ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 8, 2011

นายกฯปูสู้ขาดใจ ผมมั่นใจว่าอำมาตย์เดี้ยงแล้ว ทำรัฐประหารไม่ได้ก็ไร้พลังต่อต้าน

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

เห็นนายกฯปูทำงานมาแล้วเกือบสองเดือน เธอสู้ขาดใจจริง ๆ สองเดือนมานี้แทบไม่มีวันหยุดเลย อยู่ท่ามกลางวิกฤติทั้งสิ้น ยังสามารถผลักดันนโยบายออกมาได้มากมาย ไปเยือนต่างประเทศเกือบครบอาเซียนแล้ว และช่วยเหลือน้ำท่วมบินไปบินมาจนแทบจะถึง 200,000 กม. ทัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธแล้วกระมัง

นับว่าเป็นผู้หญิงสวยแต่เก่ง

ดูเหมือนว่า งานที่นายกฯปูบกพร่องและไม่ได้ทำมีงานเดียวคือ "เกาะโพเดียม" เปิดงาน จอเล่นโวหารคารม แจกโน้นแจกนี่ เหมือนที่อดีตนายกฯมาร์คเคยถนัด

เรียกว่าสองเดือนนี้เธอสู้ขาดใจทีเดียว ไม่ทราบว่าได้นอนวันละกี่ชั่วโมง

สำหรับ อำมาตย์ ใครจะคิดว่าผมมองโลกในแง่ดีมากเพียงใดก็ตาม หรือคิดว่าอำมาตย์เขามีใจโหดร้ายเพียงใดก็ตาม แต่ผมคิดว่าหากมองในภาพรวมทางยุทธศาสตร์แล้ว ผมคาดการณ์ว่าพลังของอำมาตย์นั้น "เดี้ยง" แล้ว

การทำรัฐประหาร หากคิดจะทำจริงๆ ก็เสี่ยงมากกว่าปี 2549 และการต่อต้านจะมาจากคนทุกกลุ่มในทันที และตอนนี้ประชาชนมีปัญญาจาก การเสนอของ นักกฎหมายคณะนิติราษฎร์ที่จะ "ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร" ได้ มีน้ำหนักทางวิชาการ คนส่วนใหญ่ของประเทศรับรู้แล้วว่า สามารถทำได้และยังไม่มีข้อโต้แย้ง "ทางวิชาการ" ที่มีน้ำหนักเพียงพอว่า "ทำไม่ได้" ที่โต้แย้งมีเพียง "ด่า อ.วรเจตน์และคณะนิติราษฎร์" เท่านั้น แต่ไม่ได้โต้แย้งว่าทำไม่ได้อย่างไร ขัดหลักวิชาการอย่างไร เพราะมันมีตัวอย่างหลายประเทศว่าเคยทำมาแล้วในเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐ ประหาร และนำ "ผู้ที่ทำรัฐประหารมาลงโทษ"

แนวคิดเรื่อง "รัฐฐาธิปัตย์" ที่เคยครอบงำสังคมไทย จนไม่มีทางออก ที่ว่า "ใครทำรัฐประหาร" สำเร็จก็กลายเป็นรัฐฐาธิปัตย์ ยกเลิกความผิดของตนได้ วันนี้คณะนิติราษฎร์ได้เสนอแนวทางแล้วว่า มันสามารถลัมเลิกผลของรัฐประหาร และเอานักรัฐประหารมาลงโทษได้

เมื่ออำมาตย์มีกองทัพ แต่ไม่อาจใช้การได้อย่างเต็มที่ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

กอง ทัพจะใช้การได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อมันเป็นการขัดแย้งของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ที่แย่งอำนาจกันเท่านั้น แต่เมื่อมันกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน ถึงรากฐาน แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน กองทัพก็ไม่มีประโยชน์มากมายอะไรนัก เพราะต่อให้ทำรัฐประหารได้ ก็วุ่นวายควบคุมไม่ได้เหมือน 5 ปีที่่ผ่านมา ชัยชนะที่ได้ก็ชั่วคราว และถูกลบล้างโดยประชาชนเสียงส่วนใหญ่ในที่สุด

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าอำมาตย์นั้น "เดี้ยงแล้ว" ในทางยุทธศาสตร์การเมือง

แต่ ปีนี้พวกเขาก็ยังฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นว่าจะสามารถดึงอำนาจกลับมาได้โดยวิธีการเดิมๆ เครื่องมือเติมๆ เป็นความเพ้อฝันของพวกที่แพ้แต่ยัง "งง" ว่าตัวเองแพ้ได้อย่างไร ก็เลยพยายามเอาคืน เพราะยังทำใจไม่ได้

แต่อีกปีสองปี พวกเขาคงรู้จริงๆ แล้วว่าพวกเขานั้น "เดี้ยงหมดความหมายทางการเมืองไปแล้ว"

นายกฯปูก็แค่ "ผ่านวิกฤติการณ์น้ำท่วม" นี้ไปให้ได้เท่านั้น ความเชื่อมั่นก็จะสมบูรณ์ และรัฐบาลมีความมั่นคงขึ้นมาก

ดูจากการทำงานอย่างเป็นระบบแล้ว ผมมั่นใจเรื่องวิกฤติน้ำท่วมนี้รัฐบาลสามารถสอบผ่านไม่ยากนัก แต่ต้องทำงานอย่างหนักเท่านั้น

วันนี้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันและยอมรับสภาพกับน้ำท่วมอยู่แล้ว ไม่มีใครนอนใจ ช่วยกันเท่านที่พลังของมนุษย์จะทำได้ รัฐบาลก็ทำงานเต็มที่เท่าที่มีพลังของมนุษย์จะทำได้แล้ว สุดท้ายภัยพิบัติคงผ่านไปในที่สุด และการเยียวยาก็คงตามมา

นายกฯปูทำงานเป็น ควบคุมงานในภาวะวิกฤติได้ ทำได้ดีเกินคาดเสียด้วย ไม่ได้ไปแจกของเหมือนไอ้มาร์คอย่างเดียวที่ทำงานเป็นระบบไม่เป็น

การระดมรัฐมนตรีจำนวนมากมาควบคุมงาน สั่งการเป็นระบบจะทำให้งานออกมาในที่สุด

นายกฯ ปูเคยคุมบริษัทใหญ่ เคยบริหารในภาวะวิกฤติตอนซูนามิ น่าจะเคยเห็นภาพการทำงานของนายกฯทักษิณ ดังนั้นผมมั่นใจว่าเธอกุมบังเหียนท่ามกลางความวุ่นวายนี้ได้

ที่ อำมาตย์คิดจะใช้วิกฤติน้ำท่วม ทำลายรัฐบาลนายกฯปู ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นโอกาสในวิกฤติที่ทำให้นายกฯปูได้แสดงฝีมือให้คนส่วน ใหญ่ยอมรับ

สองเดือนมานี้ผมว่านายกฯปูสอบผ่านได้คะแนนเต็มสิบทีเดียว

Re:

ตอนนี้เครื่องมือเดิมๆ ของอำมาตย์มีเพียง

- การทำรัฐประหาร
- ตุลาการวิบัติ
- การใช้มวลชนจัดตั้งสร้างกระแส เช่น ม็อบหลากสีของหมอตุลย์
- การใช้สื่อกระแสหลักโหมโจมตีรัฐบาลหวังให้ประชาชาเสื่อมศรัทธา
- การให้พรรคประชาธิปัตย์ใช้โวหารด่ากราด

เครื่องมือเหล่านี้ ผมไม่เห็นว่าเมื่อใช้ซ้ำแล้วมันจะยังมีประสิทธิผลเหมือนเดิมอีก

ตรงกันข้ามฝ่ายประชาชน/รัฐบาล/เสื้อแดง ก็มีเครื่องมือต่อสู้/ตอบโต้ เหมือนกันคือ

- การขยายมวลชนเสื้อแดงให้เข็มแข็ง จัดตั้งเครือข่ายและหมู่บ้านเสื้อแดง
- สื่อกระแสรอง เช่น อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม ซีดี/ดีวีดี คลิป
- การใช้การเมืองระหว่างประเทศล้อมกรอบอำมาตย์
- การรุกทางวิชาการ "ของนักวิชาการ" เช่น คณะนิติราษฎร์ นักวิชการอิสระต่างๆ ที่พยายามขยายองค์ความรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำให้คนตาสว่างมากขึ้น
- การทำตามนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่เพื่อสร้างศรัทธา การทุ่มทำงานหนักของนายฯปู

เครื่องมือเก่าของอำมาตย์ เจอกับเครื่องมือใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตย ผมว่าเราพอจะมองออกว่า สุดท้ายแล้วอำมาตย์คงยากที่จะเอาชนะได้

น้ำทะลักเข้าเกาะเมือง อุทยานประวัติศาสตร์กรุงเก่าจม โฮ่งหอนติดค้างกำแพง

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ 7 ต.ค. สถานการณ์น้ำท่วมที่บริเวณเกาะเมือง เขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาประตูระบายน้ำคลองมหาชัย1 แยกวัดประสาท ต.หัวรอ แนวกระสอบทรายกว่า 1 เมตร ที่เสริมบานประตระบายถูกกระแสน้ำที่ไหลงเชี่ยวพัดจนพังทลายลงมาส่งผลให้น้ำ ไหลทะลักเข้าเกาะเมืองทันที

ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงน้ำ ล้นคลองมะขามมะเรียงทะลักเข้าท่วม บ้านเรือนประชาชนร้านค้า สถานที่ราชการ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สภ.พระนครศรีอยุธยา ริมถนนเดชาวุธ ต.ประตูชัย รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่เคลื่อนย้ายออกมาไม่ทันจอดจมน้ำ ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร เนื่องจากเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในเกาะเมือง ระดับน้ำยังขึ้นสูงต่อเนื่อง ชาวบ้านต่างเร่งขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านพัก ข้าวของเครื่องใช้ลอยเกลื่อนถนน พบว่าถนนทุกสายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยากลายเป็นทะเลน้ำจืด

ที่บริเวณวัดโลกยสุธาราม อยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต.ประตูชัย ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร จนท่วมองค์พระพุทธไสยาศน์ มีชาวบ้านชุมชนพระนอน ขนย้ายสิ่งของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ขึ้นมาอาศัยอยู่ ชาวบ้านบางรายต้องหนีออกมาจากบ้านพักมาอยู่ตั้งแต่กลางดึกพบว่าขาดแคลน อาหาร อาหารสำเร็จรูปหาซื้อยาก ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นอกจากนี้ กระแสน้ำยังไหลเชี่ยวกัดเซาะพื้นผิวถนนบริเวณโดยรอบ ใก้ลกันที่วัดวรเชษฐาราม ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1.50 เมตร

ที่วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ เจดีย์เจ้าอายเจ้ายี่ น้ำท่วมสูงขึ้นอย่าต่อเนื่อง สุนัขนับสิบตัวติดค้างอยู่บนกำแพงโบราณสถานส่งเสียงร้องโหยหวน ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร

สื่ออังกฤษตำหนิเจ้าหญิงBeatriceวางตัวไม่เหมาะสม

ที่มา Thai E-News


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ กับ Princess Beatrice พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระราชินีอังกฤษเสด็จไปทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์นัดหนึ่ง ที่ปารีส

หนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph สื่อของอังกฤษนำเสนอภาพข่าวนี้ไปในทำนองตำหนิ Princess Beatrice ว่า วางพระองค์ไม่เหมาะควรแก่กาละเทศะ โดยอ้างในรายงานข่าวว่า แม้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์จะได้แสดงถึงมารยาทอันดี ด้วยการจะมีพระปฏิสันฐานทักทายพอแต่ตามสมควร เมื่อมานั่งประทับอยู่ในที่นั่งแถวหน้าในงานเดียวกัน

ทว่า Princess Beatrice ได้ให้ราชองรักษ์ที่ตามเสด็จแจ้ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ว่า "พระองค์ไม่มีพระประสงค์จะพบเจ้าหญิงองค์ใด พระองค์จะประทับนั่งอยู่ที่นั่น และจะไม่ขยับไปไหน" ทั้งนี้ตามรายงานของ The Daily Telegraph

โฆษกของ Princess Beatrice กล่าวแก้แต่เพียงว่า "พระองค์เสด็จปารีสเป็นการส่วนพระองค์ เราไม่อาจหาคำตอบให้เกี่ยวแก่กรณีนี้ได้"

ในท้ายรายงานข่าวของเว็บไซต์ The Daily Telegraph สาธารณชนชาวอังกฤษได้เขียนตำหนิการวางพระองค์ที่ไม่เหมาะสมของ Princess Beatrice ขนานใหญ่ แต่หน้าข่า่วดังกล่าวเข้าเยี่ยมชมไม่ได้แล้วในเวลาต่อมา

เจาะใจ"ณัฐวุฒิ"..ผมรู้ว่าใครคิดอะไรอยู่ รู้ว่าเขาเคลื่อนไหว ต้องไม่ประมาท เขาทำงานหนัก ผมก็ทำงานหนัก

ที่มา มติชน


"ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ใครจะอยู่ ณ จุดใด ในปลายทางของการต่อสู้ แต่เชื่อมั่นสุดใจว่า ชัยชนะจะเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย กี่เจ็บปวด กี่สูญเสียที่ผ่านมา เรายินดีเอาสองบ่าแบกไว้ และเมื่อถึงวันแห่งชัยชนะ เราจะวางเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพลงตรงหน้าประชาชน"


ประโยคข้างต้น เป็นข้อความจากใจของชายคนหนึ่ง ในหนังสือ "สุภาพบุรุษไพร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจของชนชั้นนำ ที่เข้ามาถาโถมประชาธิปไตยและพี่น้องคนเสื้อแดง ที่ร่วมต่อสู้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน


เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี ผลลัพธ์ก็ออกมาในห้วงของชัยชนะของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ "ณัฐวุฒิ" เรียกว่า "ไพร่" แม้เขาจะบอกว่า ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม


เพราะท้ายที่สุด หนทางการต่อสู้นับจากนี้ไปยังอีกยาวนาน และแสนไกล บนจุดยืนของประชาธิปไตย โดยมี "เพื่อไทย" และ "ทักษิณ" เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม "เสื้อแดง"



"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ว่า จากการที่ผมได้มาเป็นส.ส. หรือผู้แทน ซึ่งไม่รู้ว่าผมจะได้เป็นนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะเป็นได้กี่วัน หรือในวันข้างหน้าผมจะได้เป็นส.ส.อีกหรือไม่ แต่วินาทีสุดท้าย ผมก็มั่นใจได้ว่าผมยังเป็นคนเสื้อแดง และจะเป็นคนเสื้อแดงตลอดชีวิต นี่จึงเป็นการต่อสู้ที่ภาคภูมิใจ เป็นการต่อสู่ที่พี่น้องเสื้อแดงได้เสียสละเอาไว้มากมาย

ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่ของคนเสื้อแดงไม่ได้อยู่ที่แกนนำ ไม่ได้อยู่ที่ตัวตนของใคร แต่อยู่ที่ประชาชน อยู่ที่จิตวิญญาณที่มีพัฒนาการร่วมกัน อยู่ที่การเสียสละที่ไม่มีขีดจำกัด โดยการที่ประชาชนต่อสู้เพื่อเสื้อแดงนั้น เขาก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเป็นพลังในการต่อสู้ทางการเมือง และก็ไม่เคยคิดว่า ตัวเองต้องมาอยู่กลางถนน ตากแดด ตากฝน ดังเช่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

1 เดือนที่ผ่านมา เล่นบทบาทคนเสื้อแดง หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วย มากกว่ากัน

ณัฐวุฒิ บอกว่า 2 บทบาทไม่ขัดกัน เพราะการเป็นคนเสื้อแดงกับการเป็นส.ส.อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน นั่นก็คือ ประชาธิปไตย การต่อสู้ร่วมร่วมกับประชาชน แต่ข้อจำกัดมีอยู่บ้าง ในบางเรื่อง เนื่องจากการเมืองจำเป็นต้องละเอียดอ่อน ยิ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งของวิกฤติการเมืองไทย จึงต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหว ต้องคิดให้รอบคอบว่าขยับอย่างไร ซึ่งต่างจากการต่อสู้กับอำนาจที่มาจากนอกระบบอย่างชัดแจ้งในฐานะนปช. เพราะเวลานั้นจะรุกหรือรับ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ปะทะได้ เคลื่อนไหวเรื่องแหลมคมได้ แต่สถานการณ์นี้ต้องละเอียด นี่จึงกลายเป็นข้อจำกัด แต่ก็ไม่ได้ทำลายการต่อสู้ ขณะเดียวกัน สิ่งนี้กลายเป็นหน้าที่ที่เราต้องเดินผ่านไปให้ได้ ต้องทำความเข้าใจว่าสถานการณ์เปลี่ยน ฉะนั้นวิธีการต้องเปลี่ยนด้วย โดยมีเป้าหมายคงเดิม

ข้อจำกัดทำให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่

ตรงนี้ก็มีบ้างเป็นธรรมดา เพราะว่า เราเป็นเสรีชน และเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชน จะเห็นได้ว่า ช่วงหนึ่งก็เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ปรากฎเป็นข่าว เก็บตัวทำงานบางเรื่อง ที่คิดว่าเป็นการภายใน หรือจะเป็นประโยชน์มากกว่า แม้บางทีพี่น้องคนเสื้อแดงจะวิพากษ์วิจารณ์บ้างว่า อยู่ที่ไหน ไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เข้าใจได้ แต่การวิจารณ์นั้น ก็เพราะประชาชนเขาเป็นห่วงสถานการณ์การต่อสู้ แม้สิ่งที่ผมทำนั้นจะไม่จำเป็นต้องประกาศว่าทำอะไร และผลที่เกิดขึ้นตามมาก็ไม่คิดที่จะฉวยโอกาสมาเป็นผลงานตัวเองด้วย

สมดุลระหว่างเสื้อแดงกับเพื่อไทยอยู่ตรงไหน

ณัฐวุฒิ คิดว่า ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องถ่วงดุลกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงมีจุดยืนร่วมกัน หรือทุกอย่างสามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ แกนนำแดงที่เป็นส.ส. ก็ต้องหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับพรรคเพื่อไทย ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน ส่วนนปช.คนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นส.ส. ก็เป็นอีกขาหนึ่งในการขับเคลื่อน หรือทำงานที่เป็นระบบของนปช.

สุดท้ายเมื่ออุดมการณ์ จุดยืน หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อต้องเลือกยืน ผมก็มีคำตอบอยู่ในใจว่า "ผมจะเป็นคนเสื้อแดง" ใน เมื่อไม่เปลี่ยนแปลงก็ต้องเดินไปด้วยกัน เราต่อสู้เพื่อให้การเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในรัฐสภาที่แข็งแกร่ง และเดินไปข้างหน้าได้ พรรคเพื่อไทยถือเป็นตัวแทนที่กลุ่มคนเสื้อแดงไว้วางใจ ไม่คิดตั้งพรรคเอง ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยยังเป็นแนวร่วม และเป็นมิตรที่ดีอย่างยิ่งในการต่อสู้ของเรา

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ต้องแยกทางกัน

ภาพกว้างของเราคือจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตย แต่รายละเอียดที่ให้แยกเป็นข้อๆ นั้น ผมว่าในวันนี้ยังไม่ใช่เวลาที่อธิบาย เพราะเราถือว่าพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นมิตรที่ต่อสู้กันมานาน และไม่รู้จะต่อสู้อีกนานแค่ไหน วันนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องมาพูดว่าอย่างไรถึงจะแยกทางกัน ถ้าถึงเวลานั้น ผมก็เชื่อว่า เหตุการณ์จะเป็นตัวอธิบายเอง แต่ในวันนี้ยังต้องกอดคอกันไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

เข้าสภาฯวันแรกโดนรับน้อง

ณัฐวุฒิ บอกว่า เข้าใจว่าเหตุการณ์ในวันอภิปรายนโยบายของรัฐบาลนั้นมันมีสิ่งที่อยู่ "ระหว่างบรรทัด" เหมือนกัน ผมรู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดอะไรกันอยู่รู้ว่าเขาจะเล่นอะไร แต่ผมก็พร้อมที่จะกระโดดขึ้นเวทีไปด้วย เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าคุณจะเอากันแบบนี้ ผมก็พร้อมที่สู้ และก็ไม่มีความวิตกกังวลหรือต้องหวั่นไหวว่าเป็นส.ส.หน้าใหม่ แล้วมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าสภาฯ วันนั้นคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพก็ไปยืนคู่กัน แล้วส่งสัญญาณบอกส.ส.ประชาธิปัตย์คนอื่นๆ ว่าไม่ต้องยกมือประท้วง เดี๋ยวพวกเขาเอาเอง ส่วนผมกับคุณจตุพร (พรหมพันธ์) ก็ยืนคู่กัน พอมีคนในพรรคเพื่อไทยจะยกมือประท้วง ผมก็บอกว่า "ไม่ต้องยก เดี๋ยวจัดการเอง" เหมือนกัน ทีนี้พอพูดได้หน่อยหนึ่ง คุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพ ก็หยิบเอาเรื่อง "ใบอนุญาตฆ่าประชาชน" ไปเป็นประเด็น เรียกร้องให้ผมถอนคำพูด ก่อนจะพักการประชุม เพราะสถานการณ์ตึงเครียด


ระหว่างนั้น ผมก็บอกพรรคพวกว่าไม่มีอะไรที่จะต้องถอนคำพูด นายกฯเองก็ให้คนมาตามไปคุย มีประธานสภาฯ และรัฐมนตรีอีกหลายท่านก็หารือกัน เกมของรัฐบาลก็คือว่า ต้องการให้การประชุมเสร็จภายในเที่ยงคืนของวันนั้น เพื่อให้วันรุ่งขึ้นได้ทำงาน ผู้ใหญ่ก็พยายามให้ผมถอนคำพูด แม้หลายคนจะบอกว่าเข้าใจ แต่ก็อยากให้จบ เพราะฝ่ายตรงข้ามต้องการให้ยืดเยื้อ เราก็ต้องไม่ไปในทางที่เขาต้องการ สุดท้ายก็ถอน เพราะถ้าถอนแล้วเรื่องทุกอย่างสามารถเดินหน้าได้ ผมก็ไม่มีปัญหา ซึ่งพรรคพวกที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่า วันนั้นฝ่ายเขากะจะเล่นให้หนักเลย ให้ณัฐวุฒิพังในสภาฯตั้งแต่ตอนต้น ก็คงจะง่ายขึ้น แต่ผมก็พร้อม พร้อมที่จะเล่นเกมเสี่ยง แต่ก็เห็นว่าถ้าเล่นเสี่ยงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับขบวนการก็อาจจะมาเร็ว เหมือนกัน แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อ ก็ไม่เป็นไร

เปรียบสังคมไทยเหมือนมหากาพย์รามเกียรติ์ ยักษ์สู้กับเทวดา


ถ้าถามว่าสังคมการเมืองไทยในวันนี้ยังสามารถเปรียบเทียบกับมหากาพย์ รามายณะ ดังที่เขามักปราศรัยบนเวทีนปช. ได้อยู่หรือไม่นั้น ณัฐวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นมหากาพย์ที่เราคาดเดาจุดจบไม่ได้ แต่รามเกียรติ์เป็นมหากาพย์ที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นจนจบไว้ครบแล้ว ผมพยายามอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหมือนที่ รามเกียรติ์เขียนขึ้นมา เพียงแต่จะจบลงอย่างไรเท่านั้น เพราะมหากาพย์ประเทศไทยยังไม่จบ ฉะนั้นเมื่อยังไม่จบ ก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่แน่ใจอยู่อย่างหนึ่งว่า "ไพร่" ซึ่งถ้าเป็นเรื่องรามเกียรติ์ก็อยู่ในวงยักษ์ที่ต้องต่อสู้กับชนชั้นนำ ที่เปรียบได้กับเทวดา จะไม่แพ้แน่ๆ เพียงแต่ว่าจะยืนจุดใดในเส้นชัยของการต่อสู้เท่านั้นเอง

เราไม่ต้องการเป็นผู้ชนะ เพราะชนะแล้วอีกฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้แพ้ แต่เราต้องการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เราต้องการเป็นประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ซึ่งไม่ต้องชนะก็ได้ ขอให้เราเป็นแบบนี้ แต่ถ้าไม่ให้เราเป็นแบบนี้ ก็ต้องสู้กันถึงที่สุด ผมไม่คิดว่าประชาชนรอคอยวันประกาศชัยชนะ แต่คิดว่าประชาชนต้องการสิ่งที่เป็นของเขา ตามหลักประชาธิปไตยอยู่แล้ว เมื่อเราไม่รับฟังกัน ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ก็สู้กันต่อไป ถ้าสู้ประชาชนก็ไม่แพ้ ส่วนที่เหลือนั้น ฝ่ายอื่นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป


สู้ถึงที่สุดบนซากปรักหักพัง


ตรงนี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชน เพราะประชาชนไม่มีขีดความสามารถที่สร้างซากปรักหักพัง ถ้าสู้กันด้วยความสงบ หักล้างกันด้วยความคิด คุยกันให้จบว่า บ้านเมืองนี้จะอยู่กันอย่างไร จะเดินอย่างไร ซึ่งผมคาดหวังเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลง ก็ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยชีวิตหรือความสูญเสีย ที่เป็นห่วงคือฝ่ายที่ถืออำนาจไม่คิดแบบนี้ อย่าไปคิดว่าชนะหรือแพ้ ต้องคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ทำไมไม่เข้าใจว่า คนอื่นเขาก็มีชีวิตจิตใจ เป็นคนเหมือนเรา ไม่ต่างกัน แล้วทำไมต้องกดทับเราให้อยู่ภายใต้ในสิ่งที่ท่านต้องการ และท่านก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความเป็นมนุษย์เหมือนกันด้วย


ทุกวันนี้ประชาชนมีเป้าหมายคือประชาธิปไตย แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีเป้าหมายคือคุณทักษิณ เพราะเขาไม่ไว้ใจ หวาดระแวงคุณทักษิณ แต่ความไม่ไว้ใจนั้น เป็นการยัดเยียดความอยุติธรรมให้คุณทักษิณ และยิ่งไม่มีเหตุผลที่เอาคนทั้งประเทศไปรับการปู้ยี้ปู้ยำ เพียงเพราะต้องการจัดการคุณทักษิณเพียงคนเดียว ผมคิดว่า ถ้าคุณทักษิณคอร์รัปชั่น ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในวิถีทางประชาธิปไตย ถ้าท่านไม่ใช้วิธีนี้กับคุณทักษิณ ผมก็ไม่เห็นด้วย


เมื่อ "ศาสตร์แห่งโหร 2555" บอกว่าปีหน้าการเมืองเละ

เมื่อมติชนออนไลน์ยกคำทำนายในหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร 2555" ที่ระบุว่าสถานการณ์การเมืองปีหน้าจะอยู่ในขั้นวิกฤตนั้น ณัฐวุฒิตอบว่า ตรงนี้ไม่ต้อง "ศาสตร์แห่งโหร" หรอก เพราะ "ศาสตร์แห่งผม" เองก็เชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ลบหลู่โหราศาสตร์ แต่ก็ไม่ปักใจอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะไปกำหนดให้มีผลกับการตัดสินใจในชีวิต ก็ไม่ถึงขนาดนั้น และผมก็รู้ว่าใครคิดอะไร กันอยู่ รู้ว่าใครเคลื่อนไหวอะไรกันอยู่ ที่จะประมาทไม่ได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องอะไรนั้น สถานการณ์จะบอกเอง เชื่อว่าฝ่ายเขาก็ทำงานหนัก ทางผมก็ทำงานหนัก ก็ภาวนาว่าอย่าให้เกิดขึ้นเลย หรืออย่าทำอะไรในสิ่งที่คิดกันอยู่เลย เพราะถ้าคิดจะทำกันจริงๆ มันก็ต้องสู้กันอีก

เหตุการณ์ 10 เมษา หรือ 19 พฤษภา กลับมาอีก

ณัฐวุฒิ บอกว่า ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะส่งเสียงนี้ออกไปว่า เราน่าจะพูดคุยและน่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง น่าจะทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปด้วยกัน แล้วหาจุดลงตัวที่จะเดินไปด้วยกันได้ทุกฝ่ายในสังคมไทย ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนแน่นอน ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะสังคมมันเคลื่อนตัวไปไกลแล้ว แต่ถ้าหากมีบางฝ่ายไม่เข้าใจและไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และดึงรั้งทั้งหมดเอาไว้ สุดท้ายมันก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก

พอเกิดเหตุการณ์ 10 เมษา หรือ 19 พฤษภาอีก ผมเดาจุดจบไม่ได้ว่าจบตรงไหน อย่างไร อย่าลืมว่าสายลมประชาธิปไตย และกระแสลมของการต่อสู้นั้นมันไหลแลกเปลี่ยนไปในเวทีโลก ลมหายใจการต่อสู้ประชาธิปไตยของประเทศไทย สูดดมได้ถึงโลกอาหรับ แล้วในโลกอาหรับก็มาถึงบ้านเรา และหลายๆ ที่ทั่วโลก กระแสนี้ยังไหลเวียน และเป็นกระแสการต่อสู้ของประชาชนอย่างแท้จริง ฉะนั้นถ้ามีการเข่นฆ่าประชาชนอีก หรือมีการโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการที่รับไม่ได้อีก มันก็คุยกันยาก แล้วไม่รู้มันจะจบลงในจุดไหน ผมภาวนาไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านั้น อย่าไปคิดว่าประชาชนเปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะท่านที่ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง แล้วทิ้งทุกอย่าใส่บ่าประชาชน ให้ประชาชนแบกรับ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้

ทรัพย์สิน 15 ล้าน ผมแลกมาด้วยความบริสุทธิ์

มักมีคนวิจารณ์ว่าผม "สู้แล้วรวย" ตรงนี้ผมสู้กับคำถามนี้มาตลอด พอโดนมากๆ ก็ไม่ได้กังวล แต่บางทีก็รำคาญ เพราะข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นคน ไม่เกิดจากกระบะถั่วงอก ที่อยู่ๆ โผล่ออกมา โดยไม่มีอะไรติดตัวมา ผมมีครอบครัว มีการทำมาหากิน ใช่ว่ารากเหง้าของผมจะไม่มีอะไรเลย แล้วอาศัยการโกยเงินจากคุณทักษิณ แล้วทำให้ครอบครัวมีทรัพย์สินขึ้นมา ภรรยาผมก็ไม่ได้เกิดจากอีกกระบะหนึ่ง ภรรยาผมก็มาจากครอบครัวที่มีอันจะกิน แล้วเราก็ทำมาหากิน ต่อสู้ชีวิตมาตลอด แลกค่าตอบแทนมาด้วยความบริสุทธิ์ ก่อนเข้าสู่ถนนการเมืองด้วยซ้ำ เมื่อส่องดูรายละเอียดแล้ว ทรัพย์สินที่แสดง ตั้งแต่เป็นรองโฆษกก่อนจะมาเป็นส.ส.ครั้งนี้ ก็เป็นที่เข้าใจว่ามาอย่างไร

บางทีก็พูดหยาบกับคนที่บอกว่าผมสู้แล้วรวยนั้น ถามจริงเถอะครับ ว่าคุณมีเท่าผมหรือไม่ เพราะชีวิตที่เกิดมาก็ไม่มีอะไรเท่ากัน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาใส่ใจ เพราะผมไม่ได้ต่อสู้เพื่ออธิบายความบริสุทธิ์ ผมต่อสู้เพื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แล้วคนที่ตรวจสอบว่าผมเป็นหนี้อย่างไร ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หลายล้านบาท จะช่วยผมผ่อนได้หรือไม่ ผมก็ทำมาหากิน มีทางบ้านคอยจุนเจือ แต่วันที่เราผ่านความลำบากอะไรมา เราก็ทนสู้ ไม่เคยปริปากขอความช่วยเหลือ และก็ถือเป็นเกียรติยศของเรา และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พร้อมจะยืนบนถนนให้คนได้พิสูจน์อีก 10 ปี

เช่นเดียวกับรายการของพีทีวีที่ยังทำอยู่นั้น ทุกวันนี้ยังแอคทีฟ แต่หนักไปทางแอคชั่นมากกว่า (หัวเราะ) แต่อย่างว่าเรื่องผลประกอบการก็เรื่อยๆ ก็กิจการแบบนี้เพื่อเพื่อนพ้องน้องพี่ ทำธุรกิจกับใครก็ไม่คล่องตัว ก็เลยคิดว่าจะไปเป็นตัวแทนขายขายเรือดำน้ำ หรือบอลลูนตรวจการก็น่าจะดี เพราะเราเป็นที่รู้จักดีของฝ่ายความมั่นคง น่าจะได้รับความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม ณัฐวุฒิทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่เสื้อแดงต้องพัฒนาคือ ความเข้าใจในการต่อสู้ เพราะสถานการณ์การเมืองปัจจุบันละเอียดอ่อนและซับซ้อนขึ้นทุกวัน ฉะนั้นพี่น้องผมจำนวนไม่น้อยต้องเรียนรู้และเข้าใจ คนเสื้อแดงบริสุทธิ์ น่าเห็นใจ แต่สถานการณ์ไม่เอื้อ ในสิ่งที่ใช่ ยังมีความไม่ใช่อยู่ด้วย อยู่ที่ว่าจะจัดการอย่างไร การไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนดังกล่าวไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ประชาชนเจ็บปวดกับความจริงใจของเขามามาก เขาไม่สามารถรับอะไรที่ซับซ้อนได้มากนัก


แล้วอะไรที่ทำให้คนเสื้อแดงต้องแยกจากพรรคเพื่อไทย ?

"คณะนิติราษฎร์" กับ คนเสื้อแดง เป็นพวกเดียวกันอย่างที่ประชาธิปัตย์ กล่าวหาหรือไม่ ?


โปรดรอติดตามอ่านตอนต่อไป ...


รับชมข่าว VDO ชมคลิป

จีนมอบเงินช่วยเหยื่อน้ำท่วมไทย 30 ล้านบาท

ที่มา ข่าวสด

เวลา 17.15 น. วันที่ 7 ต.ค. นายกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน เข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อมอบเงินและสิ่งของช่วยเหลืออุทกภัยในประเทศไทย โดยเอกอัครราชทูตได้กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยและประชาชนที่ ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย ในนามของรัฐบาลจีน และมอบเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 30 ล้านบาท) และสิ่งของมูลค่า 10 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชนผู้ด้รับผลกระทบ พร้อมทั้งกล่าวว่า ประชาชนจีนรู้สึกห่วงใยประเทศไทยและประชาชนไทยเป็นอย่างยิ่ง และมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขออวยพรให้รัฐบาลสามารถนำพาประเทศและประชาชนไทย ผ่านความยากลำบากในครั้งนี้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณสำหรับความห่วงใยและความช่วยเหลือจากรัฐบาลและประชาชนจีน ซึ่งอุทกภัยในครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุด และรัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สารถผ่านพ้นความทุกข์ยาก ในครั้งนี้ ทั้งนี้ สิ่งของที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน คือ เรือ สุขาชั่วคราว และเต็นท์ที่พัก ซึ่งจะได้ขอความร่วมมือจากจีนเรื่องเรือที่จีนมีเรือสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนต่อไป

เจาะข่าวตื้น 42 : เจาะนิติราษฎร์ HD (ความฮา 5กระโหลก)

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย the Butcher

http://www.youtube.com/watch?v=4mO_s5YKSKI&feature=player_embedded

สิ่งที่เสื้อแดงควรทำต่อข้อเสนอของนิติราษฎร์ (เสนออีกครั้ง)

ที่มา มติชน

โดย OneThaiVoice

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนเลยว่า ไม่ใช่ให้เลิกอย่างอื่นแล้วมาทำสิ่งนี้ ทำอะไรอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยได้ก็ perfect ข้อเสนอของผมนี้เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์ส่วนตัวกับสิ่งที่ผมคิดว่าเราควรทำ ผิดถูกประการใดอย่างน้อยขอได้พิจารณาตามความเหมาะสม ผมเพียงแต่เรียนเสนอจากมุมมองของ “เสียงของมวลชน(แน่นอน เสื้อแดง)คนหนึ่ง”

ใน บรรดาวาระทางการเมืองที่จะตีฝ่ายตรงข้าม ณ ขณะนี้ สิ่งที่เสื้อแดงควรทำที่สุด คือ การขับเคลื่อนกระแสข้อเสนอของนิติราษฎร์จากภาคประชาชน เป็นแรงให้ฝ่ายนิติบัญญัติ(ฝ่ายการเมือง)ใช้เป็นเหตุผลอธิบาย (justification) ในการดำเนินการต่อ เหตุผลสนับสนุนมีดังนี้

1. ประการแรก ข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ใช่วาระของขั้วการเมืองโดยตรง

แน่ นอนที่สุดที่ถึงแม้จะเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ที่มาเกิดจากแวดวงวิชาการ ไม่ใช่จากขั้วการเมืองเสื้อแดง/เพื่อไทยอย่างการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น การทวงฎีกาขออภัยโทษ การทำนิรโทษกรรม การพยายามเอาผิดกับผู้มีส่วนร่วมในการสลายการชุมนุม หรือแม้กระทั่งการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมดมีส่วนร่วมที่เรียกได้ว่าเป็นปูนป้ายที่หน้าผากหรือตามสำนวนจีน ว่าเขียนไว้ที่บนหน้า คือ ความเป็นวาระการเมืองโดยตรงของเสื้อแดง/หรือเพื่อไทย

ข้อเสนอของนิติ ราษฏร์ถึงแม้จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงว่าเป็น นิติเรด รับงานทักษิณ หรืออะไรก็ตามแต่ ในมุมกว้างไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นข้อเสนอทางการเมืองของขั้วเสื้อแดง/เพื่อ ไทย ถึงแม้เนื้อหาจะดูเผินๆจะตรงกันด้วยว่าข้อเสนอนั้นต่อต้านรัฐประหารและเน้น ไปที่ประชาธิปไตยและความยุติธรรม แต่ไม่มีอะไรในข้อเสนอที่เป็นของเสื้อแดงหรือเพื่อไทยโดยตรง กระทั่งการแก้ ม.112 ที่เป็นข้อที่เสื้อแดงกลุ่มก้าวหน้าต้องการให้ยกเลิก ข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นก็มุ่งที่ให้เกิดการปฏิรูปโดยเสียงของประชาชน ผลจะเป็นยกเลิกเลยหรือแก้ไขก็ยังยากที่บอกได้ 100% (มุ่งไปที่ผล – เสื้อแดงก้าวหน้า VS มุ่งไปที่ให้เกิดกระบวนการแก้ไข - นิติราษฎร์) ในเรื่องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 นั้น ก็ยังเป็นคนละแนวกับความต้องการแก้รัฐธรรมนูญของเพื่อไทยอยู่ดี อาจจะมีหลายส่วนหรือทั้งหมดของเสื้อแดงที่อยากจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 แต่ก็ยังมีความแตกต่างในเชิงของหลักการและปฏิบัติ (มุ่งผลยกเลิกรัฐธรรมน...ย 50 เหมือนกัน แต่ต่างวิธี ตีเนื้อหาของรัฐธรมนูญ – เสื้อแดง/เพื่อไทย VS ทำลายความชอบธรรม – นิติราษฎร์)

จุดนี้ทำให้การอธิบายเพื่อขอความเห็นชอบโดยลดโอกาสที่โดนเจาะยางตกข้างทางไปเสียก่อนจากข้ออ้างของฝ่ายตรงข้าม


2. ข้อเสนอของนิติราษฎร์เรียกแนวร่วมพลังเงียบและทำให้การต่อสู้นั้นไม่โดดเดี่ยว

อัน นี้ก็บริบทที่คล้ายกันกับเหตุผลแรก ไม่โดนเจาะยางง่าย แต่ที่สำคัญกว่าคือ พื้นที่ทางวิชาการเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตส่วนตัวของนักวิชาการ ครั้งนี้ต้องขอบคุณที่ปชป.และนักวิชาการซีกเผด็จการ”เรียกแขก”ให้ บรรดาพลังเงียบที่รู้สึกว่าตนเองถูกรุกล้ำพื้นที่ได้ดาหน้าออกมาปกป้องกันยก ใหญ่และไม่มีทีท่าจะหยุด ไม่เพียงในแวดวงวิชาการในรั้วอุดมศึกษาเท่านั้น แต่ลามไปถึงวงการกฎหมายอาชีพ วงการศิลปศาสตร์วรรณกรรม และสื่ออีกด้วย แนวร่วมเหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศการอภิปรายอย่างคึกคักในสาธารณะเป็นอย่าง มาก ซี่งก็สมเจตจำนงค์ของคณะนิติราษฎร์เองแล้วส่วนหนึ่ง

ทางคณะนิติ ราษฎร์และแวดวงนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยเองก็ไม่เลิกรา คอยจัดงานเสวนาจนหัวกระไดคณะนิติศาสตร์ไม่แห้ง สัปดาห์หน้าก็จะมีอีกและคงตามมาเรื่อยๆ เสื้อแดงควรจะ”สานต่อ”ยกระดับจากกระแสอภิปรายให้เป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของ สังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่ง กระแส“เรารัก...”ที่ใช้ความรู้สึกชี้นำยังถูกติดตั้งลงบนสังคมได้ กระแสความคิดที่มาประกอบไปด้วยทั้งความรู้สึกของความต้องการความเท่าเทียม ประชาธิปไตยและความเป็นเหตุเป็นผลก็น่าจะถูกติดตั้งได้เช่นกัน เป็นโอกาสที่ดีที่นอกเหนือจากจะได้ผลทางการเมืองแล้ว ยังจรรโลงสังคมโดยการเติม rationality คืนให้สังคมด้วยไม่มากก็น้อย <-อันนี้บรรเจิดออกนอกประเด็นนิดหน่อย

ความสำเร็จระดับหนึ่งของ แรงสนับสนุนทางสังคมนี้จะส่งผลดีให้กับฝ่ายการเมืองและเป็นเชื้อเพลิงให้ พาหะประชาธิปไตยของเราขับใช้ justify กับสาธารณะในการดำเนินการต่อ ซึ่งจากที่เป็นอยู่ขณะนี้ฝ่ายการเมืองน่าจะกำลังรอจังหวะเข้าทำอยู่ ปราศจากพลังทางสังคม การดำเนินการของฝ่ายการเมืองมีโอกาสจะโดนรุมตีและล้มเหลวได้ง่ายเช่นกรณีที่ ผ่านมาเนื่องจากต่อสู้ในพื้นที่ปิดที่เราก็รู้กันอยู่ว่ากฎเกณฑ์และกรรมการ อยู่ข้างใคร

งานนี้ต้องอาศัยกองเชียร์ ประชาร่วมใจจะทำให้แนวร่วม”อุ่นใจ” ทำให้ฝ่ายการเมือง”มั่นใจ” และทำให้การดำเนินการ”มั่งคง” (อันสุดท้ายนี้กลอนพาไป  จริงๆแล้วอาจจะเป็นแค่เพิ่มความเป็นไปได้ก็แค่นั้น)


3. ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ไม่ มีอะไรที่น่ากังวลเกี่ยวกับการ defend ข้อเสนอและจุดยืนของนิติราษฎร์เอง ด้วยองค์ความรู้ จุดยืน สถานะและต้นทุนของเจ้าของข้อเสนอประกอบกัน พวกเค้าอยู่ในค่ายที่มั่นคงแข็งแรงดีอยู่แล้ว ต่างจากการนำนโยบายฝ่ายการเมืองมานำโดยตรงที่กระเตงเอาคำถามเส็งเคร็งทาง สังคมที่ฝ่ายตรงข้ามยังไงก็ต้องจุดอย่างที่รู้ๆกันอยู่มาด้วย ไม่ใช่นิติราษฎร์ไม่มี คนมันจะเป็นประเด็นก็ยังจะเป็น แต่ที่ได้เปรียบคือเนียน สมบูรณ์และ clean กว่าเยอะ ตอบแทบจะทุกประเด็นที่ฝ่ายเรามี ยกเว้นเรื่องสัตยาบรรณ ICC คณะนิติราษฎร์นั้น เค้าไม่แค่ standalone ได้ แต่ยังช่วยคนอื่นได้อีกด้วย

ลักษณะ การใช้แรงสนับสนุนจากภาคประชาชนที่มีต่อข้อเสนอของนิติราษฎร์ เทียบกับที่มีต่อวาระที่เป็นนโยบายทางการเมือง เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนชัยภูมิในสมรภูมิเลยทีเดียว (ข้อนี้ขอห้วนๆอย่างนี้แหละ)


4. ไม่เป็นการสู้ที่สุ่มเสี่ยงการแตกหักในทันที

กระบวน การที่นิติราษฎร์เสนอนั้น เริ่มที่ความคิด พูดถึงก็ขอยกตัวอย่างการทำสัตยาบรรณ ICC หรือขอแก้ม. 112 โดยตรง เปรียบเทียบกับ 2 กรณีนั้น ก็เหมือนกับการทำหมู่บ้านเสื้อแดง VS การชุมนุม อาจจะดูช้าแต่พอ pick up แล้ว slow but sure ลักษณะจะเป็นการสะสมกำลังเพื่อทะยาน ลองนึกภาพจู่ๆพรรคเพื่อไทยเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการร่วมสัตยาบรรณ ICC ต่อให้ผ่านในวาระนั้นเลย ผลพวงคือการแตกหักที่ไม่ทันทีก็แทบจะเรียกได้ว่าทันที อันนี้ขออนุญาตประเมิณว่าเป็นยุทธวิธีสุ่มเสี่ยงพอควร ซึ่งอย่างไรก็ตามขอให้กลับไปที่ออกตัวไว้ข้างต้นว่าไม่ใช่ไม่ทำ ก็ทำควบคู่ไปด้วยก็ได้ แต่ต้องประเมิณจุดแตกหักให้ดี


ท้ายนี้...
ขอเรียนเสนอพวกเราซ้ำอีกครั้งสำหรับแนวทาง

อยาก จะขอให้ทุกท่านที่มี connection กับกลุ่มต่างๆช่วยกันโฟกัสกันนะครับ แคมเปญ "สนับสนุนนิติราษฎร์" (หรือว่า "เรารัก.." จะเป็นประเด็นมั้ย แต่ถ้าจะทำขอรูปหัวใจ อิอิ)

1. เชิงสัญลักษณ์ ประกาศเจตนารมณ์ (manifest ) ในชีวิตประจำวันตามเงื่อนไขที่ทำได้ เช่น ใส่เสื้อ ติดเข็มกลัด ติดสติ๊กเกอร์ที่รถ ฯลฯ แล้วแต่สะดวกมากหรือน้อย จุดมุ่งหมาย(สูงไว้ก่อน )เอาให้เป็นแบบสติ๊กเกอร์ที่เจอบ่อยที่สุดที่ท้ายรถอันนั้น เอาให้เป็นแบบเสื้อที่เคยฮิตซึ่งถึงแม้ปัจจุบันจะหาฮิตไม่แล้ว ยังคงถึงความรู้สึกซาบซึ้งได้ทันที

2. เชิงความคิด อ่านและทำความเข้าใจ ทำตนให้พร้อมที่จะ อธิบาย อภิปราย ชี้แจง ตอบข้อสงสัย ข้อกังขา ข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ โดยทำการศึกษาและซักซ้อม role play กันในกลุ่ม

3. แง่การเผยแพร่ หามือดีที่เขียนคำอธิบายข้อเสนอแบบกระชับๆ เข้าใจง่าย Xerox ไว้แจกก็ดี ติดตัวไว้ใช้งานเป็น reference หรือยื่นให้คนที่สนใจถาม ขอความร่วมมือผู้ขายเสื้อแนบใบนี้ไปด้วย

4. เชิงยุทธวิธี ชักชวนประสานเป้าหมายกับกลุ่มอื่นๆที่จะทำแบบ"จุดเทียน"ให้สว่างไสวไปทั่ว ทั้งท้องสนามหลวง อันนี้คำพาไป แต่เชื่อว่าเห็นภาพ ทำพร้อมๆเหมือนๆกัน จึงจะเรียกว่าเป็นแคมเปญ

ถ้าเป็นผม ผมคงไม่กล้าหรอกครับ..(บทความจากคุณทวดเอง พันทิป)

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ถ้าเป็นผม ผมคงไม่กล้าหรอกครับ

ผมคงไม่กล้าบอกรัฐบาลว่า การกู้เงินหมื่นล้าน เป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับประชาชน
ในขณะที่ผมเองกลับไปกู้เงินมาตั้งแปดแสนล้าน

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลทำตามนโยบายทันที
ในขณะที่สองปี นโยบาย 99 วันทำได้จริง แล้วผมยังทำไม่ได้

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลให้ดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ
ในขณะที่ผมอนุมัติโครงการเป็นร้อยโครงการในเวลาแค่ 15 ชั่วโมง

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลโยกย้ายข้าราชการตามระบบคุณธรรม
ในขณะที่ ก.พ.ค.ให้คืนตำแหน่งคุณวงศ์ศักดิ์หรอกครับ

ผมคงไม่กล้าบอกว่า รัฐบาลแต่งตั้ง ผบ.ตร.เพื่อญาติตัวเอง
เพราะผมอายคุณพัชรวาทมากเลยครับ

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ในขณะที่มีคนจะแต่งตั้งคุณสรยุทธเป็นนายกฯแทนผม

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลเร่งเยียวยากับผู้ประสบภัย
ในขณะที่ยังมีผู้ประสบภัยไม่ได้รับเงินเยียวยาตั้งแต่ปีก่อนโน่น

ผมคงไม่กล้าบอกให้นายกฯมุ่งช่วยเหลือน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว
ในขณะที่ผมมุ่งแสดงปาฐกถามากกว่าลงพื้นที่

ผมคงไม่กล้าขอเวลาในการออกอากาศทางช่อง 11 แข่งกับนายกฯ
ทั้งๆที่ผมไม่เคยเปิดโอกาสให้แถมยังให้คนจัดรายการด่าฝ่ายตรงข้ามอยู่ข้างเดียว

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนในเรื่องต่างประเทศ
ในขณะที่ด่านเมียวดีถูกปิดมาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลยืดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน
ในขณะที่ผมไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ไมตรี จนเกิดสงครามตามชายแดนหลายครั้ง

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลให้เจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลอย่างโปร่งใส
ในขณะที่ผมส่งคนแอบไปเจรจาโดยที่ไม่มีประชาชนคนไหนได้รับรู้เลย

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลสั่งการให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหว
ในขณะที่ผมทั้งแอบขนคน ทั้งส่ง ส.ส.ในพรรคไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลหยุดประชานิยมที่จะทำให้วินัยการคลังเสียไป
ในขณะที่สื่อฯต่างๆตั้งโครงการของผมว่า ดับเบิ้ลประชานิยมหรอกครับ

ผมคงไม่กล้าสั่งสอนการบริหารให้กับนายกฯที่เป็นซีอีโอของธุรกิจหมื่นล้าน
ในขณะที่คนทั้งหลายให้ฉายาผมว่า “ดีแต่พูด”

ผมคงไม่กล้าบอกว่า นายกฯเป็นเพียงนอมีนีของพี่ชาย
ในขณะที่สื่อฯต่างๆบอกว่า ผมเป็นเพียงนายกฯหุ่นเชิด

ผมคงไม่กล้าบอกว่านายกฯสั่งการใครก็ไม่ได้
ในขณะที่กฎเหล็ก 9 ข้อ ไม่เห็นมีใครปฏิบัติตาม

ผมคงไม่กล้าบอกว่า รัฐบาลกำลังทำให้ประเทศเป็นรัฐตำรวจ
ในขณะที่ผมยอมสยบกับรัฐทหาร

ผมคงไม่กล้าให้ ส.ส.ในพรรคไปตั้งฉายานายกฯด้วยคำดูถูกในเรื่องการพูดเท็จ
ในขณะที่สองปีที่ผ่านมา หลายคนหาว่า ผมคิดอย่าง พูดอย่างและทำอย่าง

ผมคงไม่กล้าบอกว่านโยบายบ้านหลังแรก เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอสซีฯ
ในขณะที่ผมให้ปรับราคาพร้อมทั้งนำเงินภาษีของประชาชนไปช่วยบริษัทน้ำมันปาล์ม

ผมคงไม่กล้าพูดถึงจริยธรรมของนายกฯ
ในขณะที่ผมไม่แสดงความรับผิดชอบกับการสูญเสียชีวิตของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ผมคงไม่กล้าพูดถึงจิตสำนึกของนายกฯ
ในขณะที่ผมเป็นนายกฯได้เพราะอำนาจนอกระบบช่วยเหลือ

ผมคงไม่กล้าพูดถึงคุณธรรมของนายกฯ
ในขณะที่มีคนถูกขังด้วยข้อหาที่เกินจริง

ผมคงไม่กล้าให้คนอื่นแสดงจุดยืนของสัญชาติ
ในขณะที่ผมเองยังถือสองสัญชาติอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่ารัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคนๆเดียว
ในขณะที่ผมแก้รัฐธรรมนูญ 2 ข้อเพื่อพรรคตัวเอง

ผมคงไม่กล้าบอกว่า เอไอเอสได้กำไรจากการขายแอร์การ์ดให้กับส.ส. 4 ปีเป็นเงินกว่า 15 ล้าน
ในขณะที่เช็ค 2000 บาท แค่ครั้งเดียว แบงก์กรุงเทพขายเช็คได้เกือบ 150 ล้านบาท

ผมคงไม่กล้าบอกว่า ผมจะยึดถือนิติรัฐมากกว่านิติราษฎร์
ในขณะที่สังคมรู้กันหมดแล้วว่า ผมได้อำนาจมาจากเผด็จการ

ผมคงไม่กล้าบอกว่า จะถอดถอน อัยการสูงสุดในกรณีไม่ฎีกาเรื่องหุ้นชิน
ในขณะที่ผมไม่เคยคิดจะถอดถอนนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ทำให้ยกฟ้องคดียุบพรรคถึง 2 คดี

ผมคงไม่กล้าบอกว่า รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำเพื่อช่วยเหลือคนๆเดียว
ในขณะที่ผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำร้ายคนๆเดียวมาตลอด

และสุดท้ายผมคงไม่กล้าบอกทุกๆคนว่าจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์
ในขณะที่ผมค้านมันทุกวัน ค้านมันทุกเรื่องอย่างนี้

นี่ คือผม คนที่ผิวหน้าบาง คนที่รู้จักหิริโอตตัปปะ ดังนั้นผมจึงไม่กล้าทำหรอกครับกับเรื่องต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ผมยังจะไม่ทำตัวเป็นจระเข้ปวดฟันที่คอยขวางการทำงานของรัฐบาลของ ประชาชนหรอกครับ เพราะนี่คือรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ครับ

จากคุณ : ทวดเอง

ลัทธิคนดี

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2554)

ใน ท่ามกลางการรำลึกถึงวีรชนเดือนตุลาคม ขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชน ที่ลุกขึ้นโค่นล้มอำนาจเผด็จการทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก่อนจะถูกกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยม ปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

หากนึกย้อนไปในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 เราจะพบว่า เป็นช่วงของการต่อสู้ทางความคิดและอุดมการณ์อันเข้มข้น

ระหว่างคนรุ่นใหม่ที่เรียกหาเสรีภาพประชาธิปไตย เป็นกบฏต่อสังคมเก่า ซึ่งเรียกกันว่าฝ่ายซ้าย

กับ กลุ่มอำนาจล้าหลัง ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับความคิดใหม่ ต้องการสังคมที่มีระบบระเบียบเรียบร้อย ประชาชนเชื่อฟังผู้นำ ซึ่งเรียกกันว่าฝ่ายขวา

การต่อสู้ระหว่าง 2 แนวความคิดนี้ ได้ลุกลามรุนแรง ที่เรียกว่าขวาพิฆาตซ้าย จนกระทั่งในปี 2519 ฝ่ายซ้ายต้องเปลี่ยนเวทีไปอยู่ในป่าเขา

เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ใหม่ จนมาถึงจุดสลายในช่วงปี 2523-2524

จึงกล่าวได้ว่า ระหว่างปี 2516 จนถึง 2524

เป็นช่วงที่สังคมไทยอยู่ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ระหว่างแนวคิดอุดมการณ์อันชัดเจน

สังคมไทยในช่วงนั้น จำแนกคนจากความคิดอุดมการณ์

ไม่มีคำว่าลัทธิคนดีและลัทธิคนเลวมากำหนด

มี อยู่เหมือนกัน บางกลุ่มสำนักที่ยึดถือตัวบุคคล ปั้นเป็นศาสดา แต่ก็ไม่สอดรับกับสถานการณ์โดยรวม เพราะสังคมไทยในห้วงนั้น จะนับถือใครขึ้นอยู่กับว่า ได้เข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นจริงหรือไม่

ไม่มีการยึดถือหรอกว่าคนนี้เป็นคนดี ก็ต้องเป็นฝ่ายเทพอย่างเดียว อีกคนเป็นคนเลว ก็ต้องเป็นฝ่ายมารไปตลอดกาล

ใครจะดีหรือเลวขึ้นกับการเข้าร่วมต่อสู้ในขณะนั้นว่า สังกัดความคิดอุดมการณ์แบบไหน

อุดมการณ์ที่กล้าแปรเปลี่ยนสังคมให้ก้าวหน้าไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าหรือไม่

จนกระทั่งเมื่อฝ่ายซ้ายหมดสิ้นบทบาทไป สังคมไทยก็เริ่มเข้าสู่ยุคใหม่

เป็นยุคยึดถือเอาคำว่า "คนดี" กับ "คนเลว" เป็นหลัก

ยึดมั่นในตัวบุคคล เชิดชูเป็นเทพแห่งความดี หรือเกลียดชังใครก็จัดเป็นปีศาจแห่งขุมนรก เลวไปทุกเรื่อง

ลัทธิ เชิดชูคนดี ก็ดีไปทุกกระเบียดนิ้ว ต่อให้ทำผิดคิดร้าย ใช้อำนาจเข่นฆ่าคนตายไปเกือบร้อย ก็สามารถอธิบายได้ว่า เพราะคนตายมันไปหลงเชื่อปีศาจแห่งความเลวร้าย ดังนั้น คนดีจึงไม่ได้ทำผิดอะไร

เทพแห่งความดี ตัดสินความเลวร้ายในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในอดีต ด้วยการออกกฎกติกา ต่อไปนี้สังคมไทยห้ามใช้ทหารเข้ามาปราบม็อบอีก

แต่พอผ่านมาอีกหลายปี มีเหตุการณ์แบบเดียวกัน หลักการเดิมก็หายไป

คงเพราะประชาชนที่ถูกฆ่านั้นถูกตีตราว่าเป็นพวกหลงคนเลว

คนที่ขึ้นทำเนียบเทพเจ้าแห่งความดีไปแล้ว ต่อให้วันหนึ่งไปเขียนจดหมายเชิดชูการทุ่มเทรับใช้การเมือง ก็ไม่ถือว่าผิดปกติอะไร

นักการเมืองเกลียดรูปภาพกับพาดหัวข่าวก็จัดการให้ ละเมิดหลักเสรีภาพแท้ๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะคนดีรับใช้คนดีด้วยกัน

แต่เอาเข้าจริงๆ ลัทธิคนดีกับคนเลวที่เฟื่องฟูในช่วงนี้

ก็แค่ความหลงของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยู่ในฝ่ายฉุดสังคมให้ถอยหลัง ไม่ต่างจากขวาโบราณในยุคเดิมเลย

มอง รัฐประหาร ด้วยหลัก ปฏิจจสมุปบาท แห่ง "พุทธธรรม"

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2554)


เหตุการณ์ ทุกเหตุการณ์ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดำเนินไป อย่างมีพลวัต มีความเกี่ยวเนื่อง สัมพันธ์ และมิได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงในทางอัตวิสัยของผู้ใด ผู้หนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2549

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

คล้ายกับการตัดสินใจรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะประสบผลสำเร็จ สามารถโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยลงได้

เป็นชัยชนะท่ามกลางเสียงชโยโห่ร้อง

กระนั้น เมื่อปะเข้ากับแถลงการณ์ "5 ปีรัฐประหาร 1 ปี คณะนิติราษฎร์" จากอาจารย์กฎหมายเพียง 7 คนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลพวงของรัฐประหารก็เละ

ขณะ เดียวกัน หากพิจารณาสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 อย่างหาสัจจะจากสภาพความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่า 90 กว่าศพ 2,000 กว่าคนที่บาดเจ็บและพิการ ร่วม 300 คนที่ถูกจับกุมขัง คือผลและความต่อเนื่องจากสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

เพราะ หากไม่มีการรัฐประหาร เพราะหากไม่มีการใช้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์เพื่ออุ้มคนบางคนให้เป็นนายก รัฐมนตรี คงไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง คงไม่มีการชุมนุมและคงไม่มีการปราบปราม

90 กว่าศพจึงคือความต่อเนื่องอันสัมพันธ์กับการทำรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

ในความเป็นจริง สรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่ใต้กฎแห่งการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับต่อความเป็นจริงนี้

กลุ่มคนที่เลือกกระบวนการรัฐประหาร คือ กลุ่มคนที่ปฏิเสธความเป็นจริงนี้

กฎแห่งการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงนี้ หากมองบนพื้นฐานแห่งหลักพุทธธรรมก็คือสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท และที่เรียกว่า อิทัปปจยตา

ปฏิจจสมุปบาท
การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม 1 สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น 1 การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดขึ้น 1 การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา

อันมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อหยิบ อิทัปปจยตา มาพิจารณา

อิทัปปจยตา ภาวะที่มีอันนี้ อันนี้ เป็นปัจจัย 1 ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย 1 กฎที่ว่า "เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น" 1 เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลักปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ

นักรัฐประหารคิดนึกว่า เมื่อจัดการกับ "สิ่งนี้" ทุกอย่างก็ยุติ เรียบโร้ย

แต่ ในความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่ไม่ว่าสถานการณ์เดือนตุลาคม 2519 ไม่ว่าสถานการณ์เดือนกันยายน 2549 กลับไม่เป็นไปตามที่คิดนึกวางพิมพ์เขียวเอาไว้

เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี ขณะเดียวกัน เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เพราะเกิดสถานการณ์เดือนมิถุนายน 2475 จึงมีสถานการณ์เดือนเมษายน 2476

และเพราะมีสถานการณ์เดือนเมษายน 2476 จึงมีสถานการณ์เดือนกันยายน 2476

ขณะเดียวกัน เพราะมีสถานการณ์เดือนมิถุนายน 2475 เพราะมีสถานการณ์เดือนกันยายน 2476 จึงได้มีสถานการณ์เดือนตุลาคม 2476

เป็นความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์และสัมพัทธ์

เพราะเกิดสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 จึงนำไปสู่สถานการณ์เดือนตุลาคม 2519 เพื่อกำจัดผลพวงอันนอกเหนือความต้องการ

ขณะที่สถานการณ์เดือนตุลาคม 2519 ก็นำไปสู่สถานการณ์เดือนตุลาคม 2520

เพราะมีสถานการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2534 จึงนำไปสู่สถานการณ์ประท้วงและปราบปรามการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2535

แล้วสถานการณ์เดือนกันยายน 2549 ก็ยืดเยื้อเรื้อรังมาตลอด 5 ปีไม่สิ้นสุด

บรรดา นักรัฐประหารคิดว่าการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 ทุกอย่างจะเรียบโร้ย การยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ทุกอย่างจะเรียบโร้ย

แต่แล้วการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนก็กำชัย หลายคนคิดว่าสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 จะเรียบโร้ย

แต่แล้วการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยก็กำชัยถล่มทลาย

จากนี้จึงเห็นได้ว่า แม้รัฐประหารจะมีกองทัพเป็นปัจจัยชี้ขาดแต่ก็มิอาจทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ผล สะเทือนอันติดตามมาจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กระทั่งผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2554 ชัยชนะก็มิได้เป็นของเหล่านักรัฐประหาร

หากรัฐบาลกลับเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

“ยิ่งลักษณ์” กระอัก “วิกฤตน้ำท่วม” หนักหนาที่สุด ชมภาพ"นายกฯหญิง"เวอร์ชั่นไม่สวย ...แต่(ดู)ดี

ที่มา มติชน





















ก่อนหน้า 49 วันที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้าชิงชัยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารธุรกิจเอกชนที่สวยที่สุดคนหนึ่ง

เมื่อเธอก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เธอติดอันดับ นายกรัฐมนตรีที่สวยของโลก

ในช่วงเดือนแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ยังสวย สง่า และเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทย


แต่เมื่อเธอเจอสถานการณ์พายุถล่มลูกแล้ว ลูกเล่า น้ำท่วมทะลักอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนเดือดร้อนสาหัสเป็นล้าน ต้องอพยพหนีตายในหลายจังหวัด ความเสียหายทั้งเรือกสวนไร่นา ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นทุกนาที เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอ

แล้ว วันหนึ่งภาพของนายกฯ ที่เคยดูสวย ก็กลายเป็น สภาพผู้นำที่อิดโรย และดูเคร่งเครียด อย่างเห็นได้ชัด

"สิวเม็ดใหญ่" โผล่ขึ้นบนใบหน้าของนายกฯ เป็นภาพที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์หัวสี

เสียงชาวบ้านบางส่วนแสดงความเห็นใจนายกฯ ที่โหมงานหนัก จนดูโทรม บางส่วนก็วิจารณ์ว่า ก็แค่นายกฯเป็นสิวก็ต้องเป็นข่าว

ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานดอนเมือง


เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า " น้ำท่วมครั้งนี้ค่อนข้างจะหนักหนาและมากกว่าครั้งที่ผ่านมา"


"สิ่งที่เราเล็งเห็นคือพายุลูกใหม่กำลังเข้ามา และน้ำทะเลกำลังจะหนุน"

“เราต้องเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าวันนี้ มันเป็นภาวะที่หนักจริงๆ จะไปถึงขั้นต้องประกาศภัยพิบัติหรือไม่ ก็ขอให้ศูนย์นี้ได้ทำงานก่อน เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลของการตอบสนองว่าทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี ที่สุด และวันนี้หลักคือการดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน เราจึงต้องเร่งทำงาน วันนี้เราต้องมารวมตัวกันเป็นวาระเพื่อชาติที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชน”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ดูภาพบางมุมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ความงามของเธอยังอยู่ แต่ดูคล้ายเธอกำลังจะร้องไห้

ค่ำนี้ 7 ต.ค. เวลาประมาณ 20.30 น. นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเนื้อหาเป็นการพูดถึงความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าหนักมาก และจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลือเยียวยาประชาชน

นี่คือ สถานการณ์ไม่ปกติ ขอให้รอดูแววตาและสีหน้าของผู้นำหญิงในวันที่ยาวนานที่สุด

.......

ภาพ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปแวะเยี่ยมชาวบ้านในซอยวัดพระญาติการาม เขตตัวเมืองอยุธยา ซึ่งบ้านเรือนในชุมชนบริเวณนี้โดยเฉพาะที่อยู่ริมน้ำถูกน้ำท่วมสูงใกล้ถึง หลังคา เมื่อ 6 ตุลาคม

"แม่เกด"บุกเดี่ยว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ลูก สาวถูกยิงตาย ผ่านมาเกือบปีครึ่งยังจับมือใครดมไม่ได้ นางพะเยาว์ อัคฮาด หรือแม่น้องเกด แกนนำญาติวีรชนปี"53 จึงมีความชอบธรรมที่จะชุมนุมประ ท้วงคัดค้านการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

ซึ่งเป็นการคัดค้านในบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด เนื่อง จากกลุ่มญาติวีรชนเชื่อว่านายทหารบางนายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหาร หมู่เดือนเม.ย.-พ.ค.53

แต่ที่ฟังแล้วน่าเห็นใจคือ แม่น้องเกดบอกตอนแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ก็รู้สึกดีว่า เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็น่าจะฟังเสียงประชาชนบ้างในการระงับรายชื่อแต่งตั้งโยก ย้ายนายทหาร แต่เรื่องก็เงียบไป

ระหว่างนั้นกลับมีข่าวผู้นำทหารต้องการให้รายชื่อผ่าน ฝ่ายค้านก็บอกว่าประชาชนหรือคนเสื้อแดงไม่มีสิทธิ์ยับยั้งโผทหาร

ทำให้แม่น้องเกดตั้งคำถามกลับว่า ถ้าประชาชนเจ้าของประเทศไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง แล้วจะเสียภาษีเป็นเงินเดือนให้ทหารกับนักการเมืองทำไม

ทีคนเรียกร้องเป็นญาติผู้เสียชีวิตโดยตรงกลับไม่มีใครดูแลความรู้สึก

แต่ไม่ว่าใครจะสนใจความเคลื่อนไหวหรือไม่ก็ตาม แม่น้องเกดยืนยันจะสู้ต่อ สู้แบบลุยเดี่ยว ไม่มีแกนนำ ไม่อิงนปช. ไม่อิงรัฐบาล

"มี นักข่าวถามว่ารู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ ก็ถึงกับอึ้งว่าทำไมไม่มีใครออกมาร่วมต่อสู้กับเรา นปช.นิ่ง รัฐบาลนิ่ง มีเราคนเดียวที่ออกมาเต้นแร้งเต้นกาเรื่องโผทหาร"

นี่คือความรู้สึกส่วนหนึ่งของญาติวีรชนที่ชักไม่แน่ใจท่าทีของรัฐบาลว่า จะช่วยเหลือพวกเขาให้ได้รับความยุติธรรมคืนมาได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าพูดกันแบบแฟร์ๆ ต้องยอมรับว่ากรณี 91 ศพมีความคืบหน้าพอสมควรในรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในส่วนคดี 13 ศพฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

ส่วน การแก้ไขพ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวง กลาโหม ซึ่งถือเป็น "ควันหลง" จากการแต่งตั้งโยกย้ายทหารนั้น มีเสียงวิจารณ์เป็นสองทางคือ

ถ้ารัฐบาลทำเพื่อต้องการบรรเทาความเจ็บปวดผู้สูญเสียในเหตุการณ์ปีที่แล้ว ก็พอรับฟังได้อยู่

แต่ถ้าทำเพื่ออยากจะแทรกแซง ตั้งคนของตัวเองเข้าไปยึดตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ตรงนี้รัฐบาลต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ทหารไม่ยอมง่ายๆ แน่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/10/54 มือไม่พาย...ยังเอาปากราน้ำ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

มือไม่พาย ยังสำราก ปากราน้ำ
ยิ่งตอกย้ำ พวกวิปริต จิตสับสน
ประดิษฐ์ประดอย คำพูด สุดสัปดน
หวังหลอกคน สรรเสริญ หลงเยินยอ....

ทุกถิ่นที่ หมองหม่น ต้องทนทุกข์
ยังคะนอง ปากไม่สุข สนุกต่อ
ส่วนสาวก ก็ดี๊ด๊า มาสอพลอ
นี่แหละหนอ พวกสามานย์ สันดานเลว....

ที่ผ่านมา พวกระยำ ทำไว้หมด
ยังโป้ปด เฉไฉ ให้แหลกเหลว
แถมเดินหน้า รื่นเริง สุมเพลิงเปลว
ภาพดิ่งเหว จึงยับเยิน เกินเยียวยา....

ทั่วทุกภาค ยากแค้น แสนสาหัส
พวกใจสัตว์ กลับงี่เง่า เห่าเหมือนหมา
ไม่รู้ดี รู้ชั่ว มั่ว-มารยา
แถมทำตัว สิ้นค่า ราคาคน....

มือไม่พาย ยังสำรอก คำหลอกหลอน
ไม่สังวรณ์ พวกนี้ อัปรีย์ล้น
ใช้วาทะ หักเห ร้อยเล่ห์กล
สมเศษคน..พวกตอแหล..ไม่แคร์ใคร....

ให้กำลังใจพี่น้องทุกพื้นที่ ขอให้ผ่านพ้นวิกฤติเร็วๆ ครับ

๓ บลา / ๘ ต.ค.๕๔

"ฟ้าหญิง" เผยพระราชกระแสในหลวงให้จัดงาน 84 พรรษาแบบเรียบง่าย

ที่มา ประชาไท

เผยทรงได้รับหนังสือจากราชเลขา เผยรับสั่งพระเจ้าอยู่หัว ให้งานเฉลิมฉลองพระชนมายุ ครบ 84 ปีนั้นให้จัดแบบเรียบง่าย เพราะประชาชนกำลังเดือดร้อน

เมื่อบ่าย วันที่ 7 ต.ค. ที่โรงเรียนบ้านจันทเขลม ต.จันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในกิจกรรมของมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรี นครินทราบรมราชชนนี หรือหน่วยแพทย์ พอ.สว.และหน่วยแพทย์พระราชทานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ออกให้บริการตรวจรักษาแก่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

โอกาสนี้เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ หลังจากเสด็จเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว.แล้ว ทรงประทานโอวาท พร้อมทั้งมีพระดำรัสเป็นห่วงราษฎรที่ประสบภัย น้ำท่วมขอหน่วยแพทย์ พอ.สว.ร่วมกับมูลนิธิจุฬาภรณ์จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือราษฎรอีก ครั้ง อย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรผู้ประสบภัย

" ...ข้าพเจ้ามีความเป็นห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วม และขอร้องว่า เราชาว พอ.สว. แสดงสปิริต ว่า ช่วยพี่น้องประชาชนคนไทย โดยที่ว่าข้าพเจ้า จะนำหน่วยแพทย์ จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และขอหน่วยแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาช่วยกัน อาจจะเป็นการออกหน่วยแพทย์เต็มวัน ครึ่งวัน อาจจะอยู่จังหวัดหนึ่ง อีกครึ่งวันอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นจังหวัดไหน ข้าพเจ้าจะขอไปดูความเร่งด่วนของการช่วยเหลือ ทุกคน ให้ทำถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ตอนนี้อีกไม่กี่เดือน ก็จะถึงวันเฉลิมที่ท่านจะครบ 84 ปีแล้ว พระองค์ท่านทรงตรากตรำ ทำงานเพื่อประชาชนคนไทยมาเป็นเวลา 60 กว่าปี ตอนนี้ท่านประชวร พระชรา แม้ว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยพระชนมายุ 84 ปี ท่านจึงไม่สามารถที่จะตรากตรำออกพื้นที่ได้

แต่ว่าไม่ใช่ไม่ทรงสนพระทัย ทรงเรียกกรมชลประทาน มาเสมอๆ และพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เกี่ยวกับการเก็บน้ำ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทรงทำตลอดเวลา

เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ทรงมีรับสั่งด้วยว่า ข้าพเจ้าได้รับหนังสือ จากราชเลขา เมื่อวานนี้ มีรับสั่งว่า ที่จะทำการเฉลิมฉลองพระชนมายุ ครบ 84 ปีนั้น ให้จัดแบบเรียบง่าย เพราะประชาชนกำลังเดือดร้อน อันนี้คือพระราชกระแส

6 ตุลา ประวัติศาสตร์อิหลักอิเหลื่อ และความพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์ของอนุรักษ์นิยม

ที่มา ประชาไท

6 ตุลา คดีลึกลับ ตราบาปหลอกหลอนฆาตกร

“คำถามที่ว่า ใครก่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ยังตอบไม่ได้อย่างเป็นทางการ เวลาที่ตอบไม่ได้อย่างเป็นทางการไม่ใช่ว่าประชาชนไม่รู้ รู้แต่ไม่ตอบ เพราะคดี 6 ตุลาเป็นคดีลึกลับเหมือนประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์นั้นแหละ

“ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ได้ ผลมันเหมือนกันหมด เหมือนกับคดีสวรรคตนั่นแหละ คือมันส่งผลกระทบต่อผู้ก่อเหตุ ลบไม่ออก มันเป็นอีกหนึ่งคดีที่หลอกหลอนฆาตกรเรื่อยไป ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันก็ติดตัวแปะตัวเขาไป”





ผู้ก่อเหตุ 6 ตุลา คือผู้แพ้ทางประวัติศาสตร์

“พอมาถึงวันนี้ 35 ปี ผมขอสรุปว่า ผู้ก่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นผู้แพ้ทางประวัติศาสตร์ แพ้ในที่นี้หมายถึงความชอบธรรม เขาไม่สามารถอ้างความชอบธรรมในฐานะผู้ก่อเหตุการณ์ 6 ตุลาได้อีก วีรกรรมการฆ่า 6 ตุลาไม่ใช่วีกรรมเพื่อชาติอีกต่อไป หรือไม่สามารถจะอ้างได้อีกต่อไป ว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เป็นวีรกรรมที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

“ในทางตรงกันข้าม ผู้ก่อเหตุต้องแก้ต่าง ต้องแก้ตัว ต้องซ่อนพฤติกรรมว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ผู้ที่คิดว่าเป็นผู้ชนะไม่ได้ฉลอง กลายเป็นผู้แพ้ฉลอง”





ชนชั้นนำไทยสรุปบทเรียน 6 ตุลา ด้วยการฆ่ามากขึ้น

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาแล้ว เราประชาชนเรียกร้องขออย่าให้มีการฆ่าอย่างนี้อีก ขอให้สรุปบทเรียนอย่ามีการฆ่า ชนชั้นนำไทยแทนที่จะสรุปบทเรียนว่าเลิกฆ่าเถอะ ชนชั้นนำไทยสรุปบทเรียนโดยการฆ่าเพิ่มมากขึ้นทุกที พฤษภาทมิฬก็ฆ่าคนมากกว่า 6 ตุลา พอถึงพฤษภา 53 ก็ฆ่ามากกว่าพฤษภา 35”





ฆ่ามารไม่บาป คนดีเลือกฝ่ายผิดก็ฆ่าได้

“ทำไมศาสนาพุทธบอกว่าการเข่นฆ่าเป็นบาป ทำไมจึงมีการฆ่ากันอยู่เรื่อยๆ ในสังคมไทย คำตอบคือ การเข่นฆ่าสังหารทำได้ เหมือนกับการสังหารยักษ์มาร สังหารคนชั่ว ไม่บาป เวลาที่พระนารายณ์มาปราบนนทุ พระนารายณ์ฆ่านนทุบาปไหม ? ไม่บาป นนทุเป็นคนสร้างความเดือดร้อนให้เทวดา เพราะนนทุไปขอนิ้วเพชรไปชี้คนโน้นคนนี้ตาย เพราะฉะนั้นพระนารายณ์ก็อวตารมาปราบ ฆ่านนทุตาย ก็ไม่บาป

“แต่เราเคยถามไหม เวลานนทุได้รับความเดือดร้อน ถูกดึงผมถูกเขกหัว ทำไมพระนารายณ์ไม่ลงมาช่วย คำตอบคือ ไม่ใช่เรื่องของพระนารายณ์ พระนารายณ์เดือดร้อนเมื่อเทวดาถูกฆ่าเท่านั้น นนทุจะถูกเขกหัวฟาดหัวช่างหัวมัน เพราะนนทุเป็นแค่ยักษ์ล้างเท้า ถ้านนทุเกิดสะเออะเผยอมาชี้เทวดาตาย อันนั้นจึงผิด ต้องฆ่า การฆ่านนทุไม่บาป

“คนดีที่เลือกฝ่ายผิดก็ฆ่าได้ อย่างกุมภกรรณเป็นยักษ์ที่ดี แต่คุณเลือกฝ่ายผิดคุณก็ถูกฆ่าได้ ยักษ์ที่ไม่ต้องดี ทรยศหักหลังด้วยซ้ำไปอย่างพิเภก เลือกข้างถูกก็สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้ นี่คือตรรกะของชนชั้นนำที่ นี่คือคำอธิบายว่า ทำไมจึงเกิดการฆ่าประชาชนได้เสมอ ตราบใดก็ตามที่ชีวิตประชาชนมีค่าเท่ายักษ์นนทุ






6 ตุลา ประวัติศาสตร์อิหลักอิเหลื่อ ไม่เข้ากับโครงเรื่องประวัติศาสตร์ไทย

“6 ตุลาเป็นประวัติศาสตร์อิหลักอิเหลื่อ ถ้าเราอธิบาย 6 ตุลาตามโครงสร้างนี้ เราต้องอธิบายว่าพระนารายณ์อวตารมาฆ่าประชาชน โครงเรื่องพระนารายณ์อวตารมาฆ่าประชาชนเข้าเรื่องไม่ได้กับโครงเรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้นไม่อธิบายจะดีกว่า”

“ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา สะท้อนความเป็นจริงอันน่าตระหนกน่ากลัวว่า ประวัติศาสตร์ทางการนั้น คือวิชาว่าด้วยการตกแต่งอดีตให้งดงาม ทำไมต้องตกแต่งให้งดงาม เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ไม่งดงามเอาไว้เบื้องหลัง พระเอกในประวัติศาสตร์จริงๆ แล้วมักจะเป็นผู้ร้ายในความเป็นจริง ไปตกแต่งประวัติศาสตร์ให้ตัวเองเป็นพระเอกอยู่เสมอ เมื่อตัวเองเป็นพระเอกก็ตกแต่งให้ครอบครัว ญาติโกโหติกา บรรพบุรุษของตัวเองเป็นพระเอกไปหมด ทั้งที่ความจริงแล้ว ทั้งหมดเป็นผู้ร้ายหมดเลย”






- - - - -

'ขวัญชัย' เดินหน้า 'กลุ่มแดงรักเจ้า'

ที่มา ประชาไท

'ขวัญชัย' เดินหน้า 'กลุ่มแดงรักเจ้า' ลั่น แยกเดิน นปช. วอน อย่าเอาไข่ไปกะเทาะหิน มีแต่แพ้ นัดแกนนำคนเสื้อแดงภาคอีสานประมาณ 20 จังหวัดหารือร่วมก่อนจะประกาศตั้งกลุ่ม เตรียมจัดงานระดมทุนเย็นวันที่ 8 ต.ค. นี้

7 ต.ค. 54 - เว็บไซต์คมชัดลึกรายงาน ว่านายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ยืนยันว่า จะเดินหน้าตั้งกลุ่มแดงรักเจ้าแน่นอน โดยเบื้องต้นในวันที่ 7 ต.ค.54 แกนนำคนเสื้อแดงภาคอีสานประมาณ 20 จังหวัด จะหารือร่วมกันก่อนที่จะประกาศตั้งกลุ่มแดงรักเจ้าขึ้น จากนั้น จะมีการจัดงานระดมทุนในช่วงเย็นของวันที่ 8 ต.ค.54ด้วย ซึ่งขณะนี้ได้ขายโต๊ะจีนไปแล้วประมาณ 1,400 โต๊ะ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เขาไม่ได้ต้องการนำสถาบันมาหาประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา แต่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเทิดทูนสถาบัน และลดความแตกแยกในสังคม รวมทั้งยังเป็นการลดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อีกด้วย เพราะรู้สึกทนไม่ได้ที่มีคนมาชี้หน้าด่าว่า คนเสื้อแดงเป็นพวกล้มเจ้า พวกเผาบ้านเผาเมือง

“ที่ผ่านมา ชมรมคนรักอุดรเติบโตมาได้ ด้วยเงินของประชาชน ไม่ใช่เงินของนักการเมือง และยังเกิดมาก่อนที่จะมีกลุ่มนปช. (กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ)ด้วย อีกทั้งยังเป็นกำลังหลักในการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา แต่วันนี้ แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนได้ดีมีตำแหน่ง เป็นส.ส.และข้าราชการเมืองร่วม 30 คน ผมจึงต้องการสร้างคนเสื้อแดงในภาคอีสานให้แข็งแกร่ง เพราะไม่อยากเดินตามรอยกลุ่มนปช.ที่ขีดเส้นไว้ให้"

นายขวัญชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำกิจกรรมอะไร ก็ไม่มีใครให้ราคาเขา ไม่มีใครทำข่าวให้เหมือนกลุ่มนปช. เขามีทุกอย่าง มีเอเชียอัพเดท ส่วนข่าวเขาออกให้ก็แค่นิดเดียว ทั้งนี้ เขาต่อสู้มา 5 ปีอย่างโดดเดี่ยว รถ 2 คันที่ใช้ในการชุมนุมก็ถูกยึดจนเป็นหนี้ ไม่ได้เป็นส.ส.เหมือนพวกเขา แต่เขาก็มีมวลชนที่เขาศรัทธา

"เงินของชมรมคนรักอุดร เป็นเงินของชาวบ้าน รีดเลือดเอากับปู จนชมรมคนรักอุดรแข็งแกร่งได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่เหมือนเงินของกลุ่มนปก.ในขณะนั้นที่ใช้เงินของนายเนวิน (ชิดชอบ) ส่วนกลุ่มนปช.ใช้เงินใครนั้น ก็รู้ ๆ กันอยู่ ความจริงผมก็ผิดเอง ที่พาคนอีสานไปร่วมกับกลุ่มนปช. จนทำให้เขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ไป” นายขวัญชัย กล่าว

นายขวัญชัย กล่าวว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมกลุ่มนปช.ต้องมาตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดง ทั้ง ๆ ที่เป็นลูกน้องเขา และเคยสร้างปัญหาให้มาก่อน เขาพยายามเงียบมาตลอด เพราะถูกขอร้องว่า อย่าพูด กลัวจะแตกแยก จึงได้แต่อดทนมาตลอด แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมกลุ่มนปช.ถึงทำอย่างนี้

ทั้งนี้ ล่าสุด มีการไปแจกใบปลิวที่จ.อุดรธานีว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. จะมาปราศรัยใหญ่เพื่อเปิดหมู่บ้านคนเสื้อแดงในวันที่ 24 ต.ค.ด้วย

"หากจะต้องแยกกันเดิน ก็ไม่มีปัญหา เพราะเชื่อว่า แนวทางที่ผมทำ จะสามารถพาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้านได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม คงต้องเช็คเรตติ้งกันก่อนว่าการจัดงานในวันที่ 8 ต.ค.นั้นจะเป็นอย่างไรกัน"

เขายังระบุว่า ความจริงแกนนำนปช.อย่างนายจตุพร ควรจะเบา ๆ ลงบ้าง ลดลาวาศอกลงบ้าง อย่าพูดอะไรเลยเถิด เพราะแม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณ เอง ก็ยังยอมถอยมาตั้ง 2 ปี

"ที่ผ่านมาเราเอาไข่ไปกระเทาะหิน สู้แล้วก็แพ้ ดังนั้น อยากขอร้องนางธิดา (ถาวรเศรษฐ์) ด้วยว่า อย่าเอาวิชาคอมมิวนิสต์มาใส่สมองของประชาชน” นายขวัญชัยกล่าว

‘นิว แมนดาลา’ เปิดตัวซีรีส์ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ (1)

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์นิวแมนดาลา ซึ่งเป็นเว็บไซต์อภิปรายเรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรมในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เปิดตัววีดีโอซีรีส์ชุดใหม่ในหัวข้อ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ เปิดพื้นที่พูดคุยในประเด็นสามเสาหลักของประเทศไทย ผ่านมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยมีผู้ร่วมสนทนาเป็นนักวิชาการแถวหน้าทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิเช่น ผาสุก พงษ์ไพจิตร, คริส เบเกอร์, แอนดรูว์ วอล์กเกอร์, เดส บอล, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ประชาไท จึงขอนำเสนอวีดีโอดังกล่าวแก่ผู้อ่าน โดยมีคำบรรยายภาษาไทย พร้อมพูดคุยกับ ‘นิโคลัส ฟาร์เรลลี่’ นักวิจัยประจำวิทยาลัยเอเชีย แปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ ‘นิวแมนดาลา’ ถึงที่มาของวีดีโอชุดนี้ด้วย





ตอนที่ 1 ของซีรีส์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”
(ผู้ชมสามารถเลือกคลิก ‘cc’ เพื่อเปิดคำบรรยายภาษาไทย)

ดร. นิโคลัส ฟาเรลลี่ เล่าถึงที่มาวีดีโอชุดนี้ว่า ซีรีส์ดังกล่าวมีทั้งหมดสามตอน ในแต่ละตอนประกอบไปด้วยการอภิปรายว่าด้วยชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ตามลำดับ โดยมีนักวิชาการทั้งไทยและเทศที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาร่วมแลก เปลี่ยนมุมมองและบทวิเคราะห์ที่ตรงไปตรงมา เพื่อที่จะตั้งคำถามต่อ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ ซึ่งฟาร์เรลลี่มองว่า เป็นหลักการที่ส่งอิทธิพลต่ออุดมการณ์ทางการเมืองอย่างในสังคมไทยกว้างขวาง จึงต้องการจะเปิดประเด็นเพื่อนำไปสู่การถกเถียงในสิ่งที่เราอาจเคยเชื่อกัน มาในแบบเดิมๆ

ในตอนที่หนึ่งของซีรีส์ จะเป็นการอภิปรายเรื่อง ‘ชาติ’ โดยมีวิทยากรคือแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องชนบทไทย, ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย และดำเนินรายการโดยนิโคลัส ฟาร์เรลลี โดยในตอนนี้ จะอภิปรายในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจไทย และอนาคตของประเทศในภาวะช่วงเปลี่ยนผ่าน

ส่วนในตอนที่สอง เป็นการอภิปรายเรื่อง ‘ศาสนา’ ซึ่งมีวิทยากร เช่น เดส บอล นักวิชาการประจำศูนย์ยุทธศาสตร์และความมั่นคงศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย มาพูดคุยในเรื่อง ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแนวโน้มของภูมิภาคดังกล่าวในอนาคต

ส่วนในตอนที่สาม ว่าด้วย ‘พระมหากษัตริย์’ ฟาร์เรลลี่กล่าวว่า เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของซีรีส์ชุดนี้เลยก็ว่าได้ เพราะจะมีการอภิปรายถึงความเกี่ยวข้องของสถาบันกับการเมือง

“ผมคิดว่าทุกคนคงจะอยากรอชมตอนสุดท้าย ที่จะเน้นการอภิปรายเรื่องวังและการเมืองที่รายล้อมราชวงศ์ มันประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ทางวิชาการอย่างเต็มๆ และตรงไปตรงมา ว่าด้วยอนาคตของประเทศไทยและสถาบันกษัตริย์ มันจะคุ้มค่าการรออย่างแน่แท้” ฟาร์เรลลี่กล่าวในอีเมลล์กับผู้สื่อข่าว

ในการจัดทำและนำเสนอวีดีโอซีรีส์ชุดนี้ ฟาร์เรลลี่หวังว่า จะนำมาซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยที่ดีขึ้น และในฐานะนักวิชาการและสถาบันการศึกษา เขาเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องเปิดพื้นที่และจุดประเด็นการถกเถียง แม้แต่ในเรื่องที่อ่อนไหวมากที่สุด

“สำหรับคนที่ศึกษาเรื่องประเทศไทย มันหมายความว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการพูดถึง ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยชี้อนาคตของประเทศไทย” ฟาร์เรลลีกล่าว

สำหรับผู้อ่านที่ชมแล้วอยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นกับผู้จัดทำ สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์นิวแมนดาลา

ปูย้ำเยียวยาเหยื่อขัดแย้งการเมือง แดงนานาชาติเร่งผ่าตัดใหญ่หากโดนรปห.พร้อมหนุนรัฐบาลพลัดถิ่น

ที่มา Thai E-News

เยียวยาเหยื่อ-นายกฯ ยิ่งลักษณ์กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์คุยกับประชาชนเช้านี้ นอกจากการทุ่มเทแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว ได้รายงานว่ารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นเพื่อทำตามข้อเสนอของคอ ป.ในการฟื้่นฟูเยียวยาเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ตุลาคม 2554



นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการวิทยุรัฐบาลยิ่งลักษณ์คุยกับประชาชนในช่วงเช้าวันนี้ตอนหนึ่ง ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้
ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยมอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประสานงาน คอป. จึงให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ ของ คอป. (ปคอป.)

คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจในการเสริมสร้างความเข้าใจ และสนับสนุนการดำเนินงานของ คอป. เสนอแนะมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง ประสานงานขอความร่วมมือติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอของ คอป.

อ่านรายละเอียดข้อเสนอของคอป.ต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คลิ้กที่นี่


เครือข่ายแดงนานาชาติเร่งยิ่งลักษณ์ยกเครื่องประเทศ ลั่นหากโดนรัฐประหารพร้อมโอบอุ้มรัฐบาลพลัดถิ่นทันที

หากรัฐบาลต้องถูกรัฐประหารโดยกองทัพ หรืออำนาจตุลาการ และอิทธิพลอื่นจากกลุ่มอำนาจนอกระบบ ซึ่งมิได้เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิไตย เครือข่ายประชาชนไทยนอกประเทศ จะร่วมกับพี่น้องคนไทยในประเทศ ลุกขึ้นคัดค้าน ต่อสู้ และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลนอกราชอาณาจักรโดยทัน

ทางด้านเครือข่ายแดงนานาชาติ ประกอบด้วย Thai Red Australia ,Thai Red USA , UDD-Thai of Europe , Thai Red in Japan , Thai Red Japan และ Thai Red Taiwan ได้ส่งจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 2 เรื่อง สนับสนุนรัฐบาลและแถลงยืนยันเจตจำนง จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 ถึง พรรคเพื่อไทย รัฐบาลไทย และนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ด้วยการติดตามความเป็นไปของสถานภาพและสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ของสังคมการเมืองไทยตลอด 5 ปี หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เครือข่ายแดงนานาชาติ สามารถประมวลข้อมูลและอนุมานเป็นผลสรุป ตามความในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 ที่แจ้งแล้วต่อท่านนั้น

จากแนวคิดและความพยายามถึงการนำสู่การปฎิบัติของรัฐบาล ซึ่งแม้อาจมีหลายเรื่อง ยังไม่เป็นรูปธรรมตามความต้องการของข้อเสนอ เราขอแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้ แต่....

ด้วยขณะนี้ สัญญาณบอกเหตุของขบวนการกลุ่มอำนาจนอกระบบ กลุ่มอำนาจเผด็จการทหาร พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยม กลุ่มนักวิชาการ สื่อ องค์กรอิสระ กลุ่มทุนผูกขาด และม็อบจัดตั้งสายอำมาตย์ ร่วมมือแสดงออกให้เห็นอย่างแจ้งชัด สร้างกระแสขัดขวาง บ่อนทำลาย ชี้นำเบี่ยงเบนความเข้าใจของประชาชนทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการใช้อำนาจนอกระบบ กองทัพและตุลาการ ล้มล้างพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และขบวนการประชาธิปไตยภาคประชาชน เพื่อนำย้อนกลับไปสู่สภาพอนาธิปไตยอย่างทีเป็นมาอีก

เครือข่ายแดงนานาชาติ รู้สึกเป็นห่วง จึงอยากขอย้ำเตือนมายังท่านอีกครั้งว่า
"การ นำพาประเทศให้พ้นวิกฤตและสร้างประชาธิปไตยเพื่อตอบสนองความต้องการแท้จริง ของประชาชน จะไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จ ด้วยการไม่กล้าเผชิญกับปัญหาและทำความจริงให้ปรากฎ การมุ่งแก้เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำเอาหลักนิติรัฐ นิติธรรม แก้ไขโครงสร้างการบริหาร การปกครองและการตุลาการควบคู่พร้อมกันคงไม่สามารถนำประชาธิปไตยมาสู่ประชาชน ได้เช่นกัน"

ดังนั้น เพื่อมิให้การต่อสู้ภาคประชาชน ที่ทุ่มเทความเหนื่อยยาก ความเดือดร้อน รวมทั้งเสียสละแม้แต่ชีวิต เพียงเพื่อต้องการให้ประเทศมีประชาธิปไตย ปวงชนมีสิทธิตามขอบเขตที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องเสียเปล่า

ท่านซึ่งขณะนี้ ประชาชนส่วนใหญ่มอบอำนาจและความไว้วางใจให้ ประกอบร่วมด้วยกับแนวคิด ข้อเสนอชี้นำของ คอป. ซึ่งสามารถใช้อำนาจตามขอบเขตของกฎหมายที่มีอยู่ ขจัดความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม ให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทยได้ เครือข่ายแดงนานาชาติจึงหวังอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะรีบดำเนินการโดยทันที

สุดท้ายนี้ หากการกระทำนั้น รัฐบาลต้องถูกรัฐประหารโดยกองทัพ หรืออำนาจตุลาการและอิทธิพลอื่นจากกลุ่มอำนาจนอกระบบ ซึ่งมิได้เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิไตย เครือข่ายประชาชนไทยนอกประเทศ จะร่วมกับพี่น้องคนไทยในประเทศ ลุกขึ้นคัดค้าน ต่อสู้ และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลนอกราชอาณาจักรโดยทันที

ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายแดงนานาชาติ
ตุลาคม 2554


Thai Red Australia Thai Red USA UDD-Thai of Europe
Thai Red in Japan Thai Red Japan Thai Red Taiwan

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข้อเสนอของเครือข่ายแดงนานาชาติในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1


เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ที่จะนำไปสู่การแก้วิกฤตและเกิดความปรองดองโดยแท้จริง

1. จากสาเหตุปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา ( 2548 ก่อนการรัฐประหาร - ปัจจบัน ) ได้มีการกล่าวหา กล่าวโทษ สร้างข้อมูลเท็จ จับกุมคุมขังบุคลด้วยกฏหมายที่ไม่เที่ยงธรรม สร้างการระเมิด การริดรอนสิทธิเสรีภาพและหลักสิทธิมนุษย์ชนที่ขัดต่อกฎหมายและต่อสนธิสัญญา ระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม รัฐบาลต้องดำเนินการโดยทันทีคือ

1.1 ต้องไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อการใช้กฎหมายหรือพระราชกำหนดให้เกิดการนิรโทษกรรมทุกคดีความ

1.2 คดีความทุกคดีที่ฟ้องร้องและยังไม่สิ้นสุด จะต้องดำเนินการพิจารณาตามขบวนการยุติธรรมจนกว่าจะสิ้นสุด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดต้องได้รับสิทธิการปล่อยตัวหรือการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีในศาล

2. จากเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ ( 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 ) ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาหาข้อเท็จจริงเพื่อประกาศให้สังคมรับรู้ และ/หรือนำเอาคนผิดมาลงโทษ

เพื่อการดำเนินการให้เกิดการรับผิดชอบ รัฐบาลต้องดำเนินการโดยทันทีคือ

2.1 ต้องลงสัตยาบันในสนธิสัญญาเพื่อเปิดให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีสิทธิในการพิจารณาคดี

2.2 ต้องไม่ดำเนินการใดๆเพื่อให้เกิดการหยุดยั้งในการหาคนผิดมาลงโทษ หรือใช้กฎหมายและ/หรือพระราชกำหนดเพื่อนิรโทษกรรมยกเว้นความผิด

2.3 เนื่องจากขบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งและการไม่ยอบรับในขบวนการการตัดสินจากทุกฝ่าย จะต้องไม่ดำเนินการใช้ขบวนการยุติธรรมในประเทศเป็นผู้พิจารณาคดี

3. รัฐบาลต้องดำเนินการให้มีขบวนการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนยอมรับและมี ส่วนร่วม ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อประกาศใช้ภายใน 365 วัน

3.1 ระหว่างการดำเนินการ ให้ประกาศระงับการใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารฉบับปี 2550 และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้แทนชั่วคราวจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ

3.2 การระงับการใช้รัฐธรรมนูญรัฐประหารฉบับปี 2550 ย่อมมีผลให้องค์กรอิสระ องค์กรอื่นและหน่วยงานของรัฐที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ต้องสิ้นสุดลงโดยทันที

3.3 รัฐธรรมนูณฉบับใหม่ อย่างน้อยจะต้องให้มีการแก้ไขหรือบัญญัติข้อกำหนดคือ

3.3.1 การเปลี่ยนแปลง ล้มล้างอำนาจรัฐที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยกำหนด หรือการล้มล้างรัฐธรรมนูญ คือความผิดที่ไม่มีอายุความสำหรับการฟ้องร้องกล่าวโทษ และต้องไม่มีอำนาจอื่นใดสามารถยกเว้นหรือล้มล้างความผิด

3.3.2 ต้องมีบทบัญญัติที่มิให้สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม

3.3.3 ยกเลิกกฎหมายหมิ่น ม.112

3.3.4 ยกเลิกหมวดองคมนตรีในมาตราที่เกี่ยวกับอำนาจและการดำรงสิทธิในการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์

4. ปฎิรุปขบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยตุลาการและศาลต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และนำระบบลูกขุนมาใช้เพื่อการพิจารณาคดี

5. ปฎิรุปกองทัพให้เป็นองค์กรของประชาชนและใช้ปกป้องประเทศ

เปิดรายชื่อนักโทษการเมืองทั่วประเทศ:72ชีวิตที่ถูกลืม72ชีวิตเพื่อนของเรา พวกเขาเจอภัยน้ำท่วมปาก

ที่มา Thai E-News

ที่มา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์


สถิติ นักโทษการเมืองทั่วประเทศ ( ข้อมูล ณ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ )

- เรือนจำพิเศษกรุงเทพ 45 คน
- เรือนจำคลองเปรม 1 คน
- ทัณฑสถานหญิงพิเศษกลาง 3 คน
- เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม 9 คน
- เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี 4 คน
- เรือนจำจังหวัดอุดรธานี 5 คน
- เรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ 6 คน
รวม 72 คน

รายชื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

แดน 1

อนุวัฒน์ อินทรต์ละออ คดี พรก,ลักทรัพย์
จเด็ด โชคพานิชย์ คดี พรก,ลักทรัพย์
วราวุธ ฐานังกรณ์ คดี หมิ่นประมาท ม. 112
อเนก สิงขุนทด คดี วัตถุระเบิด
สมยศ พฤกษาเกษมสุข คดี หมิ่นประมาท ม. 112
บัณฑิต สิทธิทุม

แดน 2

สรเทียน สิงกันยา คดี วัตถุระเบิด
สิทธิชัย เกียรติกมลชัย คดี พรก.
ธเนตร อนันตวงษ์ คดี พรก.
เอกชัย มูลเกษ คดี วัตถุระเบิด

แดน 3

พิทยา แน่นอุดร คดีวัตถุระเบิด
คำรณ ชัยสิทธิ์
จ๋า จักราช คดี พรบ.อาวุธ
คมสันต์ สุดจันทร์ฮาม คดี พรก.ลักทรัพย์
สุรภักดิ์ ภูไชยแสง คดี หมิ่นประมาท ม. 112

แดน 4

วันชัย แซ่ตัน คดี หมิ่นประมาท ม. 112
ณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ คดี หมิ่นประมาท ม. 112
พศิน แสนจิตต์ คดี พรบ.อาวุธ
อาทิตย์ เบ้าสุวรรณ คดี พรก.ลักทรัพย์
เพชร แสงมณี คดีวางเพลิง ก่อการร้าย
สายชล แพบัว คดีวางเพลิงเผา CTW
สมศักดิ์ วังซ้าย คดีพรก.ลักทรัพย์
วัชราวุธ สุทธิพันธ์ คดีพรก.ลักทรัพย์
ธาดา เปี่ยมฤทัย คดีพรก.ลักทรัพย์

แดน 5

วีรยุทธ สุภาพ คดีพรก.ลักทรัพย์
ประสงค์ มณีอินทร์ คดีพรก.ลักทรัพย์
โกวิทย์ แย้มประเสริฐ คดีพรก.ลักทรัพย์
ยุทิน สังข์ชิมาศ คดี พรก.ลักทรัพย์
พรชัย โลหิตดี คดีพรก. ปล้นทรัพย์ CTW

แดน 6

พินิจ จันทร์ณรงค์ คดีพรก. ปล้นทรัพย์ CTW
ยุทธชัย สีน้อย คดีพรก.ลักทรัพย์
โชคอำนวย สุรการ คดีพรบ.อาวุธฯ
เสถียร รัตนวงศ์ คดี หมิ่นประมาท ม. 112
เลอพงศ์ วิชัยคำมาศ คดี หมิ่นประมาท ม. 112
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ คดี หมิ่นประมาท ม. 112
สมพร อาจคำพันธ์

แดน 8

ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล คดี หมิ่นประมาท ม. 112
คำหล้า ชมชื่น คดีปล้นปืน
อำพล ตั้งนพกุล คดี หมิ่นประมาท ม. 112
สุริยันต์ กกเปลือย คดี หมิ่นประมาท ม. 112
กฤษณะ ขรรค์เพชร คดี พรก.บุกรุก
ธนพงษ์ บุตรดี คดีพรก.ทำให้เสียทรัพย์
วิศิษฎ์ แกล้วกล้า คดี พรก.ปล้นทรัพย์ CTW
นคร สังสุวรรณ คดี พรก. วิทยุสื่อสาร

เรือนจำคลองเปรม

นายแสวง กงกันยา (แดนแปด) จำคุก 1 ปี 12 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว

ทัณฑสถานหญิง

1. นางสาวพยอม หนูสูงเนิน
2 .นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล
3 .นางเจียม ทองมาก

มหาสารคาม

1.นายคมกฤษ คำวิแสง
2.นายภานุพงษ์ นวลเสน
3.นายสมโภชน์ สีกากุล
4.นายอุทัย คงหา
5.นายไพรัช จอมพรรษา
6.นายมนัส วรรณวงศ์
7.นายสุชล จันปัญญา
8.นายชรัญ เอก สิริ
9.นายเดชอดุลย์ เดชบุรัมย์

อุดรธานี

วิชัย ดีเจริญ
จักรพงษ์ แสนคำ
ประสิทธิ์ วิชัยรัตน์
คงเดช ปัญญาทอง
มณีรัตน์ ปัญญาทอง ( หญิง )

อุบลราชธานี

น.ส.ปัทมา มูลมิล
นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ
นายสนอง เกตุสุวรรณ
นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์

เชียงใหม่

นายนพรัตน์ แสงเพชร
นายประยุทธ์ บุญวิจิตร
นายบุญรัตน์ ไชยมโน
นายสมศักดิ์ อ่อนไหว
นายพะยอม ดวงแก้ว
นายแดง ปวนมูล

***********
้เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

10 ตุลาคม เชิญร่วมกิจกรรมกินส้มตำคิดถึงบ้าน+ประมูลหาทุนช่วยเพื่อนนักโทษเสื้อแดง
สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ แจ้ง ว่า จากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนที่ยังเห็นความสำคัญของเพื่อนพี่น้องเสื้อแดงที่ ยังคงอยู่ในเรือนจำจึงได้เปิดงานประมูลครั้งที่1เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

การจัดกิจกรรมพบปะเพื่อนในเรือนจำกับชื่องานว่า”ของขวัญแดงแด่เพื่อนสีแดง” เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆที่ยังคงอยู่ในเรือนจำและไม่ได้รับสิทธิ ประกันตัว บางรายถูกพิพากษาไปแล้วด้วยความไม่เป็นธรรม จากวันนั้นจนถึงวันนี้เรายังจัดกิจกรรมกันทุกวันที่19 ของทุกเดือน

ช่วงที่ผ่านมาถือว่าการได้พบกับเพื่อนในเรือนจำเดือนละครั้งทำให้พวกเขามี กำลังใจมากขึ้น หลายเสียงที่ส่งผ่านลูกกรงผ่านมาทางทนายและเพื่อนแดงที่ไปเยี่ยมพวกเขา ได้ฝากขอบคุณและรอคอยให้ถึงวันนั้นของทุกเดือน ต่างบอกว่ามันรู้สึกยาวนานเกินไปแต่ก็รอคอยอย่างมีความหวัง

10 ตุลาคม 54 นี้เราเราจึงจัดงาน “กินส้มตำคิดถึงบ้าน” เพราะการได้กินอาหารร่วมกันประหนึ่งเหมือนการได้กินข้าวกับครอบครัวและส้มตำ เป็นอาหารที่ไม่มีในเรือนจำนานครั้งจึงจะได้กิน ท่านใดสนใจร่วมกิจกรรมเชิญพบกันได้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับพวกเขา
เปิดตัวงานประมูลครั้งที่2 รายได้เพื่อเพื่อนนักโทษทางการเมืองอีกครั้ง

เนื่องจากยังมีอีกหลายท่านสนใจงานประมูลที่รายได้ทั้งหมดนำมอบให้กับเหยื่อ ทางการเมืองที่ถูกกุมขังอยู่ในขณะนี้ ครั้งนี้เรามีสินค้าจากนักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ที่ยินดีมอบสินค้าเข้าร่วมด้วย อาทิ นาฬิกาฟอสซิลจากคำผกา ผ้าพันคอพร้อมบทกวีจากไม้หนึ่ง ก. กุนที ปากกาจากอ.ตุ้ม รายการที่นี่ความจริง เป็นต้น

พบกันทางfacebook https://www.facebook.com/event.php?eid=240675595984166

ร่วมสนับสนุนได้ที่ชื่อบัญชี นายยุทธการ โสภัณนา และ/หรือ นายอานนท์ งามสนิท และ/หรือ นายอานนท์ นำภา บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสี่แยกศรีวรา เลขบัญชี ๑๔๐ – ๒๕๖๕๙๗ – ๙

Friday, October 7, 2011

"สุธาชัย" ถอดบทเรียน6ตุลา มรดกตกทอดสู่ "คนเสื้อแดง" โยนผลพวง "รัฐประหาร" ตราบาปติดตัว "อภิสิทธิ์"

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

เมื่อวันที่6ต.ค. จากงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา จัดโดย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายเดือนตุลา ร่วมกับ กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน (CCP), กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ (TCAD), กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD), กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ (LKS), กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย (FMCD) ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บรรยายถึง เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี 16 ตุลา โดยได้ตั้งคำถามว่า ทำไมถึงมีการเข่นฆ่าประชาชน หรือมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. 6 ตุลา เกิดจากความคับแคบของความคิดของชนชั้นนำ ที่คิดอะไรไม่เป็น และมักจะใช้วิธีการที่เรามักจะคุ้นเคยกันเมื่อ 19 กันยา 2549 แม้ 6 ตุลา 2519 เราอาจจะไม่คุ้นก็ตาม ลักษณะที่น่าสนใจคือ การเข่นฆ่าประชาชนมาจากกระบวนการที่เรียกว่า "การมีอำนาจเหนือรัฐ" หรือที่เราเรียกว่า "กลุ่มอำมาตยาธิปไตย" ซึ่งลักษณะนี้ รัฐบาลทุกชุดก่อน 6 ตุลา ไม่ได้มีการสั่งการหรือดำเนินการ แต่กลไกของรัฐทำงานเอง ทำให้มีการเข่นฆ่านักศึกษา ฆ่าผู้นำชาวนา

จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยมีการจับคนร้ายแม้แต่คนเดียว มากกว่านั้นคือ ไม่มีใครทราบว่าใครสั่งฆ่า ใครเป็นคนลงมือ ใครเป็นคนแขวนคอ ซึ่งทั้งหมดนี้ ยังไม่มีการดำเนินคดี ถามว่าทำไมถึงดำเนินการไม่ได้ เพราะกลไกของรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และทำไมถึงต้องมีการรัฐประหาร ก็เพราะรัฐบาลไม่ตอบสนองกลุ่มอำมาตย์

2. เหตุใด 6 ตุลา 2519 ถึงมีความสำคัญ วันนี้ผ่านมา 35 ปี เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป รัฐบาลก็เปลี่ยนหลายชุด แทบไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับคณะบุคคลที่เป็นฝ่ายกระทำ ตัวละครหลายคนก็เสียไปแล้ว แม้จะมีเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ทำให้เหตุการณ์ 6 ตุลา กลายเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่โหดเหี้ยม และยังเหลือสิ่งตกค้างอยู่บ้าง เช่น คำถามที่ว่าใครเป็นคนก่อเหตุ ซึ่งตอบไม่ได้อย่างเป็นทางการ แม้จะรู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่มีใครตอบ เพราะเป็นคดีลึกลับที่ไม่สามารถตอบได้

ทั้งนี้ สิ่งที่ตอบไม่ได้นั้น ก็ได้ส่งผลต่อผู้ก่อเหตุ ที่ทำให้ลบไม่ออก เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ตามหลอกหลอนผู้ก่อเหตุ โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังติดตัวเขาหรือเป็นตราบาปไปตลอด เช่นเดียวกับกรณี 91 ศพ ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็กลายเป็นตราบาปติดตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดไป

3. เมื่อย้อนประเด็น 6 ตุลา สามารถสรุปได้ว่า เป็นความพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มที่ก่อเหตุนั้น เขาคิดว่าเมื่อฆ่านักศึกษา และทำการรัฐประหารแล้ว จะสามารถสร้างหลักประกันให้กับสถาบันหลักที่ยึดมั่นได้ และเขาก็มั่นใจอย่างนั้น จนเราอาจจะคิดไม่ถึงว่า รัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่บอกว่าภาพไม่ดี บริหารไม่ได้เรื่องนั้น กลายเป็นรัฐบาลในอุดมคติของฝ่ายอำมาตย์ ในภาวะที่ต้องการจัดการกับกลุ่มที่เขาเรียกว่า "คอมมิวนิสต์" ไม่ต้องการประชาธิปไตย ไม่สนใจว่าประชาชนจะชอบหรือไม่ชอบ พอขึ้นมาก็เสียภาพลักษณ์ ต้องแก้ต่างในทางสากล ขณะเดียวกันรัฐบาลของนายธานินทร์ก็ไม่มีใครชอบ ไม่ได้เป็นที่นิยม เพราะสถานการณ์บ้านเมืองแย่ นักศึกษาหนีเข้าป่า สงครามกลางเมืองขยายตัว และถูกต้านจากกลุ่มเดียวกัน ก่อนถูกโค่นภายในปีเดียวกัน

ครั้งเมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีการนิรโทษกรรมฝ่ายเหยื่อ แต่เขาก็เชื่อว่าฝ่ายผู้กระทำไม่ผิด ทำไมถึงคิดว่าสิ่งที่พวกเขานั้นไม่ผิด คำตอบคือ เพราะเขาคิดว่าที่ทำไปเพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงคิดว่าไม่ผิด

ทั้งนี้ สรุปได้ว่า ที่ผ่านมา 10 กว่าปีนั้น ไม่มีใครกล่าวว่า การปราบปราบนักศึกษาเมื่อ 6 ตุลา เป็นที่น่าชื่นชม หรือมาบอกว่าเรามีส่วนร่วมแล้วชอบธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เท่าที่สำรวจมา ก็ไม่มีวรรณกรรมหรือนวนิยายไหน ที่กล่าวถึงนักศึกษาช่วง 6 ตุลา ในทางลบ แต่ 6 ตุลา ได้ถูกเปลี่ยนฐานะ กลายเป็นตราบาปที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้องไม่อยากพูดถึง แม้หลายคนถูกขุดคุ้ยมาพูด ว่ามีความเกี่ยวข้องก็ตาม

4. จาก 6 ตุลา ถึงปัจจุบัน คิดว่า 6 ตุลา ให้บทเรียนสังคมไทยที่สะท้อนข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยน อย่างน้อยใน 35 ปี เป็นที่น่าแปลกใจว่า สิ่งที่ชอบอ้างว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ไม่มี "อหิงสาธรรม" ชนชั้นปกครองจึงพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเสมอ การเข่นฆ่าจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลา ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ เพราะสังคมไทยต่างจากประเทศอื่น คือชนชั้นนำโหดเหี้ยม ซึ่งมั่นใจว่าประเทศอื่นส่วนใหญ่ไม่มีแบบนี้ ชนชั้นกลางไทยไร้สติปัญญา พร้อมที่จะสนับสนุนการฆ่าประชาชนเสมอ การฆ่านำมาซึ่งเสถียรภาพ ชนชั้นกลางมักจะวางเฉย และชนชั้นนำไทยจนถึงวันนี้ยังเหมือนเดิม คือไม่มีวิธีการแก้ปัญหากับการคิดต่าง นอกเหนือจากการฆ่า คุมขัง เหมือนกับที่กลุ่มคนเสื้อแดงเผชิญ

มีประชาชนได้เรียกร้องขอให้การรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. เป็นครั้งสุดท้าย และขอให้สรุปบทเรียนว่าอย่าฆ่าประชาชนอีก แต่สังคมไทยก็สรุปบทเรียนสวนทาง มีการฆ่าเพิ่มมากขึ้น จนสรุปบทเรียนได้ว่า ฆ่าประชาชนไม่ผิดแล้วนิรโทษกรรมตัวเอง จนมาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ได้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนั้น ก็รับบทเรียนมาว่า ไม่ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ต้องหนีไปต่างประเทศ มากกว่านั้นไม่ต้องนิรโทษกรรมตัวเองด้วย เพราะคิดว่าที่ทำนั้นไม่ผิด ซึ่งตรงนี้เห็นชัดว่ามันสวนทางกัน จะเห็นได้ว่าการฆ่ามีมากขึ้น และครั้งหนึ่งที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น แม้จะรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ก็ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าฆ่าประชาชน แต่คิดว่าเขาไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของชนชั้นนำได้ต่างหาก

"6 ตุลา" เป็นความพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์ของ "อำมาตย์"

อ.สุธาชัย กล่าวว่า จนถึงวันนี้ ผ่านมา 35 ปี สรุปได้อีกว่า คนที่ก่อเหตุ 6 ตุลานั้น เป็นผู้แพ้ทางประวัติศาสตร์ แพ้ในที่นี้คือไม่มีความชอบธรรม ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมในฐานะผู้ก่อเหตุได้อีก ไม่สามารถอ้างว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นต้องจารึกเกียรติไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเรามีส่วนฆ่านักศึกษา เพราะนักศึกษาเป็นภัยต่อบ้านเมือง เช่นเดียวกับในหนังสืองานศพของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ก็ไม่ได้ถูกบันทึกเรื่องดังกล่าวเข้าไปด้วยว่าเป็นวีรชน หรือเป็นคุณงามความดี


ในทางตรงกัน ผู้ก่อเหตุต้องแก้ต่าง ต้องซ่อนตัว ลืมไปให้มากที่สุดว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ต้องพยายามบอกว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ควรมีกรณีแบบนี้ในประวัติศาสตร์ ไม่มีการฉลองชัยชนะ มีแต่ผู้แพ้เท่านั้นที่ฉลอง สิ่งที่ไม่หายก็คือว่า มีประชาชน มีนักศึกษา มีใครต่อหลายคนยังฉลองอยู่ทุกปี โดยเฉพาะเมื่อครบรอบ 20 ปี 6ตุลา ในปี พ.ศ.2539 กลายเป็นงานสำคัญ เป็นหมายฟื้นตัวของขบวนการ มีการประกาศตัวของคนเดือนตุลา และในปีพ.ศ. 2544 เอง ก็มีการสร้างอนุสรณ์สถานขึ้นด้วย

กระบวนการเหล่านี้กลายเป็นว่าผู้แพ้มีตำแหน่งแห่งที่ชัดเจนว่าเป็นคน เดือนตุลา ไม่ต้องหลบซ่อน ขณะที่ฝ่ายที่กระทำแล้วชนะต้องหลบซ่อน มันสวนทางกัน และเรื่องน่าตื่นเต้นก็คือ ในบทบาทใหม่นั้น ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้สืบทอด เพราะมีจิตวิญญาณที่สืบเนื่องจาก 6 ตุลาได้ ส่วนหนึ่งอาจจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ถูกติดคุกเหมือนกัน ถ้าจิตวิญญาณเหล่านี้ยังอยู่ ก็ฟันธงได้ว่า ได้คงอยู่ในขบวนการของคนเสื้อแดง ดังนั้นจิตวิญญาณการต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงจะสืบต่อคน 6 ตุลาหรือไม่นั้น คนเสื้อแดงก็รับจิตวิญญาณดังกล่าวไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

บทเรียน 6 ตุลา ที่มีการเข่นฆ่าของกลุ่มอำนาจเหนือรัฐนั้น อำนาจเหล่านั้นยังอยู่ และก่อตัวอย่างเข้มแข็ง พอมีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คำถามที่ถูกถามคือ รัฐบาลนี้จะอยู่ได้กี่ปี ซึ่งคำถามนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศที่ไม่มีอำนาจเหนือรัฐ ถ้าประเทศไทยประชาธิปไตยมั่นคง รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งต้องอยู่ได้ 4 ปี และถ้าเราไม่อธิบายแบบนี้ แสดงว่าเรายังให้ค่าอำนาจเหนือรัฐ แม้จะสะท้อนความเป็นจริงว่าอำนาจเหล่านั้นยังมั่นคง และยังเห็นรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง เมื่อทำผิดกฎหมายจะไม่โดนปลด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหน


นอกจากนี้ ยังเป็นการสะท้อนระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่ชนชั้นนำไม่เคยยอมรับอำนาจประชาชน ชนชั้นนำไม่เคยรังเกียจการรัฐประหาร ทำไมประเทศอื่นไม่เกิด เพราะเขาคิดว่าการทำรัฐประหารไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ว่าประเทศเหล่านั้นไม่มีวิกฤติทางการเมืองแต่ชนชั้นนำไทยไม่เคยเคารพ กติกา แม้กระทั่งกติกาที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ชนชั้นปกครองไทยมักจะคุ้นเคยกับการใช้กฎหมายกับประชาชนด้านเดียวเสมอ นี่คือ สองมาตรฐานในการใช้กฎหมายในสังคมไทย เขาบอกว่าประชาชนต้องเคารพกฎหมาย แต่เขาไม่เคารพเสียเอง


เสื้อแดงคือจุดเปลี่ยนของการทำรัฐประหาร

อ.สุธาชัย กล่าวว่า การทำรัฐประหารครั้งล่า สุดกลายเป็นจุดเปลี่ยน เพราะเจอเสื้อแดงต่อต้าน และการต่อต้านนั้นยังอยู่ ซึ่งเขาอาจจะคิดไม่ถึงมาก่อนว่าจะเกิดการต่อต้าน ทั้งนี้ กลุ่มเสื้อแดงใหญ่กว่าคนเดือนตุลา ที่มีอุดมการณ์ชัดเจนกว่า มาถึงวันนี้ ประชาชนเห็นประชาธิปไตยเป็นเนื้อหา แต่ชนชั้นปกครองเห็นเป็นประชาธิปไตยเป็นเพียงรูปแบบ เมื่อคนเสื้อแดงไม่ยอม จึงทำให้การรัฐประหารในปี 49 ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา การต่อต้านเริ่มขยายตัว แม้ชนชั้นนำมองว่าทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุ แต่ผ่านมา 5 ปี ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ 6 ตุลา ยังมีปัญหาที่ต้องพูดถึงอีกนั่นก็คือ การหมิ่นสถาบัน นักศึกษาครั้งนั้นถูกสร้างว่าหมิ่นสถาบัน ผ่านมา 35 ปี เรื่องนี้ยังถูกนำมาใช้ และยังสะท้อนความล้าหลังได้อยู่ ยังเป็นเครื่องมือทำร้ายคน ทำให้คนถูกคุมขังด้วยข้อหาหมิ่นฯจำนวนมาก และกระแสนี้ก็ยังไม่หยุดจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันและไปไกลจนถึงการไล่ล่าทาง อินเตอร์เน็ต ซึ่งการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ถือว่าล้าหลังกว่า 14 ตุลา 2516 เสียอีก ทำร้ายคนมากกว่าเดิม ถูกใช้เป็นเครื่องมือเข่นฆ่าสังหาร และใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องแก้ไขหรือยกเลิก


มากกว่านั้น สังคมไทยยังไม่เป็นประเทศที่มีเสรีภาพได้ ตราบเท่าที่กฎหมายมาตรา 112 ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอยุู่ หลายคนถูกจับอย่างไร้เหตุผล และกฎหมายนี้ก็เป็นมรดกตกค้าง ทำให้เหตุการณ์คล้าย 6 ตุลา ยังอยู่ และเชื่อว่าจะรุนแรงขึ้นอีก


อย่างไรก็ตาม 6 ตุลา 19 กลายเป็นประวัติศาตร์ที่ขัดกับประวัติศาสตร์กระแสหลัก เพราะประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่เรียนกันมาเป็นการสร้างชาติโดยชนชั้นนำ ป้องชาติบ้านเมือง มีบุญบารมี แผ่ปกคลุมไพร่ บ้านเมืองขึ้นอยู่กับบารมีของผู้นำ ในการป้องกันเหตุร้ายที่มาจากมาร จากภายนอกประเทศ ที่ไม่ใช่การกดขี่จากชนชั้นนำ