ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 1, 2010

2พ.ค.ขอพื้นที่คืน รัฐเอาจริง ไม่ถอยทหารลุย

ที่มา ไทยรัฐ

นายกฯสั่งศอฉ. 2 พ.ค.นี้ ต้องเคลียร์พื้นที่โดยรอบรพ.จุฬาฯให้ได้ เพื่อความมั่นใจของ หมอ-พยาบาล-ประชาชน โดยเริ่มจากการเจรจา หากไม่ได้ผล ต้องใช้กำลังดำเนินการ เชื่อตำรวจ-ทหารปฏิบัติการภารกิจนี้ได้...

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศูนย์อำนวยการร่วมแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ. ) กล่าววันนี้ (1 พ.ค.) เมื่อเวลา 20.30 น.ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) หลังการประชุม ศอฉ.โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานการประชุมฯ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมรับฟังว่า จากกรณีเสื้อแดงบุกเข้าไปค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นเรื่องที่สังคมไม่สบายใจด้วยกันทุกฝ่าย เพราะโดยปกติโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ไม่ว่ากลุ่มไหนฝ่ายไหนโรงพยาบาลพร้อม บริการทุกคน แต่การดำเนินการของคนเสื้อแดงทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ และโรงพยาบาลเกิดความไม่สบายใจ และรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อหมอและพยาบาล ทั้งนี้ทุกฝ่ายร่วมกันประณามการกระทำของคนเสื้อแดง แม้ว่าแกนนำจะออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เชื่อว่าประชาชนเข้าใจดีว่า การเป็นแกนนำไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

โฆษก ศอฉ.กล่าวต่อว่า มีคำถามว่าทำไมกำลังทหารไม่เข้าไปดูแลในโรงพยาบาลจุฬา เพราะว่าโรงพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของสภากาชาดไทย มีกฎข้อบังคับชัดเจนไม่ให้กำลังฝ่ายใดเข้าไปในโรงพยาบาลได้ สำหรับการปฏิบัติของเสื้อแดงที่บุกเข้าไปในโรงพยาบาล สังคมรับไม่ได้ โดยจากการประชุม ศอฉ.เช้าวันที่นี้ นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตำรวจโดยตำรวจท้องที่ เข้าไปวางกำลังในโรงพยาบาล อันเป็นอำนาจตามกฎหมายของตำรวจที่ทำได้ โดยได้สั่งการชัดเจนว่าให้ตำรวจไปเปิดพื้นที่หน้าโรงพยาบาลให้หมด เพื่อสร้างความมั่นใจกับหมอและพยาบาล รวมทั้งให้มั่นใจกับประชาชนว่ามีความปลอดภัยในการไปรักษาพยาบาล

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ทางตำรวจรายงานใน ศอฉ.โดยที่ประชุมมีมติเห็นพ้องให้พรุ่งนี้ (2 พ.ค.) ดำเนินการต่อเนื่อง วันนี้มีบางส่วนหลบไปในเกาะกลางถนน โดยการทำให้ประชาชน และโรงพยาบาลเกิดความมั่นใจ หมายความว่าบริเวณแถวนั้นทั้งหมดต้องไม่มีผู้ชุมนุมอยู่ เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นอีก ดังนั้น วันพรุ่งนี้ ผบ.ตร.จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง และจะเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดด้วยวิธีต่างๆ เริ่มต้นจากการเจรจา หากไม่ได้ผลต้องใช้กำลังดำเนินการ ทั้งนี้ศอฉ.มั่นใจตำรวจดำเนินการได้


“ขอให้มั่นใจว่า หากพรุ่งนี้จำเป็นต้องใช้กำลังไม่ใช่ประสงค์ที่จะสลายแยกราชประสงค์แต่อย่างใด แต่เป็นการขอคืนพื้นที่หน้าโรงพยาบาลจุฬาเท่านั้น เพื่อให้หมอพยาบาลได้ดูแลคนที่เจ็บป่วยเท่านั้น ทั้งนี้ การปฏิบัติเป็นหน้าที่ของตำรวจก่อน เพราะเป็นพื้นที่กาชาดสากลไม่ให้กำลังทหารเข้าไปอยู่ ซึ่ง ศอฉ.มั่นใจว่าตำรวจสามารถปฏิบัติภารกิจได้ เปิดหมดจนแยกสารสิน“ โฆษก ศอฉ. กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การดำเนินการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลในการเปิดช่องทางถนนราชดำริตั้งแต่ แยกวังแดง ผ่านหน้าโรงพยาบาลจุฬา ถึงตึกสิริกิต์ (สก.) ชึ่งตำรวจนครบาลได้ประสานแกนนำนำ จนช่วงเย็นสามารถเปิดพื้นที่ ถ.ราชดำริ แยกศาลาแดงถึงตึก สก.160 เมตร โดยจะสร้างความมั่นใจให้โรงพยาบาลจุฬาฯระดับหนึ่ง แต่ตำรวจนครบาลจะพยายามขอคืนพื้นที่ แม้ว่าโรงพยาบาลยังไม่มั่นใจในการเปิดใช้บริการ ทั้งนี้ตำรวจจะดำเนินการต่อไป

ตำรวจตรึงกำลัง รพ.จุฬาฯ-แยกศาลาแดง

ที่มา ไทยรัฐ

ตำรวจจำนวน 1 กองร้อย ยืนขวางทางเข้าถนนราชดำริ เพื่อให้รถพยาบาลสามารถวิ่งผ่านเข้าออกห้องฉุกเฉินที่อยู่ฝั่งถนนราชดำริได้ ขณะที่ ตำรวจส่วนหนึ่งอยู่ในรพ.จุฬาฯ โดยมีการ์ดนปช.เข้ามาสังเกตความเคลื่อนไหวรอบอาคารภปร....


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 1 พ.ค. บริเวณแยกศาลาแดง ตำรวจใช้รถควบคุมผู้ต้องหา 3 คัน จอดชิดติดริมถนนราชดำริ หน้ารพ.จุฬาลงกรณ์ และใช้กำลังลังตำรวจ 1 กองร้อย พร้อมโล่ปราบจราจลยืนขวางปากทางเข้าถนนราชดำริ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงยอมรื้อแนวรั้วเปิดถนน เพื่อให้รถพยาบาลสามารถวิ่งผ่านเข้าออกห้องฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ฝั่งถนนราชดำริได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้แนวรั้วของคนเสื้อแดงเคยเปิดๆ ปิดๆ อยู่หลายครั้ง โ ดยตำรวจได้เปิดไฟสัญญาณสีแดงไว้ปากทางเข้า และใช้แผงเหล็กกั้นช่องว่างตรงกลางถนน แต่ให้ผู้ชุมนุมและรถสามารถวิ่งผ่านเข้าออกได้


ด้านแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่รักษาพื้นที่บริเวณด่านศาลาแดง ประกาศโจมตีการตรึงกำลังใกล้ที่ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา โดยว่าอ้างมาดูแลความปลอดภัย แต่ที่จริงเป็นการรอรับคำสั่งให้ใช้กำลังสลายคนเสื้อแดง เพราะกำลังส่วนหนึ่งได้กระจายอยู่ใน รพ.จุฬาลงกรณ์ หลังจากที่มีการย้ายคนไข้ออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่กำลังตำรวจหลายกองร้อยได้เคลื่อนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของรพ.จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ช่วงเย็น ในถนนอังรีดูนังต์ มีรถตู้ตำรวจจอดเรียงรายยาวเหยียดตามแนวถนน และบริเวณริมถนนพระราม 4 มีรถบรรทุกรถแทรกเตอร์สีเหลือง 2 คัน มาจอดไว้ข้างรั้วรพ.จุฬาลงกรณ์ แต่หลังจากศ.นพ.อดิศร ภัทรดูลย์ ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ ทราบข่าวว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาจำนวนมาก และส่วนหนึ่งได้เข้าไปอยู่ในอาคาร จึงได้ขอร้องให้กำลังเจ้าหน้าที่ออกจากตัวอาคารไปอยู่ที่ลานจอดรถแทน

ล่าสุดจนถึงช่วงค่ำ กำลังตำรวจส่วนหนึ่งยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ของรพ.จุฬาฯ โดยที่การ์ดนปช.หลายสิบคน เข้ามาสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวอยู่บริเวณรอบตึกภปร.

'ทักษิณ'ยันสบายดี อยู่ยูกันดา ฟังบรรยายเหมืองทอง

ที่มา ไทยรัฐ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาย้ำ ข่าวลือตาย ไม่จริง ตอนนี้สบายดี อยู่ที่ยูกันดาในทวีปแอฟริกา ร่วมฟังบรรยายสรุปการทำเหมืองทอง หยอดหวาน ขอบคุณที่ยังเป็นห่วง ขอให้กำลังใจผู้ใช้แรงงาน มีความสุข และปลอดภัย...

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.50 น. 1 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งข้อความผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า วันนี้เป็นวันแรงงาน ผมขอให้กำลังใจผู้ใช้แรงงานให้มีความสุข และปลอดภัยในการทำงาน ให้ได้รับประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมไทยโดยเร็วครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงจากข่าวลือว่าผมเสียชีวิต วันนี้ผมอยู่ที่ประเทศยูกานดา มาพบท่านประธานาธิบดี และมาฟังบรรยายสรุปเรื่องการสำรวจเหมืองทองที่นี่

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังตอบคำถามทางทวิตเตอร์กับคำถาม “ต้องทำอย่างไร คนไทยทั้ง 65 ล้านคนจึงจะกลับมาสามัคคีกันได้” ว่า ต้องพูดภาษาไทยกัน ที่มีความหมายว่า เราไทยด้วยกัน อย่าอาฆาตมาดร้ายกัน ให้อภัยกัน อย่าพูดคำว่ากฎหมาย แต่ไม่เข้าใจความยุติธรรม และเมตตาธรรม

ตีธงแล้วคุมเกมให้อยู่

ทีึ่มา ไทยรัฐ

28 ศพบนถนนไปแล้วยังเฉยๆ นับประสาอะไรกับอีก 2-3 ศพที่จะตายในสภา

โดยจังหวะใส่เกียร์ถอย พรรคเพื่อไทยมีมติไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อ้างเหตุผลห้วนๆ ไม่ต้องการเป็นตราประทับให้รัฐบาลมือเปื้อนเลือดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ปิดเกม ล้มแผนตีขนาบในเวทีสภา

ตามสัญญาณคลื่นความถี่สูงจากนายใหญ่ต่อสายผ่าน "เจ๊แดง" กับ "น้องปู" ล็อบบี้ ไม่ให้ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ทำลายจังหวะเกมกดดันบนถนนของม็อบเสื้อแดง ที่ตีธง ให้นายกฯอภิสิทธิ์ยุบสภาสถานเดียว

ยึดเอาเป้าหมายของกองทัพแดงเป็นหลัก

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้หวังผลกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว จับทางฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยที่ออกลูกยึกยัก

ปัดแข้งปัดขากันเอง ลากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจมาจนเกือบนาทีสุดท้าย ใกล้ปิดสมัยประชุมสภา ในวันที่ 21 พฤษภาคม

เหลือเวลาอีกแค่ 20 วัน

ในขณะที่ตามกระบวนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องเริ่มจากส่งเรื่องให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในห้วงเวลา 7 วัน ก่อนส่งต่อให้รัฐบาล

จัดการกำหนดวันดีเดย์ภายใน 2 สัปดาห์

ฉุกละหุก ฉิวเฉียดเต็มแก่

แต่มันสำคัญตรงคำตอบสุดท้ายที่ใส่ตัวเลขเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลได้ล่วงหน้า

จับอาการของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ที่แสดงออกมาหลังโดนระเบิดเฉียดบ้านตูมที่สอง ส่งซิกผ่าน "หนูนา" น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ยกธงเชียร์ให้นายกฯอภิสิทธิ์ สู้ๆ อย่ายอมแพ้กฎหมู่ของคนเสื้อแดง

"บรรหาร" โดดเกาะเอว "อภิสิทธิ์" ไม่ปล่อย

หันไปที่ค่ายภูมิใจไทย ในอารมณ์ที่ "เดอะเป็ด" นายเนวิน ชิดชอบ ออกมาประกาศเป็นหัวขบวนฟัดกับขบวนการล้มสถาบัน หลังได้รับการต่อสายจาก "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง รวมหัวจัดคิวบู๊หักดิบกับลูกข่ายนายใหญ่

"เนวิน" กอดคอ "เทพเทือก" แน่น

ไฟต์บังคับพรรคชาติไทยพัฒนากับพรรคภูมิใจไทย แกะมือยังไงก็ไม่ออก

ยังไม่นับมุกหากินที่ประชาธิปัตย์หยิบมาใช้ได้ในยามคับขัน อัดฉีดงบประมาณผ่านกระทรวงในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต่างก็ยังไม่พร้อมเรื่องเสบียงเลือกตั้ง

ยกมือโหวตเมื่อไหร่ก็ผ่านสบายๆ

ตามเกมแล้วเหนื่อยเปล่า ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เปิดเวที เชือดก็แค่ลิเก "คั่นฉาก" ดีไม่ดีจะหลงเข้าเหลี่ยมยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ถนัดอยู่แล้วเรื่องลีลาโวหาร สุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังอุ้มกระเตงกันต่อไปบนเงื่อนไขสมประโยชน์

ต่ออายุ "อภิสิทธิ์" ลากยาวไปแบบเนียนๆ

เอาเป็นว่า "นายใหญ่" สั่งถอนเกมในสภา เน้นเกมกดดันบนถนน

ตามโปรแกรมที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.แพลมไต๋ พร้อมชุมนุมลากยาว รอคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ลุ้นล้มโต๊ะรัฐบาล "อภิสิทธิ์" โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ

นั่นก็หมายถึงว่า อย่างน้อยๆเลยม็อบแดงก็ต้องลากไปอีก 15 วัน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้สิทธิในการยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหา

โดยจังหวะเร้า "คำตอบสุดท้าย" ผูกวิกฤติม็อบแดงกับคดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์

ยากจะยื้อ ดึงเกมประวิงเวลา

เช่นเดียวกันกับโจทย์ยากๆของแกนนำม็อบเสื้อแดงที่ตั้งท่าลากยาว จนกว่าจะได้คำตอบสุดท้าย "ยุบ" พรรคประชาธิปัตย์ ล้มกระดานนายกฯอภิสิทธิ์

จำเป็นต้องโหม "กิจกรรม" รายวัน เลี้ยงอารมณ์มวลชนเสื้อแดง

พร้อมๆกับประคองกระแส แย่งพื้นที่ข่าวกับฝ่ายต่อต้าน

ที่สำคัญต้องไม่พลาดให้ข้อหาย้อนเข้าตัว อย่างที่นายจตุพร ระบุว่า อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต่อสายเตือนให้ระวังการเคลื่อนไหว ไม่ให้พาคนไป "เสี่ยงตาย"

หรือล่าสุดกับคิวปล่อยให้พวกบ้าดีเดือดบุกเข้าโรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะวิตกจริตกลัวทหารมาซุ่มยิงแกนนำ จนหมอ พยาบาล แตกตื่นกระเจิง ต้องย้ายคนไข้ ปิดรับการรักษาผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัย

พลาดให้โดนรุมด่า แบบที่แกนนำต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ กันยกใหญ่

ต้องคุม "ไอ้ห้าว" เหนื่อยอีกหลายวัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

บรรยากาศหายนะ

ที่มา ไทยรัฐ


เหตุการณ์ปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่บริเวณ อนุสรณ์สถาน จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอีกกระทอก ส่งสัญญาณว่าวิกฤติบ้านเมืองกำลังฝังรากลึกและจะแปรสภาพเป็น สงครามกลางเมือง ในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่เพราะฝีมือพวกเดียวกันเอง สิ่งที่ประจักษ์ก็คือการทำงานของเจ้าหน้าที่หละหลวมและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

รวมทั้งมีการใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม

ควันหลงที่ตามมาก็คือ ศอฉ.ได้ออกมาแถลงข่าวใหญ่โตว่าสนธิกำลังกับกองทัพอากาศตรวจค้นผู้ต้องสงสัยพบจักรยานยนต์ มีพิรุธ เข้าตรวจค้นเจอระเบิดเอ็ม 79 จำนวนมาก นำหลักฐานมาโชว์หรา ทั้งยังระบุด้วยว่าเจ้าของรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล

การเร่งออกมาแถลงข่าวของ ศอฉ.โดยที่ยังไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างชัดเจนถือว่าอันตรายและถูกมองว่า ศอฉ.ต้องการสร้างความชอบธรรม ในการที่จะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมในข้อหาก่อการร้าย โดยที่ ศอฉ.ลืมนึกไปว่าในทางตรงกันข้าม สำนักข่าวต่างประเทศนำภาพข่าวดังกล่าวไปเผยแพร่ทั่วโลก ระบุว่ารัฐบาลไทยกำลังต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย

อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยตามมาบ้าง

อย่างน้อยภาพพจน์ในสายตาชาวโลก ประเทศไทยไม่เหลือความปลอดภัยอีกต่อไป ถูกจัดให้เป็นโซนอันตราย ในด้านยุทธวิธี ก็ยิ่งจะเป็นการชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่า วิกฤติการเมืองเข้าสู่จุดอันตรายร้ายแรง ชาวบ้านอยู่บนความหวาดวิตกและกังวลต่ออนาคต สุดท้ายก็กระทบไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำว่า ทหารแตงโม หรือตำรวจมะเขือเทศ อาจจะฟังดูแล้วไม่มีพิษมีภัย แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดี รัฐบาลต้องตระหนักว่า เสถียรภาพของรัฐบาลมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาต่อต้านขัดขืนอย่างรุนแรงขนาดนี้ สุดท้ายก็จะมีผลต่อกลไกในการบริหารประเทศไปโดยปริยาย

การทำงานก็จะไร้ประสิทธิภาพ

วันนี้รัฐบาล วันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ว่าสิ่งที่จะตัดสินใจต่อไปนี้จะเป็นการนำพาให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤติ

หรือเป็นการเอาตัวรอดของรัฐบาล

และวันนี้คงไม่ต้องตามไปโทษคนที่อยู่ต่างประเทศให้เมื่อยตุ้ม เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่าจนบัดนี้แม้ไม่มีคนที่อยู่ต่างประเทศ สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองก็จะดำเนินต่อไป

เพราะการต่อสู้ครั้งนี้เกิดจากวิกฤติการเมือง เป็นการต่อสู้ ด้วยลัทธิและอุดมการณ์ เป็นการดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากความไม่เท่าเทียม ไม่เสมอภาค และไม่มีมาตรฐาน

ไปสู่จุดสมดุล.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 01/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

สีที่น่าเป็นห่วง

ที่มา บางกอกทูเดย์


โดนงูกัด ก็ต้องใช้พิษงูแก้ เฉกเช่นเดียวกับ “การเมือง”ต้องแก้ด้วย “การเมือง”ในเมื่อต้องการจะแก้ให้ถูกจุดก็ต้องหา “ต้นเหตุ”แห่งความวุ่นวายให้พบ
สีก็เช่นเดียวกัน..เมื่อจะ “ล้างสี” ทั้งหมดออก จะต้องให้ “สี”มาดับ “สี”กันเองจึงจะถูกต้องด้วยประการทั้งปวงจะให้เจ๊กย้อมผ้ามาช่วยย้อมเปลี่ยนสีให้คงไม่สวยนัก!และ..ในที่สุด ทั้ง “สีเหลือง”และ “สีแดง” ก็ถูกกลืนหายไปกลายเป็น “หลากสี”โดยอัตโนมัติ!!เพราะต่างก็ไม่ยอมเป็น “เป้านิ่ง”ให้ยิงกบาลกันง่ายๆสุภาษิตจอมยุทธจีนกล่าวว่า ต้า จั้ง ฟู เหนิง ซวี เหนิง เซินแปลเป็นไทยว่า “ลูกผู้ชายยืดได้หดได้”แล้ว..สำมะหาอะไรจะเปลี่ยน “สี”ไม่ได้..เพื่อความอยู่รอดแบบว่า

สะดวกทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ในความเป็นจริง “สีเหลือง” กับ “สีแดง”เป็นสีคู่กัดกันโดยปริยาย!!และเป็นที่น่าสังเกตว่า “สีเหลือง”มากราย ..ได้กลับกลายมาเป็น “สีแดง”ในภายหลังอย่างมากมายมหาศาล??ในทางตรงข้ามไม่เคยเห็น “สีแดง”แปลงร่างกลายเป็น “สีเหลือง”สักคน!เออ!..มันเป็นเพราะอะไรล่ะครับ เจ๊เล้ง??ที่ปวดหัวอยู่ในขณะนี้ เพราะทั้ง “สองสี”กลายพันธุ์เป็น “หลากสี”เดียวกันทั้งหมดไปแล้วหากว่าใครดันพิเรนท์ที่จะจัด “ม็อบ” มาชน “ม็อบ”คงจะยุ่งกัน

ตายชักจะมองออกได้อย่างไรว่า “ใครพวกใคร”ในขณะที่ เฮละโล “พะบู๊”กันนัวเนียจะต้องมีพวกเดียวกัน “หยำฉ่า” กันเอง อย่างน้อยครึ่งขบวน เชื่อเหอะ!เพราะใบหน้าของคนหลากสีคือ “คนไทย”เหมือนกันเดี๊ยะ..ยุ่งละว้อยทีนี้ “แดงจริง” กับ “แดงเทียม”ยังพอที่จะค้นหานำตัวออกมาได้..แต่ “หลากสีเทียม”จะดูกันยังไงวะเนี่ย!ยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนรูปแบบ พลิกไป-พลิกมา ของแกนนำทั้งสองฝ่ายมีหวังชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูก “ลูกหลงตาย” กันเป็นเบือ!!

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ คือการเจรจา

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ”ความมั่นคง” จึงไม่มีหน้าที่ในการปราบปราม หรือเจรจากับ”คนเสื้อแดง”คุณไตรรงค์ เป็นดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งที่”ครบเครื่อง”คำพูดของ ดร.ไตรรงค์ เจ้าของฉายา “สามสี ภูเขาทอง” ที่แสดงความเห็นในสงครามประชาชนที่

กำลังรบพุ่งเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธ์กันเอง เป็น “คำเตือน” ที่คนรุ่นน้องอย่าง อภิสิทธิ์ กับ สุเทพ น่าจะนำมาคิดและครองกันให้ดีไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ด้าน เศรษฐกิจ บอกว่า การชุมนุมส่งผลในทางลบ ยิ่งยืดเยื้อมากยิ่งเสียหายมาก ส่วนจีดีพีจะลดลงมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับตั้งสมมติฐานและการคาดการณ์ ต้องยอมรับว่าการชุมนุมส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวลูกหลง ขณะที่บางส่วนยังมีภาพหลอนจากการยึดสนามบินที่

ผมเห็นว่าน่าสนใจ เห็นจะเป็นความเห็นของคุณไตรรงค์ที่บอกชัยชนะที่ยิ่งใหญ่คือการเจรจา!!ดร.ไตรรงค์ เน้นความเชื่อมั่นของตัวเอง ด้วยการยืนยันว่า ท่านเป็นคนที่เชื่อทฤษฎีของซุนวู ผู้เชี่ยวชาญด้านการสงคราม ซึ่งมีอยู่ 2 ข้อ คือ 1. ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือชัยชนะที่ไม่ต้องทำสงครามคือให้พูดจากัน 2. สงครามยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งเจ๊งทุกฝ่าย ไม่มีใครได้ประโยชน์ และเมื่อถูกถามว่าสงครามครั้งนี้ใครจะได้ชัยชนะ?? คุณไตรรงค์ก็ตอบโดยไม่ต้องรอคิดให้เสียเวลา

ว่า "ไม่มี!! ฉิบหายทุกคน"!!ผมไม่รู้ว่า...ในความสัมพันธ์ หรือความเชื่อถือส่วนตัวของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งสองคนนี้จะให้ความเชื่อถือ หรือให้ความสำคัญกับ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี แค่ไหน? แต่รู้อยู่อย่างเดียวว่า....สำหรับคนในประชาธิปัตย์แล้ว วันนี้ ความเห็นของไตรรงค์ต่อสถานการณ์การทำสงครามระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดงถูกต้องและน่ารับฟังที่สุด....แต่ มาร์ค-เทือก ก็มิได้นำพา!!

อารยะขัดขืน

ที่มา บางกอกทูเดย์


ผิดแล้วก็ผิดอีก ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำผิดซ้ำซากนั่นคือ..การดูแลไม่เหมือนกันในเรื่องเดียวกัน....ถ้ามันแค่คนสองคนมันก็ไม่เท่าไหร่..แต่นี่มันเกิดขึ้นกับความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ...มันถึงเป็นเรื่องใหญ่..ชนิดที่ความตายก็หยุดยั้งมันไม่ได้.. เราจึงได้เห็นคนกลัวผีที่ไม่กลัวปืน เราจึงได้เห็นคนมือเปล่าที่เข้าไปแย่งปืนที่กำลังยิงจากมือทหารเชื่อกันหรือไม่...สิ่งเดียวที่แยกสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าคนให้แปลกไม่ปนไปกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นั้นคือ ความรู้สึกต่อต้านความอยุติธรรมมนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มักจะเอาตัวเข้าไปเปรียบเที่ยบกับสิ่งอื่นๆ และโดยเฉพาะ...มนุษย์ด้วยกัน..มนุษย์จึงสร้างโลกในนี้ขึ้นมา

ด้วยความรู้สึกและความรู้สึกนี่แหละ....คือความเป็นมนุษย์ความรู้สึกที่ว่า...เอ็งทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ทำไมกูทำอะไรก็ผิดไปหมด..อย่างที่ปรากฏอยู่บนตัวเสื้อของคนเสื้อแดง..มันเป็นความรู้สึกที่กลั่นกันออกมาเป็นตัวอักษร..ความรู้สึกดังกล่าว..เป็นโซ่เหล็กพลังดูดมหึมาที่ที่เร่งร้อยผู้มีความรู้สึกเช่นเดียวกันให้มานอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ด้วยกัน นานเกินวันสู้ด้วยกันนานเกินปีและเมื่อการต่อสู้นั้นมันไม่ได้รับการสนองตอบ..นานเข้านานเข้า..พวกเขาจึงเรียกคำแทน

พวกเขาว่า “ไพร่” และเกาะกลุ่มต่อสู้กันต่อไปในสันดานและความรู้สึกแห่งการเป็นสัตว์มนุษย์ผิดแล้วผิดอีก..แต่ไหนแต่ไรมา..การทำม็อบสัญจรของม็อบเสื้อแดง..ก็ไม่ได้รับการขัดขวางลื่นใหลไปตามถนนหนทาง..นอกจากจะเข้าพื้นที่ที่มีรั้วกางกั้น..แต่ทันทีที่มีม็อบเกิดใหม่มาต้านม็อบ..ม็อบใหม่สามารถเดินไปไหนก็ได้ชุมนุมที่ไหนก็ได้..แต่ม็อบเก่ากลายเป็นม็อบที่ถูกปิดกั้นแม้แต่บนถนนหนทาง..ใช้อาวุธและกำลังแบบห้ามผ่านเด็ดขาดรัฐบาลไปสร้าง ม็อบเขาม็อบเราขึ้น

มา..จนคนทั่วไปรู้สึกว่า..รัฐบาลกำลังต้องการให้ประชาชนชาติเดียวกันต่อสู้กัน และเตรียมที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการต่อสู้นั้นแต่รัฐบาลลืมไปว่า...คนถืออาวุธที่เรียกกันว่าทหาร..คนถืออาวุธที่เรียกกันว่าตำรวจนั้น..เขาก็เป็นคนเป็นมนุษย์..เขาก็มีความรู้สึก..และแยกแยะได้..เขาเป็นไพร่ที่ถูกใช้ให้มาประหัตประหารไพร่ด้วยกัน เขาเหล่านั้นแยกแยะได้ถึงความยุติธรรมกับอยุติธรรมอาระยะขัดขืนจึงอุบัติขึ้น

ทางออก คือ ‘ยุบสภา’

ที่มา บางกอกทูเดย์



นายกฯ อภิสิทธิ์ จะประคองตัวเด้งเชือกไปได้อีกกี่ยก...กับแรงกดดันของคนเสื้อแดงที่มีพลพรรคฝ่ายค้านเป็นแนวร่วมอย่างสอดคล้องต้องกัน ซึ่งตั้งประเด็นการขับไล่นายกฯ อภิสิทธิ์ว่า...มีที่มาไม่ชอบตามระบอบประชาธิปไตยเถียงอย่างไร...ยกเหตุผลต่างๆ มาแก้ข้อกล่าวหา...ก็ไม่ทำให้คนเสื้อแดงหายคลางแคลง

ใจลงไปได้ มิหนำซ้ำยังชวนทะเลาะแบบยืดเยื้อ...โดยนำกลุ่มคนมาปักหลักชุมนุมกลางเมืองมหานครของไทย การชุมนุมเรียกร้องนั้นตั้งไว้ประเด็นเดียวว่า ขอให้มีการยุบสภา แล้วคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า...เสียงส่วนใหญ่จะเลือกใคร? ระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านแกนนำคนเสื้อแดงรับรองไว้ว่า...ถ้ายุบสภาแล้วผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไรก็จะยอมรับไปตามนั้น “แพ้เป็นแพ้” จะไม่มาก่อหวอดรบกวนการทำงานของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งอีกต่อ

ไปแต่ถ้าคนส่วนใหญ่เลือก “พรรคฝ่ายค้าน” ก็ขอให้ยอมรับด้วยเช่นกัน...อย่ามากล่าวหาว่า ชนะเพราะการซื้อเสียง ชนะเพราะคนต่างจังหวัดเห็นแก่เงิน...ไม่เข้าใจประชาธิปไตย...เป็นคนชนบทก็แล้วกันเปิดเกมให้แบบนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ยังไม่มีทีท่าจะยอมรับ...ทั้งที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็เคยประเมินไว้แล้วว่า...คะแนนนิยมของพรรครัฐบาลกำลังดีวันดีคืน แต่กลับขออยู่ต่ออีกสัก 9 เดือนจึงจะยุบสภา!ตรรกะและเหตุผลดูจะไม่สอดคล้องต้องกัน...ถ้าพิจารณากับสถานการณ์ที่

นายกฯ อภิสิทธิ์ กำลังประสบอยู่ ทั้งด้านที่เป็นบวก และด้านที่เป็นลบด้านบวก ก็คือ คนบางส่วนกำลังเห็นใจรัฐบาล และอยากให้กำลังใจด้วยการออกมาสนับสนุนให้บริหารบ้านเมืองต่อไป และไม่เห็นด้วยที่นายกฯ อภิสิทธิ์ จะยุบสภา ผู้ที่ออกมาสนับสนุนมีตั้งแต่คนเสื้อชมพู...ต่อมาก็เป็นคนเสื้อหลากสีที่ออกมาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงพลังให้เห็นว่า...มีคนอีกมากที่ยังรักและชอบนายอภิสิทธิ์คนที่รักนายกฯ ได้รวมตัวกันนับได้หลายแสนคนหรือ

อาจจะถึงล้านคนด้วยซ้ำ...ตามที่ได้กล่าวกันออกมา ทั้งชมรมคนเล่นเฟซบุ๊ค...คนที่พร้อมใจกันออกมาแสดงพลังในช่วงเวลาที่นัดหมายกันอีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนชาวพันธมิตรฯ ที่แสดงท่าทีออกมาสนับสนุนอีกก็มากมาย ถ้านับรวมทั่วประเทศคงหลายแสนคนหลายล้านคน...เป็นพลังมวลชนที่ทำให้นายกฯอภิสิทธิ์น่าจะได้เปรียบถ้ามีการยุบสภาแต่เหรียญย่อมมีสองด้าน...เมื่อมองเห็นด้านบวกแล้ว ก็มิอาจมองข้ามด้านลบไปได้ ด้านลบของรัฐบาลก็มีอยู่

เช่นกัน...โดยเฉพาะผลจากการขอพื้นที่บริเวณแยกผ่านฟ้าคืนจาก “คนเสื้อแดง” ที่เลยเถิดเกินไปจนมีคนตายหลายสิบและคนเจ็บเกือบพันการเข้าสลายการชุมนุมเมื่อ 10 เมษา 53 โดยอ้างว่าขอพื้นที่คืนนั้น...ดูจะรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างมาก เพราะมีการทิ้งระเบิดแก๊สน้ำตาจากที่สูง...มีการใช้รถยานเกราะสายพาน และมีการใช้อาวุธจริงทั้งปืนและระเบิด ผสมโรงเข้ามาด้วยจะอ้างเหตุผลอย่างไรก็แล้วแต่...นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่า...เป็นการแก้ตัวเพื่อให้พ้นจากความรับ

ผิดชอบ แต่ผลที่ปรากฏ...เลือดก็นองท้องถนนบริเวณราชดำเนินไปแล้ว ซึ่งผู้นำคนใดก็มิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองไปได้แต่สำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มีกลุ่มคนอีกไม่น้อย...ยอมรับความบาดเจ็บล้มตายของคนหลายสิบหลายร้อยได้ ...เพียงเพื่อให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯต่อไป คำว่า “ผู้ก่อการร้าย” จึงอุบัติขึ้นหลังจากที่มีคนตายเมื่อ 10 เมษาถึงแม้จะเป็นด้านลบ...แต่ภาพพจน์ก็กำลังจะได้รับการชะล้างสะสางให้ภาพของมือที่เปื้อนเลือดกลับมา

ขาวสะอาดด้วยการป้ายความผิดไปเป็นของผู้ก่อการร้ายที่ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องล้มตายกันอย่างมากมายด้านลบที่เกิดตามมาอีกอย่างหนึ่ง...ก็เป็นกรณีที่ กกต. มีมติให้ “ยุบพรรค” ประชาธิปัตย์ด้วยข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับเงินจำนวน 258 ล้านบาท และเงิน 29 ล้านบาทซึ่งดูแล้วก็คงจะมีเวลาในการต่อสู้คดีได้อีกสองถึงสามเดือนแต่ด้านลบที่สำคัญที่สุด ก็คือ การไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับคนเสื้อแดงได้อย่างเต็มที่ ทำให้การชุมนุมยังคงมีต่อไป ซึ่งสร้าง

ปัญหาให้กับรัฐบาลอย่างมาก...จนต้องไปอาศัยความคุ้มครองจากทหารในราบ 11 และยังมีแรงสนับสนุนแบบกดดันจากคนที่เชียร์รัฐบาล...ที่ดูไปเหมือนจะหวังดีแต่ผลที่ออกมาจะทำให้รัฐบาลลำบากมากขึ้นก็เป็นได้เพราะการที่หลายฝ่ายต้องการให้รัฐบาลบริหารงานต่อไปภายใต้สภาวการณ์ที่ต้องใช้กำลังทหารและตำรวจคุมกันอยู่ตลอดเวลา และต้องรอเวลาการพิจารณาในเรื่องที่จะถูกยุบพรรคด้วยนั้นไม่น่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลมากนัก ถ้าจะเปรียบเทียบกับข้อเสนอ

ที่คนเสื้อแดงเสนอให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 3 เดือน เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวฝ่ายคนเสื้อแดงเสนอมาเอง และถ้ารัฐบาลรับเงื่อนไขก็อาจจะทำการถ่ายเลือดได้ทันถ่ายเลือดคนในพรรคประชาธิปัตย์ผ่านการเลือกตั้งครั้งใหม่...ในขณะที่ยังเป็นรัฐบาลอยู่ ก็ดูจะมีผลดีมากกว่าการปล่อยให้ไปเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจจะโดนยุบพรรคก่อน ซึ่งถ้าโดนยุบพรรคจริง...พรรคเพื่อไทยจะได้เปรียบทันทีระยะเวลา 3 เดือนแม้จะสั้น...แต่ก็อยู่ในช่วงที่มีข้อได้เปรียบอยู่ โดยเฉพาะ

กระแสความนิยมนายกฯอภิสิทธิ์ จากกลุ่มคนเสื้อหลากสี คนพันธมิตรฯ คนในเฟซบุ๊ค ซึ่งรวมๆ แล้วก็น่าจะมีหลายล้านคนและที่สำคัญ...ถ้าในยามที่น้ำกำลังขึ้น และผลการเลือกตั้งออกมา ฝ่ายรัฐบาลได้เสียงข้างมาก เวลาในการบริหารประเทศที่เคยรับปากไปแล้วว่าจะยุบสภาภายใน 9 เดือน...ก็จะขยายได้เต็มที่ถึง 4 ปี มีเวลาที่จะบริหารประเทศอย่างชอบธรรม และจะทำให้คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยต้องรอไปอีกนาน พิจารณาอย่างนี้แล้ว การยุบสภาภายใน 3

เดือนน่าจะ win win มากกว่าหลังจากนั้น...ถ้าเกิดพรรคต้องโดนยุบไปจริงๆ ก็จะยังมีคนที่เป็นเลือดใหม่ทำงานต่อไปได้ ส่วนผู้บริหารพรรคที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองก็ช่วยงานพรรคได้ต่อไป เพราะไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้การเดินหมากแบบใช้ข้อเสนอของคนเสื้อแดงมาสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ น่าจะเป็นแนวทางออกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และจะเป็นการเอาชนะโดยไม่ต้องรบกับใคร และจะไม่มีใครเสียเลือดเสียเนื้อตามมาอีก ทางออก

คือ “ยุบสภา” ภายในกำหนดที่คนเสื้อแดงเสนอ...หาใช่การสูญเสียหรือพ่ายแพ้แต่อย่างใด มีแต่จะได้เปรียบในระยะเวลาที่จะได้มาถึง 4 ปี...และไม่ต้องรอความเสี่ยงเรื่องยุบพรรคที่จะเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วยบทความวันนี้จะโดนใจนายกฯ อภิสิทธิ์หรือไม่...ก็โปรดได้พิจารณาดู และกลุ่มคนที่สนับสนุนให้สู้กันแบบจะเอาชนะด้วยกำลัง...โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่จะตามมานั้น...ควรจะพินิจพิจารณาด้วย ก็คงจะดีนะครับ!

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

ผลงานบิ๊กจิ๋วสุดชัดเจน รักชาติรักสถาบันยิ่งชีพ

ที่มา บางกอกทูเดย์



จะถือว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองสกปรก ผ่านกลไกของ ศอฉ.หรือไม่ วินาทีนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทย โดยเฉพาะสังคมในส่วนที่มองสถานการณ์ทุกด้านด้วยสติ
และให้ความเป็นธรรมล้วนต่างจับจ้องมองกันเป็นอย่างมากสำหรับ กรณี “แผนผังล้มสถาบัน” ของศอฉ.คำถามที่อึงอลไปหมดทั้งสังคมไทยก็คือจริงหรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะมีส่วนในการล้มสถาบันฯ อย่างที่ ศอฉ.กล่าวหาบรรดาคนที่พยายามกล่าวหา พล.อ.ชวลิตหากไม่ใช่เป็นเพราะเคยชินกับการได้รับตำแหน่งโดยไม่เคยมีผลงานที่ควรค่าแก่การยกย่อง ก็อาจจะลืมไปจริงๆ ว่า พล.อ.ชวลิต

นั้นมีผลงานที่ทำ เพื่อชาติและราชบัลลังก์มาโดยตลอดคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ซึ่งการเปลี่ยนความคิดทางการเมืองในสังคม จากการปราบปราม มาเป็นการต่อสู้คอมมิวนิสต์เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลต่างๆ ในอดีตมุ่งแต่การปราบปรามเป็นหลัก แต่ก็ไม่เคยได้รับชัยชนะแต่ไม่ใช่วิธีคิดของ พล.อ.ชวลิตผลงานชัดเจนที่สุด คือการมีคำสั่งที่66/2523 ซึ่งมี พล.ต.หาญ ลีนานนท์เจ้ากรมยุทธการทหารบกในขณะนั้น กับพล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ และคณะ เป็นกลไกสำคัญ

ในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางความคิดครั้งสำคัญยิ่งหยุดการปราบปราม แต่มาใช้การต่อสู้โดยยึดกระบวนการทางความคิดเป็นสำคัญพล.อ.ชวลิต ตลอดมาสะท้อนชัดถึงภาพของการยึดมั่นในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์เป็นอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นและเป็นอุดมคติที่แท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งปั้นแต่งซึ่งการกำเนิดของอาสามัครทหารพรานซึ่ง พล.อ.ประยุทธ จารุมณี ทั้งในฐานะเสนาธิการทหารบก และ ผบ.ทบ.ในขณะนั้นรู้และยอมรับมาตลอดว่าเป็นการริเริ่มจากพล.อ.

ชวลิต ซึ่งถือเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งกลไกหนึ่งในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์จนสุดท้ายด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทพยายามทำ ให้สงครามเอาชนะคอมมิวนิสต์ของพล.อ.ชวลิต สามารถยุติลงโดยพื้นฐานนับแต่ปี 2524 เป็นต้นมาทั้งหมดสะท้อนชัดเจนว่า นี่คือการทุ่มเทเพื่อปกป้องประเทศชาติ และราชบัลลังก์อย่างแท้จริงดังนั้นในภายหลังที่ พล.อ.ชวลิต ได้เป็นผบ.ทบ. ได้เป็น ผบ.สส. จึงไร้ซึ่งข้อกังขากล่าวได้ว่าไม่มีการที่จะไม่ยอมรับจากภาคส่วนใดๆ เลยของสังคม

ไทยสำคัญที่สุดคือนอกจากตำแหน่งแล้วต้องไม่ลืมว่าการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี และเข้าสู่พิธีดื่มนํ้าพระพิพัฒน์สัตยาเป็นเกียรติยศที่ พล.อ.ชวลิต ปลาบปลื้มที่สุดเพราะเป็นเกียรติยศอันสูงยิ่งที่ทหารคนหนึ่งซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณยํ้าอีกครั้งว่า เกียรติยศที่ พล.อ.ชวลิตได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่พยายามดิ้นรนแสวงหา หรือไขว่คว้าเหมือนกับคนการเมืองบางคนในขณะนี้แต่เป็นการได้มาในฐานะที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อชาติและราชบัลลังก์ด้วย

ความซื่อสัตย์นั่นเองดังนั้น การที่ ศอฉ.โดย พ.อ.สรรเสริญแก้วกำเนิด ออกมาเผยแผนผังล้มสถาบันโดยที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และผอ.ศอฉ. ออกมาขานรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยรวมกระทั่ง นายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองที่ถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง5 ปี แต่นายอภิสิทธิ์ กลับเอามาใช้งานการเมืองเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณในการได้เป็นนายกรัฐมนตรีจึงทำให้นายเนวิน ในวันนี้สามารถ

ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ทุกเรื่อง โดยที่คำตัดสินของศาลไม่สามารถจะกันนายเนวินได้ จึงถึงขั้นเหิมเกริมว่า ณ วันนี้คือผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครต่อใครหากอยากจะอยู่ในอำนาจการเมือง ก็ต้องเรียกใช้บริการจึงทำให้ออกมากล่าวหา พล.อ.ชวลิตตาม ศอฉ.ตามนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพไปด้วยทั้งๆ ที่หากนายเนวิน ยังมีมโนสำนึกอยู่บ้าง ย่อมควรจะต้องจดจำได้เป็นอย่างดี ว่า พล.อ.ชวลิตเคยช่วย เคยเอื้อเอ็นดู และเคยเป็นฝ่ายให้นายเนวินมามากมายสารพัดเพียงใดสมควรแล้ว

หรือ ที่จะมากล่าวร้ายเช่นนี้ยิ่งหากเปรียบเทียบกันด้วยใจที่เป็นธรรม ต้องถามว่าทั้ง 4 คน ที่กล่าวหา พล.อ.ชวลิตนั้นมีผลงานอะไรที่เป็นเกียรติยศบ้างพ.อ.สรรเสริญแก้วกำเนิด มีผลงานในอาชีพราชการทหารอะไรที่ชัดเจนบ้าง ก่อนที่จะมาเป็นโฆษกมาเป็นกระบอกเสียง แล้วก็มาทำหน้าที่ใน ศอฉ.ครงั้ นี้เคยรู้หรือไม่ว่า เพื่อนร่วมรุ่น หรือแม้กระทั่งรุ่นพี่ รุ่นน้อง หลายคนรู้สึกอย่างไรเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ ที่วันนี้เสียงครหาในเรื่องของการรับราชการทหาร ก็ยังไม่เคยจบ

สิ้น เพราะแม้ว่าอาจจะเป็นการไม่ผิดกฎหมายอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เชื่อมั่นจริงๆแต่ไม่ว่าอย่างไรก็มีร่องรอยให้มีการตั้งข้อสังเกตได้ว่าไม่สง่างามหลายคนบอกว่า ไอ้เณรทหารเกณฑ์นักศึกษา รด. หรือแม้แต่คนที่ครบเกณฑ์ แล้วใช้การจับใบดำ-ใบแดงตรงๆไปเลย ยังมีความสง่างามและชัดเจนในขณะที่บนเส้นทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งแม้จะถือว่าเป็นเด็กสร้างประชาธิปัตย์ ที่บรรดาอดีตผู้ใหญ่หลายคนภายในพรรคเคยภูมิอกภูมิใจ แต่มาในวันนี้นายอภิสิทธิ์ คงรู้ได้ด้วย

ตัวเองว่า ท่าทีและความรู้สึกของบรรดาผู้ใหญ่ภายในพรรคเปลี่ยนไปหรือไม่สายตาที่เคยเอื้อเอ็นดู แปรเปลี่ยนไปหรือไม่... เป็นสิ่งที่อยากให้นายอภิสิทธิ์กลับไปคิดให้จงหนักส่วนนายสุเทพ คงต้องให้คนในแวดวงการเมืองร่วมสมัยนั่นแหละ ที่เป็นคนพูดว่า อะไรคือผลงานที่น่าภาคภูมิใจของนายสุเทพบ้างอะไรคือผลงานที่กระทำเพื่อชาติและราชบัลลังก์บ้างแล้วไฉนวันนี้จึงจะมาเอ่ยอ้าง ผูกขาดความจงรักภักดีต่อสถาบัน จนไปกล่าวหาพล.อ.ชวลิตส่วนนายเนวิน ไม่ต้องพูด

ถึง ยังจำภาพในอดีตที่สะพายย่ามเดินตามหลังพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อขอโอกาสทางการเมืองได้หรือไม่ยังจำภาพของตนเองที่ทรุดตัวลงกอดพ.ต.ท.ทักษิณ ได้หรือไม่รู้หรือไม่ว่าสังคม จินตนาการ ชื่อตัดมาสั้นๆ ของนายเนวิน ที่ว่า “เน” นั้น ไปไกลถึงคำว่าอะไรแล้วการที่ออกมากล่าวหา พล.อ.ชวลิต เพื่อหวังจะสร้างภาพทางการเมืองนั้น คิดหรือว่าจะดูดีขึ้นมาได้โดยเฉพาะมุกที่พยายามอ้างความจงรักภักดี ผูกขาดการเทิดทูนสถาบัน รวมไปถึงการที่ทำเป็นนํ้าหู

นํ้าตาไหลนั้น... เชื่อมั่นจริงๆ หรือว่า คนไทยจะไม่รู้ทันเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่???... อยากให้นายเนวินถามตัวเองให้ชัดๆเพราะ ณ วันนี้ พล.อ.ชวลิต คนที่ถูกกล่าวหา สามารถที่จะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ โดยไม่ต้องหวาดระแวง ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาจ้องปองร้ายแต่ถามว่า นายเนวิน กล้าหรือไม่ที่จะออกจากที่ซ่องสุมแล้วมาเดินถนนอย่างเปิดเผย โดยไม่มีการ์ดห้อมล้อมเกือบ 20 คนถ้าไม่กล้า นั่นก็คือคำตอบที่ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือว่า นายเนวินสร้างผลงานอะไรเอา

ไว้เช่นเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพซึ่งยืนยันมาตลอดว่ามาตามกฎหมายมาตามรัฐธรรมนูญปี 50 และทำหน้าที่อย่างถูกต้องมาตลอดถามว่าทำไมวันนี้จึงต้องหมกตัวอยู่ในราบ 11 แม้แต่บ้านช่องก็ยังไม่ได้กลับ...กลัวอะไรหรือศอฉ.ทั้งหลายเคยฉุกใจคิดหรือไม่ว่าทำไม พล.อ.ชวลิต จึงบริสุทธิ์ใจพอที่จะเดินทางไปที่ไหนก็ได้แม้แต่ราบ 11 ก็ยังกล้าไป... เพื่อเข้าไปพบทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพวันนี้อยากให้ ผู้กุมอำนาจและกลไกศอฉ. หันมาทบทวนว่า สิ่งที่ทำลง

ไปนั้นเป็นเพราะเมาหมัด หรือจนแต้ม จนนึกไม่รอบคอบไม่รอบด้าน จึงทำสิ่งผิดพลาดลงไปด้วยการกล่าวหา พล.อ.ชวลิตหากเพราะเมาหมัด หรือเพราะหลงเชื่อคำยุยงของนายเนวินแล้ว คิดเสียใหม่เถิด...บ้านเมืองในวันนี้ ควรที่หยุดเกมใส่ร้ายหยุดเกมการเมืองสกปรก ภายใต้บริการของคนๆ นั้นหรือยัง แล้วกลับลำมาเจรจาอย่างสันติ เลิกทิฐิทำเพื่อประเทศชาติสักครั้งไม่ดีกว่าหรือ???

ใบตองแห้งออนไลน์ : ล้มเจ้า! ยังไม่เท่าฆ่าตัวเอง

ที่มา ประชาไท


ผมนั่งดู ศอฉ.ตั้งข้อกล่าวหาฉั้วๆ เรื่องขบวนการล้มเจ้าด้วยความขบขัน เพราะเป็นเรื่องเก่าโคตร และมั่วโคตร ขนาดลากเส้นให้หัวโตเป็นสายตรงพจมาน ชินวัตร

ที่เก่าโคตรก็เช่นโยงฟ้าเดียวกันกับหลานสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พูดกันมา 4 ปี ถามว่าตัวสุริยะตอนนี้อยู่ที่ไหน ใครเห็นสุริยะมีบทบาททางการเมืองบ้าง แม้แต่สื่อเสื้อเหลืองอย่าง ASTV ก็แทบไม่เคยกล่าวถึงสุริยะโยงใยทักษิณหรือม็อบเสื้อแดง แต่พูดถึงฟ้าเดียวกันทีไร เป็นต้องอ้างหลานสุริยะ

ที่ใหม่โคตรก็คือกล่าวหาบิ๊กจิ๋วกับสมชาย ฐานทำหนังสือขอเข้าเฝ้า แค่เนียะก็โดนรุมกระหน่ำว่าบังอาจ มิบังควร “ล้มเจ้า” เออ แล้วไอ้พวก ม.7 ที่ในหลวงตรัสว่า “อย่ามั่ว” ล่ะ ยังลอยหน้าลอยตากันอยู่ได้ (ตลกกว่านั้นคือบิ๊กจิ๋วนี่แหละ เป็นคนออกมาพูดเรื่อง “ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า”)

คำถามคือหาว่า “ล้มเจ้า” แล้วจะมีอะไรอีก

คำตอบคือไม่มี นี่คือข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศนี้

ถามต่อไปว่า ถ้าใช้ข้อกล่าวหานี้แล้ว ยังสลายม็อบเสื้อแดงไม่ได้ คนเสื้อแดงยังลุกฮือทั่วประเทศ แล้วจะทำอย่างไร

เพราะนี่เป็นข้อหาที่ใช้มาแล้วเกือบ 5 ปี ตั้งแต่สนธิเปิดสวนลุมโจมตีทักษิณเรื่องวัดพระแก้ว จนนำไปสู่รัฐประหารด้วยข้อหา “หมิ่นเหม่” แต่ยิ่งกล่าวหาทักษิณ ยิ่งโจมตี “ขบวนการล้มเจ้า” ไหงกลับมีม็อบเสื้อแดงมากขึ้นๆ เรื่อยๆ จนพวก Ultra-Royalist สมองกลวงแทบจะคลั่งใจตาย

สิ่งที่ผมประหลาดใจคือทำไม Royalist ที่มีสติ มีเหตุผล มองการณ์ไกล จึงมีน้อยเหลือเกินในประเทศนี้ ถ้าเป็น Royalist จริง ทำไมจึงปล่อยให้รัฐผลักคนร่วมครึ่งประเทศไปเป็น “ศัตรูสถาบัน”

การที่คนเสื้อแดงเติบโตขึ้น มีมวลชนมากขึ้น ถ้าคุณเป็น Royalist ที่มีหมอง คุณจะมองอย่างไร ระหว่างหนึ่ง อิ๊บอ๋ายแล้ว มีคนมากมายมหาศาลเข้าร่วมขบวนการล้มเจ้า ไม่เอาเจ้า หรือว่าสอง เพราะคนเขาเห็นเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้เหตุผล และคนส่วนใหญ่ในเสื้อแดงเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น

ถ้าคุณเชื่อข้อแรก คุณก็ไม่เชื่อมั่นในสถาบัน ไม่เชื่อมั่นพระบารมี อย่างที่ปากพูด

Royalist ที่แท้จริงควรมองให้ถูกจุดว่า การอ้างและดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองต่างหาก ที่ส่งผลกระทบจนเกิดปรากฏการณ์ที่เห็นอยู่นี้

และสิ่งที่ควรมองให้มากที่สุดคือ พวกที่ “แปลงสถาบันเป็นอาวุธ” เนี่ยเป็น Royalist จริงหรือปลอม

เพราะผมเห็นว่ามี 2 พวก คือพวก Ultra ไร้สมอง กับพวก Royalist จอมปลอม ที่ไม่ได้แยแสเลยว่าการ “แปลงสถาบันเป็นอาวุธ” จะส่งผลกระทบต่อสถาบันสูงสุดของประเทศอย่างไรบ้าง

โอ้ ขนาดไอ้ห้อยก็ยังออกมา “ปกป้องสถาบัน” พวก Ultra คงเป็นปลื้มชื่นชมกันยกใหญ่ (ชื่นชมกันเข้าไป พรรคภูมิใจห้อยฉวยโอกาสชุลมุนย้ายข้าราชการ 2 กระทรวงแล้ว)

ผมจึงไม่ได้ตื่นเต้นกับข้อกล่าวหา “ล้มเจ้า” ที่เก่าโคตรและมั่วโคตร เพียงแต่สังเวชที่เห็น “อดีตสหาย” ออกมาปลุกกระแส “6 ตุลารอบใหม่” ซึ่งเท่ากับทำลายตัวเอง ต่อไปจะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ไหนคบ

เช่นกัน ผมมองว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังฆ่าตัวเอง ถ้าจะใช้ข้อกล่าวหาสูงสุดซ้ำรอย 6 ตุลา มาเป็นข้ออ้างสลายม็อบ เพราะทำเช่นนั้นเท่ากับเป็น “รัฐบาลหอย” ย้อนรอยออหมักเสียเอง ภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์-ที่พยายามอวดอ้างกับต่างประเทศว่าเป็นผู้ดี เป็นคนรุ่นใหม่ นักเรียนอังกฤษ แม่แบบประชาธิปไตย จะยับเยินไม่มีอะไรเหลือในสายตาสื่อต่างชาติ (แค่ถูก BBC ซักก็จนแต้มแล้ว)

ข้อกล่าวหา “ล้มเจ้า” ที่เก่าโคตรและมั่วโคตร ไม่มีผลอะไรต่อสังคมที่แตกแยกแล้ว พวกเสื้อแดงเขาก็ไม่เชื่อ และยิ่งโกรธที่ไปกล่าวหาเขา พวกคนชั้นกลางสมองกลวงที่เชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์ไม่ต่างกับแม่ค้าฟังข่าวลือในตลาด (แต่ยังคิดว่าตัวเองมีหมองมากกว่า) ก็เชื่อฝังหัวอยู่แล้ว (อย่าไปเพิ่มความคลั่งให้เขาเลย) ขณะที่คนทั่วไปที่มีสติมีเหตุผลพอ จะกลับเห็นใจเสื้อแดงกับข้อกล่าวหาที่ไร้ตรรก

มีอย่างที่ไหน เรียกร้องให้ยุบสภา กลับกล่าวหาว่าล้มเจ้า

ฆ่าตัวตายร้ายแรงกว่า
ในขณะที่ข้อกล่าวหา “ล้มเจ้า” ดูรุนแรงมาดร้ายแต่ไม่น่ากลัวเท่าที่คิด ภาพที่ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงกว่าต่อม็อบเสื้อแดง คือภาพที่ ร.พ.จุฬา ต้องขนย้ายผู้ป่วยลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่กันโกลาหล เพราะความบ้าคลั่งของแกนนำบางคนและการ์ดเสื้อแดง ที่บุกเข้าไปค้น ร.พ.จุฬาเมื่อวันพฤหัสบดี จน ร.พ.ต้องปิดการรักษาผู้ป่วย

อย่าอ้างว่าแค่เข้าไปขอตรวจดูว่าไม่มีทหารนะครับ ผมเนี่ยฟังจากคนที่เชียร์ม็อบเสื้อแดงเอง เพื่อนเขาเป็นพยาบาลโทรมาเล่าให้ฟัง ถึงความ “ถ่อย” ของการ์ดเสื้อแดงที่เข้าไปข่มขู่เขา

พฤติกรรมที่เกิดขึ้น แม้แต่คนที่เห็นใจม็อบเสื้อแดง ยังอดรนทนไม่ได้ (แม้แต่คนในม็อบที่ให้สัมภาษณ์ TPBS ก็ยังบอกว่าผิด) นี่มัน “ฆ่าตัวตาย” ทางการเมืองชัดๆ แกนนำที่ทำเรื่องนี้ไม่มีหัวคิด ไม่มีสมองแม้แต่ปลายนิ้วก้อยเลยหรือ

คุณหมออดิศร ภัทราดูลย์ ผอ.ร.พ.จุฬาฯ นี่ท่านก็อดกลั้นอดออมกับม็อบมามากนะครับ วงในเล่ากันว่าท่านค่อนข้างเห็นใจเสื้อแดง จนถูกพวกตรงข้ามหาว่าท่านเป็นเสื้อแดง แต่งานนี้ จะให้เห็นใจอยู่อย่างไรไหว

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือแกนนำเพียงแต่ขอโทษ แล้วก็อ้างว่าการกระทำของพายัพ ปั้นเกตุ ไม่ได้เป็นมติของแกนนำ (เหมือน พธม.เปี๊ยบตอนที่อ้างว่าบุก NBT ไม่ได้เป็นมติแกนนำ) คือถ้ามันเป็นการกระทำของการ์ดหรือมวลชน คุณยังอาจอ้างได้ว่าคุมไม่อยู่ แต่นี่แกนนำกันเอง ยังคุมไม่อยู่ แล้วจะนำการชุมนุมไปสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างไร

มิหนำซ้ำ ตอนเย็นวันศุกร์ แกนนำสั่งให้เปิดทางเข้า ร.พ.จุฬา ถอยม็อบออกมาจากสี่แยกศาลาแดง แต่ไม่ทันไร เสธแดงก็มาสั่งให้กลับไปอยู่ตามเดิมอ้างว่าทหารจะบุก อ้าว ไหนว่าประกาศตัดหางเสธแดงไม่ให้เป็นแกนนำแล้วไงละครับ แบบนี้ สุรชัยก็โผล่มานำม็อบด้านประตูน้ำได้สิ

แกนนำเสื้อแดงขอโทษ ตำหนิพายัพ ถามว่าแล้วไง ที่ผ่านมา ผมก็เห็นแกนนำเสื้อแดงตำหนิอริสมันต์ที่บุกรัฐสภา แต่อีกไม่กี่วันถัดมาก็ยังส่งอริสมันต์จอมบู๊นำมวลชนไปผ่านฟ้ายามหน้าสิ่วหน้าขวาน (นี่อริสมันต์ก็ไปตรวจแนวตามเสธแดงสั่งอีก) เหมือนกันเลย อริสมันต์ เสธแดง แล้วก็พายัพ (ยังไม่นับขวัญชัยที่ชิ่งทิ้งมวลชน) อะไรคือความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แกนนำจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าเป็นความผิดส่วนบุคคล ในเมื่อยังยอมให้คนเหล่านี้มีบทบาทต่อไป

ถ้าแกนนำเสื้อแดงตระหนักในผลเสียที่เกิดขึ้น จะต้องแก้ไขโดยด่วน คือถอยม็อบออกมาจากหน้า ร.พ.จุฬา ให้ ร.พ.เปิดรักษาต่อไปได้ ในเมื่อคุณไม่กลัวเขาปราบอยู่แล้ว (จริงๆ ก็อยากให้ปราบ) ทำไมจะต้องไปแย่งยึดพื้นที่แค่ตรงนั้น (ที่จริงต้องย้อนถามด้วยว่าทำไมงี่เง่าถึงขนาดไปบุก ร.พ.จุฬา ถ้ากลัวทหารจะแอบเข้าไปอยู่ คุณไม่รู้หรือว่าใน ร.พ.มีพนักงานเสื้อแดงตั้งเยอะ วันก่อนผมไปธุระส่วนตัว ได้ยินเขาคุยจ้อกับเพื่อน บอกว่าพวกหมอพยาบาลเป็นเสื้อเหลืองซะเยอะ แต่พวกคนงาน คนขับรถ เป็นเสื้อแดงซะเยอะ ถ้าทำงานมวลชนเป็น ก็ต้องจัดตั้ง “สปาย” เสื้อแดงใน ร.พ. และในสีลม)

แล้วทำแค่นั้นยังไม่พอนะครับ ถ้าเสื้อแดงจะกู้ภาพจากความเสียหายที่เกิดขึ้น คุณยังต้องทำอีกหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น พายัพ ปั้นเกตุ ถ้ากล้าหาญจริง กล้ารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น คุณต้องเดินออกจากม็อบไปมอบตัว รับข้อหาจากรัฐบาลทั้งหมดทั้งของเก่าของใหม่ กล้าไหมที่จะเสียสละเพื่อขบวน (ไม่มีทางเป็นไปได้)

เสื้อแดงยังควรจะพลิกสถานะจากที่ถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยรับข้อเสนอของกลุ่มสันติวิธีที่ขอเข้าไปตรวจอาวุธ เชิญผู้ดำรงตำแหน่งบางคนที่พอจะไว้วางใจได้ว่าไม่บิดเบือน เช่น ประธานวุฒิสภา รวมถึงทูตานุทูต เข้าไปตรวจให้เห็นว่าในม็อบเสื้อแดงไม่ได้ซ่อนอาวุธ อย่าไปกลัวว่าตรวจแล้วไม่เจออาวุธจะทำให้รัฐบาลกล้าใช้กำลังเข้าสลาย เพราะถ้าตรวจปุ๊บ แล้วเย็นนั้นหรือวันรุ่งขึ้นรัฐบาลเข้าสลาย ผู้ที่เข้าไปตรวจเขาก็จะต้องปกป้องคุณ ต้องประณามรัฐบาลว่าใช้เขาเป็นเครื่องมือ

ผมถือว่าตัวเองอยู่ในพวกเห็นใจเสื้อแดง เห็นด้วยกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือโดยหลักการและโดยวิถีทาง ต้องถือว่าการต่อสู้ของเสื้อแดงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้รับไม่ได้กับการนำของทักษิณ และแกนนำที่ไร้สติ

ถามว่าที่ผ่านมาการต่อสู้ของเสื้อแดง ผิดหลักการ ล้ำเส้น บ้างไหม ตอบอย่างไม่แถเลยก็คือล้ำเส้นสิครับ ผิดเต็มๆ ไม่ต่างจากพันธมิตร เพื่อนพ้องในพันธมิตรต่อว่าผมว่าทำไมไม่ด่าเหมือนพันธมิตรล่ะ ผมก็บอกว่าอ้าว มาตรฐานมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน แต่สิ่งที่พันธมิตรเคยทำ แล้วจะให้บอกว่าเสื้อแดงอย่าทำ มันห้ามกันยากกว่านะครับ

ผมเชื่อว่าจะเกิดมิคสัญญี เพื่อนพ้องก็บอกว่าแล้วทำไมไม่พยายามช่วยกันห้าม ผมยักไหล่ และบอกว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนกับคุณดัดไม้ให้งอไปอีกด้าน มันก็ต้องดีดกลับ ชนชั้นนำ คนชั้นกลาง ทหาร ตุลาการ ที่เข้ามาแทรกแซงประชาธิปไตย ก็ต้องเจอการดีดกลับมั่ง ให้สาสมกัน โดยที่คนบริสุทธิ์หรือแม้แต่ผม ก็อาจต้องพลอยซวยรับเคราะห์ไปด้วย แต่ทำไงได้

ผมเชื่อว่าแกนนำเสื้อแดงอยากให้เกิดมิคสัญญี ซึ่งต่อให้ผมอยากห้ามก็ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรคำนึงก็คือ ถ้ามันก็จะเกิดก็ต้องเกิด “มิคสัญญีโดยชอบธรรม” หรือโดยธรรมชาติ ไม่ใช่พวกคุณจงใจเจตนาซะจนชัดแจ้งอย่างนี้ แส่หาให้มันเกิด เกินธรรมชาติของมัน ฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าปรากฏการณ์ที่มวลชนต่างจังหวัดปิดถนนยึดรถทหารตำรวจ เป็นปรากฏการณ์ที่มีด้านดี ในแง่ความกล้า ความตื่นตัว แต่ไอ้ประเภทที่ออกอาละวาดเพื่อยั่วยุให้รัฐบาลปราบม็อบนี่ มีแต่เสียกับเสียนะครับ

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การแคร์ชีวิตมวลชน ซึ่งผมเห็นด้วยกับหัวโตเลยว่า แกนนำเสื้อแดงและทักษิณไม่ได้แคร์ชีวิตมวลชน แกนนำบางคนอ้างว่ามวลชนพร้อมสู้ตาย ใช่เลย เขาพร้อม แต่คุณเอาชีวิตเขามาใช้ไม่ได้

อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการต่อสู้ระยะยาว เดือนเมษาปีที่แล้ว วีระ มุสิกพงษ์ ได้รับการยกย่องจากทุกฝ่ายที่ยอมสลายการชุมนุมเพื่อรักษามวลชน จนสถานะการนำของวีระโดดเด่นขึ้น

ผมเสนอให้เสื้อแดงหาทางลงมาก่อนนี้แล้ว แต่เมื่อเขายังตื๊ออยู่เพื่อท้าทายให้รัฐบาลปราบ ก็ทำไงได้ ผมไม่ใช่แกนนำนิ ยอมรับว่ามันหาทางลงยากเหมือนกัน เพราะมวลชนยังโกรธแค้นกรณี 10 เมษา การอยู่ต่อมามันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ คือสร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เกิดสภาพที่กลไกอำนาจรัฐพิการ เป็นการแข็งขืนต่ออำนาจรัฐจนทำให้ประเทศเป็นอัมพาต

ที่จริงการแข็งขืนต่ออำนาจรัฐ จะได้ผลดีกว่านี้ถ้าแกนนำ “คุมกันอยู่” (ซึ่งผ่านมาเป็นปีๆ ไม่ควรจะเป็นข้ออ้าง) ทำให้มวลชนทั้งหมดเป็น “กบฎ” ด้วยจิตสำนึกทางการเมือง มีวินัยในการจัดตั้ง แต่ไม่ใช่ปล่อยให้มีคนส่วนหนึ่งออกไปเป็น “กองโจรอิสระ”

ถ้ายังทำกันแบบนี้ เกิดผลเสียมากๆ เข้า ก็เข้าเป้าอภิสิทธิ์ ที่ต้องการ “นวด” เสื้อแดง ไม่เพียงเพื่อสลาย แต่หวังสูงกว่าในชัยชนะทางการเมือง เพราะถ้าอภิสิทธิ์ยุบสภาวันนี้ ไม่แน่แล้วว่าเพื่อไทยจะชนะ ในเมื่อรัฐบาลยึดจอโฆษณาข้างเดียวมาเป็นเดือนๆ และพฤติกรรมของเสื้อแดงก็ทำให้แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้า

นิธิ เอียวศรีวงศ์:การเมืองของเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท


ดังที่เห็นกันอยู่แล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มาก มีประโยชน์ทั้งต่อหีบบัตรเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบอื่นๆ จึงไม่แปลกอะไรที่มีคนหลากหลายประเภท กระโดดเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในบัดนี้ ก็ยอมรับกันแล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงไม่ได้เป็น "เนื้อเดียวกัน" กล่าวคือ ประกอบด้วยคนที่มีความฝันทางการเมือง, ความต้องการ, วัตถุประสงค์, ปูมหลัง ฯลฯ หลากหลาย การแบ่งกลุ่มที่ชัดเจนอาจต้องการการวิจัย แต่อย่างน้อยก็น่าจะยอมรับได้ว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ใช่ "เนื้อเดียวกัน"

นอกจากไม่ใช่ "เนื้อเดียวกัน" แล้ว ขบวนการเสื้อแดงยังไม่ "สถิต" อีกด้วย หมายความว่ามีการเปลี่ยนแนวทาง, เป้าหมาย, ขยายตัว, หดตัว, การจัดองค์กร, การนำ ฯลฯ อยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนขบวนการทางสังคมและการเมืองทั้งหลายในโลกนี้ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาของแกนนำ

เพราะขาดข้อมูลที่เก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ ผมจึงไม่ต้องการจะชี้ว่า มีใครบ้างที่ประกอบกันขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงใน พ.ศ.นี้ แต่ผมอยากเสนอแนะให้เห็นว่า มีใครบ้างที่เข้าไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองกับทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ เพราะนั่นพอจะมองเห็นได้ง่ายกว่า ทั้งจากเวทีเสื้อแดง, อุบัติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น, และเวทีของฝ่ายรัฐบาล

1/ คุณทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นหลังการรัฐประหาร ก่อนที่คุณทักษิณจะมีโทษทางอาญาติดตัว การเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดงย่อมเป็นฐานคะแนนเสียงที่ดีของคุณทักษิณ จนกระทั่งปฏิปักษ์ของคุณทักษิณย่อมเลือกจะประนีประนอมกับคุณทักษิณ มากกว่าหักกันจนพินาศไปข้างหนึ่ง แต่หลังจากคุณทักษิณถูกพิพากษาให้จำคุกแล้ว

ขบวนการเสื้อแดงจะเป็นประโยชน์ทางการเมืองแก่คุณทักษิณได้ ขบวนการต้องนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนานใหญ่ พอที่จะเปิดช่องให้คุณทักษิณกลับมามีอำนาจทางการเมือง เพราะจะนั่งรอให้มีการเลือกตั้งทั่วไปหลังการรัฐประหารไม่ได้เสียแล้ว

ที่เหนือกว่าเงินของคุณทักษิณ คือความนิยมอย่างล้นเหลือที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชนในชนบท และด้วยเหตุดังนั้น ขบวนการเสื้อแดงจึงกลายเป็นบันไดสำหรับไต่เข้าสู่วงการเมืองที่ดี โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารพรรค ทรท.ถูกสั่งห้ามเล่นการเมืองแล้ว จึงมีนักการเมืองหลายระดับเข้ามาร่วมกับคนเสื้อแดง เพื่อชูคุณทักษิณสำหรับการเลือกตั้ง

แต่ขบวนการเสื้อแดงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดึงดูดเอาผู้คนเข้ามาร่วมอีกมากมาย รวมทั้งคนที่ไม่ใส่ใจว่าคุณทักษิณจะกลับมามีอำนาจหรือไม่ รวมแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ชื่นชอบคุณทักษิณเองด้วย และดังที่ผมเคยกล่าวไว้ในที่อื่นแล้วว่า คนเหล่านี้คือคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเลิกเป็นเกษตรกรรายย่อยไปนานแล้ว ฐานการผลิตของเขาอยู่ในตลาดเต็มตัว

มีความจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะทุกระดับ แต่มาพบตัวเองอยู่ในโครงสร้างการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้ตัวได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มากกว่าการเลือกตั้ง (ซึ่งก็ถูกทำให้เป็นหมันไปเสียอีก เพราะการรัฐประหารหรือการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร)

ผมอยากเดาว่านี่คือกลุ่มคนที่ใหญ่สุดในขบวนการเสื้อแดง ไม่ใช่ "คนจน" ดักดานที่เป็นแรงงานรับจ้างภาคการเกษตร หรือแรงงานรับจ้างรายวันที่ไม่มีงานทำตลอดปี และไม่ใช่ซาเล้งที่ซุกตัวอยู่ตามสลัมในเมืองใหญ่

และด้วยเหตุดังนั้น ขบวนการเสื้อแดงจึงมีลักษณะ "ปฏิวัติ" มากขึ้น จนกระทั่งหากคุณทักษิณเป็นนายกฯอยู่เอง ก็คงร้องไอ๊หยาเหมือนกัน "ประชาธิปไตย" ที่เขาเรียกร้องจึงแตกต่างจาก "ประชาธิปไตย" ของนักวิชาการและปัญญาชนสาธารณะเป็นส่วนใหญ่ และง่ายที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ในขณะเดียวกัน ชื่อของ "ทักษิณ" ก็กลายความหมายจากคนหน้าเหลี่ยม เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่อาทรต่อคนเล็กๆ มากขึ้น และไม่ใช่อาทรในลักษณะสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นความอาทรในลักษณะรัฐสวัสดิการ กล่าวคือเป็นสิทธิ ไม่ใช่ความน่าสงสาร

2/ ในฐานะทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่โตขนาดนี้ ไม่แปลกอะไรที่จะมีการช่วงชิงการนำกันอย่างอุตลุด ความแตกร้าวระหว่างกลุ่ม "สามเกลอ" กับ "สายเหยี่ยว" เป็นที่รู้กันดี

ความสำเร็จในการนำการประท้วงในครั้งนี้ ทำให้ "สามเกลอ" พ้นสภาพความเป็นเครื่องมือของใครทั้งสิ้น เขากลายเป็นพลังทางการเมืองในตัวของตัวเอง ซ้ำยังมีมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก นำความวิตกแก่คนอื่นที่ต้องการเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้มากขึ้น แม้แต่คุณทักษิณ ชินวัตร เองก็ต้องหมั่นโฟนอินเข้ามาบ่อยเกินความจำเป็น

(และไม่เป็นผลดีต่อการประท้วงนัก) เพราะคุณทักษิณเองก็เกรงว่าทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้จะหลุดมือตนไปเหมือนกัน

กลุ่ม "สายเหยี่ยว" ซึ่งเคยปรามาสไว้ว่า "สันติวิธี" จะไม่นำไปสู่ความสำเร็จใดๆ คงรู้สึกเหมือนกันว่า หากการประท้วงนำไปสู่การยุบสภาได้ ทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้จะยิ่งหลุดจากมือของตนมากขึ้น จึงต้องพยายามหาบทบาทบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

ในขณะเดียวกัน ความขาดเอกภาพในกองทัพและตำรวจ ทำให้การปฏิบัติตามคำสั่งเป็นไปอย่างลังเล นับตั้งแต่การผ่อนปรนมากกว่าที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ ไปจนถึงอาจจะแทรกเข้ามาเป็น "มือที่สาม" ด้วย

3/ นักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งเคยเกาะชื่อของคุณทักษิณอย่างเหนียวแน่น คงมาพบด้วยความประหลาดใจว่า ชื่อคุณทักษิณมีความหมายน้อยลงในขบวนการเสื้อแดงที่ทำการประท้วงขณะนี้ จึงเรียงหน้ากันขึ้นเวทีเสื้อแดงอย่างหนาแน่นกว่าทุกครั้ง ขบวนการเสื้อแดงเป็นทรัพยากรการเมืองที่สำคัญกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นอันมาก ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเกาะเกี่ยวเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะอึกๆ อักๆ ในการปราศรัย เพราะจับอารมณ์ของประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้

เพราะไม่ใช่ภาพที่ตัวเข้าใจตลอดมา

4/ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกฝ่ายแม้แต่ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับขบวนการเสื้อแดง คงยอมรับว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มหึมา อย่างที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน อย่านึกแต่จำนวนคนที่เดินทางมาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ต้องคิดถึงกองหลังนับตั้งแต่ลูกเมีย (ผัว) ที่อยู่ข้างหลัง เงินและเสบียงกรังที่ส่งลงมาเสริมตลอดเวลา
ตลอดจนแรงสนับสนุนอย่างเข้มแข็งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดของคนอีกจำนวนมาก

แม้จะถูกสลายการชุมนุมลงได้ในที่สุด (ด้วยวิธีรุนแรงหรือวิธีไม่รุนแรงก็ตาม) ทรัพยากรการเมืองนี้ก็จะไม่สลายตัวลง

ปัญหาคือจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้อย่างไร ไม่ว่าจะผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง หรือผ่านการโบกธง

น่าประหลาดที่ชนชั้นนำไทยที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำตามจารีต หรือชนชั้นนำในระบบทุน มองไม่เห็นช่องทางที่จะใช้ประโยชน์ทางการเมืองกับทรัพยากรนี้เลย กลับมุ่งแต่จะทำลายล้างลงด้วยทรัพยากรที่มีในมือ นับตั้งแต่การใช้สื่อ, การใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อ, การปลุกม็อบขึ้นต่อต้าน, การอ้างอุดมการณ์เดิม (ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์)

ซึ่งแม้ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็อาจตีความไปได้หลายแง่หลายมุม โดยไม่สำนึกว่าสังคมไทยในปัจจุบันนั้น แม้ยังยึดถืออุดมการณ์เดิม แต่อยู่ในช่วงที่กำลังตีความอุดมการณ์ใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว

ว่าเฉพาะนักการเมืองทั้งในซีกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลนั้น เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ทัน และด้วยเหตุดังนั้นจึงคิดว่าขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็น "เนื้อเดียวกัน" และ "สถิต" เหมือนกัน ฝ่ายค้านเกาะชื่อทักษิณเพื่อนำไปสู่หีบบัตรเลือกตั้ง ฝ่ายประชาธิปัตย์เกาะชื่อทักษิณ

เพื่อเก็บความรังเกียจทักษิณเอาไว้เป็นคะแนนเสียงของตน

อันที่จริง หากมองขบวนการเสื้อแดงเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สลับซับซ้อน และเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่อาจขจัดขบวนการนี้ลงไปได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีรุนแรงหรือวิธีอื่น นอกจากต้องปรับเปลี่ยนระบบการเมืองเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

จริงอย่างที่นักสันติวิธีชอบพูดคือ เราต้องฟังกันให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟังแกนนำ หากต้องฟังประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ทั้งแดงและเหลือง เราก็จะสามารถจับสำนึกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ผลักพวกเขาเข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่สิ่งที่แกนนำปราศรัย เราก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อคนต่างกลุ่มไม่เหมือนกัน

แล้วเราก็จะสามารถจัดระบบให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความต้องการที่แตกต่างได้โดยสงบ

ที่มา:มติชนออนไลน์ matichon.co.th/news_detail.php