ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 12, 2010

แผนปรองดอง

ที่มา โลกวันนี้


คอลัมน์
บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2817 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน 2010
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

ตามแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนนั้น เริ่มตั้งแต่การประกาศอย่างเป็นทางการ การเดินสายพบประชาชนและองค์กรต่างๆ การประชุมสมัชชาประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดให้คณะทำงานแผนปรองดองสรุป และนำไปสู่การทำแผนปฏิรูปประเทศ

หลังจากนั้นให้สำนักงานสถิติแห่งชาติทำโพลแห่งชาติ และให้คณะทำงานแผนปรองดองสรุปเสนอแผนปฏิรูปประเทศต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาออกมาตรการ นโยบาย กฎหมาย และจัดสรรงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะสิ้นสุดปลายปี 2553 และจะเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างเป็นทางการ

หมายความว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดคือ ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554 หลังการปฏิรูปประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปีเต็ม และมีเงื่อนไขว่าจะต้องเดินทางไปได้ทุกที่โดยไม่มีการต่อต้าน จึงจะมีการเลือกตั้ง

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์จะไม่แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน และ 13-19 พฤษภาคม 2553 จนกว่าผลการสอบสวนของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน จะออกมาอย่างไร

แผนปรองดองจึงจะทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปสื่อและปฏิรูปการเมืองที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ซึ่งนายสมบัติเปิดเผยว่า จะตั้งทีมงานศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อยอดจากคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา โดยคณะกรรมการจะมีสัดส่วนจากนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนมากที่สุด

ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยและประชาชนจำนวนหนึ่งจะไม่เชื่อใจในความเป็นกลางของนายคณิตและนายสมบัติเท่านั้น แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองประชาชนจำนวนมากก็ไม่เชื่อถือว่ามีความจริงใจและยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เพราะแม้แต่การปรับคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ยังทำได้แค่จัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเสถียรภาพของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ปรับเพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มีภาพพจน์มัวหมอง

ดังนั้น การสร้างการปรองดองที่ดีที่สุดคือ การยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดบริหารประเทศ เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปสังคม รวมทั้งการสอบสวนเหตุการณ์เมษา-พฤษภาเลือดที่มีความเป็นกลางและอิสระอย่างแท้จริง

หยุดพ.ร.ก.ฉกฉวยหยุดข่มขืนประเทศไทย

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 5 ฉบับที่ 263 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน 2010
โดย ทีมข่าวรายวัน


“ต่อไปนี้จะไม่ตอบคำถามเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วนะครับ เพราะถามทุกวัน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตอบผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามี 3-4 จังหวัดที่อาจยกเลิกได้ก่อน โดยนายสุเทพให้เหตุผลที่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปว่า เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย

จับกุมแล้ว 422 คน

ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยการจับกุมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น 422 คน ส่วนใหญ่ถูกควบคุมในเรือนจำ ซึ่งถือว่าขัดกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และก่อนหน้านี้ก็ไม่เปิดเผยรายชื่อและสถานที่ควบคุมอีกด้วย จนกระทั่งองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรในประเทศออกมาเคลื่อนไหว รัฐบาลจึงเปิดเผยชื่อ ผู้ถูกจับกุมและสถานที่ควบคุมตัว

ส่วนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการโอนคดีข้อหาก่อการร้ายทั้งหมดมาอยู่กับดีเอสไอ 151 สำนวน แต่ยังไม่รวมสำนวนคดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษ-ภาคมอีกกว่า 70 สำนวน นอกจากนี้ยังรับข้อมูลชายชุดดำที่ก่อเหตุลอบยิงทหารและประชาชน (ไม่มีคดีทหารยิงประชาชน) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยาน

พ.ร.ก.ฉุกเฉินผิดกฎหมาย?

อย่างไรก็ตาม มีการตีความและฟ้องร้องถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะในขณะนั้นไม่ได้มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแต่อย่างใด แม้จะมีกลุ่ม นปช. จำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในรัฐสภาก็ตาม แต่หลังจากนั้นกลุ่ม นปช. ก็กลับออกมาโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ

ขณะที่นายสุเทพกล่าวกับคณะรัฐมนตรีถึงเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กฎหมาย แก้ปัญหา โดยจะมีการยกระดับการใช้กฎหมายมากขึ้น เริ่มจากเบาไปหาหนัก ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีแนวโน้มต้องใช้ในการสลายการชุมนุม เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงประเมินสถาน การณ์ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจยกระดับความเข้มข้นและความรุนแรง

แต่การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่นานกว่า 2 เดือน และมีแนวโน้มว่าจะยาวไปถึงปลายปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องปรกติ เพราะคำว่า “ฉุกเฉินร้ายแรง” บ่งบอกความหมายชัดเจนแล้วว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรง ถ้าไม่มีสถานการณ์ร้ายแรงรัฐบาลก็ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีอำนาจไม่ต่างกับอำนาจของคณะปฏิวัติรัฐประหาร

ข้องใจข้อหาก่อการร้าย

แต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ให้รัฐมนตรีทุกคนลงชื่อขอแต่งตั้งทนายเพื่อใช้ต่อสู้ในข้อกล่าวหาของกลุ่ม นปช. ที่ฟ้องร้องกรณีที่รัฐบาลสั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีและการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินผิดกฎหมาย

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังให้จัดทำเอกสารที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นการ สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยกำชับให้รัฐมนตรีนำไปชี้ แจงหากเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงกับบรรดาทูต นักธุรกิจ และสื่อต่างชาติไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังข้องใจเรื่องการใช้กำลังสลายการชุม-นุม การตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย และที่มาของอาวุธจำนวนมาก

แม้นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมายอาญาและตามคำจำกัดความ “ก่อการร้าย” ที่สอดคล้องกับกฎหมายของสหประชาชาติก็ตาม แต่การตั้งข้อหาดังกล่าวก็มาจากอำนาจใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับการกวาดล้างคนเสื้อแดงและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามในขณะนี้

ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น หลายประเทศจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับองค์กรภาคประชาชนและนักวิชาการจำนวนมากที่เห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากขัดกับรัฐธรรมนูญแล้วยังเป็นการใช้อำนาจที่ครอบจักรวาลเพื่อสร้างความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาลมากกว่าเพื่อความมั่นคงและประโยชน์สุขของประชาชน

อย่างองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลได้เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกคุมตัวแกนนำและผู้ประท้วง นปช. ในสถานที่ลับ เพราะเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังปราศจากการตั้งข้อหาที่มีหลักฐานชัด เจนอีกด้วย ซึ่งถือเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แทนที่จะนำตัวไปดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปรกติ หรือไม่ก็ปล่อยตัวไป

เช่นเดียวกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนในไทยและนักวิชาการต่างก็เรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนผู้ถูกจับกุมต้องถือเป็น “ผู้มีความคิดเห็นทางการเมือง” แตกต่างจากรัฐเป็น “นักโทษทางการเมือง” ที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ย้อนจุดยืน “อภิสิทธิ์”

แม้แต่ศาลเองยังถูกตั้งคำถามการยอมรับอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากกว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับของกฎหมายปรกติ เหมือนที่ศาลถูกตั้งคำ ถามว่าทำไมจึงยังยอมรับอำนาจการปฏิวัติรัฐประหารที่ถือเป็นโจราธิปัตย์ ซึ่งครั้งที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำฝ่ายค้านก็เคยต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เห็นชอบ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นัยว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ หรือต่อต้านการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ประกาศใช้เฉพาะบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ หรือรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ประกาศใช้เฉพาะพื้นที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าปิดล้อม

เช่นเดียวกับนักธุรกิจทั้งสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ นักวิชาการและสมา-คมสื่อต่างๆก็ออกมาต่อต้านและโจมตีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในรัฐบาลนายสมัครและรัฐบาลนายสมชาย แต่วันนี้นอกจากไม่ต่อต้านแล้วยังสนับสนุนอีก ทั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ได้ฉุกเฉินเลวร้ายตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างมากมาย

กฎหมายติดหนวด

แต่ที่น่าวิตกคือการใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เกินกว่าเหตุ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลและพวกพ้องมากกว่าความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชน เพราะไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้วแต่รัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิก กลับเร่งกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งพยายามปิดสื่อทุกชนิดที่เสนอข้อมูลข่าวสารตรงข้ามกับรัฐบาล ซึ่งไม่ต่างกับรัฐบาลเผด็จการที่วันนี้ปิดเว็บไซต์ ปิดพีทีวี ปิดสิ่งพิมพ์ และปิดวิทยุชุมชนไปแล้วมากมาย ทั้งที่รัฐธรรมนูญเองก็ไม่สามารถทำได้

ที่สำคัญยังเป็นการประจานแผนปรองดองของรัฐบาลเองว่าไม่มีความจริงใจ หรือเป็นแค่การตีสองหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล แต่กลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆกับการเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์เกือบ 100 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย อย่างที่นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ นักวิชาการคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่งแถลงการณ์เรียก ร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออก

“ใครสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกนำมารับโทษ นักวิชาการที่ออกมาสนับสนุนการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ”

พ.ร.ก.ฉกฉวย

สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้จึงไม่มีเหตุการณ์ใดๆเลยที่รัฐบาลจะยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ยกเว้นแต่รัฐบาลต้องการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม

พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงต้องเรียกว่า พ.ร.ก.ฉกฉวย เพื่อให้รัฐบาลใช้กล่าวหาและกวาดล้างคนเสื้อแดง รวมถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเต็มที่แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ตาม แค่สงสัยหรือกล่าวหาก็สามารถจับกุมได้แล้ว แม้แต่การสั่งให้ทหารฆ่าและทำร้ายประชาชน

นายอภิสิทธิ์จึงไม่ใช่แค่ “ผู้นำมือเปื้อนเลือด” ธรรมดา แต่ต้องถือว่าเป็นผู้นำที่มีใจโหดเหี้ยมและน่ากลัวยิ่งกว่ารัฐบาลเผด็จการที่ผ่านมา แม้แต่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬยังต้องอาย

สังคมไทยวิปริต

และที่น่าวิตกอย่างยิ่งคือความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯนั้นแทบไม่พูดถึงประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมายในเหตุการณ์ 10 เมษายน และ 13-19 พฤษภาคมเลย แต่กลับให้ความสำคัญกับศูนย์การค้าและอาคารต่างๆที่ถูกเผา รวมทั้งสนุกสนานกับการช็อปปิ้งและการได้ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยอย่างคนเมืองหลวงอีกครั้งเท่านั้น

ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่หลงปลาบปลื้มไปกับวาทกรรม “ศรีธนญชัย” ของนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความปรองดอง การปฏิรูปประเทศ หรือปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ไม่มีอะไรชัดเจน หรือเป็นแค่การฟอกตัวและสร้างความชอบธรรมเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปเท่านั้น

คนส่วนใหญ่จึงไม่เคยโศกเศร้ากับการฆ่าที่โหดเหี้ยม หรือเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพแสดงความรับผิดชอบ หรือเร่งสอบสวนเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ

ขณะที่รัฐบาลและ ศอฉ. ยังคงยัดเยียดข้อมูลข่าวสารด้านเดียวให้กับประชาชน พร้อมกับการใช้อำนาจใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ เพื่อเร่งกวาดล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม โดยคนไทยส่วนใหญ่กลับนิ่งเฉย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวที่ถูกเรียงคิวข่มขืนโดยมีคนนั่งดูอยู่ทั่วบ้านเมืองเหมือนไม่มีอะไร เพราะคนข่มขืนบอกว่าตัวเองรูปหล่อและใช้ถุงยางป้องกันอย่างดี คนถูกข่มขืนจึงน่าจะมีความสุขอย่างเต็มใจ

ถือเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดเปรียบเสมือนผู้หญิงที่ถูกข่มขืน โดยสามีถูกจับมัดให้นั่งดู ส่วนลูกถูกปิดตาให้ฟังแต่เสียง แทนที่แม่จะร้องอย่างทุกข์ทรมานกลับร้องครวญครางอย่างมีความสุข เพราะสมยอมคนข่มขืนที่รูปหล่อและสัญญาอะไรก็ได้ที่จะทำให้มีความสุขแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

หยุดข่มขืนชาติ!

จึงเป็นความจริงที่เจ็บปวดและปวดร้าวของสังคมไทยที่ถูกบังคับให้ละเลย ไร้สำนึก มองข้ามเหตุการณ์ความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นจากทหารนับหมื่นที่มีอาวุธสงครามและรถถังดาหน้าเข้าล้อมปราบประชาชนผู้บริสุทธิ์ คิดถึงเพียงความสุขที่อยู่ตรงหน้า ยอมรับขบวนการโกหก ตอแหล บิดเบือน อย่างหน้าชื่นตาบาน

สังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่วิกฤต แต่ทั้งวิปริตและอาเพศ เพราะประชาชนหน้ายิ้มระรื่นยอมรับอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลฉกฉวยมาใช้อย่างครอบจักรวาล ทั้งที่รัฐบาลก็แถลงเองว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้สามารถควบคุมได้ ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ไม่ได้ฉุกเฉินเลวร้าย ขนาดนายอภิสิทธิ์ยังได้ใช้เวทีต่างประเทศที่เวียดนามประกาศชัดเจนว่าประเทศไทยกลับสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว แต่คล้อยหลังไม่กี่วันกลับยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปนานนับเดือน และไม่มีทีท่าว่าจะเลิกใช้แต่อย่างใด

พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงเป็น พ.ร.ก.ฉกฉวย ที่ไม่ต่างอะไรกับการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อกวาดล้างและปราบปรามประชาชนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม

หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที! หยุดข่มขืนประเทศไทยได้แล้ว!


"เหลิม"แจง"คุณหญิงพจมาน" ไม่คิดเล่นการเมือง คุณสมบัติสมัครส.ส.ชัยภูมิไม่ได้

ที่มา มติชน


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนว่า คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ให้เลขานุการส่วนตัวโทรศัพท์มาหา เพื่อให้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า คุณหญิงพจมาน ไม่คิดจะลงเล่นการเมืองตามที่สื่อบางแขนงเสนอข่าวว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ชัยภูมิ ทั้งนี้ คุณหญิงพจมาน บอกว่าตั้งแต่หย่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เคยคิดที่จะลงเล่นการเมือง หรือแม้แต่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง เพราะรู้สึกชอกช้ำ ขมขื่นกับการเมือง จึงไม่ขอเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น


"เมื่อดูคุณสมบัติของบุคคลที่จะลงสมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 พบว่า คุณหญิงพจมาน ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะลงสมัคร ส.ส.ในจังหวัดชัยภูมิได้ โดยเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า จะต้องเกิดหรือมีที่อยู่ หรือเคยเป็นข้าราชการเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี แม้รัฐบาลชุดนี้จะอยู่จะครบวาระอีกปีครึ่ง คุณหญิงพจมานก็ลงสมัครไม่ได้อยู่ดี " ร.ต.อ.เฉลิม ย้ำ

ศพ "อ้วน บัวใหญ่" กับ แผนปรองดอง สมานฉันท์ รัฐบาล "อภิสิทธิ์"

ที่มา ข่าวสด


ขณะที่ ทางหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาร่ายยาวพร้อมทำจดหมายถึงประชาชน เรียกร้องในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย

ทางหนึ่ง ก็มีปฏิบัติการยิงหัว นายศักรินทร์ กองแก้ว แกนนำเสื้อแดงที่บัวใหญ่

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า คนร้ายน่าจะเป็นมืออาชีพเชี่ยวชาญการใช้อาวุธปืนเป็นอย่างดี เนื่องจากวิถีกระสุนเข้าเป้าทุกนัด

และน่าจะมีการเตรียมแผนระยะเวลาหนึ่ง

อันตรงกับรายงานของ "ไทยรัฐ" ว่า เมื่อ 3 วันก่อนมีชายฉกรรจ์ลักษณะคล้ายคนมีสีขับรถกระบะสีดำตระเวนสอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับพฤติกรรมของ นายศักรินทร์ กองแก้ว

กลางดึกของคืนวันที่ 9 มิถุนายน ก็ปฏิบัติการ

รถกระบะสีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนทำทีเข้ามาสอบถามทาง เมื่อสบโอกาสคนร้ายที่นั่งคู่คนขับก็ชักปืนออกมาจ่อยิง 5 นัด

นายศักรินทร์ กองแก้ว ก็หงายหลังตกจากรถจักรยาน ยนต์ นอนหายใจรวยริน

ปฏิบัติการยิงหัว นายศักรินทร์ กองแก้ว ก็เช่นเดียวกับการล้มลงเหมือนใบไม้ร่วงจากการสลายการชุมนุม ณ แยกราชประ สงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

ทางหนึ่ง รัฐบาลยืนยันไม่มีคำสั่งให้ลั่นกระสุนเข้าใส่ประชาชน

ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง ก็รายงานว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายพร้อมอาวุธสงคราม ยิงใส่ทั้งประชาชนและทหาร

ปรากฏว่ามีทหารบาดเจ็บเพียง 1 คน

ขณะที่ประชาชนบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน และเสียชีวิตรวมแล้วกว่า 80 ราย ที่น่าสลดใจคือการตายของ 6 ศพในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร

ท่ามกลางสายตาและในความรับรู้ของประชาชนนับพัน

รัฐบาลและทหารยังยืนกระต่ายขาเดียวตราบ ณ วันนี้ว่า ทหารไม่ได้ยิงประชาชน หากแต่เป็นฝีมือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย

ราชประสงค์เป็นเช่นนี้ การตายของ นายศักรินทร์ กองแก้ว ที่บัวใหญ่ก็คงจะเป็นเช่นนี้

การตายของประชาชนเหมือนใบไม้ร่วงที่แยกราชประสงค์ถูกเมินเฉยจากคนส่วนใหญ่ของประเทศเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มีแต่สื่อและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศเท่านั้นที่ให้ความสนใจ

อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการสลายการชุมนุมในทางสากล อาจเป็นเพราะมีสื่อและชาวต่างประเทศ ถูกจับ ถูกยิงบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

แต่ในหมู่คนไทยโดยเฉพาะคนกทม.มีความเฉยเมยต่อสภาพที่สูญเสียไปเหมือนกับไร้ค่า

ยิ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความ

กลับมองเหมือนกับคนบาดเจ็บและล้มตายเป็นคนร้าย และเห็นว่าเหมาะสมแล้ว

โอกาสที่การเสียชีวิตของ นายศักรินทร์ กองแก้ว ที่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา จะถูกปล่อยให้ผ่านเลยไปโดยจับมือคนร้ายไม่ได้และไม่สนใจติดตามผลเป็นอย่างสูงยิ่ง

ทั้งๆ ที่ นายศักรินทร์ กองแก้ว ก็เป็น "คน" ทั้งยังเป็น "คนไทย"

จึงอยากรู้เหมือนกันว่าแผนปรองดองที่รัฐบาลจะเสนอจะดำเนินไปอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่

หากทุกอย่างยังมีการเลือกฝ่าย หากทุกอย่างดำเนินไปโดยแบ่งแยกเสียแล้วว่าใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถปรองดองกันได้

ปรองดองต้องเสมอภาค สร้างสรรค์ ปรองดองต้องดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรม

ปรองดอง

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




นายกฯ อภิสิทธิ์ออกทีวีพูลประกาศ "ปรองดอง" เพื่อปฏิรูปประเทศ

ประเด็นเนื้อหายังกว้างๆ แบบเปิดแพรคลุมป้าย

นับจากนี้ไปคงได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง คำว่าปรองดอง กันจนเบื่อ

ส่วนจะปรองดองได้หรือไม่ อย่างไรนั้น เวลาจะให้คำตอบ

ในฐานะเจ้าภาพ รัฐบาลต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วยความจริงจัง และจริงใจ

ถอดหัวโขน เว้นการเมือง งดเอาชนะคะคาน

เป็นสุภาพบุรุษ?

แต่เพียงแค่วันแรกรัฐบาลก็แสดงออกถึง "ใจ" ว่า ไม่จริง!

ปากบอกปรองดอง ต้องการสมานฉันท์ กลับกระทำตรงกันข้าม

นายกฯ พูดปาวๆ ปรองดองๆ วันเดียวกันรัฐมนตรียุติธรรมสั่งตั้งกรรมการสอบฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ

แล้วจะแปลความว่าอย่างไร?

ใครสั่ง ใครฆ่า ใครตาย จำเป็นต้องชำระสะสาง ก็ใช่

กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย คดีต้องเป็นคดี ก็ถูก

แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ เวลานี้ มันผิดทั้งกาละ และเทศะ

คิดไม่ได้ อ่านไม่ออกจริงๆ หรือ?

รัฐบาลไม่ได้งี่เง่า โง่เขลา ฉลาดหลักแหลมจะตาย!

พจนานุกรมอธิบายความหมายปรองดอง ไว้ว่า

"ออมชอม, ประนีประนอม, ยอมกัน, ไม่แก่งแย่งกัน, ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย, ตกลงกันด้วยไมตรีจิต"

การนำประเด็นฆ่าตัดตอนขึ้นมา เด็กอนุบาลยังรู้เลยว่าคิดอะไร เป้าหมายคือใคร

ถ้าอยากคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ถ้าต้องการคืนความชอบธรรมให้กับ 2,500 ศพ

ต้องไม่ใช่บรรยากาศอยากปรองดองอย่างตอนนี้!!

รัฐบาลเที่ยวเชิญชวนคนนั้นคนนี้ ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ สีนั้นสีนี้มาร่วมปรองดองสมานฉันท์

รัฐบาลเดียวกันกลับรื้อฟื้นคดีร้ายแรง นำคนตายตั้ง 2,500 ศพขึ้นมาเป็นประเด็น

ปรองดองภาษาอะไร? สมานฉันท์ประสาไหน?

มันทั้งตลก ชวนหัวเราะ ทั้งสังเวช สมเพช เวทนา

และยังสะท้อนถึงตัวตน จิตใจ สปิริตของคนในรัฐบาล

กระชับความหมายให้แคบเข้ามาหน่อย ก็สะท้อนคนประชาธิปัตย์นั่นแหละ

ตัวตน จิตใจ สปิริต เท่าไหร่ แค่ไหน อย่างไร??

ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 64 ปี ไม่เคยเปลี่ยน

นี่แหละยี่ห้อประชาธิปัตย์ของแท้!?

องค์กรสิทธิ์โลกโวย ล่ามโซ่! ชี้ละเมิดคนเจ็บ

ที่มา ข่าวสด


มาร์คอู้อี้ยังไม่มีรายงาน แม่เกดจี้แจงหัวกระสุน แฉ"ตุลย์"บีบถอดถอนตู่ ศาลสั่งปล่อยตัว"สมยศ"




เกินเหตุ - ภาพนายณัฐพล ทองคุณ กับนายจรัญ ลอยพูล เหยื่อกระสุนจากการสลายม็อบ 19 พ.ค. นอนรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ตำรวจแถมโดนล่ามโซ่ติดกับเตียงคนไข้ ทำให้องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ออกมาประณามทางการไทย



องค์กรโลก "ฮิวแมนไรต์วอตช์" ประณามล่ามโซ่ 2 คนเจ็บนปช. กับเตียงคนไข้ ชี้ละเมิด สิทธิผู้บาดเจ็บ ระบุเป็นมาตรฐานสากลที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้ ควรใช้วิธีจัดห้องควบคุมพิเศษแทนการล่ามโซ่ตีตรวน ครส.ก็ชี้ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรใช้วิธีจัดจนท.ดูแลไม่ให้หลบหนีก็พอ ส่วนกก.สิทธิ์กลับบอกว่าจากภาพข่าวยังไม่รู้ละเมิดหรือไม่ ต้องรอให้ผู้เสียหายร้องเสียก่อน รองผบช.น.ยันล่ามโซ่ไม่ผิด เป็นระเบียบปกติกันหลบหนี มาร์คอู้อี้ยังไม่ได้รับรายงาน แม่น้องเกดย้ำสู้ตายเพื่อพิสูจน์หัวกระสุนในศพลูกสาว ย้ำชัดหมอตุลย์บีบให้เซ็นชื่อถอดถอน 3 ส.ส.เพื่อไทยจริงตอนไปรับเงินค่าทำศพลูก ผวามีตำรวจไปหาที่บ้านบ่อยๆ หมอพรทิพย์โร่เข้าทำเนียบฯ คาดรายงานผลชันสูตรศพน้องเกด ศาลสั่งปล่อยตัว "สมยศ" แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ หลังศอฉ.ขอขยายเวลาควบคุมตัว

จากกรณีนายจรัญ ลอยพูล อายุ 39 ปี และนายณัฐพล ทองคุณ อายุ 20 ปี ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ตำรวจ ปรากฏว่าโดนตั้งข้อหาฝ่า ฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วโดนล่ามโซ่ไว้กับเตียงคนไข้ โดยนายณัฐพลระบุว่า ถูกยิงที่หน้าสน. ลุมพินีเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ถูกยิงตามร่างกาย 3 นัด นัดแรกเป็นกระสุนปืนลูกซองที่หัวไหล่ซ้าย นัดที่ 2 โดนกระสุนปืนเอ็ม 16 ทะลุมือซ้าย และนัดที่ 3 โดนกระสุนปืนลูกซองที่ต้นขาซ้าย ส่วนนายจรัลบาดเจ็บที่แยกประตูน้ำ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ถูกยิงตามร่างกาย 2 นัด นัดแรกกระสุนปืนลูกซองเจาะฝังในขาซ้าย และนัดที่สองกระสุนปืนเอ็ม 16 เจาะข้อมือจนทะลุ ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

-เทือกยันล่ามโซ่ตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีภาพนายจรัญและนายณัฐพลโดนยิงด้วยลูกซองและเอ็ม 16 นอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจด้วยข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉินและถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงคนไข้ว่า ไม่ทราบวิธีปฏิบัติว่าเขาต้องทำอย่างไร ตนไม่ได้ไปดูรายละเอียด แต่คนที่เป็นผู้ต้องหาก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อคดีไปถึงศาลเขาก็สามารถขอประกันตัวได้ แต่ตอนนี้การอายัด ควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาต้องทำตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นกำหนดให้ใช้แค่กุญแจมือเท่านั้นไม่ใช่ล่ามโซ่ไว้อย่างนี้ นายสุเทพกล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าแต่ละคนถูกอายัดตัวในข้อหาอะไร เพราะมีหลายคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีออกมาแถลงแล้วว่าเขาควบคุมตัวใครด้วยข้อหาอะไร มีเป็นร้อย ตนจำไม่ได้ว่าใครเป็นอย่างไร

-ย้ำอีกเป็นผู้ก่อการร้ายชัดเจน

เมื่อถามว่า คดีก่อการร้ายถือว่าร้ายแรงทำไมไม่มีการรีบส่งฟ้องศาลโดยเร็ว แต่กลับถูกกักขังไว้นาน นายสุเทพ กล่าวว่า คดีก่อการร้ายเท่าที่ตนติดตามเข้าใจว่ามีผู้ต้องที่ถูกออกหมายจับประมาณ 38-39 คน และจับกุมตัวได้บ้าง มอบตัวบ้างประมาณ 20 คน ก็ส่งดำเนินคดีทันที เช่น นายจตุพรก็โดนข้อหาก่อการร้ายด้วย ก็สามารถประกันตัวไปได้ บางคนที่ศาลไม่ให้ประกันตัวก็อาจจะมี ตนไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่หน้าที่ตนที่จะลงลึกไปขนาดนั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าผู้ต้องหาก่อคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับตกเป็นเพียงผู้ก่อความไม่สงบ ในขณะที่กลุ่มนปช.ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้าย นายสุเทพ กล่าวว่า คิดว่ามาถึงวันนี้เราต้องปล่อยใจกันแล้ว เพราะถ้าเราเอามางัดกันเป็นแง่มุมทำให้คนรู้สึกแตกต่าง เข้าใจผิดกัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เรื่องที่เกิดขึ้นชัดเจน ประจักษ์ต่อสายตาคนไทยทั้งประเทศอยู่แล้ว มีคนถืออาวุธสงครามไล่ฆ่าประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ กลางเมืองหลวง เผาบ้าน เผาเมือง ถ้าไม่เรียกผู้ก่อการร้ายจะให้เรียกว่าอย่างไร เพราะคำว่าผู้ก่อการร้ายนั้นตนเป็นคนเรียก โดยเรียกตามคำนิยามของกฎหมาย ถ้าไปดูที่กฎหมายมาตราที่ว่าด้วยการก่อการร้ายจะเห็นชัดว่าพฤติ กรรมดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายที่ระบุ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตรงกับคำนิยามของการก่อการร้ายที่องค์การสหประชาชาติระบุเช่นกัน

-ตร.ชี้ต้องล่ามโซ่กันหลบหนี

วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น. (ฝ่ายสืบสวน) เปิดเผยกรณีนายจรัญ และนายณัฐพลถูกใส่โซ่ล่ามว่า สำหรับนายจรัญ มีการแจ้งข้อหาหลายคดี ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมทั่วไปเยอะแยะเพราะเป็นสิทธิของเขา โดยนายจรัญเป็นการ์ดเสื้อแดง และช่วงชุมนุมได้กักตัวตำรวจที่ถ่ายรูปพร้อมยึดกล้องและหักเมมโมรี่การ์ดอีกด้วย เรื่องนี้เป็นระเบียบปกติเพราะเป็นผู้ต้องหา หากไม่ล่ามโซ่ก็อาจหนีได้ หากไม่เจ็บป่วยอยู่โรงพยาบาลก็ต้องไปเรือนจำแล้ว ที่ต้องล่ามโซ่เพราะเป็นผู้ต้องหา ตนก็เคยจับคดีจี้ ปล้น ข่มขืน และผู้ต้องหาอยู่ในโรงพยาบาลก็ทำเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือกลั่นแกล้ง ส่วนที่ไปถ่ายรูปนั้นถือเป็นสิทธิ์ของสื่อมวลชน ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้หนีเท่านั้น การอนุญาตหรือไม่เป็นสิทธิ์ของโรงพยาบาล

-กก.สิทธิ์ยังไม่รู้ละเมิดหรือไม่

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

รอดถึงวันปรองดอง?

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_88932
อภิสิทธิ์


ฉากหนึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนบนโพเดียมเชิงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อ่านจดหมายที่ร่างด้วยลายมือตัวเอง

เชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยเข้าร่วมแผนปรองดองแห่งชาติ

แต่อีกฉากหนึ่งก็เป็นภาพนายศักรินทร์ กองแก้ว หรือ "อ้วน บัวใหญ่" แกนนำม็อบแดงโคราช ถูกคนร้ายที่เป็นชายฉกรรจ์ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต

ปมสังหาร โยงเกมไล่ล่าคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด

ขัดอารมณ์กันโดยสิ้นเชิง

โดยจังหวะมันจึงเป็นอะไรที่น่าจะชกลมข้างเดียว ตามกระแสให้ราคามุกปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์ แค่หนังม้วนใหม่

สลับบทเล่น ยืดอายุรัฐบาล

ตามปรากฏการณ์ก็อย่างที่ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ซัดรัฐบาลพยายามสร้างภาพ สิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์ทำอยู่ในขณะนี้เป็นไปเพื่อต้องการกลบเกลื่อนคดีการสั่งปราบปรามประชาชน

โดยการพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง

ตามคิวที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ต้องตอบคำถามนักข่าวกรณีที่รัฐบาลรื้อฟื้นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบศึกษาและวิเคราะห์นโยบายปราบปรามยาเสพติดและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) หรือคณะกรรมการสอบการฆ่าตัดตอนขึ้นมาใหม่

ทำไมอยู่มาเกือบ 2 ปีถึงเพิ่งนึกได้ว่าจะทำเรื่องนี้

"เทพเทือก" ตอบเสียงอู้อี้ๆ เขาคงนึกมานานแล้ว แต่คงไม่ใช่เพราะรัฐบาลเกรงจะเสียเปรียบในการต่อสู้ทางการเมือง เรื่องการสั่งปราบปรามการชุมนุม

ย้อนศร ไล่บี้กันไม่ลดละ

โดยเหลี่ยมเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในมุกปรองดองของ "อภิสิทธิ์" จับอารมณ์ได้ ทั้งรัฐบาล ทั้งเสื้อแดง ต่างฝ่ายต่างไม่จริงใจ และก็ไม่มีใครไว้ใจใคร

มุ่งปรองดองแค่ฝ่ายตัวเอง

และเท่าที่จับทางได้ โดยโปรแกรมที่นายกฯอภิสิทธิ์แบไต๋เองว่า แผนของการนำไปสู่ การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติและความรุนแรง และสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและบ้านเมืองที่ดีสำหรับประชาชนทุกคน มีข้อตกลงเป็นรายละเอียดที่นำไปสู่การปฏิบัติได้

มีความชัดเจนว่าแต่ละภาคส่วนในสังคม รวมทั้งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนกระบวนการต่างๆอย่างไร และเสร็จทันภายในสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนดีลไว้แค่สิ้นปี เงื่อนเวลาก็บังเอิญพอดิบพอดีกับคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์แบไต๋กับนักข่าวต่างประเทศ จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ต้นปีหน้า

ถ้ารับมัดจำตามมุกปรองดองแห่งชาติ ก็หมายถึงว่า เวลาอีกครึ่งปีนับจากนี้ รัฐบาลก็ตีตั๋วยาวอยู่กันแบบ
เบาตัว

ตีพุงรอเลือกตั้งใหม่

เอาเป็นว่า มาถึงนาทีนี้ "อภิสิทธิ์" ได้กลายเป็น "คู่ขัดแย้ง" เต็มตัว ในความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วจากการสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง ท่ามกลางเสียงทวงถามความรับผิดชอบ โดยสภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ยังนั่งอยู่ในอำนาจ

"อภิสิทธิ์" พูดเรื่องปรองดอง ยังไงก็ไม่เกิดภาพของความ ชอบธรรม

อย่างดีก็ได้แค่ปั่นภาพพระเอกได้ชั่วครู่ชั่วยาม

แต่ก่อนอื่นเลย ต้องลุ้นเดิมพันเป็นเดิมพันตายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ล่าสุด ก็เป็นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ตั้งโต๊ะแถลงเคลียร์คิวให้เสร็จสรรพ ซัดอดีตบิ๊กดีเอสไอชักใยป่วนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

จัดฉากดิสเครดิต กดดันคดี

นัยว่าช่วยประคองกระแส เคลียร์อารมณ์ค้างคาใจของสังคมที่กำลังพุ่งเป้าไปที่อาการดิ้นของนักโทษประหาร ไฟต์บังคับให้เล่นกันทุกวิถีทาง

โดยจังหวะต้องใส่กันทุกกระบวนท่า มันก็จับทางได้

ประชาธิปัตย์ก็ไม่มั่นใจ จะรอดไปถึงวันปรองดอง.


ทีมข่าวการเมือง

ปาหี่ลวงโลก

ที่มา ไทยรัฐ


การเมืองที่ไร้จุดยืนไร้อุดมการณ์และจิตสำนึกที่มีต่อ ประชาชน เจ้าของประเทศตัวจริง ย่อมมีจุดบกพร่องที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมืองไม่มีที่สิ้นสุด เพราะประเทศกลายเป็น สนามการชิงอำนาจทางการเมือง ของกลุ่มขั้วอำนาจ ประชาชนเป็นแค่ตัวประกัน ถูกสั่งซ้ายหันขวาหันไปวันๆ

กรณีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ ครม.สั่งระงับการขยายเส้นทาง ที่ยังเหลืออยู่อีกไม่กี่กิโลเมตร ส่วนที่แล้วก็ให้แล้วไปไม่ติดใจเอาความ นายกฯ ก็หน้าบาน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็หน้าบาน แล้วถามว่าชาวบ้านได้อะไร บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ออกมาต่อต้านได้อะไร ไม่ให้ตัดถนนตรงนี้ก็ไปตัดตรงโน้น จับได้ไล่ทันก็สั่งระงับพอเป็นพิธี เอาหน้า สร้างภาพสำเร็จถือว่าแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

กรณีคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาถอดอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยาออกจากมรดกโลก เชื่อขนมกินได้ว่า แม้ในที่สุดจะถูกถอดจริงๆ รัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่สะดุ้งสะเทือนแต่ถ้ากลายเป็นเรื่องใหญ่พาดหัวข่าวเมื่อไหร่ รัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรมก็จะออกมาดิ้นอ้างโน่นอ้างนี่
แล้วก็เลิกรากันไป

กรณีเขาพระวิหาร รัฐบาลชุดนี้สมัยเป็นฝ่ายค้านจะเป็นจะตาย พันธมิตรฯก็จะเป็นจะตาย นักวิชาการมีสีก็จะเป็นจะตาย วันนี้พอเป็นรัฐบาลเท่านั้น เรื่องนี้ไม่อยู่ในสายตา สู้ทุ่มเทกำลังไล่ล่าทักษิณ สนุกกว่าเยอะ

ยุคนี้กองทัพสบายแฮไป จะจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จะเบิกงบลับงบพิเศษพิสดารอะไร รัฐบาลไม่กล้าหือ เรื่องตลกก็คือ เรือเหาะตรวจการณ์ ที่จะไปใช้ในพื้นที่ภาคใต้ แค่คิดก็ฮาแล้ว กองทัพบกรีบชี้แจงว่า เรือเหาะที่ว่าบินได้จริง สูงถึง 3 กิโลเมตร แต่ว่าต้องดูทิศทางลมด้วย ทั้งนี้จะบรรทุกกล้อง 2 ตัวกับเจ้าหน้าที่ได้อีก 4 คนสำหรับตรวจการณ์ดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงกันข้าม ราคาไม่ต้องพูดถึงเพราะหน่วยราชการมีเทคนิคพิเศษที่จะซื้อแพงกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่แล้ว

ปัญหาก็คือว่า จะมีความปลอดภัยแค่ไหน มีประสิทธิภาพคุ้มค่าหรือไม่ เพิ่งอ่านข่าวล่าสุดนักรบตาลีบันสอยเฮลิคอปเตอร์อเมริกันตกทหารเสียชีวิตไป 4 นาย ขอย้ำอีกทีว่าเป็น ฮ. ไม่ใช่เรือเหาะ ว้าเหว่

รัฐบาลดำเนินกิจกรรมนำไปสู่แผนปรองดองแห่งชาติ ระดมความคิดเห็นกันยกใหญ่ ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าที่ตั้งกันมาแต่ละชุดก็พอจะรู้ว่า ใครเป็นใคร และมองไปไกลถึงวาระสุดท้ายของแผนปรองดองแห่งชาติ

พฤติกรรมมือถือสากปากถือศีลอย่างไรเสียก็ไม่มีวันปรองดองหน้าฉากอยากได้สันติภาพ หลังฉากส่งกำลังเจ้าหน้าที่ ศอฉ. เจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่าประชาชนที่เป็นศัตรูไม่หยุดหย่อน ปลาเล็กปลาน้อยก็ไม่เว้นถูกจับเรียบ อยากให้โลกมีความสงบสุข แต่ส่งเสริมโรงงานผลิตอาวุธ แค่ปาหี่เล่นกลไปเรื่อยๆ.

"หมัดเหล็ก"

การ์ตูน เซีย 12/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

‘ฟีฟ่า’ฝืด

ที่มา บางกอกทูเดย์


เหมือนจะคล้ายๆ กัน... ระหว่าง “การเมือง” กับ “ฟุตบอล” เพราะทั้งสองสิ่งนี้ เรียกความสนใจจากคนไทยได้อย่างมหาศาล!! “เด็กเล็ก” และ “ผู้หญิง” กลายเป็นสมาชิกในกลุ่มผู้ชุมนุม หรือ “ม็อบ”มากกว่าผู้ชายซะอีก แถมสามารถอธิบายและวิจารณ์ “การเมือง” ได้อย่างละเอียดยิบ!! “หญิงไทย”สมัยใหม่ ใช่แค่ “มือแกว่งดาบ-ปากแกว่งเปล”อย่างในอดีตแล้ว ในขณะที่ “ฟุตบอล” สร้างความไข้แดก ให้กับคนทั้งโลกคือ “ฟีเว่อร์” ผู้จัดคือ “ฟีฟ่า” มองการณ์ไกลในทิศทางที่ดี ให้ความใส่ใจกับ “เด็กเล็ก” เพราะถือว่า ยุวชน เหล่านี้

ชอบกีฬาฟุตบอลจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่นักฟุตบอลระดับโลก จะต้องเดินเคียงคู่มากับ “เด็ก” ที่ทางฟีฟ่าจัดไว้ พร้อมประกาศไว้ทุกแมทซ์ว่า จะต้องเล่นบอลกันอย่างยุติธรรม!! เพื่อเป็นการ “ย้ำฝังลึก” ให้เข้า สู่จิตใจเด็ก ตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมาเป็น “ขยะพลเมือง” ของโลกต่อไป ที่สำคัญ “ฟีฟ่า”

นอกจากจะจัดการแข่งขันแล้ว ยังเป็นผู้จัดการเรื่อง “กรรมการเป็นกลาง” ที่จะต้องเฟ้นหาเป็นระดับสุดยอดจริงๆ เพราะหากกรรมการไม่เป็นกลางแล้ว “เกมส์ฟุตบอล”จะหมดสนุกทันที!! และจะสร้าง “ความอึดอัด” ให้กับ “กองเชียร์” และผู้ชมส่วนกลางเป็นอย่างยิ่ง ทีมของ “กรรมการ” คือ “ทีมที่สาม” นอกจาก

“สองทีม” ที่แข่งกันในสนาม “การเมือง” กับ “ฟุตบอล” มาสลับกันนิดๆ ถือว่านิมิตรที่ดีอย่างยิ่ง เพราะช่วยการเบี่ยงเบนความสนใจกับสิ่งร้ายๆ ได้มากกว่าที่รัฐบาลจะแก้ไข และเป็นช่วงที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังออกมาเร่งแผนปรองดอง เพื่อให้คนในชาติ “สามัคคี”กันใหม่เพื่ออนาคตของประเทศชาติ

จะเป็น “แผนปรองดอง” หรือ “จับมาดอง” ก็ต้องดูกันต่อไป เพียงแค่ส่งตัว “กรรมการ”ออกลงมาวิ่งในสนาม คนก็ครางกันฮือเพราะ คณิต ณ.นคร รู้ๆกันอยู่ในอดีตทำอะไรไว้ให้ค้างคาใจ ฝ่ายตรงข้าม.. สงสัยได้ดูบอลฝืดๆ อีกซะละมั้ง ฝ่ายนึง11คน และ อีกฝ่ายใช้14คน..ไม่อาย “ฟีฟ่า” บ้างหรือครับ!!

พูดเป็นต่อยหอย!!

ที่มา บางกอกทูเดย์


พูดเป็นต่อยหอย!!
“บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย แห่ง พรรคภูมิใจไทย พูด “ปล่อยไก่” ช่างบ่อย ดูแล้วช่วงนี้ พูดเอง! เออเอง! ชงเอง! กินเอง! จนเป็นนิสัย?...อยู่ ๆ “รัฐมนตรีบุญจง” หยอด เป็นตุเป็นตะ สส.พรรคเพื่อแผ่นดิน “กลุ่มพญานาค” ของ “พินิจ จารุสมบัติ” มุดมุ้งดอดเข้าไปผสมพันธุ์ อยู่กับ “ภูมิใจไทย” “อดีตรัฐมนตรีพินิจ”..อยากดีดปาก เพราะเป็นเรื่อง เหลวไหล ยืนยัน จาก พญาบอสกลุ่มพญานาค “คุณพี่พินิจ” ซึ่งเดินทางกลับจากจีนเมื่อวันวาน....ยังต่อปลั๊ก รักกันแน่นปึ๊ก กับ “กลุ่มโคราช” ของ “ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” เป็นอย่างดี และยังจับมือเป็นหนึ่งเดียวกัน ..ไม่มีการแตกคอ ย้ายขั้วสลับข้างไปซบ “พรรคภูมิใจไทย” ให้เสียศักดิ์ศรี!!! “รัฐมนตรีบุญจง”เลิกตีขุม......พูดแบบเดาสุ่ม? ..ไม่คุ้ม กับเกียรติแห่งรัฐมนตรี??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ความจริง” ย่อมเป็น “ความจริง”
“คุณพี่ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” อดีตรมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้เป็นเทวดาตกสวรรค์มาหมาด ๆ ใหม่ ๆ ...เป็นผู้มีผลงาน สร้างสรรค์อลังการ ที่โดดเด่น เป็นอย่างยิ่ง “กระทรวงอุตสาหกรรม” ใต้คอนโทรล สั่งการ กำกับการ ดูแล ของ “อดีตรัฐมนตรีชาญชัย” แสนยอดเยี่ยมกระเทียมดอง.. มีคนขอมาลงทุน เดือนละ หมื่นล้าน แสนล้าน จนเศรษฐกิจไทยกระฉูด พุ่งไม่หยุด เสร็จสรรพ “ผลงานเลิศ”...แต่ถูกไล่ตะเพิด เป็นได้ไงกันขอรับ นี่เป็น ความสามารถโดยเฉพาะตัว ของ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ที่บริหาร “กระทรวงอุตสาหกรรม” ด้วยความสามารถล้วน ๆ ..ไม่เกี่ยวกับ “สรยุทธ เพ็ชรตระกูล” ผู้ช่วย รมต.อุตสาหกรรม ..พอ “รัฐมนตรีชาญชัย” พ้นตำแหน่ง “ผู้ช่วย รมต. สรยุทธ” ก็บึ่งไปรับใช้ “พรรคภูมิใจไทย” ของ “ซุเปอร์ห้อย” ไม่รอรี!!! พอ “เพื่อแผ่นดิน” ไม่มีอำนาจ...ก็ทิ้งหนีตัดขาด...อุ้ยไม่มีมาทยาทเลยนะนี่????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ไม่รู้จัก อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน
อดใจ ไม่ผลีผลาม ด่วนเร็วใจง่าย ล่ะก้อ.. “ไชยยศ จิรเมธากร” สส.พรรคเพื่อแผ่นดินที่แตกฝูง คงไม่ต้องตำแหน่งต๊อกต๋อย เป็นแค่ “รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ” เพราะเป้าหมายตำแหน่งใหญ่นั้น.. “อดีตรัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ” คนปั้น กะให้ “รัฐมนตรีไชยยศ” ก้าวเป็น “รัฐมนตรีว่าการ” กระทรวงใหญ่กระทรวงหนึ่ง แต่นี่ชิงสุกก่อนหาม....จึงได้ตำแหน่งต่ำ อย่างคาดไม่ถึงเป็นเพียง “รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ” วัน ๆ จับเจ่า ๆ นั่งตบยุงแก้เซ็ง!! อนาคตน่าเรืองรอง...กับต้องหมอง..เป็นแค่ “รัฐมนตรีมือสอง” เท่านั้นเอง???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ไม่เคลื่อนไหวอันดับ
ทำตัวเงียบเฉียบ เหมือนอยู่ในป่าช้า .. สำหรับ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพรรครวมชาติพัฒนา ไงเล่าครับ??? เฉพาะพื้นที่เขตเลือกตั้ง จังหวัดนครราชสีมา ..ซึ่งเป็นฐานเดียว เขตเดียว ที่ “พรรครวมชาติพัฒนา” จะได้สส. ๑๗ เก้าอึ้ผู้แทนจังหวัดนี้.....”คุณพี่สุวัจน์” จะแพ้เรียบ ไม่เหลือหรอ หากยังปล่อยให้ “พรรคภูมิใจไทย” ของ “เนวิน ชิดชอบ” และ “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย ขยายพื้นที่ กระชับพื้นที่ กินแดน ลุกลามเข้าไปในเขตเลือกตั้ง ที่ “สุวัจน์ ” ดูแลอยู่ “ภูมิใจไทย”เร่งสปีด....ตั้งเป้าเพื่อพิชิต...ดับ “สุวัจน์”ให้สนิท อย่างไม่มีทางสู้???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

กฎหมายศรีธนญชัย
แล้ว นักธุรกิจ ผู้บริหารชั้นนำ ของ ประเทศญี่ปุ่น เตรียมย้ายฐานการผลิตรถไปอยู่ที่อินโดนิเซีย พ้นออกจากพื้นที่ แผ่นดินไทย เพราะเขาไม่อยากอยู่ใต้อาณัติ “กฎหมายไทย” ที่เป็นเหมือนไม้หลักปักขี้เลน “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”......ไทยจะเสียหาย ล้มละลายเหมือนตายทั้งเป็น คนงานไทย ที่ทำอยู่ใน “บริษัทโตโยต้า” กว่า ๒ ล้าน เหยียบ ๓ ล้านคน ตกต้องงาน....อันมาจาก “ต่งชาติ” ไม่เชื่อในน้ำยา ของ “กฎหมาย” ที่ชี้ถูกชี้ผิด ตามใจของผู้มีอำนาจบริหารประเทศ...หาก “บริษัทญี่ปุ่น” เกิดคดีความกับ “รัฐบาลไทย” แล้วใช้กฎหมายอย่างไร้มาตรฐาน เขามีแต่เสียเปรียบ...อย่างเช่นกฎหมายยุบพรรคนั้น ถ้าเป็นพรรคอื่น ก็ล้มอย่างระเนระนาด แต่เป็น “พรรคประชาธิปัตย์” กับอยู่ได้สบายแฮ!!! “ต่างชาติ”พากันหนีหาย....เพราะเซ็งกฎหมายไทย...ที่ไร้ประสิทธิภาพ ยอดจะแย่????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ฮาร์ดคอร์ – ซอฟต์คอร์

ที่มา บางกอกทูเดย์


เงียบเชียบ...สำหรับความเคลื่อนไหวของแกนนำเสื้อแดงทั้งสาย ฮาร์ดคอร์ และ ซอฟต์คอร์ โดยเฉพาะฮาร์ดคอร์ “ตัวกลั่น” ที่ประกอบด้วย “กี้” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง กับ “แรมโบ้อีสาน” สุพร อัตถาวงศ์ ไม่มีใครรู้ว่า...ทั้งสองคน “เป็นตายร้ายดี ” หลบซ่อนตัวที่ไหน กินนอนอย่างไร? รู้แต่เพียงข่าวคราวล่าสุดของทั้งคู่ที่จะ “เข้ามอบตัว” ต่อเมื่อรัฐบาลประกาศ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในขณะที่แกนนำซอฟต์คอร์ วีระ มุสิกพงศ์

นพ.เหวง โตจิราการ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พวกเขาถูกจองจำตากอากาศที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ทั้งหมดไม่น่าเป็นห่วง...เพราะอยู่ในความดูแลของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” แตกต่างกับ “กี้” และ “แรมโบ้” ที่ต้องเผชิญชะตากรรมข้างนอกเพียงลำพัง...ท่ามกลางกระแสข่าวการ “ตามเก็บ” แกนนำคนอื่น...ชนิดถูกยิงเป็นใบไม้ร่วง

ถึงตรงนี้ทำให้ผมคิดต่อยอดเกี่ยวกับ “การดำเนินคดี” ที่ภาครัฐต้องสั่ง “ลงหวาย” กับแกนนำที่เข้ามอบตัว ผมนึกย้อนไปถึง “คดีดัง” ในอดีตทั้ง คดีกล้ายาง คดีตัดสินยุบพรรค รวมไปถึง คดีทำกับข้าว ของอดีตนายกรัฐมนตรี “สมัคร สุนทรเวช” แทบทุกคดี “ผลลพธ์” ที่ออกมาเหมือน “ใจคิด” ของใครหลายคน...

ซึ่งนั่นอาจเป็น “ความบังเอิญ” ที่หากต้องคิดพิจารณาเรื่องนี้จริงๆ ก็ควรปล่อยใจตนให้ว่าง แล้วผลลัพธ์ “คดีแกนนำเสื้อแดง” ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร? ผมเชื่อว่า...แกนนำฮาร์ดคอร์จะถูกดำเนินคดี...ในขณะที่ซอฟต์คอร์จะหลุด เพราะการทำตามข้อเสนอของรัฐบาล คือ การเข้ามอบตัว และ การยุติการชุมนุม

รัฐบาลรู้ว่า...แกนนำซอฟต์คอร์นั้นสามารถคุยกันได้ จำได้หรือไม่? วันโต้วาทีระหว่าง เสื้อแดง กับ รัฐบาล ใครกัน? ที่เป็นตัวกลางคอยประสานงานให้ ฝั่งรัฐบาลมี กอร์ปศักดิ์ กับ ชำนิ ส่วนฝั่งเสื้อแดงมี นพ.เหวง กับ วีระ บางทีการคาดคะเนของผมอาจผิดพลาด...แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้กับ คดีแกนนำ นปช.

ที่กลายเป็นว่าอาจมี “ที่ว่าง” สำหรับแกนนำซอฟต์คอร์ ใครบ้างที่อยากคุยกับคนที่ตัวเอง “คุยไม่รู้เรื่อง” สู้คุยกับคนที่พูด “ภาษาเดียวกัน” ไม่ดีกว่าหรือ “ชะตากรรม” ที่แตกต่างของ “ครอบครัวราชประสงค์” จะเป็นอย่างไร...เป็นเรื่องน่าติดตาม!

ขอประเทศไทยคืน

ที่มา บางกอกทูเดย์


ฝ่ายหนึ่งก็ว่า...จะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ฝ่ายหนึ่งก็ว่า..จะไม่ปรองดองกับฆาตกร ก็แปลว่า..สองฝ่ายรวมกันก็คือ ผู้ก่อการร้ายกับฆาตกร...นั่นคือฝันร้ายของประชาชนคนไทย..ทั้งพวกที่มั่งมีศรีสุขและพวกที่ยังหาเช้ากินค่ำ..เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นขอทานหรือมหาเศรษฐฐี..คุณก็คือคนที่จะต้องอยู่ในประเทศนี้..ประเทศที่มีแต่..ผู้ก่อการร้ายและฆาตกร เราคนไทยเสียดายกันมานานเกินพอแล้วสำหรับโอกาศดีๆ ที่ประเทศนี้จะเติบโตยิ่งใหญ่ไล่เท่าเดินเคียงกับชาติร่ำรวยอย่าง เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือไต้หวัน..

เราคนไทยน่าจะดีใจกันซะทีที่..ผู้ก่อการร้ายกับฆาตกร..จะเผชิญหน้ากันและสู้รบกันจนกว่าจะวอดวายตายจากไปทั้ง 2 พวก..และต้องสนับสนุนให้เร่งฆ่าเร่งทำลายกัน..เพราะเราเชื่อจากประสพการณ์ว่า..ความแหลกเหลวจากการต่อสู้ในสงครามนั้น..เราสามารถสถปนากลับมาได้..และในบางกรณีย์ยังกลับทำให้สวยงาม

ยิ่งขึ้นไปอีก..ไม่เชื่อคอยดูว่า..โรงหนังสยามกับเซ็นทรัลเวิร์ดที่จะสร้างกหันขึ้นมาใหม่นั้น..รับรองได้ว่าสวยและทันสมัยกว่าของเก่าอย่างแน่นอน แต่..การคุมเชิงกันอย่างยาวนาน ไม่สู้ไม่ฆ่าไม่ทำสงครามให้เบ็ดเสร็จต่อกันนั้น กลับเป็นอันตรายและสร้างหายนะมากกว่า ถ้าญวนเหนือไม่รบจนชนะเวียดนามใต้..

ป่านนี้คนญวนก็คงอยู่ในนรกหมกไหม้..ไม่ใช่ประเทศของประชาชนมีมวลแห่งความสุขเหนือชั้นกว่าประเทศไทย..เช่นเดียวกันกับ กัมพูชาและลาว...ถ้าฝ่ายทางด้ามปืนชี้หน้าด่ากราดผู้ถูกสังหารว่าก่อการร้าย..และผู้ล้มตายชี้หน้าผู้เข่นฆ่าว่าฆาตกร..แผ่นดินนี้คงทวีทับถมกันลงไปบนกองศพไม่มีวันสิ้นสุด..

ปรองดองไม่ใช่แค่วลีทางการเมือง..ฆาตกรรมที่มีกฏหมายรองรับ..ก็ไช่ว่า..จะเป็นเช่นว่าไปชั่วกัลปาวสาน..อัลเบร์โต เคนโย ฟูจิมูริ..อดีตประธานาธิบดีแห่งเปรู..ตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าใคร..ขอประเทศไทยคืนเถิดครับ..ทั้งจากผู้ก่อการร้ายและฆาตกร

แอฟริกาใต้ ไม่ได้มีดีแค่ฟุตบอลโลก

ที่มา บางกอกทูเดย์



“ประเทศแอฟริกาใต้” ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี 2010 ถือเป็นครั้งแรกที่มหกรรมฟุตบอลของชาวโลกดวลแข่งกันที่กาฬทวีป และเริ่มระเบิดแข้งอย่างเป็นทางการแล้ว เราลองมาทำความรู้จักประเทศแอฟริกาใต้ในด้านอื่นนอกเหนือจากการเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกกันบ้างดีกว่า

แม้แอฟริกาใต้จะเป็นตลาดที่มีจำนวนประชากรเพียง 45 ล้านคน แต่ด้วยพื้นที่ประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 2.5 เท่า และร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งแร่สำคัญๆ เช่น ทองคำ เพชร จนได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่สุดของโลก และแหล่งแพลตตินั่มมากเป็นอันดับสองของโลก

วัตถุดิบเหล่านี้จึงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญและทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก บวกกับความต้องการในการบริโภคสินค้าของคนในประเทศที่กำลังขยายสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางผิวดำ (black middle class) ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้นักลงทุนต่างชาติจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในเอเชีย ให้ความสนใจไหลเข้าไป

แข่งขันกันลงทุน ปัจจุบันจึงมีนักลงทุนจากเอเชียหลายกลุ่มรุกเข้าไปลงทุนยึดหัวหาดในอาฟริกาใต้แซงหน้าไทย เช่น ตาต้ากรุ๊ปจากอินเดียเข้าไปลงทุนทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานผลิตเหล็ก ขณะที่จีนเข้าไปกอบโกยและยึดครองธุรกิจ ตั้งแต่สถาบันการเงิน ไปจนถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนการลงทุน

จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) เช่น มาเลเซีย อาทิ กลุ่ม ปิโตรนาส เข้าไปตั้งสถานีบริการน้ำมัน และสัมปทานสร้างสนามบินรูปแบบเทิร์นคีย์ เวียดนามก็กำลังรุกเข้าไปตั้งเทรดดิ้งเฟิร์มและดิสตริบิวชั่นด้านการค้า แอฟริกาใต้เป็นประเทศน่าลงทุนอันดับที่ 28 ของโลก จากปัจจัยเอื้อด้านเศรษฐกิจและ

การบริโภคในประเทศที่กำลังเติบโต ขณะที่แต่ละพื้นที่ของประเทศทั้ง 9 มณรัฐ ได้แก่ ควาซูลู-นาทาล, นอร์ธเทิร์นเคป,นอร์ธเทิร์นโพรวินซ์, นอร์ธ-เวสต์, อีสเทิร์นเคป, พูมาลังก้า, ฟรีสเตท, เวสเทิร์นเคป และ กัวเต็ง ต่างก็แข่งขันกันดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(เอฟดีไอ)เข้าไปลงทุน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์

ท่องเที่ยว ก่อสร้าง เกษตรแปรรูป สิ่งทอ และโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่คาดหวังสร้างความสำเร็จในอนาคตโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเรือธงที่รัฐบาลคาดหวังช่วยผลักดันเศรษฐกิจขยายตัว ช่วยสร้างงานและลดปัญหาความยากจน ปัจจุบันแอฟริกาใต้มีรถยนต์จำหน่าย

อยู่ทั่วประเทศรวม 36 แบรนด์ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการพัฒนาฐานผลิตใน 3 มลรัฐหลักๆ คือ มลรัฐกัวเต็ง(Gauteng) เป็นฐานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์(OEM) ให้กับค่ายรถบีเอ็มดับบลิว นิสสัน เฟียต ฟอร์ดและตาต้า มีสัดส่วนประมาณ 50% ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ มลรัฐอีสเทิร์นเคป(Eastern Cape) แหล่งใหญ่

คือ พอร์ต อลิซาเบธ เป็นฐานผลิตของค่ายรถ เจเนอรัล มอเตอร์(จีเอ็ม) โฟลค์สวาเก้น และเครื่องยนต์สำหรับฟอร์ต ส่วนที่อีสต์ ลอนดอน เป็นฐานผลิตของค่ายเดมเลอร์ไดรสเล่อร์ สัดส่วนประมาณ 30% ของการผลิตรวม และมลรัฐควาซูลู-นาทาล เป็นฐานผลิตค่ายโตโยต้า คิดเป็นสัดส่วน 15% นอกจากนี้ยังมีฐานผลิต

ที่กระจายอยู่ในมลรัฐนอร์ธ-เวสต์ และ เวสต์เทิร์นเคป บางส่วน รัฐบาลตั้งเป้าขยายฐานการผลิตยานยนต์ จาก 650,000 คัน ในปี 2549 เป็น 1,000,000 คันในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น 57.7% ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก โดยวางยุทธศาสตร์ขยายเพิ่มฐานผลิตของค่ายรถต่างๆ ขยายฐานซัพพลายเออร์ระดับโลก

ด้วยการร่วมทุน การนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนต่ำ เทียบกับออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และบราซิล เป้าหมายหลักๆเพื่อสร้างขีดความสามารถของ บุคลากร ธุรกิจ และอุตสาหกรรม ก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลก พร้อมๆไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เช่น น้ำ ไฟ ระบบสื่อสาร ถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และระบบโลจิสติกส์ ที่มุ่งเน้นมาตรฐานระดับโลกแต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งซึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแอฟริกาใต้ขยายตัวจาก 5 ล้านคนเป็น 8 ล้านคนและสร้างรายได้เพิ่มจาก 5% เป็น 8% ของจีดีพีประเทศ

จึงคาดหวังเปิดโอกาสด้านการลงทุนโรงแรม การท่องเที่ยวแบบผจญภัย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และรูปแบบอื่นๆ เข้าไปลงทุน ตลอดจนภาคการเกษตรที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรปลอดสารพิษ และ ไบโอฟูเอลหรือเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้จุดแข็งคือ การเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ

เช่นเดียวกับ จีน และอินเดีย และยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และลาตินอเมริกา นอกจากนี้รัฐบาล กำลังเจรจาที่จะสร้างแอฟริกาใต้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเส้นทางการค้ากับอินเดีย และบราซิล พร้อมๆไปกับการสร้างแอฟริกาใต้เป็นประตูเข้าสู่ตลาดแอฟริกา

‘ไสยศาสตร์’ปรองดอง?

ที่มา บางกอกทูเดย์



“ปรับใหญ่” นอกจากจะปรับครม.ชุดใหญ่แล้วมาถึงวันนี้ รัฐบาลก็ต้องปรับใหญ่กันอีกครั้ง สำหรับ “ฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาล” ซึ่งนอกจากการย้ายตำแหน่งท้าวมหาพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับทำบุญ 5 ศาสนาที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว “ฮวงจุ้ย”ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกปรับครั้งใหญ่เช่นกัน นับจากเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกเทเลือกหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เป็นต้นมา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาล ต้องเจอมรสุมทางการเมืองหลายละลอก ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองของนปช. คดียุบพรรค

หรือแม้แต่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เพิ่งผ่านไป ไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์จะถือฤกษ์งามยามดี 09.00 น.ทำพิธีปรับฮวงจุ้ย ในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับการทำบุญที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำหรับการแก้ฮวงจุ้ยของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้มีการนำตู้อัญมณี 9 ตู้มากระจายตั้งใน 9 จุด

รอบลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม พร้อมกับมีการประกอบพิธีกรรม โดยชายแต่งกายด้วยชุดสีดำประมาณ 20 คน ทำพิธีเดินเคาะระฆังแก้วไปตามจุดที่ตั้งตู้อัญมณี รอบลานพระแม่ และภายในอาคารควงอภัยวงศ์ ซึ่งหลังเคาะเสร็จในแต่ละจุดก็จะใช้แท่งเหล็กเล็งตามจุดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังให้ทีมงานทำการติดภาพ

หุบเขาสูงมีหมอกจาง ๆ และรูปมังกรตามจุดต่าง ๆ บริเวณรอบอาคาร และยังกระจายวางรูปปั้นพระสังฆจายสีทอง ตั้งด้านบนประตูทางเข้าพรรค และตั้งตุ๊กตาไก่เหล็กด้านบนขอบอาคาร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่แจ้งว่าการทำพิธีครั้งนี้ เพื่อความเป็นศิริมงคลให้กับพรรคหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ร้าย การทำพิธีดังกล่าว

ผู้รู้บอกว่า เป็นการทำพิธีอัญมณีรับพลังจาก “จักรวาล” ถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง โดยตั้งอัญมณีให้เป็นมงคลและมีการทำพิธีเคาะระฆัง เพื่อล้างพลังร้าย และใช้อัญมณี 5 ธาตุ ดึงพลังมงคลจากจักรวาล ส่งผลให้สถานที่ตั้งตู้อัญมณีเป็นมงคล ทำให้คนทั่วไปรวมถึงคนในพรรคประชาธิปัตย์คิดดีต่อกัน ส่งผลถึงตัวหัวหน้าพรรค

ที่เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าดวงไม่ค่อยดี ซึ่งเมื่อมีการตั้งตู้อัญมณีก็จะทำให้สิ่งไม่ดีหายไปจะมีแต่ความสบายใจ ทั้งยังส่งผลต่อการเลือกตั้งด้วย นอกจากการปรับฮวงจุ้ยที่ทำพร้อมกันกับการทำบุญที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ดูเหมือนรัฐบาลจะใช้ฤกษ์นี้ประกาศเดินหน้าแผนปรองดองเพื่อชาติที่ถูกพับเข้าลิ้นชักมาแล้วครั้งหนึ่ง

มาครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีลงทุนเขียนจดหมายด้วยลายมือสไตล์นักเรียนนอก ขอให้คนไทยร่วมกับเข้าสู่แผนปรองดองอีกครั้ง แผนปรองดองที่ว่ายังคงเป็นที่เดิมที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมกับคำหวานที่นายกฯระบุว่า สิ้นนี้คนไทยจะได้รับของขวัญชิ้นใหญ่นั้นคือความปรองดอง ทั้งนี้ หลังการประกาศเดินหน้า

แผนปรองดองออกมาทำให้คะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี เพิ่มดีกรีมากขึ้น อันนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับแผนปรองดองโดยตรงหรือเป็นเพราะการปรับฮวงจุ้ย หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรงานนี้ ปชป.ใช้ทั้ง “ไสยศาสตร์”และ “แผนปรองดอง” เอาใจแม่ยกถึงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะปูทางเพื่อศึกเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบได้?!

Friday, June 11, 2010

"สื่อ"ขอพื้นที่"ข่าว"(ส่วนตัว) คืนจาก ศอฉ.

ที่มา มติชน

โดย ชฎา ไอยคุปต์



"จีรนุช เปรมชัยพร" ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท

นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท

นางสาวมุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวประชาไท

นายประชัญ บุญประคอง หรือ "ฌอน"

"การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ ถูกระงับเป็นการชั่วคราว
โดยอาศัยอำนาจตาม
พระราชกำหนดการบริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘
ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน"


ข้อความที่ปรากฎในเว็บไซต์ต้องห้ามอ่านตามคำสั่ง ศอฉ.เริ่มปรากฎขึ้นในหน้าเว็บข่าวต่างๆของทางฝั่งคนเสื้อแดงที่มีคำว่า "Red"นำหน้าหรือต่อท้ายก่อนจะขยายมาสู่เว็บข่าวของหลายสำนักในฐานะ"สื่อสาธารณะ" ลามมาสู่พื้นที่ "ส่วนตัว" อย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล หน้าเว็บทั้งหมดถูกปิดโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าปิดทางทักท้วงโดยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน


ผ่านไปกว่า 2 เดือนหลายเว็บไซต์เจอข้อความสีแดงของ ศอฉ.ปิดทับหน้าเว็บไซต์โดยไม่มีการชี้แจงแถลงไขให้ทราบถึงสาเหตุการปิดทำให้หลายเว็บไซต์ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอาศัยต่างประเทศเป็นที่พักข้อมูล เปลี่ยนชื่อ นามสกุล เปิดหน้าเว็บขึ้นมาใหม่แต่ทางศอฉ.ก็ยังคงตามติดไปปิดเล่นปิดเปิดกันเป็นสวิตซ์ไฟ


กลุ่มที่ได้รับผลกระทบถูกไล่ปิดพยายามทวงสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันเพื่อแสดงตัวตนว่ากำลังถูกคุกคาม มีนักวิชาการบางท่านอย่าง "ยุกติ มุกดาวิจิตร" อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามที่จะสอบถามเรื่องนี้กับ "อมรา พงศาพิชญ์" ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักมานุษยวิทยาอาวุโส ถึงบทบาทต่อการปิดกั้นสื่อ ว่า


"ที่น่าละอายอย่างยิ่งคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกำลังปล่อยให้บทบาทในการค้นหาความจริงในประเทศนี้ ตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อยของสังคมบางคน ที่นั่งอยู่บนโพเดียม เป็นนักวิชาการติดเก้าอี้ แบบที่นักมานุษยวิทยาต้นศตวรรษที่ 20 วิจารณ์นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการในสมัยวิคทอเรียน แต่เที่ยวไปไล่ตัดสินใครต่อใครโดยมิได้พยายามทำความเข้าใจพวกเขาจากมุมมองของพวกเขาเอง


ผมคงไม่ต้องเท้าความไปมากมายนักถึงเรื่องการปิดกั้นสิทธิในการแสดงออก ด้วยการปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หากเราจะไม่ยินดียินร้ายกับสื่อของ นปช. ผมก็ไม่เห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยินดียินร้ายกับการปิดสื่อที่เสนอความจริงหลายด้าน หลายระดับความลุ่มลึก อย่าง "ประชาไท" แต่ประชาไทก็คงจะไม่ยินดีนักหรอกหากเขาจะได้รับการยกเว้นแต่ผู้เดียว เพียงเพราะพวกเขาเสนอมุมมองหลายด้านหลายระดับความลุ่มลึก เพราะทุกวันนี้ ศอฉ.เองนั่นแหละที่เสนอข่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ให้เกิดความแตกแยก อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยปราศจากคำประณามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน"


สิ่งที่ "อมรา พงศาพิชญ์" ในฐานะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกตัวว่า "ดิฉันไม่มีข้อแก้ตัวในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือไม่ได้ทำตามความคาดหวังของอาจารย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพ นอกจากจะบอกว่าเมื่อมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ดิฉันพบว่า ดิฉันไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเสรีภาพทางวิชาการสูง และอาจารย์สามารถแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลต่อสาธารณะได้


ปัจจุบันการแสดงความคิดเห็นของดิฉันต้องคำนึงถึง ความคิดเห็นของกรรมการร่วมคณะอีก 6 ท่าน อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่มีจำกัดเฉพาะในบางเรื่อง ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในกรณีที่ข้อมูลไม่ชัดเจน การแสดงออกของดิฉันจึงมีความล่าช้า รอบคอบ และคำนึงถึงองค์กรมากกว่าส่วนตัว หลายครั้งดิฉันอยากจะถอดหมวกประธานกรรมการฯ เพื่อจะได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ทำตามที่อยาก ต้องขออภัยที่ทำให้อาจารย์ยุกติผิดหวัง"


คำตอบของข้อเรียกร้องจากองค์กรกลาง คือ "ขออภัยที่ทำให้ผิดหวัง"


ในสภาพที่ไร้ตัวช่วยการดิ้นรนต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้อยู่รอดและได้สิทธินั้นคืน "เว็บไซต์ประชาไท" เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่ถูกปิดกว่า 7 ในรอบ 2 เดือน "จีรนุช เปรมชัยพร" ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า ประชาไทยเริ่มก่อตั้งปี 2547 ในฐานะสื่อทางเลือกที่ สื่ออิสระ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ดูเหมือนว่าสื่อไม่เป็นอิสระทั้งในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มคนที่ทำงานด้านสังคมอยากมีสื่อทางเลือก และอิสระไม่ถูกแทรกแซงและไม่ถูกควบคุม มีเรื่องราวของคนเล็กคนน้อย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการพัฒนาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงไฟฟ้า ชนกลุ่มน้อย แต่เนื่องจากช่วง 3-5 ปี บรรยากาศในสังคมไทยเป็นเรื่องที่น่าสนใจจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ขณะเดียวกันพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่น่ารำคาญใจและควบคุมไม่ได้ของภาครัฐหรือผู้มีอำนาจในสังคม ที่ต้องเข้ามาจัดระเบียบ


"นับตั้งแต่มีการตั้งประชาไทตั้งขึ้นมาในปี 2 ปี แรกไม่เคยได้รับการประสานงานจากภาครัฐเลยไม่ว่าเราจะเคยเสนอปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณี ตากใบที่มีผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีการนำเสนอเสียงของชาวบ้าน แต่ครั้งนั้นไม่ได้ถูกติดต่อหรือประสานงานจากรัฐว่าเราต้องทำอะไร หรือไม่ทำอะไร" จีรนุช กล่าว


ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า ช่วงที่ทางรัฐเข้ามาติดต่อสื่อสารกับเว็บไซต์ประชาไท คือ ช่วงหลังการรัฐประหาร ปี 2549 สื่อหลายที่อาจจะขยับตัวอยาก มีคนจำนวนหนึ่งมาอ่านประชาไท เพราะเป็นเพียงสื่อไม่กี่สื่อที่นำเสนอเสียงของคนที่ต้านรัฐประหาร รวมทั้งมีเว็บบอร์ดที่เปิดกว้างไว้ให้มาแลกเปลี่ยน คนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และคนที่ต้านรัฐประหารไม่ค่อยมีพื้นที่ในการส่งเสียง จึงไหลเข้ามาในเว็บไซต์ประชาไทซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้จำนวนคนเข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มต้นหลักร้อยตอนนี้เป็นหลักหมื่น


"นับตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มมีคนจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ติดต่อเข้ามาขอความร่วมมือในการลบกระทู้ ปิดกระทู้เราก็พิจารณาไปตามหลักการตามเนื้อผ้า ในช่วงหลังการรัฐประหารได้มีการออก พ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในพ.ร.บ.นั้นได้มีการกำหนดฐานความผิดของผู้ให้บริการ ทำให้คนที่ทำงานเว็บไซต์ต้องระมัดระวังมากขึ้น ก่อนที่จะมีกฏหมายเราจะมีวิจารญาณของเราเอง แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.ออกมาเราก็วางดุลพินิจของเราไว้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งมาเราก็ปฏิบัติตามในส่วนนั้นเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา ในที่สุดก็มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีกรณีคนโพสต์ ข้อความในเว็บบอร์ดทางเจ้าหน้าที่อาจจะตีความว่ามีลักษณะของการผิดกฎหมาย เราในฐานะผู้ให้บริการมีความผิดตามนั้น และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาที่สำนักงานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 มีการจับกุมและดำเนินคดีส่งฟ้องศาลไปตามกระบวนการเป็นเรื่องในแง่ของกฎหมายที่เข้ามากำกับและควบคุมมากขึ้น" ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวและว่า


"ส่วนการปิดกั้นเว็บประชาไทที่เราก่อตั้งมา 6 ปีไม่เคยถูกปิดอย่างเป็นทางการ แม้บางครั้งจะได้รับการร้องเรียนว่าเข้าไม่ได้ซึ่งเราก็พยายามตรวจสอบกลับไปจะได้รับคำตอบว่าไม่เคยมีคำสั่งปิด จนกระทั่งมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 เว็บไซต์ประชาไทก็เข้าไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน เป็นต้นมา โดยระบุว่าบล็อกโดยกระทรวงไอซีที หลังจากนั้นก็ขึ้นข้อความเหมือนกับที่หลายๆเว็บโดนบล็อกอยู่ในขณะนี้ ถูกปิดกั้นโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดย ศอฉ."


ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท เล่าว่า หลังจากนั้นก็ร้องเรียนไปตามกระบวนการทำจดหมายถึงกระทรวงไอซีทีเพราะว่าอันดับแรกที่ถูกปิดกั้นจากกระทรวงถึงรัฐมนตรีและทำสำเนาถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสาร เพื่อสอบถามถึงเหตุผลซึ่งเราไม่ได้รับการแจ้งเลยว่าปิดไปเพราะอะไร และไม่ได้คำตอบ ก็ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ดำเนินการยื่นฟ้องศาลแพ่ง ที่ต้องฟ้องศาลแพ่งเพราะโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีบางมาตราที่ได้ตัดอำนาจศาลปกครอง ทั้งที่กรณีนี้ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการปกครอง แต่เขาก็ยังคงสิทธิในส่วนที่จะร้องเรียนกับศาลยุติธรรม คือ ศาลแพ่ง


"ยื่นฟ้องว่าเว็บประชาไทถูกละเมิดต่อการที่มีการปิดกั้นมีความเสียหายต่อเราอย่างไร ยื่นไปที่ศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 ขอไต่สวนฉุกเฉินแต่ไม่ได้มีการไต่สวน ผู้พิพากษาอ่านคำสั่งศาลระบุว่า การสั่งปิดกั้นนี้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลภายใต้กำกับดูแล พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอำนาจสามารถดำเนินการได้ ทั้งที่ข้อฟ้องของเราไม่ได้ฟ้องว่าไม่มีอำนาจที่จะทำแต่ข้อฟ้องของเรา คือ ว่าอำนาจที่ใช้เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ในพ.ร.ก.ฉุกเฉินมันเป็นมาตรา 9(3) ที่เกี่ยวกับการควบคุมห้ามเผยแพร่สื่อ ซึ่งในกฎหมายเองได้ระบุว่าสื่อที่ห้ามเผยแพร่ต้องเป็นสื่อที่กระทำอันเป็นลักษณะของการปลุกระดม หรือมีข้อความอันเป็นเท็จ มีเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งเราไม่คิดว่าเว็บไซต์ประชาไทจะมีเนื้อหาที่เป็นเงื่อนไขแบบนั้น และถ้าเป็น คือ ส่วนไหนเขาควรจะต้องแจ้ง ให้เรารับรู้รับทราบแต่เราก็ไม่ได้รับการแจ้ง จึงคิดว่าเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่ได้พิจารณาว่ามีขอบเขตหรือเงื่อนไขการใช้อำนาจอยู่ แต่ศาลก็ไม่ได้ตอบในส่วนนี้ คำสั่งศาลรอบแรกจึงเป็นยกฟ้อง และยื่นอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 25 พ.ค. หวังว่าศาลอุทธรณ์จะช่วยพิจารณาว่าการพิจรณาของศาลชั้นต้นไม่ได้ตอบในข้อคำฟ้องของเรา ขอให้ศาลอุทธรณ์มีการพิจารณาอีกครั้ง เป็นการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพราะเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ไม่ได้กระทำในลักษณะอย่างที่กล่าวหา เชื่อมั่นว่าตจะใช้กระบวนการยุติธรรมแบบนี้"


ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์ ในส่วนการทำงานของเว็บไซต์ประชาไทยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะคิดว่าผลงานที่นำเสนอยังมีคุณค่าในบางระดับต่อสังคม จึงคิดว่าไม่ควรมีอำนาจรัฐใดๆมาสั่งปิดกั้นโดยง่าย พยายามที่จะยืนยันและยืนหยัดของการนำเสนอเรื่องราวที่ขาดไปและถูกละเลยไปในกระแสหลักพยายามเพิ่มเติมในส่วนนี้ แม้จะมีกระบวนการปิดการบล็อก "URL" บล็อก "domain name" เปลี่ยนชื่อ จาก www.prachatai.com เป็น prachatai.net ใช้ได้1เดือน ถูกปิด เปลี่ยนเป็น www.prachatai1.com ปิดไปก็ใช้ชื่อwww.prachatai.info ตอนนี้ก็เป็น www.prachatai3.info ยังตามบล็อกเรื่อยๆ เปลี่ยนไปประมาณ 8 ชื่อแล้ว


"เว็บไซต์อยู่ได้โดยมีการขายเสื้อ การบริจาคยึดเจตนา คือ ไม่แสวงหากำไร ก็ทำงานบนฐานของกำไรทางสังคมไม่ใช่ตัวเงินที่ผ่านมา จะมีทุนเหมือนกับโครงการพัฒนาทางด้านการสื่อสารจะขอทุนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองมีผลต่อการให้ทุน แหล่งทุนที่มีถอนออกไป แต่โฆษณาก็ต้องคิดมากขึ้นเพื่อให้คนทำงานได้อยู่รอด แต่ก็ต้องมาสะดุดเพราะถูกบล็อก อนาคตอาจจะต้องมองหาที่มาของแหล่งทุนจากหลายๆแห่ง รวมไปถึงการเปิดประกาศระดมทุนจากผู้อ่านที่เห็นคุณค่า ซึ่งเรามีบุคคลากร 14 คน แบ่งเป็นกองบรรณาธิการ 9 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเทคนิคการบริหารจัดการอีก 5 คน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าตอบแทนพนักงานพยายามตรึงไว้ที่ 4 แสนต่อเดือน ตอนนี้มีปัญหาว่าคนทำงานเองอาจจะมีเงินเดือนช้าบ้าง ไม่ได้เงินเดือนบ้างแต่ก็ยังสู้กันทุกคน"


ทางด้าน นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า เว็บประชาไทกลายเป็นพื้นที่ของคนที่ไม่มีพื้นที่นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร ซึ่งสื่อส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐประหารแม้ไม่บอกว่าชอบ ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารแต่ก็มีมีใครต่อต้านการรัฐประหาร เรียกว่าแอบสนับสนุนกลุ่มที่ชูการรัฐประหาร ขณะที่ประชาไทมองว่าเป็นที่มาของความรุนแรงทั้งปวงจึงตั้งประเด็นในแนวทางว่า ทำไมต้องต้านรัฐประหาร ทำไมต้องเข้าใจว่ารัฐประหารเป็นอบายมุข เป็นประตูสู่ปัญหาทั้งปวง ประตูขุมนี้ คือ นรก ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามัน คือ นรก


"เป็นภาวะวิสัยที่ประชาไทต้องทำแบบนี้ กลายเป็นสื่อทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบแตกต่างจากชาวบ้านเพราะว่าเรากลับไปตั้งคำถาม ความเป็นมนุษย์ 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันไปปล้นได้อย่างไร รัฐบาลจะถูกหรือผิดอย่างไรก็ไม่มีสิทธิไปปล้นเขาเพราะอำนาจเป็นของประชาชน การเป็นสื่อต้องต่อต้านรัฐ ไม่ใช่การบิดเบือนแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ในฐานะที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดอำนาจและมีสิทธิในการผูกขาดอำนาจ ถ้าสื่อไม่ต่อต้านอำนาจจะไม่สามารถเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนได้"


นายชูวัส ย้ำอีกว่า สื่อมีหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจรัฐว่าอำนาจที่ใช้ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถึงแม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งแล้วมีตัวแทนได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างชอบธรรมก็ไม่มีสิทธิใช้อำนาจเกินขอบเขตเพราะอำนาจที่แท้เป็นของประชาชน หลักการง่ายๆที่เรียกว่าประชาธิปไตย หน้าที่ของการตรวจสอบเป็นของสื่อ หรือจะเรียกว่าเป็นการต่อต้านหรือท้าทายอำนาจรัฐก็ได้


"หน้าที่สื่อคือการเข้าข้างประชาชนที่ด้อยอำนาจเพราะอำนาจเขาถูกถ่ายไปด้วยการเลือกตั้ง การปล้น การรัฐประหาร ฉะนั้นสื่อจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อประชาชน สื่อที่ไปเข้าข้างรัฐเห็นใจรัฐว่าเขาสั่งฆ่าด้วยความจำเป็น ถ้าสื่อพยายามเข้าใจตรงนั้นเท่ากับสื่อทำผิดหน้าที่ของตัวเองแล้ว เหมือนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนพูดจาเหมือนกระทรวงมหาดไทยแล้วจะมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไปทำไม ให้มหาดไทยพูดก็พอ"บก.ประชาไทกล่าว


บก.ประชาไท ยอมรับว่าการทำงานในสถานการณ์นี้ว่า ลำบากมากถ้าคนไม่กลับไปตั้งต้นตัวเองเกิดมาจากไหน ตัวเองมีหน้าที่อะไร ลำบากเพราะทำให้เราไหลไปตามกระแสทำให้เราไปอยู่ข้างรัฐแล้วโดยไม่รู้ตัวปล่อยให้รัฐผูกขาดความคิด แต่ถ้าเรากลับมาตั้งต้นหน้าที่เรา คืออะไร ประชาชนคือ ใคร อำนาจอธิปไตยคืออะไร มันจะทำให้เรารู้ว่าเราจะยืนอยู่จุดไหน ในขณะที่คนอื่นไหลไปตามกระแสว่ารัฐทำถูกแต่เราก็ยังมาตรวจสอบรัฐอยู่จึงโดนกระทืบมันเป็นเรื่องลำบากอยู่แล้ว


นายชูวัส กล่าวถึง เว็บไซต์ประชาไทก่อนที่จะถูกปิดและจำเป็นต้องย่อส่วนให้เล็กลงเพื่อง่ายต่อการเข้าถึงและฝากข้อมูลไว้ในต่างประเทศในสถานการณ์นี้จึงต้องตัดส่วนอื่นที่ออกไป ก่อนจะถูกปิดมีข่าวเชิงวัฒนธรรมอยู่ด้านขวา แต่ต้องตัดออกให้เป็นสลิมเวอร์ชั่น ตัดเรื่อง หนัง เพลง ดวง คนที่เข้ามาอ่านจึงต้องอาศัยการเล็ดลอดเข้ามาดู ในสื่อปกติที่จะมีฝ่ายกีฬา บันเทิง การเมือง วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต ฯลฯ ประชาไทก็มีหมดใช้แค่ 9 คน แบ่งตามส่วนที่แต่ละคนจะคุมส่วนไหน ถ้าเรื่องไหนเป็นเรื่องเด่นและมีนัยสำคัญทางสังคมเราก็จะถ่ายโอนกำลังส่วนนั้นมาช่วยกันบริหารจัดการที่ผ่านมาก็ยังเป็นไปด้วยดี และยังมีนักข่าวพลเมืองมีในสนามแรงงานช่วยอีกแรง

นอกจากพื้นที่ข่าวแล้วยังมีการเปิดเวทีให้นักวิชาการเขียนบทความส่งมาลงในเว็บไม่จำกัดสี แนวคิด ซึ่งมีนักวิชาการให้ความสนใจเยอะมาก พิจารณาว่าเรื่องมีเหตุมีผลไม่หมิ่น ไม่ยั่วยุ ลงให้หมดทั้งเหลืองทั้งแดง เพียงแต่ที่ผ่านมาประชาไทมีความคิดเห็นท้ายข่าว ฉะนั้นคนที่ส่งก็ต้องวัดใจว่าจะมีความเห็นท้ายบทความ และยังมีภาคประชาสังคมสนใจนำบทความมาลงด้วย แต่เทียบกันแล้วจะมีน้อยเพราะส่วนหนึ่งกลัวว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ คนที่ส่งมาทั้งหมดไม่ได้ค่าตอบแทน นักวิชาการที่กรุณาส่งบทความมาลง เช่น เกษียร เตชะพีระ, นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล, นาย ชำนาญ จันทร์เรือง ,นายเกษม เพ็ญพินันท์ ,นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นต้น


"การปิด เว็บไซต์ประชาไทไม่ได้ทำให้คนอ่านลดลงและมีผู้อ่านเพิ่มขึ้นจากหน้าทางเฟซบุ๊คที่เราไปเชื่อมโยงไว้ อยากถามว่าคนที่ปิดแล้วกลัวอะไร การปิดแล้วเปิดอยู่ฝ่ายเดียวต้องการอะไรนอกจากโกหก คือ ต้องการโกหกอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเกิดไม่คิดว่าจะโกหกก็ต้องเปิดให้อีกฝ่ายเข้ามาโต้แย้ง การที่ปิดคนอื่นเพราะกลัวว่าคนจะเสนอข้อมูลมาแย้งกลัวว่าคนอื่นจะเถียง"

บก.ประชาไท ยังพูดถึงการที่รัฐไปปิดสื่อส่วนบุคคลว่า ต้องมานั่งตีความว่าหน้าบล็อกซึ่งเป็นของบุคคล เป็นสื่อสาธารณะด้วยหรือไม่เพราะเขานำเสนอสู่สาธารณะ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีกองบรรณาธิการ 9 คนแล้วบอกว่าเป็นสื่อสาธารณะ คนเดียวเสนอเป็นสาธารณะได้หรือไม่ หรือเป็นสาธารณะเหมือนกันแต่เป็นสาธารณะในเชิงทัศนะหรือความเห็น บางบล็อกใช้ในการสืบค้นข้อเท็จจริงด้วยซ้ำแต่กลับถูกบล็อก ต้องหาเส้นแบ่งใหม่ๆ ในสังคมว่า รัฐมีอำนาจในการปิดสื่อส่วนบุคคลหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญเกือบทุกประเทศทั่วโลกทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อให้ไม่เสนอผ่านเฟซบุ๊คไม่มีรัฐไหนที่ยอมให้ปิดปากคน ห้ามคนพูด ห้ามคนพูดไม่ได้ การเสนอผ่านเฟซบุ๊คเป็นการนำเสนอคำพูดอย่างหนึ่งเพียงแต่พูดแล้วมีคนได้ยินเยอะกว่าตะโกนออกไป แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด รับผิดชอบคำพูดของเขาเอง ผิดตรงไหนก็ไปฟ้องกัน หมิ่นส่วนไหนก็ไปฟ้องกัน รัฐไม่มีสิทธิไปปิดปากใคร


"ปิดเว็บนี่ไปโผล่เว็บโน่น ปิดข้อความนี้ไปโผล่ข้อความนั้น ข้อความอาจจะหายไปแต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ยังมีการสืบค้นได้ เผายังไงก็ไม่หมด ถ้าจะเทียบเคียงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยเค้าโครงของอำนาจที่เข้ามาควบคุมกระบวนการตรงนี้คล้ายกันเกือบทั้งหมด การพยายามควบคุม ครอบงำสังคม ยังเป็นเค้าโครงเดิมๆ มีมวลชนจัดตั้งที่จะต่อต้านกับมวลชนอีกกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจกองทัพเข้ามาปิดสื่อ การคุกคาม ใส่ร้ายป้ายสีเหมือนกันหมด ประเทศไทยไม่มีนวัตกรรมในการจัดการกับผู้คนในรัฐของตัวเองยังเป็นความคิด เดิมๆ "


นายชูวัส เสนอว่า ต้องยกเลิกกฎหมายบางฉบับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.ก.ความมั่นคง และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รัฐบาลไม่มีอำนาจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในแบบนี้ แต่เป็นอำนาจในการรักษาความสงบหรือฉุกเฉินอะไรก็แล้วแต่ต้องไม่ใช่เอากองทัพออกมาแล้วมีอำนาจล้นเกิน รวมทั้งศาลทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากทำตามกฎหมายอย่างเดียว โดยที่ศาลไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเลยว่ากฎหมายนั้นละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะต้องมีพ.ร.ก.ฉบับใหม่ที่ให้ทุกฝ่ายได้ตรวจสอบการใช้อำนาจจาก พ.ร.ก. เช่น ให้อำนาจศาลในการระงับยับยั้งอะไรได้


"ประชาไทเป็นเว็บที่มีแหล่งรายได้จากเงินบริจาคจากแหล่งทุนใหญ่ๆ ที่ผ่านมาการเมืองแบ่งเป็นขั้วคนที่ให้ทุนเราส่วนใหญ่เจอคนบางกลุ่มหยิบไปด่าบนเวที ขุดรากว่าแหล่งทุนมาจากไหนบ้าง ทำให้แหล่งทุนขยาดจึงมีปัญหาเรื่องแหล่งทุน แม้แต่ทุนต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน พนักงานบางคนไม่ได้รับเงินมา 3 เดือน บางคน 2 เดือน บางคนเดือนเดียว ตามแต่ความจำเป็น


ทางด้านนางสาวมุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวประชาไท บอกว่า ตอนนี้ใช้เงินเก่าเงินเก็บเลี้ยงตัวเอง เพราะอยากจะร่วมฝ่าฝันและยังเห็นว่าประชาไทเป็นเว็บไซต์ที่ยังสามารถนำเสนอข่าวสารที่พอจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ถ้าถึงวันหนึ่งสื่อกระแสหลักทำเต็มที่ มีสื่อทางเลือกมากมายจริงๆก็คงจะไปได้แต่ตอนนี้ยังรู้สึกว่าพอมีประโยชน์บ้างจึงกัดฟันทำต่อ เพราะเริ่มทำตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ปีพ.ศ. 2547 เรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาทำงานโดยมีอาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บเป็นคนชวน จากนั้นติดลมทำยาวมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


"มีอิสระสูงมากในการทำงานไม่ได้มีโครงสร้างอะไรชัดเจน เพียงแค่มาระดมสมองกัน คิดอะไรก็ทำได้ ไม่ได้มีเพดานจำกัดมากนัก อยู่ที่ว่ามีศักยภาพแค่ไหนที่จะทำได้ อยากจะทำอะไร แต่อาจจะไม่เป็นระบบมากนัก คนทำงานรู้สึกเป็นเพื่อนกันทั้งหมด ถกเถียงกันได้ แม้แต่กับ บก.เองก็เถียงกันได้ จึงอยู่ยาวมาจนถึงตอนนี้ ช่วงแรกทำข่าวภาคประชาชน พยายามเปิดพื้นที่ให้ได้เยอะสุด ช่วงหลังกระโดดมาทำเรื่องสิทธิมนุษยชนเรื่องคดีหมิ่น ซึ่งสื่อก็คงไม่อยากจะเล่นเท่าไร ก็พยายามจะสืบเสาะหาว่าใครโดนบ้างมีปัญหาอะไรใครโดนบ้าง คดีตัดสินอย่างไร ใครโดนบ้าง มาถึงความขัดแย้งทางการเมืองก็เฟสตัวเองมาทำด้านนี้ ตามสัมภาษณ์ชาวบ้าน ขณะที่ข่าวการเมืองร้อนแรงข่าวภาคประชาชนก็น้อยลงเพราะว่าคนก็น้อยอาจจะมีหลุดบ้าง" นักข่าวประชาไทกล่าว


นางสาวมุทิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าเว็บไปไม่ไหวไปไม่รอดจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเอง หางานประจำทำแล้วต่อไปเว็บประชาไทอาจจะใช้รูปแบบอาสาสมัครทั้งหมด แต่เชื่อว่ามันคงไม่ปิดหายไปเลย เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ และคนรู้สึกเป็นเจ้าของมีนักข่าวพลเมืองมีนักกิจกรรมเยอะแยะที่เขาอาจจะมารวมกันทำได้ โครงสร้างอาจจะเปลี่ยนไปถ้าถึงที่สุดแล้วมันไปไม่รอดในทางการเงินก็อาจจะต้องปิดไป


ทางด้านนายประชัญ บุญประคอง หรือ "ฌอน" โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่มักจะเห็นเป็นล่ามแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษให้คนเสื้อแดง ที่ถูกตามไล่ปิดเฟซบุ๊คกว่า 7 ครั้ง เล่าว่า เป็นเจ้าของเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อ UDDThailand ,UDD International News และ Ratchapong News ที่มีทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษถูกปิดรวมกัน 7 ครั้ง ส่วนมากเป็นการนำเสนอบทความจากบางกอกโพสต์มานำเสนอวันหนึ่ง 15-20 บทความ มีคนช่วยโพสต์อีกหลายคน ทุกอย่างเอาข้อมูลการเมืองบทความจากสื่อหลักทั้งไทยและต่างประเทศเพื่อสร้างศูนย์รวบรวมข้อมูลเน้นไปทางวิดีโอที่ต้องมีภาพประกอบ


"หลายคนรู้ว่ารัฐบาลสามารถระบายข้อมูลในสื่อได้กว่าครึ่งโดยเฉพาะทีวีแต่ยังมีหนังสือพิมพ์ที่ยังสู้ได้บ้าง ดังนั้นการกระจายข่าวของประชาชนคนธรรมดาผ่านเว็บไซต์มันเยอะมาก อย่างในเฟซบุ๊คแม้กลุ่มเสื้อเหลืองจะใหญ่กว่า แต่ถ้าคนที่จะหาข้อมูลก็หาได้ ซึ่งตอนนี้มีการนำข้อมูลข่าวจากเว็บไซต์ต่างชาติที่เขียนถึงประเทศไทยช่วยได้เยอะกว่าสื่อไทยที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับเราก็ดูสื่อต่างชาติมากกว่าเดิม "


นายฌอน กล่าวว่า ประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม การที่ทหารมาไล่ยิงประชาชนที่ส่วนใหญ่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือที่จะต่อสู้ ทางรัฐบาลก็อ้างว่าต้องจัดการกับคนกลุ่มน้อยๆที่มีอาวุธเพื่อจะสลายคนส่วนมากที่ไม่มีอาวุธ ยัดเยียดว่าพวกเราเป็นผู้ก่อการร้ายซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายในสายตาชาวต่างชาติ กระทบการท่องเที่ยวของไทย การให้ข้อมูลของรัฐบาลฝ่ายเดียวการปรองดองสมานฉันท์จะไม่เกิดขึ้นเลย


"รัฐป้องกันไม่ให้เรานำเสนอข้อมูล แต่เราก็สามารถให้ข้อมูลกลางๆ เพราะคนที่มาดูต้องมีวิจารณญาณในการดูข้อมูลไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ว่าฝ่ายเรามีความคิดหลากหลาย แม้จะไม่เห็นด้วยกันทั้งหมด แต่มันคือแนวทางประชาธิปไตยมีข้อแตกต่างที่แยกแยะได้ การอธิบายให้เหตุผลออกมาจากฝ่ายรัฐกลุ่มเดียว ขณะที่สื่อฝ่ายเสื้อแดงถูกปิดหมดเลย ผมเป็นเสื้อแดงถูกปิดกั้นเหมือนไม่ใช่มนุษย์ เป็นคนชั้นสองในสังคม ตราบใดที่ความคิดของเราไม่ได้เป็นที่เปิดเผย สิ่งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนาอย่างที่ต่างชาติมองเรา"


โฆษกเสื้อแดง กล่าวว่า เฟซบุ๊คเป็นโลกอินเตอร์เน็ตใหม่ ที่สร้างสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเครือข่ายที่สร้างเพื่อนที่เป็นเสื้อแดงมาพบกันเพื่อสะท้อนมุมมองทำให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศได้แลกปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ใช่สื่อที่ต้องมาปิดกั้นแบบ 30 ปีก่อน เพราะถึงจะปิดเราก็เปิดใหม่ได้ อยากให้รัฐบาลเลิกคิดวิธีการแบบนี้ แล้วหันมาเปิดเวทีให้แลกเปลี่ยนความเห็นกันดีกว่าว่าแต่ละฝ่ายคิดเห็นกันอย่างไร โลกในยุคสมัยใหม่จะมาปิดกั้นข้อมูลไม่ได้แล้ว เพียงแค่นำเสนอข้อมูลที่มาจากสื่อหลัก ไม่ใช่สื่อที่ปลุกระดม เป็นสื่อที่สร้างสรรค์ ถ้าปิดเมื่อไหร่เราก็เปิดใหม่ได้ เพราะยังมีการติดต่อสื่อสารกันในทางอื่นอีก ไม่คิดว่ารัฐบาลจะใช้วิธีป่าเถื่อนแต่ละคนมีการศึกษาแต่ความคิดไม่สร้างสรรค์เลย


ขณะที่เดียวกันผู้ที่ถูกศอฉ.ปิดเฟซบุ๊คได้เขียนข้อความมาระบายความรู้สึกในฐานะผู้ถูกคุกคามพื้นที่ส่วนตัวในฐานะสื่อพลเมืองโดยอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า

"ผมเป็นคนทีสนใจการเมืองและผมได้เลือกข้างอยู่ก่อนแล้ว ก็คือ ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ผมเป็นคนเสื้อแดง
ก็พยายามติดตามหาอ่านข่าว การวิเคราะห์ข่าวจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สะสมหนังสือที่เกี่ยวกับการเมือง อยู่ก่อนแล้ว เลยทำให้พอจะรู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร และการที่ มีเพื่อนมากขึ้นด้วยข้อมูลที่เราได้รับ รู้ว่าจะไปสืบข่าว หรือหาข่าวจากไหน จนทำให้วันหนึ่งได้เข้ามาทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะการเมืองอย่างที่ตนเองชอบ


สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราอ่านจากหนังสือพิมพ์โทรทัศน์ ก็เริ่มที่จะลงมาทำเอง การลงพื้นที่ นอกจากคำบอกเล่า การลงไปสัมผัสเอง เรื่องลึก ๆ บางอย่างบางประการที่เราได้เห็นได้รับรู้ บางอย่างพูดได้ บางอย่างพูดไม่ได้

เมื่อเราเป็นคนทำข่าว มันก็สอดคล้องกับ เฟสบุ๊คที่เรามีเพื่อนจำนวนหนึ่งตอนแรก ก่อนการชุมนุมใหญ่ของ นปช. ก่อนวันที่ 14 มี.ค 53 เพราะเวลาไปไหนทำอะไร ก็จะมีข้อความว่า อยู่ตรงนั้น ตรงนี้ ทำอะไรบ้าง เห็นอะไรบ้าง (เท่าที่จะบอกได้ หรือสื่อความหมายไปยังเพื่อนในเฟสบุ๊ค แต่บางอย่างเราบอกไม่ได้ก็จะไม่โพสต์)


เอามาประมวลให้กับเพื่อนสมาชิกได้รับรู้ และข่าวที่ได้รับนั้นก็ถูกต้องแม่นยำ เกิน 90 % และอาจจะเร็วกว่าสำนักข่าวทั่วไป เสียอีก เมื่อทำมาตลอดระยะเวลา เกือบ 2 อาทิตย์ ก็เริ่มมีเพื่อนที่เข้ามา ขอเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คมากขึ้นอีกทั้ง สื่อโทรทัศน์หนังสือพิมพ์อาจจะรายงานไม่ตรงใจคนเสื้อแดงด้วย ก็ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงเสาะแสวงหาข่าวสาร ที่เป็นจริงมากขึ้น


ผมก็เลยได้เป็นส่วนหนึ่งในการรายงานข่าวสารในเฟสบุ๊คให้กับทุกคนได้รับทราบ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะรายงาน วิเคราะห์สถานการณ์ให้กับเพื่อนสมาชิกทุกครั้ง ทุกโอกาส และเป็นข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ ทั้งเรื่องภายใน ภายนอก แม้แต่การเข้าไปสำรวจในจุดที่เสี่ยงอันตราย วาดแผนที่ เส้นทางของจุดทหาร เป็นต้น ก็ทำให้เป็นที่สนใจและติดตามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคนเสื้อแดงเองและฝ่ายตรงข้าม

การติดตามของพวก ศอฉ และ พวกหลากสี(กลุ่มผู้ไม่หวังดี)

"หลายครั้งที่เข้าไปหาข่าว ทำข่าวและกลับมารายงานให้พี่น้อง ในเฟสบุ๊ค (ซึ่งถือว่า ได้เป็นหน้าที่ไปแล้ว)ข่าวต่างๆ ได้รับการติดตามจากทุกคน ความห่วงใย และความเอื้ออาทร ที่หลั่งไหลเข้ามาจากพี่ ๆ น้อง ๆ ซึ่งตอนนี้ มีคนตามและเป็นเพื่อน ในเฟสบุ๊ค การติดตาม ดูข่าวสารนั้นก็ยังมีคนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม คอยติดตาม อยู่แต่การโพสต์ข่าวสารต่าง ๆ หรือการเผยแพร่ สิ่งที่เราทำนั้นนอกจากเป็นประโยชน์ของฝ่ายเสื้อแดง มันก็กลับทำให้ฝ่าย รัฐและ ศอฉ รวมถึงกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาตีรวน ป่วนกระทู้ และนำข้อความที่โพสต์ไปนั้น คัดลอกไปโจมตีกันเอง ซึ่งจับได้หลายคนที่ปลอมตัวเข้า

ดังนั้น การโพสต์ของผมทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดอาการโกรธ เพราะเป็นข้อมูลเชิงลึก จนพวกเขาเหล่านั้น ทนรับสภาพอีกต่อไปไม่ได้ เป็นผลทำให้ ฝ่ายตรงข้ามแจ้งข้อมูลเหล่านี้ไปยัง ผู้ดูแล เฟสบุ๊ค แต่ คงไม่ประสบผลสำเร็จเพราะการโพสต์ข้อความของผม ไม่ได้เข้าข่ายกฎหรือข้อบังคับของ เฟสบุ๊คเลยแม้แต่น้อย อีกอย่าง การเอาผิดทางกฎหมายก็ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วย"

"มีวิธีเดียวก็คือแจ้งไปยัง ศอฉ. ให้ดำเนินการบล็อคเฟสบุ๊คเพื่อไม่ให้สามารถติดต่อกับใครหรือไม่ให้ใครเห็นการโพสต์ข้อความต่างๆ ได้ และเป็นเหตุให้เข้าทาง ศอฉ.ที่จะกำจัดคนที่เขาแสดงความคิดเห็นตรงข้ามกับฝ่ายรัฐ และ ศอฉ. จึงใช้อำนาจที่มีอยู่ บล็อคข้อความ บล็อคการเข้าถึงข้อมูลของเฟสบุ๊คไป"

ความรู้สึกต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น

"ผมเองเป็นคนไทยคนหนึ่ง และเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษไม่ได้แตกต่างจากใครเลยไม่ว่าจะคนในชนชั้นไหน

รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 ก็ได้คุ้มครองคนไทยทุกคนในการจะแสดงออกทางความเห็น ความคิด หรือเสรีภาพด้านอื่น ซึ่งมันชัดเจนถึงแม้ว่าจะมี พใรใก.ฉุกเฉิน ที่เขาห้าม อย่างอื่นไว้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและไมได้ทำการปลุกปั่นอะไรไว้เลย กลับใช้อำนาจที่ผมเรียกว่า เผด็จการ มาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ต่าง ๆ เอาไว้

คนที่เห็นต่างจากตน ก็จะปิดกั้น ซึ่งมันไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมอย่างนี้ แล้วจะหาความสามัคคี ปรองดองได้อย่างไร ยิ่งคนที่เห็นต่างต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจมากขึ้นรัฐบาล เอง ต้องทำงานให้หนัก แต่กลับไปใช้การกดขี่ การปราบปราม ให้เขาสยบยอมตามตนเองอย่างนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเลย ยิ่งใช้อำนาจอย่างนี้ คนยิ่งจะรังเกลียดมากขึ้น เพราะเพียงแค่คิดจะทำอะไรก็ไม่ได้ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ห้ามปรามเพราะถือว่า เป็นพวกตน"

ดังนั้นอยากจะเรียกร้องว่า ถ้าเป็นสุภาพบุรุษและไม่อยากให้เขาตราหน้าว่าเป็นเผด็จการ(ซึ่งประเทศไทย ตอนนี้กำลังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) ขอคืนพื้นที่แสดงความคิดเห็น ขอคืนสิทธิเสรีภาพตาม รัฐธรรมนูญให้กับพวกคนที่เห็นต่างจากรัฐบาล เสียทีเถิดไม่งั้นสถานการณ์มันจะบานปลาย และ สุดท้ายยิ่งฝืนคนที่เจ็บตัวคือรัฐบาลเอง