุการณ์ว่า สำนวนคดีแต่ละเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร

แต่จากการแถลงของดีเอสไอจะพบว่าเหตุการณ์ช่วงที่ 2 ซึ่งประชาชนจำนวนมากถูกอาวุธปืนความเร็วสูง หรือสไนเปอร์ยิงเสียชีวิตนั้นหายไป

ขณะที่สไนเปอร์เป็นอาวุธที่มีใช้เฉพาะในกองทัพและหน่วยงานของรัฐบางแห่งเท่านั้น

รวมทั้งปรากฏภาพและคลิปวิดีโอชัดว่า มีทหารใช้สไนเปอร์ในปฏิบัติการ "กระชับวงล้อม" จริง ทำไมการพิสูจน์หาพยานหลักฐานในช่วงนี้ถึงหายไป

2.นับตั้งแต่ศอฉ.ใช้กำลังทหารเข้า "ขอคืนพื้นที่" และ "กระชับวงล้อม" การควบคุมดูแลพื้นที่ใน กทม. โดยเฉพาะบริเวณที่ชุมนุมของนปช.นั้น อยู่ภายใต้ความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ทั้งหมด

ดังนั้น ศพทุกศพที่เกิดขึ้นต้องชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตาย ตาม ป.วิ.อาญา ม.150 ไม่ใช่เลือกเฉพาะเป็นบางกรณีดังที่ดีเอสไอเสนอ

3.ในคดีประเภทที่ 1 ซึ่งดีเอสไอระบุว่า มีพยานหลักฐานตามสมควรว่ามีผู้เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. และกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันนั้น

ดีเอสไอต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเป็นใคร กลุ่มไหน ไม่ใช่ระบุแบบเหมารวมโดยไม่แยกแยะ

และจำเป็นต้องระบุพฤติกรรมด้วยว่ามีอะไรบ้างที่สามารถระบุได้เช่นนั้น

4.เห็นได้ชัดเจนว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์มาถึง 6 เดือนแล้ว

การสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอคืบหน้าชัดเจนเฉพาะคดีที่รัฐบาล ศอฉ.และดีเอสไอเองอ้างมาตลอดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายนปช. หรือฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น

แต่คดีที่สาธารณะสงสัยว่าทหารหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำให้ประชาชนเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก กลับไม่มีความชัดเจนใดๆ

ขณะที่การดำเนินคดีกับแกนนำนปช.ในข้อหาก่อการร้ายนั้น ตามสำนวนฟ้อง แกนนำนปช.ถูกกล่าวหาโดยเชื่อมโยงว่ามีส่วนทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เสีย ชีวิต 90 ศพ

แต่หากการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอมีความคืบหน้าเพียงแค่นี้ การฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำ นปช.น่าจะมีปัญหาในเชิงพยานหลักฐาน

5.ปัญหาข้างต้นสะท้อนว่า การทำงานของดีเอสไอเลือกมุ่งไปที่การสนับสนุนการดำเนินคดีต่อแกนนำนปช. หวังสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่รัฐบาล-ศอฉ.เป็นหลัก มากกว่าจะดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมในทุกกรณีที่มีการเสียชีวิต

6.ศปช.เห็นว่าบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอนั้น ควรเน้นไปที่การสืบสวนสอบสวนอย่างเที่ยงธรรมในเวลาอันเหมาะสม

ไม่ใช่ให้ข่าวที่ก่อให้เกิดความสับสนคลุมเครือ และออกมาไต่สวนทางสาธารณะว่าฝ่ายใดหรือใครเป็นผู้กระทำให้เกิดการเสียชีวิต เพื่อหวังผลทางการเมือง

แต่ดีเอสไอควรทำ คือ การเปิดเผยรายงานการชันสูตรศพต่อญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับข้อมูล

7.ศปช.ยังสงสัยในความสามารถของดีเอสไอที่จะสืบสวนสอบสวนอย่างสุจริตเที่ยง ธรรม เนื่องจากดีเอสไอโดยเฉพาะอธิบดีเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อกรณีนี้ เพราะมีบทบาทสำคัญในศอฉ.มาตลอด

หากการสืบสวนสอบสวนพบว่า มีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำให้ประชาชนเสียชีวิต ศอฉ.จะตกเป็นจำเลยด้วย

8.นอกจากเรื่องกรณีผู้เสียชีวิตแล้ว ต้องไม่ลืมว่ามีประชาชนที่บาดเจ็บ บางกรณีถึงขั้นพิการอีกจำนวนมาก

ดังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยังต้องรับผิดชอบ สืบสวนสอบสวนว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุด้วยหรือไม่ มีส่วนในการกระทำให้ประชาชนบาดเจ็บนับพันรายหรือไม่ และจะชดใช้ให้กับคนเหล่านั้นอย่างไร

ประเด็นเรื่องการกระทำที่เกินกว่าเหตุนี้

ดีเอสไอต้องนำเอาข้อมูลปฏิบัติการของศอฉ.และกองทัพ มาให้สาธารณะร่วมตรวจสอบว่า

มีการใช้กำลังทหารอย่างไร ใช้อาวุธเท่าไร อย่างไร สมควรแก่เหตุหรือไม่

การ์ตูน เซีย 19/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_127923

การ์ตูน เซีย 19/11/53

ญาติเหยื่อ"เม.ย.-พ.ค.เลือด"เพรียกหาความยุติธรรมร้อง"ดีเอสไอ"พลิกศพชันสูตรพิสูจน์ฝีมือหน่วยพิเศษ

ที่มา มติชน




บรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์


ครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์




นายณัทพัช อัคฮาค


นางพะเยา อัคฮาค


นายสมใจ เข็มทอง




รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1290080078


เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม ร.102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553
และกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.53(ศปช.) จัดแถลงข่าว
กรณีที่ รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าไปช่วยประกันตัวผู้ที่ถูกคุมขัง
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค. 53
ความเห็นต่อการดำเนินการของรัฐบาลในการช่วยเหลือประกันตัวผู้ถูกคุมขัง
จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
รายงานข้อมูลผู้ถูกจับกุมคุมขัง
และความเห็นต่อผลการสืบสวนสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
กรณีผู้เสียชีวิต 89 ราย
โดยมีญาติของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ออกมาเรียกร้องขอความยุติธรรมจากรัฐบาล
และให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยและชันสูตรพลิกศพทุกรายที่เสียชีวิต


นายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ บิดานายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์
ที่เสียชีวิตถูกยิงที่หน้าอก 6 นัด บริเวณสี่แยกคอกวัว
กล่าวว่า
ดีเอสไอได้แถลงว่าคนเสื้อแดงถูกฆ่า
แต่การตายของประชาชนที่สี่แยกคอกวัวยังไม่ทราบว่าตายเพราะสาเหตุใด
อยากจะบอกนายธาริต (นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ) ว่า
ให้ช่วยหาความจริงออกมาโดยเร็วว่า
การตายของลูกชายที่ถูกยิง 6 นัดซ้อนนั้นเป็นฝีมือใคร


"ถ้านายธาริต ยังไม่รู้ว่าใครยิงลูกชายผม
ผมจะเอาศพไปพิสูจน์หาหลักฐานใหม่ตลอดเวลา
เพราะว่าศพของลูกชายผมยังไม่เผาพร้อมที่จะตรวจพิสูจน์ตลอดเวลา
กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายนยังไม่ได้เผาอีก 9 ศพ
รอการชันสูตรพลิกศพเหมือนกัน ลูกชายถูกทหารยิงที่สี่แยกคอกวัว หน้าร้านวังไข่มุก
อยากให้รัฐบาลชุดนี้หาความจริงว่าใครฆ่าลูกชาย
ผมทำใจไม่ได้เลยเพราะว่าพ่อแม่อยู่บ้านคิดถึงลูกตลอดเวลา
ถึงเวลาลูกจะกลับมา ทุกครั้งที่ลูกมาหมาจะหอน
เรารู้ว่าลูกมาหาก็เรียกลูกเข้าบ้านและเขามาเข้าฝัน
บอกคนที่บ้านให้ดูแลแม่อย่าทิ้งแม่เรื่องเหตุการณ์ทุกวันนี้จะจบแล้ว"
นายบรรเจิดกล่าว


ขณะที่นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ มารดานายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า
วันที่ 10 เมษายน เป็นวันที่สูญเสียลูกชายนัดกันไว้ว่า
ตอนเย็นเจอกันที่สี่แยกราชประสงค์ เวลาประมาณบ่าย 3 โมง
ลูกชายดูทีวีเห็นทหารขอคืนพื้นที่เลยไปที่สี่แยกคอกวัว
ผลักดันกับทหารที่หน้าร้านไข่มุก โทรมาบอกแม่ตอนเกือบ 2 ทุ่ม ว่า
กำลังชุลมุนกับทหาร
พอผ่านไปแค่ 10 นาทีเพื่อนลูกชายโทรมาบอกว่าลูกชายถูกยิง


"เสียใจมากเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่
ลูกชายเป็นเด็กดีไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้าทำงานช่วยพ่อแม่มาตลอด
วันหนึ่งออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแล้วโดนทหารยิง
แม่ระบุเลยว่าเป็นทหารยิงลูกแม่
ไม่รู้จะพูดยังไง ไม่เคยพบเคยเห็นรัฐบาลอะไรที่เป็นแบบนี้
อะไรหลายสิ่งหลายอย่างปกปิดประชาชน
มีแต่ความเท็จ มีแต่โกหก
ไม่อยากจะหวังอะไรกับรัฐบาลชุดนี้ ไม่รู้ว่าจะจบแบบไหน
แต่อย่างไรก็ขอให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น ขอให้คนที่รับผิดได้รับโทษ
เพราะเขาตายเนื่องจากโดนทหารยิง
แล้วทหารก็ถูกสั่งมาให้มาสลายการชุมนุม
ทุกวันนี้บอกได้เลยว่าเจ็บใจ เสียใจ แค้นใจ เกลียดทหาร
พอเห็นแล้วรู้สึกเกลียดเพราะเขาฆ่าลูกเรา" มารดานายเทิดศักดิ์กล่าว


มารดานายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า
ครอบครัวเราเป็นรากหญ้าคนจน ค้าขายอาหาร
ลูกชายพยายามดิ้นรนเรียนให้จบปริญญาตรี
คณะวิทยาศาสตร์ จากสถาบันราชภัฏพระนคร
เพื่อจะได้มีหน้าที่การงานที่ดีเก็บเงินมาเปิดร้านให้พ่อแม่ค้าขาย
รัฐบาลทำกับเราแบบนี้บอกตรงๆ สิ้นหวัง
ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาทดแทนลูกเราได้
แม้จะชดเชยเงินให้ก็ทดแทนความรักไม่ได้
ลูกชายเห็นความไม่ถูกต้องก็ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย
เขาเป็นเด็กที่สนใจการเมืองและรักความถูกต้อง


ทางด้านนายณัทพัช อัคฮาค น้องชาย น.ส.กมนเกด อัคฮาด
หรือน้องเกดอาสาพยาบาลของร่วมด้วยช่วยกัน
ที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.
ว่า
ดีเอสไอออกมาแถลงเรื่อง 6 ศพในวัดปทุมฯ สามารถแยกได้ว่า
มีแนวโน้มว่าทหารเป็นคนยิงเจ้าหน้าที่เป็นคนกระทำการ
และอีกส่วนหนึ่งได้แยกออกมาว่า 3 ใน 6 ศพ ยังไม่ได้ข้อยุติ
โดยการตายอาจมีสาเหตุจากทหาร
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปช.) หรือ คนชุดดำตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้าง
ซึ่งได้สร้างความสับสนให้กับญาติผู้เสียชีวิตที่ได้รับฟังการแถลงมาก
กรณีที่ว่าหัวกระสุนมาจากบนลงล่าง 3 ศพ
จากส่วนที่ส่งคืนไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแนวโน้มว่ากระสุนมาจากบนลงล่าง
ขอถามว่าอีก 3 ศพที่เหลือไม่ได้มาจากบนลงล่างใช่หรือไม่


"ถ้ามองในแง่การเมืองก็คงจะเป็นโจรชุดดำยิงออกมาจากวัดอีก
นี่คือสิ่งที่ผมไม่อยากได้ยิน ไม่อยากฟัง
ถ้าสัปดาห์หน้าจะแถลงแบบนี้อย่าแถลงดีกว่า
เพราะสิ่งที่เราอยากรู้ คือ ผลชันสูตร
เพราะว่าเราไปขอที่ไหนก็ไม่มีใครให้
ขอที่สถาบันนิติเวชก็ไม่ให้ ลงไปที่ตำรวจท้องที่ก็บอกว่าไม่มี
ส่งไปที่ดีเอสไอก็บอกว่ามีผลต่อทางคดีให้ดูไม่ได้
ในเมื่อผมเป็นญาติผู้เสียชีวิตโดยตรงผมเชื่อว่า
ผมมีสิทธิ 100 % สามารถที่จะรับรู้ว่าเป็นอย่างไร"
นายณัทพัช กล่าว


น้องชายน.ส.กมนเกด กล่าวต่อว่า
ดีเอสไอแถลงว่า 2 ศพน่าจะเกิดจากฝีมือ นปช.เป็นคนยิง
แต่ถามว่า 6 ศพจากวัดปทุมฯหลักฐานชัดเจน
ภาพจากบนรางรถไฟฟ้า คลิปวิดีโอ ปลอกกระสุนปืนบนรางรถไฟ
พยานหลักฐาน พยานบุคคลที่ไม่เคยพูดถึง หลักฐานขนาดนี้ยังไม่มั่นใจ
ใครเป็นคนกระทำเรื่องปลอกกระสุนก็หายเงียบไป
การที่ดีเอสไอออกมาพูดครั้งนี้ ใครก็พูดได้
ออกมาพูดเฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ทำอย่างเดียวคือ
โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คือ การแถลง 2 ศพที่เชื่อว่า นปช.เป็นคนทำ
แต่ถามว่าผู้ได้รับผลกระทบตรงๆ 89 ศพ
ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรบ้าง ได้อะไรจากผลการแถลงครั้งนี้ คำตอบ คือ ไม่


"บอกอย่างเดียวว่าน่าจะเป็นฝีมือทหาร
พูดตรงๆคืออยากให้ดีเอสไอเปิดผลชันสูตร ชี้แจงออกมาเลยว่าจะเป็นผลเช่นไร จากไหน
เพราะมันค่อนข้างที่จะชัดเจนซึ่งสรุปออกมาหมดแล้ว
แค่ชี้แจงว่าเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง และอีกส่วนหนึ่งที่ออกมาบอกว่า
เป็นการกระทำของทหารของเจ้าหน้าที่รัฐ
ถ้าเกิดเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุแล้วทำให้คนอื่นเสียชีวิตแล้วไม่ต้องรับโทษ
สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลได้ จะเอากันอย่างนี้ใช่ไหม
ทหารฆ่าใครไม่ผิดใช่ไหม ประชาชนฆ่ากันได้
ถ้าไม่พอใจฆ่ากันไม่ผิด ถามว่าตีค่าประชาชนเป็นเงินหรือยังไง
ประชาชนมีค่าแค่ 4 แสน
ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้มาหรืออย่างไร"

น้องชายพยาบาลอาสากล่าว


นายณัทพัช ยังได้ตั้งคำถามอีกว่า
ประเทศนี้เป็นประเทศของประชาชนหรือของทหาร
ที่สามารถกระทำการแบบนี้ได้เคยเห็นหัวประชาชนตาดำๆที่เสียภาษี
ให้ซื้ออาวุธแล้วมาไล่ฆ่าพวกเขาแล้วบอกว่าไม่ผิด
ถ้าอยากได้การชดเชยก็ให้มาเรียกร้องแล้วส่วนที่เหลือจะเรียกร้องยังไง
เพราะคนตายไปแล้วอะไรจะชดชีวิตได้
ขณะนี้ ศพของ น.ส.กมนเกดและศพอื่นๆ
ยังไม่ได้ถูกแถลงออกมาว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด
ซึ่งอาจจะอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ
แต่อยากให้ดีเอสไอเปิดเผยผลการชันสูตรทั้งหมด
และขอให้รัฐบาลกลับไปทบทวนคำว่า "ทหารทำเกินกว่าเหตุแล้วไม่ผิด"

ขอให้กลับไปทบทวน พูดตรงๆ มันไม่เป็นธรรมกับประชาชน
ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะพูดแบบนี้ ทางญาติก็ไม่ยอมและจะทำให้ถึงที่สุดเท่าที่ทำได้


ทางด้านนางพะเยา อัคฮาค มารดาน.ส.กมนเกด กล่าวว่า
ดีเอสไอแถลงออกแต่ละหัวข้อนั้นเลือกใช้ภาษาที่สับสน
แต่พวกเราก็ไม่ได้สับสนตามสิ่งที่เขาแถลงออกมา
มันไม่ได้เป็นผลดีกับประชาชนเลย
มันเป็นผลดีกับพวกเขามากกว่า
เพราะคำแถลงการณ์ยังออกมาแบบมั่นใจว่า นปช. ฆ่ากันเอง
รู้สึกว่าจะจงใจเกินไปหรือเปล่าที่จะให้ประชาชนสับสน
โดยการยกเอาคดีเบาๆ ขึ้นมาแถลงก่อน
แต่อะไรที่มีหลักฐานชัดๆข้อมูลจริงๆกลับไม่กล้าแถลงเอาของเบาๆมาผสมแล้ว
ให้คนเห็นว่านปช. ฆ่ากันเอง
อย่าง 6 ศพวัดปทุม มีหลักฐานพร้อมประชาชนทั้งประเทศรู้
แต่ไม่กล้าเอาหลักฐานมาแถลง
เลือกจุดที่ไม่แน่นอน ไม่มีหลักฐานชัดเจน มาแถลงเป็นการซื้อเวลาเท่านั้นเอง


"ถ้านายธาริต จริงใจต้องแถลงออกมาตรงๆ
เพราะมีหลักฐานทุกส่วน กรุณากล้าที่จะชี้ประเด็นตรง ๆ ว่าศพไหนตายยังไง
อย่าเข้าข้างรัฐบาลเกินไป อย่าเอาใจรัฐบาลเกินไป
แต่ดิฉันก็ดีใจที่มีคำแถลงออกมาถ้าดิฉันไม่ได้มอบครกกับสากให้ไป
คำแถลงคงไม่ออกมาเร็วขนาดนี้" นางพะเยากล่าว

นายสมใจ เข็มทอง พี่ชายนายมงคล เข็มทอง อาสาสมัครมูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง
ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.
กล่าวถึง
คำแถลงของของดีเอสไอว่าตามที่นายธาริต แถลงออกมาแบบนี้
เป็นการใส่ร้ายป้ายสี นปช. เพราะว่าหลักฐานที่แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้พิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า
กรณี 6 ศพ มีคลิป มีภาพถ่ายที่ระบุชัดว่า จุดนี้ถูกยิงมาจากบนลงล่าง


"ผมกล้ายืนยันด้วยว่าเป็นทหารยิง เพราะทหารเข้ามากระชับพื้นที่
ทำไมต้องนำอาวุธสงครามเข้ามาด้วย เพราะคนเสื้อแดงไม่มีอาวุธมีมือเปล่ากับหนังสติ๊ก
ขอถามว่าดีเอสไอทำได้แค่นี้หรอ เป็นถึงระดับหน่วยพิเศษมีความสามารถแค่นี้เหรอ
หลักฐานที่ให้ไปไม่เพียงพอหรืออย่างไร แล้วขอผลชันสูตรก็ไม่กล้าให้ ไม่กระเตื้อง
ถามว่านายธาริต 2 มาตรฐานหรือเปล่า
ขอร้องว่าอย่าเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ศักดิ์ศรีอยู่ตรงไหน
คุณคิดว่าคุณรับตำแหน่งหน้าที่แล้วจะทิ้งหรืออย่างไร
เพราะเงินรายได้คุณมาจากภาษีประชาชน
ขอให้คิดตรงนี้ด้วยไม่ใช่คิดว่าจะทำอะไรก็ทำได้ ต้องเห็นใจประชาชนด้วย
ผมได้เห็นแถลงการณ์ออกมาแล้วเสียใจมาก
น้องผมเสียชีวิตในวัด
ทุกครั้งที่เขาออกมาช่วยเหลือประชาชนเป็นการ์ดอาสามูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง(ชูใบรับรอง)
เขาออกมาช่วยเหลือทุกคนไม่แบ่งสี การที่นายธาริต พูดแบบนี้มันดูถูกกันหรือเปล่า
สุดท้ายนี้ขอสู้ต่อไปทุกรูปแบบ"
นายสมใจ กล่าว

เด็กเอ๋ย..เด็กน้อย..ความซวยมาเยือนเพราะโดนมาตราการตอบโต้

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

เด็กเอ๋ย..เด็กน้อย..ความซวยมาเยือนเพราะโดนมาตราการตอบโต้

สำนัก ข่าวต่างประเทศประจำรัสเซียเปิดเผยว่าเมื่อเวลา08.20น.ของวันที่17พ.ย.53 ได้มีการเรียกประชุมนัดพิเศษระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย
(National Security Council, Russia and the Russian Defense Council)ในวาระพิเศษเพื่อหาแนวทางและท่าทีในการตอบโต้รัฐบาลไทยในกรณีส่งตัว
วิ คเตอร์ บูทให้แก่สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีรัสเซียเป็นประธานการประชุม และมีกำหนดการหารือ กรอบการเจรจากับสหรัฐในไม่ช้านี้ สำหรับผลการหารือ
ใน ครั้งนี้ถูกปิดเป็นความลับทางความมั่นคงของชาติ รัฐมนตรีด้านความมั่นคงของรัสเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อการตัดสินใจของผู้นำไทย และ
รัสเซียรับไม่ได้กับการ กระทำนี้ ประเทศไดที่เป็นมิตรกับรัสเซีย ก็จะไม่เป็นมิตรกับไทยได้เช่นกัน นายอนาโตลี เซร์ดยูคอฟ รมว.กระทรวงกลาโหมรัสเซีย กล่าว.

มาตราการที่ประเทศเราจะโดนตอบโต้จากรัสเซีย ได้มาจากแหล่งข่าวหลายสาย

1.ห้ามเครื่องบิน การบินไทย บินผ่านน่านฟ้าประเทศรัสเซีย…อันนี้ถือว่าจะดับเบิ้ลซวย
เพราะสายการบินของไทยต้องบินผ่านน่านฟ้ารัสเซีย เพื่อไปกลุ่มประเทศยุโรป
2.ไก่แช่แข็งที่ชาวรัสเซียบริโภคมากที่สุด อาจถูกระงับห้ามส่งเข้าไปราชอาณาจักรรัสเซีย
3.สินค้าเหล็กและน้ำมัน หยุดการส่งสินค้ามายังประเทศไทย
4. น้ำพริกเผาทุกยี่ห้อ กำลังเป็นที่โปรดปรานแม้กระทั่ง วลาดิเมียร์ ปูตินนายกฯยังชอบ
ทาขนมปัง อาจระงับการนำเข้า อย่างนี้ต้องใส่ถุงพลาสติก เข้าไปทางประเทศยูเครน
ก็ได้ คนไทยและคนรัสเซียติดใจโหยหายิ่งกว่ายาบ้า
5. สั่งห้ามนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจชาวรัสเซีย ไม่มีความจำเป็นเข้ามาในประเทศไทย บริษัททัวว์ท่องเที่ยวในไทยและโรงแรมแถบพัทยา เคราะห์ร้ายไม่รู้รอบที่เท่าไร ฝีซ้ำค้ำพลอยอีกระลอก
6.รอบๆประเทศไทย ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็นลาว เมียนม่าร์ มาเลเซียและกัมพูชา คงได้สนุกคึกคักมากกว่าปรกติ อาจมีของแล่นชนิดใหม่ของรัสเซียเข้ามาทดลองให้ดู(รัสเซียเคยพูดไว้ปี 2551ตอนรบ.ท่านสมัคร อาวุธจะมีอีกมากมายมาเพ่นพ่านที่ตายแลนด์ อย่าแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้…เตือนกันมาแล้ว)

เข้าไปทวนข้อความและผู้ร่วมให้ความเห็นต่างๆจาก facebook ได้อีกครั้งหนึ่งจาก-

ที่มา
http://www.facebook.com/notes/asia-pacific-news-line/prachum-spha-klahom-rasseiy-rwm-kab-rathspha-rasseiy-ha-matra-kar-txbto-thiy
/166552423375278

และ
ที่มา http://www.mediathai.net/module/newsdesk/newsdesk_subcat1.php?board_id=30240
และ
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/oversea/127960

มาเจอมาตราการไม้นี้ เด็ดขาด ตัดเชือกกันซะเลย

ไม่ขอต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นสส. สว. คนในรัฐบาล เจ้าหน้าที่สาน
(ถ้าเป็นสานจากเมืองไคฟงต้อนรับเต็มที่)และบุคคลชั้นสูง ที่จะ
ไปเยือนเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กหรือจะไปโต้ลมหนาว ย่ำหิมะที่
จตุรัสแดง กลางกรุงมอสโก วงในรัสเซียบอกว่าให้นอนเฝ้าสนามบิน
กรุงมอสโก ที่มีสนามบินทั้งสิ้น ๕ แห่งได้แก่ Domodedovo (ดามา
เดียดาวา), Sheremetjevo 1 (เชอเรเมตเยวา ๑), Sheremetjevo
2 (เชอร์เรเมตเยวา ๒), Vnykovo (วนุกกาวา) และ Biykovo (บรึยกาวา)
แถมลดอุณหภูมิของฮีดเตอร์ในท่าอากาศยานให้หนาวเย็นซะให้เข็ด
แล้วจับส่งขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย

"มาร์ค" ไม่กล้าไปร้สเซีย

ที่มา ประชาไท

โดย ice angel



เป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ที่นายอภิสิทธิ์
ไม่สามารถเดินทางไปประชุมเรื่องระดับประเทศได้
ทั้งๆ ตอบตกลงว่าจะไปเป็นตัวแทนประเทศไทย
และเรื่องที่จะไปก็เป็นเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง
หุหุ มาร์คอภิสิทธิ์ กลัวการประชุม ไทย ไทยเกอร์ (Thai Tiger)


the 13 nations that are home to wild tigers will meet in St. Petersburg -
Nov. 21-24 - to seek ways to protect the big cats.
They will be looking at different programs,
such as one that Thai officials hope will increase by 50 percent
the number of tigers in the wild here within five years.

ประชุมสุดยอดผู้นำประเทศด้านอนุรักษ์เสือ
( International Forum on Tiger Conservation ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2553 )
ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย
ซึ่งความจริงรัสเซียเชิญนายกรัฐมนตรีไปร่วมประชุม
แต่บังเอิญว่านายกรัฐมนตรีติดภารกิจต้องร่วมประชุมสภาในการพิจารณาเรื่องการ
แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมอบหมายให้นายสุวิทย์เดินทางไปแทน




ปล.หลังปฏิบัติการสังหารประชาชนตาย หัวหดไม่กล้าพบปะประชาชน
จนกระทั่งน้ำท่วม ถึงกล้าออกแบบแหยงๆ ตีนก็ไม่กล้าเหยียบน้ำ
พอมาเจอคดีวิคเตอร์บูท ไม่กล้าไปต่างประเทศ
ตอนนี้อาการหัวหดต้องอยู่แต่ในทำเนียบ ตกใจ ตกใจ
เป็นไงหล่ะ อยากกระสันเป็นนายกดีนัก

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: แก้ รธน.โจร-เอาวา!

ที่มา ประชาไท

สลอร์กตัดหน้ามาร์ค! ชิงปล่อยอองซานซูจี ขณะที่อภิสิทธิ์เพิ่งสร้างภาพให้กองทุนยุติธรรมประกันตัวมวลชนเสื้อแดงออกมาได้…ตั้ง 2 คน

โถ อ้างว่าจะช่วย 40-50 คนที่ไม่ได้รับการเหลียวแล เมริงจับเขาคุมขังมา 6 เดือน เพิ่งรู้หรือว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม (DSI ยังสรุปผลการสอบสวนแบบไม่ผิดความคาดหมาย คือเสื้อแดงฆ่าทหาร แต่ไม่รู้ใครฆ่าเสื้อแดง พูดแค่ 6 ศพวัดปทุม ที่ตายเกลื่อนไม่นับ)

เมื่อ เผด็จการทหารพม่าสร้างเซอร์ไพรส์ เผด็จการไทยก็งงเป็นไก่ตาแตก เรื่องขำๆ คือทั้งรัฐบาล ทั้งสื่อ ทั้งนักสิทธิมนุษยชนไทย ยังไม่ทันจะได้โหนกระแสซูจี ก็โดนทักษิณตัดหน้า เลยต้องหันมารวมหัวด่าทักษิณ ว่าทักษิณไม่ใช่ซูจี ประณามเกาะชายผ้าถุง

ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก แต่ไอ้พวกเกาะชายโสร่งสลอร์ก ไม่ยักตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูตัวมั่ง

พม่า ปล่อยซูจีแล้ว ต่อไปนักสิทธิมนุษยชนไทยจะทำมาหากินอะไร เพราะอาชีพหลักที่ผ่านมาคือ หนึ่ง รณรงค์ให้ปล่อยซูจี สอง เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกใน 3 จังหวัดภาคใต้ กับสาม สนับสนุนให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ

วันนี้ซูจีออกมาพูดเองได้แล้ว เคลื่อนไหวเอง ต่อสายตรงไปโลกตะวันตก ไม่ต้องผ่านสถานี relay ที่กรุงเทพฯ พวกแอมเนสตี้หอมลออจึงตกงานไปหนึ่งอย่าง ขณะที่ทางภาคใต้ก็ไม่เห็นจะกล้าแตะทหาร (ซึ่งเพิ่งซื้อกริพเพนอีก 1.6 หมื่นล้าน) ฉะนั้น คงเหลือแต่กลับมาช่วยกันด่าทักษิณ เรียกร้องให้ยอมติดคุกเหมือนซูจีดีกว่ามั้ง

ครั้นจะหันไปด่าทหารพม่า ว่าเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม ก็ด่าไม่ออก เพราะพม่าทำเหมือน ตั้งแต่ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิฝ่ายค้าน ตั้งพรรคร่างทรง คงโควต้าอำนาจกองทัพ แม้อาจจะไม่เนียนเท่า (เพราะไม่มีตุลาการภิวัตน์ช่วย)

สื่อ นักสิทธิมนุษยชนไทย เลยเชียร์ซูจีไม่ได้เต็มปาก แต่ต้องชมว่าบางท่านก็กล้าดี เช่น “ท่านขุนน้อย” เขียนในไทยโพสต์ว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ไม่ใช่คำตอบของพม่า (และของไทย?) ก็ดีไปอย่าง แสดงจุดยืนชัดเจนดี ไม่เป็นอีแอบ ขณะที่ส่วนใหญ่ยังฉวยโอกาสอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย กลบพฤติกรรมในประเทศที่เป็นกระบอกเสียงระบอบอภิสิทธิ์ชน

คอยดูสิ หยุ่นต้องหาทางไปสัมภาษณ์ซูจี สร้างภาพเป็นนักประชาธิปไตยจ๋า

หัน มาดูประชาธิปไตยในประเทศมีแต่เรื่องจริตจะก้านมารยา เช่น บีบให้รัฐมนตรีลาออกก่อนลงเลือกตั้งซ่อม กฎเหล็กกฎแหลอะไร มันก็แค่ดูดีในเชิงนามธรรม แต่ความจริงคือดัดจริตลวงตาคนชั้นกลาง ดูง่ายๆ ว่าฝ่ายค้านที่จะลงสนามสู้กันเขายังไม่เรียกร้องให้ลาออก กลับเป็นรัฐบาลด้วยกันเรียกร้อง

ถึงเวลาลงสนามจริงๆ ต่อให้ไม่เป็นรัฐมนตรี แต่มีนายกฯ ค้ำประกันว่า ชนะกลับมาเมื่อไหร่ตั้งใหม่ทันที ดูซิว่านายอำเภอจักราชจะกล้าหืออีกไหม

อัน ที่จริงเรื่องมันไร้สาระตั้งแต่ตีความให้ ส.ส.พ้นตำแหน่งเพียงเพราะไปซื้อหุ้นบริษัทที่มีสัมปทานรัฐ ซึ่งเปิดขายอยู่ในตลาดหุ้น ชาวบ้านร้านช่องเขาซื้อกันทั่วไป เช่นหุ้น ปตท.มีมากมายมหาศาล ซื้อกี่พันกี่หมื่นหุ้นก็ไม่มีสิทธิครอบงำกิจการ แต่มาร่าง รธน.และตีความให้เถรตรงไปซะงั้น (แก้เกี้ยวทำกับข้าวตกเก้าอี้นายกฯ)

ความพยายามผูกเงื่อนมัดคอนักการ เมืองเนี่ยไม่เคยสรุปบทเรียนกันซักทีว่า “เมืองบุรีรัมย์ไม่เคยสิ้นคนดี” นักการเมืองเขี้ยวลาก วางกฎเกณฑ์อย่างไรมันก็หนีได้หมด สุดท้ายจับได้แต่คนที่หนีไม่ทัน ตัวอย่างเช่น กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ต้องส่งบัญชีค่าใช้จ่าย คนที่โดนตัดสิทธิคนแรกเพราะไม่ส่งบัญชีคือลุงแคล้ว นรปติ นักการเมืองน้ำดีที่สุดในประเทศไทย กฎหมายเลือกตั้งห้ามสัญญาว่าจะให้ คนที่โดนรายแรกคือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่เผลอไปเอ่ยปากว่าจะยกเงินเดือน ส.ส.เป็นประโยชน์สาธารณะ

รัฐธรรมนูญ 50 ร่างด้วยความพยายามกำจัดทักษิณ ยกทักษิณเป็นแม่แบบ เห็นว่าเป็นปัญหาตรงไหนก็ร่างสกัดตรงนั้น โดยไม่แยกแยะว่าอะไรคือพัฒนาการของประชาธิปไตย ทั้งที่ความจริง ถ้าทักษิณกลับมาเกิดใหม่ หรือมีทักษิณคนใหม่ ไอ้กฎเกณฑ์หยุมหยิมพวกนี้ มันก็หาช่องลอดได้แบบแมวเก้าชีวิตลอดบ่วง ในทางตรงข้าม รัฐธรรมนูญ 50 กลับสร้างผลเสียลิดรอนสิทธิประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย ริบอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ปล้นอำนาจไปให้ตุลาการภิวัตน์และองค์กรอิสระ ที่เป็นเครื่องมือของอำมาตย์ คอยสกัดกั้น บงการ หรือเตะถ่วงอำนาจบริหาร

กระทั่ง รัฐบาลมาร์คที่รับของโจรมา ก็ยังอยู่ไม่ได้ต้องขวนขวายแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 ซึ่งรัฐบาลจะออกแถลงการณ์ระหว่างประเทศซักฉบับก็อาจต้องเอาเข้าสภา ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากเรื่อง FTA ซึ่งควรทำแบบอารยะประเทศ อย่างอเมริกา ที่เขาต้องขออนุมัติสภาก่อนเจรจา แต่รัฐธรรมนูญ 50 ทำให้ยุ่งเข้าไว้ โดยเขียนว่ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่เจรจาทำสัญญาระหว่างประเทศ แต่มีข้อยกเว้นดังนี้ 1-2-3-4-5 ถึงอินฟินิตี้..... คือข้อยกเว้นกว้างเป็นทะเลจนไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นข้อไม่ยกเว้นที่ควรจะเป็น สาระหลัก

อันที่จริงตัวมาตราก็ยังไม่เท่าไหร่ ถ้ารีบออกกฎหมายลูกมากำหนดเสียให้ชัดว่าอะไรบ้างต้องเอาเข้าสภา แต่พอดี๊ เกิดกรณีแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร เข้าศาลปกครองโกเอนก้า และศาลรัฐธรรมนูญคลิปๆ แล้วมีการตีความขยายข้อยกเว้นเป็นมหาสมุทร คือตีความว่า “อาจจะ” เสียดินแดน แค่ “อาจจะ” ก็ต้องเอาเข้าสภา พอไม่เอาเข้าสภา ออหมักกับออเหล่เลยโดนคดีอาญา

“อาจจะ” ใครจะไปตรัสรู้ละครับ การมองปัญหา การตีความกฎหมาย เป็นเรื่องที่มองต่างกันได้ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กับศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ทีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ยังเห็นต่างกันได้ ไม่ต้องติดคุก แต่ทำไมรัฐบาลเห็นต่างกับศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญกลับจะเอาเข้าคุก

ฉะนั้น ปชป.ก็เสียวเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อพันธมิตรออกมาฮึ่มๆ เรื่อง MOU ปี 43 เรื่องการเจรจาปักปันเขตแดน ไว้ใจไม่ได้ เพราะคุณพ่อเล่นตั้งกล่องบริจาค 2 กล่อง เอเอสทีวีกล่องหนึ่ง วีระ-ไชยวัฒน์ อีกกล่องหนึ่ง หยอดผิดกล่องเดี๋ยวเป็นเรื่อง

รัฐบาลมาร์คอยากแก้ ม.190 มานานแล้ว ถึงสะกิดให้ตั้งกรรมาธิการชุดดิเรก ถึงฝั่ง แต่ไปเอาสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ มาก็ยังไม่ถึงฝั่งซะที จนต้องทำน่าเกลียดแบบเสนอมา 5 ประเด็นแก้แค่ 2 ประเด็นในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับตัว (อ้างว่าไม่แก้เรื่องยุบพรรคเพราะคดียุบ ปชป.อยู่ในศาล แต่มันคนละเรื่องกันเลยกับแก้มาตรา 237)

ที่ผมกังขาก็คือ เมื่อเสนอมา 5 ประเด็นแล้วรัฐบาลแก้แค่ 2 ประเด็น แถมยังเอาไปยำในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้แล้ว 19 อรหันต์ชุดสมบัติ ธำ’ ยังแบกหน้าอยู่บนคอได้อย่างไร

คือการที่ใน 19 อรหันต์มีอดีต สสร.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 50 อยู่ แล้วมาเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างมากับมือ ทั้งที่ตอนลงประชามติก็ดีเบตกันคอเป็นเอ็น มาตอนนี้ไม่ยักมีเหตุผลชี้แจงสาธารณชน ว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ มันก็แบกหน้าร้อนผ่าวได้ยากอยู่แล้ว

’จารย์สมคิดครับ ทำไมตอนนั้น ’จารย์เห็นด้วยกับเขตใหญ่ ตอนนี้ไหงเห็นด้วยเขตเดียวเบอร์เดียว ทำไมตอนนั้นให้ปาร์ตี้ลิสต์แบ่งเขต ตอนนี้ปาร์ตี้ลิสต์เขตรวม แบบนี้ต่อไป นศ.ที่เรียนกฎหมายกับ’จารย์ จะรู้ได้ไงว่าอันไหนที่’จารย์สอนไว้มันถูกหรือผิด

เปล่า ไม่ใช่แค่รายสองรายด้วยนะ เพราะสิบกว่ารายใน 19 ก็ปกป้องเป็นกองเชียร์ รธน.50 มาทั้งนั้น

อ้าว ซ้ำร้ายร่างมาแล้ว ปชป.ยังสะบัดก้นเย็นเฉียบ กระทั่งมาร์คยังไปพูดในพรรคว่าผิดหวัง นึกว่าสมบัติมีแนวทางเดียวกัน โห ศักดิ์ศรีความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองของนักวิชาการหายไปไหนหมดครับ

ผม สิกลับชอบใจคำพูดบัญญัติ ที่พูดได้ตรงไปตรงมาดีว่ากรรมการปฏิรูปชุดอานันท์-ประเวศ ไม่ได้ทำอะไรเลย (แต่ได้งบไป 600 ล้าน แล้วพอร่างมา 50 ข้อ รัฐบาลก็คงเอาแค่ 20 ข้ออีกนั่นแหละ)

เข็มมุ่ง: ป่วนแม่มเลย

ใน สถานการณ์ที่ระบอบอภิสิทธิ์กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ถามว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือรวมทั้งฝ่ายตรงข้ามระบอบอภิสิทธิ์ควรจะมีท่าที อย่างไร จะเอาแบบพรรคเพื่อไทย ไม่ยุ่ง ไม่แก้ ไม่เอาด้วย ยังงั้นหรือ

ใน เบื้องต้น ในแง่เนื้อหา เราต้องยอมรับว่าการแก้รัฐธรรมนูญกลับมาเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่สุดแล้ว ไม่ว่ามันจะทำให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

เช่น เดียวกับการกลับไปเลือก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รวมทั้งประเทศ ซึ่งดีกว่าการแบ่งเป็น 8 เขตโดยไม่มีคำอธิบายว่าทำไมจึงต้องเอาสระบุรีไปรวมกับชุมพร โดยที่คนในแต่ละจังหวัดแทบไม่มีจุดร่วมกันทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเป็นการให้อำนาจ 5 อรหันต์ กกต.จัดแบ่งโดยอาจจะเข้าทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เพียงแต่อาจจะต้องมาดีเบทกันอีกว่า ที่จะลด ส.ส.เขตลงเหลือ 300 นั่นมันเหมาะสมจริงหรือไม่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 สมควรหรือไม่

นั่นมองในแง่เนื้อหา ซึ่งรวมมาตรา 190 ด้วยก็ยิ่งน่าแก้

ถ้า หันมามองในแง่การเมือง เราก็ควรสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปีศาจฟันดำ ไม่ว่าจะแก้มากแก้น้อยหรือแก้มาตราไหนก็ตาม เพื่ออะไร เพื่อทำลายความ “ศักดิ์สิทธิ์” ที่อำมาตยาและพันธมิตรพยายามปกป้องว่ามาจากการลงประชามติของประชาชนทั้ง ประเทศ (ที่ถูกบังคับให้เลือกเพื่อพ้นๆ จาก คมช.และรัฐบาลขิงแก่)

การ แก้รัฐธรรมนูญ 50 ต่อให้แก้มาตราเดียว ไม่สลักสำคัญอะไร ก็เปรียบเหมือนสว่านเจาะทะลุเขื่อน แล้วแรงดันน้ำก็จะทำให้รูรั่วขยายตัวจนไปสู่การพังทลาย

ฉะนั้น ท่าทีของเรา – เรา ที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซูจีหรือฝ่ายทักษิณ แต่อยู่ตรงข้ามระบอบอภิสิทธิ์ ในกรณีนี้จึงต้องเล่นเป็น นั่นคืออาจจะต้องเล่นตีสองหน้า เล่นเป็นช้างสามเศียร หรือเป็นพรหมสี่หน้าไปโน่น

หน้าที่หนึ่งคือจะต้องประณามการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเพียงแค่ 2 ประเด็น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะใช้กระสุนเจาะฐานเสียงพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือภาคอีสาน

หน้าที่ สองคือต้องยุยงส่งเสริมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เรื่องนี้เป็นประเด็น เป็นกระแส ให้พันธมิตรออกมาต้าน ให้ FTA Watch ออกมาต้าน ให้มัน “ป่วน” ที่ไม่ได้หมายความถึงป่วนด้วยกำลังหรือด้วยม็อบ แต่ป่วนในทางเนื้อหา ในการต่อสู้ถกเถียงทางความคิด ให้แพร่หลายไปสู่ประชาชนมีส่วนร่วม

พูด ง่ายๆ คือต้องไม่ใช่เสนอเข้าสภาแล้วจบเห่ สภาไม่รับ ไม่ได้แก้ซักมาตรา อย่างน้อยก็ต้องให้มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นถกเถียง ถ้าสามารถผลักดันไปสู่การลงประชามติ ยิ่งเป็นเรื่องดี เป็นการ “ป่วน” ที่มีสาระ

นั่นจะนำไปสู่หน้าที่สามคือ ถ้าสามารถปลุกกระแสดีเบตแก้รัฐธรรมนูญ จาก 2 ประเด็นนี้ก่อน ฝ่ายประชาชนก็จะสามารถแทรกเข้ามาเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ประเด็นนี้บัญญัติ บรรทัดฐาน ดักคอไว้แล้วว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะเข้ามาแทรกให้เกิดวิกฤติ ขอบคุณบัญญัติที่กรุณาชี้แนะ เหลือแต่จะทำอย่างไรให้ปรากฏเป็นจริงได้

นั่นต้องอาศัยการผลักดัน สร้างกระแส โดยเริ่มจากแก้ 2 ประเด็นนี้ก่อน มองยาวอย่ามองสั้น แบบพรรคเพื่อไทยที่คิดแค่ว่าแก้เขตเดียวเบอร์เดียวแล้วจะเสียเปรียบในการ เลือกตั้ง ไม่คิดถึงการทลายเขื่อน พัง “รัฐธรรมนูญโจร” ทั้งฉบับในวันข้างหน้า

ล้มฐานอำมาตย์

ถ้า สามารถสร้างกระแสและแทรกเข้าไปเสนอแก้รัฐธรรมนูญได้ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือ ต้องปรับแนวความคิดใหม่ มองในเชิงยุทธวิธี ไม่ใช่คิดแต่จะเอารวดเดียวหมดทั้งก้อน เอาชนะทางยุทธศาสตร์ในครั้งเดียว

ที่ จริงผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องศัพท์วิชาการยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีหรอก แต่เขาสอนกันว่ายุทธศาสตร์คือกินข้าวให้หมดจาน ยุทธวิธีคือกินข้าวทีละคำ ซึ่งถ้าเอามามองในกรณีนี้ ก็อยากเสนอว่า เรา-ไม่ว่าฝ่ายซูจีหรือฝ่ายทักษิณ ไม่จำเป็นจะต้องไปเสนอแก้รัฐธรรมนูญให้เอาปี 40 กลับมาแบบเอาชนะทั้งก้อน แต่ทำอย่างไรให้มีการแก้ไขทีละคำ เอาจุดสำคัญที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ทีละจุดๆ

ซึ่งถ้ามองโดยส่วนตัวผม เห็นว่าประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญ 50 ที่ต้องแก้ และอยู่ใน timing ที่สามารถจุดชนวนให้แก้ไขได้คือ แก้มาตรา 111-120 ยกเลิก ส.ว. สรรหา

ส.ว. สรรหาชุดนี้จะหมดวาระลงในวันที่ 18 ก.พ.2554 คืออีกไม่ถึง 3 เดือน เป็น timing ที่เหมาะเจาะ หากจะมีการรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิก ส.ว. สรรหา 74 คนที่มาจากการลากตั้งโดยที่ประชุมประธานศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งไม่มีที่ใดยึดโยงกับประชาชน

ที่จริง 19 อรหันต์ชุดสมบัติ ธำ’ ก็เสนอแก้ประเด็นนี้ แต่เสนอแก้เนื่องจากประเทศไทยมีจังหวัดบึงกาฬ้เพิ่มขึ้นมาเป็นจังหวัดที่ 77 โดยยังไม่มีวุฒิสมาชิกประจำจังหวัด ต้องลด ส.ว. ลากตั้งลงเหลือ 73 (โจ๊กสุดๆ เพิ่มจังหวัดทีก็แก้รัฐธรรมนูญที)

ไอ้การมีจังหวัดที่ 77 มันก็เลยเป็นเงื่อนให้เกิดปัญหาอยู่แล้วตอนจะลากตั้งกันใหม่ในเดือน ก.พ.ปีหน้า

ตรง นี้น่าจะเป็นประเด็นที่สามารถรณรงค์เคลื่อนไหวได้อย่างกว้างขวาง คือไม่ต้องไปเสนอแก้มาตรา 237 มาตรา 309 ให้บิดเบือนกันอีกว่าแก้เพื่อตัวเอง ถามว่าแก้ให้คนกรุงเทพฯ เลือก ส.ว. ได้ 17-18 คนเหมือนเดิม เมริงจะเอาอะไรมาคัดค้านไม่อยากเลือก แน่จริงมาลงประชามติแข่งกันสิ พวกนักรบศรีวิชัยแถวเมืองคอน สุราษฎร์ ยังอยากมี ส.ว. มากกว่า 1 คนเท่าระนอง มันเรื่องไร มีเหตุผลตรงไหนที่จังหวัดใหญ่มี ส.ว. เท่าจังหวัดเล็ก เราเป็นราชอาณาจักร ไม่ได้เป็นสหพันธรัฐเหมือนอเมริกา (ใครค้านด่าแม่มเลยว่านิยมชมชอบระบอบประธานาธิบดี ฮิฮิ)

ถ้าสามารถ จุดกระแสแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิก ส.ว. สรรหา ก็จะเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เสื้อมาร์คเสื้อทักษิณ ได้อำนาจคืนไปเท่ากันหมด ถ้าไม่อยากได้ก็แล้วไป ลองดูว่าใครจะค้านมั่ง ประสารรึ คำนูณรึ สมชายรึ จะด่าสภาผัวสภาเมีย ร่างทรงรึ เชิญดูถูกประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามสบาย เพราะการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไม่มีใครเถียงออก นอกจากจะบอกว่า “ประชาชนยังโง่อยู่” จึงต้องพึ่งตุลาการอำมาตย์มาเลือก ส.ว. ให้ เรื่องแบบนี้เอาไปรณรงค์ในทางสากลได้ด้วย เช่น เอาไปลง “สาละวินโพสต์” ขอความช่วยเหลือซูจีเพื่อประชาธิปไตยไทย เพราะไม่แน่ว่าต่อไปเราอาจต้องพึ่งพม่า

3 เดือนนะครับ เป็นช่วงเวลาที่รณรงค์ก่อกระแสได้สบาย ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็เป็นการสร้างกระแสต่อต้าน ส.ว. ลากตั้งชุดใหม่ ตรวจสอบ ไต่สวน การทำหน้าที่ของกรรมการสรรหา คุณจะเอาใครจากไหนมาเป็น มีประวัติอย่างไร มีมาตรฐานหรือไม่ หรือมีหลายมาตรฐาน มีญาติพี่น้อง เลขา ที่ปรึกษา ของใครบ้าง และมีคลิปหรือไม่

รับรองดูไม่จืด เขย่าตรงนี้ก่อน กินทีละคำ แต่คำใหญ่ดี

ใบตองแห้ง 95
18 พ.ย.53

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:6เดือนอำมาตย์เหี้ย-ม

ที่มา Thai E-News

วาทกรรม ความเหี้ย-ม



ดย Ngaesai

จริยธรรม คุณธรรม ยุติธรรม
วาทกรรม อัปรีย์ ไม่มีแก่น
แค่แอบอ้าง หลักการ อ่านตามแกน
แล้วขึ้นแท่น สำราก เป็นหลักกู

ติดอำนาจ ยิ่งกว่า ยาเสพติด
ถูกเป็นผิด โป้ปด น่าอดสู
คนทำชั่ว กลับกลาย ได้เชิดชู
นั่งนิ่งดู คนตาย ไม่ยินยล

ทั้งคนยิง คนสั่ง ยังลอยหน้า
โฉดเขลาชั่ว เลวกว่า สัตว์หน้าขน
ยุคกาขาว สับปลับ สัปดน
ทุรชน อุ้มชู เป็นผู้นำ

เลือดสังเวย คนฆ่า ความป่าเถื่อน
กี่ศพเกลื่อน ตายกลิ้ง ยิงเหยียบยํ่า
ประชาธิปไตย ใครแต่ง ตะแบงคำ
คุมครอบงำ สั่งสม มานมนาน

อ้างกฎหมิ่น กฎหมาย ใช้แอบอ้าง
กฏล่าล้าง กดซํ้า ความร้าวฉาน
ครอบความคิด เบ็ดเสร็จ เผด็จการ
กฎคนพาล กฎมั่ว เพื่อตัวเอง

จริยธรรม คุณธรรม ยุติธรรม
วาทกรรม ซ่อนปม การข่มเหง
ผู้ปกครอง จ้องกร่าง อย่างนักเลง
ดุจตัวเร่ง ความวิบัติ สิ้นศรัทธา

จะปรองดอง กี่ชาติ มิอาจลบ
สร้างภาพกลบ กี่ภาพ บาปยังหนา
วันนี้ชน ตะโกนร้อง ก้องถึงฟ้า
เหี้ย-ม สั่งฆ่า จักต้อง สนองกรรม

*******

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
19 พฤศจิกายน 2553

ตาเขเรียกแขก- "วันที่ 19 จะมีการเคลื่อนย้ายมวลชนจากหลายพื้นที่เข้ามาในกรุงเทพฯ หากเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนุญ ไม่ก่อให้เกิดข้อผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็สามารถชุมนุมได้ แต่อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือสังคมมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม"


ไก่อูหลบ-เมื่อ วานนี้จตุพร พรหมพันธุ์ ไปพบบชน.หารือจัดกิจกรรมรำลึก 6 เดือนวีรชนราชประสงค์ ซึ่งตำรวจขอให้ห้ามจัดกิจกรรมก้าวล่วงสถาบันกษัตริย์โดยเด็ดขาด และขอให้เลิกภายใน1ทุ่ม เคลียร์ถนนเสร็จภายใน2ทุ่ม เพราะสมเด็จพระบรมฯจะเสด็จย่านนั้นตอน4ทุ่ม ก่อนหน้านี้จตุพรไปที่ศอฉ.เพื่อพบไก่อู แต่ไก่อูหลบฉาก ทั้งที่ขู่ฟ่อๆมาตลอด ล่าสุดมีข่าวตลบหลังเรียกจตุพร-พ.อ.ดร.อภิวันท์ไปพบพรุ่งนี้เตรียมยัดข้อ หายอดฮิตหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ภาพ:มติชนออนไลน์ )

ภาพปริศนา?-นอก จากเชิญจตุพรแล้ว บชน.ได้เชิญบก.ลายจุดกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข เข้าพบด้วยในวันเดียวกัน โดยบก.ลายจุดนำของกินจากแม็คโดนัลด์ไปฝากผู้การแต้ม(ที่เห็นยื่นมือรับของ) ตามธรรมเนียมไทย ส่วนผู้การแต้มมอบใบปลิวจากบชน.ให้บก.ลายจุดตามวิสัยเจ้าบ้านตามรูปด้าน ล่าง(ดูภาพชุดบก.ลายจุด-สมยศไปบชน.)



***สังคม ข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เป็นห้วงเวลาครบรอบ 6 เดือนเหตุการณ์19 พฤษภาอำมาตย์อำมหิต โดยที่ความอยุติธรรมยังดำรงอยู่ คนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา คนบริสุทธิ์ยังถูกคุมขัง เสรีภาพถูกข่มขืน คุกแน่นไปด้วยผู้ต้องหาทางความคิด..รัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่ตะแบงเรียกหาการปรองดอง และขืนใจให้คนเสื้อแดง"ลืมๆอดีตที่เกิดขึ้น กลับมารักกู เหมือนเดิม"...ถุย!***

***อ้างต้องทำ ตามกฎหมาย แต่ตอนที่ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน รัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนสั่งไปแก้ไขปัญหา ทหารเฉย ผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบฯ รัฐบาลให้เข้ามาจัดการ ทหารบอกเป็นเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่พอรัฐบาลเทพประทานสั่งลุยเสื้อแดงที่มีแค่หนังสติ๊กมันลุยฆ่าตายเป็นเบือ พอเขาจะจัดกิจกรรมรำลึกมันเรียกไปแสดงอำนาจ...ไม่รู้มันตาเข หรือตาเอียงกันแน่***

***ข่าวร้อนๆหลังจากจตุพรบุกไปหาไก่อูเช้านี้ เพื่ออธิบายเรื่องจัดกิจกรรมรำลึก 6 เดือนวีรชนราษฎร์ประสงค์ เพราะโดนไก่อู่ขู่ฟ่อๆก่อนหน้านี้ แต่พอไปถึงมันฉากหลบ อ้างว่าให้คุยกับตำรวจ แต่มีข่าวตลบหลังมาว่า พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยชัย ถูก ศอฉ.เรียกเข้าสอบสวนที่ห้องประชุมกองทัพบก (ตั้งอยู่บริเวณบ้านสี่เสาเทเวศน์) เวลาประมาณ 10 โมงเช้า วันนี้ (19 พ.ย.) คาดว่าอาจจะถูกกล่าวหาเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯมาตรา112 เพื่อสกัดกิจกรรมการชุมนุมรำลึกวีรชนราชประสงค์ครบรอบ 6 เดือน ***

***6 เดือนรำลึกวีรชนราชประสงค์ 19 พ.ย.มีแต่เช้ายันค่ำ

กิจกรรมรำลึกวีรชน 19 พฤษภาคม ครบรอบ 6 เดือนในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ มีการจัดกิจกรรมหลายกิจกรรม(ไม่ใช่การชุมนุม แต่เป็นกิจกรรมรำลึก ไม่มีพรรคการเมืองไหนพาคนมา เขามากันเอง คนตาเขจงฟัง)

โดย ภาคประชาชนจัดกิจกรรมช่วงเช้าหน้าเรือนจำคลองเปรม เรียกร้องปล่อยแกนนำ บ่ายไปที่DSIเร่งรัดคดีการสังหารเสื้อแดง เย็นย่ำพบกันที่ราชประสงค์รำลึก 6 เดือนวีรชน(คลิ้กดูรายละเอียดกำหนดการกิจกรรมด้านล่าง)

ส่วน แกนนำนปช.นอกคุก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้หารือกับบก.ลายจุด-นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง โดยกำหนดจะจัดงานรำลึกภายใต้ชื่อ “6 เดือน 6 โมงเย็นราชประสงค์” โดยจะมีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น.

“เรา จะใช้เวลาเพียงสั้นๆแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแล้วจะยุติการชุมนุม ผมจะถือโอกาสนี้ไปไหว้ศาลท้าวมหาพรหม เพื่อดลบันดาลให้บรรดาแกนนำที่โดนควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัว” นายจตุพรกล่าว

*** แถลงการณ์ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีทางสงบสุขต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข

แถลงการณ์ จาก สมัชชาสังคมก้าวหน้าโดยลุงยิ้ม ตาสว่างณ วันที่ 19 พฤศจิกายน ในโอกาสเดินทางมาให้กำลังใจแกนนำถูกจับกุมคุมขังครบ 6 เดือน ในเวลา09.00 น.

เรา ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม มาชุมนุมที่หน้าเรือนจำคลองเปรมแห่งนี้ เพื่อยืนยันว่าเราไม่ทอดทิ้งเพื่อนๆ เสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย ที่ตกเป็นเหยื่อของอำมาตย์และกลายเป็นนักโทษทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักโทษแกนนำ นักโทษประชาชนที่ติดคุกอยู่ต่างจังหวัด หรือนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เสื้อแดงเป็นขบวนการ เคลื่อนไหวทางสังคมของประชาชนรากหญ้าเพื่อประชาธิปไตยอันเป็นการต่อสู้เพื่อ สิทธิในการแสดงออกทางการเมือง เสรีภาพ ความเสมอภาค 1 คน 1 เสียง มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล รวมทั้งต้องการปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน เนื่องจากเราเจ็บปวดจากการถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกเลือกปฏิบัติ ปิดกั้น กีดกัน ใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเรา ไม่ให้มีสิทธิมีเสียงและมีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ ตามระบอบประชาธิปไตย

เรา ขอยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่มีวันมีประชาธิปไตยและความยุติธรรม ตราบใดที่ยังมีนักโทษการเมือง และถ้าสังคมเราไม่มีประชาธิปไตยและความยุติธรรม สังคมไทยจะไม่มีวันสงบสุข และจะยังคงจมอยู่ในวงจรอาชญากรรมของรัฐแบบเรื้อรังนี้ต่อไป

ดังนั้น เพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมไทย สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลกระทำตามข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
2. ยกเลิกกฎหมายเผด็จการทุกฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ กฎอัยการศึก กฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
3. หยุดการปิดกั้นสื่อทุกชนิด เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออก
4. ทหารที่สั่งฆ่าประชาชนต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง และนำมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม
5. รัฐบาลนี้ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสูญหายในเหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553


สมัชชาสังคมก้าวหน้า19 พ.ย. 53 หน้าเรือนจำคลองเปรม***

***จดหมายแถลงสื่อมวลชนในการเดินทางมาDSI
19 พฤศจิกายน 2553

ในเวลาประมาณ13.00น.วันนี้(19พ.ย.2553)“แดงทั้งแผ่นดิน” แนวร่วมพลเมืองไท มหาชน เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้กำลังใจญาติวีรชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอพื้นที่คืนสะพานผ่านฟ้า 10 เมษายน 2553 และ กระชับวงล้อมสี่แยกราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553โดยเจตนารมณ์ของญาติ วีรชนผู้ล่วงลับ อันเป็นมติเห็นพ้องของ “คนเสื้อแดงทุกกลุ่ม” ซึ่งปราศจากแกนนำ หรือ การชักนำของบุคคลหนึ่งบุคคลใด

สืบเนื่องจาก การแถลงข่าวของญาติผู้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ชั้น 5 โดยประกาศเจตนารมณ์ในการติดตาม ทวงถาม ผลการปฏิบัติงานในฐานะหน่วยงานสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมฯ ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันนี้ และข่าวดังกล่าวได้แพร่ขยายเป็นวงกว้างยังเพื่อนร่วมอุดมการณ์ “แดงทั้งแผ่นดิน” และต้องการมาให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในวันนี้นั้น ส่งผลให้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกแถลงข่าวถึงความคืบหน้าของคดีโดยไม่ชี้แจงรายละเอียดถึงชื่อ สกุล นายทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ 8 นาย บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมที่ DSI สืบสวนและแถลงว่ามีเพียง 3 รายที่อาจจะตายเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ และยังแถลงเพิ่มเติมว่า นายทหารกว่า 12 ราย ตายเพราะกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบสังกัด หรือ ทำให้เชื่อว่า นปช.เป็นผู้ก่อการร้ายและเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว โดยสืบพยานฝ่ายเดียว

ซึ่งพฤติกรรมการชิงพื้นที่ข่าวในการแถลงผลชันสูตโดยโยนความผิดให้กับกลุ่ม นปช.หรือแกนนำ นปช. และละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในศพอื่น ๆ โดยเฉพาะ ศพของประชาชนรายแรก คือ “นาย สวาท วางาม” ซึ่งถูกยิงศรีษะเปิด สมองกระเด็นตามภาพด้วยกระสุนความเร็วสูง ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เปิดเผยว่าเป็นกระสุนชนิดใด ยิงมาจากจุดใด ใครเป็นผู้ยิง เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติภารกิจในวันที่ 10 เมษายน 2553 หรือไม่ อย่างไร

ญาติผู้ตายและประชาชนส่วนใหญ่ จึงวิตกกังวลว่า การออกมาแถลงข่าวของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ จะเป็นการซื้อเวลา และเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาล ให้สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ตลอด ระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ญาติผู้เสียชีวิตได้ใช้ความพยายามติดตามความคืบหน้าของคดีตลอดจนสอบถามมายัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ไม่ได้รับคำตอบใดและไม่มีการเรียกประชาชนที่เห็นเหตุการณ์สอบสวนเพิ่ม เติม จึงเป็นเหตุให้เคลือบแคลงและสงสัยได้ว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ และเจ้าหน้าที่ผู้ทำสำนวนสืบสวนทั้งคณะ มีพฤติกรรมประพฤติมิชอบในการปฏิบัติราชการ หรือ มีคำสั่งหนึ่งคำสั่งใดจากรัฐบาลซึ่งเปรียบเสมือนจำเลยของประชาชนในการสั่ง สลายการชุมนุม ให้ DSI ชะลอคดีเพื่ออำพรางพฤติกรรมหลังจากประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ อันเนื่องมาจากการสั่งการสลายการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาหรือไม่

การเดินทางมาสอบถามความคืบหน้าของคดีของญาติผู้เสียชีวิต และการมาให้กำลังใจของคนเสื้อแดงครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกเพื่อสอบถามข้อมูลข่าวสารรูปคดีตามสิทธิ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานราชการที่ญาติผู้เสียชีวิตพึงได้รับ และคนเสื้อแดงภาคประชาชนทุกกลุ่ม ลงมติร่วมกันว่าจะให้เวลา DSI 7 วัน หากยังไม่ได้รับคำตอบอาจเลือกวิธีพักค้างแรมเพื่อทวงถามการละเลยการปฏิบัติ หน้าที่และเรียกร้องเพื่อให้ได้คำตอบเร็วที่สุด โดยปฏิบัติตามข้อกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยสงบภายใต้กรอบสันติวิธี และไม่ละเมิดคำสั่งเจ้าพนักงานในการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉิน ทุกกรณี

การเคลื่อนไหวนับจากนี้ไป จะเป็นการถามหาความจริงจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ตลอดจน เรียกร้องถึงจริยธรรม คุณธรรม ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บกว่า 2 พันราย และเสียชีวิต 91 ศพ ในห้วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้แสดงความเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน โดยการพิจารณาตนเองประกาศยุบสภา และนำพาประเทศไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริง โดยปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส มิใช่ถูกกดดันหรือครอบงำด้วยอำนาจรัฐที่เปรียบได้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน

“คนสั่งการและเกิดเหตุคนบาดเจ็บล้มตาย จะแต่งตั้งคณะหนึ่งคณะใดมาสืบสวนสอบสวนเพื่ออำพรางคดีให้ตนพ้นผิดมิได้”

ปฏิญญาแด่ดวงวิญญาณวีรชน “คนอยู่ สู้เพื่อคนตาย”

“แดงทั้งแผ่นดิน” แนวร่วมพลเมืองไท มหาชน***

***ขอนแก่นอุปสมบทหมู่105รูปอุทิศแก่วีรชน

ก่อน หน้านี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่วัดธาตุพระธาตุอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น มีพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่แกนนำและแนวร่วมคนเสื้อแดงขอนแก่น จำนวน 105 รูป โดยจะบวชเป็นเวลา 7วัน และระหว่างนั้นจะออกบิณฑาตจากคนเสื้อแดงทั่วทั้งภาคอีสานด้วย

นายธนิ ก มาสีพิทักษ์ แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น กล่าวว่า การจัดพิธีอุปสมบทหมู่ เพื่อเป็นกุศลให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จากการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคนเสื้อแดงที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองมาเผชิญวิบากกรรมในขณะนี้ ซึ่งมีคนเสื้อแดงหลายคนถูกจอง จำอยู่ในเรือนจำหลายๆ ที่ในประเทศ บางท่านต้องหลบหนีไปต่างประเทศ นอกจากนี้ การบวชเพื่อขออุทิศส่วนกุศลให้กับพี่น้องที่ต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาจนมาถึงปัจจุบัน

"การต่อสู้ของคนเสื้อแดงต้องมี กิจกรรมทาง การเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีกิจกรรมสัญลักษณ์และกิจกรรมทางศาสนาควบคู่กันไป เพราะพวกเราไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจแต่อย่างใด จึงต้องดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ควบคู่ไปกับกิจ กรรมทางศาสนา ซึ่งจะเน้นไปที่บุญกุศลเป็นส่วนใหญ่ เราจะสู้จนถึงที่สุด" นายธนิกกล่าว***

****************

ย้อนรอยรายงานข่าวเหตุการณ์อำมาตย์ทมิฬ 13-20 พ.ค.2553นาทีต่อนาที โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์






ต่อ ไปนี้เป็นรายงานข่าวและภาพเหตุการณ์ ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดิโอเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า"อำมาตย์ทมิฬ"ในช่วงระหว่างวันที่ 13-20พ.ค.2553 ไล่เรียงนาทีต่อนาทีตลอด24ชั่วโมงของแต่ละวัน เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจมีใครบิดเบือนได้


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีอำมาตย์อำมหิตประจำวันที่ 20 พ.ค.:ปิดฉากอำมาตย์อำมหิต (ภาพไฮไลต์:ผู้ชุมนุม รวมทั้งหน่วยกาชาดอาสาที่ถูกสังหารในวัดปทุมฯเขตอภัยทาน)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 19 พ.ค.:อำมาตย์ทมิฬบีบแกนนำจำนน แต่คุมไม่อยู่เกิดการจลาจลลุกลาม (ภาพไฮไลต์:รัฐบาลใช้กำลังบีบให้แกนนำยอมจำนน และประกาศยุติชุมนุมกะทันหัน ทำให้บานปลายเป็นการจลาจลที่ควบคุมไม่ได้)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 18 พ.ค.:อำมาตย์ กระหายเลือดล้มโต๊ะเจรจาวุฒิสภา เปิดสงครามขยี้เสื้อแดง(ภาพไฮไลต์:ทหารที่ติดสัญลักษณ์สีชมพูที่หมวกและรถ ถังบุกเข้าพังบังเกอร์ผู้ชุมนุมเพื่อเข้าปราบปราม หลังจากรัฐบาลหักหลังล้มโต๊ะเจาจาที่วุฒิสภาเป็นคนกลาง)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 17 พ.ค.สูญเสียเสธ.แดง-เส้นตายมาร์คทมิฬไร้ผล ผุดเวทีย่อยหลายจุดต้านล้อมปราบ(ภาพไฮไลต์:ความพยายามช่วยชีวิตผู้ชุมนุมมีทั้งการตั้งเวทีย่อยหลายจุด ส่งหนังสือร้องเลขาUN พระสงฆ์บิณฑบาตขอชีวิต ขอพึ่งบารมีในหลวง)



-รายงานนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 16 พ.ค.:รัฐก่อการร้ายคนที่ตายล้วนแต่ผู้ชุมนุม กับหน่วยช่วยเหลือชีวิต ไม่มีทหาร ไม่มีปะทะมีแต่ฆ่าตามใบสั่งอำมาตย์ทมิฬ(ภาพไฮไลต์:พ่อแม่ผู้สูญเสียแสดงภาพลูกที่เป็นพนักงานมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่งถูกสังหาร)



-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่15พ.ค.:ทหารหน่วยซุ่มยิงระยะไกล(สไนเปอร์)ยิงสังหารผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ (ภาพไฮไลต์:หน่วยสไนเปอร์ยิงสังหารผู้ประท้วงมือเปล่า)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 14 พ.ค.:ทหารประกาศเขตกระสุนจริง และภาพ'ปะทะ'ที่ไม่มีในสื่อกระแสหลัก(ภาพไฮไลต์:ผู้ชุมนุมที่ต่อต้านใช้อาวุธตามมีตามเกิดคือหนังสติ๊ก และบั้งตะไลสู้กับทหารที่ใช้กระสุนจริงยิงสังหาร)

-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 13พ.ค.:พวก มันเรียกการฆ่าหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยว่า"กระชับพื้นที่" เริ่มจากสไนเปอร์สังหารเสธ.แดง(ภาพไฮไลต์:นาทีสไนเปอร์สังหารเสธ.แดงและคำ บอกเล่าพยานต่างชาติถูกทหารห้ามพูดว่ารู้เห็นอะไร) และรายงานสดจากพื้นที่เพิ่มเติม(คลิ้ก)

-รายงานข่าวชนวนเหตุการณ์อำมาตย์อำมหิต:มาร์คฉีกสัญญาสันติภาพ ยกเลิกวันเลือกตั้ง14พ.ย.เดินหน้าปราบนองเลือด(ภาพไฮไลต์:อภิสิทธิ์กลืนน้ำลาย กร้าวยกเลิกวันเลือกตั้ง ยื่นคำขาดเสื้อแดงยุติชุมนุม ไม่เช่นนั้นต้องจัดการเด็ดขาด)


หมายเหตุ:ขอ ขอบคุณมิตรสหายผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองภาคสนาม ภาพข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ท่านที่ส่งข้อเขียน และภาพถ่าย ภาพเหตุการณ์ทุกท่านไว้ในโอกาสนี้****************

Thursday, November 18, 2010

‘เทมาเส็ก’สอนมวย 'หุ้นชิน'ใกล้กำไร

ที่มา บางกอกทูเดย์

เทมาสิก



5 ปีหลังรัฐประหาร
ซื้อ7หมื่น3-คืนทุนแล้ว 6หมื่นห้า!!
เวลา ตลาดหุ้นไทยขยับตัวสูงขึ้น ดูเหมือนว่ารัฐบาล โดยเฉพาะนายกรณ์ จาติวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะตีปีก ว่าเป็นผลงาน เป็นความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อรัฐบาล

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นไทยนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการที่มีเม็ดเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามา เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท และเก็งกำไรในตลาดหุ้นของไทยเป็นหลัก

เนื่อง จากการลงทุนในสหรัฐ และในยุโรป อยู่ในภาวะที่ไม่เพียงยากที่จะทำกำไร แต่ยังมีความเสี่ยงสูงอีกด้วย เพราะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและในยุโรปยังไม่คลี่คลาย สหรัฐยังคงมีการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ออกมาเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง เป็นผลให้ค่าเงินของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย มีค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อ นักลงทุนเห็นว่าทิศทางค่าเงินบาทของไทยอ่านเกมง่าย เนื่องจากรัฐบาลไทยซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มักจะเลือกทำตัวเป็น “Good Boy” ในสายตาของรัฐบาลสหรัฐในแทบทุกเรื่อง แม้กระทั่งการกระตือรือล้นรีบส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท อย่าทันอกทันใจอเมริกา จนแม้แต่ภรรยาของวิคเตอร์ บูท ยังมาร่ำลาสามีไม่ทัน

ดังนั้นเมื่อ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เลือกที่จะเล่นบทเป็นเด็กดีให้สหรัฐพอใจเช่นนี้ การแข็งขึ้นของค่าเงินบาท จึงเป็นเรื่องที่บรรดากองทุนต่างชาติ และนักลงทุนต่างประเทศอ่านได้ไม่ยาก จึงมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้ 2 เด้งง 3 เด้ง ทั้งกำไรค่าเงินบาท กำไรจากอัตราดอกเบี้ยไทยที่สูงกว่าดอกเบี้ยในสหรัฐและในอังกฤษ ซ้ำยังมีกำไรจากแคปปิตอล เกน จากดการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามา

ซึ่งรัฐมนตรีคลัง นายกรัฐมนตรี แะ ครม.ของไทย ก็พากันเป็นปลื้มเอาดื้อๆว่าเป็นเพราะผลงานของรัฐบาลทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้น

แต่ การที่ดัชนีหุ้นไทยร่วงหนักติดๆกันในรอบนี้ เป็นการสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่าที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเพราะเงินทุนไหลเข้าไม่ใช่เพราะฝีมือรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เนื่องจากว่าพอต่างชาติพร้อมใจกันเทขาย เพราะเกิดความกังวลว่าประเทศจีนเตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ

รวม ถึงความวิตกในเรื่องปัญหาหนี้ในยุโรป ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นออกมาทั่วภูมิภาคเอเซีย ดัชนีหุ้นของไทยจึงร่วงทะลุระดับดัชนี 1,000 ขุด ลงมาแอ้งแม้ง ที่ 990.13 จุด ต่ำกว่าระดับพันจุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เพราะในวันที่ 16 พฤศจิกายน ต่างชาติมีการขายหุ้นไทยเป็นจำนวน 5,515.76 ล้านบาท ในขณะที่วันที่ 17 พย. ต่างชาติก็ยังคงมีการขายหุ้นไทยทิ้งออกมาอย่างต่อเนื่องอีก 6,415.83 ล้านบาท หุ้นไทยจึงยืนไม่อยู่

ฉะนั้นจึงเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่าง ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไม่ใช่เพราะฝีมือของนายกรณ์ นายอภิสิทธิ์ แต่ขึ้นเพราะเงินทุนไหลเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อต่างชาติเทขายหุ้น จึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่างลงมาต่ำกว่า 1,000 จุดอย่างที่เห็น

อย่างไร ก็ตามในความเป็นจริงอีกประการหนึ่งที่ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามี การปรับตัวสูงขึ้น ก็เป็นเพราะความแข็งแกร่งของบรรดาบริษัทในตลาดหุ้นเอง ไม่ใช่เพราะผลงานของรัฐบาล

โดยนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงการที่ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ทั้งมาตรการที่ดูแลเกี่ยวกับค่าเงินในเอเชีย รวมทั้งความวิตกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ในหลายภูมิภาค ไม่เฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น

ทั้ง นี้ พื้นฐานของตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมของไตรมาส 3 ของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 25% และหากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 17%

ดังนั้นจึงขอให้ ผู้ลงทุนมั่นใจในพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งยังคงมีโอกาสที่ดี สำหรับผู้ที่ต้องการหาผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากนี้ ในช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ยังมีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF จึงถือเป็นจังหวะที่ผู้ลงทุนจะเลือกตัดสินใจลงทุนได้

นี่จึงเป็นอีกประจักษ์พยานหนึ่งที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นเพราะอะไร ขึ้นเพราะฝีมือรัฐบาลชุดนี้จริงๆหรือ???

ที่ สำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาการขัดแย้งทางการเมือง การปลุกเร้ากลุ่มม็อบพันธมิตร รวมทั้งการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต่างหากที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีปัญหา

และยังทำให้เกิดผลกระทบทางธุรกิจ ตามมาสารพัด อย่างเช่นกรณีของกลุ่มชิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตกเป็นเหยื่อเกมการเมือง เกมปลุกเร้าม็อบของกลุ่มพันธมิตร

แต่จะเห็นว่าล่าสุด นายสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ปี 2553 ว่า บริษัทมีผลกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 1,844.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากส่วนแบ่งกำไรในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เพิ่มขึ้น 25.2%

ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทมีมติวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นกรณีพิเศษจากกำไรสะสมในอัตรา 2.37 บาทต่อหุ้น รวมเป็นจำนวนเงิน 7,586 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากเงินปันผลพิเศษที่บริษัทจะได้รับจากเอไอเอส ในอัตราหุ้นละ 6.00 บาท กำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น 26 พฤศจิกายนนี้ และจ่ายปันผลในวันที่ 9 ธันวาคมนี้

ซึ่งจากการรวบรวมผลประกอบการใน ช่วงไตรมาส 3 ของกลุ่มชินฯ 4 บริษัท คือ ชินฯ เอไอเอส บริษัทไทยคม จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 6,496.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.24% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเอไอเอส มีกำไรสุทธิ 4,892.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% ชินฯกำไร 1,844.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% ไทยคม ขาดทุน 313.26 ล้านบาท ลดลง 716.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 50.78 ล้านบาท และซีเอสฯ มีกำไร 73.46 ล้านบาท ลดลง 6.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

และบริษัทชินฯและเอไอเอสได้มีการจ่ายเงิน ปันผลพิเศษเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ไม่ได้มีการลงทุนโครงการ 3 จี ส่งผลให้กลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับเงินปันผลจำนวนมาก

โดยหากนับ ตั้งแต่ปี 2549 ที่กลุ่มเทมาเส็ก เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในชินฯโดยการซื้อหุ้นจากครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ( 54.43%) และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด (41.68%) รวมเป็นสัดส่วน 96.11% กลุ่มเทมาเส็กฯได้รับเงินปันผลจากบริษัทชินฯแล้ว 11.8 บาทต่อหุ้น รวมเงินปันผลพิเศษครั้งล่าสุด 2.37 บาทรวมเป็น 14.17 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 43,597.71 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้รับเงินปันผลทางอ้อมจากการปันผลของเอสไอเอส ผ่าน SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD. ซึ่งถือหุ้นเอไอเอสอยู่ 568,000,000 หุ้น หรือ 19.14% อีก 33.2 บาทต่อหุ้น รวมปันผลพิเศษครั้งนี้อีก 6 บาท รวมเป็น 39.2 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 22,265.60 ล้านบาท

รวมเงินปันผลที่กลุ่ม เทมาเส็กได้รับจากการลงทุนใน 2 บริษัทตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 65,863.31 ล้านบาท จากวงเงินที่ใช้ในการซื้อชินคอร์ปจาก ครอบครัวชินวัตร ทั้งสิ้น 73,000 ล้านบาท

เท่ากับว่าระยะเวลาประมาณ 5 ปี กลุ่มเทมาเส็กก็แทบจะคืนทุนได้แล้วจากเงินปันผลที่ได้รับ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยววุ่นวายกับธุรกิจอย่างที่กลุ่มขั้วอำนาจที่ชิงอำนาจ ทางการเมืองมาได้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 49 พยายามกล่าวอ้างว่า การขายหุ้นในครั้งนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของธุรกิจปกติ แต่เป็นการขายชาตินั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเกมทำลายล้างกันทางการเมืองทั้งสิ้น

เพราะมาวันนี้ ผลประกอบการและการได้รับเงินปันผล ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่กลุ่มเทมาเส็กตัดสินใจซื้อหุ้นชินในครั้งนั้น เป็นการมองเฉพาะอนาคตทางธุรกิจเป็นหลัก

ไม่ได้คิดจะฮุบหรือครอบงำ อะไรอย่างที่มีการพยายามกล่าวหาเลย เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่ากลุ่มเทมาเส็กไม่ได้ดิ้นรนทำอะไรเลย รับแต่เงินปันผลเท่านั้นเอง

รายงาน: วสุ สุริยะแก่นทราย “เขาคิดว่าผมตายแล้ว”

ที่มา ประชาไท

อุเชนทร์ เชียงเสน









หลังจากเพื่อนอาสมัครได้พบกับลุงวสุ สุริยะแก่นทราย อายุ 59 ปี เหยื่อจากสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่เดินทางไปยื่นหนังสือที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม สายของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 พวกเรา 4 คน ได้เดินทางไปเยี่ยมและเก็บข้อมูลที่ร้านข้าวขาหมู ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเจ้าของเป็นคนเสื้อแดงและคอยช่วยเหลือดูแลซึ่งกันละกันมา

เดิม ลุงวสุ และ ป้ากูลกิจ สุริยะแก่นทราย อายุ 58 ปี ภรรยา ทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานทอผ้าในย่านนั้น ต่อมาในปี 2543 และ 2544 ลุงและป้าได้ออกจากงานตามลำดับ โดยลุงหันมาทำอาชีพทำยาหม่อง-น้ำมันสำหรับนวด และรับจ้างนวดแผนโบราณตามบ้านต่างๆ ซึ่งมีรายได้พอสมควร ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก

ป้ากูลกิจเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และบอกกันต่อหน้าศาลพระภูมิ “ถ้ามีการชุมนุมประท้วงคุณลุงไปนะ” นอกจากนั้น ยังไม่พอใจการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปทำพิธีกับพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และการปิดสนามบิน “คุณไปทำไม นั่นเป็นเศรษฐกิจของชาติ ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอก ถ้าเป็นต่างจังหวัดก็เฉพาะคนไทย แต่นี่สุวรรณภูมิ เดือดร้อนกันไปเท่าไหร่” หลังจากนั้น ลุงวสุก็ออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงทั้งใน กรุงเทพและในจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งช่วงเมษายนปีที่แล้ว ลุงกับเพื่อนเจ้าของร้านขาหมู จะออกไปชุมนุม กลับบ้านและออกไปอีก ในลักษณะนี้โดยตลอด ขณะที่ตัวป้าเองไม่สามารถที่จะเข้าร่วมการชุมนุมได้เพราะเป็นโรคภูมิแพ้อัน เนื่องมาจากการทำงาน

ในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในปีนี้ ลุงวสุและเพื่อนบ้านก็ไปชุมนุมเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา โดยจะไปรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมที่มาจากภาคอิสาน (บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ) ที่ตั้งเต็นท์อยู่ใกล้กับสี่แยกคอกวัว แต่ในวันที่ 8 เมษายน 2553 เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุม ป้าก็ได้ตัดสินใจออกไปชุมนุมด้วย แต่เนื่องจากเป็นผู้หญิงจึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น “แม่ครัว”

เหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ขณะที่ป้าทำอาหารอยู่ที่เต็นท์ ลุงวสุและเพื่อนๆในกลุ่มซึ่งได้รู้จักกันระหว่างชุมนุมได้ “ออกไปดูสถานการณ์” ข้างนอก และกลับมาในตอนเที่ยงวัน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ลุงก็ออกไปแถวโรงเรียนสตรีวิทยาอีก

นี่เป็นการเจอกันสุดท้ายก่อนที่จะพบลุงวสุอีกครั้งที่โรงพยาบาลในสภาพที่ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่

ก่อน ออกไป ลุงยื่นเงินจำนวน 100 บาท ให้เพื่อนผู้ชายในกลุ่มที่มีอายุมากแล้วเช่นเดียวกัน ให้อยู่ที่เต็นท์ คอยดูแลป้าและคนอื่นๆ ซึ่งป้าเพิ่งรู้ภายหลังจากที่ลุงออกไปแล้ว เนื่องจากถามว่า “ทำไมไม่ออกไปเหมือนกับคนอื่น” และลุงคนนั้นเล่าให้ฟัง

ห้า โมงเย็นกว่า ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดมากขึ้นทั้งที่อนุสาวรีย์และสี่แยกคอกวัว เพื่อนที่ไปด้วยกันวิ่งกลับมาที่เต็นท์ ป้าถาม “อ้าวไหนผัวฉันละ ไปด้วยกันทำไม่เอากลับมาด้วย” เพื่อนตอบ “จะเอากลับมาได้อย่างไร พวกฉันต่างคนต่างก็หนีตายมา”

พวกเราไม่มั่นใจว่าลุงจะสามารถที่พูด คุยมากน้อยขนาดไหน จึงสนทนากับป้าเป็นหลัก แต่เมื่อถึงเหตุการณ์ที่ถูกทำร้าย ลุงวสุก็พยายามเล่าเอง และป้าก็เลยให้ลุงช่วยเล่าให้ฟัง

แม้ลุงวสุจะไม่ได้สามารถระบุสถาน ที่เกิดเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถจำนาทีนั้นได้ ลุงเดินมือเปล่าเข้าไปหาทหารเพื่อห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง สลายการชุมนุม เพราะคิดว่าหาก “คนแก่เข้าไปห้าม คิดว่าเขาจะไม่ทำอะไร” และถ้าหากเป็นคนหนุ่มไปเผชิญหน้ากับทหาร จะเกิดปะทะกันได้ “เราแย่แน่ ไม่ปลอดภัย และ (จึง) บอกให้คนหนุ่มหลบไป” และบอกทหารว่า “ทำอย่างนี้ไม่ดี อย่าทำอย่างนี้ ลุงขอร้องเหอะ เราคนด้วยกัน คนไทยด้วยกัน อย่าทำอย่างนี้... บอกอย่างนี้ มันเล่นเราเลย ทหารนะ อ้าวตีผมทำไม ทีนี้ไม่ฟังแล้ว... ตีตุ๊บตุ๊บตุ๊บ (นึกในใจ) กูตาย กูไม่เหลือแล้ว อนาคตกูแค่นี้”

ลุงวสุถูกตีที่บริเวณศีรษะและลำตัวจนสลบอยู่กับ ที่และถูกนำไปส่งถึงโรง พยาบาลกลางเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ก่อนจะฟื้นขึ้นมาในอีก 3 วันต่อมา คนที่เห็นเหตุการณ์และจำลุงได้ ได้โทรศัพท์ไปบอกญาติที่ต่างจังหวัดว่า ลุงวสุเสียชีวิตแล้ว แต่เมื่อทราบภายหลังว่ายังไม่เสียชีวิต เขาก็ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์อีกเลย

ผลจากการ “โดนของแข็ง” ทำให้สมอง (ด้านซ้าย) ได้รับการกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งในสมองต้องทำการผ่าตัด และทำให้แขน-ขาขวาไม่สามารถที่จะใช้งานได้อย่างปกติ โดยจากเอกสารรับรองความพิการ ออกโดยโรงพยาบาลกลาง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ระบุว่า “การใช้ภาษาพูด” “การเคลื่อนไหว แขน ขา และเท้า (อ่อนแรง แขนขาขยับไม่ได้)” “ลักษณะทั่วไปของร่างกาย” และ “ความสามารถทางการเรียนรู้” “บกพร่อง” และลงความเห็นว่า “ส่งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมาย”

หลังจาก เหตุการณ์ ป้าได้เข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งในวันที่ 18 เมษายน 2553 แต่จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีการเรียกสอบปากคำแต่อย่างใด ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล นางพยาบาลได้บอกกับป้าว่า “ลุงนี่เป็นหลักฐาน ให้รักษาตัวให้ดี” และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ได้เข้าไปสัมภาษณ์ ได้ให้คำแนะนำว่าให้ “หาที่หลบไปสักพักหนึ่งก่อน”

เมื่อออกจากโรง พยาบาลกลางในปลายเดือนเมษายน ป้าจึงตัดสินใจพาลุงวสุไปอยู่ในสวนซึ่งมีญาติพี่น้องส่วนหนึ่งคอยช่วยกัน ดูแล และเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยใช้สิทธิของผู้ประกันสังคม ที่ลุงจ่ายเงินสบทบไว้หลังออกจากงาน แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม แพทย์ท่านหนึ่งพูดกับป้าว่า “เสื้อแดงหรือ ผมไม่รับรักษาหรอก” และมีการแนะนำให้ลาออกจากการเป็นผู้ประกันสังคมเพื่อแลกกับการรับเงินเพียง 40,000 บาท

ปัจจุบัน แม้อาการของลุงจะดีขึ้นบ้าง จะพูดได้บ้างแล้ว แต่แขน-ขาด้านขวา ไม่สามารถใช้งานได้ ป้าต้องประคองหรือนั่งรถเข็นตลอดเวลาเมื่อต้องออกไปไหนมาไหน โดยป้าได้หันไปหาวิธีการรักษาตามแผนโบราณ เช่น ฝังเข็ม การนวด เป็นต้น โดยหวังว่าลุงวสุจะดีขึ้นกว่านี้

แม้จะมีรายได้จากหอพักซึ่งสร้าง เสร็จไม่นานมานี้จำนวนหนึ่ง แต่ก็พอๆกับหนี้เงินกู้ที่นำมาก่อสร้างซึ่งต้องจ่ายคืนให้กับธนาคารในแต่ละ เดือน การที่ลุงไม่สามารถทำงาน หาเงินได้ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อการรักษาตัว ทำให้ลุงและป้าประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ป้ายื่นสมุดบัญชีธนาคารให้พวกเราดู มีเงินอยู่ 1400 บาท จากเดิมที่มีอยู่ 400 บาท และมี “คนใจบุญ” 2 คนโอนมาให้คนละ 500 บาท

เพื่อนของเราถามลุงวสุว่า “ยังสู้ไหม” ลุงตอบทันที “สู้ซิ”

หมาย เหตุ: สำหรับผู้ที่มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเห็นเหตุการณ์ที่ลุงวสุถูกตีจนได้รับบาดเจ็บ กรุณาส่งข้อมูล หรือติดต่อเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริงได้ที่ uchane19@hotmail.com และสามารถบริจาคช่วยเหลือลุงและครอบครัวโดยตรงได้ที่ นางกูลกิจ สุริยะแก่นทราย เลขที่บัญชี 467-0-40776-7 ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

ประชาธิปไตยกับหลักสิทธิเสรีภาพ

ที่มา Thai E-News

ประชาธิปไตยกับหลักสิทธิเสรีภาพ


โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ที่มา Arinwan foum

"ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)" ประกาศว่า

ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติ ศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ

ข้อ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่ จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน


แต่หากย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ ต่างๆที่เกิดในประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นประชาธิปไตยกลับพบว่า นับจากการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2548 โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง นักวิชาการบางส่วน และสื่อสารมวลชนที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับสื่อในเครือผู้จัดการ ได้เกิดปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย และถูกนำมาขยายความจนกระทั่งมีฐานะเป็นความคิดครอบงำในการต่อต้านการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย นั่นคือการใช้ "สัญลักษณ์" โดยใช้ "เสื้อเหลือง" เป็นสัญลักษณ์ต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" ของกลุ่มการเมืองที่ในเวลาต่อมาพัฒนาสู่ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)" อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในลักษณะ "อิงแอบ" สถาบันเบื้องสูงมากขึ้น

กระทั่ง หลังปฏิบัติการ "ฉีกรัฐธรรมนูญ/ปล้นประชาธิปไตย" (แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบุรณ์ก็ตาม) ภายใต้การปกครองของ "รัฐบาลอำมาตย์/ขุนศึก" ซึ่งค้ำจุนโดยฝ่ายทหาร ผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครองรัฐบาลพลเรือนเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง โดยประกาศชื่อของตนเองชนิดยาวเหยียดเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอม ว่า "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)" นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ตามมาด้วยการเปลี่ยนถ่ายชื่อเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)" ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์กรหลักที่มีหน้าที่รักษาสันติภาพและเสรีภาพภาย ใต้การกำกับขององค์การสหประชาชาติ

ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอม!

เป็น ความชอบธรรมจอมปลอมต่อเนื่องในแทบทุกพฤติกรรมปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ความพยายามโยงเสื้อสีเหลือง/ผ้าพันคอสีฟ้า ของผู้นำกลุ่ม พธม. เพื่อบิดเบือนและอิงแอบสถาบันเบื้องสูง ในการโจนตี ใส่ร้าย การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย จะโดยในเสื้อสีแดง (ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเสื้อสีเหลือง) หรือการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ หรือไม่อย่างไรก็ตาม

นั่นคือความพยายามของฝ่าย ปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ในอันที่จะแยกพลังประชาธิปไตย ออกจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่รักเสรีภาพ รักประชาธิปไตย และคัดค้านระบอบอำมาตย์/เผด็จการซ่อนรูป

ไม่ว่าจะพิจารณาจากจุดยืนใด ความขัดแย้งระหว่าง มวลชน "เสื้อแดง" ที่ประกอบด้วยกลุ่มพลังประชาชนหลากหลายแนวทาง ที่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง นำโดย "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" กับ มวลชน "เสื้อเหลือง" ที่นำโดย พธม. ซึ่งสนับสนุนการขับไล่รัฐบาลประชาธิปไตย และมีส่วนขับเคลื่อนไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เองนั้น...

เป็นเพียงบริบทหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

ความ พยายามของรัฏฐาธิปัตย์ปัจจุบัน ที่สะท้อนนัยในการสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ก็ดี หรือการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พธม. ตลอดชั่วระยะเวลา 3 ปีมานี้ก็ดี ไม่เพียงบ่งชี้ถึงการใช้นโยบายเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย หรือ "นโยบาย 2 มาตรฐาน" หากบ่งชี้อย่างชัดเจนในความเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย บนหลักการพื้นฐาน เสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

และ ความชัดเจนนั้นถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้งในคำสั่งและแนวโน้มห้ามคนเสื้อแดงใส่ เสื้อสีแดงทำกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง อันเป็นท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบสังคมอารยะในโลกปัจจุบันอย่างไม่อาจโต้ แย้งเป็นอย่างอื่น

ดังกล่าวมาข้างต้นใน "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)" และประกอบกับใน "คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง (Déclaration des droits de l'homme et du citoyen de 1789)" อันเป็นเอกสารสำคัญซึ่งเกิดขึ้นในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยกำหนดให้สิทธิของปัจเจกชนและสิทธิมวลชนเป็นสิทธิสากล โดยประกาศเป็นครั้งแรกถึงศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ข้อ 1. มนุษย์ทั้งหลายเกิดมาและทรงไว้ซึ่งเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกันใน (การมีและการใช้) สิทธิประการต่างๆ ความแตกต่างทางสังคมไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะเช่นไรก็ตาม จะมีขึ้นได้ก็แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันเท่านั้น

ดังนั้น ไม่ว่าการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง จะมีรูปแบบหรือเนื้อหาประการใด จะมีเป้าหมายเฉพาะหน้าหรือเป้าหมายในที่สุดอย่างไร ตราบเท่าที่การเคลื่อนไหวนั้นหาได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอื่นๆ นั่นหมายความไม่อาจมีอำนาจใดมาระงับยับยั้งสิทธิเสรีภาพนั้นได้ และแม้ว่าอำนาจนั้นๆ จะเป็นตัวรัฏฐาธิปัตย์ในสถานะใดสถานะหนึ่ง ก็ย่อมหมายความว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น ละเมิดหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่ว่า "สิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ หรือเสรีภาพ ย่อมไม่อาจถูกกำจัดหรือกำจัดได้ โดยสิทธิบัญญัติ หรือกฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้นมาใช้ แม้ว่ากฎหมายนั้นจะมีชื่อเรียกว่า รัฐธรรมนูญ"

ดังเช่นใน "คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง" ประกาศไว้ในข้อ 16. ว่า "สังคมใดมิได้มีหลักประกันแห่งสิทธิทั้งปวงและมิได้มีการแบ่งแยกอำนาจโดย ชัดเจน สังคมนั้นย่อมปราศจากรัฐธรรมนูญ"

นั่นย่อมหมายความว่า รัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถให้หลักประกันในสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือยิ่งไปกว่านั้น ย่อมไม่อาจถือเป็นรัฐธรรมนูญแห่งระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย

และ รัฏฐาธิปัตย์ที่ใช้อำนาจที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ย่อมหมายถึงรัฏฐาธิปัตย์ที่ไม่ชอบด้วยการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอธิบายได้ด้วยคำกำจัดความเพียงสถานเดียวว่าเป็น

"รัฏฐาธิปัตย์แห่งการเผด็จอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย".