ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 16, 2011

อย่ายัดเยียดคนดี

ที่มา ประชาไท

นัก ปรัชญาเมธีชาวกรีกโบราณ ที่สำคัญสามคน อันได้แก่ โสเครติส เพลโต อริสโตเติล เหล่าผู้รักในความรู้เหล่านี้พยายามแสวงหาความจริงอันเป็นนิรันดร์ ว่าการเมืองการปกครองแบบใดกันแน่ที่เหมาะสมกับมนุษย์ เหล่าอาจารย์ศิษย์เหล่านี้พยายามค้นหา แต่ก็มีข้อสรุปที่ต่างกัน การพยายามหาข้อสรุปในเรื่องการเมืองการปกครองที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ยังคงมีอยู่เรื่อยมา

มีบ้างที่ได้ข้อสรุปอย่างเพ้อฝัน เลื่อนลอย การปกครองในอุดมคติที่เรียกว่า ราชาปราชญ์ (Philosopher King) ที่เพลโตสรุปได้ในท้ายที่สุด ช่างเป็นการปกครองในฝันเสียนี่กระไร เพลโตเชื่อว่ารัฐที่ดีที่สุดคือรัฐที่มีความยุติธรรมเป็นหัวใจหลักของรัฐ นั่นคือ คนในรัฐทุกคนทำหน้าที่ตามที่ของตน โดยไม่ก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกันเพลโตกำหนดให้ราชาปราชญ์ (Philosopher King) ผู้ที่ทรงปัญญา รู้ซึ้งถึงความจริงเป็นผู้ปกครองรัฐ เพราะเพลโตเห็นว่าการเมืองเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

ดังนั้นผู้ที่จะรู้ ซึ้งและเข้าถึงศิลปะแห่งการเมืองได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้อย่างดีเลิศ และในการปกครองนั้นจะต้องใช้ความรู้ในหลักการปกครองด้วย ซึ่งผู้ทรงปัญญาก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยใช้เหตุผลเพลโตมีความเชื่อมั่น ในตัวของนักปรัชญามาก เพราะเขาเห็นว่านักปรัชญาคือผู้ที่กระหายที่จะได้มาซึ่งความรู้อย่างไม่มี วันจบสิ้น จึงทำให้เขาเห็นว่านักปรัชญาเท่านั้นที่จะมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะ เป็นผู้ปกครองและนำความยุติธรรมมาสู่รัฐได้

รัฐในอุดมคติอาจจะปกครอง ในระบบราชาธิปไตย หรืออภิชณาธิไตยก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้ปกครอง ถ้าปกครองโดยราชาปราชญ์เพียงองค์เดียวก็เป็นราชาธิปไตย แต่ถ้าปกครองโดยคณะราชาปราชญ์ก็จะกลายเป็นอภิชนาธิปไตย รัฐในอุดมคติตามจุดประสงค์ที่แท้จริงของเพลโตนั้น เขาต้องการให้อำนาจในการปกครองขึ้นอยู่กับคณะหรือกลุ่มบุคคลจำนวนพอสมควร มากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียวหรือสองสามคน เพราะเพลโตเห็นว่า การปกครองโดยคนๆเดียวหรือสองสามคน อาจจะร่วมกันใช้อำนาจไปในทางที่ไม่สุจริต กดขี่ประชาชนและแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเองได้

ผู้เขียนเคยเชื่อว่า การปกครองแบบนี้ดีที่สุด แต่เราจะหา ราชาปราชญ์ ที่แสนดี เก่งกาจ ฉลาดเฉลียว ได้ที่ไหนในปัจจุบันและเราจะทราบได้อย่างไรว่าคนดีผู้ฉลาดดั่งปราชญ์ผู้นี้ จะทำเพื่อประชาชนและทำให้ประชาชนมีความสุขได้จริงๆ แค่คุณสมบัติที่ว่าคนดีนั้น ก็ต้องมานั่งตีความเรื่องความดีว่ามันดียังไง ดีจริงรึป่าว ประชาธิปไตยจึงเป็นการตอบคำถามเหล่าประชาชน ว่าเมื่อในรัฐประชาชน เป็นผู้อยู่อาศัย เป็นเจ้าของด้วยการเสียภาษีร่วมกัน การจะให้ใครมาปกครองพวกเค้าต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนเสียก่อน เพราะประชาชนเท่านั้นที่จะรู้ได้ดีว่า ผู้นำผู้ปกครองคนไหนทำให้ประชาชนมีความสุข อย่างน้อยก็สุขที่จะได้เลือกด้วยตัวเองไม่ใช่ให้ใครก็ไม่รู้สถาปนาอำนาจ เหนือประชาชน แล้วยัดเยียดคนที่บอกว่าเป็นคนดี แล้วบอกให้เอาคนดีที่เค้าเลือกให้มาปกครองบ้านเมือง

แล้วบอกว่าไอ้คน ที่ประชาชนรากหญ้ารากเน่าเลือกนั้นมันไม่ดี มันเลวอย่าไปเลือกมัน ทำไมต้องมายัดเยียดความคิดให้ประชาชน ทำไม ต้องเอากรงขังเรื่องดีเลว มากักขังเสรีภาพทางความคิดของประชาชน เมื่อบ้านนี้เมืองนี้ได้ตกลงกัน จะปกครองโดยเคารพเสียง และยกอำนาจสูงสุดให้กับประชาชน ทำไมต้องครอบงำดูถูกประชาชนด้วย เสียงส่วนใหญ่จะด้อยคุณภาพ หรือ จะทรงคุณภาพ ไม่ได้สำคัญ วาทกรรม ดูถูกสติปัญญา ชาวบ้านพรั่งพรูออกมาหลังทราบผลคะแนนเลือกตั้งมากมาย ไม่รู้ว่าประเทศนี้คนมันโง่ลง หรือจิตใจความเป็นประชาธิปไตยมันเสื่อมถอยลงกันแน่ (จริงอยากใช้คำว่าจิตใจมนุษย์ด้วยซ้ำ) แนวคิดประเภทใครไม่จบ ปริญญาตรีห้ามเลือกตั้ง รายได้ต่ำกว่าเท่านี้ห้ามเลือกตั้ง คนภาคนั้นภาคนี้โง่ มันออกมาจากปากผู้มีการศึกษาได้อย่างไร

ถ้าจะ อธิบายให้โรแมนติก คงต้องอธิบายว่า เมื่อ อคติ และ โทสะ ฝังลงในความคิดทางการเมืองของคน เค้าก็จะไม่เลือกมองเหตุผลใดๆทั้งนั้น มองการเมืองแบบพระแอก แบบผู้ร้าย เมื่อพระเอกหนุ่มหล่อถูกรังแก คนเหล่านี้ไม่สนว่าไอ้พระเอกคนนี้จะเลวทราม ระยำแค่ไหน เพราะคนเหล่านี้เกลียดพวกผู้ร้ายในสายตาเข้า พระเอกหนุ่มหล่อลากไส้จะลากปืนมายิงผู้ร้าย ตายกลางเมืองก็ได้ จะโกหกตอแหลอะไร คนเหล่านี้ก็พร้อมเชื่อ แต่เมื่อผู้ร้ายในสายตาเขาเกิดเป็นฝ่ายชนะ (ตามกติกา) เขาก็จะออกมาดราม่าว่า ไอ้พวกที่เลือกมันโง่ เห็นแก่เงิน โดยล่ะสายตาและสมองเพื่อตรองถึงเหตุผลว่าทำไมคนไม่เลือกพระเอกรูปหล่อคนนั้น

ประชาชน คงต้องสู้กันอีกหลายยก เพราะเป็นธรรมดาที่ฝ่ายมีอำนาจนำประเทศก็ยังคงหวงอำนาจเค้าอย่างเหนียวแน่น ชัยชนะในการเลือกตั้งนี้เป็นเพียงเบื้องต้นที่ไม่ยั่งยืน ตราบใดที่ ความหมายคำว่าประชาธิปไตยคนไทยยังเข้าใจไม่เหมือนกัน การต่อสู้ยังคงมีต่อไป แต่ถ้าการต่อสู้เป็นไปโดยกติกาที่รับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่แล้วจบแล้วถือ เอาอำนาจของประชาชนคืออำนาจสูงสุดของประเทศ ก็ถือเป็นธรรมดาของประเทศประชาธิปไตยแต่เมื่อใดมีใครลากปืนลากรถถัง หรือลากปากออกมายัดเยียดคนดีให้ประชาชนโดยประชาชนไม่ต้องการอีก เมื่อนั้นประชาชนก็จะลุกขึ้นมาบอกท่านดังๆ ให้ฟังชัดๆ ว่า “อย่าเสือก”

นาวาอากาศตรีขึ้นศาลนัดแรก ข้อหาโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

นาวา อากาศตรี ชนินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) นายทหารคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขึ้นให้การต่อศาลทหารแล้วในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ก.ค.54) ภายหลังจากที่ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ตั้งข้อกล่าวหานาวาอากาศ ตรีชนินทร์ หัวหน้าฝ่ายกรมช่างทหารอากาศ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553

นาวา อากาศตรีชนินทร์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญามาตรา 112 และอีกหลายมาตราด้วยกัน เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ พยานฝ่ายโจทก์คนแรกที่ถูกเบิกตัวโดยอัยการทหาร คือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตโดยกองทัพอากาศไทย ทำการยื่นฟ้องนาวาอากาศตรีชนินทร์ และศาลทหารได้นัดหมายอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน

นาวาอากาศตรีชนินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์ หลังจากเข้ารับฟังการพิจารณาคดีแบบปิดลับว่า มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายที่เขาได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงขนาด นี้โดยพิจารณาจากข้อความที่ตัด แปะ ลงในหน้าเฟสบุ๊ก

ข้อความที่ ถูกกล่าวหานั้นยังรวมไปถึง ข้อความที่ถูกโพสต์ ในเดือนกันยายน และตุลาคม 2553 จากการเขียนแสดงความคิดเห็นต่อละครที่ออกอากาศทางช่อง 5 “ชิงชัง” และบทเพลงเพื่อชีวิต “ถั่งโถม”

“ผมกล่าวอ้างถึงความเป็นเผด็จการของ พ่อในละครซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆใน ครอบครัวเพลงถั่งโถมเป็นเพลงที่หาฟังได้ทั่วไปตามท้องตลอด แต่เขากล่าวหาว่าผมหมายความถึงอย่างอื่น ซึ่งมันแปลกประหลาดมาก” นาวาอากาศตรีชนินทร์กล่าว

บิดาของผู้ต้องหา ข้าราชการตำรวจเกษียณ อายุ 63 ปี ได้เดินทางมาจากจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้ง เพื่อมาประกันตัวลูกชาย หลังจากที่เคยมาประกันตัวแล้วหนหนึ่งหลังจากที่เขาได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนปีที่แล้ว

บิดาของผู้ต้องหาผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เปิดเผยว่า “เรามาจากครอบครัวผู้รับใช้ประชาชน เขาไม่เคยโกหกผม ถ้าเขาทำผิดต่อสถาบันฯจริง ผมคงไม่ต้องวุ่นวายประกันตัวเขาหรอก เขาสมควรได้รับโทษไปแล้ว” ทั้งนี้บิดาของนาวาตรียังได้สอบถามจากหลายๆคน รวมไปถึงพี่สาวของนาวาตรีชนินทร์ด้วยว่า สิ่งที่ลูกชายเขียนไปมีจุดมุ่งหมายอย่างนั้นจริงๆหรือไม่ ซึ่งพี่สาวของนาวาตรีตอบว่าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย

“ผมไม่มีความ สันทัดในสังคมออนไลน์ แต่เพื่อนในเฟสบุ๊กของนาวาตรีชนินทร์ที่มาให้กำลังใจในวันที่เขามอบตัวใน เดือนพฤศจิการยน ต่างพูดว่านาวาตรีชนินทร์ไม่ได้โพสต์ข้อความที่เป็นปฎิปักษ์ต่อสถาบันเบื้อง สูงดังข้อกล่าวหา” บิดาของนาวาตรีกล่าว

นาวาตรีชนินทร์ถูกพักราชการ ในวันที่ 12 เมษายนปีนี้ บิดาของเขากล่าวว่า เขาและภรรยา รู้สึกเป็นห่วงในชะตากรรมของลูกชายมาก “มันคงจะง่ายกว่านี้ถ้าเป็นคดีฆาตกรรม เพราะคดีนี้มีความร้ายแรงกว่า ถ้าเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง มันจะเป็นเรื่องที่น่าเกลียดมากในการใส่ความกัน”

ทางด้านนาวาอากาศ ตรีชนินทร์กล่าวว่า เขารู้สึกว่ามันเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอยมาก เนื่องจากเป็นการนำข้อความของเขามาปะติดปะต่อกันในช่วงเวลาที่ต่างกรรมต่าง วาระ

“ผมอยากให้การพิจารณาสอบสวนเป็นการพิจารณาที่เปิดสู่สาธารณะ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะไม่ทราบเลยว่าพวกเขานำสิ่งที่ผมโพสต์4ครั้ง ที่แตกต่างกันมากล่าวหาผม” นาวาตรีชนินทร์กล่าว

คดีของนาวาอากาศตรี ชนินทร์ นับเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคดีแรก ที่ถูกนำมาใช้กับข้าราชการทหาร ซึ่งโดยปกติแล้ว ศาลทหารจะมีการเปิดการพิจารณาคดีอย่างเป็นสาธารณะ แต่ในกรณีนี้ถูกสั่งให้มีการพิจารณาแบบปิดลับ

อีกคดีที่มีการพิจารณา แบบปิดลับคือกรณีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอปิโด” เมื่อครั้งการพิจารณาคดีของดารณี มีการพิจารคดีแบบปิด โดยการอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่ในปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเดือนกุมภาพันธ์ว่าการสอบสวนแบบปิด ในกรณีของดารณีเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเธอก็ไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใดและกระบวนการพิจารณาก็ยัง ยืดเยื้อต่อไปขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเธอ

จำนวนคดีความที่เกี่ยวข้อง กับการหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ และการละเมิดพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีเสรีภาพสื่อในประเทศลดลงจากลำดับ 107 ในปี 2548 มาเป็น 153 ในปีที่แล้ว จากการจัดลำดับขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters without Borders)

ที่มาข่าว แปลจาก Achara Ashayagachat. Sqn Ldr's lese majeste trial begins. 14/07/54

http://www.bangkokpost.com/breakingnews/247065/chanin-lese-majeste-case-begins

นักวิชาการนิด้าชี้ ขึ้นค่าจ้าง 300 เหมาะสม

ที่มา ประชาไท

16 ก.ค. 54 สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงาน ว่า ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ของรัฐบาลใหม่ว่า เป็นการปรับขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ประเทศไทย ควรปรับโครงสร้างอัตราค่าแรงให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูง ขึ้นในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าแรงจะต้องดูความเหมาะสมในทุกภาคส่วนด้วย อย่ามองเพียงด้านเดียว ควรมองทั้ง 3 ด้านพร้อมกันคือ ภาคประชาชน ผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน โดยผู้ประกอบการเอง ปัจจุบันก็มีภาระอยู่แล้ว จากภาวะเงินเฟ้ออื่นๆ รัฐบาลจะดูแลเรื่องการชดเชยภาคเอกชน

อย่างไร ก็ต้องหารือกัน ขณะประชาชนก็มีภาระเช่นเดียวกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น และทำอย่างไรไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้นกว่านี้มากนัก

พระบรมฯทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และเทศกาลเข้าพรรษา 2554

ที่มา Thai E-News





ที่มา โทรทัศน์ช่อง 3 และ ASTV

เมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 เวลา 17.05 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2554 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ,พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยเสด็จในการนี้ด้วย

เมื่อ เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงจุดเทียนพรรษาบูชาพระรัตนตรัย ถวายพุ่มธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร พระสัมพุทธพรรณี, พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย แล้วทรงจุดเทียนชนวน เพื่อพระราชทานไปจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศไว้ตามพระอารามหลวงต่างๆ แล้วทรงประเคนพุ่มเทียนแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก , สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และพระภิกษุนาคหลวง

ใน การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตลอดจนพระราชวงศ์ทรงประเคนพุ่มเทียนแด่พระสงฆ์ ด้วย

สมศักดิ์ เจียมฯ:กรณีโบอิ้ง737ถูกเยอรมันอายัด

ที่มา Thai E-News




โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จริงๆ วันก่อนที่ผมทักคุณแอนดรูเ​รื่อง เครื่องบิน 737 ที่ถูกอายัดที่มิวนิคว่า ไม่น่าจะเรียกว่า "private" เพราะน่าจะเป็นทรัพย์สินของหน่วยราชการใดหน่วยราชการหนึ่ง (ถ้าไม่ใช่ สำนักพระราชวัง ก็กองทัพอากาศ) ผมไม่ได้นึกว่าประเด็นนี้จะเป็น​เรื่อง"ซีเรียส"อะไรนะ

ปรากฏว่า ตอนนี้ ดูเหมือนกรณีทั้งหมดนี้จะมาลงที​่ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะถ้าทางการไทยสามารถ"พิสูจน์"ได้ว่า เครื่องบินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ส​ินของหน่วยงานรัฐบาล ทางศาลเยอรมันก็ย่อมไม่สามารถอายัดได้ (นี่คือประเด็นสำคัญที่กษิตอ้างต่อเยอรมัน)

ตามข่าวมติชนล่าสุดเมื่อคืนนี้ กองทัพอากาศได้ยืนยันว่า ได้ "ถวาย..เป็นเครื่องบินส่วนพระอง​ค์" ไปตั้งแต่ปี 2550 แล้ว (ดู http://www.matichon.co.th/news​_detail.php?newsid=1310740901&​grpid=00&catid&subcatid )

ผม ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเรื่องน​ี้เป็นอย่างไรนะครับ แต่ตามที่คุณ Bangkok Pundit โพสต์เรื่องนี้เมื่อวันก่อน โดยอ้างแหล่งข้อมูลของกองทัพอากาศเอง ในปี 2549 ว่า กองทัพอากาศกล่าวถึงเครื่องดังก​ล่าวในลักษณะที่เป็นของกองทัพอากาศ

แหล่งข้อมูลที่คุณ BP อ้างถึงคือ http://www.rtaf.mi.th/rtafnews​/rtafnewsdetail.asp?id=582 และ http://www.rtaf.mi.th/rtafnews​/rtafnewsdetail.asp?id=820

อย่างไรก็ตาม คุณ BP ยังได้ให้ link รายชื่อเครืองบินทีจดทะเบียนกับ​กรมการบินพลเรือนล่าสุดไว้ ซึงดูได้ทีนี่ http://goo.gl/jFCPj (ไฟล์เป็น Excel นะครับ ดูยากสักนิด ผมหาอยู่ตั้งนาน วิธีดูคือ ไปที่ด้านล่างสุดของจอ มันจะมี tabs หลายอันเป็นภาษาอังกฤษ รายชื่อเจ้าของเครื่องบิน เลื่อนไปทางขวาเกือบสุด คำว่า HRH แล้ว คลิ้ก จอจะแสดงรายการเครื่องบินทั้งหม​ด 4 เครื่องที่ "เจ้าของ" คือ HRH รวมทั้งเครื่องที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ อยู่ที่หมายเลข 4 ตามข้อมูลนี้ เครื่องนี้จดทะเบียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2548)

เมื่อดูข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดแล​้ว ผมรู้สึกว่า มีปัญหาชวนให้น่าคิดในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอยู่ 2 ประเด็น คือ

1. ตามรายการของกรมการบินพลเรือน ซึ่ง update ล่าสุดปีนี้เอง เครื่องดังกล่าว OWNED โดย HRH จริง แต่ในการแถลงข่าวของกองทัพอากาศ​ในปี 2549 แถลงในลักษณะที่ว่า เครื่องเป็นของกองทัพอากาศ (และไม่ได้บอกในลักษณะที่ว่าจะ "ถวาย" จริงๆถ้าอ่านตามข่าวจะเห็นว่า พูดในลักษณะที่วา เครืองนี้ จะยังอยู่ในกองทัพอากาศไปจนถึงป​ี 2553 เมื่อหมดอายุใช้งาน)

แม้ในการแถลงล่าสุด ตามข่าวมติชนเมื่อคืน (link แรกข้างบน) จะบอกว่า ได้ "ถวาย...เป็นเครื่องบินส่วนพระอ​งค์" ตั้งแต่ปี 2550 แต่ปัญหาก็ยังมีว่า ทำไมในการแถลงเมื่อปี 2549 เองยังกล่าวในลักษณะที่ว่า เครื่องเป็นของกองทัพอากาศ? หรือว่า ปีต่อมา (2550) ได้ "ถวาย" ไป? (เรืองที่รายการของกรมการบินพลเรือนบอกว่า เครื่องนี้จดทะเบียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2548 ผมว่า น่าจะไมใช่ปัญหาเพราะการจดทะเบียนครั้งแรก กับเจ้าของ ณ ปัจจุบัน อาจจะไม่ตรงกันก็ได้ รายการของกองการบินเป็นรายการ update ปีนี้ ดังนั้น อาจจะเพิ่งมาเปลี่ยน หรือไม่ รายการของกองการบินเอง ที่ใช้คำว่า OWNED นี่ ไม่แน่ใจว่า หมายถึงในทางกฎหมายหรือแค่หมายถ​ึงในแง่ที่เป็นเครื่องบินราชพาหะนะเฉยๆ)


2. ยังมีปัญหาทีตามมาสำคัญอีกประเด​็นหนึง คือ สมมตุิว่า การแถลงของกองทัพอากาศล่าสุดนี้​เป็นความจริง คือ แม้ว่า ในปี 2549 ตามข่าวเก่าของ BP กองทัพอากาศจะพูดในลักษณะว่า นีเป็นเครื่องของกองทัพอากาศ (และจะเป็นจนหมดอายุใช้งาน) แต่ในปีต่อมา 2550 กองทัพอากาศอาจจะได้ "ถวาย" ไป เป็นเครืองส่วนพระองค์ จริงๆก็ได้

แต่ ผมสงสัยว่าในทางกฎหมาย การ "เปลี่ยน" (ในกรณีนี้คือยกให้เปล่า หรือ "ถวาย") สิ่งทีเป็นทรัพย์สินราชการ (กองทัพอากาศ) ให้เป็นของ "เอกชน" (HRH) จะทำได้ในทางกฎหมายอย่างไร? ผมเคิดว่า จริงๆคงทำได้ (นึกถึงประเด็นที่ราชกาาร "แจก" สิ่งของให้ราษฎร สิ่งของนั้น เดิมก็ต้องซื้อมาในเงินราชการ) แต่ปัญหาคือมีการทำในลักษณะใดใน​ทางกฎหมายจริงๆหรือไม่?

และแน่ นอนว่า "นัยยะ" ของการ "ถวาย" เช่นนี้ รวมถึงประเด็นว่า หากได้ "ถวาย" ไปแล้วจริงๆ การบำรุงรักษา ณ ปัจจุบัน ใครเป็นผู้บำรุงรักษาและงบประมา​ณใคร (ส่วนพระองค์? หรือ ในนามงบประมาณกองทัพอากาศ?)

สรุปแล้ว ผมไม่ทราบ ข้อเท็จจริง ไม่มีข้อสรุป เพียงแต่เขียนบอกเรื่องข้อมูลไว​้เท่านั้น

ล่า สุด ผมเห็นที่เว็บไซต์บางแห่งคนไทยในเยอรมัน เขียนทำนองว่า ศาลเยอรมันเห็นว่าเรือ่งนี้ไมใช​่เรื่องเร่งด่วน จึงจะไม่เปิดการพิจารณาคำร้องของ รัฐบาลไทย จนกว่าจะปลายสัปดาห์หน้า - เรื่องนี้ ผมไม่สามารถยืนยันได้ เพราะอ่านภาษาเยอรมันไม่ได้

ลุ้นระทึก ! สูตรตั้งรัฐบาล"ปู"ส่อเขยื้อน หลังแขวน 84ส.ส.พรรคร่วมฯอื้อซ่า

ที่มา มติชน



สมการ จัดตั้งรัฐบาลผสม 5 พรรค รวม 300 เสียง ส่อเค้า "ขยับ" หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ใน จ.หนองคาย เขต 2 เนื่องจาก "สมคิด บาลไธสง" ผู้ได้รับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ขนคนไปฟังปราศรัย

ถือเป็นการแจก "ใบเหลือง" ใบแรกในสนามเลือกตั้งปี 2554

เป็นผลให้ "ว่าที่ ส.ส." อีก 124 คนที่ยังถูก "แขวน" อยู่ เกิดอาการอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน

โดยในจำนวนนี้มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ-ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 รวมอยู่ด้วย

หาก ไล่เช็กชื่อว่าที่ผู้แทนฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านที่ถูกแขวนอยู่ จะพบว่าแบ่งเป็น "ซีกรัฐบาล" 84 เสียง ประกอบด้วย พท. 71 เสียง พรรคพลังชล (พช.) 5 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 6 เสียง พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) 1 เสียง และพรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) 1 เสียง

โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ส.เขต 72 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 12 คน

ส่วน "ซีกฝ่ายค้าน" ถูกแขวนอยู่ 47 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 35 เสียง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 22 เสียง โดยแบ่งเป็น ส.ส.เขต 43 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน

ต่อไปนี้ คือ รายชื่อ "ว่าที่ ส.ส.เขตของพรรคร่วมรัฐบาล" 84 คนที่รอลุ้นว่าจะพ้น "บ่วง กกต." ในการประชุม กกต.นัดถัดไปหรือไม่ ?

กทม.

1.เขต 5 น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล พท.

2.เขต 12 นายการุณ โหสกุล พท.

3.เขต 16 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พท.

4.เขต 30 นางอรอนงค์ คล้ายนก พท.

กาญจนบุรี

5.เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ พท.

6.เขต 3 นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ พท.

ชลบุรี

7.เขต 1 นายสุชาติ ชมกลิ่น พช.

8.เขต 2 นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์ พช.

9.เขต 3 นายรณเทพ อนุวัฒน์ พช.

10.เขต 5 นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา พช.

11.เขต 6 นางสุกุมล คุณปลื้ม พช.

ชัยภูมิ

12.เขต 4 นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร พท.

เชียงราย

13.เขต 1 นายสามารถ แก้วมีชัย พท.

14.เขต 3 น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พท.

เชียงใหม่

15.เขต 1 น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ พท.

16.เขต 3 น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ พท.

นครปฐม

17.เขต 5 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ พท.

นครพนม

18.เขต 4 นายชูกัน กุลวงษา พท.

นครราชสีมา

19.เขต 5 นายโกศล ปัทมะ พท.

20.เขต 9 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ชพน.

นครสวรรค์

21.เขต 2 นายดิสทัต คำประกอบ พท.

นนทบุรี

22.เขต 1 นายนิทัศน์ ศรีนนท์ พท.

23.เขต 2 นายอุดมเดช รัตนเสถียร พท.

24.เขต 5 นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ พท.

25.เขต 6 นายฉลอง เรี่ยวแรง พท.

ปทุมธานี

26.เขต 5 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี พท.

พระนครศรีอยุธยา

27.เขต 1 นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ชทพ.

28.เขต 5 นายองอาจ วชิรพงศ์ พท.

พะเยา

29.เขต 3 นายไพโรจน์ ตันบรรจง พท.

พิจิตร

30.เขต 1 นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ชทพ.

แพร่

31.เขต 1 นางปานหทัย เสรีรักษ์ พท.

มหาสารคาม

32.เขต 5 นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท พท.

มุกดาหาร

33.เขต 1 นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ พท.

ยโสธร

34.เขต 2 นายบุญแก้ว สมวงศ์ พท.

35.เขต 3 นายพีรพันธุ์ พาลุสุข พท.

ร้อยเอ็ด

36.เขต 8 นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ พท.

ลพบุรี

37.เขต 3 นายอำนวย คลังผา พท.

ลำปาง

38.เขต 2 นายวาสิต พยัคบุตร พท.

39.เขต 3 นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ พท.

ลำพูน

40.เขต 2 นายสถาพร มณีรัตน์ พท.

เลย

41.เขต 3 นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข พท.

ศรีสะเกษ

42.เขต 6 นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ พท.

สกลนคร

43.เขต 4 นายพัฒนา สัพโส พท.

สตูล

44.เขต 1 นายธานินทร์ ใจสมุทร ชทพ.

สมุทรปราการ

45.เขต 2 นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย พท.

46.เขต 3 นางอนุสรา ยังตรง พท.

47.เขต 4 นายวรชัย เหมะ พท.

สระแก้ว

48.เขต 2 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง พท.

สิงห์บุรี

49.เขต 1 ดร.สุรสาล ผาสุข พท.

สุพรรณบุรี

50.เขต 4 น.ส.พัชรี โพธสุธน ชทพ.

สุรินทร์

51.เขต 4 นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล พท.

52.เขต 5 นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พท.

53.เขต 6 จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ พท.

หนองคาย

54.เขต 1 ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย พท.

55.เขต 3 นางชมภู จันทาทอง พท.

หนองบัวลำภู

56.เขต 2 นายไชยา พรหมา พท.

อ่างทอง

57.เขต 2 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ชทพ.

อำนาจเจริญ

58.เขต 1 นางสมหญิง บัวบุตร พท.

อุดรธานี

59.เขต 2 พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ พท.

60.เขต 3 นายอนันต์ ศรีพันธุ์ พท.

61.เขต 4 นายขจิตร ชัยนิคม พท.

62.เขต 5 นายทองดี มนิสสาร พท.

63.เขต 8 นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม พท.

64.เขต 9 นายเทียบจุฑา ขาวขำ พท.

อุตรดิตถ์

65.เขต 1 นายกนก ลิ้มตระกูล พท.

66.เขต 2 นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ พท.

67.เขต 3 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย พท.

อุบลราชธานี

68.เขต 5 นายสุทธิชัย จรูญเนตร พท.

69.เขต 6 นายพิสิทธ์ สันตะพันธ์ พท.

70.เขต 10 นายสมคิด เชื้อคง พท.

71.เขต 11 นายตุ่น จินตะเวช ชทพ.

บัญชีรายชื่อ

-พท. 11 คน ประกอบด้วย 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 4.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 5.นายเหวง โตจิราการ 6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 7.นายพายัพ ปั้นเกตุ 8.นายพิชิฏ ชื่นบาน 9.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 10.น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก 11.นายวิเชียร ขาวขำ

-ปธม.1 คน คือ นางพัชรินทร์ มั่นปาน

ทั้ง หมดนี้คือ 84 ชีวิตที่รอลุ้นว่า กกต.จะแจกใบแดง-ใบเหลือง-ใบเขียว ในการประชุม กกต.ครั้งต่อไปวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งทุกคำวินิจฉัยของ กกต.ที่ออกมาจะส่งผลกระทบต่อ "มูลค่า" ของพรรคต้นสังกัดที่จะใช้ต่อรอง-จองเก้าอี้ รมต.อย่างมิอาจปฏิเสธได้!!!

Many things we should know about อมรา

ที่มา Thai E-News



โดย Bugbunny
ที่มา ประชาทอล์ก

มี ข้อมูลจากเพื่อนที่เป็นสิงห์ดำ รัดสาดจุฬา เกี่ยวกับนางอมรา ฯ ก็เลยมาเล่าสู่กันฟัง ไม่ต้องเชื่อเต็ม ๆ นะ แต่บอกได้เลยว่า เพื่อนคนนี้ชาวสิงห์ดำเขาถือเป็นเพชรของคณะเม็ดหนึ่งก็แล้วกัน

ปู่ ของนางอมราชื่อ หลวงประชัญคดี บ้านอยู่ซอยเดียวกับอภิสิทธิ์ (ซ.สวัสดี-สุขุมวิท 31) แม่เป็นคุณหญิง ชื่อระเบียบ ภูมิรัตน พ่อเป็น รศ.อมร ภูมิรัตน์ เคยทำงานให้กับโครงการที่ทุกสภาห้ามตัดงบประมาณในภาคเหนือและอีสาน ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว

บ้านพักปัจจุบันของนางอยู่ในซอยสุขุมวิท 49 หลังโรงพยาบาลสมิติเวช ที่ดินแถบนั้นทั้งแทบเป็นของตระกูลภูมิรัตน มีธุรกิจคอร์ดแบด เทนนิส แรกเก็ต สระว่ายน้ำและร้านอาหารชื่อกลางซอย อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน เป็นคุณหนูมาแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เล็กจนโตมีคนซักผ้าหุงข้าวให้กินตลอด

ชีวิตสมบูรณ์แบบถึงขนาดนั้น แกจะไปรู้อะไรเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชาชน

จบ ตรีและโท จาก University of California ที่เดียวกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไปจบปริญญาเอกจาก University of Washington สาขา Anthropology หรือ มานุษยวิทยา ไม่ได้จบสาขารัฐศาสตร์มาเลย แต่น้าดัน ชื่อชัยอนันต์ ดันจนได้เป็นคณบดีรัดสาด คณะที่แกไม่เคยเรียนเลย เข้าเป็น อ.รุ่นพี่เมียอภิสิทธิ์ที่จุฬาฯ

นางอมรา พงศาพิชญ์ ได้รับเลือกเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ด้วยคะแนนเสียงต่ำสุด เป็นที่ 3 จากการสรรหาคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา โดยมี นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นกรรมการสรรหา ( นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช ตอนนั้นเป็นลูกจ้างหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ของนายสนธิ ) โดยอ้างว่า ผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 (26 คะแนน) ไม่เหมาะสมแต่ นางอมรา พงศาพิชญ์ ที่ได้ที่ 3 (8 คะแนน) มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลที่ว่า คณะรัฐศาสตร์ ควรจะลองของใหม่ๆ

นางอมรา พงศาพิชญ์ พร้อม นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช และพวก ใช้ชื่อคณะรัฐศาสตร์ประกาศขับไล่นายกทักษิณออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 2 กพ.2549 ก่อนที่นายสนธิ จะชุมนุมในวันที่ 4 กพ. 2549

นางอมรา พงศาพิชญ์ ในฐานะคณบดี มีคำสั่งให้มีการประชุมคณะกรรมการคณะรัฐศาสตร์นัดพิเศษ พร้อมเชิญคณาจารย์ทุกท่านในคณะรัฐศาสตร์ประชุมในบ่ายวันที่ 8 กพ. 2549 เป้าหมายเพื่อคัดกรองอาจารย์ในคณะ โดยอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมต้องลงชื่อเข้าร่วมประชุม แล้วนำไปรวมกับรายชื่อผู้ขับไล่นายกทักษิณ ส่วนอาจารย์ที่ไม่เข้าร่วมประชุมจะถือว่าเป็นพวกเดียวกับนายกทักษิณ

(ไปสืบกันเอาเองว่าพวกหัวหอกอาจารย์ที่ออกมาขับไล่นายกทักษิณ มีใครเคยทำงานให้กับพรรคการเมืองใดบ้างหรือไม่?)

สมาคม นิสิตเก่ารัฐศาสตร์(สรจ.) เป็นสถาบันเก่าแก่ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมายาวนาน ทำคุณประโยชน์ให้กับคณะและนิสิตปัจจุบันมากมาย ชาว สรจ. จำนวนมากไม่พอใจคนสองคนนี้อย่างมาก เพราะนาง อมรา พงศาพิชญ์ ไม่เคยเป็นศิษย์เก่าคณะนี้หรือคณะไหนในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย

ส่วน นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช ก็มาเรียนที่รัฐศาสตร์ จุฬา เพียง 1 ปีการศึกษา แต่เอาชื่ิอเสียงของคณะไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองให้กับตัวเองและพวก จนได้รับการสมนาคุณกันทั้งสองคนอย่างเต็มที่หลังรัฐประหาร 2549

นางอมรา ที่รัฐศาสตร์ ร่วมงานการต่อต้านรัฐบาลนายกทักษิณอย่างใกล้ชิดกับ นางอุบลรัตน์ที่นิเทศศาสตร์ เป็นกลุ่มขาประจำฝั่งจุฬา นางอุบลรัตน์ เป็นประธาน คปส. (คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ ฯ) มีนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นกรรมการ มีเลขาชื่อ สุภิญญา กลางณรงค์ ที่ว่ากันว่าสุริยะใสเคยจี๋จ๋าอยู่พักหนึ่ง และสุภิญญาเคยถูกบ.ชินฟ้อง 400 ล้าน

ส่วนอีกคนที่อยู่ฝั่งนิด้า คือ นางกัลยาณี คูณมี (นามสกุลคุ้น ๆ ใช่ไหม)

ถึง วันที่ฝ่ายประชาชนชนะเลือกตั้งแบบใสสะอาดเช่นวันนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปให้ราคากับคนพวกนี้อีก เพราะประชาชนพิสูจน์แล้วว่าเลือกใคร ตอนนี้จนตรอกหนัก ดิ้นพล่านกันไปหมด ทุกกลุ่ม ทุกคน ทุกเรื่อง ที่กำลังทำกันอยู่ ก็เพียงเพื่อช่วยมหาอำมาตย์ เจ้านายและคนชนชั้นเดียวกับตัวเอง ให้รอดข้อหาสมคบกันทำฆาตกรรมประชาชนเท่านั้น

แถมทุกคนยังร้อนตัวกลัว ถูกเปิดโปงเช็คบิล ก็ขอเปิดโปงมันเสียเลยที่นี่สักคนหนึ่ง ในเมื่อมันไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของเรา พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับความเป็นผู้นำองค์กรของมันเช่นกัน

ไป ร่วมกันลงชื่อถอดถอน นางอมรา พงศาพิชญ์ และพวก ให้พ้นจากกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนี้กันดีกว่า ไล่ไปให้พ้นจากองค์กรที่ควรเป็นผู้พิทักษ์สิทธิของประชาชนธรรมดา ไม่ใช่พิทักษ์ปกป้องอำมาตย์กับสมุนรับใช้อย่างที่ประชาชนกำลังรู้สึก

เทคนิคการทวงหนี้ในแบบวาลเทอร์ เบา

ที่มา Voice TV



Voice Focus วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 (21.30น.)

- เทคนิคการทวงหนี้ในแบบวาลเทอร์ เบา
- คนไทยแห่ทำบุญวันอาสาฬหบูชา
- ลงเสาเอกหมู่บ้านเสื้อแดง
เทคนิคการทวงหนี้ในแบบวาลเทอร์ เบา
วาลเทอร์ เบา บริษัทก่อสร้างสัญชาติเยอรมันในระดับแถวหน้า ถูกเบี้ยวหนี้จากหลายประเทศในปี 48 แล้วใช้วิธีการทางยึดเครื่องบินเพื่อชำระหนี้มาแล้วทั้งไทยและเลบานอน
คนไทยแห่ทำบุญวันอาสาฬหบูชา
วัดหลายแห่งเนืองแน่นพุทธศาสนิกชนแห่ทำบุญในวันอาสาฬหบูชา ต่างตั้งจิตอธิษฐานขอให้บ้านเมืองสงบสุข
ลงเสาเอกหมู่บ้านเสื้อแดง
ตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่จังหวัดปทุมธานีอีกแห่งเน้นสัญลักษณ์พลังประชาธิปไตยในภาคประชาชนที่ร่วมลงขันจัดการกันเอง

เปิด "เงินเดือน-ค่าตอบแทนท่านผู้ทรงเกียรติ" ... คุ้มค่าภาษีปชช.หรือไม่?

ที่มา มติชน



คอลัมน์ เคียงข่าว



14 กรกฎาคม ฤกษ์งามยามดี กกต.เริ่มทยอยออกใบรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มเปิดรับรายงานตัว ส.ส. บรรยากาศคึกคัก

หลายคนคุ้นชินกับการเดินเข้าออกสภาหินอ่อน แต่หลายคนเป็นหน้าใหม่ เพิ่งเปิดซิงเป็นครั้งแรก


ซึ่ง จะประเดิมด้วยเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มในอัตราใหม่ หลังร่าง พ.ร.ฎ.เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2554 มีผลบังคับใช้หมาดๆ


โดยทุกครั้ง เรียกง่ายๆ ว่าการขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว. รวมทั้งตำแหน่งการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ มักจะอ้างการถีบตัวขึ้นของค่าครองชีพ และความเหมาะสมต่อภาระงาน ไม่รวมสิทธิประโยชน์อื่น อาทิ ประกันสุขภาพ เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ค่ารถไฟ รถยนต์ประจำทาง และค่าเครื่องบินภายในประเทศ ฯลฯ


ย้อนพัฒนาการฐานรายได้คร่าวๆ


-สภาปี 2535


ประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 48,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 38,000 บาท/เดือน รวม 86,000 บาท/เดือน


รองประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 36,000 บาท/เดือน รวม 81,000 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้าน เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 36,000 บาท/เดือน รวม 81,000 บาท/เดือน


ส.ส. เงินประจำตำแหน่ง 30,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 30,000 บาท/เดือน รวม 60,000 บาท/เดือน


-สภาปี 2538


ประธานสภาเงินประจำตำแหน่ง 63,000บาท/เดือน เงินเพิ่ม 45,500 บาท/เดือน รวม 108,500 บาท/เดือน

รองประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 62,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 104,500 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้าน เงินประจำตำแหน่ง 62,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 104,500 บาท/เดือน


ส.ส. เงินประจำตำแหน่ง 38,500 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 38,500 บาท/เดือน รวม 77,000 บาท/เดือน


-สภาปี 2548


ประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 65,920 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 50,000 บาท/เดือน รวม 115,920 บาท/เดือน


รองประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 63,860 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 106,360 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้านเงินประจำตำแหน่ง63,860 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 106,360 บาท/เดือน


ส.ส.เงินประจำตำแหน่ง 62,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาท/เดือน รวม 104,330 บาท/เดือน


-สภาปี 2554 (ชุดปัจจุบัน)


ประธานสภาเงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 50,000 บาท/เดือน รวม 125,590 บาท/เดือน


รองประธานสภาเงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้านเงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน


ส.ส. เงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาท/เดือน รวม 113,560 บาท/เดือน


หลังจากนี้ ท่านผู้ทรงเกียรติที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนเหล่านี้ จะทำงานคุ้มค่าแค่ไหน ต้องติดตาม...

มติชนรายวัน ฉบับวันที่15ก.ค.54

บทบาทที่ "คนเสื้อแดง" ควรวางตัวในรัฐบาลเพื่อไทย

ที่มา มติชน



โดย Siam Intelligence Unit

(ที่มา http://www.siamintelligence.com/what-red-shirt-role-should-be/)


ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า "คนเสื้อแดง" และ "พรรคเพื่อไทย" มีจุดร่วมกันหลายอย่าง และเสริมจุดเด่น-สนับสนุนซึ่งกันและกัน จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2554 ที่ผ่านมา


แต่ "คนเสื้อแดง" ก็มีจุดยืน ประเด็น ข้อเรียกร้องอีกหลายอย่าง ที่ไม่ตรงกับพรรคเพื่อไทย และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาจนกลายเป็นปมขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองกลุ่มในอนาคต ตัวอย่างเช่น การกระจายรายได้และความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก และ ส.ส. ของพรรคหลายคนก็มีพฤติกรรมที่คนเสื้อแดงต่อต้านอย่างไม่ต้องสงสัย (เพียงแต่เสื้อแดงอาจเลือกหลับตาข้างหนึ่ง และจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อโค่นศัตรูตรงหน้าลงก่อน)


นั่นเป็น เรื่องของอนาคตระยะไกล แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย กำลังจะได้เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร โดยสังกัดพรรคเพื่อไทย แถมบางคนก็มีชื่อเป็น "ตัวเต็ง" ที่จะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีบางกระทรวงด้วยซ้ำ


วิ วาทะว่าคนเสื้อแดงสมควรนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่พูดกันไม่จบ และต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนของตัวเอง


แต่ SIU เห็นด้วยกับข้อเสนอของ สรกล อดุลยานนท์ ใน มติชน ว่าคนเสื้อแดง (โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) สมควรได้รับปูนบำเหน็จจากผลงานที่ผ่านมาหลายประการ


แต่คนเสื้อแดง โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ก็ "ไม่ควร" รับตำแหน่งทางบริหาร เพื่อความสง่างามทางการเมือง


เรา เชื่อว่ามีงานสำคัญอีกมากที่คน เสื้อแดงควรทำภายใต้รัฐสภาชุดนี้ และสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี งานสำคัญ 3 ประการที่เราเห็นว่าคนเสื้อแดงควรวางบทบาทของตัวเองว่าจะทำให้สำเร็จ ได้แก่


1) สืบหาความจริงในเหตุการณ์ไม่สงบช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553


เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุดที่เสื้อแดงควรทำ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้เสียหายหลักจากเหตุการณ์ไม่สงบหลายช่วง (ทั้งในเหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พฤษภา แต่ก็มีเหตุการณ์อื่นๆ อีกด้วย เช่น การฆาตกรรม เสธ.แดง)


เสื้อแดงควรเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบและกดดัน ให้เกิดการอธิบายความจริง อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเหตุการณ์เหล่านี้ โดยอิงกับความจริงที่มีหลักฐานและพยานสนับสนุนตามหลักการด้านยุติธรรมที่ได้ รับการยอมรับในสากล


จากนั้นก็สร้างกระบวนการชดเชยและชดใช้ผู้ เสียหาย ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต และกระบวนการไต่สวนผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ต่อไป


แต่ คนเสื้อแดงก็ต้องไม่ลืมว่า ตัวเองเป็นหนึ่งใน "คู่ขัดแย้ง" ของความไม่สงบทางการเมืองครั้งนี้ และเสื้อแดงเองก็เป็นฝ่ายกระทำความผิด สร้างความรุนแรงด้วยเช่นกัน ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงต้องวางบทบาทของตัวเองให้ดี ทำตัวเป็นผู้ตรวจสอบภายนอก ปล่อยให้ "คนกลาง" (ซึ่งตอนนี้คงจะชัดเจนว่าเป็นคณะทำงานชุดของคณิต ณ นคร ในรูปแบบที่อาจเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง) ทำงานได้อย่างเต็มที่ ให้ความร่วมมือกับคณะทำงานคนกลาง ในขณะเดียวกันก็คอยตรวจสอบ กดดัน ไม่ให้มีอำนาจฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแทรกแซงได้


สิ่ง ที่เสื้อแดงต้องระวังมากที่สุดก็คือ ไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการค้นหาความจริงเสียเอง ซึ่งจะทำให้ความชอบธรรมของฝ่ายตัวเองหมดลงในทันที


2) แก้ไขกฎหมายที่สร้างความเหลื่อมล้ำ


จุด ยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เสนอออกมาแล้ว "โดนใจ" คนไทยจำนวนไม่น้อย คือ "ความเหลื่อมล้ำในสังคม" ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ รายได้ ภาษี การศึกษา การประกอบอาชีพ ฯลฯ


คนเสื้อแดงควรใช้โอกาสที่มีที่นั่งของตัวเอง ในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคที่ตัวเองสนับสนุนได้ครองเสียงข้างมากในสภา แก้ไขกฎหมายที่พิกลพิการ สร้างไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยใช้กระบวนการทางรัฐสภาให้เต็มที่


ถ้า คนเสื้อแดง เลือกที่จะไม่แก้ไขกฎหมายเหล่านี้ในรัฐสภาชุดนี้ ภายใต้บรรยากาศการเมืองที่เป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงหลังการเลือกตั้งแบบนี้ ก็คงจะยากที่จะเห็นความพยายามแก้ไขกฎหมายที่เหลื่อมล้ำในอนาคตอันใกล้


กฎหมาย ที่ SIU เห็นว่าควร "ตั้งธง" แก้ไขให้เร็วที่สุดคือ กฎหมายด้านภาษีมรดกและกฎหมายด้านที่ดิน ซึ่งจะช่วยให้การกระจายรายได้ในสังคมไทยเป็นธรรมมากขึ้น แถมแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน (ซึ่งกระทบผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงจำนวนมหาศาล) ไปพร้อมๆ กัน


อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่เสื้อแดงจะต้องเผชิญคือการคัดค้านจากผู้เสียประโยชน์ ซึ่งเสียงที่ดังที่สุดอาจจะมาจากพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ คนเสื้อแดงจะต้องต่อรองอำนาจกับพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ให้ดี และมุ่งมั่นทำเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้


กฎหมายอื่นๆ ที่ควรทำได้แก่ การกระจายอำนาจให้การปกครองส่วนท้องถิ่น สวัสดิการแรงงาน (สองเรื่องนี้ คณะกรรมการปฏิรูป ชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เสนอไว้บ้างแล้ว สามารถนำไอเดียบางส่วนไปพัฒนาต่อได้) สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน กระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ) การปฏิบัติต่อนักโทษในเรือนจำ (ซึ่งคนเสื้อแดงหลายคนก็ประสบด้วยตัวเองมาแล้ว) กฎหมายความผิดอาญาทางคอมพิวเตอร์ (ที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น) เป็นต้น


3) แก้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น


ประเด็น หลักที่คนเสื้อแดงต่อสู้มาตลอดคือ "ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และอุปสรรคที่สำคัญอันหนึ่งคือรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกเขียนขึ้นในรัฐบาล คมช. และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนเสื้อแดงว่ามีประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลาย ประการ


คนจำนวนไม่น้อยในสังคมก็มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ควรถูกแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และคนเสื้อแดงควรใช้เวทีรัฐสภาชุดนี้ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น


ถึงแม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกแก้ไขไปบางส่วนแล้วในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ถูกแก้ เช่น การสรรหา ส.ว. ที่ใช้ระบบการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง หรือ โทษการยุบพรรคการเมืองที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองแต่อย่างใด


ประเด็นอื่นๆ ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของ ส.ส. ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญ 50 กำหนดให้ผ่านคณะกรรมการที่มีบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น


ใน รอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาประเด็นต่างๆ ที่ควรปรับปรุงแก้ไขในรัฐธรรมนูญปี 2550 อยู่ 2 ครั้ง คือ คณะกรรมการชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการชุดของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้งหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถต่อยอดแนวทางที่คณะกรรมการทั้งสองชุดเสนอเอาไว้ หยิบยืมแนวคิดที่น่าสนใจมาใช้ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่

49 วันยิ่งลักษณ์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


ตอน นี้เลยเลิกถามกันแล้วว่า โผครม.ชุดใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะขนาดใครจะเป็นนายกรัฐมนตรียังทำท่าจะไม่แน่นอนเอาเสียเลย แม้เสียงประชาชนกว่า 15 ล้านจะเลือกเพื่อไทย หวังมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เป็นประวัติศาสตร์ของไทย

แต่ 5 เสียงของกกต.ก็ทำให้ความหวังของคน 15 ล้านชะงักได้

กระนั้นก็ตาม มองในด้านภาระหน้าที่ของกกต. ต้องเข้าใจและเห็นใจ

เมื่อมีการร้องเรียน จำเป็นต้องสอบสวนเพื่อให้กระจ่าง ก่อนตัดสินรับรองหรือไม่

การที่ยังไม่ประกาศรับรอง ยิ่งลักษณ์ ไปจนถึงแกนนำของชาวเสื้อแดง ถือเป็นการทำหน้าที่ในขอบเขตของกฎหมาย

สุดท้ายเมื่อตัดสินออกมา เหตุผลและคำอธิบาย จึงจะบอกได้ว่ากกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

หรือจะตกสู่ข้อครหา มีอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธไม่ได้ โผล่ออกมาอีก!?

สัปดาห์หน้าน่าจะมีมติจากกกต.ที่แน่ชัดออกมา

ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้าต่อไปได้เป็นปกติ บรรยา กาศการจัดครม.ย่อมกลับมาคึกคักอีกหน

สำหรับกองทัพย่อมอยากรู้ว่า รัฐมนตรีกลาโหมเป็นใคร

ส่วนชาวตำรวจก็ใจจดจ่อ ใครจะมาเป็นรองนายกฯความมั่นคงดูแลงานตำรวจแทนนายกฯหญิง

มีคำถามต่อไปอีกว่า แล้วเก้าอี้ผบ.ตร.ซึ่งมักมาและไปตามลมการเมือง จะเป็นเช่นไร

ถ้าหันไปมองพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี แทบจะหาคำตอบไม่เจอเลยว่า ต้องย้ายด้วยสาเหตุอะไร!?

เอาเฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้งก่อนหน้านี้ ดูการทำหน้าที่ของศูนย์เลือกตั้งใหญ่ตำรวจที่ผบ.ตร.คุมเอง

ไม่พบบทบาทที่เอนเอียงเลย

ตำรวจที่เอนเอียงมีจริง แต่เป็นผบช.ในบางพื้นที่ ผบก.ในบางจังหวัด

ขณะที่ศูนย์ใหญ่ของตำรวจที่พล.ต.อ.วิเชียรดูเอง หนักแน่นมั่นคงมากยิ่ง

เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็อย่างหนึ่ง แต่การกระทำของฝ่ายการเมืองอย่างเป็นธรรม สำคัญที่สุด!

เช่นเดียวกัน การสอบสวนนักการเมืองของกกต.ในวันนี้ ต้องมีกรอบความเป็นธรรมกำหนด ไม่ใช่กำหนดจากมือที่มองไม่เห็น

ทั่วโลกจับตามองชะตากรรมของว่าที่นายกฯหญิงอย่างเข้มข้น

ระหว่างรอลุ้น หาหนังสือ "49 วัน ยิ่งลักษณ์ สู่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย"

ผลงานดีๆ สดๆ ของข่าวสด มาอ่านไปพลางๆ ก่อน!

300 บาท ต่อวัน นโยบาย จากเพื่อไทย ท้าทาย แหลมคม

ที่มา ข่าวสด

การ ปรากฏขึ้นของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ของพรรคเพื่อไทยก็เหมือนกับการปรากฏขึ้นของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทย

คือ ท้าทาย

คงจำกันได้ว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยบรรจุโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ไว้ในนโยบายและประกาศพร้อมปฏิบัติเมื่อได้เป็นรัฐบาล

ปรากฏว่า ไม่มีใครเชื่อ

หากคนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่หลงลืม ไม่ว่า นายชวน หลีกภัย ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนออกมาคัดค้าน แสดงความไม่เห็นด้วย

กระทั่งเกิดวิวาทะอันแหลมคมยิ่งจาก น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ปราบเซียนระดับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลางสภา

คำถามก็คือ จะเอา "เงิน" มาจากไหน



ล่วงมาถึง ณ วันนี้ แทบไม่มีใครข้องใจว่าโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ อย่างไร

ขอถามว่า มีใครกล้ายกเลิกโครงการนี้หรือไม่

ตอบได้เลยว่า ไม่มี ตรงกันข้าม มีแต่จะต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถขยายกรอบการประกันสุขภาพของ ประชาชนให้ได้กว้างขวาง ลึกซึ้งและรอบด้านมากยิ่งกว่าที่เคยทำมาแล้ว

จากโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคเมื่อปี 2544 มาถึงการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ก็มีโครงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันปรากฏขึ้น

เป็นการปรากฏขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้าน ต่อต้าน อย่างรุนแรงแข็งกร้าว

ไม่เพียงแต่จะมาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะมาจากหอการค้าแห่งประเทศไทย หากพรรคประชาธิปัตย์เจ้าเก่าก็ไม่เห็นด้วย

ท้าทายอย่างยิ่ง



ประเมิน จากผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน การปรับเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันล้วนเป็นเรื่องดีสะท้อนให้เห็นความห่วงใยจากพรรคเพื่อไทยต่อผู้ใช้ แรงงาน

เพราะทุกวันนี้แม้กระทั่งกทม.และปริมณฑลก็ได้ค่าแรง 215 บาทต่อวัน

ทั้งๆ ที่หากประเมินจากการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (ครสท.) ค่าแรงขั้นต่ำที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงคือ 421 บาทต่อวัน

การได้ 300 บาทต่อวันแม้ว่าจะยังต่ำกว่าที่ต้องการ แต่ก็ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนอ และแนวนโยบายของพรรคการเมืองอื่น

หากพรรคเพื่อไทยทำ 300 บาทต่อวันให้เป็นจริงได้ผู้ใช้แรงงานย่อมร้องไชโย



การเมืองเรื่อง "นโยบาย" ก็เป็นเช่นนี้ไม่ว่าเมื่อเดือนมกราคม 2544 หรือเดือนกรกฎาคม 2554

ปมเงื่อนของพรรคการเมือง คือ การศึกษาและนำเสนอตัวเลขออกมาให้ทุกภาคส่วนพิจารณาร่วมกัน และหาบทสรุปเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง

เมื่อท่านพูดคนเขาจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำได้ตามที่พูดคนเขาจะเชื่อมั่น ศรัทธา

ใครทำป่วน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ระหว่าง ใจจดจ่อรอลุ้นว่านารีจะตกม้าหรือไม่ หลายคนบอกว่าเห็นใจ กกต.ทั้ง 5 คนที่กำลังตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างหนัก หลังการประกาศแขวนคือยังไม่รับรองผลเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 2 ระบบ จำนวน 142 คน จากทั้งหมด 500 คน

โดยเฉพาะในรายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่นำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 265 ที่นั่ง ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนเกือบ 16 ล้านเสียง

ตามที่กกต.ระบุ"ยิ่งลักษณ์"ถูกแขวนเนื่องจากมีข้อคัดค้าน 2 เรื่อง

คือการนำญาติพี่น้องในกรงขังบ้านเลขที่ 111 มาขึ้นรถขบวนแห่หาเสียงที่เชียงใหม่ กับการชูป้ายสโลแกน"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"

ครั้งนี้ 5 เสือกกต.ถูกวิจารณ์ขนานหนักจากการเมืองทั้ง 2 ขั้ว

เพราะ ระหว่างที่แขวนน.ส.ยิ่งลักษณ์ และแกนนำคนเสื้อแดง ก็ยังสั่งแขวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตัวใหญ่ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์อีก 2-3 คนด้วย

ก็เลยไม่มีใครช่วยปกป้องให้กำลังใจ

อย่างไรก็ตามถ้าดูจากหลายๆ อย่างที่ผ่านมาจะเห็นว่ากกต.ชุดนี้มักทำอะไรนอกเหนือความคาดหวังของสังคมอยู่เสมอ

เช่น ตอนใกล้จะเลือกตั้งอยู่รอมร่อ กกต.กลับยกทีม 4 คนบินไปเมืองนอก อ้างว่าเดินทางไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

สุดท้ายการจัดเลือกตั้งในประเทศในความรับผิดชอบของตนเองก็เกิดปัญหา เพราะปรากฏว่ามีประชาชนคนไทยจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนอดใช้สิทธิ์

เพราะ ความหย่อนยานของ กกต.ที่ไม่ตั้งใจประชา สัมพันธ์ให้คนรับทราบกฎเกณฑ์ที่ว่า ใครเคยลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้าในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ต้องไปถอนชื่อออกเสียก่อน

ที่ผ่านมากกต.ทั้ง 5 ยังขาดเอกภาพทางความคิดและการกระทำ หลายครั้งให้สัมภาษณ์สวนกันไปสวนกันมา ส่งผลให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานการตัดสินข้อร้องเรียนต่างๆ บ่อยครั้ง

ตอน"เนวิน"เอาใจออกห่าง"ทักษิณ" หันไปเล่นบทเลิฟซีนกับ"อภิสิทธิ์" มีคนไปยื่นร้อง กกต.บอกว่าไม่เป็นไร-ไม่ผิด

ทีตอนนี้กลับมาตั้งป้อมเตรียมจะเอาเรื่องเอาราวกับคนบ้านเลขที่ 111 ที่ไปขึ้นรถหรือเดินแจกแผ่นพับหาเสียง

เห็นหรือยังว่าคนที่สามารถทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายได้

ไม่ได้มีแต่เฉพาะนักการเมืองหรือม็อบเสื้อสีเท่านั้น

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 16/07/54 สิทธิมนุษยชนแบบไทยๆ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

สิทธิมนุษยชน แบบไทยไทย ใจสกปรก
รอนรก ลากคอ พวกตอแหล
ทั้งอคติ บิดเบือน สุดเชือนแช
โอบอุ้มแต่ พวกพ้อง พี่น้องมัน....

ไร้สำนึก ชั่วดี อัปรีย์มาก
คำสำราก ปากหมา ช่างน่าขัน
คนของใคร ใยเสแสร้ง แสดงกัน
สุดท้ายมัน ก็หลบเลี่ยง เพื่อเบี่ยงเบน....

พวกไม่คิด สังวรณ์ องกรค์เถื่อน
สร้างเลอะเลือน ชั่วช้า มาให้เห็น
สมชื่อพวก ตอแหล แค่กากเดน
เลวไม่เว้น แต่ละวัน พากันทำ....

ดีแต่ปกป้องฆาตกร กระฉ่อนนรก
แม้นหยิบยก ล้านเหตุผล จนน่าขำ
แต่สันดาน ต่ำช้า พาระยำ
ไร้ยุติธรรม หลบเลี่ยง ทำเยี่ยงโจร....

สาละวน พลิกลิ้น จนสิ้นใส้
ใบสั่งใคร จึงขยี้ บี้หัวโขน
ยุบไปซะ ถอนราก ฝากถอนโคลน
มันเอนโอน โง่นแง่น แสนอัปรีย์....

๓ บลา / ๑๖ ก.ค.๕๔
วันทำบุญไม่อยากด่าเลย...จริงๆ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ในเฟซบุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์บทความ "เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่" โดยมีรายละเอียดดังนี้

000

เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่

ในที่สุดการเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย

ผม คาดว่าสภาชุดใหม่จะเปิดประชุมได้ในช่วงต้นเดือนหน้าและรัฐบาลชุดใหม่จะ เข้ารับ หน้าที่ได้ก่อนวันที่ 11 สิงหาคม นั่นหมายถึงรัฐบาลใหม่จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินหลังแถลงนโยบาย ได้ประมาณปลายเดือนสิงหาคม เราจะได้ช่วยกัน "เดินหน้าประเทศไทย" กันต่อไป และสิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการให้เดินหน้ามากที่สุดก็หนีไม่พ้น เรื่องการแก้ปัญหาปากท้องกับการปรองดอง

ช่วงนี้ผมจึงอยากเห็นพรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนให้ชัดเจนในสองเรื่องนี้

เริ่มจากเรื่องปากท้องก่อน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมีความคาดหวังสูงมากจากนโยบายหาเสียงว่า

ค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาททันทีทั่วประเทศ

เงินเดือนคนจบปริญญาตรีจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาททั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ราคาข้าวจะอยู่ที่ 15,000 บาท

นำ้มันเบนซินจะลดลงลิตรละ 7 บาท ดีเซลลดลงลิตรละ 2 บาท

แต่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้กลับมีแต่ความไม่แน่นอน

ผมคงไม่คาดคั้นว่าทุกเรื่องต้องทำได้ทันที

แต่ พรรคเพื่อไทยต้องมีข้อยุติที่ชัดเจนและชี้แจงให้ตรงกันว่านโยบายแต่ละ เรื่อง จะทำได้หรือไม่ เมื่อใด อย่างไร มีวิธีแก้ผลกระทบด้านต่างๆหรือไม่

เพราะนโยบายเหล่านี้ถือเป็นสัญญาประชาคม

อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน

นอก จากนั้นยังเป็นการป้องกันไม่ให้ความสับสนที่มีอยู่กระทบความเชื่อมั่น และการ คาดคะเนซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนโดยตรงจากการฉวย โอกาสขึ้นราคาสินค้าและความไม่แน่นอนในการจ้างงาน

หันมาดูเรื่องปรองดองบ้าง

เมื่อ การเลือกตั้งผ่านมาแล้ว พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะ สิ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองอย่างง่ายๆ คือการลดการเผชิญหน้าและการแบ่งแยกประชาชน

ถึงเวลาที่จะสลายหมู่บ้านแดงได้แล้ว

หมดเวลาที่จะใช้มวลชนไปกดดันองค์กรอิสระแล้ว

เพราะ การชี้ถูกผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้งหรือการค้นหาความจริง เกี่ยวกับ เหตุการณ์ต่างๆต้องให้ผู้มีหน้าที่ได้ดำเนินการอย่างอิสระ ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน มิฉะนั้นจะไม่มีทางได้ความจริงและความยุติธรรมอันนะนำไปสู่การปรองดอง

ส่วนสิ่งที่ไม่ควรทำและควรเลิกคิดได้แล้ว

คือการหาทางนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ

ไม่ว่าจะโดยการออกกฎหมายหรือการแก้รัฐธรรมนูญโดยเอาเรื่องอื่นมาบังหน้า

เพราะนั่นคือการสร้างความขัดแย้งใหม่ ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้

คนส่วนใหญ่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งในอตีต

เรามีโอกาสแล้ว รัฐบาลใหม่อย่าทำลายโอกาสนี้

ประเทศไทย ประชาชนไทยไม่ต้องการวิกฤติอีกรอบ

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์: ชิงปิดคดี "บิ๊ก" ศาลปกครอง ช่วยหรือทำลายกระบวนการยุติธรรม?

ที่มา ประชาไท

นับ แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเมื่อ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ให้รับเรื่องร้องเรียน อดีตผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดและพวกใน 2 กรณีคือ

หนึ่ง ถูกกล่าวหาว่า ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเปลี่ยนองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการ พิจารณาคดีมิให้นำมติ ครม.นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ซึ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปดำเนินการใดๆ

สอง ถูกกล่าวหา ใช้อำนาจโดยมิชอบในการส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 16 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือ ไม่

(คลิกดู ป.ป.ช.หงอศาลปกครองสูงสุด ดองคดีแทรกกระบวนการยุติธรรม)

ปรากฏว่า เวลาผ่านไปกว่า 7 เดือน การไต่สวนในทั้งสองกรณีไม่มีความคืบหน้าใดๆเพราะ ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุดไม่ยอมให้เข้ามาตรวจสอบในกรณีดังกล่าวโดยอ้างว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจแทรกแซงการทำงานของตุลาการ

ดัง นั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้เลขาธิการ ป.ป.ช.ทำหนังสือสอบถามข้อมูลข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากสำนักงานศาลปกครอง นอกจาก ดร.หัสวุฒิจะไม่ยอมให้สำนักงานศาลปกครองส่งข้อมูลข้อเท็จจริงให้แก่คณะ กรรมการ ป.ป.ช.แล้ว ยังนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(ก.ศป.)หลายครั้งและมี มติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขื้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงมีนายวิชัย ชื่นชมพูนุท รองประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการฯชุดนายวิชัยได้สรุปข้อเท็จจริงทั้งสองกรณีว่า ไม่ มีมูลและแจ้งเรื่องให้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบซึ่งจะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณากรณีดังกล่าวว่า จะดำเนินการอย่างไร

แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ

หนึ่ง กรณีการก ล่า วหาว่าอดีตผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบที่มีกระทบต่อ ความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ซึ่งส่งต่อความน่าเชื่อถือของศาลปกครอง

เมื่อผลสอบสวนสรุปว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ควรที่ ดร.หัสวุฒิจะต้องเปิดเผยผลสอบสวนดังกล่าวต่อสาธารณะหรือไม่

สอง ในการสอบสวนดังกล่าว คณะกรรมการได้สอบสวนตุลาการเสียงข้างมากในองค์คณะจำนวน 3 คนคือ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา และนายธงชัย ลำดับวงศ์ หรือไม่

สาม การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวของ ก.ศป.มีอำนาจเพียงการสอบสวนทางวินัยเท่านั้น(ในกรณีผลการสอบสวนข้อเท็จจริงมีมูล) แต่กรณีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นเรื่องการกระทำผิดในทางอาญา จึงเป็นคนละประเด็นกันหรือไม่

สี่ การที่แต่งตั้ง “คนใน”สอบสวนกันเอง โดยที่อดีตผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็น “เจ้านาย เก่ายังนั่งค้ำหัวเป็นที่ปรึกษาศาลปกครองอยู่และเดินทางไปทำงานอยู่ทุกวัน เป็นการลูกหน้าปะจมูกหรือไม่ ผลการสอบสวนน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

ด้าน คณะกรรมการ ป.ป.ช.เอง เมื่อดูจากกระบวนการแล้วก็ทำแบบกล้าๆกลัวปล่อยให้เรื่องยิดเยื้อมานานกว่า ครึ่งปีโดยไม่ดำเนินการใดๆ ผิดกับบางเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เร่งรัดให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ข้อกล่าวหาทั้งสองกรณีเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เพราะถ้าข้อกล่าวหาเป็นจริงเท่ากับเป็นการแทรกแซงและทำลายกระบวนการยุติธรรมโดยผู้บริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมเอง

การปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อแบบซื้อเวลายิ่งทำให้สาธารณะคลางแคลงใจว่า จะมีการช่วยเหลือกันเพื่อปกปิดความผิดหรือไม่

ตรง กันข้าม ถ้ามีการสอบสวนด้วยความโปร่งใสและผลสรุปออกมาว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูลจะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลปกครองใสสะอาดหน้าเชื่อถือยิ่ง ขั้น

ปฐมเทศนากับ “วิถีจริยธรรมแบบพุทธ”

ที่มา ประชาไท

วันนี้ เป็นวันอาสาฬหบูชา แทนที่จะถามกันว่าชาวพุทธนิยมทำบุญ สวดมนต์มากขึ้นหรือน้อยลง ควรฟื้นฟูการสวดมนต์หน้าเสาธงหรือไม่ เราควรจะทบทวนหน่อยไหมว่าเทศนาครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าแสดงในวันนี้นั้น เป็นการวางระบบ “วิถีจริยธรรมแบบพุทธ” อย่างไร
เป็นที่เข้าใจกันว่า พระพุทธเจ้าวิพากษ์วิถีจริยธรรม 2 แนวทางว่า เป็น “ทางสุดโต่ง” ไปคนละด้าน กล่าวคือ
1) สุดโต่งในทางตอบสนองความต้องการ ทาง วัตถุ ทางเนื้อหนังร่างกายโดยถือว่า เมื่อตอบสนองความต้องดังกล่าวอย่างเต็มที่จะทำให้บรรลุนิพพาน แต่พระพุทธองค์วิจารณ์วิถีชีวิตเช่นนี้ว่า เป็น “กามสุขัลลิกานุโยค” หรือเป็นการหมกมุ่นปรนเปรอความต้องการของอัตตามากไป ไม่อาจทำให้พ้นทุกข์ได้
2) สุดโต่งในทางเผด็จการกับชีวิตของตนเองมากไป ด้วย การคิดว่าเนื้อหนังร่างกายเป็นบ่อเกิดของกิเลสตัณหา ดังนั้น ต้องทรมานให้ร่างกายได้รับความลำบากจนถึงที่สุดจึงจะทำให้พ้นทุกข์ได้ แต่พระพุทธเจ้าวิจารณ์ว่า แนวทางดังกล่าวเป็น “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การทำตัวเองให้ทุกข์ทรมานเปล่า ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
แล้ว พระองค์ก็เสนอทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แต่ว่าคำว่า “กลาง” ไม่ใช่ผลของการคำนวณการลดสัดส่วนของทางสุดโต่งสองทางนั้นแล้วสรุปว่า “กลาง” คืออย่างนี้ แต่ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าเสนอมีความหมายจำเพาะว่า เป็น “วิถีจริยธรรมแบบพุทธที่สัมพันธ์กับทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และความดับทุกข์ ด้วยปัญญา ศีล และสมาธิ”
พูด อีกอย่างว่าทางสายกลางคือองค์ประกอบหนึ่งของอริยสัจสี่ ฉะนั้น เราไม่สามารถพูดถึงทางสายกลางที่ไม่สัมพันธ์กับความเข้าใจทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และความดับทุกข์ได้เลย
หมาย ความว่าที่เทศนากันว่า สังคมแบ่งเป็นเหลืองเป็นแดง ทางสายกลางแบบพุทธก็คือ “ความเป็นกลาง” ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง อาจไม่ใช่ “ทางสายกลาง” เพราะความเป็นกลางที่คุณพูดถึงมันอาจไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความเข้าใจทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และความดับทุกข์
ใน ทางตรงข้าม การเลือกข้างก็เป็นทางสายกลางได้ ถ้าเป็นการเลือกด้วยความเข้าใจว่าทุกข์ของสังคมคืออะไร สาเหตุที่แท้จริงของทุกข์คืออะไร และความดับทุกข์นั้นคืออะไร
เช่น รู้ว่าทุกข์ของสังคมคือความไม่เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือก รัฐบาลมาแล้ว รัฐบาลที่ประชาชนเลือกจำเป็นต้องฟังเสียงข้างน้อยของเหล่าอภิสิทธิชนใน ประเทศ มากกว่าที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ และสาเหตุของทุกข์คือโครงสร้างอำนาจที่กดทับอำนาจของประชาชนอยู่ยังไม่ถูก แก้ไข ความดับทุกข์ก็คืออำนาจเป็นของประชาชนจริงๆ รัฐบาลสามารถทำงานตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง และทางดับทุกข์ก็คือการแก้ไขโครงสร้างอำนาจกดทับที่เป็นปัญหานั้น พร้อมกับเพิ่มอำนาจ เพิ่มช่องทางการตรวจสอบแก่ประชาชน เป็นต้น หากชัดเจนว่าการแบ่งฝ่ายทางการเมืองมีฝ่ายหนึ่งยืนยันแนวทางเช่นนี้ การเลือกข้างที่ยืนยันแนวทางนี้ก็ยังถือว่าเดินสายกลาง
ส่วนเป็นกลางที่ไม่เลือกข้าง หรือที่อ้าง “ธรรมะ” ลอยๆ โดยไม่ตอบโจทย์ความดับทุกข์ใดๆ นั้น ไม่ใช่ใช่ทางสายกลาง
ที่ พูดนี่ผม “ตีความ” นะครับ ถ้าว่ากันตามตัวอักษรจริงๆ ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าพูดถึงในปฐมเทศนา คือทางดับทุกข์ของปัจเจกบุคคล เพราะจริงๆ แล้ว หากความทุกข์มับดับได้จริง หรือหายทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้จริง มันก็น่าจะเป็นไปได้เฉพาะทุกข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ทุกข์ทางสังคม เช่น ความขัดแย้ง ความรุนแรง ความไม่เป็นธรรม ฯลฯ คงไม่มีวันดับได้อย่างสิ้นเชิง โลกที่สมบูรณ์แบบอย่าง “โลกพระศรีอาริย์” คงมีในความฝันเท่านั้น สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะลดทุกข์ หรือปัญหาต่างๆ ทางสังคมให้น้อยลง หรือทำอย่างไรที่แม้ว่าสังคมจะยังมีปัญหาต่างๆ อยู่ต่อไป แต่เราก็มีระบบการจัดการปัญหาต่างๆ นั้น ภายใต้ระบบความยุติธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของหลักเสรีภาพและความเสมอภาคให้มาก ที่สุด
อย่าง ไรก็ตาม แม้ทางสายกลาง หรือ “วิถีจริยธรรมแบบพุทธ” จะเป็นวิถีที่มุ่งดับทุกข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคล แต่เมื่อพิจารณาดู “เนื้อหา” ของทางสายกลางก็มีมิติที่เกี่ยวข้องกับสังคมอยู่ด้วย เพราะเนื้อหาของทางสายกลางประกอบด้วยการฝึกฝนปัญญา (ปัญญาสิกขา) การฝึกฝนศีล (สีลสิกขา) และการฝึกฝนจิต (จิตสิกขา)
การ ฝึกฝนปัญญา คือการเรียนรู้เพื่อให้มีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือเห็นความจริงตามที่มันเป็น และเห็นถูกต้องว่าครรลองหรือหลักการที่ควรจะเป็นคืออะไร (สมมาทิฐิ) เมื่อเห็นความจริงและครรลองที่ควรจะเป็น ก็ทำให้เกิดความคิดถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ)
จะ เห็นว่าปัญญาในส่วนที่เป็นสัมมาทิฐิสัมพันธ์กับสิ่งสำคัญสองส่วน คือ 1) ความจริงระดับพื้นฐาน เช่น อริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ขันธ์ 5 ฯลฯ 2) ความจริงทางศีลธรรมที่เรียกว่าเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ความจริงอย่างตามข้อ 2) ที่ปัญญาในความหมายของ “สัมมาทิฐิ” เข้ามาเกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องทางสังคมแล้ว คือเป็นเรื่องสังคมควรอยู่ร่วมกันด้วยครรลองที่เป็นธรรมอย่างไร
เมื่อ มีสัมมาทิฐิเห็นความจริงพื้นฐาน (คือความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและชีวิต) และความจริงทางศีลธรรม หรือความจริงที่ว่าสังคมควรอยู่ร่วมกันด้วยครรลองทางศีลธรรมอย่างไรแล้ว ก็ทำให้เกิดปัญญาในความหมายที่สองที่เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ คือความคิดถูกต้องหมายถึงความคิดที่มุ่งอิสรภาพ คิดไม่พยาบาทเบียดเบียน มีเมตตากรุณา
ฉะนั้น เมื่อพูดถึง “ปัญญา” ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ แม้ปัญญาจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของปัจเจก แต่ความหมายของมันก็ครอบคลุมถึงการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐานของโลกและชีวิต เข้าใจครรลองทางศีลธรรมในการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งมีความรู้สึกนึกคิดไปในทางรักอิสรภาพจากพันธนาการต่างๆ และมีเมตตากรุณา
ฉะนั้น องค์ประกอบของทางสายกลางที่เรียกว่า “ปัญญา” จึงเชื่อมโยงมิติเชิงปัจเจกและมิติทางสังคมเข้าด้วยกัน คือเข้าใจทั้งคุณค่าชีวิตเชิงปัจเจก และคุณค่าเชิงระบบที่พึงประสงค์ของสังคม จึงจะถือได้ว่าความเข้าใจนั้นเป็นการเกิด “ปัญญา”
ส่วน การฝึกฝนเรื่องศีลที่ประกอบด้วยการใช้วาจาที่ถูกต้อง (สัมมาวาจา) การกระทำที่ถูกต้องไม่เบียดเบียน (สัมมากัมมันตะ) การเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ (สัมมาอาชีวะ) ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นหลักการพื้นฐานว่า ขั้นต่ำสุดมนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกันด้วยความซื่อสัตย์ การไม่เบียดเบียนชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัว และการมีอาชีพสุจริต
และ การฝึกฝนจิตที่ประกอบด้วย ความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ความมีสติ (สัมมาสติ) และความตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) ก็เป็นเรื่องความมุ่งมั่น ความสงบ ความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งปัจเจกแต่ละคนควรจะมี
ฉะนั้น วิถีจริยธรรมแบบพุทธตามนัยปฐมเทศนา แม้จะมุ่งไปที่เป้าหมายคือความดับทุกข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคล แต่กระบวนการดำเนินชีวิตทางจริยธรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวก็ไม่ได้ ตัดขาดจากการทำความเข้าใจมิติทางสังคม หรือการให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันทางสังคมที่ควรจะมีครรลองหรือหลักการ ที่ดี ที่ยุติธรรม ไม่กดขี่เบียดเบียน หรือระบบซึ่งเอื้อต่ออิสรภาพ เมตตากรุณาหรือภราดรภาพทางสังคม

เยอรมนีแจง การอายัด 'โบอิ้ง 737' เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการเร่งรัดหนี้

ที่มา ประชาไท

“วอ ลเตอร์ บาว” แจง การอายัดเครื่องบินเป็นมาตรการที่จำเป็น “เอพี” ชี้ ปกติเครื่องบินของรัฐบาลจะมีความคุ้มกันทางการฑูต แต่ในกรณีไทยอายัดได้เพราะใช้ส่วนตัว ฝ่ายจนท. เยอรมันเผย ได้เตรียมการอายัดอย่างลับมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว

สืบเนื่องจากการอายัด เครื่องบินโบอิ้ง 737 ของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นพระราชพาหนะส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้ของบริษัทวอลเตอร์ บาว จากคำสั่งของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น

เมื่อ วันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพีได้รายงานคำพูดของ โรเบิร์ต วิลเฮล์ม โฆษกของสนามบินมิวนิคว่า ในขณะนี้เครื่องบินลำดังกล่าวถูกศาลสั่งอายัดไว้แล้ว ซึ่งในขณะนี้จอดพักอยู่ที่สนามบินมิวนิค และเนื่องจากการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาพำนักที่ประเทศเยอรมนีอย่างบ่อยครั้งนั้น ทำให้พระองค์พลอยตกอยู่ในข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาว นานไปโดยปริยาย

ทางโฆษกฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอลเตอร์ บาว, อเล็กซานเดอร์ โกร์บิง กล่าวว่า “มาตรการที่รุนแรง” ในการอายัดเครื่องบินของกองทัพอากาศไทยนี้ เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการที่จะเร่งรัดเงินค้างชำระ ซึ่งเป็นคำสั่งทางการเงินที่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ตัดสินไว้ในปี 2009

“การตามหาเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นไปอย่างซับซ้อนมาก และแน่นอนว่าต้องทำไปด้วยความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสัญญาณเตือน หลุดออกไป” แวร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอลเตอร์ บาว กล่าวในแถลงการณ์

เอพีรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ล้มละลายฝ่ายเยอรมนีได้เตรียมการที่จะอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ ยังระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว เครื่องบินของรัฐบาลจะมีสถานะทางการทูต ทำให้โดยส่วนใหญ่จะอยู่นอกเหนืออำนาจศาลจากประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขตามนั้นจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อเครื่องบินถูกใช้ในทางการเท่านั้น ซึ่งไม่นับการใช้ในทางส่วนตัว

ทางกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี กล่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า “เราเสียใจสำหรับความขัดข้องที่เกิดขึ้นแก่มกุฎราชกุมาร ที่เกิดขึ้นจากการอายัดดังกล่าว” และมิได้ให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม

เอ พีรายงานว่า เครื่องบินพระราชพาหนะลำดังกล่าว จอดนิ่งอยู่ในลานสนามบินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และมีรูปที่แสดงถึงคำสั่งศาลที่ระบุว่า “ต่อราชอาณาจักรไทย ที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นผู้แทน” ติดอยู่บนประตูของเครื่องบิน ซึ่งสั่งห้ามไม่ให้มี “การเปลี่ยนแปลง, การนำไปใช้ หรือการลดมูลค่า (ของเครื่องบิน)”

หนังสือ พิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ลำดังกล่าวซึ่งสร้างขึ้นในปี 1995 น่าจะมีมูลค่าราว 5-6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีที่นั่ง 36 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับเครื่องบินโบอิ้งที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วไปซึ่งบรรจุที่นั่ง ราว 189 ที่นั่ง

ทั้งนี้ ชไนเดอร์ ได้กล่าวด้วยว่า เขาได้ใช้วิธีการอายัดเครื่องบินเพื่อเร่งรัดหนี้เช่นนี้มาแล้วในปี 2005 ในกรุงอิสตันบูล โดยได้อายัดเครื่องบินแอร์บัสของสายการบินมิดเดิ้ลอีสต์ เนื่องมาจากข้อพิพาททางการเงินระหว่างบริษัทวอลเตอร์ บาวและรัฐบาลเลบานอน

สืบพยานคดี 2 เยาวชนผู้ต้องหาเผาเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วัน ที่ 14 ก.ค.54 เวลา 9.00 -16.30 น. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ออกนั่งพิจารณาคดีอาญา คดีหมายเลขดำที่ 1682/2553 ระหว่าง พนักงานอัยการฯ กอง 4 โจทก์ กับนายอัตพล วรรณโต จำเลยที่ 1 นายภาสกร ไชยสีเทา จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกพนักงานอัยการฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 จำเลยทั้งสอง ร่วมกันวางเพลิงเผา เซ็นทรัลเวิลด์ จนเป็นเหตุให้นาย กิติพงษ์ สมสุข ซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตาย

ในวันช่วงเช้า พนักงานอัยการได้นำนายเด่นอาชา รักษาคุณ ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งช่างไฟฟ้า ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มาเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อประมาณวันที่ 15-16 พ.ค. 2553 พยานได้พบเห็นชายอายุประมาณ 30 -40 ปี ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มที่ ลานจอดรถชั้น บี 1 แต่งตัวใส่กางเกงยีนส์และเสื้อยืดธรรมดา ไม่ได้ปิดบังใบหน้า ได้นำขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งที่ปากขวดไม่มีฝาปิด แต่มีพลาสติกปิดไว้ที่ปากขวด มายื่นให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งนั่งพักผ่อนภายใน บริเวณลานจอดรถ ชั้น บี 1 ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 2 ขวด แต่พยานไม่ทราบว่าภายในขวดเครื่องดื่มชูกำลังนั้นจะบรรจุอะไรไว้ในขวด และ นายเด่นอาชา ได้เบิกความว่า ตนเองไม่เคยพบเห็นจำเลยทั้งสองมาก่อน

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ พนักงานอัยการโจทก์ ได้นำตัวนาย อานนท์ เข็มเพ็ชร ซึ่งเป็นพนักงานควบคุมกล้องวงจรปิด (cctv )ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มาเบิกความโดยมีการเปิดซีดีประกอบด้วย ซึ่งซีดีนี้บันทึกได้จากกล้องวงจรปิดของห้างฯ ซึ่งในกล้องวงจรปิดของห้างปรากฏว่า ไม่มีภาพของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด และนอกจากนี้ นายอานนท์ ได้เบิกความว่า คืนวันที่ 18 พ.ค.2553 ตนได้รับทราบจากหัวหน้าของตนว่า ผู้บริหารของห้างให้เตรียมตัวในการดับเพลิง เนื่องจากได้ยินข่าวจากผู้ชุมนุมว่าจะมีการวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัล โดยได้รับทราบข่าวนี้จากทางวิทยุสื่อสารของห้าง และในกล้องซีซีทีวีของห้างฯมีชายบุกเข้าไปในห้างฯ ฝั่งประตูห้างเซ็น ถนนพระราม 1 โดยใช้ถังแก๊สจุดให้ลุกไหม้ในบริเวณแผนกเครื่องสำอาง และขณะที่มีการลุกไหม้ฝั่งเซ็นทาวเวอร์ ในส่วนอื่นๆของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก็มีการลุกไหม้ในเวลาไล่เลี่ยกัน

ศาลนัดไปเลื่อนสืบพยานโจทก์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เวลา 9.00 -16.30 ต่อไป
ทั้งนี้ ในคดีดังกล่าวมีผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คือ นายสายชล แพบัว อายุ 29 ปี ชาว จ.ชัยนาท และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ โดยได้มีการสืบพยานโจทก์จำเลยไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ศาลอาญาใต้ ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือนที่เก็บสินค้า จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ อาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่แยกราชประสงค์
โดยในการสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 12 ก.ค. อัยการได้นำเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการกล้องวงจรปิด CCTV ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน ของ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เบิกความเป็นพยาน พร้อมกับนำพยานวัตถุ ซึ่งเป็นภาพที่บันทึกได้จากกล้อง CCTV รวม 6 จุดภายในอาคาร มานำสืบประกอบด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำห้อง CCTV ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏในกล้อง CCTV ระบุว่าจะมีชายฉกรรจ์ที่มีผ้าปิดบังใบหน้า ประมาณ 10-20 คน ซึ่งบางคนมีผ้าพันคอสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ด้วย เข้ามาอยู่ภายในอาคาร และพยายามที่จะหาเชื้อเพลิง มาวางเพลิง โดยช่วงเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พยายามที่จะเจรจาด้วยแต่ไม่เป็นผลจนเกิดเพลิง ไหม้ครั้งแรกซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามเข้าระงับเหตุแล้ว แต่กลุ่มชายฉกรรจ์พยายามวางเพลิงอีกรอบสอง โดยเมื่อเหตุเริ่มลุกลามขึ้นพนักงานทั้งหมดต่างลงมาที่ลานจอดรถชั้น 1 ของอาคาร อย่างไรก็ดีเมื่อเสร็จสิ้นการเบิกความของพยานปากนี้แล้ว ศาลได้นัดสืบพยานปากต่อไปอีกครั้ง
คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2553 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมกันบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยพวกจำเลยได้เข้าไปในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วใช้กำลังทำลายบานกระจกผนังอาคาร บานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวจนแตกเสียหายและยังเป็นการกีด ขวางการจราจร ขัดขวางต่อการประกอบกิจการของห้าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน
นอก จากนี้ จำเลยทั้งสองกับพวก ยังได้ร่วมกันเข้าไปภายในบริเวณอาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นทรัพย์โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ แล้วพวกจำเลยได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ เผาอาคารเซ็นทาวเวอร์และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆของผู้เสียหายที่ 1 ถึงผู้เสียหายที่ 270 รวมค่าเสียหายจำนวน 8,890,578,649.61 บาท และยังเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์หรือกิตติพงษ์ สมสุขที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวง- เขตปทุมวัน กทม.
ที่มาบางส่วน: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์

ปวดตับกับนายทุนห้าร้อย

ที่มา Thai E-News

การ ขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาลเพื่อไทยนั้น มาเป็นแพ็กเก็จคู่กับการลดภาษีกำไรธุรกิจจาก 30%ลงมาที่ 23% พูดง่ายๆว่ากำไรดีขึ้น เถ้าแก่ก็นำผลกำไรที่ไม่ต้องจ่ายภาษีนั่นเองมาจ่ายค่าจ้างลูกน้องให้สูงขึ้น สุดท้ายก็WIN-WINด้วยกันทั้งนายจ้าง-ลูกจ้างแต่ที่โดนต้านซะเยอะก็เพราะถึง จะลดภาษีลงมาเท่าไหร่ก็ช่าง นายทุนหน้าเลือดพวกที่มันหลบภาษีโกงประเทศชาติซะจนเป็นสันดานทำความเสียหาย ให้บ้านเมืองยิ่งกว่าพวกโจร500ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2554

การ ก่อกระแสต้านนโยบายขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ของสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมนั้น ที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่าอาจมีมูลเหตุจูงใจทางด้านการเมือง มากกว่าเหตุผลที่แท้จริงทางด้านธุรกิจ(ดูรายงานข่าวเรื่อง :เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..? ) ก็เนื่องจากว่ามีการก่อกระแสการโจมตีด้านเดียว

ไม่ มีการพิจารณาแบบองค์รวม นายทุนไทยในสภาหอฯ-สภาอุตฯยังมีมิติไม่ต่างไปจากตอนเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับแรกเมื่อ 54 ปีที่แล้วคืออาศัยแรงงานราคาถูก เป็นปัจจัยสำคัญชี้ขาดในการแข่งขัน แม้จะเต็มไปด้วยปัญหาการกระจายรายได้ และการกดขี่ผู้ใช้แรงงาน

ที่สำคัญ 54 ปีมานี้รวยกระจุกกันอยู่ที่ตระกูล จนกระจายไปทั่วหล้า เอะอะก็โยนขี้ให้คนจนกรรมกรยอมเสียสละเรื่อยมา อ้างว่าเพื่อให้ทุนไทยแข่งขันได้...ฟังแล้วปวดตับ!

และหากพิจารณา อย่างเป็นธรรมแล้ว เรื่องการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นมาเป็น แพ็กเก็จคู่กับการลดภาษีกำไรธุรกิจจาก 30%ลงมาที่23% พูดง่ายๆว่ากำไรดีขึ้น ก็นำผลกำไรนั่นเองมาจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้น สุดท้ายก็WIN-WINด้วยกันทั้งนายทุนและกรรมกร

ประเทศที่แข่งขันได้ หรือเจริญแล้วจะจ่ายภาษีไม่สูง อย่างสิงค์โปร์เก็บภาษีนิติบุคคล 18 % ในย่านอาเซียนมีฟิลิปปินส์กับไทยเก็บ 30 % โดยรัฐบาลเพื่อไทยจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30 เหลือ 23 % ในปี พ.ศ. 2555 และเหลือเพียง 20 %ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อให้บริษัทต่างๆนำเงินกำไรที่สูงขึ้นนั้น ไปขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำของผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท แรงงานขั้นต่ำของกรรมกรเเริ่มที่ 300 บาทต่อวัน

การลดภาษีและเพิ่ม รายได้ประชาชนจะทำให้มีกำลังเงินมากขึ้น มีกำลังซื้อสูงขึ้น ในที่สุดก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น เป็นหลัก "เก็บน้อยเพื่อได้มาก" เพราะเก็บมากก็เจอพวกหลบภาษีเพียบ

หลังจบการเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคมนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทะยานสูงขึ้น 50 จุด ในวันนั้นนักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นไทยสุทธิ 10,000 ล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งตลาดหุ้ยไทยมา 36 ปี เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศมองในทางบวกว่านโยบายลดภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นโดยเฉลี่ย6.1%ทั้งนี้จากรายงาน บทวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระซิเคียวริตี้

ลองดูตารางด้านล่าง นี้ ช่องแรก เป็นชื่อย่อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ช่องที่สองเป็นการประมาณการณ์ว่าบริษัทไหนจะกำไรดีขึ้นเท่าไหร่หลังนำโยบาย นี้มาใช้ ช่องที่สามเป็นอัตราภาษีที่จ่ายกันอยู่ในเวลานี้ ช่องสุดท้ายเป็นอัตราส่วนของราคาต่อกำไร




เป็น ต้นว่าเดิมSCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์เคยจ่ายภาษีกำไรธุรกิจอยู่เกือบ30%เต็มเพดาน แต่เมื่อนำนโยบายนี้มาใช้ คาดว่าจะทำให้กำไรสูงขึ้น8.8% หรือBEC(โทรทัศน์ช่อง3)เคยจ่ายเต็มเพดาน30% หากลดลงมาก็จะกำไรสูงขึ้น10.3% เป็นต้น

ภาษีเงินได้ที่จะลดลง ถ้าเอาไปขึ้นเงินเดือนให้พนักงานทั้งหมด พนักงานปูนซิเมนต์ได้คนละเท่าใด



ข้างบนนี้คุณNirvanaเขียนลงกระทู้ประชาทอล์ก ว่า ภาษีเงินได้ที่จะลดลง ถ้านำมาจ่ายเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานทั้งหมด พนักงานของบริษัทซิเมนต์ไทย จะได้เพิ่มเงินเดือนคนละประมาณ 97,000 บาทต่อปีพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์จะได้เพิ่มเงินเดือนคนละประมาณ 115,000 บาทต่อปี

ถ้าทุกบริษัททำเช่นนี้ได้เงินก็จะสะพัดน่าดู แต่ย้ำว่านี่เป็นแค่การสมมุติ แต่ที่นำมาเปรียบเทียบแบบนี้ก็เพื่อจะบอกว่า การเริ่มค่าจ้างปริญญาตรีหมื่นห้า กรรมกรรายวันสามร้อย ก็เอามาจากกำไรที่สูงขึ้นนี่แหละ




*****
อย่าง ไรก็ดีคนที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรก็มี คือพวกบริษัททำกิจการด้านการส่งออก ที่ผ่านมาก็แทบไม่มีรายใดเสียภาษีเต็ม30% เพราะได้รับสิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนจากBOIโปรโมชั่นลดแหลแจกแถมภาษี สารพัดอยู่แล้ว ขณะที่ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ประโยชน์ทุกฝ่ายแบบWIN-WINกันต่อ ไป

สุดท้ายที่เสียประโยชน์แน่ๆคือไอ้พวกนายทุนที่ไม่เคยจ่ายภาษี เข้า รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำบัญชี2บัญชี3ทำกำไรให้ขาดทุน กำไรมากมายก็โชว์กำไรนิดเดียว ตั้งบริษัทในเครือยุบยับไปหมดเพื่อหมกเม็ดไม่ต้องจ่ายภาษี หากนึกไม่ออกก็เช่น เครือธุรกิจใหญ่โตที่ออกมาโวยวายเป็นเจ้าแรกว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300จะเป็น จะตายนั่นแหละ พวกนี้เขาเรียกว่าจัญไรไฟไหม้ เมื่อวานเลนโดนไหม้ให้คนเขาสมน้ำหน้าไปแล้ว เพราะอยากทำตัวเป็นนายทุนหน้าเลือดที่ดีแต่เลียอำมาตย์ จนถูกบอยคอตขนานใหญ่

บริษัท พวกนี้ถึงพรรคเพื่อไทยจะลดภาษีลงมาแค่ไหน มันก็ไม่เคยได้ประโยชน์ เพราะมันหลบภาษีเป็นอาชีพ แล้วอ้างหน้าตายว่าเป็นการจัดการทางภาษี หรือTAX MANAGEMENTนั่นเอง แต่พอจะเอากำไรที่เม้มรัฐ เอารัดเอาเปรียบสังคมมาเพื่มค่าจ้างให้ลูกจ้างก็ต่อต้านกันจะเป็นจะตาย

เพราะลดลงมายังไงมันก็ไม่ได้อะไร เพราะมันหลบเลี่ยงซะเคยตัวจนเป็นสันดาน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

ไทยอีนิวส์:เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

-ASTVผู้จัดการออนไลน์:เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น

-หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 54:เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300 เอกชนถล่มเอสเอ็มอีสูญพันธุ์

-ถึงASTVผู้จัดการ:เห็นฝีมือลูกน้องแล้วสงสารลูกพี่ลิ้ม

Friday, July 15, 2011

รัฐประหาร "ซ้อน" โดยกระบวนการกฎหมาย รัฐประหารกำมะหยี่

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2554)


ไม่ ว่าจะเป็นการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กำลังเป็นโรงเรียนใหญ่ทางการเมือง

เป็นโรงเรียนสอนให้รับรู้ในเรื่องของ "อำนาจรัฐ"

เป็นโรงเรียนสอนให้รับรู้ในเรื่องรายละเอียดของ "กลไก" แห่ง "อำนาจรัฐ" ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างสูง

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ ให้การศึกษามากยิ่งกว่าที่อาจารย์ทางรัฐศาสตร์จะทำได้

สังเกตหรือไม่ว่า เหตุใดเมื่อทำรัฐประหารได้สำเร็จเมื่อเดือนกันยายน 2549 สิ่งแรกที่กระทำคือการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทิ้ง

จากนั้น จึงตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

จาก นั้น ภายในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็บรรจุเนื้อหาในประกาศคณะปฏิรูปการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ลงไป

แม้กระทั่งเนื้อหาการยุบพรรค ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค

จาก นั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็คัดสรรคณะกรรมการในองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น ปปช. ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นี่คือกลไกแห่ง "อำนาจรัฐ" อันมาจากการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ของคณะรัฐประหาร

เป็นการเลือกตั้งภายใต้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันเป็นผลผลิตจากการรัฐประหาร

อย่าได้แปลกใจหากในที่สุดแล้ว ชะตากรรมของพรรคพลังประชาชนก็ดำเนินไปอย่างเดียวกันกับที่พรรคไทยรักไทยเคยประสบ

ทั้งๆ ที่พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส.มา 377 จากทั้งหมด 500

ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส.มา 233 จากทั้งหมด 500

น่าสนใจก็ตรงที่ พรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ได้ ส.ส.มา 269 จากทั้งหมด 500

แต่ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นี่เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

เป็นการเคลื่อนไหวภายใต้กรอบแห่ง "ตุลาการภิวัฒน์"

มีความมั่นใจสูงเป็นอย่างยิ่งจากแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

"การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม จะต้องเป็นโมฆะ เพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายเรื่อง จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปไม่ได้

"หากปล่อยผ่านจะทำให้ประเทศล่มสลายแน่นอน

"ทุกอย่าง มีหลักฐานชัดเจน รวมถึงการยื่นเรื่องยุบพรรคการเมือง 4-5 พรรคด้วย หากปล่อยให้ผ่านไปประเทศจะเกิดกลียุคทันที เพราะเท่ากับว่า เรายอมให้มีคนใช้เงินซื้อประเทศ"

เป็นการกล่าวผ่านรายการวิทยุกระจายเสียง "คนเคาะข่าว"

"ผม คิดว่า เลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสโมฆะสูงและน่าจะต่อด้วยยุบพรรคทุกพรรคที่ยื่นไป เรื่องนี้ไม่ต้องดูดวงดาวแต่ดูลมพัดมาก็รู้แล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นแล้ว"

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายประพันธ์ คูณมี ยื่นยุบ 5 พรรคตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้วินิจฉัยว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต.เป็นโมฆะ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ยื่นต่อ กกต.ให้ยุบพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล อันล้วนแต่มีบทบาทเป็นอย่างสูงภายในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้

เป็นการยื่นให้การเลือกตั้งโมฆะ เป็นการยื่นให้ยุบ 6 พรรคการเมืองสำคัญ

ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้คือการขยับตอบโต้เพื่อใช้กลไกทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์

เป็น การเคลื่อนไหวเหมือนกับที่เกิดก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เป็นการเคลื่อนไหวเหมือนกับที่เกิดหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2550

ทั้งหมดนี้ล้วนสอนวิชาการเมืองเรื่องกลไก "อำนาจรัฐ" ให้ได้สำเหนียกอย่างยอดเยี่ยมยิ่ง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 15/07/54 สกัดความแรงของนารีขี่ม้าขาว

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

หวังสกัด นารี ขี่ม้าขาว
ด้วยเรื่องราว มารยา น่าสงสัย
ถูกจับแขวน แสนพิเรนท์ น่่าเห็นใจ
มีอคติ แค่ไหน คงได้ดู....

ขอให้แกร่ง สมดั่ง ที่หวังเถิด
คุณความดี จะบังเกิด ให้เลิศหรู
บุญบารมี ที่งดงาม ตามอุ้มชู
ด้วยนักสู้ แห่งศรัทธา ประชาชน....

หวังกอบกู้ บ้านเมืองเรา คราววิกฤติ
ทั้งชีวิต อุทิศช่วย ด้วยเหตุผล
อย่าพึ่งคิด หักเห เพราะเล่ห์กล
แม้นหมองหม่น จงอย่าท้อ สู้ต่อไป....

จะกี่ก๊วน กี่แก๊งค์ ออกแรงผลัก
แต่"คนรัก" ช่วยอุ้ม คุ้มครองให้
ขอนารี เข้มแข็ง มีแรงใจ
เพื่อเมืองไทย เดินหน้า พาร่มเย็น....

ประชาชน ร่วมสร้าง เส้นทางฝัน
ด้วยมุ่งมั่น เปี่ยมสุข ไร้ทุกข์เข็ญ
แม้นเจ็บปวด รวดร้าว คราวจำเป็น
ด้วยซ่อนเร้น พวกทราม ตามรังแก....

ขอเธอเป็น ดั่งนารี ขี่ม้าขาว
กี่เรื่องราว ผ่านมา อย่าแยแส
ประชาชน จะอุ้มชู คอยดูแล
ด้วยรักแท้ นาม"ยิ่งลักษณ์" ประจักษ์ใจ....

๓ บลา / ๑๕ ก.ค.๕๔