ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 24, 2009

รมว.แรงงานเซ็นปลด"สมชาย วงศ์สวัสดิ์"พ้นจาก ราชการคดีทุจริตที่ดินศาล-จ่อถูกเรียกคืนเครื่องราชฯ

ที่มา มติชนออนไลน์

ทนายความอิสระยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินถอดถอนนายกฯและ ครม.ทั้งคณะ ฐานตั้ง"กษิต-ประพันธ์"นั่งเก้าอี้ในรัฐบาล ชี้ขัดประมวลจริยธรรมข้าราชการเมือง 2551 "ไพฑูรย์" เผยลงนามตามมติ อ.ก.พ.แรงงาน ปลด "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ออกจากราชการ -จ่อถูกเรียกคืนเครื่องราชฯ


นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มกราคมถึงความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือให้กระทรวงแรงงานพิจารณาโทษนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดวินัยร้ายบแรงทำให้ราชการได้รับความเสียหาย กรณีการทุจริตการคืนที่ดินที่ดินของกรมบังคับคดี จ.ปทุมธานี ในสมัยนายสมชาย ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่นายสมชาย เกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า เรื่องดังกล่าว ป.ป.ช.ส่งให้กระทรวงแรงงานพิจารณาตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในสมัยที่นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) แรงงาน ในฐานะผู้พิจารณาความผิดของนายสมชาย พิจารณาเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งให้นางอุไรวรรณ ลงนามเพื่อเสนอกลับไปยัง ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากนางอุไรวรรณ อยู่ในขณะรักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน


"เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา จึงได้ขอเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาลงนามและเสนอกลับไปยัง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าจะมีความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ที่ระบุว่าจะต้องส่งเรื่องนี้กลับไปภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม อ.ก.พ.แรงงาน ได้พิจารณาโทษปลดนายสมชายออกจากการเป็นข้าราชการ และให้เจ้าทุกข์ฟ้องร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้" นายไพฑูรย์กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่นายสมชายถูกปลดออกจากราชการยังทำให้ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2548 จะต้องถูกเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน

วันเดียวกัน นายพิชา วิจิตรศิลป์ อ้างตัวว่า เป็นทนายความอิสระ เข้ายื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการเมือง พ.ศ.2551 เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและครม.แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งที่บุคคลทั้งสองเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินทำให้ประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาท


ส่วนที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา นัดแรก ในสมัยประชุมสามัญทั่วไป มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยนายประสพสุข แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการขยายเวลาการตรวจสอบคำร้องกรณียื่นถอดถอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ได้มีการส่งความถูกต้องของผู้เข้าชื่อถอดถอนจนพ้นกำหนด 30 วันไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้อำนาจของประธานวุฒิสภาตามระเบียบวุฒิสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตรวจสอบและการพิจารณาคำร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ ออกจากตำแหน่ง พ.ศ.2551 ขยายเวลาออกไปอีก 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552


อนึ่ง คำร้องดังกล่าวเป็นของน.ส.จิราภรณ์ ลิ้มปานานนท์ อดีตอาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมคณะที่ได้เข้ายื่นรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 24, 943 คน ต่อ นายประสพสุข เพื่อถอดถอน นายสมชาย ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อหาต่อว่า ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ รวมทั้งต่อว่าผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

หมวดเจี๊ยบมาแล้ว

ที่มา เดลินิวส์

หมวดเจี๊ยบ หรือ ร.ท.สุณิสา เลิศภควัฒน์ เป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อเธอริไปเปิดตัวเป็นพิธีกรกับ “ดีทีวี” ร่วมกับ 3 เกลอจากรายการ “ความจริงวันนี้” เลยงานเข้าทันที

หลังจากเคยโด่งดังจากการบุกไปสัมภาษณ์ทักษิณถึงลอนดอน จนได้พ็อกเกตบุ๊กเล่มหนึ่ง ชื่อ “ทักษิณ แวร์อาร์ยู” แต่ไม่ได้ขาย เพราะถูกสั่งห้ามพิมพ์เสียก่อน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก กองทัพบก ยกระเบียบกระทรวงกลาโหม เรื่องข้าราชการกระทรวงกลาโหมกับการเมือง ปี 2499 ขึ้นมาเล่นงานทันที

“ข้าราชการกระทรวงกลาโหมไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้”

อย่างนี้ก็ชัวร์เลย ไม่ว่าหมวดเจี๊ยบจะยกข้ออ้าง ทำนอกเวลาราชการ เป็นรายการให้ความรู้ประชาธิปไตย หรือกองทัพส่งเสริมให้กำลังพลมีประชาธิปไตย อะไรก็แล้วแต่

เชื่อเหอะ คำตอบสุดท้าย ขัดระเบียบ (แหง ๆ) และหากขัดขืน มีหวังถูกไล่ออกแน่ ๆ

เลยสงสัยว่า หมวดเจี๊ยบไม่รู้จริง ๆ หรือ ผลต้องออกมาอย่างนี้ หรือ ขอโทษ ไม่ได้อคติ เตรียมจะทำหนังสือเล่มใหม่อีกหรือเปล่า จะได้โฆษณา ฟรี ๆ อีก

เล่มที่แล้วเธอเอาหนังสือแนบแก้ม มีร้องไห้ด้วย ถ่ายรูปแล้วแจ๋วมาก อยู่นสพ.หน้า 1 ทุกฉบับ

ยิ่งเห็นหมวดเจี๊ยบนั่งยันยืนยัน ไม่เคยคิดลาออกจากอาชีพทหารแม้แต่น้อย แล้วจะไปออก “ดีทีวี” ทำไม เรื่องแค่นี้ ใช้สามัญสำนึก ไม่ต้องใช้สมองอัจฉริยะ

แต่นั่นละ ก็ต้องขอบคุณหมวดเจี๊ยบ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เพราะทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่า ระเบียบนี้ใช้บังคับกับทหารทุกคนหรือไม่

หรือมี 2 มาตรฐาน (อีกแล้ว)

ทำไม ผบ. 3 เหล่าทัพ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ, พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์, พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ที่ผ่านมา ไม่ได้แค่วิจารณ์รัฐบาลนะ

ไปออกทีวี เหมือนปฏิวัติเงียบ บีบให้นายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหม ลาออกด้วยซ้ำ

อีกครั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยราชการ อธิการบดี (ในสังกัด) และองค์กรธุรกิจมาประชุม แล้วออกทีวีไปทั่ว บีบให้นายก รัฐมนตรี ยุบสภา อีกครั้ง

ทำไม ผู้บังคับบัญชาของหมวดเจี๊ยบทำได้ ไม่ขัดกับระเบียบกลาโหมปี 2499 หรือ

หรือ ทำไม พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ถึงสวมเครื่องแบบเต็มยศ ขึ้นเวทีด่ารัฐบาลรุนแรงมากถึงขนาดบอกเป็น “สัตว์นรก” ได้ทุกวัน โดยไม่มี อะไรเกิดขึ้น จนเกษียณไปเอง

แหม หลงเข้าใจผิดตั้งนานว่า ระเบียบกระทรวงกลาโหมปี 2499 ต้องใช้บังคับกับทุกคน เพิ่งรู้ชัด ๆ ว่า ที่แท้ไม่ใช่ เลือกปฏิบัติได้ แล้วแต่ดาวบนบ่า (ฮา...ไม่ออก)

ก่อนจบ มีข่าวว่า แกนนำที่พาคนไปยึดสนามบิน ได้ยื่นคำขาดขอฟรีทีวี แบบทีวีไทย ทีวีสาธารณะ 1 ช่อง ด้วย ก็ต้องคอยดู รัฐบาลจะใจกล้าให้หรือไม่

เพื่อตอบแทนพระคุณที่ช่วยยึดสนามบินจนได้เป็นรัฐบาล !!!.

ดาวประกายพรึก

เศรษฐกิจปีเผาจริง ระวัง! ขายตรงพันทาง

ที่มา ไทยรัฐ

ปี 2551 ยอดขายรวมธุรกิจขายตรงในประเทศไทยอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ที่น่าดีใจ...ครึ่งต่อครึ่งเป็นยอดขาย บริษัทขายตรงสัญชาติไทย

ช่วงเวลานี้ หลายคนกลัวว่า จะเผาจริงหรือเปล่า? กำลังซื้อผู้บริโภคหด ผู้คนจะตกงานเพิ่มขึ้น ที่ประเมินกันไว้จะมีคนตกงานเป็นล้านคน...ก็ใกล้ความจริงเข้าไปทุกที

ปัจจัยลบเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังมีปัจจัยบวกที่เป็นผลดีต่อธุรกิจขายตรง ถึงกำลังซื้อจะไม่ดี แต่คนไทยน่าจะสนใจ เดินเข้าสู่ธุรกิจขายตรงมากขึ้น

นลินี ไพบูลย์ นายกสมาคมการขายตรงไทยบอก

ปัจจัยหลัก ธุรกิจขายตรงเป็นรายได้ที่สองที่มั่นคง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มีงานทำอยู่แล้ว ทำขายตรงเป็นรายได้เสริม แม้กระทั่งกลุ่มที่ตกงาน ยังหางานทำไม่ได้ ช่วงเวลาที่ว่างอยู่ ก็อาจหารายได้ด้วยธุรกิจขายตรง ที่เริ่มด้วยเงินทุนไม่มาก

นี่คือจุดเด่นของธุรกิจขายตรง บริษัทขายตรงแต่ละบริษัทที่ดี ก็จะมีระบบสนับสนุนช่วยนักขายทำงานได้โดยที่ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ว่าเขาต้องมีความรู้ความเข้าใจ

ธุรกิจขายตรงยุคนี้ เป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องซื้อสินค้าไปตุนทีละมากๆ เพื่อสะสมยอด หรือสต๊อกเอาไว้ ส่วนใหญ่บริษัทขายตรงจะมีสาขาย่อยกระจายอยู่ทั่วไป อำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า

นักขายซื้อเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าสั่ง นักขายวันนี้ จึงเป็นทั้งนักขายและนักบริหารได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต ที่ต้องเอามาเสี่ยง

นลินี บอกว่า ธุรกิจขายตรง แบ่งเป็น 2 ประเภท ขายตรงชั้นเดียว กับ ขายตรงหลายชั้น

เจ้าตำรับขายตรงชั้นเดียวก็จะมี มิสทิน ยูสตาร์ ให้นักขายไปขายสินค้าโดยตรง ขายสินค้าอย่างเดียว สำหรับขายตรงหลายชั้น จะขายทั้งสินค้าและแนะนำคนมาร่วมทำธุรกิจ

การจะทำให้นักขายขายของได้ระบบขายตรงชั้นเดียว ต้องทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนซื้อซื้อได้อย่างมั่นใจ บริษัทจำเป็นต้องใช้แรงผลัก กระตุ้นด้วยการโฆษณา ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณค่อนข้างสูง

สำหรับขายตรงหลายชั้น ระบบจัดสรรรายได้อาจจะสลับซับซ้อน แต่ผลตอบแทนที่คืนให้กับนักขาย เป็นค่าบริหารจัดการ บริษัทจะตัดจากต้นทุนเปอร์เซ็นต์ที่ไม่ต้องเอาสินค้าไปวางโชว์ในห้าง ร้านค้าปลีก

ค่าบริหารส่วนนี้จะรวมไปถึงการบริหารทีม อบรมให้นักขายทำงาน ดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเม็ดเงินในส่วนนี้จะทำให้ราคาสินค้าขายตรง ไม่ต่างกับราคาสินค้าที่วางในร้านค้า

ราคาสินค้าเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยกลัว คิดว่าถ้าเป็นสินค้าขายตรงต้องมีราคาแพง ที่แถมพ่วงมาด้วยสรรพคุณล้นฟ้าเกินจริง

นลินี ย้ำว่า สินค้าไม่ว่าในระบบขายตรงชั้นเดียว ขายตรงหลายชั้น เทียบราคากับคุณภาพแล้วเป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ ดูแล้วไม่คุ้มค่า แพงเกินไปก็คงไม่มีใครซื้อ

ราคาสินค้าขายตรงในบริษัทขายตรงน้ำดี ราคาจะต้องไม่สูงกว่าสินค้าที่วางในห้างร้านที่มีวัตถุดิบ คุณภาพใกล้เคียงกัน

สินค้าขายตรงที่ดี ควรจะมีราคาขายมากกว่าต้นทุนประมาณ 2.5 เท่า

สินค้าแพงเกินไป นักขายเก่ง ถึงจะดันให้ขายได้ แต่คนซื้อจะไม่ซื้อซ้ำ บริษัทขายตรง...นักขายถ้าจะอยู่ได้นานๆ สินค้าต้องมีการซื้อซ้ำ

ชัดเจนในคอนเซปต์เดิม ขายตรงที่ดีจะต้องขายสินค้าได้เรื่อยๆ ขายด้วยตัวของมันเอง นักขายก็จะมีรายได้จากการขายสินค้าจริงๆ ไม่ใช่มีรายได้จากค่าหัว...ล่าสมาชิก

เครือข่ายธุรกิจขายตรงหลายชั้น จริงๆแล้ว นลินี มองว่า เป็นระบบที่เหมาะกับนิสัยคนไทย

คนไทยไม่ชอบขายของ รู้สึกกังวล ถ้าเอากำไรจากเพื่อนๆจะโกรธไหม แต่คนไทยทำงานเป็นทีมได้ มีนิสัยบริหารจัดการได้ ด้วยความเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักเพื่อน

นี่คือ...ที่มาที่ไปที่ทำให้ขายตรงหลายชั้น เติบโตมากในประเทศไทย

ธุรกิจขายตรงจะเป็นตัวช่วยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะเป็นงานที่ทำร่วมกับงานประจำได้ หากตั้งใจทำงาน จะเป็นรายได้ที่สองของชีวิตที่เป็นรายได้เสริมที่มั่นคง

เศรษฐกิจที่ว่าแย่ๆในปีนี้ บริษัทขายตรงก็มีการปรับแผน ทั้งโลกมีวิกฤติ แต่ในหลายๆประเทศธุรกิจขายตรงช่วยแก้วิกฤติให้คลายลงไปได้

หมายความว่า...ธุรกิจขายตรงช่วยให้คนมีงานทำ มีรายได้ที่ดีขึ้น ก็เกิดการกระตุ้นให้มีกำลังซื้อเกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

ยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี คนจะเข้ามาทำขายตรงมากขึ้น ในมุมหนึ่งบริษัทขายตรงก็รู้ทาง ออกมาไล่ต้อนให้เข้าค่ายของตัวเองมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัญหามีว่า ขายตรงในประเทศไทยวันนี้ มีทั้งขายตรงพันธุ์แท้ และขายตรงพันทาง

นลินี บอกว่า สมาคมการขายตรงไทยมีสมาชิก 29 บริษัท เป็นบริษัทไทยครึ่งหนึ่ง บริษัทข้ามชาติครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ที่ดี ให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องกับผู้บริโภค

การแยกแยะขายตรงพันธุ์แท้ ขายตรงพันทาง ดูให้ง่ายที่สุด ให้ดู ที่สินค้า บริษัทขายตรงที่ดีจะเน้นการกระจายสินค้า เพราะรายได้หลักมาจากการขายสินค้า

ประสบการณ์แชร์ข้าวสาร ถึงสินค้าจะขายได้ แต่ระบบการตลาดไม่ได้เน้นให้นักขาย...ขายสินค้า แต่เน้นว่า... ถ้าหาคนมาได้กี่คน แล้วต้องซื้อคนละกี่บาท ต้องครบเท่านั้น เท่านี้ตามเงื่อนไขแล้วจะได้เงินก้อนใหญ่ แบบนี้ไม่ใช่ขายตรงน้ำดี

บริษัทขายตรงที่ดี เอาข้าวสารมาขายในระบบขายตรงก็ทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าข้าวสารส่วนต่างกำไรน้อย บริษัทจะทำก็เป็นแค่สินค้าสวัสดิการ ซื้อกินเอง ที่สำคัญราคาก็ไม่ต่างกับร้านค้า ห้างร้านทั่วไป

จุดสำคัญขายตรงพันธุ์แท้ จะไม่มีการบังคับซื้อสินค้า แต่ให้คุณซื้อตามกำลังซื้อ ตามรสนิยม ไม่มีการบอกว่า... ถ้าคุณอยากรวย คุณต้องซื้อกี่บาท แล้วคุณต้องหาคนมากี่คน แล้วซื้อคนละกี่บาท

สินค้าที่ขาย ก็ต้องไม่มีคุณภาพโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง

สรรพคุณเกินจริง เป็นปัญหาที่พูดกันมายาวนานเหมือนเป็นมหากาพย์เรื่องยาว อย่างที่รู้กันดี ยิ่งสรรพคุณดี วิเศษมากเท่าไหร่ สินค้านั้นก็ยิ่งตั้งราคาขายได้สูงลิ่ว

น้ำขวดนึง...ขายขวดละ 2,000-3,000 บาทก็ยังได้ จริงๆแล้วต้นทุนอาจไม่ถึงขวดละ 50 บาทด้วยซ้ำไป แต่บังเอิญว่าน้ำวิเศษขวดนี้รักษาได้ทุกโรค ซึ่งความจริงสรรพคุณที่ว่าก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

ไล่ยาวไปถึงแผนการตลาด บริษัทไหนจะเป็นพันธุ์แท้? พันทาง? มีจุดเน้นย้ำอยู่ที่แผนการจ่ายผลประโยชน์

บริษัทขายตรงที่ดี จะบอกเลยว่า รายได้ของคุณมาจากการขายสินค้า และดูแลให้คนที่อยู่ในทีมงานของคุณขายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณทำแบบนี้ คุณทำยอดเท่านี้ คุณได้ตำแหน่งเท่านี้ คุณได้ เปอร์เซ็นต์เท่านี้ ถ้าคุณทำไม่ได้ถึงตามนี้ คุณก็ยังมีรายได้ แต่ได้น้อยหน่อยตามผลงาน...

คุณไม่ทำงาน ก็ไม่ได้เงิน ไม่มีการบังคับซื้อ ไม่ได้ให้เงินตามค่าหัว

กลับกัน...ถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่ ธุรกิจสีเทา ก็จะเน้นไปที่ผลประโยชน์ คุณต้องหาคนมาซื้อสินค้า สมมติ 2,000 บาท จำนวนกี่คน แล้วคนเหล่านี้ก็ต้องหาคนมาต่อทุกคน และทุกคนก็ต้องเอาเงินมาลง 2,000 บาท

หามาครบ 60 คน 80 คน คุณเอาเงินไปเลย 100,000 บาท หรือ 200,000 บาท แต่ถ้าไม่ครบ คุณก็จะไม่ได้อะไรเลย

ขายตรงพันทาง หรือแชร์ลูกโซ่ ระบบแผนการตลาดเร้าให้คนเร่งหาสมาชิกมาลงทุน เป็นระบบที่ต้องการระดมเงิน ระดมทุนในระยะเวลาสั้นๆ เป็นระบบตลาดที่เร้าเกินไป จนสินค้าไม่มีความหมาย

ขายตรงพันทาง หรือแชร์ลูกโซ่เป็นเช่นนี้ เมื่อรู้กันแล้ว ใครที่หลงเข้าไป...ถ้าคุณไม่ใช่คนโง่ คุณก็ต้องเป็นคนโลภ.

“พัชรวาท”ไม่หนักใจสางคดีที่รบ.มอบหมาย

ที่มา ไทยรัฐ

“พัชรวาท” บอกไม่หนักใจเป็นหน้าที่

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมบริหารระดับรองผู้ช่วย ผบ.ตร. และ ผบช. ว่า การประชุมได้ให้ ผบช.เสนอปัญหาขัดข้อง และสิ่งที่ต้องช่วยเหลือแก้ไขในทุกเรื่องตามที่รัฐบาลมอบหมายลงมา โดยให้รองและผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลทุกเรื่อง ทั้งคดีอาชญากรรมสำคัญที่จับกุมผู้ต้องหาไม่ได้ และเร่งรัดคดีฆ่า ด.ต.ชิต ทองชิต อดีตตำรวจทางหลวง รวมทั้งการดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ และ นปช. เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. รับผิดชอบคดีมีความมั่นใจทำให้สำเร็จได้ ซึ่ง พล.ต.อ.ธานีและ พล.ต.ท.อัศวินจะเป็นผู้ตัดสินใจ ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกหนักใจหรือไม่กับการทำคดีเก่าที่นายกฯ สั่งมา พล.ต.อ. พัชรวาทกล่าวว่า ไม่หนักใจ ตำรวจมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคดีอาชญากรรมอยู่แล้ว ขณะนี้คดีทั้งหมดได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ แต่ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ เมื่อรัฐบาลยังเห็นความสำคัญอยู่ ตำรวจที่ดูแลตรงนี้จำเป็นต้องทำต่อไป และต้องดูรายละเอียดให้มากขึ้น มั่นใจว่า พล.ต.อ.ธานี และ พล.ต.ท.อัศวิน จะทำได้

“อัศวิน” เร่งคดีที่นายกฯ มอบหมาย

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า หลังจากที่มีคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ รับผิดชอบติดตามคดี ได้แบ่งงานกันทำ โดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบคดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี ที่พัวพันคดีฆาตกรรมอุปทูตซาอุดีอาระเบีย และคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งทั้งสองคดี พล.ต.อ.ธานีได้ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษแกะรอยหาพยานหลักฐานมาตั้งแต่ต้น ส่วนตนเองได้รับมอบหมายให้ติดตามความคืบหน้าคดีฆ่านายกรเทพ หรือพิเชษฐ์ วิริยะ หรือชิปปิ้งหมู ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตในเขตพื้นที่ จ.เชียงราย และคดียิงชาวอังกฤษสามีรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการประชุมทีมสืบสวนเพื่อทำงานในพื้นที่ แต่ยังไม่ได้ รายงานเข้ามา โดยมีการเลือกตำรวจที่ชำนาญในพื้นที่เข้ามาช่วยกันทำงาน คิดว่าต้องใช้เวลาน่าจะได้มีความคืบหน้ามากขึ้น

“สุรพงษ์” เข้าชี้แจงอนุกรรมการฯ กกต.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้เข้าให้คำชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนกรณีที่ร้องนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ โดยนายสุรพงษ์กล่าวภายหลังการให้ปากคำว่า ได้ชี้แจงกรณีที่นายเนวินมีสัญญาใจกับนายอภิสิทธิ์ ถึงเงื่อนไข 4 ข้อ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และกรณีที่กลุ่มเพื่อนเนวินที่ได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีในตำแหน่งเดิม ซึ่งถือว่าเป็นการผูกมัดชัดเจนว่าทั้งสองได้มีข้อตกลงกัน นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการบอกให้นำเอกสารมายื่นเพิ่มเติมภายใน 7 วัน และทางอนุกรรมการจะสรุปผลได้ประมาณวันที่ 7 ก.พ.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการฯแล้ว นายสุรพงษ์ยังได้ยื่นหนังสือต่อนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 29 คน 22 เขตที่ผ่านมา เนื่องจากพบข้อมูลว่ามีการฮั้วกันของพรรคร่วมรัฐบาล ในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

“อภิสิทธิ์” ควง ผบ.ทบ.บินไปเยือนลาว

ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) เมื่อเวลา 09.00 น.วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ และนายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวก่อนเดินทางว่า ถือเป็นการเดินทางไปเยือนต่างประเทศครั้งแรก เพื่อยืนยันความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เรามีโครงการที่ร่วมมืออยู่หลายโครงการ เป็นรูปธรรมสามารถผลักดันได้ค่อนข้างมากในปีนี้ ทั้งในส่วนของการรับซื้อไฟฟ้า การเริ่มต้นของรถไฟ ถนน รวมถึงสนามกีฬา การเดินทางในวันนี้น่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้มีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการร่วมมือในกรอบของอาเซียน คงจะได้รับความร่วมมือจากประเทศลาวเป็นอย่างดี

ตัด 'ทักษิณ' พ้นเงื่อนไข

ที่มา ไทยรัฐ

“ผมไม่ได้เป็นครับ”

ชัดๆจากปากของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นตอบกระทู้สดของฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ถามกันตรงๆเลยว่า เป็นนอมินีของม็อบพันธมิตรฯ หรือไม่

แต่อาการกระอักกระอ่วนใจ มันฟ้อง

จับคำพูดแบบไม่เต็มน้ำเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่ต้องเจอกับลีลาย้อนรอยของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำทีมไล่ต้อน

สารพัดคำถามย้อนคอหอย

ในการชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีรถตู้ของแม่พระธรณีบีบมวยผมขนเสบียงอาหารมาให้กับผู้ชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

นายกฯอภิสิทธิ์รู้เห็นเป็นใจกับม็อบพันธมิตรฯ หรือไม่ เพราะได้รับฟังจากงานเลี้ยงฉลองของม็อบพันธมิตรฯ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำม็อบพันธมิตรฯ กล้าประกาศบนเวทีเลยว่า หากไม่มีม็อบพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ประกาศบนเวที “เราเป็นนักเลงพอที่จะไม่ทวงบุญคุณ เราแน่พอ แต่อย่ามาหักเรา พี่น้องพร้อมจะมีเรื่องใช่มั้ย”

คำพูดของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่บอกว่า ต้องตระหนักว่าถ้าไม่มีพันธมิตรฯ ก็ไม่มีรัฐบาลชุดนี้ พวกคุณต้องเข้าใจว่า พันธมิตรฯ มีส่วนสำคัญที่ทำให้คุณยืนอยู่บนตำแหน่งเก้าอี้ ไม่ใช่ เที่ยวไปให้กุหลาบแดงคนนั้นคนนี้ พวกคุณเหยียบศพ เหยียบกองเลือดของพันธมิตรฯไป คุณจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้

นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ก็ตั้งผู้มีส่วนกับการก่อการร้ายมาเป็น รมว.ต่างประเทศ และตั้งแกนนำพันธมิตรฯ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ถามว่าพวกที่ปิดถนนไล่รัฐบาล ยุยงส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติ ปิดสถานีโทรทัศน์และยึดทำเนียบฯ ปิดสนามบินทำให้ระบบขนส่งทางอากาศเป็นอัมพาต การกระทำเช่นนี้เรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่

ตอบยากกว่าทำข้อสอบมหาบัณฑิตที่ “ออกซ์ฟอร์ด” ซะอีก

และก็ช่างเหมาะเจาะเหมาะเหม็ง ราวกับนัดกันไว้

วันเดียวกับคิวที่พรรคเพื่อไทยโหมโรงกระทู้สดม็อบพันธมิตรฯ ไล่ต้อนนายกฯอภิสิทธิ์กลางสภา อีกด้านหนึ่งก็โผล่ออกมาให้ฮือฮา กับบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์อาซาฮี ของญี่ปุ่น

โซ้ยกันแบบเนื้อๆ ไม่ต้องกั๊ก ไม่มีเม้ม

พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจจากเสียงส่วนใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากศาล จากกองทัพ และคณะองคมนตรี

“สาเหตุที่พวกเขาเรียกร้องให้ผมเลิกยุ่งกับการเมืองไทย ก็เพราะพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะกุมอำนาจได้ ถ้าผมยังยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วกองทัพและองคมนตรีนั่นแหละที่ต้องเลิกยุ่งกับการเมือง”

ม็อบพันธมิตรฯ ทหาร ศาล องคมนตรี

ข้อมูลเก่าเอามาฉายใหม่ “ทักษิณ” กับลูกข่ายพรรคเพื่อไทย ช่วยกัน กางจอโชว์สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

โยงภาพขยายผล “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” เส้นดี

อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นเสียงเชียร์ “มวยรอง” ประคองกระแสของเครือข่ายคนเสื้อแดงที่กำลังอยู่ในอาการไขว้เขวจากการหักเหลี่ยมกันเอง ของฝ่ายแดงเทียม

และก็เป็นอะไรที่สังเกตให้ดี โดยลีลาที่บ่งนัยว่า จะปรับยุทธศาสตร์กันครั้งใหญ่

กับปมที่อดีตนายกฯทักษิณ ตั้งใจย้ำกันหลายครั้งหลายหน

ครวญแบบยอมรับสภาพ สถานการณ์ทางการเงินของตัวเองอยู่ในขั้นลำบาก ไม่สามารถให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือช่วยอัดฉีด กองเชียร์เสื้อแดงได้

สรุปคือ ปิดท่อน้ำเลี้ยง

และโดยการยกระดับการเคลื่อนไหว ล่าสุดนายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้จัดรายการความจริงวันนี้ และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตสมาชิกอาเซียน

ขอให้กลุ่มประเทศอาเซียนทบทวนการเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิต ที่จะมีขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลภายใต้แกนนำของนายอภิสิทธิ์ ไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงตัวบุคคล ตัดชื่อ “ทักษิณ” ออกจากเงื่อนไขการชุมนุม

เพิ่มระดับความชอบธรรมม็อบเสื้อแดง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นปช.ตระเวนฟ้องประเทศอาเซียน

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธ์ พร้อมด้วยคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน พร้อมป้ายข้อความโจมตีรัฐบาลประชาธิปัตย์ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหภาพพม่าประจำประเทศไทย ถนนสาทรใต้ เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนต่อเอกอัครราชทูตพม่าว่า ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มีความไม่ชอบธรรมในการ บริหารประเทศ โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ และไม่เห็นด้วยที่นายกษิตเป็นตัวแทนประเทศไทยทำงานด้านต่างประเทศ รวมทั้งการแต่งตั้งแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะไม่ขัดขวางการจัดการประชุม สุดยอดอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมยืนยันจะไม่เรียกร้องให้แต่ละประเทศตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นเอกราชของแต่ละประเทศในการตัดสินใจ โดยมีนายอ่อง โซ เลขานุการเอกสถาน เอกอัครราชทูตสหภาพพม่าประจำเทศไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ

31 ม.ค. เสื้อแดงมาล้นสนามหลวง

จากนั้นแกนนำ นปช.ทั้ง 5 คน ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุม เดินขบวนต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย ปากซอยสาทร 7 เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนเดียวกันต่อนายโอ สวิง เมียง เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ฯ นายจักรภพกล่าวว่า การเดินทางมายื่นหนังสือต่อเอกอัครราชทูตพม่าและสิงคโปร์ประจำประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการแสดงให้ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนได้รับรู้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะไม่ได้มาตามกระบวนการประชาธิปไตย รวมทั้งมีที่มาไม่ชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่ม นปช.จะเดินทางไปยื่นหนังสือดังกล่าวถึงสถานทูตในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 7 ประเทศ ภายในสัปดาห์หน้า

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช.เชื่อมั่นว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 มกราคมนี้ จะมีคนเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมากกว่าการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา แม้กลุ่มคนรักอุดรฯ ของนายขวัญไชย ไพรพนา จะไม่เข้าร่วมการชุมนุมก็ตาม

ยื่นถอดถอน “อภิสิทธิ์” ตั้ง “กษิต”

วันเดียวกัน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความอิสระ เข้ายื่นหนังสือขอให้ ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 เนื่องจากนายกฯและ ครม.แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ และตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทั้งที่บุคคลทั้งสองเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบิน ทำให้ประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาท

ปธ.วุฒิหนุน ก.ม.จัดเก็บภาษีมรดก

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดจะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมรดกว่า ในปี 2542 เคยทำวิจัยเรื่องภาษีมรดก ในการศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นคนแรกๆที่อยากให้มีการเก็บภาษีมรดก เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การเก็บภาษีมรดกไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนยากจน โดยเสนอไว้ว่ามรดกที่มีมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาทจะไม่เสียภาษี เกิน 10 ล้านบาทจึงจะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า เช่น มรดกเกิน 10 ล้านบาทจะเสียภาษีอัตราร้อยละ 2.5 เกิน 20 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตรา เพิ่มขึ้น การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจะไม่กระทบกระเทือนมาก และไม่กระทบกับคนยากจน เมื่อถามว่ารัฐบาลใดพยายามจะทำเรื่องนี้ก็มักเกิดปัญหา นายประสพสุขตอบว่า อยากให้รัฐบาลนี้ลองพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์ เมื่อวันนี้เรามีปัญหาการจัดเก็บภาษีก็ควรนำเรื่องนี้มาพิจารณา ภาษีมรดกจะเป็นภาษีหลักที่สามารถเก็บรายได้ ซึ่งต่างประเทศทำมานานแล้ว โดยไม่กระทบกับคนที่มีมรดกมาก ยกเว้นที่มีมรดกหลายสิบล้านบาทเท่านั้น เมื่อถามว่า อาจกระทบกับคนร่ำรวยที่มีอำนาจบารมีมาก นายประสพสุขตอบว่า คงมีผลกระทบบ้าง แต่เมื่อพิจารณาด้วยเหตุและผล การมีมรดกจำนวนมากอยู่แล้วเมื่อเสียภาษีเล็กน้อยเพื่อช่วยเหลือพัฒนาประเทศชาติ คงไม่เป็นอะไรมาก

“พิเชษฐ์” เบรกคลังเก็บภาษีมรดก

นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมช.คลัง กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังมีแนวคิดจะออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดินว่า ไม่ได้คัดค้านแนวทางดังกล่าว แต่อยากให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดี เพราะก่อนหน้านี้สมัยตนเป็น รมช.คลัง เคยให้กรมสรรพากรศึกษาทั้ง 2 เรื่องนี้ ซึ่งพบว่าหลายประเทศอย่างอังกฤษ และญี่ปุ่น พยายามจะยกเลิก โดย เฉพาะภาษีมรดก ดังนั้น เราต้องศึกษาให้ดี แม้สังคมจะเรียกร้องก็ตาม มีตัวอย่างใน 2 ประเทศที่ยกตัวอย่างคือ เดิมเจ้าของทรัพย์สินจะไม่เสียภาษีเมื่อตัวเองตายและมีการโอนไปให้ลูกหลาน แต่หลังจากมีกฎหมายดังกล่าวเจ้าของทรัพย์สินจะหลีกเลี่ยง โดยโอนให้ลูกหลานก่อนตาย เพื่อไม่ต้องเสียภาษี แต่ผลกระทบที่ตามมาคือเมื่อไม่มีทรัพย์สินแล้ว ลูกหลานหายหมดไม่ดูแลเราในเวลาแก่เฒ่า บางคนก็ไม่พอใจที่ได้ทรัพย์สินน้อยอาจมาทำร้ายภายหลังได้

เปิดกรุ “บรรหาร” รวย 3,000 ล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่น่าสนใจ เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา ภริยา มีทรัพย์สินรวม 93,403,959 บาท นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 154,911,483 บาท นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และคู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 40,437,498 บาท นอกจากนี้ ยังเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ของ ส.ส. 42 คนที่ลาออกเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ที่น่าสนใจ อาทิ นายสมัคร และคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช มีทรัพย์สิน 20,167,376 บาท ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 538,479,362 บาท นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนและคู่สมรส มีทรัพย์สิน 151,429,834 บาท นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย และคู่สมรส มีทรัพย์สินรวมกัน 3,341,036,003 บาท โดยนายบรรหารมีเงินฝากในบัญชีธนาคารรวม 907,823,723 บาท ที่ดินมูลค่า 1,707,400,000 บาท

ทักษิณไม่มีเงินไม่สำคัญสีแดงรักทักษิณด้วยใจ!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

ข่าวนายกทักษิณให้สัมภาษณ์กับนักข่าวญี่ปุ่นว่าท่านได้หมดเนื้อหมดตัว ทักษิณถูกผีปอบดูดกินเงินของท่านทักษิณไปหมดแล้วทั้งเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาทก็ดูดกินเอาไปจนเกลี้ยงไม่เหลือ กระ
บวนการผีปอบผีกะสือในไทยมันหิวกะหายอดยากปากแห้งมันตั้งวงล้อมแจกจ่ายกันกิน เวลานี้เห็นเที่ยวตะโกนปาวๆแจกแถมกันไปทั่วนึกว่าเงินตัวเองที่แท้เอาเงินทักษิณไปเที่ยวไล่แจกนี่เอง

ใครอย่ารับเงินนี้เดี๋ยวจะใช้กรรมไม่หมด ทักษิณไม่มีเงินไม่สำคัญพวกเรารักทักษิณด้วยใจกันอยู่แล้วต่อไปนี้จะได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการที่ทักษิณไม่มีเงินแล้วเราชาวเลือดสีแดงจะหมดศรัทาท่านและหนีหายจากไปไม่มีทางเด็ดขาดเลือดสีแดงทุกคนรักอุดมการณ์และยืนปักหลักสู้จนกว่าประเทศชาติจะขาวสะอาดหมดมนทินจากพวกชาติชั่วที่ได้กระทำให้เสียหาย ต่อไปนี้จะได้สู้กัน

อย่างแบมือให้เห็นว่าถ้าไม่มีเงินทักษิณแล้วผู้รักประชาธิปไตยจะถอยหรือไม่ พวกเราชาวเลือดสีแดงจงอย่าให้ใครมาดูถูก พวกเรามากันอย่างบริสุธิ์หากใครไม่เชื่อก็ไม่ต้องไปสนพวกปากหอยปากปู ต่อจากนี้ไปเลือดสีแดงต้องรักและกลมเกลียวกันยิ่งขึ้น เราทำเพื่อปกป้องไม่ให้คนชั่วมาทำร้ายประเทศไม่ให้คนชั่วบุกยึดสมบัติของชาติที่สร้างขึ้นมาด้วยภาษีของประชาชนอย่างเช่นยึด

ทำเนียบรัฐบาลยึดสนามบินสุวรรณภูมิยึดสนามบินดอนเมืองปิดกั้นถนน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่การกระทำของคนเหล่านี้หาได้ถูกจับเอามาลงโทษตามกฏหมายไม่ เอาละในเมื่อบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปรก็ขอให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป ต่อไปนี้ก็จะได้เห็นการอยุติธรรมอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋เสียทีต่อผู้ที่กำกฏหมายอยู่ในมือว่าเลือกข้างปฏิบัติแค่ใหน แล้วคราวนี้เราก็จะได้

หลักฐานฟ้องต่อศาลโลก เพราะเรามีหลักฐานในกรณีพันธมิตรเสื้อเหลืองได้กระทำสารพัดอย่างมีทั้งอาวุธปืนมีทั้งระเบิดปิงปองที่ซ่อนอยู่ในย่าม ซึ่งต่างชาติทั่วโลกได้รับรู้และเป็นพยานให้เราชาวสีแดง ดังนั้นในกรณีม๊อบพันธมิตรยังไม่จับเข้าคุกแสดงให้ชาวโลกได้พิสูจน์ว่าประเทศไทยเรามีศาลรัฐธรรมนูญที่สามารถพลิกซ้ายพลิกขวาได้ตามแต่ผู้กำอำนาจศาลจะให้มันไปทาง

ใหนและอยู่ข้างใคร พวกเราเลือดสีแดงขอให้พวกเราให้กำลังใจซึ่งกันและกันและอยู่ใน
ทางที่ถูกต้องคำปฏิญาณที่ซื่อสตัย์เชื่อมั่นในอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการที่เรายึดมั่นและเพื่อ
จะรักษาระบบประชาธิปไตยของเราที่เราต้องการ เพื่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศให้หลุดพ้นจากอำนาจเถื่อนที่ไม่มีความยุติธรรมแก่พวกเรา สู้เพื่ออิสระภาพของเราชาวไทยเลือดสีแดงทุกคน สู้

เพื่อรบร้างคำเหยียดหยามของคนชั้นสูงที่ว่าเสื้อแดงเป็นชนชั้นต่ำรากหญ้า สู้เพื่อประกาศก้องให้โลกได้เข้าใจไทยแลนด์ดีขึ้นว่าคนไทยเลือดสีแดงไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียใดๆ สู้เพื่อที่
จะให้ไทยแลนด์ได้พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นและนำเอานักพัฒนา
ประเทศกลับคืนมาให้พี่น้องที่เรียกร้อง บทบาทของพี่น้องเลือดสีแดงบริสุทธิ์นี้ได้สร้างความ

อิจฉาให้ฝ่ายตรงข้ามบางคนความดันขึ้นสูงแทบจะเส้นเลือดในสมองแตกลองเข้าไปอ่านตามกระทู้เก่าๆของป้าจะมีหลายคนดิ้นพล่านอยู่ในนั้น แต่เราเป็นฝ่ายสงบอยู่แล้วไม่ใช่อันธพาล
ใครจะทำอะไรก็เข้าตัวเองเพราะสีแดงเรามีจิตใจที่เผื่อแผ่และมีเมตตาธรรมต่อทุกคนแม้แต่คนคนนั้นจะคิดร้ายต่อเราก็ตาม ทำความดีความดีนั้นย่อมตอบสนอง ใครคิดชั่วทำความชั่วเขาคน

นั้นก็จะได้รับผลชั่วตอบสนองเช่นกันวันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ฉะนั้นเลือดสีแดงที่เข้มข้นที่รัก
ทุกคนเรามาให้กำลังใจท่าน นายกทักษิณ ชินวัตรให้อดทนความดีที่ท่านได้ทำใว้ไม่มีวันไปใหน
คนที่รักท่านยังอยู่รอบข้างยังเป็นกำลังใจให้ท่าน จากใจของเลือดสีแดงทุกๆคน
We love you!
From red blood and paa Ploy

Friday, January 23, 2009

สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ.2552 เอกฉัตร เข้าเวรรับใช้ท่านผู้มีอุปการคุณ ต้อนรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันแรกของสมัยประชุมนี้ เป็นไปอย่างที่คาดกันไว้ นับจากนี้ไป ในที่ประชุมสภาหินอ่อนไม่ใช่เป็นการระดมสมองของผู้อาสาเป็นตัวแทนของประชาชนมาทำหน้าที่แทนประชาชน แต่จะเป็นเวทีให้ท่านผู้ทรงเกียรติประลอง งัดสารพัดวิชามารเล่นเกมการเมืองกันทุกรูปแบบ เวทีสภากลายเป็นที่ลับฝีปากเชือดเฉือนศัตรูที่อยู่คนละฟากระหว่าง ส.ส.รัฐบาล กับ ส.ส.ฝ่ายค้าน โดยลืมหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมาย ประเทศชาติจะได้อะไรบ้าง เคยคิดกันบ้างไหม

00 เอกฉัตร เป็นคนดูข้างเวทีมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงในการกากบาทลงคะแนนเลือกตั้ง อยากจะให้ ส.ส.ทบทวนกันหน่อยเหอะ ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเมื่อหนึ่งขวบปีที่ผ่านมา สภาชุดนี้ได้พิจารณาร่างกฎหมายไปกี่ฉบับที่เป็นประโยชน์กับประชาชน หรือร่างกฎหมายที่ประชาชนต้องการ ก็เล่นเกมกันจนไม่สามารถบรรจุเป็นญัตติได้ เช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ ที่ นพ.เหวง โตจิราการ และ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นหัวหอกล่ารายชื่อประชาชนกว่าเจ็ดหมื่นคน ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แค่ห้าหมื่นคน แต่นี่ขอเผื่อไว้จะถูกเล่นแง่ ซึ่งรายชื่อยื่นไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ตามกติกา และรายชื่อที่ยื่นไปได้ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้องแล้ว แต่ญัตติที่เคยบรรจุไว้แล้ว ถูกถอนออกไป เพราะทั้งสองฝ่ายเล่นเกมการเมืองกัน โดยมีการเมืองข้างถนนที่อ้างชื่อเสียสวยหรูว่า การเมืองภาคประชาชนร่วมกระบวนการสร้างความวุ่นวาย ประเทศชาติจะเสียหายอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่คนพวกนี้คำนึงถึง

00 เห็นความวุ่นวายจากการประชุมสภาวันแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมาประท้วงกันเป็นระยะๆ และเล่นเกมการเมืองเสนอให้นับองค์ประชุม ซึ่งมีสิทธิทำได้ และเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านจ้องจะทำอยู่แล้วเมื่อจำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านไม่เท่าไร เวลาที่ใช้ในการประชุมสภาหมดไปกับเกมการเมือง บอกตรงๆ ความหวังเลือนรางเต็มทีที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ เห็นที หมอเหวง และ อ.จรัล คงจะเหนื่อยฟรี ที่อุตส่าห์เดินทางไปที่รัฐสภาเพื่อทวงถามญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

00 น่าเป็นห่วง ถ้าพฤติกรรมของ ส.ส. ยังเป็นอยู่อย่างนี้ เป็นการเปิดทางให้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สบช่องฉวยโอกาส ปลุกระดมประชาชนให้ร่วมกันลุกฮือกดดันให้ใช้การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเริ่มเปิดยุทธการแล้วที่เรียกว่า คอนเสิร์ตการเมือง วางแผนเดินสายรุกคืบทั่วประเทศ วันนี้ค่าใช้จ่ายไม่อั้น ใครๆ ก็อยากจะเข้าไปสยบผู้ยิ่งใหญ่ม็อบมีเส้น

00ใครที่เคยมองว่า การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการเมืองย้อนยุค ให้ ส.ส. มาจากการลากตั้งมากกว่าเลือกตั้ง เทียบอัตราส่วนเหมือนราคาอ้อยระบบ 70-30 วันนี้ต้องคิดใหม่ ถ้านักการเมืองยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเกินความพอดี การปลุกระดมชี้ให้ประชาชนเห็น ความเละเทะของการเมืองระบบปัจจุบันที่นักการเมืองมัวแต่แย่งอำนาจกัน ก็เห็นฤทธิ์เดชกันแล้วไม่ใช่หรือ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินยังทำกันได้โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย การจะเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ ง่ายกว่ายึดสนามบินเยอะ ไม่ได้ยินกันบ้างหรือข่าว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หาช่องทางปีนบันได 4 ขั้น ซึ่งการเมืองใหม่เท่านั้นที่จะต้อนรับ คนทำปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญ

00 เอกฉัตร ชักจะคล้อยตามกับการเปรียบเทียบว่า ส.ส.เมืองไทย ถึงแม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมเป็นคนละคนกัน ก่อนเป็น ส.ส. กับได้เป็น ส.ส. แล้ว ก่อนเป็น ส.ส. จะบอกว่าขออาสาทำงานตามลำดับความสำคัญ หนึ่ง เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน สอง เพื่อพรรค โดยจะทำเพื่อตัวเองเป็นอันดับสุดท้าย เมื่อได้เป็น ส.ส. ก็จะกลับหัวกลับหางทันที ทำเพื่อตัวเองมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อพรรคอันดับสอง ส่วนประเทศชาติและประชาชนอยู่ในอันดับสุดท้าย ชะเอย

00 แค่หนังตัวอย่าง หรือ แค่ออเดิร์ฟ ทำเป็นตื่นเต้นเหมือนกับว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชนอกฤดูกาล เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน กรณีย้าย นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดทางให้ นายวิชัย ศรีขวัญ รองปลัดฯ ขยับขึ้นเป็นปลัดมหาดไทยแทน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องใช้ตำแหน่งเป็นเดิมพันหรอก มีสารพัดเหตุผลที่จะยกขึ้นมาอ้างถึงความชอบธรรมในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทำเนียบรัฐบาล ชีวิตราชการเติบโตมาจนถึงระดับปลัดกระทรวง การออกมาโวยวายคำสั่งย้ายเข้ากรุ ใครที่ได้ยินได้ฟัง นึกว่าทั่นปลัดตลอดชีวิตรับราชการอยู่ที่ต่างประเทศ จึงไม่รู้ว่า ในเมืองไทย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งปฏิเสธได้แต่ฟังยากว่าทุกขั้นตอนที่เติบโตมา ไม่มีการเมืองคอยหนุน เพราะฉะนั้น ต้องทำใจหากการเมืองพลิกผัน จะช้าหรือเร็วโดนแน่

00มองกันด้วยความเป็นธรรม ตัวรัฐมนตรีกับข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ระดับอธิบดี หากอยู่คนละขั้ว ใส่เสื้อคนละสี ไม่มีทางหรอกครับที่จะไว้ใจกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในการทำงานร่วมกัน แค่รัฐมนตรีสั่งงานหรือนโยบายให้ปลัดกระทรวงไปดำเนินการ มีให้เห็นบ่อยๆ ที่คนที่มีพระคุณสนับสนุนแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรืออธิบดีคนนั้น รับรู้คำสั่งของรัฐมนตรรีได้ทันทีที่ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีเดินออกจากห้องรัฐมนตรี แค่นี้ก็ทำให้รัฐมนตรีเสียวสันหลังวูบ สุดที่จะทนทำงานร่วมกันได้แล้ว แต่ ช้า แต่ กรณีย้ายปลัดพีรพล จะเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ เอกฉัตร ไม่รู้ไม่เห็นไม่ทราบ

00 รายนี้น่าจะโดนเป็นคนแรก แม้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประสานเสียง ปฏิเสธว่ายังไม่มีการโยกย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แต่คนที่รู้ตัวดีที่สุดคือ พ.ต.อ.ทวี ตอนเดินเข้ามาก็ใช่ว่ามาตามวาระปกติ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเดินออกไปด้วยวาระไม่ปกติ อดีตเคยทำอะไรไว้ให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ควันออกหู ก็น่าจะรู้ตัวดี คำสั่งออกวันไหน โวยวายไปก็เสียยี่ห้อตำรวจเก่า หากจะกลับหลังหันคืนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คิดได้แต่ทำยาก ไม่มีที่ว่างให้นั่ง ตอนที่ พ.ต.อ.ทวี โอนย้ายมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผู้บังคับการกองปราบปราม มานั่งเก้าอี้รองอธิบดีดีเอสไอ เมื่อขยับขึ้นเป็นอธิบดีเทียบเท่ารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าจะกลับถิ่นเดิม พาสชั้นหลายชั้น คงไม่ง่ายที่จะทำได้ ทำใจทำได้ง่ายกว่าครับ อธิบดีทวี สอดส่อง

ตรุษจีนกับวิกฤติเศรษฐกิจ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ภาษาจีนแต้จิ๋วอ่านว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นภาษาไทยว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ คำอำนวยพรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ เริ่มฤดูการเพาะปลูกตามปฏิทินจันทรคติของชาวจีนทั่วโลก ซึ่งในปีนี้กำหนดให้วันที่ 24 มกราคม 2552 เป็นวันจ่าย วันที่ 25 มกราคม 2552 เป็นวันไหว้ และ วันที่ 26 มกราคม 2552 เป็นวันเที่ยว ส่วนใครจะได้รับซอง “แต๊ะเอีย” ขอให้ท่านเปิดดูจะได้รู้ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่เพียงใด ในปีนี้

ได้รับฟังการเสวนา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีการพูดถึงประเทศจีน โดยเฉพาะการบริหารงาน ที่เขาชื่นชมกันว่า เป็นการบริหารงานที่ผู้นำเด็ดขาด มีการวางแผนมอนิเตอร์ และ กล้าตัดสินใจที่จะออกคำสั่งไม่ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เจ๊ง ไม่เป็นท่า 70-80%

เขามีการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแบบ โฮลดิ้งคอมปานี หรือมองประเทศเป็นบริษัท 1 บริษัท นั่นหมายถึงการทำงานที่เป็นเอกภาพ การจะแก้ไขปัญหาอย่างนี้ได้ เพราะต้องมีความรวดเร็ว ฉับไวในข้อมูล และรัฐบาลมีอำนาจที่มากนั่นเอง

ในขณะนี้จีนกำลังพัฒนาประเทศโดยจะลดพื้นที่ภาคเกษตรกรรม ให้เหลือเพียง 40% เท่านั้น และจะเพิ่มพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมชานเมือง

มีการคาดการณ์กันว่า ประเทศจีนมีความต้องการสินค้าด้านของตกแต่งบ้าน จำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสในการส่งสินค้าดังว่าเข้าไปขาย…

นั่นคือเรื่องของประเทศจีน ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในยุคปัจจุบันและพูดกันว่า จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปอีก 60 ปี เขาพูดกันในวงสัมมนาว่า แตกต่างจากประเทศไทย ที่ แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ไม่สามารถบริหารราชการให้เป็นเอกภาพได้ ไม่กล้าตัดสินใจเพราะอาจจะมีผลกระทบและจะถูกดำเนินคดีความ
นี่คือความแตกต่างในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ระหว่าง 2 ประเทศ
ไม่รู้จะโทษใครได้

กลับมาปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าปี 2552 นี้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะเผาจริง !!!

รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากถึง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินในปริมาณมากเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะให้ อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจจะมีตัวเลขมากกว่าการประมาณการเพิ่มขึ้นอีกกี่เปอร์เซ็นต์

ขณะที่วงสัมมนาทางวิชาการ เขาประมาณกันว่า หากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกรอบการทำงาน 7-8 อย่าง ดังที่แถลงกันไปนั้น จะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น!!!

เงินที่อัดฉีดลงไปในแต่ละโครงการจะไม่มีมูลค่าทวีคูณ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจตามหลักทฤษฎี เพราะการปฏิบัติจริง เขายกตัวอย่างเงิน 2,000 บาท ที่รัฐบาลนำมาแจกผ่านระบบประกันสังคมนั้นบางคนอาจจะไม่สนใจนำมาใช้จ่าย บางคนอาจจะนำมาใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว ด้วยซ้ำไป เพราะมันน้อยเกินไปนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเคยโต้เถียงว่า “ไฟกำลังจะไหม้บ้าน เสียดายน้ำได้อย่างไร”

ครั้นจะโต้เถียงกับผู้นำรัฐบาล “น้ำมีน้อย ต้องใช้ดับไฟให้ถูกจุด” ท่านคงไม่รับฟัง เพราะไม่ใช่ อำมาตยา คนมีสี และ นายทุน ที่มีเสียงมากกว่าประชาชนทั่วๆ ไป แบบเราๆ ท่านๆ

ไฟกำลังจะไหม้บ้าน...น้ำมีน้อย เอามาสาดไปแบบมั่วๆ มันชวนให้ต้องคิดกันแล้วว่า “ทางหนีไฟ” อยู่ที่ไหน หากยังไม่รับฟังและเอาไปแก้ไขปรับปรุงดื้อดึงกันแบบนี้ เผ่นกันก่อนดีกว่าไหม...ไม่อย่างนั้นจะโดนไฟคลอกตายทั้งบ้านแน่!!!!

พันธมิตรฯ ช่วย “บินไทย” ด้วย!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย ลวดหนาม

ผมรู้สึกดีใจมากที่เห็นประชาชนส่วนใหญ่สนอกสนใจข่าวคราว “วิกฤติการบินไทย” เพราะทุกคนมองว่า การบินไทย ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่การบินไทยเป็นของพวกเราคนไทยทุกๆ คน เพราะ “การบินไทย” เป็นรัฐวิสาหกิจ มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยใช้เงินภาษีของคนทั้งชาติไปบริหารจัดการ

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับการบินไทยว่า...
“ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 51.3% นั้น ขณะนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่การบินไทยอยู่ ซึ่งได้มีการสั่งการให้คณะกรรมการบริหารของการบินไทยกลับไปปรับปรุงโครงสร้างบริษัท รวมถึงแผนการดำเนินงานว่าภายหลังจากนี้ควรมีแผนการดำเนินงานอย่างไร

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงให้พิจารณาถึงความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่อง ที่กระทรวงการคลังและผู้ถือหุ้นสามารถช่วยเหลือได้ คาดว่าน่าจะทราบความชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับกระทรวงคมนาคมในประเด็นดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ การบินไทยไม่ได้มีการกล่าวถึงสภาพคล่องหรือตัวเงินที่จะต้องขอความช่วยเหลือแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งการบินไทยมีแต่รายงานถึงสาเหตุที่ต้องประสบปัญหาทางการเงิน

โดยมาจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้การบินไทยขาดสภาพคล่อง ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนมาก จึงทำให้บริษัทประสบผลขาดทุน ทั้งนี้ ยังเกิดจากการปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้บริษัทไม่สามารถให้การบริการได้ ซึ่งเหล่านี้กระทรวงการคลังก็รับทราบ”

จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ รู้ว่า อย่างน้อย พวกพนักงานการบินไทยเองก็รู้ว่า สาเหตุวิกฤติครั้งนี้เกิดจากพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน

มีความคิดเห็นมากมายตอบกลับมา หลังจากผมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้สหภาพแรงงานมีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤติครั้งนี้

เนื่องจาก “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย” เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งบริษัทการบินไทยมา

บางความเห็นของประชาชนที่รู้สึกต่อ “การบินไทย” นั้น ผมอ่านแล้วก็รู้สึกรับไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันประชาชนมองการบินไทยไปในแง่ลบหมดแล้ว

ตั้งแต่การสนับสนุนให้พันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ทำให้การบินไทยไม่สามารถทำการบินได้ถึง 9 วัน

แม้บางคนเกิดความรู้สึกแย่มาก แต่ผมเห็นว่า เราคนไทยด้วยกัน หากไม่ชอบก็ขอให้เป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่าเหมารวมการบินไทยทั้งหมดเลยนะครับ

เพราะยังมีพนักงานส่วนดีอยู่บ้าง ก็อยากให้เก็บส่วนดีเอาไว้ ส่วนที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมันเลย โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การบริการของพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่ไม่ประทับใจ หรือปัญหาภายในการบินไทยเอง

สุดท้ายผมอยากวิงวอนไปยังพันธมิตรฯ ที่เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาตลอด หาข้าวหาน้ำ สนับสนุนให้ยึดสนามบินกันอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เห็นว่า การชุมนุมปิดสนามบินของพันธมิตรฯ เป็นเรื่องสนุก ดนตรีไพเราะ อาหารอร่อย
ได้ดิบได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรี หากนายกษิตมีน้ำใจก็ยื่นมือไปช่วยเหลือการบินไทยบ้าง!

เกทับ!!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดยอสรพิษ


ภายหลังที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ประกาศนโยบาย ลด แลก แจก แถม เพื่อหวังกอบกู้ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หลายฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่าเป็น “วิธีแก้ผ้าเอาหน้ารอด” อยากมัดใจคนรากหญ้าให้อยู่หมัด หวังอยู่ลึกๆ เพราะผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจหลอกตัวเองให้ชื่นใจได้ว่า มนต์ขลังของคนต่างแดนเริ่มเสื่อมลง

แต่ใครจะไปคิดว่า นายกรัฐมนตรี ดีกรีนักเรียนนอก ที่พรรคภูมิใจนักหนา ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาจับนโยบายประชานิยมคนอื่น มาปรับเปลี่ยนหน้าตา เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นนโยบายของตัวเอง

เห็นกันอย่างนี้แล้ว ก็ได้แต่พูดไม่ออก ทนดูพฤติกรรมรัฐบาลบริหารประเทศที่ลงเม็ดเงินจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ลึกลงไปกลับมีนัยหวังผลกวาดคะแนน ซื้อเสียงล่วงหน้า

หากมองย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ไม่ใช่ว่าประชาธิปัตย์จะไม่รู้จัก “นโยบายประชานิยม”ครั้งหนึ่งก็เคยคิดและลงมือทำแล้ว แต่กลับไม่ได้ผลอะไรเลย เพราะว่าเป็นการให้เงินแค่ชุมชนเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีการกระจายไปทั่วประเทศ

ซึ่งมันต่างกันกับรัฐบาลของบ้านเลขที่ 111 ที่มาบริหารประเทศและได้ใช้นโยบายประชานิยมเหมือนกัน ความต่างมีนิดเดียว เพราะว่าเขากระจายเม็ดเงินไปทั่วประเทศ ทุกชุมชน อย่างโครงการเงินล้านที่มีการต่อยอด และเพิ่มมูลค่าอย่างมากมาย จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ ของคนรากหญ้า มีเท่าไรให้หมดใจ รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เป็นรัฐบาลสองสมัย คะแนนเสียงขาดกระจุย เป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

มาวันนี้ประชาธิปัตย์ได้ขึ้นเป็นรัฐบาลอีกครั้ง มีหรือจะปล่อยให้โอกาสโกยคะแนนเสียง ประชานิยมหลุดลอยไป เพราะจากการประกาศนโยบายออกมา ทุกคนถึงกับบางอ้อ ว่านโยบายที่พูดไปไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลไทยรักไทย ที่ครั้งหนึ่งประชาธิปัตย์เองก็เคยด่าเขาไว้เหมือนกัน

อะไรที่ทำให้นักวิชาการบางท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่านโยบาย ลด แลก แจก แถม ของประชาธิปัตย์เป็นเหมือน “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างที่ปากว่า แต่เป็นการหวังกวาดคะแนนประชานิยมเพื่อสร้างฐานเสียงให้กับตัวเองมากกว่า

จะเห็นได้จากเม็ดเงินก้อนแรกที่หวังโกยคะแนนคนรากหญ้าด้วยการ จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) ที่ยุติกองทุนหมู่บ้าน SML ของรัฐบาลชุดเดิม โดยจะเบิลเม็ดเงินให้มากขึ้นเป็น 2 เท่า

ฟังแค่นี้อย่าเพิ่งดีใจดีใจออกนอกหน้า ตาโตเป็นไข่ห่าน เพราะหากมองให้ลึกลงไป ก็จะเห็นอะไรบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ ก่อนหน้านี้พรรคไทยรักไทย ก็ใช้นโยบายเดียวกันแจกเงินให้หมู่บ้านละล้าน มาวันนี้ประชาธิปัตย์ใจปล้ำ อัดเงินลงไปเป็นสองเท่า เพราะคิดตื้นๆ แค่ว่าเงินซื้อทุกอย่างได้

แต่หากประชาธิปัตย์เฉลียวใจสักนิดและมองให้ลึกลงไป ว่าคนรากหญ้า ไม่ใช่คนโง่ที่จะใช้เงินฟาดหัวอย่างเดียว อย่างที่หลายคนเข้าใจแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำลงไป ให้พวกเขาคิดได้อีกว่า เห็นไหมว่าเป็นเพราะรัฐบาลไทยรักไทย ทำหลายๆ โครงการไว้ดี เห็นผล ไม่ว่าจะเปลี่ยนอีกกี่รัฐบาล ก็เอาต้นฉบับของเขามาก๊อปปี้ทำกัน แล้วอย่างนี้คุณคิดว่าคนรากหญ้าเหล่านั้น จะชื่นชมใคร

นี่แค่ลูกไม้ตื้นๆ ที่ใครก็อ่านเกมออก ว่าประชาธิปัตย์หวังผลสิ่งใด หากแค่จะใช้เวลาไตร่ตรองและคิดให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญในขณะนี้ ที่ใครต่อใครก็ชี้หน้าไว้ ว่าอาจจะมี IMF รอบสอง

อย่าให้ความคิดเพียงชั่ววูบเรื่องหวังโกยคะแนนประชานิยม ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เอาแค่เม็ดเงินมาล่อเป้าให้คนตกหลุมพราง มันหมดยุคสมัยแล้ว อย่าให้รัฐบาลชุดใหม่ที่อาจจะมีขึ้นไม่ช้าก็เร็ว เขามาเกทับซ้ำเติมได้ว่า รัฐบาลที่บริหารโดยพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีอะไรดีนอกจากสร้างหนี้ให้ประเทศ ฟังแล้วอายแทน!!

"กรณ์"ปัดอุ้มเครือญาติงาบหวยบนดิน!"แบงก์ชาติ"สอนมวยรัฐแจก2พันศก.ไม่กระเตื่อง

ที่มา ประชาทรรศน์

"กรณ์"โบ้ยเร่งเดินหน้าหวยบนดินไม่เกี่ยวเรื่องเครือญาติสมประโยชน์ อ้างเป็นสัญญาเกี่ยวเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว "แบงก์ชาติ"สอนมวยรัฐบาล ยำใหญ่อภิมหาประชานิยม แจกเงินกินเปล่า 2 พัน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หวั่นเม็ดเงินกระจายไม่ถึงคนยากจน แถมไม่ใช่แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง

จากกรณีการเดินหน้าจำหน่ายหวยออนไลน์ที่ บริษัท ล็อกเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี เป็นผู้วางระบบ ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติของ รมว.คลังและที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีคัดค้าน แต่พอมาเป็นรัฐบาลกลับเร่งดำเนินการ โดยมีการตั้งข้อสังเกตุว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เครื่อญาติหรือไม่นั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากสัญญาที่มีอยู่ในบริษัทดังกล่าวได้ทำมานานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน เป็นเพียงการทำงานที่ทำให้ประชาชนที่ร่วมลงชื่อเป็นผู้รับจำหน่ายหวยออนไลน์ได้รับประโยชน์และเกิดการสร้างงานเท่านั้น หากพรรคฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นเปิดอภิปรายไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ และก็พร้อมที่จะชี้แจง

วันเดียวกัน นายกรณ์ ปาฐกถาในงาน'ศุกร์เศรษฐกิจกับรัฐมนตรีกรณ์ ฟัง-คิด-ทำ' ในหัวข้อ'ถกแผนเศรษฐกิจยก 1 คิดไปถึงแผน 2' ตอนหนึ่งว่า ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้และปีถัดไปจะพยายามรักษาระดับของหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน 50% ของจีดีพี แต่หากในอนาคตสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงและเศรษฐกิจได้รับวิกฤตอาจจะมีการเปลี่ยน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะให้สูงกว่า 50% เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ'ในการกระตุ้นเศรษฐกิจขณะนี้ผมยังยึดถือและพยายามจะรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่เกิน 50% แต่หากในอนาคตเราจำเป็นที่จะนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะทำให้หนี้สาธารณะปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินเพดานที่วางไว้ เมื่อถึงเวลานั้น ก็อาจจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.หนี้สาธารณะให้สูงขึ้นกว่านี้เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น' นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมอาเซียน+3 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ.นี้ จะเตรียมหารือกับประเทศคู่ค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระบบเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าที่จะมาลงทุนในไทย ซึ่งคาดว่า การประชุมดังกล่าวน่าจะสร้างเชื่อมั่นอันดีในสายตาประเทศคู่ค้าได้ในระดับหนึ่ง และน่าจะส่งผลดีในระยะสั้นและระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจ อย่างเช่นความร่วมมือในการจัดโครงการในสาธารณูปโภค เช่น โครงการเมกะโปรเจ็กในประเทศ เพื่อเป็นการผนึกกำลังระหว่างประเทศไทยและประเทศคู่ค้าให้เข้มแข็งขึ้น

ด้าน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะนำงบประมาณจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท ไปแจกจ่ายให้กับผู้ประกันตนในอัตรา 2,000 บาทต่อคนในคราวเดียว เพราะมองว่ามาตราการดังกล่าว จะทำให้เม็ดเงินกระจายไม่ทั่วถึงและไม่ลงถึงเกษตรผู้ยากจนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายของรัฐบาลที่อยู่ในงบประมาณกลางปี 52 จำนวน 1.15 แสนล้านบาทนั้น นโยบายส่วนใหญ่ถือเป็นนโยบายที่ดี ที่จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้

'ทุกนโยบายของรัฐบาลเราพอรับได้ เพราะเห็นว่าดี จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ที่ให้หัวละ 2 พันเรามองว่าไม่เกิดประโยชน์และไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ยากจนจริงและไม่ทั่วถึงกับคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับด้านการเงิน เพราะเงินดังกล่าวให้เพียงแค่เดือนเดียว หมดแล้วหมดเลยไม่กระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร ที่รัฐควรทำคือน่าจะนำเงินดังกล่าว ไปให้ประชาชนที่ยากจนเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น' นางอัจนา กล่าว

สถาบันนิติฯพังยับ'ปทุมวัน-อุเทน'ยกพวกตะลุมบอน

ที่มา ประชาทรรศน์

รับศพเพื่อนทำพิษ!ช่างกล 2 สถาบัน ร่วม 100 อัดกันหน้าสถาบันนิติฯ ทรัพย์สินพังยับ ชาวบ้านหนีอลหมานกลัวลูกหลง ตร.สั่งแยกตรวจค้นอาวุธวอนให้ยุติวีรกรรมเถื่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(23 ม.ค.) เมื่อเวลา ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ประมาณ 40 คนเดินทางมารอรับศพ นายพรพจน์ โสภณเจริญ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา ชั้นปีที่3 ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แยกเกษตรเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผลการชันสูตรศพนายพรพจน์ ทางสถาบันนิติเวชระบุว่าเสียชีวิต เนื่องจากบาดแผลถูกกระสุนปืนทำลายปอดขวา ทะลุไขสันหลังส่วนคอ และเอว

โดยระหว่างที่นักศึกษากลุ่มดังกล่าวรอรับศพอยู่บริเวณด้านหน้าสถาบันนิติเวชนั้น ได้มีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันประมาณ 30 คนก็เดินทางมารับศพนายนันทศักดิ์ แก้วเขียว อายุ 22 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่ประสบอุบัติเหตุรถชน เสียชีวิตโดยเกิดเหตุที่จ.สมุทรปราการ ทันใดนั้นเมื่อกลุ่มนักศึกษาทั้ง 2 สถาบันมาเผชิญหน้ากันก็เกิดการเขม่นขึ้นทันที ต่อด้วยนักศึกษาทั้ง2 สถาบันได้วิ่งเข้าใส่กันอย่างชุลมุน โดยต่างฝ่ายพยายามหาสิ่งของที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมาเป็นอาวุธ แม้กระทั่งตะเกียงที่จุดไว้เพื่อให้จุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เข้าขว้างปาทุบตีกันชุลมุน จนทำให้ทรัพย์สินของราชการกระจกประตูสถาบันนิติเวชแตกเสียหาย ประชาชนหลายคนที่มารอรับศพพากันแตกตื่นตกใจกลัวโดนลูกหลง โดยมีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวายบาดเจ็บศีรษะแตกเล็กน้อย 1คน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และสายสืบสน.ปทุมวัน ได้เข้ามาแยกนักศึกษาทั้งสองกลุ่มออกจากกันโดยให้นักศึกษาเทคโนโลยีปทุมวัน เข้าไปอยู่ภายในสถาบันนิติเวช และทำการตรวจค้นอาวุธแต่ไม่พบอาวุธร้ายแรงแต่อย่างใด จึงรอรับศพเพื่อนและจัดรถตู้ไปส่งยังสถาบันโดยออกทางด้านหลัง ส่วนกลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคลให้อยู่บริเวณฟุตบาทด้านหน้า

ด้านพ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวันได้เดินทางมาเจรจาด้วยตนเอง โดยแจ้งกับกลุ่มนักศึกษาว่า ให้แยกย้ายกันกลับด้วยความสงบ ขออย่าให้มีเรื่อง เนื่องจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับความเดือดร้อน นักศึกษาบางส่วนจึงเดินทางกลับ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10 คนก็ยังรอรับศพด้วยความสงบ โดยมีตำรวจคอยดูแลสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรานงานว่าด้านนายสง่า โสณเจริญ พ่อของนายพรพจน์ พร้อมญาติ ได้เดินทางมาติดต่อรับศพ และกล่าวว่า ลูกชายมีความใฝ่ฝันที่จะเข้าที่ที่สถาบันนี้ และก่อนมาเรียนลูกก็บอกกับตนว่าไม่ได้เข้ามาเรียนพื่อจะมีเรื่องจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้จบ ซึ่งตั้งแต่ที่ลูกเรียนมาก็สอบได้ไม่เกินที่ 10 เลย และอยากบอกทุกคนเป็นอุทธาหรณ์ว่าขออย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ทั้งนี้ศพของนายพรจน์ ญาติจะนำไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดลาดปลาเค้าต่อไป

การ์ตูนมะนาว:ตรุษจีนปีนี้ ซินเจียยู่อี่ชินนี่ฮวดไช้

ที่มา Thai E-News



เสื้อแดงจ่อบุกUNเร่งเอาผิดโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ และมติชน
23 มกราคม 2552



3เกลอเสื้อแดงเดินสายยื่นค้านรัฐบาลโจรประชุมอาเซียน-เอาผิดผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน

นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้จัดรายการ "ความจริงวันนี้" และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตพม่าและสิงคโปร์แล้วช่วงเช้าวันนี้ เพื่อขอให้กลุ่มประเทศอาเซียนทบทวนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. 2552 นี้ เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่มีความชอบธรรม เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง (อ่านเนื้อหารายละเอียดจดหมายท้ายข่าวนี้)

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งบุคคลที่ถือว่า เป็นผู้ก่อการร้ายสากล คือ นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากได้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองด้วย พร้อมระบุว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะยื่นหนังสือให้ครบอีก 9 ประเทศ

นายจักรภพกล่าวว่า การเดินสายไปยังสถานเอคอัคราชฑูตประเทศอาเซียน 9 ประเทศในประเทศไทย ก็เพื่อยืนหนังสือให้กับเอกอัครราชฑูตพิจารณาการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท โดยแสดงจุดยืนว่า กลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการพัฒนาของอาเซียน แต่ไม่ยอมรับรัฐบาลไทยที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม โดยวันที่ 23 มกราคม เวลา 10.00 น.ไปที่สถานทูตพม่า เวลา 10.30 น.ไปสถานทูตสิงคโปร์ ส่วนสัปดาห์หน้าวันที่ 26 มกราคม ไปสถานฑูตฟิลิปปินส์ เวลา 11.00 น.ไปสถานฑูตอินโดนีเชีย, วันที่ 27 มกราคม เวลา 10.00 น.ไปสถานฑูตบรูไน เวลา 11.00 น.ไปสถานฑูตกัมพูชา และวันที่ 28 มกราคม ไปสถานฑูตเวียดนาม เวลา 11.00 น.ไปยังสถานฑูตมาเลเชีย

"แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการเอาผิดกับผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน โดยจะตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการชี้แจงและให้ข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ยึดสนามบิน ซึ่งผม และนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นตัวแทนเดินทางไปยังสหประชาชาติ เพื่อร้องขอให้องค์กรการบินระหว่างประเทศดำเนินการสอบสวนกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ"นายจักรภพ กล่าว

(คำแปลเนื้อความในหนังสือที่ยื่นต่อเอกอัคราชทูต9ประเทศอาเซียน)

เรียน ท่านเอกอัครราชทูต...

ประเทศที่ยิ่งใหญ่ของท่าน คือองค์ประกอบสำคัญในกรอบการทำงานของอาเซียน และความเป็นประธานกลุ่มของไทยก็ขึ้นอยู่กับท่านด้วย เราขอขอบคุณที่ท่านแสดงความสนใจที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ นั่นคือ รัฐบาลไทย หรือที่เรียกขานกันว่ารัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาใช่ผู้แทนอย่างแท้จริงของประชาชนชาวไทยไม่ ดูเผินๆ รัฐบาลดังกล่าวก็มีเสียงข้างมาก และมีคุณสมบัติครบถ้วนในทางการเมือง แต่จุดกำเนิดของรัฐบาลชุดนี้ห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตยยิ่งนัก

ท่านทราบดีว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยจะต้องนำโดยพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก อันเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” มาสู่อำนาจโดยการจัดการของพลังภายนอกที่มิใช่ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพลังที่เมินเฉยต่อเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชนและสิทธิของประชาชนในการกำหนดใจตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอแต่งตั้ง นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเป็นพฤติกรรมอันไม่น่าเชื่อที่ได้รวมเอาผู้มีพฤติกรรมที่ชาวไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจากพฤติกรรมยึดสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่งเมื่อไม่นานมานี้เข้าไว้ด้วย ในสายตาของพลเมืองไทยส่วนใหญ่ รัฐบาลชุดนี้มีความพิการทางการเมือง สภาพการนำเช่นนี้ย่อมไม่คู่ควรกับการทำงานในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะในฐานะประธาน

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงขอนำเสนอประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้ต่อท่าน ผู้เป็นสมาชิกอันทรงเกียรติของประชาคมอาเซียน ว่าประชาชนชาวไทยทั่วแผ่นดินไม่มีความรู้สึกที่ดี และไม่ยอมรับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันนี้ได้เลย แต่การจะทำอะไรหรือแสดงออกอย่างไรต่อไปนั้น ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของท่าน หน้าที่พลเมืองของเราคือการแสดงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ เรายืนยันสนับสนุนการทำงานของอาเซียน แต่เราไม่อาจสนับสนุนรัฐบาลที่ประกอบด้วยบุคคลทางการเมืองที่ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรมได้

เราประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในวิจารณญาณของท่าน และขอขอบคุณสำหรับความใส่ใจที่ท่านมีให้กับเรา

ลงชื่อ

นายจักรภพ เพ็ญแข
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้ประสานงานกลุ่มพลังเสื้อแดง

ตารางเดินสายสถานเอกอัคราชทูตในสัปดาห์หน้า นำโดยคุณจักรภพ

ศุกร์ ที่ 23 เวลา 10.00 น พม่า
10.30 น. สิงคโปร์

จันทร์ ที่ 26 เวลา 10.00 น ฟิลิปปินส์

อังคาร ที่ 27 เวลา 10.00 น บรูไน
11.00 น. กัมพูชา

พุธ ที่ 28 เวลา 10.00 น เวียดนาม
11.00 น. มาเลเซีย

พฤหัสบดี 29 เวลา 10.00 น ลาว
11.00 น. อินโดนีเซีย


ใครพอมีเวลา ไปร่วมเดินสายกันได้

อย่าสร้างภาพบิดเบือนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย กำพล จำปาพันธ์
ที่มา ประชาไท
23 มกราคม 2552

“ทวิมาตรฐาน” ไม่เพียงไม่เป็นกลาง แต่กลับเข้าข้างฝ่ายเผด็จการอย่างเต็มที่ ไม่เพียงไม่ได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา กลับสร้างภาพบิดเบือนว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ชี้นำให้คนหลงผิดเห็นเป็นเพียงพวกทำเพื่อ “นายใหญ่” ..ถ้าขืนยังยืนกรานจะสร้างภาพบิดเบือนเสนอข่าวสารอย่างเป็นเท็จอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ขอให้เปลี่ยนหัวเป็น “สื่อพันธมิตร” “สื่อของเผด็จการ” “กระบอกเสียงของรัฐบาลอภิสิทธิ์” และ/หรือ “เครื่องมือของอภิสิทธิ์ชน” ไปเสียเลยจะดีกว่าไหม ?!



มีคนบ่นว่า ภาพของคนเสื้อแดงตามที่ปรากฏในสื่อนั้น บิดเบือนอย่างร้ายกาจ ชนิดที่ทำเอาหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องพากันส่ายหัวส่ายหน้าไปตามๆ กัน

บางคนก็ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ในแวดวงสื่อมีการนำเอาข้อกล่าวหาให้ร้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองที่มีต่อฝ่ายเสื้อแดงมาใช้อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจุดยืนความเป็นสื่อที่ทำงานสอดรับกับผลประโยชน์ของฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม คำถามที่เกิดตามมาก็คือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? และเมื่อเป็นเช่นที่กล่าวนี้แล้วจะมีความหมายเช่นใดต่อไป ?

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นคำถามข้างต้น ผู้เขียนใคร่ขอพิจารณาภาพดังกล่าวเสียก่อนว่ามีลักษณะเช่นไร จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่แนวการอธิบายปัญหาอันมีที่มาจากการเสนอภาพดังกล่าวเป็นลำดับต่อไป จากการสำรวจคร่าว ๆ ผู้เขียนพบว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงช่วงปลายปี 2551 ที่ผ่านมาจนวันนี้ ถูกนำเสนอผ่านสื่อหลายสำนัก (ที่เรียกกันรวม ๆ ว่า “สื่อกระแสหลัก”) ด้วยภาพที่ค่อนข้างหนักไปในทางลบอยู่ 4 รูปแบบดังนี้คือ

1.เลียนแบบพันธมิตร ทั้งที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง แตกต่างกันอยู่หลายประการ เป้าหมายก็ต่างกัน

เป็นต้นว่า เสื้อเหลืองต้องการเปลี่ยนผ่านอำนาจไปให้ทหารและกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับไทยรักไทยเดิม ซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์ เสื้อแดงต้านรัฐประหาร ต้านอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนได้ วิธีการก็ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเคลื่อนไหวโดยเห็นเป้าหมายทางการเมืองของตนสำคัญกว่าอื่นใด มุ่งเอาชนะในทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี คิดแบบทหาร การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรจึงดูไม่ต่างจากการรบในสมรภูมิสงครามตรึงกำลังตั้งมั่น ไม่ใส่ใจแม้กระทั่งชีวิตมวลชนของตนเอง จัดตั้งให้เป็นทหารเป็นนักรบที่พร้อมเสียสละ จึงสารพัดวิชามาร ถึงขนาดไฮแจ๊คทำเนียบ ยึดสนามบิน สร้างความเสียหายแก่ประเทศ

อีกฝ่ายเน้นแสดงพลัง ชุมนุมโดยสันติ ไม่นำพาซึ่งความรุนแรง ภายในขบวนการมีความหลากหลาย ไม่ชุมนุมยืดเยื้อ ไม่เรียกร้องสุดโต่ง ไม่ประกาศชัยชนะพร่ำเพรื่อ ไม่คุกคามสื่อ ฯลฯ

2.ใช้ความรุนแรง ถามว่า ระหว่างอิฐตัวหนอน ปาไข่ กับยึดสนามบิน ใช้อาวุธปืน ระเบิด อันไหนรุนแรงกว่ากัน?

หากจะใช้มาตรฐานว่าด้วยความรุนแรงในเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่พันธมิตรกระทำย่อมถือว่าเป็นความรุนแรงที่เห็นได้เด่นชัดเป็นที่สุด แต่แทนที่จะประณามการกระทำของพันธมิตรด้วยมาตรฐานว่าด้วยความรุนแรงตามปกติ ก็กลับเอามาตรฐานนี้ (ที่ควรใช้กับกรณียึดสนามบิน) มาใช้กับกรณีของอิฐตัวหนอนและการปาไข่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงก็เห็นกันอยู่ว่าใครใช้ความรุนแรงเป็นปัจจัยเร่งให้บรรลุชัยในการเคลื่อนไหว อย่าลืมว่า พันธมิตรทำให้คนตาย 8 คน (หรือ 9 คน หากรวมกรณีณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงด้วย) เสียหายอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาท

กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า อิฐตัวหนอน ปาไข่ และกรณีอื่น ๆ ไม่ถือเป็นความรุนแรง ประเด็นอยู่ที่มีการใช้ความรุนแรงเพื่อเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่นอกเหนือการควบคุมโดยไม่มีการคิดคำนวณถึงผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าใช่หรือไม่ และอีกคำถามที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความรุนแรงของใคร ? อิฐตัวหนอนกับไข่เน่าอาจเป็นความรุนแรงสำหรับนักการเมืองบางคนที่ทำความผิดบางอย่างตามความเห็นของผู้ปา ไม่ใช่ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างการตั้งกองกำลังส่วนตัวของกลุ่มพันธมิตร


แทนที่จะหมกมุ่นอยู่เพียงปรากฏการณ์ระดับพื้นผิว ทำไมไม่ลองมองดูสาเหตุที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างว่าทำไมหรือเพราะอะไร จึงมีคนโกรธแค้นพรรคประชาธิปัตย์ จนแสดงออกมาอย่างนั้น การปล้นอำนาจประชาชน สมรู้ร่วมคิดกับม็อบเผด็จการอนารยะอย่างพันธมิตร ยอมรับการแทรกแซงของทหารและตุลาการ ไม่ถือเป็นความรุนแรงโดยตัวมันเอง หรืออีกนัยคือไม่ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงหรอกหรือ ?

3.ทำเพื่อนายใหญ่ “ทักษิณ” ยังเป็นผีร้ายให้คนพวกนี้ใช้อ้างโจมตีกลุ่มที่ออกมาประท้วงพันธมิตรและรัฐบาล “อภิสิทธิ์”

ทั้งที่จริงแล้วพันธมิตร ทหาร และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องทบทวนดูบทบาทการกระทำของตัวเองใหม่ได้แล้วว่า ทำไมจนป่านนี้แล้วพวกตนจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการปลุกกระแสความเกลียดชังต่อ “ทักษิณ” และกลุ่มไทยรักไทยเดิม จะรัฐประหารก็แล้ว ม็อบอนารยะก็แล้ว ตุลาการภิวัตน์ก็แล้ว ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเห็น “ทักษิณ” เป็นฮีโร่ หรือจะคิดเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่า ชาวบ้านเหล่านั้นยังโง่ยังขายเสียงกันอยู่อีก ก็รังแต่จะผิดพลาดกันต่อไปอีกเป็นนานเท่านั้น


เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อเสนอจากภายในของเสื้อแดงเองด้วยซ้ำว่า ให้ถือว่า “ทักษิณ” เป็นเพียงแนวร่วมคนหนึ่ง เขาดูแลตัวเองได้ ผู้นำที่ควรให้การยกย่องกันต่อไปคือ “วีระ“ และก่อนหน้านี้ก็มีการเสนอเป็นการภายในอยู่แล้วว่า ทักษิณเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยนัยก็คือทักษิณไม่ได้มีบทบาทควบคุมบงการการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงดังที่ฝ่ายเสื้อเหลืองกล่าวหา แต่เป็นคนเสื้อแดงต่างหากที่เชื่อมโยงการต่อสู้ของตนเข้ากับ “ทักษิณ” เขาไม่ได้มีฐานะเป็น “นายใหญ่” ของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด


แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยยังรักและผูกพันกับทักษิณและรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารไปในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่นั่นไม่เป็นสารัตถะมากพอที่จะกล่าวหาคนเหล่านี้ว่า ที่ออกมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนนั้นเพียงเพราะนายสั่งหรือทำเพื่อทักษิณเท่านั้น ประเด็นที่ต้องถามต่อก็คือ ทำไมถึงต้องเป็นทักษิณ เพราะทักษิณมีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่? ถ้าใช่! งั้นสารัตถะที่ถูกมองข้ามไปจากการอคติแบบนี้ก็คือ “ประชาธิปไตย” (ที่เข้าใจกันว่า “ทักษิณ” กับพวกมีความเชื่อมโยงอยู่) ใช่หรือไม่?

ความผิดพลาดอย่างสำคัญของขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การเคลื่อนไหวของพวกเขานำไปสู่รัฐประหารและการเมืองแบบพันธมิตรอภิสิทธิ์ชน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลยแทนที่จะเห็นด้วยกับขบวนการต่อต้าน กลับแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อขบวนการดังกล่าว “ทักษิณ” หลุดจากตำแหน่งจนต้องระหกระเหินต่างแดนก็เพราะการแก้ปัญหาที่ไม่คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยของคนจำนวนหนึ่งในบ้านเมืองนี้

นี่คือความจริงสามัญที่เห็นกันอยู่ แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ทำให้ทักษิณเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องออกมาแสดงตัวตนว่าเป็น “กลุ่มคนรักทักษิณ” อย่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็คือ ขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงที่ผ่านมานี้นั่นเองแหล่ะ!


4.หมิ่นสถาบัน ตัวอย่างเช่น การติดตั้งพระบรมสาทิสลักษณ์ข้างๆ คำ “อภิสิทธิ์ (ชน) โจร” บนเวทีนปช. ในคราวชุมนุมเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ถูกใช้โดยหนังสือพิมพ์ฝ่ายพันธมิตรกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมว่า “หมิ่นสถาบัน” (โปรดดู นสพ. ไทยโพสต์. วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2551 ปีที่ 13 ฉบับ 4445)

เนื้อหาการนำเสนอข่าวยังมีการขุดคุ้ยกรณีดา ตอร์ปิโด, สุชาติ นาคบางไทร, จักรภพ เพ็ญแข และคดีที่ยังค้างอยู่มาเชื่อมโยงเป็นประเด็นกล่าวหาว่าหมิ่นฯ ตามด้วยการเสนอความเห็นของนายสุริยะใส กตะศิลา เกี่ยวกับกรณีนี้ว่า “เป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง ถือเป็นการส่อเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างชัดเจน”

ขณะที่จตุพร พรหมพันธุ์ ก็ได้กล่าวชี้แจงแล้วว่า “ไม่เจตนาละเมิดสถาบันแน่นอน เพราะกลุ่มนปช. ต้องการแสดงให้เห็นว่า นปช. เทิดทูนสถาบัน แต่เนื่องจากมีความพยายามเชื่อมโยงให้ละเมิดสถาบัน จึงได้นำพระบรมสาทิสลักษณ์ลงเพื่อป้องกันไม่ให้ไปขยายผลต่อไป และทำให้เกิดปัญหาได้ ส่วนข้อความที่ว่า อภิสิทธิ์ชน “โจร” นั้น เราต้องการโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่มีนัยแอบแฝง”


จะเห็นได้ว่า มีความพยายามจะใช้กฎหมายมรดกจากยุคเผด็จการมาทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาเป็นกลุ่มเดียวกับที่ต่อต้านการรัฐประหาร ภายหลังก็พยายามที่จะใช้ในกรณีที่มีคนต่อต้านรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ด้วย สะท้อนมุมมองแบบพันธมิตรและการสืบรับเอาวิธีการทางการเมืองในแบบฉบับของพันธมิตรมาใช้ สื่อบางสำนักมีใจให้กับพันธมิตรมากไป จนไม่รู้อะไรถูก-ผิดไปอย่างไม่น่าเชื่อ กลุ่มคนที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร-สมชาย ฟังเสียงเรียกร้องของผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตร

วันนี้เมื่อเสื้อแดงเป็นฝ่ายประท้วง คนเหล่านี้ไม่เพียงไม่ได้กระทำการอย่างเดียวกับที่เคยทำคราวนั้น คราวนี้กลับทำตรงกันข้ามคือ พวกเขาโจมตีผู้ออกมาประท้วง กล่าวหาว่าเป็นพวกก่อความไม่สงบ สมควรถูกปราบปราม ทั้งที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร-สมชาย จัดการกับการชุมนุมด้วยวิธีสันติ รวมหัวกันประณามกรณี 7 ตุลา’ มาคราวนี้กลับจะชักนำให้รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ทำการปราบปรามฝ่ายเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดรุนแรง ด้วยข้อหาความผิดฉกาจฉกรรจ์ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง


“ทวิมาตรฐาน” ไม่เพียงไม่เป็นกลาง แต่กลับเข้าข้างฝ่ายเผด็จการอย่างเต็มที่ ไม่เพียงไม่ได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา กลับสร้างภาพบิดเบือนว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ชี้นำให้คนหลงผิดเห็นเป็นเพียงพวกทำเพื่อ “นายใหญ่”

เอาความผิดหรือข้อหาที่ควรตกเป็นของกลุ่มพันธมิตรมาให้กลุ่มเสื้อแดง ลดระดับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงให้อยู่ระดับเดียวกับเสื้อเหลือง เข้าข้างเสื้อเหลืองนำเอามายาคติข้อกล่าวหาให้ร้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองมาใช้ว่าเสื้อแดงอีกต่อหนึ่ง มองเสื้อแดงเป็นเพียงพวกก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองไม่ต่างจากที่เสื้อเหลืองเคยทำมา ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการ ภาพบิดเบือนที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นภาพที่สะท้อนตามมุมมองของฝ่ายพันธมิตร แสดงตัวตนของสื่อที่เป็นผู้นำเสนอภาพนั้นเอง ไม่ได้แสดงถึงตัวตนของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง


ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” และความผิดระดับก่อการร้ายสากลของม็อบอนารยะอย่างพันธมิตร ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝ่ายเสื้อแดงหยิบยกขึ้นมา ไม่ได้รับการพูดถึง ไม่ถูกพิจารณาอย่างจริงจัง การเล่นงานผู้ประท้วงนั้นง่าย เพราะเสื้อแดงไม่มี “เส้น” เหมือนเสื้อเหลือง

แต่หากสื่อยังอยากจะเป็นสื่อ ก็ควรทำหน้าที่ของสื่อที่ดี ด้วยการปกป้องประชาธิปไตย เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา อย่าสวมแว่นพันธมิตร เพราะจะทำให้สายตาคุณสั้น-ยาวเกินปกติได้ง่าย ๆ จนทำให้มองภาพเป็นเบลอเห็นคนด้วยกันเป็นอื่นไป ที่สำคัญคือ อย่าเข้าข้างเผด็จการแล้วสร้างภาพบิดเบือนให้ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมดังที่เป็นอยู่ ลองคิดดูว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ดิ่งเหวตกต่ำขนาดไหน หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป

ถ้าขืนยังยืนกรานจะสร้างภาพบิดเบือนเสนอข่าวสารอย่างเป็นเท็จอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ขอให้เปลี่ยนหัวเป็น “สื่อพันธมิตร” “สื่อของเผด็จการ” “กระบอกเสียงของรัฐบาลอภิสิทธิ์” และ/หรือ “เครื่องมือของอภิสิทธิ์ชน” ไปเสียเลยจะดีกว่าไหม ?!

"ณัฐวุฒิ"คุยลั่นสร้างภาพประวัติศาสตร์เสื้อแดงเต็มสนามหลวง เพื่อนเนวิน เชื่อสายอีสานไม่ร่วมชุมนุม

ที่มา มติชนออนไลน์

"ณัฐวุฒิ" โวจะได้เห็นภาพประวัติสาสตร์คนเสื้อแดงเต็มท้องสนามหลวง ยัน "แม้ว" โฟนอินสดไม่มีบันทึกเทป เพื่อนเนวินเชื่อสายอีสานไม่ร่วมชุมนุมใหญ่ 31 ม.ค. หลายจังหวัดถอนตัว เพื่อไทยกระหน่ำ "ขวัญชัย" ดังแล้วแยกวง

"ณัฐวุฒิ"โวสร้างประวัติศาสตร์เสื้อแดงเต็มสนามหลวง


ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า การนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 31 มกราคมนั้นจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่คนเสื้อแดงมารวมตัวกันเต็มท้องสนามหลวง เพราะขณะนี้ได้รับการติดต่อจากแกนนำคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่จะมาร่วมการชุมนุมและขณะนี้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดี สเตชั่น มีแกนนำต่างจังหวัดได้ติดต่อเข้ามาขอออกรายการแดงทั้งแผ่นดินหลายจังหวัด จังหวัดแรกที่จะมาออกอากาศคือจังหวัอุบลราชธานี ส่วนการโฟน อินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 25 มกราคมนั้นขณะนี้ระบบทุกอย่างพร้อมหมดแล้วยืนยันได้ว่าครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟน อิน สดสดโดยไม่มีการบันทึกเทปมาออกอากาศแน่นอน เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตัดสัญญาณ


เพื่อนเนวินเชื่ออีสานเมินชุมนุมใหญ่31ม.ค.


นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ชาวบ้านหลายจังหวัดไม่อยากมาร่วมม็อบเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคม เพราะอยากให้รัฐบาลได้ทำงานก่อน เชื่อว่าการชุมนุมครั้งนี้พื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสานจะไม่ร่วมด้วย จึงสงสัยหากไม่มีแนวร่วมจากอีสานจะมีคนจากที่ไหนมาร่วมชุมนุม แนวร่วมใน กทม.หรืออย่างไร สำหรับประชาชนใน จ.ขอนแก่น ได้ทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหมดแล้ว เพราะฉะนั้นการชุมนุมวันที่ 31 มกราคม จะไม่มีชาวขอนแก่นมาร่วมชุมนุมด้วยแน่นอน และไม่รู้ว่าจะจัดชุมนุมทำไมเพราะวันที่ 31 มกราคม ดูแล้วก็ไม่มีเหตุการณ์อะไร รัฐสภาร่วมพิจารณากรอบการประชุมอาเซียนเสร็จสิ้นแล้ว


เพื่อไทยกระหน่ำ "ขวัญชัย" ดังแล้วแยกวง


นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ารายการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี ในวันที่ 25 มกราคม ว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล อยู่ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพูดเรื่องอะไร คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เมื่อรัฐบาลนำนโยบาย พ.ต.ท.ทักษิณไปปฏิบัติ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีสิทธิแสดงความเห็นได้ ส่วนกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดร ประกาศแยกกันเดินกับแกนนำผู้ดำเนินรายการ "ความจริงวันนี้" และจะไม่เดินทางเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 31มกราคม นายวิทยา กล่าวว่า ไม่ทราบเหตุผลดังกล่าว ว่าประกาศแยกตัวเพราะอะไร "เป็นเพราะดังแล้วแยกก็มีเยอะไป อย่างกลุ่มเพื่อนเนวินดังแล้วแยกวง"


ประธานคน.รักอุดรฯล้มรวมพลสกัดม็อบ


นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวถึงการประกาศเรียกประชุมแกนนำคนเสื้อแดง 30 จังหวัด เพื่อล็อบบี้ไม่ให้มาร่วมชุมนุมใหญ่กับกลุ่มความจริงวันนี้ ว่า หลังจากนี้จะไม่เคลื่อนไหวนามของกลุ่มคนเสื้อแดงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งการนัดเครือข่ายแกนนำคนเสื้อแดง 30 จังหวัดภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง มาหารือถึงการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 31 มกราคมจะไม่เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากข่าวไม่ได้เป็นความจริง โดยเฉพาะข้อมูลที่ออกมาว่า เข้าไปยุ่งที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเงิน ทั้งที่วันนั้นเข้าไปเพื่อนำข้อมูลของคนเสื้อแดงไปมอบให้กับ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ คนใกล้ชิดนางเยาวภา แต่เมื่อข่าวออกไปแบบนี้ก็ขอหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่าง


กลุ่มคนเสื้อแดงเหนือส่ง300-500คน


แกนนำกลุ่มเสื้อแดงในหลายจังหวัดภาคเหนือระบุว่าจะส่งคนไปร่วมชุมนุมที่สนามหลวงวันที่ 31 มกราคม แม้ว่ากลุ่มเสื้อแดงอุดรฯ นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา จะแยกตัวออกไป โดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานที่ปรึกษากลุ่มรักเชียงใหม่ 51-ลำพูน 51 จะส่ง 5 พันคนไปร่วม น.ส.กัญญาภัค มณีจักร แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 คาดจะมีคนร่วมไม่ต่ำกว่า 500 คน ขณะที่ น.ส.จีระนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยเชียงราย กล่าวเพียงว่าพร้อมที่จะส่งตัวแทนเข้ารวมพลที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 มกราคม นายธีรภัทร วัชรพล หรือดีเจต้อย นักจัดรายการวิทยุชุมชนคลื่น 93.75 นครอุบล ระบุว่า จะเดินทางเข้า กทม. 300-500 คน


เสื้อแดงหลายจังหวัดขอถอนตัว


ส่วนที่พะเยา นายทูล เวชกลาง แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดงอีสาน-ล้านนา จ.พะเยา ระบุว่าจะส่งเพียงแกนนำเข้าร่วม 5-6 คน ส่วนชาวบ้านยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด นายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ ผู้ประสานงานกลุ่มอีสานล้านนา แกนนำ นปช.สายโคราช ยืนยันว่า ทางกลุ่มไม่มีเงินทุนพอที่จะระดมมวลชนไปสนามหลวง คนที่จะไปต้องไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว นับแล้วประมาณ 100 คน ส่วนนายพรชัย ก่อวัฒนะมงคล ประธานแกนนำ นปช.ปากน้ำ กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมชุมนุมที่สนามหลวงหรือไม่ ต้องประชุมแกนนำในจังหวัดก่อน


ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และเป็นแกนนำคนเสื้อแดงใน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จะไม่เคลื่อนพลไปที่สนามหลวง เพราะไม่อยากสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง เช่นเดียวกับที่ จ.ศรีสะเกษ นายจักรภพ สถาวร แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหลายจังหวัดเขตภาคอีสานและภาคเหนือ เชิญพวกตนให้เข้าร่วมชุมนุมที่สนามหลวง แต่มติที่ประชุมไม่ต้องการเข้าชุมนุม เพราะต่างต้องการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำงานไปสักระยะเวลาหนึ่ง

เสื้อแดงทำเนียบรัฐบาลสลายตัวแล้ว


ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 10 คน นำโดยนายสุขุม วงประสิทธิ อ้างว่าชื่อกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง (กปส.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชุมนุมเกาะติดอยู่ข้างรั้วทำเนียบรัฐบาลตลอด ได้ยื่นแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังยื่นหนังสือแล้วจะยุติการชุมนุมข้างรั้วทำเนียบเลยใช่หรือไม่ นายสุขุม กล่าวว่า ใช่ โดยอีก 30 วัน จะมาทวงถามความคืบหน้า แต่ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงอื่นจะมาแสดงความคิดเห็นก็เป็นสิทธิ การเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการยกระดับการชุมนุมของ กปส. ดีกว่าการปาไข่ ปาหิน ทำให้นายสุเทพกล่าวแทรกขึ้นมาทันทีว่า "ถ้าปาไข่ผมจะสั่งให้จับ"


ตำรวจสันติบาลควานหาที่อยู่ "ทักษิณ"

พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส. กล่าวถึงกรณีที่นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อภิปรายในสภาเรื่องการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยคาดว่าน่าจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบหาที่อยู่ที่ชัดเจนเพื่อติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีตามหมายจับว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจสันติบาลโดยตรงอยู่แล้วในการตรวจสอบทั้งเรื่องข้อความที่ใช้โฟนอิน การติดตามที่อยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ และการดูแลการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งพร้อมที่จะดูในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วแม้ไม่มีการร้องขอจากรัฐบาล รวมทั้งการชุมนุมของ นปช. ที่จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเฝ้าฟังและบันทึกไว้ตรวจสอบ รวมทั้งการติดตามที่อยู่ที่โฟนอินเข้ามา แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในการติดตาม รวมทั้งการดูแลไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาปั่นป่วนสร้างความวุ่นวายให้เกิดเรื่องเมื่อมีการชุมนุม จนเกิดเป็นความร้าวฉาน