ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 18, 2011

ในสายตา "เอริก จี. จอห์น"

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2554)

เอ่ยชื่อ วิกิลีกส์ ขึ้นมาเมื่อไร ใครได้ยินต้องตาโตหูผึ่ง เพราะเป็นเว็บไซต์จอมแฉระดับโลก ล่าสุดสำนักข่าวเอพีรายงานว่า หนึ่งในเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่ตกไปอยู่ในมือของวิกิลีกส์นั้น

มีบันทึกลับที่นายเอริก จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพฯ ส่งไปถึงกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่พูดถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาไว้ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2552

ในรายงานของผู้สื่อข่าวเอพี ที่ขึ้นหัวเรื่องว่า ทูตสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ถึงความรุ่งโรจน์ของน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า

ทูตเอริก จี. จอห์น เขียนลงในบันทึกเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ว่า มีโอกาสพบและพูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และคนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552

"โดย การนัดพบกันครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ดูนิ่งสุขุมมากขึ้นกว่าในอดีต และพูดอย่างมั่นใจเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย

มีบางคนคาดการณ์เอาไว้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจจะมี "อนาคตที่สดใส" ในพรรคเพื่อไทย แม้ในขณะนั้นจะยังเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว และอยู่ใต้เงาแห่งปัญหาต่างๆ ของพี่ชาย"

นอก จากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้พูดกับทูตเอริก จี. จอห์นด้วยว่า "ใครบางคนอาจเข้ามาในช่วงท้ายเกมเพื่อควบคุมดูแลพรรค และทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป"

แถมนายนพดลยังพูดติดตลกกับทูตก่อนจบการสนทนาด้วยว่า "คุณเพิ่งจะเช็กแฮนด์กับนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย"

หลัง ข่าวของเอพีชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป หลายคนถึงกับทึ่งในสายตาของทูตอเมริกัน ซึ่งเพ่งมอง น.ส.ยิ่งลักษณ์เอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

นั่นคงเพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ได้มีบทบาทในทางลับอยู่พอสมควร

จะพูดว่าทักษิณปั้นเอาไว้นานแล้วก็ได้

และเท่ากับว่า ในสายตาของสหรัฐ ผู้ชอบวางตัวเป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลก ได้มีชื่อของยิ่งลักษณ์อยู่ในสารบบตั้งแต่ปี 2552 แล้ว

วันนี้กระทรวงต่างประเทศในวอชิงตันก็คงมีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ของพรรคเพื่อไทย แนวโน้มการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม

ที่สำคัญคงตระเตรียมสายสัมพันธ์กับว่าที่นายกฯคนใหม่เอาไว้เรียบร้อยแล้ว

เราคงไม่ได้ตื่นเต้นกับรายงานลับของทูตในแง่ที่ว่า ทำไมสหรัฐเก่ง สหรัฐรู้กว่าเรา

แต่ทำให้เราได้รู้ว่าปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของเพื่อไทยนั้น เขาได้เตรียมตัวอย่างเงียบๆมานานแล้ว

ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้อยประสบการณ์ทางการเมือง

ก่อนหน้านั้นเคยพูดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ดีกว่าผมก็แค่ความร่ำรวย

แต่จริงๆ แล้วน้องปูโดดเด่นในสายตาทูตมหาอำนาจตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว

"ณัฐวุฒิ" โพสต์เฟซบุ๊ก โต้ "อภิสิทธิ์" ภาค 2 : "ไม่มีผู้ปกครองคนใดจะรักษากม.ด้วยการทำลายชีวิตปชช."

ที่มา มติชน



นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ 13 ข้อความ ผ่านในหน้าวอลล์เฟซบุ๊ก "นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ของตนเอง เพื่อตอบโต้บทความ "จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 4 : 91 ศพสังเวยความต้องการใคร (ภาค 2)" อีกครั้ง โดยมีเนื้อหาดังนี้


1. การอ้างเหตุว่ามีการยิงเอ็ม 79 ตามที่ต่างๆ ทำให้ถูกกดดันให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมเลื่อนลอยน่าใจหาย ในเมื่อรัฐบาลหาตัวคนทำความผิดไม่ได้จะมีความชอบธรรมอะไรจัดการประชาชนผู้ บริสุทธิ์ คุณอภิสิทธิ์พยายามบอกว่าตัวเองถูกกดดันจากประชาชนให้ใช้ความเด็ดขาดตลอด เวลา ผมไม่เข้าใจว่าระหว่างกดดันให้ยุบสภา เพราะคุณมา ด้วยอำนาจพิเศษกับกดดันให้สลายการชุมนุมซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย ทำไมเลือกใช้ความรุนแรงครับ


2. เรื่องรพ.จุฬาฯเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของเพื่อนเราบางคนเพราะเชื่อว่ามี กำลังทหารอยู่ในนั้น หลังเกิดเหตุเราแถลงยอมรับความผิดพลาด พร้อมทั้งขออภัยทางรพ.รวมทั้งเปิดพื้นที่ชุมนุมบางส่วนทั้งที่ยังไม่มั่นใจ ในความปลอดภัยเพราะความชัดเจนเรื่องกำลังทหารยังไม่มี มีการย้ายผู้ป่วยบางส่วนออกจากรพ. ก่อนหน้านี้เหลือบางรายที่ย้ายหลังการเข้าไปตรวจสอบโดยผู้ชุมนุม แม้เป็นเรื่องไม่ควรเกิดแต่ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างของการสังหารหมู่ประชาชนครับ


3. ข้อเสนอวันเลือกตั้งได้รับการตอบรับตั้งแต่ต้นแต่ประเด็นที่เรายังยอมรับไม่ได้คือไม่มีการพูดถึงความรับผิดชอบต่อความตายของประชาชน ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ มาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลย เพราะแกนนำได้ประกาศมติหลังเหตุการณ์ 10 เม.ย.แล้วว่าไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม ตัวเองถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายเรายังปฏิเสธนิรโทษกรรมแล้วเรายังจะไปคิดเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร


4. ข้อ เรียกร้องคือให้นายสุเทพเข้ามอบตัวใน คดีสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนตายเกือบ 30 ชีวิต เพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้มีอำนาจคนใดใช้กำลังกับประชาชนโดยไม่ต้องรับ ผิดชอบอีก แต่นายสุเทพกลับทำเพียงแค่ไปปรากฏตัวที่ DSI ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครในรัฐบาลถูกดำเนินคดีหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับการเจรจาแล้วก็สั่งกำลังทหาร เข้ามาจนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 91 ศพ


5. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าพยายามเจรจาแล้วทำไมจึงปฏิเสธกลุ่ม ส.ว.ที่มาพบพวกผมหลังเวทีในวันที่ 18 พ.ค. ทั้งที่พล.อ.เลิศรัตน์และคณะยืนยันว่าคุณรับรู้ทุกขั้นตอน เราแถลงข่าวร่วมกันว่าวันที่ 19 เป็นวันเจรจาผมบอกคณะส.ว. ด้วยว่าเราพร้อมยุติการชุมนุมทันทีคุณอภิสิทธิ์ก็ทราบเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ แล้ว ทำไมเปลี่ยนวันเจรจาเป็นวันสังหารเพราะเตรียมการมาตลอดใช่ไหม บอก ส.ว. ให้มาคุยกับเราจนทุกฝ่ายสบายใจแล้วค่อยลงมือวิธีการนี้ไม่อำมหิตกับประชาชน ไปหน่อยหรือ


6. การ บอกว่าความตาย 14-18 พ.ค. เพราะการปะทะระหว่างกองกำลังชุดดำกับเจ้าหน้าที่ ก็ต้องอธิบายว่าทำไมคนที่ตายไม่มีอาวุธในมือแม้แต่คนเดียว พลุไฟตะไลของเล่นที่บางคนถือเรียกว่าอาวุธไหม ศพไหนที่เป็นผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ยิงโดนใครบ้างหรือไม่มีเลย และถามจริงๆว่าคนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชนและร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ ไหม


7. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเป็นผู้รักษากฎหมายแล้วกฎหมายข้อไหนอนุญาตให้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน มาตราใดให้อำนาจประกาศเขตกระสุนจริง หลักสากลที่ไหนให้เอาสไนเปอร์มาใช้กับการชุมนุม กระสุน 2 พันกว่านัดที่ใช้ไปทำไมใกล้เคียงกับยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากต้องรับผิดชอบกับ 91 ศพที่กรุงเทพฯแล้ว ยังต้องรวมถึงทุกชีวิตในกลุ่มอาหรับที่ตายเพราะสไนเปอร์ในการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยด้วย คุณคือผู้นำคนแรกของโลกที่ใช้วิธีนี้กับประชาชน


8. ประหลาด ใจมากกับเรื่องคนทำบั้งไฟ ที่ถูกไอ้โม่งชุดดำยิงตายแล้วเผาหน้าวัดปทุมฯคุณเก็บเรื่องนี้ไว้กว่า 1 ปี ได้อย่างไร ไม่มีใครเคยได้ยินทั้งอภิปรายในสภาหรือที่อื่น เรื่องใหญ่มากนะครับ คนถูกยิงเป็นใครพยานชื่ออะไรขอดูหน้าหน่อยได้ไหม เชื่อจริงๆ หรือว่ามีการเผากันหน้าวัดปทุมฯโดยไม่มีใครรู้เห็น เผาศพใช้เวลานานมากเถ้าถ่านก็ต้องมี ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขังแต่อย่าโกหกกันขนาดนี้เลยสงสารประชาชนบ้างเถอะครับ


9. 6 ศพในวัดปทุมฯ ผมฟันธงได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐยิง อย่าถามว่ามีเหตุผลอะไรจะยิงทั้งที่การชุมนุมยุติแล้วเพราะถึงยังไม่ยุติก็ ไม่มีเหตุผลใดๆ ให้ยิงประชาชนมือเปล่า จะอ้างกองกำลังที่ไหนในเมื่อคนบนรางรถไฟฟ้าก็ยอมรับว่ายิงลงมา หัวกระสุนสีเขียวก็อยู่เต็มตัวคนตาย คุณรักครอบครัวมากทุกคนรู้พี่น้องผมถึงจะจนต่ำต้อยแต่ความเป็นคนก็เท่าคุณ พวกเขาอยากรู้ว่าคนที่เขารักตายยังไงต่างกับคุณที่คิดเพียงว่าจะอยู่อย่างไร ต่างกันมากเหลือเกิน


10. หลายตอนในบทความเน้นย้ำแต่เรื่องผู้สนับสนุนเรื่องคะแนนเสียง นักการเมืองที่แสดงตัวว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่คิดได้แค่นี้หรือ การยกข้อความสนับสนุนมาบอกว่าเป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจคิดไหมว่าคนที่สูญเสียจะ รู้สึกอย่างไร พร่ำพูดแต่ตึกถูกเผาส่วนคนที่ตายไม่สนใจ ผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำ ไม่ได้วางแผนสั่งการให้ใครเผาห้างให้ช่อง 11 เชิญฝ่ายผจญเพลิงของเซ็นทรัลเวิลด์ไปพูดความจริงบ้างไหม กล้าหรือเปล่า


11. อย่า อ้างบุญคุณกับบางคนที่ได้ ประกันตัวออกมาเพราะพวกเขาไม่ได้ทำความผิดไม่ควรถูกขังตั้งแต่ต้น ให้คนโทรไปตามมาพบที่ทำเนียบสั่งให้เขียนจดหมายมาขอบคุณตัวเอง นี่หรือทำเพื่อประชาชน หลายคนชีวิตยับเยินแม่ตายไม่ได้ดูใจ ลูกเมียถูกไล่จากบ้านเช่า ลูกสาวถูกข่มขืน ป่วยต้องหามส่งรพ.จากเรือนจำ ถ้าคนเหล่านี้ได้ออกจากคุกต้องเขียนจดหมายขอบคุณท่านนายกฯไหมครับ แล้วคนที่ถูกขังเพราะโดนขู่ให้สารภาพ ติดคุกเกือบปีแล้วศาลยกฟ้องต้องขอบคุณไหม


12. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเปื้อนโคลนจากทุกสีสถานการณ์แบบนี้ใครไม่เปื้อนโคลนก็ แปลกแล้ว ปัญหาคือคุณไม่ได้เปื้อนโคลนแต่เปื้อนเลือดประชาชน เป็นนายกฯ ที่มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประเทศ ไม่มีใครมองข้ามความตายของเพื่อนร่วมชาติได้ง่ายอย่างที่คุณทำหรอกพวกเขาจึง อยากรู้ว่าเกือบร้อยชีวิตตายยังไง ถ้าไม่พบความจริงคำถามนี้จะติดตามคุณไปชั่วชีวิต เป็นลมหายใจแห่งความตายที่ยังรอความยุติธรรมตลอดไป


13. ผม รู้ว่าคุณเขียนบทความนี้เพราะ ต้องการคะแนนเสียงแต่ผมเพียงต้องการพูดความจริง ไม่มีผู้รักษากฎหมายที่ไหนจะนิ่งดูเขาฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศแล้วไปรับผลประโยชน์จากอำนาจนั้น ไม่มีผู้ปกครองคนใดจะรักษากฎหมายด้วยการทำลายชีวิตประชาชนแต่คุณก็ทำ ผมเลือกข้างประชาชน ประชนจงเจริญ

"ยิ่งลักษณ์" นำทีม "เพื่อไทย" หาเสียงในรถไฟฟ้าBTS จากสถานีอารีย์-อโศก

ที่มา มติชน



วัน ที่17มิ.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย นำทีมลงพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียง โดยได้ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสจากสถานีอารีย์ไปยังสถานีอโศก เพื่อต่อรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังศูนย์วัฒนธรรม โดยได้เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และชูนโยบายคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน พร้อมทั้งแถลงนโยบายรถไฟฟ้า เอ็มอาร์ที 20 บาทตลอดสายต่อประชาชนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า

คนละมุมเดียวกัน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ไม่ว่ามองมุมไหน

ความร่วมมือกันระหว่าง นายแก้วสรร อติโพธิ กับ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ย่อมเป็นการเตะตัดขา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างแน่นอน

เป็นการเตะตัดขาที่ตอนแรก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องใดๆ

กระทั่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงการดำเนินการกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เกี่ยวกับการให้ข้อมูลเท็จ ปกปิดการถือหุ้น

ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายและอัยการสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กลับเผยพิรุธ ข่มขู่ก.ล.ต.ให้ระวังเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ขณะที่ "คู่หูออกซ์ฟอร์ด" นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แสดงความข้องใจต่อการแถลงของ ก.ล.ต. ว่าเป็นการอุ้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่

นั่นก็เรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องกรณีนายกรณ์ ออกมาชี้สาเหตุตลาดหุ้นตกต่ำช่วงนี้ เป็นผลจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้น เนื่องจากเกรงจะเกิดความไม่สงบ

หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล

ทำ ให้ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยต้องรีบตอบโต้ทันควันว่าเป็นการให้ข้อมูลไม่ถูก ต้อง ทำให้ประชาชนและนักลงทุนสับสน สร้างความเสียหายให้กับพรรค

เพราะขณะนี้หุ้นตกเป็นกันทั้งโลก เนื่องจากกังวล เรื่องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะประเทศไทยที่รัฐบาลหมดปัญญาคุมราคาสินค้าที่แพงขึ้นได้

ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นเพื่อรอดูสถานการณ์

หักล้างด้วยข้อมูลเศรษฐกิจล้วนๆ คนฟังที่ไม่เคยเล่นหุ้นเลยไม่ค่อยเก็ต

ไม่ เหมือนอย่างที่ "ดร.โกร่ง"วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า การพูดของนาย กรณ์ เป็นการหวังผลทางการเมืองล้วนๆ เพราะหุ้นขึ้นหุ้นตกเป็นเรื่องธรรมชาติ

สำหรับตลาดหุ้นไทยตอนนี้ นอกจากปัจจัยภาย นอกยังมีปัจจัยการเมืองในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ที่ใครๆ ก็รู้ว่าพรรคเพื่อไทยชนะแน่

ส่วนที่หุ้นตกเพราะนักลงทุนแห่เทขายเอาเงินสดมากอดไว้

ไม่ได้เพราะกลัวพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาล แต่กลัวว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแล้วถูกสกัดจากผู้มีอำนาจ ทำให้ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล

จนประเทศชาติเกิดความวุ่นวายต่างหาก

13 ข้อโต้แย้งจากณัฐวุฒิ "คุณเขียนบทความเพื่อคะแนนเสียง ผมเพียงพูดความจริง"

ที่มา ข่าวสด



วัน ที่ 17 มิ.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กของตัวเอง ระบุว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์เขียนบันทึกมาแล้ว ตนขอร่วมเขียนด้วยตามที่ได้บอกไว้

1.การอ้างเหตุว่ามีการยิงเอ็ม 79 ตามที่ต่างๆ ทำให้ถูกกดดันให้ใช้กำลังสลายการชุมนุม เลื่อนลอยน่าใจหาย เมื่อรัฐบาลหาตัวคนทำความผิดไม่ได้ จะมีความชอบธรรมอะไรจัดการประชาชนผู้บริสุทธิ์ นายอภิสิทธิ์ พยายามบอกว่า ตัวเองถูกกดดันจากประชาชนให้ใช้ความเด็ดขาดตลอดเวลา ไม่เข้าใจว่าระหว่างกดดันให้ยุบสภา เพราะคุณมาด้วยอำนาจพิเศษกับกดดันให้สลายการชุมนุม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายทำไมเลือกใช้ความรุนแรง


2.เรื่องร.พ.จุฬาฯ เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของเพื่อนเรา บางคนเพราะเชื่อว่ามีกำลังทหารอยู่ในนั้น หลังเกิดเหตุเราแถลงยอมรับความผิดพลาด พร้อมทั้งขออภัยทางร.พ. รวมทั้งเปิดพื้นที่ชุมนุมบางส่วน ทั้งที่ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะความชัดเจนเรื่องกำลังทหารยังไม่มี มีการย้ายผู้ป่วยบางส่วนออกจากร.พ.ก่อนหน้านี้ เหลือบางรายที่ย้ายหลังการเข้าไปตรวจสอบโดยผู้ชุมนุม แม้เป็นเรื่องไม่ควรเกิด แต่ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างของการสังหารหมู่ประชาชน

3.ข้อเสนอวันเลือกตั้งได้รับการตอบรับตั้งแต่ต้น แต่ประเด็นที่เรายอมรับไม่ได้ คือไม่มีการพูดถึงความรับผิดชอบต่อความตายของประชาชน ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณมาเกียวข้องในการตัดสินใจเลย เพราะแกนนำได้ประกาศมติหลังเหตุการณ์ 10 เม.ย.แล้วว่าไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม ตัวเองถูกแจ้งข้อหาก่อการร้าย เรายังปฏิเสธนิรโทษกรรมแล้วเรายังจะไปคิดเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร

4.ข้อเรียกร้องคือให้นายสุเทพเข้ามอบตัวในคดีสั่งสลายการชุมนุมจนมีคน ตายเกือบ 30 ชีวิต เพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้มีอำนาจคนใดใช้กำลังกับประชาชนโดยไม่ต้องรับ ผิดชอบอีก แต่นายสุเทพกลับทำเพียงแค่ไปปรากฏตัวที่ดีเอสไอ ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครในรัฐบาลถูกดำเนินคดี หรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับการเจรจา แล้วก็สั่งกำลังทหารเข้ามาจนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 91 ศพ


5.นายอภิสิทธิ์บอกว่าพยายามเจรจา แล้วทำไมจึงปฏิเสธกลุ่มสว.ที่มาพบพวกตนหลังเวที ในวันที่18พ.ค. ทั้งที่พล.อ.เลิศรัตน์(รัตนวานิช) และคณะยืนยันว่านายอภิสิทธิ์รับรู้ทุกขั้นตอน เราแถลงข่าวร่วมกันว่าวันที่ 19 (พ.ค.) เป็นวันเจรจา ตนบอกคณะสว.ด้วยว่า เราพร้อมยุติการชุมนุมทันที นายอภิสิทธิ์ก็ทราบเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเปลี่ยนวันเจรจาเป็นวันสังหารเพราะเตรียมการมาตลอดใช่ไหม บอกสว.ให้มาคุยกับเราจนทุกฝ่ายสบายใจ แล้วค่อยลงมือวิธีการนี้ไม่อำมหิตกับประชาชนไปหน่อยหรือ


6.การบอกว่าความตาย 14-18 พ.ค. เพราะการปะทะระหว่างกองกำลังชุดดำกับเจ้าหน้าที่ ก็ต้องอธิบายว่าทำไมคนที่ตายไม่มีอาวุธในมือแม้แต่คนเดียว พลุไฟตะไลของเล่นที่บางคนถือเรียกว่าอาวุธไหม ศพไหนที่เป็นผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ยิงโดนใครบ้างหรือไม่มีเลย และถามจริงๆว่าคนเป็นนายกฯ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชนและร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ ไหม


7.นายอภิสิทธิ์บอกว่า เป็นผู้รักษากฎหมายแล้วกฎหมายข้อไหน อนุญาตให้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน มาตราใดให้อำนาจประกาศเขตกระสุนจริง หลักสากลที่ไหนให้เอาสไนเปอร์มาใช้กับการชุมนุม กระสุน 2 พันกว่านัดที่ใช้ไป ทำไมใกล้เคียงกับยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากต้องรับผิดชอบกับ 91 ศพที่กรุงเทพฯ แล้วยังต้องรวมถึงทุกชีวิตในกลุ่มอาหรับที่ตายเพราะสไนเปอร์ในการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยด้วย นายอภิสิทธิ์คือผู้นำคนแรกของโลกที่ใช้วิธีนี้กับประชาชน


8.ประหลาดใจมากกับเรื่องคนทำบั้งไฟที่ถูกไอ้โม่งชุดดำยิงตาย แล้วเผาหน้าวัดปทุมฯ นายอภิสิทธิ์เก็บเรื่องนี้ไว้กว่า 1 ปีได้อย่างไร ไม่มีใครเคยได้ยินทั้งอภิปรายในสภาหรือที่อื่น เรื่องใหญ่มาก คนถูกยิงเป็นใครพยานชื่ออะไร ขอดูหน้าหน่อยได้ไหม เชื่อจริงๆหรือว่ามีการเผากันหน้าวัดปทุมฯ โดยไม่มีใครรู้เห็น เผาศพใช้เวลานานมากเถ้าถ่านก็ต้องมี ตนไม่เชื่อเรื่องนี้ จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขัง แต่อย่าโกหกกันขนาดนี้เลยสงสารประชาชนบ้างเถอะ


9. กรณี 6 ศพในวัดปทุมฯ ฟันธงได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐยิง อย่าถามว่ามีเหตุผลอะไร จะยิงทั้งที่การชุมนุมยุติแล้ว เพราะถึงยังไม่ยุติ ก็ไม่มีเหตุผลใดๆให้ยิงประชาชนมือเปล่า จะอ้างกองกำลังที่ไหน ในนเมื่อคนบนรางรถไฟฟ้า ก็ยอมรับว่ายิงลงมาหัวกระสุนสีเขียวก็อยู่เต็มตัวคนตาย นายอภิสิทธิ์รักครอบครัวมาก ทุกคนรู้ พี่น้องตนถึงจะจนต่ำต้อย แต่ความเป็นคนก็เท่าคุณ พวกเขาอยากรู้ว่าคนที่เขารักตายยังไงต่างกับนายอภิสิทธิ์ที่คิดเพียงว่าจะ อยู่อย่างไร ต่างกันมากเหลือเกิน


10.หลายตอนในบทความเน้นย้ำแต่ เรื่องผู้สนับสนุน เรื่องคะแนนเสียง นักการเมืองที่แสดงตัวว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่คิดได้แค่นี้หรือ การยกข้อความสนับสนุนมาบอกว่าเป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจ คิดไหมว่าคนที่สูญเสียจะรู้สึกอย่างไร พร่ำพูดแต่ตึกถูกเผา ส่วนคนที่ตายไม่สนใจ ตนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำ ไม่ได้วางแผนสั่งการให้ใครเผาห้าง ให้ช่อง 11 เชิญฝ่ายผจญเพลิงของเซ็นทรัลเวิลด์ไปพูดความจริงบ้างไหม กล้าหรือเปล่า


11.อย่าอ้างบุญคุณกับบางคนที่ได้ประกันตัวออกมา เพราะพวกเขาไม่ได้ทำความผิดไม่ควรถูกขังตั้งแต่ต้น ให้คนโทรไปตามมาพบที่ทำเนียบ สั่งให้เขียนจดหมายมาขอบคุณตัวเอง นี่หรือทำเพื่อประชาชน หลายคนชีวิตยับเยิน แม่ตายไม่ได้ดูใจ ลูกเมียถูกไล่จากบ้านเช่า ลูกสาวถูกข่มขืน ป่วยต้องหามส่งรพ.จากเรือนจำ ถ้าคนเหล่านี้ได้ออกจากคุกต้องเขียนจดหมายขอบคุณท่านนายกฯไหม แล้วคนที่ถูกขังเพราะโดนขู่ให้สารภาพ ติดคุกเกือบปี แล้วศาลยกฟ้องต้องขอบคุณไหม


12.นายอภิสิทธิ์บอกว่าเปื้อนโคลนจากทุกสี สถานการณ์แบบนี้ใครไม่เปื้อนโคลนก็แปลกแล้ว ปัญหาคือนายอภิสิทธิ์ไม่ได้เปื้อนโคลนแต่เปื้อนเลือดประชาชน เป็นนายกฯที่มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประเทศ ไม่มีใครมองข้ามความตายของเพื่อนร่วมชาติได้ง่ายอย่างที่คุณทำหรอก พวกเขาจึงอยากรู้ว่าเกือบร้อยชีวิตตายยังไง ถ้าไม่พบความจริงคำถามนี้จะติดตามคุณไปชั่วชีวิต เป็นลมหายใจแห่งความตายที่ยังรอความยุติธรรมตลอดไป


13.ผมรู้ว่าคุณเขียนบทความนี้เพราะต้องการคะแนนเสียงแต่ผมเพียงต้อง การพูดความจริง ไม่มีผู้รักษากฎหมายที่ไหนจะนิ่งดูเขาฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศแล้วไปรับผลประโยชน์จากอำนาจนั้น ไม่มีผู้ปกครองคนใดจะรักษากฎหมายด้วยการทำลายชีวิตประชาชนแต่นายอภิสิทธิ์ก็ ทำ ตนเลือกข้างประชาชน ประชนจงเจริญ

คำถาม"อภิสิทธิ์" ใคร"สั่งฆ่า"ประชาชน คำถาม"รัฐบาล"

ที่มา มติชน



เหตุ ใดป้าย "ใครสั่งฆ่าประชาชน" อันหมายถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จึงยกเป็นคำถามให้แต่กับพรรคประชาธิปัตย์

เหตุใดจึงไม่ยกเป็นคำถามให้กับพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคกิจสังคม พรรคมาตุภูมิ

ทั้งๆ ที่ 5 พรรคนี้ก็เคยร่วมอยู่ในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คำตอบ 1 เพราะว่ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก่นอันเป็นแกนหลักมาจากพรรคประชาธิปัตย์

คำตอบ 1 ซึ่งคมชัดยิ่งกว่านั้นได้แก่บทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แก่บทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลงานด้านความมั่นคง อันหมายถึง กระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ใน ฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย่อมรับผิดชอบสูงสุดอยู่แล้ว ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ย่อมรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงทั้งปวง

หาก 2 คนนี้ไม่รู้ว่าใครสั่งฆ่า 91 ศพบาดเจ็บเกือบ 2,000 คนย่อมเป็นเรื่องแปลก



ความพยายามของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความพยายามของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือ ความพยายามในการปัดปฏิเสธความรับผิดชอบ

นั่นก็คือ การโยนให้กับสิ่งที่เรียกว่า "ชายชุดดำ"

นั่นก็คือ การโยนให้กับการเคลื่อนไหวของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไม่ว่าจะเป็นที่แยกราชประสงค์

นั่นก็คือ การโยนให้กับผู้บงการจากต่างประเทศ

ด้วยโวหารที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สันทัดจัดเจน ด้วยโวหารที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ฝึกปรือมาอย่างยาวนาน

อาจทำให้สามารถเอาตัวรอดเฉพาะหน้าไปได้เป็นครั้งเป็นคราว

แต่ ถึงที่สุดแล้ว ป้ายที่ประชาชนยกชูขึ้นตั้งคำถามไม่ว่าจะเป็นที่นครปฐม ไม่ว่าจะเป็นที่นครราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นตามจุดต่างๆ ใน กทม. ที่พรรคประชาธิปัตย์ตระเวนหาเสียงก็ยังดำรงอยู่และทวีความร้อนแรงมากยิ่ง ขึ้น

สะท้อนว่าคำตอบไม่เป็นที่พอใจ สะท้อนว่าประชาชนยังต้องการความกระจ่างมากกว่าที่เป็นอยู่

คำถามเหล่านี้ถามต่อรัฐบาล ถามต่อนายกรัฐมนตรี ถามต่อรองนายกรัฐมนตรี



ไม่ ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยักย้ายตำแหน่งผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะโยนให้เป็นความรับผิดชอบของสิ่งที่เรียกว่า "ชายชุดดำ"

แต่คำถามก็ยังเกิดขึ้น

เหมือน กับเป็นแผ่นเสียงตกร่อง แต่อย่าลืมอย่างเด็ดขาดว่า 91 ชีวิตที่ตายไป และร่วม 2,000 คนซึ่งบาดเจ็บ รวมถึงเกือบ 300 คนถูกไล่ล่า จับกุม และบางส่วนยังถูกจำขัง ณ คุกทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด

มิได้เป็นคนไร้ญาติ ขาดมิตร

ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะอ้าง ศอฉ. เป็นเกราะกำบัง

แต่ความเป็นจริงก็คือ มีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บร่วม 2,000 คน

ไม่เพียงแต่ญาติพี่น้องและผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้เท่านั้นที่จะข้องใจ ประชาชนทั่วประเทศก็มีคำถามและต้องการคำตอบ

เป็นคำถามว่าใคร "สั่งฆ่า" เป็นคำถามว่าใคร "สั่งยิง"

ในฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องมีคำตอบในฐานะรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องมีคำตอบ

เป็นคำตอบในฐานะสั่งการ เป็นคำตอบในฐานะผู้กำหนดแนวทางนโยบาย



เลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม อาจไม่มีคำตอบ แต่การลงคะแนนเสียงเลือกน่าจะเป็นแนวโน้มหนึ่ง

เป็น แนวโน้มหนึ่งซึ่งถามหาความรับผิดชอบของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแนวโน้มหนึ่งซึ่งถามหาความรับผิดชอบของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

หรือว่าเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เราไม่มี "รัฐบาล" บริหารราชการแผ่นดิน

มาร์คไปปราจีนเจอ"มือเปื้อนเลือด"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo


มือเลือด - ชาวบ้านปราจีนบุรีจับกลุ่มถือป้าย
"กู้แต่หนี้ ดีแต่พูด" พร้อมทั้งทามือ 2 ข้างเป็นสีแดง ยืนอยู่ริมถนน
ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียง เมื่อ 17 มิ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ปราศรัยจบ
และขึ้นรถแห่จากโรงเรียนอนุบาลปราจีนบุรีมาถึงสะพานข้างคลองแห่งหนึ่ง
มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 30 คน ยืนชูป้ายโจมตีนายอภิสิทธิ์ อาทิ
"ดีแต่พูด"
"ใครฆ่าประชาชน" และ
"91 ศพ"
ซึ่งนายอภิสิทธิ์พูดออกไมค์ว่า ขอบคุณเบอร์ 1 ขอบคุณพรรคเพื่อไทย
ที่มา ชูป้ายว่าพรรคตัวเองทำไมแล้วโบกมือให้ จากนั้นเคลื่อนขบวนต่อไป
แล้วเจอกลุ่มคนเสื้อแดงดักตามถนนนำถุงมือยางอัดลมทาสีแดงผูกเป็นพวง
ชูประกอบการประท้วงด้วย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ข้อหา "มือเปื้อนเลือด"


นายอภิสิทธิ์เข้าสักการะศาลหลักเมืองปราจีนบุรี
ก่อนขึ้นรถแห่หาเสียงรอบตัวเมืองปราจีนบุรี
จากนั้นไปสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวร ข้างค่ายจักรพงษ์ภูวนาถ
ก่อนไปเดินหาเสียงที่งานโอท็อป จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีการขายผลไม้ประจำฤดูกาล
โดยนายอภิสิทธิ์ชิมมังคุดกับกระท้อนด้วย


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakU0TURZMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOaTB4T0E9PQ==

โต้ลั่น"ล้มเลือกตั้ง" กกต.เต้น ยันไปนอกกลับทัน

ที่มา ข่าวสด



"ธิดา"สงสัยกกต.ถูกบังคับไปนอก

วันเดียวกัน นางธิดา โตจิราการ ประธานนปช. กล่าวถึง
ความคืบหน้าศูนย์ตรวจสอบการเลือกตั้งของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ว่า
ขณะนี้กำลังอบรมแกนนำแต่ละเขต แต่ละภาคทั่วประเทศอย่างเข้มข้น
เน้นถึงการลงพื้นที่ประกบทุกเขตเลือกตั้ง จับตาการทุจริตทุกรูปแบบ
โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการวันที่ 26 มิ.ย.นี้
ส่วนความผิดปกติเกี่ยวกับการทุจริตขณะนี้คงปล่อยให้พรรคการเมืองตรวจสอบกันเอง
นปช.จะตรวจสอบแบบครอบคลุมการทุจริตเลือกตั้งทุกระบบ ทุกขั้นตอน หรือพูดง่ายๆ
หากเปรียบกับการจับกุมยาบ้าเราจะไม่จับคนขายยาบ้ารายย่อย แต่จะจับให้ถึงตัวเอเยนต์

นางธิดากล่าวถึงกรณี 4 กตต.ไปต่างประ เทศว่า
ไม่เข้าใจว่าทำไม กกต.ทั้ง 4 คนถึงเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปดูงานช่วงนี้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลาเหลืออย่างถมเถกลับไม่ไป
ถือเป็นเรื่องผิดปกติเพราะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญ กกต.ทั้ง 4 ทำตัวไม่เหมาะสมกับตรงนี้

"เรื่องนี้ไปถามเด็กอนุบาลยังรู้เท่าทันเลยว่าคิดอย่างไร อยู่ทำงานมากี่ปีแล้ว
ทำไมถึงมาเลือกไปต่างประเทศช่วงนี้ จึงมีข้อน่าสังเกตอยู่ 2 ประการคือ
1.คุณหนีปัญหาหรือไม่ และ
2.มีคนบังคับให้ไปหรือไม่" ประธาน นปช.กล่าว

เลขาฯกกต.โต้วุ่นล้มเลือกตั้ง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวถึง
กรณีกกต. 4 คนเดินทางไปต่างประเทศ ว่า หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะกระทบกับงาน
แต่ขอชี้แจงว่าทุกครั้งที่มีเลือกตั้งจะต้องมีเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรด้วย
และกฎหมายยังกำหนดว่าผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้งต้องเสียสิทธิ์
ซึ่งรวมถึงคนไทยที่อยู่ต่างประเทศด้วย
การจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจัดทำไม
เพราะคนไม่ไปใช้สิทธิ์ จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องไปดูว่าทำไมคนไทยจึงไม่ไปใช้สิทธิ์
และมีโครงการร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศที่เชิญ กกต.ไปให้คำแนะนำคนไทย
เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีความรัก ห่วงใยคนไทยในต่างประ เทศ จริงๆ แล้ว
กกต.เดินทางไป 3 สาย คือ นอกจากเดนมาร์กและสหรัฐแล้วยังมีออสเตรเลีย
มีรองเลขาธิการ กกต.เดินทางไป และที่ไปพร้อมๆ กันก็เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก
เพราะหากไปกันคนละเวลาจะทำให้เวลาประชุมไม่ครบองค์ประชุม จึงไปพร้อมกัน
และช่วงที่ไป กกต.ก็ไม่มีประชุมอยู่แล้ว
ซึ่ง กกต.ทั้งหมดจะเดินทางกลับมาวันที่ 21 มิ.ย. ไม่กระทบต่อการประชุมและการทำงานแต่อย่างใด

นายสุทธิพลกล่าวอีกว่า ส่วนการบริหารจัดการเลือกตั้ง กกต.เขตดำเนินการ
ในส่วนสำนักงานก็มีตน และรองเลขาฯ กกต.อยู่ งานเดินหน้าไป มีปัญหาอะไรก็พร้อมแก้ไข
แต่เรื่องใดที่จะมีมติเพื่อให้ใบเหลืองใบแดงก็เป็นเรื่องกกต.
แต่อย่างเรื่องที่ศรีสะเกษ กกต.เพิ่งมอบหมายทีมงานไปสอบเพิ่มเติม และยังไม่ได้ส่งกลับมา
ดังนั้น การเดินทางของ กกต.จะสอดคล้องกับงานที่ปฏิบัติทุกครั้ง

"มีข่าวลือว่า กกต.จะไปพบมือที่มองไม่เห็น และไปพบหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งเพื่อเลิกล้มการเลือกตั้ง
ผมขอสยบข่าวลือว่าไม่มี มีข่าวลือว่าผมก็จะไปต่างประเทศเหมือนกัน จึงต้องสยบข่าวลือ
โดยไปต่างจังหวัดให้มากที่สุดก่อนเลือกตั้ง ขอให้รับฟังข่าวลืออย่างมีสติ ตรึกตรองก่อน
อย่าเชื่อข่าวลือง่ายๆ กกต.จะร่วมมือร่วมใจกันจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้
ให้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม" เลขาฯ กกต.กล่าว

แดงตปท.จับตา 4 กกต.ไปทัวร์

เมื่อเวลา 19.30 น.ที่สนามกีฬาโรงเรียนวัดดอนตูม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมด้วยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำเพื่อไทย
ขึ้นปราศรัยหาเสียงต่อหน้าประชาชนประมาณ 5 พันคน
ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย น.ส.ยิ่งลักษณ์ปราศรัยว่ายืนยันว่าเพื่อไทยจะสานต่อนโยบายเดิม
และเพิ่มในส่วนที่เป็นประโยชน์ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ และเบี้ยอสม.
ที่สำคัญเมื่อผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นก็จะมีกองทุนพัฒนาสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท
เพื่อพัฒนาการ ทำงานของสตรีด้านต่างๆ

นายณัฐวุฒิปราศรัยตอนหนึ่งว่า กกต. 4 คนไปดูงานต่างประเทศช่วงใกล้เลือกตั้งล่วงหน้า
ทำให้องค์ประชุมลงมติตัดสินเรื่องต่างๆไม่ได้ แล้วคดีที่ร้องเรียนต่างๆจะทำอย่างไร
ที่สำคัญใกล้เลือกตั้งล่วงหน้า หากกกต.กลับมาไม่ทัน ใครจะรับผิดชอบ ที่พูดไม่ได้วิตกจริต
แต่เห็นว่าไม่เหมาะสม และถ้า 2-3 วันก่อนเลือกตั้งล่วงหน้า กกต.ยังไม่กลับมา
จะบอกพี่น้องเสื้อแดงในเดนมาร์ก และสหรัฐไปสืบว่านอนโรงแรมไหน
ถ้ายังไม่กลับก็จะให้เสื้อแดงไปอุ้มกลับมา ไม่ทราบว่าเล่นเกมอะไรกันอยู่
แต่ในเมื่อความยุติธรรมใช้ไม่ได้ก็ต้องฟ้องประชาชนว่าให้กลับมาได้แล้ว



http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakU0TURZMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOaTB4T0E9PQ==

นายกฯ ‘ผู้หญิง’ ดีกว่า นายกฯ ที่ไม่ใช่ ‘ลูกผู้ชาย’!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ช้าวันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน 2554 ผมได้ฟังคุณสุคนธ์ ชัยอารีย์ นักข่าวและหนังสือพิมพ์รุ่นเก่า ซึ่งโด่งดังมาจากคอลัมน์“ชัย อารีย์ ร้องทุกข์” ในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” และมาต่อที่ “สยามรัฐ” ปัจจุบันท่านหันมาเอาจริงเอาจังทางวิทยุ
แม้อายุกว่า 70 ปี แล้ว แต่ สุคนธ์ ชัยอารีย์ ผู้ใช้นามสกุลเป็นนามปากกา คือ“ชัย อารีย์” ก็ ยังขยัน ตื่นก่อนรุ่งสาง เพื่อไปคุยข่าวเล่าเรื่อง ที่วิทยุคลื่น Fm 97 MHz ตั้งแต่ตีสี่ถึงหกโมงเช้า สัปดาห์ละ 5 วัน ซึ่งถือว่าเก่งทีเดียว สำหรับคนอายุปูนนี้
คุณ“ชัย อารีย์” ได้พูดถึงข่าวที่ลงเกี่ยวกับ“โพลสันติบาล” หรือโพลที่ผู้คนเข้าใจว่า จัดทำโดยตำรวจสันติบาล เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยได้วิจารณ์เพิ่มเติม ต่อจากข่าวที่เล่า ว่า
ตำรวจสันติบาลนั้น มีการ “ประเมินผลการเลือกตั้ง” หรือ ที่ชาวบ้านชอบเรียกจนติดปากว่า การทำ “โพล” (ซึ่งความจริงไม่ใช่โพล) มานมนานแล้ว และในวงการหนังสือพิมพ์รู้ดี ทั้งยังให้การยกย่องว่า กรรมวิธีและการประเมินผล ของหน่วยงานนี้
เชื่อถือได้!
เจ้าของนามปากกา“ชัย อารีย์” ยังเสริมต่อไปด้วยว่า การคาดการณ์เลือกตั้งของสันติบาลนั้น...
...แม่นยำมาก ชนิดไม่เคยทำนายผิดเลย!!
ท่านผู้อ่านฟังแล้ว รู้สึกอย่างไรครับ?

ที่ผมต้องนำเรื่องนี้มาเขียน เพราะการที่หน่วยงานของทางราชการ ซึ่งมีหน้าที่สืบสวนหาข่าวการเมือง และความมั่นคงของชาติมาเนิ่นนาน อย่างตำรวจสันติบาลนั้น มีประวัติและผลงานดีเด่น แต่ความที่เป็นหน่วยงานการข่าว ซึ่งคุ้นเคยกับการ “ปิดลับ” สันติบาลจึงมีแนวทางในการทำงานชัดเจนว่า
จะไม่โฆษณาผลงานตัวเอง!
แต่...พวกเขากลับต้องถูกตำหนิทุกครั้งไป เมื่อข่าวอันไม่เป็นมงคล อันมาจากผลโพล หรือการประเมินผลได้ถูกเผยแพร่ออกไปว่า
พรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันนั้น กำลังจะพ่ายแพ้ แบบย่อยยับ ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง!
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่พรรคแกนนำรัฐบาลโลซก อย่างประชาธิปัตย์ ต้องออกอาการสะดุ้งหวาดหวั่น ที่และขัดเคืองเป็นอย่างยิ่ง ที่มีข่าวสารเช่นว่านั้น หลุดออกไปปรากฏต่อสาธารณะ
ผู้คนจึงคาดการณ์กันว่า ฝ่ายการเมืองจะต้องมีการหาเหตุลงโทษ ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานตำรวจสันติบาล เพื่อให้เป็นที่สะใจ และชดเชยกับการที่พวกเขาต้องเสียหน้า แทนที่คนในพรรครัฐบาลจะยอมรับ แล้วกลับมาสำรวจ พร้อมตั้งคำถามตัวเองและสมาชิกพรรคตัวเอง ว่า
“ใครไปทำ ‘ระยำหมา’ อะไรเอาไว้วะ ชาวบ้านเขาถึงจะไม่เลือกพรรคเราแล้ว!?”
อย่างนั้นต่างหาก...ถึงจะถูกต้อง!!

จากประสบการณ์ของตัวเอง ผมบอกได้เลยว่า การที่สันติบาลสามารถทำงานได้ดี เพราะเขามีการทำงานที่เป็นระบบ ระเบียบ ตามหลักนิยมและแบบธรรมเนียม ของหน่วยข่าวกรองของโลกอารยะ
นอกจากยังมีการเก็บข้อมูลต่างๆไว้เป็นคลัง ตามมาตรฐานอันเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็น แฟ้มเรื่องราว แฟ้มบุคคล หรือแฟ้มพื้นที่ ซึ่งบรรจุตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน ไปจนถึงข้อมูลที่ละเอียด และอ่อนไหวอย่างที่สุด เอาไว้ด้วย

ดังนั้น การที่ “มติชน” หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ ได้พาดหัวตัวไม้ เมื่อวันเสาร์ 11 มิ.ย. 2554 ระบุว่า
“โพลสันติบาลชี้ พท. ทิ้งขาด แลนด์สไลด์"
เรื่องนี้จึงกลายเป็น talk of the town ไปอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นความไม่ “สันติ” ที่ “บาน” ไปทั่วประเทศ ชนิดเป็น “สันติหุบ” ไม่ได้ เพราะมัน “หุบ” ไม่ลงนั่นเอง
น่าประหลาดนัก ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยโฆษกฯได้ออกมาและพยายามแถลง ‘หุบข่าว’ ดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น โดยปฏิเสธหน้าเฉยตาเฉยว่า
สันติบาล ‘ไม่’ เคยทำโพล เช่นว่านั้น!

ไม่รู้ว่า อีตาโฆษก สตช.แกจะได้มีโอกาสได้ฟัง“ชัย อารีย์” พูดทางวิทยุ อย่างที่ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง หรือไม่?
ข่าวที่ทางตำรวจแถลง บอกมีการบอกว่าจะให้จเรตำรวจ ทำการสืบสวนข้อเท็จจริง แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่า
สืบ สวนเสร็จแล้ว จะมีการแถลงให้ประชาชนทราบหรือไม่? หรือจะมีการสมคบคิดกัน ดัดแปลงผลการประเมิน ที่เรียกกันว่า “โพล” ของสันติบาล ให้ออกมา เป็นที่ถูกอกถูกใจรัฐบาลปัจจุบันอย่างนั้นหรือ?
เลยต้องขอพูด ‘ดักคอ’ กันเอาไว้ก่อน!

ยากจะบอกกับท่านผู้อ่าน แต่ให้ได้ยินไปถึงผู้บังคับบัญชาของ สตช.ว่า
เรื่องการประเมินผลของสันติบาล หรือที่เรียกกันตามสมัยนิยมว่า “โพล” นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ฝ่ายผู้กำลังจะสูญเสียอำนาจ ย่อมจะออกอาการขัดเคือง หรือไม่พอใจอย่างแรง เพราะจะทำให้ตัวเองหรือพรรคพวก ดูตกต่ำในสายตาประชาชน จนเป็นเหตุให้เสียขวัญ และกำลังใจกันไปกันหมดทั้งพรรค
เรื่องอย่างนี้ ในอดีตก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว และซ้ำซากด้วย!
ดังนั้น ขอนำข่าวเกี่ยวกับเรื่องโพลของสันติบาล ที่เคยมีมาในอดีต มานำเสนอท่านผู้อ่าน รวมทั้งให้โฆษกตำรวจและตัว ผบ.ตร. พิจารณากัน ณ ที่นี้
ข่าวนี้เกิดขึ้น ขณะกำลังจะมีการเลือกตั้ง เมื่อเกือบ 4 ปี ก่อน คือในปี พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่าง พรรคพลังประชาชน ที่มี คุณสมัคร สุนทรเวช ผู้ถือธงนำแทน พ.ต.ท.ทักษิณ กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีทหารและกลุ่มพันธมิตรสนับสนุนเต็มที่
ข่าวมีอย่างนี้ครับ...

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27พฤศจิกายน 2550 เขาพาดหัวว่า
“รมต. ‘พล่าน’ โพลสันติบาล”

เนื้อข่าวเขาบรรยาย เอาไว้ว่า

...เมื่อ วันที่ 27 พ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโพลของตำรวจสันติบาลระบุว่า
พรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง ได้เก้าอี้ถึง 219 เสียง ว่า ตนไม่แน่ใจว่าเป็นโพล ของสันติบาล เพราะ ผบ.ตร. ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ ไม่ทราบว่าตำรวจสันติบาลมีหน้าที่อะไรถึงไปทำโพล และถ้าเป็นโพลจริง ตนจะได้ถาม ผบ.ตร. ว่า
ตำรวจสันติบาลมีหน้าที่ทำโพล หรืออย่างไร?
"โพลดังกล่าวถือว่า ชี้นำแน่นอนไม่มากก็น้อย และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เพราะเคยมีการทำวิจัยมาแล้ว ดังนั้น จึงมักจะมีโพลชี้นำออกมา เพื่อที่จะตอกย้ำประชาชนเป็นระยะๆ ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งของการหาเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามไม่ทราบว่าใครไปจ้างทำโพล" รมต. ประจำสำนักนายกฯกล่าว

ลับลมคมในไม่น่าเชื่อถือ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะประสานกับทาง ผบ.ตร. เพื่อให้ระงับการทำโพลดังกล่าวหรือไม่ นายธีรภัทร์กล่าวว่า
ตน ไม่เคยได้ยินผู้บัญชาการสันติบาลบอกว่า เป็นโพลของท่านเลย จึงคิดว่าไม่ใช่โพลของสันติบาลแน่นอน เพราะการทำโพล ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย จะต้องอาศัยสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้องโดยตรงจึงจะได้ผลโพลอย่างแท้จริง ตนเป็นนักวิชาการและทำวิจัยมาแล้วยืนยันได้ว่า โพลที่ทำทั่วประเทศและมีความแม่นยำนั้น มีน้อยสถาบันที่จะทำได้ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่ใช่สุ่มตัวอย่างเพียงไม่กี่คนก็อ้างอิงว่าเป็นโพล ถ้าทำเช่นนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือคนอื่นไป ส่วนตัวเชื่อว่าโพลที่ออกมานั้นเป็นเครื่องมือทางการเมือง
"สื่อเองต้องถามตัวเองว่า ไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน ถ้าไปใช้คำลอย ๆ ว่า เป็นโพลสันติบาล ทางสันติบาลเขาอาจจะเสียหายได้ เพราะเขาไม่ได้ยอมรับว่าเป็นโพลของเขา โพลอะไรที่ไม่เป็นทางการมีลักษณะลับลมคมใน มันก็ไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรที่จะไปควบคุมการทำโพลของสำนักต่าง ๆ เพราะถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการ แต่จะต้องตอบคำถามว่าทำเพื่ออะไร" นายธีรภัทร์กล่าว

รับสำรวจจริง แต่ไม่ใช่โพล
ด้าน พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก สตช.กล่าวว่า สตช. ยืนยันว่าไม่ใช่การทำโพลของตำรวจสันติบาล หน้าที่ของตำรวจสันติบาลมีอย่างเดียวคือ การประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งในพื้นที่...

การที่ “ไอ้ตี๋” ธีรภัทร์ มันดันทะลึ่งออกมา โวยวายฟูมฟายอย่างนั้น ก็ไม่ต่างจากเหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นปัจจุบันไม่ผิดเพี้ยน เพราะข้อเท็จจริงที่มีอยู่เพียง สันติบาลเขา “ประเมินผลการเลือกตั้ง” ไปตามวงรอบข่าวกรอง และเป็นไปตามภารกิจของหน่วยงานโดยแท้ แต่...
การที่สันติบาลสามารถประเมินผลการเลือกตั้ง ได้แม่นยำ เป็นที่น่าเชื่อถือของสาธารณะ แม้กระทั่งในวงการหนังสือพิมพ์ก็ยังยกย่อง อย่างที่ “ชัย อารีย์” นักข่าวมือเก่าพูดให้เครดิตสันติบาล ในรายการของท่าน นั้น
ผู้เขียนบอกได้เลยว่า
ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะทักษะในการสืบสวนหาข่าว แบบ “มืออาชีพ” ของสันติบาลนั่นเอง เพราะ...

หน่วยงานนี้ มีการฝังตัวเจ้าหน้าที่และสายข่าว เกาะติดในพื้นที่อย่างเหนียวแน่น ยาวนาน บางคนแม้จะไม่ใช่คนในพื้นด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่จังหวัดที่ตนมีหน้าที่ประจำ มานานกว่าอายุของคนมีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากด้วยซ้ำไป
จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่พวกสันติบาล สามารถล่วงรู้ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปทั้งพื้นที่ เรื่องราว และบุคคล ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
นี่คือข้อเด่นมากๆ...ของตำรวจสันติบาล!
ผมเพิ่งคุยกับนายตำรวจสันติบาลเก่าคนหนึ่ง ซึ่งมือฉมังนักในเรื่องการประเมินผลเลือกตั้ง เขาบอกกับผมอย่างน่าสนใจว่า

content/picdata/304/data/photo1.jpg

มีบางพื้นที่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะอาจมีปรากฏการณ์ “ตาย-ยกรัง” คล้ายกับการเลือกตั้งกรุงเทพ เมื่อราวสามทศวรรษก่อน ที่นายถนัด หรือ พ.อ.ถนัด นามสกุลว่า “คอมันตร์” อดีตหัวหน้าพรรคดักดานในตอนนั้น รอดตายจากการเลือกตั้งในกรุงเทพ เพียงคนเดียวอย่างทุลักทุเล ด้วยคะแนนเสียงห่างจากคู่แข่งด้วยระยะ
แค่ “คอหมา” เท่านั้น!
พรรคการเมืองดักดาน อย่างประชาธิปัตย์นั้น ได้เสวยอำนาจในปัจจุบัน ชนิดขัดใจพี่น้องประชาชน พฤติกรรมของพวกเขาได้ฉายภาพของการ “ยกฝูง” กันเข้ามาหาประโยชน์ ไม่ต่างจาก “ไฮยีน่า” โดยพยายามทั้งรุมฟัด และกัดแทะกันอุตลุด ชุลมุนวุ่นวาย ดังที่ผมได้เขียนบรรยายเอาไว้ อย่างชัดเจน ในบทความหลายต่อหลายชิ้นต่อเนื่องกัน ใน www.vattavan.com ซึ่งคงผ่านสายตาท่านผู้อ่าน ไปบ้างแล้ว (อ่านย้อนหลังได้ เพราะเก็บไว้ครบถ้วน)
นี่เอง เป็นเหตุให้ในการเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึง พี่น้องประชาชนที่ทนไม่ได้ เขากำลังจะ ‘รวมตีน’ กัน
เพื่อ ‘ถีบ’ ประชาธิปัตย์ ตกจากอำนาจ ให้จงได้!
สิ่งที่คนในพรรคดักดาน กลัวกันมากเหลือเกิน ก็คือ
รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามานั้น จะต้องรีบเข้าตรวจสอบกรณีทุจริตต่างๆ ที่ประชาธิปัตย์กับพรรคพวก ก่อกรรมทำเข็ญ ไว้ให้กับประเทศ อันเป็นที่รักของพวกเราชาวไทย!!

พรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้เข้าสู่อำนาจและบริหารบ้านเมืองมากว่า 2 ปี พวกเขาและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะแคะไค้กรณีทุจริต ที่เคยกล่าวหาสมาชิกพรรคทักษิณเอาไว้ แต่ปรากฏว่า
ไม่เป็นผล สักเรื่องเดียว!
พูดอีกอย่างก็คือ
พรรคทักษิณ ไม่มีเรื่อง ‘ทุจริต’ ดังที่ถูกกล่าวหา นั่นเอง!!

เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเล่นๆว่า ไม่มีการทุจริตโดยทักษิณและพรรคพวก เพราะแม้กระทั่งเรื่องที่พรรคดักดาน อย่างประชาธิปัตย์ จะเคยแสดงความมั่นอกมั่นใจนักหนา ถึงกับร้องกรี๊ดวี้ดว้ายกะตู้วู้ บอกกับประชาชน ว่า
มีพยานหลักฐานแน่นหนา ที่จะมัดพรรคทักษิณ ในคดี
CTX แต่คดีดังกล่าว ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะรับดำเนินคดีกันมา ตั้งแต่ครั้งแก๊ง ค.ต.ส. เรืองอำนาจ มาถึงมือของ ป.ป.ช. แต่จนกระทั่งหลายปีผ่านไป มาถึงวันนี้แล้ว...

...ไอ้หน่วยงานโลซก ไร้ประสิทธิภาพอย่าง ป.ป.ช. นั้น
มันยังไม่สามารถ ฟ้องหมู...ฟ้องหมา ได้สักตัวเดียว!

นอกจากความพยายาม ที่จะฟ้องร้องกล่าวหา พรรคพวกทักษิณในเรื่องทุจริตไม่ได้แล้ว แต่เรื่องกลับโอละพ่อ เพราะพรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์นั่นแหละ ที่ต้องตกเป็น
“จำเลยสังคม”
กล่าวคือ
เพียงเข้าบริหารประเทศ แค่ตดยังไม่ทันหายเหม็น ก็มีรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ก็เข้าไปพัวพันในเรื่องที่ไม่โปร่งใส และไร้จริยธรรมทางการเมืองอย่างยิ่ง จนกระทั่งต้อง ‘ลาออก’ จากตำแหน่งไป 2 คน
ใช่แต่แค่นั้นนะครับ...
คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงหมอ ดันเสือกไปทำรุ่มร่าม ส่อไปในทางหาประโยชน์จากบริษัทเอกชน จนเขาถ่ายคลิปเอาไว้ได้ ทนหน้าด้านต่อไปไม่ไหว
จนต้องยกโขยง...ลาออกทั้งชุด!
ส่วนคนที่เคยเป็นรองนายกฯ และคุมโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” หรือที่พี่น้องชาวบ้าน เขาชอบเรียกขานกันว่า
“โครงการ ‘แดก’ สารพัดทิศ”
มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งไป หลังจากที่น้องชายที่เอาเข้ามาช่วยงานการเมือง เพื่อคุม “โครงการ-สารพัดแดก” ต้องลาออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ก็คือ...
แทน ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเอาคนพวกนี้เข้าคุก หรือสอบสวนหาความผิดกันอย่างจริงจัง กลับขาดจริยธรรมทางการเมืองอย่างร้ายแรง ด้วยการเมินเฉยต่อการดำเนินคดี กับคนเหล่านี้!
มันดันทำลืมๆ กันไปเสียนี่...ไอ้ทุเรศ!!

ดังนั้น เมื่อโพลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะจัดทำโดยสถาบันต่างๆ หรือการประเมินผลของสันติบาล ยิ่งออกมาเขย่าขวัญมากขึ้นเท่าใด ก็ดูเหมือนว่า คนในพรรคดักดาน อย่างประชาธิปัตย์
ยิ่งประสาทจะ ‘แดก’ มากขึ้นเท่านั้น!
นี่ได้ยินข่าวว่า พรรคเก่าแก่ดักดานนี้ ได้ทุ่มความหวังไปที่
ไอ้โพลเฮงซวย อย่าง เอแบดโพล (A-Bad Poll) ที่คอยสอพลอพรรคนายมาร์ค มุกควาย ดันออกข่าวมาว่า
จะทำ Exit Poll วันเลือกตั้งล่วงหน้า!
ชาวบ้านเขากำลังพากันจับตาดู ว่า ไอ้ ‘โพลสัปรังเค’ ที่แม้แต่สถาบันของมัน ยังถูกร้องเรียนจากนักศึกษา ว่า “โกงได้แม้กระทั่ง นักศึกษาของตัวเอง” นั้น
มันจะทำโพลตอแหล ตอหลด ตดใต้น้ำ หลอกลวงให้ผู้คนเขาหลงเชื่อ เหมือนกับนักศึกษาที่น่าสงสาร ได้อย่างไรกัน?

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

แม้ก่อนการเลือกตั้ง เหล่าบรรดามารเล็กมารใหญ่ ทั้ง “ไอ้เกือกหน้าม้า-ไอ้หมาหน้าหมอ” มันยกโขยงทัพเดรัจฉาน ตามแห่ตามแหนกันเป็นระลอกๆ โดยมีจุดมุ่งหมายจะไปก่อเวรร่วมกัน ด้วยการปั้นเรื่องโจมตีผู้สมัคร ‘หมายเลข 1’ ซึ่งเธอกำลังนำทัพชาวบ้าน อันประกอบด้วยพลเมืองที่รักชาติ และรักประชาธิปไตย
เข้าชิงตำแหน่ง ‘ผู้นำ’ แห่งสยามประเทศ!
แต่...

content/picdata/304/data/photo2.jpg

การกระทำของบรรดา “ไอ้และอี...กาลี” ที่เป็นองครักษ์พิทักษ์แมลงสาบ ไม่สามารถสร้างความระคายเคือง ให้กับสุภาพสตรี ‘หมายเลข 1’ ผู้ที่ท่านเห็นในภาพเลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำ เธอกลับได้รับความเห็นอกเห็นใจ และความรักจากพี่น้องประชาชน อย่างท่วมท้นล้นคณนาอีกต่างหาก ซึ่งสอดคล้องกับท่วงทำนองของ “บารมีกถา” ที่ว่า...

“เพราะ ‘มาร’ มันมี ...บารมีจึงบังเกิด”

ในที่สุดแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น ที่พี่น้องประชาชนคนในประเทศไทยที่รักของเรา คงจะได้ฉลอง...

“นายกรัฐมนตรี ‘ผู้หญิง’ คนแรก เพราะยังไงๆ ก็ดีเลิศประเสริฐศรีกว่า...นายกฯที่มันไม่ใช่ ‘ลูกผู้ชาย’ แน่ๆ!!!”

....................

(คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน นายกฯ ‘ผู้หญิง’ ดีกว่า นายกฯที่ไม่ใช่ ‘ลูกผู้ชาย’!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน 2554)

เก็บตก ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ ช่วยผู้สมัครหาเสียง 17/06/54

ที่มา blablabla

โดย

บรรยากาศ จ.ราชบุรี




พร้อมด้วยท่านชัยสิทธิ์ ชินวัตร

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/06/54 เลือกคนดีๆ นะ..จุดยืนของมัน จุดเสียวของเรา

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



เสียงข่มขู่ คุกคาม พูดหยามหยัน
ว่าพวกมัน ดีแท้ แย่ตรงไหน
บอกรักชาติ ประชาชน รักคนไทย
เชื่อสิเชื่อ ให้ไว อย่าโลเล....

ไม่เคยฆ่า คนไทย ไหน..ใครบอก
ไม่กลับกลอก งี่เง่า ไม่เจ้าเล่ห์
ไม่ยึดอำนาจ สร้างริยะ อย่างจำเจ
ไม่โยเย ย้อนยอก ออกทีวี....

เห็นจุดยืน แล้วขำ น้ำตาเล็ด
บอกเบ็ดเสร็จ "เราดีนะ" อย่าหน่ายหนี
คำสำรอก เลือกตั้ง หวังคนดี
แต่อัปรีย์ แฝงไว้ ในใจมาร....

หวังจะลับ ลวง พราง บนทางมืด
แต่กำพืด สับปลับ ที่ขับขาน
เผยตัวตน คนชั่ว ตัวสามานย์
ด้วยสันดาน แยบยล พวกคนเลว....

นั่นนะหรือ คือ..ประชาธิปไตย ใต้ท้อปบู้ท
บทพิสูจน์ ความจริง กว่าดิ่งเหว
เอาวาจา โหมใส่ ดุจไฟเปลว
สร้างแหลกเหลว ทั่วถิ่น แผ่นดินนี้....

ร่วมกำจัด พวกชั่ว ตัวอุบาทว์
แล้วเติมวาด ด้วยรัก แห่งศักดิ์ศรี
สร้างความสุข ชื่นบาน ให้นานปี
สมเมืองนี้ เป็นถิ่นทอง ของชาวไทย....

๓ บลา / ๑๘ มิ.ย.๕๔

บทวิเคราะห์นโยบายการเกษตร เพื่อไทยVS ปชป.:จะเอาประกันราคาหรือรับจำนำกันดีพี่น้อง..?

ที่มา ประชาไท

ชาวนา ลูกหลานพระยาคันคาก

การ เลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันนี้ พรรคการเมืองหลายพรรคต่างก็มีนโยบายด้านการเกษตรออกมาหาเสียง ที่น่าสนใจคือ นโยบายประกันรายได้ และนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก ที่ถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศ

จากข้อมูล เมื่อเดือน ตุลาคม 2553 มีตัวเลขผู้มาลงทะเบียนเกษตรกรแล้วกว่า 6,796,241 ครอบครัว มีจำนวนเกษตรกร 19,824,665 ราย เกษตรกรจำนวนทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการนี้โดยตรง เพราะปัจจุบันนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรจะดำเนินการโดยใช้ฐาน ข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกรเกือบทั้งสิ้น

คำถามหลักที่น่าสนใจ ก็คือว่า เกษตรกรอยากจะได้ ประกันรายได้แบบรัฐบาลประชาธิปัตย์หรือว่า อยากจะได้แบบรับจำนำข้าวเปลือก ของพรรคเพื่อไทยกันแน่ ?

เริ่มจากนโยบาย ประกันรายได้ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ให้เงินชดเชยส่วนต่างของราคาข้าวเปลือกกับเกษตรกรในลักษณะของการอิงกับ พื้นที่ตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยไม่เกินครอบครัวละ 30 ไร่ และจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน 30 ตัน

เหตุผลความชอบใจของ ชาวบ้านต่อนโยบายนี้ก็คือ เมื่อเทียบกับแบบรับจำนำแล้ว เขาได้เงินทันทีหลังจากที่ขายข้าว และ ยังได้เงินส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า เงินตาม คือเงินชดเชยส่วนต่าง ตามมาทีหลังอีก แน่นอนว่า คนที่ชอบแบบนี้ ทุกคนมีความพอใจกับเงินตาม ที่ได้เป็นเงินก้อน แม้ว่าราคาข้าวที่ขายจะไม่สูงนัก แต่พอรวมกับเงินตามที่ได้จากส่วนต่างแล้ว ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ แม้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว ราคาขายข้าวเมื่อรวมเงินตามแล้วจะต่ำกว่าราคาเกณฑ์อ้างอิงก็ตาม เช่น กรณีชาวนาปรัง โดยปกติชาวนาเกี่ยวข้าวขายสดเลย โรงสีก็จะหักค่าความชื้นออก แต่ราคาตามเกณฑ์เป็นราคาที่ความชื้น 15% ซึ่ง ในความเป็นจริงไม่น่าจะมีเกษตรกรนาปรังคนใดขายข้าวที่ความชื้น 15%แน่นอน
นอก จากนี้ความน่าสนใจอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าจะมีข้าวขายหรือไม่มีข้าวขาย การประกันราคา ก็จะให้เงินชดเชยส่วนต่างกับชาวนาทุกคนอย่างทั่วถึง ต่างกับการรับจำนำ ที่เกษตรกรจะต้องมีข้าวไปขายโรงสีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ในราคารับจำนำ ถ้าเกิดข้าวเสียหาย เกิดโรคระบาด ผลผลิตได้น้อย กรณีนี้เกษตรกรก็อาจจะไม่ได้เงินมากนักแม้ว่าราคารับจำนำจะสูงก็ตาม
และยังน่าสนใจอีกว่าชาวนาที่มีที่นาน้อย อาจจะไม่เกิน 30 ไร่ มีแนวโน้มที่จะชอบการประกันรายได้มากกว่าการรับจำนำ
สำหรับ เกษตรข้าวนาปี กรณีทางภาคอีสาน ชาวบ้านส่วนใหญ่น่าจะชอบประกันรายได้มากกว่ารับจำนำ เพราะเขาได้เงินเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะขายข้าวหรือไม่ขายข้าวก็ตาม เพราะโดยมากแล้วชาวนาทางภาคอีสานจะเก็บข้าวไว้กินส่วนหนึ่งและขายบ้างบาง ส่วน เมื่อการประกันรายได้อิงเกณฑ์ตามพื้นที่ทำนา ทำให้เงินชดเชยส่วนต่างไปถึงทุกครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน แม้ว่าจะมีส่วนต่างไม่มากนักก็ตาม
ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็น เพียงส่วนหนึ่งของเหตุผลความพอใจของเกษตรกรต่อ นโยบายการประกันรายได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาจากโครงการนี้ ก็มีให้เห็นไม่ต่างจากโครงการอื่นๆของรัฐบาล แต่โครงการนี้ถือว่าสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเกือบยี่สิบล้านคนทั่ว ประเทศ
ปัญหาที่พบก็มีมากมาย เช่น ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกโครงการมีเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าร่วม ทำให้เสียสิทธิ์ไป ดังนั้นจึงพบว่าการเปิดลงทะเบียนในรอบต่อๆมา จะมีผู้มาแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกันเพิ่มขึ้นเท่าตัว และในช่วงรอบแรกของโครงการที่การดำเนินงานยังไม่รัดกุม ในช่วงเวลานั้นพบว่านอกจากการแจ้งแปลงนาแล้ว ยังมีการแจ้ง ที่บ้าน ที่สวน ที่ไร่ ร่วมด้วย ทำให้ตัวเลขพื้นที่นาที่รัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นในรอบหลัง จึงมีการกำหนดให้ต้องถ่ายรูปแปลงนาประกอบด้ว
นอก จากนี้การจำกัดพื้นที่และจำกัดเพดาน ซึ่งรอบแรกจำกัดไว้ที่ 25 ตัน และเพิ่มเป็น 30 ตันในรอบนาปีของปี 2553 การจำกัดในลักษณะนี้ส่งผลผระทบต่อคนที่ทำนามากกว่า 30 ไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องมีความยุ่งยากมากขึ้นในการที่จะให้ได้เงินชดเชยตามพื้นที่ ที่เขาทำนาจริงมากที่สุด จึงมีทั้ง แบ่งโฉนด ย้ายทะเบียนบ้าน หาคนมาลงทะเบียนแทน เพราะเพดานที่จำกัดไว้นั้น หากชาวนาแจ้งตามเพดาน แต่ถ้าเขาทำนามากกว่านั้น แสดงว่าข้าวส่วนที่เหลือก็ต้องขายในราคาที่ถูกกว่าราคาประกันมาก ต่างกันอย่างน้อย 1,000-2,000 บาท เลยทีเดียว หนักเข้า ก็มักจะถูกหาว่าชาวบ้านโกง ทั้งที่ในความเห็นของชาวบ้านแล้ว เขารู้สึกว่านั่นเป็นเงินส่วนที่เขาควรจะได้มิใช่หรือ นอกจากนี้แล้ว การขึ้นลงของราคาข้าวตามเกณฑ์อ้างอิงนั้นก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหมายถึง เงินค่าชดเชยส่วนต่างที่แตกต่างกันในลักษณะนี้จึงทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเขา ต้องคอยลุ้นว่าจะได้ราคาที่เท่าไหร่ ได้ส่วนต่างที่เท่าไหร่ ชาวบ้านหลายคนจึงบอกว่า ที่เขาเรียกเงินตามนั้นถูกแล้วเพราะเขาต้องคอยตามเงินว่าจะได้เท่าไหร่กัน แน่
มาถึงนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกของพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าชาวบ้านที่ชอบนโยบายรับจำนำ พวกเขาฝันถึงข้าวราคาเกวียนละ 15,000 บาท ที่เขาเคยได้ และมั่นใจว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเขาจะได้ขายข้าวที่ราคานี้ หรือยังไงก็ไม่ต่ำกว่าเกวียนละหมื่นแน่ๆสำหรับข้าวนาปรัง ส่วนพวกพ่อค้าโรงสีก็คงรอนโยบายนี้ด้วยใจจดใจจ่อด้วยเหมือนกันเพราะงบ ประมาณจากโครงการนี้นั้นมหาศาลทีเดียว ยิ่งในช่วงนี้ยังมีข่าวว่าบรรดาโรงสีพากันซื้อข้าวกักตุนไว้เพราะข้าว ตามนโยบายประกันรายได้มีราคาถูก แล้ว รอเอาข้าวไว้ขายในช่วงหลังเลือกตั้งที่พวกเขาคาดว่าจะมีการรับจำนำข้าวเกิด ขึ้นแน่นอน
มาดูเหตุผลความชอบใจของเกษตรกรต่อโครงการรับ จำนำข้าว แน่นอนว่ามีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่พอใจและรู้สึกมั่นใจกับนโยบายรับ จำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย เหตุผลความชอบใจประการหนึ่งคือ เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าข้าวที่เขาขายได้มีราคาสูงกว่าการประกันราคา และไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดด้วยพื้นที่ แม้ว่าจะมีการจำกัดเพดานไว้ที่ 45 ตัน ก็ตาม ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ จากการรับจำนำ โดยไม่ต้องมาคอยลุ้นว่าจะได้ส่วนต่างเท่าไหร่กันแน่ ชาวนาที่ทำนาหลายๆไร่ และทำนาได้ผลผลิต 80 ถัง หรือขึ้นไปถึงไร่ละตัน เขาย่อมพอใจและมีความสุขที่ได้ขายข้าวราคาสูงตามปริมาณข้าวที่เขาได้เก็บ เกี่ยวจริง โดยไม่ต้องมาใช้วิธีพิเศษจนถูกเรียกว่า โกง อย่างที่มีข่าวกัน และอาจจะปล่อยให้คำนี้ตกไปอยู่ที่บรรดาพ่อค้าโรงสี ที่หัวดีกว่าชาวนา (ฮ่าฮ่า) ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ก็รู้ว่าส่วนใหญ่โรงสีก็มักจะมีวิธีพิเศษเช่นกัน แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าข้าวที่เขาขายได้นั้นขอให้มีราคาสูงก็ พอ
เมื่อพูดถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ลงทะเบียน เพื่อร่วมโครงการ ดูเหมือนว่าชาวนาส่วนใหญ่จะชอบ วิธีปฏิบัติแบบรับจำนำกันเสียมาก ด้วยเพราะเขาให้เหตุผลว่า ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อน ไม่ต้องมีเอกสาร และขั้นตอนมากมายเหมือนการประกันราคา ที่ชาวนาต้องวิ่งถ่ายสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งเจ้าของนาหวงนักหวงหนา ต้องถ่ายรูปแปลงนา ต้องรอประชาคม แต่การรับจำนำเพียงแต่เอาใบขายข้าวจากโรงสีไปยื่นที่ ธกส. แล้วรอเงินโอนเข้าบัญชีเท่านั้น อย่างไรก็ตามชาวบ้านบอกว่า ทั้งการประกันรายได้ และการรับจำนำ นั้นชาวบ้านต้องรอการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งอาจจะใช้เวลานานเกือบเดือนก็มี
ชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็น ว่าการรับจำนำเปิดโอกาสให้ชาวนาเลือกราคาข้าวได้ มากกว่าการประกันรายได้ เช่น ในช่วงที่ข้าวราคาดี ชาวนาก็อาจจะตัดสินใจขายสด คือขายไม่เข้าโครงการ แต่เอาเงินสดไปเลย แต่ถ้ายังไม่พอใจราคา ก็อาจจะเข้าโครงการรับจำนำ แล้วรอราคาข้าวให้ข้าวราคาดี แล้วค่อยขายก็ได้ แต่กรณีนี้ชาวนาที่ต้องการเงินสดหมุนเวียนอาจจะไม่ชอบนักเพราะต้องรออีก ระยะจึงจะได้รับเงิน แม้ว่าจะได้รับเงินมากกว่าขายสดก็ตาม
อย่าง ไรก็ตามการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะ มีปัญหาอยู่มากทีเดียว แม้ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริง ชาวนาก็ยังขายได้ต่ำกว่าราคารับจำนำ เพราะถูกหักค่าความชื้นอยู่ดี แต่ยังไงก็ถือว่าดีกว่าการประกันรายได้
แต่จุดที่เป็นปัญหา ของโครงการรับจำนำนั้นดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับโรงสี เกือบทั้งสิ้น เพราะโครงการนี้ดำเนินการผ่านโรงสี ต่างจากการประกันรายได้ที่ดำเนินการผ่านชาวนาโดยตรง ทำให้ในขั้นตอนปฏิบัติ การ มีวิธีพิเศษมากมายที่โรงสีสามารถทำกำไรจากโครงการลักษณะนี้ ในขณะที่การประกันรายได้ลดบทบาทของพ่อค้าโรงสีไป แต่ก็ทำให้พ่อค้ามีโอกาสกดราคารับซื้อได้มากขึ้น แต่การรับจำนำนั้นโรงสีมีบทบาทสำคัญ และเป็นการเปิดโอกาสให้โรงสีสามารถใช้วิธีพิเศษกับโครงการนี้ได้โดยไม่ยาก นัก ดังที่เป็นข่าวทราบกันทั่วไป
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ นโยบายรับจำนำนั้นชาวบ้านที่ปลูกข้าวนาปีทั้งไว้กินและแบ่งขายบ้าง อาจจะไม่ได้ประโยชน์นักจากนโยบายรับจำนำ แม้ว่าจะมีการตั้งเกณฑ์รับซื้อไว้สูง แต่เอาข้าวจริงๆ แล้ว ข้าวที่ชาวนานำไปขายนั้นมีจำนวนไม่มากนัก และราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีนั้น ก็จะถูกพ่อค้ากดราคารับซื้ออยู่แล้ว เช่น ข้าวหอมมะลิ ถ้าราคารับจำนำอยู่ที่ 15,000 บาท ราคาที่ชาวบ้านขายได้ในเวลานั้นก็น่าจะอยู่ที่ 11,000-12,000 บาท เท่านั้น แต่พอถึงช่วงข้าวแพง ชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่มีข้าวขาย ผลประโยชน์ของการรับจำนำจึงน่าจะไปตกอยู่กับโรงสีมากกว่า
อย่าง ไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบการใช้งบประมาณระหว่างการรับจำนำกับการประกันรายได้ พบว่าการรับจำนำนั้นใช้งบประมาณมากกว่าการประกันรายได้อยู่มากทีเดียว เพราะการรับจำนำนอกจากต้องใช้งบสำหรับการรับซื้อข้าวแล้วยังต้องมีงบประมาณ สำหรับการจัดเก็บอีกด้วย แต่ก็เถอะ รัฐบาลใช้งบประมาณไปอุดหนุนภาคธุรกิจอื่นๆ ก็ตั้งมากมาย แล้วถ้างบประมาณจะมาอุดหนุนชาวนารายย่อยบ้างจะเป็นไรไป แม่นบ่..พี่น้อง
คำถามสุดท้าย แล้ววันเลือกตั้งชาวบ้านจะเลือกนโยบายแบบไหน จากการสอบถามเกษตรกรจำนวนหนึ่ง พบว่ามีทั้งคน ที่ชอบ และ ไม่ชอบ นโยบายการประกันรายได้ และนโยบายรับจำนำ และความชอบหรือไม่ชอบในสองนโยบายนี้ ก็อาจจะไม่เกี่ยวกันนักกับความนิยมในพรรคการเมืองนั้นๆ แต่อาจเกี่ยวข้องกับ ความพอใจกับรายได้ที่ได้จากการขายข้าวเป็นสำคัญ และเป็นไปได้อย่างมากที่ พี่น้องชาวอีสาน ถึงแม้ว่าจะชอบประกันรายได้ แต่ว่าจะกาเบอร์หนึ่ง (ฮา)

ณัฐวุฒิถึงอภิสิทธิ์ 2 : จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขังแต่อย่าโกหกกันขนาดนี้

ที่มา ประชาไท

ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ มาตามสัญญา โต้ข้อความที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีความตาย 91 ศพในเฟซบุ๊ก ถามอภิสิทธิ์ "คนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชนและร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ ไหม"

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตอบโต้ข้อความที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขียนลงโน้ตในเฟซบุ๊กเป็นตอนที่ 4 โดยณัฐวุฒิโพสต์ลงหน้าวอลล์ของตนเองว่า "คุณอภิสิทธิ์เขียนบันทึกมาแล้วผมขอร่วมเขียนด้วยตามที่ได้บอกไว้ครับ" หลังจากนั้นจึงโพสต์ข้อความติดต่อกันผ่านไอแพด ระหว่างรอการปราศรัย

1. การอ้างเหตุว่ามีการยิงเอ็ม 79 ตามที่ต่างๆทำให้ถูกกดดันให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมเลื่อนลอยน่าใจหาย ในเมื่อรัฐบาลหาตัวคนทำความผิดไม่ได้จะมีความชอบธรรมอะไรจัดการประชาชนผู้ บริสุทธิ์ คุณอภิสิทธิ์พยายามบอกว่าตัวเองถูกกดดันจากประชาชนให้ใช้ความเด็ดขาดตลอด เวลาผมไม่เข้าใจว่าระหว่างกดดันให้ยุบสภาเพราะคุณมาด้วยอำนาจพิเศษกับกดดัน ให้สลายการชุมนุมซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายทำไมเลือกใช้ความรุนแรง ครับ

2. เรื่องรพ.จุฬาฯ เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของเพื่อนเราบางคนเพราะเชื่อว่ามีกำลังทหารอยู่ใน นั้น หลังเกิดเหตุเราแถลงยอมรับความผิดพลาดพร้อมทั้งขออภัยทางรพ. รวมทั้งเปิดพื้นที่ชุมนุมบางส่วนทั้งที่ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยเพราะความ ชัดเจนเรื่องกำลังทหารยังไม่มี มีการย้ายผู้ป่วยบางส่วนออกจากรพ.ก่อนหน้านี้เหลือบางรายที่ย้ายหลังการเข้า ไปตรวจสอบโดยผู้ชุมนุม แม้เป็นเรื่องไม่ควรเกิดแต่ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างของการสังหารหมู่ประชาชนครับ

3. ข้อเสนอวันเลือกตั้งได้รับการตอบรับตั้งแต่ต้นแต่ประเด็นที่เรายังยอมรับไม่ ได้คือไม่มีการพูดถึงความรับผิดชอบต่อความตายของประชาชน ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณมาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลยเพราะแกนนำ ได้ประกาศมติหลังเหตุการณ์10เม.ย.แล้วว่าไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม ตัวเองถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายเรายังปฏิเสธนิรโทษกรรมแล้วเรายังจะไปคิด เรื่องพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร

4. ข้อเรียกร้องคือให้นายสุเทพเข้ามอบตัวในคดีสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนตายเกือบ 30 ชีวิตเพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้มีอำนาจคนใดใช้กำลังกับประชาชนโดยไม่ ต้องรับผิดชอบอีกแต่นายสุเทพกลับทำเพียงแค่ไปปรากฏตัวที่ DSI ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครในรัฐบาล ถูกดำเนินคดีหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับการเจรจาแล้วก็สั่งกำลังทหาร เข้ามาจนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 91 ศพ

5. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าพยายามเจรจา แล้วทำไมจึงปฏิเสธกลุ่ม สว.ที่มาพบพวกผมหลังเวทีในวันที่18พ.ค. ทั้งที่พล.อ.เลิศรัตน์และคณะยืนยันว่าคุณรับรู้ทุกขั้นตอน เราแถลงข่าวร่วมกันว่าวันที่ 19 เป็นวันเจรจา ผมบอกคณะ สว.ด้วยว่าเราพร้อมยุติการชุมนุมทันที คุณอภิสิทธิ์ก็ทราบเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเปลี่ยนวันเจรจาเป็นวันสังหาร เพราะเตรียมการมาตลอดใช่ไหม บอกสว.ให้มาคุยกับเราจนทุกฝ่ายสบายใจแล้วค่อยลงมือ วิธีการนี้ไม่อำมหิตกับประชาชนไปหน่อยหรือ

6. การบอกว่าความตาย14-18 พ.ค.เพราะการปะทะระหว่างกองกำลังชุดดำกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องอธิบายว่าทำไมคน ที่ตายไม่มีอาวุธในมือแม้แต่คนเดียว พลุไฟตะไลของเล่นที่บางคนถือเรียกว่าอาวุธไหม ศพไหนที่เป็นผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ยิงโดนใครบ้างหรือไม่มีเลย และถามจริงๆว่าคนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชนและร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ ไหม

7.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเป็นผู้รักษากฎหมาย แล้วกฎหมายข้อไหนอนุญาตให้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน มาตราใดให้อำนาจประกาศเขตกระสุนจริง หลักสากลที่ไหนให้เอาสไนเปอร์มาใช้กับการชุมนุม กระสุน 2 พันกว่านัดที่ใช้ไปทำไมใกล้เคียงกับยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากต้องรับผิดชอบกับ 91 ศพที่กรุงเทพฯแล้วยังต้องรวมถึงทุกชีวิตในกลุ่มอาหรับที่ตายเพราะสไนเปอร์ใน การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย คุณคือผู้นำคนแรกของโลกที่ใช้วิธีนี้กับประชาชน

8. ประหลาดใจมากกับเรื่องคนทำบั้งไฟที่ถูกไอ้โม่งชุดดำยิงตายแล้วเผาหน้าวัด ปทุมฯ คุณเก็บเรื่องนี้ไว้กว่า 1 ปีได้อย่างไร ไม่มีใครเคยได้ยินทั้งอภิปรายในสภาหรือที่อื่น เรื่องใหญ่มากนะครับ คนถูกยิงเป็นใคร พยานชื่ออะไรขอดูหน้าหน่อยได้ไหม เชื่อจริงๆ หรือว่ามีการเผากันหน้าวัดปทุมฯ โดยไม่มีใครรู้เห็น เผาศพใช้เวลานานมากเถ้าถ่านก็ต้องมี ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขังแต่อย่าโกหกกันขนาดนี้เลย สงสารประชาชนบ้างเถอะครับ

9. 6 ศพในวัดปทุมฯผมฟันธงได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐยิง อย่าถามว่ามีเหตุผลอะไรจะยิงทั้งที่การชุมนุมยุติแล้วเพราะถึงยังไม่ยุติก็ ไม่มีเหตุผลใดๆให้ยิงประชาชนมือเปล่า จะอ้างกองกำลังที่ไหนในเมื่อคนบนรางรถไฟฟ้าก็ยอมรับว่ายิงลงมาหัวกระสุนสี เขียวก็อยู่เต็มตัวคนตาย คุณรักครอบครัวมากทุกคนรู้ พี่น้องผมถึงจะจนต่ำต้อยแต่ความเป็นคนก็เท่าคุณ พวกเขาอยากรู้ว่าคนที่เขารักตายยังไงต่างกับคุณที่คิดเพียงว่าจะอยู่อย่างไร ต่างกันมากเหลือเกิน

10. หลายตอนในบทความเน้นย้ำแต่เรื่องผู้สนับสนุนเรื่องคะแนนเสียง นักการเมืองที่แสดงตัวว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่คิดได้แค่นี้หรือ การยกข้อความสนับสนุนมาบอกว่าเป็นนำ้ทิพย์ชะโลมใจคิดไหมว่าคนที่สูญเสียจะ รู้สึกอย่างไร พรำ่พูดแต่ตึกถูกเผาส่วนคนที่ตายไม่สนใจ ผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำ ไม่ได้วางแผนสั่งการให้ใครเผาห้างให้ช่อง11เชิญฝ่ายผจญเพลิงของเซ็นทรัล เวิลด์ไปพูดความจริงบ้างไหม กล้าหรือเปล่า

11. อย่าอ้างบุญคุณกับบางคนที่ได้ประกันตัวออกมา เพราะพวกเขาไม่ได้ทำความผิดไม่ควรถูกขังตั้งแต่ต้น ให้คนโทรไปตามมาพบที่ทำเนียบสั่งให้เขียนจดหมายมาขอบคุณตัวเอง นี่หรือทำเพื่อประชาชน หลายคนชีวิตยับเยินแม่ตายไม่ได้ดูใจ ลูกเมียถูกไล่จากบ้านเช่า ลูกสาวถูกข่มขืน ป่วยต้องหามส่งรพ.จากเรือนจำ ถ้าคนเหล่านี้ได้ออกจากคุกต้องเขียนจดหมายขอบคุณท่านนายกฯไหมครับ แล้วคนที่ถูกขังเพราะโดนขู่ให้สารภาพ ติดคุกเกือบปีแล้วศาลยกฟ้องต้องขอบคุณไหม

12. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเปื้อนโคลนจากทุกสี สถานการณ์แบบนี้ใครไม่เปื้อนโคลนก็แปลกแล้ว ปัญหาคือคุณไม่ได้เปื้อนโคลนแต่เปื้อนเลือดประชาชนเป็นนายกฯที่มีคนตายมาก ที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประเทศ ไม่มีใครมองข้ามความตายของเพื่อนร่วมชาติได้ง่ายอย่างที่คุณทำหรอกพวกเขาจึง อยากรู้ว่าเกือบร้อยชีวิตตายยังไง ถ้าไม่พบความจริงคำถามนี้จะติดตามคุณไปชั่วชีวิต เป็นลมหายใจแห่งความตายที่ยังรอความยุติธรรมตลอดไป

13. ผมรู้ว่าคุณเขียนบทความนี้เพราะ ต้องการคะแนนเสียง แต่ผมเพียงต้องการพูดความจริง ไม่มีผู้รักษากฎหมายที่ไหนจะนิ่งดูเขาฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศแล้วไปรับผลประโยชน์จากอำนาจนั้น ไม่มีผู้ปกครองคนใดจะรักษากฎหมายด้วยการทำลายชีวิตประชาชนแต่คุณก็ทำ ผมเลือกข้างประชาชน ประชนจงเจริญ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ที่มา ประชาไท

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์นายกอภิสิทธิ์ โดยผู้สื่อข่าว David Pilling and Tim Johnston เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งที่จะมาถึง รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่ยังค้างคาใจใครหลายคน เช่น การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 และบทบาททหารในการเมืองไทย โดยประชาไทเลือกบทสัมภาษณ์บางส่วนที่น่าสนใจมาแปลและนำเสนอ ดังนี้

000

ไฟแนนเชียล ไทมส์: บรรยากาศในการหาเสียงครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

อภิสิทธิ์: ดีครับ ผมเอ็นจอยกับการได้ออกไปพบปะผู้คนจากหลายกลุ่ม เช่น ชาวนา คนงานในโรงงาน ชาวบ้านในตลาด และอื่นๆ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่มีคนบอกว่าคุณไม่ค่อยชอบอยู่กับชาวนาและคนงานนะ แต่นั่นอาจจะเป็นการป้ายสีก็ได้

อภิสิทธิ์: ผมก็เห็นด้วย ครั้งนี้เป็นการสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 8 ของผมแล้ว ยังไม่นับครั้งอื่นๆที่ผมลงสมัครเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นที่ผมต้องไปหา เสียงอีก ที่มีคนพูดว่าผมไม่ค่อยชอบพบปะผู้คน ผมว่าคงไม่ค่อยจริงเท่าไหร่ เพราะผมทำมาเป็น 20 ปีแล้ว

ไฟแนนเชียล ไทมส์: โพลล์ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ (สำหรับประชาธิปัตย์)

อภิสิทธิ์: ผมว่าก็ดูโอเคนะ ก็เป็นการแข่งขันที่เฉียดฉิว และจริงๆผมก็ชอบเป็นม้ารองบ่อน เพราะทำให้เราได้ทำงานกันแข็งขันมากขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ดูแล้วท่าทางคุณไม่น่าจะได้เป็นเสียงข้างมาก

อภิสิทธิ์: ผมว่าไม่จริง ยังเป็นไปได้อยู่ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นประเด็นในตอนนี้ คือโครงการประกันรายได้สำหรับชาวนา ที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าเขาค่อนข้างมั่นใจ แต่จริงๆ แล้วชาวนาจำนวนมากรู้สึกว่านโยบายดังกล่าวน่าจะเป็นภัยมากกว่า

ไฟแนนเชียล ไทมส์: โพลล์ของพรรค ปชป. ว่ายังไงบ้าง..?

อภิสิทธิ์: เราตามหลังอยู่นิดหน่อย การจัดสรรที่นั่งซับซ้อนนิดหน่อยในระบบแบบนี้ แต่เราก็ประเมินว่า สองพรรคใหญ่จะได้เสียงรวมกันราว 400 เสียง ซึ่งแต่ละพรรคก็น่าจะได้ประมาณ 200 ที่นั่ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่าประเด็นหลักๆ ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งคืออะไร คิดว่าจะแย่ลงไหม??

อภิสิทธิ์: ผมคิดว่าทางเลือกก็ค่อนข้างชัดเจนนะ ในแง่ของนโยบาย ที่ผมพูดถึงเรื่องชาวนาไป ผมว่าอันนี้เป็นความแตกต่างที่ชัดเจน เราจะดีใจมากถ้าชาวนาได้ตัดสินใจในเรื่องนั้น แต่ผมคิดว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้ก็คือ เพื่อไทยมุ่งไปที่การนิรโทษกรรมและการฟอกตัวทักษิณค่อนข้างมาก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดของประเทศและของประชาชน ประชาชนต้องการจะแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น และประชาชนก็อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติดอย่างเร่งด่วน สิ่งที่ประชาชนไม่น่าอยากจะเห็น ก็คือความขัดแย้งและปัญหาที่ไม่จบสิ้นต่างหาก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้ามองว่านี่เป็นการทำประชามติเรื่องทักษิณล่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็เหมือนจะใช่...

อภิสิทธิ์: ถ้าเพื่อไทยอยากให้การเลือกตั้งเป็นการทำประชามติเรื่องทักษิณ ก็ให้เปิดเผยพูดกันตรงๆไปเลย แล้วก็หยุดหาเสียงโดยนโยบายอย่างขึ้นค่าแรงวันล่ะ 300 บาทได้แล้ว เพราะคนจะได้รู้กันว่าเลือกตั้งไปแล้วจะได้อะไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่สโลแกนหาเสียงของเพื่อไทยที่ว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยังชัดเจนไม่พออีกหรือ

อภิสิทธิ์: ก็ใช่ แต่คนงานในโรงงานอาจจะคิดว่า ทักษิณจะทำให้ค่าแรงขึ้นได้เป็น 300 บาท แต่จริงๆแล้วทักษิณคิดแต่เรื่องของนิรโทษกรรมตนเอง ซึ่งมันไม่แฟร์ต่อผู้เลือกตั้ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้าเขาอยากจะนิรโทษกรรม...

อภิสิทธิ์: แล้วอีกกี่เดือนล่ะกว่านิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นได้ ทำไมปัญหาของประชาชนต้องมาทีหลังปัญหาส่วนตัวของทักษิณล่ะ?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อไทยต้องหยุดการดำเนินงานทางด้านนโยบายนี่

อภิสิทธิ์: ทักษิณกลับมาไม่ได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้าเพื่อไทยสามารถดำเนินการนำเขากลับมาได้ และบริหารรัฐบาลไปได้พร้อมๆ กัน?

อภิสิทธิ์: พวกเขาก็เคยลองแล้วในช่วงรัฐบาลสมัคร(สุนทรเวช) และรัฐบาลสมชาย(วงศ์สวัสดิ์)

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ที่คุณได้ไปพูดที่ FCCT ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างประชาธิปัตย์ กับเลือก ความวุ่นวาย…

อภิสิทธิ์: ผมพูดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างการนำประเทศก้าวไปข้างหน้า ก้าวข้ามพ้นความขัดแย้งเก่าๆ และการกลับไปสู่ความขัดแย้ง แน่นอนว่าข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรมจะเป็นข้อเสนอที่สร้างความวุ่นวาย และจะทำให้สังคมเราแตกแยกอีกครั้ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้าคนไทยส่วนใหญ่อยากได้นิรโทษกรรม และเลือกเช่นนั้น...

อภิสิทธิ์: แล้วเราจะรู้ได้ยังไง..?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ก็มันเป็นส่วนหนึ่งของการไปออกเสียงนี่

อภิสิทธิ์: ก็อย่างที่ผมบอก คุณอาจจะทำลายความเชื่อใจของประชาชนก็ได้ เพราะผมได้ไปพูดคุยกับคนที่บอกว่าจะเลือกเพื่อไทย เขาบอกว่าที่เลือกเพราะอยากได้ค่าแรงขึ้นเป็น 300 บาท ดังนั้นคุณจะฟันธงว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ....ว่าคนเลือกเพราะอยากให้มีการนิรโทษกรรม?

อภิสิทธิ์: ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยหาเสียงด้วยนโยบายที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะเรียกคะแนนเสียงอย่างเดียว ดูอย่าง นโยบายแจกไอแพดให้เด็กนักเรียน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท โครงการจำนำข้าว นโยบายที่ว่านี้ ใช้งบประมาณราวๆ ทั้งหมดสามเท่าของงบที่มีอยู่

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: สมมุติว่าเพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลพรรคร่วม หรือเป็นเสียงข้างมาก คุณคิดว่า คุณเอง และคนรอบข้างจะยอมรับผลที่ว่าได้หรือไม่

อภิสิทธิ์: เรายอมรับผลการเลือกตั้งเสมอ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ในประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์ที่มีการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งโดยการรัฐประหาร

อภิสิทธิ์: จริงหรือ เมื่อไหร่ล่ะที่การเลือกตั้งไม่ถูกยอมรับ และถูกรัฐประหาร เรามีรัฐประหารในระหว่างการเลือกตั้งต่างหาก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ก็มีเหตุการณ์ในอดีตที่ว่า ฝ่ายต่อต้านทักษิณ ใช้วิธีนอกเหนือจากประชาธิปไตยเข้ามาจัดการ...

อภิสิทธิ์:ไม่ จริง ที่จริงแล้วพรรคการเมืองของทักษิณมีการกระทำผิดกฎหมาย นี่คือเหตุผลที่พรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรค เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชน จะเห็นว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นในระหว่างการหาเสียงต่างหาก เราคิดว่าการรัฐประหาร เป็นการทำให้ประเทศเดินถอยหลัง เราไม่ได้สนับสนุนการรัฐประหาร

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: คำถามคือว่า ฝ่ายตรงข้ามทักษิณจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่เพื่อไทยชนะได้หรือไม่ คุณได้พูดไปชัดเจนว่าคุณจะยอมรับผลที่ออกมา แต่ผู้เล่นอื่นๆ ในการเมืองไทยล่ะ เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกองทัพ จะยอมรับหรือไม่

อภิสิทธิ์: พวกเขาก็ควรจะยอมรับ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แล้วคุณเชื่อว่าพวกเขาจะยอมไหม

อภิสิทธิ์: ก็คิดว่าคงยอมนะ ตอนสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีอะไรผิดปรกติเกิดขึ้น จนกระทั่งเขาเริ่มพูดถึงการนิรโทษกรรม เพราะประชาชนรู้สึกว่ามันเป็นข้อเสนอที่ขัดกับหลักนิติรัฐ เราไม่เคยมีข้อตัดสินศาลหรือกรณีใด ๆ ที่ทำไปเพื่อฟอกตัวคนใดคนหนึ่ง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาสนใจผลประโยชน์ส่วน ตัว ก่อนผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ถ้าทางเพื่อไทยเริ่มดำเนินการแผนนิรโทษกรรม คุณคิดว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายไหม

อภิสิทธิ์: ก็มีความเสี่ยงอยู่ ถ้าพวกเขาไม่กระทำผิดกฎหมาย พวกเขาก็คงจะไม่ถูกยุบพรรค

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณเห็นหลักฐานว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายบ้างหรือไม่

อภิสิทธิ์: ตอนนี้เรายังไม่รู้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งก็พูดถึงสองสามกรณีที่อาจเกิดการตัดสิทธิผู้ลง สมัครได้ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ว่าจริงๆ แล้ว เขาก็พูดกันว่าทุกพรรคการเมืองก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันหมด ?

อภิสิทธิ์: เราเองก็มีผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิเหมือนกัน ทุกพรรคก็อยู่ภายใต้กฎนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่ามันเป็นกฎหมายที่ดีหรือเปล่า

อภิสิทธิ์: ก็คิดว่าดีนะ และคิดว่าต้องมีการบังคับใช้ที่ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องถึงกับยุบพรรคการเมือง แต่ผมคิดว่าคณะกรรมการบริหารพรรคควรจะต้องรับผิดชอบกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะว่าที่ทำผิดไปก็ทำในนามของพรรค

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ควรจะรับผิดชอบในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ทั้งพรรค?

อภิสิทธิ์: แต่ก็ควรจะมีความรับผิดชอบร่วมในหมู่คณะกรรมการบริหารพรรค ถ้าการกระทำดังกล่าวทำไปเพื่อผลประโยชน์ของพรรคมากกว่าเพื่อปัจเจกบุคคล

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่มีความรู้สึกในหมู่ประชาชนว่ากฎหมายบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม

อภิสิทธิ์: ก็นั่นเป็นเพราะว่าคุณฟังความข้างเดียวน่ะสิ ลองคิดถึงกรณีที่ทักษิณและเสื้อแดงชนะบ้าง พอเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมไม่เห็นเขาบ่นเรื่องความไม่ยุติธรรมบ้าง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: สงสัยเพราะพวกเขาคิดถึงแต่กรณีที่พวกเขาแพ้กระมัง

อภิสิทธิ์: แล้วก็ไม่เห็นพูดถึงกรณีที่ตัวเองชนะบ้าง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ถ้าคุณดูกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายแพ้แล้ว....

อภิสิทธิ์: ก็เราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ถ้ามีคนเดินมาหาแล้วต่อยหน้า แล้วถูกลงโทษ คุณสมควรต้องถูกลงโทษไปด้วยหรือ..?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ประชาธิปัตย์ก็หลุดพ้นการตัดสินในกรณีทีพีไอ โพลีนได้...

อภิสิทธิ์: ผมก็จะบอกให้ว่าในกรณีนั้น ตอนแรกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด จนกระทั่งเสื้อแดงไปชุมนุมที่สำนักงานกกต. เขาจึงเปลี่ยนผลการตัดสิน

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณกำลังบอกว่าผลการตัดสิน กกต. ขึ้นอยู่กับแรงกดดันหรือ

อภิสิทธิ์: ใช่..! และคุณจะเห็นว่าคำร้องที่ส่งไปร้องเรียนให้ตรวจสอบพรรคไทยรักไทย และเพื่อไทย ไม่ได้ดำเนินการจากพวกเราเลย เราไม่เคยไปแทรกแซงหรือข่มขู่ใครทั้งนั้น หลายๆ กรณีที่โจมตีพรรคประชาชาธิปัตย์นั้นมาจากพรรคของทักษิณทั้งนั้น แม้กระนั้นพวกเขากลับบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ที่ไปตราหน้าแกนนำเสื้อแดงบางคนที่ลงสมัครเลือก ตั้งในพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

อภิสิทธิ์: เราใช้คำนิยามตามกฎหมายสากลระหว่างประเทศ คิดว่ากำหนดขึ้นหลังช่วง 9/11 (เหตุการณ์ถล่มตีกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์)

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกหรือ ที่คนระเบิดสถานีตำรวจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังถูกมองว่าเป็นอาชญากรธรรมดา?

อภิสิทธิ์: ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางส่วนก็ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นการก่อการร้าย

ไฟแนนเชียล ไทมส์: อืม.. ไม่เคยได้ยินกรณีหลังเลย

อภิสิทธิ์: ก็นั่นไง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณรู้ไหมว่ามีจำนวนเท่าไหร่

อภิสิทธิ์: ไม่นะ แต่ผมก็ได้สอบถามไป เขาว่าขึ้นอยู่กับกรณีๆไป ว่าตรงตามคำนิยาม (ว่าด้วยการก่อการร้าย) หรือไม่ ปัญหาเกี่ยวกับภาคใต้ที่ทำให้การดำเนินข้อหาการก่อร้ายเป็นเรื่องยาก เพราะความรุนแรงถูกเชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องบางอย่าง ส่วนข้อเรียกร้องที่ว่านั้นจะเป็นอะไรก็อีกเรื่อง

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: คุณค่อนข้างกระตือรือร้นในการเปิดช่องทางที่จะสื่อสารกับผู้ก่อความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนใต้ ความคืบหน้าเป็นยังไงบ้าง

อภิสิทธิ์: ผมคิดว่าการพูดคุยเพื่อรับฟังมุมมอง และปัญหาจากพวกเขาเป็นประโยชน์มาก และผมก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่ในหลายหน่วยงานพยายามจะเปิดช่องทางสื่อสารดังกล่าว

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจดำเนินการอะไรใช่ไหม

อภิสิทธิ์: ยัง...อย่างน้อยเพราะในจังหวัดชายแดนใต้มีกลุ่มต่างๆที่หลากหลาย และไม่ได้มีเอกภาพเท่าแต่ก่อน และเมื่อสถานการณ์เกิดขึ้น ก็ไม่มีใครออกมารับผิดชอบ ไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไร

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: คุณมองอย่างไรต่อสถานการณ์ต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มีคนจำนวนมากเสียชีวิต ในคนหลายพันคนที่ไม่มีอาวุธ ถึงแม้ว่าจะมีกลุ่มติดอาวุธอยู่ข้างในบ้าง

อภิสิทธิ์: เราก็พยายามเต็มที่เพื่อที่จะแยกสองกลุ่มออกจากกัน เราใช้ความอดทนอดกลั้น และได้เสนอทางออกทางการเมือง ที่มักถูกปฏิเสธจากฝ่ายนั้นเสมอ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณพูดถึงข้อเสนอให้มีการเลือกตั้ง ?

อภิสิทธิ์: ใช่ ซึ่งก็จะเป็นหกเดือนก่อนหน้าจากปัจจุบัน เราไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย และรับมือสถานการณ์ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณรู้ไหม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในตะวันออกกลาง มีหลายคนมาบอกกับผมว่า “เราเข้าใจ ว่ามันเป็นเรื่องซับซ้อน”

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำไปไหม มีอะไรที่อยากจะทำต่างออกไปบ้าง

อภิสิทธิ์: ผมไม่แน่ใจว่าเราจะทำอะไรต่างออกไปได้หรือเปล่า แต่ผมเสียใจเสมอในความสูญเสีย

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ทำไมการสืบสวนเหตุการณ์ไม่คืบหน้าเร็วกว่านี้

อภิสิทธิ์: ควรจะไปถามคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงมากกว่า เขาจะบอกคุณเรื่องอุปสรรคที่เจอ และผมเองก็คิดว่ามันก็น่าจะเป็นเรื่องยากในการค้นหาความจริงเบื้องลึกได้ ในเมื่อยังมีสถานการณ์ความวุ่นวายยังคงอยู่

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ทำไมเขาไปมองที่เหตุการณ์ในตะวันออกกลางแล้วบอกว่าเขาเข้าใจล่ะ

อภิสิทธิ์: เพราะคุณจะเห็นว่ามันมีความรุนแรงและความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้น

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: แต่ในกรณีนั้นฝ่ายที่ผิดน่าจะเป็นพวกรัฐบาลเผด็จการไม่ใช่หรือ คุณคงไม่อยากถูกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลพวกนั้นหรอกนะ ?

อภิสิทธิ์: ใช่... แสดงว่าคุณก็คิดได้ว่าเราไม่ได้เป็นรัฐบาลเผด็จการ

ไฟ แนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่าการใช้สไนเปอร์เพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเรื่องเหมาะสมหรือ ไม่ ฮิวแมนไรท์วอทช์บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ conflict zone (พื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งไม่อนุญาตให้รัฐใช้อาวุธสงครามได้ - ผู้แปล)

อภิสิทธิ์: ตอนนี้มีหลักฐานชัดเจนแล้วหรือ??ว่ามีการใช้สไนเปอร์?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: เรามีรูปของคนที่ใช้อาวุธสไนเปอร์ และพลแม่นปืน

อภิสิทธิ์: ผมได้อธิบายไปแล้วว่าคนในรูปกำลังทำอะไร คุณก็เห็นคลิปแล้ว มีรูปผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะจุดไฟเผารถยนต์ เขาจึงถูกยิงเข้าที่ขา

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ฉะนั้นการยิงเข้าที่หัวก็ไม่ได้มาจากปืนสไนเปอร์เลย ?

อภิสิทธิ์: เราก็ไม่ได้มั่นใจ 100% แต่การที่คุณมีรูปกลุ่มคนอยู่บน (รางรถไฟฟ้า) ซึ่งกำลังควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม และด่วนสรุปว่าพวกนั้นเป็นมือสไนเปอร์ที่ยิงประชาชน คงไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก เรามีหลักฐานชัดเจนว่าคนที่อยู่ด้านบน ยิงผู้ชายคนหนึ่งในที่ชุมนุมเข้าที่เท้า เพราะต้องการหยุดไม่ให้เขาไปจุดไฟเผารถเท่านั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: การยิงคนเข้าที่ขา เพื่อหยุดคนไม่ให้ไปแตะต้องรถยนต์ เป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างนั้นหรือ?

อภิสิทธิ์: แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง ?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ผมก็ไม่รู้

อภิสิทธิ์: ข้อกล่าวหาที่ใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวกับการยิงสไนเปอร์ น่าจะเป็นกรณีวัดปทุม ไหนคุณลองบอกซิว่าแรงจูงใจในการยิงที่เกิดขึ้นคืออะไร ตอนนั้นการชุมนุมก็จบลงแล้ว ทำไมทหารถึงต้องอยากจะยิงประชาชนด้วยในเมื่อการชุมนุมจบลงแล้ว

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณกำลังพูดว่าไม่มีใครถูกยิงในวัดอย่างนั้นหรือ

อภิสิทธิ์: ไม่ใช่! มีคนถูกยิงในวัดปทุม แต่ใครยิง เรายังไม่รู้ เป็นเรื่องของคณะกรรมการสืบสวนที่ต้องค้นหาความจริง แต่การสรุปว่าคนในวัดปทุมถูกยิงโดยทหารเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์ ผมรู้ว่าคำสั่งในตอนนั้นชัดเจนมาก คือไม่ให้เข้าไปในพื้นที่นั้นเพราะมีคนอยู่ที่วัด เหตุผลเดียวที่ทหารต้องเข้าไปอยู่บริเวณนั้น เป็นเพราะเซ็นทรัลเวิร์ล และสยามสแควร์ถูกไฟเผา ทหารจึงต้องไปช่วยดูรถดับเพลิง นั่นเป็นสิ่งที่เขาทำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ฉะนั้นคุณก็ค่อนข้างมั่นใจว่าทหารไม่ได้ยิงใคร?

อภิสิทธิ์: ที่แน่ๆ คือทหารไม่ได้รับคำสั่งให้ยิงประชาชน นอกจากเป็นไปเพื่อป้องกันตัวเอง และผมเองคิดแทบตายก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไมทหารถึงอยากยิงประชาชน เพราะถ้าทำจริงก็จะส่งผลเสียต่อรัฐบาลและทหารเอง ทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา น่าจะมีเหตุผลที่เชื่อถือได้ว่า เมื่อทหารยิงปืนลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เขากำลังสู้อยู่กับคนที่ยิงสวนมาจากรถดับเพลิงและรถพยาบาลมากกว่า มีนักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งโทรมาหาผมแล้วบอกว่า เขาถูกยิงและต้องการรถพยาบาล เราพยายามจะส่งรถพยาบาลเข้าไป แต่เมื่อรถพยาบาลขับเราเข้าไปกลับถูกยิงโจมตี เราจึงต้องให้กำลังทหารไปคุ้มครองรถพยาบาล การปะทะเช่นนี้ก็เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่า สิ่งที่ประสบความสำเร็จที่ได้ทำไปแล้วในการปรองดองคืออะไรบ้าง

อภิสิทธิ์: ประเด็นหลักๆ ก็คือว่า เราต้องการรัฐบาลที่คำนึงถึงปัญหาของทุกฝ่าย ผมพยายามจะเข้าถึงทุกกลุ่ม เมื่อมีข้อเสนอแนะว่าเราควรจะให้ความช่วยเหลือแก่คนเสื้อแดง รวมถึงการให้ประกัน เราก็จัดการให้ ผมคิดว่า เราจัดให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหาเสื้อแดงราว 50 คนได้ คนเหล่านี้ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแกนนำเสื้อแดงเลยด้วยซ้ำ แต่พอพวกเขาออกมาได้ เขาก็คงไม่มาสนับสนุนผมเท่าไหร่ แต่นี่แหละคือการทำงานเพื่อประชาชนทุกคน คุณก็ต้องพยายามดูแลทุกฝ่ายให้เรียบร้อย ผมได้ตัดสินใจจะหมดวาระเร็วกว่ากำหนด เพื่อให้ประชาชนสามารถมีสิทธิตัดสินใจ นี่คือสิ่งที่เราได้ธรรมที่เป็นรูปธรรม แต่แน่ล่ะคุณไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ และถ้าการปรองดอง หมายถึงการยอมรับทุกอย่างและเข้าทางทักษิณล่ะก็ ผมไม่คิดว่ามันเป็นการปรองดองสำหรับประเทศนี้ได้ ทำไมเพื่อไทยเริ่มรู้สึกลังเลเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมตอนนี้ก็ไม่ทราบ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คิดว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการยุติความแตกแยกได้หรือไม่

อภิสิทธิ์: ผมคิดเช่นนั้น ถ้าเราได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาลอีก ก็จะเป็นสัญญาณว่าประเทศนี้พร้อมที่จะก้าวข้ามปัญหาเรื่องทักษิณ และจะทำให้ดีที่สุดในสี่ปีข้างหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าทุกคนมีสิทธิมีเสียง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณได้โพสต์บทความที่น่าสนใจในเฟซบุ๊กเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเหตุผลอะไรหรือเปล่าที่ทำเช่นนั้น

อภิสิทธิ์: ผมก็แค่อยากจะชี้แจงให้คนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง มีการคาดเดาไปต่างๆนาๆ มีความคิดเห็น คำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เยอะแยะไปหมด ผมได้เลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าวมาตลอดเพราะไม่อยากพูดถึง ผมแค่อยากทำงานของผมไป แต่เมื่อเวลาช่วงเลือกตั้งใกล้มาถึง มันน่าเหลือเชื่อมากที่มีคนก็เริ่มพูดกันในหลายเรื่องๆ ที่ไม่จริงเลย ผมจึงอยากชี้แจงให้คนเข้าใจถูกต้อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: มีความรู้สึกทั่วไปว่า กองทัพเป็นพลังทางการเมืองที่มีอำนาจสูงในประเทศนี้

อภิสิทธิ์: ผมว่าที่คุณพูดมามันแปลกๆ หน้าที่ของกองทัพระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว การรัฐประหารก็ชัดเจนว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เราไม่สนับสนุนการรัฐประหาร ความจริง ผมเป็นผู้นำพรรคคนแรกด้วยซ้ำที่ออกมาพูดวา เราคิดว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิด แต่หลังจากการเลือกตั้ง และอำนาจกลับมาสู่มือประชาชนแล้ว กองทัพก็ได้มีบทบาทช่วยรัฐบาลรักษากฎหมาย และผมก็แปลกใจทีทักษิณออกมาพูดว่า เขาเสียใจเรื่องนโยบายภาคใต้ ที่อนุญาตให้ตำรวจและทหารใช้นโยบายยุติธรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทางเราเป็นกลุ่มที่เข้าไปดูแลปัญหาดังกล่าว และชี้ว่าเราต้องลดอำนาจพิเศษของทหาร ต้องให้ทหารเป็นทหารอาชีพ ทำตามนโยบายของรัฐบาล ทำไมคนถึงตีความว่าทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน ในเมื่อจริงๆแล้ว ควรจะมองว่า “มีตัวอย่างที่ชัดเจนว่ากองทัพทำตามนโยบายของรัฐบาล” ด้วยซ้ำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าจะมีการรัฐประหารหากเพื่อไทยชนะ

อภิสิทธิ์: (หากเพื่อไทยชนะ) จะเสี่ยงต่อความไม่มีเสถียรภาพ คุณก็ลองถามตัวเองดู ในฐานะพรรคการเมือง และตัวแทนของประชาชน คุณจะเอาอนาคตของประเทศมาเสี่ยงเพียงเพื่อที่จะได้ฟอกตัวให้กับคนคนเดียว อย่างนั้นหรือ ผมคิดว่ากองทัพก็เห็นแล้วว่า พวกเขายังคงต้องแบกรับปัญหาจากการรัฐประหารคราวที่แล้ว ทำไมเขาถึงอยากจะหาเรื่องใส่ตัวอีก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ ถึงตัดขาดกับคุณ

อภิสิทธิ์: ผมขอไม่แสดงความคิดเห็น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณมองว่านโยบายบางส่วนของคุณมีลักษณะเป็นประชานิยมหรือไม่

อภิสิทธิ์: ก็แล้วแต่ว่าคุณนิยามมันว่าอะไร ที่ผมมั่นใจก็คือว่านโยบายของเราค่อนข้างรับผิดชอบ เรามีนโยบายที่ส่งเสริมให้คนออมเงินเป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากสมัยทักษิณ กองทุนเงินออมระดับชาติ ทำให้คนมีประกันสังคม และจ่ายสบทบ เมื่อเราจัดการปัญหา เช่น เรื่องหนี้ เราก็ไม่ได้ใช้นโยบายเลื่อนชำระหนี้ แต่เราทำการปรับโครงสร้างหนี้ให้ไปเข้าระบบธนาคาร ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างกันมาก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คิดว่าสองปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนทำอะไรให้แก่ประเทศไทยมากที่สุด

อภิสิทธิ์: สำหรับประเทศชาติ คือ การกอบกู้ประเทศจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้เราก็มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงมาก ส่วนสำหรับประชาชน ผมว่าโครงการประกันรายได้ชาวนา เป็นโครงการที่ทำให้ชีวิตของชาวนาไทยหลายล้านคนต้องเปลี่ยนไปในทางขึ้น นอกจากนี้ การศึกษาฟรี และเบี้ยผู้สูงอายุก็ยังนับว่าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์มากเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ: แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ของบทความ เมื่อเวลา 11.45 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2254

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์อ้างว่ามีการชักธงแดงรูปช้างที่เชียงใหม่เพื่อเรียกร้องรัฐอิสระ

ที่มา ประชาำไท

แม่ ทัพภาค 3 เรียกนักศึกษาวิชาทหารประชุมที่เชียงใหม่ เพื่อชี้แจงเรื่องสถานการณ์ยาเสพย์ติด-การเลือกตั้ง-การปกป้องสถาบัน กษัตริย์ พร้อมสั่งการ ผบ.มณฑลทหารบกที่ 33 ลงไปคุยกับหมู่บ้านเสื้อแดงที่แม่วางว่าใช้พระราชบัญญัติอะไรจัดตั้งหมู่ บ้าน ขณะที่สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์อ้างว่ามีบ้านเสื้อแดงบางแห่งในเชียงใหม่ ชักธงสีแดงรูปช้างเป็นสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องรัฐอิสระ

แม่ทัพภาค 3 ชี้แจงนักศึกษาวิชาทหารที่เชียงใหม่เรื่องการเลือกตั้ง-การปกป้องสถาบันกษัตริย์

มี รายงานว่า พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ได้เดินทางมาที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานการประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจสถานการณ์ยาเสพติด ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้กับผู้บริหารสถานศึกษาวิชาทหารและนักศึกษาวิชาทหาร

หวั่นคนรุ่นใหม่ไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จึงให้นำพระราชกรณียกิจมาเผยแพร่

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานคำกล่าวของ พล.ท.วรรณทิพย์ ที่ระบุว่า การเดินทางมาในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะพูดคุยและชี้แจงกับกลุ่มนักศึกษาวิชา ทหารเกี่ยวกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การแย่งชิงทรัพยากร หรือการค้ามนุษย์ เพื่อให้เยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตมีความเข้าใจ และสามารถเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

และจะมี การนำเสนอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย พล.ท.วรรณทิพย์ ให้เหตุผลว่าเนื่องจากคนรุ่นใหม่ๆ ไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงอาจจะไม่เข้าใจ ไม่ศรัทธา หรือไม่เห็นประโยชน์ของสถาบัน จึงได้นำเอาพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกระทำมาเผยแพร่ เพื่อให้เยาวชนเกิดความเข้าใจว่าพระองค์ได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศเป็นอย่าง มาก และหวังว่าประชาชนจะเกิดความรู้สึกเทิดทูนและช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์ต่อไป

สั่งการ ผบ.มทบ.33 พูดคุย-สอบถามหมู่บ้านแดงที่แม่วางใช้พระราชบัญญัติอะไรจัดตั้งหมู่บ้าน

รายงานเพิ่มเติมจากสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่า พล.ท.วรรณทิพย์ ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องหมู่บ้านแดงในภาคเหนือ ล่าสุดหลังจากทราบเรื่องการติดธงแดงตามบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งการจัดตั้งหมู่บ้านแดงที่บ้านดอยยาว อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม พล.ท.วรรณทิพย์ ได้สั่งการให้พลตรีประตินันท์ สายหัสดี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เข้าตรวจสอบ และพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง ว่าหมู่บ้านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และใช้พระราชบัญญัติอะไรในการจัดตั้ง เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งหมู่บ้านดังกล่าว และดำเนินการถูกกฎหมายหรือไม่ โดยให้รายงานให้ทราบโดยด่วน

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ระบุบ้านเสื้อแดงบางแห่งมีการชักธงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องรัฐอิสระ

สำนัก ข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานเพื่มเติมว่า สำหรับหมู่บ้านแดงในเชียงใหม่ที่มีกระแสข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการคือที่ บ้านดอยยาว อำเภอแม่วาง ขณะเดียวกันยังพบมีประชาชนจำนวนมากทั้งเขตเมืองและอำเภอรอบนอก ที่ติดธงแดงแสดงสัญลักษณ์ไว้ที่หน้าบ้านจำนวนมาก

สำนักข่าวกรมประชา สัมพันธ์ ยังอ้างรายงานของ "หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่" ซึ่งระบุว่ากำลังให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มคน เสื้อแดง โดยเฉพาะการนำธงพื้นสีแดงที่มีรูปช้างสีขาวประทับอยู่ มาติดปะปนอยู่กับธงแดง ที่นำมาประดับตามที่อยู่อาศัยสำหรับธงพื้นสีแดง มีรูปช้างสีขาวประทับตรงกลาง โดยอ้างว่าธงดังกล่าวคือธง "ช้างปูเล้ย" ซึ่งเป็นช้างโบราณของชาวล้านนาที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของการแยกเชียงใหม่ให้ ปกครองตัวเองเป็นรัฐอิสร

เนชั่นอ้างมีการนำเสนอแนวคิดให้ "ทักษิณ" ที่ "ดูไบ" ด้วย

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อ 14 มิ.ย. มีรายงานข่าวทำนองนี้ในเนชั่นทันข่าวด้วย เช่นกันโดยอ้าง "แหล่งข่าว" ซึ่งระบุว่าในช่วงเวลาที่เชียงใหม่ครบรอบ 700 ปี หรือเมื่อ 15 ปีก่อน มีการเสนอความคิดจากนักวิชาการกลุ่มก้าวหน้าที่เสนอให้แยกเชียงใหม่ออก จากกรุงเทพฯ และให้มีการปกครองตัวเองแบบเป็นรัฐอิสระ ต่อเนื่องมาถึงการการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยตรง และยังกล่าวว่าหลังปี 2544 ถึงปัจจุบัน นักวิชาการผู้เสนอแนวคิดนี้ได้เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย อย่างเต็มตัว จนทำให้ในช่วงหลังใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นเดินทางไปพบที่ดูไบหลายครั้ง และกลายเป็นที่มาของการผลักดันแนวความคิดให้เชียงใหม่เป็นรัฐอิสระ