ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 29, 2008

โจรคนมีสี (เสื้อ)

ข่าวใหญ่ข่าวโตประจำงวดนี้ก็ว่าได้ไม่มีใครเกินข่าว มีคนจ้องปฎิวัติ ' คนตาสีตาสาพูดปล่อยผ่านหูเข้าซ้ายทะลุขวาเป็นเรื่องขำขัน แต่เมื่อคนระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศ อีกทั้งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เอาเอกสารลับดักคอแฉตรงไปตรงมาว่ามีนายทหารเกษียณอายุราชการหารือเตรียมการล้มรัฐบาลเช่นนี้แล้ว นิ่งงงเล่นใช่ที่ ก่อนอื่นฟังคำพูดนายกฯสมัคร สุนทรเวช และรมว.กลาโหม ชี้แจงข้อมูลลับข่าวนี้กล่าวคือ

ขณะนี้ยังพบว่ามีกลุ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแนวคิดที่จะทำการปฎิวัติรัฐบาล โดยยืนยันว่าไม่วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว เพราะเชื่อว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายในยุคนี้

ยังมีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ คือยังคิดว่าปฎิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน...เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมินใครเป็นคนทำ ก็น่าจะอายบ้าง'

ประโยคถัดมานายกฯสมัคร กล่าวว่า ผมระวังตัวอยู่แล้ว ผมต้นทุนต่ำ ติดคุกติดตารางบ้างไม่เป็นไร อยู่มาตั้ง 73 ปีแล้ว เปลี่ยนที่อยู่ซะบ้าง' นายกรัฐมนตรี ระบุ

จะบอกอย่างไยดีว่าเดี๋ยวนี้บ้านเมืองของเรามันทำลายล้างด้วยระบบการขู่มขู่ชักดาบฟันกันดื้อๆ ด้วยวิธีนอกระบบ ทหารนอกคอกนอกแถวและแตกแถวบีบสร้างสถานการณ์เอาชัยชนะวิธีการใช้กำลังปฎิวัติ สุดตกขอบเหวประเทศด้อยพัฒนาเต็มแก่

บ้านเมืองเรายังล่มจมไม่พอหรืออย่างไร เวลาประกอบไปด้วยเงื่อนไขจอมโจรคนมีสี ขี่คอคนอื่นครองเมือง มีอะไรคับปาก แบ่งค่ายแบ่งฝักฝ่าย แหล่งกบดานโจรกระจอก... ซุ้มมือปืน...แก๊งอันธพาล...กลุ่มนักเลงเจ้าพ่อ...แก๊งจกชิงวิ่งราวทรัพย์...แก๊งรถซิ่ง...แก๊งอาชญกรข้ามชาติ...แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ...วิธีคิดโจรอีกสารพันที่เลือกปล้นตรงปล้นอ้อมๆ ขู่มขู่ รีดไถ วางยา ฆ่าตัดคอ นั่งยาง ช๊อตไฟฟ้า ...จดจำไม่หวั่นไม่ไหว

ยุคพ.ศ.นี้ ยังไม่หนำใจอ่อนข้อต่ออำนาจนอกกติการะบอบอำมาตยาธิไตยครอบงำ อย่างไม่ลืมหูลืมตา...เราเอาสถาบันที่คนไทยเคารพรักยิ่ง มาเป็นเครื่องมือ ด้วยการแอบอ้างจบลงตรง ความจงรักภักดี' เปลืองอย่างยิ่ง น่าอายความสมานฉัทน์จริง...ไม่ได้อยู่ในหัวคนถือปืนบางคน...สักพูดแต่ปากว่ารักชาติรักแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

ผมยิ่งมีความเชื่อประโยคที่ว่า อย่าเอาเศษโลหะบนบ่ามาหาแดก...อย่าเอาเวลาราชการมาหากิน ' มันมีมูลมากขึ้น จนยากที่จะปฎิเสธว่าไม่จริง...ขอขอบคุณคนต้นคิดที่หยิบยืม...นำมาใช้ชั่วคราวในครั้งนี้ด้วยครับ...จากใจจริง

ย่อหน้าถัดไป ขอตรวจสอบเช็คพฤติกรรม พล.อ.สนธิ ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าวีรบุรุษกู้ชาติ ข้อเท็จข้อจริงในตัวคืออะไร

1.เรื่องแรกสุดเดาไม่ยากที่เกิดสภาพหักหลังคนทำปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจแท็คทีม คมช. รายแรกคือ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตแม่ทัพภาคที่3 โดนหลอกต้มสุกวาดฝันรางวัลปฎิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ตำแหน่งผบ.ทบ.หลุดมือ ทั้งที่ลงทุนลงแรงนํากองกำลังภาคที่ 3 เข้ายึดอำนาจ แต่ฝุ่นตลบหลังกลับส่งเพื่อนไว้ใจ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เสนาธิการทหารบก นั่งผบ.ทบ. วืดรอบสอง เวลาเปลี่ยสถานการณ์เปลี่ยนมาตกที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั่งผบ.ทบ.ผิดความคาดหมาย พล.อ.สนธิ อย่างไม่ตั้งความหวังแต่แรก

2. คำพูดที่ไม่รักษาน้ำใจ นักรบร่วมเป็นร่วมตายอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.สนธิ เปิดไต๋ว่าการปฎิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษคนที่คิดแผนการปฎิวัติ มีแค่ตัวเขากับลูกน้องยศพ.อ.สองคนเท่านั้นเองวางแผนยึดอำนาจ...ความตอแหลข้อนี้ พล.ท.สพรั่ง ย่อมกลืนเลือดรู้ดีที่สุด

3. พล.อ.สนธิ หาเพื่อนเกาะหาเกราะกำบังชนิดพูดจาหว่านล้อมนักรบราชินีอย่าง พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ตีสนิท เพราะท่านพล.ท.ประยุทธ์ คือทหารเสือราชินีที่ได้รับไว้วางพระราชหฤทัยเชื่อใจอย่างสูง นี่คือความชาญฉลาดยุทธวิธีลับ ลวง พราง อีกชั้น พูดง่ายเข้าได้นักรบทหารเสือราชินีมาเป็นตัวประกัน เพื่อความปลอดภัยอีกระดับหนึ่งนั่นเอง

4. เป็นที่ร่ำลือหนาหูว่าสมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี การจัดซื้อจัดข้างอาวุธยุทโทปกรณ์มีคอมมิชั่นของพวกพ้องเป็นล่ำเป็นสันรวยเละ ถึงขนาดลูกน้องเก่าเก็บจาระไนเทคนิคว่า พล.อ.สนธิ มักสอนให้เข้าหานักการเมือง เพื่อมิให้ตัดงบประมาณทหารและเสนอผ่านรวดเดียวเสมอ

5. ลูกน้องคนสนิทที่ส่งตัวไปดูแลงบประมาณทหารทางภาคใต้ ก็คือ พล.ท.องค์กร ทองประสม อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ดูแลจัดสรรงบประมาณทหารการข่าวว่าเป็นมือทองที่สร้างรายได้เงินทองสร้างความร่ำรวยพวกพ้อง ชนิดใครคาดไม่ถึง

6. ปริศนาเงียบเชียบข่าวหนาหูว่า พล.อ.สนธิ ได้ทิปบินตรงซื้ออาวุธที่ประเทศตะวันออกกลาง จำนวนมูลค่าหลายพันล้านบาท ในช่วงที่ดำรงตําแหน่งประธาน คมช.

โจรขึ้นบ้านปล้นประชาธิปไตย คนหน้าเดิมพวกอำมาตยาธิปไตย... เหยีดพรรคเหยีดพวก นั่นคือพวกที่โกงบ้านกินเมืองกินนาน... กินเนียนและกินจนเกษีญณ...ทุนนิยมสามานย์ตัวจริงเสียงจริงที่ปล้นชาติปล้นประชาชน...สัจจะรักชาติแต่ปาก...สัจจะพวกนี้มันไม่มีในหมู่โจร...หลงเชื่อและขาดศรัทธา ละไว้บนฐานเข้าใจไม่ดีพอ

ปริศนานายทหารใหญ่จนผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติ คนชื่อ พล.อ.สนธิ แจ้งทรัพย์ต่อ ปปง. จำนวน 194 ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านทำมาหาเสี้ยงชีพอะไรถึงมีเงินทองมากมายถึงเพียงนี้ นี่ยังไม่นับลูกเมียหลายคนคนเหล่านั้น...ช่างทำงานเสี้ยงชีพอะไรมา... ช่างรวยล้น คนไม่เชื่อและไม่ศรัทธายึดอำนาจเที่ยวนี้สะสมทุนนิยมสามานย์เงินสดๆ พล.อ.สนธิ.. มีไม่ต่ำกว่า 2000-3000ล้านบาท ต่อการปฎิวัติหนึ่งครั้ง...

ฝากข้อคิดนี้พิจารณาไตร่ตรองด่วน...เป็นการบ้านหน่วยงาน คตส.กล้าๆๆตรวจสองลูกพี่ใหญ่ที่แต่งตั้งมากับมือ...โดยเฉพาะนายแก้วสรร อติโพธิ ท่านพูดเสมอว่าคอมมิชชั่นกองทัพมันกี่เปอร์เซ็นต์.....รู้อยู่เต็มอก...กติกานี้ต้องอย่าสองมาตรฐาน...จัดการเลย...อย่าทำตัวเป็นละเลยฐานที่เข้าใจหาหลักฐานไม่เจอ...เจอแน่ ม.157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ...รีบตรวจสอบ...คำสรรเสริญรออยู่แค่เอื้อม...ครับ

คืนรัง

จาก hi-thaksin

ยุบพรรคเรื่องเล็ก

คอลัมน์ : เดินหน้าชน
โดย จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด

ประเด็นที่ร้อนสุดสุด แข่งกับอุณหภูมิอากาศเวลานี้เห็นจะหนีไม่พ้นปมแก้รัฐธรรมนูญ"50 ที่พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำรัฐบาลชี้ว่า หากยังคงนำโยงสู่การสั่งยุบพรรคกันง่ายๆ อาจทำให้ประเทศต้องบอบช้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงพลิกฟื้น เพราะความปั่นป่วนทางการเมืองและสุญญากาศที่เกิดขึ้น จะเท่ากับซ้ำเติมปัญหาเดิมที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

แต่ประเด็นนี้กลับถูกฝ่ายค้านรวมทั้งฝ่ายที่มีส่วนในการกำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้สวนกลับทันทีว่า เป็นข้ออ้างที่เสมือนเอาประเทศเป็นตัวประกัน!

อย่างไรก็ตาม หากฟังจาก "คนกลาง" ทั้งจากแวดวงธุรกิจและเสียงสะท้อนรวมๆ จากประชาชนทั่วไป ก็มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

เฉพาะในส่วนนักธุรกิจ แทบจะประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้ยุบพรรคเพราะหลายมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในขณะนี้อาจชะงักงันทันที แต่ก็ออกตัวว่าถ้ารีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญโดยที่เพิ่งจะใช้มาได้แค่ไม่กี่เดือน ก็อาจเกิดเหตุบานปลายจนสะเทือนภาพรวมทั้งประเทศไปได้อีกเหมือนกัน ซึ่งการไม่ฟันธงให้ชัดลงไปก็เป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเสียหายโดยตรง เว้นแต่ผลลบจะกระทบถึงตัว

ขณะที่ประเมินจากเสียงชาวบ้าน โพลล่าสุดของเอแบคโพลก็ชัดเจนว่าเกือบ 60% ของประชากรตัวอย่าง 3,425 คน เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ "เพราะอยากให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประเทศจะได้สงบสุขและการเมืองจะได้เข้มแข็งขึ้น" ขณะที่ ราว 33% ยังไม่สุกงอม เพราะเห็นว่า "มีการเบี่ยงเบนสาเหตุที่ต้องแก้ไขไปเป็นเรื่องประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเกรงจะนำไปสู่ความวุ่นวาย"

ที่น่าสนใจคือ 49.1% ของผู้เห็นด้วย ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรา ยกเว้นมาตราที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 40.4% อยากให้แก้เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และที่สำคัญ 51.7% เห็นว่ารัฐบาลควรมีแนวทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง เพราะหลายคนเป็นผู้มีศักยภาพ

ฟังดูคลับคล้ายคลับคลากับที่ นายสมัคร สุนทรเวช ออกมาให้แนวทางเมื่อเร็วๆ นี้ จนคิดเล่นๆ ว่า ดีไม่ดี พรรคพลังประชาชนที่มีศักยภาพในการทำโพลชนิดที่ไม่อาจประมาทฝีมือได้ อาจแอบลงมือสำรวจความเห็นชาวบ้านมาก่อนหน้านี้แล้ว พอเอแบคโพล (ซึ่งมักถูกมองว่าเอนเอียงมาทางซีกตรงข้ามพรรคไทยรักไทยในอดีต) ออกมาในทิศทางเดียวกัน รัฐบาลที่แรกๆ ทำท่าจะปรับแก้เฉพาะมาตรา 237 ที่โยงเรื่องยุบพรรคเท่านั้น กลับสวมวิญญาณหมูไม่กลัวน้ำร้อน เปลี่ยนมาตั้งท่ารื้อทั้งฉบับ รวมทั้งมาตรา 309 ที่คุ้มครองบรรดาองค์กรทั้งหลายที่ คมช.ตั้งขึ้นด้วย

ปัญหาคือหากคิดการใหญ่เช่นนั้น ใน 6 พรรครวมรัฐบาล โดยเฉพาะภายในพรรคพลังประชาชนเอง เวลานี้มีความเป็นเอกภาพและเข้มแข็งเพียงพอที่จะรับแรงเสียดทานจากพลังต้านที่ยังทรงอิทธิพล และไม่คิดจะยอมเลิกราง่ายๆ หรือยัง โดยเฉพาะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำท่าจะกลับมาภายในสิ้นเดือนนี้ เร็วกว่าเดิมที่กำหนดจะกลับก่อนมารายงานตัวต่อศาลวันที่ 11 เมษายน ก็แรงเสียดทานจะมีมากขึ้น จนทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงยิ่งกว่าเวลานี้

เป็นไปได้ว่า ยิ่งพลังประชาชนประกาศชัดว่าจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญยกพวง อาจทำให้บางคนเผลอแสดงเจตนารมณ์อันชัดเจนที่จ้องอยากให้ยุบพรรคเสียไวๆ เช่นที่ นายสุเมธ อุปนิสากร 1 ใน กกต. ถูกตั้งข้อสงสัยจาก "เสธ.หนั่น" ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ก็อาจยิ่งผลักให้ชาวบ้านและฝ่ายเป็นกลางหันมาเห็นใจฝ่ายที่เป็นเป้าถูกกระทำมากขึ้น

แต่ปัจจัยรูปธรรมที่จะทำให้แรงหนุนในเรื่องนี้มีมากขึ้นแน่นอนยังอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนที่เป็นเป้าหลักว่า ได้แสดงฝีไม้ลายมือและความตั้งใจในการแก้วิกฤตประเทศได้ถูกจุดแค่ไหน ภายในกรอบเวลาการแก้รัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือทันกับการนับถอยหลังสู่กระบวนการยุบพรรค หาก "ธง" ที่ตั้งไว้ยังไม่เปลี่ยน!

เพราะศรัทธาและความน่าเชื่อถือที่ประชาชนมอบให้จะเป็นเกราะกำบัง หลังจากเห็นชัดว่า แม้จะฝ่าสารพัดด่านขึ้นมากุมอำนาจรัฐอยู่ในมือแล้วก็ตาม ยังมีสิทธิที่จะเอาตัวไม่รอดจากการตั้งรับกับอำนาจนอก-เหนือรัฐ ที่ยังมีอิทธิพลล้นเหลืออยู่จริงในสังคมไทยในเวลานี้

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2-3 ยกที่ออกมา อาจเป็นไฮไลต์ของความคาดหวัง แต่ก็ดูเหมือนยังมีช่องว่างระหว่างทีมเศรษฐกิจที่ทำให้ขาดพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกประเด็น ในทิศทางที่สอดคล้องต้องกัน

ถ้าทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตั้งใจดีมีฝีมือ อย่าง รมว.คลัง และ รมว.พาณิชย์ มาจับเข่าคุยกันให้ได้ใกล้ชิดกว่านี้

ศึกยุบพรรคนั้น อาจเป็นเรื่องเล็ก

‘พปช.'เชื่อพันธมิตรฯเฉาไปเอง-โต้ปชป.ปากกล้าขาสั่นแก้รธน.

(29มีค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในวันอังคารที่จะถึงนี้ ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนจะหารือกับส.ส.กรณีที่จะเร่งนำญัตติทบทวนปัญหาบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ยื่นเสนอต่อสภาไปนานแล้วเข้ามาพิจารณาในสัปดาห์หน้า รวมทั้งให้คณะทำงานที่รับผิดชอบในส่วนของการตั้งคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำคู่ขนานกับกระบวนการของสภามาชี้แจงรายละเอียดในที่ประชุม
ส่วนกรณีที่พันธมิตรออกมาจัดการชุมนุมโจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้น โฆษกพรรคพลังประชาชน มองว่ากลุ่มพันธมิตรตีขลุมเพื่อต้องการกล่าวหาพรรคพลังประชาชนว่าหาผลประโยชน์ใส่ตัว แต่ความจริงแล้วพรรคพลังประชาชนได้ประกาศประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะมองเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย การที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้มาถึง 2-3 เดือน นั้น ถือว่านานเพียงพอแล้ว หากไม่รีบแก้ก็จะปั่นทอนต่อระบบการเมืองในประเทศยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่แปลกใจที่กลุ่มพันธมิตรออกมาค้านความพยายามจะสร้างระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้เข้มแข็งรวมทั้งไม่กังวล เพราะเชื่อว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร จะไม่ปานปลาย
"บรรยากาศการชุมนุมเมื่อคืนนี้ที่ธรรมศาสตร์จริงๆ แล้วเราไม่ควรให้ราคากลับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเชื่อว่าไม่นานก็จะเฉาไปเอง หากไม่มีคนให้ความสำคัญแต่ทั้งนี้มีความกังวลแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อนุญาติให้พันธมิตรใช้สถานที่ทุกสัปดาห์ตรงนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องตอบคำถามและรับผิดชอบ หากมีอะไรเกิดขึ้นด้วย" ร.ท.กุเทพ กล่าว
ร.ท.กุเทพ กล่าวกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า กำลังมีกลุ่มคนจ้องปฏิวัติ ว่า เข้าใจว่านายสมัคร กล่าวด้วยความห่วงใยบ้านเมือง ที่มองว่าประเทศไม่สามารถรับภาวะวิกฤติการเมืองได้อีก นายสมัครออกมาพูดเช่นนี้เพราะมองว่าไม่ควรประมาท แต่นายสมัครจะรู้ข้อมูลอย่างไรนั้นตนคงไม่ทราบ หรือหากรู้ข้อมูลจริงนายสมัครก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบอะไรชัดเจน หากฝ่ายค้านสงสัย ก็ไปยื่นกระทู้สดถามในสภาเอาเอง เพราะมีกลไกอยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าการปรับลดจำนวนกรรมการบริหารของพรรค ไม่ได้เป็นเพราะต้องการหนีถูกยุบพรรค ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นการโกหกคำโตเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรคประชาธิปัตย์จะลดจำนวนกรรมการบริหารพรรค ตรงนี้สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า กฎหมายรัฐธรรมูญ 2550 ที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร เป็นกฎหมายที่ล้อมคอกนักการเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตไว้ เพราะไม่แน่ใจว่ากรรมการบริหารพรรคของตัวเองจะมีใครทำผิดหรือไม่
"ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็รู้และไม่กล้าออกมาแก้รัฐธรรมนูญ เพราะกลัวว่าจะผิดใจกลุ่มคนที่ร่างรัฐธรรมนูญและกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งกลัวว่าจะเข้าทางพรรคพลังประชาชนเป็นพฤติกรรมที่ปากกล้าขาสั่น ทำผิดธรรมชาติ ไปแก้ปัญหาแบบไม่ถูกจุด ซึ่งต่อไปจะทำให้มีผลกระทบต่อระบบการเมืองไทยในอนาคต ที่กรรมการบริหารจะไม่ใช่ตัวจริง กลายเป็นการเมืองจอมปลอม" ร.ท.กุเทพ ระบุ

จาก hi-thaksin

‘เฉลิม'อัด‘สนธิ'โม้-ปล่อยข่าวไอ้โม่งสนใจซื้อ‘astv'500 ล้านบาท

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการติดตามการสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวานนี้ เห็นว่า ไม่มีสาระใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวการชุมนุม เป็นเพียงการสะท้อนความรู้สึกโกรธแค้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชนเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่มีการชี้แจงข้อดีข้อเสียของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์การชุมนุม ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ที่รุนแรง และยืนยันรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องส่งคนไปชุมนุมต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันรัฐบาลได้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ ตามฉันทานุมัติของประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเรียกร้อง ส่วนกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาระบุมีกลุ่มคนที่สนใจซื้อกิจการ astv ในราคา 500 ล้านบาท และขอให้ยุติการเคลื่อนไหวนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เชื่อว่านายสนธิ ไม่น่ามีค่าตัวมากขนาดนั้น ซึ่งการออกมาให้ข่าว เป็นการสร้างราคาให้แก่นายสนธิ

จาก hi-thaksin

พันธมิตรฯชุมนุมสุดวุ่นวาย เกือบปะทะเดือด กลุ่มการ์ดเพื่อปชต.

หวิดปะทะเดือด พันธมิตรฯ VS การ์ดเพื่อปชต. ตำรวจระบุมีการยั่วยุกันทั้งสองฝ่ายจนต้องเข้าเคลียร์ปัญหา และ ขู่ว่าจะใช้กำลังเข้าปราบปราม ขณะที่ "สนธิลิ้ม" ขึ้นเวทียุคนให้มาต่อสู้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อีกเหมือนเดิม คราวนี้ให้ทุกคนร่วมปฏิญาณ "ทำทุกวิถีทาง" ลั่นปลายเมษายน เปิดเวทีอีก

หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดเสวนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หัวข้อ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ของ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมล้นหอประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่มีการชุมนุมในหอประชุม บริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการชุมนุมของกลุ่มคัดค้าน จำนวนประมาณ 1,000 คน ที่มาต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า "กลุ่มการ์ดประชาธิปไตยต้านพันธมิตรป่วนเมือง" โดยมีการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ด้วยเครื่องขยายเสียง และการชุมนุมเกิดมีการกระทบกระทั่งกัน เมื่อมีคนที่เข้าร่วมชุมนุมของพันธมิตรฯ ถือป้ายข้อความล้อเลียนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาเดินป้วนเปี้ยนแถวหน้าประตูทางเข้า ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกลุ่มผู้ชุมนุม ที่อยู่ฝั่งสนามหลวง ทำให้เกิดการขว้างปาขวดน้ำ และ ลูกมะพร้าว เข้าไปบริเวณหน้าประจูทางเข้า แต่ ปาไปได้เพียงครึ่งถนนเท่านั้น จากนั้นแกนนำ ได้มีการห้ามปรามกัน

ทั้งนี้ ตำรวจได้นำแผงเหล็กมากั้นให้กลุ่มบุคคลกลุ่มดังกล่าว อยู่บนทางเท้าฝั่งตรงข้าม และให้กำลังตำรวจ 20 นายยืนรักษาการณ์รอบบริเวณ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปะทะระหว่าง 2 กลุ่ม

ด้านพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งให้กำลังตำรวจดูแลกลุ่มบุคคลกลุ่มดังกล่าว อย่างเข้มงวด และให้ตรวจค้นว่ามีการพกอาวุธมาด้วยหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ตำรวจดูแลด้วยความละมุ่นละม่อม งดใช้ความรุนแรง และได้ขอร้องทางแกนนำให้อยู่ฝั่งตรงข้ามเท่านั้น ห้ามไม่ให้มาฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเด็ดขาด

"การชุมนุมสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฏหมาย ส่วนการจัดกำลังของเจ้าหน้าที่นั้น ได้ใช้กำลังจากบก.น.1 ดูแลจุดหลัก 3 จุด บริเวรท้องสนามหลวง ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถนนพระอาทิตย์ ซึ่งเชื่อว่า เหตุการณ์จะผ่านไปได้ด้วยดี"พล.ต.ต.อำนวยกล่าว

ต่อมา พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น.เดินทางมาที่เกิดเหตุพร้อมระบุว่า เหตุที่เกิดขึ้นจากที่ต่างฝ่ายต่างยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้น แต่ในส่วนนี้ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาด และ ได้เดินออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้ามไปฝั่งที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมาชุมนุม พร้อมกับเจรจาให้เลิกการกระทำ และขอให้ทั้งหมดขึ้นไปอยู่บนทางเท้า เนื่องจากทำให้การจราจรติดขัด

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงภาพรวมการชุมนุมในค่ำวันนี้ ว่า ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งหลังสงกรานต์จะมีการหารือของ 5 แกนนำ และตัวแทนคณะทำงานทั้ง 6 คณะ ที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป รวมทั้งแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหากมีความพยายามจะดำเนินการจนรับไม่ได้ กลุ่มพันธมิตรฯ อาจกลับมาเคลื่อนไหวบนถนนอีกครั้ง

ต่อมานายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นบนเวที โดยกล่าวว่า มีคนเสนอเงินให้ 500 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เคลื่อนไหว และ มีการเสนอเงินจำนวน 1,500 ล้านบาท เพื่อขอซื้อเอเอสทีวี. แต่ได้ปฏิเสธไป เพราะ เอเอสทีวี.มีหนี้สินเยอะ

"ผมขอย้ำสัจจะว่า ที่ผ่านมา ทำไม่ดีไว้มาก ทำดีก็ไม่น้อย แต่ต่อไปนี้จะอุทิศชีวิตเพื่อบ้านเมือง ที่ผ่านมาโดนคดีหมิ่นประมาท 3 คดี ถูกตัดสินจำคุกกว่า 3 ปี แต่ไม่หวั่นไหว พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้ากรรมเก่าของตัวเองที่ก่อเอาไว้ ทำให้ต้องติดคุกก็ไม่เป็นไร และถ้าตนเองติดคุกแล้วสามารถหยุดความสามาลย์ในบ้านเมืองได้ ก็ยอม ตนเองไม่เคยโอ้อวดว่าเป็นคนกล้า แต่ได้ย้ำเสมอว่ารู้สึกกลัว แต่กลัวจนต้องกล้าแล้ว"นายสนธิ กล่าวและว่า ให้ไปชวนคนมาร่วมชุมนุมในครั้งหน้า ซึ่งจะในช่วงราวปลายเดือนเมษายน

ในช่วงสุดท้ายนายสนธิ ได้นำกล่าวปฏิญาณ "คำประกาศของประชาชนผู้พิทักษ์รักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์" โดยมีเนื้อหายุให้ไปสร้างเครือข่ายเพื่อต่อต้านรัฐบาล โดยระบุว่าจะทำทุกวิถีทาง


นายกฯชี้กลุ่มหลบหนีเข้าเมืองต้องได้รับบทเรียน

นายกฯ ระบุ สภากลาโหมถกเถียง กรณีผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ยืนยัน ต้องดำเนินคดีและหาที่อยู่ให้ผู้หลบหนีเข้าเมืองอยู่แบบไม่สบาย

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดเผยว่าในที่ประชุมสภากลาโหมวันนี้ ได้มีการถกเถียงกรณีผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดยถือเป็นภาระหน้าที่ของตำรวจ ทหาร และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในที่ประชุมได้มีข้อสรุปว่าจะมีการดำเนินคดีและหาที่อยู่ให้กับผู้หลบหนีเข้าเมือง โดยไม่ใช่ลักษณะของศูนย์พักพิง แต่เป็นการนำไปปล่อยเกาะเพื่อให้คนเหล่านี้ทราบว่ามาอยู่ที่เมืองไทยไม่ได้สบาย โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยที่ต้องจัดการ โดยยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ต้องรีบตัดออกไปก่อน โดยจะเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุด

นายกฯ ยังเปิดเผยว่างบประมาณในการดำเนินการนั้นจะมี 2 ส่วน คือ จากรัฐบาลเอง และจากองค์การข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ


น้ำลดตอผุด! ‘จตุพร’จี้กกต.แจงทุจริตเลือกตั้ง

เรื่องมาถึงบางอ้อ เมื่ออดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ หลังหอบหลักฐาน กกต.โกงเลือกตั้ง-ฮั้วพิมพ์บัตรต่อ‘ดีเอสไอ’ ด้านส.ส.พลังประชาชน ยกเป็นเรื่องที่ใหญ่สำหรับประเทศไทยที่หนีวงจรอุบาทว์กี่ชาติก็ไม่พ้น ร้องกกต.ออกมาจี้แจงรายละเอียดด่วน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ เดินทางมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกับ นายอภิชาต สุขคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในความผิดที่ปฏิบัติหน้าที่ดยมิชอบ และความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ จ้างบริษัท เอกชนพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ประธานกกต.ต้องออกมาชี้แจงเรื่องที่พล.ต.ต.เสวก ระบุว่ามีการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ถึง 2 ล้านใบ ซึ่งไม่มีเหตุผลใดๆที่จะต้องพิมพ์เกินกว่าจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งนี้ในความเป็นจริงจะหาพื้นที่ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 100 %ยากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าพิมพ์พอดีกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนมากบัตรก็จะเหลือ

“ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ กกต.ไปใช้หลักคิดสมมุติฐานอะไรถึงจะต้องพิมพ์เกินไปถึง 2 ล้านใบ จึงทำให้การโกงการเลือกตั้งล่วงหน้าที่กรุงเทพมหานครมีความเป็นไปได้ เพราะมีเวลาถึง 6-7 วัน และการสลับถุงคะแนนทำได้ไม่ยาก นี้เป็นการทุจริตที่ง่ายดายที่สุด จึงทำให้คะแนนมีความแตกต่างกัน ระหว่างการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า กับวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผมก็มาถึงบางอ้อ ถ้ากรณีนี้เป็นเรื่องจริง ”นายจตุพร กล่าวและว่า กกต.ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ได้พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจริงหรือไม่ และถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีคนเก็บหลักฐานการฉีกบัตรเลือกตั้งของจริงไว้ได้ เพราะฉะนั้นข้อเรียกร้องของพล.ต.ต.เสวก ที่ให้กกต.ชี้แจงเรื่องการฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง รวมกระทั่งจะชี้แจงอย่างละเอียด และจะนำบัตรที่ถูกโกงมาติดประจารณ์ทั่วถนนรามอินทรา ถ้าไม่มีการดำเนินการอะไร

อย่างไรก็ตามการที่พล.ต.ต.เสวกระบุว่า ได้เคยแจ้งความไปยัง สน.โคกคามมาครั้งหนึ่งแล้ว ตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นที่ยากที่ สน.จะเข้ามาสืบสวนเรื่องนี้ หน้าที่นี้จึงจะต้องให้ทาง ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบสืบสวนต่อไป เพื่อนำความกระจ่างมาส่าธารณะ นอกจากนี้ยังเป็นการสะท้อนว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งกันทั้งระบบ

“เราสงสัยผลคะแนนเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯกันมานานแล้ว เพราะว่าคะแนนวันที่ 23 ธ.ค.มันสวนทางกับวันที่ 15-16 ธ.ค.รวมทั้งผลสำรวจจากโพลล์ต่างๆโดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่งที่น่าชชชื่นชมที่อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ถึงแม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว และทางดีเอสไอ ไม่ควรที่จะให้ผู้กระทำผิดเรื่องนี้ลอยนวล เพราะว่า 2 ล้านคะแนนที่โดกงกันนั้นมันสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้”

“การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม แต่หลายพื้นที่ก็ยังมีความเคลือบแคลงใจ และก็ยังไม่มีใครเข้ามาให้ความกระจ่าง และถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงผมคิดว่า กกต.อยู่ลำบาก ทั้งหมดคือกระบวนการที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น และถ้าทางกกต.ยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนอย่างพล.ต.ต.เสวก น่าจะมีไพ่ตายหรือหลักฐานเด็ดๆอยู่ในมือเพื่อเอาโทษคนทำผิดครั้งนี้ให้ได้ เพราะถ้าครั้งนี้ไม่มีการชำระสะสาง ต่อไปมีการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยังจะมีระบบแบบนี้อยู่อีกแน่นอน”ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวย้ำ

แก้รธน.โจรให้มากที่สุด

นายจตุพร กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะทำการชุมนุมในเย็นวันนี้(28 มี.ค.)ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยแกนนำได้ระบุว่ารัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อตนเอง ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทางพรรคพลังประชาชนได้ประกาศไปกับประชาชนเมื่อครั้งที่ออกหาเสียงแล้วว่า ภารกิจหลักๆก็คือ เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วต้องเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เผด็จการ เป็นคนร่าง และที่พันธมิตรฯ บอกว่า ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพราะต้องการไปยกเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่รัฐ(คตส.) เรื่องนี้ตนเห็นว่าไม่จริง เพราะว่า คตส.มีอายุการทำงานอีกแค่ 3 เดือนเท่านั้นก็จะหมดวาระ อย่างไรก็ตามยังไม่มีบทสรุปว่าจะทำการแก้ไขกันกี่มาตรา ทั้งนี้ตนได้ทำการหารือกับทีมงานแล้ว นอกจากมาตรา 237 และ309 ก็ยังมีมาตราอื่นอีกที่กระทบกับพี่น้องประชาชนที่จะต้องแก้ไข

“ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งคนที่พล.อ.สนธิ แต่งตั้งขึ้นมา ก็ยังทำหน้าที่ต่อไปตามกลไกของคณะรัฐประหาร และคนที่มาจากการเลือกตั้งจะทำหน้าที่บ้าง ทำไมคุณจะเป็นจะตายขึ้นมา ทั้งนี้ไอ้พวกที่สมคบกับกลุ่มยึดอำนาจไปเปิดประตูให้คณะรัฐประหารนั่นแหละที่หน้าด้านยิ่งกล่าวคำว่าไร้ยางอายเสียอีก คงไม่มีอะไรที่น่าอายไปกว่านี้แล้ว ”

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯระบุว่า มาตรา 237 มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองทุจริตการเลือกตั้งนั้น นายจตุพร กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีไว้เพื่อทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ตังเองสู้ไม่ได้ เพราะถูกร่างมาโดยพื้นฐานของความอคติ โดยกลไกของคณะรัฐประหารเพื่อทำลายล้างพรรคพลงประชาชนให้หมดไป

กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดเวทีปราศรัยแล้ว

ม.ธรรมศาสตร์ 28 มี.ค.-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดเวทีปราศรัยแล้ว โดยนัดประชุมใหม่อีกครั้งปลายเดือน เม.ย.นี้ ขณะที่ตำรวจขอร้องให้ผู้เข้าร่วมฟังการปราศรัยออกทางประตูท่าพระจันทร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มต่อต้านที่ชุมนุมอยู่หน้ามหาวิทยา

โดยก่อนปิดเวที บรรดาแกนนำพันธมิตรทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างผลัดเปลี่ยนขึ้นพูดบนเวทีปราศรัย พร้อมกับเปิดเทปบันทึกภาพของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมเนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศ โดยเนื้อหาปฏิเสธข่าวแตกคอกับแกนนำคนอื่น ๆ และยืนยันจะอยู่ร่วมกับกลุ่มต่อไป โดยขอให้สมาชิกในทุกพื้นที่เตรียมพร้อมเคลื่อนไหว ยืนยันกลุ่มพันธมิตรฯไม่มีปัญหาส่วนตัวกับอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพียงต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างถูกต้อง โดยประกาศนัดชุมนุมอีกครั้งปลายเดือน เม.ย.นี้ ก่อนประกาศปิดเวทีเมื่อเวลา 22.00 น.เศษที่ผ่านมา แต่ตำรวจขอให้ผู้เข้าร่วมฟังการปราศรัยออกทางประตูท่าพระจันทร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มต่อต้านที่ชุมนุมอยู่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีรายงานว่าตำรวจได้ควบคุมตัวชายฉกรรจ์กลุ่มต่อต้าน ที่ขว้างปาถ่านไฟฉายและขวดน้ำใส่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ขณะไปเจรจาให้สลายการชุมนุม ไปทำประวัติที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างต่อไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-29 01:12:11

พลาดนิดเดียว [29 มี.ค. 51 - 16:37]


ไม้ขีดไฟก้านเดียวยังเผาทั้งเมืองจนวอดวาย

คนตายคนเดียว ถ้าเอาไปขยายผล ปลุกระดมประชาชน ก็จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา

เพราะคนที่ตายเป็นโต๊ะอิหม่ามอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส อยู่ในระหว่างถูกควบคุมตัว

คืออยู่ในการดูแลของทหารหน่วยเฉพาะกิจโดยตรง!!

ผลการชันสูตรศพ พบซี่โครงหักหนึ่งซี่ แสดงว่าถูกของแข็งกระแทกอย่างจัง

น่าสงสัยว่าจะถูกซ้อมระหว่างสอบปากคำ??

ล่าสุด มีการตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ 5 นาย และสั่งย้าย ผบ.หน่วย ฉก.39 ออกจากพื้นที่ชั่วคราว

ความจริง หน่วย ฉก.39 จังหวัดนราธิวาส เป็นหน่วยที่ได้รับความชมเชยอย่างมากในด้านการปฏิบัติงาน

ผลการจับกุมผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่

95 เปอร์เซ็นต์ เป็นของจริง!!

แต่ในเมื่อผู้ต้องหาไม่ยอมรับสารภาพ เมื่อครบกำหนดก็ต้องปล่อยไป ทั้งๆที่กว่าจะตามจับตัวแสบได้แต่ละตัว เจ้าหน้าที่ต้องลำบากเลือดตากระเด็น

จึงกลายเป็นความกดดันที่อยากให้โจรยอมรับสารภาพเร็วๆ

จนล้ำเส้นไปเป็นความรุนแรง??

สุดท้ายก็เกิดความเสียหายต่อภาพรวม

ข้อสำคัญ ฝ่ายตรงข้ามกำลังเอาเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นปลุกระดมพี่น้องชาวไทยมุสลิมว่า ถูกเจ้าหน้าที่ข่มเหงรังแก

สื่อมวลชนฝั่งมาเลเซียก็เอาไปขยายผลกันตรึม

องค์กรสิทธิมนุษยชนก็ออกแถลงประณามรัฐบาลไทยกันโครมๆ

ก็นี่แหละอุตส่าห์ทำดีเกือบตาย พลาดนิดเดียวเจ๊งเลย

“แม่ลูกจันทร์” ก็รู้สึกเซ็งอารมณ์ เพราะตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นต้นมา จะต้องเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึง

และทำให้กลายเป็นเรื่องบานปลาย

เช่น...กรณีที่มัสยิดกรือเซะ...ก็เกิดเพราะความบุ่มบ่ามของคนที่สั่งยิง

ถ้าใช้กำลังล้อมมัสยิดไว้ก่อน เรื่องก็จะจบได้ด้วยดี

หรือกรณีตายหมู่ 78 ศพ ที่อำเภอตากใบ ก็เกิดจากความบ้องตื้น ไม่เตรียมแผนขนส่งผู้ต้องหาให้เพียงพอ

ปล่อยให้เบียดเสียดยัดเยียดจนขาดอากาศหายใจ

พูดให้ชัดๆคือ เหตุเกิดจากความชุ่ย

ไม่ใช่เกิดจากการใช้ความรุนแรง

แต่ผลกระทบจากกรณีตากใบมันใหญ่โตมโหฬาร เพราะมีผู้ไม่หวังดีปั๊มซีดีตากใบเที่ยวแจกประชาชนเพื่อปลุกระดมให้ต่อต้านรัฐบาล

แทนที่จะช่วยดับไฟ ดันไปเติมฟืนเติมไฟให้คนไทยเกลียดชังกันเอง

แม้แต่เมื่อวานซืน ก็ยังมีนักการเมืองเอากรณี “กรือเซะ-ตากใบ” ไปอภิปรายในสภาฯ เรียกร้องให้ตั้งกรรมการสอบสวนลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกคน

ประจวบเหมาะพอดีที่เกิดกรณีโต๊ะอิหม่าม ถูกซ้อมตาย ก็กลายเป็นประเด็นปลุกระดมเพื่อดึงมวลชนให้ไปร่วมมือกับกลุ่มโจรแบ่งแยกดินแดน

เฮ้อ...เห็นแล้วก็เหนื่อยใจ

“แม่ลูกจันทร์” ขอกระชุ่น ผบ.ทบ. ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงให้สอบสวนเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน ใครที่มีส่วนในการทำความผิดต้องถูกลงโทษตามความเป็นจริง

การสอบปากคำผู้ต้องหาจากนี้ไป ห้ามเจ้าหน้าที่แตะต้องสัมผัสตัว

เจ้าหน้าที่ต้องอดทน อดกลั้น เพื่อหลีก เลี่ยงความรุนแรง

ล่าสุด...หลังจากกรณีโต๊ะอิหม่ามรือเสาะซี่โครงหักตาย ก็มีการไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าถูกเจ้าหน้าที่รุมซ้อมให้ยอมรับสารภาพอีกกว่าร้อยคดี

น่าแปลกใจว่าเหตุใดถึงเพิ่งจะมีการร้องเรียน??

เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริง...ฝ่ายความมั่นคงก็เสียรังวัดไปแล้วบานตะเกียง

ป.ล. นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เมื่อไหร่ จะลงไปสัมผัสปัญหาไฟใต้ด้วยตัวเอง??

เป็นรัฐบาลมาเกือบ 2 เดือน ทำไมยังไม่ไปซะที??

“แม่ลูกจันทร์”

สุดอัศจรรย์ ยก 'เสาเอก' [29 มี.ค. 51 - 04:16]


การดำเนินการสร้างพระเมรุ สำหรับพระพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คืบหน้าไปอีกระดับ โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. เวลา 09.00 น. รัฐบาลจัดพิธียกเสาเอกพระเมรุฯ มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนาฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะคณะกรรมการจัดงานพระพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ และคณะรัฐมนตรี ผู้แทนเหล่าทัพ ประธานศาลยุติธรรม ข้าราชการ ข้าราชบริพาร และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธี โดยเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

จากนั้น เวลา 09.45 น. พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ถือปฐมฤกษ์ ประกอบพิธีพราหมณ์ โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายก-รัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.วัฒนธรรม และนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร จุดธูปเทียนบูชาเครื่องบวงสรวง จากนั้นพระราชครูวามเทพมุนีอ่านโองการบวงสรวงอัญเชิญเทพเทวา จนกระทั่งเวลา 10.09 น. นายสมัครได้ปิดทองและผูกผ้าสีชมพูที่เสาเอกด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ชักสายสูตรยกเสายกขึ้นตั้ง พระ ราชครูวามเทพมุนีรดน้ำมนต์ ติดใบมะตูมและเจิม เสาเอกพระเมรุ สำหรับพระภิกษุสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เจ้าพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ บัณเฑาะว์ ดนตรีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ จากนั้นข้าราชการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร รำบวงสรวง โปรยข้าวตอก ดอกไม้ โดยนายสมัครถวายจตุปัจจัยไทยธรรมและภัตตาหารแด่ พระสงฆ์ 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำอุทิศกุศลแล้วจึงเสร็จพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างประกอบพิธีบวงสรวง นั้น บรรยากาศโดยรอบท้องสนามหลวงเกิดปรากฏการณ์ อัศจรรย์ เนื่องจากก่อนประกอบพิธีอากาศร้อนอบอ้าวมีแดดแรง แต่ในขณะถึงฤกษ์ยกเสาเอกพระเมรุ เวลา 10.09 น. กลับมีเมฆมาบดบังแสงแดด ทำให้แดดร่มลง รวมทั้งมีลมพัดแรงสร้างความร่มเย็น สร้างความประหลาดใจกับผู้ที่เข้าร่วมพิธีเป็นอย่างมาก ส่วนบรรยากาศบริเวณด้านนอกพิธียกเสาพระเมรุ มีประชาชนจำนวนหนึ่งมาเฝ้าดูอยู่ด้านนอกรั้วบริเวณรอบสนามหลวง บางคนพยายามขอเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมในพิธี แต่ได้รับคำปฏิเสธ โดยให้ยืนดูจากช่องรั้วรอบสนามหลวงเท่านั้น

ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นพิธีว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลการดำเนินงานจัดสร้างพระเมรุ และการบูรณะราชรถ พระยานมาศ และองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยได้กำหนดว่า การจัดสร้างพระเมรุจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาชมความวิจิตรงดงามของพระเมรุได้อย่างใกล้ชิด

ขณะที่นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า หลังจากพิธียกเสาเอกพระเมรุแล้ว ทางบริษัทผู้รับจ้างจะดำเนินการในเรื่องของโครงสร้างพระเมรุ ส่วนสำนักสถาปัตยกรรม สำนักช่างสิบหมู่ ก็จะเข้ามาดำเนินการขยายแบบ ขยายลาย ปั้นหล่อเทวดา สัตว์หิมพานต์ พร้อมกันไป เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับอาคารประกอบพระเมรุ ทางกรมศิลปากร ก็จะดำเนินการควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตาม เป้าหมายพระเมรุ จะสร้างเสร็จประมาณเดือนกันยายน ส่วนการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ จะเสร็จก่อนพระเมรุ เพราะจะต้องเตรียมการซ้อมริ้วกระบวนพระราชพิธีอย่างน้อย 1-2 ครั้ง

ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการว่า ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดพระสมัญญาถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ว่า “พระกัลยาณมิตราจารย์” ตามที่คณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการดำเนินการกำหนดพระสมัญญาเสนอ โดยพระสมัญญา “พระกัลยาณมิตราจารย์” หมายถึง พระอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรที่ประเสริฐ ล้ำเลิศด้วยคุณธรรมความเป็นครู จากนี้จะมีการนำพระสมัญญานี้เข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 1 เม.ย.นี้ทันที จากนั้นจะนำขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะมีการจัดทำพระสุพรรณบัฏต่อไป

สำหรับบรรยากาศการถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตลอดวันมี ประชาชนเดินทางมาถวายสักการะพระศพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 7,656 คน ยอดเงินถวายเข้าบัญชีทุนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ จำนวนรวม 52,430,350.65 บาท นอกจากนี้ คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย (คณะสงฆ์ญวน) นำโดย พระมหาคณานัมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่แห่งคณะสงฆ์อนัมนิกาย พร้อมพระสงฆ์อนัมนิกาย 84 รูป ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล (กงเต๊ก) ถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ซึ่งมีพิธีตั้งแต่เช้าจดค่ำ ที่ลานหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์ในการประกอบพิธีในช่วงค่ำ

ชี้ข้าวจะทะยานถึงตันละ 3 หมื่น [29 มี.ค. 51 - 04:02]


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คาดว่าในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมนำข้าวขาว 5% ในสต๊อกรัฐบาลประมาณ 300,000 ตัน จากโครงการรับจำนำข้าว เปลือกนาปีปี 2547/48 และ 2548/49 มาเปิดประมูลให้กับกลุ่มโรงสีในประเทศ เพื่อทำข้าวถุงราคาถูกขายให้ผู้บริโภค บรรเทาภาระค่าครองชีพ ภายหลังราคาข้าวภายในประเทศสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 25 บาท โดยคาดว่าจะนำข้าวถุงลอตแรกมาขายก่อนประมาณ 30,000 ตัน เพื่อบรรเทาความร้อนแรงด้านราคา

“คาดว่าราคาข้าวถุงราคาถูกจะขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 40% หรืออยู่ที่กิโลกรัมละ 11-12 บาท ซึ่งเป็นราคาทุน โดยที่ไม่คิดกำไร แม้จะมีต้นทุนด้านการปรับปรุงคุณภาพ สำหรับช่องทางจำหน่ายจะจำหน่ายผ่านทางการค้าภายในจังหวัดและหน่วยงานของรัฐที่สามารถกระจายให้ครอบคลุม ทั่วประเทศ แต่จะไม่จำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด หรือห้างสรรพสินค้าอย่างแน่นอน” นายวิรุฬกล่าว

ด้านนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เร็วๆนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้นำข้าวในสต๊อกรัฐบาลมาบรรจุถุงขายให้กับประชาชนในราคาต้นทุนรวมทั้งจะเสนอให้ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาด้วย ซึ่งหลังจากมีความชัดเจนในด้านนโยบายแล้วคาดว่าจะมีข้าวบรรจุถุงของกระทรวงพาณิชย์ ออกจำหน่ายให้กับประชาชนได้ภายใน 1 เดือนนับจากนี้ “ตอนนี้ราคาข้าวมีค่ามากกว่าทองและจะเพิ่มจากปัจจุบันอีก 2-3 เท่า จากราคาในขณะนี้ที่อยู่ในระดับตันละ 15,000 บาท จะเพิ่มเป็น 30,000 บาทในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของไทยและผู้ส่งออกที่จะสามารถทำราคาข้าวให้สูงขึ้นได้อีก จึงอยากเตือนชาวนาอย่าเพิ่งรีบขาย หรือถ้าจะขายก็ให้เลือกราคาที่ตัวเองพอใจ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องเงินทุน สัปดาห์หน้าผมกำลังจะคุยกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยเหลือในด้านเงินทุนให้กับชาวนา ส่วนพ่อค้าก็อยากจะบอกว่าอย่าไปกดราคาข้าวชาวนา เพราะราคามันโชว์อยู่ทุกวัน”

สำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องปุ๋ยมีราคาแพงนั้น ในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ยมาหารือ โดยจะขอดูต้นทุนการนำเข้า ราคาขาย ปริมาณสต๊อก เพื่อกำหนดราคาจำหน่ายให้เป็นธรรม เพราะที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนว่าราคาจำหน่ายสูงเกินไป จึงต้องเข้ามาดูแลให้ราคามีความเหมาะสม โดยในเบื้องต้น หากยังมีสต๊อกเก่า ก็ต้องขายในราคาเดิม แต่ถ้าเป็นสต๊อกใหม่ ราคาจะต้องเหมาะสมกับต้นทุน

ส่วนการจะเปิดให้มีการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ จะต้องหารือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ยภายในประเทศก่อนว่าปริมาณมีเพียงพอหรือไม่ ราคาเหมาะสมหรือไม่จึงจะมาพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าหรือไม่ เพราะหากสถานการณ์ ปุ๋ยไม่ผิดปกติ ปริมาณมีเพียงพอ ราคาไม่ปรับตัวสูงขึ้นเกินไป การนำเข้าก็จะยังไม่พิจารณา นายสมฤกษ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เห็นด้วยกับการที่กระทรวงพาณิชย์จะผลิตข้าวถุงราคาถูกออกมาจำหน่ายให้กับประชาชน และเชื่อว่าจะไม่ทำให้ตลาดข้าวถุงปั˜นป่วน แต่ไม่ สามารถตอบแทนผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ว่าเห็นด้วยกับแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์หรือไม่

ขณะที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลควรศึกษามาตรการเพื่อชะลอการส่งออกข้าวได้ แล้ว โดยอาจจะนำแนวทางกำหนดเพดานราคาส่งออกของอินเดีย หรือแนวทางการเก็บภาษีส่งออกข้าวของเวียดนามมาใช้ หรือกำหนดโควตาส่งออกข้าวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะราคาข้าวขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาก หลังจากนโยบายของกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนให้เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องชะลอการขายข้าว ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถหาซื้อข้าวในตลาดได้ จากความผันผวนของราคารุนแรง จนผู้ส่งออกลดรับออเดอร์ เพราะรับออเดอร์มากก็เสี่ยงกับการขาดทุนจากราคาที่ปรับสูงขึ้น

นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงกรณีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ทำลายนาข้าวในเขตอำเภอเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา จนเกษตรกรถึงกับยิงตัวตายนั้น ในเบื้องต้นมีพื้นที่ได้รับความเสียหายราว 5,800 ไร่ ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเชื้อราบิวเวอเรีย ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่สามารถกำจัดเพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลได้ทุกวัย เพื่อให้เกษตรกรฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเป็นการตัดวงจรการระบาดอีกทางหนึ่งด้วย และทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามและเฝ้าระวังการระบาดของแมลงศัตรูพืชในนาข้าวอย่างสม่ำเสมอ

“ลุงหมัก”คุมเกมไม่อยู่ [29 มี.ค. 51 - 01:58]


เชื่อแล้วว่า ฉุกละหุกจริงๆ ไม่ได้เตี๊ยมกันมาเลย

“ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาประสานเสียงนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะมือกฎหมายคู่ใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แตะเบรกการรื้อรัฐธรรมนูญมาตรา 309

ไม่เอาด้วยกับแนวคิดของนายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ หัวหอกทีมรื้อรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ในอันที่จะแก้ไขคำสั่งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ล็อกไว้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเปิดช่องให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถฟ้องร้องกลับองค์กรที่ คมช.ตั้งขึ้นได้

“จะให้เขาด่าทำไม มาตรา 309 เขาป้องกันพวกปฏิวัติ ก็เขาจบเรื่องไปแล้ว จะไปแก้ทำไม พอแค่พูดว่าจะแก้ เขาหัวเราะเยาะแล้ว แก้ย้อนหลังจะพูดทำไม มันเชย ขายหน้าเขา เพราะไปแก้ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับเราเลย”

เบรกกันหัวทิ่มเลย

“ลุงหมัก” ตีธงให้มุ่งรื้อมาตรา 237 เพื่อปลดล็อกคดียุบพรรคก่อนอื่นใด

แต่ที่ใส่เกียร์ห้าลุยแบบไม่ถอนคันเร่ง กลุ่ม ส.ส.อีสานในปีกของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กว่าร้อยหัว ได้นัดชุมนุมกัน ณ ฐานที่มั่นร้านอาหารบัว ศรีนครินทร์ สั่งเกณฑ์ ส.ส.ระดมรายชื่อประชาชนในพื้นที่ให้ได้เขตละ 3,000-5,000 คน

เสริมกองหนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทะลุ่มทะลวง อะไรที่เป็นแนวต้านเครือข่าย “ทักษิณ” ต้องรื้อให้ได้สถานเดียว

สวนทางปืนกับการขยับขวางลำจากกลุ่ม 51 ส.ส.อีสานพรรคพลังประชาชน ที่นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น ออกมาอ้างมติกลุ่ม ไม่เห็นด้วยกับการรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลควรแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านก่อนเป็นอันดับแรก

“ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะยังพอใจที่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต่อสู้คดี แก้ข้อกล่าวหา และพอใจการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงไม่อยากให้เร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อีกทั้งยังถูกมองว่า แก้เพื่อตัวเองหนียุบพรรค ดังนั้น ควรสนใจการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่า ส่วนคดียุบพรรคหากเกิดจริง ส.ส.ก็ยังอยู่ แต่ต้องหาสังกัดพรรคใหม่”

มามาดพระเอก เสียงหล่อมาเลย

แต่จับใจความประโยคท้ายๆที่ว่า คดียุบพรรคหากเกิดขึ้นจริง ส.ส.ก็ยังอยู่ ดูท่าก็หวังลึกๆเหมือนกัน กับเงื่อนไขยุบพรรครอบสอง พวกบิ๊กเนมโดนรวบอีกลอต

เป็นโอกาสของพวกแถวสามจ่อลุ้นรัฐมนตรี

สรุปก็คือไปกันคนละทาง เล่นกันคนละคีย์ ภายในพรรคพลังประชาชนเองก็ยังเสียงแตกในเรื่องการรื้อรัฐธรรมนูญ

ยังไม่เริ่มก็แตกคอกันเองซะแล้ว

คิวนี้ถ้าเป็นของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้ถนัดเกมลับ ลวง พราง ก็ต้องเอะใจสงสัยไว้ก่อนว่า

เป็นกลลวง แกล้งปล่อยตามธรรมชาติเพื่อลดแรงต้านภายนอก

แต่บังเอิญรายการนี้เป็นของนายกฯสมัคร จอมขวานผ่าซาก คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น

ไม่เน้นลับลมคมในกับใคร

ก็อย่างอารามดีใจที่สะท้อนออกมา กับการตัดสินใจถอยทัพของกลุ่มมหาประชาชนฯ ได้แถลงเลื่อนการชุมนุมประชันกับกลุ่มพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ในวันที่ 28 มีนาคม โดยอ้างเหตุความกังวลจะไม่สามารถควบคุมฝูงชนที่เข้าร่วมชุมนุมได้

อาจเป็นเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายตามมา

“ลุงหมัก” ปลื้มถึงขนาดฝากนักข่าวไปขอบอกขอบใจนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหอกคนสำคัญของกลุ่มมหาประชาชนฯ

ที่ยอมทำตามคำขอของนายกฯ

และหากเป็นไปตามรายงานข่าว เบื้องหลังการแตะเบรกกลุ่มมหาประชาชนฯ “ลุงหมัก” ต้องไหว้วานให้ “ลุงชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานวิปรัฐบาล พ่อของนายเนวิน ให้ไปพูดกับนายประชา ถึงจะยอมเชื่อฟังกัน

แค่ลูกกระจ๊อกในพรรค “ลุงหมัก” ยังสั่งไม่ได้เลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ถึง..คตส.


อะไรคือความเป็นกลาง
อะไรคือความยุติธรรม
อะไรคือหน้าที่
3 คำถามข้างบนนี้..คือ คำถามที่ถามมายัง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หมายเลข 1 แห่ง คตส.กำเนิดของ คตส.นั้น..ไม่น่าจะแตกต่างไปจากกำเนิดของส่วนราชการและองค์กรของรัฐอื่นๆ นั่นคือหน้าที่จะป้องกันความเสียหายที่เกิดกับรัฐ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาไม่นานมานี้..โดยการไล่ตามสอบสวนพฤติกรรมของครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ของ คตส. ได้พบว่า..

การยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ของคนในครอบครัวอดีตนายกฯ..ในบางกรณี..ไม่ถูกต้อง..จึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะคืนทรัพย์สินที่อายัดไว้บางส่วนให้กับผู้ถูกกล่าวหาแต่คุณหญิง..จารุวรรณคงไม่ทราบว่า..มีผู้มีอำนาจใน คตส. คนหนึ่ง..แสดงอาการโกรธเกรี้ยว และพยายามเปลี่ยนแปลงความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าว..โดยลุแก่อำนาจแถมยังยับยั้งดึงเรื่องที่ควรจะเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติ มิให้เป็นไปตามครรลองที่ถูกที่ควร

พฤติกรรมดังว่า..จึงเป็นการ..ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ..ปฏิบัติหน้าที่โดยมีอคติ..ปราศจากคุณธรรมและจริยธรรม..อันจะก่อให้เกิดความเสียหายกับ คตส. ในวันหน้า..หากมีการฟ้องร้องขึ้นมาเรียกร้องค่าเสียหายเป็นแพ่งเป็นอาญาอาญานั้น ผู้กระทำความเสียหาย..อาจจะต้องรับโทษจำไปตามคำพิพากษา อย่างเช่นที่เกิดขึ้นมาในกระทรวงการคลัง..กับคนชั้นรัฐมนตรี แต่..ความแพ่งที่เกิดกับ “องค์กร” นั้น..ท้องพระคลัง คือ ผู้เสียหาย..และผู้ทำให้เกิดความเสียหาย..น่าจะต้องรับโทษทั้งแพ่งและอาญา

เขียนขึ้นมาเพื่อจะให้..คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา..ตรวจสอบลงไปดูทีว่า..คนที่บ้าอำนาจใช้ตำแหน่งหน้าที่อย่างมิชอบในหน่วยงานของท่านนั้นคือใคร..
ข่าววงในยืนยันว่า..ระหว่างที่คณะอนุกรรมการดังกล่าว..พิจารณาและมีความเห็นดังว่า..ผู้มีอำนาจท่านนั้น..อยู่ในระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ..เมื่อกลับมาจึงเกิดพฤติกรรมดังว่าถอดหัวโขนเทพเมื่อไหร่..ระวังจะได้ตรวนเหล็กล่ามขา

พญาไม้


อย่าพาดพิง น้องแมว

ใครจะคาดคิด!!! ความขลังของเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตัวนี้ จะทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช เกิดอาการ “ใจเย็น” และ “ใจกว้าง” มากพอ จะเปิดรับฟังคำวิจารณ์แรงๆ ได้หนักแน่นกว่าเดิม

“ต่อมสันดาน” ไม่แตก...จนกลายเป็น “จุดอ่อน” ให้ฝ่ายตรงข้าม นำไปขยายผลอย่างที่เคยตั้งใจล่าสุด ระหว่างให้สัมภาษณ์นักข่าว หลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ต่อเนื่องจากประเด็นร้อนที่มีคนกล่าวหาว่า...

เหตุต้องหนีบเอา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางไปด้วย เพราะกลัวจะถูกปฏิวัติรัฐประหาร เหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยโดนมาแล้วโดยเฉพาะการถูก “การ์ตูนนิสต์” บางคน นำเอาไปเปรียบเป็น... สัตว์ประหลาด“ตัวเป็นแมว หน้าเป็นหมู” แถมมีหมาคอยชะเง้อดูว่า...นี่มันตัวอะไรกันหว่า???

แต่ นายสมัคร ก็อดตัดพ้อไม่ได้ว่า..."เห็นมีการเขียนการ์ตูนล้อเลียนในทำนองว่าเห่ออำนาจ หลงอำนาจ เขียนการ์ตูนหน้าเป็นหมู ตัวเป็นแมว มีหมาชะเง้อดูว่าตัวอะไรวะ บทความชื่อวิธีการหลงอำนาจ ผมจะบอกความในใจแท้ๆ ให้ฟังว่า ผมไม่ได้บ้าบอคอแตก ที่เคยบอกว่าเป็นคนต้นทุนต่ำ แสดงให้เห็นว่าผมไปวันไหนก็ได้

แต่เขาบอกว่าอย่าพูด เพราะบ้านเมืองกว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้แทบตาย ผมไม่ได้หลงใหลใฝ่ฝันทั้งสิ้น" พร้อมกับยืนยันว่า...ไม่ได้เป็นคนหลงอำนาจอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ การเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ แต่ถือว่าเป็น “กำไรของชีวิต” ที่ได้ทำงานเพื่อประเทศ โดยยอมรับว่า...ตัวเขาเป็น “คนต้นทุนต่ำ”

หมายความว่า...จะไปเมื่อใดก็ได้ แต่บ้านเมืองจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป นั่นเอง นำไปสู่สิ่งที่ นายสมัคร บอกว่า...จะขอหยิบสารคดีเด็ดประจำสัปดาห์ หัวเรื่อง “ทุกข์ของคนเป็นนายกฯ” มาพูดในรายการ “พูดจาประสาสมัคร” ช่วงสายของวันที่ 30 มี.ค.นี้ทุกข์ของคนเป็นนายกฯ จะเป็นอย่างไร เอาไว้รอฟังจากปากของนายสมัครกันเอง

แต่ทุกข์วันนี้...ตอนนี้ของ นายสมัคร ก็คือ...การถูก “นักการ์ตูนนิสต์” นำแมวหรือน้องแมว มาพาดพิงเข้ากับเรื่องการเมืองอันนี้...มีเคือง!!!ว่ากันว่า...ผู้ชายที่รักแมว ถือเป็นคนที่มากเสน่ห์ บนมาตรฐานเดียวกันนี้ก็ต้องนับว่า...นายสมัคร ถือเป็นชายที่มีเสน่ห์กับเค้าเหมือนกัน เพราะเป็นคนรักแมวเป็นชีวิตจิตใจ

แม้ตัวจะโต เสียงจะดัง แต่ลึกๆ แล้ว นายสมัคร จัดเป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งทีเดียวณ บ้านหลังงาม ซอยนวมินทร์ 81 ย่านถนนรามคำแหง ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายสมัคร และ คุณหญิงสุรัตน์ พร้อมกับบุตรสาว 2 คน บุตรเขย 2 คน หลานสาวและหลานชายอีกอย่างละคน ยังจะมี...แม่บ้านคนสนิทที่ชื่อ “หนุ่ย” และทีมงานฯ คอยรับใช้ในภารกิจประจำวัน

รวมถึง แมว หรือ น้องแมว อีก 8 ตัว ไม่นับหมาที่เลี้ยงไว้บ้างในจำนวนแมว 8 ตัว โปรดปรานที่สุดก็ต้องยกให้กับแมวตัวเมียที่ชื่อเจ้า “แตงไทย” แมวลูกครึ่งเปอร์เซีย ทายาทของเจ้า “สี่ทุ่มสแควร์” ที่ นายสมัคร ได้รับมอบมาจาก นายวิทวัส สุนทรวิเนตร์ เมื่อครั้งไปร่วมออกรายการ “สี่ทุ่มสแควร์” ในอดีตขนาด นายสมัคร ต้องเปิดบ้านหลังใหญ่ให้เจ้า “แตงไทย” นอนด้วยนั่นแหละ

ส่วนตัวอื่นๆ ที่เหลือก็นอนบ้านหลังเล็ก ซึ่งเป็นที่พักของ “หนุ่ย” และทีมงานแม่บ้าน-คนสวน“บางกอกทูเดย์” เคยเขียนถึงเรื่องนี้ เมื่อฉบับอาทิตย์ที่ 3 และจันทร์ที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ไว้อย่างละเอียด (อ่านล้อมกรอบ)ถึงตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า...นายสมัคร จัดเป็นรักสัตว์ โดยเฉพาะกับ แมว หรือ น้องแมว นั้นรักมากๆ !!!ครั้งหนึ่งเคย “เปิดใจ” ให้สัมภาษณ์ถึงบรรดาแมวที่เลี้ยงเอาไว้ว่า...

“…ผมชอบแมวมาตั้งแต่เด็ก สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่เป็นโรคหืดมาก ผอมจนเพื่อนที่เซนต์คาเบรียลเรียกว่า “ไอ้ผี” เรียนหนังสือไปก็ต้องหยุดเรียนไปทีละเป็นเดือน แต่แปลกว่าพอตากฝนหนักๆ กลับไม่เป็นอะไร พออายุ 14 ก็หาย พอไม่เป็นหืดก็หันมาเลี้ยงแมว เพราะชอบก็เลยเลี้ยง ส่วนสุนัขก็เลี้ยงไว้ตัวเดียวชื่อ “ฉลุย” มันแก่แล้ว แต่ก่อนนี้ชื่อหลุยส์ แต่บังเอิญมีคนสำคัญมากินข้าวที่บ้าน ก็เลยต้องเปลี่ยนชื่อเป็นฉลุย”

แน่นอน เมื่อนายสมัครรักแมวออกขนาดนี้ ดังนั้น การพาดพิงถึงแมวอันเป็นที่รัก ลึกๆ ก็ย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดาเปรียบเปรยเป็นสัตว์ประหลาด “ตัวหมู...หน้าแมว” ยังพอทน แต่สัปดนเขียนให้ “ตัวแมว..หน้าหมู” มันจาบจ้วงกันเกินไปขอที...อย่าพาดพิงน้องแมวอย่าเอา...น้องแมวซึ่งเป็น “ของสูง” ในความหมายของนายสมัคร มาเป็นประเด็นการเมืองเด็ดขาด!!!



นายกฯจ้องเล่นงานกลุ่มป่วน ดึงกองทัพเอี่ยวปฏิวัติซ้ำ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววันนี้ (28 มี.ค.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม กรณีระบุว่ามีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งที่จะปฏิวัติ ว่า ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นความพยายามที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายและเพื่อให้มีปฏิวัติ ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน ยืนยันว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า ไม่มีการปฏิวัติอย่างแน่นอน

'ไม่ได้มีความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลกับเหล่าทัพ เพียงแต่มีคนคิดและพยายามทำให้เกิดความปั่นป่วน คนกลุ่มนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติครั้งก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับมือที่มองไม่เห็น และไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องดำเนินการกับคนเหล่านี้' นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ารู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เมื่อถามว่า มีหลักฐานที่จะดำเนินคดีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มี

ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวกรณีนายกรัฐมนตรีระบุว่ามีความพยายาม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อให้ทหารปฏิวัติ ว่า ไม่มี นายกรัฐมนตรียังพูดคุยดี และในที่ประชุมสภากลาโหม ก็ไม่ได้หารือเรื่องการปฏิวัติ จะพูดคุยหารือถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากกว่า ไม่ทราบว่าเหตุใด นายกรัฐมนตรี จึงระบุว่าจะมีปฏิวัติ และไม่ได้มีการพูดคุยหารือระหว่าง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมทั้งยังไม่ได้พูดคุยกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีปฏิวัติรัฐประหารอีก ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า ไม่มีหรอก จะทำได้อย่างไร เมื่อถามย้ำว่า ครั้งที่แล้วยังมีปฏิวัติ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวติดตลกว่า จะมีอะไรบ่อยๆ ไม่มีหรอก

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวเพียงว่า ไม่มี และไม่ทราบว่าเป็นคนกลุ่มไหน ในที่ประชุมสภากลาโหม นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สอบถามเรื่องนี้ เมื่อถามว่า กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว เป็นคนในกองทัพหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่คนในกองทัพ

‘นพดล' ย้ำพันธมิตรฯชุมนุมไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการจัดสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า ตนเองเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการแสดงให้เห็นว่ายังมีบทบาทอยู่ ซึ่งสามารถทำได้หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่ต้องการให้รักษาความน่าเชื่อถือของกลุ่มพันธมิตรฯ เองไว้ โดยเฉพาะแกนนำบางคนที่เป็นถึง สส. สว. ควรพูดเรื่องจริง อย่าทำให้ประเทศเสียหาย อย่างไรก็ดีมั่นใจว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเพียงแต่อาจสร้างความสับสนให้กับต่างชาติ

สำหรับกรณีที่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีคนส่งเอกสารว่ามีคนจ้องปฎิวัติและล้มรัฐบาลนั้น นายนพดล กล่าวว่า ไม่มีเรื่องปฎิวัติ เพราะรู้แล้วว่าการเปลี่ยนการปกครองที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจะเกิดผลเสียหายอย่างไร และคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเกิดการปฎิวัติ โดยการพูดเรื่องปฎิวัติมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจ เพราะนักธุรกิจไม่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ดังนั้นจึงขอให้สื่อพยายามอย่านำเสนอข่าวดังกล่าว ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น

ขณะที่ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเปิดเวทีเสวนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งต้องมีการติดตามสถานการณ์และวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ส่วนจะมีการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้มีแนวคิดต่างกันหรือไม่นั้น ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปดูแล และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ ต้องระวังมือที่สาม และสี่ ที่อาจเข้ามาก่อกวนรวมถึงสร้างสถานการณ์ด้วย

จาก hi-thaksin

มาร์คแนะอย่าตื่นตูม'ยุบพรรค'


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กล่าวถึงที่ปรึกษากฎหมาย กกต.มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ขั้นตอนการพิจารณาของกกต.ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ต้องต่อสู้กันในศาลอีกครั้ง จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการยุบพรรคได้ ส่วนส.ส.พรรคที่จะถูกยุบยังทำหน้าที่ในสภาต่อไปได้

ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงวิปรัฐบาลมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และ 309 ว่า

ถ้าแก้เพียง 1-2 มาตรา เพื่อหวังผลทางการเมือง พรรคไม่เห็นด้วย ทางที่ดีที่สุดคือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาตามที่พรรคพลังประชาชนเสนอเป็นญัตติ เพื่อให้ทุกพรรคและคนภายนอกมาร่วมแสดงความคิดเห็น ทำให้เป็นระบบจะดีกว่า ถ้าพูดกันรายวันจะยิ่งสับสนและสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น อีกทั้งเรื่องคดียุบพรรค ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยังมีช่องทางต่อสู้คดีอีก จึงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าผลจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลอย่าไป เพิ่มความสับสน แต่ควรเอาเวลาไปแก้ปัญหาของประชาชน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภาคใต้ ปัญหายาเสพติด จะมีประโยชน์มากกว่า

ส่วนที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ เคยระบุจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนรัฐบาลหมดวาระ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตรงนี้ยิ่งฟ้องว่าการคิดเรื่องนี้เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง ทั้งที่กรณีของพรรคพลังประชาชน ยังห่างไกลมาก เพราะต้องไปต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ

'เลี้ยบ'ชี้ปัญหายุบพรรคกระทบความเชื่อมั่นทาง ศก.


วันนี้ (28 มี.ค.) นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะเป็นปัญหากับทั้งด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาประชาธิปไตย โดยหากใครที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง มาตลอด จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 นั้น ได้มีกรณีการยุบพรรคเกิดขึ้นจริง แต่ผลสะเทือนน้อยกว่า เนื่องจาก กรรมการบริหารในพรรคนั้น ๆ ไม่ได้ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทั้งหมด แต่ถูกตัดสิทธิ์เฉพาะการห้าม เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่น ๆ อีก แต่ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้

อย่างไรก็ดี เห็นว่าจะมีการยุบพรรคเกิดขึ้นหรือไม่นั้น อยู่ที่การตีความว่า มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร ถึงขนาดทำให้ต้องยุบพรรค โดยพรรคการเมืองนั้น ถือว่าเป็นที่รวมของอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย มีสมาชิก เป็นแสนคน เป็นล้านคน หากคนที่ทำผิดเพียงคนเดียว ทำให้ต้องยุบพรรค ก็อาจจะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย เกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่มีการยุบพรรคเกิดขึ้น แต่จะลงโทษผู้ที่ทำผิดอย่างหนักหน่วง

'มันไม่น่าจะผูกพันไปถึงคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการตัดสินใจในเหตุการณ์นั้น ๆ ผมเชื่อว่าหากเกิดขึ้นจริง ในอนาคตคงจะเห็นนักการเมืองเกี่ยงกัน ไม่มีใครอยากเป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็คงจะมีแค่ตำแหน่งตามกฎหมายเท่านั้น เห็นได้จากการประชุมพรรคพลังประชาชน เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามปกติแล้วจะต้องมีคนมาขอเป็นกรรมการบริหารพรรคเพิ่มตลอด แต่ครั้งนี้ไม่มีเลย ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก'

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การคงบทบัญญัติเช่นที่ว่าไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้เป็นการช่วยให้แก้ไขปัญหา การซื้อเสียงได้ ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าจะคงไว้ทำไม เนื่องจากจะทำให้พรรคการเมืองที่ตั้งใจทำหน้าที่ตาม ระบบประชาธิปไตย ทำหน้าที่ต่อไปได้ ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตอนนี้เวลาพบกับนักลงทุนหรือสื่อมวลชนต่างชาติ เขามักจะถามผมว่า ยุบพรรคเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า เป็นปัญหาความเชื่อมั่น ที่ได้มีผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว

‘จักรภพ' วอนพันธมิตรฯคำนึงถึงประเทศ

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เราเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ติดตาม แต่ไม่ได้แอบไปสังเกตการณ์ที่ลี้ลับ ทุกคนทำอะไรที่เปิดเผยบนดิน เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งก็ตาม เพราะฉะนั้นในขณะนี้พี่น้องประชาชนห่วงอยู่ว่า การเล่นการเมืองของหลายกลุ่มจะทำให้บ้านเมืองไปสู่ภาวะที่คับขัน

" ตรงนี้ก็เพียงแต่ขอร้องกันว่า เรามาถึงขั้นนี้ก็เหนื่อยกันนักหนาแล้ว ไม่ใช่ส่วนรัฐบาลแต่ทั้งประเทศ นายกฯก็เดินสายต่างประเทศทุกวี่ทุกวัน ได้รับคำถามจากผู้นำเกือบทุกประเทศในอาเซียนว่า นายกฯยืนยันได้ไหมว่าเหตุการณ์เกือบเป็นปกติแล้ว เพราะเขาได้ยินข่าวกลุ่มนี้จะเคลื่อน กลุ่มนี้จะขยับตัว นายกฯและผู้เกี่ยวข้องก็ต้องตอบไปว่า เราต้องยืนทำให้เกิดความปกติมากที่สุด ตรงนี้ขอให้เห็นใจรัฐบาลบ้างว่า อยู่ในฐานะที่ต้องนำประเทศไทยกลับไปสู่แผนที่โลก ที่เราตกจากแผนที่มา 2 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นการสร้างเงื่อนไขที่ดี ก็จะเป็นการช่วยประเทศได้เยอะมากในระยะนี้" นายจักรภพ กล่าว

รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ในพรรคพลังประชาชนได้จัดเวทีประชาธิปไตยในพรรค กลไกเหล่านี้จะเกิดขึ้นด้วยการประชุมพรรคทุกวันอังคารช่วงบ่าย มีการจัดที่นั่งให้รัฐมนตรีตอบกระทู้ภายในพรรค เพื่อรัฐมนตรีของพรรคตอบคำถามสมาชิกพรรค ทั้งที่เป็นส.ส.และไม่ได้เป็นส.ส. ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง ด้วยกลไกเหล่านี้เราคงจะพูดได้ชัดเจนว่า มติพรรคควรเป็นอะไร และพรรคจะได้ไม่เป็นเงื่อนไขไปสู่บรรยากาศที่ไม่ดี

จาก hi-thaksin

Believe It or Not! ไม่เกี่ยวข้องรัฐประหาร...?

บรรทัดทองได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ มติชน พาดหัวไม้ "ป๋า" บอก 'คิดกันไปเอง' อยู่เบื้องหลังปฏิวัติ ฉบับวันที่ ศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551

"พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ"

"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"

เป็นคำตอบของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า "มีหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ"

บรรทัดทองขอเนื้อหาข่าวบางช่วงบางตอนที่ พล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่หนังสือพิมพ์มติชน นำมาตีพิมพ์ดังนี้

"......เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายกังวลถึงความไม่ปลอดภัยของท่านที่หายหน้าไปจากสังคม พล.อ.เปรมกล่าวว่า 'ผมไม่ได้หายไปไหน ผมก็อยู่เงียบๆ ตามปกติ"

เมื่อถามว่า มองหรือไม่ว่าการเมืองจะส่งผลกระทบต่อตัวเอง เพราะหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ(เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549)ที่ผ่านมา พล.อ.เปรมนิ่งสักครู่ก่อนกล่าวว่า " พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ"

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร พล.อ.เปรมกล่าวว่า "คุณต้องรู้ว่าผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"อ่านเนื้อหาข่าวฉบับเต็มคลิ๊กที่นี่

บรรทัดทองอ่านเนื้อหาข่าวในประโยค ดังกล่าวแล้ว รู้สึกตะหงิด...ตะหงิดใจ และยังมีข้อสงสัยเป็นอย่างยิ่งกับคำตอบของพล.อ.เปรม จนยากจะเชื่อในคำปฏิเสธดังกล่าว เพราะมีประจักษ์พยานทั้งพยานบุคคล และพยานวัตถุ อันเชื่อได้ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะ

ภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้าพร้อมคณะรัฐประหาร เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กันยายน 2549(ชมภาพพล.อ.เปรมเข้าเฝ้าฯคลิ๊กที่นี่)

ภาพ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้าหารือที่บ้านสี่เสาเทเวศร์

ภาพ นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. เข้าพบเพื่อรายงานขั้นตอนและวิธีการดำเนินการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังการรัฐประหาร

เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าพล.อ.เปรม "เกี่ยวข้อง" กับการก่อการรัฐประหาร จริง

โดยเฉพาะประโยคที่พล.อ.เปรม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ" มันค่อนข้างจะขัดกับ คำตอกย้ำในการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายทหารคนสนิท ซึ่งอยู่ชิดติดตัวท่านมานานกว่า 30 ปี พร้อมกับคำรับประกัน "ดีที่สุด" ในช่วงที่มีกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ด้วยพยานหลักฐานเหล่านี้ จึงมัดแน่นหนาเกินกว่าที่พล.อ.เปรม จะดิ้นหลุดได้จากข้อหา ร่วมวางแผนก่อการรัฐประหาร และร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ในฐานะผู้สนับสนุนคณะรัฐประหาร

ยิ่งบรรทัดทองได้อ่านบทสัมภาษณ์ สุริยะใส กตะศิลา ในฐานะโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเฟืองจักรตัวสำคัญของขบวนการโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนำไปสู่เงื่อนไขให้ทหารคณะหนึ่ง ในนามคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. อ้างเป็นเหตุผลในการก่อการรัฐประหาร ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Image ฉบับเดือนธันวาคม 2549

เป็นการให้สัมภาษณ์ของสุริยะใส กตะศิลา ภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร เพิ่งผ่านพ้นไปได้ 3 เดือน เมื่อฝุ่นควันที่ปกคลุมบ้านเมืองไทย จากการย่ำและตบเท้าของกองทัพ เริ่มจางหายไป คำให้สัมภาษณ์ของสุริยะใส ทำให้ประชาชนมองเห็นอะไรเป็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น

เพราะตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ สุริยะใส กตะศิลา ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน ต้องบันทึกไว้ นั่นคือ ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ สุริยะใส ระบุว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค มนตรี เป็นผู้ใช้อำนาจผ่าน คปค. และเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างเปิดเผย ....

อ่านบทสัมภาษณ์ "สุริยะใสแฉพล.อ.เปรมอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร" คลิ๊กที่นี่

ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร ที่หนักแน่น คงไม่ตอบอธิบาย ว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่

หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เป็นผู้สร้างเงื่อนไข และทำให้ประชาชนเข้าใจเช่นนั้น การรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าถวายฎีกา เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถอดถอน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และประธานองคมนตรี รวมทั้งการเดินขบวนชุมนุม ขับไล่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในช่วงที่ผ่านมา ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้น เพราะการแต่งตั้งองคมนตรี เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 เขียนว่าเป็น "พระอัธยาศัย") หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นสิทธิส่วนพระองค์ ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคล ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระมหา กษัตริย์

จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี จะแสดงพฤติ กรรมใดๆ ก็ตาม โดยมีลักษณะหรือท่วงทำนองท่าทีที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ประชาชนกำลังก้าวล่วง หรือละเมิดต่อสิทธิส่วนพระองค์ หรือ สิทธิที่พระองค์ท่านทรงมี ซึ่งในฐานะพระมหากษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในความเห็นของบรรทัดทองคิดว่า ลำพังคำกล่าวลอยๆ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพียงไม่กี่คำ ที่ระบุว่า "พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ" "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆ"จึงดูไม่น้ำหนักเพียงพอ คำชี้แจงของพล.อ.เปรม ต่อกรณีนี้จะมีความสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมีพยานยืนยันที่สมเหตุสมผล ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อม มาหักล้างน้ำหนักพยานที่ประชาชนนำมาแสดง อันเชื่อได้ว่า "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" จริงๆ ซึ่งลำพังคำกล่าวลอยๆ ของพล.อ.เปรม คงไม่มีน้ำหนัก ให้ประชาชนเข้าใจ และเชื่อถือได้เช่นกัน

กระทั่งล่าสุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า "ได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล โดยมีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีกครั้ง แต่ยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้"

บรรทัดทอง คาดหมายว่าเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ ก็อาจจะยังเข้าใจว่ามีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับกระแสข่าวที่นายสมัครออกมาเปิดเผย ในครั้งนี้ด้วย

ดังนั้น ทางออกที่จะล้างภาพว่า ท่านไม่ได้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คือการออกมาชี้แจงได้ต่อสาธารณะชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ว่า "เกี่ยวข้อง" หรือ "ไม่เกี่ยวข้อง" รวมทั้งกระแสข่าวลือปฏิวัติรอบสองด้วย

แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ว่าคำชี้แจงและประจักษ์พยานของท่านเป็นเรื่องจริง

บรรทัดทอง
จาก hi-thaksin

ประโคมข่าวทั่วโลก‘เปรม'ร้อนตัวปัดเอี่ยวปฏิวัติ-ทิ้งปริศนาเจ้าของ‘มือที่มองไม่เห็น'


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวโดยปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 ยึดอำนาจรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี บรรดาพันธมิตรของอดีตนายกฯทักษิณสามารถกลับมาครองอำนาจได้อีกครั้งในขณะนี้

เอเอฟพีระบุด้วยว่า พล.อ.เปรมไม่ได้แสดงความวิตกกังวลว่าอาจจะกลายเป็นเป้าของการแก้แค้นทางการเมืองจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งสามารถครองอำนาจในการบริหารประเทศภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

‘ผมไม่เคยทำ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และเรื่องใด ๆ ' ข้อความส่วนหนึ่งที่พล.อ.เปรมได้กล่าวต่อบรรดาผู้สื่อข่าวภายหลังจากที่ถูกถามว่ามีหลายคนสงสัยว่าตัวเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณได้กล่าวหาพล.อ.เปรม ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกฯหลายสมัยว่าเป็นผู้วางแผนการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ปี 2549

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพียังรายงานด้วยว่า นายกฯสมัคร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพ.ต.ท.ทักษิณในการนำบรรดาผู้สนับสนุนตัวเขาเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในนักการเมืองเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าปะทะกับพล.อ.เปรมอย่างเปิดเผย

นอกจากนี้ สำนักข่าวเอเอฟพียังระบุในตอนท้ายด้วยว่า นายกฯสมัครได้กล่าวหาเกี่ยวกับเรื่อง ‘มือที่มองไม่เห็น' ว่ากำลังพยายามที่จะล้มรัฐบาลของเขา แต่อย่างไรก็ดี นายสมัครไม่ได้ระบุชื่อเจ้าของมือที่มองไม่เห็นดังกล่าว

/////////////////////

Top Adviser To Thai King Denies Role In Coup -AFP

BANGKOK (AFP)--The top adviser to Thailand's king denied Thursday that he was involved in the 2006 coup against former premier Thaksin Shinawatra, whose allies are now back in power.

Prem Tinasulanond, head of the Privy Council, said he was not concerned that he might become a target for political retribution by the new government, who took power after winning elections in December.

"I have done nothing," he told reporters in the most explicit denial he has made about his role in the coup. "I am not involved in politics or anything related to politics." Thaksin's allies have accused Prem, a former prime minister who is widely seen as the public voice of Thailand's revered King Bhumibol Adulyadej, of masterminding the putsch in September 2006.

Prime Minister Samak Sundaravej, who was tapped by Thaksin to lead his supporters in the elections, is one of the few politicians who dares feud publicly with Prem.

Samak has alleged that an "invisible hand" is trying to bring down his government, though he did not name anyone

จาก hi-thaksin

Friday, March 28, 2008

“สมัคร”แฉขบวนการจ้องปฏิวัติโค่นรัฐบาล อ้างเอกสารลับ -พุ่งเป้า“จักรภพ”รายแรก


ท่ามกลางกระแสจ้องล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้เริ่มคืบคลานพุ่งหมายมาที่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้แล้ว “สมัคร” แฉมีขบวนการจ้องปฏิวัติซ้ำสอง อ้างได้รับเอกสารลับ ปัดไม่ตอบโยง “มือที่มองไม่เห็น” หรือ “ทหาร” ชี้ “จักรภพ” เป้าแรก ยอมรับมีหลายเสียงบ่นอึดอัดกับหนังสือ “ลับ ลวง พราง”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (28 มี.ค.)ว่า ขณะนี้ยังพบมีกลุ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแนวคิดที่จะทำการปฏิวัติรัฐบาล ส่วนตัวยืนยันไม่วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว และไม่กลัวการปฏิวัติ เพราะเชื่อว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายในยุคนี้

“มีคนยังไม่เลิก ยังวิ่งเต้นกันอยู่ ยังนัดประชุมกันอยู่ คือยังคิดว่าปฏิวัติกันได้อยู่ แต่ไม่วิตกทุกข์ร้อน เขาคิดว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันก็ไม่มีเหตุผล ผมถึงไม่ประเมินใครเป็นคนทำ ก็น่าจะอายบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการให้สัมภาษณ์ประจำสัปดาห์

นายสมัคร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มยังคอยจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยพุ่งเป้ามาที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงตัวเองด้วย แต่ในส่วนของตัวเองแล้วไม่มีความกังวลใดๆ เพราะระวังตัวเองดี และเป็นคนที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว

“ผมระวังตัวอยู่แล้ว ผมต้นทุนต่ำ ติดคุกติดตารางบ้างไม่เป็นไร อยู่มาตั้ง 73 ปีแล้ว เปลี่ยนที่อยู่ซะบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ยังระบุถึง การได้รับ “เอกสารลับ” ที่อ้างว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมีการประชุมกันเพื่อเตรียมการปฏิวัติอีก แต่ยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้ โดยได้รับเอกสารดังกล่าวแทรกมาในกองหนังสือตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้ต่อไป แต่ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ “มือที่มองไม่เห็น” หรือทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่

พร้อมระบุยังเชื่อว่า การสร้างมิตรภาพที่ดีกับผู้นำเหล่าทัพจะเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ไม่มีการทำปฏิวัติ และรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นการทำงานของกองทัพในช่วงที่ผ่านมา โดยในอนาคตจะเปิดโอกาสให้มีการเสนอผู้ที่จะเข้ามาดำลงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ และเปิดโอกาสให้ทำงานอย่างเต็มที่

“ที่จะคุยในบ่ายวันนี้ (28 มี.ค.ที่ประชุมสภากลาโหม) จะบอกเขาว่าไม่ต้องทบทวน เมื่อเป็นความเข้าใจกันแล้ว บ้านเมืองก็ไม่น่าจะมีปัญหา บางคนที่มีปัญหาก็วิ่งเต้นให้น้ำมันขุ่นก็ขุ่นยาก ถ้ามีโคลนมีเลนอยู่มันขุ่นแน่นอน แต่ผมแน่ใจว่าเวลานี้น้ำมันใส” นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่สุด

นอกจากนี้ ยังระบุถึงเนื้อหาในหนังสือ “ลับ ลวง พราง” ว่า เป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน ซึ่งได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี
นายกฯ ระบุอีกว่า ในวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคมนี้ จะขอปรับทุกข์ในรายการสนทนาประสาสมัคร ในฐานะนายกฯ หน้าใหม่


สภาทนายความ ชี้”สนธิ”หมิ่นประมาทซ้ำมีสิทธิถอนประกัน


ทำท่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัว หลังจากที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นเรื่องเพื่อหารือต่อศาลจังหวัดเชียงราย เรื่องการขออนุญาตขึ้นเวทีเสวนา โดยศาลเห็นว่าสามารถทำได้ แต่จะต้องไม่ไปพูดจาที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่น และไม่พูดจาให้ร้ายป้ายสีผู้อื่น มิเช่นั้นแล้วอาจมีสิทธิถูกถอนประกันได้

นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เปิดเผยว่า หากในวันที่ 28 มีนาคมนี้ มีการตรวจสอบพบว่า การจัดงานไม่ใช่เวทีเสวนาวิชาการ แต่มีเรื่องอื่นแอบแฝงและเป็นการพูดที่พาดพิงหมิ่นประมาทผู้อื่น ใส่ร้าย ป้ายสี สามารถยื่นฟ้องต่อศาลให้ถอนประกันได้

ส่วนในกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมล้ม “ระบอบทักษิณ” อีกครั้งนั้นเป็นการพูดจายุยงส่งเสริม ให้ระดมพลมาล้มระบอบประชาธิปไตย เท่ากับว่าคนพวกนี้เป็น “กบฏ” ทำลายบ้านเมือง สร้างความสับสนวุ่นวายไม่มีทางจบสิ้น

ด้านนายยโน ทองปาน กรรมการฝ่ายช่วยเหลือทางกฏหมาย สภาทนายความ กล่าวเพียงสั้นๆ ในประเด็นหากมีการตรวจสอบพบว่า นายสนธิกระทำผิดตามที่ตกลงกับศาลไว้ ก็สามารถนำหลักฐานมายืนยันเพื่อนำไปยื่นฟ้องต่อศาลได้
รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ มีสิทธิจัดเสวนาชุมนุม แต่จะต้องเป็นไปในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้ามีการตรวจสอบพบว่า ได้มีการกระทำขัดกับระบอบประชาธิปไตยคือ มีการระดมคนมาล้มล้างอำนาจประชาธิปไตย ก็อาจจะเข้าข่าย “กบฏ” แต่ทั้งนี้เราจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงจะดำเนินการต่อไป

ส่วน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความในสังกัดสภาทนายความ ให้ความเห็นว่า หากการกระทำของนายสนธิ เข้าข่ายที่จะเป็นการหมิ่นประมาทบุคคล ศาลก็มีสิทธิที่จะยุติการให้ประกันตัวได้ทันที หรือถ้ามีใครเห็นว่า การชุมนุมในครั้งนี้มีบุคคลถูกหมิ่นประมาทก็สามารถไปยื่นฟ้องร้องให้มีการถอนประกันตัวได้เช่นกัน


ต้อนรับ“ทักษิณ”กลับไทย!30 มี.ค.เวลา 15.55 น

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขออนุญาตศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเดินทางออกนอกประเทศ โดยระบุไปยังประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยในวันที่ 30 มีนาคมนี้ เวลา 15.55 น.

น.ส. ศันสนีย์ นาคพงษ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับถึงเมืองไทยในวันที่ 30 มีนาคมนี้ โดยกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบิน TG 917 เวลา 15.55 น. จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะพักผ่อนส่วนตัว และในช่วงเย็นวันเดียวกัน จะเดินทางไปร่วมงานประกาศรายชื่อนักกีฬาเยาวชนฟุตบอลไทย 15 คน ที่ผ่านการคัดเลือกตามโครงการ “มูลนิธิไทยคม เปิดประสบการณ์พาเยาวชนไทย ไปสู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ที่ห้องฟีนิกซ์ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ถนน แจ้งวัฒนะ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางอยู่ต่างประเทศนั้น ได้ชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ตกลงและรับปากจะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อดูธุรกิจด้านการลงทุนต่างๆ ในเดือนพฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้กำหนดถึงการเดินทางกลับมาครั้งนี้จะอยู่ประเทศไทยนานเท่าใด



นายกรัฐมนตรี ระบุ ไม่มีการปฎิวัติซ้ำ โดยข่าวที่ออกมาเป็นเพียงความพยายามของคนนอกกองทัพ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย

นายกรัฐมนตรี ระบุ ไม่มีการปฎิวัติซ้ำ โดยข่าวที่ออกมาเป็นเพียงความพยายามของคนนอกกองทัพ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อเป็นชนวนให้กองทัพออกมาปฏิวัติซ้ำ ขณะที่ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เห็นว่า การปฏิวัติซ้ำเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงกระแสข่าวการปฏิวัติซ้ำว่า เป็นเพียงความพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน เพื่อเป็นชนวนให้ทหารต้องออกมาปฏิวัติอีกครั้ง ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวเป็นคนนอกกองทัพ และไม่ใช่กลุ่มที่เคยปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กรณีดังกล่าว เหล่าทัพได้ยืนยัน ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีการปฏิวัติซ้ำอีก พร้อมย้ำด้วยว่า กองทัพและรัฐบาลขณะนี้ไม่มีความหวาดระแวงต่อกัน ส่วนผู้ที่สร้างสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการติดตามนำตัวมาดำเนินการทางกฎหมายอย่างแน่นอน
ด้าน พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรองประธานคณะมนตรีแห่งชาติ หรือ คมช. กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นการปฏิวัติมาหารือ และที่ผ่านมา เหล่าทัพก็ยังไม่ได้มีการหารือร่วมกัน และเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก ขณะที่ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบถึงกลุ่มคนที่พยายามสร้างสถานการณ์ว่าเป็นกลุ่มใด แต่มั่นใจ ไม่ใช่คนในกองทัพ พร้อมย้ำ ไม่มีการปฏิวัติ