ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 19, 2008

ส.ส.ศรีสะเกษ พปช. โยนพันธมิตรฯ สร้างความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา


19 ก.ค. - นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนเขาพระวิหารว่า ที่ผ่านมาทหารไทย-กัมพูชา วางกำลังตามปกติอยู่แล้ว ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างราบรื่น ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาในพื้นที่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น แต่ประชาชนในพื้นที่เองก็ตึงเครียด เพราะมีความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ต่างก็ยืนยันว่าทำไปด้วยความรักชาติ ทางที่ดีควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเข้ามาเป็นฝ่ายแก้ไขปัญหาจะดีกว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายใช้อารมณ์ชั่ววูบ จนกระทบกระทั่งเหมือนที่ผ่านมา

นายวิวัฒชัย กล่าวอีกว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไปชุมนุมที่บริเวณเขาพระวิหารอีกครั้งก็เป็นสิทธิ แต่อีกฝ่ายก็มีสิทธิที่จะสกัดกั้นเช่นเดียวกัน ตนในฐานะที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่ยืนยันว่า ฝ่ายการเมืองไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างที่กล่าวหา หากฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องคงไม่เอาคนไปสกัดกั้นกลุ่มพันธมิตรฯ แค่หยิบมือเดียว คงหนักกว่านี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ประสานขอความร่วมมือมายังฝ่ายการเมือง พวกตนก็พร้อมที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-19 17:09:37




รมว.คมนาคม จ่อนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา ช่วยแก้ปัญหาการจราจรคับคั่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ ไทยจำเป็นต้องมีการนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบามาใช้บริการในพื้นที่การจราจรคับคั่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงรูปแบบการนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา (Monorail) มาให้บริการในประเทศไทย หลังทดสอบการให้บริการในประเทศญี่ปุ่นว่า ระบบดังกล่าวมีจุดเด่นที่มีความเบา เข้าถึงเมืองที่มีพื้นที่การจราจรคับแคบ เนื่องจากโครงสร้างมีเสาตอม่อขนาดเล็ก ใช้ล้อยางในการขับเคลื่อนการวิ่งให้บริการจึงเงียบ ไม่ดังรบกวนคนที่พักอาศัยอยู่โดยรอบเส้นทาง ใช้ความเร็วอย่างน้อยเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญใช้งบประมาณในการก่อสรางถูกกว่าระบบรถไฟฟ้าทั้งยกระดับและใต้ดิน

ซึ่งมองว่ามีความเหมาะสมที่ประเทศไทยน่าจะศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำระบบดังกล่าวมาให้บริการ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับคนไทย ที่ต้องประสบกับปัญหาการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่หนาแน่น อย่างเช่น ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ถ.ลาดพร้าว เป็นต้น ที่มีช่องการจราจรขนาดเล็กและมีปัญหาการเดินเท้าที่ติดขัดมากในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้เดินทางไปศึกษาระบบการให้บริการภายในสถานีรถไฟฟ้าชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมาใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน ยกระดับ รถไฟชานเมือง และทางไกล สำหรับสถานีรถไฟฟ้าชินจูกุ เป็นสถานีหลักที่เชื่อมต่อระหว่างใจกลางเมืองกรุงโตเกียวไปในแต่ละพื้นที่ ทั้งทางไกลและทางใกล้ มีสายรถไฟฟ้าวิ่งผ่านถึง 11 เส้นทาง มีจำนวนรางรถไฟมากถึง 31 ราง จึงเป็นสถานีรถไฟที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากที่สุดในโลก ประมาณ 3.6 ล้านคนต่อวัน

“อภิสิทธิ์” อ้างหน้าตาเฉยไม่จัดการ “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูงเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ไม่ใช่หน้าที่ของพรรคดำเนินการกับ "สมเกียรติ " กรณีถูกดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูง แต่ยอมรับจะมีการสอบถามในที่ประชุมพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นเบื้องสูงว่า กรณีของ นายสมเกียรติ แตกต่างจากกรณีของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะ นายสมเกียรติ เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงไม่ใช่หน้าที่ของพรรค ที่จะเข้าไปดำเนินการ ซึ่งนายสมเกียรติ เคลื่อนไหวในฐานะส่วนตัว ก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพรรคจะมีการสอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น และหากพรรคจะดำเนินการใดๆ ก็ทำได้โดยการถอดออกจากการเป็นสมาชิกพรรค แต่ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินการดังกล่าว และพรรคจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยผิดก็ว่าไปตามผิด ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายสมเกียรติ และไม่ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย



Friday, July 18, 2008

ดื่มเหล้าเข้าพรรษา

คอลัมน์: คิดในมุมกลับ

ยังจำโฆษณารณรงค์การหยุดสูบบุหรี่ได้ใช่ไหม ที่มีประโยคยอดฮิตว่า “แล้วคุณมาทำร้ายฉันทำไม…?”

เป็นโฆษณาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ที่สามารถทำให้ “คนสูบบุหรี่” เป็น “อาชญากร” ได้ภายในชั่วข้ามคืน

และตอนนี้ ปฏิบัติการแขวนป้ายอาชญากรก็ลามมาถึง “คนดื่มเหล้า”

ด้วยโฆษณาชุดใหม่ แต่น่าจะเป็นทีมสร้างชุดเก่า สร้างความเป็น “อาชญากร” ให้คนที่ดื่มเหล้า…โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา (อ้าว…ก็วันนี้เป็นต้นไปนี่นา)

คนดื่มเหล้าในวัดในวา ดื่มแล้วเมาหัวราน้ำ ขาดสติ เมาแล้วขับ หาเรื่องทะเลาะทุบตีชาวบ้าน มีเงินเท่าไรลงขวด ฯลฯ พวกนี้ผิดก็ว่าไปตามผิด

แต่การกวาดรวมคนดื่มเหล้าทั้งหมดเป็น “คนเลว” “คนผิด” “อาชญากร” มันยุติธรรมกับคนที่เขาเลือกจะดื่มมากน้อยสักแค่ไหน

เช่นเดียวกันกับบุหรี่ที่สูบหรือไม่สูบ อย่างน้อยก็น่าจะให้เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล

เมื่อรัฐมีโรงยาสูบ ก็ควรมอบสิทธิในการเลือกให้เขาด้วย

คุ้มครองคนไม่สูบด้วยการจำกัดเขตห้ามสูบก็ว่ากันไป

แต่การรณรงค์แปลกๆ เช่น ให้ใครต่อใครมีสิทธิเอาน้ำสาดบุหรี่ ดับบุหรี่ที่จุดอยู่คาปาก มันก็เกินไปหน่อย

เช่นนั้นแล้ว ก็ยกเลิกโรงงานยาสูบ ยกเลิกโรงกลั่นเหล้ากันไปให้รู้แล้วรู้รอด

ปฏิบัติการผลักดันให้คนดื่มเหล้าสูบบุหรี่เป็นคนเลว เป็นผู้ร้าย มันจะได้สมบูรณ์แบบ…

ที่ว่ามานี้ ก็พูดในฐานะคนที่ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ และเห็นด้วยที่คนไม่สูบจะมีที่บริสุทธิ์ไว้หายใจ และคนดื่มเหล้าก็ควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เมาไม่ขับ

แต่การที่ไม่ดื่มและไม่สูบ แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองดี ประเสริฐ กว่าคนที่ดื่มและสูบ มันก็กระไรอยู่

ตัวเองทำดี ได้ดี ก็ดีแล้ว จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ

แต่อย่าให้ความดีมาบดบังตาตัวเอง จนคิดว่าประเสริฐเลิศเลอที่สุด จนมองไม่เห็นหัวมนุษย์คนอื่นๆ เหมือนที่เป็นในอีกหลายๆ เรื่องก็แล้วกัน

แมวสามสี




ประชาธิปไตย เครื่องรวน

คอลัมน์: ขอดเกล็ดการเมือง

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของประเทศไทยในขณะนี้ มีอาการเหมือนเครื่องยนต์ตะกุกตะกัก เครื่องยนต์เดินไม่ปกติ มีอาการจามของท่อไอเสีย คล้ายๆ เครื่องเดินไม่เต็มสูบ เหมือนรถไม่มีกำลัง จำเป็นที่ “ช่างประชาธิปไตย” ทุกคนจะต้องนำรถคันนี้เข้าอู่ซ่อม ตรวจตราดูสิว่า เครื่องยนต์ขัดข้องอยู่บ่อยๆ นั้นเกิดจากสาเหตุอะไร

การค้นหาสาเหตุของอาการเครื่องรวนครั้งนี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มิเช่นนั้นรถยนต์คันนี้จะวิ่งไปข้างหน้าลำบากมาก

เครื่องยนต์ประชาธิปไตยของเมืองไทย ใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เครื่องยนต์ประชาธิปไตยนี้ได้ยกมาใส่รถยนต์ประเทศไทย โดยถอดเครื่องยนต์เดิมคือเครื่องยนต์ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ออกไป เดิมการดูแลเครื่องยนต์นี้มีแต่องค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่จะต้องดูแลเครื่องยนต์ด้วยพระองค์เอง แต่เครื่องยนต์ประชาธิปไตย เป็นเครื่องยนต์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันดูแล เห็นอาการของเครื่องยนต์นี้เสียหรือควรจะเปลี่ยนยาง เปลี่ยนหัวเทียน เปลี่ยนเข็มไมล์ ประชาชนจะต้องเริ่มที่จะเปลี่ยนเอง เพื่อให้เครื่องยนต์ “ประชาธิปไตย” เดินได้

“คนขับ” รถยนต์ประชาธิปไตย มิใช่ว่าใครๆ อยากขับก็ขึ้นไปขับเองได้ จะต้องได้รับการเลือกสรรจากประชาชนที่เป็นช่างประชาธิปไตยของประเทศนี้ก่อน ยกเว้นมีบางครั้งบางคราว ทหารถือปืนและขับรถถังออกมาทำการปฏิวัติ ไล่ “คนขับ” ที่มาจากชาวบ้านเลือก เมื่อคณะปฏิวัติยึดอำนาจได้การตรวจตราเครื่องยนต์ประชาธิปไตย คณะปฏิวัติก็ถอดชิ้นส่วนประชาธิปไตยที่สำคัญๆ ออกไป เช่น เอาสมองกลรัฐธรรมนูญออกไป โดยฉีกทิ้งเสีย ยกเลิกสภา ออกกฎหมายโดยใช้คำสั่งของคณะปฏิวัติ มิต้องผ่านการพิจารณาของประชาชนและรัฐสภา เพราะพวกเขาได้โค่นล้มลงไปแล้ว

รถยนต์ประชาธิปไตยจึงถูกถอดชิ้นส่วนที่สำคัญออกไป เอาอะไหล่ใหม่มาใส่แทนโดยพวกปฏิวัติ

พวกเขายกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แล้วนำอะไหล่ใหม่ที่ล้าสมัยคือ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาใช้แทน เครื่องยนต์จึงจาม วิ่งได้ช้ามาก เพราะอะไหล่ที่พวกเผด็จการนำมาใส่ตัวเครื่องยนต์ เป็นอะไหล่ที่เป็นเผด็จการ

การเรียกร้องให้มีการซ่อมแซมเครื่องยนต์นี้โดยขนานใหญ่จึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องยนต์ไม่เป็นประชาธิปไตยขับเท่าไร แก้เท่าไรก็แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องสังคายนากันใหม่

กฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่เกิดจากมดลูกเผด็จการ จะต้องรีบแก้ไข

ทั้งนี้ การคัดค้านจากพวกซากเดนเผด็จการที่ได้ดิบได้ดีเพราะการปฏิวัติ เป็นพวกนิยมการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องไปฟังให้มากความ เพราะพวกนี้พูดให้ฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาเป็นพวกเผด็จการโดยแท้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสาระสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ประชาธิปไตยเดินไปไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต้องการกำจัดนักการเมือง ต้องการกำจัดพรรคการเมือง ต้องการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้นักการเมืองอ่อนแอ ต้องการทำให้รัฐบาลอ่อนแอ จะเก็บรักษาไว้ทำไม

องค์กรอิสระบางองค์กรในขณะนี้ ซึ่งเกิดจากการให้กำเนิดของพวก คมช. จะต้องโละทิ้งแล้วสรรหามาใหม่ เพราะคนเหล่านี้เกิดจากมดลูกและครรภ์เผด็จการ จะมีความเห็นเป็นประชาธิปไตย คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว บางคนมีอคติกับคนอื่น วินิจฉัยคดีไปนับตั้งแต่ยังไม่มีเรื่องขึ้นไปสู่องค์การของตนด้วยซ้ำ ความเป็นกลาง ความปรองดอง ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้านำคนที่มีอคติมาอยู่ในขบวนการขององค์กรอิสระ

เครื่องยนต์ประชาธิปไตยมีปัญหามากมาย ยากที่จะแก้ไขเยียวยา หากไม่รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งที่อยู่ในคุกและอยู่นอกคุกให้มีอิสระ ตามหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองไทยจึงจะเดินไปได้

อย่ารอความตายที่พวกเผด็จการจะหยิบยื่นให้ในเบื้องหน้า อย่ารอให้พวกเขายุบพรรคการเมือง อย่ารอให้พวกเขาตัดสิทธิทางการเมือง อย่ารอให้เขานำท่านขึ้นหลักประหาร มีอำนาจอยู่ในมือ ไม่ใช้

อำนาจที่ประชาชนให้มา เปรียบเสมือนดาบ ท่านต้องจับด้านที่มีด้าม มิใช้จับปลายดาบ จะต้องยึดด้ามดาบมาไว้ในมือของฝ่ายประชาธิปไตยให้จงได้ อย่าปล่อยให้พวกอำมาตยา พวกเผด็จการจับด้าม แล้วเราจับปลายดาบ เขากะซวกทีไร เลือดไหลซิบ

มีอำนาจรัฐแล้วใช้อำนาจรัฐไม่เป็น แล้วจะเป็นไปทำไมครับ

ดร.อดิศร เพียงเกษ



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เจตนารมณ์แน่วแน่ สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2551 วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งลงมติกำหนดให้เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ

00 เสียงระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังจะดังต่อไปอีกหรือไม่ ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย แถลงหยุดยิงและก่อเหตุรุนแรง ต่อไปนี้จะขออยู่กันอย่างสงบสุข หลังจากที่เปิดศึกมานาน เหลืออีกหนึ่งปีจะครบร้อยปี ฟังมาว่าสิ้นเสียงการแถลงข่าว ชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างยกมืออนุโมทนาสาธุ ชาวบ้านจะได้เลิกหวาดผวา จะได้เริ่มทำงานฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งร่อแร่มานานหลายปี และยังประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่ ทุ่มลงไปไม่รู้จักเต็ม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหาร

00 ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำยังไม่ปรากฏชื่อชัดเจน ที่ออกมาเปิดตัวเป็นคนแรกคือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยอมว่า พล.อ.เชษฐา สุ่มเสี่ยงมากในการเปิดตัวออกมาเป็นคนแรก เพราะหากการประกาศหยุดยิงของ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ไม่ได้รับการยอมรับจากอาชญากรที่ก่อเหตุร้ายเป็นรายวัน เอกฉัตร ขอเอาใจช่วย ร่วมภาวนาขอให้การแถลงข่าวหยุดยิงเป็นเรื่องจริง สาธุ

00 ขณะที่ภาคใต้ใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ที่เมืองหลวงสถานการณ์ยังร้อนฉ่า กลุ่มพันธมิตรพันธมารยังประกาศเดินหน้าสร้างความวุ่นวายให้ประเทศเข้าสู่จุดวิกฤติ เหิมเกริมประกาศให้รอฟังนกหวีดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลทันที ที่ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ

00 แน่นอน เสียงนกหวีดดังขึ้นแน่ แต่คนจะมาร่วมชุมนุมมืดฟ้ามัวดินอย่างที่คุยโวไว้หรือไม่ ก็พอจะบอกใบ้ล่วงหน้าว่า เต็มที่ก็เท่ากับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกทีวีจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ซึ่งต้องระดมพลกันสุดฤทธิ์สุดเดช โดยมีพรรคการเมืองใช้หัวคะแนนระดมพล

00 วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ที่เคยกล่าวหากัน รัฐบาลนายกฯ สมัคร มัวแต่มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง โดยไม่สนใจแก้ไขปัญหาปากท้องให้ชาวบ้าน เมื่อต้นสัปดาห์ รัฐบาลได้คลอด 6 มาตรการ 6 เดือน เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนจนระดับรากหญ้า แต่พวกอีช่างค้าน ไม่วายกล่าวหา เป็นการปลูกฝังนิสัยไม่ดีให้กับประชาชน แทนที่จะให้เครื่องมือหาปลา เพื่อชาวบ้านจะใช้หาปลา แต่กลับหาปลามาให้ สามารถกินได้แค่มื้อครึ่งมื้อ นี่คือเสียงวิจารณ์ของบรรดานักวิชาการวิชาเกิน เรียกว่า อิจฉาแม้กระทั่งคนจน

00 ที่น่าขำ นักวิชาการบางคนออกอาการอิจฉาคนจนตาร้อนผ่าว พูดออกมาได้อย่างไรว่า รัฐบาลรู้ได้อย่างไรว่า คนที่ใช้บริการรถเมล์และรถไฟฟรี คือคนจน เอกฉัตร อดทนฟังอยู่นาน เพื่ออยากจะรู้ว่านักวิชาการเหล่านี้จะแสดงความขี้เท่ออะไรออกอากาศทางสถานีวิทยุคลื่นสลึง มิหนำซ้ำยังออกอาการปกป้องโรงกลั่น หากรัฐบาลนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย จะทำให้โรงกลั่นต้องขาดทุน ว่าเข้าไปนั่น

00 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลายเป็นคนปากมีปัญหา ที่เรียกกันว่า โอษฐภัย วันก่อนอภิปรายในสภา ประกาศใครมีปัญหาเจอกัน ทำให้ นายการุณ โหสกุล มีปัญหาคาใจ เข้าไปถาม ทำเป็นใจเสาะ ต้องขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาถูกทำร้ายร่างกาย

00 วันวานเจอไปแล้วคดี หมิ่นเบื้องสูง ปราศรัยบนเวที กรณีนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมฟ้องศาลแพ่งให้คุ้มครอง ที่กลุ่มพันธมารสร้างความเดือดร้อนในการเดินทางและเรียนหนังสือ ด้วยความคะนองปาก

00 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คนนี้แหละ ที่ขึ้นหลังคารถในวันที่กลุ่มพันธมารยกขบวนกันไปปิดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ่นน้ำลายกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้เป็นซ่องโจร เวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้ว เอกฉัตร รอดูอยู่เหมือนกัน จะมีตำรวจคนไหนสวมวิญญาณผู้กล้า ไปแจ้งความกล่าวหาหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตำรวจยุคนี้ ยอมรับเป็นซ่องโจรตามข้อกล่าวหาของผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูง

00 การโร่เข้าไปมอบตัวก่อนที่ตำรวจจะจับกุม แม้จะได้รับการประกันตัว แต่ เอกฉัตร ต้องกระทุ้งไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าก่อนหน้านี้ นายจักรภพ เพ็ญแข แค่ถูกแจ้งความ ตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาให้เป็นผู้ต้องหา สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ดาหน้ากันออกมาให้ นายจักรภพ แสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

00 วันนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ตกเป็นผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูงสมบูรณ์แบบ เพราะตำรวจขออนุมัติศาลออกหมายจับแล้ว ซึ่งได้มีการมอบตัวและได้ประกันตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ ตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่นายสมเกียรติเป็นอยู่ ประกันตัวเอง ไม่ทราบว่า นายอภิสิทธิ์ จะฉลองตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยที่สอง ด้วยการยอมรับความจริงหรือไม่ว่า การเคลื่อนไหวนอกสภาของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เกี่ยว ในเมื่อการประกันตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง ยังใช้ตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แล้วยังลอยหน้าลอยตาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติอีกหรือ

00 พูดนั้นพูดได้ ตอนนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แค่เป็นผู้ต้องหา ศาลยังไม่ตัดสิน แต่ไม่อายกันบ้างหรือ เมื่อวันที่ นายจักรภพ เพ็ญแข ถูกแจ้งความคดีแบบเดียวกัน กลับถูกกดดันให้ลาออกแสดงความรับผิดชอบ หรือว่า อุดมการณ์ของพรรคเปลี๊ยนไป๋แล้ว

เอกฉัตร



คำถามถึง 3 กกต.

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 พาดหัวข่าวตัวเบ้อเริ่ม “สดศรี” แฉยับ “สุเมธ” ป้อง ปชป. ประชาชนให้ความสนใจโทรศัพท์ถามข่าวคราวนี้กันตลอดสัปดาห์ และนำข่าวนี้ไปโพสต์กันทางอินเตอร์เน็ต ที่เป็นเว็บบอร์ดการเมือง ได้กรุณาตั้งคำถาม ตั้งโจทย์สอบถาม สนั่นบ้านสนั่นเมือง

เรื่องราวในข่าวพาดหัวไม้ตัวเบ้อเริ่มนี้จริงหรือไม่ เพียงใด?

ท่าน กกต. สดศรี พูดกับประชาทรรศน์แบบนี้จริงหรือไม่ เพียงใด?

ทางกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยืนยันว่า นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งหญิงหนึ่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสาวสวย ประจำกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ที่เพิ่งกลับมาทำงาน หลังจากได้ลาพักไปศึกษาต่อด้านภาษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จริงแท้แน่นอน

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่เข้าไปตอบโต้กับพวก พันธมารธิปไตย ที่พยายามบิดเบือนประเด็นเหล่านี้

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่เป็น ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ร่วมปกป้องกองบรรณาธิการประชาทรรศน์

บางคนตอบบนอินเตอร์เน็ตได้ดีว่า ทีหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นลงว่า “รายงานข่าวแจ้งว่า” หรือ “source said” คนทั่วบ้านทั่วเมืองยังเชื่อกันสนิทปากสนิทใจ แต่นี่ประชาชนทรรศน์ลงชื่อเสียงเรียงนาม ให้สัมภาษณ์กันชัดเจน กลับถูกตั้งคำถามพิลึกพิลั่น

ทางกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวสาวสวย ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนามา ไม่ทรยศวิชาชีพเป็นแน่แท้ และที่สำคัญ หากท่าน กกต. สดศรี ไม่ได้พูดจริง ป่านนี้ท่านคงออกมาแถลงข่าวว่ากล่าว ตำหนิ และฟ้องร้องไปแล้ว?

กอง บ.ก.ประชาทรรศน์ ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สื่อทางเลือก จนทำให้ คนในสังคมได้รับรู้รับทราบแล้วว่า กกต. คนใดที่ดึงเรื่องใบแดง ให้มีการนำกลับไปให้ กกต.จังหวัด สอบสวนใหม่ ทั้งที่ กกต. ส่วนใหญ่เห็นควรว่าจะต้องให้ใบแดงไปแล้ว

และในมาตรฐานเดียวกันของรัฐธรรมนูญ 2550 ทุกพรรคการเมืองที่มีกรรมการบริหารพรรคมีพฤติกรรมส่อทุจริต ควรจะโดนใบแดง และมีการยุบพรรคการเมือง อย่างน้อยๆ ในขณะนี้มี 4 พรรค และหากในกรณีพรรคประชาธิปัตย์ที่ จ.อุบลราชธานี จะเป็น 5 พรรคในทันที

ในสภาแทบไม่เหลือพรรคการเมืองให้ทำงาน!

สิ่งที่เราได้รายงานข่าวว่า ในขณะนี้ กกต. แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ

กกต. ฝ่ายประชาธิปไตย มี 2 ท่าน

กกต. ฝ่ายพันธมิตรฯ มี 3 ท่าน

บ้านเมืองจะไปได้อย่างไร? ประชาชนหน้าไหนจะเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองเหล่านี้? หากคณะกรรมการการเลือกตั้งวางตัวไม่เป็นกลาง วางตัวไม่เหมาะสม เข้าฝักเข้าฝ่ายกับกลุ่มการเมืองนอกรีต ที่มีพรรคการเมืองหนุนอยู่ด้านหลัง

วันนี้นอกจากจะมีความพยายามทำร้ายทำลายพรรคการเมืองในซีกหนึ่ง ยังมีองค์กรเหล่านี้เข้าข้างพรรคการเมืองอีกซีกหนึ่งอีกด้วย

จะมีการยื่นถอดถอน ประชาชนเขากลัวว่าจะไปติดอีกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหลายทั้งแหล่ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้

ที่...กกต. สดศรี สัตยธรรม บอกว่า “ไม่รู้จะมีอะไรที่มองไม่เห็นมาสั่งอีกหรือไม่”

บอกได้คำเดียวว่า ในฐานะประชาชนคนไทย เราไม่เชื่อมั่นในกระบวนการองค์กรอิสระ ที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะ

ปฏิวัติรัฐประหาร เราไม่เชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...วันนี้ประเทศไทยน่ากลัวจริงๆ

ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก (จบ)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

อันนำสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน

สงครามระหว่างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกับระบอบอำมาตยาธิปไตย สู้กันมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนทุกวันนี้ ผ่าเข้าพฤษภาคม 2551 แล้ว สงครามก็ยังดำเนินต่อไป...ดุเดือดขึ้นทุกวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ก็สันดานเสียเหมือนเดิม...คือ มือไม่พายเอาตีนรานํ้า เป็นกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในแผ่นดินไทย

วันนี้อำมาตยาเล่นแรง...คิดถึงขนาดจะรัฐประหารซํ้าอีกครั้ง ถึงขนาดฝึกซ้อมการจับกุม ล่าสังหาร เข่นฆ่าประชาชน วางแผนสร้างสถานการณ์เลวร้ายเพื่อปูทางไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผน...หรือที่หลายคนเรียกว่า โมเดล 2519 คือ เอาเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นแบบ ถ้าเป็นไปตามนั้น อำมาตยาก็ต้องปิดประเทศ...เพราะไม่มีใครคบ ถึงมีคนคบด้วย...เขาก็จะคบอย่างเอาเปรียบสุดๆ เหมือนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เคยเจอเมื่อปี 2549-2550

แล้วถ้าปิดประเทศจริงๆ พวกนายทุนฝ่ายอำมาตยา...หรือกลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง เขาคิดว่าพวกเขาไม่เดือดร้อน เพราะทำธุรกิจผูกขาดกันอยู่ไม่กี่ตระกูล พวกนี้เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคนนั้น เพียงพอให้พวกเขาขูดรีดต่อไปได้อีกนาน

ก็ว่ากันไป...ทีนี้ ดูหน้าแนวร่วมอำมาตยาแต่ละตน

ชนชั้นกลางในเมือง...ถามจริงๆ เถอะว่า คนพวกนี้จะทนอยู่กับสภาพชีวิตของการปิดประเทศได้หรือไม่ จะมีไหม งานโฆษณาต่างๆ ...จะมีให้ทำได้อีกกี่เดือน...จะมีอะไรให้ช็อปปิ้งกันอีกหรือไม่ จะมีโอกาสใส่เสื้อผ้าแฟชั่นกันอีกหรือเปล่า...??

ถึงวันนั้น จำลอง ศรีเมือง กับ ประเวศ วะสี เขาคงอนุญาตพวกเธอหรอกนะ...วิถีชีวิตชนชั้นกลางในเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างหักมุม...และรุนแรงที่สุด นับถอยหลังไปได้เลยสำหรับคนกรุงเทพ หากอำมาตยาได้ชัยชนะ

ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ เพราะปกติก็ลากรองเท้าแตะกันอยู่แล้ว และถึงตอนนั้น…ถ้าไม่ตาย ก็คงกลายเป็นกองโจรกู้ชาติ เผ่นหนีรักษาชีวิตกันไปวันๆ คงไม่มีโอกาสเดินช็อปปิ้งที่ไหน

คนที่ต้องเดือดร้อนแสนสาหัส...ก็พวกลูกหลานชนชั้นกลางทั้งนั้น

สูตรสำเร็จง่ายๆ

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = เศรษฐกิจล่ม = ไม่มีวิถีชีวิตสุขสบาย

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = อำมาตยากลุ่มเล็กๆ เสพสุขผู้เดียว

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = ไม่มีความบันเทิงสำหรับชนชั้นกลาง

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = สงครามกลางเมือง...ยืดเยื้อ คนตายนับล้าน

ถามจริงๆ เถอะว่า พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางจะยอมรับ หรือทนกับสภาพเช่นนี้ได้หรือไม่...แต่อย่างว่า พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนเราไม่เปลี่ยนสันดานกันง่ายๆ สมัย คมช. คนพวกนี้ก็เงียบเป็นเป่าสาก พอทหารกลับเข้ากรมกอง...ทีนี้บ่นกันใหญ่ เรียกร้องกันใหญ่ ทำตัวเป็นส่วนเกินของสังคมตลอดเวลา

พูดกันตรงๆ ฝ่ายอำมาตยาไม่ได้มีพลังมวลชนอะไรนักหนา แต่ที่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ได้ ก็เพราะพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่โฉบไปโฉบมา ก่อให้เกิดภาพลวงในใจอำมาตยา..ว่า ตนยังมีมวลชนอยู่ ซึ่งก็มองข้ามไปอีกว่ามวลชนที่เดินอยู่สยามพารากอน มันจะเอามาทำอะไรได้ ขณะที่มวลชนของฝ่ายประชาธิปไตยเคยมีคนอย่าง นวมทอง ไพรวัลย์ และยังคงมีคนประเภทที่คิดโยนส้มใส่รถถัง ขอให้ลองคิดดูว่า...เวลาเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน...??

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ภาพข่าวที่ออกไปจะเป็นอย่างไร คือ ถ้ามีการรัฐประหารในเร็ววัน รับรองว่าจะมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นแน่นอน รัฐประหารอีกครั้ง... รับรองว่าจะได้เห็นภาพเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนนแน่นอน

และทุกครั้งที่มีการบีบคั้นกดดันจากต่างประเทศ คนที่เดือดร้อนอันดับต้นๆ ก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองนี่เอง เพราะวิถีชีวิตคนพวกนี้ผูกติดอยู่กับระบบทุนนิยมสมัยใหม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์...

และตรงนี้เองที่เป็นเรื่องตลกหักมุม คือ คนที่มีส่วนได้เสีย มีชีวิตผูกพันกับระบบเสรีทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด กลับไม่เคยคิดต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบที่เอื้อความสุขให้ตนเอง ซํ้าร้ายยังหันไปยินดีกับระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย...ร่วมสร้างระบอบซึ่งบั่นทอนและทำลายวิถีชีวิตอันมีความสุขของตนเอง ร่วมสร้างและสนับสนุนระบอบที่คิดร้ายต่อครอบครัวตนเอง...แล้วยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบเดียวที่สามารถเอื้อความสุขสบายให้ตนและครอบครัว

จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายพฤติกรรมเช่นนี้?

นอกเสียจากว่าเป็นคนโง่ ทั้งโง่และบ้า...เหนือสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดาพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง คือ คนบ้า โง่เง่า ที่ไร้ประโยชน์อย่างที่สุด??

นี่แหละ เขาถึงเรียกพวกนี้ว่า "ชนชั้นปรสิต"

มาถึงวันนี้ (พ.ค.2551) คนพวกนี้ก็ยังไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพในการบริหารบ้านเมือง และเพื่อกำจัดศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ก็เพื่อให้พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางได้มีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่านี้ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่เอาอีก!!

เวลาที่กล่าวถึง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง ย่อมหมายรวมถึงสื่อมวลชนด้วย เพราะสื่อมวลชนไทยก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

คนพวกนี้...เวลาทหารถือปืนคุมอยู่ในห้องทำงาน ก็บอกว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้น แต่เวลาที่อยู่ลำพัง จะเขียนโกหกพกลมอย่างไรก็ได้ กลับบอกว่าถูกแทรกแซง

โอย...ตรรกะแบบนี้ คนบ้าชัดๆ

อีกกรณีหนึ่ง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองชอบท่องคาถาว่า “คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพ ล้มรัฐบาล” ...นี่ก็ความคิดชั่วช้า เห็นแก่ตัว

คนที่คิดแบบนี้ได้ ไม่ใช่คนไทยอีกแล้ว แต่เป็นศัตรูของประชาชนไทยทั้งหมด หากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ควรมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นหากจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในอนาคต ก็ไม่ใช่คนไทยรบกับคนไทย เพราะ พวกนี้ไม่ใช่ประชาชนไทย

มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า...

บางที การที่เราไม่เข้าใจตรรกะของพวกเขา เขาอาจไม่ได้โง่และบ้าอย่างที่เราคิด แต่เป็นเพราะ เขาไม่ใช่มนุษย์ อาจเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาว จึงมีตรรกะที่ต่างออกไป ก็ฟังไว้เล่นๆ ขำๆ นะครับ อย่าไปจดจำข้อความนี้...เพราะมันเป็นกระบวนความคิดที่เรียกว่า dehumanization ซึ่งเขาใช้กันในยามศึกสงคราม ประเภทสงครามกลางเมือง

ไม่ดีครับ ไม่ดี...เพราะเวลาที่เราคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน เราสามารถกระทำต่อเขาอย่างไร้ความเมตตา...คือจริงๆ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางก็มองพวกเราแบบนี้ คือคิดว่าใครที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งคนเหนือ คนอีสาน ไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปฟังคำพูดของพวกอำมาตยาอย่าง อานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ หรือพวกคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไทยทั้งหลาย สื่อกระแสหลักเขามองประชาชนเป็นวัวเป็นควาย และไม่ใช่คนมานานแล้ว

แต่เราไม่ลงไปเล่นในระดับนั้น เพราะเราอยู่ฝ่ายธรรมะ...เราอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย วินาทีนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะใช้กระบวนคิดเช่นนี้...

ก็ให้สรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า ศัตรูของเราเป็นคน แต่เป็นคนที่ทั้งโง่และบ้า (สุดขีด)

ดังนั้น อย่าประมาท อย่าเอาตรรกะมนุษย์แบบเราท่านเป็นมาตรฐานอย่างเดียว ต้องมองความเป็นไปได้แบบสุดขั้วไว้ด้วย นายกฯ ทักษิณ เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เชื่อทฤษฎีมองโลกอย่างสุดขั้ว แล้วเป็นอย่างไรครับ...โดนรัฐประหารทันที

ดังนั้น เมื่อ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดไว้ว่า "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"

เชื่อเขาเถอะครับ เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ แล้วเขาจะทำจริงๆ ด้วย

ฝ่ายนั้นเขาอยู่เหนือเหตุผล เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ

เว็บไซต์ SIAM Freedom Fight


ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก (1)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้เกิดขึ้นจากอะไร? มีสาเหตุมาจากไหน? และก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยในหลากหลายสังคมต่างก็จับจ้องวิพากษ์วิจารณ์ตามภูมิ ตามความรู้ หรือแม้แต่บางคนที่มีอายุมากหน่อย ก็อาจนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาค่อนชีวิต หรือแม้แต่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มาสรุปต่ออุบัติการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็บังเกิดขึ้น ได้อย่างน่ารับฟังยิ่ง

จากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง คือ siamfreedom.blogspot.com/ มีบทความที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาบันทึกไว้ และชิ้นหนึ่งที่ “ประชาทรรศน์” ขอนำมาเสนอก็คือ “ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก”

บางทีพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะได้รู้ว่า กำลังต่อสู้อยู่กับศัตรูที่มีความรู้สึกนึกคิดแบบใดกันแน่

หลายปีที่ผ่านมา...รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ต่อสู้กับคนธรรมดา

ในกรอบคิดของมนุษย์ปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถปักใจเชื่อว่า ยังมีการรัฐประหารในศตวรรษที่ 21 ในประเทศที่กำลังโดดเด่นและก้าวกระโดดสู่ความเป็นผู้นำบนเวทีโลก ในยามที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง แล้วถ่ายเทความมั่นคงมั่งคั่งไปสู่ประชาชนรากหญ้า อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการยากที่ท่านนายกฯ ทักษิณ ในฐานะคนที่ยังมีสติสมประกอบ จะเชื่อได้ว่า คนที่น่าจะมีปัญญาความรู้ สามารถเป็นคนที่ทรยศหักหลังกลับกลอก ขี้อิจฉาริษยาอย่างไร้เหตุผล ไร้เกียรติยศ ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง และเป็นการยากที่จะเชื่อได้ว่า กลุ่มคนซึ่งมีส่วนได้เสียกับเศรษฐกิจมากที่สุด กลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการสนับสนุนการรัฐประหารบ้านเมืองตนเอง

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 และแน่นอนว่า รัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ไม่ได้สู้กับคนธรรมดา

แต่สู้กับคนบ้า...ทั้งบ้า ทั้งโง่ อย่างเหนือสามัญสำนึก

สงครามกับคนบ้าและโง่ ยากที่จะประมาณการณ์อะไรได้ เพราะคนบ้าไม่มีเหตุผล ยิ่งบ้าแล้วโง่ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ การมองคนบ้าและโง่ให้ทะลุนั้นก็ยากพอกัน เพราะคนแบบนี้อาจเป็นคนเรียนเก่ง คิดเลขเก่ง อาจแสดงตนเป็นคนเคร่งศีลธรรม ซึ่งในระบบการศึกษาของไทยเน้นการท่องจำ

คนที่ได้ชื่อว่า "เรียนเก่ง" ในสังคมอำมาตยา จึงเป็นคนที่ “ท่องจำเก่ง” แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนมี "ความคิด"

ความโง่...ที่กล่าวถึงนี้ มิใช่อาการของสมองทึบ แต่เป็นความโง่ที่เกิดจากอคติ

ความอิจฉาริษยา ดื้อรั้นดันทุรัง หลงตัวเอง และขาดพัฒนาการทางปัญญา คือ ไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของโลกได้ แต่เมื่อเห็นคนอื่นสามารถก้าวไปข้างหน้า และดูว่ามีอนาคตที่ดีกว่า คนโง่ด้วยอคติเหล่านี้จะเกิดอาการทนไม่ได้ กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชัง เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนอื่นจึงมีความสุขและเจริญก้าวหน้าได้ อยากเป็นอย่างเขาบ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเกินปัญญาตนแล้ว ที่น่าเวทนาก็คือ พวกขี้อิจฉาเหล่านี้มิใช่คนยากไร้ แต่เป็นคนมีฐานะ ทั้งฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ แต่กลับขาดธรรมะในจิตใจอย่างรุนแรง

ดังที่ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวไว้บนเวทีปราศรัยพรรคพลังประชาชนว่า “ความอิจฉาทำให้เสื่อม” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยว่า ปัญหาบ้านเมืองที่เรื้อรังบานปลายมาตั้งแต่ปี 2548254949 ...เรื่อยมามิรู้จบสิ้นถึงปัจจุบันนั้น เริ่มจาก...ความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัวของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียว

ความอิจฉานำสู่ความโกรธ เมื่อโกรธแล้วก็พาลพาโลโทษคนอื่น เที่ยวให้ร้ายผู้อื่น...แต่การโกหกใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จำต้องแต่งเรื่องจากจินตนาการ

แล้วจินตนาการของคนเรามาจากไหน จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของคนคนนั้น นี่เป็นหลักทั่วไปในงานศิลปะ ดังนั้นเรื่องโกหกที่อำมาตยาขี้อิจฉาเที่ยวป้ายสีผู้อื่นนั้นก็คือสิ่งที่พวกเขาคิด คือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงมิต้องแปลกใจเลยว่า ข้อกล่าวหาทุกอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ โยนให้ ดร.ทักษิณ นั้นก็คือสิ่งที่พวกพันธมิตรฯ ปฏิบัติอยู่เป็นเวลานาน เช่น ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด ซึ่งถ้าใครรู้จักนักเขียน ศิลปิน นักวิชาการในฟากพันธมิตรฯ ก็จะรู้ว่า โดยส่วนตัวแล้วคนเหล่านี้มีความคิดต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างไร เมื่อครั้งฝ่ายอำมาตยาประณามสิ่งที่เรียกว่า "ทุนสามานย์" เราก็ยังงุนงงว่ามันคืออะไร แต่เมื่ออำมาตยาอธิบายถึงทุนสามานย์ พวกเราก็ยิ่งสงสัยว่า พวกเขาด่าตัวเองทำไม?? แต่เมื่อย้อนกลับมาคิดได้ว่า "จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของตัวเอง"

นี่สามารถอธิบายตัวตนพวกอำมาตยาได้ดี

ศักดินาแท้ๆ ในเมืองไทยนั้นเหลือน้อยคน และลูกหลานศักดินามากกว่าครึ่งก็ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมานานแล้ว...ตั้งแต่ต้น ที่เหลืออยู่ยิ่งไม่มาก และใกล้สูญพันธุ์ไปเอง

แต่ที่อันตรายทุกวันนี้คือ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

พวกนี้เป็นไพร่ ประเภทไพร่ตะกายฟ้า...และพวกนี้คือผู้สถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา จะเรียกว่าเป็น ระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่ ก็ได้ เหมือนเศรษฐีใหม่ ผู้ดีใหม่ (ไฮซ้อ) พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่สามารถตะกายขึ้นไปสู่ลำดับชั้นทางสังคม แล้วก็อุปโลกน์ตนเองเป็นชนชั้นสูง แบ่งปันผลประโยชน์กับกลุ่มข้าราชการ รวมกันเป็นอำมาตยาสามานย์ ดังที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่ยังแป้กอยู่ที่เดิม ในระหว่างความพยายามตะกายฟ้า ก็เป็นแนวร่วมอำมาตยาไปพลางๆ และคนพวกนี้เมื่อสมสู่กันเองในที่แคบๆ เป็นเวลานาน ก็จะมีสภาพจิตเหมือนๆ กัน

หลายครั้งที่แยกไม่ออก จนกว่าจะแสดงความโง่และความบ้าให้ประจักษ์

คนโง่แล้วบ้าไม่ได้มีแค่เมืองไทยวันนี้ แต่เป็นเชื้อโรคร้ายทางพันธุกรรมของมนุษยชาติ...และเคยสร้างความหายนะระดับโลกมาแล้ว

ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่าฮิตเลอร์จะเปิดสงครามกับรัสเซีย สตาลินก็คาดไม่ถึง แม้แต่คนในพรรคนาซีเอง...ส่วนใหญ่ก็คาดไม่ถึง เพราะมันไม่มีเหตุผลอันควร เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและไร้ประโยชน์...ในเมื่อเยอรมนีกับรัสเซียก็มีสัญญาร่วมมือทางทหารกันอยู่ มีสันติภาพที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ

รัสเซียไม่ใช่ที่รักของชาติตะวันตก ทั้งอังกฤษ-อเมริกา ก็มองรัสเซียเป็นศัตรูแล้วเยอรมนีจะทำสงครามกับรัสเซียเพื่ออะไร...แม้อ้างเหตุผลได้ยาวเป็นเล่มๆ แต่ก็ฟังไม่ขึ้นสักข้อเดียว...คือไม่คุ้มกับความเสียหายสักนิด เปรียบเทียบกับการที่ญี่ปุ่นต้องโดดเข้าสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ก็ยังมีเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อน

แต่ฮิตเลอร์ฟาดฟันกับสตาลิน…เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ

สำหรับในประเทศไทย คงไม่ต้องบรรยายซํ้าว่ารัฐประหารสร้างความหายนะกับบ้านเมือง หรือเศรษฐกิจอย่างไร และคนที่ต้องรับผลกระทบจากความเสียหายนี้โดยตรงก็คือ ชนชั้นกลางในเมือง

แต่แน่นอนอีกเช่นกัน คนพวกนี้เป็นคนประเภทไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ขี้ขลาดตาขาว...และขี้โวยวาย เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว สันดานก็ไม่ดี ชอบดูถูกคนอื่นที่ไม่เหมือนตนเอง ทั้งที่กำพืดมันก็ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน หลายคนก็ยังมีพ่อแม่ที่พูดภาษาไทยไม่ชัด คนพวกนี้เป็นประเภทเดียวกับที่กองทัพพม่าจับมัดแล้วลากไปเป็นทาส ปัจจุบันในยามสงบ...ก็ขี้โม้ตามวงเหล้า พอทหารขับรถถังเข้าเมืองก็หดหัวหายไปเป็นปี บางคนยังเอาดอกไม้ไปให้เขาเสียอีก

แต่จะปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปตามประสงค์คณะรัฐประหาร??

จะปล่อยให้กลุ่มคนบ้าคนโง่ยํ่ายีแผ่นดินเกิดของเรา...?? ก็ไม่ได้อีก

ในที่สุดภาระกอบกู้บ้านเมือง จึงต้องตกเป็นของประชาชนธรรมดา

ที่มา : เว็บไซต์ SIAM Freedom Fight


คนผิด หรือ รัฐธรรมนูญผิด

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ทำท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตให้ชวนปวดหัว ไม่รู้จะหาทางกู้ชีพคืนชีวิต ส.ส. กับ ส.ว. กว่า 100 คน ที่ถูกยื่นตรวจสอบคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไร

ส.ส. กับ ส.ว. 100 กว่าคน รายงานบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ว่าถือหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐบาล บริษัททำธุรกิจผูกขาดตัดตอน และบริษัทประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน ทำท่าว่าจะตายน้ำตื้น ชนิดที่ไม่มีทางเยียวยา เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) เขียนไว้แบบไม่เปิดช่องให้หายใจ

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เปิดช่องให้ตะแบงว่า เล่นหุ้นไม่ผิด ถือหุ้นจึงผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากไม่มีอำนาจบริหารบริษัท ไม่ผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากขายออกไปแล้วขาดทุน ให้ถือไว้ก่อนได้ ไม่มีความผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากถือหุ้นนิดหน่อย ไม่ผิด

รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ในมาตรา 48 เลยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน

หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม มิได้

“มิได้” แปลว่า ถือเท่าไรก็ไม่ได้ กี่หุ้นก็ไม่ได้ หรือ ไม่มีสิทธิถือหุ้นเลย เพราะเป็นของต้องห้าม หากถือไว้จะต้องมีอันเป็นไป

รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 กำหนดไว้ว่า ส.ส. และ ส.ว. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ หากถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐบาล หรือทำธุรกิจผูกขาดตัดตอน

ไม่มีถ้อยคำใดที่ยกเว้นให้ว่าถือน้อยไม่ผิด ถือมากผิด ถืออย่างเดียวไม่ผิด ถือแล้วบริหารผิด

แสดงว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 นี้ก็คือว่า ถือหุ้นเดียวก็ไม่ได้ จะมีส่วนในการบริหารหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพิจารณา เพราะว่าเป็นของต้องห้าม หากถือไว้จะต้องมีอันเป็นไป

ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางรอด ทางออก ทางกู้ชีวิต ส.ส. กับ ส.ว. กว่า 100 คนนี้ เพราะพยานหลักฐานพร้อมลายเซ็นกำกับ รับรองความถูกต้องของเอกสารที่ตนแสดงว่าถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ ถูกเก็บเข้าแฟ้มหลักฐานของ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้

จะขายหุ้นออกไปทั้งหมดในเวลานี้ เพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาถือไว้ ก็หมดเวลาเสียแล้ว เพราะการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปหมดแล้ว อีกทั้งยังเป็นการกระทำความผิดอย่างจงใจ และเปิดเผย โดยไม่เกรงกลัวบทลงโทษด้วยซ้ำไป

สถานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยืดเยื้อ ยาวนานไปอีกนานเท่าไร ก็อยู่ที่อาการยื้อของแต่ละคนว่า จะต่อชีวิตตัวเองไปได้อีกกี่วัน

ในส่วนของ ส.ส. และ ส.ว. กว่า 100 คน ที่ชะตาขาด ถึงฆาตไปแล้ว ก็ได้รับรู้กันไปหมดแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาย้อนหลังกันว่า แล้วบุคคลกว่า 100 คน เหล่านี้ เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็น ส.ส. และ ส.ว. กันได้อย่างไร ใครเป็นผู้ที่ทำให้ผู้มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องกว่า 100 คน มาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิด ออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และกระทำการอีกหลายเรื่องหลายประการที่ต้องมาตีความกันว่า จะเป็นปัญหาหรือไม่ในภายหลัง

ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องจ่ายเงินเดือน เบี้ยประชุม สวัสดิการ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่ ส.ส. และ ส.ว. ที่ขาดคุณสมบัติเหล่านี้ และจะต้องติดตามทวงคืน

ย้อนกลับไปดูที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องชี้ผู้กระทำความผิดไปที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ที่ประกาศรับรองผู้มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ เป็น ส.ส. และ ส.ว.

ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่า กกต. ไม่ได้ตรวจสอบเลยว่า บุคคลใดมีคุณสมบัติขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือตรวจสอบแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 และมาตรา 265 ทั้งๆ ที่มี กกต. 2 คน ไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย จึงปฏิเสธว่าไม่รู้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ไม่ได้

หาก กกต. ชี้ว่า ทั้งกว่า 100 คนนี้ มีคุณสมบัติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอธิบายกันนานว่า ถ้อยคำในรัฐธรรมนูญอ่านและแปลว่าอย่างไร

หาก กกต. ชี้ว่าทั้งกว่า 100 คนนี้ มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอธิบายว่า ทำไมจึงรับรองผู้มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญเป็น ส.ส. และ ส.ว.

ในส่วนของ ส.ว. สรรหา ซึ่งมีที่มาจากการพิจารณาคัดสรรและแต่งตั้ง โดยคณะกรรมการ 7 คน ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

ก็ต้องชี้ไปที่ คณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน เป็นผู้กระทำความผิด เนื่องจากสรรหาและแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ มาเป็น ส.ว. ทั้งๆ ที่ในระหว่างการพิจารณาสรรหา ต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน และไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หากไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็สามารถเรียกเอกสารเพิ่มเติมได้

แต่สุดท้ายก็ยังมีบุคคลมากกว่า 10 คน ที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง น่าสงสัยและสมควรแก่เหตุที่จะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ทางกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มีเจตนาที่จะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากว่าไม่มีการพลิกแพลงตะแบงลิ้น เอาสีข้างเข้าถู ตีความกฎหมายแบบ “พวกกูไม่ผิด” เชื่อได้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม และสรรหา ส.ว. ใหม่ ในอีกไม่ช้านานจากนี้ไป

คำถามก็คือว่า ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา จะแสดงความรับผิดชอบเช่นไร ในกรณีเช่นนี้ ที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย

ลาออก หรือ ผูกคอตาย เพราะอยู่ไปก็อาย...มัน

แต่สำหรับประชาชน นี่เป็นโอกาสที่จะดำเนินการตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 เอาตัวเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาลงโทษให้สาสมกันเสียที



ชักศึกเข้าบ้านพันธมิตรถ่อยท้ารบ!กัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนกัมพูชา ปิดถนนค้านม็อบพันธมิตรฯ ที่นำโดย “วีระ สมความคิด” บุกสร้างสถานการณ์ปั่นป่วน เป็นห่วงกระทบความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ระบุอยู่กันมานานนับสิบปีไม่เคยมีปัญหา เชื่อชาวบ้านจัดการกันเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกพื้นที่มาสร้างความวุ่นวาย ด้าน นายกฯ นัดถก ผบ.เหล่าทัพ วันนี้

ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องราวบานปลายและส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ หยิบเอากรณีเขาพระวิหารมาจุดประเด็นทางการเมืองและมีการพาดพิงกัมพูชาอยู่เนืองๆ รวมไปถึงล่าสุดที่ถึงกับเคลื่อนคนไปประจันหน้ากันถึงชายแดนนั้น

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายวีระ สมความคิด ได้เคลื่อนขบวนรถกว่า 100 คัน เพื่อเดินทางไปที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อเข้าไปกดดันให้รัฐบาล และทหารออกมาขับไล่คนกัมพูชาในบริเวณชายแดน โดยนัดรวมพลกันที่ถนนทางขึ้นเขาพระวิหาร บริเวณศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

อย่างไรก็ดี ขณะที่รถขบวนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนมาตามถนนหมายเลข 221 กันทรลักษ์ - เขาพระวิหาร ได้ประมาณ 20 กม. ได้มีชาวบ้านจากตำบลบึงมะลู อ.กันทรลักษ์ กว่า 100 คน ได้รวมตัวกันนำแผงเหล็กมาปิดกั้น เพื่อไม่ให้ขบวนรถผ่านไปได้ พร้อมทั้งชูป้ายข้อความ ระบุว่า "เราต้องการความสมานฉันท์ไม่ต้องการความขัดแย้ง" และ "จ.ศรีสะเกษ เราดูแลกันเองได้"

*ฉะแก๊งพันธมิตรฯชักศึกเข้าบ้าน
จากนั้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้เข้าไปเจรจาขอเปิดเส้นทางการจราจร จนชาวบ้านยอมเปิดเส้นทางการจราจรให้หนึ่งเส้นทาง พร้อมกับตะโกนด่าต่างๆ นานา

เมื่อขบวนรถได้ขับเคลื่อนมาได้อีกประมาณ 10 กม.ก็เจอด่านสกัดอีกครั้ง โดยชาวบ้านจาก ต.เสาธงชัย 150 คน นำแผงเหล็กมาปิดกั้น โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.บึงมะลู และสภ.กันทรลักษ์ ได้นำกำลังจำนวน 50 นายมาตั้งแถวหน้ากระดาน เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย จากนั้น นายวีระ สมความคิด ได้เข้าไปเจรจากับชาวบ้าน เพื่อขอเปิดช่องทางจราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดช่องทางให้ เนื่องจากให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ จึงได้ขอร้องให้ขบวนพันธมิตรฯ มาชุมนุมรอที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์

ชาวบ้านระบุด้วยว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้านและทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเสียหาย เพราะในความเป็นจริง ชาวบ้าน 2 ประเทศอยู่ด้วยกันมานับสิบปีไม่เคยมีปัญหา

*กองทัพอากาศพร้อมดูแล24ชม.
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงกรณีที่มีการสั่งการให้มีการวางกำลังทหารในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารว่า นายสมัคร สุนทรรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่ได้สั่งการมายังกองทัพอากาศ แต่คิดว่านายกฯคงสั่งการกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก บ้างแล้ว

ส่วนกองทัพอากาศนั้น พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คิดว่าทุกคนจะพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี โดยไม่ให้กระทบกับปัญหาใดๆ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ตนยังไม่ทราบกรณีที่นายกรัฐมนตรีเรียก ผบ.เหล่าทัพเข้าหารือ

เมื่อถามว่า มีการกำชับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาเป็นอย่างไร พล.อ.อ.ชลิต กล่าววว่า การป้องกันดูแลเป็นหน้าที่ของกองทัพบก และตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนกองทัพอากาศมีกองกำลังอยู่ที่ จ. นครราชสีมา และ จ.อุบลราชธานี และมีการเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่รุนแรง และหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

*เชื่อผู้ใหญ่มีการเจรจาแก้ปัญหาอยู่
“หากเกิดความรุนแรง เราเตรียมแผนในการอพยพประชาชนที่อยู่ในกัมพูชา โดยนักบินจากกองบิน 6 ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น เราสามารถปฏิบัติการได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เตรียมการปฏิบัติ เรามีประสบการณ์ในการขนคนออกจากประเทศกัมพูชา ตอนที่มีการรัฐประหาร และการเผาสถานทูตไทย ในกัมพูชา สามารถปฏิบัติได้ไม่มีปัญหา” ผบ.ทอ.กล่าว

เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้รับรายงานถึงความเป็นไปได้ ที่จะเกิดความรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงนี้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า โดยทั่วไปผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้ติดต่อประสานพูดคุยกับทั้งกัมพูชาอย่างใกล้ชิดรวมทั้ง ผบ . เหล่าทัพที่ได้พบปะพูดคุยกันตลอด คิดว่าทุกฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัว

ต่อข้อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนกำลังไปชุมนุมบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องกับการเข้าไปเกินบริเวณพื้นที่ ที่เราควบคุมอาจจะเกิดปัญหาตามมา และขยายเป็นเรื่องใหญ่โต และเป็นอันตรายต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ตนคิดว่าน่าจะฟังคำเสนอแนะของผู้ที่ควบคุมพื้นที่ของกองกำลังสุรนารีที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำทั้งสองประเทศ ยังมีความเข้าใจกันดีหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่ในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีอะไรกันเข้าใจกันดี ส่วนจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนชาวไทยทุกคน ต้องช่วยกันดูแลและติดตาม

*"สมัคร"เรียกผบ.เหล่าทัพประชุมวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมการไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้น วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม ที่ จ.สระแก้ว

โดยมีรายงานข่าว พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พร้อมที่จะเจรจากับนายสมัคร อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเองหรือไม่ โดยอาจจะมอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปประชุมแทนหรือไม่

ทั้งนี้ นายเขียว กันญะริธ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้หารือกันทางโทรศัพท์แล้วด้วยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย และผู้นำสองชาติต่างก็เห็นพ้องว่าสองฝ่ายควรดำเนินความพยายามอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น

*กัมพูชาอ้างทหารไทยรุกล้ำพรมแดน
นอกจากนี้นายเขียวกล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีกลาโหมของสองชาติจะประชุมร่วมกันในวันจันทร์นี้ที่ประเทศไทย เพื่อหารือสถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร แต่ยังไม่มีการยืนยันแผนจัดการประชุมนี้จากรัฐบาลไทย

รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา ยืนยันด้วยว่า กัมพูชาจะไม่ใช้กำลังหากไม่ถูกโจมตีก่อน และได้ประจำการทหารเข้าไปตรึงกำลังในพื้นที่ประมาณ 380 นาย และเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้นิ่งแล้ว

ขณะที่ พลจัตวา เจีย เคียว ของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า เวลานี้ไทยได้เสริมกำลังทหารกว่า 400 นายเข้าประชิดใกล้พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร มากกว่าเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ที่มีทหารไทยอยู่แค่ประมาณ 200 นาย ขณะที่กองทัพกัมพูชาได้ส่งทหารกว่า 800 นายเข้าตรึงกำลังมากกว่าเมื่อวานนี้ที่มีอยู่ประมาณ 380 นาย

ทั้งนี้ทหารไทยรุกล้ำเข้าไปในพรมแดนกัมพูชาเพราะต้องการยั่วยุ แต่กัมพูชากำลังใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะถึงขั้นใช้กำลังอาวุธ



แห่ร่วม‘มั่นใจไทยแลนด์’ล้นหลาม สินค้า-บริการราคาถูก-เงินกู้ดบ.ต่ำ

ประชาชนแห่ร่วมงาน “มั่นใจไทยแลนด์ฯ” วันแรกอย่างคับคั่ง พบบูธกรุงไทยขายดี รวมทั้งการติดตั้ง NGV ราคาพิเศษของ ปตท. นอกจากนี้ยังมีบ้านมือสอง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งสินค้า-บริการนับหมื่นราย “สมัคร” เชื่องานนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูงได้ ยัน 6 มาตรการที่แถลงก่อนหน้านี้ช่วยคนจนได้แน่ หลัง 6 เดือนพร้อมเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ทันที

นอกเหนือไปจากการออก 6 มาตรการ ช่วยเหลือคนจน จนโดนใจไปทั่วแล้ว รัฐบาลยังได้ร่วมกับเอกชนจัดงาน “มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย” จำหน่ายสินค้าและบริการราคาพิเศษ ตลอดจนให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ และยังมีการติดตั้ง NGV ราคาพิเศษ โดยจะจัดระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเพียงแค่วันแรกก็มีผู้สนใจเข้าชมงานอย่างล้นหลาม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน "มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย" ว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูงได้ กระตุ้นการจับจ่ายค่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่เข้าร่วมงาน เกี่ยวกับ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อไทยทุกคนว่า เป็นมาตรการที่ภาครัฐตั้งใจช่วยเหลือคนจนอย่างแท้จริง แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่องการโดยสารรถไฟชั้น 3 ฟรี น้ำมันราคาถูก มั่นใจว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนได้ดีกว่านโยบาย 99 วัน ทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะใช้เวลามากกว่าก็ตาม และมาตรการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลก็จะไม่ผลักภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลอื่นภายในช่วงเวลา 6 เดือน ตามที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบวาระ 4 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากมาตรการช่วยเหลือคนจนในช่วง 6 เดือนนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะดำเนินการโครงการเมกะโปรเจ็กต์ กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยนโยบายการดูแลราคาสินค้าขณะนี้ว่า จะแบ่งการดูแลสินค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน อาจพิจารณาให้ปรับราคาขึ้นได้ หากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจริง และในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จะขอให้ผู้ประกอบการที่สามารถประคองสถานการณ์ได้ ชะลอการปรับขึ้นราคาไว้ก่อน หากไม่ไหวก็อาจปล่อยให้ขึ้นราคา

สำหรับการดูแลผลกระทบของประชาชนในเรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการมาตลอด แต่ที่ไม่มีส่วนใน 6 มาตรการ บรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาลนั้น เพราะยังไม่มีส่วนที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปเกี่ยวข้อง โดย 6 มาตรการในอนาคตต่อไป ที่มีกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวข้อง ก็จะแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบเช่นกัน

"ตอนนี้ก็ทำงานในส่วนของเรา อย่างเร็วๆ นี้จะมีการจัดงานมหกรรมเมดอินไทยแลนด์ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน ยืนยันว่ามีไฮไลต์ในงานนี้แน่นอน แต่ขอปิดไว้ก่อน เพราะจะรองานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ฯ เสร็จสิ้นก่อน ซึ่งทุกงานจะมีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนแน่นอน"

นายมิ่งขวัญกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา มาตรวจเยี่ยมงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะกรรมาธิการเป็นห่วงในเรื่องอัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน โดยได้สอบถามถึงเรื่องการดูแลราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการพิจารณาต้นทุนสินค้าเพื่ออนุมัติให้ปรับขึ้นราคาอย่างไร และจะเชิญกรมการค้าภายในไปให้ความเห็นในเรื่องนี้ต่อไป

"ถ้าดูจากราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นปีที่ แล้วจาก 53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นมาเป็น 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น ก็มีความจำเป็นที่สินค้าต้องปรับขึ้นราคาบ้าง"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดงานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย อย่างเป็นทางการแล้ว ประชาชนต่างหลั่งไหลเข้าชมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี กันอย่างเนืองแน่น และจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งรัฐวิสาหกิจต่างๆ ร่วมกันออกบูธจำหน่ายสินค้า และจัดกิจกรรมภายในงานกว่า 1,000 บูธ โดยบูธที่ได้รับความสนใจจากประชาชนสูงสุด เป็นบูธของธนาคารกรุงไทย โดยมีประชาชนต่อแถวเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการจัดโครงการเงินฝากดอกเบี้ยสูงท้าเงินเฟ้อ

โดยเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี และบูธของกระทรวงพลังงาน ที่มีการจับสลากผู้โชคดี ติดตั้ง NGV ราคาพิเศษจากบริษัท ปตท. ในราคาต่ำกว่าปกติ และร้านต้นแบบ โครงการร้าน 30 บาทช็อป ของกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ เพิ่มทางเลือกในช่วงที่ค่าครองชีพสูง

นายธีรินทร์ เต่าทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารกลุ่ม สายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้จัดพนักงานไปให้บริการ พร้อมให้คำแนะนำในด้านต่างๆ วันละกว่า 50 คน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างทั่วถึง สำหรับบริการพิเศษ KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี รับฝากตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท และสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏสู้เงินเฟ้อ

สำหรับลูกค้าที่ผ่านบัญชีเงินเดือนกับธนาคาร ทั้งรายเก่าและรายใหม่ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 8.25% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือนนั้น ปรากฏว่า ขณะนี้มีลูกค้าสนใจสอบถามเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งธนาคารได้เตรียมพนักงานและระบบงานไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ธนาคารจะไม่รับเงินฝากภายในงาน ลูกค้าที่สนใจเพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองไปขอรับใบแสดงสิทธิ์ ที่บูธของธนาคาร ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ได้ตลอด 4 วัน โดยประชาชน 1 คนมีสิทธิ์เปิดได้ 1 บัญชีเท่านั้น

นายพงษ์ศักดิ์ ชิวชรัตน์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีแบงก์ จะให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เช่น เอ็นจีวี แอลพีจี เพื่อสนับสนุนลดต้นทุนในการขนส่ง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถโดยสารประจำทาง

ด้าน นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยการเข้าร่วมงานครั้งนี้ว่า ธนาคารออมสินได้นำผลิตภัณฑ์เงินฝากและสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขพิเศษมากมาย พร้อมสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก จากผู้ผลิตซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของธนาคารมาให้บริการ โดยแบ่งพื้นที่จัดกิจกรรมออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย บริการทางการเงิน บริการเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต GSB LIFE และบริการตู้เอทีเอ็ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เข้าชมงาน

ส่วน นายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) กล่าวว่า บสก. ได้นำทรัพย์สินรอการขาย หรือ เอ็นพีเอ นับหมื่นรายการ ไปร่วมออกบูธในงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ เป็นต้น

นับว่าเป็นงานใหญ่ บรรดาผู้เข้าร่วมงานต่างๆ ก็ขนเอาสิ่งดี ราคาถูก มาออกบูธกันอุ่นหนาฝาคั่ง เช่น มีบูธร้าน 30 บาทช็อป ร้านต้นแบบแหล่งรวมสินค้าไทย การติดตั้ง NGV ราคาพิเศษ การประมูลรถยนต์และของหลุดจำนำ ร้านค้าดารา ไข่ไก่ราคาพิเศษ และสินค้าคุณภาพอื่นๆ จาก 1,000 ร้านค้า รวมแล้วกว่า 10,000 รายการ พิเศษผู้ร่วมงานที่ลงทะเบียน ณ จุดลงทะเบียน รับคูปองลุ้นเป็นเจ้าของรถยนต์ประหยัดพลังงาน และของรางวัลอื่นๆ มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

นอกจากการขายของแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ดูแลนโยบายรัฐวิสาหกิจ ก็จูงมือรัฐวิสาหกิจมาร่วมออกบูธถึง 30 คูหา พร้อมจัดนิทรรศการและแจกเอกสารให้ความรู้ เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ ในการพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง และมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินงานต่างๆ ของ สคร.

ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ร่วมออกบูธ ก็มี การเคหะแห่งชาติ (กคช.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) องค์การส่งเสริมกิจการโคนม (อสค.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และการประปานครหลวง (กปน.) มาพร้อมกับสินค้าดี โครงการเด่นที่ขายราคาถูก ไปจนถึงสันทนาการอื่นๆ มากมาย

กระทรวงคมนาคมก็เกณฑ์พลมาร่วมงานคับคั่ง พร้อมจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด "คมนาคมปลอดภัย มั่นใจทุกเส้นทาง SMART SMOOTH and SAFETY" บนพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร บริเวณอาคารชาเลนเจอร์ 3

ยังไม่นับบรรดาผลิตภัณฑ์จากสถาบันการเงิน ที่ออกมาล่อใจคนเข้าร่วมงานอีกจำนวนมาก



จี้‘สมเกียรติ’โชว์สปิริตลาออกบี้ปชป.แสดงความจงรักภักดี

“อ.จรัล” จี้ “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” แสดงสปิริต ลาออกจากการเป็น ส.ส. ชี้การออกหมายจับย่อมหมายถึงคดีมีมูล และที่สำคัญไม่ใช่คดีธรรมดา พร้อมทั้งจี้ให้ประชาธิปัตย์พิจารณาพฤติกรรมลูกพรรค เพื่อยืนยันสิ่งที่พูดนักพูดหนาว่า จงรักภักดี และต้องใช้มาตรฐานเดียวกับกรณี “จักรภพ เพ็ญแข” ระบุเรื่องนี้คงไม่ต้องมีการดำเนินการอะไร เพราะเชื่อว่าไม่นานประชาชนที่รับไม่ได้ในพฤติกรรมจะออกมาเคลื่อนไหวเอง

จากกรณีที่มีการออกหมายจับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จากการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา และต่อมานายสมเกียรติได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ประกันตัวเองออกไปนั้น

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายสมเกียรติแสดงความรับผิดชอบ อย่างน้อยคือการลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

โดยให้เหตุผล 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบสวน และขออำนาจศาลให้ออกหมายจับกุม แสดงว่าความผิดดังกล่าวมีมูล ทั้งนี้ยังไม่ใช่ความผิดธรรมดาสามัญ แต่เป็นถึงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดังนั้นต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

ประการต่อมา คือ หากมีการยืดเยื้อจนถึงเวลาที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติ ในวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ จะทำให้นายสมเกียรติมีฐานะเป็น ส.ส. และได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ศาลจะทำการเรียกไม่ได้ ซึ่งหากจะดำเนินการ เจ้าหน้าที่ต้องทำการยื่นเรื่องต่อสภา ให้สภาทำการอนุญาต ทั้งนี้จะเป็นเหตุให้คดีความสะดุด และอาจกินเวลาล่าช้า และอาจมีการวิ่งเต้นช่วยเหลือจากพรรคต้นสังกัดก็เป็นได้

ประการสุดท้าย ตนขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ พิจารณาพฤติกรรมของลูกพรรคคนนี้ เช่นเดียวกับที่ได้เคยเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำการพิจารณา นายจักรภพ เพ็ญแข ไม่เช่นนั้นจะขัดต่อคำประกาศที่ทางพรรคกล่าวอ้างมาเป็นเวลาหลายปีว่า มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการพูดที่ดีแต่ปาก

“นิสัยของนายสมเกียรติ เป็นคนที่พูดจาก้าวร้าว ยั่วยุชาวบ้านมาตลอด โดยเรียกร้องให้ออกมาขับไล่รัฐบาล และกล่าววาจาท้าทายหลายครั้งหลายหน อย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีของนายจักรภพ และต้องทำเหมือนนายกรัฐมนตรี คือทำการพิจารณาตัวนายสมเกียรติ และให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ไม่เช่นนั้นก็จะแสดงว่าคำประกาศ และคำพูดที่กล่าวอ้างมาหลายปี หลายครั้งว่า พรรคมีความจงรักภักดี ก็จะกลายเป็นจงรักแต่ปาก ดีแต่ปาก แต่การกระทำไม่ทำ”

นอกจากนี้ ประธาน คปพร. กล่าวต่อไปอีกว่า กรณีที่นายสมเกียรติขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ด้วยวาจาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีการถ่ายทอด เผยแพร่ออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และมีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านคลื่นวิทยุ หรือเว็บไซต์ใดๆ ของกลุ่มผู้จัดการ ก็ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นกัน

ส่วนด้านเงื่อนไขการประกันตัวนั้น ตนตั้งขอสังเกตว่า จะมีบรรทัดฐานเดียวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือไม่ ซึ่งหากมีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน คือต้องไม่ให้นายสมเกียรติพูด หรือกระทำผิดการซ้ำสอง ตามที่ได้แจ้งความไว้ และแกนนำพันธมิตรฯ ต้องพิจารณาด้วยว่า จะให้นายสมเกียรติขึ้นเวทีเพื่อปราศรัยต่อไปอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประธาน คปพร. กล่าวเสริมว่า ทาง คปพร. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คงจะไม่เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ทำการพิจารณาให้นายสมเกียรติลาออกจากตำแหน่ง แต่เชื่อว่าคงจะมีประชาชนผู้จงรักภักดีในสถาบันเบื้องสูง และประชาชนที่รักความเป็นประชาธิปไตย ออกมาเรียกร้องอย่างแน่นอน

นักวิชาการขานรับโจรใต้สงบศึกเชื่อลดระดับความรุนแรงปัญหาไฟใต้

“นักวิชาการ” เรียงหน้าขานรับ หลังโจรใต้ออกมาแถลงยุติความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อจะทำให้ประชาชนหายหวาดผวา และระดับความรุนแรงของปัญหาไฟใต้จะมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ชี้เป็นเรื่องที่ดีอย่าไปตั้งข้อสงสัยหรือหวาดระแวงให้มากเกิน แต่แนะรัฐบาลอย่าเพิ่งประมาท “ตำรวจ-ทหาร” ประสานเสียงตอบรับ เชื่อเป็นผลมาจากการทำงานภาคประชาสังคม นายกเล็กยะลา เรียกร้อง นำปืนที่เคยปล้นไปจากหน่วยทหารมาคืนเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ

สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ได้แพร่ภาพการประกาศยุติการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหัวหน้าขบวนการที่เรียกว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนทั่วไป และขณะเดียวกันก็มีการแสดงความยินดีจากกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่ต่างมุ่งหวังให้เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และเป็นความสงบสุขที่เกิดขึ้นอย่างจีรังยั่งยืน

*โจรใต้เปิดแถลงข่าวสงบศึก
ทั้งนี้การประกาศดังกล่าวได้ประกาศเป็นภาษยาวี ก่อนที่จะแปลเป็นไทย เนื้อหาสรุปได้ว่า ทางกลุ่มได้ยุติการก่อความรุนแรงทุกชนิดในภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และขอให้หน่วยต่างๆ ที่ยังปฏิบัติการอยู่ยุติการกระทำทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการขจัดออกไปจากกลุ่มและจะถือว่าพวกดังกล่าวเป็นอาชญากรของประเทศ

พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่า การยุติบทบาทเหตุการณ์นองเลือดในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ เป็นการนำมาซึ่งความสุขและสันติภาพของประเทศ โดยทางกลุ่มพร้อมอยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต้องการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และเฉลิมฉลองกับการหยุดก่อความไม่สงบในครั้งนี้ด้วย

*จับตาดูเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคง ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การนำเทปบันทึกภาพและเสียงผู้อ้างตนเป็นแกนนำและโฆษกกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย โดยเนื้อหาเป็นลักษณะเสนอขอยุติการก่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สามารถมองได้หลายแง่มุม ถ้าเทียบกับสถานการณ์ความรุนแรงปัจจุบันในพื้นที่ แต่แกนนำคนดังกล่าวอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์และแนวร่วมในพื้นที่ได้ทั้งหมด

เนื่องจากวันนี้มีกลุ่มย่อยที่แตกตัวออกมาจากองค์กรเดิมมากมาย มีแนวทางและจุดยืนแตกต่างไปจากเดิมพอสมควร แต่คาดว่าแกนนำที่จะประกาศยุติความรุนแรงนั้น คงเสนอด้วยการออกแบบวิธีการควบคุมแกนนำกลุ่มกองต่างๆ ในพื้นที่ ส่วนตัวเชื่อว่า มีข้อเสนอมากมายจากแกนนำไปยังองค์กรและขบวนการในพื้นที่ และเชื่อว่าหลายสิ่งหลายอย่างแกนนำของขบวนการจะเห็น หรือคล้อยตามด้วยแน่นอน แต่ปัญหาคือเราจะมั่นใจได้ว่า เขาจับมือกันยุติความรุนแรงได้นานเท่าใด และเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่จับมือกันหลวมๆ เพื่อขอยุติความรุนแรงครั้งนี้

*นักวิชาการเชื่อลดระดับรุนแรง
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคง กล่าวต่อว่า การส่งสัญญาณยุติความรุนแรงของผู้ที่อ้างเป็นแกนนำครั้งนี้ อาจทำให้รัฐอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่น้อย เนื่องจากอยู่ในภาวะที่ยังไม่ทันตั้งหลัก หรือไม่พร้อมกับการเจรจา ที่สำคัญต้องศึกษาว่าขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรูปการณ์เราเป็นฝ่ายที่ตั้งรับ ถ้าเขามีข้อเสนอเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เรายังไม่มีผู้แทนทำหน้าที่มีอำนาจเต็ม อาจไม่เป็นผลดีต่อพื้นที่รวมถึงรัฐบาลเอง

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวด้วยว่า สถานการณ์อาจจะยุติในระยะเวลาสั้นๆ หลังองค์กรหรือขบวนการสามารถจับมือตกลงกันได้ แต่เมื่อเวลาทอดยาวออกไป ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังไม่ยอมวางอาวุธ วงจรความรุนแรง ก็จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง สุดท้ายสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ สำหรับการยุติครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าฟังและน่าสนใจ และทำให้ความรุนแรงในพื้นที่ลดระดับลงได้ หรืออยู่ในภาวะมอด แต่ไม่ดับสนิท ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ นักการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นอีกจุดเชื่อมสำคัญ ที่จะมีส่วนอย่างยิ่งต่อสันติภาพในชายแดนภาคใต้ หลังการประกาศยุติความรุนแรงของกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย

*ชี้เป็นเรื่องดีอย่าระแวงกันให้มาก
ด้าน ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งดีที่ปัญหาซึ่งเรื้อรังมานานจะมีข้อยุติลงได้ด้วยสันติวิธี ประชาชนจะได้มีความปลอดภัย เลิกหวาดระแวง และไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่ตั้งข้อสงสัยเรื่องดังกล่าว

ส่วนทางภาครัฐเองก็จะต้องมีความระมัดระวัง ในเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับประชาชนในพื้นที่ และคงต้องติดตามกันต่อไปว่าปัญหาจะสงบลงได้โดยเร็วหรือเปล่า

นายไพศาล พรหมยงค์ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีความรู้สึกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วเกินไป ควรจะมีขั้นตอนหรือมีการเจรจากันมากกว่านี้ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือหลังจากนี้ไปกลุ่มอื่นๆ จะมีการแสดงศักยภาพหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปตามที่กลุ่มนี้ประกาศก็เป็นสิ่งที่ดี

*ทหารเชื่อว่าเป็นข่าวดี
พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ ในฐานะโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงข่าวการออกมาแถลงยุติการปฏิบัติการป่วนเมืองของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยกล่าวว่า การออกมาแถลงครั้งนี้น่าจะมาจากการทำงานภาคประชาสังคม ซึ่งทางกองทัพไม่ได้เป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าหากมีการยุติการปฏิบัติการป่วนเมืองต่างๆ จริง จะส่งผลดีต่อการทำงานมวลชนของทหารแน่นอน

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา ระบุถึงกรณีที่โฆษกผู้นำกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์หยุดยิงและก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า แถลงการณ์ดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันหรือทำการสรุปได้ว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ จะปฏิบัติตามถ้อยคำแถลงการณ์จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นจริงแล้วตนก็อยากเรียกร้องให้ ทำการชี้แจงเพิ่มเติมว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯดังกล่าวประกอบด้วยกลุ่มอะไรบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายกลุ่มก่อความไม่สงบอยู่มาก

*คนยะลายังงง-แต่ยอมรับดีใจ
นอกจากนี้หากเจตนารมณ์ของแถลงการณ์คือต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง ทางกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ต้องทำการคืนอาวุธปืนที่ทำการปล้นไป จำนวน 2-3 พันกระบอก ช่วงตลอดระยะเวลา 4 ปี ทำการคืนกลับราชการ จึงจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ส่วนการวางกองกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยนั้น ยังคงมีการวางกองกำลังอย่างเข้มงวดเหมือนเดิม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้เป็นเทศกาลอาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา และต้องรอดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่องประมาณ 3- 6 เดือน จนกระทั่งสถานการณ์มีความชัดเจนมากกว่าในขณะนี้ ส่วนการเจรจาหารือกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้น คงใช้เวลานับจากนี้อีกไม่นาน จะต้องมีการหารือเพื่อกำหนดทิศทางอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา กล่าวต่อว่า จนถึงขณะนี้ประชาชนในพื้นที่ยังคงมีท่าทีสงสัยกับคำแถลงการณ์ดังกล่าว แต่โดยภาพรวมแล้วประชาชนก็ดีใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งหากกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ จะปฏิบัติตามถ้อยคำที่ให้ไว้ในแถลงการณ์ โดยทั้งนี้ ตนในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา ขอให้กำลังใจกับคณะทำงานของพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และ อดีต ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ทำงานเพื่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

*ฝ่ายตำรวจรอดูสถานการณ์
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบใต้ดินในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศยุติก่อความรุนแรงในพื้นที่ว่า ถือเป็นข่าวดีของประชาชนทั่วประเทศในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะกลับมาสงบประชาชนรักใคร่ปรองดองกันอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ขณะนี้ คงต้องรอท่าทีของรัฐบาลว่า จะมีการสั่งการให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ทหาร โดยจะต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่า ยังคงเกิดเหตุความวุ่นวายอยู่หรือไม่ ซึ่งทางตำรวจ ยืนยัน หลังเหตุการณ์ในพื้นที่คลี่คลายลงพร้อมเข้าไปฟื้นฟูสภาพจิตใจและพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ส่วนแนวคิดที่จะมีการสร้างกองบัญชาการ กองกำลังทหาร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะยุติแนวคิดหรือไม่ คงต้องดูสถานการณ์อีกระยะ ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้

หลังจากกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย แถลงการณ์ประกาศยุติการก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่ จ.ปัตตานี ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กองกำลังผสม ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองทั้งระดับตำบลอำเภอ หมู่บ้าน ได้เพิ่มความเข้มในการดูแลรักษาความปลอดภัยทุกพื้นที่ของจังหวัด โดยเฉพาะตามเส้นทางและย่านชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการจัดชุดกำลังนอกเครื่องแบบเพิ่ม ในการติดตามกลุ่มบุคคลเสี่ยงต้องสงสัยในพื้นที่ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังกลุ่มคนร้ายเข้ามาก่อเหตุ

*“เชษฐา” ชี้มีการหารือต่อเนื่อง
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีหัวหน้ากลุ่มใต้ดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เตรียมออกแถลงการณ์ยุติปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อความสงบว่า เป็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาซึ่งได้มีการเจรจามาอย่างต่อเนื่องทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับ ซึ่งไม่สามารถให้รายละเอียดได้ รวมถึงชื่อของแกนนำกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตกลงโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าทางกลุ่มใต้ดินจะทำตามสัญญายุติการก่อเหตุ

พล.อ.เชษฐา ยังกล่าวด้วยว่า ยังไม่ต้องการให้ฝ่ายกองทัพและส่วนราชการเข้ามารับลูกในเรื่องดังกล่าว เพราะยังไม่มีความชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตนเองจะขอเป็นผู้รับผิดชอบ และหลังจากนี้ 2-3 วัน จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่านายกรัฐมนตรีรับทราบถึงการดำเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว



ผบ.ทอ.เตือนพธม.ชุมนุมพระวิหารอย่าทำบานปลาย ย้ำต้องไม่ล้ำเขตจนท.คุม

ผู้บัญชาการทหารอากาศ เชื่อปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขณะกลุ่มพันธมิตรฯ นัดรวมตัว ที่ศาลหลักเมืองก่อนเคลื่อนพลขึ้นเขาพระวิหาร

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร เชื่อว่าในระดับผู้บังคับบัญชาในระดับต่างๆ จะติดต่อประสานงานกัน โดยทุกฝ่ายจะร่วมมือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ขยายตัวและเชื่อว่าสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ อย่างไรก็ตามพร้อมปฏิบัติการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นภายในประเทศกัมพูชาและกองทัพอากาศก็พร้อมช่วยเหลือขนย้ายประชาชนคนไทยภายใน 1 ชั่วโมง

ส่วนผู้บัญชาการทหารอากาศ เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่มีความรุนแรงบานปลายและเชื่อว่าทุกอย่างจะยังคงสามารถแก้ไขได้เรียบร้อย ทั้งนี้ในพื้นที่ก็จะมีกองทัพบกและกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเป็นผู้ดูแลในพื้นที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินทางไปชุมนุมเขตชายแดนไทยกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารว่าเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่จะไปแสดงความคิดเห็น แต่อย่างไรก็ตามต้องทำบนพื้นฐานของความถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งผู้ที่ไปชุมนุมก็ต้องระมัดระวังไม่ล้ำเข้าไปเกินขอบเขตที่ทางการควบคุมเพราะอาจจะเกิดปัญหาขยายใหญ่ได้และอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวผู้ชุมนุมเอง

อย่างไรก็ตามผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวด้วยว่าผู้ที่ไปชุมนุมต้องรับฟังคำเสนอแนะของเจ้าหน้าที่โดยมีทหารจากกองกำลังสุรนารีเป็นผู้ควบคุมดูแลในพื้นที่อยู่แล้ว



ผู้ว่าฯศีรสะเกษ เตือนประชาชน อย่าร่วมม็อบพันธมิตรฯ อยู่ในขั้นเจรจาทางทหาร

ปะทะกันแล้ว กลุ่มม็อบพันธมิตรฯ กับประชาชนชาวศีรสะเกษ ที่ออกมาต่อต้านเพราะหวั่นกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้ว่าฯ เตือนอย่าร่วมม็อบ เพราะกำลังอยู่ในขั้นเจรจาทางการทหาร

นายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) ซึ่งร่วมปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณผามออีแดง เพื่อร่วมทวงคืนแผ่นดินของประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.ค. นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางมาพบกับตน พร้อมกับกลุ่มแกนนำแกนนำสภาสหธรรมมิกประชาธิปไตย - รวมพลคนรักเขาพระวิหาร เพื่อขอร้องไม่ให้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด เพื่อจะเดินทางขึ้นไปบนเขาพระวิหาร

โดยนายเสนีย์ ได้ให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาทางการทหาร อยากให้ใจเย็น ซึ่งตนก็ยืนยันมาตลอดว่า ที่ผ่านมา สกย.อ.และ สภาสหธรรมมิกประชาธิปไตย ซึ่งเกิดจาการรวมกลุ่มกันของชาวศรีสะเกษ ที่รักปราสาทเขาพระวิหาร โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า พวกตนไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว

จุดยืนของกลุ่มคือการผลักดันให้ชาวกัมพูชาออกจากผืนแผ่นดินไทย และให้มีการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน ซึ่งเหตุความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล ที่ไปเซ็นต์รับรองแถลงการณ์ร่วมและสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ประชาชนเกรงว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกของกัมพูชา จะทำให้ประเทศไทยอาจจะเสียดินแดนบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไป ชาวบ้านจึงได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำสั่งผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาทก่อน และให้ดำเนินการปักปันเขตแดนไทยกัมพูชาให้เกิดความชัดเจน ซึ่งหากภารกิจนี้สำเร็จลงทางกลุ่มพวกตนก็จะยุติการชุมนุม และยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของใครทั้งสิ้น

นายประกาศิต รูปสูง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสานและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า การสกัดกั้นมวลชนที่มาจากหลายจังหวัดเพื่อมาทวงสิทธิ์ในดินแดนบริเวณทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องและชอบธรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งประเทศที่พึงกระทำ แต่มีประชาชนที่นำโดยนักการเมืองท้องถิ่น มาสกัดกั้นไว้ ถือว่าไม่ถูกต้อง จึงอยากเรียกร้องให้นักการเมืองท้องถิ่นทั้งหมดหยุดพฤติกรรมเช่นนี้ด้วยก่อนที่จะเกิดการเผชิญหน้าของคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งจะไม่เกิดผลดีต่อภาพรวมทั้งประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ขบวนกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่จึงได้มาปักหลักชุมนุมที่โรงเรียนภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระวิหาร 11 กม. โดยมีแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยสลับการเล่นดนตรีของกลุ่มศิลปินเพื่อชีวิตนำโดยนายประทีป ขจัดพาล และศิลปินท้องถิ่น โดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรได้ส่งตัวแทนขึ้นไปเจรจากับนายทหารที่อยู่ในพื้นที่บนเขาพระวิหารเพื่อขอทราบสถานการณ์ และให้ประชาชนที่เดินทางมาได้ขึ้นไปบนผามออีแดงเพื่อทราบข้อมูลความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. เกิดเหตุม็อบพันธมิตรฯกับม็อบชาวศรีสะเกษ ปะทะกันโดยต่างฝ่ายต่างมีอาวุธเข้ามาทำร้ายกันจนได้รับบาดเจ็บเลือดสาดกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้สาเหตุมาจากม็อบพันธมิตรพยายามที่จะขึ้นไปยังเขาพระวิหารที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ แต่ทางกลุ่มม็อบชาวศรีสะเกษได้พยายามเข้าไปห้ามปรามเนื่องจากเกรงว่ากลุ่มพันธมิตรจะทำการยั่วยุจนเกิดปัญหาระหว่างประเทศบานปลาย



“สมัคร” ยัน มาตรการช่วยคนจนบรรเทาทุกข์ ปชช.ทั่วถึง

นายกรัฐมนตรี มั่นใจ มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนจนของรัฐบาล จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ถูกแน่ เพื่อคนไทย และอาคารชาเลนเจอร์ 2 และ 3 อิมแพคเมืองทองธานี ว่า การจัดงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูงได้ กระตุ้นการจับจ่ายค่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มีสภาพคล่องมากขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่เข้าร่วมงานเกี่ยวกับ 6 มาตรการ เตือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคนว่า เป็นมาตรการที่ภาครัฐตั้งใจช่วยเหลือคนจนอย่างแท้จริง แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเรื่องการโดยสารรถไฟชั้น 3 ฟรี น้ำมันราคาถูก มั่นใจว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนได้ดีกว่านโยบาย 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะใช้เวลามากกว่าก็ตาม และมาตรการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลก็จะไม่ผลักภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลอื่นภายในช่วงเวลา 6 เดือนตามที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบวาระ 4 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากมาตรการช่วยเหลือคนจนในช่วง 6 เดือนนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะดำเนินการโครงการเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น



คลั่งชาติ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การเผชิญหน้ากัน ของคนไทยกับคนกัมพูชา ของทหารไทยกับทหารกัมพูชา จากกรณี “ปราสาทพระวิหาร” มีทีท่าว่าจะลุกลามบานปลายใหญ่โตออกไป เป็นเพราะมีนักวิชาการบางคนและกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล ออกมาปลุกปั่นสร้างความสับสน สร้างความแตกแยก

โดยมี “สื่อ” ที่พยายามตั้งหน้าตั้งตา”เต้าข่าว” หวังเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกความรุนแรงขึ้น

นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์อันดี ในฐานะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ที่มีวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงใกล้ชิดกัน

เพราะในส่วนที่ยังมีปัญหา ที่ยังเป็นเรื่องคาใจ ก็ต้องหาทางแก้ปัญหา ต้องเอาความจริงมาเปิดเผย ต้องทำความเข้าใจกับคนในชาติและประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างผู้ที่คิดดี คิดชอบ มีความหวังดี มีเจตนาดีจะพึงกระทำ

อย่าปล่อยให้ฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงออกมาเล่นข้างเดียว จนเลยเถิดอ้างว่ามีเอกสารลับ และยกเอาประเด็นความรักชาติมาเป็นข้ออ้างตอกย้ำเป็นระลอก ต้องการให้เกิดกระแสการคลั่งชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศก็รับลูกหยิบเอาไปประโคมขยายความ

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ กลุ่มผู้ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย บังอาจเรียกตัวเองว่า กองทัพประชาชนพันธมิตรฯ ทวงคืนเขาพระวิหาร ซึ่งความจริงแล้วเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น

พันธมิตรฯได้ส่งแกนนำและเกณฑ์คนมาร่วมในการสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ โดยอ้างว่ามาให้กำลังใจทหาร แต่ถูกพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ออกมาต่อต้านขัดขวาง

เพราะรู้ดีว่าเจตนาของคนพวกนี้คืออะไร ต้องการอะไร

ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำ เพราะพวกเขาเป็นคนที่นี่ ยังต้องอยู่ตรงนี้ต่อไป ซึ่งต่างจาก กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการมาสร้างความวุ่นวายให้เป็น “ข่าว” เมื่อสำเร็จความใคร่แล้วก็ หนีจากไป

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลและผู้บัญชาการระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะทำความเข้าใจและคลี่คลายปัญหา

ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯ และเครือข่าย ทราบดีว่า จะเกิดอะไรขึ้น จึงพยายามทำลายความเชื่อถือความศรัทธาของรัฐบาลมาตลอด

การลงพื้นที่ประสาทเขาพระวิหารของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ทัพหน้า”ที่ส่งไปนั้น ไม่สามารถทำได้อย่างที่คาดหวังไว้ และที่สำคัญเพื่อยึดพื้นที่ “สื่อ” สร้างข่าวมากลบ ความสำเร็จของ “งานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย” ที่รัฐบาลจัดขึ้น เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น ซึ่งจะมีมาตรการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ตามออกมาอีกในไม่ช้านี้

เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯเอง คงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาร่วมงานกันอย่างล้มหลาม และคาดว่าจะมีเงินสะพัดถึง 3,000 ล้านบาท

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา ออกมาบอกว่า นายกฯ ฮุนเซน ของกัมพูชา กับนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ของไทย ได้หารือกันทางโทรศัพท์ ด้วยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่า ควรดำเนินความพยายามอย่างที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ข่าวดีๆอย่างนี้ อย่าหวังว่า ประชาชนจะได้รับทราบจาก “สื่อ” ที่ต้องการเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง

การที่ “น้องแก้ม” กวินตรา โพธิจักร ไปคว้าชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยม จากเวทีประกวดนางงามจักรวาล ประจำปี 2551 ที่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของแฟชั่นและศิลปะมวยไทย ถือเป็นโอกาสที่ดีของการท่องเที่ยว

น่าเสียดายว่า สิ่งที่หลายคนพยายามทำ พยายามสู้เพื่อนำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่ประเทศไทย ต้องเสียโอกาสไปเพราะฝีมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล อย่างไม่ลืมหูลืมตา

และการที่ประเทศไทยได้รับตำแหน่ง ประธานอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรตินี้ ซึ่งจะได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

เพราะความรู้ความสามารถไม่ได้ด้อยกว่าใครในฐานะ”ผู้นำ”

แต่มีขบวนการที่ตามจองล้างจองผลาญ จ้องทำลายความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาที่ได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ ทั้งจากภายในประเทศอย่างที่กระทำกันอยู่ในตอนนี้ และนอกประเทศโดยใช้”สื่อ”ประโคมออกไป

อย่าให้คนไม่รักชาติกลุ่มนี้มาทำลายเกียรติภูมิของประเทศอีกต่อไปเลย

บิ๊กโบ๊ต



โฆษกรัฐบาล

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ควันหลงงานแถลงข่าว 6 มาตรการ 6 เดือน เพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจให้กับคนจนระดับรากหญ้าของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังคุยกันไม่จบ ที่นอกเหนือจาก 6 มาตรการ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนจนได้อย่างไรบ้าง

นั่นคือ ประเทศไทยต้องเสียเกียรติภูมิในด้านการต่างประเทศ อันเกิดจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นสนธิสัญญา จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ทำให้การลงนามในแถลงการณ์ร่วมของ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ต้องถูกเพิกถอนและถูกดำเนินคดีอาญา โทษจำคุกตลอดชีวิตถึงประหารชีวิต

นายสมัครได้อธิบายให้เห็นภาพว่า การที่ประเทศไทยต้องเสียเกียรติภูมิอันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศนั้น เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่เรียกกันว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการ

เนื่องจากปีนี้ถึงคิวประเทศไทยจะเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียน แต่มีปัญหาไม่มีใครไปลงนาม เนื่องจากประเทศไทยยังว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะให้รองนายกรัฐมนตรีไปลงนามแทน ทุกคนก็เกี่ยงกัน เพราะไม่มั่นใจว่าการลงนามจะมีปัญหากลับมาฟาดฟันตัวเองหรือไม่

แม้ว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่ทุกคนก็ไม่เชื่อ เพราะเมื่อครั้งที่นายนพดลไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศก็ยืนยันเหมือนกันว่า ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่สุดท้าย นายนพดลถูกฆ่าไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังจะลากศพมาเข้าคุกเข้าตะราง

การอธิบายความว่า ประเทศไทยเสียเกียรติภูมิอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้หลายคนเริ่มเออออห่อหมกเห็นคล้อยตาม มากกว่าการกล่าวหาว่าประเทศไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชา กรณีที่ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการรับรองเป็นมรดกโลก

นี่คือความเก๋าเกมทางการเมืองของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นเรื่องของความสามารถเฉพาะตัว ผสมกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานตลอดเส้นทางบนถนนการเมือง

แต่...โอกาสที่นายสมัครจะสามารถเปิดเกมรุกทางการเมืองอย่างเมื่อวันวานนั้น มีไม่บ่อยนัก ซึ่งคนละเรื่องกันกับการออกรายการสนทนาประสาสมัครทุกวันอาทิตย์

ผมจึงเห็นว่า การเปิดเกมรุกทางการเมือง ควรจะเป็นหน้าที่ของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโฆษกรัฐบาล

ทุกวันนี้มีโฆษกและรองโฆษกในส่วนของพรรคพลังประชาชนอยู่ 3 คน ลองไปจับมือถามชาวบ้านดูเถอะครับ จะมีคนสามารถบอกชื่อได้ทั้ง 3 คน คือ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ ได้ครบหรือไม่

โฆษกรัฐบาล ไม่ใช่มีหน้าที่แค่นั่งแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร

โฆษกรัฐบาล ไม่ใช่ตำแหน่งที่จะตอบแทนให้กับ ส.ส. สอบตก

โฆษกรัฐบาล ใช่ว่าคนที่เคยทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวที่มีความสามารถ เป็นที่ยอมรับกันในสังคมอย่าง น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ จะทำได้ดี หากไม่มีความเชี่ยวชาญทางการเมือง หรือเก๋าเกมทางการเมือง

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลถอยร่นตั้งรับมาตลอด หากได้โฆษกรัฐบาลที่เก๋าเกม ผมเชื่อว่ารัฐบาลสามารถตั้งหลัก และสามารถโต้กลับได้ก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำไป

ตลอดเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช จึงต้องทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ควบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปโดยปริยาย

เปรียบการแข่งขันฟุตบอล วันนี้นายสมัครเป็นตำแหน่งศูนย์หน้า แทนที่จะรอสปีดเข้าไปทำประตูเมื่อกองกลางส่งลูกไปให้ แต่วันนี้ ศูนย์หน้าต้องลงมาล้วงลูกจากกองกลาง หรือกองหลัง เพื่อเข้าไปทำประตู ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการยิงประตูด้อยลงไปอย่างแน่นอน

ผมเชื่อโดยส่วนตัวของผมว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลจะไม่สามารถยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้

ต่างจากโฆษกรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ซึ่งหากให้ผมยกตัวอย่างโฆษกรัฐบาลที่ทำงานได้เข้าตากรรมการที่สุด คงจะไม่มีใครเกิน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เมื่อครั้งเป็นโฆษกรัฐบาลในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าสื่อแขนงใดกล่าวหารัฐบาลในทางเสียหาย นายไตรรงค์จะหาข้อมูลมาตอบโต้ทันทีทันควัน ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลยอย่างทุกวันนี้ เพราะรัฐบาลสามารถหาข้อมูลตอบโต้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้ง่ายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ดังนั้นวันนี้ นายสมัครประกาศชักธงรบ เปิดเกมรุก จะไม่ถอยร่นตั้งรับอีกต่อไป โดยจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่หลังวันที่ 28 กรกฎาคม ที่จะถึง ก็ควรปรับทีมงานโฆษกใหม่ เพื่อให้เกมรุกของรัฐบาลเป็นขบวน ไม่ใช่ตัวใครตัวมันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้



รังแกคนจน

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ประกายแห่งความหวังเริ่มเจิดจรัสขึ้นมาแล้ว เมื่อรัฐบาลเอาจริง ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาความเดือดร้อน ดูแลเอาใจใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างจริงจัง ท่ามกลางความพยายามต่อต้านขัดขวางจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่พยายามจะหาช่องทางเล่นงานโค่นล้มรัฐบาลตลอดเวลา

เชื่อเหลือเกินว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลเองก็คิดและมีสติปัญญาที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่ติดอยู่ที่มี “กลุ่มคนที่ไม่หวังดี” ไม่เปิดโอกาสให้ทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อน ได้อย่างสะดวกและเต็มที่

เพราะมี “ม็อบพันธมิตรฯ” พร้อมด้วยแนวร่วม ตั้งหน้าตั้งตาปั้นเรื่อง หวังบั่นทอนความเชื่อถือศรัทธา ออกมากล่าวหาโจมตีอย่างต่อเนื่อง อย่างมีแผนการที่ชั่วร้าย ทำให้ประเทศชาติสูญเสียเกียรติภูมิ

ผลที่ได้รับก็คือ ปัญหาต่างๆ ที่เป็น “มรดกบาป” ตกทอดมาจากรัฐบาลเผด็จการ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า ที่ถาโถมมาจากนอกประเทศ ทำให้ปัญหาทับถมเพิ่มทวีมากขึ้น
ไปเข้าทางของกลุ่ม “คนที่ไม่หวังดี” ที่จะฉวยโอกาสหยิบมาเป็นข้ออ้าง มากระหน่ำซ้ำเติมให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้ว ต้องย่ำแย่ลงไปอีก เป้าประสงค์ที่ชัดเจนของคนกลุ่มนี้คือ ต้องการให้เกิด “วิกฤติศรัทธา” ขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่เข้ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย จากการเลือกตั้งของประชาชน

ทำให้การลงทุนมีปัญหา การท่องเที่ยวที่เคยทำเงินเข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำมีปัญหา มีผลโดยตรงกับด้านแรงงานและบริการ เป็นผลมาจากความวุ่นวาย สับสน ที่ “กลุ่มการเมืองข้างถนน” จงใจก่อขึ้น

จากวันนี้ไป “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน” ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลประกาศไว้เป็นคำมั่นสัญญา จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ดังรายละเอียดที่ได้นำเสนอในเนื้อข่าวแล้ว ที่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “คนจน”

ไม่ว่าจะเป็น การลดอัตราภาษีน้ำมัน ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปา-ไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพี่น้องประชาชน

ทั้งหมดนี้ เป็นความหวังและความต้องการของประชาชน ที่จะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากได้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีความมั่นคง

ต่อไปนี้การเข้าถึง “แหล่งทุน” ได้เปิดกว้างขึ้น เมื่อธนาคารออมสินประกาศเดินหน้า สนองนโยบายของรัฐบาล ยึดหลักทำงานตามรอยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระผู้ก่อตั้งธนาคาร ให้เป็นธนาคารเพื่อการออม เพื่อนำเงินไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก

จากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่า ปัญหาค่าครองชีพทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล เกิดอาการทางจิต จนมีการฆ่าตัวตาย

ปัญหาสำคัญมาจากเงินและงาน

เมื่อมีเงินก็มีงาน เมื่อมีงานก็มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นความปรารถนาสูงสุดของคนทั่วไป

ยิ่งเมื่อมีการปรับ ครม. เพื่อความเข้มแข็งของรัฐบาล จับเอาคนดีมีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบไปวางถูกที่ ไปนั่งบริหารในที่ควรจะนั่ง อะไรก็จะดีขึ้น

กลไกที่เป็นมือไม้ของรัฐบาลในภูมิภาคและองค์กรปกครองท้องถิ่น จะได้เดินหน้าแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เมื่อนั้นประชาชนจะเชื่อมั่นและให้ความไว้วางใจรัฐบาล ในการบริหารบ้านเมืองแน่ แต่ที่แย่เห็นจะเป็นพวก “คนพาลสันดานชั่ว” ต่อไปนี้จะเอาอะไรมาอ้างว่า “รัฐบาลไร้ความสามารถ ไร้ความสามารถ” ได้อีก

คนพวกนี้คงจะเล่นไม่เลิก แต่ความน่าเชื่อถือจะทิ้งดิ่งลดฮวบลง รอวันหมดสิ้นและสลายตัวไปในที่สุด

ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ “แก๊งป่วนเมือง” จะได้รับคือ การต่อต้านอย่างสาสมจากประชาชน

เพราะไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง ที่จะเปิดช่องให้บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และลิ่วล้อ รวมทั้งพรรคการเมืองประเภทอีแอบ ออกมาปลุกปั่นสร้างความวุ่นวายอย่างที่เคยทำมาได้อีกแล้ว ถ้าผิดไปจากนี้ ชัดเจนว่ามี “เจตนา” ขัดขวาง ต่อต้าน สิ่งที่เป็นความ “ต้องการและต้องได้” ของประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสในสังคม คนยากคนจน คนในระดับรากหญ้า

ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า “ม็อบพันธมิตรฯ” ไม่ได้ทำไปด้วยเจตนาเพื่อ “กู้ชาติ” แต่มีอคติ มีการละเมิดกฎเกณฑ์ กติกามารยาท ไร้วินัย สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ทำให้ประเทศชาติเสียหาย จึงมีคำถามตามมาว่า ใครกันแน่ที่ยืนอยู่ข้างประชาชนและประเทศชาติ

แล้วยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าเป็น “คนไทย” ได้อีกหรือ

บิ๊กโบ๊ต



Wednesday, July 16, 2008

ภารกิจนายกฯ เยือนจีนวันสุดท้าย

3 ก.ค. -นายกรัฐมนตรี ยืนยันถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งการค้า การลงทุน

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย



“สมชาย”วอนอย่ารังเกียจคนใกล้ชิด“ทักษิณ”นั่งรมต.

“สมชาย” วอนอย่ารังเกียจคนใกล้ชิด “ทักษิณ”นั่งเก้าอี้รมต. ระบุ ควรดูความสามารถ แย้ม“สมัคร” อาจถกกก.บห.เรื่องปรับครม. 26-27 ก.ค.นี้ในเวทีสัมมนาพรรค

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับครม.ที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าหลังวันที่ 28 ก.ค.จะเรียบร้อยว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจ และถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับตน เพราะที่ผ่านมาภายในพรรคพลังประชาชนตกลงกันแล้วว่าเรื่องปรับครม.ให้เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี

ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อนายกรัฐมนตรีตกลงใจแล้วก็จะนำเข้าหารือหรือแจ้งต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และมีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีอาจจะนำเข้าหารือและแจ้งในวงกรรมการบริหาพรรคระหว่างการประชุม ส.ส.ของพรรควันที่ 26-27 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตามคิดว่าการที่จะมีการปรับใหญ่นั้นคงไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อการทำงานของรัฐบาล เพียงแต่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งมีความจำเป็นต้องปรับ เนื่องจากมีรัฐมนตรีหลายคนออกไป และอาจจะมีบางคนต้องออกไปอีก

“ การปรับ ครม.ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้น ส่วนที่มีการพูดถึงปัญหาการจัดสรรตำแหน่งตามโควตานั้น ผมคิดว่านายกฯ มีความเชี่ยวชาญที่จะแก้ปัญหาและจัดการได้ และความจริงผมไม่เคยได้ยินคำว่าโควตาภายในพรรค เพียงแต่พูดกันว่าคนที่จะเป็นรัฐมนตรีจะต้องมีความรู้ ความเชียวชาญที่หลากหลาย ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องของโควตา เราจะดูถึงความเหมาะสม ซึ่งหากเราได้มองในภาพกว้างก็ย่อมจะหาคนได้มากขึ้น ” นายสมชาย กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มักจะได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองว่าใครเป็นคนใกล้ชิดหรือไม่ อยากให้มองที่ตัวบุคคลมากกว่าว่าการที่เข้ามานั้นเขามีความรู้ความสามารถในการทำงานหรือทำประโยชน์เพื่อตัวเอง อย่าไปรังเกียจคนที่มีความใกล้ชิดถ้าเขามีความสามารถพอ อย่างกรณีของตนหากมีญาตที่มีความสามารถแต่ถูกปิดกั้น มันก็จะเป็นการตัดโอกาสมากเกินไป ความใกล้ชิดห้ามกันไม่ได้ จึงต้องดูที่การปฏิบัติตัวและความรู้ความสามารถ

เมื่อถามว่าแต่ที่ผ่านมากรณีนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศก็เห็นชัดเจนอยู่ นายสมชาย กล่าวว่า ตอนที่นายนพดลเข้ามาทำหน้าที่เขาก็มีความสามารถ การที่ออกไปก็ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะเงื่อนไขและประเด็นที่เกิดขึ้นภายหลัง ส่วนคนนอกที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้นั้น เท่าที่ทราบจากสื่อก็ทราบว่ามี โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาเลือกคน แต่ก็จะทำให้การบริหารงานเป็นไปได้ดีขึ้น

เมื่อถามว่ามีการมองกันว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าสถานการณ์บ้านเมืองจะยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้ นายสมชาย กล่าวว่า ขอภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรรุนแรง รัฐบาลเองก็พยายามทำงานอย่างอดทน ระมัดระวัง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย รัฐบาลไม่คิดว่าจะต้องอยู่ยงคงกระพันตลอดไป เพียงแต่จะเข้าหรือออกก็ควรทำให้เกิดความเรียบร้อย อย่าให้เลือดตกยางออก ความจริงตอนนี้ที่พวกเราจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลก็เพราะประชาชนเลือกเข้ามา ถือเป็นภาระที่ต้องทำงาน ส่วนใครจะทำผิดก็ต้องว่ากันไป

กกต. ชี้ขาดคุณสมบัตินายกฯ จัดรายการชิมไปบ่นไป วันนี้

กรรมการการเลือกตั้ง เตรียมชี้ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ในการจัดรายการชิมไปบ่นไป และกรณีการถือหุ้นของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ วันนี้

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุมจะมีการพิจารณาคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และกรณีการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินร้อยละ 5 ของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในวันนี้ เพราะได้ศึกษาเอกสารทั้งหมดแล้ว คงไม่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม โดยการพิจารณาจะไม่ใช่เป็นการชี้ขาดว่าผิดหรือไม่ แต่จะเป็นการพิจารณาว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาหรือไม่

ส่วนที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ยื่นเรื่องให้ถอดถอนองค์กรอิสระ 4 องค์กรที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่ง กกต.ก็ทำงานไปตามเนื้อผ้า อาจไม่ถูกใจทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่รู้สึกหวั่นไหวไปกับกระแสดังกล่าว

สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายการเมืองระบุว่า ผู้ร่างมองนักการเมืองเลวร้ายนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะการร่างมีการรับฟังความเห็นของประชาชนทุกคน มีการทำประชามติแล้ว แต่ยอมรับว่าผู้ร่างก็ไม่ได้ถูกใจทั้งหมด ทั้งนี้หากเห็นว่าระบบต่างๆ ยังไม่ถูกใจก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ เพราะผู้ร่างไม่มีเจตนากลั่นแกล้งใคร

พันธมิตรฯ หน้าแหก อภิรักษ์แถลงสินบนอุโมงค์ฯ ไม่พบพิรุธ

หลังทางการญี่ปุ่น และต่อมาพันธมิตรฯ กระทั่งเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ ออกมานำเสนอข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยเรียกรับสินบนโครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ซึ่งได้มีการตรวจสอบแล้วไม่พบการทุจริตนั้น

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงรายละเอียดข้อมูลโครงการ อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ที่มีการเรียกรับสินบนจากบริษัทญี่ปุ่น หลังครบกำหนด 7 วัน ในการตรวจสอบข้อมูลในส่วนของ กทม. โดยระบุว่า เบื้องต้นยังไม่พบพิรุธหรือข้อสงสัย รวมถึงการทุจริตในโครงการนี้เตรียมส่งหนังสือข้อมูลทั้งหมด ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไป และบ่ายวันนี้ ได้มอบหมายให้ ปลัด กทม. และผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ เป็นผู้ชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

ส่วนข้อมูลจากญี่ปุ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งตอบกลับอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ หากไม่พบการทุจริต หรือพิรุธดังกล่าว จะมีการฟ้องกลับบริษัทญี่ปุ่น ที่ให้ข้อมูลเรื่องสินบนกับอัยการญี่ปุ่น เพราะกระทบชื่อเสียงของ กทม



จี้‘สุเมธ’แจงอุ้มคดีใบแดงปชป.ขีดเส้นตาย2วันบุกทวงคำตอบ

ภาคประชาชนสุดทนท่าที กกต. เพิกเฉยคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” จี้กางหลักฐานชี้แจงความคืบหน้า ขีดเส้นตายถึงวันศุกร์นี้ หากไม่มีความชัดเจนจะบุกทวงถามเป็นครั้งสุดท้าย หลังจ่ากนั่นจะนัดชุมนุมกดดันจนกว่าจะคอมคายความจรนิง พร้อมทั้งชงเรื่องต่อ ปปช. ช่วยกันรีดข้อมูล ด้านประชาธิปัตย์ ปรับลดโครงสร้างพรรค เขี่ยวิฑูรย์ พ้นกรรมการบริหารพรรค หวังหนีคดียุบพรรค

จากกรณีมีการร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรค และส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ที่มีหลักฐานว่ามีการจัดแสดงมหรสพ พร้อมกับการหาเสียง ต่อคณะกรรมการการเลือกต้ง (กกต.) แต่เรื่องกลับล่าช้า จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะมีความพยายามช่วย้หลือพัรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาได้มีการเปิดเผยจากนางสดศรี สัตยธรรม หนึ่งในกรรมการกกต. ว่ามีกกต. บางคนดึงเรื่องออกไป ยิ่งสร่างความสงสัยต่อสังคมอย่างกว้างขวาง นั้น

กรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากนางสุนุนทา ธรรมธีระ ตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ว่าได้ไปยื่นหนีงสือที่ กกต. เพื่อขอให้มีการชี้แจงว่ากรณีของนายวิฑูรย์มีปัญหาติดขัด หรือมีความพิเศษกว่าเรื่องอื่นอย่างไร จึงได้เงียบหายและล่าช้ากว่ากรณีใบแดงของพรรคการเมืองอื่น และอยากให้มีการชี้แจงว่ามีการดำเนินการไปอย่างไรแล้วบ้าง มีหลักฐานอะไรบ้าง โดยนำหลักฐานต่างๆ ออกมาแสดงให้ประชาชนได้รับรู้

สำหรับเรื่องที่ร้องวเรียนไว้นั้นตนจะให้เวลาอีก 2 วัน โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม จะไปทวงถามอีกคครั้งหนึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้า จะมีการประท้วงกดดันอย่างต่อเนื่อง และจะเข้ารี้องวเรียนต่อ ปปช. ด้วย

ด้านน.พ.เหวง โตรจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เปิดเผยว่า กำลังดูท่าทีของทางนายสุเมธ อุปนิสากร ว่าจะออกมาชี้แจงอย่างไรบ้าง กับเรื่องดังกล่าว หลังจากที่ทางกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือเพื่อให้นายสุเมธชี้แจงเรื่องนางสดศรี ออกมาพาดพิงถึงว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

ซึ่งถ้าหากว่านายสุเมธ ยังคงนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไปแล้วนั้น ตนคงต้องหากระบวนการเพื่อร้องข้อให้นายสุเมธออกมาชี้แจ้งเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความจริง ว่าทำไมต้องดึงเรื่องนี้ออกมาหลังจากที่มีผลสรุปการให้ใบแดงกับนายวิฑูรย์ นามบุตรไป

แล้ว และกระทำเช่นนี้เพื่อเหตุผลใด อีกทั้งเมื่อดึงเรื่องออกดังกล่าวออกไปแล้ว ทำไมจึงยังไม่ข้อสรุปออกมาให้ชัดเจนเสียที

หมอเหวง กล่าวต่ออีกว่า จาการกระทำดังกล่าวของนายสุเมธนั้น ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลและมีบางอย่างแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด และน่าจะมีความพยายามที่จะช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำองค์กรอิสระอย่าง กกต.นั้นหมดความน่าเชื่อถือลงไป และไม่มีความเที่ยงธรรมเลยแม้แต่น้อย ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดสมัยที่เกิดขึ้นกับประชาธิปัตย์เรื่องเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยในครั้งนั้น กกต.มีมติให้ใบเหลืองแทนที่จะเป็นใบแดง

“ผมจึงอยากจะขอเรียกร้องให้นายสุเมธจะต้องออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ให้ได้ และชี้แจงให้เกิดวามโปร่งใส่ให้ได้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่าง ประชาชนต่างรอคำตอบอยู่” หมอเหวง กล่าว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ตอนนี้เรื่องของนายวิฑูรย์ นามบุตร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตการเลือกตั้ง ว่าตอนนี้เรื่องอยู่ที่อนุกรรมการวินิจฉัยและสอบสวนอยู่ ก็คงต้องปล่อยหเป็นไปตามกระบวนการณ์ คาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่ง

ส่วนที่มีข่าวออกมาว่ามีมติออกใบแดงแล้วนั้น ต้องขอเรียนว่าทางเรายังไม่ทราบเรื่องว่าเคยมีการออกใบแดงแล้ว และยังไม่ได้รับทราบข่าวดังกล่าว ซึ่งเรื่องเพิ่งส่งมาจากจ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งก่อนที่จะมีการส่งเรื่องมาทาง กกต.จังหวัดก็ได้มีการลงความเห็นไว้แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่ามีความเห็นไว้ว่าอย่างไร
คงต้องรอกระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัย ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร เพื่อนำเรื่องไปให้ประธาณคณะกรรมการการเลือกตั้งรับทราบ และขยายผลเพื่อพิจารณาออกไป ทางเราไม่ได้ทำการยื้อเวลา หรือยืดเวลาเพื่อช่วยเหลือใคร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนประเด็นที่มีข่าวออกมาว่ามี กกต.บางท่านเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมเรียนว่า ไม่มีใครเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทางคณะกรรมทุกคนมีความเป็นกลาง และไม่ได้เข้าข้างฝ่ายได้ เพราะหากคณะกรรมการทำตัวไม่เป็นการระบบการทำงานก็จะล้มเหลว และจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ผมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาระแวงการทำงานของ กกต. เพราะผมเชื่อว่าคณะกรรมการท่านใดของ กกต.ไปเข้าข้างฝ่ายใด

ผมเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงไม่ยอม และความลับก็ไม่มีในโลก หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ความจริงก็คงจะปรากฏ แต่ตอนนี้การทำงานของเรามีความเป็นกลางอย่างแน่นอน

ส่วนที่มีข่าวออกมาว่า กกต.มีการแบ่งเป็น 2ฝ่ายเหมือนกับการเมือง ผมอยากเรียนว่า กกต.มีความใกล้ชิดกับการเมือง แต่ กกต.ไม่ใช่การเมืองที่มีการแบ่งฝ่าย แต่เป็นปกติที่การทำงานย่อมมีความเห็นหรือบางครั้งอาจมีมติที่ไม่ตรงกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราก็จะใช้หลักการยึเถือมติ 4 ใน 5 จึงอยากให้ประชาชนสบายใจได้ว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายตามที่ได้มีข่าวนำเสนอไป

ส่วนกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีรายชื่อของคุณวิฑูรย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค แล้วหากการพิจารณาคดีมีผลออกมาว่านายวิฑูรย์มีความผิด จะมีการพิจรณาเอาความผิดย้อนหลังหรือไม่นั้น ผมเรียนว่าเราต้องไปดูข้อกฏหมาย ตามมาตรา 237 หรือ มาตรา 103 ในกฎหมายการเลือกตั้ง พิจารณาตามวรรคสอง เพื่อพิจารณากรณีที่ดูขณะที่กระทำ เพื่อพิจาณาว่าหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เพื่อนำไปสู่มาตรา 95 กฎหมายด้วยการยุบพรรคการเมืองเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกระทำผิดแล้วจะต้องยุบพรรคทุกพรรค เพราะต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดีในวันที่ 15 กค ที่ผ่านมา มีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ และมีการปรับลดโครงสร้างพรรค โดยลดกรรมการบบริหารพรรคลงจาก 49 คน เหลือ 19 คน เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกยึบพดรรค และขณะเดียวกันก็มีการเขียนายวิฑูรย์ นามบุตร ออกจากกรรมการบริหารพรรค ด้วย

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าว กกต. ระบุว่าการเขี่ยนายวิฑูรย์ ออกก็ไม่ได้ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ พ้นจากการยุบพรรคได้ เพราะขณะทำผิดนายวิฑูรย์อยู฿ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และข้ออ้างของนายวิฑูรย์ที่ว่ายืนอยู่ข้างเวทีเฉยๆ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะมีการระบุไว้ชัดแล้วว่ากรรมการบริหารพรรคเห็นว่ามีการกระทำความผิดแล้วไม่ห้ามปรามก็มีความผิดแล่ว