ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 9, 2008

คำเตือนถึง สนธิ ลิ้มทองกุล 'คนอย่างนี้ไม่มีสิทธิพูด รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์'

ผมเห็นอาการของ สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว อดสมเพชไม่ได้

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดเรื่อง ความรัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ใครได้ยิน

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล อาจจะหลอกให้ตัวเองเชื่อว่า เป็นคนที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไปได้อีกนานเท่านาน ตราบเท่าที่ยังคิดจะหลอกตัวเอง

แต่คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่อาจจะหลอกประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ รวมไปถึงคนไทยในต่างประเทศ และคนทั่วโลกได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นเรื่องจริง เป็นธรรมะ เป็นความสัตย์ หากยังมีคนเชื่อ คนคนนั้นก็คงชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง

ผมจึงอยากจะส่งคำเตือนถึง สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าสิ่งที่พูดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ในหัวข้อ “คำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ปรากฎในเวปไซต์ Manager on lie และ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผ่านบทสัมภาษณ์ “สนธิ ขายความคิด โมเดลชาติ” นั้น ควรจะเก็บไว้คิดและทำแต่เพียงลำพัง ไม่ควรพูดออกมาดังๆ ให้ผมได้หัวเราะด้วยความสมเพช

ผมต้องสมเพช สนธิ ลิ้มทองกุล เพราะวันนี้คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ยังคิดที่จะขายความคิด “ล้างสมอง” คนไทย และเชื่อว่ายังมีความสามารถมากพอที่จะจูงจมูกให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ เดินตามหลังตนเองได้

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากจะไม่สำนึกผิดในการกระทำของตนเองแล้ว ยังไม่มีสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี อยู่ในตัวเองด้วย

พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พยายามจะล้างสมองคนไทย ด้วยความเท็จในครั้งใหม่นี้ อาจจะทำให้คนหลายคนกังวล แต่สำหรับผม ได้แต่สมเพช ที่หมาหางด้วนตัวหนึ่ง พยายามจะกลับเข้าฝูง หลังจากชักชวนให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามกับการตัดหางให้ด้วนเหมือนตัวเองไม่สำเร็จ

ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนไทยจำนวนมากมายที่หลงเชื่อและเดินตามตูด สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว

หากคนไทยทุกคนจะย้อนกลับไปหวนระลึกถึงพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ก็จะพบว่าเป็นเพราะคนไทยส่วนหนึ่งไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง ไม่น้อมนำพระราชดำรัสพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ดังปากพูด นั่นเอง จึงทำให้ประเทศไทยต้องล่มจม ดำดิ่งสู่ก้นเหวดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะไปหลงเชื่อเรื่อง “กู้ชาติ” ของ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แต่ไม่เชื่อฟังพระราชดำรัสในพระบาสทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงบอกว่า “ไม่ต้องกู้ชาติ” เพราะชาติไม่ได้ล่มจม

หากวันนั้น คนไทยน้อมนำพระราชดำรัสใส่เกล้าใส่กระหม่อม จริงดังปากพูด ประเทศไทย ก็คงไม่ต้องวิบัติฉิบหายไปตามสายทางหายนะของปีศาจที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ขีดให้เดิน จูงให้ตาม

สนธิ ลิ้มทองกุล ยังต้องการที่จะเป็นผู้นำ มีอิทธิพลเหนือความคิดของบุคคลอื่น ต้องการครอบงำให้คนอื่นเชื่อสิ่งที่ตนพูด เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนทำ สนับสนุนสิ่งที่ตนคิด โดยที่หารู้ไม่ว่าบุคคลอื่น รู้เช่นเห็นชาติ รู้หมดแล้วว่าสนธิ ลิ้มทองกุล มีไส้กี่ขด แต่ละขดมีกี่ข้อ แต่ละข้อมีกี่คด เห็นกันหมดแล้วอย่างนี้ คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่ละอาย และไม่หวั่น เพราะคิดแต่ว่าคนไทยลืมง่าย

ก่อนที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะไปไกลตามใจฝันของตนเอง และ ก่อนที่คนไทยหลายคนจะยินยอมพร้อมใจกันนำปลายเชือกสนตะพายที่สนธิ ลิ้มทองกุล หยิบยื่นมาให้รอบใหม่นี้ ข้างหนึ่งร้อยจมูกตัวเอง และส่งอีกข้างหนึ่งกลับคืนให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้จูงจมูกพวกท่าน ประดาบ ขอเวลาท่านสักนิด ได้โปรดอ่านคำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีความโดยสังเขป ตามที่คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ คม-ชัด-ลึก ดังนี้ ...

ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯคนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”

ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตายไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”

ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า “ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบแล้วขึ้นไปนั่งค่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้”

ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเหตุ เกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และ แขวงจิตรดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ.7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์

เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสในไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูงหวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลือนลอย

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่2 จำนวน 40,000 บาท

พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหานายภูมิธรรม ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์

ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ซึ่งต่อมา นายสนธิ ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 300,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล..

พฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลสั่งจำคุก 3 ปี ฐานกระทำความผิดใส่ร้ายผู้อื่นด้วยความเท็จ สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง แอบอ้างพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ยังมีคุณสมบัติมากพอที่จะท่านจะเดินตามต่อไปอีกหรือไม่

พฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลชี้ให้เห็นว่า เป็นบุคคลที่มุ่งร้ายทำลาย ชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ ยังเป็นคนดีมากพอที่ท่านจะเชื่อฟัง และสนับสนุนความคิดของคนคนนี้อีกหรือไม่


พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลชี้ให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่ใช้วิธีกากล่าวหาให้ร้ายผู้อื่นด้วยความเท็จ ให้ได้รับความเสียหาย โดยไม่สนใจที่จะพิสูจน์ความจริง ยังเป็นคนที่น่าเคารพเชื่อถือ และเป็นผู้นำของประชาชนได้อีกหรือไม่

สำหรับผมแล้ว ก็อย่างที่เขียนหัวเรื่องไว้นั่นล่ะ

“คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดเรื่อง ความรัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

เพราะเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

ประดาบ

จาก hi=thaksin

คมช.แถลงรูดม่าน ปฏิวัติไม่ควรทำอีก

ร่วมยินดี : นายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย แถลงข่าวยกเลิกจำกัด ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทย หลังได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่และมีค่ายิ่งของสหรัฐฯ จึงขอแสดงความยินดีต่อชาวไทยที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

นายเอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย แถลงว่า เราขอแสดงความยินดี ต่อชาวไทย ที่กลับมามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เราสามารถให้เงินสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางทหาร กับกองทัพไทยครบถ้วนตามเดิม เช่น โครงการฝึกและศึกษาทางทหารระหว่างประเทศ โครงการช่วยเหลือทางการเงิน ในการจัดหายุทโธปกรณ์ทางการทหารให้แก่ต่างประเทศ และโครงการปฏิบัติการรักษาสันติภาพโลก สำหรับวงเงินการ ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดแน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับการจัดทำงบประมาณของสหรัฐฯ

สมัคร สุนทรเวช 'ผมเป็นคนเดินดินกินข้าวแกง ไม่ใช่คนสำคัญ'

นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย และเปิดโอกาส ให้สื่อมวลชนเข้าสัมภาษณ์พิเศษ ในแง่มุมที่นอกเหนือจากเรื่องนโยบายของรัฐบาลและเรื่องการเมือง ที่ต้องให้สัมภาษณ์เป็นรายวันอยู่แล้ว

ได้ข่าวว่าท่านเชื่อเรื่องดูดวงและโหราศาสตร์มาก

ตามธรรมดาที่คนมักชอบเอาดวงไปดูตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม เมื่อโตขึ้น มาอาจารย์เทพ สาริกบุตร เป็นคนผูกดวงให้ ซึ่งการทำนายของอาจารย์ เทพ ไม่ได้ปิดบังใคร คนเป็นนักการเมืองหรือคนดังมักจะไปดูว่าดวง ขึ้นลงอย่างไร ผมเป็นเหยื่อของโหรทั้งหลาย ซึ่งเขาต้องดูตลอดชีวิตผม

ส่วนตัวเชื่อเรื่องโหราศาสตร์หรือไม

เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่รู้ แต่คนเขาชอบทำนายกันมา แล้วว่าจะเป็น จริงก็อายุตั้ง 72 ปีแล้ว ครั้งแรกถูกทำนายว่าจะได้เป็นนายกฯ 30 กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่เล่นการเมือง อายุ 40 เขาก็ทายแล้วโหรคนที่ ทายอยู่แถวคลองตัน ผมจำชื่อไม่ได้ แต่โหรคนนี้ยืนยันมาตลอด แต่ เขาไม่ค่อยออกเป็นข่าว

ตอนที่โหรทำนายว่าจะได้เป็นนายกฯ เชื่อหรือไม

อย่ามาคาดคั้นว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่มีคนที่เกิดปีเดียว วันเดียว เดือน เดียวและมีเวลาเกิดใกล้กับผมอยู่แค่ 4 คน คือ ม.ร.ว.เกียรติคุณ กิตติ ยากร ซึ่งเรียนหนังสือที่เซนต์คาเบรียล ด้วยกันตั้งแต่เด็ก อีกคนชื่อ นายศิววงศ์ จังคศิริ ซึ่งผมรู้จักตั้งแต่มาเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อีกคนชื่อ นายไกรสร ผมจำนามสกุลไม่ได้ เป็นเจ้าของโรงงานปลา กระป๋อง ชื่อจีนชื่อฮั่งสือ ส่วนอีกคนคือผม ซึ่งผมเกิดตอน 4 ทุ่ม ทั้ง 4 คนเขาเรียกว่าสหชาติ

มีคนดูดวงและทำนายว่า คนที่เกิดวันที่ 13 มิ.ย.2478 เขาเรียกเป็น ดวงจตุสดัย คำทำนายแปลว่า ไม่ตายโหง และวันหนึ่งเมื่อโตมาก็ พิสูจน์ให้เห็น ศิววงศ์นั่งเครื่องบินแล้วเครื่องบินตก คนตายหมดทั้งลำ เหลือคนเดียวคือศิววงศ์ไม่ตาย และไม่บาดเจ็บอะไรเลย

หมอคนที่ทำคลอดผมชื่อหมอเหล็ง ศรีจันทร์ ซึ่งเป็นนักการเมืองอยู่ ฝ่ายเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อพ.ศ.2475 แต่ผมเกิดปี 2478 แม่ผม มีลูกกี่คน หมอเหล็งทำคลอดให้ทั้งนั้น คุณแม่เล่าให้ฟังว่าตอนผมเกิด หมอที่ทำคลอดมาบอกข้างเตียงว่าลูกคุณหญิงคนนี้เกิดมาเอาเท้าออก ขอให้เลี้ยงไว้ให้ดีจะช่วยครอบครัวได้ จะช่วยวงศ์ตระกูลและช่วยบ้าน เมืองได้ ซึ่งคนที่เอาเท้าออกมามีน้อย และผมเป็นคนที่ช่วยดูแลครอบ ครัวมาตลอด ทำกับข้าวให้ครอบครัวมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ทุกวันนี้ ผมยังทำกับข้าวอยู่ในวันหยุด

ที่ชอบเลี้ยงแมวนั้นเกี่ยวกับดวงหรือไม่

มันไม่เกี่ยวกับดวง แต่ผมชอบแมวมาตั้งแต่เด็ก สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ เป็นโรคหืดมาก ผอมจนเพื่อนที่เซนต์คาเบรียลเรียกว่า 'ไอ้ผี' เรียน หนังสือไปก็ต้องหยุดเรียนไปทีละเป็นเดือน แต่แปลกว่าพอตากฝน หนักๆ กลับไม่เป็นอะไร พออายุ 14 ก็หาย พอไม่เป็นหืดก็หันมา เลี้ยงแมว เพราะชอบ ส่วนสุนัขเลี้ยงไว้ตัวเดียวชื่อ 'ฉลุย' มันแก่แล้ว แต่ก่อนนี้ชื่อหลุยส์ บังเอิญมีคนสำคัญมากินข้าวที่บ้านเลยต้องเปลี่ยนชื่อ เป็นฉลุย เป็นหมาของนายสมัคร สุนทรเวช

รายงานทางโทรทัศน์เกี่ยวกับอาหารจะยกเลิกหรือไม

ผมอัดเทปเอาไว้ล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งเปิดรัฐธรรมนูญดูแล้วเขาไม่ห้าม แต่กลัวจะว่าเอาได้ จะเปลี่ยนมาพูดคุย ให้ข้อมูลเพื่อให้รายการเขาไปทำ กันเอง จะเลิกก็เกรงใจเพราะทำมาให้ 7-8 ปีแล้ว ส่วนการเขียน หนังสือยังเขียนอยู่ทุกอาทิตย์

ทำไมไม่กินเนื้อ ทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางอาหาร

เมื่อก่อนกินเนื้อ แต่วันหนึ่งไปเยี่ยมภรรยาเพื่อนที่ป่วยเป็นโรคเส้น โลหิตแตก อาการสาหัสมาก หมอบอกว่าเปอร์เซ็นต์หาย 1 ในล้าน เราก็ไปหาเจ้าแม่กวนอิมที่เข้าทรง ในซอยรามคำแหง 21 อธิษฐานว่า ถ้าช่วยสำเร็จจะเลิกกินเนื้อ จากนั้นเอาน้ำมนต์ใส่ผ้าก๊อซไปปิดที่หน้า ผากในช่วงผ่าตัดแล้วเอารูปเจ้าแม่กวนอิม ไปติดที่หัวนอน เขาลืมตาขึ้น มามองหน้าภรรยาผมแล้วรู้สึกตัว ผมก็เลิกมา 10 กว่าปีแล้ว เพราะ เขาหายสนิทแบบไม่น่าเชื่อ

จะประเมินผลหรือให้เวลารัฐมนตรีทำงานเท่าไหร

เราไปคาดคั้นเขาอย่างนั้นคงน่าเกลียด ทำงานด้วยกันไปและเราคอยดู อยู่ เมื่อคืน (6 ก.พ.) พูดจาปรับความเข้าใจกันแล้วว่าต้องร่วมมือกัน ผมจะไม่มีการปรับครม.บ่อยๆ เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะต้องไป ขอเข้าเฝ้าฯ มันยุ่งยาก ถ้าไม่จำเป็น จะไม่มีการปรับครม. หากจะ ปรับจริง ต้องมีเหตุ และครม.ชุดนี้จะไม่มีเวลาฮันนีมูน มาทำงานเลย ไม่ต้องฮันนีมูน

‘รัฐบาลผสมมักมีปัญหาและเงื่อนไขต่างๆ มาก

เรื่องนี้แล้วแต่บุญแต่กรรม เราไม่ได้ไปเสี่ยงโชคหรือหลับหูหลับตา นั่งอยู่เฉยๆ เราลืมตาบริหารรู้ว่าอะไร เป็นอะไร เราพูดภาษาคน มาทำ ความเข้าใจกันได้ เมื่อตั้งใจมาแล้ว

เกรงว่าจะมีใครมาป่วนหรือเปล่า

มันไม่ควรมาป่วน พูดกันแล้วว่าขอให้ช่วยทำงานด้วยกัน ให้ช่วย กอบกู้บ้านเมืองเราเหน็ดเหนื่อยกันมาแล้ว ใครอยากจะกลับไปสนาม รบอีก ส่วนกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ที่เตรียมเคลื่อนไหวนั้นเป็นเรื่อง ของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม และคงไม่ต้องไปทำความเข้าใจเพราะเราไม่ ได้ไปอะไรกับเขา เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรกับใคร เขาก็ไม่ควรมายุ่งกับเรา

หนักใจหรือไม่ ขณะนี้ที่มีปัญหารอการแก้ไขมาก

ในโลกนี้มันมีปัญหาอยู่ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับจังหวะ เมื่อเราทำเรากอบกู้ ได้ถือว่าทำสำเร็จ ทหารไปรบบางคนเจอ สงครามง่าย บางคนเจอ สงครามยาก ของพรรค์นี้แล้วแต่ใครจะโชคดีหรือโชคร้าย บางคนรบ ศึกหนักบางคนรบศึกง่าย

แล้วศึกครั้งนี้หนักหรือเปล่า

ถ้าบอกว่าหนักแล้วเราจะสู้มันได้อย่างไร เราบอกว่ามันสู้ได้ ปัญหา ของประเทศที่ต้องแก้ไข คงไม่มีการจัดลำดับ เราจะทำไปพร้อมกันทั้ง หมด อย่างวันอาทิตย์ที่ 10 ก.พ.นี้จะคุยให้ฟังเรื่องที่มีวิจารณ์ข้อเสนอ การจัดทำโครงการผันน้ำในภาคอีสานที่ใช้ระบบบไฮโดรชิล รวมทั้ง เรื่องรถไฟฟ้า ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่ผมพูดไป ไม่ใช่หลับหูหลับ ตาพูด ได้คิดใคร่ครวญและรอมานานหลายปีแล้ว ถึงเวลาเราจะได้เป็น คนทำ วันอาทิตย์นี้ผมจะไปพูดสดที่ช่อง 11 เลย ส่วนโอกาสต่อไป ถ้าติดธุระอาจจะโทรศัพท์เข้ามา

ในการทำหน้าที่นายกฯต้องตั้งทีมงานมาเป็นที่ปรึกษาหรือไม

ในเมื่อเราให้คำปรึกษาคนอื่นมาตลอดชีวิต เราคิดเอง ทำเองเป็นแต่ไม่ได้อวดศักดา ถ้าเขามีตำแหน่งให้ตั้งก็ตั้ง แต่ทำไมเราต้องไปปรึกษาใคร ถ้าเขาไม่ให้คำปรึกษาจะไม่ขายหน้าเขาหรือ

ส่วนการทำงานในกระทรวงกลาโหมนั้น มีขั้นตอนและการปฏิบัติอยู่แล้ว เหมือนกับทุกกระทรวง รัฐมนตรีเพียงแต่ไปนั่งดูว่าเขาทำอะไรกัน เมื่อจะทำอะไรเขาต้องปรึกษาหารือก่อน ในแต่ละกระทรวง ให้อำนาจรัฐมนตรีตัดสินใจบริหารงานเอง เพียงแต่การจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ต้องมาขออนุญาตครม.ก่อน ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็ผ่าน ผมจะไม่ไปล้วงลูกแน่นอน เราต้องให้เกียรติ เมื่อชวนมาอยู่ด้วยกันนานๆ แล้วจะไปล้วงลูกได้อย่างไร

คิดว่าทหารมีความเข้าใจและพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลใหม่หรือไม

ทหารเข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหา วันนี้ คมช.ประกาศยุติบทบาทแล้ว

จะลบภาพการเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้อย่างไร

ทำไมผมต้องลบ บอกแล้วว่ามาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คุณทักษิณบอกแล้วว่าไม่เล่นการเมือง เขาเลิกแล้ว และเขาต้องมาขึ้นศาล อนาคตจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ แล้วผมต้องเอาตัวไปผูกเขาไว้หรือ เขาต้องจัดการแก้ไขปัญหา ส่วนตัวและต้องกลับมาอยู่ประเทศไทยให้ได้ คดีความต่างๆจะต้องมาดูว่าจะถึงขั้นติดคุกติดตารางหรือไม่ มันไม่ได้เป็นปัญหา เขาทำของเขา เราทำของเราไป เพียงแต่หนทางที่เข้ามาเมื่อเขาเปิดช่องให้เรา เขาชวนเราเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วเราก็เข้ามาดำเนินการ วันนี้ผมอยู่พรรคพลังประชาชน คุณทักษิณ ไม่ได้มาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้มาช่วยรณรงค์เลือกตั้ง ผมมานั่งจนถึงวันนี้แล้วทำไมถึงต้องมาถามคำถามนี้อีก จะมาถามว่าจะให้ลบภาพการเป็นนอมินี แล้วถ้านักข่าวเปลี่ยนสำนักจะให้กลับไปเรียกที่เดิมหรือเปล่า ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น วันนี้ของผมคือคุณสมัคร ไม่ใช่ทักษิณ ทุกคนเห็นอยู่แล้ว อายุก็มากกว่า แล้วจะไปยุ่งกับเขาทำไม

เชื่อตามที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดหรือไม่ว่าจะเลิกเล่นการเมืองแล้ว

เขาพยายามทำให้เชื่อ ทั้งหมดอยู่ในใจของแต่ละคนว่าจะเชื่อหรือไม่ คุณทักษิณ พยายามบอกว่า ตัวเองไม่ได้เลว ไม่ได้โกง วันนี้ต้องรอไปขึ้นชี้แจงกับศาลทีละศาล ถ้าจบหมดทุกศาลแล้วสรุปว่าเขาไม่ได้ทำผิดแล้ว จะทำอย่างไร คนที่ไปด่า ไปว่า ไปเหยียบย่ำเขา อายเขาหรือไม่ วันนี้คุณทักษิณมีความทุกข์ใจมากกว่าผมอีก และตั้งแต่ผมรับตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการ คุณทักษิณ แค่โทรมาแสดงความยินดี ผมขอบคุณท่านไป ส่วนคุณทักษิณจะกลับเมื่อไหร่เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม และถือเป็นโอกาสที่ดีที่คุณทักษิณ ต้องกลับมาเพื่อขึ้นศาลเคลียร์ตัวเอง ชีวิตเขาอยู่ประเทศไทย เขาต้องกลับมา แต่คดีความต่างๆ จะให้ไปวิจารณ์คงไม่ดี

จนถึงวันนี้ยังยืนยันเรื่องมีมือที่มองไม่เห็นคอยเขย่าหรือไม

แน่นอน ส่วนจะเขย่าไปตลอดจนหมดอายุรัฐบาลหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่นั่งอยู่ดีๆ จะมาขุดคุ้ยโครงการกำจัดขยะของกทม. ซึ่งมันไม่เข้าเรื่อง จะไม่ยอมให้ผมมาเป็นนายกฯ ถามหน่อยว่าถ้ามันไม่มีเบื้องหลังแล้วใครเอาเรื่องนี้ขึ้นมา ต้องพูดแบบนุ่มนวลว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น และเป็นมือที่สกปรกด้วย แต่ผมไม่ยอมปล่อยให้เขย่าอย่างนี้ไปตลอด ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน ซึ่งมือสกปรกเหล่านี้มันมีมานานแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่จะมาเล่นงานและฟันผม ก็ไม่เป็นไร

ระหว่างท่านกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเคยมีความขัดแย้ง อะไรกันหรือไม่

เขาอายุ 87 ปี ผมอายุ 72 ปี อายุแตกต่างกันเท่านั้นเอง ส่วนที่บอกว่าผมและพล.อ.เปรมยืนอยู่คนละฟากนั้น มันแน่นอน ท่านเป็นองคมนตรี ผมเป็นนักการเมือง จะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ไม่ควรมาตั้งคำถามกับผม จะถามเพื่อต้องการอะไร วันนี้ต่างคนต่างอยู่ อย่ามาจับขั้วว่าผมอยู่ขั้วโน้นแล้วใครอยู่อีกขั้วหนึ่ง วันนี้ต่างคนต่างอยู่ อยู่กันคนละโซน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมสื่อสนใจเรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องมาให้ความสำคัญกับผม

ผมเป็นคนเดินดินกินข้าวแกง ไม่ใช่คนสำคัญอะไร ผมอยากกินก๋วยจั๊บก็ไปกิน อยากจ่ายตลาดในร้าน ที่เคยไปก็ไป ชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ในเมื่อผมทำหน้าที่นายกฯได้ จะมาจับให้ผมไปขึ้นหิ้งหรือ ผมไม่ยอม

ที่สำคัญจะไม่ยอมให้ใครมาตามผมเป็นพรวน ชีวิตของผมทั้งชีวิต ผมทำงานให้บ้านเมือง คุณทำงานของคุณไป ถึงเวลาก็ให้สัมภาษณ์ จะขับรถไล่ตามดักหน้าดักหลังเหมือนผมเป็นอาชญากรไม่ได้ ต่อไปนี้ผมจะไปงานไหน จะบอกล่วงหน้า 15 นาที รับรองว่าทันแน่ เพราะผมไม่ใช้รถนำ สื่อรถติด ผมก็รถติด

สำหรับแผนการทำงานของผมกับชีวิตส่วนตัว วันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นวันพักผ่อน ผมมีรองนายกฯ 6 คน จะเฉลี่ยแบ่งกันไปสำหรับงานวันเสาร์-อาทิตย์ ผมไม่บ้างานอุตลุด แต่ผมทำงานให้บ้านเมืองได้ ทุกอย่างอยู่ที่การคิดและตัดสินใจ การประชุมครม.จะไม่เยิ่นเย้อ ผมเข้าใจง่าย ฟังปุ๊บก็รู้ เคยประชุมกัน 3-4 ชั่วโมง จะเหลือชั่วโมงเดียว จะไปนั่งตะบันประชุมกันเช้าถึงเย็นทำไม เวลาที่เหลือจะได้เป็นของผมบ้าง

สมชายการันตีนโยบายรัฐ เพื่อประโยชน์ไม่ใช่โปรโมต [9 ก.พ. 51 - 14:45]

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการจัดทำนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมร่างนโยบายรัฐบาลวันนี้ (9 ก.พ.) ว่า นโยบายที่ออกมาจะตรงกับความต้องการของประชาชนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายเพื่อการสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล แต่จะเป็นนโยบายที่ประชาชนพอใจและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นโยบายรัฐบาลจะไม่ลงลึกในรายละเอียด แต่จะเน้นไปที่แนวทางการปฏิบัติของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง มั่นใจว่าจะสามารถเห็นผลได้ภายใน 7-8 เดือน และการประชุมในวันนี้จะสามารถร่างนโยบายให้แล้วเสร็จได้ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในสัปดาห์หน้า ก่อนประสานไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


"มั่นใจว่านโยบายที่ออกมา จะถูกใจประชาชน ทำได้ทำจริง จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเรียกว่า นโยบายเพื่อประชาชน ไม่ใช่นโยบายเพื่อการโปรโมต แต่ เป็นนโยบายเพื่อให้ได้ประโยชน์" รองนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จะนำเสนอนโยบายที่พรรคเพื่อแผ่นดินได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ รวมถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเน้นเรื่องความสมานฉันท์ และสานต่อนโยบายที่ดีของรัฐบาลที่ผ่านมา


ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศ ว่า จะฟื้นฟูทีมไทยแลนด์ เพื่อเปิดโอกาสทางด้านการค้าและการลงทุน และเน้นไปที่มาตรการเศรษฐกิจในเชิงรุก ส่วนนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกำหนดเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียเพื่อหารือเป็นประเทศแรก


ไม่เข้าเป้า [9 ก.พ. 51 - 18:51]

การเมืองยุคลมพัดใบไม้ไหว ประชาธิปไตยเปลี่ยนขั้ว ขั้วอำนาจเก่าแปรรูปกลับมาใหม่ ขั้วอำนาจเคยใหม่สลายตัวกลับบ้าน

นักการเมืองไปแล้วก็มา มาแล้วก็ไป วนเวียนอย่างนี้ไม่มีจบสิ้น

แต่ที่อึดอัดหาวเรอก็คือข้าราชการประจำน่ะซีท่าน

การเมืองเปลี่ยนขั้วทีไร ข้าราชการประจำก็กระสับกระส่าย หนาวๆร้อนๆ ไม่รู้ว่าจะถูกย้ายล้างสต๊อกด้วยหรือไม่??

เนื่องจากข้าราชการประจำต้องทำงานสนองนโยบายฝ่ายการเมืองทุกขั้ว

ไม่ว่าขั้วไหนเป็นรัฐบาล ข้าราชการ ก็ต้องสมานฉันท์ด้วย

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าจะไม่มีการย้ายล้างบางเกิดขึ้น

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เปิดช่องให้นักการเมืองใช้อำนาจ โยกย้ายข้าราชการประจำตามใจชอบ!!

และฝ่ายการเมืองก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรโจ๋งครึ่ม

ข้อสำคัญ...นักการเมืองต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการประจำช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้

แต่ข้าราชการต้องยึดหลัก คือปฏิบัติงานสนองนโยบายในเรื่องที่ถูกต้อง!!

การทุจริตจะสำเร็จไม่ได้ถ้าข้า-ราชการประจำไม่ร่วมมือด้วย

วันนี้...รัฐบาลใหม่ของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เริ่มเดินเครื่องทำงานเต็มที่

ส่วน คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ก็สลายตัวกลับคืนสู่ที่ตั้ง

กองทัพจะเป็นกลไกของรัฐบาล และปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้

ส่วนองค์กรที่ คมช.แต่งตั้งไว้ก็ต้องยุบสลายตามไปด้วย

ยกเว้น คตส.ที่ยังยุบสลายไม่ได้!!

ยังยุบไม่ได้ เพราะยังมีภารกิจตรวจ สอบคดีทุจริตในยุครัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน จึงจะหมดวีซ่า

“แม่ลูกจันทร์” ให้กำลังใจ คตส. ให้ เร่งตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆที่ยังค้างอยู่ให้ เสร็จสิ้น!!

ถึงการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ขอให้ คตส. ลุยถั่วต่อไปด้วยความแน่วแน่

รับประกันซ่อมฟรีจะไม่มีใครกล้าแทรกแซงล้วงลูกให้วุ่นวายขายปลาช่อน

ถ้ามีปัญหาขาดงบประมาณ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ต้องอนุมัติเพิ่มให้

แต่ปัญหาคือ คตส.ทำงานช้ามาก

คมช.แต่งตั้ง คตส.ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 ให้รับผิดชอบเช็กบิลคดีทุจริตทั้งสิ้น 12 เรื่อง

ผ่านไป 16 เดือน เพิ่งปิดแฟ้มส่งฟ้องแค่ 2 เรื่อง

ยังเหลือเวลาทำงานอีกแค่ 4 เดือน คตส.จะส่งการบ้านทันหรือไม่ ก็ยังไม่แน่??

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าคณะกรรมการ คตส.จำเป็นต้องเพิ่มสปีดการทำงานให้มากขึ้น

แต่ คตส.ก็ต้องทำสำนวนคดีให้แน่น รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆให้ครบถ้วน ต้องพิจารณาแง่มุมกฎหมายให้รอบคอบ

และข้อสำคัญ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกเรื่อง

คำถามคือ...สำนวนคดีทุจริตของ คตส. ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่??

เช่น คดีทุจริตหวยบนดิน คตส.เช็กบิล ครม.ทั้งคณะ

คดีทุจริตกล้ายาง คตส.เช็กบิลเฉพาะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

คดีทุจริตรถดับเพลิง ผู้เกี่ยวข้องโดนหมดแต่คนที่เปิดแอลซีจ่ายเงินกลับรอด??

ตรงนี้ก็เป็นปัญหาคาใจที่ คตส.ต้องชี้แจงเหตุผลให้แจ่มแจ้ง

ขอย้ำว่า เหลืออีก 4 เดือนเท่านั้น... ภารกิจ คตส.ก็จะสุดสิ้น

ผลงานของ คตส.จะช่วยทำให้เหตุผล ของ คมช.มีน้ำหนักมากขึ้น

ถ้า คตส.ทำงานไม่เข้าเป้า...คมช. ก็เสียรังวัดไปด้วย.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

แรงต้านทาน [9 ก.พ. 51 - 18:50]

ต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุด สมัคร 1 เริ่มต้นไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ โดยเฉพาะทั้ง สื่อไทยและสื่อต่างชาติ ตั้งฉายาไปในแนวทางเดียวกัน รัฐบาลหุ่นเชิดบ้าง รัฐบาลนอมินีบ้าง ครม.ลูกเป็ดขี้เหร่บ้าง ครม.ร่างทรงบ้าง นานาจิตตัง

เพราะฉะนั้น การทำงานจะมีแรงต้านทาน สองเด้ง จากวิกฤติประเทศที่ผ่านมา 1 เด้ง และจากต้นทุนของรัฐบาลเองอีก 1 เด้ง ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่มีโอกาสได้ฮันนีมูนด้วยซ้ำ

ภาพที่เกาะเกี่ยวอยู่กับอดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็แกะไม่ออกจากรัฐบาลชุดนี้ไปได้ เช่นเดียวกับภาพของ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เช่นเดียวกับคนในบ้านเลขที่ 111 เช่นเดียวกับภาพคุณเนวิน ชิดชอบ เช่นเดียวกับภาพของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช

เหล่านี้จะปฏิเสธสังคมไม่ได้

เพียงแต่ว่าสังคมทำใจยอมรับได้แค่ไหน ผมถึงได้บอกว่า ชาวบ้านถูกจับเป็นตัวประกันทั้งขึ้นทั้งล่อง ด้วยเพราะไม่มีทางเลือก เนื่องจาก ประชาธิปไตย ถูกจองจำมานาน เพิ่งจะฟื้นไข้

ไม่แปลกที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอชื่อคุณโอฬาร ไชยประวัติ คุณพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ หรือคุณนิพัทธ พุกกะนะสุต มาเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เพราะผลงานด้านเศรษฐกิจใน รัฐบาลทักษิณ ที่ติดปากชาวบ้านก็มีคนเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วย เป็นทีมเศรษฐกิจดั้งเดิมขนานแท้

ฟังว่า คนที่จะตัดสินนโยบายด้านเศรษฐกิจตัวจริง คือ คุณสมัคร สุนทรเวช ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ก็น่าจะดูการเงินการคลังของประเทศเศรษฐกิจภาพรวม คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ ก็จะดูเรื่องของการตลาดการส่งออกเป็นหลัก

แต่ถ้าดูจากปรากฏการณ์ในขณะนี้ผมเชื่อว่า คนที่อยู่ต่างประเทศน่าจะเป็นผู้คุมกลยุทธ์ทั้งหมด เพราะเศรษฐกิจเป็นสิ่งเดียวที่สร้างความศรัทธาจากประชาชนได้ ที่ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก ที่คนชอบทักษิณในภาคเหนือและภาคอีสาน ก็เพราะไม่เคยมีนายกฯ คนไหนทำให้อิ่มปากอิ่มท้องอย่างนี้มาก่อน

ความเห็นเลยสวนทางกับคนในเมืองและคนบางภาค

ถ้าเศรษฐกิจพัง ความศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณก็พังไปด้วย

ผมต้องดักคอไว้ก่อนว่า อย่าเข้าตำรา เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เมื่ออยากให้ทักษิณบริหารเศรษฐกิจอยู่ ก็อย่าไปกีดกัด ดีเสียอีก จะได้หมดความหวาดระแวงในการรวบอำนาจ

เนื่องจากอำนาจนายกฯ กุมบังเหียนประเทศอยู่ที่คุณสมัคร สุนทรเวช และด้วยนิสัยใจคอของคุณสมัคร พูดจาภาษาชาวบ้านเรียกว่า ความดื้อ จะเป็นการคานอำนาจได้เป็นอย่างดี

ส่วนจะมีรายการทับเส้นกันหรือไม่เป็นอีกเรื่อง

เราคงไม่มีเวลามาเกี่ยงงอนว่า จะได้ รมต.ลดพุง หรือ รมต.ขี้เหร่ เราไม่มีเวลามาดูว่าเป็นแมวขาวหรือดำ เราดูว่าจะสามารถจับหนูได้หรือไม่ก่อน เมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็งค่อยมาว่ากันใหม่.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

พระเอกโผล่กลบขี้เหร่ [9 ก.พ. 51 - 03:22]

ไม่ว่าจะเป็นนิทานเรื่อง “อักลี่ ดักส์กี้” ที่ตอนจบ “ลูกเป็ดขี้เหร่” กลายเป็นหงส์สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกรณีเปรียบเทียบคนอเมริกันไม่ได้โกรธหนังเรื่อง “อักลี่ อเมริกัน”

ไม่ว่าจะเป็นมุก “ขี้เหร่เดะ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าสวย

สารพัดมุกที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พยายามสร้างอารมณ์ขัน เรียกเสียงฮา กลบเกลื่อน “ครม.ขี้เหร่”

แต่ดูท่าจะออกแนวตลกร้ายซะมากกว่า

เพราะดูหน้าตา โดยเบื้องหลังการเข้ามาของเหล่าพะนะทั่นแล้ว ยังไงก็ลุ้นไม่ขึ้น

ไม่อย่างนั้นมีหรือที่ “ข่าวใหญ่” จะโผล่มา

ล่าสุดมีรายงานออกมาจากแหล่งข่าวระดับสูงพรรคพลังประชาชน ระบุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจจะบินกลับประเทศไทยเร็วกว่ากำหนดที่วางไว้ เพื่อมอบตัวสู้คดีที่ดินรัชดาภิเษก

โดยจะใช้เวลาสั้นๆอยู่เมืองไทยประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะเดินทางออกนอกประเทศ

จากบ้านไปเกือบปีครึ่ง กลับมาอยู่แค่ 7 วัน

มันดูพิลึกชอบกล

ที่แน่ๆพระเอกตัวจริงเสียงจริงเลือกกลับมาได้จังหวะเวลา เรียกเสียงฮือฮากลบกระแส ครม.ขี้เหร่ได้เหมาะเหม็งจริงๆ

มือหนึ่งกลับมากระตุ้นความมั่นใจ

โดยภาพที่รู้สึกกันได้ว่า “ทักษิณ” มาอยู่คุมเกมใกล้ชิด อะไรๆที่ดูไม่เข้ารูปเข้ารอย ก็น่าจะปรับจูนให้ลงล็อกได้

“นายใหญ่” บัญชาการเอง

อันดับแรกเลย บรรยากาศวังเวงในทีมเศรษฐกิจ ที่ชื่อของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่ได้รับการตอบรับจากแวดวงธุรกิจ

วืดสนิทกับสถานะ “ขุนคลังนอมินี”

ไหนจะสัญญาณของอาการเกาเหลา ส่อเค้าไปคนละทิศละทาง ระหว่างทีมของ “หมอเลี้ยบ” กับก๊วนของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์

แยกทีมเศรษฐกิจคู่

ดูยังไงก็ไม่น่าเอาอยู่ กับการเร่งกู้วิกฤติเศรษฐกิจที่จ่อปากเหวตรงหน้า

อย่างน้อย “ทักษิณ” กลับมาคุมเกมใกล้ชิดก็พอกระตุ้นความมั่นใจกลับมาได้ กระซิบสอนเชิงได้สะดวกกว่าอยู่ไกลๆ

เหมือนลงมือทำเองนั่นแหละ

และเท่าที่แว่วๆมา ตามประสาของคนที่ความคิดไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ อดีตนายกฯทักษิณมีแนวคิดจะจัดให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ติดโทษแบนการเมือง ไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ เพื่อใช้ประสบการณ์ความเป็นอดีตรัฐมนตรี และความเชี่ยวด้านบริหารให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

โดยไม่ผิดกติกา เพราะไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชดเชยความผิดพลาดที่ถือว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้พรรคพวกต้องพลอยรับเคราะห์ ติดคุกโทษดองเค็ม 5 ปี

ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนรับรู้อะไรด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้อุ่นเครื่องไปพลางๆ ก่อนที่ “ลุงหมัก” จะดำเนินการออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ปลดล็อกโซ่ตรวนทางการเมือง

เหนืออื่นใด การปล่อยตัวจริงมีเวทีซ้อมมืออยู่ข้างสนาม ก็น่าจะเป็นการช่วยกันประคองตัวสำรองในทีม ครม.ขี้เหร่ได้อีกทางหนึ่ง

แต่ก่อนอื่นเลย ถึงคิวต้องโละบอร์ดเก่า ผลผลิตจากคณะรัฐประหารที่ส่งเจ้าขุนมูลนายเข้ามานั่งกินเงินเดือนแพงๆ ถลุงเบี้ยประชุมอู้ฟู่

สวนทางกับผลงานห่วยๆ

มีแต่ข่าวไม่ชอบมาพากล แสวงหาผลประโยชน์พวกพ้อง จ้องแต่ตัดสิทธิพึงมีพึงได้ของพนักงานระดับล่าง บางแห่งไม่เว้นแม้แต่สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลบิดามารดา

เละเทะกันมาปีกว่าก็เกินพอแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สมัคร ให้สัมภาษณ์ CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 9 ก.พ. - "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายสมัคร ได้ให้สัมภาษณ์ทางรายการทอล์ค เอเชียที่มีแดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวของ CNN ดำเนินรายการ โดยริเวอร์สได้ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ที่ถูกระบุว่า เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า เขาไม่ใช่หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเขามีความคิดของตัวเอง แต่ก็ได้ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้คำแนะนำดีๆ แก่คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค นอกจากนี้ผู้สื่อ ข่าว CNN ยังได้ถามถึงกรณีที่นายสมัครควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง และถามว่า จะให้หลักประกันได้หรือไม่ว่า ทหารจะไม่ออกมาก่อรัฐประหารขึ้นอีก ซึ่งนายสมัครตอบว่า เขาคงไม่สามารถให้หลักประกันในเรื่องนี้ได้. -สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-02-09 13:12:18

กีฬาแพ้ การเมืองไม่แพ้


6 ก.พ.51 นักเตะทีมชาติไทย พกความมั่นใจ
ลงสนาม “ไซตามะ” ด้วยหัวใจที่ห้าวหาญ ในเกมการแข่งขัน
ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก
ก่อนเกมการแข่งขัน “นักเตะแดนสยาม” ต้องร้อง
เพลงชาติคลอตามเสียงผู้หญิง ผิดกับทีมญี่ปุ่นที่ใช้ 2 หนุ่ม
ประสาน แม้ท่วงทำนองจะช้าทว่ากินใจ จนส่งผลให้ความ
ฮึกเหิมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เข้าสู่เกมการแข่งขัน ปรากฏว่าทีมชาติไทยซึ่ง
เสียเปรียบเรื่องเสียงเชียร์อยู่แล้ว ต้องตกเป็นรองอีกระลอก
เนื่องจากโดนเจ้าถิ่นบุกอยู่เพียงฝ่ายเดียว กระทั่งนาทีที่ 22
ก็ต้องสังเวยประตูแรกจนได้
แต่เหมือนฟ้าเป็นใจ หลังเขี่ยบอลใหม่ไม่กี่จังหวะ
ปรากฏว่า “ลีซอ” ยิงลูกผีจับยัด ช่วยให้ทีมไทยตีเสมอได้
ทันควันในนาทีที่ 23
จากนั้น “ไทย” ก็ยันเสมอ 1-1 กระทั่งหมดเวลา
ครึ่งแรก
ครึ่งหลัง แม้ทีมชาติไทยพยายามจะเปลี่ยนแท็กติก
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นเลย กระทั่งนาทีที่ 54
ก็ต้องเสียประตูที่ 2
ประตูที่เป็นรอง ทำให้ทีมชาติเสียกระบวนท่าไป
พอสมควร และต้องพบกับช่วงเลวร้ายสุดๆ เมื่อ ณรงค์ชัย
วชิรบาล กองกลางตัวปั้นเกม ระงับอารมณ์ไม่อยู่ หวดผู้เล่น
เจ้าบ้านจนหัวคว่ำ ผู้ตัดสินจึงควักใบแดงแจกเป็นของขวัญ
ทันทีทันใด
ในสถานการณ์ที่ต้องตกเป็นรองทั้งประตูและตัวผู้เล่น
กำลังใจของนักเตะไทยแทบจะไม่มีกันเลย สุดท้ายหายนะ
ก็มาเยือนเต็มรูปแบบ เพราะญี่ปุ่นสามารถเพิ่มสกอร์ได้อีก
2 ลูก ในนาทีที่ 66 กับ 90+1
ส่งผลให้ทีมชาติไทยพ่ายไปอย่างย่อยยับ 4 ประตู
ต่อ 1 พร้อมกับความหวังจะไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่
ประเทศแอฟริกาใต้ เริ่มมืดลงทีละนิด
ผลการแข่งขันครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า “ฟุตบอลไทย”
ยังไงก็ล้าหลังพวก “ซามูไร” อีกเช่นเคย
ปัจจัยหลักที่ทำให้วงการฟุตบอลไทยยังย่ำ
อยู่กับที่ ก็เห็นจะเป็นการทำงานในลักษณะ “โชว์ออฟ”
เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ใครดี ใครเด่น
เป็นต้องสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน
ส่งผลให้ “คนที่พกความตั้งใจ” มาเต็มเปี่ยม
ทั้งหลาย ต้องโบกมือบ๊ายบายไปทีละคน 2 คน ส่วนพวกที่อยู่
ก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็คงได้เห็นแต่พวกขายฝันว่า
“ฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลก” อยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่รู้
ตลอดอายุขัยของเราจะมีสิทธิ์ “ยืดอก” เหมือนกับเพื่อน
ร่วมทวีปอย่าง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐ
อาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่าน บ้างหรือเปล่าหนอ
ฟุตบอล ซึ่งถือเป็นกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของคนทั้ง
ประเทศ สร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ ไปแล้ว แต่ในด้าน
การเมือง ชาวไทยจึงได้แต่ภาวนาว่า “รัฐบาลสมัคร 1”
คงบินสูง แม้จะขี้เหร่ก็ตามที
และ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ยืนยันจะทำงานให้
บ้านเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าทั้ง 6 พรรคจะมีข้อแม้ข้อแย้ง
อะไรต่างๆ
“ผมพร้อมที่จะทำงานกับทั้ง 5 พรรค ถ้าไปถึง 4 ปี
ก็นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้ทำงานให้บ้านเมือง ที่ผมได้
เอ่ยไว้ว่าขี้เหร่นั้น แปลว่าไม่ได้อย่างใจผมที่จะอวดใครเขา
เท่านั้นเอง แต่ด้วยมาอย่างนี้ ขี้เหร่อย่างนี้ ไม่สวย แต่ว่า
จะมีคุณภาพดี จะว่าอย่างไร ฉะนั้นขอให้ให้เวลาหน่อย
เรื่องบกพร่องอะไรต่างๆ ต่างคนต่างรู้กันอยู่ ผมมีหน้าที่
อย่างยิ่งที่จะต้องดูแลให้เรียบร้อย ถ้าดูแลไม่เรียบร้อยก็
เอาตัวไม่รอด”
นี่ต้องบอกว่า ถึงกีฬาจะแพ้ การเมืองไม่เห็น
ยอมแพ้เลย แล้วเรามาติดตามดูผลงานท่านนายกฯ “สมัคร”
ไปพร้อมๆ กัน…
เพลิงพิโรธ

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ทรราชแห่งวงการ


“จำเลยกล่าวหาโจทก์โดยไม่พิสูจน์ทาง
หลักนิติศาสตร์ มุ่งหวังกระแสโค่นล้มนายก
รัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
ยุยงให้ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย แล้วใช้
สีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม
ล้วนเป็นการสร้างภาพว่านายสนธิกับพวก
อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ
พยายามสร้างภาพของโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรง
กันข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ พิพากษาจำคุก
จำเลย 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา”
คงไม่มีอะไรอธิบายความเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล
หรือ โกตั๊บ แซ่ลิ้ม คนจีนไหหลำ เกิดที่จังหวัด
สุโขทัยได้ดีกว่านี้
แน่นอน ในจำนวนผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยการ
เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์นั้น..ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
ปราโมช อาจจะเป็นท่านหนึ่งที่โด่งดังและก้าว
จากหน้าหนังสือพิมพ์ มาเล่นการเมืองและขึ้นชั้น
มาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..สมัคร สุนทรเวช
หรือนายหมอดี คอลัมนิสต์สยามรัฐ..เป็นอีกท่าน
หนึ่ง..และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน
ปัจจุบัน..
สนธิ ลิ้มทองกุล..ก็โด่งดังเช่นกัน
70 ปี..จากนักหนังสือพิมพ์ เป็นรัฐมนตรีมา
หลายสมัย จนมาถึงนายกรัฐมนตรีในวันนี้..เขายังอยู่
ในบ้านในหมู่บ้านจัดสรร..
ตลอดชีพของนักหนังสือพิมพ์ ม.ร.ว.
ศึกฤทธิ์ ปราโมช ผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว
อย่างโชกโชนจนเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่วันที่
ท่านสิ้นชีพ
สยามรัฐ หนังสือพิมพ์ของท่าน มีหนี้สินท่วม
ตัว..
ผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงนักหนังสือพิมพ์..ล้วนสู้
กันมาแล้วทั้งนั้น..ไม่ว่ากับทุกๆ ทรราช ไม่ว่าจะมา
จากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหาร..
แต่ไม่มีใครเอามาคุยโวโอ้อวด ยกตนข่มท่าน..
ขรรค์ชัย บุนปาน.ต้องลี้ภัยไปนอกประเทศ..
เพราะเผด็จการยุคหนึ่ง
สังข์ พัธโนทัย ใช้คุกเป็นสถานศึกษา ท่านคือ
นักหนังสือพิมพ์ หลายชีวิต..สละชีวิต
แต่..เขาไม่คุยโวโอ้อวด..เขาใช้ความจริง
เป็นอาวุธนำทาง..เขาไม่เคยเรียกตนเองว่า
วีรบุรุษ..อย่างที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดถึงตัวเองว่า
เป็นวีรบุรุษอุบัติเหตุ..นักหนังสือพิมพ์ในอดีตอีก
มากมาย..ตายหรือติดคุกเพราะ..ความจริง..แต่ยัง
ไม่มีใครติดคุกเพราะ..การโป้ปดมดเท็จ
ไม่มีใครร่ำรวยจากการต่อสู้..แม้ว่าเขาบางคน
จะขึ้นมาถึงนายกรัฐมนตรี..
จะมีก็แต่...ทรราชแห่งวงการเท่านั้น..
ที่มั่งคั่งมั่งมีมหาศาล..สนธิ ลิ้มทองกุล..รู้ไหม
ว่า...มันเป็นใคร
พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เ ฉ ลิ ม ซี.ส ก อ ต ต์

เช้าวันที่ 8 ก.พ.51 ณ กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับ นายสุพล ฟองงาม และสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ ศาลพระกาฬ และพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำโดย นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ยังมีข้าราชการทหารและตำรวจเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน และส.ส.พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี เข้าร่วมแสดงความยินดี กับรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คน อย่างเนืองแน่นขณะที่บริเวณรอบ ๆ กระทรวงมหาดไทย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก ส.น.ใกล้เคียง คอยให้การรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมากจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือฤกษ์เวลา 08.38 น. ตาม ที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศให้ไว้ เข้าห้องทำงานประจำกระทรวงมหาดไทย หลังรอคอยตำแหน่งมาหลาย 10 ปี ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า

การแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน จะไม่ยึดรูปแบบเดิมที่ผ่านมา แต่จะเชิญทั้ง 2 คนมาคุยว่า ต้องการจะรับผิดชอบงานส่วนใดบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วรัฐมนตรีว่าการก็จะต้องรับผิดชอบด้วย จึงไม่ต้องการให้มีภาพออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการเข้าไปควบคุมกรมสำคัญ ๆ เป็นการรวบอำนาจ“ยุคของผมไม่มีเรื่องแบบนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง ก็มาจากพรรคเดียวกัน ส่วนอีกคนมาจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน ผมยืนยันว่าไม่รวบอำนาจ แต่เวลานี้ยังไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียดการแบ่งงาน ต่อไปจะเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยไม่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ต่อข้อถามถึงการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย เรื่องนี้จะพูดเร็วไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ขอให้ข้าราชการมั่นใจได้ว่า จะต้องเติบโตในกระทรวงมหาดไทย สำหรับการนำระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอ กลับมาใช้ว่า จะหารือกับนายพงศ์โพยม เพราะกระทรวงมหาดไทยไม่เหมือนกระทรวงอื่น เป็นกระทรวงที่มีความรับผิดชอบสูงมาก“ผมจะปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง ส่วนนายอำเภอ ผมจะให้ไปดูหนังเรื่องนายอำเภอ Morgan ส่วนผมจะสวมวิญญาณ George C. Scott คือตำรวจตรวจแหลกมาร่วมกันทำงาน หมดยุครัฐมนตรีมหาดไทยต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย เมื่อไปต่างจังหวัด ผู้ว่าฯ ต้องมีภาระขนคนมารอรับ แต่ต้องร่วมกันทำงาน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้จะเป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ จะต้องเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ การที่จะกำหนดนโยบายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยลงไปแก้เพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องลำบาก ต้องมีการประสานกันหลายหน่วยงาน มีแผนยุทธศาสตร์แล้วต้องมียุทธวิธี คนปฏิบัติตามยุทธวิธีมี 3 ส่วน คือ ทหาร ฝ่ายปกครอง และที่สำคัญคือตำรวจ
“ผมมีแนวคิดว่า จะเชิญผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายอำเภอ 4 อำเภอใน จ. สงขลา รวมถึง ผอ.ศอบต. และปลัดกระทรวงมหาดไทย มาพูดคุยในวันจันทร์ที่ 11 ก.พ.นี้ ในเวลา 13.30 น. ผมยังไม่อยากพูดอะไรมากในตอนนี้ อยากจะรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามหลักการบริหารราชการบ้านเมือง หลังจากนั้นจะเดินหน้าทำงานในทันที” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว จะเชิญผู้ว่าฯ ทั่วประเทศมาพบ เพราะไม่นิยมระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และส่วนตัวไม่มีนโยบายลงตรวจพื้นที่บ่อย ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะเดือดร้อน ต้องเตรียมการเรื่องรักษาความปลอดภัยและบรรยายสรุป ในยุคนี้จะไม่มีการบรรยายสรุป แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ในด้านการวางนโยบายเรื่องการจัดระเบียบสังคม คงไม่เป็นมือปราบสายเดี่ยว แต่จะเป็นมือปราบมาเฟีย นักเลงตามภูมิภาค ตามสถานบันเทิง ผู้ว่าฯ และนายอำเภอต้องลงไปช่วยดูแลแก้ไข ที่สำคัญบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย รวมทั้งปัญหายาเสพติด และทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง

“ผมไม่มีนโยบายไปตรวจสถานบันเทิง เพราะเคยทำมาแล้ว ผมจะไม่เข้าไปยุ่งในลักษณะการไปยืนหน้าผับ หน้าบาร์ แต่จะให้ปฏิบัติตามกฎหมาย งานหลักของผมจะเน้นในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด และเฉียบขาด โดยเอานโยบายที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำไว้มาใช้อย่างต่อเนื่อง มีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้านนโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่จะทำให้มีความชัดเจนภายใน 90 วัน โดยมีการชี้วัดและให้คุณให้โทษกับผู้ว่าฯ นั้น การให้โทษไม่มี มีแต่ให้คุณมากหรือน้อยกับผู้ว่าฯ เชื่อว่าผู้ว่าฯ คงรู้ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นภารกิจหลัก เป็นระเบียบปฏิบัติประจำ ส่วนการปราบปรามจะมาคู่กับความรุนแรงหรือไม่นั้น เห็นว่าบางครั้งถ้าเบาก็ไม่ได้ เหมือนรถยนต์ เพราะถ้าเบาแล้วเครื่องจะดับ มันต้องเฉียบขาดทันเหตุการณ์

และใครหลายคน ที่ยังสงสัยว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารจเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ทิ้งท้าย ว่า อย่าไปพยากรณ์ ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม ยังไม่นอน จะไปฝันได้อย่างไร ไม่ขอตอบเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม ในเรื่อง ปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง โดยให้นายอำเภอ ไปดูหนังเรื่อง “นายอำเภอ Morgan” ส่วนผมจะสวมวิญญาณ George C. Scott คือตำรวจตรวจแหลก
ความสนใจให้กับเรา “บางกอกทูเดย์” ยิ่งนัก ขนาดอดรนทนไม่ไหว จึงต่อสายตรงคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม ทันที

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ ภาพยนตร์เรื่อง Patton หรือในชื่อภาษาไทย “แพ็ตตัน นายพลกระดูกเหล็ก” คือภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 7 ตัวในปี ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) นำแสดงโดย จอร์จ ซี สก็อตต์ (George C. Scott ), คาร์ล มัลเดน ฯลฯ ช่างคล้ายกับชีวิตตนเองยิ่งนัก ด้วยประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมานาน จึงอยากนำมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การงานในปัจจุบัน นั่นเอง


พปช.หนุน”จักรภพ”ยกเครื่องสื่อ - ฟื้นไอทีวี

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุแนวคิดเตรียมจัดระเบียบ พร้อมทั้งวางยุทศาสตร์สื่อภาครัฐ รวมทั้งมีแนวคิดจะฟื้นสถานีโทรทัศน์ไอทีวีว่า ในส่วนของพรรค ได้ให้เอกสิทธิ์แก่รัฐมนตรีในการตัดสินใจออกนโยบาย และแนวคิดการบริหารงานกระทรวงต่างๆ ซึ่งกรณีที่นายจักรภพ เสนอแนวคิดในการยกเครื่องสื่อ และฟื้นไอทีวี ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม ในฐานะรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านสื่อโดยตรง ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน แต่ทั้งนี้คงต้องรอดูด้วยว่า รายละเอียดของการดำเนินการ ตามแนวคิดที่นายจักรภพจะเสนอเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกรณีของทีวีสาธารณะสถานีทีพีบีเอส ถือเป็นประเด็นเรื่องละเอียดอ่อนทางสังคม ที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และต้องมีเหตุผลในการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ อีกขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังได้ออกมาเป็นกฎหมายโดย สนช. ดังนั้นหากในอนาคตหากรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายในประเด็นทีวีสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่ามีความไม่ชอบธรรม ก็ต้องผ่านกระบวนในสภา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเถียงกัน และหากสุดท้ายเสียงข้างมากในสภา เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม รัฐบาลก็มีสิทธิ์แก้ไข

โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า แม้ว่าการออกนโยบายเพื่อดำเนินการในส่วนบริหารงานต่างๆ เป็นอำนาจโดยตรงของรัฐมนตรี แต่หากเป็นประเด็นทางการเมือง ที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ก็คงต้องมาถกกันในพรรค ในรัฐบาล และในสภา หากมีมติจะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในอนาคต ทั้งนี้เชื่อว่านายจักรภพมีเจตนาดี ต่อกรณีการจัดระเบียบสื่อ และกรณีการฟื้นไอทีวี และมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่แทรกแซง หรือไปหาประโยชน์จากการเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับสื่ออย่างแน่นอน

ด้านนายจอม เพชรประดับ อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของสถานีทีไอทีวี และผู้ดำเนินรายการ ตัวจริงชัดเจน กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการ แต่ต้องถามกลับไปยังรัฐบาลว่า แนวคิดดังกล่าวของนายจักรภพ มีรายละเอียดอย่างไร จะฟื้นไอทีวี หรือช่องทีวีเสรี โดยเปิดประมูลทีวีช่องใหม่ โดยให้เอกชนเช่าดำเนินธุรกิจ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของสื่อ โดยใช้รูปแบบเดิมเหมือนไอทีวีในยุคแรก แต่เห็นว่าในส่วนของทีวีสาธารณะ (ทีพีบีเอส) ที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ และกำลังจะเกิดขึ้นนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของทีวีสาธารณะ ที่จะต้องมีความโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงจากการเมือง โดยรัฐบาลควรทำหน้าที่เพียงให้การสนับสนุน และสอดส่องในส่วนของบุคคลที่จะเข้ามาบริหารสถานีทีพีบีเอส ให้มีความชอบธรรม มากกว่าที่จะเข้ามารื้อแก้ไขกฎหมาย และฟื้นสถานีไอทีวี

“เราไม่เห็นด้วยหากจะมีการฟื้นไอทีวี โดยเข้าไปแก้กฎหมาย หรือกระทำการอะไรที่เป็นไปในเชิงหวัง จะใช้ไอทีวีมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะขณะเดียวกันการฟื้นไอทีวี ก็เท่ากับเป็นการไปอุ้มผู้ถือหุ้นเอกชน ที่เคยเป็นเจ้าของไอทีวีเดิม มากกว่าเข้ามาแก้ปัญหาในวงการสื่อ " นายจอมระบุ

เขาบอกว่า เรื่องความขัดแย้งของสื่อ การเลือกข้างที่รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างตอนนี้ เรามองว่าส่วนนี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่สื่อจะแก้ปัญหากันเอง แต่ถ้าอนาคตรัฐบาลต้องการสร้างทีวีเสรีช่องใหม่ เปิดประมูลช่องให้เอกชนดำเนินการ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้คนทำสื่อ เข้ามาทำงานในทีวีที่มีรูปแบบคล้ายไอทีวีเดิม เป็นสื่อเสรีไม่เลือกข้างจริงๆ และที่สำคัญไม่ได้ไปแตะต้องทีวีสาธารณะ คือปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ตรงนี้เราเห็นด้วย เพราะไม่ได้ยึดติดชื่อของไอทีวี

" สุดท้ายหากรัฐบาลจะเอาชื่อของเราไปอ้าง แล้วสรุปว่าเราเป็นเหยื่อของการเลือกข้างของสื่อ แล้วเข้ามาใช้ความเป็นไอทีวี เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก พวกเราก็จะไม่เดินเข้าไปร่วมด้วย เพราะที่ผ่านเราเจ็บปวดมามาก ไอทีวีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้มีอำนาจ ดังนั้นหากรัฐบาลเข้ามา แล้วหวังผลทางการเมืองจากนโยบายนี้อีก หรือทำให้ประชาชนผู้ชมยังเชื่อมโยงติดกับภาพของกพรรคพลังประชาชน ภาพของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งภาพการเข้ามาเช็คบิล ล้างแค้น ตรงนี้หาล้างภาพไม่ออก ผลเสียจะตกกับทั้งประชาชน พนักงาน คนข่าวที่อาจได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมน้อยลง “อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของสถานีทีไอทีวีกล่าว

NGOจวกยับรัฐย้อนยุคผูกขาดสื่อ จี้รีบจัดสรรคลื่นความถี่

นายจอน อึ้งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวถึงนโยบายจัดระเบียบสื่อของรัฐบาล ว่า คำพูดของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่าจะจัดระเบียบให้สื่อเสนอข่าวเป็นกลางนั้น ถือว่าอันตรายมาก เพราะหมายถึงความต้องการที่จะให้สื่อเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการหมดหลักประกันเสรีภาพของสื่อ เพราะจะถูกแทรกแซงโดยรัฐ ทำให้ประชาชนหมดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวอย่างรอบด้าน

" กรณีที่นายกรัฐมนตรีมีรายการวิทยุ หรือโทรทัศน์เป็นของตัวเอง เพื่อสื่อสารกับประชาชนด้านเดียวนั้น ไม่มีประเทศประชาธิปไตยเขาทำกัน ส่วนใหญ่ที่มีคือ หากนายกฯได้พูด ถัดมาวันรุ่งขึ้นผู้นำฝ่ายค้านต้องมีโอกาสได้พูดด้วยเช่นกัน เพื่อความเสมอภาค " นายจอนระบุและว่า สิ่งที่รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดออกมานั้น ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังย้อนกลับไปสู่ยุคที่สื่อไม่มีเสรีภาพ รัฐบาลจะจัดการทุกอย่าง โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และวิทยุ หากอยู่ในการควบคุมของรัฐถือเป็นความเลวร้ายมาก ความคิดเช่นนี้ไม่ควรออกมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำกับสื่อคือ ให้อิสระอย่างเต็มที่ และตั้งคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับภาคส่วนต่างๆของสังคมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากกว่าจะส่งสัญญาณควบคุมเช่นนี้

นายจอน กล่าวว่า สำหรับกรณีของโทรทัศน์สาธารณะนั้น หากยังดำเนินไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ พ.ศ.2550 ก็มีโอกาสที่เป็นอิสระ แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ รัฐบาลอาจจะแก้ไขกฎหมายเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้ามาจัดการเอง ทั้งนี้เห็นว่าการที่รัฐมีกรมประชาสัมพันธ์เป็นกระบอกเสียงก็น่าจะเพียงพอแล้ว โดยอาจจะมีวิทยุอีก 2-3 คลื่น ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล นอกนั้นควรกระจายไปสู่สาธารณะ เอกชน ชุมชน หรือองค์กรที่ทำงานเพื่อการกุศล

สนช.สายสื่อ เตือนรัฐบาลทวงไอทีวี ขัดกม.

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปฎิบัติหน้าที่ส.ว. กล่าวถึงนโยบายการจัดระเบียบสื่อของรัฐบาล ว่า ไม่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ที่รัฐบาลนี้จะเริ่มต้นด้วยการจัดการสื่อ เป็นไปตามที่เคยสันนิษฐานไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการทวงคืนไอทีวี ให้กลับไปเป็นของเจ้าของเดิม เป็นความตั้งใจของรัฐบาลนี้ แต่ขอเตือนว่าการจะดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากขณะนี้สถานีไอทีวี ไม่ใช่คู่สัมปทานของรัฐอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ไม่จ่ายค่าสัมปทาน และกฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้ ก็ไม่ให้อำนาจการเมือง หรืออำนาจทุนเข้ามา

ครอบงำสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ คือรีบดำเนินการตามพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ ที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรี สรรหาคณะกรรมการถาวรของโทรทัศน์สาธารณะจำนวน 9 คน ขึ้นมาเพื่อดำเนินการโทรทัศน์สาธารณะ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

“นายสมัคร เคยยืนยันว่าจะไม่มีปัญหากับสื่อ ดังนั้นลูกทีมทุกคนก็ควรจะมีท่าทีเดียวกันไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่า มีพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ ไม่มีความน่าเชื่อถือ”นายสมชายระบุ

"จักรภพ"ชง ตั้ง คก.คุม TPBS ยกเครื่องสื่อฟื้นไอทีวี

กำหนดสเป็ค 4 ข้อ อ้างดีแต่ชื่อที่มาไม่โปร่งใส สื่อสยบยอมอำนาจนอกระบบทำให้เสนอข่าวไม่สมดุล พปช.หนุนไอเดียยกเครื่องสื่อ อ้างมีสิทธิ์แก้กฏหมายหากเสียงข้างมากเห็นชอบ ด้าน"จอน"โวยรัฐย้อนยุค ไม่น่าเชื่อความคิดรัฐบาลเลือกตั้งจากประชาชน หวั่น"นอมินีแม้ว"ลักไก่แก้ กม.ทีพีบีเอส ปล้นทีวีสาธารณะ

ทำเนียบรัฐบาล นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่จะเข้ามาจัดระเบียบสื่อว่า จะไม่มีการจัดระเบียบแต่มีการจัดระบบ เพราะสื่อของรัฐมีการออกนอกระบบไม่เคารพสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำตัวเป็นนายหน้านอกระบอบประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ต้องมีการจัดระบบและการจัดระบบนั้นเป็นไปอย่างเปิดเผย โจ่งแจ้ง และจะบอกล่วงหน้าว่าทำอะไร รัฐบาลทุกชุดต้องการจะเป็นขวัญใจประชาชนและสื่อมวลชนทั้งนั้น แต่เรื่องไหนจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ไม่มีวาระอะไรที่จะต้องมาเสแสร้งเอาใจในเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ทุกเรื่องสามารถพูดจากันอย่างตรงไปตรงมาได้ และหากไม่เห็นด้วยก็สามารถวิจารณ์ได้ตามสิทธิ์

เมื่อถามว่าที่ระบุว่าสื่อทำตัวเป็นนายหน้านอกระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร นายจักรภพ กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่ามีการเสนอความคิดไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยไม่มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งด้วย เช่นมีการนำเสนอความคิดว่าระบอบประชาธิปไตยมีข้อสงสัยหรือไม่ ก็นำเสนอด้านเดียวจนชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์หรือเสียงข้างมากอาจจะนำมาซึ่งความไม่ดี โดยไม่อธิบายหลักการระบอบประชาธิปไตยประกอบ แต่เรื่องทั้งหมดนี้คงไม่ทำกันหากประชาชนทั้งประเทศไม่เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าสื่อตอนนี้มีปัญหาอะไรจึงต้องมีการปรับระบบของสื่อใหม่ทั้งหมด นายจักรภพ กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่สมดุล จึงทำให้เห็นว่าคนดูเว็บไซต์มากขึ้นแต่อ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับสื่อคือมีการสยบยอมต่อำนาจนอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าของกิจการ ซึ่งการปรับดังกล่าวก็เป็นเรื่องการปรับสมดุล โดยรัฐจะไม่ได้เป็นผู้สร้างสมดุลเองแต่จะให้กลุ่มบุคคลเข้ามาปรับดุล

“ในฐานะที่ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ผมจะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่อที่จะบอกว่าเราจะทำอะไรเพื่ออะไรและนำไปสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และองค์กรต่างๆจะเห็นอย่างไร เป็นอย่างไร ขณะนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำกันไป แต่ขอให้สื่อมวลชนภาครัฐได้นึกถึงบทบาทของตัวเองว่าแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกันไป อสมท.เป็นบริษัทของรัฐที่อยู่ในตลอดหลักทรัพย์ กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง ทีพีบีเอสเป็นการแก้ไขปัญหาจากไอทีวี ปัญหาทีวีดาวเทียมมีคนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งฝ่ายที่เห็นตรงกันและเห็นไม่ตรงกัน วิทยุชุมชน ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นดาบสองคม มีประโยชน์มาก็มีโทษมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการจัดระบบทั้งสิ้น และจะทำด้วยความรวดเร็วไม่รอเวลา” นายจักรภพ กล่าว

เมื่อถามว่ามีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายทีวีสาธารณะหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า บอกได้เพียงหลักการว่าทีวีสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็นของเมืองไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีการที่นำมาสู่จุดนี้จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายต้องถูกต้องด้วยและสิ่งที่จะประเมินทีพีบีเอสคือวิธีการที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ถูกต้องหรือไม่ การมีทีวีสาธารณะเป็นสิ่งดีงาม เพราะประเทศที่เขามีเขาจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เช่นสหรัฐที่เป็นต้นแบบ เพราะเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นการพัฒนาคน สร้างผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ไม่หวังกำไร ผลิตคนเชิงอุดมการณ์ที่อยากทำงานที่ดีมีคุณค่าสูงต่อสังคม และไม่เห็นแก่ธุรกิจจนเกินไป ดังนั้นรัฐบาลเห็นด้วยกับการมีทีพีบีเอสหรือการมีโทรทัศน์สาธารณะ แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับที่มา สำหรับวิธีการที่จะดำเนินการนั้นยังเร็วเกินไปที่จะพูดเพราะทีพีบีเอสก็เป็นมติครม.จะเปลี่ยนแปลงอะไรนั้นก็ต้องศึกษาแต่ใช้ระยะเวลาที่รวดเร็วและมีมาตรการออกมาว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าน่าจะได้เห็นไม่เกินสองเดือนนี้

ผู้สื่อข่าวถามไม่กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือ นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่กลัว เพราะไม่เช่นนั้นจะมาตรงนี้ทำไม ตนมาทำงานในหน้าที่นี้เพราะต้องทำในสิ่งที่เชื่อว่าถูกถ้าจะถนอมตัวเองคงหาทางไปที่อื่น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพอใจในทีพีบีเอสระดับหนึ่งเพราะชื่อดี ตนไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะมาบอกว่าพอใจหรือไม่พอใจเป็นเพียงคนที่มาทำหน้าที่แทนประชาชนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ทบทวนถึงวิธีการเช่น การคัดเลือกเก็บคนส่วนหนึ่งไว้อีกส่วนเอาออก การตั้งมาตรฐานสื่อมวลชนที่ดีหรือส่วนที่ไม่ดีตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสงสัยและเป็นเรื่องที่ต้องประเมินผล

นายจักรภพ กล่าวว่า ทีวีสาธารณะมีหลักว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวในรายละเอียดจนเกินไป แต่อย่างที่ตนบอกแล้วว่าการนำมาสู่ทีพีบีเอสมีวิธีการที่แปลกๆ แต่ถ้าทำถูกก็อาจจะไม่ต้องไปแตะต้อง รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เป็นทีวีสาธารณะจริงๆไม่ใช่เป็นทีวีสาธารณะอันเป็นสมบัติส่วนตัวของใคร

เมื่อถามว่า แต่ทีพีบีเอสก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง นายจักรภพ กล่าวว่า ตนแน่ใจว่าการรับงบประมาณจากใครก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทาสคนนั้น การที่รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเป็นไปเพื่อวัตุประสงค์กลางก็ได้ เหมือนเอาเงินรัฐบาลไปสร้างสวนสาธารณะ ไม่ใช่ว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่จำเป็นว่าข้าราชการมีสิทธิที่เข้าไปเที่ยวก่อนใครเพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐบาลเป็นเพียงคณะบริหารชั่วคราวที่จะรักษาเงินรักษาสิทธิของประชาชน

นายจักรภพ กล่าวว่า ตนจะเข้าไปดูแลปัญหาวิทยุชุมชนด้วย เนื่องจากได้รับร้องเรียนอย่างมากว่าสร้างความรำคาญ อีกทั้งยังมีหลากหลายเป็นอย่างมาก บางแห่งละเมิดสิทธิผู้อื่น แต่ขณะนี้สิ่งเหล่านี้อยู่ในถังเดียวกันคงจะใช้วิธีหรือสูตรเดียวกันไม่ได้ เมื่อไม่มีกรอบย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย ซึ่งตนจะเข้าไปดู

นายจักรภพ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช.) ที่ล่าช้านั้นรัฐบาลทุกชุดพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเร็ว แต่เมื่อเข้ามากรมประชาสัมพันธ์ก็จะแจ้งรัฐมนตรีที่ดูแลว่าทุกอย่างรอ กสช.แต่ปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งในวงการสื่อด้วยกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้นตนก็จะดูแลเรื่องนี้เพราะการผลักดันให้เกิดกสช.เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องผลักดัน โดยทั้งหมดจะมีการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขึ้นมาดูแลในแต่ละเรื่องแยกย้ายกันไปบางชุดเป็นกรรมการศึกษา บางชุดเป็นกรรมการเพื่อเสนอนโยบายหรือบางชุดจะเป็นคณะกรรมการประเมินผลเพื่อให้ตนได้ตัดสินใจในทันที

เมื่อถามถึงคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดกรอบของทีวีสาธารณะ นายจักรภพ กล่าวว่า ตนคิดว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ 1.พยายามที่จะหาคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านสื่อซึ่งไม่ใช่เก่งแต่เรื่องทฤษฎีแต่ต้องเก่งในเรื่องปฏิบัติด้วย 2.ไม่อยู่ในสมรภูมิที่มีความขัดแย้งทางการเมือง 3.มีความรู้ทางด้านวิชาการ และ 4.มีวิสัยทัศน์ในทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพิจารณาตั้งทีวีสาธารณะช่องที่ 2 หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ทางเลือกทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แต่เราก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย ว่าเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อถามต่อว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีพีบีเอสแล้วเกิดกระแสต่อต้านจะทำอย่างไร นายจักรภพ กล่าวว่า การเข้าไปทำเช่นนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ต้องดูกันที่เจตนา และต้องดูผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวว่าตนทำไปเพราะเหตุใด

เมื่อถามต่อว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำหนดกรอบของทีวีสาธารณะใหม่จะทำให้การเดินหน้าของทีพีบีเอสต้องหยุดลงหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปไม่ต้องหยุดอะไร ทุกคนก็ทำกันตามหน้าที่


'จักรภพ' สื่ออย่าทําตัวนายหน้าปชต. ต้องถูกตรวจสอบด้วย

รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรับผืดชอบดูแลสื่อรัฐฯ ระบุอย่าทําตัวเป็นนายหน้าประชาธิปไตย ประกาศชัดยกเลิกวาระซ่อนเร้น เป้าหมายตรวจสอบตรงไปตรงมาวิจารณ์กลับได้ด้วยเหตุผล
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่จะเข้ามาจัดระเบียบสื่อว่า จะไม่มีการจัดระเบียบแต่มีการจัดระบบ เพราะสื่อของรัฐมีการออกนอกระบบไม่เคารพสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำตัวเป็นนายหน้านอกระบอบประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ต้องมีการจัดระบบและการจัดระบบนั้นเป็นไปอย่างเปิดเผย โจ่งแจ้ง และจะบอกล่วงหน้าว่าทำอะไร รัฐบาลทุกชุดต้องการจะเป็นขวัญใจประชาชนและสื่อมวลชนทั้งนั้น แต่เรื่องไหนจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ไม่มีวาระอะไรที่จะต้องมาเสแสร้งเอาใจในเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ทุกเรื่องสามารถพูดจากันอย่างตรงไปตรงมาได้ และหากไม่เห็นด้วยก็สามารถวิจารณ์ได้ตามสิทธิ์
เมื่อถามว่าที่ระบุว่าสื่อทำตัวเป็นนายหน้านอกระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร นายจักรภพ กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่ามีการเสนอความคิดไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยไม่มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งด้วย เช่นมีการนำเสนอความคิดว่าระบอบประชาธิปไตยมีข้อสงสัยหรือไม่ ก็นำเสนอด้านเดียวจนชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์หรือเสียงข้างมากอาจจะนำมาซึ่งความไม่ดี โดยไม่อธิบายหลักการระบอบประชาธิปไตยประกอบ แต่เรื่องทั้งหมดนี้คงไม่ทำกันหากประชาชนทั้งประเทศไม่เห็นด้วย


ไทย-บาห์เรนกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

กรุงเทพฯ 8 ก.พ.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.พ.) เวลา 12.45 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เชคคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัลคอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน พบปะหารือกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีถวายพระกระยาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติ ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล


นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน มีรับสั่งเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบาห์เรนกับไทย ที่ต้องการให้ดำเนินต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และต้องการให้มีเที่ยวบิน บินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-บาห์เรนอีกครั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ทูลว่า ประเทศไทยมีความเห็นตรงกันที่จะมีการเพิ่มความสัมพันธ์ รวมถึงการอบรมพยาบาลทั้งชายและหญิง จำนวน 3,000 คน เน้นหนักที่คนไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และชาย-หญิงมุสลิมก่อน โดยพยาบาลเหล่านี้จะเดินทางไปทำงานในโรงพยาบาลของบาห์เรน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยเยือนบาห์เรนด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-08 19:29:48

นายกฯสั่งรมต.เร่งแจง บช.ทรัพย์สินใน 90 วัน

นายกฯ สั่ง ครม.เร่งแจงบัญชีทรัพย์สินภายใน 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญ ลั่นแจงนโยบายสภาก่อน 20 กุมภาพันธ์

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ครม.วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ ครม.รีบแจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญภายใน 90 วัน พร้อมกับได้กำหนดไว้ว่า จะแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาภายในวันที่ 20 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ นายจักรภพ ได้กล่าวว่า ทางรัฐบาลไม่ได้จะจัดระเบียบสื่อทั้งหมด แต่จะจัดระบบเฉพาะสื่อของรัฐ ที่นำเสนอข่าวสารที่ไม่เป็นกลางเท่านั้น


Friday, February 8, 2008

มาเฟียอ.ต.ก.หนาว สมศักดิ์สั่งรื้อค่าเช่า [8 ก.พ. 51 - 18:04]

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันนี้ (8 ก.พ.) ได้หารือกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงนโยบายการแก้ปัญหาการเช่าพื้นที่ขายสินค้าขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่ได้ปรับราคาเพิ่มจากเดิมระยะสัญญา 10 ปี ในราคา 6 ล้านบาท มาเป็น 34 ล้านบาทในปัจจุบัน

"หากนิ่งเฉยอีก 10 ปีข้างหน้า มีการต่อสัญญาเกิดขึ้นจะส่งผลให้สัญญาสูงถึง 54 ล้านบาทได้ โดยผู้ที่จะได้รับความเสียหายสูงสุด คือ ประชาชนที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวและว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจมีระบบมาเฟียมาทำให้ราคาค่าเช่าแพงขึ้น จึงต้องเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ โดยต้องเข้าไปจัดระเบียบตลาด อ.ต.ก.ใหม่ทั้งหมด ขณะที่ราคาจำหน่ายสินค้าในตลาด อ.ต.ก.ต้องประสานกรมการค้าภายใน เพื่อคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงมากเกิน


สัก ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทยสู้คดี เป็นเรื่องที่ดี

คตส. 8 ก.พ. - นายสัก กอแสงเรือง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศไทยเร็วกว่ากำหนด เพื่อสู้คดี ว่า ถ้ามาแล้วขึ้นศาลเพื่อสู้คดี ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยคดีของ คตส.จะไม่ค้างนานเกินไป แต่เมื่อกลับมา ต้องอยู่ที่ศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร คตส.ไม่เกี่ยว


“ไม่รู้สึกหวั่น แต่ยังทำหน้าที่ไหว ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ทุกคดีที่ขึ้นศาล คตส.จะมอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดี เพื่อนำมารายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม คตส.” นายสัก กล่าว

นายสัก กล่าวอีกว่า ขณะนี้คดีของ คตส.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล คือ คดีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นนัดสุดท้ายที่ศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย จากนั้นศาลจะนัดฟังคำพิพากษาตัดสินคดีต่อไป

เมื่อถามว่าเกรงจะมีการเช็กบิล คตส.หรือไม่ นายสัก กล่าวว่า จะมีการเช็คบิลมากกว่านี้อีกหรือ เพราะที่ผ่านมา ก็ฟ้อง คตส.ไปแล้ว 18 คดี.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-08 18:16:22

สิทธิประโยชน์ของ ฯพณฯ

ปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะเท่ากับ 480 คน ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะมีจำนวน 150 คน รวมกันก็ 630 คน

คำถามที่คนอยากรู้คือผู้ทรงเกียรติได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง ในช่วง 4 ปี สำหรับ ส.ส.และ 6 ปีสำหรับ ส.ว. คำตอบคือสิทธิ ประโยชน์ด้านหลักๆ มี 8 ด้าน ดังนี้

1.อัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม 2.ผู้ช่วยดำเนินงานของ ส.ส. 3.ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. 4.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร 5.ค่าใช้จ่ายในการ เดินทางไปราชการต่างประเทศ

6.การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 7.เบี้ยประชุมของกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ 8.การประกันสุขภาพของสมาชิกรัฐสภา และ 9.การจ่ายเงินสงเคราะห์อดีต ส.ส.ถึงแก่กรรม

โดยเฉพาะอัตราเงินประจำตำแหน่งและ เงินเพิ่ม เมื่อเป็น ส.ส.ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็ปาเข้าไปแสนกว่าบาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ส.ส. 1 คน ยังสามารถหาผู้ช่วยเพื่อมาดำเนินงานได้ 5 คน โดยจะได้รับค่าตอบแทนจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนละ 10,000 บาทต่อเดือน

และ ส.ส. 1 คน ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัวได้อีก 1 คน โดยจะได้รับค่าตอบแทนจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน เดือนละ 20,000 บาท

สำหรับกรณี ส.ส.ที่เดินทางไปราชการ ในราชอาณาจักรก็ยังมีค่าตอบแทนให้อีก นับตั้งแต่ค่าเดินทางมาประชุม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา หรือพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภา ค่าใช้จ่ายใน การเดินทางมาประชุมของกรรมาธิการ

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ได้แก่ 1.เบี้ยเลี้ยงเดินทาง 2.ค่าเช่าที่พัก 3.ค่าพาหนะ 4.ค่ารับรอง 5.ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องในการเดินทางไปราชการ

หากเดินทางไปราชการต่างประเทศก็ยังมีค่าตอบแทนให้ ได้แก่ 1.เบี้ยเลี้ยงเดินทาง 2.ค่าเช่าที่พัก 3.ค่าพาหนะ 4.ค่ารับรอง 5.ค่าของขวัญ 6.ค่าเครื่องแต่งกาย และ 7.ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องในการเดินทางไปราชการ

ประเด็นก็คือถ้าบรรดา ฯพณฯ ทำหน้าที่อย่างเต็มเวลา ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย ก็น่าจะคุ้ม แต่ถ้า ฯพณฯ เอาแต่โดดประชุม (โดดร่ม) ประชาชนคือผู้เสียประโยชน์


เปิดตัว "ดาวสภา" สุดสวย "ยิ้ม" วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

หลายปีก่อน "จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์" ถือว่าผูกขาดเป็นเพชรเลอค่าให้แก่สภาหินอ่อนมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนกระทั่ง "เอ๋" ปารีณา (ไกรคุปต์) ปาจรียางกูร ที่พกพาความสวยระดับนางงาม จากเวทีประกวดนางสาวไทยปี 2546 เข้ามาแทนก่อนที่เธอจะตัดสินใจสละโสดไปเมื่อปีที่แล้ว

วันนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องมาที่ "ยิ้ม" วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เขต 2 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ลูกสาวคนสวยเพียงคนเดียวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิก บ้านเลขที่ 111

ที่รับรองได้ว่าเรื่องความสวยความน่ารัก ในรัฐสภาวินาทีนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีมากเท่าเธอ

"ยิ้ม" ในวัย 26 ปี เฉียดฉิวที่จะเป็น ส.ส.หญิงที่อายุน้อยที่สุด เพราะเธอเกิดก่อน "เชียร์" ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.หญิงอายุน้อยที่สุดเพียง 7 วันเท่านั้น

"ยิ้ม" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เธอเป็น "คนเหนือ" โดยกำเนิด เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนศิริมาศเทวี อ.พาน จ.เชียงราย ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี

เรียนต่อมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนจะโอนหน่วยกิตไปจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอลลองกอง (WOLLON GONG) ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย (NORTHUMBRIA) เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ

"เพราะคุณพ่อเล่นการเมืองมา 9 สมัย เป็นเวลากว่า 20 ปี ทำให้ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นคุณพ่อลุยน้ำท่วม แจกของ พบปะประชาชน จึงมีความฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าโตขึ้นมาอยากเป็น ส.ส. แม้กระทั่งอาจารย์ที่สอนมาก็ยังตกใจว่าทำไมถึงอยากเป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่คนอื่นอยากเป็นครู อยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล แต่ยิ้มอยากเป็นนักการเมือง"

ยิ้มเล่าว่า ครอบครัวของเธอนอกจากคุณพ่อ จะเป็น ส.ส.แล้ว คุณแม่ยังเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และคุณอา (นายวิสิษฐ์) เป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

"ช่วงที่เรียนอยู่เอแบคอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะคิดว่าหากวันหนึ่งไม่ได้เป็นนักการเมือง ก็ยังเป็นนักธุรกิจได้ ครอบครัวกับการผลักดันความฝันนั้นไม่มีเลย โดยเฉพาะคุณแม่ อากง อาม่า เองก็บอกว่าไม่สนุกอย่างที่คิดนะ เหมือน เราถูกกดดันทั้งๆ ที่เป็นคนร้องไห้ยาก แต่ครั้งนั้นที่ทุกคนในครอบครัวกดดันทำให้ยิ้มร้องไห้เลย"

"สายตาพ่อแม่คิดว่าเรายังเป็นเด็ก แล้วจะ ต้องเจอความกดดันเยอะจากรอบข้าง ท่านเลย คิดว่ายิ้มคงยังไม่พร้อม นี่ยิ้มก็เพิ่งจะรู้ว่าต้องลงสมัคร ส.ส.แทนคุณพ่อในวินาทีสุดท้ายประมาณ 2 เดือน ซึ่งก็ได้ไปลาออกจากงานการตลาดของรถมินิคูเปอร์แล้วมาลงสมัคร ส.ส."

"ก็บอกพี่น้องประชาชนตอนที่ยิ้มไปหาเสียงว่าเป็นลูกสาวคุณพ่อ จะเข้ามาสานงานต่างๆ ที่คุณพ่อทำค้างไว้ เราพร้อมทั้งวัยวุฒิ อาจจะดู ตัวเล็ก เน้นหาเสียงกับเด็กๆ แม่บ้านและผู้สูงอายุการเป็นผู้หญิงท่าทีที่อ่อนน้อมของเราก็ช่วยได้มาก การพบปะผู้คนอาจจะถูกแขวะบ้าง ก็ทำให้เหนื่อยใจนะคะ แต่เมื่อเราเข้ามาแล้วก็อยากให้ทุกคน รักเรา สโลแกนของยิ้มคือ ถ้าเลือกยิ้มก็จะได้ทั้งครอบครัว"

ยิ้มบอกอีกว่า เธอตั้งใจจะเข้ามาทำงานด้านสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ อีกทั้งได้เรื่องภาษาก็ยังดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเรื่องการศึกษาตามชนบทที่ยิ้มย้ำว่าต้องการให้การศึกษาบ้านเรามีมาตรฐานที่มากขึ้น ทำให้การเรียนสนุกขึ้น

"ในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้ายิ้มก็จะยังอยู่ตรงนี้คะ ระหว่างนั้นก็จะทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นโดยที่เจาะแต่ละพื้นที่ว่ามีปัญหาที่เราพอจะแก้ไขให้เขาได้ เพราะเราเป็นตัวแทนเข้ามาก็ต้องหาอะไรไปพัฒนาชุมชนให้ได้"

เวลาว่างๆ ยิ้มบอกว่าชอบดูหนังมาก โดยเฉพาะการดูกับครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก หากมีเวลาก็จะไปโยนโบว์ลิ่ง และร้องคาราโอเกะ ซึ่งย้ำว่าชอบมาก

"มันเหมือนได้แหกปากนะคะ นอกจากนั้นก็คงจะไปทานข้าวกับเพื่อนๆ บ้าง" เธอกล่าวแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"ยิ้มเป็นคนไม่ค่อยซีเรียสนะคะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี ชอบที่จะหาเพื่อนใหม่ ไม่ได้เป็น คนไฮโซฯคะ ชอบกินข้าวข้างถนน เพราะยิ้มว่า มันจะอร่อยมากๆ ประมาณว่าชอบไล่หาร้านกินเลยก็ว่าได้"

ด้วยความเป็นลูกสาวแสนสวยเพียงคนเดียว ยิ้มยืนยันว่าคุณพ่อไม่หวงการที่เธอจะชอบใคร แม้ว่าเธอจะไม่บอกคุณพ่อ แต่คุณพ่อเองก็คงจะมองรู้

"คุณพ่อเลี้ยงแบบฝรั่ง ไม่ใช่ว่ามีเคอร์ฟิวส์ ต้องกลับบ้านก่อนเวลานี้นะห้ามดื่มแอลกอฮอล์นะ อะไรอย่างนั้นไม่มี"

"ยิ้มก็อยากจะขอบคุณพี่นะคะที่ให้ยิ้มเป็นดาวสภา ยิ้มก็ไม่อยากให้พี่ๆ ผิดหวัง เพราะยังไม่ได้โชว์กึ๋นอะไรเลย ถ้ายิ้มพลาดขึ้นมาก็จะมาบอกว่า อ้าว...นี่สวยแต่โง่ ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลคะ คิดว่าจะต้องเปิดตัวให้ดีหลังจากที่ได้เรียนรู้ ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ก็มีหลายๆ รูปแบบ อย่างไรก็ตามวิสาระดีต้องเปิดตัวอย่างสง่างาม"

"ยิ้มจะทำให้ดีที่สุด (เจ๊า)"


สภาติวเข้มบทบาทหน้าที่ ส.ส.ใหม่ 11 ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติให้สำนักงานพัฒนาบุคลากร ร่วมกับสำนักบริหารงานกลาง จัดโครงการสัมมนา เรื่อง “บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กับการให้บริการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ในวันที่ 11 ก.พ. 2551 เพื่อให้ ส.ส.ใหม่ มีความรู้ความเข้าใจในระบบงานรัฐสภา บทบาทหน้าที่ของ ส.ส. สิทธิประโยชน์ ค่าตอบแทน วิธีการและขั้นตอนการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ส.ส. และรับทราบเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของสำนักงานเลขาธิการฯ รวมถึงเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและมีความสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ 2551 จะจัดให้ ส.ส กรอกแบบฟอร์มการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากมีเอกสารหลักฐานพร้อม สามารถยื่นกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องและให้คำแนะนำ พร้อมเก็บรวบรวมเอกสารหลักฐานด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-08 16:34:17