ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 31, 2008

คุกคามสื่อ??

ที่มา เดลินิวส์

ที่เคยด่าคนอื่นไว้ ดูท่า ประชาธิปัตย์ กำลังจะทำอย่างที่ด่าเค้าไว้หมด ประชานิยม ก็ทำ หวยบนดิน ก็ทำ ก่อนนี้เคยประณามแม้ว-สมัคร-สมชาย ว่า ใช้อำนาจคุกคามสื่อ ตอนนี้ก็ร่ำ ๆ จะทำเหมือนกัน

ไม่ต่างจากกรณี 7 ต.ค. ที่ตำรวจสลายม็อบ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่ถูกอุ้มกลับมาเป็นผบ.ตร.อีก โดยยืมมือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เซ็นแทน ทั้งที่ ปชป. เคยกล่าวหาว่า ทำร้ายประชาชน ส.ส.บางคนของ พรรคนี้ขึ้นเวทีด่าเป็นฆาตกรด้วยซ้ำ

แต่ไม่ทันไร จะเอาตำรวจที่หาว่า มือเปื้อนเลือด กลับมาใช้เสียแล้ว

นี่ก็เช่นกัน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีคุมสื่อ บอก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะจัดรายการฯ นายกคุยกับประชาชนเหมือนที่เคยด่ารัฐบาลที่แล้วว่า ยึดไมค์ เอาสื่อของรัฐไปทำเพื่อตัวเอง ครอบงำทางความคิด

เมื่อจะทำเองเลยต้องอ้อม ๆ แอ้ม ๆ แก้ขวย จะให้เวลาฝ่ายค้าน 1 ชั่วโมงด้วย ก็ขอให้จริงเถอะ เอานี่เลย ให้รายการ “ความจริงวันนี้” ของ 3 เกลอ คืนจอมา รับรองจะมีแต่คนสรรเสริญ เป็นการเมืองใหม่ที่ ปชป.ก็ใฝ่หา

ชื่อสาทิตย์เองก็จะอยู่ในความทรงจำ ในฐานะนักประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ

แต่กลัวจะเป็นตรงข้ามซะมากกว่า เพราะมีข่าวจะเอา “เอ็นบีที” กลับไปเป็นช่อง 11 อย่างเก่า ถามว่าช่อง 11 แต่ก่อนมีใครดูบ้าง รมต.ดูหรือเปล่า มีแต่รายการแห้ง ๆ เปิดงาน ปิดงาน ฉากยังสุดเชย เรตติ้งโหล่สุด

หากไม่อคติเกินไป ตอนเป็นเอ็นบีทีเสียอีก ที่ช่อง 11 กลายเป็น สถานีข่าวมืออาชีพ รายการวิเคราะห์ข่าวเช่น จอม เพชรประดับ ก็ทำได้ดีมาก หรือจะหาว่าข่าวช่องนี้เอียง ก็ย้อนไปดูอีกช่อง ทีวีไทย สิ เอียงหรือเปล่า

ถ้าเอียงก็เอียงเหมือนกันนั่นแหละ!!!

พูดก็พูดเถอะ จะเอียงยังไง ก็ไม่ได้ทำ ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ซะเมื่อไหร่ เป็นสื่อของรัฐ ก็ไหลไปบ้างเรื่องธรรมดา หรือ ปชป.จะไม่ใช้เอ็นบีที ตอนนี้ ข่าวท่าน ชวน หลีกภัย ไปเป็นประธานเปิดแข่งขันกีฬา น่าน-ประชาธิปัตย์ ก็ยังเป็นข่าวเลย มันสำคัญตรงไหนเนี่ย ???

อีกเรื่อง เห็นท่าน รมต.ส่งสัญญาณ ให้บอร์ด อสมท.ลาออก อย่างนี้แทรกแซงสื่อ เพราะต้องการเอาคนของตัวเองไปคุมหรือเปล่า เพราะมีข่าวจะเอาแกนนำพันธมิตรฯ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาคุม ก็ดี จะได้ชัด

อย่างนี้ไงเล่า เค้าถึงบอก ปชป.ชอบว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง ทุกครั้ง !!!

ก่อนปิดต้นฉบับ ไม่รู้ผล “คนเสื้อแดง”ไปบุกสภาจะบานปลายมั้ย ที่จริงแค่ไปแสดงพลังประชาธิปไตยก็พอ หลังปีใหม่ว่ากันใหม่ คนไทยทุกข์มาทั้งปี ให้ไปเที่ยวแบบไม่กังวลบ้าง จะได้ใจมวลชนอีกแยะ

ครม.ไฮแจ๊คอย่างนี้ มีเรื่องให้ตอแยอีกแยะ แค่ เดลี่เทเลกราฟ ลงข่าว กษิต ภิรมย์ บอก การยึดสนามบิน สนุกมาก อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ ก็เหลือรับแล้ว ยังมีหน้ามาแก้ตัว สื่อแปลผิด ที่ถูกไม่ใช่ยึดสนามบิน เป็นเรื่อง ยึดทำเนียบ ต่างหาก

ไม่มี รมว.การต่างประเทศยุคไหนที่จะทำลายภาพลักษณ์ประเทศได้ป่นปี้เท่านี้อีกแล้ว แต่อภิสิทธิ์ก็ยังกางปีกป้องเต็มที่

ยังไม่หมด สเตรทไทม์ของสิงคโปร์ ก็ลงข่าว เจริญ คันธวงศ์ บอก ปชป.ไม่ห่วงฐานเสียงต่างจังหวัด เพราะคนอีสานเป็นลูกจ้างให้คนกรุงเทพฯ “คนรับใช้ของผมก็มาจากภาคอีสาน ลูกจ้างปั๊มน้ำมันกรุงเทพฯ ก็มาจากอีสาน” อย่างนี้จะบอกว่า คนอีสานต่ำต้อยใช่มั้ย นี่ก็อีก พอเป็นข่าว บอกสื่อต่างชาติแปลผิด (อีกแล้ว)

ก็ว่ากันไป แต่เลือกตั้งใหม่ คอยดูแล้วกันว่า คนอีสานจะให้บทเรียนอย่างไร !!!.

ดาวปรพกายพรึก

นายกฯโหรทำนายปี 52 "รัฐบุรุษ-นายกฯ-รบ."อับโชคยุบสภาในที่สุด พรรคร่วมแตกปชช.แบ่งสีสูญเสียผู้นำคนสำคัญ

ที่มา มติชนออนไลน์

นายกสมาคมโหราศาสตร์ ทำนาย ปีหน้า รัฐบุรุษ-นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอับโชคถึงขั้นยุบสภา คะแนนนิยมตกต่ำลง มีการคอรัปชั่นเศรษฐกิจไม่ดี มีแต่ทรงกับทรุดเป็นปีแห่งหนี้สิน เกิดภัยทางอากาศ วาตภัยและอุทกภัยที่รุนแรงที่สุด สูญเสียผู้นำอันเป็นที่เคารพสักการะ และบุคคลสำคัญในระดับสูง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ พยากรณ์ดวงการเมืองประจำปี 2552 ความว่า พ.ศ. 2552 ซึ่งตรงกับปีฉลู คาดว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี มีแต่ทรงกับทรุด ประชาชนดำรงชีพด้วยความลำบาก ข้าวของราคาแพง สาธารณูปโภคขึ้นราคาเป็นปีแห่งหนี้สิน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


1.คำพยากรณ์สงกรานต์ ปี 2552 วันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ ฝนจะมีหัวปี ข้าวจะงามนัก แต่ประชาชนจะลำบากเดือดร้อน ให้เกรงท้าวพระยาและเสนามนตรี จะแพ้เสนาบดี ผู้หญิงจะทำร้าย จะเกิดกล้าแข็ง วันอังคารเป็นวันเนา หมากพลูข้าวปลาจะแพง ส่วนวันพุธเป็นวันเถลิงศก ราชบัณฑิต ปุโรหิต โหราจารย์ จะสุขสำราญป็นอันมาก


2.กาลโยค คือ กาลอันพึงมีตามกำหนด ประกอบด้วยคราวดี คราวร้าย คือ อุบาทว์และโลกาวินาศที่สืบเนืองมาตามลำดับ


3.อิทธิพลของดาวเสาร์ ซึ่งเป็นดาวประธานฝ่ายบาปเคราะห์ บ่งถึงความวิตกกังวล ความทุกข์ยากลำบาก ความเครียด ความอิจฉาริษยา ดาวเสาร์ โคจรอยู่ในราศีสิงห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 จึงยกเข้าสู่ราศีกันย์โดยโคจรอยู่ในราศีกันย์ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 ถึงวันสิ้นปี ดังนั้น เมื่อดาวเสาร์ หรือบาปเคราะห์อื่นที่โคจรอยู่ในภพนี้ บางครั้งทำให้เกิดความเศร้าสลดใจ หมายถึงการสูญเสียผู้นำอันเป็นที่เคารพสักการะ และบุคคลสำคัญในระดับสูง เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจย่ำแย่ คนในชาติยังคงมีความคิดเห็นที่แตกแยก รัฐบาลที่ประชาชนคาดหวังกลับไม่มีผลงาน ทำให้ประชาชนขาดความศรัทธา


4.อิทธิพลของดาวมฤตยู เป็นดาวที่ลึกลับบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่คาดฝัน มฤตยู คือ ตัวแทนของประชาชน ผู้ซึ่งมีอำนาจในการบริหารประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2552 จะทำให้กิจการทางรัฐสภาดำเนินไปได้ มี พ.ร.บ. สำคัญออกมาหลายฉบับ มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ต้องการใช้การพินิจพิจารณา และมีความสำคัญบางอย่างเกิดขึ้นในรัฐสภาไทย รัฐสภาไทยจึงมีการปรับตัว ปรับปรุงตัวเองไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น สภานิติบัญญัติโดยทั่วไป และคณะพรรคที่ครองอำนาจอยู่ มีการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ


อย่างไรก็ตาม ยังนำมาซึ่งความหวาดเสียวและภัยอาเพศมาสู่บ้านเมือง สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ การเกิดภัยทางอากาศ อากาศยานและการขนส่งทางอากาศ วาตภัยและอุทกภัยที่รุนแรงที่สุด อุทกภัย อุบัติภัยครั้งสำคัญในเดือนมีนาคม-เมษายน 2552 และ ตุลาคม-พฤศจิกายน 2552 นำความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก และจะเกิดลัทธิใหม่ๆ ความเชื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคมมากมาย เรื่องการทรงเจ้าเข้าผี เรื่องจิตวิญญาณจะเฟื่องฟูหาได้ทั่วไปในสังคมไทย


แต่ทว่า เมื่อดาวมฤตยูโคจรในราศีมีน ระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในภพที่ 12 ของดวงเมือง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผันแปรโดยฉับพลัน มีการปฏิรูป และเกิดความยุ่งยากเกี่ยวแก่การบัญญัติกฎหมายหรือการปฏิรูป ร่าง พ.ร.บ.บางฉบับอาจเสียผล ฝ่ายรัฐบาลจะถูกการถูกโจมตีโดยทางคะแนนเสียง หรือการเลือกตั้งซ่อมไร้ผล มีคณะพรรคลับ สมาคมลับลงมือปฏิบัติการณ์ภายในประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น มีศาสนาเร้บลับได้บังเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก มีอาชญากรและจารชนเต็มบ้านเต็มเมือง ประเทศชาติมีปัญหามีศัตรูลับของชาติทั้งภายในและนอก


5. อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2552 จะมีผลนำความเสียหายมาสู่รัฐบาล จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและผันแปรทางการเมืองโดยปัจจุบันทันด่วนในคณะรัฐบาล ระหว่าง 20 เมษายน ถึง 15 สิงหาคม 2552


ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคมถึงวันสิ้นปี เมื่อโคจรอยู่ในภพที่ 11 หมายถึงรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาสามัญ ทำให้กฎหมายสำคัญในระบอบประชาธิปไตยจะได้ผ่านการพิจารณา ทำให้ได้ผลประโยชน์ทางการค้าและการเงินของประเทศชาติ แต่ในบางห้วงเวลาดาวพฤหัสบดีโคจรถอยหลัง เกิดอาการวิปริตในรัฐสภา จะมีบางกลุ่มในรัฐสภาร่วมกันลงคะแนนเล่นงานรัฐบาล การออกกฎหมายบางฉบับไม่ถูกใจประชาชน หุ้นตก มีการลดราคาหุ้นของรัฐบาล


6.อิทธิพลของราหู หมายถึง รัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ในปีนี้ได้เกิดสุริยุปราคา 2 ครั้ง จันทรุปราคา 4 ครั้ง จันทรุปราคามีส่วนเกี่ยวโยงกับเรื่องของประชาชนหรือคนหมู่มาก ส่วนสุริยุปราคาจะเกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาล และการเมืองของประเทศ


สุริยุปราคาครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 14.57 น. เป็นแบบวงแหวน รัศมีคราสพาดในราศีมังกร ยังความก่อกวนให้กับต่างประเทศ และนำความยุ่งยากให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ตลอดจนประชาชน พืชผลและในบางกรณีทำให้เกิดความผันแปรสำคัญทางการเมือง หรือการค้าได้รับผลกระทบกระเทือน ให้ระมัดระวังเรื่องดิน เกิดแผ่นดินไหว การสูญเสียที่ดิน ดินแดนอาณาเขตมีปัญหา โลกธุรกิจถูกก่อกวนหรือถูกกระทบกระเทือน รัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอับโชค มีคะแนนนิยมตกต่ำลง เพราะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และมีการคอรัปชั่นเกิดขึ้น และจะเกิดความยุ่งยากในวงการทหาร กิจการของกองทัพและกระทรวงกลาโหมมีปัญหาถูกโจมตี ทางการทหารมีการเคลื่อนไหว จะมีการขัดขืนต่อต้านหลายครั้ง การเมืองการปกครองผันแปร การบริหารราชการแผ่นดินมีปัญหาเกิดความสับสนระส่ำระสาย เหตุการณ์ทางชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบลงง่ายๆ


สุริยุปราคาครั้งที่ 2 ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2552 เวลา 09.36 น. พาดในราศีกรกฎ ให้ระมัดระวังเรื่อง ประชาชนจะมีความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล มีเรื่องการเมืองระหว่างพรรค ฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลขัดแย้งกันอย่างรุนแรง คณะพรรคฝ่ายค้านมีกำลังเข้มแข็งขึ้นและกระทำการบางอย่างเพื่อบีบบังคับรัฐบาลให้เปลี่ยนแปลง เช่น การยุบสภา เป็นต้น


ดังนั้น การถูกราหูโคจรมาทับ จะเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาต่อรัฐบาลในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ได้ดีขึ้นตามที่หวัง ส่งผลให้ความศรัทธาในรัฐบาลลดลง จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ การยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในที่สุด

จากใจส่งท้ายปีเก่า

ที่มา ไทยรัฐ

ใจเขาใจเรา ความคิดเห็นที่ขัดแย้ง นำไปสู่ ความแตกแยกของสังคมไทย และวิถีของประชาธิปไตยอันสืบเนื่องมาจาก วิกฤติการเมือง ผมว่าน่าจะบาดใจคนไทยทั้งประเทศมากที่สุด

ไม่ใช่ความขัดแย้งธรรมดาแต่หยั่งรากลึก

แม้จะเยี่ยวยากันอย่างไร บาดแผลที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งนี้หนักหนาสาหัส ผมต้องยกให้วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น เป็น ไฟที่ทำลายประชาธิปไตย อธิปไตยและความเป็นชาติไทยลงอย่างเลือดเย็น

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับไฟที่เผาบ้านเผาเมือง ไม่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลแห่งปี เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นตัวละคร เป็นโคน เป็นม้า เป็นหมาก เป็นขุน

ร่วมกันทำลายชาติ

สถาบัน องค์กร กองทัพ การเมืองและกลุ่มบุคคลที่ออกมาก่อความวุ่นวายหรือให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ โปรดจงจำไว้ว่าด้วยขบวนการที่ผ่านมาได้แบ่งประเทศเป็นเสี่ยงๆแล้ว

เสื้อแดง เสื้อเหลือง

ความศรัทธานั้นสำคัญยิ่ง ถ้าประเทศใดขาดความศรัทธาจากประชาชน ก็จะเป็นประเทศต่อไปไม่ได้และย่อมจะ สิ้นชาติ โดยง่ายดาย

ในรอบปีที่ผ่านมาในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมยอมรับว่าเจ็บปวดกับปรากฏการณ์ครั้งต่างๆที่เกิดขึ้นพูดได้เต็มปากว่า บ้านเมืองไม่มีความเป็นธรรม ความชอบธรรมและความยุติธรรม

มีแต่ลับ ลวง พราง

ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยมีอคติใดๆกับใครทั้งสิ้น ที่วิพากษ์วิจารณ์ ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรมีเหตุและผลสามารถอธิบายได้ มีปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ได้อย่างทนโท่

ภาพมันฟ้อง

บนจุดยืนความเป็นธรรมและเท่าเทียม จึงอยากเห็นมาตรฐาน มากกว่า กระแสพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ที่จะฟอกดำเป็นขาวหรือขาวเป็นดำได้

ขึ้นอยู่กับประชาชนเสียงส่วนใหญ่เท่านั้น

ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ไม่มีผลทำ ให้ชีวิตผมคนเดียวดีขึ้นหรือแย่ลง แต่จะต้องวัดที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่า

ประชาชนจะต้องมาก่อนจริงๆ

บรรทัดสุดท้ายต้องขอบคุณจดหมายทุกฉบับไม่ว่าจะติหรือชม ขอบคุณ ส.ค.ส. และกำลังใจที่ส่งมาอันจะเป็นกำลังสำคัญให้ผมทำหน้าที่ต่อไปถือโอกาสนี้ส่งท้ายปีเก่า และสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าด้วยจิตคารวะ.

หมัดเหล็ก

แถลงนโยบาย ข้างเดียว โดยไร้ฝ่ายค้าน

ที่มา ไทยรัฐ

สืบเนื่องจากกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ได้ยกขบวนไปชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ให้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภา จนต้องเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายจากรัฐสภาไปเป็นที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา และจัดการแถลงนโยบายอย่างทุลักทุเลนั้น

ตำรวจขอร้อง นปช.ให้เปิดทาง

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่ยังคงปักหลักชุมนุม อยู่ที่หน้ารัฐสภาเป็นวันที่สองนั้น ตั้งแต่เวลา 07.00 น. วันที่ 30 ธ.ค. พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น. พร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่ง ได้เดินทางมาเจรจากับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เพื่อขอให้เปิดเส้นทางด้านประตูปราสาทเทวริทธิ์ ให้นายกรัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.เดินทางเข้าอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย แต่กลับถูกปฏิเสธจากแกนนำ นปช. และยืนยันในจุดเดิมคือ หากจะเข้ามาจะต้องเดินเท้าเข้ามาเท่านั้น ซึ่งรอง ผบช.น. ได้กล่าวกลับว่า หากไม่ยินยอมจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจผลักดันเปิดทางให้นายกฯ ส.ส.และ ส.ว.เข้ามาได้ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังผลักดันถึง 4 รอบ และเจรจาอีก 3 รอบ แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด แกนนำ นปช.ได้ประกาศอย่างต่อเนื่อง ให้ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงให้มายืนอยู่แถวหน้าประตูปราสาทเทวริทธิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผลักดันออกมาได้ แต่เจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนจากตำรวจชายเป็นตำรวจหญิงมาประจันหน้าแทน อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมได้ประกาศให้ผู้ชายเข้ามาประจันหน้ากับตำรวจหญิง ซึ่งตำรวจก็ได้เปลี่ยนจากตำรวจหญิงเป็นตำรวจชายเข้าประจันหน้าแทนเช่นกัน

ม็อบขวางไม่ให้เปิดประตูรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักปราศรัยอยู่ด้านนอกประตูอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหล่าแกนนำ นปช. ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข ขึ้นปราศรัยอยู่บนรถหกล้อที่ดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัย พร้อมกับประกาศให้ผู้ชุมนุมที่เป็นชายฉกรรจ์มายืนต่อแถวหน้ากระดานด้านประตูปราสาทเทวริทธิ์ โดยหากตำรวจผลักดันออกมาให้ใช้หัวไหล่ดันกลับไป อย่าให้ตำรวจเปิด ประตูออกมาโดยเด็ดขาด และประกาศให้ผู้ชุมนุมโทรศัพท์ เรียกให้ นปช.ที่อยู่บ้านให้มารวมตัวที่รัฐสภาโดยด่วน เพราะไม่แน่ใจในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันได้มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย 2 คน มานั่งรออยู่ริมฟุตปาทด้านประตูปราสาทเทวริทธิ์ เพื่อเข้าร่วมแถลงนโยบาย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยได้ตั้งด่านปิดกั้นเส้นทางเข้าสู่รัฐสภา อาทิ แยกถนนพิชัยตัดถนนราชวิถี แยกการเรือน รวมทั้งบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเดินทางเข้ามาสมทบ

ย้ายไปประชุมกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 05.45 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางมายังพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ถึงแผนการเดินทางเข้าไปแถลงนโยบายที่รัฐสภา กระทั่งเวลาประมาณ 08.25 น. นายกฯและสมาชิกพรรคบางส่วนได้เดินทางออกจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วยรถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 14 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่รัฐสภา แต่ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนเส้นทางไปยังสโมสรกองทัพบกเก่า ถนนเทเวศร์ ในเวลา 09.30 น. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เข้าหารือ ก่อนออกเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 09.30 น. เพื่อแถลงนโยบาย โดยมีสารวัตรทหารร่วมนำขบวนมายังกระทรวงการต่างประเทศด้วย สำหรับเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายมาเป็นห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา

ชทพ.ไม่ให้อภิปรายนโยบายรัฐบาล

ส่วนความเคลื่อนไหวของ ส.ส.ของพรรคชาติไทย พัฒนานั้น เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน ส.ส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รอง นายกรัฐมนตรี และนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มารวมตัวกันที่พรรคชาติไทยเดิม ริมถนน สุโขทัย เพื่อประชุมหารือกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา คอยติดตาม และประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งที่ประชุม มีมติว่าจะไม่เปิดให้มีการอภิปรายนโยบายใดๆอีก เพราะถือว่ากรอบการร่างนโยบายได้ผ่านการพิจารณามาดีแล้ว จนกระทั่งเวลา 09.00 น. แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้รับประสานจากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า จะสามารถแถลงนโยบายได้ในวันที่ 30 ธ.ค.นี้แน่นอน ขณะที่ทางตำรวจได้เตรียมรถตู้จำนวน 2 คัน มารับ ส.ส. และ ครม.ของพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด ออกจากพรรค ชาติไทยมายังกระทรวงการต่างประเทศด้วย

ส.ส.-ส.ว.ลงชื่อเข้าประชุม 10 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า แกนนำ นปช. และ คนเสื้อแดงที่ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ได้ผลัดกันขึ้นเวทีการ อภิปรายโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่วนภายในบริเวณรัฐสภาก็ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษา ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดทางให้บรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สมาชิกรัฐสภาบางส่วน และสื่อมวลชน สามารถเดินเข้า-ออกได้ทางประตูเล็กด้านถนนอู่ทองใน โดยต้องแสดงบัตรประจำตัว กระทั่งเวลา 07.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นาย พยายามผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมที่ขวางประตูปราสาทเทวริทธิ์ เพื่อเปิดเส้นทางให้สมาชิกเข้ามาประชุมหลายครั้ง แต่ ไม่สำเร็จ ต่อมาเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่รัฐสภาได้กดออดเรียกประชุม ปรากฏว่าบนจอโทรทัศน์วงจรปิดของรัฐสภา มีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมเพียง 10 คน จากนั้นมีรายงานข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย ไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา

ส.ว.ยันขอประชุมที่รัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกรัฐสภาที่เดินทาง เข้ามายังรัฐสภาประมาณ 10 คน อาทิ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ นายวิเชียร คันฉ่อง ส.ว.ตรัง นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงษ์ ส.ว.มุกดาหาร นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา ส.ว.สรรหา ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา โดยนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้สั่งการ ให้สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดไปรวมตัวกันที่อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมรัฐสภา พร้อมกับให้เซ็นชื่อเข้าร่วมประชุมด้วย

พ.ต.อ.สนธยากล่าวว่า ยืนยันที่จะประชุมที่รัฐสภาเพียงอย่างเดียวหากไปประชุมที่อื่นจะขัดรัฐธรรมนูญ ส่วน ส.ว.คนอื่นจะไปร่วมประชุมที่อื่นเป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่างไร ก็ตาม ตนสามารถเดินเข้าสภาได้อย่างสะดวกสบายม็อบ ไม่ได้ขัดขวางใดๆเลย

รองประธานวุฒิฯขน ส.ว.ร่วมประชุม

ต่อมาเมื่อเวลา 10.15 น. นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิ ได้นำ ส.ว.ประมาณ 30 คน ซึ่งมีทั้ง ส.ว.เลือกตั้งและ ส.ว.สรรหาเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศด้วยรถตู้และรถส่วนตัว โดยนายนิคมให้สัมภาษณ์ว่า ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภายืนยันว่าจะเข้าร่วมประชุมเกิน 70 คนขึ้นไป มั่นใจว่าจะครบองค์ประชุมแม้ฝ่ายค้านจะไม่มาร่วมประชุมก็ตาม ทั้งนี้ กลุ่ม ส.ว.บางส่วนได้รวมตัวกันตั้งแต่เวลา 07.00 น. ที่อาคารสุขประพฤติ ขณะที่ยังมีบางส่วนยังติดค้างอยู่ที่รัฐสภาและจะทยอยเดินทางมาร่วมประชุมด้วย

ใช้ห้องวิเทศสโมสรแถลงนโยบาย

เวลา 10.20 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ขึ้นเวทีประกาศให้ผู้ชุมนุมเตรียมตัว เพราะว่าขณะนี้ทราบว่า นายกฯ จะใช้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นที่แถลงนโยบายของรัฐบาล ไม่ทราบว่านายอภิสิทธิ์รังเกียจรัฐสภาหรืออย่างไร ทางกลุ่ม นปช.จะนำกำลังส่วนหนึ่งไปที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ เป็นแกนนำ นปช.นำขบวนไป นายอภิสิทธิ์จะหนีไปไหนได้ เพราะขณะนี้เรารู้ทะเบียนรถตู้แล้ว จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำกำลังส่วนหนึ่งขึ้นรถปิกอัพจำนวน 3 คัน เพื่อเดินทางไปที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่กลุ่ม นปช.ได้ทราบการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ก็ได้มีการกระจายกำลังมายังหน้ากระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา โดยกลุ่ม แรกประมาณ 100 คน เดินทางมาถึงในเวลา 10.30 น. และคงทยอยเดินทางมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ส.ส.และ ส.ว.ก็เริ่มทยอยกันมายังห้องประชุมวิเทศสโมสร ชั้นล่าง ซึ่งสามารถจุผู้เข้าประชุมได้ประมาณ 500 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศมักใช้ห้องดังกล่าวจัดงานเลี้ยงสำคัญๆ และการประชุมระดับนานาชาติ

เพื่อไทยอ้างเตรียมจัดฉากย้ายที่ประชุม

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 08.00 น.วันเดียวกัน บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยทยอยเดินทางมาที่พรรค เพื่อหารือถึงท่าทีการเข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยมี ส.ส.เข้าร่วมหารืออย่างคับคั่ง อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายวิทยา บุรณศิริ นายสามารถ แก้วมีชัย เป็นต้น ต่อมาเวลา 10.00 น. ภายหลังจากที่ได้รับข้อความจากรัฐสภา ขอย้ายสถานที่แถลงนโยบายรัฐบาลไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 11.00 น. ทำให้ ส.ส.เพื่อไทยต่างแสดง ความไม่พอใจกันอย่างมาก พร้อมแถลงข่าวตอบโต้ทันที

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ได้พบกับอดีตประธานวุฒิสภามาร่วมกินข้าวกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย โดยมีการหารือกันว่าจะให้ตำรวจกับฝ่ายรัฐบาล บุกเข้าทลายแนวกั้นของกลุ่มคนเสื้อแดง ให้เกิดการปะทะกัน แล้วจะนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปแจ้งความว่า มีการขัดขวางจนไม่สามารถเข้าประชุมแถลงนโยบายได้ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้เกิดความชอบธรรม ขอเลื่อนการแถลงนโยบายออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ นอกจากนี้ ทราบว่ามี ส.ว.กลุ่มหนึ่งไปลงชื่อเข้าประชุมล่วงหน้า ที่อาคารสุขประพฤติแล้วนำมายื่นต่อที่ประชุม ไม่ได้ลงชื่อที่สภาฯ ถือว่าไม่ถูกต้อง

บอยคอตไม่เข้าร่วมแถลงนโยบาย

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯ กล่าวว่า ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติไม่เข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะเป็นการทำผิดข้อบังคับการประชุมของสภาฯข้อที่ 3 ปี 2551 อย่างชัดเจนที่ระบุว่าการย้ายสถานที่ประชุม ต้องมีการยกเว้นข้อบังคับการประชุม โดยจะต้องเรียกประชุมที่สภาฯเพื่อขอยกเว้นการใช้ข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง แต่กรณีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจส่วนตัวของนายชัยคนเดียว จึงไม่ชอบตามข้อบังคับของสภาฯ ฝ่ายค้านจึงไม่ไปร่วมสังฆกรรม ที่ผ่านมาสมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เคยขอย้ายสถานที่ประชุมแถลงนโยบายในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ พรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้ว่า การยกเว้นข้อบังคับการประชุมไม่ใช่อำนาจของประธานสภาฯ ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าสิ่งใดที่อดีตฝ่ายค้านเห็นว่าทำไม่ได้พอเป็นรัฐบาลกลับมาทำเอง หากยังดื้อดึงแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศต่อไปจะเป็นโมฆะ

อัด ชัยดันทุรังเดินหน้าทำผิด

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ข้อบังคับการประชุมสภาระบุชัดเจนว่า การประชุมรัฐสภาต้องทำภายในอาณาบริเวณรัฐสภาเท่านั้นดังนั้น การย้ายสถานที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุม ทำให้มติใดๆออกมาต้องเป็นโมฆะ ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีการประชุมสภานอกอาคารรัฐสภา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการทำความเสื่อมเสียแก่สภานิติบัญญัติ ที่ผ่านมาประธานรัฐสภาเคยระบุเองว่า หากไปดำเนินการประชุมที่อื่น โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ประธานรัฐสภารู้ว่าทำไปก็ขัดต่อข้อบังคับการประชุมแต่ก็ยังทำ นอกจากนี้ ได้ โทรศัพท์หารือกับผู้ใหญ่ระดับสูงของสภาฯ เพื่อหารือถึงเรื่องการย้ายสถานที่ประชุม ซึ่งผู้ใหญ่คนดังกล่าวเห็นว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะต้องยกเว้นการใช้ข้อบังคับก่อน แต่เมื่อประธานรัฐสภาสั่งมาเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นการใช้อำนาจบีบบังคับเจ้าหน้าที่รัฐสภา ให้ กระทำการขัดต่อระเบียบข้อบังคับอย่างชัดเจน หลังจากนี้จะมอบให้นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมเอกสารส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

เดินหน้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.10 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้สั่งเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับทราบการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยก่อนเปิดประชุม นายชัยได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีสมาชิกร่วมลงชื่อแล้วจำนวน 310 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่ง และได้ชี้แจงถึงการย้ายสถานที่มาประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศว่าถือเป็นเหตุสุดวิสัย จึงต้องขอมติจากที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้ย้ายสถานที่หรือไม่ ซึ่งในที่ประชุมไม่มีใครคัดค้าน จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการประชุมทันที โดยนายชัยได้ให้นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เริ่มการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อเวลา 11.30 น.



อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ปีแห่งความเจ็บปวด

ที่มา ไทยรัฐ

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป จากชั่วโมงเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี

ในห้วงรอยต่อแห่งกาลเวลาที่เวียนมาบรรจบครบปี ถือเป็นช่วงเหมาะสมที่สุด สำหรับการทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบปี

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันสุดท้ายของปี 2551 เหลียวย้อนกลับไปมองปรากฏการณ์ทางการเมืองในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป

สำหรับในปีนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศของเรายังตกอยู่ ในห้วงวิกฤติความแตกแยกเรื้อรัง

เมื่อโฟกัสไปที่ฝ่ายบริหาร หลังจากฉลองเทศกาลปีใหม่ 2551 ผ่านไปประมาณ 3 สัปดาห์ เราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

คือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

และได้รัฐบาลผสม 6 พรรค ที่ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคประชาราช

เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว

ท่ามกลางกระแสสังคมที่เรียกร้องความสมานฉันท์ ระหว่างฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับฝ่ายที่สนับสนุน “ทักษิณ”

ในช่วงแรกๆนายสมัครก็มีท่าทีตอบรับด้วยการประกาศจะยังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะรอให้ถึง 3 เดือนสุดท้ายก่อนครบเทอม รัฐบาลถึงจะดำเนินการ

สังคมส่วนใหญ่ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ต้องการเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในบ้านเมือง

แต่ปรากฏว่ามีคำสั่งจาก “นายใหญ่” ของพรรคพลังประชาชน ให้เร่งเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายกฯสมัครขัดคำสั่งเจ้าของพรรคตัวจริงไม่ได้

และจากการที่พรรคพลังประชาชนเปิดเกมเร็ว เร่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดีให้นายใหญ่ ปลดล็อกบ้านเลขที่ 111 รวมไปถึงปลดล็อกคดียุบพรรค

ขณะเดียวกัน ก็ได้เกิดปัญหากรณีรัฐบาลออกมติ ครม. ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190

จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม ต่อต้านขับไล่รัฐบาลของนายสมัครที่ถูกมองว่าเป็น “นอมินี” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

มีการใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานที่ราชการหลายแห่ง และสุดท้ายบุกยึดทำเนียบฯ ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ กดดันให้รัฐบาลลาออก

แต่นายสมัครก็ยืนยัน ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก เพราะต้องการปกป้องประชาธิปไตย

ในขณะที่แกนนำในพรรคพลังประชาชนก็สร้างม็อบเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านม็อบเสื้อเหลือง ปลุกม็อบให้บุกยึดทำเนียบฯคืน จนเกิดเหตุปะทะกัน มีคนตายและบาดเจ็บหลายราย

ทำให้นายสมัครต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมดูแลสถานการณ์

แต่ ผบ.ทบ.ก็ไม่ยอมใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม เพราะไม่อยากใช้ความรุนแรงกับประชาชน

และในที่สุด นายสมัครก็ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

เพราะโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินจัดรายการชิมไปบ่นไปขัดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคพลังประชาชนยังครองเสียงข้างมากในสภาฯ “นายใหญ่” จึงส่งน้องเขยที่เป็นคนใต้ แต่ได้เมียเหนือ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี คราวนี้ยิ่งกว่าเป็นนอมินี เพราะถือเป็น “แฟมิลี่” คนในครอบครัวเดียวกัน

และนายสมชายก็ต้องเข้ามาเผชิญวิบากกรรม

หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ และตั้ง ครม.แล้ว แต่ก็เข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ เพราะถูกกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ยึดต่อเนื่อง

ต้องระเห็จไปตั้งทำเนียบฯชั่วคราวทำงานที่สนามบินดอนเมือง

แถมการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็เกิดปัญหาม็อบพันธมิตรฯปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมจนเกิดเหตุนองเลือด มีคนตายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

กลายเป็นการแถลงนโยบายท่ามกลางกลิ่นแก๊สน้ำตาและคาวเลือด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชายก็ยังไม่ละทิ้งยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดี “นายใหญ่” ตั้งท่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม แต่พยายามลดความเบ็ดเสร็จด้วยการเสนอให้ตั้ง ส.ส.ร.2

แต่ทุกอย่างก็ต้องสะดุด เพราะกลุ่มม็อบพันธมิตรฯขยายการชุมนุมกดดันขับไล่รัฐบาล ด้วยการเคลื่อนพลปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ

แม้นายสมชายประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมอบให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย เป็นหัว หน้าควบคุมดูแลสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี

ทำให้นายสมชาย ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

ม็อบถอยกลับบ้าน สถานการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลาย

ที่สำคัญ เมื่อนายกฯ 2 คนจากพรรคพลังประชาชน ทำงานแก้ปัญหาวิกฤติประเทศไม่ได้ ในขณะที่สังคมต้องการเห็นความสงบสุขในบ้านเมือง จึงทำให้การเมืองเกิดการพลิกขั้ว

พรรคร่วมรัฐบาลเดิมส่วนใหญ่และกลุ่มเพื่อนเนวิน หันมาหนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

ในขณะที่พรรคพลังประชาชนเดิมที่ย้ายค่ายมาเป็นพรรคเพื่อไทย ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อหันมาทางฝ่ายนิติบัญญัติ ปีนี้ก็มีประธานรัฐสภาถึง 2 คน คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะโดนคดีใบแดง และนายชัย ชิดชอบ ที่เข้ามารับไม้ต่อ

สำหรับบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเสียงข้างมากเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ภาพที่ปรากฏต่อสังคมในปีนี้

สภาฯไม่ได้เป็นเวทีแก้ปัญหาของประชาชน

แต่กลายเป็นการเติมเชื้อเพิ่มปัญหา โดยเฉพาะการใช้เสียงข้างมากเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งไปสู่ยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดี “นายใหญ่” ปลดพันธนาการบ้านเลขที่ 111 และปลดล็อกคดียุบพรรค

กฎหมายสำคัญต่อการบริหารแก้ไขปัญหาของประเทศ แทบไม่มีออกมาให้เห็น แถมยังเกิดเหตุ ส.ส.เตะถีบกัน ทำภาพพจน์สภาฯเสียหาย

ส่วนวุฒิสภา ที่มีนายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานวุฒิสภา ถือเป็น ส.ว.ชุดลองผิดลองถูกอีกครั้งหนึ่ง เพราะมาจากการเลือกตั้ง 76 คน และมาจากการสรรหา 74 คน

ซึ่งต้องยอมรับว่า ส.ว.ชุดนี้ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเข้มข้น

แม้สะเทินน้ำสะเทินบก แต่ก็ยังมีผลงานให้เห็น อาทิ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการออกมติ ครม.เห็นชอบให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.และ กกต.ตรวจสอบการจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายกฯสมัคร จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เมื่อหันมาทางฝ่ายตุลาการ ต้องยอมรับว่า ตลอดทั้งปีมีบทบาทในการทำหน้าที่สูงมาก เพราะมีการตัดสินคดีสำคัญของนักการเมืองหลายคดี อาทิ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินลงโทษจำคุกนายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตคลองด่าน จนต้องหนีออกนอกประเทศ

ตัดสินลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ จนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ เป็นเวลา 5 ปี ในคดีใบแดงทุจริตเลือกตั้ง

วินิจฉัยชี้ขาดการจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายสมัครขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นผลให้นายสมชายต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกขั้วทางการเมือง

สำหรับการเมืองนอกสภา ในปีนี้ กลุ่มพันธมิตรฯหรือม็อบเสื้อเหลืองชุมนุมยืดเยื้อยาวนานถึง 193 วัน เพื่อขับไล่ รัฐบาลนายสมัครต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายสมชาย

บุกยึดทำเนียบฯ ยื่นคำขาดให้ลาออก เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ถึงขั้นบุกยึดสนามบินดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายตามมาอย่างรุนแรง จนโลกตะลึง

ขณะเดียวกันก็มีม็อบ นปช.หรือกลุ่มเสื้อแดง ภายใต้ ฉากรายการความจริงวันนี้ ที่ถือเป็นกลุ่มมวลชนตัวแทนของ “ทักษิณ”

ออกมาต่อต้านม็อบเสื้อเหลือง ปะทะกันประปราย ตายเจ็บไปตามๆกัน คนไทยฆ่ากันเอง

เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ม็อบเสื้อเหลืองพักรบชั่วคราว มีการพลิกขั้วการเมือง พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ม็อบเสื้อแดงโผล่ล้อมสภาฯทุบรถ ส.ส.ในวันเลือก “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ และเคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาล จนต้องเลื่อนการแถลงนโยบายจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 ธันวาคม

ปัญหาความแตกแยก เสื้อเหลือง-เสื้อแดง ต้นปียันปลายปี ยังหาที่จบไม่เจอ

เมื่อหันมาทางฝ่ายความมั่นคง กองทัพ-ทหาร สถานการณ์ ในปีนี้แทบไม่น่าเชื่อว่ารัฐธรรมนูญไม่ถูกฉีก ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีการรัฐประหาร

เพราะตลอดทั้งปีมีแต่สถานการณ์ความแตกแยก มีสาเหตุความขัดแย้งในบ้านเมืองรุนแรงหลายเรื่องหลายจุด ทั้งรัฐบาลกับฝ่ายค้าน รัฐบาลกับม็อบ และการเผชิญหน้าระหว่างม็อบเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง

แต่ผู้นำกองทัพก็ทำแค่คำรามเตือนรัฐบาล เสนอให้ลาออก เสนอให้ยุบสภา รัฐบาลก็เฉย แถมทำท่าจะปลด ผบ.เหล่าทัพ จากเหตุที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน 2 รอบ กองทัพกลับเกียร์ว่าง ยืนยันทหารไม่ทำร้ายประชาชน ท่องคาถาอยู่บทเดียว “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง”

และเมื่อมาถึงจุดที่การเมืองมีการพลิกขั้ว ฝ่ายความมั่นคงที่สงบนิ่งก็ยังถูกเพ่งเล็งว่าอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง

ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ปฏิวัติซ่อนรูป”

แต่ผู้นำกองทัพก็ปฏิเสธว่า เมื่อมีนักการเมืองมาขอหารือ ก็เพียงแค่ให้คำปรึกษา โดยบอกให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ได้เป็นการชี้นำอะไรทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ถือว่าเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเป็นสมัยก่อน การเมืองไทยคงหนีไม่พ้นวงจรยึดอำนาจสลับเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบปี 2551 ที่มีแต่ภาพความสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ภาพพจน์ ความเชื่อมั่น สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ

เราจึงขอบอกว่า ปีนี้คือ

ปีแห่งความเจ็บปวดของประเทศ.

"ทีมข่าวการเมือง"

กกต.แจกเหลือง ไชยยศ ส่งท้าย

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (30 ธ.ค.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องร้องคัดค้านการเลือก ส.ส. โดย กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือใบเหลือง ในเขต 3 จ.อุดรธานี ในส่วนของนายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ในข้อหามีหัวคะแนนให้ทรัพย์สินจูงใจแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นายไชยยศกล่าวว่า รู้สึกงงที่โดนใบเหลือง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยรับทราบมาก่อนว่าถูกกล่าวหา และไม่เคยได้รับแจ้งจาก กกต.เลยสักครั้ง จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นการใส่ร้ายจากคู่แข่งทางการเมือง ที่เห็นพรรคเพื่อแผ่นดินเปลี่ยนขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล ปีนี้จึงถือว่าตนซวยสุดๆเพราะผิดหวังทุกเรื่อง

ทำไมเราช้าไป 1 ก้าว เสียทุกครั้ง ..และจะอีก กี่ครั้ง..วานตอบ

ที่มา thaifreenews

โดย : คุณก็รู้ว่าใคร



จากใจของผมคนเดียว

ต้องยอมรับอีกด้าน บงการและคอนโทรลเกมเก่งมาก หลบหลีกได้ตลอด
วางเกมได้ดุดัน และเฉียบขาด...ชัดเจน ทั้งทหาร ตำรวจ ทั้งอำมาตย์ ทั้งศักดินา..และ...
และต้องยอมรับ ความเก๋าเกมของเรามีคนอย่างท่านวีระคนเดียว..เอาไม่อยู่..
วันนี้คงต้องยอมกันไปแต่วันต่อไป น่าจะมีการเดินเกมที่เป็นปึกแผ่นและดุดันให้ทันฝ่ายตรงข้ามให้มากกว่านี้...
หัวหมู่ทะลวงฟันอย่างณัฐวุติและจตุพร......
เดินหน้าฆ่าลูกเดียว...ยังใจเด็ดไม่พอ...โบราณว่าตีงูต้องให้ตาย มันจะมาแว้งกัดเอา
ยังไม่ทันเกมฝ่ายตรงข้าม
....
ตัวเก๋า ตัวกลั่น คนอื่น ทำไมยังไม่ดาหน้าออกมา...
ช่วยกันวางหมาก วางเกม......
เก็บหมากกล กันไว้ทำไม..หรือ...ไม่มี..
ถ้ามีแล้วจะเอามาใช้ตอนไหน...ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือ
รอให้อีกฝ่ายตบเม็ด ตบโคน ตบม้า ตบเรือ ไปทีละตัว
จนจะหมดกระดานอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่ไป มีพลังมากมาย...ล้นหลาม แต่เหมือนขาดผู้นำ...ขาดการวางแผนหลายๆทาง...กว่าจะรุกได้...ตัวแทบหมดกระดาน...เลยขาดตัวรุกซ้ำอีก...

ผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ไม่มีอะไรจะชี้แนะ
ผมก็แค่เบี้ยสีแดงประชาธิปไตยตัวนึง...ที่พร้อมจะอยู่ในทุกๆเกม ..ทุกกระดานประชาธิปไตย


ไม่ว่าจะด้วยอะไรวิธีการใด..ทุกสงคราม แพ้เป็นทาสและชนะเป็นเจ้า.เสมอ..
แต่วันนี้ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร....นะมาร์ค เทพประทานที่รัก
การเมืองก็เหมือนกีฬา มีแพ้ มีชนะ....
การเล่นการเมืองต้องเล่นเหมือนกีฬา
ต้องมีน้ำใจนักกีฬาในการเล่นการเมืองด้วย

ทีมรองบ่อนรูปเกมไม่สวย แต่ยิงประตูเอา ยิงประตูเอา
จบเกมส์ชนะ.....

ตอนนี้เราพึ่งใครไม่ได้
พึ่งกรรมการก็ไม่ได้
พึ่งไลน์แมนก็ไม่ได้
กองเชียร์ก็อยากจะลงมาเล่นเกมในสนามจะแย่อยู่แล้ว ลุ้นทีมตัวเองจนเกร็งไปหมด
นักฟุตบอลวิ่งสะเปะสะปะ...
ดีนะเพิ่งหมดครึ่งฤดูกาลแรก...ยังมีให้ลุ้นอีกครึ่งฤดูกาลหลัง
แชมป์จะเป็นของใคร...เดี๋ยวรู้

อย่าแพ้แล้วพาล..สันดานพันธมารจะมาครอบงำ
อย่าล้มกระดาน เกมแพ้ คนไม่แพ้...มันจะไม่จบ ไม่ได้เริ่มเกมกันใหม่ซักที....กระดานวันนี้ ก็ต้องให้เค้า เกมหน้าหวังว่าเราจะนำชัยได้คืนมาสักกระดาน....
ไม่ต้องยิงสวย เอาแค่เข้าประตูก็ เฮ แล้ว..
ขนาดเสธ.ส่งพี่เอ็มเข้าประตู..ยังเฮ เลย..อิอิ

พบกันหลังปีใหม่นะ รัฐบาลเนวิน 1
ลาทีปีเก่า และสวัสดีต้อนรับปีใหม่ กับทุกคนครับ..จากใจ

ผมไปโพสในพันทิพด้วย มีเพื่อนๆตอบได้น่าสนใจ ขอบคุณที่แนะนำและชี้แนะทุกคำตอบ

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7375716/P7375716.html

ที่พอจะยกมาลงต่อท้ายในนี้ได้บางส่วนเป็นตัวอย่างเช่น

เครดิตจากคุณใบโหระพา

คงต้องวิเคราะห์ เช่นที่ อาจารย์ พิชิต เคย เขียน เอาไว้ ... บางส่วน ว่า...

ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทมีวิถีชีวิตอยู่ในระดับต่ำสุดของสังคม ไม่มีสัก..ดิ.. สี... ไม่มียศถาบรรดา..สาก..นำหน้าชื่อ ไม่มีปากมีเสียง ตลอดประวัติศาสตร์ จากฐานะ..พร่าย..และ..ทาด..ส...ในระบอบ........................ มาเป็น “ราษฎร” ในยุคหลัง 2475 ถึงปัจจุบัน ถูกปกครองในระบอบอำนาจนิยมที่มีเนื้อในเป็นอำนาจ..รัด..ผูกขาดของกลุ่มจา..รีด..นิยม-ราชการ ซึ่งบางช่วงก็เป็น..พะเด็ดกาน..ทหารเต็มรูป และบางช่วงก็มีเปลือกนอกเป็นระบบเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีสภาและรัฐบาลพลเรือน แต่ปราศจากอำนาจจริง ไม่ว่ายุคสมัยใด ประชาชนชั้นล่างไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้รับดอกผลโดยตรงจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ยกระดับขึ้นบ้างก็เป็นเศษเหลือจากผู้ปกครองและชนชั้นกลางในเมือง.....

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเรา จึง มีประสบการณ์น้อยมาก ในการ ทวงสิทธิ์คืน ไม่ประสีประสา กับ ข้อกด..หมาย ที่มากด...คอ อย่าง เอาเปรียบ เช่น คนจน ไม่เกน ตะหาน ไม่ได้ รับราชการ ไม่ได้

เวลา จะค่อยๆสั่งสม ประสบการณ์

การแพ้ ของ ประชาชน คือ เสมอ ตัว เพราะ กดเกณท์ที่วางไว้ โดย คมช ทำให้มีประตูแพ้เสียเกินครึ่งแล้ว

ที่ยังกล้าหาญสามารถยืนหยัดและรวมตัวได้เช่นทุกวันนี้ ที่จริง คือ ชนะ เพราะ แม้ สาน อาพิวัด ยัง เอียงให้เห็น ผู้หลักผู้ใหญ่โผล่ออกมาให้เห็นกันจะจะเต็มตา

วันชนะ จะต้องมาถึง แน่นอน

ต้องช่วยกัน เท่าที่จะทำได้ เพื่อ สะสมประสบการณ์

(ขอโทษ ที่สะกดคำผิด เพื่อเลี่ยงการถูกลบ)

และยังน่าจะมีอื่นๆอีก ก็ขอบคุณและสวัสดีปีใหม่อีกครั้ง
อย่าเจ็บ อย่าจน นะครับ
อ้อ ..
ฝากทิ้งท้ายแบบประทับใจของณัฐวุติ

ช่วยกันตะโกนบอกดิน ให้ได้ยินถึงฟ้าไปเลยครับ..เอ้า

นายกรัฐมนตรีโจร

ที่มา Thai E-News





โดย วิสา คัญทัพ

?!...

ที่มา Thai E-News


ป้องกัน-ทหารยืนรักษาการณ์ที่หน้าวังสวนจิตรขณะที่ม็อบเสื้อแดงเคลื่อนผ่านจากกระทรวงการต่างประเทศกลับไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภา(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

ที่มา มติชน
30 ธันวาคม 2551

มทภ.1แจงส่งทหาร รปภ.รอบ "วังสวนจิตร"

พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กำลังทหารออกไปในฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานและดูแลความเรียบร้อยรอบพระตำหนักจิตรดารโหฐาน ซึ่งเป็นการประสานสนธิกำลังจาก กองทัพบก 6 กองร้อย กองทัพเรือ 1 กองร้อย และกองทัพอากาศ 1 กองร้อย ซึ่งทหารที่ส่งออกไปไม่ได้ไปขวางม็อบ แต่มีหน้าที่ดูแลไม่ให้ผ่านสถานที่ที่สำคัญ โดยทหารจะใช้แค่โล่กำบังเท่านั้น ไม่มีอาวุธ

กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดงนับหมื่นคนปักหลักชุมนุมล้อมรัฐสภา ซึ่งก็ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้เพียงเกราะผลักดันม๊อบถึง 5 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

(เพิ่มเติมภาพผู้หญิงอุ้มเด็กในม็อบ)คุณpichitmarnเขียนไว้ในบอร์ดประชาไทว่า เป็นภาพเหตุการณ์ที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้อุ้มลูกเพื่อไปช่วยเพื่อนชาวคนเสื้อแดงต้านการผลักดันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กำลังจะสลายการชุมนุมที่หน้าสภา

หลังจากตำรวจจะสลายชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเมื่อช่วงเช้า คุณแม่ได้อุ้มลูกน้อย เดินเข้าไปสมทบกับประชาชนที่กำลังจะผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคุณแม่ท่านนี้ได้เดินเข้าไปเกือบจะถึงหน้าประตูเหล็ก คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเห็นเข้าจึงขอร้องคุณแม่ที่อุ้ม ลูกน้อยท่านนี้ให้กลับออกมาจากบริเวณที่จะเกิดอันตราย หลักจากพูดอยู่พักหนึ่งและประชาชนได้ขอร้องให้ออกจากบริเวณคุณแม่ท่านนี้จึงกลับออกมาพร้อมลูกน้อย และบ่นตลอดว่า "เรารับไม่ได้ เรารับไม่ได้ ตำรวจไม่เป็นธรรม"

นี่คือสิ่งที่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยได้ถูกกระทำมาตลอดหลายปี และไม่เคยได้รับความเป็นธรรมใดๆเลยในสังคมเมืองไทย ขณะเดียวกันกับให้ความสะดวกสบายกับกลุ่ม พธม. แต่นี่คือสิ่งที่คนเสื้อแดงได้อดทนมาจนถึงที่สุดแล้ว และจะไม่ทนอีกต่อไป
http://www.youtube.com/watch?v=6CUHQstgsXk

Tuesday, December 30, 2008

‘เสื้อแดง’ปิดล้อม‘บัวแก้ว’สลายตัว!ลั่นชัยชนะ-ทำ'มาร์ค'เสียหน้า

ที่มา ประชาทรรศน์

“กลุ่มเสื้อแดง” ปิดล้อม “บัวแก้ว” ยอมสลายตัวเปิดทาง ส.ส.-ส.ว.ออกจากพื้นที่ หลังปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจ “แรมโบ้อีสาน” อดีตบ้านเลขที่ 111 ทรท.ลั่นชัยชนะ ทำนายกฯเสียหน้า ย้ายสถานที่แถลงนโยบายรัฐบาล ล่าสุดยังปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภาตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.ยังไม่สามารถออกจากกระทรวงการต่างประเทศได้ เนื่องจากม็อบเสื้อแดงยังปิดล้อมทางออกทั้งหมด จนกระทั่งเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตัดสินใจเปิดประตูด้านหน้ากระทรวงและใช้ตัวผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกโดยตำรวจไม่มีอาวุธ ขณะที่รถยนต์ของสมาชิกรัฐสภาได้ตั้งขบวนติดเครื่องรออยู่ แต่ตำรวจไม่สามารถผลักดันออกไปได้ จนกระทั่งเกิดการปะทะกัน 5 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องล่าถอยกลับเข้ามา

ขณะเดียวกัน บริเวณด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตสมาชิก 111 คน พรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นแกนนำได้เคลื่อนรถขยายเสียงมาด้านหน้าประตูทางออก จากนั้นได้กล่าวบนเวทีเคลื่อนที่ว่า วันนี้ถือว่าคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะแล้วที่ทำให้รัฐบาลต้องย้ายสถานที่แถลงนโยบายจากรัฐสภามาที่กระทรวงการต่างประเทศ ทำให้นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เสียหน้า

จากนั้นขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงสลายตัวจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมเคลื่อนขบวนไปยังหน้ารัฐสภาตามเดิม ทำให้ขบวนรถของสมาชิกรัฐสภาออกจากบริเวณดังกล่าวได้ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะเดินทางไปประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อ

'ประชาทรรศน์'ตีแผ่5อันดับข่าวร้อนแห่งปี!!

ที่มา ประชาทรรศน์

5 อันดับข่าวร้อนแห่งปี

ตลอดปี 2551 “ประชาทรรศน์” ได้เกาะติดสถานการณ์ รายงานความจริงให้กับสังคมผ่านตัวอักษร จนเป็นที่คุ้นเคยและไว้วางใจของพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย ตลอดจนดึงเอาความยุติธรรมและเปิดโปงความลับอันดำมืดของวงจร “อำมาตยาธิปไตย” ออกมาตีแผ่

ที่สำคัญ “ประชาทรรศน์” ได้เปิดประเด็น เปิดโปง ความไม่ชอบมาพากลที่ถูกปิดเอาไว้มากมายหลายเรื่อง ซึ่งแม้บางเรื่องราวจะติดขัดเพราะมีขบวนการบางอย่าง แต่เราก็สัญญาว่าจะ “กัดติด” ทุกเรื่องราวต่อไป

คฤหาสน์หรู50ล้าน
‘จารุวรรณ’ ส่อรวยผิดปกติ


สำหรับประเด็นตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ “ประชาทรรศน์”ได้เดินหน้าเกาะติดรายงานความสถานการณ์มาโดยตลอดนั้น สืบเนื่องจากกรณีที่กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชั่น นำโดยนายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่ม พร้อมสมาชิกกว่า 50 คน ได้นำหนังสือเข้าร้องเรียนต่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2551 เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ส่อว่าจะร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง จนทำให้มีการพบถึงความผิดปกติอีกมากมาย
โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ “กรณีการสร้างคฤหาสน์มูลค่า 50 ล้านบาท” ในจ.นนทบุรี

ถึงแม้ว่าคุณหญิงจารุวรรณ จะออกมาให้การปฏิเสธว่า มูลค่าของตัวบ้านร่วมทั้งที่ดินราคาเพียง 4 ล้านบาทเท่านั้น แต่ไม่เพียงข้อแก้ต่างจะไม่ได้รับการเชื่อถือจากหลายๆ ฝ่าย

จนมีความพยายามสาวไปให้ถึงเรื่องเงินกู้ตามที่มีการกล่าวอ้าง และบริษัทผู้รับเหมานั้น ยังทำให้สาววไปสู่ข้อสงสัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดินของลูกชาย และการโอนที่ดินให้น้องสาวในบริเวณใกล้ๆ กัน

อีกทั้ง การซื้อที่ดินของคุณหญิงจารุวรรณ ยังถูกตั้งข้อสังเกตุวส่าจะเป็นการปั่นราคาที่ดินของตัวเองให้มีมูลค่าที่สูงขึ้นหรือไม่ เพราะกลุ่ม PRAC ได้ตรวจสอบพบอีกว่าจะมีการก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ในบริเวณใกล้เคียงคฤหาสน์และที่ดินดังกล่าว

หรือจะเป็นการฟอกเงินอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ เพราะมีการแจ้งราคาซื้อขายที่ดิน ตลอดจนมูลค่าก่อสร้างต่ำกว่าความเป็นจริงจนน่าสงสัย

อย่างไรก็ดีหลบังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นก็ปรากฎว่า คฤหาสน์หลังงามถูกลอบวางเพลิง นยามวิกาลโดยไม่มีใครเหฌนแม้ว่าจะมีช่างนอนเฝ้าอยู่ที่บ้านเป็นประจำ และสุดท้ายคุณหญิงจารุวรรณ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองสงสัยกลุ่มที่กำลังมีการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของคฤหาสน์หลังดังกล่าว

เรื่องราวของคุณหญิงจารุวรรณ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่อฮั้วจัดจ้างบริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ ผูกขาดจัดอบรม โดยพบว่าเจ้าของบริษัทเป็นคนคุ้นเคยกับคุณหญิงจารุวรรณ แถมยังเช่าตึกจากสามีคุณหญิงทำสำนักงาน

การจัดทัวร์ไปดูงานต่างประเทศก็ถูกกล่าวหาว่ามีการผูกขาดจากบริษัทคนคุ้นเคยอีกเช่นกัน และยังมีเรื่องการพาครอบครัวไปต่างประเทศด้วยงบราชการ

ทั้งหมดนั้นมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.แต่เรื่องราวก็ยังเงียบหาย ราวกับจงใจจะให้เรื่องเงียบไปดื้อๆ จนมีคนเอาไปนินทาและกล่าวหาถึงความโยงใยกับกลุ่มเผด็จการปละกลุ่มนอกกฎหมาย

วันนี้มีรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงจะต้องเข้ามาสะสางดูแลเสียให้เรียบร้อย เหมือนที่รับปากว่าจะใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เสมอภาค และจะได้เป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าไม่ได้ไปเป็นพวกเดียวกับเขาด้วย

เด้ง “เสรีพิศุทธิ์”
เซ่น 4 ข้อกลาวหาฉาว


“ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอเรื่องราวไม่ชอบมาพากลของ พล.ต.อ.เสรีพิศิทธ์ เตมียาเวส ในขณะเป็นผบ.ตร. อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจักรยานยนต์ตำรวจ 1.2 พันล้านบาท โครงการเช่ารถยนต์ตำรวจมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท การสั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด การออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฯลฯ

ซึ่งต่อมาเป็นผลให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง 3 กรณีคือ 1.เช่ารถยนต์ตำรวจมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาทไม่โปร่งใส 2.สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และ 3.การออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

รวมไปถึงการมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรึที่ 71/2551 ในเวลาต่อมาให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถูกร้องเรียนและกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอีก 4 กรณีด้วยกัน ประกอบไปด้วย
1.กรณีกล่าวหามีการทุจริตเงินงบประมาณที่ใช้ในการสืบสวนสอบสวนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ในโครงการรับซื้อลำไย ปี 2547 ซึ่งมีการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ โดยใช้ชื่อ และปลอมลายมือชื่อในการเบิกเงินค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปราชการ
2.กรณีกล่าวหาว่ามีการทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์ตามโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์ (ทดแทน) จำนวน 19,147 คัน
3.กรณีกล่าวหาว่ารีสอร์ตภูไพรธารน้ำ ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ซึ่งตั้งอยู่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีการถมหินขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ดิน กรวด ทรายจำนวนมาก ล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำแควน้อย แล้วยึดถือครองที่บุกรุกแม่น้ำแควน้อยดังกล่าว
4.กรณีกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์สั่งการให้กองบินตำรวจจัดเฮลิคอปเตอร์ ทั้งแบบเบลล์และแบบยูโรคอปเตอร์อีซี ที่ใช้สนับสนุนภารกิจ ผบ.ตร. เพื่อใช้เดินทางไปพักผ่อน และดูแลกิจการรีสอร์ตภูไพรธารน้ำ เป็นการส่วนตัวในวันหยุดราชการ

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยในเรื่องของการจัดซื้อเครื่องผลิตไบโอดีเซลในราคาสูงเกินจริงถึง 3 เท่า การสร้างท่าเทียบเรือรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในที่ดินย่านบางกระบือ

เรื่องนี้น่าจะมีการสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อาจจะเงียบหายไปเพราะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ฝากรัฐบาลประชาธิปัตย์ช่วยรับเรื่องมาดูต่อสักหน่อย เชื่อว่าความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ คงไม่มีผลต่อรูปคดี

“กริบเพน”1.9หมื่นล้าน
สเปกต่ำ-เร่งรีบ-ราคาแพง?


อีกหนึ่งข่าวเด่นที่ “ประชาทรรศน์” ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบความผิดปกติของการจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริบเฟน” ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในห้วงหลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ที่มี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ

ซึ่งจากตรวจสอบความผิดปกติดังกล่าวพบว่า นอกจากเข้าข่ายขัด ม.190 ยังส่อพบความไม่ชอบมาพากลอีกเพียบ ทั้งเรื่องของงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านที่สูงผิดปกติ จนมีการตั้งข้อสังเกตุเงินอีก 5.2 พันล้านหายไปไหน แถมยังรีบเร่งจัดซื้อโดยไม่มีแผนล่วงหน้า ต้องตัดงบสวัสดิการที่อยู่อาศัยทหารผู้น้อย มาเป็นงบฯเริ่มต้น มัดมือชกให้ตั้งงบผูกพันถึง 5 ปี แถมมีการแอบโยกงบประมาณโดยยังไม่ผ่านสภา

ขณะที่การเซ็นต์สัญญายังเป็นไปด้วยความรวดเร็วแบบสายฟ้าแลบ อีกทั้ง มีตั้งกรรมการจัดซื้อกระทำกันเพียงไม่กี่วัน ผบ.ทอ. ก็แจ้นลงนามจัดซื้อถึง กรุงสตอล์กโฮล์ ประเทศสวีเดน

ข้อสำคัญในด้านการขึ้นบินและการตรวจซ่อมบำรุง ยังมีค่าใช้จ่ายแพงหูฉี่ ซ้ำร้าย สเปกของเครื่องยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการทหารระดับสากล

ซึ่งภายหลังจากที่มีขุดคุยสาวลึกลงยังตรวจพบข้อพิรุธ ที่ กองทัพอากาศอีกคือ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษระบบเรดาห์ ที่มีราคาสูงถึง 1 พันล้านบาท ที่ จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบเอกสารที่ส่งให้พิจารณาไม่เหมือนกับชุดที่ใช้ทำสัญญาจ้าง แถมยังส่อว่าจะมีการงุบงิบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารสัญญา ซึ่งส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน รวมถึงการตั้งงบบูรณาการฯ เกินจริงถึง 2 เท่า

อีกทั้ง ภายหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวไปซักระยะ ทีมข่าว “ประชาทรรศน์”ยังได้รับข้อมูลร้องเรียนจากชาวบ้านเพิ่มเติมว่า มีการก่อสร้างคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ใกล้ถนนใหญ่ย่านงามวงศ์วาน บนเนื้อที่กว่าไร่ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะเป็นของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวร้อนๆ แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะกล้าดำเนินการตรวจสอบหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวพันกับกองทัพ ผิดถูกอย่างไรก็ออกมาแจงกันใกห้กระจ่างจะดีกว่า

ฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
ข้อสงสัยที่ยังรอคำตอบ

เป็นอีกหนึ่งประเด็นฉาวขององค์กรอิสระ ที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดย “ประชาทรรศน์”ได้เฝ้าติดตามความคืบหน้า แบบชนิดที่เรียกว่า “ไม่ละสายตา” ซึ่งเหตุสืบเนื่องมาจาก พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ และเจ้าของค่ายมวยชื่อดัง เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ให้ดำเนินคดีกับ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก

ในความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีการจัดจ้างบริษัทพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการทุจริตการเลือกตั้ง โดยได้มอบหลักฐานหลาบยรายการ

ซึ่งภายหลังจากการตรวจสอบเอกสารที่มีการร้องเรียน และการลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง จนดีเอสไอ มีผลสรุปออกมาชี้ชัดว่าคดีมีมูลที่เชื่อถือได้ จึงได้ทำการตรวจสอบและประสานขอเอกสารข้อมูล แต่ก็ถูก กกต.เล่นแง่อยู่พักใหญ่ กว่าที่จะทางกกต.จะให้เอกสารกับทางดีเอสไอ ทำให้การตรวจกินเวลาออกไปอีกหลายเดือน

เรื่องนี้รัฐบาลต้องรีบเข้าไปดูแลเพราะมีข้อสงัสยทั้งการฮั้วจัดจ้างที่ 2 บริษัทมีการเสนอราคาไข้วกันอย่างน่าสงสัย และยังมีเรื่องของจำนวนบัตรเกินที่ยังชี้แจงไม่ได้ ที่สำคัญมีคนกล่าวหาว่าไปเกี่ยวพันกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงใน กทม. ท่วมท้นเสียด้วย

รถเมล์ด่วนพิเศษBRT
คดีร้อนที่กรุงเทพมหานคร

มาถึงเรื่องเด่นประเด็นสุดท้ายของ “ประชาทรรศน์” กับการเฝ้าจับผิดวงการคอรัปชั่นของข้าราชการที่กินเงินภาษีของประชาชน เป็นกรณีที่มีการพูดถึงมากในวงสังคมไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ ก็คือ โครงการฉาวจัดซื้อรถเมล์ด่วนพิเศษ (BRT) ซึ่งสืบเนื่องมาจากกรณีที่คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานครเข้าร้องเรียนและยื่นเอกสารหลักฐาน ให้ดีเอสไอตรวจสอบความไม่โปร่งใสของโครงการประกวดราคาจัดซื้อรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ของกทม. จำนวน 45 คัน เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท

โดยรถเมล์ดังกล่าวเป็นโครงการในยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.คนดังที่ถูก ป.ป.ช.ตัดสินว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉาวอีกเรื่องของกทม.นั้นก็คือ การจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง

ประเด็นดังกล่าว กทม.ได้ชิงเรียกตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าสอบสวนตัดหน้า กรมสอบสวน คดีพิเศษ ส่อจะเป็นการฟอกความผิดให้ใครบางคน แต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจาก ดีเอสไอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ขอข่ายอำนาจการสอบสวนของดีเอสไอ และจะดำเนินการตรวจสอบเองเพื่อความถูกต้องของขั้นตอน

โดยขณะนี้ความคืบหน้าล่าสุด ที่ทีมข่าว “ประชาทรรศน์”ได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ต.ประเวศน์ มูลประมุข พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการร้องขอให้ทาง กทม.ส่งเอกสารเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดมาให้ตรวจสอบ

และจากที่พิจารณาของเอกสารบางส่วนที่ได้รับขั้นต้นทำให้ สามารถเชื่อได้ว่า นายอภิรักษ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการฉาวแบบเต็มประตู

คดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการเรียกตัว ผู้บริหารเข้ามาให้ปากคำเป็นข้อมูลหลักฐาน และคงในอีกไม่ช้า นายอภิรักษ์ คงอาจจะเป็นรายต่อที่ต้องถูกสอบปาดคำ

เมื่อถึงเวลานั้น...สัญญาได้เลยว่า “ประชาทรรศน์” จะตามติดรายงานความกระจ่างทั้งหมดให้ได้รับรู้กันอีกครั้ง และเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องฝากถึงรัฐบาล เพราะคดีนี้เป็นอีกเรื่องที่มีคนพยายามกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็น เพราะนายอภิรักษ์เป็นคนของพรรค

คนที่ชนะในเกมนี้คือ นายกฯอภิสิทธิ์ครับ แต่ที่เสียหายอย่างหนักคือ Royalist

ที่มา thaifreenews

โดย : ลูกชาวนาไทย

คือถึงอย่างไรคุณอภิสิทธิ์ก็ได้เป็นนายกฯตามที่ตั้งใจไว้ จะสง่างามหรือไม่ คุณอภิสิทธิ์คงไม่ได้สนใจนัก ชาตินี้ขอให้ได้เป็นนายกฯก็พึงพอใจแล้ว สรุปคือ คุณอภิสิทธิ์ได้ไปเต็มๆ ในเกมนี้ รวมทั้งพรรค ปชป. ด้วย เพราะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังได้จัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน แต่ในระยะยาวถือว่าพรรคนี้ไม่ได้เปรียบแต่อย่างใดนัก เพราะหากต้องชนะกันด้วยอำนาจแฝงอย่างนี้ คงเป็นชัยชนะที่ไม่ยั่งยืนและมั่นคงแต่อย่างใด

คนที่เสียหายอย่างรุนแรงในเกมนี้ หากพูดกันตรงๆ คือกลุ่ม Royalist จะตีความอย่างไรก็แล้วแต่ แต่งานนี้ถือว่าเสียหายอย่างรุนแรงและขาดทุนมากกว่าใคร เพราะหากไม่ปิดปากกันด้วยกฎหมายแล้ว ก็ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้อีก อยู่ดีไม่ว่าดีลงมาเล่นกันเสียเอง
พล.อ.ป.นั้น เป็นรัฐบุรุษอยู่ดีๆ ก็ลงมาคลุกฝุ่นจนไม่เหลือศรัทธาต่อคนค่อนประเทศแล้ว ทุนสูงอยู่ดี กลับลงมาเล่นจนเสียหายไปเอง

ส่วนทักษิณนั้น ถือว่าเสียหายตั้งแต่ต้นที่โดนทำรัฐประหารอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เสียหายเท่ากับฝ่ายตรงข้ามคือพวกศักดินาอำมาตย์ฯ เพราะยังสามารถรักษาศรัทธาเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เป็นผลดีในการต่อสู้ต่อไป และโอกาสข้างหน้ายังมีเวลาอีกอยาวนานในการเอาคืน

พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย สามชื่อถือว่าพรรคเดียวกัน ถือว่าเสียหายพอสมควรเลยทีเดียว เพราะโดนยุบพรรค แกนนำโดนห้ามเล่นการเมือง โดนกระทำหลายอย่าง แต่ก็ยังคงรักษาพรรคเอาไว้ได้ ไม่แตกกระสานซ่านเซ็น แม้จะมีพวกที่แตกออกไปบ้างคือกลุ่มเพื่อนเนวิน ถือได้ว่าโอกาสฟื้นตัวนั้นไม่ยากเท่าใดนัก

ที่เสียสุด ๆ อีกฝ่ายคือ นายบรรหาร ศิลปะอาชา เพราะโดนยุบพรรค และห้ามเล่นการเมือง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีแต่ต้น นับว่าคอยแทงกั๊กแต่โดนกินสามเด้งเลยทีเดียว

ส่วนประชาชนไทยนั้นเสียหายอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็แลกมากับ การตาสว่าง และมีแนวโน้มว่าประชาธิปไตยจะเข็มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพราะการตื่นตัวของประชาชนมีมาก มีการเรียนรู้กันจากประสบการณ์ตรง ไม่ต้องมีการสอนประชาธิปไตยให้อีกแล้ว

Lost ที่สุดในเกมและอาจแพ้ตลอดไปเลยคือ Royalist ถือว่าเข้ามาเล่นในเกม ที่ผลออกมาเป็นอย่างไรก็เสียหายอย่างหนัก และยากที่จะเหยียวยากลับไปสู่จุดเดิมได้ รวมทั้งไม่มีเวลาแล้วด้วย

เฮ้อไม่รู้ว่าทำกันไปได้อย่างไร

แต่ที่แน่ๆ คือ สงครามยังไม่จบและโอกสสสูญเสียมีมากกว่านี้อีก

สำหรับทักษิณไม่มีอะไรเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว เวลาที่เหลือคือการตอบโต้และเรียกสิ่งที่เสียไปกลับคืน

สุดท้าย แม้มาร์คจะแถลงนโยบายได้ ด้วยวิธีใดก็ตา่ม แต่คนเืสื้อแดงได้แสดงให้รู้ว่าไม่สงบแน่

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ผมเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์หรือรัฐบาลมาร์คก็คงหาวิธีใดวิธีหนึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาจนได้ เช่น การย้ายไปแถลงนโยบายที่อื่นหรือเลื่อนออกไป ซึ่งก็คงแถลงจนได้ด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง

สำหรับผมแล้ว ตรงนั้นไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะคนเสื้อแดงได้แสดงพลังให้เห็นแล้วว่า "พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย" ไม่ได้ชนะในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้แต่อย่างใด และพลังของฝ่ายเสื้อแดงยังคงมีอยู่พร้อมมูลและพัฒนาได้รวดเร็วมาก และสามารถยกระดับการต่อสู้ไปเพื่อเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้แล้ว



ตอนที่พวกอำนาจใช้วิธีการอันฉ้อฉลต่ออำนาจประชาชน จนสามารถตั้งรัฐบาลของนายมาร์คได้ใหม่ๆ พวกเขาเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ต่อไปนี้ประเทศจะสงบ พวกเขาจะได้ปกครองได้เหมือนเดิมเสียที เพราะคนเสื้อแดงเป็นม็อบจัดตั้งของทักษิณหรือเนวิน เมื่อสามารถบล๊อกแกนนำม็อบในต่างจังหวัดไม่ให้ขนคนมาได้ หรือปล่อยข่าวว่า "ทักษิณหมดเงินแล้ว" ก็จะทำให้การต่อต้านรัฐศักดินาอำมาตย์หมดไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาก็สามารถดึงสังคมกลับไปสู่ยุคก่อนปี 2540 ได้อีกเหมือนเดิม

ที่จริงพวกเขาคิดผิด สัณนิษฐานผิดแต่ต้น เพราะการต่อต้านอำนาจของพวกเขา การต่อต้านอำนาจการครอบงำสังคมของพวกศักดินาอำมาตยฯ ก็ไม่ได้หมดไปแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนเสื้อแดงไมได้ไม่ได้สู้เพื่อทักษิณหรือ "สู้เพื่อนายใหญ่"แต่อย่างใด อย่างที่พวกนั้นพยายามด้อยค่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงลง แม้ทักษิณจะเป็น Idol หรือ "ผู้นำทางจิตใจ" แต่คนเสื้อแดงสู้เพื่อสิ่งที่สูงส่งกว่านั้น เราต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และเราไม่ต้องการ "ให้ใครมาชี้นำทำตัวเป็นคุณพ่อที่แสนดี" กับเราอีก เราต้องการ "ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เราโตพอที่จะเรียนรู้และปกครองตัวเองกันได้แล้ว เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว

การประกาศศักดาของคนเสื้อแดงในการชุมนุมพลที่หน้ารัฐสภา คือการสื่อสารไปยังคนไทยทั้งประเทศและชาวโลกทั้งหลายว่า เราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด เราจะต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประเทศของเรา

หากพวก "ศักดินาอำมาตย์ฯ" ใช้วิธีการสกปรกเพื่อขึ้นสู่อำนาจ แล้วคิดว่าจะปกครองประเทศ มอมเมาประชาชนต่อไปได้ นั่นคือ การเข้าใจผิดอย่างรุนแรง และประเมินพวกเราต่ำไป เราไม่ใช่ม็อบจัดตั้งที่ขนกันมาจากต่างจังหวัด แต่เราคือคนในกรุงเทพฯ ที่ตาสว่างแล้วนี่แหละ เราพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้กับการฉ้อฉลต่อเจตนารมณ์ของประชาชน

ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไร พวกศักดินาอำมาตย์ หรือพวก Royalist ที่ดูถูกประชาชนคนรากหญ้าทั้งหลายมานานแสนนาน ก็ไม่มีทางดึงสังคมให้กลับไปสู่จุดเดิมที่มอมเมากันมานานได้แล้ว ดุลยภาพของสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว

สังคมนี้ไม่มีศูนย์รวมจิตใจแบบที่ พยายามสร้างภาพกันมานานอีกแล้ว สังคมนี้ เป็น "ไท" ไม่ยอมเป็น "ทาส" อย่างเดิมอีกแล้ว เราไม่ใช่ไพร่ของใครอีกต่อไปแล้ว

เราจะต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป

คนไทยไม่มีศูนย์รวมจิตใจอีกแล้ว พวกเขาผลักเราออกมาเอง สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสามปีมานี้ พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเอง และต้องได้รับผลกรรมที่ทำขึ้นนั้นด้วยตัวเองเช่นกัน



ตอนนี้ผมคิดว่าคนไทยได้แตกกันออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ยากที่จะมีใครรวมศูนย์ความสามัคคีได้อีกแล้ว การตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ อย่างดันทุรัง ใช้ สส.ให้ทรยศต่อประชาชน ถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สิ้นความเคารพกันไปอย่างสิ้นเชิงกับหลายๆ สิ่ง หลายองค์กร ไม่ว่า สส. ศาล หรือองค์กรอื่นๆ

ตอนนี้แก้ไขอย่างไรก็ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว

ทำยังไงได้ เขาผลักคนครึ่งหนึ่งของประเทศออกมาเอง

เพื่อนผมที่ ไม่ใช่ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง เขาถามว่าสถานการณ์ตอนนี้ของเมืองไทยมันจะไปจบลงที่ใด

ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแต่ที่แน่ๆ อิทธิพลของบางสิ่งบางอย่างได้ลดลงไปแทบหมดสิ้นแล้ว พวกเขาไม่อาจชี้นำหรือหาทางออกให้กับสังคมได้อีกต่อไป และเมื่อหาทางออกให้สังคมไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง (อย่าคิดว่าประชาชนโง่) ข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไร้พลัง และไม่ใช่ทางออก ประชาชนที่ตาสว่างแล้ว คงไม่ยอมกลับเข้า
Matrix อย่างโง่เขลากันอีกต่อไป

สุดท้ายสังคมก็อาจก้าวข้ามไป พวกเขาก็กลายเป็นซากหักพังชำรุดทางประวัติศาสตร์ ที่เรามองเห็นอย่างดาดดื่นๆ ทั่ว ๆไปที่กรุงศรีอยุธยา หรือซากปราสาทของ
Khmer Empire ที่ล่มสลายไปแล้ว

เมื่อสิ้นพลังในการชี้นำสังคม ก็เรียกได้ว่าสิ้นแทบทุกสิ่งทุกอย่างไปเลยทีเดียว

ตอนนี้สังคมต้องหาทางออกเองแล้ว
และผมเชื่อว่าสุดท้ายสังคมก็จะหาทางออกจนได้แหละครับ แต่สังคมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ประชาชนจะตาสว่างกันไปทุกหย่อมหญ้า

สนับสนุนโจรยึดทำเนียบ-ไฮแจ็คสนามบิน โปรดเลือกผู้ว่าพันธมิตรจัดให้

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เรื่องเด่นเย็นนี้ ไทยทีวีสีช่อง 3 และASTVผู้จัดการ

เห็นด้วยกับการยึดสนามบิน ทำลายเศรษฐกิจ-ภาพลักษณ์ชาติพินาศ สนับสนุนการยึดทำเนียบ-ปิดล้อมสภา เชิญชาวกรุงเลือกผู้ว่ากทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ กระบอกเสียงพันธมิตรเขาจัดให้ ลงโฆษณาหราในเวบโจรผู้จัดการASTV ตอกย้ำสัมพันธ์ปึ้กพรรคแมลงสาบกับโจรก่อการร้าย ลีน่าจังขุดคุณชายเจอนิยายน้ำเน่า


หลังจากตัดหางปล่อยวัดนายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสายพันธมิตร และตามราวีม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล กับนายยุรนันท์ ภมรมนตรี คู่แข่งคนสำคัญในสนามผู้ว่ากทม.แล้ว กระบอกเสียงพันธมิตร คือเวปผู้จัดการASTVก็ลงโฆษณาหราให้กับผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริบัตรในเวบไซต์ของตนเอง

ทั้งนี้จากการสำรวจของโพลล์หลายสำนักนั้นม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังคงมีคะแนนนำอยู่ แต่จากการเปิดเผยโพลล์ของNIDAล่าสุดมีผู้ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครกว่า31% ซึ่งก่อนหน้านี้กรุงเทพโพลล์ระบุว่าคนกรุงกว่า31%ที่ผิดหวังกับกลุ่มพันธมิตรมากที่สุดในรอบปี2551 จึงไม่แน่ใจว่าการจับมือกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้กับกระบอกเสียงพันธมิตรจะหนุนหรือฉุดคะแนนของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กันแน่


ก่อนหน้านี้รายการข่าวโทรทัศน์เรื่องเด่นเย็นนี้ทางสถานีไทยโทรทัศน์ช่อง3ในช่วงเวลาราว17.20น.เมื่อวันที่21ธ.ค.นำเสนอข่าวการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้สมัครเบอร์8สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปหาเสียงในตลาดนัดสนามหลวง ระหว่างที่กำลังเดินหาเสียงอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายคนไทยเชื้อสายจีนอายุราว45ปีออกมาต่อว่าม.ร.ว.สุขุมพันธ์และทีมงาน

เนื่องจากช่อง3ไม่ได้ปล่อยเสียงผู้หญิงคนดังกล่าวออกอากาศ นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ประกาศข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ระบุ ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นคนมาจับจ่ายในตลาดนัด ได้เข้ามามีเรื่องกระทบกระทั่งกับทีมงานของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แต่ไม่ระบุว่ามีการต่อว่าด้วยเรื่องใด แต่ผู้ประกาศข่าวระบุว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ใช้โอกาสนี้ชี้แจงว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครนั้นควรเป็นการบ้านมากกว่าการเมือง ไม่อยากเห็นการแบ่งขั้วของคนกรุงเทพฯ โดยนำเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เพราะประเด็นการขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นความขัดแย้งทางความคิด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังแถลงด้วยว่าการที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็จะเป็นโอกาสดีที่คนกรุงเทพฯหากเลือกเขาซึ่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นผู้ว่ากทม.ก็จะได้ประสานงานกันได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามผู้อ่านข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ให้ความเห็นว่าที่ผ่านๆมานั้น คนกรุงเทพฯมักเลือกผู้ว่าที่อยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล

ท่านสามารถชมข่าวนี้ย้อนหลังได้ที่เวบไซต์http://www.udootv.com/2008/tv/replay_tv.php กำหนดวันที่ 21 ธันวาคม 2551 ช่วงเวลา17.00-17.59 อยู่ในช่วงนาทีที่22-23โดยประมาณ



"ลีน่า จัง"พาน้องสะใภ้"สุขุมพันธุ์" ฟ้องศาลแพ่งพินัยกรรม

มติชนรายงานข่าวว่า เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่30ธ.ค. นางลีนา จังจรรจา นำ นางวรภาทิพย์ บริพัตร ณ อยุธยา ภรรยา พ.อ.ม.ร.ว.วโรรส บริพัตร และทนายรับมอบอำนาจจาก พ.อ. ม.ร.ว.วโรรส เข้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ให้เพิกถอนพินัยกรรมลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2535 และเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้จัดการมรดก โดยคำฟ้องระบุว่า พินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยพระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์ บริพัตร ซึ่งยกมรดกให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แต่เพียงผู้เดียวนั้น อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยใช้วิธีการฉ้อฉลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ เนื่องจากในขณะนั้น ผู้ทำพินัยกรรม มีอาการป่วยทางสมอง ไม่มีสติสัมปชัญญะ อีกทั้ง ในพินัยกรรมยังระบุด้วยว่า หาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เสียชีวิตให้ยกมรดกแก่ลูกชายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต่อไป


ทั้งนี้ ศาลแพ่งรัชดาได้ประทับรับฟ้อง และนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 13.30 น.

รายงานการชุมนุมคนเสื้อแดง 30 ธ.ค. 51

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2551

ส.ส.ประชาธิปัตย์หลีกไปแถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศ

หลังจากการเลื่อนการแถลงนโยบายมาหลายครั้ังตั้งแต่เมื่อวานนี้ ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ปรับเกม ไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศแทนในวันนี้



การประลองกำลังกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับตำรวจ ยกที่ 1



การประลองกำลังกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา เช้าวันที่ 30/12/2551 ยกที่ 2



การประลองกำลังกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา เช้าวันที่ 30/12/2551 ยกที่ 4


(คลิปทั้งหมดนำมาจากสำนักข่าว TNN นำเสนอโดย CBNPRESS)

เพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรธน.ตีความย้ายที่แถลงนโยบาย

ไทยรัฐ - พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าววันนี้ (30 ธ.ค.) ว่า พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ กระทรวงการต่างประเทศ ผิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ โดยได้มอบหมายให้นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ฝ่ายกฎหมายของพรรค เป็นผู้ดำเนินการ ในขณะที่เห็นว่า การดำเนินการของนายชัย ชิดชอบประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกครอบงำ โดยฝ่ายบริหาร ซึ่งได้นำความเสื่อมเสีย มาสู่สถาบันนิติบัญญัติเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังถือเป็นครั้งแรก ที่มีการย้ายสถานที่การประชุม ทั้งที่ในอดีตไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้าน นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวตำหนินายกรัฐมนตรี ว่า ถือเป็นอภิสิทธิ์ชน เพราะการดำเนินการในลักษณะนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และยังคงย้ำว่า พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน จะไม่เข้าร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาล ในการแถลงนโยบาย ส่วนการอภิปรายนอกสภาของพรรคเพื่อไทยนั้น จะมีการหารือถึงความชัดเจนอีกครั้ง

คนประชาไทให้ความเห็น "ไม่สามารถปกครองได้ ไม่มีความสง่างาม"

คุณลูกชาวนาไทย นักสังเกตการณ์ทางการเมืองท่านหนึ่งจากเว็บบอร์ดประชาไท ได้แสดงความคิดเห็นต่อการแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ไม่สง่างาม "เราไม่ได้่ต้องการขัดขวางการแถลงนโยบาย เราแค่ให้เดินเข้าไปแถลงเท่านั้นเองครับ หากพวกเขาจะไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่เป็นไรครับ ก็ชัดเจนแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถปกครองได้ และไม่มีความสง่างามแต่อย่างใดทั้งสิ้น รัฐบาลแบบนี้ไม่มีทางอยู่ไปได้ ืและสถานการณ์ในสามวันมานี้ บอกได้ชัดเจนว่าคนเสื้อแดงมีพลังพอ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องว่าใครขนมา แต่แสดงพลังให้รู้ว่า พวกเราเข็มแข็งก็ที่พวกนั้นคาดคิด" คุณลูกชาวนาไทยแสดงความคิดเห็น

ชี้การรวมตัวของคนเสื้อแดงในวันนี้ คือ จุดเริ่มต้นของการต่อสู้

นอกจากนี้ สมาชิกเว็บบอร์ดดังกล่าวยังได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า นี่คือการเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อล้มกลุ่มศักดินาอำมาตยาธิปไตย "คลื่นมหาประชาชนที่แสดงพลังต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ไฮแจ็คกิ้งมากกว่านายกทุกสมัยเคยเจอมา นี่มิใช่การชุมนุมเชิงสัญญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ การโค่นล้มศักดินา และพรรคพวกของมันเพื่อหยุดการทำนาบนหลังคน หยุดใส่ร้ายป้ายสีคนดี อภิบาลคนชั่ว และหยุดสร้างภาพเอาดีคนเดียว ทั้งที่ฉากหลังของศักดินาเกลือกกลั้วด้วยความโสมม ทั้งซ่องนางโลม ส่วยราชการ ขันที การประจบประแจงแข่งชิงดีชิงเด่น มาเฟีย ขุนศึกฟาสซิสม์ หมดเวลาแล้วศักดินา แต่นี้ไปคือ สงครามมวลชนปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ประชาชนจงเจริญ ศักดินาจงฉิบหาย !!!!" คุณเสรีชน แสดงความเห็น

รัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายเป็น ก.ต่างประเทศ

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 30 ธ.ค. - นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบาย เป็นที่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยมั่นใจว่าไม่ขัดต่อข้อกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่รวมตัวกันอยู่ที่สโมสรกองทัพบกเก่า ขณะนี้ ได้เดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และตัดสินใจจะใช้สถานที่ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นสถานที่แถลงนโยบาย โดย นายสาทิตย์ ยืนยันว่า ได้ตรวจสอบข้อบังคับต่าง ๆ แล้ว และได้ประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาล-ฝ่ายค้านแล้ว เชื่อว่าจะสามารถมีการประชุมขึ้นได้ และจะไม่มีการปิดกั้นหากฝ่ายค้านต้องการเข้าไปร่วมประชุมที่ ก.ต่างประเทศ และจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายรัฐบาลอย่างเต็มที่

ทางด้าน นายวิฑูรย์ พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายสถานที่ประชุมไปเป็นกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลในครั้งนี้ ยอมรับว่า การย้ายสถานที่ประชุมสามารถทำได้ แต่ควรจะเป็นบริเวณอาคารรัฐสภา หรือสถานที่ที่อยู่ในความครอบครองของรัฐสภา

สำหรับสถานที่ที่อยู่ในความครอบครองของรัฐสภา มีอยู่ 3 แห่ง คือ บริเวณรัฐสภา กองกษาปณ์ และอาคารทิปโก้ ย่านถนนพระราม 6.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-30 10:06:37

เสื้อแดงทยอยชุมนุมหน้าบัวแก้ว ตร.อารักขาเข้ม

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนทยอยเดินทางไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ หลังรัฐบาลเปลี่ยนมาใช้สถานที่แถลงนโยบายรัฐบาล แทนรัฐสภาที่ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ปิดล้อม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรอบ

เสื้อแดงต้านโล่ตำรวจผลักดันให้พ้นประตู

ที่มา มติชนออนไลน์

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนพยายามผลักดันกลุ่มคนเสื้อแดงให้พ้นจากประตูปราสาทเทวริทธิ์ ถนนราชวิถี เพื่อเปิดทางให้นายกรัฐนตรี รัฐมนตรีและ ส.ส.ได้เข้าไปประชุมในสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อช่วงเช้าวันที่30 ธ.ค.

คลิกชมรายละเอียดที่นี่

รัฐบาลโจรหนีหัวซุนไปซุกกระทรวงอาหารดีดนตรีเพราะแถลงปาหี่ลวงโลก

ที่มา Thai E-News



ฤาทนคลื่นกระแสเรา-พลังประชาชนเสื้อแดงตั้งแนวรับต้านทานการผลักดันของตำรวจปราบจลาจลอย่างแน่นเหนียวถึง5รอบในช่วงเช้า30ธ.ค. โดยเปิดช่องทางให้รัฐบาลโจรไฮแจ๊คเดินทางเท้าเข้าสภาได้ แต่ระบอบปกครองโจรกลัวประชาชนหนีหัวซุกหัวซุนไปประชุมที่กระทรวงต่างประเทศของเจ้ากระทรวง"ม็อบพันธมิตรมันส์มาก อาหารดี ดนตรีเพราะ"เพื่อแถลงปาหี่ลวงโลก ขณะที่สีเขียวส่งทหารมาปกป้องรัฐบาลหุ่นทันอกทันใจแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2551
(ข่าวนี้มีการอัพเดตทุกระยะ)

สื่อโทรทัศน์ไทยน่าอับอาย เมินเสนอข่าวเสื้อแดงหน้าสภา

สื่อโทรทัศน์ไทยที่เคยนำเสนอข่าวการชุมนุมของพันธมิตรแบบเกาะติด และเป็นกองเชียร์อย่างไม่ต้องปิดบังอย่างTPBSที่ได้เงินงบประมาณจากภาษีเหล้า-บุหรี่เพิกเฉยไม่นำเสนอข่าวการชุมนุมของนปช.เสื้อแดงแต่อย่างใด แม้ว่าช่วงเช้าวันนี้จะเกิดความตึงเครียดเผชิญหน้าที่หน้ารัฐสภาของตำรวจกับกลุ่มประชาชนเสื้อแดง รวมทั้งสื่อโทรทัศน์แทบทุกช่อง มีเพียงช่องTNN24หรือUBC07เท่านั้นที่เกาะติดถ่ายทอดสดอยู่ตลอดเวลา

ท่านสามารถชมรายงานข่าวสดเป็นระยะได้ทางUBCช่องTNN24ตามลิ้งค์นี้ http://www.explore-thailand.net/media/thaitv26.html



*เหตุการณ์ช่วงเช้าวันที่30ธ.ค.

07.00 บัญญัตินำส.ส.ประชาธิปัตย์เข้าสภา-นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.อาวุโสนำทีมส.ส.ประชาธิปัตย์ขึ้นรถตู้ออกจากพรรคมุ่งหน้าสภา หวังจะเปิดแถลงนโยบายวันนี้ให้ได้ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผยจะขอให้ข้าราชการอยู่ทำงานในวันสิ้นปี31ธ.ค.ด้วย

07.30น.ตำรวจเปิดทาง ม็อบเสื้อแดงใช้ตัวและหัวใจสู้ไร้อาวุธ-ตำรวจปราบจลาจลพยายามเปิดประตูด้านติดกับถนนราชวิถี ทางด้านกลุ่มประชาชนเสื้อแดง ใต้การชี้นำนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อได้รวมพลังกันใช้ร่างกายผลักดันตำรวจไม่ให้เปิดประตูสำเร็จ ณ จุดนี้มีผู้ร่วมชุมนุสตรีเป็นลม2ราย

07.30น.เผชิญหน้าม็อบVSตำรวจระลอก3-ตำรวจปราบจลาจลพยายามนำกำลังฝ่าออกมาเพื่อเปิดประตูสภา ขณะที่ประชาชนเสื้อแดงรวมตัวเหนียวแน่นใช้ตัวผลักดันตำรวจกลับไป โดยทั้งสองฝ่ายไม่ใช้อาวุธ เพียงแต่ใช้ตัวดันกันไปมา ผู้สื่อข่าวTNN24รายงานว่า ม็อบไม่ต้องการบุกเข้าไปในที่ทำการรัฐสภาแต่อย่างใด แต่เหตุที่รวมกันใช้ร่างกายดันไม่ให้ตำรวจเปิดประตูออกมาได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้แนวรับของฝ่ายม็อบแตก เนื่องจากในช่วงเช้าเหลือจำนวนผู้ร่วมชุมนุมไม่มาก ต่างจากตอนกลางคืนที่มีจำนวนมากนั่นเอง

ติดตามการรายงานข่าวเป็นระยะทาง True vision TNN24(หรือUBC07)
http://www.explore-thailand.net/media/thaitv26.html
*ติดตามสื่อประชาธิปไตยผ่านอินเตอร์เน็ต เกาะติดสดๆ คลิ้กได้เลย
http://www.newskythailand.com/
http://www.serichon.com/
http://users1.nofeehost.com/norporkor/
http://www.kaleeyook.com/bung.asp
http://www.konrakya.com/rakyatv.html
http://www.thaipeoplevoice.org/demo2.html
http://www.sanamluang.in.th/tv/
http://www.redtvthailand.com/
http://www.aneksanfran.com/index3.html
http://www.thaipeoplevoice.org/s3-3.html

*08.00เทือกบัญชาการบนรถตู้ตำรวจ อ้างไม่รุนแรง แค่ขอเปิดทางเข้าแถลงนโยบาย-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขอรถตู้ตำรวจมารับตัวที่หน้าทำการพรรคประชาธิปัตย์ และประสานงานกะบตำรวจตลอด ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ใช้กำลังรุนแรงกับผู้ชุมนุม เพียงแต่ผลักดันเพื่อขอเข้าประชุมแถลงนโยบายเท่านั้น

ส่วนนายณัฐวุฒิแกนนำประชาชนเสื้อแดงว่า ไม่ได้ขัดขวางการเข้าประชุม เพียงแต่อยากให้เดินเท้าเข้าสภา และฝ่ายผู้ชุมนุมจะไม่ทำอะไร หากนายอภิสิทธิ์เดินผ่านก็จะก้มลงกราบเท้าขอให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ยืนยันว่าฝ่ายผู้ชุมนุมไร้อาวุธ และได้ควบคุมไม้ให้ใช้กำลัง แม้ในการเผชิญหน้ากับตำรวจมีคนอารมณ์ร้อนขว้างถุงน้ำพลาสติกใส่ก็ได้สั่งห้ามทั้งหมด

08.30ตำรวจผลักดันระลอก4แต่สู้แรงไม่ไหวต้องถอยเข้าสภา-ตำรวจใช้กำลังผลักดันรอบที่4โดยไม่ใช้อาวุธ ใช้เพียงโล่ดันผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมรวมพลังแน่นเหนียวผลักดันตำรวจกลับเข้าสภาได้สำเร็จ แนวตำรวจต้องถอยกลับ

*08.35 อภิสิทธิ์ขึ้นรถตู้นำส.ส.ปชป.ออกจากพรรค-ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายชวน หลีกภัย นำทีมส.ส.ขึ้นรถตู้ออกจากพรรค หลังจากที่นั่งรออยู่ที่พรรคนาน2ชั่วโมงครึ่ง โดยนายอภิสิทธิ์ยืนยันจะเข้าสภาแถลงนโยบาย โดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม

08.50เสื้อแดงวอนตำรวจอย่าบุกออกมาด้านประตูเทวฤทธิ์ เหตุพื้นที่คับขัน-หลังจากนายอภิสิทธิ์นำรถตู้พาส.ส.ออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาสภา ตำรวจได้ใช้กำลังดันด้านประตูเทวฤทธิ์ออกมาเป็นระลอกที่5 นายณัฐวุฒิได้ขอร้องว่าอย่าใช้กำลังดันออกมาด้านนี้เพราะพื้นที่คับขัน โดยด้านหลังผู้ชุมนุมมีรถปราศรัยจอดขวางอยู่ ด้านหน้าประตูมีผู้ชุมนุมเป็นชายฉกรรจ์ใส่หน้ากากผ้ากันแก๊สน้ำตา ส่วนตำรวจก็ผลักดันออกมา หากปะทะกันจะเสี่ยงเกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสีย โดยยืนยันว่าไม่ขัดขวางการเข้าประชุมของส.ส. เพียงแต่ให้เดินทางเท้าเข้า และพวกตนจะกราบเท้าให้ยุบสภา คืนอำนาจประชาชน เพราะมีที่มาขาดความชอบธรรม

09.50รัฐบาลโจรโผล่กระทรวงกษิตอาหารดีดนตรีเพราะ ใช้เป็นที่แถลงนโยบาย-ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปรวมตัวกันที่กระทรวงการต่างประเทศ คาดว่าอาจหนีไปใช้สถานที่กระทรวงนี้ที่มีคนของพันธมิตร นายกษิต ภิรมย์ เจ้าของประโยคหยามชาวโลกว่า"ม็อบพันธมิตรสนุกมาก อาหารก็ดี ดนตรีไพเราะ"เป็นเจ้ากระทรวงอยู่
จัดกำลัง ตร.-ทหาร รอบกระทรวงต่างประเทศ

*10:11 น.สีเขียวนำกองกำลังออกมาป้องรัฐบาลโจร-พ.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องแถลงนโยบายที่สภาก็ได้ เพียงแต่ต้องให้ครบองค์ประชุม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกันจนบาดเจ็บและเสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศ สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ถึง 500 คน โดยองค์ประชุมที่สามารถเปิดประชุมสภาได้คือ 291 คน

ขณะที่ บริเวณโดยรอบ ก.ต่างประเทศมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรอบ รวมทั้งขอกำลังเสริมจากสารวัตรทหาร ในการที่เข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ ส.ส. และส.ว.ที่เข้าร่วมประชุมด้วย

*10.30เพื่อไทยไม่สังฆกรรมปาหี่ที่กระทรวงอาหารดีดนตรีเพราะ-นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยืนยันจะไม่ร่วมประชุมที่กระทรวงต่างประเทศ พร้อมตำหนิว่ารัฐบาลครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ นึกอยากย้ายไปที่ไหนก็ย้าย ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติขาดความสง่างาม

*10.35กองหน้าเสื้อแดงบุกกระทรวงอาหารดีฯแล้ว-มีรายงานว่าประชาชนเสื้อแดงส่วนหน้าราว50คนได้ไปรวมตัวที่หน้ากระทรวงต่างประเทศแล้ว ขณะที่มีตำรวจ-ทหารตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย25กองร้อย ขณะที่มีรายงานว่าแกนนำนปช.ยังคงประชุมวางแผนอยู่ที่สภาฯ

หมายเหตุ:ท่านสามารถชมรายงานข่าวสดเป็นระยะได้ทางUBCช่องTNN24ตามลิ้งค์นี้ http://www.explore-thailand.net/media/thaitv26.html