ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 11, 2011

คำถามข้ามปี ใครสั่ง "ฆ่า" ประชาชน คำตอบวันเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



(ที่มา หน้า 3 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2554)


ไม่ว่าจะตระเวนหาเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะตระเวนหาเสียงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ล้วนมีคนชูป้ายและร้องตะโกนถาม

1 ใครสั่งฆ่าประชาชน

1 ดีแต่พูด ทำไม่เป็น

1 ปัญหาข้าวยากหมากแพง แม้กระทั่งไข่ แม้กระทั่งน้ำมันปาล์ม อันเป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งมาจากภาคใต้แท้ๆ ก็มีปัญหา

ใครเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องอึดอัด

เพราะพื้นที่กรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นพื้นที่ในลักษณะฐานที่มั่นมาอย่างยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์

ยาวนานตั้งแต่แรกก่อตั้งพรรคเมื่อเดือนเมษายน 2489

ยาวนานตั้งแต่ยุค นายควง อภัยวงศ์ ยาวนานตั้งแต่ยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตกทอดมาถึงยุค นายชวน หลีกภัย ยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คล้าย กับคำถามที่เสนอมาจากประชาชนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. อันสามารถโยงไปยังความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์

แต่อย่าลืม 91 ศพ อย่าลืมคนบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน และอย่าลืมที่ถูกจับกุมร่วม 300 คน



เป็นไปไม่ได้หรอกที่เมื่อมีคนตาย 91 ศพ มีคนบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน มีคนถูกจับกุมในขอบเขตทั่วประเทศร่วม 300 คน

ทุกอย่างจะเงียบหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

แม้มหากวีบางท่าน นักสิทธิมนุษยชนบางท่าน นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมบางท่าน จะโหยหาอาลัยต่อตึกรามที่ถูกวางเพลิง

แต่ญาติผู้เสียชีวิตย่อมต้องอาลัยหาต่อคนในครอบครัวของเขา

แต่ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องนอนแบ็บอยู่โรงพยาบาล ขาดการดูแลอย่างอบอุ่น ย่อมได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน

ยิ่งญาติของผู้ที่ถูกจับกุมคุมขัง ยิ่งมากด้วยความรู้สึก

คน เหล่านี้ก็อยู่ในสภาพแทบไม่แตกต่างไปจากคนที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ นองเลือดเมื่อเดือนตุลาคม 2516 เหตุการณ์สังหารหมู่กลางเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2519 เหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

น่าเศร้าที่เวลาผ่านมา 1 ปี นอกจากยังมิได้มีการนำคดีขึ้นฟ้องร้องในศาลสถิตยุติธรรม ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน

กระสุนที่สังหารมาจากคำสั่งและการตัดสินใจของผู้ใด



น่าเศร้าที่เมื่อเผชิญกับคำถามจากผู้ได้รับผลกระทบ แรงสะเทือนจากสถาน การณ์เมื่อเดือนเมษายน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

แม้กระทั่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด

ทั้งๆ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่อาสาตนเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่ง

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โยนความผิดให้กับ "ชายชุดดำ"

โดยที่เวลาผ่านมา 1 ปี ไม่ว่าดีเอสไอ ไม่ว่าตำรวจ ไม่ว่าทหารที่ถือปืนเข้าไปไล่ยิงประชาชน ก็ไม่มีคำตอบว่าชายชุดดำเป็นใคร

คำถามจึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เป็นคำถามไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นคำถามไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเป็นอย่างสูง

ไม่ว่า 2 คนนี้จะยังอยู่ในตำแหน่งนี้หรือไม่ คำถามก็ยังดังกึกก้องอยู่

เป็น คำถามที่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีก่อการร้ายก็พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะสู้คดี เป็นคำถามที่รัฐบาลซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการออกคำสั่งอันนำไปสู่การสลายการ ชุมนุม ก็ยังไม่มีความพร้อมที่จะนำคดีไปสู่การพิจารณาในศาลสถิตยุติธรรม

ทั้งๆ ที่เวลาของเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 1 ปีเศษ



จึงช่วยไม่ได้ที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นคำตอบสำหรับคำถามว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน

เพราะว่ากรณีเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมหาศาล ล้มตายจำนวนมาก บาดเจ็บจำนวนมาก ถูกจับกุมคุมขังจำนวนมาก

คำตอบจากการเลือกตั้งเป็นเพียงคำตอบ 1 ก่อนนำไปสู่อีกหลายคำตอบที่จะตามมา

2011-06-11@1113 Music VDO ตะกายดาว สีสรรการเมือง ทำทุกอย่างให้เป็นข่าวเพื่อคะแนนเสียง

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-06-11@1113 Music VDO ตะกายดาว สีสรรการเมือง ทำทุกอย่างให้เป็นข่าวเพื่อคะแนนเสียง


2011 06 11@1108 ชูวิทย์หาเสียงสงขลา ถาวรหยามแค่สีสรรไม่ใช่คู่แข่งปชป, บัง๓จิ๋มเจอฝนไล่เผ่นไม่ทัน


2011-06-11@1127 ผบทบฮึ่มพทห้ามหยามทหาร, จาตุรนต์แนะนำผบทบให้แจ้งความ วางตัวเป็นกลางประเสริฐสุด


2011-06-11@1140 นิรโทษกรรม ยิ่งลักษณ์ทำเพื่อทุกคนอย่างเสมอภาค vs มาร์ค๙๑ศพ อย่าไปทำ

สื่อเยอรมันก็แพร่สกู๊ป "หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย"

ที่มา ข่าวสด







ผู้ สื่อข่าวรายงานวันที่ 11 มิ.ย. ว่า นอกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษจะทำรายงานพิเศษเรื่อง "หมู่บ้านเสื้อแดง" ในไทยเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว สื่อมวลชนของเยอรมัน "ดอยช์เวลล์" ก็ทำเรื่องราวหมู่บ้านเสื้อแดงเผยแพร่เช่นกันทางเว็บไซต์ http://www.dw-world.de ในชื่อเรื่องว่า "หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย ตื่นตัวรับการเลือกตั้ง"

รายงานระบุว่า หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงประกาศต่อสู้จนกว่าจะได้ชัยชนะคือการยุบสภา และจัดการเลือกตั้ง ถูกสลายการชุมนุมอย่างร้ายแรงไปเมื่อปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิต 91 รายและบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย ตอนนี้กลุ่มเสื้อแดงจัดแถวเตรียมพร้อมเลือกผู้แทนเข้าสภาในวันที่ 3 ก.ค. กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท มีหมู่บ้านในอุดรธานีและขอนแก่นอย่างน้อย 320 หมู่บ้านที่เปิดตัวสนับสนุนเสื้อแดงอย่างชัดเจน เพราะหลังจากพ่ายแพ้ในการต่อสู้เรียกร้องเมื่อปีก่อน ตอนนี้ทางกลุ่มชาวบ้านกลับมารวมตัวกันอีกเพื่อรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว กันผ่านวิถีทางใหม่

ผู้นำคนหนึ่งในหมู่บ้านหนองหูลิง ในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ตนและภรรยาเดินทางไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเมื่อปีก่อน หลังการชุมนุมสิ้นสุดลง ชาวบ้านกลับมาอย่างพ่ายแพ้ ตอนนั้นไม่กล้าแม้จะใส่เสื้อแดง เพราะกลัวรัฐบาลและทหารจะตามมาทำร้าย ความทรงจำถึงเหตุการณ์ในปีก่อนยังแจ่มชัด


รายงานระบุในตอนท้ายว่า คำถามบางประการที่ยังตกค้างอยู่ในประเทศที่มีรอยร้าวลึกนี้ก็คือ สองพรรคที่เป็นอริกันจะรับได้หรือไม่ หากพรรคฝ่ายค้านชนะได้เสียงข้างมาก กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

ตัวแทนเสื้อแดงคนหนึ่งกล่าวว่า ถ้าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างประชาธิปไตย ก็ไม่มีอะไรมาขัดขวางกระบวนการปรองดองได้ ชาวบ้านที่สนับสนุนเสื้อแดง ก็ต้องการสามัคคี

แต่ปัญหาก็คือ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอน บรรดาผู้สงสัยต่างเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการประวิงเวลาจากความขัดแย้งทางการเมือง

'เฟซบุ๊ก' ยั่วประจาน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“เฟซบุ๊ก” เป็นพิษ

จากเจตนารมณ์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
จั่วหัวประเดิม “เกมยุทธ์เชิงการตลาด” ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก “ขายตรง” ถึงบรรดากองเชียร์แม่ยก พ่อยก

“ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความเข้าใจในการทำงานของผม
แต่ที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อน
เพราะผมพยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ขณะนี้สื่อมวลชนบางส่วนเสนอข้อมูล
ข้อคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผมจึงจำเป็นต้องทำบันทึกชุดนี้เพื่อเป็นหลักฐาน
และเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจชี้ชะตาอนาคตของประเทศโดยพี่น้องทุกคนในเร็วๆนี้”

พยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่การณ์กลับกลายเป็นจุดชนวน

“ฟื้นฝอย” ทะเลาะกับพรรคร่วมรัฐบาล

จากเวอร์ชั่นแรกที่เปิดฉากเหน็บ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา
หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนาพาดพิงไปถึงนายเนวินชิดชอบ“ครูใหญ่”พรรคภูมิใจไทย
ที่ออกมาทวงสัญญาลูกผู้ชายเป็นทำนองว่า
เป็นนักการเมืองต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน
ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคพวกหรือคนๆเดียว

แสดงตัวตนของคนชื่อ “อภิสิทธิ์” ไม่เคยลดราวาศอกให้ใคร

มาถึงเวอร์ชั่น “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ”
ที่ย้อนอดีตเคลียร์ตัวเองกันตั้งแต่เริ่มฟอร์มรัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน”
เคลียร์ปัญหาค้างคาใจ ไล่กันมาตั้งแต่เบื้องหลังคดียุบพรรคพลังประชาชน
อันเป็นที่มาของการ “สลับขั้ว” พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสจัดตั้ง “รัฐบาลเทพประทาน”

“อภิสิทธิ์” เฟ้นเอาเฉพาะส่วนดีเอาไว้กับตัว

“ผมคิดว่าแม้คนไทยจะตะขิดตะขวงใจกับการที่ผมไปทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
แต่คนที่คิดอยู่ในระบบย่อมเข้าใจว่า เรามีผู้เล่นอยู่เท่านี้ ไม่สามารถเปลี่ยนผู้เล่นได้
เพราะคนที่จะเปลี่ยนผู้เล่นคือประชาชน เมื่อเปลี่ยนผู้เล่นไม่ได้
ผมก็ต้องจัดทีมจากผู้เล่นที่มีและดูแลให้ผู้เล่นเหล่านั้นเดินตามกติกาที่ผมวางไว้”

พูดกันเป็นนัย จำใจเลือกพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาเพราะไม่มีตัวเลือก

เล่น “โยนชั่ว” ให้เพื่อนรับไปซะขนาดนี้
ก็ไม่แปลกที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
จะออกอาการฉุนกึก “ย้อนเกล็ด” กันแบบเลือดสาด

“ไม่ใช่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอยากร่วมรัฐบาล ถ้าไม่ถูกบังคับก็ไม่เลือกแน่
เราถูกบีบด้วยพลังที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องมาร่วมผมไม่สบายใจขอสะกิดไว้หน่อย
บรรยากาศการเลือกตั้งต้องนำความสงบไปสู่หลังการเลือกตั้ง
มีปัญหากับฝ่ายค้านแล้วอย่าให้มีปัญหากับพรรคร่วมอีก มันจะไปกันใหญ่”

“ถูกบีบด้วยพลังที่มองไม่เห็น”

“จบข่าวเลย” คนระดับนายชุมพล
ที่อีกสถานะหนึ่งเป็นนักวิชาการ อาจารย์สอนหนังสือมหาวิทยาลัย
มีเครดิตมากกว่านักเลือกตั้งอาชีพทั่วไป เปิดปากแฉเอง
เบื้องหลังการสลับขั้ว เปิดทางรัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน” มีคนกำกับฉากอยู่เบื้องหลัง

ตอกย้ำภาพการจัดตั้งรัฐบาล “เทพประทาน” ในค่ายทหาร

และก็เป็น “อภิสิทธิ์” ที่แบไต๋ออกมาเอง จากข้อความตอนหนึ่งในเฟซบุ๊ก
“ช่วงเวลานั้นนายพสิษฐ์ศักดาณรงค์อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ติดต่อผ่าน ส.ส.คนหนึ่ง เพื่อขอพบผม เพราะมีธุระอยากพูดคุยด้วย
เราก็ได้พบกันที่ร้านอาหารใกล้พรรคประชาธิปัตย์

โดยคุณพสิษฐ์บอกผมว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบนะ ผมก็เพียงแต่รับฟัง
คุณพสิษฐ์บอกกับผมว่าที่เล่าให้ฟังเพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งผมตอบกลับไปว่า การยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่
เป็นเรื่องของเนื้อคดีและดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
แม้แต่วันนั้นผมก็ยังบอกเขาเลยว่าหากยุบพรรคพลังประชาชน
ผมก็คิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับประชาธิปัตย์
เพราะผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็คงจับมือกันเป็นรัฐบาลต่อ”

ตามจังหวะที่นายพสิษฐ์ให้สัมภาษณ์พิเศษไล่หลังในหนังสือ
พิมพ์มติชนฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน ฉายซ้ำ “คลิปลับ” วันนัดพบ “ผู้นำฝ่ายค้าน”

จับประโยคสนทนา ใกล้เคียงกับช็อตเบื้องหลังที่นายอภิสิทธิ์ถ่ายทอดออกมา

เรื่องของเรื่อง
ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า “อภิสิทธิ์” กับ “พสิษฐ์” มีการนัดพบกันจริงๆ
ในห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ และผลออกมาก็เป็นไปตามที่มีการเจรจาความกัน

มันก็ชัด มีขบวนการ “ล็อบบี้” อยู่ฉากหลัง

เถียงไม่ขึ้น รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ก่อกำเนิดมาจาก “พลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”.




ทีมข่าวการเมือง


http://www.thairath.co.th/content/pol/178103

Re:

โดย dแดง

อ่านบทความเหลืองแฉบ้างดีกว่า

ASTVผู้ จัดการสุดสัปดาห์ - ในระหว่างที่การเมืองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ภายใต้การนำทัพของเขากำลังอ่อนแออย่างถึงขีดสุด ไม่มีท่าทีว่าจะชนะศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 3 กรกฎาคม และแทบไม่เห็นหนทางที่จะกลับสู่เส้นทางแห่งอำนาจได้อย่างไร “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้เลือกที่จะใช้ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” อย่าง “เฟซบุ๊ก(facebook)” สื่อสารกับสังคมไทยในประเด็นที่ล้วนแล้วแต่มีนัยสำคัญทางการเมืองทั้งสิ้น

จนผู้คนงงงวยกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า เจ้าของสมญานาม “ดีแต่พูด” กำลังหันมาเอาทีทาง “ดีแต่เขียน” แล้วกระนั้นหรือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบเนื้อหาในข้อเขียนที่นายอภิสิทธิ์ตั้งชื่อเอาไว้อย่างสวยหรูว่า “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” ใน http://www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva ก็ทำให้เห็นถึงเป้าประสงค์ของข้อเขียนชิ้นนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ถึงตัดสินใจใช้ช่องทางนี้แทนที่จะเลือกใช้วิธีการให้ สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ดังเช่นที่เขาเขียนเอาไว้ว่า “แม้ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และความเข้าใจในการทำงานของผม แต่ที่ผ่านมา ผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อนเพราะผม พยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ขณะนี้สื่อมวลชนบางส่วนเสนอข้อมูล ข้อคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผมจึงจำเป็นต้องทำบันทึกชุดนี้เพื่อเป็นหลักฐานและเพื่อประโยชน์ในการตัดสิน ใจชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทยโดยพี่น้องทุกคนในเร็วๆ นี้”

หรือสรุปง่ายๆ ว่า สื่อมวลชนไม่ให้ความเชื่อถือข้อมูลที่นายอภิสิทธิ์สื่อสารด้วยการพูด และข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์กำลังบั่นทอนความน่าเชื่อ ถือของเขาหนักขึ้นทุกวัน ดังนั้น จึงจำต้องเขียนผ่านเฟซบุ๊กเพื่อให้บรรดาคนรักอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่นิยมใช้ช่องทางนี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เข้าใจ

ขณะที่ข้อดีของการเขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กก็คือ นายอภิสิทธิ์จะสามารถเขียนข้อความใดๆ ลงไปก็ได้โดยที่ไม่ต้องถูกซักถามจากสื่อมวลชนที่รู้เท่าทันข้อมูล

สำหรับข้อเขียนจากใจนายอภิสิทธิ์ที่สื่อสารผ่านเฟซบุ๊กขณะนี้มีทั้งหมด 2 ตอนด้วยกัน โดยตอนแรกมีชื่อว่า “การเมืองสลับขั้ว : สู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี” ส่วนตอนที่สองมีชื่อว่า "กฎเหล็ก 9 ข้อ : สู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง"

ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ลงในรายละเอียดของข้อเขียนในตอนแรกแล้วจะเห็นว่า สาระสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ต้องการสื่อสารหรืออาจสามารถใช้คำว่า “แก้ตัว” มีหลายประเด็นด้วยกันคือ

หนึ่ง-นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย และโจมตีการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมในสนามบินและขัดขวางการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าเป็นสิ่งที่ผิด กฎหมาย ด้วยการใช้ข้อความว่า

“หลายคนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์สมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ผมระมัดระวังที่จะแยกแยะบทบาทของพรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่มีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่ขึ้นเวทีแต่ปกป้องสิทธิของพวกเขา เมื่อใดที่มีการทำผิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน หรือขัดขวางการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ผมแสดงจุดยืนชัดเจนทุกครั้งว่า ผมไม่เห็นด้วย”

นายอภิสิทธิ์เลือกที่จะตัดตอนข้อมูล โดยมิได้อธิบายบริบทของสาเหตุที่ทำให้พันธมิตรฯ ต้องตัดสินใจกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ระเบิด” และ “M-79”ที่คร่าชีวิตอันบริสุทธิ์ของประชาชนที่ออกมาชุมนุมตามสิทธิที่ระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญรายแล้วรายเล่า โดยที่รัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถปกป้องและคุ้มครองชีวิตของผู้ชุมนุมได้

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ก็ไม่กล้าพอที่จะยอมรับความจริงว่า “คนของพรรคประชาธิปัตย์” ถูกส่งเข้ามาร่วมกับพันธมิตรฯ จำนวนไม่น้อยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และฉวยจังหวะแห่งความวุ่นวายของสถานการณ์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังโจมตีพันธมิตรฯ ด้วยว่า ข้อเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกเป็นการยอมจำนนต่อการใช้มวลชนกดดัน โดยระบุชัดเจนว่า จะส่งผลให้เกิดปัญหาระยะยาวต่อการบริหารประเทศ ทั้งๆ ที่การลาออกก็เป็นหนทางหนึ่งที่ระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิใช่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธการใช้มวลชนกดดัน แต่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็เพราะการใช้มวลชนกดดันมิใช่หรือ

สอง-นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร โดยออกตัวด้วยการอธิบายอย่างน่าเกลียดว่า “ใครจะคุยกับทหารอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะผมไม่เคยติดต่อกับทหารท่านใดเลย… ถ้าทหารมีอำนาจบีบบังคับให้พรรคการเมืองต้องทำตามที่ตัวเองต้องการ ทำไมจึงมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในสภา”

นายอภิสิทธิ์กำลังจะบอกต่อสังคมว่า เขามิได้ใช้ทหารเป็นเครื่องมือในการจัดตั้งรัฐบาล ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยกรรมวิธีในรัฐสภา แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกันว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณเคยติดต่อกับทหารหรือไม่

ที่สำคัญคือ ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทหารช่วยจัดตั้งรัฐบาลจริง ทำไมโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงนำไปใส่พานให้กับ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่เป็นคนนอก มิใช่คนของพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด

นายอภิสิทธิ์กล้าที่จะปฏิเสธหรือว่า การยกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่รางวัลที่มอบให้ในฐานะที่ทำ ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ทั้งนี้ หลักฐานที่ยืนยันการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีทหารหนุนหลังที่นายอภิสิทธิ์ไม่อาจ ปฏิเสธได้ก็คือ การที่ “นายชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาแฉด้วยตัวเองว่า “ไม่ใช่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอยากจะร่วมรัฐบาล ถ้าไม่ถูกบีบบังคับก็ไม่ร่วมแน่ ซึ่งเราถูกบีบด้วยพลังที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องมาร่วม” ซึ่งแน่นอนว่า คนที่บีบพรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นใครหรือองค์กรใดมิได้ ถ้ามิใช่ “คนสีเขียว”

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ใช้ข้อเขียนของตนเองอธิบายข้อวิจารณ์เรื่อง “การยอมทุกอย่างให้คุณเนวินขี่คอ ได้กระทรวงหลักไปดูแล” ว่า “ความจริงก็คือในสถานการณ์นั้นง่ายที่สุดคือ ใครเคยดูแลกระทรวงไหนก็ดูแลกระทรวงนั้นเหมือนเดิมทั้งหมด” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า วิธีคิดของนายอภิสิทธิ์นั้น มิได้ตั้งใจเข้ามาแก้ปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองแต่อย่างใด เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายเกินไป โดยมิได้มองถึงผลเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติ

เป็นสมการการเมืองที่ผิดเพี้ยน เพราะการที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์มิได้นั่งบริหาร งานกระทรวงสำคัญๆ ทำให้การขับเคลื่อนประเทศเกิดปัญหาตามมามากมาย และกาลเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า การยอมยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวที่สร้างความผิดหวังให้กับรัฐนาวาของนายอภิสิทธิ์มาก น้อยเพียงใด

ซ้ำร้ายนายอภิสิทธิ์ยังอ้างด้วยว่า การจับมือระหว่างเขาและนายเนวินนั้นคือการเข้ามาแก้วิกฤติของประเทศให้จบ เพราะขณะนั้นกำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมือง

แน่นอน ทุกคนเข้าใจดีถึงข้อจำกัดของประเทศในห้วงเวลานั้น แต่บทสรุปของเหตุการณ์เมื่อนายอภิสิทธิ์นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกว่า 2 ปี นายอภิสิทธิ์กลับมิได้ทำให้วิกฤตของประเทศคลี่คลาย โดยวิกฤตการเมืองก็ยังดำเนินไปอย่างหนักหนาสาหัสจนเกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผา เมือง ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจก็ยังหนักหน่วงจากภาวะข้าวยากหมากแพงที่สร้างความเดือด ร้อนให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังแสดงออกในข้อเขียนชื่นชมนายเนวินอย่างออกหน้าออกตาอีกต่าง หากว่า “ผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่แสลงใจกับภาพที่คุณเนวิน ชิดชอบเข้ามาโอบกอดผม ผมมองอย่างให้ความเป็นธรรมกับคุณเนวินว่า การตัดสินใจย้ายขั้วทิ้งคุณทักษิณ ที่คุณเนวินเรียกว่านาย ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อย คำพูดที่คุณเนวินฝากไปถึงคุณทักษิณที่ว่า มันจบแล้วครับนาย ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าคงจะยังเป็นบาดแผลในใจคุณเนวินมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าคนจะมองคุณเนวินในภาพอย่างไร แต่ในวันนั้นผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คุณเนวินได้ตัดสินใจทางการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้”

นายอภิสิทธิ์เชื่อสนิทใจได้อย่างไรว่า คนที่มีประวัติและเบื้องหลังทางการเมืองที่พร่ามัวผู้นี้จะตัดสินใจทางการ เมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ถ้าไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และถ้าต้องการให้ประเทศเดินหน้าจริงและเสียสละจริง ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงได้โควตากระทรวงเกรดเอไปครองครอบถึง 4 กระทรวง และแทบจะกล่าวได้ว่า ทั้ง 4 กระทรวงเป็นกระทรวงที่มีเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

สี่-นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่า รู้จัก เคยพบและรับประทานอาหารร่วมกับ “น้องปอย-นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์” อดีตเลขานุการของ “นายชัช ชลวร” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายพสิษฐ์ติดต่อผ่าน ส.ส.คนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อขอเข้าพบตนเอง เพื่อแจ้งให้ทราบว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ พร้อมทั้งพร่ำพรรณนาว่า ตัวเขาเองและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประโยชน์จากการนี้

ทั้งนี้ การที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอธิบาย เป็นเพราะต้องการเชื่อมโยงให้เห็นถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาออกมา ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดทั้งคดีใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการ เมือง 29 ล้านบาทและคดีรับเงินบริจาคจากทีพีไอ 258 ล้าน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

เพราะก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา นายพสิษฐ์ผู้นี้ก็กระทำการอันลือลั่นด้วยการปล่อยคลิปเพื่อเปิดโปงความไม่ ชอบมาพากลในคดีดังกล่าว และผู้ที่นาย พสิษฐ์ไปพบก็คือ “นายวิรัช ร่มเย็น” ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ต้องการคลี่ประเด็นที่ค้างในหัวใจของสังคมว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีเส้น ทำทุกอย่างตรงไปตรงมา แม้นายพสิษฐ์จะมาให้ข้อมูลเรื่องผลแห่งคดี นายอภิสิทธิ์ก็มิได้สนใจ ดังนั้น จงโปรดอย่านำไปเชื่อมโยกกับคดีที่ตามมาในภายหลัง

แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้คือ ข้อเขียนในเฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ก็ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับนายพสิษฐ์นั้น อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา เพราะมิฉะนั้นแล้วคงไม่สามารถนัดพบกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ได้บ่อยครั้ง เช่นนี้

ถัดจากวันที่ 6 มิ.ย.อันเป็นวันแรกที่นายอภิสิทธิ์เขียนเปิดใจ อีกไม่กี่วันถัดมาคือวันที่ 8 มิ.ย.นายอภิสิทธิ์ก็ส่งข้อเขียนตอนที่ 2 ลงเฟซบุ๊กโดยให้ชื่อว่า “กฎเหล็ก 9 ข้อ : สู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง”

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของข้อเขียนตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ต้องการอธิบายให้สังคมได้เห็นถึงความเป็นนักการเมืองมืออาชีพ ความเป็นคนดี ความเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตของตนเองที่ประกาศผ่านกฎเหล็ก 9 ข้อ หลังจากภาพพจน์ติดลบอย่างหนักจากข้อหา “พายเรือให้โจรนั่ง” โดยยกตัวอย่างให้เห็นถึงผลงานในการหยุดยั้งการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในรัฐบาล ของตนเอง 4 เหตุการณ์ด้วยกันคือ

กรณีปลากระป๋องเน่าที่เกิดขึ้นในยุคที่นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามต่อด้วยกรณีของนายวิทยา แก้ว ภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทีมที่ปรึกษาที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการ ทุจริต

โดยนายอภิสิทธิ์ย้ำให้เห็นว่า ขอเพียงแค่มีข้อสงสัยหรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายกฎเหล็ก 9 ข้อที่เขาวางไว้ นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะดำเนินการในทันทีเพื่อรักษาบรรทัดฐาน ทางการเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ขยายความในเวลาต่อมาว่า ท้ายที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ของเขาสามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่

เช่นเดียวกับความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นกับคนของพรรคภูมิใจไทยและนายเนวิน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าก็มิได้ยกเว้น ดังกรณีของนายมานิตย์ นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือนายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีปัญหาในเรื่องการประมูลข้าวที่ต้องพ้นไปจากตำแหน่งดังกล่าว

“เมื่อปรากฏพยานหลักฐานเช่นนี้ ผมไม่ลังเลที่จะดำเนินการตามกฎ 9 ข้อที่ผมวางไว้ ซึ่งในขณะนั้นผมทราบดีว่าการตัดสินใจสร้างความไม่พอใจกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่มากก็น้อย เพราะเป็นคำสั่งเด็ดขาดทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครมีสิทธิ์ต่อรองทั้งสิ้น”

แต่นายอภิสิทธิ์ก็มิได้อธิบายอีกเช่นกันว่า ท้ายที่สุดแล้วผลแห่งคดีเป็นเช่นไร และมีใครต้องรับโทษตามกฎหมาย นอกเหนือจากการพ้นไปจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

แน่นอน ไม่มีใครไม่เชื่อในความเป็นคนซื่อสัตย์และความเป็นคนดีของนายอภิสิทธิ์ แต่นายอภิสิทธิ์ก็มิอาจทำให้สังคมได้เชื่อว่า มิได้พายเรือให้โจรนั่งจริง

ที่สำคัญคือ นายอภิสิทธิ์ขอโอกาสจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง โดยจะอาศัยพลังของมวลชนในการขจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไป แต่นายอภิสิทธิ์คงลืมไปว่า การกลับมาเป็นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์อีกครั้งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องร่วมกับ พรรคเก่าๆ หน้าเดิมๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วปัญหาเดิมก็จะวนกลับมา เพราะถ้าไม่มีพรรคเหล่านั้น นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีทางได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นี่คือความจริงที่ไล่ล่านายอภิสิทธิ์และนายอภิสิทธิ์มิอาจปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้นได้

เสื้อแดงยุโรปชูไพร่อินเตอร์กาเบอร์1 จ้องจับโกงเลือกตั้ง-กดดันอำมาตย์เลิกฝืนมติประชาชนไทย

ที่มา Thai E-News


โดย ประชาสัมพันธ์ุ UDD THAI OF EUROPE (นปช.อียู)
11 มิถุนายน 2554

นปช.อี ยูสัญจรพบปะพี่น้องที่ประเทศฟินแลนด์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรณรงค์ให้พี่น้องที่อยู่ในประเทศฟินแลนด์ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราช อาณาจักร




ซึ่ง ในงานได้รับเกียรติจากชาวต่างชาติที่ทำงานด้านการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน ,สิ่งแวดล้อม,อดีตนักการเมือง รวมทั้งกวี และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจากประเทศพม่า ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ ได้ร่วมเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองในประเทศไทย ทั้งอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบัน และอนาคตที่กำลังจะมีการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่3 ก.ค.นี้

เรา ต้องขอขอบคุณที่มิตรชาวต่างชาติเหล่านี้ได้นำเสนอข้อคิดเห็นอันเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในต่างประเทศ แม้ว่าในรายละเอียดปลีกย่อยของการถกเถียงแลกเปลี่ยน อาจมีมุมมองที่แปลกต่างกันบ้าง ก็เพราะมีพื้นฐานความรับรู้และประสบการณ์ที่มากน้อยแตกต่างกันไปต่อ สถานการณ์การเมืองไทย และหวังว่าจะได้รับการหนุนช่วยในระดับนานาชาติต่อไป

จาก การสัญจรครั้งนี้พบว่า มีพี่น้องคนไทยในประเทศฟินแลนด์จำนวนมากที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย คือ คนเสื้อแดง ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องขอคืนอำนาจให้ประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่เผด็จการซ่อนรูปเหมือนที่ผ่านมา ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และร่วมกันเชิญชวนพี่น้องคนไทยในทั่วโลกให้ออกมาแสดงพลังครั้งสำคัญใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย เลือกพรรคที่อยู่ฝ่ายประชาชน ไม่ใช่พรรคที่ออกมาฆ่าประชาชน

ตอนนี้กระแสผู้หญิงทั่วโลกมาแรง การที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงเป็น เรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าการเลือกตั้งในวันที่3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะฝ่าฟันกระบวนการจ้องทำลาย กลโกงต่างๆของฝ่ายเผด็จการอำนาจมืดไปได้หรือไม่

ถึงแม้ว่าคะแนนจะมา เป็นอันดับหนึ่งก็ต้องลุ้นกันอีกยกหนึ่งว่าจะสามารถจัด ตั้งรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยได้หรือไม่ ดังนั้นคนไทยในทุกมุมโลกจึงจะร่วมกันจับตามองและเคลื่อนไหวกดดันให้ชนชั้นนำ คายอำนาจ และยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน หากมีการขัดขวางโดยมิชอบ เราก็จะออกมารณรงค์ทั่วโลกต่อไป

ก่อนจบงานแยกย้ายกันกลับที่พัก ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า เข้าคูหากาเบอร์ 1 และไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

การเลือกตั้งที่ชัดเจนที่สุด

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2554)

การ เลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนี้ น่าจะเป็นมหกรรมการใช้สิทธิของประชาชนคนไทย ที่มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีกระแสการต่อสู้ระหว่างขั้ว ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง เข้ามาเกี่ยวพันอย่างแนบแน่น

เพราะฉะนั้น การแสดงออกของประชาชนส่วนหนึ่ง ในช่วงระหว่างการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จึงปรากฏชัดเจนว่าตั้งใจจะเลือกใครและตั้งใจจะปฏิเสธใคร

แม้ชาวเสื้อ แดงโดยรวมจะยอมรับข้อห้ามปรามของแกนนำ ไม่ให้มีการรวมกลุ่มไปขัดขวางต่อต้านการหาเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประ ชาธิปัตย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยสกัดนายกฯหญิง

แต่ในแง่อารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคลซึ่งต้องการแสดงออกทางการเมือง ยากที่ใครจะห้ามได้

ขบวนหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ในหลายพื้นที่ จึงหนีไม่พ้นโดนประชาชนคนสองคน ชูป้ายต่อต้านบ้าง ตะโกนด่าทอบ้าง

เนื้อหาหลักคือกรณี 91 ศพ

ไปจนถึงปัญหาข้าวยากหมากแพง การเข้ามาเป็นรัฐบาลท่ามกลางข้อกังขา ระบบ 2 มาตรฐาน

แม้ฝ่ายประชาธิปัตย์พยายามจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ เพื่อเชื่อมโยงถึงพรรคเพื่อไทยและ นปช.

ผู้อาวุโสของประชาธิปัตย์บางคน ถึงกับอ้างว่าเป็นการจัดตั้งกันมา เป่าหูกรอกข้อมูลผิดๆ ให้มาแสดงออก

อาจจะหวังปลอบใจกันเอง ว่าประชาชนทั่วไปไม่ได้คิดต่อต้านนายกฯรูปงามอย่างนั้นหรอก

เสียงพรรคเรายังดีอยู่

ประชาชนยังเชื่อมั่นอภิสิทธิ์อยู่

อะไรทำนองนั้น

แต่ สิ่งที่เราจะเห็นได้จากการแสดงออกของประชาชน ในการเผชิญหน้ากับอภิสิทธิ์ขณะหาเสียงก็คือ การชูป้ายที่เขียนแบบตามมีตามเกิด กระทั่งเดินดุ่มๆ เข้าไปแล้วตะโกน

ไม่ได้ขว้างปาข้าวของ

ยิ่งไข่ซึ่งเป็นของแพงก็ไม่มีการปา

ขณะที่เหตุผลของอภิสิทธิ์และรัฐบาล ที่อ้างว่ามีผู้ก่อการร้าย มีนักรบชุดดำ จนนำสู่เหตุการณ์บานปลาย 91 ศพนั้น

ไม่ สามารถอธิบายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเขายอมรับได้หรอก ว่าทำไมจึงมีเจ้าหน้าที่รัฐลั่นกระสุนใส่ผู้ชุมนุม จนล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

คำว่านักรบชุดดำจึงตีค่าได้เพียงแค่เป็นคำเอ่ยอ้าง ที่ผู้นำรัฐบาลซึ่งมีกลไกในมือมากมาย จะต้องหาพยานหลักฐานมายืนยัน มิใช่พูดลอยๆ

ฉะนั้นอีก 3 สัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียง ขบวนของนายกฯอภิสิทธิ์คงหนีไม่พ้นการแสดงออกของประชาชนเช่นนี้อีก

อันเป็นการแสดงออกตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ อีกด้วย

ความ จริง อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ มีคนพร้อมจะแสดงออกตั้งนานแล้ว ตั้งแต่หลัง 19 พฤษภาคม 2553 ด้วยซ้ำ เพียงแต่ได้รับการปกปิดด้วยขบวนอารักขานายกฯที่ใช้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจนับ ร้อยในทุกๆ วัน

คุ้มกันตั้งแต่ออกจากบ้าน มายังทำเนียบรัฐบาล และในทุกสถานที่ที่เดินทางไป

แล้วจัดอารักขาขนาดนั้นทำไม ก็เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรตามมา หลังกระชับพื้นที่สำเร็จเสร็จสม

จนเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ต้องสลัดคณะผู้อารักขา มาลงตามท้องถนนเพื่อหาเสียงเลือกตั้งนี่แหละ

จึงได้พบความจริงจากสังคมไทย

และแน่นอน 3 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนมีเป้าหมายการเมืองชัดเจนที่สุด

สายบัวบอกลึกซึ้ง ท่วงทำนองผบ.ประยุทธ์ ศึกษา "สาย สีมา"

ที่มา มติชน




มีความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบอย่างแน่นอนระหว่างท่าที นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ต่อกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องการเข้าพบและขอคำแนะนำจากผบ.ทบ.

อย่าได้แปลกใจหาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะหยิบเอาคำว่า "เสแสร้ง" มาสวมให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างไม่ลังเล

แถมยังเน้นย้ำซ้ำอีกในวันรุ่งขึ้น

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก อ้างระเบียบปฏิบัติและความเหมาะสมในห้วงแห่งการเลือกตั้ง

กระนั้น ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นุ่มนวลอย่างยิ่งด้วยกัปปิยโวหาร

"ต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติกองทัพ"

เป็นความนุ่มนวล สั้นกระชับ ด้วยท่วงทำนองแบบทหาร ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนรากฐานแห่งความเป็น "ทหารเสือราชินี" ได้อย่างเด่นชัด คมเฉียบ

แม้ จะเป็นการปฏิเสธ แต่ภายในการปฏิเสธนั้นก็มิได้รอนไมตรี แม้จะอ้างเรื่องความเหมาะสมในห้วงแห่งการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็กำหนดระยะเวลาเอาไว้อย่างแน่นอน

เมื่อเทียบกับคำว่า "เสแสร้ง" อันมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ย่อมประจักษ์ในจุดต่าง

จุดต่างในการเผชิญกับแต่ละจังหวะก้าวของการเคลื่อนไหวระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้หวนคิดถึงโลกนิติแต่โบราณ ท่านรจนาเป็นบาลีว่า

สีตวาโจ พหุมิต์โต

ผรุโส อัปปมิต์ตโก

อุปมัง เอต์ถ กาตัพพ์

สุรยจันทราชุนัง

ผู้มีวาจาอ่อนหวาน มีมิตรมาก

ผู้มีวาจาหยาบร้าย มีมิตรน้อย

ควรระลึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นแบบอย่าง

เหล่านี้เองคือรากที่มาแห่งโคลงโลกนิติที่ว่า

"อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย

หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้

ดุจดวงศศินฉาย ดาวดาด ประดับนา

สูรยส่องดาราไร้ เมื่อร้อนแรงแสง"

ไม่เพียงแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสัมผัสได้ถึงความเป็นจริงนี้

หากแต่ชาวบ้านซึ่งติดตามการเสนอความปรารถนาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องการเข้าพบเพื่อขอคำแนะนำจาก ผบ.ทบ.เมื่อได้ยินคำพูดอันสุภาพ นุ่มนวลจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมประจักษ์

ประจักษ์ใน "ก้านบัวบอกลึกซึ้ง ชลธาร, มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ"

ถามว่าเมื่อประสบเข้ากับวาจาดูหมิ่น เหยียดหยาม หยาบช้าสามานย์ จะบริหารจัดการอารมณ์อย่างไรจึงสามารถรอดพ้นจากกับดักนั้นได้

นักวรรณกรรมวิทยาบางท่านเสนอให้เก็บรับบทเรียนจาก "สาย สีมา"

สาย สีมา เป็นตัวละครเอกของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ในนวนิยายเรื่อง "ปีศาจ" เขาจบธรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ดำรงอาชีพเป็นทนายความ

เส้นทางชีวิตได้รู้จักกับ "รัชนี" นางเอกซึ่งเป็นธิดาของท่านเจ้าคุณ อำมาตย์ใหญ่

ด้วยความรักความปรารถนาดีต่อชายคนรัก รัชนีเชิญสายเป็นแขกในงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ท่านเจ้าคุณบิดา

อันทำให้ สาย สีมา ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากชนชั้นผู้ดีมีสกุล

เบื้องหน้าการดูหมิ่นเหยียดหยาม ประณามด่าว่า คล้ายกับที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประสบคราพาลูกเมียไปนั่งกินอาหาร ณ ร้านหนึ่งในซอยทองหล่อ

สาย สีมา เยือกเย็นอย่างยิ่ง สุขุมอย่างยิ่ง สุภาพและนุ่มนวลอย่างยิ่ง

เขา จะทำอย่างอื่นได้อย่างไร ในเมื่อคำประณามหยามเหยียดนั้นเป็นน้ำลายอันถ่มถุยมาจากที่สูง หมายจะให้แปดเปื้อนสร้างความสกปรก สร้างความรู้สึกต่ำต้อยน้อยหน้า ประหนึ่งเป็นการขับไล่ออกไป

อย่างมากที่ สาย สีมา จะทำได้ก็คือ เดินหนีจากน้ำลายนั้น หรือไม่ก็เช็ดคราบน้ำลายนั้นเสีย

คำยืนยันจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อหนามไหน่และเรือใบที่โรยมาว่าไม่ท้อแท้ จะขอยืนหยัด

จึง ชอบแล้ว เพราะเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ปวารณาตนเป็นนักการเมือง ก็เหมือนออกมายืนกลางแจ้งในฐานะบุคคลสาธารณะ ย่อมถูกตรวจสอบ ย่อมถูกราวีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

การยืนหยัดและตอบโต้อย่างสุภาพจึงเป็นแนวทางที่ชอบที่ควรยิ่ง

วอชิงตัน โพสต์ชี้กรณีฟ้อง"ยิ่งลักษณ์"เบิกความเท็จคดีซุกหุ้น บีบเมืองไทยป่วน-ขวางกลุ่มทักษิณขึ้นอำนาจ

ที่มา มติชน



วอชิงตัน โพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า รายงานข่าวกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกยื่นฟ้องเบิกความเท็จคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า อาจทำให้การเมืองไทยวุ่นวายอีกครั้ง โดยขณะนี้ นางยิ่งลักษณ์ กำลังมีคะแนนนิยมนำในการแข่งขันเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนใหม่ แต่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ขัดขวางไม่ให้นักธุรกิจหญิงวัย 43 ปี รายนี้ เป็นนายกฯคนใหม่ของไทย อาจสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองให้กับเมืองไทยอีกรอบหนึ่ง

รายงาน ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทต่อ นายนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงษ์ แกนนำเครือข่ายกลุ่มเสื้อหลากสี ที่ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบน.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีให้การเท็จในชั้นศาลในคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเธอให้การว่า ได้ซื้อหุ้นมูลค่า 20 ล้านบาทจากกิจการชินคอร์ป โดยศาลไม่ได้พูดถึงถึงคำให้การของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นพิเศษ หรือกรณีการครอบครองหุ้นของเธอ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า การต่อสู้ทางกฎหมายของนางยิ่งลักษณ์ต่อกรณีฟ้องร้องดังกล่าว อาจเพิ่มความวิตกให้แก่นักลงทุน ซึ่งขณะนี้กำลังวิตกกังวลกับสถานการณ์การเมืองไทยที่อาจเกิดการประท้วงใหญ่ หรือการปฎิวัติรัฐประหารระลอกใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง

โดยนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดเผยว่า เมือง ไทยกำลังกลับไปสู่การต่อสู้เดิมๆ ระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และการยื่นฟ้องดังกล่าวน่าจะเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าผู้ สนับสนุนทักษิณได้ขึ้นสู่อำนาจอีก

รายงาน ระบุว่า กลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และคนไทยจำนวนมาก เชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ถูกใช้ประโยชน์ด้านการเมือง และนักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเชื่อดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองขึ้นในเมืองไทย โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำนวนเรือนหมื่น ได้ชุมนุมบนท้องถนนในกรุงเทพ เพื่อเรียกร้องให้กองทัพและกระบวนการยุติธรรมไทยยุติการแทรกแซงทางการเมือง

วอชิงตัน โพสต์ ระบุด้วยว่า จากโพลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ ชึ้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังมีคะแนนนิยมนำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในหลายส่วนของประเทศไทยไทย อย่างไรก็ตาม ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าสูสีมากและนักวิเคราะห์มองว่า ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าที่จะได้คะแนนเด็ดขาดในการเป็นรัฐบาลเดี่ยว และจะต้องพึ่งพาพรรคขนาดเล็กมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล

จังหวะได้เสีย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



น่า เห็นใจกองทัพที่ถูกประชาชนจำนวนหนึ่งจับจ้องด้วยสายตาหวาดระแวงว่า อาจเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อช่วยเหลือบางพรรคการ เมืองหรือไม่

ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะย้ำแล้วย้ำอีกว่าได้สั่งการเป็นนโยบายไปแล้ว ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนายวางตัวเป็นกลาง

และยอมรับได้หากพรรคเพื่อไทยจะได้รับเลือกเป็นรัฐบาล

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยลบล้างความหวาดระแวงดังกล่าวให้หมดไปได้

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจฝ่ายที่หวาดระแวงกองทัพด้วยเช่นกัน ว่าไม่ได้เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุผลรองรับ

แต่เป็นความหวาดระแวงที่มีเชื้อมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549

เป็นความหวาดระแวงจากแผนบันได 4 ขั้นของคณะรัฐประหารที่กดดันจน "รัฐบาลสมัคร" และ "รัฐบาลสมชาย" อยู่ไม่ได้

พร้อม กันนั้นยังมีการเปิดค่ายทหาร ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ จัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำสำเร็จ

ทั้ง เป็นความหวาดระแวงจากกรณีกองทัพเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อ เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 90 ศพ และพิการบาดเจ็บอีกร่วม 2,000 คน

และยังมีส่วนสำคัญในการโอบอุ้ม "รัฐบาลอภิสิทธิ์" อย่างแข็งขันในช่วงตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

จน กระทั่งรัฐบาลประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่กองทัพโดยกอ.รมน. เกิดปิ๊งไอเดียจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด หรือ ปส.315 ขึ้นมา โดยการสนธิกำลังทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และเจ้าหน้าที่ปปส.

เป็น หน่วยฉก. ที่กำลังถูกกล่าวหาจากผู้สมัครพรรค เพื่อไทยว่า เป็นการใช้งานปราบปรามยาเสพติดบังหน้า แต่เบื้องหลังคือแทรกแซงการเลือกตั้ง

จนกลายเป็นเหตุโต้เถียงลุกลามถึงขั้นมีการแจ้งความกล่าวหากันไปมาระหว่างผู้สมัครเพื่อไทยกับตัวแทนกองทัพ

แน่นอนว่ายาเสพติดคือปัญหาใหญ่ของสังคมที่ต้องเดินหน้าแก้ไขต่อเนื่อง

แต่ข้อสงสัยในกรณี ปส.315 คือทำไมเพิ่งมาตั้งในจังหวะได้เสียทางการเมือง ทำไมไม่ขยันตั้งแต่เมื่อปีหรือ 2 ปีที่แล้ว

หากจะว่าปัญหายาเสพติดเพิ่งจะมารุนแรงตอนนี้ก็คงไม่ใช่

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้หวาดระแวงได้อย่างไร

"ปู"เรียกร้อง-พอที พลังพิเศษ บีบจับขั้วตั้งรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด



ฤกษ์ดี - น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย เดินทางมาช่วยลูกพรรคหาเสียงที่ตลาดครุใน จ.สมุทรปราการ เป็นเวลาเดียวกับที่เกิด พระอาทิตย์ทรงกลด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.

"มาร์ค"โต้กลับ"ชุมพล" อ๋อยจี้ทหารเลิกแทรก "ชวน"ย้ำหลักพรรคที่ 1 สื่อเทศชี้คดีหุ้นเสี่ยงปว.

พิษ พลังที่เลี่ยงไม่ได้"มาร์ค" ย้อน"ชุมพล ศิลปอาชา"อ่านเฟซบุ๊กไม่ตลอดแล้วตอบโต้ประเด็นที่ตั้งรัฐบาล ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเสียเวลาอีก ด้าน"มาร์ค"ย้อน"ชุมพล"อ่านเฟซบุ๊กไม่ตลอดแล้วตอบโต้ประเด็นที่ไม่ได้เขียน ไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือทำความเข้าใจ เพราะไม่ได้ว่าใคร ด้านเทือกโผล่ช่วยมาร์คซัดคนแก่ต้องมีความอดทน อัดเพื่อไทยหาเรื่องทหารเพราะผูกใจเจ็บที่สั่งออกมาปราบประชาชนไม่ได้ ไม่เหมือนปชป.ที่ได้รับความร่วมมือสร้างความสงบเรียบร้อยเลยเจ็บแค้น "ปู"ลงพื้นที่สมุทรปรา การช่วย 7 ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยหาเสียง ชาวบ้านแห่รับอบอุ่น ตกเย็นไปอยุธยา ส่วน"อภิสิทธิ์"เปิดปราศรัยใหญ่สนามกีฬามหาวิทยาลัย ระดมรถบัสขนชาวบ้านจาก 5 เขตไปฟังแน่น "อ๋อย"ทวีตแนะประยุทธ์เป็นกลาง อย่าสร้างบรรยากาศไม่ดีช่วงเลือกตั้ง เตือนให้คิดก่อนพูด เพราะยังนั่งเก้าอี้ผบ.ทบ. ควรยืนยันให้ชัดว่าทหารจะไม่แทรกแซงการเมือง


ไหว้"พ่อโต" - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย นมัสการขอพรหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน ก่อนลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงที่ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.

"ปู"ไม่อยากให้มีอำนาจพิเศษบีบ

เวลา 10.50 น. หน้าที่ว่าการอำเภอพระประ แดง จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมทอดสะพานร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า ต้องขอบคุณที่มองพรรคเพื่อไทย แต่ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องตั้งรัฐบาล แต่ตามมารยาท พรรคที่จะได้ตั้งรัฐบาลคือพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุมีอำนาจพิเศษบีบให้ร่วมรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นก้าวแรกที่จะก้าวไปสู่ความปรองดองและการยอมรับในเสียงของ ประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้ง เชื่อว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือและเคารพกติกาและเสียงประชาชน ต่อข้อถามว่าคิดว่าอำนาจที่นายชุมพลระบุ ในอนาคตจะมีเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่อยากเห็นแล้ว เพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองเสียเวลาไปหลายปีแล้ว ตนอยากให้บ้านเมืองเดินหน้าดีกว่า และถือโอกาสนี้เชิญชวนทุกคนให้ร่วมกันทำให้บ้านเมืองไปได้

ส่วนที่ระบุว่าไม่มีปัญหากับกองทัพ แต่ดูเหมือนผบ.ทบ.จะมองไปอีกทางหนึ่ง จะเป็นความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ความคิดเห็นมีสิทธิเห็นต่าง แต่เชื่อว่าภาพใหญ่ หากอยากเห็นประเทศปรองดอง เดินไปข้างหน้า ผบ.ทบ.คงเปิดรับเพราะมีเจตนาดีกับประเทศอยู่แล้ว เมื่อถามว่าจะบอกกับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับภารกิจปราบปรามยาเสพติด 315 หรือไม่ เพื่อยุติปัญหากับกองทัพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งทุกคนควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และให้การเลือกตั้งสงบและสร้างสรรค์ ส่วนที่มีทหารเข้าไปในพื้นที่ต่างๆโดยเฉพาะพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย จะมีผลกระทบกับพรรคเหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เชื่อว่าประชาชนตัดสินใจเลือกได้ ปัจจัยใหญ่คิดว่าประชาชนมองที่ทีมงานและนโยบายพรรคเป็นหลัก

ลงพื้นที่ปากน้ำช่วย 7 ผู้สมัครพท.

เมื่อถามว่าการหาเสียงของผู้สมัครกับภารกิจปส.315 จะเป็นการขัดแย้งกันในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเราดีกว่า พรรคทำหน้าที่ชี้แจงนโยบายโดยประชาชนพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าอยากให้กองทัพทบทวนภารกิจปส.315 หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากขอให้การเลือกตั้งยุติธรรมและสร้างสรรค์ อย่าให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งคงขอความร่วมมือแบบนั้นมากกว่า เราไม่ติดใจหากรัฐบาลหรือทหารจะทำอะไร แต่ขอว่าทุกอย่างควรอยู่ในกติกาและให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี เกิดจากการตัดสินใจของประชาชน

เวลา 10.00 น. ที่ตลาดเทศบาลเมืองพระประแดง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมแกนนำพรรค อาทิ น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร ลงพื้นที่จ.สมุทรปราการ เพื่อช่วยผู้สมัครทั้ง 7 เขตของพรรคหาเสียง จุดแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงพื้นที่พบประชาชนบริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองพระประแดง ที่มีประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าและพ่อค้าแม่ค้า และกองเชียร์คนเสื้อแดงถือรูปถ่ายพ.ต.ท.ทักษิณและกุหลาบแดงมารอต้อนรับทั้ง สองฝั่งถนนจำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัดมากและทันทีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาถึงต่างกรูเข้ามาประชิดตัวเพื่อขอถ่ายรูป ขอจับมือและมอบดอกไม้เป็นกำลังใจ พร้อมตะโกน "ยิ่งลักษณ์ๆ เบอร์ 1 นายกฯหญิง" ทำให้บรรยากาศค่อนข้างชุลมุน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าบางคนจับกลุ่มพูดคุยวิจารณ์ว่าตัวจริงสวยกว่าในรูป

ฮือฮาไหว้ร.2-อาทิตย์ทรงกลด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปราศรัยย่อยว่า วันนี้มายืนยันว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน จะใช้ความสามารถส่วนตัวที่เคยทำธุรกิจและทีมงานที่มีประสบ การณ์มาช่วยกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะพื้นที่สมุทรปราการที่มีปัญหาน้ำท่วม พรรคมีนโยบายสร้างเขื่อนกั้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะได้เดินเท้าเพื่อไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และเคาะระฆังเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ ระหว่างทางคณะของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พบกับนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ที่ตามมาสมทบภายหลัง โดยการลงพื้นที่ของนายประชา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการพิเศษสภ.เมือง สมุทรปราการ พร้อมอาวุธปืนเอชเค และปืนลูกซองยาว คอยอารักขาอย่างใกล้ชิด

ต่อมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอพระประแดง เพื่อสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 2 ซึ่งระหว่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กราบสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ทำให้เจ้าหน้าที่พรรคและประชาชนที่สนับสนุนต่างวิจารณ์ว่าเป็นฤกษ์ดี ทั้งนี้ ตลอดทุกจุดที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปหาเสียงอ.พระประแดง มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินตามไปให้กำลังใจในทุกจุด

กองเชียร์ครึ่งพันร่วมต้อนรับ

เวลา 11.00 น. ที่ย่านครุใน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรค ท่ามกลางการตอบรับของประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาสั้นๆ ในการพบปะประชาชน จากนั้นได้มาหาเสียงที่ตลาดสำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ก่อนจะแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ห้างสรรพสิค้าอิมพีเรียล สาขาสำโรง เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน มีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และเจ้าของห้าง ให้การต้อนรับ มีกองเชียร์และคนเสื้อแดงกว่า 500 คน มารอรับถึงบันไดหน้าห้าง พร้อมตะโกนเรียกชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดังสนั่นและปรบมือแสดงความดีใจ บางคนชูป้ายที่ระบุว่า "คนเหนือรักยิ่งลักษณ์" และตะโกนเรียก "นายกฯหญิง" ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้างวุ่นวายพอสมควร ซึ่งนางอรุณลักษณ์ กิจเลิศเลิศไพโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ ต้องตะโกนบอกผู้มาให้ กำลังใจว่า "ขอให้ช่วยหลีกทางให้หน่อย เพราะคุณยิ่งลักษณ์จะเป็นลมแล้ว"

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปราศรัยว่า "ปูแข็งแรง ไม่เหนื่อย แต่ถึงเหนื่อยอย่างไรก็ทนได้ แม้เสียงไม่มี ขอเสียงของประชาชนช่วย วันนี้ปลื้มใจที่ประชาชนต้อนรับอบอุ่น และอยากให้ได้ยินเสียงทะลุไปถึงดูไบได้ไหม เพื่อให้ตื้นตันกับเสียงของเรา แม้ดิฉันจะเป็นน้องคนเล็ก แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้อยู่ จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง"

ไหว้-ปิดทองปาก"หลวงพ่อโต"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในห้าง มีกองเชียร์คนเสื้อแดงเดินตามให้กำลังใจตลอดเวลา จากนั้นได้เดินทางไปพบประชาชนที่ตลาดวิบูลศรี ปรากฏว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงขี่รถจักรยาน ยนต์โบกธงแดงนำหน้าขบวนรถ บางคนขับรถยนต์ส่วนตัวตามขบวนแห่ ทำให้เกิดความชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากซอยตลาดวิบูลศรีค่อนข้างจะแคบ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปราศรัยเพียงสั้นๆ เกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และนโยบายสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางคนตัดพ้อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่เดินลงมาพบประชาชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากมารอรับเป็นเวลานานแล้ว

เวลา 15.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ เดินทางมาที่วัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปหลวงพ่อโต โดยน.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ปิดทองบริเวณริมปากขององค์พระพุทธรูป ซึ่งพระครูวิบูลธรรมานุกิจ ได้สนทนากับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอนหนึ่งว่า "ขอให้เป็นนายกฯ หญิงคนแรก และเมื่อเป็นนายกฯ อย่าลืมมาวัดบางพลีบ้าง" ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบรับว่าไม่ลืม ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับ พระครูวิบูลธรรมานุกิจ ได้สวดคาถาบทชนะมาร พร้อมพรมน้ำมนต์ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมาที่วัดมงคลโคธาวาส อ.บางเสาธง เพื่อกราบสักการะรูปปั้นหลวงพ่อปาน ก่อนจะปราศรัยย่อยที่บริเวณลานข้างวัด โดยเน้นประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคเกี่ยวกับโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค นโยบายรถไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาการคมนาคม โดยใช้เวลาปราศรัย 5 นาที จากนั้นได้เดินทางไปหาเสียงที่จ.พระนครศรี อยุธยา แต่ขณะที่กำลังเดินทางออกจากวัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ให้เจ้าหน้าที่จอดรถเพื่อลงไปทักทายประชาชนที่มายืนถือป้ายให้กำลังใจ จำนวนมากด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่หาเสียงในจ.สมุทรปราการ ถือเป็นครั้งแรกที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางครบทั้ง 7 เขต และระหว่างการเดินทางหากมีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะโบกมือและแวะเข้า ไปทักทายตลอด


อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้ก ข่าวสด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/06/54 ส่องกระจกดูหน้าตัวเองก่อน..ต้องหล่ออย่างพี่ถึงจะเป็น รมต.ได้

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


จารกา หน้าดำ ระยำ..ถ่อย
จ้องแต่คอย ใส่ร้าย ป้ายเสียดสี
สมชื่อพวก จัญไร ใจอัปรีย์
พรรคกาลี ชั่วช้า สุด..สารเลว....

ดีแต่พูด ดีแต่ฆ่า บ้าอำนาจ
คิดอุบาทว์ สัปดน จนแหลกเหลว
ดีเข้าตัว ชั่ว..สาดใส่ ดั่งไฟเปลว
พาดิ่งเหว ด่าวดิ้น ทั่วถิ่นไทย....

จรกา หน้าดำ ระยำ..คิด
วิปริต ย่ำแย่ เกินแก้ไข
พวกปากหมา หน้าชั่ว ตัวจัญไร
จ้องใส่ไฟ อุกอาจ เพื่อสาดโคลน....

ส่องกระจก ดูหน้าตน ว่าคนเด่น
ซ่อนเน่าเหม็น ด่างพร้อย พวกห้อยโหน
พูดยกหาง เริงร่า ท่าปลอบโยน
ชั่วโชกโชน คือพรรคเปรต ทุเรศจริง....

หน้าต้องหล่อ อย่างมัน นั่นหรือ..ใช่
ก็แค่..ไพร่ ใยวางท่า มาสุงสิง
ต้องปากหมา ด้วยไหม? ไอ้หน้าลิง
ถึงท้วงติง ส่อเสียด หยามเหยียดกัน....

จรกา หน้าเฮี่ย แย่ง..เมียเพื่อน
ช่างเลอะเลือน เพ้อเจ้อ ละเมอฝัน
มือเปื้อนเลือด นั้นหรือ? คือพวกมัน
เชิญ..ลงทัณฑ์ ไอ้ทรราช พวกฆาตกร....

๓ บลา / ๑๑ มิ.ย.๕๔

อย่ามองข้ามคนเชียร์แขก โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Tiger



คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง อย่ามองข้ามคนเชียร ์แขก

โดย กาหลิบ



จะประณามว่า ASTV ซึ่งเป็นขี้ข้าของระบอบเก่า
ที่กำลังล่มสลายเป็นกระบอกเสียงที่ไม่มีคุณค่าเสียทีเดียว ก็คงว่าไม่ได้
เพราะล่าสุดช่วยทำประโยชน์ให้กับกระบวนการจัดตั้งของฝ่ายประชาธิปไตยโดยไม่ได้ตั้งใจ
จากปากตั้งต้นของคุณสนธิ ลิ้มทองกูล และปากติดตามของคุณประพันธ์ คูณมี
ซึ่งนัดกันมาเป็นดาบหนึ่งดาบสองหรืออย่างไรก็ไม่รู้ได้

เรื่องที่จะเล่าเสริมต่อไปนี้ซับซ้อนเล็กน้อย จึงจะทำให้เกิดความสับสนน้อยที่สุด
เพื่อให้เราต่างก็เข้าใจในการเล่นเกม (game plan) ของฝ่ายเขาและแลเห็นภาพเดียวกัน

กรณีที่ว่านี้คือเรื่องของน้ำมันในอ่าวไทย
ซึ่งควรเป็นสมบัติร่วมกันของชาติที่มีน่านน้ำคาบเกี่ยวกันคือไทยและกัมพูชา

เกมนี้เป็นสิ่งที่เหนือกว่าสติปัญญาของคนใน ASTV มาก เว้นแต่คนอย่างคุณสนธิฯ
ซึ่งเชื่อว่ามีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าใครๆ
แต่เมื่อเข้าใจแล้วจะใช้สัมมาทิฎฐิหรือมิจฉาทิฎฐิเข้ามาจับ ก็เป็นเรื่องบุญกรรมของคุณสนธิฯ

คุณประพันธ์ คูณมีนั้นทุกคนรู้ดีว่าเป็นร่างทรงของคนอีกคนหนึ่ง
ซึ่งถึงจะร่วงโรยไปตามวัยแล้วแต่ยังรักษามิจฉาทิฎฐิของตัวเองได้อย่างเข้มข้น
เหมือนกับนายใหญ่ที่สุดของเขา คนที่ว่านี้คือ
นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ผู้หวังโหนกระแสเกลียดทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรี
หรืออย่างต่ำขอมีอิทธิพลชี้นำในทางนโยบายของชาติ


ทั้งสองคนเพิ่งพูดถึงเรื่องของน้ำมันในอ่าวไทยและพูดอย่างชัดเจนว่า
นั่นล่ะคือหัวใจของเรื่อง


ไม่ใช่ปราสาทพระวิหาร

ไม่ใช่วัดแก้วสิกขาสวาระ


ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร


พูดง่ายๆ ว่าไทยมีเรื่องกับเขมรรอบนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่งัดมาทะเลาะกันในข่าวเลย
แต่เป็นการชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องของทรัพยากรน้ำมันในอ่าวไทยและบริเวณใกล้เคียง

แถมคนที่ทะเลาะกันในฉากหลังก็ไม่ใช่ไทยกับเขมรอีกด้วย

พื้นที่ในทะเลที่เชื่อกันว่ามีน้ำมันอยู่มากนั้น เขาแบ่งคร่าวๆ ออกเป็น ๙ พื้นที่
หรือจะเรียกว่า ๙ หลุมเหมือนสนามกอล์ฟก็ได้
ขณะนี้ความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้สมเด็จฮุนเซ็น
ทำให้เขามีความนิ่งพอจะจัดแบ่งผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ได้ลงตัวและรวดเร็ว
ในขณะที่คนไทยขัดแย้งกันจนแทบจะเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบอยู่แล้ว
จึงเหมือนถูกกันออกนอกวงไปโดยปริยาย


ปัญหาคือไทยมิได้ถูกกันออกนอกวงจนลำบากเดือดร้อนเพียงคนเดียว
แต่กระทบกระเทือนถึง “ลูกพี่” ของชนชั้นนำไทย
ที่คอยเอื้อประโยชน์ให้แก่กันและกันมานานนักหนานั่นด้วย


ก่อนที่ทรัพยากรจะถูกเฉือนและแบ่งกันจนหมดก้อน
เกมเลื่อยขาเก้าอี้เกมใหม่จึงต้องเกิด
และต้องกระทำอย่างรวดเร็วก่อนจะชวดฉลูขาลเถาะ


ไม่น่าแปลกใจที่เขาสั่งทันทีว่าไทยต้อง “หาเรื่อง” กับกัมพูชา


คนที่เปิดเกมนี้ก็คือ นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริและสนธิ ลิ้มทองกูล
เพราะความขัดแย้งทุกประเด็นระหว่างไทยและกัมพูชา
มาจากลมปากของกลุ่มที่เคยเรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ขณะปิดเกมก็เขกหัวทุกคนที่เป็นขี้ข้ากลุ่มเดียวกัน
จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ถึงกองทัพบกของประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ารักชาติน้อยกว่าตนทั้งนั้น
ความหมายอันแท้จริงคือข้าพเจ้านี่แหละ
ที่จะช่วยกู้ผลประโยชน์ที่สูญเสียไปของลูกพี่ (ต่างชาติ) ได้ดีกว่าคนอื่น


สนธิและประสงค์เขารู้ลึกซึ้งว่า นายใหญ่ (ต่างชาติ) และนายใหญ่ (แห่งชาติ)
เขาร่วมประโยชน์กันแนบแน่นถึงสัดส่วนกันอย่างไร เขาจึงคำนวณแล้วว่า
เล่นเรื่องนี้และช่วยยกระดับไปเรื่อยๆ คือ
วิธีที่พวกเขาจะได้คะแนนสูงสุดจากนายใหญ่ทั้งสองระดับ


เป้าหมายของเรื่องนี้คือการล้มกระดานผลประโยชน์น้ำมันในอ่าวไทย
โดยสร้างเรื่องเพิ่มเติมให้เกี่ยวพันกับการเมืองไทย
โดยเฉพาะตัวอดีตนายกรัฐมนตรีคือคุณทักษิณฯ

ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยถอดชนวนช้าเกินไป จะเกิดวิกฤติใหม่ในไม่ช้า

สงครามทางทะเลที่มีชาติใหญ่หนุนหลังอยู่ทั้งสองฝ่ายอาจเกิดขึ้นได้.



http://democracy100percent.blogspot.com/2011/06/blog-post_10.html

"อ๋อย"ทวีตซัด"ผบ.ทบ." จี้ปราม"ผู้พันไก่อู"ทำตัวเป็นศัตรูพรรคการเมือง

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 10 มถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้ทวีตข้อความผ่านเว็บ twitter.com ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระบุว่าพรรคเพื่อไทย(พท.) รังแกทหารว่า " เห็นข่าว ผบ.ทบ.ฮึ่ม พท.รังแกทหารแล้วอยากจะให้คำแนะนำ ผบ.ทบ.สักหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อตัว ผบ.ทบ.เอง และอาจเป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมือง อ่านคำสัมภาษณ์ของคุณประยุทธ์แล้วรู้สึกว่าท่านคงลืมไปว่าท่านเป็น ผบ.ทบ.อยู่ ไม่ใช่หัวหน้ากลุ่มก๊วนอะไรที่จะบอกว่ายอมไม่ได้ หยามไม่ได้อย่างนั้น ท่านบอกว่าส่งทหารไป 2 คนแล้วถูกกดดัน ก็เลยจะส่งไป 50 คนหรือ 100 คน ถามว่าจะส่งไปทำไม จะส่งไปปราบยาเสพติดหรือปราบผู้สมัครรับเลือกตั้ง"

นายจาตุรนต์ระบุว่า " ถ้าส่งไปปราบยาเสพติด จะไม่กระโตกกระตากไปหน่อยหรือ และยังต้องถามด้วยว่าท่านจะไปกันในหน้าที่อะไร ไปทำแทนตำรวจหรือ ทำไมไม่ใช้ตำรวจปราบยาเสพติด ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งทำผิดกฎหมายทำไมคนของท่านไม่ไปแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดี หรือว่าจะเป็นการเสียเหลี่ยม หรือไม่เชื่อถือกฎหมาย การแสดงออกของ ผบ.ทบ.จึงเข้าลักษณะข่มขู่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำให้เสียบรรยากาศทางการเมือง และอาจทำให้คนรู้สึกว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลางได้ จึงอยากแนะนำท่านว่าก่อนจะพูดอะไรควรคิดเสียให้รอบคอบ ท่านเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงไปตรงมา แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าพูดแล้วคนจะรู้สึกอย่างไร "

นายจาตุรนต์ยังทวีตถึงกรณีที่ ผบ.ทบ.อยากให้ประชาชนทบทวนกรณีหมู่บ้านสีแดง เพราะอยากให้ประเทศไทยมีสีเดียวว่า " ก็เป็นสิทธิของท่านที่จะแสดงความเห็น แต่ก็เป็นสิทธิของประชาชนที่จะเรียกหมู่บ้านของตัวเองเป็นสีอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย บังเอิญว่าแกนนำคนเสื้อแดงเขาก็ลงสมัครเลือกตั้งกันอยู่ พอแสดงความเห็นอะไรในทางไม่ชอบสีแดง คนก็อาจมองว่าท่านไม่เป็นกลางอีกก็ได้ หมู่บ้านสีแดงมีกี่หมู่บ้าน ผมไม่ทราบ แต่ไม่มีข้อมูลว่าพวกเขาทำอะไรผิดกฎหมาย เห็นแต่หมู่บ้านสีเหลืองอยู่แถวทำเนียบรัฐบาลน่าจะไม่ถูกกฎหมาย หมู่บ้านสีเหลืองที่มีอยู่เพียงหมู่บ้านเดียวนี้ ท่าน ผบ.ทบ.จะว่ายังไง นอกจากทำผิดกฎหมายแล้ว ยังยุให้ท่านไปรบกับกัมพูชาอยู่ทุกวันด้วย"

นาย จาตุรนต์กล่าวว่า "อยากแนะนำให้ ผบ.ทบ.ปรามโฆษกกองทัพบก (พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด) เสียบ้าง อย่าปล่อยให้มาต่อปากต่อคำกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง จนเหมือนตั้งตัวเป็นศัตรูกับบางพรรคไปแล้ว คุณสรรเสริญมีสิทธิแสดงความเห็นทางการเมือง จะโต้กับใครก็ได้ แต่ท่านผบ.ทบ.แน่ใจหรือว่าเขาควรจะโต้ในฐานะโฆษกของกองทัพบก กองทัพเห็นตามเขาหรือ เมื่อโฆษกไม่เป็นกลางทางการเมือง คนเขาอาจคิดว่ากองทัพไม่เป็นกลางทางการเมือง ท่านไม่ควรเอาอย่างนายกฯ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กับนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดอะไรไม่ตรงกันทุกวัน"

นาย จาตุรนต์ระบุอีกว่า "เรื่องสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ การวางตัวเป็นกลางและไม่แทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาล อยากแนะนำให้ท่านทำให้ชัดเจนเสียแต่วันนี้ ไม่ต้องรอหลังเลือกตั้ง ที่คนเขาห่วงกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็คือ พรรคที่ได้เสียงมากแล้วอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พูดกันตรงๆ ก็คือเขากลัวการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจและกองทัพ เรื่องนี้ชาวต่างประเทศและชาวไทยในต่างประเทศก็วิตกกันทั้งนั้น ทำให้เขาไม่เชื่อมั่นต่อเมืองไทยของเรา เมืองไทยที่ท่านอยากให้เป็นสีเดียวนี่แหละ ผมจึงเสนอว่าให้ท่านทำเหมือนตอนที่ประกาศว่าจะไม่ทำรัฐประหารนั่นแหละ แต่ให้ออกมาพูดพร้อมกันว่าจะไม่แทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาลควรแถลงด้วยว่า จะไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองใช้สถานที่ของกองทัพบกในการจัดตั้งรัฐบาลอีก แล้ว"

"เรื่องแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลนี้ ไม่ใช่พูดกันลอยๆ เห็นคุณชุมพล (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา) ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ไม่ใช่หรือ ก็ชัดอยู่แล้วว่าคราวที่แล้วมีการแทรกแซง บีบบังคับ ที่ผมได้ยินจากปากผู้นำพรรคการเมืองบางท่าน ก็คือเขาบอกว่าผู้นำทหารขู่ นอกจากนั้นก็ขอให้ท่านเพิ่มความสุขุมมากขึ้นในการออกความเห็นต่างๆ อย่างน้อยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง หน้าที่ของทหารในระหว่างการเลือกตั้งไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่วางตัวให้เป็นกลางก็ประเสริฐที่สุดแล้ว" นายจาตุรนต์ระบุ

นับตั้งแต่นี้ไปคุณปูยิ่งลักษณ์ คงโดนอีกเยอะ โทษฐาน "คะแนนนิยมพุ่งถึงอวกาศ"

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



รู้สึก ว่าการหาเสียงเลือกตั้งขณะนี้เสื้อแดงมีความสุขกระปี้กระเปร่ามากที่ สุด ไหนจะนโยบายเพื่อไทยที่โดนใจมากมาย ไหนจะท่านายกฯทักษิณหันมาสู้สุดตัว

ที่ ยิ่งกว่านั้นคือ "คุณยิ่งลักษณ์" แคนดิเดท นายกฯ กลายเป็นแก้วตาดวงใจของคนเสื้อแดงชั่วเพียงข้ามคืน สร้างทั้งความหวัง สีสรร ความอบอุ่น ความลิงโลดในใจ ทั้งความงาม สติปัญญาและประสบการณ์ พรั่งพร้อมไปทุกอย่าง

ผมเชื่อว่านับตั้งแต่วันนี้ไป พวกอำมาตย์จะออก ลูกไม้ต่างๆ ออกมาถล่มคุณปูยิ่งลักษณ์ เพื่อ "หยุดความนิยม" คุณปูให้ได้ เพราะหากไม่อย่างนั้นแล้ว คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยจะต้อง Land Slide ฟ้าถล่มดินทะลายแน่ๆ 300 เสียงนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้

สามสัปดาห์อันตรายนี้พวกเขาต้องออกมาตายต่างๆ มาตัดคะแนนให้ได้

แต่ผมคิดว่าคนเสื้อแดงนั้นหนักแน่นเพียงพอไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วงว่าคะแนนจะสวิงกลับเหมือนสมัยก่อน

วันนี้ การต่อสู้ทางการเมืองเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ เสียครึ่งหนึ่ง คนที่ออกไปลงคะแนนในวันนี้ลงคะแนนด้วยอุดมการณ์ครึ่งหนึ่งหรือกว่าของคนที่ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ทำให้อุดมการณ์ต่อต้านอำมาตย์นั้นสั่นคลอนไปได้

ส่วน พวกเป็นกลาง ยังไม่ตัดสินใจนั้นผมว่ามีน้อย เพียงแต่ผลของโพล คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงออกชัดเจนบอกโพลไปตามตรงว่าจะเลือกใครแม้จะตัดสิน ใจไปแล้ว ดังนั้นโพลจึงบอกว่ามีคนไม่ตัดสินใจ 50-60 % ถึงวันนี้ผมไม่เชื่อว่าจะมีพวกยังไม่ต้ดสินใจแล้ว วิกฤติเกือบ 5 ปี คงไม่มีคนรู้สึกช้าขนาดนั้น

แต่โพลอาจหลอกลวงพวกเสื้อเหลือง พวกอนุรักษ์นิยมด้วยกันเอง เหมือนที่สื่อทั้งหลายปิดข่าวเกี่ยวกับเสื้อแดง ทำให้พวกอนุรักษ์นิยมไม่เอ๊ะใจว่าเสื้อแดงนั้นมีเต็มแผ่นดินแล้ว วันนี้ก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนั้นเองว่า เสื้อแดงนั้นแม้จะแรง ก็ไม่ไม่มาก

ก่อน เลือกตั้งคุณปูคงโดนขุดคุ้ยอีกเยอะ อาจขุดไปถึงขึ้นว่าตอนเป็นสาวรุ่นคุณปูมีใครมาจีบบ้าง อะไรไปโน้น คือ คุณปูไม่เคยเล่นการเมือง แผลนั้นหายาก ทั้งชีวิตก็ทำงานเหมือนพวก White Colar ทั้งหลาย คนทำงานทั่วไปนั้น จุดอ่อนทางการเมืองแบบไปทำอะไรไม่ดีไว้นั้นมีน้อย

อีกอย่างเวลาทำ ธุรกิจคุณปูก็ไม่ใช่พวกผู้รับเหมา ทำให้ไม่มีเรื่องฮั้ว เรื่องวิ่งหางาน งานของคุณปูส่วนใหญ่คือ การบริการลูกค้า จุดอ่อนจึงมีน้อยมาก

ไม่ยุบปชป.ผ่านไปกว่า 6 เดือน คำวินิจฉัยส่วนตัว 7 ตุลาการ ได้รับการเผยแพร่แล้ววันนี้

ที่มา มติชน

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 16 /2553 เรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553

ผ่านไปกว่า 6 เดือน คำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่งได้รับการเผยแพร่ในเว็บราชกิจจานุเบกษา

ล่า สุด วันที่ 10 มิถุนายน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 16 / 2553 เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ส่วนตัว) ของ 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่งได้รับเผยแพร่

คำ วินิจฉัยส่วนตัว ที่เพิ่งได้รับการเผยแพร่ ประกอบด้วย คำวินิจฉัยส่วนตัวของ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 6 คนได้แก่ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

เปิดอ่านคำนิจฉัยส่วนตัว 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/A/047/1.PDF

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: ว่าด้วยโครงสร้างส่วนบน (ที่มองไม่เห็น) ของระบบโซตัส

ที่มา ประชาไท

ระบบ โซตัส (SOTUS) ถือเป็นหนึ่งในแบบแผนปฏิบัติของชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยทั่วไปเป็นการกล่าวถึงระบบที่เป็นตัวย่อมาจากการนับถืออาวุโส (Seniority) ยึดมั่นระเบียบ (Order) ประเพณี (Tradition) ความสามัคคี (Unity) และน้ำใจ (Spirit) ซึ่งระบบนี้ขับเคลื่อนผ่านการปกครองดูแลกันเองระหว่าง "รุ่นพี่" และ "รุ่นน้อง" และผ่านการหล่อหลอมผ่านระบบการ "รับน้อง" และ "ห้องเชียร์"

ใน ทุกๆ ปีนั้นเรื่องนี้จะมีการพูดกันเสมอๆ ในช่วงเปิดเทอมต้น โดยเฉพาะในหน้าสื่อ ทั้งการตีพิมพ์ทัศนะต่างๆ และอาจจะมีข่าวว่ามีรุ่นน้องตาย หรือฟ้องร้องถึงการรับน้องที่ป่าเถื่อน และโหดร้าย และข่าวดังกล่าวก็จะเงียบหายไปหลังจากห้องเชียร์ปิดตัวลงในช่วงสักประมาณ กรกฎาคม

เดิมนั้น เรามักอธิบายกันว่า เรื่องของระบบโซตัสนั้นดำรงอยู่ได้เพราะว่าสังคมไทยนั้นมีวัฒนธรรมแบบระบบ อุปถัมภ์ ดังนั้นระบบโซตัสก็คือ "ผลสะท้อน" ของโครงสร้างของวัฒนธรรมในสังคมใหญ่ที่ "เตรียมคนรุ่นใหม่" ให้ออกไปอยู่ในระบบที่ยอมรับว่าสังคมไม่เท่าเทียมกัน

ขณะที่ผู้ที่ สนับสนุนระบบนี้ ก็มักจะอธิบายว่าระบบโซตัสนั้นมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้เกิดการขัดเกลาและช่วยเหลือกันในหมู่สมาชิกของสังคม เพราะเด็กที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นไม่มีใครดูแล เหมือนในระบบมัธยม ดังนั้นการมีรุ่นพี่รุ่นน้องก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่ เหมือนกับระบบอาวุโส-อุปถัมภ์ในสังคมนั้นก็ดีอยู่ ที่ไม่ดีนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของรุ่นพี่บางคน หรือคนบางคนเท่านั้น

ไม่ ว่าจะอยู่ฝ่ายนั้นก็ตาม เดิมนั้นเรามองว่าระบบโซตัสนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับรุ่นพี่และ รุ่นน้อง ไม่เชื่อมโยงกับอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ภาพของการมองและการพยายามแก้ปัญหาจึงมักวนเวียนอยู่กับเรื่องของการกวดขัน ให้ทางผู้บริหารดูแลระบบนี้ให้ดี ไม่ว่าจะยกเลิก หรือกวดขันไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กๆ

สิ่งที่ผมค้นพบที่เกี่ยวข้อง กับระบบโซตัสนั้นมีด้วยกันสองเรื่อง เรื่องแรกคือคำถามที่ว่าทำไมรุ่นน้องหรือเด็กเข้าใหม่ถึงยอมรับระบบนี้ (รับน้องแล้วทำไมน้องไม่ร้องจ๊าก) กับเรื่องที่สอง (ค้นพบใหม่) ว่าทำไมผู้บริหารจึงยอมรับหรือไม่ยอมมองเห็นปัญหาเรื่องระบบโซตัส

ระบบ โซตัสนั้นดำเนินไปได้ เพราะระบบดังกล่าวนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มมาก เพราะการยอมถูกแสดงอำนาจหนึ่งปีในฐานะน้องใหม่ทำให้สามารถได้รับการเคารพยอม รับกลับในฐานะรุ่นพี่ถึงสามเท่าเป็นอย่างน้อย (ในกรณีหลักสูตรสี่ปี) หมายถึงยอมเขาหนึ่งปีก็ได้คืนในฐานะการเป็นรุ่นพี่ถึงสามเท่า รวมทั้งการให้หลักประกันความมั่นคงในการสมัครงานและการทำงานในอนาคตเพราะ รุ่นน้องก็คาดว่ารุ่นพี่จะช่วย และรุ่นพี่ก็มีรุ่นน้องเป็นพวก

ส่วน ทำไมผู้บริหารถึงยอมให้เรื่องนี้เกิดได้นั้น ก็เพราะว่าประธานของระบบโซตัสตัวจริงก็คืออธิการบดีและคณบดีของแต่ละคณะนั่น แหละครับ และรอยต่อของระบบโซตัสที่ปรากฏตัวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ กับระบบที่ซ่อนตัวอยู่นั้นไม่ค่อยมีคนค้นพบต่างหาก

การยินยอมให้มี การซ้อมเชียร์และรับน้องอย่างเข้มข้น อย่างน้อยในแง่ของการปล่อยให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดกิจกรรมที่ขัด กับหลักการสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ยาก นอกจากการมีผลประโยชน์บางประการที่ระบบบริหารของมหาวิทยาลัยปล่อยให้เกิด ขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือ การรับน้องอย่างเข้มข้นนี้ไม่ใช่ดีในแง่ของผลประโยชน์ในอนาคตของรุ่นพี่รุ่น น้องที่จะจบออกไปเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างหลักประกันของผู้บริหารในการเกณฑ์นักศึกษามาใช้ใน พิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ เพราะถ้าไม่มีระบบโซตัสแล้ว มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถเกณฑ์นักศึกษามาทำพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ และทำให้ศิษย์เก่ากลับมาให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยในอนาคต ซึ่งพิธีกรรมต่างๆ นี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญของการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักและมี อันดับในสังคม และในบางกรณีอาจจะมากกว่าเกณฑ์สากลอื่นๆ อาทิ งานวิจัย เสียอีก

เขียนเรื่องนี้ในตอนนี้เพราะต้องการให้จับตามองว่า แม้ว่าห้องเชียร์และการรับน้องจะจบไปแล้ว แต่นักศึกษาไม่ใช่แค่กลับเข้าห้องเรียน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ แต่พวกเขากำลังถูกเกณฑ์โดยระบบบริหารในพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย หรืออาจรวมไปถึงการถูกเกณฑ์หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงาน "นอก" และ "เหนือ" มหาวิทยาลัยด้วยครับ

บันทึกทนายความ ฉ. 3 : ขบวนการหยุดหนูหริ่ง ขบวนการหยุดประชาชน !

ที่มา ประชาไท


” ห้ามฉันพูด ฉันจะพิมพ์
ห้ามฉันพิมพ์ ฉันจะเขียน
ห้ามฉันเขียน ฉันก็ยังคิด
หากจะห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจฉัน”

ใน ช่วงเวลาที่สังคมถูกปกคลุมไปด้วยความกลัว ต้องยอมรับว่าคุณ “หนูหริ่ง” หรือ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ คือผู้ที่แหวกม่านของความกลัว และลุกขึ้นท้าทายความอำนาจของปีศาจ และประกาศว่าประชาชนย่อมมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอำนาจใดมากดหัวให้ความเป็นคนสยบยอมได้…

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ภายหลังจากที่ทหารได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพียง 2 วัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และประชาชนจำนวนหนึ่งจึงได้นัดพบปะทำกิจกรรม ณ บริเวณสวนสาธารณะใต้สะพาน เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม โดยได้ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เช่นการให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาถ่ายทอดเหตุการณ์ รวมทั้งมีประชาชนผู้ที่มีข้อมูลเช่น ภาพถ่ายเหตุการณ์มาแสดงในเชิงนิทรรศการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ โดยในวันดังกล่าวเหตุการณ์ก็มิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด ต่อมา นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้เดินทางไปผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ และถูกควบคุมตัวตามหมายควบคุมตัวของศอฉ.เป็นเวลาถึง 14 วัน ภายหลังจากนั้นศาลได้มีคำสั่งให้ ศอฉ.ปล่อยตัวเนื่องจากไม่มีเหตุในการควบคุมตัวต่อไปตามกฎหมาย และในวันปล่อยตัว พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลางได้นำเขาส่งพนักงานอัยการและฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือว่า เขาได้ชุมนุมกันเกิน 5 คนโดยก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นการมั่วสุมกันเกินกว่า 10 คน ตามพรก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216… เขาปฏิเสธ !

เมื่อ วันที่ 7 มิถุนายน 2554 เวลา 09.30 น. ศาลแขวงพระนครเหนือได้ออกพิจารณาคดีนัดแรกโดยพนักงานอัยการโจทก์ได้นำพยาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายเข้าเบิกความประกอบรูปถ่ายว่า ในวันเกิดเหตุ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้ร่วมกับประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง ได้จัดกิจกรรมเป็นเชิงนิทรรศการ โดยมีการเอารูปคนตายมาปิดแสดง และมีการพูดทำนองว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม และมีการให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์พูดแชร์ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ได้ประสบมา โดยขณะนั้นได้มีรถมาชลอดู ทำให้รถติด รวมทั้งมีประชาชนจำนวนหนึ่งยืนบนพื้นผิวถนน อันเป็นความผิดตาม พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน และรับว่าภายหลังจากนั้นนายสมบัติ และประชาชนก็ได้แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ

ฝ่าย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ได้นำสืบว่า ตนไปทำกิจกรรมที่มิได้ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นเพียงการจัดนิทรรศการ และพูดจาแลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีการตั้งเวทีปราศัย หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด และในขณะนั้น ประชาชนแทบไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน รถราก็น้อยมาก ดังนั้นที่ตำรวจกล่าวหาว่าตนทำให้รถติดนั้นจึงไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าตนเองใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับตนนั้นเป็นการทำโดยมีเจตนาที่จะสกัดกั้นมิให้ ตนเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น ฯ และวันนี้( 9 มิถุนายน 2554 ) ได้มีการสืบพยานจำเลยต่อโดยมี อ.กฤตยา แห่งมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าเบิกความว่า ช่วงเหตุการการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมเดือน เมษายน-พฤาภาคม 2553 รัฐบาลได้มีการประกาสสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่ชอบ และไม่เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศ และมีเจตนาจะใช้กฎหมายดังกล่าวสร้างเงื่อนไขในการเข้าสลายการชุมนุม รวมทั้งยังมีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ เป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก และมีอ.ธีระ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าเบิกความให้ความเห็นทางกฎหมายว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพรก.ฉุกเฉิน นั้น ต้องเป็นการชุมนุมเกิน 5 คน และมีลักษณะอันเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และต้องตีความประกอบเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทที่ประกาศดังกล่าวอาศัยเป็นฐาน แห่งอำนาจ และหากจะตีความเพียงว่ามีการชุมนุมตั้งแต่ คนก็จะเป็นความผิดทุกกรณี การตีความเช่นนั้นก็จะเป็นการตีความกฎหมายที่เกิดผลประหลาด ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินความจำเป็น ฯ

อย่างใดก็ตาม ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 14 กันยายน 2554 เวลา 9.00 น.

น่าสนใจว่า … กระบวนการยุติธรรมไทยจะมองการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไร

น่าสนใจว่า … นี่จะเป็นกระบวนการหยุด “หนูหริ่ง” มิให้เคลื่อนไหวหรือไม่

และน่าสนใจว่า … เมื่อไหร่ประชาชนจะหลุดจากวงจรกฎหมายอุบาทว์เช่นนี้เสียที !

ที่มา: เว็บไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

Red path:เสียงชาวบ้าน"VOTE NO? บ้าไปแล้ว"

ที่มา Thai E-News

กลุ่ม พันธมิตรเสื้อเหลืองสวมหัวควายหน้าป้ายหาเสียงของว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ที่ย่านธุรกิจของกรุงเทพฯเพื่อเรียกร้องให้คนโหวตNO (ภาพข่าว:รอยเตอร์)


โดย FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่
11 มิถุนายน 2554

โครงการ เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 ผมจะขอรายงานกิจกรรมเป็นระยะตามเส้นทางเพิ่มเติมจากเส้นทางตอนก่อน(ดูลิ้งค์ ท้ายรายงานนี้)ดังนี้

กิจกรรมวันที่ 3-5 มิย.จากถ้ำขุนตาลถึงตาก

พวกเราออกเดินทางจากเชียงใหม่ในเวลาเช้า เมื่อถึงลำพูนฝนตกทำให้ต้องหยุดพักประมาณ 1 ชม. หลังจากนั้นได้ปั่นจักรยานขึ้นเทิอกเขาขุนตาล http://www.youtube.com/watch?v=E0cfgcKK94Y



และเมื่อขึ้นถึงขุนตาลฝนได้เทกระหน่ำมาอีกครั้งทำให้ต้องจอดจักรยานแอบข้างทางเพื่อหลบฝน http://www.youtube.com/watch?v=KSHFgmk651o



หลังฝนตกอย่างหนักแดดเริ่มออก พวกเราเสื้อเปียกแล้วแห้ง แห้งแล้วเปียกทั้งเหงื่อทั้งฝนหลายรอบ จนกระทั่งมาถึงลำปางในเวลาประมาณ 18.00 น. ปั่นจักรยานรอบเมืองและเข้าพักที่วัดป่ารวกซึ่งมีท่านรองเจ้าอาวาสอนุญาตให้ กางเตนท์นอนบริเวณวัดและในกุฏิ http://www.youtube.com/watch?v=-hiMWgobjPE

วันต่อมาพวกเราปั่นจักรยานไปอ.เถิน ระยะทาง 90 กม. http://www.youtube.com/watch?v=ym1T1PGSiUE



ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ได้รับความอนุเคราะห์จากแกนนำเอื้อเฟื้อที่พัก คืนนั้นฝนตกหนักตลอดคืนเนื่องจากพายุเข้า

เช้า วันต่อมาตำรวจที่เถินมาส่งปากทางถนนเหลวงพร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ระยะทางจากอ.เถินมาจ.ตากประมาณ 84 กม. พวกเราเพกที่วัดเขาถ้ำซึ่งเป็นวัดที่อยู่บนภูเขา ได้รับความกรุณาจากเจ้าอาวาสให้อาศัยในกุฏิพระ

คืนนั้นต้องอาบน้ำฝน ซึ่งอาจจะมีสารหรือแมลงบางอย่าง ทำให้มีอาการคันตามผิวหนังมาก ฝนตกตลอดคืน

เช้า วันถัดมามีเจ้าหน้าที่จากกรอมน.ของตากมาเยี่ยมถึงที่วัดพร้อมอาหารเช้า ทำให้พวกเรารู้สึกอุ่นใจ ที่กิจกรรมอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

บันทึกเส้นทางสีแดงต้านรัฐประหาร 6-8 มิย :

ฝน ตกตลอดคืนจนถึงสายของวันนี้ ระยะทางจากตากไปกำแพงเพชรเพียง 70 กม. ทำให้เราไม่เร่งรีบนัก เราออกจากวัดในเวลา 10.00 น. และเลือกใช้เส้นทางกำแพงเพชรสายเก่าซึ่งมีทัศนียภาพงดงามมาก คลิป
http://www.youtube.com/watch?v=LCD447XBfGY



พวกเราถึงกำแพงเพชรในเวลา 16.00 น.เข้าที่พักซึ่งเป็นรีสอร์ทเล็กๆ เย็นนั้นมีพี่น้องกำแพงเพชรมาร่วมต้อนรับเราหลายคน ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและพักผ่อนแต่หัวค่ำเนื่องจากระยะทางจากกำแพงเพชรไป นครสวรรค์ในวันที่ 7 คือ 110 กม.

พวกเราออกจากกำแพงเพชรในเวลา 8.00 น. การปั่นจักรยานใช้เส้นทางสายเอเซีย ปริมาณรถที่หนาแน่นทำให้ต้องปั่นจักรยานอย่างระมัดระวัง

บางช่วงมีการสร้างถนนทำให้มีฝุ่นมาก บางครั้งทำให้เกิดอาการระคายคอและไอ

ถึง นครสวรรค์ในเวลา 17.00 น. เข้าพักที่สำนักสงฆ์หลวงปู่ท้าวซึ่งอยู่บนเขาชานเมืองนครสวรรค์ เวลามองลงมากลางคืนจะเห็นเมืองนครสวรรค์โดยรอบสวยงามมาก มีพระพุทธรูปหล่อด้วยปูนปั้นขนาดความสูงเท่ากับตึก 8 ชั้น

เช้าวัน ถัดมาปั่นจักรยานจากนครสวรรค์มาถึงสิงห์บุรี ได้มีโอกาสทักทายพูดคุยกับชาวบ้านและสัมภาษณ์พ่อค้าผลไม้ข้างทาง เห็นว่ามีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรณรงค์ VOTE NO ของพธม.จึงถ่ายคลิปไว้ http://www.youtube.com/watch?v=qtVsQf-12KI



ลุงคนนี้บอกว่าการรณรงค์โหวตโน ทำให้ประเทศไม่มีทางออก พวกพันธมิตรก็จะไปโหยหารัฐบาลพระราชทานกันอีก จะไปติเรือทั้งโกลนว่านักการเมืองเลวหมดไม่ได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ หากไม่ชอบเพื่อไทยก็มีปุระชัย มีพรรคอื่นเยอะแยะ นี่คือระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนกลุ่มน้อยดนทุรังว่าไม่เอาแบบที่พันธมิตรทำ "บ้าไปแล้ว เสียสติไปแล้ว"

กิจกรรมระหว่างวันที่ 9-10 มิย. ดังนี้

เช้าวันที่ 9 พวกเราเดินทางออกจากสิงห์บุรีโดยมีทีมนักปั่นจากบางมัญ (Bangmun Bycicle Club : BCC) ปั่นมาส่งถึงอ.พรหมบุรี

ระยะทางจากสิงห์บุรีถึงอยุธยาคือ 71 กม. แดดแรงทั้งวันทำให้พวกเราหลายคนเกิดอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากตรากตรำมาร่วมเดือนเต็มๆ

พวก เราถึงที่พักซึ่งเป็นบ้านของคนเสื้อแดงที่อ.วังน้อยในเวลา 16.00 น. เย็นวันนั้นมีงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำ มีพี่น้องเสื้อแดงในอยุธยามาร่วมงานกว่า 30 คน ได้รายงานกิจกรรมตลอดระยะทางกว่า 3,100 กม. ได้รับเงินบริจาคจากพี่น้องเสื้อแดงที่อยุธยาจำนวน 1,500 บาท

ได้แบ่งสมทบให้กับงานศพของพี่น้องเสื้อแดงที่อยุธยาคนหนึ่งที่เพิ่งจะเสียชีวิตไป 500 บาท

เช้าวันถัดมาได้ถ่ายคลิปสัมภาษณ์เจ้าของบ้านเสื้อแดงซึ่งเป็นแดงอุดมการณ์แท้คนหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจจึงได้นำมาเผยแพร่ http://www.youtube.com/watch?v=CfvzzqIu83s



เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ทำธุรกิจ OTOP ในยุครัฐบาลทักษิน มีรายได้ดีมาก แต่หลังจากรัฐประหาร 19 กย.49 ชีวิตเธอเปลี่ยนไปหมด ธุรกิจต้องหยุดชะงักเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ OTOP อีกหลายครอบครัว นอกจากนี้หลายปีก่อนยังเคยถูกงูเห่ากัด แต่ได้รับการรักษาด้วยนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่หากไม่มีนโนบายนี้ไม่แน่ใจว่าจะมีค่ารักษาพยาบาลหรือไม่

หลังจากนั้นได้ออกเดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทาง 80 กม. ถึงวัดป่าเลไลย์ในเวลาประมาณ 15.30 น.

รู้จักกิจกรรมNo Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร
โครงการ นี้จะดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. โครงการเส้นทางสีแดง(Red Path) นำทีมโดยคุณ FORD จัดกิจกรรม รายละเอียดคลิ้กที่ที่ภาพโปสเตอร์ด้านบน

ผู้สนใจติดต่อ 081-5836964 ผู้สนใจบริจาคสมทบทุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม เพื่อนำไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ธนาคารกรุงเทพ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ชื่อบัญชี นายสมชัย เหยี่ยวฟ้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 940-0-38411-2

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ วันที่8-15พ.ค.54

-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ(เส้นทางจากปราจีนฯ-ชัยภูมิ)

-No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร:จดหมายจากปลายฟ้าถึงยิ่งลักษณ์

-Red Pathปั่นถึงหนองคาย:เยี่ยมครอบครัวแม่หม้ายกับลูกกำพร้าวีรชน ฝากความหวังยิ่งลักษณ์เยียวยา

-ปากคำเหยื่อใจร้าววัดปทุมฯ และคำให้การพ่อแม่วีรชนซอยรางน้ำ

-Red Path:ปากคำพยานเหตุการณ์สังหารหมู่วัดปทุม

-Red Pathเยี่ยมนักโทษเสื้อแดง:ผู้ก่อการร้ายแม่มึงดิ

-กลุ่มเส้นทางสีแดงขอโทษกรณีขึ้นเวทีเสื้อเหลือง

1ภาพมีค่ากว่าพันคำ:มาร์คVSปูรักเด็ก

ที่มา Thai E-News


ของแถมแม่ค้าหัวใสไหว้มาร์ค ได้ทีเผลอคล้องมาลัยแดง แล้วหัวร่อชอบใจ

รำลึกก่อนหลั่งเลือด10เมษา เสื้อแดงวิวาทะผู้พัน:ทำไมตอนม็อบยึดสนามบินทำเฉย ทีนี้รีบออกมาเลย

ที่มา Thai E-News



คลิปวิวาทะผู้พันกับเสื้อแดง -ระหว่างพันโท นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ กับเสื้อแดง ว่าด้วยประชาธิปไตย และบทบาททหารกับการเมือง และคำถามคาใจ ทำไมตอนรัฐบาลสมัครสั่งทหารจัดการม้อบยึดสนามบินถึงเฉย ทีเสื้อแดงชุมนุมทำไมคราวนี้ออกมา..

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 มิถุนายน 2554

แม้ จะอยู่ในโหมดเลือกตั้ง แต่คนเสื้อแดงชูคำขวัญ"เบื้องหน้าคือหีบเลือกตั้ง เบื้องหลังคือหีบศพ" ดังนั้นตามที่นัดหมายไว้ว่าทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน จะพบกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็จึงดำเนินไปตามปกติในวันนี้

โดย มีกำหนดนัดหมายที่เสื้อแดงร่วมกันเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ 17.00-22.00 ในงานกิจกรรมรำลึกวีรชน10เมษา ครบรอบ14 เดือน ในงานมีนิทรรศการภาพถ่ายรำลึกวีรชน,ร่วมเวที"ราษฎร"รำลึกการต่อสู้ ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย พบกับบทเพลง และบทกวีสดุดีวีรชน จากมิตรสหายเสื้อแดงหลากหลายสาขา

ร่วมจุดเทียน และร้องเพลง"นักสู้ธุลีดิน"เพื่อสดุดีแด่เพื่อนวีรชน10เมษา พร้อมกันในเวลา 1ทุ่มตรง งานนี้ประสานงานจัดโดยทีมงานเวที"ราษฎร" และNEO2475

ย้อนรอยวิวาทะร้อนเสื้อแดงกับผู้พันบูรพาพยัคฆ์
ไทย อีนิวส์นำคลิปและเรื่องนี้มารายงานอีกครั้ง เป็นคลิปเก็บตกตอนนปช.ชุมนุมที่ผ่านฟ้า และมีทหารมาล้อมไว้โดยรอบตามวัดต่างๆรวม 8 จุด ผู้ชุมนุมจึงได้ดาวกระจายไปชุมนุมล้อมกองกำลังทหารกดดันให้ถอนกำลังออกไปให้ ห่างจากจุดชุมนุม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2553 หรือก่อนเกิดเหตุการณ์ 10 เมษาฯ 53

ในการเข้าไปกดดันทหารที่จุดวัดบวรฯ ผู้ชุมนุมได้วิวาทะกับทหารระดับผู้พันที่เป็นผู้บังคับบัญชาชื่อ พันโท นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ จนเกิดวิวาทะว่าด้วยประชาธิปไตย และบทบาททหารกับการเมืองขึ้นดังที่เห็นในคลิป

น่าสังเกตด้วยว่าผู้ชุมนุมยังแอบหวังว่าเขาจะเป็น"นายทหารแตงโม"..

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ เคยบรรยายสรรพคุณพันโทนพสิทธิ์ไว้ว่า

พ.ท.นพ สิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ (ชื่อเดิม อรัญ อุปลา) ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน 3 รอ.) โดนสะเก็ดระเบิด(จากเหตุการณ์10เมษา53)ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสอง ข้างเกือบขาด บาดเจ็บสาหัส ภูมิหลังท่านเป็นอีกคนเช่นกันที่ออกมาปฏิญาณจะรักษาราชบัลลังก์และไม่เอา ทักษิณกับเสื้อแดง เป็นหนึ่งในทหารราชองครักษ์ ถวายอารักขาพระบรมวงศานุวงศ์บ่อยครั้ง และเป็นผู้ประกาศห้าม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง เข้าพัน 3 รอ. มาแล้ว!

อย่างไรก็ดี นายบดินทร์ วัชโรบล ผู้สื่อข่าวอิสระ ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพ.ท.นพสิทธิ์และจำเลยรวม 13 ราย

โดย คำฟ้องระบุว่าจำเลย สั่งการให้ใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์เข้าทำการสลายชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันบริเวณ เชิงสะพานผ่านฟ้า ซึ่งมีอาวุธปืนและกระสุนจริงในการปฏิบัติการ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยโจทก์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ทำหน้าที่บันทึกภาพอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยระหว่าง เหตุการณ์สลายการชุมนุม ได้ถูกทหารใช้อาวุธและกระสุนจริง ยิงเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บซึ่งปัจจุบันกระสุนปืนยังฝังอยู่ในร่างกาย ไม่สามารถผ่าตัดนำกระสุนออกมาได้

ท่านทายไม่ผิดหรอก...ศาลไม่รับฟ้อง

หลัง เหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 พ.ท. นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ได้เลื่อนขึ้นเป็น เสธ.ม.1 รอ. โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้าพาดหัวข่าวว่า ประยุทธ์ย้ายผบ.พัน ชุดเผด็จศึกม็อบแดง ได้ดีคุมกำลังทั่วหน้า

รวมการเฉพาะเกลียด เวรกรรมตามทันมาร์คในชาตินี้ ไปที่ไหนชาวบ้านด่าไม่ไว้หน้าไอ้ฆาตกรโกหก

ที่มา Thai E-News

อภิสิทธิ์:ฝ่ายเขามีกองกำลังชุดดำไปฝึกมาและยิงใส่ทหารและประชาชน

เฮียยอดรัก( ถลกเสื้อเผยรอยกระสุน ):ผมกล้าพูดว่าผมโดนยิง 3 นัด ถูกทหารยิงไล่มาตั้งแต่กองทัพบกจนถึงสวนมิสกวัน จึงอยากถามว่าทำไมต้องยิงประชาชน แล้วทำไมต้องใช้กระสุนจริง อยากได้คำตอบเพียงคำเดียวว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า แล้วถ้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ แล้วทหารลงมือได้อย่างไร?

อภิสิทธิ์:กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดวันนี้อย่าไปตัดสินว่าใครถูกหรือผิด

เฮียยอดรัก:วันนี้อยากถามตรงๆ ว่าถ้าท่านไม่ได้สั่งแล้วใครสั่ง ทหารลงมือเองอย่างนั้นหรือ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 มิถุนายน 2554

เวรกรรมมีจริง ไปที่ไหนก็โดนชาวบ้านรุมสาปแช่ง ตะแบงเหงื่อตกชายชุดดำๆๆๆ



เมื่อวันก่อนที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านเปิดซักฟอกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวต่อตัวขณะหาเสียงถามใครสั่งทหารฆ่าประชาชน ทำไมสั่งทหารฆ่า 91 ศพ ทำไมผ่านไปเป็นปียังลงโทษผู้บงการผู้สังหารไม่ได้ บอกผิดหวังประชาธิปัตย์ทั้งที่เคยลงคะแนนให้มาก่อน

ขณะที่มาร์คเฉไฉ ไปตอบว่า รัฐบาลชุดก่อนก็สังหารพันธมิตรตอนชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 และถามกลับว่าแล้วใครสั่งชายชุดดำฆ่าพ.อ.ร่มเกล้า และฆ่าทหาร ชาวบ้านตอบว่า ไม่รู้เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไปรู้ได้ไง แต่นายอภิสิทธิ์ต้องรู้สิว่าใครสั่งทหารออกมาฆ่าประชาชน เพราะมีตำแหน่งนายกฯ และทหารออกมาก็ออกมาตามคำสั่ง

ใครสั่งยิง! แดงเปิดแผลให้อภิสิทธิ์ดู หาเสียงที่โคราชอ่วมหูอื้อ โดนแม่เฒ่าบุกด่าด้วย ไม่รับผิดชอบคดี91ศพ


ข่าวสด รายงานว่า "มาร์ค"บุกหาเสียงโคราชเจออีกเป็นชุด ทวงถามกรณีสลายม็อบเสื้อแดง 91 ศพ แม่เฒ่าบุกต่อว่าหน้าอนุสาวรีย์ย่าโมไม่รับผิดชอบแถมกล่าวหาคนตายฆ่ากันเอง ก่อนจะเจออีกถูกชุดหนุ่มใหญ่ถามใครสั่งฆ่า ทำใจดีสู้ขอคุยด้วยเจอถามตรงไปตรงมาย้ำใครสั่งใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมจน ชี้แจงไม่เป็น ไม่เท่านั้นเหยื่อยังเปิดเสื้อโชว์รอยกระสุนให้ดูด้วย ด้านบิ๊กป๊อกโผล่นิด้าอ้างเพ้อเจ้อกล่าวหาทหารฆ่า ยืนยันไม่ได้สั่ง

มาร์คไปโคราชเจอบี้คดี 91 ศพ

เมื่อ วันที่ 9 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเริ่มที่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ระหว่างนั้นมีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีเขียว กางเกงสีม่วง ถือดอกกุหลาบสีแดง ปะปนอยู่บริเวณด้านหน้าเวทีห่างจากจุดที่นายอภิสิทธิ์ยืนเพียง 3 เมตร ได้ตะโกนเสียงดังใส่นายอภิสิทธิ์ทันทีต้องการมาถามคนชื่อนายอภิสิทธิ์ว่าใคร ฆ่าประชาชน พร้อมยืนยันว่ามาคนเดียว ไม่ใช่คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง หรือคนเสื้อเขียว ไม่ใช่พวกคนหลากสี อายุ 68 ปีแล้ว อยู่ปราจีนบุรี "ฉันดูทีวีมาตอนแรกก็ไม่เชื่อแต่เห็นคนที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทถูกราด น้ำมัน ไปเผาไฟเขาแล้วเอาไปติดคุก เขาเพิ่งออกมา ป้าเพิ่งดูข่าวจากทีวีช่องหนึ่ง เป็นรัฐบาลมาไม่เคยทำให้บ้านเมืองดีขึ้น อย่างนี้แล้วใครเขาจะไปไว้ใจได้ ดีแต่พูด เวลาเกิดการปะทะกัน ต่อสู้กันทางประชาธิปไตยก็หาว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง ไม่ยุติธรรม หาความยุติธรรมไม่เจอ วันนี้ฉันไม่ขอสาปแช่ง เพราะวันนี้เป็นวันพระ ต้องขอสาธุยกมือไหว้ย่าโมให้ท่านเป็นพยาน ใครทำดี ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็ขอให้ได้ดี เจริญก้าวหน้า แต่คนไหนโกง ทำลายบ้านเมือง ฉันไม่ขอสาปแช่ง แต่ผีย่าโปรดกรุณา เพราะ 91 ศพตาย ถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบ ไม่เคยออกมาขอโทษประชาชน"

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ขณะที่หญิงชราคนดังกล่าวกำลังต่อว่านายอภิสิทธิ์นั้น กลุ่มสนับ สนุนซึ่งเป็นสตรีสวมเสื้อสีเหลือง และหญิงวัยกลางคนอีกคนก็ได้เข้าไปต่อว่าด้วยถ้อยคำรุน แรง จนหวิดเกิดการปะทะกัน เจ้าหน้าที่จึงแยกหญิงชราคนดังกล่าวออกไป

เจอถาม"ใครสั่งฆ่าประชาชน"

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายอภิสิทธิ์พร้อมคณะได้ขึ้นรถแห่ผ่านไปยังถนน โพธิ์กลาง และเลี้ยวซ้ายลงเดินบริเวณถนนสุรนารีผ่านตลาดแม่กิมเฮง ซึ่งขณะเดินหาเสียงขอคะแนนอยู่นั้น ได้มีชายสวมเสื้อยืดสีเขียว ทราบชื่อภายหลังว่านายพิสิษฐ์ โล่ห์พินิจ หรือยอดรัก คนสู้ชีวิต อายุ 56 ปี อาชีพทำโต๊ะจีน อดีตเชฟโรงแรมแห่งหนึ่ง ขี่รถมอเตอร์ไซค์เมื่อผ่านรถแห่ที่นายอภิสิทิ์กำลังยืนไหว้ขอคะแนนเสียงอยู่ ก็ตะโกนเสียงอันดัง 2 ครั้งถึงกรณีเหตุการณ์สลายม็อบจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากนั้นก็ได้ขี่มอเตอร์ไซค์หลบเข้าไปยังวัดสะแก อ.เมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อนายอภิสิทธิ์เดินเท้าต่อไปอีกระยะก็เจอกับนายพิสิษฐ์ ซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่กับแม่ค้าขายผลไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ครั้งแรกนายพิสิษฐ์ไม่อยากจะพบ แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้มาบอกว่านายอภิสิทธิ์ต้องการที่จะพูดคุยด้วย

เนชั่น รายงานว่า นายยอดรัก คนสู้ชีวิต ได้ตะโกนเสียงดัง 2 ครั้งว่า "ไอ้ฆาตกร ไอ้ฆาตกร" จากนั้นขี่มอเตอร์ไซด์เข้าไปยังวัดสะแก


เมื่อ นายอภิสิทธิ์พบ นายพิสิษฐ์ก็กล่าวทันทีว่า "ผมขอคุยกับนายกฯ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว นายกฯ คงจำผมได้ บ้านท่านผู้หญิงพูนสุข พนม ยงค์ ผมไปทำก๋วยเตี๋ยว ผมให้ความอนุ เคราะห์พรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ผมอยากถามไม่มากมายเรื่องของน้ำมันฝา 3 สีเป็นของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ผมไม่เคยเจอตั้งแต่เกิดมา ผมอยูสีลมแต่มาทำกิจการที่โคราช ผมขอถามอีกคำเดียวถ้าอยากให้ผมกลับมารักพรรคประชาธิปัตย์ ถามนายกฯ จริงๆ ใครสั่งฆ่าประชาชน" พร้อมกันนี้ นายพสิษฐ์ได้กล่าวกับ รปภ.ของนายอภิสิทธิ์ว่า "เจ้าหน้าที่ไม่ต้องมาจับมือผม ผมไม่ต่อยนายกฯ แน่ ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ขอให้นายกฯ ตอบคำถามผม แล้วผมจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์"

เปิดแผลโชว์รอยกระสุนถูกยิง

จาก นั้นนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเข้าไปยืนประชิดตัวนายพิสิษฐ์พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้า หน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองโคราช กล่าวอย่างใจเย็น แต่ก็มีเหงื่อแตกออกมา เบื้องต้นได้ชี้แจงถึงเรื่องของราคาน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืช และยืนยันว่าน้ำมันไม่ใช่ของคนในพรรค ปชป. อย่างแน่นอน

"ส่วน เหตุการณ์ปีที่แล้วไม่มีใครสั่งฆ่าประชาชน พี่ลองคิดดูคนเป็นรัฐบาลเวลาเกิดความเสียหายทุกคนก็ต้องมาต่อว่ารัฐบาล เมื่อปี 2552 เกิดเหตุจราจลต่างๆ เราสามารถคลี่คลายได้ แต่พอปี 2553 ปรากฏว่าฝ่ายเขามีกองกำลังชุดดำไปฝึกมาและยิงใส่ทหารและประชาชนทำให้เกิด ความวุ่นวายเพิ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553" เมื่อนายอภิสิทธิ์กล่าวถึงตอนนี้ทำให้นายพิสิษฐ์แย้งพร้อมถลกเสื้อเผย รอยกระสุน ก่อนกล่าวว่า วันดังกล่าวตนก็อยู่ที่สะพานมัฆวานฯ กล้าพูดว่าตนโดนยิง 3 นัด ถูกยิงไล่มาตั้งแต่กองทัพบกจนถึงสวนมิสกวัน ครัวผู้ชุมนุมถูกตีเละเทะ จึงอยากถามว่าทำไมต้องยิงประชาชน แล้วทำไมต้องใช้กระสุนจริง ตนถูกยิงตั้ง 3 นัด แต่เพราะมีของดีเลยยิงไม่เข้า

นายอภิสิทธิ์ชี้แจงทันทีว่า เราได้บอกกับเจ้าหน้าที่ไปว่าวิธีที่จะแก้ปัญหาต้องมีการปิดล้อม แต่ทหารไม่ได้เข้าไป ทหารอยู่กับที่ ระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553 แต่เกิดมีกลุ่มคนมาใช้อาวุธจนเกิดการปะทะกัน หน้าที่ของเราคือการพยายามรักษากฎหมาย แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งให้เข้าไปปราบปราม ไม่ได้สั่งให้สลายการชุมนุมแม้แต่วันสุดท้ายของการชุมนุม ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ย้อนถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า "วันนี้อยากถามตรงๆ ว่าถ้าท่านไม่ได้สั่งแล้วใครสั่ง ทหารลงมือเองอย่างนั้นหรือ"

นาย อภิสิทธิ์ตอบว่า "กำลังตรวจสอบ เหตุ การณ์ทั้งหมดวันนี้อย่าไปตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ค่อยๆหาความจริง และเมื่อได้ความจริงแล้วค่อยพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประเทศไทยเราต้องอยู่กันให้ได้อย่างนี้และต้องคุยกันแบบผมกับคุณ และขอขอบคุณที่ฟังผมชี้แจง ไม่โต้เถียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านๆ มา" จากนั้นทั้งสองได้จับมือกันก่อนจะไหว้ลา

จากนั้นมีกลุ่มแม่ค้าขายผ้า และผลไม้ราว 4-5 คน ซึ่งยืนอยู่ใกล้เคียงได้ตะโกนโจมตีเป็นระยะ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้สนใจและขึ้นรถแห่เพื่อเดินทางต่อไปยังวิทยาลัยเทคนิค นครราชสีมา ซึ่งเป็นจุดหาเสียงจุดที่ 2 ระหว่างทางยังคงเจอคนเสื้อแดงเป็นระยะๆ อาทิ บนรถปิกอัพก็มีแม่ค้าตะโกนด่า ส่วนบนยอดตึกไทยศิลป์ พาราไดซ์ ก็มีคนออกมาโบกธงสีแดงประท้วงตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพยายามสอดส่ายดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

ย้ำถ้าไม่สั่งทหารลงมือได้อย่างไร

นาย อภิสิทธิ์ชี้แจงต่อว่า ตอนกลางวันไม่มีการใช้กระสุนจริง ยืนยันว่าไม่มี จนกระทั่งมีการใช้ระเบิดเอ็ม 79 ยิงมาใส่ทหารบาดเจ็บ จึงมีการตอบโต้ และต่อสู้กัน และหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังมีคนตายที่สีลม พระราม 4 ซึ่งเป็นการตายที่เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมแต่ตนไม่ทราบว่าใครยิง อย่างไรก็ตามนายพิสิษฐ์แย้งว่าในช่วงกลางวันวันที่ 10 เมษายน 2553 มีใช้กระสุนจริงแน่นอน เพราะตนยังยืดปืนเอ็ม 16 ไว้ได้

"ผมเองก็ไม่ สบายใจที่มีการกล่าวหาว่าท่านอภิสิทธิ์เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด เราอยากได้คำตอบเพียงคำเดียวว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า แล้วถ้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ แล้วทหารลงมือได้อย่างไร" นายพิสิษฐ์กล่าว

เหยื่อโหดยันชุดดำเป็นพวกเดียวกับทหารเพราะเจอกับตัวเต็มๆ



ขณะที่นปช.ได้แถลงข่าววานนี้ โดยให้นายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ แนวร่วมนปช.ซึ่งถูกจับกุมพร้อมเพื่อนรวม 3 คน จากเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และถูกขังคุก 1 ปีข้อหาฝืนพรก.ฉุกเฉิน ได้เปิดเผยว่าช่วงที่เขาถูกทหารจับกุมตัวนั้น ทหารกลุ่มหนึ่งที่จับกุมและควบคุมตัวเขาอย่างโหดร้ายทารุณ ทั้งบีบคอ เอาน้ำมันราดขู่จะเอาไฟเผา กระทืบทารุณนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าใส่ชุดดำ คลุมหน้าคลุมศีรษะด้วยหมวกไหมพรมคล้ายชายชุดดำที่สร้างสถานการณ์ในช่วง ชุมนุม

"ทหารที่เข้ามาทำร้ายผมกับเพื่อน 3 คน มีกลุ่มหนึ่งที่ใส่ชุดเขียวที่ตั้งด่านจับพวกผม ตอนที่เขาจับตัวไปทารุณให้สารภาพ เขาเรียกอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาซ้อมทารุณพวกผมต่อ เขาเรียกว่าไอ้โหด กลุ่มนี้คลุมหัวไอ้โม่งใส่ชุดดำครับผมยืนยันได้ครับ เพราะผมโดนกระทืบโหดร้ายขนาดนั้น จำติดตา ผมจึงยืนยันได้ว่าทั้งทหารชุดเขียวและชุดดำคือพวกเดียวกันแน่นอน"(ชมคลิปใน นาทีที่37)

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกนปช.กล่าวว่า จากเหตุการณ์นี้น่าเชื่อว่าชายชุดดำเป็นคนที่กองทัพจัดสร้างสถานการณ์ขึ้น เพื่อป้ายสีเสื้อแดง เพราะสังเกตว่าผ่านไปเป็นปียังไม่เคยมีการจับชายชุดดำได้เลย จึงขอเรียกร้องให้กองทัพออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง



ชมคลิปรายละเอียดนายกฤษณะ ชัยพงษ์ แถลง ซึ่งในคลิปการแถลงข่าวนี้ยังมีเรื่องนปช.ตั้งศูนย์สกัดโกงเลือกตั้ง และดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กล่าวตอบโต้ไก่อู ศอฉ.ที่อ้างว่าถูกเขาบิดเบือนกรณีผังล้มเจ้าว่า"ใครจะไปบิดเบือน ในเมื่อพ.อ.สรรเสริญเขียนคำแถลงยอมความเอง และแถลงต่อศาลมิใช่หรือว่า ผังล้มเจ้าดังกล่าวไม่ได้บอกว่าใครอยู่ในขบวนการล้มเจ้า แต่สื่อเอาไปขยายความเอง แล้วทำไมมาแก้ตัวไปอีกเรื่องในภายหลัง"