ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 8, 2010

"วสันต์ สายรัศมี"อาสากู้ภัยพยานปากสำคัญ 6 ศพวัดปทุมฯ "ขอมีชีวิตเพื่อคนตาย"

ที่มา มติชน


นายวสันต์ สายรัศมี


นายอัครเดช ขันแก้ว

โดย ชฎา ไอยคุปต์

นายวสันต์ สายรัศมี หรือ เก่ง อาสาสมัครกู้ภัย ผู้สูญเสียเพื่อนร่วมกลายเป็นศพ 3 ราย ถูกยิงเสียชีวิตนอนตายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ขณะที่กำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเต็นท์พยาบาล


"วสันต์" หนุ่มกู้ภัยวัย 27 ปี ผู้มีใจรักงานอาสามาตั้งแต่อายุ 14 ปี ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ที่มีการสูญเสียโดยไม่แยกฝ่าย ควักเงินเก็บส่วนตัวจากงานรับ-ส่ง เลือด-ยาไปส่งตามโรงพยาบาล แบ่งบางส่วนไปซื้อยาและเครื่องมือแพทย์ไว้คอยปฐมพยาบาลฉุกเฉินทั้งในยามปกติและมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แม้กระทั่งรถกระบะกู้ชีพเป็นรถยนต์ส่วนตัวเพลิงลุกไหม้วอดวายไปในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ก็ไม่เคยออกมาเรียกร้องหาคนรับผิดชอบเพียง แค่ได้ช่วยเหลือคนก็เพียงพอแล้วสำหรับหนุ่มคนนี้


เมื่ออาสากู้ชีพได้รับหมายเรียกจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ให้เข้าไปรายงานตัวเหมือนกับอีกหลาย ๆ คน อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง

"กู้ภัยไม่เกี่ยวข้องทำไมถึงถูกเรียกเข้าไปพบ ศอฉ. "

คำถามที่ นายวสันต์ ถามตัวเองและเป็นเหตุผลที่ไม่ยอมเข้าไปพบศอฉ.แต่ยอมใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆ


"ลำบากมากจากชีวิตคนคนหนึ่งเคยทำงานตอนเช้าเย็นกลับบ้าน เสาร์-อาทิตย์ พาลูกไปเที่ยว ต้องอยู่อย่างโจรต้องคอยหลบตรงนั้นตรงนี้โดนตาม โดนไถ่ถาม เหมือนวันที่เอาหมายเรียกไปติดหน้าบ้านให้เข้ารายงานตัว ผมเป็นกู้ชีพคนหนึ่งที่ช่วยเหลือชาวบ้านแต่มองผมเป็นเหมือนผู้ก่อการร้าย อย่างตอนนี้ผมก็ไม่มีงานทำเพราะผมมีชื่อใน ศอฉ.ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงานที่เดิมก็ไม่ให้ทำ ต้องหลบๆซ่อนๆ ถ้าเขาจับตัวผมไปก็จบชีวิตแค่นั้น"นายวสันต์ ระบายความรู้สึก

"ผมพร้อมที่จะไปเป็นพยานพูดถึงสิ่งที่เห็นและผมมีหลักฐานที่จะแสดงให้ทุกคนเห็น ว่า สิ่งที่รัฐบาลทำกับประชาชนมากแค่ไหน กู้ชีพที่เสียชีวิต 5 คน รัฐบาลยังไม่ได้ออกมาพูดอะไรเลย ผมมีทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ที่เกิดขึ้นรวบรวมจากชาวบ้านช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์ว่าทหารยิงหรือไม่ หากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไปข้อมูลที่ผมมีได้ฝากไว้กับเพื่อนที่ไว้ใจได้และพร้อมที่จะออกมาต่อสู้แทนผม เพื่อจะนำความจริงออกมาให้ทุกคนเห็นได้ "


"ผมต้องมีชีวิตเพื่อช่วยคนที่มีชีวิตอยู่และทวงความยุติธรรมกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะสู้จนลมหายใจสุดท้ายต่อให้นานแค่ไหนก็ไม่ท้อขอแค่ยังมีชีวิตอยู่จะสู้ต่อไป ผมไม่ได้ทำอะไรผิดผมเป็นกู้ชีพมีบัตรเป็นกลางช่วยทุกฝ่ายทหารโดนยิงก็ช่วย ผมเสียรถกระบะไป 1 คันในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัว หลังจากลงไปช่วยคนแก่หันไปอีกทีรถไม่เหลืออะไรแล้วไฟลุกท่วมทั้งคัน ผมไม่เคยออกมาเรียกร้องให้ใครชดใช้เอารถคืน"

สิ่งที่นายวสันต์ เสียใจที่สุดคือ การสูญเสียเพื่อนกู้ภัย โดยเฉพาะ "ปลั๊ก"หรือ"อ๊อฟ"นายอัครเดช ขันแก้ว ชาวกาฬสินธุ์เป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ใช้อะไรง่ายมาร่วมชุมนุมกกับพ่อแม่และสนใจงานกู้ชีพ "เขาตายคามือผม อ๊อฟเขาเห็นเกด น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาโดนยิงเขาก็มุดเข้าไปในเต็นท์ไปช่วยเกดแล้วโดนยิงที่แขน 1 นัด กระพุงแก้ม 1 นัดและโดนซ้ำที่หลังอีก 2 นัด หลังจากถูกยิงเขาล้มลง ผมพาเขามาปฐมพยาบาลให้น้ำเกลือทำเท่าที่กำลังเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่เราจะทำได้ในขณะนั้นเพราะไม่สามารถนำตัวออกไปส่งโรงพยาบาลได้พยายามทำทุกอย่างแต่เขาก็เสียเลือดมากได้เพียงแต่นั่งมองดูจนเขาหมดลมหายใจสุดท้าย เพราะไม่สามารถนำตัวออกไปได้ทุกคนพยายามจะออกไปแต่กลับโดนยิง"

"อ๊อฟไม่ใช่ศพแรกที่ผมเห็นก่อนเกิดเหตุวันที่ 19 พ.ค.แม้กระทั่งคนที่นั่งหมอบข้างๆผมยังถูกยิงเสียชีวิตข้างผมก็มีบางคนที่ยังมีลมหายใจก็ช่วยยื้อนำส่งโรงพยาบาลต่อไป"


นายวสันต์ เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. ที่แยกศาลาแดง หลังเสธ.แดงโดนยิง จากนั้นมีประชาชนถูกยิงแถวสะพานไทย-เบลเยี่ยมหลังจากที่ถือกล้องไปถ่ายรูป เป็นศพที่ 2 จากเสธ.แดง ตอนนั้นตระเวนอยู่รอบนอก จากนั้นมีการยิงกันเกิดขึ้น


วันที่ 14 พ.ค. ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นคือมีภาพชายคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาหลบกระสุนปืนบริเวณฐานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 โดนยิงที่อกข้างซ้ายและคอเสียชีวิต แต่มันไม่หยุดแค่นั้นยังมีคนโดนยิงแขน ขาเราก็ช่วยพยาบาลเบื้องต้นห้ามเลือดทำแผลส่งโรงพยาบาลตำรวจ แต่ที่ยังจำได้ติดตา คือ คนที่อยู่ข้างๆอยู่ยิงที่ศีรษะเสียชีวิต จากนั้นก็เงียบลงกระทั่งตอนใกล้ค่ำมีคนดื่มกาแฟแล้วล้มลง ช็อค จำนวนมาก กระทั่งดึกมีการยิงกันดุเดือดมากที่ศาลาแดง เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดกลางเมืองไทย


"คืนนั้นประมาณตี 1 มีมาปลุกผมให้ไปดูที่เกิดเหตุว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย เป็นประชาชนขี่รถมอเตอร์ไซต์มาแล้วโดนทหารยิง เพราะวิถีกระสุนออกมาจากสวนลุมพินี ซึ่งในสวนนั้นมีแต่ทหารไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง"


วันที่ 19 พ.ค. ที่แยกศาลาแดง เป็นวันที่ร้ายแรงที่สุด "ตอนเช้าผมอยู่บริเวณศาลาแดงทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นมันได้เกิดขึ้น มีชายชุดดำผ้าพันคอสีเขียวนอนตายบนถนนที่ ศอฉ. บอกว่าโดนยิงตั้งแต่กลางคืนแต่เสื้อแดงมาจัดฉากไว้ นั่นเป็นศพแรกที่เสียชีวิตตรงศาลาแดงและมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปช่วยประชาชนกลุ่มนั้นที่เข้าไปช่วยได้เสียชีวิตอีก 3 รายและเจ็บจนนับไม่ถ้วนเลยเมื่อตอนเช้า


เกือบเที่ยงวันประชาชนได้ถอยร่นมาถึงแยกราชดำริ ส่วนชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่บริเวณแยกสารสินถูกจับกุมหมดแล้ว ส่วนคนที่ถอยกลับมาขนยางรถยนต์มากั้นเพื่อหลบวิถีกระสุนทหาร จากนั้นเสียงปืนได้เงียบลง


"บ่าย 3 โมงกว่า แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุมให้ประชาชนกลับบ้านแล้วก็มีเสียงระเบิดเกิดขึ้น มีการเผาตึกทำลายข้าวของแต่ไม่รู้ว่าเป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่า แต่วสิ่งที่ผมเห็นคือมีคนแก่หน้าเวที ตกใจ ล้มลง ผมก็นำส่งเข้าโรงพยาบาลตำรวจ จากนั้นทุกคนกระจัดกระจายไปอยู่ตามวัดปทุมวนาราม โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจ และอาคารต่างๆ


บ่าย 5 โมงกว่า เริ่มมีเสียงปืนดังเกิดขึ้นตั้งแต่ตรงข้างสยามพารากอนเริ่มมีเสียงปืนดังเข้ามาบริเวณวัด การยิงของทหาร คือ กราดยิงเข้ามาเรื่อยๆไม่มีคำว่าหยุดยิงลงมาจากลานรถไฟฟ้า บีทีเอส ชั้น 2 ภาพที่ประชาชนส่วนมากมองขึ้นไป คือ "เห็นทหารยืนอยู่ข้างบนมีการกราดยิงมาใส่ประชาชนข้างล่างที่ไม่มีแม้แต่อาวุธมีเพียงเสื้อผ้า หมอน น้ำดื่ม ที่ใช้ประทังชีวิต"


หลายคนโดนยิงแต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือ เห็นออฟโดนยิงแล้วล้มลงลงไปชักต่อหน้าต่อตา ตอนเช้าสิ่งที่ได้เผชิญมาคิดว่ามันร้ายแรงที่สุดแล้วในสังคมไทย แต่พอมาเกิดเรื่องในวัดมันกลับแย่มากกว่า มีคนถูกยิงบาดเจ็บ 5 คน เป็นชาวบ้านชาวต่างชาติมีนักข่าวชาวออสเตรเลียด้วย "


"จากนั้นผมได้ประสานงานกับศูนย์วิทยุเพื่อช่วยเหลือคนบาดเจ็บที่ยังไม่เสียชีวิต ทั้งที่วัดปทุมฯอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลตำรวจ ถ้าไปก็คือไปได้ แต่เราไม่สามารถไปได้เพราะไม่มีการหยุดยิง ทำได้แค่ทำใจภาวนาขอให้ทุกคนรอด จนสุดท้ายเราก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเด็กคนหนึ่งไว้ได้ปลั๊กเสียชีวิต เหลือคนแก่ 3 คนโดนยิงที่ขา มือ หลัง สะโพก ผมติดต่อศูนย์วิทยุไปตั้งแต่ 6 โมงแต่ไม่มีใครสามารถเข้ามาช่วยได้ มีวิทยุสื่อสารแจ้งเข้ามาว่าทหารไม่ให้เข้าไป รอจนประมาณ 3 ทุ่มกว่ารถพยาบาลถึงเข้ามาได้ โดยรถพยาบาลประกาศขอให้ทหารหยุดยิงเพราะจะเข้าไปรับคนเจ็บส่งโรงพยาบาล"

"เพื่อนอาสากู้ภัยชวนออกจากวัดด้วยกันแต่ผมขออยู่ต่อเพราะยังมีคนเจ็บอยู่ผมจะรอจนกว่าจะได้เห็นทุกคนปลอดภัยและอยู่เฝ้าศพทั้ง 6 จนเช้า ตอนนั้นไม่มีความกลัวอยู่แล้ว ตั้งแต่เจอเหตุการณ์ตอนเช้า มีแต่ความโกรธ แค้น ว่า ทำไมต้องทำกับพยาบาลอาสาและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงที่สุดในชีวิต"

"เช้าวันที่ 20 พ.ค.ไม่น่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีกเมื่อมีทหารกราดยิงลงมาอีกในตอนเช้ามืด ชาวบ้านต้องวิ่งกลับเข้าไปอยู่ในวัดเหมือนเดิม กว่าจะยอมออกมาได้ต้องมีแกนนำคนเสื้อแดงและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปรับออกมา อยากให้สื่อเผยแพร่ภาพความจริงจากประชาชนคนหนึ่งที่เก็บและถ่ายมาได้ ผมเป็นพยานก็จริงแต่รัฐบาลก็กดดันผมออกหมายเรียก ศอฉ.ให้ไปรายงานตัว แต่ผมจะสู้ไม่ยอมเข้าไปตอนนี้กำลังหาทนายความต่อสู้ ผมอยากได้ความยุติธรรมกลับคืนมาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่เสียชีวิตไปวันนั้น เพราะว่าเงินทองมันไม่สามารถช่วยให้ชีวิตคนกลับมาได้" นายวสันต์ กล่าว


นายวสันต์บอกว่า ตอนนี้ชีวิตที่เคยปกติตอนนี้ไม่ปกติอีกต่อไป และห่วงคนที่บ้านมากมีคุณยาย ลุง ป้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุ และลูกชายอายุ 9 ขวบ แต่ไม่ได้หวังว่าใครจะช่วยคุ้มครองเพราะเราต้องช่วยตัวเองในสถานการณ์เช่นนี้


"ตัวผมเองเกิดมาไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลยแต่ผมก็ดีใจที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยและมีความสุขที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่คอยให้ความสุขความหวังของประชาชนจนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่แย่มากที่สุดคือการเมืองที่มีรัฐบาลที่ไม่เคยใยดีไม่เคยสนใจว่าประชาชนต้องการอะไร กระทั้ง อาสากู้ชีพที่รับใช้สังคมโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไร เขายังต้องมาเสียชีวิต โดยที่รัฐบาลไม่เคยออกมาใยดีแม้แต่น้อย ผมขอให้ทุกคนที่ยังอยู่ช่วยกันต่อสู้เพื่อความสุขของทุกคน ผม วสันต์ สายรัศมี จะขอสู้ต่อไปเพื่อความยุติธรรม "


ศรัทธา ความเชื่อมั่น ภายใต้เงา พ.ร.ก. "ฉุกเฉิน" ต่อรัฐบาล "อภิสิทธิ์"

ที่มา ข่าวสด


หากใครติดตามการถาม-การตอบระหว่าง นักข่าว กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อประเด็นการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน

จะมองเห็น "แง่ง" จะมองเห็นปม "เงื่อน"

ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า การต่ออายุพ.ร.ก.ออกไปจะสามารถทำให้ยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลได้อย่างราบคาบหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ไถลออกไปไกลถึงกรณีการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่ถังน้ำมันของกรมพลาธิการทหารบกในลักษณะและทิศทางที่ว่า "หลายฝ่ายรวมทั้งสื่อมวลชนเห็นว่าเป็นการสร้างสถานการณ์"

เป็นแง่งที่ไม่แน่ใจว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสามารถคืนความสงบเรียบร้อยให้ได้จริง เป็นเงื่อนปมที่คลางแคลงใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามิได้เป็นเรื่องจริง หากแต่เป็นการสร้างขึ้นโดยคนจากฝ่ายรัฐบาล

เป็นการสร้างเพื่อเป็นเงื่อนไขในการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก

หากมองบนพื้นฐานทฤษฎี "ภาพลวงตา" จากบทสรุปของ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ก็อาจเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

กระนั้น หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลเป็นผู้กุมกลไกแห่งอำนาจรัฐ ทั้งยังเป็นการกุมกลไกอำนาจบนพื้นฐานแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอันถือได้ว่าเป็นกฎหมายพิเศษ

แม้จะเป็น "ภาพลวงตา" ก็เป็นเรื่องน่าวิตก

เพราะว่าการมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ เหมือนกับว่ารัฐบาลอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายได้เปรียบ อยู่ในฐานะเหนือกว่าทุกองคาพยพที่ดำรงอยู่ในสังคม

แต่คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ แล้วเหตุใดคนไม่เชื่อถือกับแถลงจากรัฐ

อย่างเช่นคำแถลงจากรัฐที่ว่าการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่คลังน้ำมัน กรมพลาธิการทหารบกเป็นการกระทำของฝ่ายที่ไม่หวังดี การลอบวางระเบิดที่พรรคภูมิใจไทยเป็นเรื่องของเสื้อแดง

แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยรับฟังแล้วไม่ยอมเชื่อ หากมากด้วยความคลางแคลงใจ

ความคลางแคลงใจ ประการหนึ่ง มาจากการไม่สุกงอมและเห็นด้วยกับการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ในฐานะเครื่องมือ

ดังที่ศูนย์วิจัยกรุงเทพ พบว่ามีคนกทม.ถึงร้อยละ 62.5 ต้องการให้ยกเลิก

ดังที่คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า การต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปจะเป็นผลเสียต่อรัฐบาลเอง

ขณะเดียวกัน ความคลางแคลงใจประการหนึ่งมาจากความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล

นั่นก็คือ ไม่เชื่อมั่นต่อคำแถลงจากนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อมั่นต่อคำแถลงจากรองนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อมั่นต่อเหตุผลที่ศอฉ.ให้มา

เห็นว่าเรื่องหลายเรื่องเป็นการกระทำในลักษณะสร้างสถานการณ์

เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจอันเบ็ดเสร็จเอาไว้ทำลายล้างอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม

ความรู้สึกอย่างนี้หากขยายกรอบและขอบเขตออกไปมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ากลัว

การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 3 เดือนสะท้อนการมองอย่างด้านเดียวของรัฐบาล

นั่นก็คือ มองแต่ในส่วนที่ตัวเองมีเครื่องมือในการจัดการอีกฝ่าย อันเป็นเรื่องได้ แต่มิได้มองว่าภายในเรื่องได้ก็ย่อมจะมีเรื่องเสียอันเป็นด้านลบดำรงอยู่อย่างมิอาจปฏิเสธได้

นั่นก็คือ ด้านที่เป็นเผด็จการ ด้านที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม

เปิดตัว8อรหันต์"ปรองดอง"

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่โรงแรมสยามซิตี นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดตัวกรรมการ 8 คนอย่างเป็นทางการ

ประกอบด้วย 1.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม 2.นางจุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 3.นายเดชา สังขวรรรณ คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 4.น.พ.รณชัย คงสกนธ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี

5.นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน 6.นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานสถาบันพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย 7.นายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการรณรงค์สิทธิมนุษยชน 8.นายสุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

จากนั้นกรรมการแสดงความเห็นถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ดังต่อไปนี้

คณิต ณ นคร

ประธาน คอป.

หลังจากนี้กรรมการจะหารือเป็นการภายในก่อนกำหนดแผนงาน การค้นหาความจริงไม่เน้นหาความผิด-ถูก เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่จะค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยมองตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี"40 เพราะถือเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งแรก

ต้องหาเหตุให้ได้ ว่าทำไมมีรัฐประหาร ทั้งที่เป็นกฎหมายที่ดี ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมไทยอ่อนแอ แยกส่วนกันทำงาน

เช่น ตำรวจ ดีเอสไอ ป.ป.ช. อัยการ ต่างคนต่างมีอำนาจทำงานต่างกัน ทั้งที่มีเป้าหมายเหมือนกัน มีลักษณะอำนาจนิยมสูง จึงไม่สามารถดูแลสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น การค้นหาความจริงของคอป. จะนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เปิดเวทีในต่างจังหวัดเพื่อฟังความคิดเห็นของผู้สูญเสีย เป็นการเยียวยาจิตใจภายในมากกว่าการเยียวยาภายนอก

1.คณิต ณ นคร

2.น.พ.รณชัย คงสกนธ์



คอป.จะยึดมั่นหลักการความเป็นอิสระในการดำเนินงานอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เป็นกลาง โปร่งใสและซื่อสัตย์ บนหลัก 3 ประการ คือ

1.ตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ และความเสียหายทางทรัพย์สินที่เกิดในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.53

รวมถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง และเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

2.ป้องกันความขัดแย้ง ทำให้เกิดความเข้าใจ และเยียวยาในระยะสั้นให้กับกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ และ 3.ฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย รวมถึงองค์กร สถาบัน และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

เราขอเวลานายกฯ ไม่เกิน 2 ปี รายงานทุกๆ 6 เดือน


สำหรับการดำเนินคดีเป็นอีกส่วนหนึ่ง เราต้องหาข้อมูล ขอความร่วมมือจากหน่วยงานยุติธรรม กรอบการทำงานของเราไม่มุ่งลงโทษใคร แต่ต้องการดูว่ารากเหง้าเกิดจากอะไร

ยกตัวอย่าง การปฏิรูปการเมืองครั้งแรกปี"40 มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดี แต่เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองล่าสุด เป็นรากเหง้าที่กรรมการต้องลงไปดู จะสามารถสาวไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้

ผมเคยเป็นกรรมการอิสระมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนวิกฤตการเมืองเดือนพ.ค.35 งานก็เสร็จเรียบร้อย แต่น่าเสียดายว่ารายงานเหตุการณ์ไม่ได้นำเสนอสู่สาธารณชน ต่อไปนี้หากมีการค้นพบข้อเท็จจริง สังคมต้องรับทราบ

ครั้งที่ 2 เป็นประธานกรรมการ คตน. เกี่ยวกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่ตัดตอนชีวิตคนกว่า 2 พันชีวิต เป็นเรื่องที่ต่างประเทศสนใจ ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง

3.เดชา สังขวรรณ

4.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย

5.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์



ยอมรับว่าคณะกรรมการชุดนี้เร่งรีบทำงาน เนื่องจากกำลังเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ข้อเท็จจริงก็เผยแพร่ต่อสาธารณชน แต่หากดำเนินการต่อจะเกิดผลมากมาย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต ทั้งสองชุดที่เคยตรวจสอบ เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่ครั้งนี้เหตุการณ์ยังไม่สงบ

เราจะวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำอย่างหยาบ ชี้แจงด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นกลาง คณะกรรมการจะสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้ปรากฏ



น.พ.รณชัย คงสกนธ์

รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี

เหตุผลสำคัญที่เข้ามาทำ งานคือ ครอบครัวไทยถือเป็นครอบครัวใหญ่ ขณะนี้มีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย แม้กระทั่งในสถาบันครอบครัวที่มีความเห็นต่าง จนนำไปสู่สาเหตุของความขัดแย้ง

จึงคิดว่าทำอย่างไรให้เกิดความปรองดอง เกิดขึ้นได้ต้องยอมรับได้ทุกฝ่าย ท้ายสุดแล้วไม่ว่าแต่ละมุมมองไหนก็มีความจริงอยู่ชุดเดียว ผมเชื่อมั่นในตัวประธานที่มีความตรงแบบไม้บรรทัด เมื่อไม้บรรทัดตรงแล้ว สามารถวัดความจริงได้แน่ๆ

ส่วนข้อสรุปที่จะเกิดเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่นั้น อย่างน้อยต้องแจ้งความคืบหน้าให้สาธารณชนทราบ ถือว่านำไปสู่การปฏิบัติได้บางส่วนแล้ว



เดชา สังขวรรณ

คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การมารับงานนี้เพราะสังคมไทยกำลังมีปัญหา หากนิ่งดูดาย ไม่ช่วยกันแก้ไขปัญหา อีกเหตุผลสำคัญคือ นายคณิตบอกชัดเจนว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนคดีความ แต่เพื่อหาข้อเท็จจริงในข้อขัดแย้งและปัญหา ทำให้ผมสบายใจที่จะร่วมงาน

การแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทยไม่จำเป็นต้องใช้วัฒนธรรมความรุนแรง สังคมไทยควรเรียนรู้จากบทเรียนแล้วนำมาแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา

ที่สำคัญผมเคยทำงานกับนายคณิตในคณะกรรมการคตน. โดยเห็นแนวทางร่วมกัน



จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย

รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ศึกษากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มากพอสมควร รวมไปถึงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เชื่อว่าสามารถนำมาประยุกต์ได้ สิ่งที่ถูกละเมิดระดับแรกคือสัมพันธภาพของคนในสังคม และการรับโทษตามกฎหมายจะตามมาภายหลัง

เราเน้นกระบวนการและเป้าหมาย ถ้าดำเนินการได้ดี มีแนวร่วม เครือข่าย จะทำให้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ได้ คาดว่าน่าจะเสร็จก่อน 2 ปี สามารถฟื้นฟูสัมพันธภาพของคนในสังคมได้



กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

ปลัดกระทรวงยุติธรรม

กรอบการทำงานไม่เน้นการหาข้อเท็จจริงว่าใครถูกหรือผิด ทำเช่นนั้นไม่เกิดประโยชน์ เราจะเพิ่มเติมการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงอีก โดยดูข้อเท็จจริงของเหตุ การณ์ จากนั้นค้นคว้าหาสาเหตุของปัญหา

ภาพรวมอยู่ในระยะเวลา 1 ปีเศษ และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการต่ออายุการทำงานก็จะอยู่ในระยะ 2 ปี

กรอบการค้นหาความจริงกว้างกว่ากระบวนการยุติธรรม เราไม่มองเฉพาะข้อกล่าวหา แต่จะทำความจริงให้ปรากฏโดยร้อยเรียงภาพให้เห็นว่าความขัดแย้งที่นำมาสู่ความรุนแรงเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุใด

เมียนปช.ขึ้นเวที ช่วย"ก่อแก้ว"

ที่มา ข่าวสด



เปิดตัว - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เปิดตัวนางกุลรัตน์ ภรรยานายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย หาเสียงที่ตลาดหนองจอก มีคนเสื้อแดงแห่มาฟังปราศรัยกันล้นหลาม เมื่อวันที่ 7 ก.ค.

เมียก่อแก้วพาเมียณัฐวุฒิ เมียอริสมันต์ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อม ขึ้นเวทีร่ำไห้ขอคะแนนเสียง"เหลิม"อ้อนเลือก"ก่อแก้ว" 25 ก.ค. เป็นของขวัญวันเกิดทักษิณ 26 ก.ค. "เทือก"ควงเมียและลูกทำบุญวันเกิด 61 ปี ท่ามกลางรปภ.เข้มทั่ววัดชลประทานฯ ทั้งหน่วยอรินทราช สุนัขดมกลิ่น และตัดสัญญาณโทรศัพท์ "มาร์ค"เดินสายปาฐกถาย้ำทุกฝ่ายทุกสีต้องร่วมปรองดอง สรุปโครงการ 63 ล้านความคิด มีชาวบ้านโทร.เข้ามาแค่ 6 หมื่นคน ศาลรธน.ออกนั่งบัลลังก์คดียุบพรรคปชป. เริ่มไต่สวนกรณีเงิน 29 ล้าน 9 ส.ค.นี้ กกต.ให้ใช้ใบเหลืองรุ่นใหม่ที่ติดรูปถ่ายเท่านั้น ในการเลือกตั้งซ่อมกทม.เขต 6 ป้องกันใช้ใบเหลืองเวียนลงคะแนน

พท.ประกันตัว"ก่อแก้ว"มาขึ้นเวที

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นประกันตัวนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. ว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนลงคะแนน ทางพรรคจะทำเรื่องขอประกันตัว เพื่อให้นายก่อแก้วขึ้นเวทีปราศรัยด้วยตัวเอง

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะได้ส.ส.อีสานเพียง 60 คนว่า ขอท้าให้ยุบสภา จะได้รู้กันเสียทีว่าประชาชนคิดอย่างไร พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าให้ประชาชนพิสูจน์เพราะกลัวเสียงประชาชน ไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง ตนไม่อยากทำนายกลับว่าครั้งหน้าพรรคภูมิใจไทยจะได้กี่เสียง

"คนอีสานรักใครรักจริง คนอีสานยังเป็นห่วงและคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะวันนี้มีปรากฏการณ์ตื่นตัวทางการเมืองในการเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของคนอีสานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" นายไพจิตกล่าว

นายไพจิตกล่าวถึงกระแสข่าวเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของพรรคเพื่อไทยและภาคอีสานว่า การเปิดทางให้คนในฝ่ายการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ถือว่าจำเป็น พรรคและภาคอีสานต้องปรับกระบวนทัพให้สอดรับกับเหตุการณ์ จึงควรเปิดโอกาสอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนเข้ามาทำงาน เพราะบุคคลเหล่านี้มีประสบการณ์และมีความคิดที่เป็นคุณูปการกับพรรค และไม่ต้องกังวลว่าอดีตกรรมการบริหารจะมาก้าวล่วงกิจกรรมภายใน

เมียก่อแก้ว-ณัฐวุฒิ-กี้ร์ช่วยหาเสียง

เมื่อเวลา 17.00 น.ที่ตลาดสดหนองจอก พรรคเพื่อไทย นำโดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ และส.ส.จำนวนหนึ่งตั้งเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยนายก่อแก้ว โดยร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า หากเลือกตั้งวันที่ 25 ก.ค.นี้ นายก่อแก้วได้รับชัยชนะ จะเป็นเหตุให้ได้รับความกรุณาจากศาลได้ประกันตัวออกมาทำหน้าที่ และถือเป็น การตบหน้านายอภิสิทธิ์อย่างแรง 1 ที หากชนะวันที่ 25 ก.ค.เท่ากับเรายึดกทม.ได้ รุ่งขึ้นวันที่ 26 ก.ค.ซึ่งเป็นวันเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ตนจะไปทำบุญให้พ.ต.ท.ทักษิณที่เชียงใหม่และไปปราศรัยที่จ.ลำพูน เราจะปลุกคนทั้งประเทศ หลังเลือก ตั้งนายก่อแก้วจะได้รับอิสรภาพหรือไม่ อยู่ที่ประชาชนทุกคน

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้มีคนไปร้องว่านายก่อแก้วขาดคุณสมบัติ ตนไม่ทราบว่าคนที่ไปร้องโง่จริงหรือแกล้งโง่ เพราะการขาดคุณสมบัติต้องถูกจำคุกโดยคำพิพากษาของศาล ตอนนี้นายก่อแก้วแค่ถูกควบคุมตัวเพราะยื่นขอประกันแล้วศาลไม่ให้เท่านั้น ตนคิดว่ารัฐบาลนี้อยู่ได้อย่างมากแค่เม.ย.2554 แต่ถ้าจะอยู่เลยนานไปอีกก็ไม่เกินวันที่ 23 ธ.ค.2554 ซึ่งครบวาระ พวกตนรอได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปราศรัยหาเสียงครั้งนี้ มีนางกุลรัตน์ พิกุลทอง ภรรยานายก่อแก้วมาช่วยหาเสียงด้วย นางกุลรัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ แล้วไม่อยากเปิดเผยตัวเพราะนายก่อแก้วเตือนไว้ เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ที่ผ่านมาพยายามช่วยเหลือเต็มที่แต่ต้องทำหน้าที่ของแม่ด้วย เวลาที่ไปเยี่ยมนายก่อแก้วก็ไม่ได้คุยเรื่องอื่น เพราะนายก่อแก้วจะถามถึงเรื่องลูกเท่านั้น น้องมุก ลูกสาวเวลาอยู่บ้านแม้จะยังพูดไม่ได้แต่พอเห็นรูปพ่อก็ชี้แล้วส่งเสียงอ้อแอ้ สิ่งที่อยากฝากไปบอกคือขอให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ทุกคนได้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม โดยได้รับการประกันตัว เพราะการเข้ามอบตัวแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าไม่ได้คิดหลบหนี ตอนนี้เราถูกปิดกั้นทุกอย่าง อยากให้นายก่อแก้วได้มาอยู่กับลูกสาวไวๆ

ขึ้นเวทีร่ำไห้ขอคะแนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ นางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยานายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำนปช. มาหาเสียงช่วยนายก่อแก้วด้วย โดยนางสิริสกุลขึ้นเวทีปราศรัยพร้อมกับร้องไห้น้ำตานองหน้า ว่า หากคิดถึงคนที่อยู่ในคุกขอให้เลือกนายก่อแก้ว ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังปราศรัยหลายพันคน

พท.ท้ารัฐฟาดแข้งสมานฉันท์เชิญทุกสี-เนวินกรรมการ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_94709

ปลอดประสพ สุรัสวดี

"ปลอดประสพ" ท้ารัฐฟาดแข้งหลังจบศึกเวิลด์คัพ เพื่อความสมานฉันท์ จะที่ไหนเมื่อใดให้รัฐกำหนดมาเลย พร้อมตั้ง "เนวิน" เป็นกรรมการส่วนกองเชียร์ให้ทุกสีมาร่วม โวสีแดงอาจมามาก...

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ภายหลังเสร็จสิ้นฟุตบอลโลก 2010 แล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศสมานฉันท์สามัคคี อยากให้มีการเตะฟุตบอลนัดพิเศษร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เนื่องจากส่วนตัวในอดีตเคยเป็นนักเตะเยาวชนทีมชาติมาก่อน อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ชื่นชอบการเล่นฟุตบอล ดังนั้นจึงอยากให้มาร่วมเล่นด้วยกัน และคิดว่ากีฬาจะเป็นตัวเชื่อมความสามัคคีเหมือนกับแนวคิดที่มีกีฬาโอลิมปิค ส่วนจะเตะเมื่อไหร่ เวลาไหน เลือกสนามไหนให้รัฐบาลกำหนดมาได้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านพร้อมเสมอ แต่ไม่ต้องจัดงานเลี้ยงหลังการเตะเสร็จสิ้น เพราะเดี๋ยวเมาแล้วจะมีปัญหาตามมา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน นพ.ประเวศ วะสี และนายคณิต ณ นคร ที่เป็นประธานคณะทำงานชุดต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ หรือไลน์แมนด้วย โดยขอให้นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นกรรมการด้วย แต่ห้ามลงเล่นเด็ดขาดเพราะอาจมีผู้เล่นฝ่ายค้านยอมโดนใบแดง อาจเล่นไม่ได้อีกหลายวัน ในส่วนกองเชียร์จะจัดแบ่งกันพื้นที่ให้ทุกสีมาร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแดงหรือหลากสีเข้ามาได้ แต่เกรงว่าเสื้อแดงจะมาร่วมเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะกล้าจัดหรือไม่.

ระวังจะเหลิงอำนาจ

ที่มา ไทยรัฐ


ต้องถือว่าผิดความคาดหมายเมื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ต่ออายุ พ.ร.ก.การ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทั้ง 24 จังหวัด ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานการณ์ยังไม่น่าไว้ วางใจ มีการนำข้อมูลข่าวสารไปบิดเบือนจากความเป็นจริง มีการปลุกระดมมวลชนในท้องถิ่นต่างๆ และอาวุธของทางราชการที่ยึดไป ก็ยังไม่ได้ส่งคืนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนหน้านี้ มีการคาดหมายว่า

อาจจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัด และคงไว้ในบางจังหวัดที่จำเป็น แต่กลายเป็นว่าให้คงไว้ทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ทะแม่งๆ ไม่หนัก แน่นน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น ยังไม่ได้อาวุธที่ถูกยึดไปคืนมา หมายความว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้อาวุธคืน จะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตลอดไปหรือ? ใครจะเป็นผู้ตามเอาอาวุธคืน? หรือจะนั่งอยู่เฉยๆ และให้คนร้ายเอามาคืน?

ส่วนการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจะรับประกันได้อย่างไรว่า ถ้าคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ จะไม่มีการบิดเบือน เพราะมีสื่อมากมายที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ และคนของพรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็ได้ประกาศชัดเจนว่า จะฟื้นฟูสื่อต่างๆขึ้นมาใหม่ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ดาวเทียม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสื่อคนใหม่ ก็ยอมรับว่าไม่มีกฎหมายที่จะให้ใครเปิดหรือปิดทีวี

เป็นการยอมรับว่า แม้แต่กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ไม่สามารถควบคุมการเปิดหรือปิดสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง อีกทั้งยังมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ห้ามสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่นๆ และห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ถือว่าจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบ และอาจถูกถอดถอน

ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรอิสระผู้ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การที่ ศอฉ.ใช้อำนาจกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งปิดสื่อต่างๆ น่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อรัฐธรรม-นูญหรือไม่? เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าบทบัญญัติข้อใดของกฎ-หมายภาวะฉุกเฉินขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะใช้บังคับไม่ได้เมื่อรัฐบาลยังไม่มีกฎหมายให้

เปิดหรือปิดสถานีโทรทัศน์ ทางที่ถูกที่ควร รัฐบาลน่าจะใช้วิธีการกำกับดูแลและตรวจสอบจะดีกว่า เมื่อเห็นว่าสื่อทำผิดกฎหมายข้อใด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย นับตั้งแต่ข้อหาหมิ่นประมาท จนถึงปลุกระดมประชาชนเพื่อโค่นรัฐบาล แทน ที่จะใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินสั่งปิดลูกเดียว เพราะว่าถึงจะปิดได้ก็เปิดใหม่ได้ และสามารถบิดเบือนข้อมูลข่าวสารได้ตลอดกาล

กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นดาบสองคม เพราะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐแบบครอบจักรวาล และยกไว้ไม่ต้องรับผิดใดๆ จึง อาจกลั่นแกล้งชาวบ้านได้ อย่างกรณีที่มีการร้องเรียน "ขังลืม" ที่กาญจนบุรี และรัฐบาลก็อาจเสพติดกฎหมายฉุกเฉินจนเหลิงอำนาจ เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการในอดีตที่ใช้กฎ อัยการศึกปกครองประเทศ จนถูกนักศึกษาประชาชนลุกฮือขับไล่ ถูกตราหน้าเป็นทรราชและถูกยึดทรัพย์สิน.

วิกฤติประชาธิปไตย

ที่มา ไทยรัฐ


ความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายกลายเป็น วิกฤติประเทศไม่รู้จบ จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน เรื่องของสิทธิมนุษยชนถูกจับตามากที่สุด การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างที่ดักคอเอาไว้แล้วว่า รัฐบาลชุดนี้จำเป็นจะต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและอำนาจทางทหารในการปกครองประเทศไปจนกว่าจะครบวาระการบริหารประเทศ

บนกลิ่นอายของเผด็จการ

มีประชาชนจำนวนมากที่ถูกจับกุมตัวอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม ซึ่งเป็นการดำเนินการแบบเหวี่ยงแห โดยผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุมตัวในข้อหาผู้ก่อการร้ายไปด้วย

ผู้บริสุทธิ์ในที่นี้มีสองประเภทก็คือผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจกับผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมด้วย เพียงแต่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณการชุมนุม แม้ องค์กรสิทธิ มนุษยชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศจะช่วยเรียกร้องขอความเป็นธรรมแล้วก็ตาม

แต่รัฐก็ยังทำหูทวนลม

เพราะฉะนั้น การจะเรียกร้องความเป็นธรรมตามกติกาสากลของผู้ที่ สูญเสียจากวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาก็คงจะเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อม แม้แต่ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี คุณคณิต ณ นคร เป็นประธานมีการแต่งตั้งกันเรียบร้อยแล้วจะทำงานได้แค่ไหนเพราะถ้ารัฐที่มีกองทัพเป็นไม้ค้ำยันไม่ให้ความร่วมมือซะเองก็คงหมดปัญญาจะไปหาความจริง

ก้าวแรกของการปฏิรูปประเทศไม่ใช่ โครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด หรือสารพัดโครงการสร้างภาพที่รัฐบาลพยายามจะเข็นออกมาแหกตาประชาชน แต่อยู่ที่จะทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่รู้สึกถึงความเป็นธรรมและความมีมาตรฐานในการปกครองต่างหาก

ยิ่งนานวันรัฐบาลชุดนี้ก็ยิ่งออกลายเผยธาตุแท้ การแต่งตั้งบุคคลตำแหน่งสำคัญ เพื่อสืบทอดอำนาจ ยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อที่จะสร้างฐานอำนาจใหม่ล้มฐานอำนาจเก่าให้สิ้นซาก

ดูอย่างการแต่งตั้งผู้ว่าการแบงก์ชาตินั่นปะไร กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ส่งชื่อ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผจก.แบงก์กสิกร เข้า ครม. อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ของอย่างนี้ที่ไปที่มาพิสูจน์กันได้ไม่ยาก ถ้าเป็นความสัมพันธ์ธรรมดาก็อีกเรื่อง แต่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมทางด้านการเงินการคลัง ทั้งอินไซด์ข้อมูลสำคัญ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการแทรกแซงจากการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์

รัฐบาลที่ถูกต่อต้านจากประชาชนจนต้องใช้กำลังทหารเข้ามาค้ำยัน รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานซึ่งผลโพลให้สอบตกทุกไตรมาส รัฐบาลที่มีการทุจริตคอรัปชันมากที่สุดและชัดเจนที่สุด รัฐบาลที่ไม่ได้รับความเชื่อถือจากต่างประเทศแม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง รัฐบาลที่ทำร้ายประชาชน

ยังจะมีสภาพเป็นรัฐบาลอยู่ได้อย่างไร น่าคิด.


หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 08/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 08/07/53

กฎแห่งกรรม!

ที่มา โลกวันนี้


ฉุก(ละหุก)คิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2836 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 8 กรกฏาคม 2010
โดย นายหัวดี


ทุกปีที่เริ่มย่างก้าวเข้าช่วงการโยกย้ายประจำปี ไม่ว่าจะขี้ข้าประชาชน หมาต๋า หรือสีต่างๆในกองทัพ ก็จะเห็นฝุ่นตลบและน้ำลายเต็มขนหน้าแข้งบรรดา “ผู้มีบารมี” ไม่ว่าจะเป็นสัตว์การเมืองหรือสัตว์สองเท้าที่ยังมี “กิเลส-ตัณหา” เต็มตัว

เพราะทุกปีไม่เคยไม่มีการร้องเรียน ทั้งเรื่องเส้นใหญ่เส้นเล็ก รวมไปถึงการใช้ร่างเข้าแลก ฯลฯ

จะจริงหรือเท็จไม่รู้ เพราะไม่มี “ใบเสร็จ” แม้กระทั่งกรณี “หมาต๋า” ที่ “บิ๊กหมาต๋า” เอาหลักฐานการซื้อตำแหน่งมาแฉ ยังเงียบหายเข้าป่าช้า

ขนาด “จ่าเพียรขาเหล็ก” หรือ “วีรบรุษบันนังสตา” ที่ทำให้วงการ “หมาต๋า” และ “สัตว์การเมือง” สะดุ้งวิ่งหนีกันหางจุกตูด ยังเป็นแค่พลุที่ยิงขึ้นฟ้า

แม้ทุกยุคทุกสมัยจะมีกลุ่มขี้ข้าประชาชนพยายามต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นและน้ำลายที่ไหลนองแผ่นดิน แต่ก็เป็นแค่เสียงนกเสียงกา

การข้ามหัวหรือกระโดดข้ามพวกพ้อง จึงกลายเป็นเรื่องของ “คนโฉด” ที่ได้รับการยกย่อง ไม่มีความละอายเลยแม้แต่น้อย ทั้งคนให้และคนรับ “ชั่ว” อย่างเสมอภาค

อย่างกรณี “บิ๊กหมาต๋า” ที่ “หล่อหลักลอย” ต้องเอาปี๊บคุมหัว หน้าแตกและหน้าแหกจนหน้าหนาไม่มีความรู้สึก เพราะไม่สามารถ “สวมหัวโขน” ให้ “บิ๊กหมาต๋า” ได้จนต้องปล่อยให้กลับบ้านไปเลี้ยงหลานกันเอง

แต่ “โลกหมาต๋า” ก็ยังต้องจับตามอง เพราะ “หล่อหลักลอย” ตัดสินใจประกาศล้างบางครั้งใหญ่ ให้ “สารวัตรใหญ่” เป็นกัปตันใหญ่ แต่ “หมาต๋า” ทั่วแผ่นดินกลับได้แต่ส่ายหน้าเพราะเบื่อ “จำอวด” คณะใหม่ ที่ไม่ต่างอะไรกับเอา “คนแก่” มาทำงานแก้เหงา แทนที่จะนั่งจมปลักเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน

เหมือนกับ 3 คณะกรรมการเพื่อการปรองดองของ “หล่อหลักลอย” ที่มีคำถามมากมายว่าตั้งไปทำไม เพราะวิธีสร้างความปรองดองง่ายๆกลับไปทำ แต่กลับทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แถมยังของบประมาณไปถลุงเพื่อเล่นปาหี่ 2-3 ปีอีก

วิธีง่ายๆแค่ “หล่อหลักลอย” เลิกตอแหลตีหน้าหล่อกลบเกลื่อนซากศพที่ตายเกลื่อนเมือง แล้วคืนอำนาจให้กับประชาชน คืนสิทธิเสรีภาพ และคืนความเป็นมนุษย์ให้ประชาชนเลือกอนาคตของตนเองเท่านั้น

ไม่ใช่ “ปิดประตูตีแมว” คง “กฎหมายติดหนวด” เพื่อให้ “ศูนย์อับเฉา” ไล่ล่าและกวาดล้าง “ไพร่ไม่มีเส้น” จนกว่าจะหมดสิ้นทั้งแผ่นดิน

เพราะตราบาปที่ “หล่อหลักลอย” และ “ศูนย์อับเฉา” ทำไว้นั้น เป็นความจริงที่ไม่มีวันลบล้างได้ โดยเฉพาะ “ซากศพ” ที่นั่งทับไว้

เพียงแต่จะเป็น “กรรมติดจรวด” หรือ “กรรมเรือเอี้ยมจุ้น” เท่านั้น!

“จตุพร” ปัดคืนชีพเสื้อแดงเคลื่อนไหวใหญ่สิ้นปี

ที่มา โลกวันนี้


ข่าวออนไลน์
จากหนังสือพิมพ์ ข่าวหน้าหนึ่ง
ปีที่ 0 ฉบับที่ 0 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 8 กรกฏาคม 2010
โดย -

“จตุพร” ปัดเตรียมปลุกระดมเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ปลายปี ยันไม่ยุ่งสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท หวั่นโดนปิด ชี้รัฐสร้างข่าวใส่ร้ายนปช.กรณี “เทพไท” ปูดข่าวนปช.มีแหล่งฝึกอาวุธ 3 แห่ง ชี้ “อ้อ-อ้าย” แดงเทียม

วันนี้ (8 ก.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ปฏิเสธข่าวเตรียมปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดงให้เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ตามที่คนในรัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการช่วยหาเสียงให้กับนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6

นายจตุพรกล่าวต่อว่า ตนเองคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดทำรายการของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “เอเชียอัพเดท” เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบให้ไม่สามารถออกอากาศได้

ทั้งนี้ นายจตุพรยังท้าให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลกรณีกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหน้าหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า นปช.มีแหล่งฝึกอาวุธ 3 แห่ง ระบุเรื่องนี้เป็นการสร้างข่าวของรัฐบาลเพื่อใส่ร้ายกลุ่ม นปช.เพราะหากเป็นความจริงรัฐบาลต้องเร่งดำเนินคดีไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แกนนำกลุ่ม นปช.ยืนยันว่า ผู้ต้องหาคดีจ้างวานลอบวางระเบิดที่ทำการพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช.แต่เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะสร้างประเด็นขึ้นมา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนก่อเหตุจะทิ้งหลักฐานไว้

รายงาน: 1 ปี 10 เดือนในเรือนจำของ ‘บุญยืน’ อดีตนักโทษคดีหมิ่นเบื้องสูง

ที่มา ประชาไท



บุญยืน ประเสริฐยิ่ง อดีตนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ข้อหาอันหนักหน่วงสำหรับสังคมไทย เพิ่งได้รับอภัยโทษ ออกจาก “คุก” พร้อมๆ กับเพื่อนนักโทษจำนวนหนึ่ง รวมถึง สุวิชา ท่าค้อ’ ในโอกาสวันฉัตรมงคลที่ผ่านมา
เธอไม่เปลี่ยนไปมากนักเทียบกับครั้งยังอยู่ในเรือนจำ ดูเหมือนสุขภาพจะไม่ดีนักและยังเดินกระโผลกกระเผลกจากอุบัติเหตุถูกรถมอเตอร์ไซด์ชนเมื่อครั้งเก่าก่อน แต่แววตายังเต็มเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น เรานัดสัมภาษณ์เธอในวันหนึ่งของเดือนมิถุนายน เธอใส่เสื้อสีชมพูมีตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นในสังคม เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
เธอบอกเล่าว่า ด้วยแนวคิดที่ไม่ต้องการให้ใครแอบอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองนั่นเองที่ทำให้เธอโดนจับกุม เพราะเธอได้ปราศรัยโจมตีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อย่างรุนแรง และได้พาดพิงถึงสถาบันในบางแง่มุมโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่ามกลางคนฟังไม่กี่สิบคนที่ท้องสนามหลวง ก่อนที่การเมืองไทยจะเป็นการเมืองกีฬาสีเสียอีก สำหรับโทษทัณฑ์ต่อกรณีดังกล่าวคือ จำคุก 12 ปี รับสารภาพลดกึ่งหนึ่งเหลือ 6 ปี
บุญยืน ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ในข้อหาหมิ่นรัชทายาท บรรยากาศสังคมตอนนั้นยังเต็มไปด้วยการต่อต้านการรัฐประหารจากผู้คนกลุ่มเล็กๆ หลากหลายกลุ่มโดยอาศัยพื้นที่ “สนามหลวง” ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา โผงผาง กล้าได้กล้าเสีย เธอจึงเป็นหนึ่งในดาวเด่นสนามหลวง โดยมีสมญานามว่า ‘นางพญาอินทรีย์’
ดีกรีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อ 2-3 ก่อน เป็นภาพที่บุญยืนถูกโจมตีในอินเตอร์เน็ต

เธอเล่าถึงประวัติความคิด และการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองว่าติดตามการเมืองในระดับเดียวกับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไปในสังคม ไม่เคยร่วมเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆ แต่เมื่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่เธอชื่นชอบในแนวทางการบริหารและนโยบายถูกรัฐประหารโดยคมช. เธอจึงได้ออกมาร่วมชุมนุมสนับสนุนอดีตนายกฯ และต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนั้น สรุปให้ง่ายได้ใจความ เธอเห็นว่า ยุคของทักษิณเป็นยุคที่คนจนลืมตาอ้าปากได้ และคนจนอีกเช่นกันได้ลงคะแนนเสียงของพวกเขาเลือกรัฐบาลนี้ไปแล้วตามกกติกา
ในเรื่องส่วนตัว แม้จะพยายามไถ่ถามหลายครั้ง แต่เราก็ไม่ได้ข้อมูลมากนัก เพราะเมื่อพูดเรื่องส่วนตัวได้ไม่นาน เธอก็จะวกมาพูดเรื่องคนอื่น หรือเรื่องเหตุบ้านการเมืองตลอดเวลา เท่าที่รับรู้ คือ เธอเติบโตในกรุงเทพฯ เป็นเด็กบ้านแตกที่ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ และอาศัยเรียน กศน. จนจบม.3 ปัจจุบันมีลูก 2 คนซึ่งดูแลตัวเองได้แล้ว ช่วงหลายปีมานี้เธอมีอาชีพรับซื้อของเก่า อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่หัวเรือใหญ่ของครอบครัวอยู่ในเรือนจำ เราได้ข่าวมาว่าสถานะทางบ้านเธอง่อนแง่นลงไปถนัดตา หลายอย่างที่ผ่อนไว้ถูกยึด แต่เมื่อออกมาข้างนอกเธอกลับไม่ยอมบอกกล่าวถึงความยากลำบากส่วนตัวมากนัก หากเอาแต่ถามไถ่ถึงโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้


บุญยืน เป็นนักโทษที่ปฏิบัติตัวอย่างดียิ่งในเรือนจำ ทุกครั้งที่ไปเยี่ยม เธอมักกล่าวถึงผู้คุมอย่างเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางสู้คดี เธอเลือกทางเดินที่แตกต่างจาก ‘ดา ตอร์ปิโด’ นักโทษหญิงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่คนหนึ่งไม่ยอมรับข้อกล่าวหา ต่อสู้คดีและถูกตัดสินจำคุก 18 ปี และยังอยู่ในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน แต่บุญยืนรับสารภาพและยืนยันถึงความจงรักภักดี แม้ว่าในตอนนั้นจะมีผู้ให้กำลังใจจากภายนอกบางส่วนที่เอาใจช่วยให้เธอสู้คดีนี้ก็ตาม
เวลา 1 ปี 10 เดือน ในเรือนจำทำให้เธอได้พบเห็นเรื่องราวต่างๆ มากมายผ่านชีวิตของนักโทษคนอื่น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องอัศจรรย์พันลึก ขณะเดียวกันก็ชวนรันทดหดหู่ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเขียนหนังสือรวบรวมประสบการณ์เหล่านั้น กระทั่งถึงการวางแผนเดินสายเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมาย ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมบางอย่างที่กดทับ รังแก ประชาชนตัวเล็กๆ ไร้ทางสู้
เธอตั้งใจจะเขียนหนังสือถึง 2 เล่ม ว่าด้วยชีวิตความลำเค็ญของคนคุก ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่างในสังคม ชีวิตพวกเขาพอจะเรียกได้ว่า “บัดซบ” ตั้งแต่อยู่นอกคุกจนกระทั่งถึงวันเข้าไปนอนในซังเต อีกเล่มหนึ่งคือ ปัญหาของข้อกฎหมายไทย และกระบวนการจับกุมตัวผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับยาเสพติด กลั่นจากประสบการณ์ตรงมาเป็นคำบอกเล่า ซึ่งพิสูจน์แล้ว (ด้วยเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง) ว่ามากมายและเร้าใจ ราวกับเธอเป็นนักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน หรือนักวิจัยที่เข้าไปเก็บข้อมูลแบบลึกถึงก้นบึ้ง
หากสนใจโปรดรอติดตามผลงานของเธอ แน่ล่ะ เธอยังคิดชื่อหนังสือไม่ออก และคงอยากให้คนอื่นๆ ช่วยคิดด้วย

ปลาหมึกVSตูดหมึก

ที่มา Thai E-News



ค่าของคนกับค่าของหมึก -หมึกพอลทายฟุตบอลโลกหนนี้แม่นเหมือนตาเห็น จนแฟนบอลเยอรมันแค้นตาแม้น อยากเอามันย่างกินกับน้ำจิ้มเพื่อแก้เผ็ด ผิดกับ"ตูดหมึก"อีกรายที่ทายทีไรผิดทุกทีแบบเหลือเชื่อ แต่คนไทยได้แก้เผ็ดแล้ว ด้วยการโทรด่าเช็ดในโครงการ6วัน63ล้านเสียงสาปแช่งก่นด่า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพประกอบ บอร์ดประชาไท
8 กรกฎาคม 2553

แฟนเยอรมันโกรธ"พอล"ทายแม่นเบียร์แพ้สเปนเช่งถูกนำไปทำอาหาร-โยนให้ฉลามรับประทาน

ปลาหมึกเพศผู้วัย 2 ปี สัญชาติเยอรมัน นามว่า “พอล” กลายเป็นที่โจษจันไปทั่ววงการลูกหนัง เมื่อสามารถทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ของเยอรมนี ได้อย่างแม่นยำตลอด 5 นัดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการชนะ ออสเตรเลีย (4-0), แพ้ เซอร์เบีย (0-1), เฉือน กานา (1-0) หรือว่าถล่มอังกฤษ (4-1) ตามด้วยขยี้อาร์เจนตินา (4-0)

ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หมึกแสนรู้ที่อาศัยอยู่ในอควาเรียม โอเบอร์เฮาเซน ทำเอาแฟนๆ “อินทรีเหล็ก” ใจแป้ว เมื่อดันไปเลือกเกาะโถของสเปนนั่นหมายความว่า “กระทิงดุ” จะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือเยอรมนี ในรอบรองชนะเลิศ

ซึ่งผลการแข่งขันเมื่อคืนวันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2553 ออกมาแล้ว ปรากฏว่า “พอล” ทำนายแม่นดั่งจับวาง สเปน เบียดเอาชนะ เยอรมนี 1-0 จากประตูชัยของ คาร์เลส ปูโยล โหม่งบอลเข้าไปในนาทีที่ 73 ช่วยให้ “กระทิงดุ” ฟันฝ่าเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ เตรียมชน “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ ในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.นี้ ขณะที่ “อินทรีเหล็ก” ต้องไปชิงอันดับ 3 กับอุรุกวัย กันต่อไปในคืนวันเสาร์

ภายหลังการแข่งขัน “แดร์ เวสเทิร์น” หนังสือพิมพ์ในเยอรมนี รายงานทันทีว่าแฟนบอลที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ สังคมออนไลน์ชั้นนำ พากันแนะให้นำ “หมึกพอล” ไปทำอาหารได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกทอด, ทำบาร์บีคิว หรือทำสลัดซีฟูด หรือทำข้าวผัดสเปนที่เรียกกันว่า ปาล่า ( paella) ให้รู้แล้วรู้รอด

โดยแฟนบอลรายหนึ่งโพสต์ผ่านเว็บไซต์อีกว่า “หลายคนคงอยากโยนเจ้าปลาหมึกตัวนี้ลงไปในตู้ฉลาม”

แฟนบอลไทยให้รางวัลมาร์คตูดหมึกด้วยการรุมแช่ง6วัน63ล้านเสียงด่า


อย่าแม้แต่จะคิดนะไอ้ตูดหมึก -ภาพล้อเลียนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ว่าเขาเชียร์ว่าทีมไหนจะชนะเป็นต้องแพ้เรียบ พอเขาจะหันมาเชียร์สเปนมั่ง นักบอลสเปนรีบด่าไว้ก่อนเลยว่า "เฮ้ย!!อย่าแม้แต่จะคิดนะเจ้าตูดหมึกตัวซวย"


ขณะที่ปลาหมึกพอลทายแม่นเหมือนตาเห็น ที่เมืองไทยก็มีคนที่ทายผิดทุกนัดเหมือนตาเห็น เขาชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อาจเป็นไปได้ว่าความอัปมงคลเข้าตัวมาก หลังสั่งการเข่นฆ่าประชาชนทำให้เสียงสาปแช่งเต็มบ้านเต็มเมือง ความซวยเลยครอบงำนายกฯระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์ แต่ที่แย่กว่านั้นคือนายอภิสิทธิ์ได้ลากเอาทีมฟุตบอลเต็งจ๋าระดับโลกซวยตามไปด้วย แค่เขาเชียร์ทีมไหน เห็นผลทันตา คือแพ้เรียบ แพ้กระจุยแบบไม่น่าเชื่อ

ซวยกระทั่งนายอภิสิทธิ์ได้ประกาศเลิกเชียร์ทีมในฟุตบอลโลกคู่ 4 ทีมสุดท้าย อ้างว่ากลัวแฟนบอลเดือดร้อนเสียกำลังใจไปกับความซวยของเขา

ก่อนนี้นายอภิสิทธิ์ออกปากให้สัมภาษณ์นักข่าวเชียร์ทีมอังกฤษ โปรตุเกส บราซิล และอาร์เจนติน่า ปรากฎว่าแพ้เรียบ

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่าเชียร์ทีมชาติอังกฤษ แต่อังกฤษ ก็ตกรอบ 2 เพราะพ่ายเยอรมนี ต่อด้วยการเชียร์โปรตุเกส โดยเยาะเย้ยสเปนคู่แข่งขันว่า" สเปนมีดีอะไร.." ผลปรากฎว่าโปรตุเกสก็ตกรอบ 2 ด้วยฝีมือสเปนไปอีกทีม

จากนั้นหันมาเชียร์บราซิล เต็งจ๋าแชมป์โลก ก็โดนฮอลแลนด์เขี่ยตกรอบแบบพลิกล็อกเหลือเชื่อ ล่าสุดนายกฯการันตีว่า อาร์เจนติน่าจะเอาชนะเยอรมนีพร้อมกับทะลุเข้าไปคว้าแชมป์โลกมาครอง แต่กลับกลายเป็นว่าเยอรมนียำใหญ่ถล่มเอาชนะอาร์เจนติน่าไปขาดลอย 4-0

"ต่อไปผมจะให้สัมภาษณ์ได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องฟุตบอล" นักข่าวถามว่าทำไมไม่ทำนายต่อหละ? นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่มีแล้วครับ ไม่พูดแล้วครับ เลิกแล้วครับ คนเราพอผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด ไม่อุทธรณ์ ไม่ฏีกา เมื่อถามว่า ไม่เชียร์ทีมเยอรมนี ต่อไป เขาไม่ให้ผมเชียร์ใครแล้ว ตอนนี้แฟนๆ เขาเดือนร้อน"

ทั้งนี้นายกฯ เป็นแฟนบอลทีม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และมาเชียร์ออกหน้าออกตาตอนได้เป็นนายกฯ ผลก็คือเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วทีมนี้ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ก่อนจะกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้งในฤดูกาลที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ในเดือนสิงหาคมนี้

ในการแข่งขันเอเชียนคัพ เขายังเคยไปนั่งเชียร์ทีมฟุตบอลไทยที่สนามกีฬาหัวหมาก ในนัดที่แข่งขันกับสิงคโปร์...สิงคโปร์ที่เคยโดนทีมไทยถลุงมาราวกับบอลคนละชั้นมานักต่อนักแล้ว

แต่ผลการแข่งขันในนัดนี้ คงไม่ต้องให้บอกนะว่า ใครเป็นฝ่ายต้อนใคร...!!!

6 วัน 63 ล้านเสียงด่าไล่มาร์คไปตายซะ


โรคจิตอยากโดนด่า -เปิดรับสายวันแรกโครงการ6วัน63ล้านความคิด เจอชาวบ้านไล่ไปลงนรกเปิดรับสายวันที่สองชาวบ้านไล่ให้ยุบสภา เปิดสายวันที่สามชาวบ้านถามหาความยุติธรรมมาตรฐานเดียวก่อนหน้านั้นไปเดินหาเสียงที่โรงพยาบาลโดนชาวบ้านด่าเต็มหู"ไอ้เหี้ย"( ดูข่าว )ส่วน"ไก่อู"มาช่วยรับสายเจอด่า"ไอ้สัตว์ ฆ่าประชาชน"เต็มๆ( ดูข่าว ) ล่าสุดวิลลี่-เสนาหอยมาช่วยรับสายบอกโดนด่าหูชา ไล่ให้รัฐบาลไปตายซะ

เกจิได้แนะนำมาร์คว่า หากแค่อยากโดนด่าฟรีให้โทรไปรายการวิทยุของอาจารย์วีระ ธีรภัทร ทางFM96.5MHzช่วงบ่ายๆจ้นทร์-ศุกร์ก็ได้ไม่ต้องเปลืองงบประมาณภาษีประชาชน

สิ้นเดือนนี้ปิดบอร์ดประชาไท กระดานสนทนาใหญ่ที่สุดของโลกไซเบอร์ที่ต่อต้านรัฐบาลอำมาตย์

ที่มา Thai E-News





ที่มา ประชาไท

หมายเหตุไทยอีนิวส์ :เมื่อเย็นวันที่ 7 กรกฎาคม จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซต์ประชาไทได้เขียนแจ้งในหัวข้อ ใต้เท้าขอรับ : 'เว็บบอร์ด'...แล้ววันนี้ก็มาถึง ว่าจะ ปิดเวบบอร์ดประชาไทซึ่งเป็นกระดานสนทนาทางการเมืองของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกไซเบอร์เวลานี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ โดยให้เหตุผลความจำเป็นดังต่อไปนี้



จดหมายฉบับนี้ควรจะส่งถึงผู้อ่านประชาไทและเพื่อนสมาชิกเว็บบอร์ดประชาไทหนึ่งเดือนมาแล้ว
แต่ทว่า..ดิฉันเองก็ตกอยู่ในอาการอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ไม่รู้จะบอกอะไรได้มากไปกว่า

“ขอโทษ”

เว็บบอร์ดในประชาไทเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับเว็บไซต์ประชาไท เริ่มจากการเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ในการที่จะให้ผู้อ่านประชาไทได้แลกเปลี่ยน ถกเถียงกันอย่างอิสระ

จากกระดานสนทนาเล็ก ๆ ใช้เวลาแรมปีที่เริ่มมีขาประจำ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีเหลืองมีแดง ทว่าเป็นชุมชนมีทั้งคนที่ชอบ/ไม่ชอบทักษิณ, ชอบพันธมิตร แต่ไม่ชอบข้อเรียกร้องเรื่องมาตรา 7 ซึ่งพื้นที่นี้ก็คุยกันได้เสมอมาดิฉันเองในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ก็พยายามที่จะเข้าไปชี้แจง, แลกเปลี่ยนในเรื่องราวที่เป็นจุดยืนต่อการเปิดกว้างให้ทุกเสียง ทุกฝ่าย ได้มีพื้นที่แสดงออก มีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐเป็นกำนัลเสมอมา

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549...
ในห้วงเวลาที่พื้นที่การสื่อสารเพื่อแสดงออกถึงการต้านรัฐประหารและการยืนยันในความนิยมชื่นชมอดีตนายกฯทักษิณ ดูจะคับแคบและไร้ที่ทาง เว็บบอร์ดประชาไทซึ่งอหังการ์ประกาศตนเองว่าเชื่อในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นจึงเติบโตขยายตัวเป็นชุมชนที่กว้างขวางขึ้นจนในที่สุดทีมงานประชาไทตัดสินใจว่าชุมชนแห่งนี้เติบโตเกินกว่าที่จะเป็นเพียงพื้นที่หนึ่งของเว็บไซต์ประชาไท

ประชาไทเว็บบอร์ด [ http://www.prachataiwebboard.com ] จึงเกิดขึ้น มีสถานะเป็นอิสระมีหน้าตา, ที่ทาง, ท่าทีเฉพาะของตนเองตามแต่ที่เพื่อนสมาชิกในเว็บบอร์ดจะสร้างสรรค์ให้เป็นอารมณ์ขัน, ขื่น, ข้น, เข้าใจ และกวนประสาทอย่างเหลือร้ายของนักโพสต์ในประชาไทอย่างที่ไม่มีบรรณาธิการคนใดจะมาบรรณาธิกรณ์

คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไปถ้าจะบอกว่าประชาไทเว็บบอร์ดผ่านห้วงร้อนฉ่าในวิกฤติการเมืองและทำหน้าที่เป็นความฉ่ำชื่นใจในยามที่รู้สึกอ่อนแอและแพ้พ่าย..

ในยุคสมัยที่สิทธิและเสรีภาพเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ??? และความน่าตื่นตระหนกตกใจ !!!
คดีความที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากการทำหน้าที่ดูแลเว็บบอร์ดประชาไทยังคงรอการต่อสู้พิสูจน์และตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์การจับกุมผู้โพสต์แสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นข่าว และไม่เป็นข่าว

เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งสำหรับผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเปิดพื้นที่สื่อสาร หรือผู้ที่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก ความคิดเห็น และข้อมูล ที่ยังมีกรอบอันกว้างขวางและพร่าเลือนของข้อกล่าวหา “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ที่สามารถจับกุมคุมขังผู้เห็นต่าง ผ่านเครื่องมือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน และ มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา

ด้วยขีดจำกัดในการที่ปกป้องคุ้มครองตัวเองของประชาไท ที่สำคัญการไม่สามารถที่จะมีหลักประกันความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่เข้าแสดงความคิดเห็นผ่านพื้นที่เว็บบอร์ดประชาไท การสอดส่อง แกะรอยเพื่อติดตามหาตัวผู้โพสต์เหมือนจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก และโดยไม่จำเป็นต้องมาขอความร่วมมือ/ขอข้อมูลจากประชาไทเลยด้วยซ้ำ

สถานการณ์อันล่อแหลม เปราะบาง และดิ่งเหวของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย จึงกลายเป็นความจริงที่ทีมงานประชาไทต้องยอมรับด้วยความรวดร้าวใจ และตัดสินใจปิดเว็บบอร์ดประชาไทลง โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป

ในช่วงเวลาที่ยังพอมีให้เราได้สื่อสารกัน..
คาดว่ายังพอมีเวลาสำหรับการบันทึกเนื้อหาในกระทู้ที่น่าสนใจสำหรับแต่ละท่าน
การสื่อสารข้อความระหว่างเพื่อนสมาชิก..สำหรับคนที่ยังผูกพันและอยากติดต่อสื่อสารกันต่อไป
น่าจะยังพอมีเวลาให้แลกเปลี่ยนกันผ่านกล่องข้อความ

และหากไม่โกรธเคืองกันเกินไป ยังอยากพูดคุย สอบถาม ติดต่อสื่อสารกัน อีเมล chiranuch@prachatai.com ยังเปิดรับทุกความคิดเห็นค่ะ

นับถือ

ตู่ปูดอ้อ-อ้ายสายลับ พลิกแฟ้มพบไม่ธรรมดา

ที่มา Thai E-News



อ้อ-อ้ายสายลับ -"อ้อ"วริศรียาถูกกัมพูชาควบคุมตัวพร้อม"อ้าย"ส่งตัวให้ทางการไทยข้อหาเป็นแก๊งระเบิดพรรคภูมิใจไทย โดยDSIปฏิบัติต่อผู้ต้องหาทั้งสองในระดับVIP ล่าสุดจตุพร พรหมพันธุ์ ได้กล่าวหาว่าทั้งสองเป็นสายลับให้รัฐบาล

แม่งาน -วริศรียา ซึ่งมีบทบาทในการระดมทุน 300 ล้านบาทสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส ให้สัมภาษณ์สื่อว่า"เราออกแบบหอเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว พัฒนาแบบมาเรื่อยๆ แต่ไทยมีปัญหาด้านการเมืองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พอบ้านเมืองสงบเราจึงนำโครงการนี้มาสานต่อ เพราะเป็นวาระที่สมควรแล้ว"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ไทยทาวน์ยูเอสเอ
7 กรกฎาคม 2553

จตุพรซัดอ้อ-อ้าย สายลับรัฐบาล หวังล่ากี้ร์-แรมโบ้

จตุพร พรหมพันธุ์ ซัด อ้อ-อ้าย สายลับรัฐบาล ชี้เหตุถูกทางการกัมพูชา ส่งตัวให้ไทย เพราะแฝงตัวไปหวัง สืบหา อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และ สุพร อัตถาวงศ์ ยัน 4 ผู้ต้องหาบึมภูมิใจไทย ไม่ใช่การ์ด นปช.

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการจับกุมตัวสองผู้ต้องหาก่อวินาศกรรมพรรคภูมิใจไทยที่ทางการเขมรส่งตัวกลับมา ว่า ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.แล้ว ทำให้เกิดความสงสัยในพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง ว่าหลังจากทั้งสองเข้าไปประเทศกัมพูชาแล้ว มีการกล่าวอ้างว่า ต้องการพบตัวแกนนำ นปช.เช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน จะไปพบกันได้ที่ไหน ทางการกัมพูชา เกรงว่าจะเป็นการส่งสายลับมาหรือไม่

นอกจากนี้ มีการกล่าวอ้างว่า กลุ่มแกนนำ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา ส่งผู้ต้องหาทั้งสองไป เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะ พ.อ.อภิวันท์ ปฏิเสธไม่รู้จักผู้ต้องหาทั้งสอง ทางการกัมพูชา จึงสงสัยต่อพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง เนื่องจากกัมพูชาเคยปฏิเสธแล้วว่า นายอริสมันต์ และนายสุพร ไม่ได้อาศัยในประเทศ เมื่อลำดับเหตุการณ์ระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย ด้วยรถเข็นเงาะ ได้ค่าจ้างแค่สองพันบาทเป็นเหมือนนิยาย คดีนี้จึงน่าสงสัยว่าเป็นการจัดฉากอย่างชัดเจน ตนไม่เคยรู้จักผู้ต้องหาทั้งสอง และยืนยันว่าผู้ต้องหาอีก 2 คนที่ถูกจับตั้งแต่แรกไม่ใช่การ์ด นปช.แหลมฉบัง พวกนี้ไม่ใช่แนวร่วมเดียวกันตนจึงไม่กลัวว่าจะเสียแนวร่วม เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นรัฐบาลคือผู้ได้ประโยชน์ ขณะที่พวกตนเสียประโยชน์

พลิกแฟ้มข่าว"อ้อ"ไม่ธรรมดาเคยหาทุนเฉลิมพระเกียรติ300ล้าน

พลิกแฟ้มข่าว"อ้อ"วริศรียา บุญสม ซึ่งถูกจับกุมที่เขมรโดยทางการระบุเป็น"เสื้อแดง"แก๊งระเบิดพรรคภูมิใจไทยนับว่า ไม่ธรรมดา โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์หนังสือไทยทาวน์ยูเอสเอว่า เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการระดมทุนราว 300 ล้านบาทเพื่อสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส

ไทยทาวน์ยูเอสเอนำเสนอข่าว 'หอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส' สัญลักษณ์แบบอย่างแห่งการครองเรือน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ในปี พ.ศ. 2553 นับเป็นวโรกาสมหามงคลยิ่งอีกวาระหนึ่งของปวงชนชาวไทย เนื่องจากเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 64 ปี

และยังเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี (28 เม.ย. 2553) นับเป็น “แบบอย่างของการครองเรือน” ที่ดี และเป็น “เอกอัครศาสนูปถัมภก” ที่พระเกียรติคุณเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช จึงสานต่อจัดโครงการสร้าง “หอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส” ที่เดียวในโลก ที่จะเป็นสถานที่รวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจทุกด้านของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงตรากตรำพระวรกายในการช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยเฉพาะเนื้อหาซึ่งพระองค์ทรงครองสมรสอย่างยาวนาน อันเป็นแบบอย่างของการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นแก่พสกนิกรชาวไทยที่ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ

หอเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ ด้านบนจะสร้างเป็นหอสูงเพื่อประดิษฐานระฆังจำลองทำจากทองคำคู่ ที่ทำเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองที่ทรงราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี โดยองค์ระฆังจริงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทั้งสองพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าเมื่อการสร้างแล้วเสร็จ สถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่ตัวแทนความรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์ และจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองไทย

“เมื่อ 10 ปีก่อน 28 เม.ย. 2543 เราจัดให้มีพิธีเฉลิมฉลอง 50 ปี ราชาภิเษกสมรส ในครั้งนั้นมีกิจกรรมการหล่อระฆังทองคำคู่ ประกอบด้วย ระฆังมหาราชา มีพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และระฆังราชินี มีพระนามาภิไธย ส.ก. ทำจากทองคำแท้ หนักลูกละ 50 บาท ขนาดความสูง 9 ซม. ความกว้าง 5.9 ซม. เพื่อทูลเกล้าฯถวายทั้งสองพระองค์

ในโอกาสเดียวกันนั้น เราได้หล่อระฆังทองคำจำลอง 2 ลูก (ปิดทองคำเปลว) สูง 139 ซม. กว้าง 59 ซม. เหมือนของจริง เว้นแต่ขนาด ซึ่งระฆังจำลองคู่ที่ยังไม่ได้นำไปประดิษฐาน เนื่องจากยังไม่มีสถานที่ก่อสร้างหอระฆังที่เหมาะสม จึงเก็บรักษาไว้ที่วัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อหอเฉลิมพระเกียรติฯ แล้วเสร็จ จะนำระฆังจำลองทองคำขึ้นประดิษฐาน” ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช กล่าว

ด้วยงบประมาณในการจัดสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรสมากถึง 300 ล้านบาท คณะจัดทำหอเฉลิมพระเกียรติฯ จึงจัดทำที่ระลึกพิเศษ “พระสมเด็จพุทธรัตนมณี” ทำจากเพชรแท้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์และวงการพระเครื่องไทย มอบให้แด่ผู้สมทบทุนมูลค่า 189,999 บาทด้วย

วริศรียา บุญสม หนึ่งในคณะกรรมการจัดหารายได้ก่อสร้างโครงการหอเฉลิมพระเกียรติฯ เล่าว่า “พระสมเด็จพุทธรัตนมณี” ถือเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด จัดทำเป็นที่ระลึกสำหรับผู้ที่สมทบทุนสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ มูลค่า 189,999 บาท จะได้รับพระสมเด็จพุทธรัตนมณี ฝังเพชรแท้ พระปางสมาธิทองคำ ถือเป็นอมตะพระเครื่องชั้นสูง มีคุณค่าทางจิตใจ ประดับด้วยมณีรัตนชาติ 3 ชนิด ได้แก่ เพชร เอกแห่งรัตนะทั้งปวง บุษราคัม อัญมณีที่ทรงพลังและความเมตตา และไพลิน อัญมณีแห่งสวรรค์จิตใจมั่นคงตั้งอยู่ในความดีงาม กับโลหะชาติอีก 1 ชนิด คือ ทองคำ ซึ่งถือว่าเป็นราชาแห่งโลหะ สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง จัดทำจำนวนจำกัดเพียง 5,999 องค์เท่านั้น ไม่มีการจำหน่าย


“สำหรับพระสมเด็จพุทธรัตนมณีทองคำ ประดับด้วยอัญมณีรัตนชาติทรงซุ้มระฆังบนบัลลังก์เมฆ ประดับเพชรกรอบล้อมรอบองค์พระ ลักษณะ ทรงซุ้มระฆังทำจากทองคำ 18K น้ำหนักเนื้อทองโดยประมาณ 25 กรัม ซุ้มระฆังขอบรอบนอกประดับไพลินยอดซุ้มด้านหน้าประดับด้วยบุษราคัม ตัวองค์พระประดับเพชร จำนวน 60 เม็ด ฐานบัลลังก์เมฆประดับเพชร จำนวน 134 เม็ด น้ำหนักโดยรวมอยู่ระหว่าง 1.558 กะรัต โดยมีการรับรองคุณภาพที่ออกโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน) ด้านล่างใต้ฐานองค์พระมีตราสัญลักษณ์ 5 ธันวามหาราช ด้านหลังองค์พระทำจากทองคำ 18K ประกอบรองลายขัดเงา มีตราสัญลักษณ์ระฆังทองคำคู่ และมีข้อความ “เฉลิมฉลองครบรอบราชาภิเษกสมรส 60 ปี” ใต้ฐานองค์พระมีรหัสหมายเลขกำกับ ซึ่งตรงกับใบรับรองคุณภาพ และที่สำคัญสามารถสลักชื่อผู้จองหรือบุคคลที่ต้องการมอบให้ได้” วริศรียา บอก

หอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส 60 ปี

“ระฆัง” เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก พระเกียรติคุณเกริกไกร ดังนั้นจึงต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมในการประดิษฐานระฆังทองคำจำลองขึ้น จากการเตรียมงานมานานนับ 10 ปี เพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสม ในที่สุดก็ได้สถานที่สร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ จัดสร้างบนเนื้อที่ 9 ไร่ บริเวณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยาโดยมีคณะกรรมการหลากหลายหน่วยงานร่วมดำเนินการจัดสร้าง อาทิ กระทรวงการคลัง กรมศิลปากร กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งจะกลายเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของชาติ เน้นศิลปกรรมร่วมสมัยรัชกาลปัจจุบัน

วริศรียา เล่าว่า หอเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ประกอบด้วย ห้องแสดงพระราชประวัติห้องแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ สำนักงานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช และห้องประชุมเล็ก บริเวณชั้น 2 จัดเป็นลานอเนกประสงค์ ห้องนิทรรศการเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หอระฆังเฉลิมพระเกียรติและห้องประชุมใหญ่

“กว่าจะได้สถานที่ที่เราคัดเลือกหลายแห่งทั้งพื้นที่ที่เหมาะสม ทัศนียภาพ เมื่อปี 2551 เราเพิ่งได้สถานที่ตรงมหาวิทยาลัยสงฆ์ พื้นที่ 9 ไร่ เป็นสถานที่ที่เหมาะสม สงบ ร่มเย็น สามารถจัดพระราชพิธีได้หลายๆ อย่าง พอเราได้ที่ เราจึงมีการออกแบบหอเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว พัฒนาแบบมาเรื่อยๆ แต่ไทยมีปัญหาด้านการเมืองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พอบ้านเมืองสงบเราจึงนำโครงการนี้มาสานต่อ เพราะเป็นวาระที่สมควรแล้ว”


ลักษณะการก่อสร้างอาคารหอเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างโดยใช้ศิลปะร่วมสมัยรัชกาลปัจจุบัน

“เราตั้งใจจะสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส ให้กลายเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของคนไทย การออกแบบอาคารจึงเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยยุคเก่าและยุคใหม่ไว้ด้วยกัน ยุคเก่า เช่น รัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงตอนปลาย มีการเปลี่ยนแปลงศิลปกรรมมาตลอด มีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยต่างๆ เป็นระเบียบ มีน้ำพุตั้งประดับตกแต่งอย่างสวยงาม หอนี้ถ้าแล้วเสร็จจะมีความหมายยิ่งต่อคนไทย เพราะไทยเราปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ทั้งสองพระองค์ได้มีการราชาภิเษกสมรสที่ยาวนานที่สุดในโลก หอเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ จะเป็นหอที่แสดงความรักที่ยั่งยืนยง และสถานที่ที่สร้าง 9 ไร่ ใหญ่มาก เวลาที่เครื่องบินจะลงที่สุวรรณภูมิก็จะสามารถเห็นหอเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ได้จากมุมสูง เพราะรอบๆ สถานที่ไม่มีอาคารสูงเลยซึ่งเราคาดว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศไทยด้วย” วริศรียา บอก

เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างอาคารในครั้งนี้ต้องใช้เงินมากถึง 300 ล้านบาท ทางคณะอนุกรรมการฝ่ายหาทุนสร้าง “หอเฉลิมพระเกียรติฯ” จึงได้มีดำริในการจัดทำ “พระสมเด็จพุทธรัตนมณี” ด้วยเพชรแท้ขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการพระเครื่องในประเทศไทยด้วย ใครสนใจสอบถาม 02-952-7230 ต่อ 238