ที่มา thaifreenews
และหลบไปอยู่ในที่สงบๆสักพัก
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา thaifreenews
ที่มา Voice TV
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุสถานการณ์เขาพระวิหารยังปกติหลังให้ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนทหาร
พร้อมไม่หวั่น
กรณีที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องร้องจากการแถลงข่าวใช้เอกสารเท็จเข้า
รับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.รายละเอียดเรื่องนี้จากคุณ
ศิริเกษ หมายสุข วีรีพอร์ตจังหวัดศรีสะเกษ
พลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวิรุฬ
เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
และคณะได้เดินทางไปตรวจราชการที่ จ.ศรีสะเกษ
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ได้กล่าวถึงสถานการณ์บริเวณเขาพระวิหารหลังจากที่ส่งตำรวจตะเวนชายแดน หรือ
ตชด.ไปปฏิบัติหน้าที่แทนทหารไทยตามคำสั่งของศาลโลกว่า ขณะนี้เหตุการณ์ต่าง
ๆ
ยังคงปกติไม่มีรายงานในทางที่ลบและไม่มีปัญหาไม่มีการร้องเรียนจากประชาชน
แต่อย่างใด ซึ่ง ตชด.ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนทหารได้เป็นอย่างดี
เพราะว่าเป็น ตชด.ที่มีการคัดเลือกมา
เพื่อให้มีความเข้มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่บริเวณเขาพระวิหาร
ซึ่งคงจะทดแทนกันไปเรื่อย ๆ
และขณะนี้ได้เปิดผามออีแดงให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมได้แล้ว
โดยทหารกำลังเร่งดำเนินการเก็บกู้กับระเบิดรอบบริเวณเขาพระวิหาร
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมฟ้องร้องที่ได้แถลงข่าวว่า นายอภิสิทธิ์
ใช้เอกสารเท็จในการสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.นั้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า คงห้ามไม่ได้ หากจะมีการฟ้องร้อง
หากคิดว่าแน่จริงก็ให้ฟ้องมา
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-07-29 22:52
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-07-29 00:03
(28 ก.ค.55) ในการเสวนา หัวข้อ "สื่อเลือกสีเลือกข้างผิดจรรยาบรรณหรือ"
จัดโดยศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)
ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา โสรัจจ์ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เปิด
ประเด็นด้วยการนำเสนอว่า การที่สื่อเลือกข้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ
ความพยายามผูกขาดอำนาจไว้กับคนกลุ่มเดียว
ไม่ให้มีการเลือกตั้งหรือเอาทหารมาคุม น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำ
ขณะที่สื่อที่เป็นปากเสียงของฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยก็ควรจะถูกต่อต้าน
และมีกฎหมายมาควบคุมด้วย
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า
การไม่มีกฎหมายควบคุมการกระทำเช่นนั้นเท่ากับว่ารัฐกำลังส่งสัญญาณว่า
ประชาธิปไตยไม่มีความสำคัญเพียงพอ คนจะเลือกอะไรก็ได้
ซึ่งในกรณีนี้หากคนเลือกอย่างอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็จะเท่ากับมอบอำนาจ
สูงสุดให้คนกลุ่มเดียว อย่างไรก็ตาม ในระดับรอง เช่นเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ
มองว่า สื่อสามารถทำได้ทั้งสองบทบาท คือทั้งสร้างเวที
และมุ่งเสนอแนวคิดบางแนวคิดด้านเศรษฐกิจ เช่น สังคมนิยม
แต่ยังยึดถือการปกครองแบบประชาธิปไตยอยู่
สำหรับปัญหาของประเทศไทย โสรัจจ์เสนอว่า
ในช่วงที่ความขัดแย้งที่สะสมยาวนานกำลังปะทุออกมาทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ
การเมือง และวัฒนธรรม
สื่อควรจะรักษาเป้าหมายสูงสุดของการอยู่ร่วมกันในสังคม
โดยรักษาอุดมคติของประชาธิปไตยเอาไว้ แยกข่าวออกจากความเห็น
และเป็นเวทีให้ความเห็นต่างมาเถียงกันได้อย่างเป็นธรรม
แลกเปลี่ยน "สื่อเลือกข้างผิดจรรยาบรรณหรือ"
เมื่อเลือกข้างแล้วควรมีจรรยาบรรณ
อธึกกิจ แสวงสุข บรรณาธิการอาวุโสวอยซ์ทีวี และเจ้าของนามปากกา "ใบตองแห้ง" กล่าว
ว่า ความเป็นกลางของสื่อเป็นเรื่องเลื่อนลอยและเป็นไปไม่ได้
โดยในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ซึ่งนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ 2475
เป็นต้นมา ยากที่คนที่ยืนหยัดด้านใดด้านหนึ่งแล้ว จะไม่เลือกข้าง
หรือถูกผลักไปด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งนี้ เขาไม่ได้สนใจสื่อที่ประกาศตัวชัดเจน
เพราะรู้อยู่แล้วว่าอยู่ข้างไหน แต่สื่อที่บอกว่าไม่ได้เลือกข้าง
แต่กลับนำเสนอชี้นำนั้นอันตรายกว่า
ที่ผ่านมา การเลือกข้างทางความคิด แบ่งเป็น หนึ่ง
เลือกระหว่างความดี-ความชั่ว โดยมองว่า ทักษิณและระบอบทักษิณเลว
จึงพยายามไล่ทักษิณ สอง
เลือกด้วยความเชื่อเรื่องประชาธิปไตยว่าจะต้องคลี่คลายไปตามระบอบ
ระบบอำนาจต้องตรวจสอบได้ ทุกระบบต้องโปร่งใส ส่วนตัวเลือกอย่างที่สอง
จึงกลายเป็นแนวร่วมทักษิณโดยปริยาย
เพราะเขาเชื่อว่าสื่อเกิดมาพร้อมประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยทำให้ทุกอย่างตรวจสอบได้ มีหลักถ่วงดุลอำนาจที่ชัดเจน
สื่อมีหน้าที่ปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตรวจสอบทุกฝ่าย
การที่สื่อหันไปเลือกข้างว่า การล้มคนเลวเป็นสิ่งที่ดี
เชื่อว่าสถาบันตุลาการเข้ามาปกป้องประชาธิปไตยแทรกแซงอำนาจประชาธิปไตยได้
ทั้งที่สถาบันตุลาการไม่เคยผ่านการตรวจสอบ ไม่ยึดโยงกับประชาชนนั้น
เขามองว่าขัดกับเจตนารมณ์ของการมีสื่อในระบอบประชาธิปไตยเอง
และเมื่อเลือกอย่างนี้ จะนำไปสู่ปัญหาในเชิงจรรยาบรรณ
เพราะเมื่อคิดว่าตัวเองอยู่ข้างความดีแล้วจำกัดความชั่ว
ก่อให้เกิดความคิดที่ไม่ยอมรับความเห็นต่าง
อธึกกิจ กล่าวว่า เมื่อเลือกข้างแล้วก็ควรจะมีจรรยาบรรณ
โดยไม่ใช้วิชาชีพเข้าไปในการต่อสู้ทางการเมือง
เอาชนะโดยใช้ความเท็จ-บิดเบือน ข่าวต้องเป็นข่าว
การพาดหัวข่าวในเชิงประชดเปรียบเปรย เน้นประเด็น
หรือประนามนั้นเขามองว่าทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การปลุกระดม
ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ที่ผ่านมา
พาดหัวและโปรยข่าวกลายเป็นที่ระบายอารมณ์
สื่อที่เลือกข้างชัดเจนใช้โปรยข่าวปลุกระดม มี hate speech ทั้งสองข้าง
ตัวอย่างที่ร้ายกาจ เช่น กรณีตัดต่อรูปหน้าวรเจตน์ ภาคีรัตน์
คณะนิติราษฎร์กับรูปลิง การเรียก "แฝดนรก" การพาดหัวข่าว "อีเพ็ญ" "ไอ้ตู่"
"ไอ้มาร์ค" สื่อปลุกแบบนี้ไม่ได้
อธึกกิจ กล่าวว่า การเลือกข้างมีปัญหาต่อการนำเสนอข้อเท็จจริง เช่น
กรณีนาซ่า สื่อที่เลือกข้าง ไม่ทำหน้าที่ ส่วนหนึ่งกระพือตามพันธมิตรฯ
และฝ่ายค้าน ทั้งที่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้
ถ้าคิดว่าเอาชนะโดยทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามจะมีปัญหา
ไม่ว่าในเชิงสื่อหรือเชิงการต่อสู้ประชาธิปไตย
เพราะสังคมไทยต้องต่อสู้ภายใต้ประชาธิปไตยที่ยอมรับการตรวจสอบ
นี่คือจุดที่ควรไป ไม่ใช่จะล้มอำมาตย์หรือทุนสามานย์
สื่อต้องตั้งเป้าอย่าคิดเรื่องเอาชนะ แสวงข้อเท็จจริงมากขึ้น
บางทีต้องยับยั้งกัน เช่น ตนเองเชียร์การเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง
ปี 53 แต่ถึงวันหนึ่งก็ต้องเสนอให้ถอย
หรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับการไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ และที่สำคัญคือ
ธำรงรักษาสิทธิมนุษยชน หากสื่อให้ความสำคัญกับกรณีกรือเซะ
ก็ควรให้ความสำคัญกับกรณีราชประสงค์ด้วย
ต่อข้อเสนอเรื่องการมีผู้ตรวจการสื่อ เขายอมรับว่า
เป็นเรื่องลำบากและทำได้ยาก เพราะต่างคนต่างไป ถามว่าใครจะกำกับใคร
อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอต่อประเด็น hate speech
หรือถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เช่น หากมีการใช้คำไม่เหมาะสม
เรียกร้องรัฐประหาร ยุยงให้ใช้กำลัง ไม่ว่าจากฝ่ายไหน
ควรต้องมีการตักเตือนกันบ้างเมื่อเกินเลย
สื่อไม่ควรเลือกข้าง
เฉลิมชัย ยอดมาลัย อาจารย์ภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และบรรณาธิการรายงานพิเศษหนังสือพิมพ์แนวหน้า
ยืนยันว่า สื่อไม่ควรเลือกข้าง แต่ก็เชื่อว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า
objectivity (ภววิสัย) เพราะเชื่อว่าสื่อมีความรู้สึกของตัวเองอยู่
แต่ต่อให้เกลียดใครก็ต้องสัมภาษณ์ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายและถูกตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมา สื่อยังไม่เคยตรวจสอบสื่อกันเองได้ เช่น
การใช้งบต่างๆ
ทั้งนี้ เรื่องเนื้อหานั้น เฉลิมชัย กล่าวว่า ในสื่อกระแสหลัก
เวลาทำงานมีการตรวจสอบอยู่ระดับหนึ่ง ต่อให้เอียงอย่างไร
ในกองบรรณาธิการก็มีการถกเถียงกันได้ แต่ที่กลัวมากคือ โซเชียลมีเดีย
ที่ไม่รู้ว่าใครเขียน ใครตรวจสอบ แต่หลุดมาเผยแพร่ได้
และคนก็เลือกจะเชื่อและสนใจ เพราะเนื้อหาดูดุดันดี ซึ่งประเด็นนี้น่ากลัว
เพราะมองว่า แม้จะเป็นผู้รับสารที่มีสติปัญญามีวุฒิภาวะก็อาจคล้อยตามได้
เฉลิมชัย กล่าวว่า สื่อต้องรู้ว่าตัวเองรายงานอะไร และต้องทำหน้าที่
gate keeper ถ้าเสนอแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ควรเสนอ เช่น
หากรู้ว่ามีธนาคารที่ประสบปัญหาธุรกิจแล้วกระหน่ำเสนอ ลงข่าว
คนอาจจะแห่ไปถอนเงิน ธนาคารก็เจ๊งเร็วขึ้น สื่อต้องมีดุลพินิจ
เขียนข่าวให้คนไม่แตกตื่น
เขากล่าวว่า ในการรายงานข่าวจะต้องรายงานตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
พร้อมวิจารณ์ว่า สื่อไทยไม่ลงไปอยู่กับข้อเท็จจริง
รวมถึงวิจารณ์นักวิชาการที่แสดงความเห็นออกสื่อ กรณีการชุมนุม พ.ค.53
ทั้งที่ไม่ได้ไปดูข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง โดยเคยโต้กับ อ.โคทม อารียา
ให้ไปดูเวทีว่ามีอาวุธไหม สงบสันติไหม พอ อ.โคทมไปก็ยังถูกไล่ โดยส่วนตัว
ลงพื้นที่ และเคยเจอผู้ชุมนุมที่จำตนเองได้ ขับไล่ด้วย
สื่อ "เล่นกีฬาสี" แล้วใครจะรายงานเรื่องคนดู สนาม กรรมการ
สุระชัย ชูผกา อาจารย์ภาควิชาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าว
ว่า สื่อเลือกข้างผิดจรรยาบรรณและจริยธรรมด้วย
โดยหัวใจสำคัญของจริยธรรมสื่อ มีสองประการ
คือการนำเสนอความจริงทั้งหมดและดูแลผลประโยชน์สาธารณะ ส่วน code of conduct
หรือ จรรยาบรรณ คือ ต้องนำเสนอให้ตรงกับความจริง (accuracy) โดย
objectivity สื่อไม่มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรม เพราะไม่ใช่ผู้พิพากษา
แต่เป็นผู้ค้นหา ต้องนำเสนออย่างรอบด้าน และมี accountability คือ
ความรับผิดชอบต่อเนื้องาน รับผิดชอบต่อสังคมและต่อตัวเองว่าตรวจสอบได้
แต่ปัจจุบัน กลายเป็นว่า สื่อรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงโฆษณา
สุระชัย กล่าวว่า ไม่ว่าสื่ออาจเลือกข้างด้วยความจงใจหรือเห็นว่าดีงาม
แต่นั่นจะทำให้สื่อเข้าใจตัวเองผิด คิดว่าแยกดีชั่วได้ จนลืมหลักการ
และเมื่อเลือกข้าง ละเมิดจรรยาบรรณไปแล้ว จะเกิดผลกระทบต่อการรวบรวมข่าวสาร
ทำให้เปลี่ยนจาก active listening เป็น bias listening
ได้ยินอย่างที่อยากได้ยิน รวมถึงส่งผลต่อการพาดหัวข่าว (news presenting)
ทั้งนี้ เขามองว่า การเลือกข้างของสื่อเพิ่มมากขึ้น
หลังจากทักษิณบอกว่าจังหวัดไหนเลือกตัวเองจะให้ความสำคัญกับจังหวัดนั้นก่อน
ทำให้การเลือกตั้งเป็นการเข้าคิวขออาหาร
ส่งผลให้เกิดความแตกแยกของสังคมและระบบสื่อ
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการเลือกข้าง เช่น คนใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์
คนอีสานเลือกพวกตัวเอง แต่ยังไม่มากเท่านี้
เขาตั้งคำถามว่า ถ้าสื่อเลือกไปซ้ายทาง ขวาทาง
แล้วที่เหลือซึ่งเป็นเสียงเงียบ หรือ silent majority จะทำอย่างไร
สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจะได้รับปกป้องอย่างไร มีคนจำนวนมาก
ที่เบื่อหน่ายทั้งคู่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรอย่างไร
เพราะสื่อถูกผลักหรือรู้สึกเองว่าต้องเลือกข้างไปแล้ว
เขาย้ำเรื่องการ "เลือกสี" โดยเปรียบเทียบว่า ถ้าสื่อลงเล่นกีฬาสี
แล้วใครจะรายงานเรื่องของคนดู สนาม กรรมการ เรื่องเหล่านี้ต้องพึ่งสื่อ
สื่อจึงไม่สามารถเข้าข้างสีใดสีหนึ่งได้
ทั้งนี้ การที่ปัจจุบัน คนหันไปพึ่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากขึ้น
ก็เป็นผลจากการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อเอง เพราะการเลือกข้าง 4-5
ปีที่ผ่านมาทำให้สังคมที่เคยวางใจว่าสื่อจะเสนอสิ่งที่เป็นจริง
รู้สึกไม่ไว้วางใจ และเลือกสื่ออื่นที่เขาวางใจอย่างโซเชียลมีเดียแทน
สุระชัยตั้งคำถามทิ้งไว้ว่า
สังคมไทยปัจจุบันต้องการสื่อสารมวลชนแบบไหนกันแน่ หากเป็นสื่อแบบเสรี
(Libertarian) ที่มีทั้งขายยา ขายหนัง เปิดทุกอย่าง
สังคมไทยพร้อมแล้วหรือยัง จะยังมีคนตกหล่นไหม หรือจะแบ่งข้างแบบ
Authoritarian มีหนังสือพิมพ์ของทักษิณ ของแต่ละคนประกาศตัวให้ชัด
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน หรือจะเป็นแบบ Participation
ที่เปิดพื้นที่สำหรับคนทุกคนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
เขาเสนอด้วยว่า
ระบบจรรยาบรรณของสื่อต้องเปลี่ยนสู่ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้
ถึงเวลาที่ต้องมีผู้ตรวจการสื่อมวลชน
ไม่ใช่ใช้หลักการปกครองตนเองแบบสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ที่เมื่อจับได้ ก็ลาออก
นอกจากนี้ สื่อควรจะเลิกทำข่าวปิงปองได้แล้ว
การทำหน้าที่เล่าเรื่องอย่างสมบูรณ์น่าจะเป็นอุดมคติที่สื่อควรไปให้ถึง
เพราะสังคมไทยยังมีปัญหาอีกมากที่ควรสนใจ
สื่อมีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจได้ แต่ต้องเสนอโดยไม่ลำเอียง
จักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มอง
ว่า การที่สื่อมีแนวคิดหรืออุดมการณ์โดยบริสุทธิ์ใจเป็นแนวคิดอิสระ
ไม่เกี่ยวกับจรรยาบรรณ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ขณะนี้
อาจจะด้วยบริบททางสังคมและผู้บริโภคที่ต้องการให้ชัดเจนว่าสื่อนี้สีอะไร
แม้สื่อจะไม่อยากเป็น ก็ต้องยัดเยียดให้ ขณะที่มิติทางธุรกิจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อกระแสหลักทั้งหลายคือธุรกิจ
ย่อมมีเป้าหมายในการแสวงหากำไร หากสามารถมีภาพที่ชัดเจนได้
ก็จะมีตลาดของตัวเอง
ทั้งนี้ เขากล่าวว่า
การตัดสินเรื่องความเป็นกลางของสื่อนั้นไม่ควรคิดแบบคณิตศาสตร์
ที่ต้องวัดตารางนิ้ว ว่ามีรูปฝ่ายใดจำนวนขนาดเท่าไหร่
ขณะที่การเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสื่อ ต้องไม่ลำเอียง
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ที่สื่อย่อมมีความรู้สึกผูกพันกับฝ่ายใดเป็นพิเศษก็ตาม
จักร์กฤษ เสนอด้วยว่า โมเดลสื่อต่อไป ควรต้องหลากหลายและใจกว้าง
เปิดให้ทุกฝ่ายมีบทบาท มีส่วนร่วมเสนอความคิดความเห็น
โดยยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่าไม่อาจบอกได้ว่าเป็นสีไหน
มีการ์ตูนทั้งของเซียและชัย ราชวัตร หรือ
คมชัดลึกที่มีบทความเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งจากของตนเองและ "ใบตองแห้ง"
ซึ่งเป็นคนละมิติกัน
มองต่างปัญหาสำคัญสื่อไทย "ไม่พร้อมรับผิด"
ด้าน สุภาพ พัสอ๋อง เจ้าหน้าที่โครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย (SAPAN)
แสดงความเห็นว่า การเลือกข้างไม่ใช่ปัญหาของสื่อมวลชนไทย
แต่ปัญหาแท้ที่จริงของสื่อไทย คือความพร้อมรับผิด หรือ accountability
ต่อสาธารณะ ต่อผลของการนำเสนอและการไม่นำเสนอของตนเองมากกว่า
โดยยกตัวอย่างกรณีหนังสือพิมพ์ News of the World ที่มีการดักฟังโทรศัพท์
ซึ่งเมื่อผลออกมาก็พร้อมรับผิด ส่งผลต่อคนจำนวนมาก แต่ในไทย
ยังไม่เคยได้ยินว่าสื่อต้องพร้อมรับผิดอย่างไร
ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-07-28 18:55
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เผยเบื้องหลังการทำคำวินิจฉัยศาลรธน.
คำวินิจฉัยส่วนตัวคาดเสร็จสัปดาห์หน้า, รองประธานศาลฏีกา
ชี้ปฏิรูปกระบวนการยุุติธรรมจำเป็น แต่อย่าแตะโครงสร้าง ยกปัญหา ร่าง
พ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา อาจทำคนไม่เท่าเทียมใต้กฎหมาย,
ประธานศาลปกครองเสนอระบบคุ้มกันตุลาการ
27 ก.ค.55 ในงานสัมมนาวิชาการ
ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง
(บ.ย.ส.)รุ่น 16 เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาวชิราลงกรณ
ช่วงบ่ายมีการจัดเสวนาเรื่อง “ระบบงานยุติธรรมในยุคโลกาภิวัตน์” โดยมี
รองประธานศาลฏีกา นายธานิศ เกศวพิทักษ์, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายวสันต์
สร้อยพิสุทธิ์ และประธานศาลปกครอง นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล
มาร่วมอภิปรายในหัวข้อดังกล่าว
ตรวจสอบหรือคุกคามศาล?
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า
โลกาภิวัตน์ในมุมมองของเขาคือ การขึ้นเวทีด่าศาลได้เป็นปกติ ทั้งข่มขู่
คุกคาม มีการแจกเบอร์โทรศัพท์คนในครอบครัว
“เป็นปรากฏการใหม่ที่ค่อยๆ ลุกลาม พวกผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้
แม้แต่ศาลอาญาเองก็น่ากลัว มีม็อบบุกเข้าไปถึงบัลลังก์พิจารณา
ใส่เสื้อสีเดียวกันเต็มห้อง ออกมานอกห้องก็มี
ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องมีตำรวจมาอารักขา นีคือโลกาภิวัตน์สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ”
วสันต์ กล่าวและว่า ทั้งที่การเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญนั้น
มีกฎกติกาที่ไม่เชิญชวนให้ใครเข้าไปเป็นอยู่แล้ว
ไม่ว่าในแง่รายได้หรือชีวิตความเป็นอยู่ ความเป็นส่วนตัว
โดยที่กฎหมายก็ไม่คุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญ สามารถวิจารณ์ได้
เพราะมองเป็นคดีการเมือง ซึ่งหากเป็นการวิจารณ์เชิงวิชาการก็ไม่มีปัญหา
และอันที่จริงแล้วมีคดีการเมืองไม่ถึง 20% อย่างไรก็ตาม
เมื่อเข้าไปทำหน้าที่แล้วก็ต้องอดทนเพื่อให้บ้านเมืองสงบ
เบื้องหลังการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังอธิบายถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่าสุด
เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญด้วยว่า
ยังคงยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้
สำหรับคำนิจฉัยกรณีล่าสุดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น เขาอธิบายว่า
ในวันนัดตัดสินตุลาการทุกคนถือความเห็นส่วนตัวของตนมาคนละฉบับ
เมื่อแถลงความเห็นและทราบมติแล้ว ก็จะมีการร่างคำวินิจฉัยกลางขึ้นมาทันที
ซึ่งทำให้เกิดการลน ทำไม่ทัน จนเกิดคำวินิจฉัยที่ถูกวิพากษ์มากเช่น
ที่เกี่ยวกับการเปิดพจนานุกรม ในระยะหลังจึงปรับเปลี่ยนกระบวนการ
โดยการตั้งประเด็นว่าเรื่องนี้มีทางออกี่ทาง
แล้วให้เจ้าหน้าที่ยกร่างไว้ทุกทางโดยเรียบเรียงเหตุผลให้ครบถ้วนในแต่ละทาง
เมื่อเสียงข้างมากสรุปออกมาเป็นแนวทางไหน ก็จะตรวจแก้ปรับปรุงร่างที่ยกไว้
จึงทำให้คำวินิจฉัยช่วงหลังค่อนข้างเนียน
คำวินิจฉัยส่วนตัว ออกสัปดาห์หน้า
วสันต์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คำวินิจฉัยกลางออกแล้ว
เหลือแต่คำวินิจฉัยส่วนตัว
ซึ่งตุลาการต้องส่งฉบับที่จัดทำไว้แล้วให้เจ้าหน้าที่ตรวจทานความถูกต้องใน
รายละเอียดทำให้ล่าช้า ขณะนี้แล้วเสร็จแล้ว 3 คน
คาดว่าจะเผยแพร่ได้ในสัปดาห์หน้า
ศาลฎีกาเห็นด้วย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำแนะนำได้
ธานิศ เกศวพิทักษ์ รองประธานศาลฎีกา
กล่าวถึงคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า
เห็นด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญควรให้คำแนะนำ
เพราะเป็นกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะ
เมื่อพบว่าเขาทำไม่ถูกต้องก็ควรให้คำแนะนำว่าที่ถูกต้องนั้นควรทำอย่างไร
สำหรับประเด็นในการเสวนา รองประธานศาลฎีกากล่าวว่า
ผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ที่สำคัญคือการมีเครื่องมือสมัยใหม่ในการกระทำผิด
ทำให้เกิดคดีต่างๆ และเกี่ยวพันกับศาลโดยตรง
ดังนั้นจึงเป็นคำถามสำคัญว่าเราจะจัดระบบยุติธรรมเพื่อรองรับโลกาภิวัตน์
อย่างไร คำตอบรูปธรรมเบื้องต้น คือ ปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เช่น
1.ขยายความคิดฐาน “สมคบกัน” เพื่อกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
2.เพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการริบทรัพย์ 3.ขยายความผิดสากลให้กว้างขึ้น
เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมสากล
4.ปรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีการใช้ Class-Action
ซึ่งหมายถึงให้มีการดำเนินคดีเป็นกลุ่มได้
เพื่อรวมความเสียหายให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้คนตัวเล็กๆ
สามารถต่อสู้กับบริษัใหญ่ได้ และยังมีเงินรางวัลให้กับโจทก์ที่ชนะคดีด้วย
ศาลแรงงานเตรียมปรับ รับเปิดเสรีอาเซียน
ธานิศ กล่าวต่อถึงการรับมือกับโลกาภิวัตน์ว่า
ต้องมีการยกระดับมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม เช่น
ให้เรื่องสิทธิมนุษยชนมีบทบาทมากขึ้น, ใช้นิติวิทยาศาสตร์มากขึ้น,
ระดมบุคลากรในสหวิชาชีพมามีส่วนร่วม, เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
และคำนึงถึงกติกาประชาคมโลก โดยรองประธานศาลฎีกาได้ยกตัวอย่างว่า ในปี 2558
จะมีการเปิดเสรีอาเซียน ซึ่งจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก
ศาลแรงงานได้มีการเตรียมรองรับเรื่องนี้อย่างเต็มที่
จากที่ผ่านมาจะถูกติเตียนมากในการวินิจฉัยว่าเมื่อแรงงานเข้าเมืองไม่ถูก
กฎหมายก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ
แต่ตอนนี้ถึงเวลาปรับแนวคิดผู้พิพากษาแล้ว
เนื่องจากองค์กรแรงงานโลกก็ร้องขอมาตลอดไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ
และเรื่องนี้ก็เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม
โดยถึงที่สุดเราหวังว่าเมื่อศาลไทยเคารพกติกาโลก
ศาลในประเทศอื่นก็จะเคารพกติกาโลกและคุ้มครองแรงงานไทยเช่นเดียวกัน
กังวล ร่างพ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ทำประชาชนไม่เท่าเทียม
ส่วนข้อควรระวัง รองประธานศาลฎีการะบุว่า
การเอาหลักหรือกฎหมายใดจากสากลมาปรับใช้ ต้องคงหลักการสำคัญไว้ เช่น
ร่างพ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ที่กำลังทำกันอยู่นั้น
ในฐานะที่ร่วมเป็นกฤษฎีกาด้วยรู้สึกเป็นกังวลมาก
เพราะเป็นการใช้หลักกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
ให้ไกล่เกลี่ยในชั้นสอบสวน หรือชะลอการฟ้องในชั้นอัยการ
ในคดีซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
ซึ่งยกอำนาจให้พนักงานสอบสวนและอัยการเป็นผู้ตัดสินใจโดยที่ศาลไม่สามารถ
เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งเชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้
ผู้ที่ได้ประโยชน์คือคนมีเงินมีบารมี
ซึ่งประชาชนจะไม่เสมอภาคกันภายใต้กฎหมายอีกต่อไป
“การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจำเป็นถ้าเอาหลักต่างประเทศมาก็ควรต้องเอาหลัก
ทั้งหมดที่เป็นแกนสำคัญคงไว้ด้วย... ระบบศาลไทยยุคปัจจุบัน
ถ้าจะปรับเปลี่ยนก็อย่าไปปรับในโครงสร้าง มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหาย ”
ธานิศ กล่าว
ย้ำตุลาการมีอำนาจจำกัด เสนอมีระบบคุ้มกัน
หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด
กล่าวถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจ
และความสำคัญของอำนาจตุลาการในการตรวจสอบอำนาจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม
มักมีพูดกันมากว่าตุลาการมีอำนาจมากจนเกินไปจนกลายเป็นวาทกรรม
โดยที่ไม่มีใครอธิบายเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เพราะอำนาจตุลาการนั้นมีกรอบจำกัด ไม่สามารถแม้แต่จะไปเริ่มเรื่องต่างๆ
เหมือนองค์กรอื่น ส่วนที่ประมุขของศาลต่างๆ
ไปร่วมคัดเลือกตัวแทนองค์กรอิสระอื่นๆ นั้น
ไม่ใช่การใช้อำนาจตุลาการดังที่หลายคนเข้าใจแต่อย่างใด
นอกจากนี้ที่ผ่านมาก็พบว่าศาลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชน
ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกข่มขู่คุกคามถึงขั้นเอาชีวิตก็มี
จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีระบบคุ้มครองตุลาการอย่างจริงจัง
ศาลปกครองมั่นใจระบบพิจารณา ทีมวิชาการปึ้ก
ประธานศาลปกครองสูงสุดกล่าวต่อไปว่า สำหรับศาลปกครอง
มั่นใจได้ว่ามีกการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและเท่าทันสถานการณ์
เพราะลักษณะเด่นของวิธีพิจารณาความของศาลปกครองนั้นใช้ระบบไต่สวนซึ่งนอกจาก
คู่ความแล้ว ศาลก็สามารถค้นหาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานเพิ่มเติมได้
โดยศาลปกครองมีคณะกรรมการวิชาการหลายคณะซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ
และคอยสนับสนุนข้อมูลทั้งในและต่างประเทศให้ผู้พิพากษา
ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วม มีคดีมาที่ศาลปกครองเกือบ 2,000 คดี
ฝ่ายวิชาการได้สำรวจล่วงหน้าไว้แล้วว่าคดีแบบนี้ในต่างประเทศมีระบบจัดการ
เช่นไร
ทำให้ศาลมีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินคดีประเภทนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาและ
ยุติธรรม
สำหรับการเปิดรับอาเซียน ประธานศาลปกครองกล่าวว่า
มีการเตรียมการไว้แล้วอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่ามันจะเกิดปัญหาต่างๆ
ด้านคดีความตามมาไม่น้อย เช่น เมื่อเกิดข้อพิพาท
ระบบวิธีพิจารณาของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน จะต้องมีการเจรจาตกลงกัน
หรือปัญหาด้านภาษาก็ตาม
ที่มา thaifreenews
บทความโดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา Thai E-News

ดูมันทำ-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใส่เสื้อแดงปราศรัยค่ำวานนี้ขอทวงคืนสีแดงมาเป็นของคนไทยทุกคน ปัญหา
บ้านเมืองที่วุ่นวายจนมีการเสียชีวิต เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี ยั่วยุปลุกกระดม วันนี้คนใส่เสื้อแดงจะต้องตัดสินใจ
ถ้าเป็นเสื้อแดงที่ยึดอุดมการณ์ต้องรู้แล้วว่าใครชักชวนให้มาต่อสู้เพียง
เพื่อเป็นเครื่องมือให้เขาแต่ไม่มีความจริงใจต่อกัน
และไม่แม้แต่หยิบยื่นความเป็นธรรม ให้
ทั้งนี้แม้ตนถูกล่าวหายกป้ายเป็นฆาตกร
แต่ไม่เคยเรียกร้องให้นิรโทษกรรมเพราะไม่ได้ทำ
แต่คนที่รู้แก่ใจว่ามีการฝึกฝนให้คนติดอาวุธใส่ชุดดำแฝงตัวกับกลุ่มผู้ชุม
กำลังจะให้นิรโทษกรรมแก่ตัวเอง
พี่น้องเสื้อแดงต้องไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้คนๆนั้นล้างผิดของตนเอง
แต่ถ้าใส่เสื้อแดงแล้วไม่ยอมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ตาย
ก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจากเป็นขี้ข้าทักษิณ
ถ้า
มีใครใส่เสื้อแดงเพราะไม่ชอบสองมาตรฐาน
ก็ต้องใส่เสื้อแดงที่เขียนว่าหยุดปรองดองจอมปลอมเหมือนกัน เพราะประเทศไทย
หรือประเทศไหนก็ตามไม่เคยทำให้คนร่ำรายเท่ากันได้
แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอ่างเสมอภาคกัน
ถ้าใส่เสื้อแดงไม่ชอบสองมาตรฐานแล้วมาชุมนุมต่อสู้แล้วต้องติดคุก
แต่กลับยอมคนที่ปลุกระดมแต่กลับไม่ต้องติดคุก
แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าสองมาตรฐาน







I ordered everything I am responsible

ตอนผมเรียน หนังสือที่ประเทศอังกฤษ หากผมอยากได้ประโยชน์จากการเป็นคนอังกฤษ ผมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ผมก็แสดงตนตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมเป็นนักเรียนต่างชาติ คุณแพ่คุณม่อ คุณพ่อคุณแม่ผมก็เป็นออกค่าใช้จ่าย

ที่มา Thai E-News
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

ที่มา uddred
ข่าวสด 30 กรกฎาคม 2555 >>>

ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51