WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 15, 2012

ปลาบปลื้มปิติพระบรมเสด็จร้านเล็กๆในชนบทอังกฤษ

ที่มา Thai E-News

 An experienced diplomat should be able to greet anyone from a king to a despot, but nothing could prepare one US ambassador for the experience of meeting a military officer that happened to be a poodle.

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2555


เจ้าของร้านขายศิลปะวัตถุในชนบทของ Hampshire ประเทศ อังกฤษปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นอย่างหา่ที่สุดมิได้ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร แห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมข้าราชบริพารกว่า 30 คนได้เสด็จมาที่ร้านของเขา และได้ทรงซื้อสินค้าในร้านไปมากกว่า 10,000 ปอนด์ ในการมาเยี่ยมชม 4 ชั่วโมง ทั้งนี้หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ รายงานเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา


สมเด็จพระบรมโอร สาธิราชฯ พระรัชทายาทของพระบาทสมเด็จพจะเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ทรงสั่งพระสุธารสชาครีมในร้านดังกล่าวด้วย นอกเหนือจากแยมสตรอเบอรี่ ที่ทรงโปรดฯ จนเป็นเหตุให้เสด็จที่ร้านนี้ ขณะที่ทรงอุดหนุนสินค้าในร้านรวม 300 รายการ


นายMahoney เจ้าของร้านบอกว่า พระองค์เสด็จที่ร้านของเขาเมื่อ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเครื่องบินพระราชพาหนะที่นั่งส่วนพระองค์ เ้จ็ต 737 พร้อมด้วยพระวรชายาศรีรัศมิ์ "เป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่เกล้ากระหม่อมฯและัวงศ์ตระกูล ที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับพระราชวงศ์แห่งพระราชอาณาจักรไืทยเยี่ยงนี้ ใครหละจะไปคิดว่าจะเสด็จมายังร้านเล็กๆของเรา ดูแล้วพระองค์ทรงโปรดมากที่ได้ซื้อสิ่งของในร้านไป"


เด ลีเทเลกราฟรายงานด้วยว่า วิกิลีคส์เคยลงรายงานของทูตสหรัฐฯว่าบุคคลชั้นสูงของไทย คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปัญญารชุน และพลอากาศเอกสิทธิ เ้ศวตศิลา เคยกล่าวกับทูตไปในทาง"มิบังควร"บางประการต่อพระรัชทายาทของไทย


รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์ข้อความบางประการที่ไม่บังควรออก



Thai prince who loves cream tea spends £10,000 in Hampshire antiques shop

A Hampshire antique dealer had a surprise visit from the crown prince of Thailand and his 30-strong entourage when they swooped on his rural shop and spent more than £10,000 in a four-hour visit.

Prince Maha Vajiralongkorn, the heir apparent and only son of King Bhumibol Adulyadej, also requested a cream tea when called in at Jerry Mahoney's White Lions Antique Centre in Hartley Wintney.
Mr Mahoney, 52, closed the centre to the public while the prince and his wife, Princess Consort Srirasmi browsed the exhibits before buying 300 items of bone china.
The prince and his staff had flown into nearby Farnborough in a private 737 jet on June 20 for a holiday in the UK and had chosen the shop because it also served his favourite scones, strawberry jam and cream teas.
Mahoney said: " It was a great honour to have him visit us. You would have expected him to call in somewhere in London so it was a bit of a pleasant surprise.
"It is a massive thing to have someone from a royal family visit a little provincial shop like ours. They seemed very pleased with what they bought."
The Crown Prince, 59, has a reputation for living a ..... lifestyle. He was at the centre of a ... in 2009 when an Australian TV channel obtained a video of a lavish birthday party he had thrown for his miniature poodle Foo Foo, at which Princess Srirasmi appeared wearing little more than a .....
US diplomatic cables released last year revealed senior Thai officials to have expressed misgivings about the ... of the prince as a successor to his father.
General Prem Tinsulanonda, the head of the privy council, and council members Anand Panyarachun and Air Chief Marshal Siddhi Savetsila told the US Ambassador that they wished "other arrangements could be made".

สุจิตต์ วงษ์เทศ:ความเป็นไทยคล้ายมนุษย์ต่างดาว

ที่่มา Thai E-News




ที่มา:facebook

แดงไซเบอร์เสียบประจานนงนุช สิงหะเดชะ

ที่มา Thai E-News

จากข้อเขียนของนงนุช ในมติชน เรื่อง  เหตุที่ประชาธิปไตย"สีแดง" ไม่เบ่งบานในใจของคนทั้งประเทศ ส่วนด้านล่างนี่คือประัวัติการศึกษา และประวัติทำงานของนงนุช
 
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กรกฎาคม 2555

ปฏิกริยาจากคนในโลกไซเบอร์ จากเว็บบอร์ดประชาทอล์ก

นี่คือคำของนงนุช สิงหเดชะ.....(ในส่วนที่เป็นตัวหนังสือสีดำ )
คนระดับ จิระนันท์ พิตรปรีชา ภรรยาขอ งเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ฝ่ายซ้ายเก่า เรียนจบจากอเมริกานี่ ไม่รักเสรีภาพและไม่รู้จักประชาธิปไตยเท่ากับชาวไร่ชาวนาในภาคเหนือและอีสาน หรือ

ขอ ตอบ นางนงนุช :.....อย่าง จิรนันท์....นั่นอาจจะใช่ เคยเป็น นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อสู้เผด็จการมาก่อน....แต่ใช่ว่าการ กระทำหรือจิตสำนึกในอดีตนั้น....จะติดตัวติดใตจิตสำนึกจิรนันท์มาถึง ปัจจุบัน.....มีใครออกใบรับรองให้เธอหรือ...........นี่หรือที่นาง นงนุช...เอามากล่าวอ้าง....ขอโทษนะนางนงนุช.....เธอคิดอะไรตื้นเขินไปหรือ เปล่า.....จิตและการกระทำของคนมันก็เปลี่ยนได้ตลอดเวลา.....แล้วเธอนาง นงนุช....เคยเห็นจิรนันท์และสามีคือ นายเสกสรรค์น่ะ.....ออกมาแสดงออกถึงการต่อต้านเผด็จการยึดอำนาจรัฐของทหาร 19 กย 2549 หรือไม่.....เปล่าเลย......หลังจากสองผัวเมีย จิรนันท์และเสกสรรค์ออกจากป่า....มีการนิรโทษกรรม...และได้ไปเรียนต่อที่ อเมริกา.เจ้าพ่อ CIA ที่ใครๆก็รู้ว่า...สนับสนุนรัฐบาลที่ให้ประโยชน์แก่อเมริกามากที่สุด....โดย ไม่สนใจว่ารัฐบาลมาจากเผด็จการ หรือประชาธิปไตย.......ทั้งรัฐบาลในยุคนั้นและ CIA จับมือกันเพื่อใช้เงินอันน้อยนิด....ในการล้างสมองแปลงจืตสำนึกของ...บรรดา หัวก้าวหน้าทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่ ไอ้เสื้อกั๊ก ธีรยุทธ บุญมีด้วย.....ซึ่งในปัจจุบันคนที่นางนงนุช กล่าวอ้างถึง....ก็เสวยสุขอยู่กับ เหล่าเผด็จการอำมาตย์และนายทุนกันหมด...............จะมีสักกี่คน หรือ....ที่เหลืออยู่ยืนเคียงข้างกับประชาชน.........ประชาชนที่เป็นเป้า ซ้อมมือและวัดความโหดเหี้ยมอำมหิตของ.......จอมบงการที่ต้องการรักษาอำนาจ ที่ยึดครองเอาไว้อย่างช้านาน....และคอยบงการอยู่เบื้องหลังในการ...ฆ่า... ตลอดมา........เพราะฉนั้นไม่ต้องไปพูดถึง เสกสรรค์ หรือ จิรนันท์......ที่วันนี้กลายเป็น ผู้ภักดีต่ออำมาตย์ไปแล้ว.........ใครสงสัยไปค้นหาดูว่าสองผัวเมียนี้ ปัจจุบันสุขสบาย....ภายใต้การจัดสรรของอำมาตย์และจรนันท์เองยังมีกิจกรรมโป รอำมาตย์มาหลายครั้งแล้วด้วย
หงา คาราวาน เป็นศิลปิน กวี อันเป็นอาชีพที่ได้ชื่อว่าที่รักและหวงแหนเสรีภาพมากที่สุดนี่ ไม่รักเสรีภาพ ไม่รักประชาธิปไตยกระนั้นหรือ

อย่าง หงาหรือไอ้พวกคาราบาว คาราวานบ้าบออะไรนั่น....หลังจากอินเทรนด์เป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว....ทนอด ทนหิว ทนกิเลสความสุขสบายแบบอำมาตย์ไม่ได้....เลยต้องทำตัวให้กลมกลืนกับพวกผี อำมาตย์ไปด้วย..........หึหึหึ มันช่วยให้กระเป๋าตุง...ดนตรีเพื่อชีวิตคนอื่นมานาน...คราวนี้..มันก็ทำ เพื่อชีวิตมันทั้งนั้น......เปล่าอย่าเข้าใจผิดนะนางนงนุช....พวกนี้....ผม รู้มานานแล้วว่า.....มันชอบเครื่องหอมมันชอบเหล้าดีมีสกุล....มันไม่สนใจ หรอก.....ประชาธิปไตยอะไรเพื่อใคร.........อย่าเอาพวกของปลอมนี่มาอ้าง เลย......ไม่เวอร์ค ครับ
หากจะมีอำมาตย์ อยู่จริง คนชั้นกลางหรือคนที่ไม่เลือกพรรคของคุณทักษิณ เขาก็เห็นว่าเอาเข้าจริงบ้านเมืองยุคอำมาตย์ยังมีคุณธรรมมากกว่า สงบสุขมากกว่า เพราะอย่างน้อยอำมาตย์ก็ไม่มีการปลุกระดมสร้างภาพลวงตาคนให้เกลียดชังแตกแยก กันทางชนชั้น

....... นี่อีคุณเจ๊ นงนุช......คุณน่ะมันมั่วซั่วป้ายสี....พูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น ....คุณเป็นพวกแมงสาบ....ก็กล้าๆประกาศไปตรงๆเลย......เรื่องปลุก ระดม....ทำไมคุณไม่ย้อนไปตั้งแต่ ไอ้เจ๊กนรกลิ้ม...กับไอ้จำลองกับพวก พธม มันปลุกระดมป่วนประเทศที่กำลังไปได้ดีตอนทักษิณเป็นนายกฯเล่า.....ทำไมคุณ ไม่พูดถึงพวกประชาธิปัตย์ที่เกณฑ์คนมาชุมนุมแปลงกายเป็นพวก พธม..ช่วยกันยึดทำเนียบ ช่วยกันยึดสนามบิน.........ใครๆ..ใครที่ปลุกระดมก่อน........ใครเป็นคนบอก ต้องแบ่งฝ่าย.....ไม่ใช่นายอานันท์.....ไม่ใช่พวกประชาธิปัตย์ที่ปลุกระดม ก่อนหรือ.....อย่าหลับตาชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นเลย..นะนางนงนุช
นาง นงนุช...จากที่อ่านการให้สัมภาษณ์และความเห็นที่ออกมาจากหัวคิดของคุณ แล้ว......ผมกลัว...ผมกังวล....ว่าคุณทำไมเขาปล่อยให้คุณทำหน้าที่ของสื่อ มวลชนได้....ทั้งๆที่ คุณแบ่งขั้วแบ่งข้างอย่างชัดเจนอย่างนี้......หรือนี่ คือตรรก จิตสำนึกหรือ จรรยาบรรณของสื่อมวลชนยุคนี้ว่า........สื่อมวลชนสามารถแบ่งฝ่ายได้ไม่จำ เป็นต้องเป็นกลาง.........หากเป็นเช่นนั้นคือแบ่งฝ่ายได้ตามใจฉันแล้ว..... ผมว่าคุณ นางนงนุช...คุณไปเปิดเป็นสำนักงานโฆษกหรือโปรประกันดา....ของพวกอำมาตย์หรือ พรรคแมงสาบไปเลยดีกว่า.............ผม ขอวินิจฉัยว่า....นางนงนุชง...คุณไม่สมควร ทำงาน หารับประทานกับการเป็นสื่อมวลชนอีกต่อไป.....เพราะความฉลาดคุณไม่เพียง พอ.....การศึกษาก็แค่ ป.ตรีไม่มีสิทธิคุยทับใคร....และจงจำไว้ว่า....คนเสื้อแดงได้ทำการเรียกร้อง อย่างถูกต้องมาตลอด......แต่ถูกใช้วิชามารชั่วร้ายมาตลอด....คุณน่ะรู้ดี ....แต่ใจคุณสอาดพอหรือไม่ที่จะยอมรับการเรียกร้องของเสื้อ แดง.................พวกเราเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบ.....เพื่อคุณ....นาง นงนุถช...และลูกหลานคุณด้วยในอนาคต.....ซึ่งในภายภาคหน้า....คนที่ออกมา เรียกร้อง.กับเสื้อแดง.............อาจจะเป็น...ลูกหลานแท้ๆของคุณเอง ก้ได้....และคนที่ถูกยิงตายจากการเรียกร้อง......ก็อาจจะเป็นลูกหลานแท้ๆของ คุณเอง...ก็เป็นได้
อ้อ..แล้ว นางนงนุช..จบแค่ ป.ตรี..มันการศึกษาสูงมากหรือ..ใครๆก็จบ ป.ตรีกันแทบทั้งนั้น...แล้วเสื้อแดงที่เป็น ดร. Ph.Dน่ะมีมากมายนะ......แหกตาดูด้วย...หึหึหึ...นึกจะคุยทับเหยียบหัวเหยียบ บ่า..คนอื่นว่าด้อยกว่าหรือ....ขอถุยใส่หน่อยนะ คุณนงนุช...แม่สื่อมวลชนที่แสนฉลาด....ผมโคตรอนาถใจและสมเพช ความคิดคุณจริงๆ....ของปลอมทำไงก็เป็นของแท้ไม่ได้......มันลอกมันดำ อิอิ อิอิ อิอิ
THE TIME CHANGE, THE WORLD CHANGE PEOPLE ALSO CAN CHANGE....I HOPE THE ONE IS YOU NONGNUCH

นงนุง สิงหะเดชะ ตัวเป็นๆ




คุณนงนุช สิงหาเดชะ ผมอยากถามคุณว่าที่เวทีพันธมิตร ทำไมไม่ค่อยมีระดับดอคเตอร์ขึ้นเวทีเห็นมีแต่อดีตทหารแก่ๆ อดีต สส เกเร ดาราตกกระป๋อง ถ้าคุณนงนุชไปดูเวทีเสื้อแดงหรือทีวีช่องเอเชียอัพเดท จะเห็นคนระดับดอคเตอร์เสมอ คุณคิดว่า ตำรวจยศนายพันควรมีการศึกษาเทียบเท่าระดับใหน ทำไมอำเภอที่ผมอยู่ นายตำรวจเป็นคนเสื้อแดงทั้งนั้น Steve Steve
ไม่คิดว่า นางนงนุช จะอ่าน คำโต้ตอบ ^^^^
แต่ ขอเขียน เพื่อ บอกว่า
คนอย่างนางนงนุช เป็นคนที่ชอบหลอกตัวเอง ชอบ ยกหางอวยกันเอง
ชะเลีย ว่า ดี เก่ง
เป็น กวี เป็น อำมาตย์ มีคุณธรรม
แล้วก็
โจมตี ฝ่ายตรงข้ามว่า โง่ จน ซื้อได้
ดูถูก และใส่ร้าย ป้ายสี ตามแบบฉบับ คนดีเริ่ด ของกลุ่มนางนงนุช ที่ชอบทำกัน คือ เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น
อวดการมีคุณธรรม อวดว่าสร้างความสงบ เจริญ บราๆๆๆๆ
นางนงนุช ยอมรับ สภาพ บ้านเมืองตามแบบที่เป็นมาในอดีต
ไม่ว่าจะ เผด็จการ รูปแบบไหน
นางนงนุช จะเป็นคนแรกที่ถวายหัว ยอมสยบ
ขอให้ เผด็จการ ทหาร เจริญ
เผด็จการ อวยชัย ชยันโต เบ่งบาน
เพราะ นาง เป็นเช่นนั้น นางนงนุช จึงทนไม่ได้ที่จะเห็น ระบบ ที่นางชื่นชมโซเซ ล้มครืน สักวัน
นางจึงหลับตา ปิดหู แต่เปิด ปากด้วยการเขียน โจมตี เพื่อ บอกความในใจ ว่านาง แค้นคลั่ง
นางนงนุช ไม่คิดจะลืมตา ศึกษา
เหตุใด คนเสื้อแดงจึงลุกขึ้น ไม่ยอมสยบ กับ คนที่ อ้างตัวว่าเป็นคนดี
คนเสื้อแดงฉีก หน้ากาก จอมปลอม คนที่ แสนดี ว่าที่แท้ ก็ โลภ ฉ้อฉล คดโกง
คนเสื้อแดงเป่าประกาศ ว่า การได้มาซึ่งอำนาจที่ ใช้ ปืน รถถัง
แล้วยัดเยียด คนดีมาให้ ปกครอง ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง
คนเสื้อแดง รู้ว่า คนดี ที่จอมปลอม มีเบื้องหลังโสโครก สกปรก ชอบสร้างภาพ
และ การ ล้มการ ปกครองหลังสุด คือ ฟางเส้นสุดท้าย ที่ ประชาชน ที่รักความถูกต้อง จะไม่ยอมสยบอำนาจเผด็จการ อีกต่อไป
ถึงนางนงนุช จะปรามาสว่า
ไม่มีแน่นอน แดงทั้งประเทศ
ก็ขอให้ นางนงนุช ยิ้มฝันหวาน ปนเหยียดหยาม ต่อไป
แล้วก็ เขียน อย่างทุกวันนี้
เพราะ นี่คือ ผลสำเร็จของคนเสื้อแดงที่ ไม่ต้องออกแรงเหนื่อย
ปชช ทั่วไป จะเป็นผู้ตัดสิน
ถึงวันนั้น นางนงนุช อย่า โอดครวญ เพราะ คนดี ที่นางนับถือ ว่ามีคุณธรรม จะ เปลือยเปล่า ตัวตนที่แท้จริง ออกมา
ที่เห็นเป็นทองวาวๆ แท้จริง ตะกั่ว ชัดๆ
และจงใช้ ท่า ไม้ตาย ต่อไป
นั่นคือ เขียน เหยียดหยาม คนเสื้อแดงว่า ไม่มีความรู้ ไม่มี สถานะ ที่จะเปรียบเทียบฝ่ายอำมาตย์ เหล่าชนชั้นสูง ที่แสนเทิดทูนของนาง
คนเสื้อแดง จะจำ คำดูถูก นี้ เพื่อเป็นพลังต่อสู้ ให้ รู้ว่า
ไผเป็นไผ !!!!
Long Live The Red ShirtS
คนเสื้อแดงจงเจริญ !!!!!

ย้อนชีวิต เนติบริกรเลือดฟ้า "วิรัตน์ กัลยาศิริ" ขุนพลด้านกฎหมาย "ประชาธิปัตย์"

ที่มา uddred

 มติชน 15 กรกฎาคม 2555 >>>






แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา แต่สถานการณ์การเมือง ทั้งใน-นอก "รัฐสภา" ยังคงความร้อนแรง อย่างไม่หยุดยั้ง และมีแนวโน้มระอุขึ้นอยู่ทั่วทุกขณะ
ทว่าสองขั้วการเมือง ทั้ง "เพื่อไทย" และ "ประชาธิปัตย์" ยังคงเดินหน้า "ปล่อยหมัด" ทั้งต้าน-หนุน ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลในยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่บริหารประเทศมาได้ครบหนึ่งปี ก็ยังคงใช้ "รัฐสภา" เป็นที่ "ผลัก" และ "ดัน" กฎหมายสำคัญๆ อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291, ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับที่.. พ.ศ. .... เป็นต้น
นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และเหตุการณ์ "ความวุ่นวาย" และการก่อกำเนิด "วาทกรรม" รวมถึงการแสดง "สัญญะ" ทางการเมืองต่างๆ นานา จากพลพรรค "เลือดสีฟ้า"
ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน "ต่อต้าน" หรือ "แสดงทรรศนะ" ในเชิงกฎหมายของ "ประชาธิปัตย์" อยู่บ่อยครั้ง ก็คือ "เนติบริกร" ระดับ "ขุนพล" อย่าง วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ซึ่งมี "ดีกรี" เป็นถึง "หัวหน้าทีมกฎหมาย" ของ ปชป.
ล่าสุด เขาอยู่ในฐานะผู้ร้องที่ 3 ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่
หากย้อนวันวานกลับไปพื้นเพเดิม "วิรัตน์" เป็นชาว จ.สงขลา เกิดมาในครอบครัว "ชาวสวนยาง" ที่มีฐานะค่อนข้าง "ยากจน" และด้วยความยากจน ทำให้เขาต้องระหกระเหินไปอาศัยชายคาบ้านญาติที่ จ.สตูล เพื่อให้ได้มีโอกาสในการ "ศึกษา"
   "บ้านผม สถานะครอบครัวมันแย่ !!! ถึงขนาดไม่มีจะกิน ผมถึงกับต้องทำบัญชี ว่าในสัปดาห์นี้ ผมจะไปกินข้าวบ้านใครได้บ้าง"
แต่หลังจากที่เรียนจบประถม 4 ที่โรงเรียนสตูลวิทยาสำเร็จ "วิรัตน์" ก็ตัดสินใจกลับเข้ามาอาศัยชายคา "วัดโรงวาส" ที่บ้านเกิด กระทั่งเรียนจบ "มัธยมปลาย"
"วิรัตน์" ยอมรับว่า ตั้งแต่เขาเป็นเด็ก จนกระทั่งเป็นหนุ่ม เขายังไม่มีความฝันในอนาคตที่ชัดเจน รู้แต่เพียงว่า ตัวเองเป็นคนที่รัก "ความยุติธรรม" และ "ความถูกต้อง" อันเป็นผลพวงมาจากครอบครัวและสังคมที่ค่อนข้างแย่ และด้อยทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อ "วิรัตน์" เริ่มรู้ถึง "บุคลิก" และ "ตัวตน" ที่แท้จริง ซึ่งยึดมั่นในความถูกต้อง ทำให้เขาตัดสินใจเข้าศึกษาในคณะนิติศาสตร์ รั้ว "แม่โดม" แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2511
   "วันที่ผมสอบเข้าธรรมศาสตร์ได้ วันนั้นผมสอบเข้าที่โรงเรียนศุลการักษ์ได้ ซึ่งเป็นโรงเรียนของศุลกากร เรียนแค่ 1 ปีจบ และมีงานทำแน่นอน แต่ผมรู้ตัวว่าถ้าเกิดเราไปทะเลาะกับนายเข้าจะเสียคน และหากมีความไม่ถูกต้องหรือความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นคงอยู่ไม่ได้แน่ เพราะอะไรที่ไม่ถูกต้องผมก็ไม่ยอมอยู่แล้ว"
การเบนเข็มชีวิตของตัวเอง เพื่อมุ่งหน้ามาสู่ "เมืองหลวง" สำหรับ "เด็กใต้" นั้นไม่ง่ายเลย เขายังคงอาศัย วิธีการ "ขึ้นบัญชี" เพื่อขออาศัยข้าวบ้านเพื่อนประทังชีวิต
ที่สำคัญการเรียนที่ธรรมศาสตร์ ทำให้ "วิรัตน์" ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองรักและได้ "สัมผัส" กับความเดือดร้อนของชาวบ้าน ด้วยการเริ่มทำกิจกรรม "ค่ายอาสา" ตั้งแต่ปี 1 จนกระทั่งเรียนจบปี 4
"วิรัตน์" เล่าว่า การออกค่ายทำให้เขาได้เกิดมุมมองใหม่ๆ เมื่อเปรียบกับชีวิตของตัวเองที่ว่าลำบากแล้ว
แต่ยังมีชาวบ้านที่ลำบากกว่าเขาอีกมาก นั่นทำให้เขาค่อยๆ ซึมซับความเดือดร้อนของชาวบ้านมาโดยตลอด และกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ไปทำนั้น ก็คือการสร้างโรงเรียนในพื้นที่ชนบท
   "การออกค่ายทำให้ผมได้มิตร เพื่อน และได้เห็นความลำบาก และได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น นอนกันอย่างลำบาก ส้วมก็ใช้ส้วมหลุม น้ำมีอาบบ้างไม่มีอาบบ้าง จนผมรู้สึกว่า ความลำบากมันทำให้เราแกร่งขึ้น"
ทว่า เขายังได้รับเลือกให้เป็น "นายกโดมทักษิณ" อีกด้วย "วิรัตน์" อธิบายว่า "โดมทักษิณ" คือกิจกรรมของนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ทั้งหมด โดยจะร่วมประสานงานกับมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ศิลปากร เป็นต้น แต่ยังไม่มีแก่นสารมากนัก
กระนั้นเองเขาก็ยังคงร่วมขับเคลื่อนในกิจกรรมการเมืองอยู่เช่นกัน เขาเล่าว่า ขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ มาจัดตั้งไฮด์ปาร์ก เพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐคอมมิวนิสต์ เขาก็มีโอกาสร่วมรับฟังมาโดยตลอด
หลังจาก "วิรัตน์" เรียนจบ นักศึกษาหนุ่มไฟแรง ได้ประเดิมงานที่แรกในบริษัทประกันชีวิต เพื่อหารายได้มาจุนเจือ และส่งให้น้องๆ อีก 3 คนได้เรียนจนจบ "ปริญญาตรี"
   "หลังจากที่ผมส่งน้องจนเรียนจบ ก็เริ่มหันมาคิดว่า เราต้องหาสิ่งที่เราชอบ และผมเริ่มรู้สึกอยากเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองภาคใต้ ต้องทำเอง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน นี่คือจุดพลิกที่ทำให้ผมเดินหน้ามาเป็นทนายความ !!!"
จากนั้นเขาได้กลับมายังบ้านเกิด และเปิดสำนักงาน ชื่อ "ทนายความวิรัตน์ กัลยาศิริ" โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน
"ทนายวิรัตน์" เล่าว่า หลักในการรับว่าความของเขาคือ คดีอาญาจะทำให้คนละคดี จะถูกหรือผิด เราช่วยหมด ในครั้งแรก และจะให้มาสาบานต่อหลวงพ่อทวด เพื่อเป็นการบล็อกคนชั่วได้จำนวนหนึ่ง ยกเว้นแต่หากเขาถูกกระทำกลับมาเราก็จะช่วย
   "ผมรับว่าความ 6-7 คดีต่อวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ หากผมดูว่าเรื่องไหนไม่จริง หรือไปแกล้งเขาผมก็ไม่ทำ และคดีเงินกู้เราก็ไม่อยากรับ เพราะเป็นการข่มเหงชาวบ้าน ได้ช่วยชาวบ้านเยอะ ร้อยคนผมได้เงินสักประมาณ 25 คน แต่อีก 75 คนเราก็ช่วยเขา"
แต่ใช่ว่า "ทนายวิรัตน์" จะว่าความชนะทุกคดี
เขายอมรับว่า บางคดีที่เขารับว่าความนั้น ก็มีผิดพลาดบ้าง ลูกความบางคนต้องติดคุกก็มี แต่เขาก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรเรา เพราะรู้ว่าเราทำงานอย่างเต็มที่ โปร่งใส และไม่กินสองข้าง
ระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็น "ทนายความ" ให้กับชาวบ้าน "วิรัตน์" ยังได้เดินหน้าลงเล่นการเมืองท้องถิ่น ด้วยการลงสมัครเป็น ส.จ. ในนามส่วนตัว และได้รับเลือกสมดั่งตั้งใจ
   "ผมเป็น ส.จ. ได้เงินเดือนเพียง 3 พันบาท ผมแบ่งเงินส่วนนั้นเป็นค่าอาหารกลางวันแก่ผู้ยากไร้ เราถือว่าเรามีรายรับจากค่าว่าความ ไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็พออยู่ได้"
เมื่อเอ่ยถึง "คดีความ" ที่ประทับใจ "วิรัตน์" เล่าว่า ขณะที่เป็น ส.จ. ได้มีการต่อสู้กันในเขตทหาร "ค่ายคอหงส์" แถวหาดใหญ่ เป็นพื้นที่ 1 ตร.กม. ทหารอ้างว่าเป็นของเขา เพราะมีกฤษฎีกาเวนคืน แปลว่า ถ้าไม่มีการออกกฎหมายตามหลังว่าเวนคืน ภายใน 7 ปี นับแต่มีกฤษฎีกา ก็ถือว่าเจ๊ากันไป ปรากฏว่า ตั้งแต่สมัยสงครามโลก จนถึงช่วงปี 35 ก็ไม่เคยมีการออกกฎหมายว่า เวนคืน จึงต้องตกไปเป็นของชาวบ้าน
   "การว่าคดีนี้ทหารก็สู้ ชาวบ้านก็สู้ จนกระทั่ง ? ปลัดสำนักนายกฯ ? ลงไปเป็นประธานเจรจา และผมได้เอาเรื่องนี้ไปพูดในที่ประชุมสภาจังหวัด ท่านผู้ว่าฯยกมือขึ้นให้ผมหยุดพูดและสั่งให้ลบเทป ทำให้ถอดเรื่องนี้ออกจากที่ประชุม เพราะผู้ว่าฯกลัว แต่เราไม่กลัว เราก็เดินหน้าต่อ สุดท้ายที่ตรงนี้ชาวบ้านก็ได้คืน 1 ตร.กม."
หลังจากเป็น "ส.จ." ได้ 5 ปี "จุดพลิกผัน" ของชีวิต ก็มาถึง !!!
"วิรัตน์" เปรยว่า ขณะนั้นเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ อยากจะเป็น "ผู้แทนฯ" มาก จนต้องร้องขอเขาไปทั่ว ด้วยการเสนอตัวทุกรูปแบบกับทางพรรคประชาธิปัตย์
เจอผู้ใหญ่คนไหนก็ไปพบหมด พร้อมกับบอกว่าแล้วแต่มติพรรค และผมก็เสนอตัวผ่าน ถาวร เสนเนียม
เขายังคงมีความหวังและความตั้งใจ อยากเปลี่ยนถ่ายเลือดสีฟ้าอย่างหนักแน่น "วิรัตน์" เล่าว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะสู้กันในภาคใต้ นาม ปชป. ย้ำว่า ยากมากๆ และภาคใต้มีหลายขั้ว ขั้วหนึ่งสนับสนุนเรา แต่อีกขั้วหนึ่งไม่เอาเรา สุดท้ายก็ได้เป็นผู้แทนฯสมใจ เอาชนะคู่แข่งได้อย่างท่วมท้น ในอำเภอหาดใหญ่
   "ผมตั้งใจไว้ว่า หลังจากเข้ามาเป็นผู้แทนฯภายใน 2 สัปดาห์ จะต้องลุกขึ้นยื่นอภิปรายในสภาให้ได้ แต่เพียง 7 วัน ผมก็สามารถลุกขึ้นพูดสำเร็จ และได้รับคำชื่นชมจากนายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมาก"
ณ วันนี้ ความขยันและความตั้งใจของ "วิรัตน์" ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าพรรค ให้เข้ามาเป็นหนึ่งใน "ทีมกฎหมาย" ปชป. เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบคดีความต่างๆ ของพรรค
"วิรัตน์" ยอมรับว่า มีหลายคดีที่เขาต้องทำ และหากคดีไหนที่ทำแล้วเสี่ยงกับ ปชป. ก็จะขอทำในนามส่วนตัว และชาวบ้านก็ยังคงมาขอร้องให้ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา บางทีเราก็ได้แต่แนะนำไป เพราะไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่ก็เรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย เพื่อให้เรื่องจบ
   "ทุกวันนี้ ผมได้วิชาความรู้ และทักษะการเป็นทนายความมาช่วยในงานการเมือง และผมพร้อมที่จะเป็นตัวต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสังคม นี่ถือเป็นกำไรของประเทศ ทำให้คนคิดที่จะล้มล้าง หรือคิดร้ายต่อบ้านเมือง เขาได้สะดุดบ้าง !!!"
สิ่งเหล่านี้คือ "จุดเปลี่ยน" ของ "ชีวิต" จากเด็กครอบครัวฐานะยากจน ซึ่ง "ผลัก" และ "ดัน" ตัวเอง ให้เข้ามาสู่การเป็น "ทนายความ" และ "ผู้แทนฯ" ด้วย "แรงขับ" ที่ต้องการเห็นความยุติธรรมและความเท่าเทียมในประเทศ ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์

มารี-ซูสีไทเฮา ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ

ที่มา Thai E-News

 



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา วิกิพีเดีย
15 กรกฎาคม 2555

219 ปีกิโยตินบั่นพระศอราชินีมารี อองตัวเนตต์


เมื่อประชาชนผู้ยากไร้ตะโกนบอกพระนางมารี อองตัวเนตต์ว่า "พวกเราหิว พวกเราต้องการขนมปัง.." พระนางตอบว่า "ไม่มีขนมปังก็กินเค้กแทนซะสิ จะได้เงียบกันเสียที!!!

นั่น เป็นเรื่องราวอื้อฉาวที่คนทั่วโลกรับรู้เกี่ยวกับพระนาง ทว่านักประวัติศาสตร์บางสำนักแก้ต่างให้ในภายหลังว่า อาจไม่เคยเกิดประโยคนี้ขึ้นเลยก็ได้ 

ทั้ง นี้ก็เพราะในยุคที่สถาบันกษัตริย์ยังเรืองอำนาจในฝรั่งเศสนั้น ยากยิ่งนักที่ไพร่ฟ้าสามัญชนจะมีโอกาสเฉียดเข้าไปใกล้พอจะตะโกนโต้ตอบกัน เช่นนั้นได้...

หลัง การลุกฮือขึ้นปฏิวัติใหญ่ของชาวฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ( พ.ศ.2332 ) สถาบันกษัตริย์ก็ตกต่ำอย่างหนัก พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ที่พยายามหลบหนีออกนอกประเทศ แต่ก็ไม่รอด และต้องถูกบีบบังคับจากฝ่ายปฏิวัติให้เป็นกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ได้ระยะหนึ่ง

ต่อ มาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1792 (พ.ศ.2335) สภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสได้ลงมติให้ประหารกษัตริย์ ส่งผลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) 
ต่อ มาในวันที่ 27 มีนาคม 1793 ผู้นำการปฏิวัติ คือ แมกซิมิเลียง เดอ โรเบสปิแยร์ได้เรียกร้องกับสภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ให้จัดการกับราชินีอีกองค์ 

วันที่ 13 กรกฎาคม องค์มกุฎราชกุมารก็ถูกลักพาตัวไปจากพระมารดาและถูกมอบให้อยู่ในความดูแลของอองตวน ซิมง ช่างทำรองเท้า 

และ ในวันที่ 2 สิงหาคม ก็ถึงคราวที่พระนางมารี อองตัวเนตต์ถูกพรากจากเหล่าเจ้าหญิงและนำตัวไปยังทัณฑสถานกรุงปารีส การไต่สวนพระนางจะเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้น

วัน ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2336 มารี อองตัวเนตต์ถูกตั้งข้อหาโดยศาลปฏิวัติ โดยฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน หากแม้นว่าการพิจารณาคดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังคงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีของราชินีมิได้เป็นเช่นนั้นเลย ได้มีการทำสำนวนฟ้องขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายฟูกิเยร์ เดอ ทังวิลล์ไม่สามารถหาเอกสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พบทุกชิ้น 

และ เพื่อให้สามารถตั้งข้อกล่าวหาแก่พระนางมารี อองตัวเนตต์ได้ เขามีแผนที่จะให้มกุฎราชกุมารขึ้นให้การต่อศาลในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมารดา ซึ่งต่อหน้าศาล มกุฎราชกุมารพระองค์น้อยได้กล่าวหาพระมารดา และพระมาตุจฉาว่าเป็นผู้สอนให้พระองค์สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และบังคับให้เล่นเกมสวาท 

พระ นางมารี อองตัวเนตต์ผู้เสื่อมเสียพระเกียรติได้เรียกราชเลขามาขึ้นให้การ พระนางพ้นจากการถูกรุมประชาทัณฑ์ได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด แต่พระนางยังถูกตั้งข้อกล่าวหาอีกว่าสมรู้ร่วมคิดกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และเมื่อพระนางยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ 

นาย แอร์มานน์ ประธานศาลปฏิวัติ ได้กล่าวว่าพระนางเป็น "ตัวการสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการทรยศต่อหลุยส์ คาเปต์(พระเจาหลุยส์ที่16)" คดีนี้จึงกลายเป็นการพิจารณาคดีของทรราชไป บทนำของสำนวนฟ้องยังกล่าวอีกด้วยว่า:

"จากการพิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ยื่นโดยผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน ผลปรากฏว่า ในบรรดาราชินีทั้งหลาย เป็นต้นว่า เมสซาลีน บรูเนอโอ เฟรเดกองด์ และมารี เดอ เมดิซี ที่เมื่อก่อนเรายอมรับว่าเป็นราชินีของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีชื่อเสื่อมเสียไม่อาจลบล้างได้จากประวัติศาสตร์ นับได้ว่ามารี อองตัวเนต หญิงหม้ายของหลุยส์ คาเปต์ เป็นผู้มีความละโมบเป็นที่สุด และเป็นหายนะอันใหญ่หลวงของชาวฝรั่งเศส"

พวก พยานที่จัดหามาดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าที่ควร พระนางมารี อองตัวเนตให้การตอบว่า พระนาง "เป็นเพียงแค่ภรรยาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เท่านั้น และพระนางก็ทำอะไรตามพระทัยของพระนางเอง" นายฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ได้เรียกร้องให้ประหารพระนางและกล่าวหาว่าพระนางเป็น"ศัตรูอย่างเปิดเผยของ ชาติฝรั่งเศส" 

คณะลูกขุนต้องตอบถามคำถามสี่ข้อด้วยกัน:

" 1. จริงหรือไม่ที่ได้มีการคบคิดและมีการและเปลี่ยนข่าวกรองกับประเทศมหาอำนาจ ต่างชาติ และศัตรูอื่นๆ นอกสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยที่การคบคิดและข่าวกรองดังกล่าวนั้นมีจุดมุ่งหมายให้ความช่วยเหลือทางการ เงิน ให้พวกนั้นเข้ามาในดินแดนฝรั่งเศส และให้พวกนั้นพัฒนาอาวุธได้?"
"2. มารี อองตัวเนตแห่งออสเตรีย (...) เราเชื่อว่านางได้มีส่วนร่วมมือกับการคบคิดและสนับสนุนการข่าวกรองดังกล่าวหรือไม่?"
"3. จริงหรือที่มีแผนการสมรู้ร่วมคิดและแผนข่าวโคมลอยที่พยายามจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐฝรั่งเศส?"
"4. เราเชื่อว่ามารี อองตัวเนตได้มีส่วนร่วมในแผนสมรู้ร่วมคิดและข่าวโคมลอยนี้หรือไม่?"

คณะ ลูกขุนได้ตอบว่าคำถามดังกล่าวว่าจริงและใช่ทุกข้อ มารี อองตัวเนตต์จึงถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อเป็นทรราชขั้นร้ายแรงเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ประมาณเวลาสี่นาฬิกาของรุ่งเช้า 

ใน วันเดียวกันนั้นเอง เมื่อเวลาสิบสองนาฬิกาสิบห้านาที พระนางถูกประหารด้วยกิโยติน หลังจากที่ได้ปฏิเสธจะสารภาพบาปกับบาทหลวงที่คณะปฏิวัติจัดหาให้ พระศพของพระนางถูกฝังในหลุมฝังศพลา มาเดอเลน บนถนนอองจู-ซังต์-ตอนอเร ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) พระศพของพระนางถูกขุดขึ้นมา และถูกย้ายไปฝังไว้ที่วิหารซังต์ เดอนีส์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม

พระ นางมารี อังตัวเน็ตต์ นับเป็นเชื้อกษัตริย์ที่มีขัตติยะมานะสูง พระนางดูไม่สะทกสะท้านต่อความตายนัก แต่ที่พระนางขัดเคืองพระทัยยิ่งก็คือ เกวียนที่มารับพระนางไปยังเครื่องกิโยตินนั้นเป็นเพียงเกวียนโกโรโกโสสำหรับ นักโทษประหารธรรมดาๆ แทนที่จะเป็นรถม้าทรงที่มีเก๋งคลุมเพื่อปกป้องไม่ให้สาธารณชนแลเห็น ซึ่งจะถือเป็นการถวายพระเกียรติครั้งสุดท้าย..แต่กลับเป็นแค่เพียงเกวียน ธรรมดาๆที่เปิดประทุนโล่ง
เกวียนเล่มนั้นพาพระนางไปสู่เครื่องกิโยตินท่ามกลางเสียงสาปแช่งและขากถุยของสาธารณชนที่โกรธแค้น


100ปีที่โลกลืม-ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ


ซูสีที่โลกลืม-15พฤศจิกายน ปี 2551 เป็นวาระครบรอบ 100 ปีการเสด็จสู่สวรรค์ของพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งเคยมีอำนาจเหนือแผ่นดินจีนนาน47ปี อย่างไรก็ตามโลกจดจำไม่ได้ว่าเป็นวันสำคัญอะไร เพราะไม่มีใครจัดกิจกรรมใดๆในวาระนี้เลย

พระราชสมภพ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2378 สวรรคต 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 หรือครบ 103 ปีในวันนี้

สมเด็จ พระจักรพรรดินีเซี่ยวชิงเสี่ยน หรือ สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี พระพันปีหลวง (จีน: ฉือสีไท้โฮ้ว; อังกฤษ: Empress Dowager Cixi) หรือที่รู้จักกันในประเทศไทยว่า ซูสีไทเฮา (29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2378—15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451) เป็นสตรีชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง โดยเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตยในการบริหารราชการแผ่นดินจีนสี่สิบเจ็ดปี 

และเมื่อเสด็จนฤพานแล้วไม่นานระบอบราชาธิปไตยในประเทศจีนก็เป็นอันเลิกไป

ใน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมาถือเป็นวันครบรอบ100ปีของการสวรรคตของนางพญาหงส์เหนือพระราช บัลลังก์มังกร ผู้ซึ่งเคยมีอำนาจสูงสุดเกือบ 50 ปีเหนือแผ่นดินจีน อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าโลกได้ลืมพระนางไปแล้ว เพราะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดให้ความสำคัญกับวันที่ 15 พฤศจิกายนปีนั้น ในฐานะครบรอบ 100 ปีการสวรรคตเลย ไม่มีแม้แต่ข่าวคราวหรือกิจกรรมใดๆ อันเป็นอนิจจังของอำนาจที่ยามรุ่งโรจน์ชี้เป็นชี้ตายในประเทศได้ก็มีแต่คน สอพลอปอปั้นทั่วแผ่นดิน 

แต่ครั้นหมดอำนาจวาสนา การถูกลืมนั้นนับว่ายังดีกว่าถูกสาปแช่งจากชนรุ่นหลัง


**************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

คลิปสารคดีปฏิวัติฝรั่งเศสโลกจารึก

'เกิดขบถขึ้นรึ?' พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลุยส์ที่16พระราชดำรัสถาม
"...หามิได้พระเจ้าค่ะใต้ฝ่าพระบาท มันคือการปฏิวัติ" มหาดเล็กตอบ



















***************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
***************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:



1911โลกจารึกต้นแบบปฏิวัติรศ.130-24มิถุนา247




ต้นแบบปฏิวัติ 2475-ภาพยนตร์ 1911 ซึ่งออกฉายในปี 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองโอกาส 100 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐ ทั้งนี้คณะก่อการ รศ.130ของไทยได้เอาอย่างการปฏิวัตินี้เป็นแม่แบบ ทั้งการแต่งตั้งนายแพทย์เหล็งให้เป็นหัวหน้าคณะก่อการ แบบเดียวกับนายแพทย์ซุนยัดเซ็น และอุดมการณ์ อย่างไรก็ตามการก่อการของคณะรศ.130ในปีพ.ศ.2555 หรือ 100 ปีที่แล้วล้มเหลวกลายเป็นกบฎ แต่คณะราษฎรได้สืบสานสายธารการปฏิวัติจนสำเร็๋จในปี2475

เชิญชมคลิปภาพยนตร์ 1911



ศึกสายเลือดคนดีเขย่า TPBS

ที่มา Thai E-News




กรรมการนโยบายจะครบวาระ แต่ทำพิลึก ชิงสรรหา ผอ.โดยไม่รอชุดใหม่ และรู้กันทั่วไปว่ากินเกาเหลากับหย่อง นี่ศึกในเสื้่อเหลืองเขาทั้งนั้น แดงไม่เกี่ยว เรื่องของพวกที่อ้างเป็นคนดีมีคุณธรรมเขาฟัดกัน  ..บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ Media Inside Out   ในวาระเปิดตัว 14 ก.ค.
โดย ใบตองแห้ง

กดหัว พี่น้องไทย...เลิกได้แล้ว พอกันที

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน





ขอบคุณ GAG LAS VEGAS CARTOON ครับ
*ภาพที่แสดงอาจไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา*


ฟ้าสวย วันสดใส.....กำลังใจ ส่งทั่วถึง
กึกก้อง ร้องอื้ออึง.....สุขเกิดก่อ ทอประกาย


ขวากหนาม ยังขวางกั้น.....ร่วมฝ่าฟัน สู่จุดหมาย
หยัดสู้ กว่าชีพวาย......เพื่อลูกหลาน ร่วมแผ่นดิน


แสงทอง ไม่ส่องฟ้า......เลือดน้ำตา ยังไม่สิ้น
นักสู้ ยังโบยบิน......สู่จุดหมาย แห่งผองชน


เห็นแย้ง ไม่แตกแยก......ใช่ชำแรก จนปี้ป่น
รอยยิ้ม เพื่อนทุกคน......คือความหวัง กำลังใจ


สิบ ร้อย แผนกำราบ......กดขี่ปราบ กี่รอบใหม่
กดหัว พี่น้องไทย.....เลิกได้แล้ว พอกันที


๓ บลา / สืบสานวันอาทิตย์สีแดง ๑๕ ก.ค.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/07/55 คนดี..จะทนอุ้มอีกไหวไหม?

ที่มา blablabla

โดย

 ภาพถ่ายของฉัน




ก็เพราะเชียร์ คนๆ นี้ ดีนักหนา
แสร้งปิดหู ปิดตา ว่าสุดเจ๋ง
กระโดดอุ้ม ห้อมล้อม พร้อมกระเตง
พวกเส็งเคร็ง ก็ก้มหน้า ก้มตาเชียร์....


ทั้งสั่งปราบ สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ใช้วาทกรรม แสนอุบาทว์ สัญชาติเหิ้ย
ดีแต่พูด ไอ้ขี้ข้า หน้าตัวเมีย
จ้องคอยเลีย ตีนอำมาตย์ อนาถใจ....


ฮุบที่หลวง สปก. ทั้งพ่อลูก
ลืมผิดถูก เป็นคนดี แบบนี้ไหม
ชอบทำลาย ภาพลักษณ์ สภาไทย
แล้วฝักใฝ่ เผด็จการ สามานย์ชน....


อนุมัติ ทิ้งทวน หวังด่วนแดก
ดีแปลกๆ ของพวกมึง ถึงสับสน
ก่อนวาระ จบสิ้นไป ในบันดล
หลายแสนล้าน อิ่มทุกคน ไม่สนใคร....


ยิงคนตาย คาปั๊ม ย้ำเถื่อนถ่อย
ดีใช่น้อย พวกกากเดน เห็นบ้างไหม
พวกมึงว่า โคตรดี ดียังไง
ตาฝ้าฟาง เชียร์เข้าไป..ไอ้สันดาน....


มาสายติดภารกิจเล็กน้อยครับ 


๓ บลา / ๑๔ ก.ค.๕๕