WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 18, 2011

ความกลัว

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 มีนาคม 2554)

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงและคลื่นสึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่น ทำให้เราพบเห็นอะไรหลายอย่าง

ตั้งแต่การตั้งคำถามถึงระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

การได้เห็นถึงความรัก ความห่วงใย ที่เพื่อนมนุษย์บนโลกนี้มีให้ต่อกันอย่างน่าชื่นชมและเปี่ยมความหวัง

การได้เห็นโครงสร้างทางสังคมอันแข็งแรงของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถรับมือกับปัญหารุนแรงที่เกิดขึ้นได้ "นิ่ง" มากๆ

แต่อีกสิ่งหนึ่ง ที่พวกเราได้เห็น ก็คือ "ความกลัว"

บางครั้ง "ความกลัว" ก็อาจไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไร เช่น "ความกลัว" ทำให้เรารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติเป็นบางวาระ

ทว่าบางครา ถ้าเรา "กลัว" เกินไป อะไรต่อมิอะไรก็อาจสับสนวุ่นวายและ "พัง" ตามมา

มนุษย์คงไม่สามารถหลีกเลี่ยง "ความกลัว" ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเองได้

แต่เมื่อ "กลัว" ได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว ทำอย่างไรเราถึงจะมีสติมากำกับ "ความกลัว" ดังกล่าว

เช่น เมื่อกลัวแผ่นดินไหว กลัวสึนามิ กลัวภัยจากสารกัมมันตรังสี ฯลฯ

ควรทำอย่างไรเราจึงจะสามารถแปรผัน "ความกลัว" ที่เกิดขึ้น ไปสู่การแสวงหา "ความรู้" ที่ถูกต้อง

ไม่ใช่ "กลัว" แล้ว "ฟุ้ง" จนทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่มิใช่การแก้ปัญหา หรือทำให้ปัญหาที่หนักอยู่แล้วมีอาการสาหัสมากยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งยังทำให้บรรดา "เซลส์แมนขายวิกฤต" มีโอกาสหากินกับธุรกิจ "ความกลัว" ได้ง่ายขึ้น

เท่าที่ตามข่าวจากสื่อไทยและต่างประเทศ (อย่างไม่ได้เกาะติดตลอดเวลา) ดูเหมือนอาการตื่นตระหนกตกใจหรือ "กลัว" เกินเหตุ จะเกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่นไม่มากนัก

เผลอๆ อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคนชั้นกลางไทยแถว กทม. มากกว่าคนญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

จะว่าไปแล้ว ปัญหาหลายๆ อย่างของสังคมไทย ก็มี "ความกลัว" เป็นปัจจัยสำคัญอยู่ด้วยเหมือนกัน

บ้างก็ "กลัว" ว่าอำนาจจะไม่อยู่ในมืออย่างสมบูรณ์เด็ดขาดดังเดิม จึงแก้ปัญหาด้วยการรวบอำนาจมากขึ้นอย่างผิดยุคผิดสมัย

ผลลัพธ์ก็ได้แก่ ความวุ่นวายไม่รู้จบ และการเสาะแสวงหา "จุดสมดุลทางอำนาจ" ไม่เจอ

บ้างก็ "กลัว" ว่าตัวเองจะดำรงตนอยู่อย่างไม่ปลอดภัย ท่ามกลางดุลอำนาจที่ยังไม่ลงตัวดังกล่าว

ฉะนั้น ถ้าจะ "ก้าวหน้า" ไปก็ไม่ดี แต่หาก "ล้าหลัง" เกินก็ไม่ได้

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า แล้วตรงไหนล่ะคือ "ทางสายกลาง" ซึ่งจะทำให้บุคคลกลุ่มนี้และผู้คนที่สนับสนุนพวกเขาพอใจพ้องกัน

และมีอีกไม่น้อยที่เลือกจะ "กล้า" ทว่าก็ยังอด "กลัว" ไม่ได้ ว่าตนเองจะต้องเผชิญกับอนาคตไม่แน่นอนในภายภาคหน้าอย่างไรบ้าง

เมื่อกลุ่มคนที่นำพวกตนอยู่เริ่มออกอาการ "กลัว"

แน่นอนว่า "ความกลัว" ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในแทบทุกปัญหาของชีวิตมนุษย์

แต่ถ้าเราเลือกจะมองเห็นเพียง "ความกลัว" และไม่พยายามแสวงหาปัจจัยอื่นๆ ของปัญหานั้นๆ แล้ว

เราก็คงแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย

พวกคุณเริ่ม "กลัว" กันแล้วใช่มั้ยล่ะ?

"สมเกียรติ" ชำแหละสัญญาโทรศัพท์ 3G ระหว่าง กสท และ ทรู:สัมปทานจำแลงในยุคอภิสิทธิ์

ที่มา มติชน





ในช่วงปลายเดือน มกราคม ที่ผ่านมา กสท โทรคมนาคม ได้ทำสัญญาในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G หลายฉบับกับบริษัทในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น หากดูผิวเผิน อาจเกิดความรู้สึกว่า สัญญาเหล่านี้จะทำให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ถ้าศึกษาให้ดีจะพบว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยกำลังจะถลำเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งความด้อยพัฒนาและปัญหาหมักหมมไปอีกนาน


แม้สัญญาที่เกี่ยวข้องจะมีหลายฉบับ สาระสำคัญส่วนใหญ่ก็อยู่ในสัญญาเพียง 2 ฉบับหลักที่เรียกว่า “สัญญาเช่า” และ “สัญญาขายส่ง” ในส่วนของสัญญาเช่านั้น กสท จะ “เช่า” อุปกรณ์โทรคมนาคมจาก บีเอฟเคที ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ทรู มาติดตั้งบนเสาโทรคมนาคมที่ กสท จะสร้างขึ้น


ในขณะที่สัญญา “ขายส่ง” นั้น กสท ก็จะนำเอาโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดที่มีคือ เสา และระบบสื่อสัญญาณที่สร้างขึ้น และอุปกรณ์ที่เช่ามาจากทรู นำมา “ขายส่ง” ให้ เรียลมูฟ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ทรู อีกแห่งหนึ่ง โดยเรียลมูฟ จะมีสิทธิในการใช้โครงข่ายดังกล่าว 80% ของความจุ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือของตน (ดูภาพประกอบ)


ในความเห็นของผู้เขียน สัญญาต่างๆ เหล่านี้มีปัญหาใหญ่ 2 ประการคือ ความชอบด้วยกฎหมายในการทำสัญญา และเนื้อหาของสัญญาที่ กสท. น่าจะเสียเปรียบ ทรู เป็นอย่างมาก

ในส่วนของข้อกฎหมายนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า สัญญาดังกล่าวเมื่อดูในภาพรวมแล้ว น่าจะเข้าข่ายเป็นสัญญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (กฎหมายร่วมทุน) เนื่องจากมีสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากสัญญาสัมปทานโดยทั่วไป

หากเป็นเช่นนั้นจริง การทำสัญญานี้ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดเช่น โครงการต้องผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์ และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ การคัดเลือกเอกชนคู่สัญญาต้องมีการแข่งขันเปิดกว้าง ไม่ใช่การคัดเลือกทรู มาเพียงรายเดียว

เราอาจมองได้ว่า การที่สัญญาระหว่าง กสท และทรู ถูกแบ่งซอยออกเป็นสัญญาย่อยๆ หลายฉบับนั้น เป็นความพยายามของคู่สัญญาในการหลีกเลี่ยงกลไกการตรวจสอบตามกฎหมายร่วมทุน ทั้งนี้ ผู้บริหารของ กสท. อ้างว่าสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุน

ทั้งที่หลายฝ่ายรวมทั้ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตั้งข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าว แต่กลับไปอ้างว่าอัยการให้ความเห็นชอบกับสัญญาต่างๆ แล้ว ทั้งที่อัยการเองก็ยังไม่น่าจะได้เห็นสัญญาครบทั้งหมด และในส่วนของสัญญาที่อัยการได้เห็น ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและให้คำเตือนต่างๆ มากมาย

นอกจากนี้ ในส่วนของ “สัญญาเช่า” ยังมีเนื้อหาที่กำหนดให้ กสท ต้องนำเอาคลื่นความถี่ของตนไปใช้กับอุปกรณ์ของเอกชนที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งน่าจะผิดบทบัญญัติของกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (กฎหมาย กสทช.) ที่ห้ามผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ นำเอาคลื่นความถี่ไปให้ผู้อื่นใช้ต่อ ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาดังกล่าวยังมีเงื่อนไขหลายข้อที่น่าจะขัดต่อบทบัญญัติเรื่องการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎระเบียบในการประกอบกิจการโทรคมนาคมอีกด้วย

ที่น่าพิศวงอีกประการหนึ่งก็คือ กสท กล้าทำสัญญาเช่าดังกล่าวกับทรู เป็นเวลาถึง 14.5 ปีทั้งที่โครงการยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์และยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนนตรีเลย โดยผู้บริหาร กสท. อ้างว่า กำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป ซึ่งน่าจะหมายความว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎระเบียบ

นอกจากความเสี่ยงที่จะขัดกับกฎหมาย 4-5 ฉบับดังกล่าวมาแล้ว ในส่วนของเงื่อนไขข้อสัญญา ผู้เขียนก็เห็นว่า ฝ่ายรัฐคือ กสท เสียเปรียบฝ่ายเอกชนอย่างชัดแจ้งหลายประการ เช่น จังหวะก้าวในการลงทุนทั้งหมด จะถูกกำหนดมาจากความต้องการของทรูเป็นหลัก ซึ่งผิดกับลักษณะการ “ขายส่ง”โดยทั่วไป ที่เจ้าของโครงข่ายจะเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนขยายโครงข่ายตามความต้องการของตนเอง

ที่สำคัญ ผลตอบแทนที่ กสท จะได้รับจากการทำสัญญาครั้งนี้ ไม่น่าจะคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ตนจะต้องลงทุนไป เพราะแม้แต่ในการประมาณการกรณีที่ดีที่สุด (best scenario) สำหรับ กสท. กสท. จะได้ผลตอบแทนจากการทำสัญญาดังกล่าวเพียง 1.4 หมื่นล้านบาท ตลอดเวลา 14.5 ปี ผลตอบแทนดังกล่าวน้อยมาก เมื่อพิจารณาว่า ลำพังมูลค่าของคลื่นความถี่ที่ กสท. จะต้องนำมาให้ทรูใช้ ก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.28 หมื่นล้านบาทแล้ว หากประเมินตามราคาที่ กทช. เคยตั้งไว้

ทั้งนี้ การคิดผลตอบแทนดังกล่าวยังน่าจะไม่ได้รวมภาระด้านเงินต่างๆ ที่ กสท. จะต้องแบกรับไว้ด้วยเช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่ต้องจ่ายให้ กทช. ประมาณ 2% และค่าบริการอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บที่อัตรา 4% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ตลอดจนต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่าจ้างพนักงานและค่าบริหารจัดการ

การทำสัญญานี้ ยังส่งผลให้ กสท. หมดสภาพความเป็น “ผู้รับใบอนุญาตประเภทที่มีโครงข่ายโทรคมนาคม” ไปโดยปริยาย เพราะจะมีสภาพแทบไม่แตกต่างจาก “ผู้รับเหมาก่อสร้างเสาโทรคมนาคม” เนื่องจากการดำเนินการตามสัญญาจะทำให้ กสท. ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ 3G เป็นของตนเอง และจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวลาไม่นาน

ในเวลาเดียวกัน ทรู จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการทำสัญญาดังกล่าว ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะได้สิทธิในการประกอบการต่อไปอีก 14.5 ปี โดยไม่ต้องห่วงว่าสัมปทานที่มีอยู่จะหมดอายุลงภายใน 2 ปี และจะได้คลื่นความถี่ฟรี โดยไม่ต้องไปประมูลแข่งกับผู้ประกอบการรายอื่น

นอกจากนี้ ทรูจะยังสามารถย้ายลูกค้าตามสัมปทานปัจจุบันไปใช้โครงข่ายใหม่ โดยไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ กสท. อีกต่อไป ทั้งหมดนี้ จะทำให้ทรูได้สิทธิในการเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์ 3G ก่อน และมีต้นทุนในการให้บริการต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งน่าจะนำไปสู่การผูกขาดตลาดการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงไร้สายในระยะยาว

นอกจากการสร้างการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมแล้ว “สัมปทานจำแลง” ระหว่าง กสท. และ ทรู นี้ยังจะทำให้ระบบสัมปทานซึ่งเป็นต้นตอของความล้าหลังและความฉ้อฉลในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คงอยู่ต่อไปอีกเกือบ 15 ปี และจะทำให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้

ไม่น่าแปลกใจว่า สัมปทานโทรคมนาคม เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลที่มีภาพพจน์แปดเปื้อนไปด้วยคราบไคลของการคอร์รัปชั่นเมื่อสองทศวรรษก่อน แต่ที่น่าสลดใจก็คือ สัมปทานจำแลงกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี ซึ่งย้ำอยู่เสมอว่า ตัวท่านไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และรัฐบาลของท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาล

จาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7414 ข่าวสดรายวัน วัดกระแส"ยิ่งลักษณ์"ลงส.ส.เพื่อไทย

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.องอาจ คล้ามไพบูลย์
2.ดิเรก ถึงฝั่ง
3.สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
4.สุรชัย ศิริไกร
5.ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ สุนทรชัย
จากกรณีที่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยวางตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนสุดท้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเบอร์ 1 ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งส.ส.ทั่วไป ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ มุ่งหวังนำมาเป็นจุดขาย สู้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จึงมีเสียงสะท้อนในมุมมองต่างๆ ดังนี้



องอาจ คล้ามไพบูลย์

รมต.ประจำสำนักนายกฯ

ประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์

หากพรรคเพื่อไทยจะส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงสมัคร ส.ส. เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราจะได้นักการเมืองหญิงเพิ่มเข้ามามากขึ้น และจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน

นอกจากนี้จะได้ชัดเจนเสียทีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศเล่นการเมืองเบื้องหน้า หลังจากอยู่ข้างหลังมานาน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กังวลหรือมีปัญหา เพราะตลอด 60 กว่าปีที่ผ่านมา พรรคเจอนักการเมืองหน้าใหม่ๆ หมุนเวียนมาต่อ สู้ด้วยอยู่ตลอด

ทั้งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงสมัครเลือกตั้งชัดเจนเช่นนี้ ไม่เกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ และคงไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนว่าจะให้ความไว้วางใจใคร





ดิเรก ถึงฝั่ง

ส.ว.นนทบุรี

การชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถ้าพูดในแง่ของตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถทำได้ แต่ความสามารถในการทำงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังสู้พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้แสดงบทบาททางการเมืองอะไรเลย หรือพูดง่ายๆ ยังไม่เห็นผลงาน และยังไม่รู้ว่ามีความแก่งแค่ไหน

แต่ถ้ามองอีกมุม การที่ประ เทศไทยจะมีนายกฯเป็นผู้หญิงสักคน เป็นอะไรที่น่าสนใจ ฉะนั้น ก่อนการเลือกตั้งนับจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องออกมาแสดงบทบาท รวมถึงความสามารถทางการเมืองบ้าง

ส่วนคะแนนเสียงเลือกตั้ง คงเป็นไปตามกระแสพรรคและกระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจได้เท่าเดิม หรือได้ไม่น้อยกว่าเดิมก็ได้ หรือหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจริง ในฐานะผู้หญิงคงไม่ทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงหรือลดลง มันขึ้นอยู่กับการทำงาน เพราะบ้านเมืองมีปัญหาหมักหมมหลายอย่าง เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศต้องแก้ไข สร้างความปรองดองให้กับคนในชาติให้ได้

หากจะเปรียบการทำงานระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับนายกฯอภิสิทธิ์ ถ้าถามขณะนี้ไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่เห็นผลงานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องให้เวลาทำงานก่อน ถึงจะเปรียบเทียบกับนายกฯอภิสิทธิ์ได้

หรือถ้าได้ทำงานแล้ว จะเป็นคำถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การเมือง จะทนต่อกระแสได้หรือไม่ เพราะการเป็นนายกฯ มักมีแรงเสียดทานมาก ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ เมื่อโดนกระตุกเข้าหน่อย ดีไม่ดี อาจม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนกำหนด เราต้องวัดใจกันตรงนี้ด้วย



สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

คณะกรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

ในฐานะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คงทำให้การเมืองมีสีสันมากขึ้น ยิ่งเมื่อตัดสินใจเข้ามาทำงานการ เมืองอย่างเปิดเผยเต็มตัว เชื่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยคงมีกำลังใจกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อประชาชนและประเทศชาติ เนื่องจากมีตัวเลือกในการทำหน้าที่บริหารประเทศมากขึ้น

แต่ถ้าหลายคนจะมองว่าเป็นตัวแทนของอดีตนายกฯทักษิณ คงเป็นการมองอย่างอคติ เพราะไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งใครขึ้นมา ต้องถูกมองว่าคนๆ นั้นเป็นเงาอดีตนายกฯทักษิณทั้งนั้น

ที่ผ่านมาทั้ง นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ถูกมองอย่างนั้น ซึ่งไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอะไร จะเกิดการตัดสินในความรู้สึกของคนเป็นเช่นนั้น

ผมไม่อยากให้มองอย่างนั้น แต่สิ่งที่ควรมองเป็นสำคัญคือ สามารถเข้ามาแก้ปัญหาให้สังคมไทย ให้ประเทศไทยและได้รับความไว้วางใจได้หรือไม่มากกว่า

ส่วนจะทำให้เกิดภาพปรองดองมากขึ้นหรือไม่เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้หญิงนั้น มองว่าทุกวันนี้สังคมไทยให้ความเสมอภาค ความเท่าเทียม เชื่อว่าศักยภาพของบุคคลในการทำงานจะทำให้ประชาชนไม่มีเส้นแบ่งเรื่องเพศ ชาย หรือหญิง

ทั้งนี้ ความปรองดองไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชายหรือหญิง แต่อยู่ที่เจตนารมณ์มากกว่า ว่าจะนำนโยบายเดินไปสู่สันติสุขอย่างไร ดังนั้น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจึงไม่สำคัญ



สุรชัย ศิริไกร

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



การชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นความพยายามหนึ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการกลับมาทำงานการเมือง เพราะเล็งเห็นแล้วว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมา เนื่องจากต้องคำพิพากษาอยู่ จึงเป็นไปได้ว่า การชู น.ส. ยิ่งลักษณ์ เพื่อมุ่งช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย นิรโทษกรรม

อีกทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่กล้าไว้ใจคนอื่น นอกจากสายเลือดตัวเองเพราะเคยมีบทเรียนมาแล้วในเรื่องการทรยศหักหลัง ขณะเดียวกันก็เกิดภาพชัดเจนในเรื่องการเป็นนอมินี

ที่สำคัญ การชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าเดิม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน ยังนิยมในตัวพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ ตรงนี้จึงไม่น่ามีปัญหา

ประกอบกับกระแสของพรรคประชาธิปัตย์ตกลงอย่างมาก ดูได้จากผลโพลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อีก และกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯก็ไม่เห็นมีอะไร มีแต่ทำให้คนเสื่อมศรัทธา ตรงนี้ยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ขณะที่การทำงาน หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลจริง ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีทีมงาน ที่ปรึกษาที่ดีอยู่แล้วว่าควรเล่นและแสดงบทบาทไปทางไหน รวมทั้งมีการแนะนำแนวทางจากพ.ต.ท.ทักษิณ

จึงขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะการตัดสินใจส่วนตัวว่าจะเข้มแข็งแค่ไหน อะไรที่ต้องเด็ดขาดก็ต้องตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการมีนายกฯเป็นผู้หญิงคงไม่ใช่ประเด็นทำให้การเมืองลดความร้อนแรงลง





ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ สุนทรชัย

ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย

เป็นเรื่องดีที่พรรคชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 แต่กลัวว่าเจ้าตัวจะไม่ตัดสินใจลงสมัคร การเสนอชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่ใช่ความประสงค์ของเจ้าตัว

แต่ทางคณะทำงานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทยต้องการให้มาเป็นส.ส. เพราะเห็นว่ามีความรู้ความสามารถ ต้องการให้มาเรียนรู้การทำงานการเมืองก่อนจะก้าวไปสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งอื่นๆ ต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่อาจจะไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะสู้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯไม่ได้ ผมเชื่อว่าสู้ได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนที่มีความสามารถ เป็นนักธุรกิจที่บริหารงานมูลค่านับแสนล้านบาทได้ประสบความสำเร็จ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้หรือคุณสมบัติอะไรเป็นพิเศษ

อีกทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังคลุกคลีช่วยงานพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย เกี่ยวกับการเมืองมานาน ตั้งแต่ปี 2544 และลงพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งศึกษาโครงสร้างการทำงานของพรรค ถือว่ามีคุณสมบัติที่เป็นนายกฯได้

มั่นใจว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีโอกาสที่จะชนะ เพราะมีจุดขายเรื่องนโยบายพรรค เป็นบุคคลที่ฉลาด อ่อนน้อมถ่อมตน และสามารถพูดคุยกับทุกฝ่ายได้

ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้แสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายพรรคก่อนจะตัดสิน เปรียบเหมือนชกมวย หากยังไม่ขึ้นเวทีก็ยังไม่เห็นว่าฝีมือเป็นอย่างไร และเราเชื่อว่านักมวยของเราฝีมือไม่เป็นรองใคร จึงไม่จำเป็นต้องมีตัวช่วยเป็นพิเศษ เพราะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำการบ้านเตรียมตัวเป็นอย่างดี

ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนจะให้โอกาส เพราะถือเป็นตัวแทนในการทำงานทางการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณ ทางหนึ่งด้วย

ปิดประตู"ปรองดอง"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ใกล้ถึงวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์สลายม็อบแดงจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือนก็จะเป็นวันที่ม็อบเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ 19 พ.ค.นี้

คาดการณ์กันว่าจะมีผู้ชุมนุมนปช.มาร่วมรำลึกเหตุ การณ์ทมิฬเรือนแสนคนทีเดียว

จึงเป็นอีกเหตุสำคัญให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจอทางตัน ตัดสินใจยุบสภาก่อนม็อบแดงชุมนุมใหญ่

ต้องย้อนถามรัฐบาลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและลุกลามบานปลายจนถึงทุกวันนี้

เกิดจากน้ำมือใคร!?

ตอบได้ง่ายๆ และตรงประเด็นที่สุดก็คือ

รัฐบาลนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ

หลังเหตุการณ์สลายม็อบ 91 ศพบาดเจ็บอีก 2 พันคนแล้ว

รัฐบาลไม่เคยทำความจริงให้ปรากฏ

กลับโยนความผิดทั้งหมดให้คนชุดดำและคนเสื้อแดง

โดยเฉพาะคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล

ตลอดเวลาเกือบปีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปัดความรับผิดชอบ

ยิ่งเพิ่มความคั่งแค้นใจให้กับผู้ที่สูญเสีย!


สรุปง่ายๆ คือไม่มีโอกาสจะเกิดความปรองดองได้เลย ในยุคของนายกฯ ชื่ออภิสิทธิ์

เช่นเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งมีทัศนคติที่เลวร้ายต่อคนเสื้อแดงมาตั้งแต่แรก

ระยะหลังก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น

ฟาดฟันเอาเป็นเอาตายกับแกนนำนปช.แทบทุกวัน

ย้ำแทบทุกวันว่าเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง

แต่ในทางคดีก็ยังไม่เห็นจะจับกุมคนเผาบ้านเผาเมืองได้เสียที

คนเสื้อแดงจ้างทนายฝรั่งผลักดันคดี 91 ศพสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ก็กล่าวหาว่ารับเงินทักษิณมาทำลายประเทศชาติ

ต้องถามกลับไปว่าการทวงความยุติธรรมคดี 91 ศพที่ดูแล้วไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้เลยในรัฐบาลนี้

มันทำลายประเทศชาติตรงไหน!?

ยิ่งล่าสุดนายสุเทพปลุกผีคอมมิวนิสต์

กล่าวหานปช.ยึดแนวทางเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต

ตรงนี้ยิ่งอันตราย!

แทบไม่เชื่อเลยว่านายสุเทพจะใช้วิธีการแบบนี้จัด การกับคนเสื้อแดง

ปลุกกระแส "ขวาจัด" สร้างความเกลียดชังในสังคม

เหตุการณ์วิปโยคในอดีตเป็นบทเรียนอยู่แล้ว

แต่นายสุเทพยังเลือกใช้วิธีนี้อีก

พฤติกรรมของทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ

เท่ากับว่าปิดประตู "ปรองดอง" ไปเรียบร้อยแล้ว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ชีวิตประชาชน ต้องเลือกได้
หามีใคร ขีดเส้น เป็นโน่นนี่
อย่าใช้ความ จัญไร ใจอัปรีย์
แล้วย่ำยี ศรัทธา ประชาชน....

ใช้วาจา สามหาว เรื่องราวเท็จ
สูตรสำเร็จ ต่ำช้า พาสับสน
ใช้อำนาจ หักเห ด้วยเล่ห์กล
หวังพวกตน ยิ่งใหญ่ ในปฐพี....

เพราะเส้นทาง ชีวิต มีสิทธิ์เลือก
อย่าริเสือก นำพา มาปลุกผี
ประชาราษฎร์ รู้ได้ ใครชั่วดี
อย่าอัปรีย์ ชี้นำ ระยำคน....

อยากกินดี อยู่ดี มีความสุข
คิดถึงยุค ผ่านมา พาสุขล้น
ก็เลือกพรรค เพื่อประชา มหาชน
จะช่วยดล สิ่งดีงาม ติดตามมา....

อยากวิกฤติ ทั่วถิ่น แผ่นดินแยก
ก็เชิญแบก พรรคนั้น ตามฝันหา
เลือกหน้าหล่อ ดีแต่พูด สุดพรรณา
เชิญประชา ตัดสินใจ เลือกได้เอง....

๓ บลา / ๑๘ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คลิป ส ส วิเชียร และ ส ส วรวัจน์ ปราศรัย 17 มี.ค 54

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

พิราบ dang

วิเชียร ขาวขำ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 1


http://www.youtube.com/watch?v=AwC5CN04iM4&feature=player_embedded

วิเชียร ขาวขำ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 2


http://www.youtube.com/watch?v=Y5WD_74EcJ0&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 1


http://www.youtube.com/watch?v=vWsNLpakJjo&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 2


http://www.youtube.com/watch?v=duePQRFtvYs&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 3


http://www.youtube.com/watch?v=iogBwHitnGE&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 4

http://www.youtube.com/watch?v=AkXJN5p80FI&feature=player_embedded

http://www.internetfreedom.us/thread-17662.html

คลิปที่ห้ามเปิดในสภา ชาติชาย ซาเหลา ถูกยิง

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

เพียงดิน

ชาติชาย ชาเหลา เสียชีวิต

http://www.youtube.com/watch?v=JeoV-p2_GY0&feature=player_embedded



ttp://www.internetfreedom.us/thread-17643.html

สำหรับคนทีดูไม่ทัน จตุพร อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

เพียงดิน

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...BukxKB9zrU

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...cReNiZBfkE

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...a8RXaSiSjk

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...HGv3zUT-ME

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...qfDFiGPbSc

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...W4Zk1mOhuU

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...leNhjoU0-Q

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...Mf0EDWsPSE

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...r7MRRfb_KU

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...KqM7c-bOxo

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...qox4lOMJsI

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...0AZx2KNcI0

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...CvP8PVf9VE

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...u5VPQeuvWg

ประกายทุนเสวนา“น้ำมันปาล์มและน้ำตาลทราย กับการบิดเบือนกลไกตลาด”

ที่มา ประชาไท

วานนี้ 17 มีนาคม 2554 เวลา 14.00 -16.00 น. กลุ่มประกายทุนจัดงานเสวนาในหัวข้อ “น้ำมันปาล์มและน้ำตาลทราย กับการบิดเบือนกลไกตลาด” ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน คือ รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ และ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิทยากรได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงต้นตอปัญหาการขาดแคลนสินค้าเกษตร 2 ชนิดในท้องตลาดวันนี้ ซึ่งก็คือ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และ รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ แจงปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มในท้องตลาดว่า เกิดจากสองปัจจัยหลักได้แก่ การแทรกแซงจากรัฐ และปัญหาตามธรรมชาติที่ปริมาณผลผลิตปาล์มดิบลดลงเนื่องจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2553
ในปัจจัยแรกนั้น รัฐบาลแทรกแซงบิดเบือนกลไกตลาดโดยร่วมมือกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์แบบผูกขาดในประเทศไทย ซึ่งมีรายใหญ่อยู่ 6 ราย ทำการควบคุมปริมาณสินค้าน้ำมันปาล์มไม่ให้ออกสู่ท้องตลาดอย่างเพียงพอเพื่อให้เกิดภาวะน้ำมันปาล์มขาดตลาด แล้วราคาก็จะสูงขึ้นจากนั้นก็ค่อย ๆ ทะยอยปล่อยน้ำมันปาล์มที่กั๊กไว้ออกมาเป็นช่วง ๆ ทำให้สามารถกินกำไรส่วนต่างของราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
ประกอบกับมีนโยบายจากรัฐคอยสนับสนุนหลายด้าน เช่นการห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์ม (แต่ไม่ห้ามส่งออก) มาภายหลังที่สถานการณ์ขาแคลนสุกงอมจึงมีการให้โควต้านำเข้าน้ำมันปาล์ม ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มรายใหญ่นั่นเองที่เป็นผู้นำเข้า
นอกจากนี้รัฐบาลยังกดราคาน้ำมันปาล์มให้อยู่ที่ขวดละ 47 บาท ในขณะที่ยกราคาปาล์มดิบขึ้นไปสูงสุดถึงราว 10.5 บาทต่อกิโลกรัม ในหลักเศรษฐศาสตร์ที่ราคาน้ำมันปาล์มกับราคาปาล์มดิบไม่สมดุลกันเช่นนี้จะทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น ซึ่งขายน้ำมันปาล์มกันสูงถึงขวดละ 70 บาท ทำให้น้ำมันปาล์มส่วนหนึ่งหายไปจากตลาดสว่าง
ส่วนในปัจจัยหลังคือช่วงไตรมาสที่สี่ของปีที่ผ่านมา เกิดภาวะที่ผลผลิตปาล์มลดน้อยลงจริง หรือที่เรียกว่า ”ช่วงปาล์มขาดคอ” คือปาล์มต่อต้นให้ลูกน้อยลงอันเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ขาดปุ๋ย ขาดการบำรุงรักษา และน้ำท่วมพื้นที่ปลูกปาล์มจำนวนหนึ่ง ทำให้ปาล์มดิบขาดแคลนบวกกับการห้ามนำเข้าปาล์ม จึงทำให้ราคาปาล์มดิบสูง เรื่องนี้ทางโรงงานแปรรูปปาล์มก็รู้ จึงไปแย่งซื้อผลปาล์มดิบ เกษตรจึงได้ราคาดี และน้ำมันปาล์มอีกส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปทำไบโอดีเซลด้วย ทว่าปัจจัยนี้ไม่ใคร่สำคัญเท่าปัจจัยแรกอันทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันปาล์มขึ้น
กล่าวโดยสรุปของเหตุการณ์ในครั้งนี้คือ กลุ่มคนบางกลุ่มร่วมมือกับคนจากภาครัฐทำให้น้ำมันปาล์มขาดแคลนเพื่อฟันกำไรส่วนต่างที่เกิดจากการแทรกแซงแล้วมาแบ่งกัน กระบวนการทั้งหมดนี้มีการวางแผนล่วงหน้ามาแล้วระยะหนึ่งและดำเนินไปตามขั้นตอนที่วางไว้ครบถ้วนกระบวนการ งานนี้จึงมีบางกลุ่มได้ผลประโยชน์ไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลักให้ประชาชนผู้บริโภครับกรรมไปเต็มที่เช่นกันด้วยการแย่งกันซื้อน้ำมันปาล์มในราคาที่แพงมาก และติดอยู่ในภาวะวิตกกังวลต่อการขาดสินค้าบริโภค
รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ ได้เสนอแนะทางแก้ปัญหานี้ว่า ควรปรับราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มขึ้นแล้วปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มจะอยู่ที่ราวขวดละ 50 – 60 บาท อย่าไปแทรกแซงแต่ว่าการเมืองชอบแทรกแซงเพื่อจะได้มีคนได้เสียผลประโยชน์ เพราะว่าราคาสินค้าเกษตรแต่ละชนิดมีขึ้น-ลงตามธรรมดา ช่วงที่ราคาสูงก็จะชดเชยช่วงที่ราคาต่ำ แต่ตอนนี้ไปกดราคาไม่ให้สูงมันก็ไม่ได้ชดเชยกันจึงเกิดปัญหา เพราะพอช่วงที่ราคาต่ำก็ไปชดเชยให้ไม่ได้ อีกประการหนึ่งสินค้าเกษตรมีการทดแทนกันอยู่แล้ว เช่น ถ้าเนื้อหมูแพงคนก็หันไปกินไก่ ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไก พ่อค้าต่าง ๆ ก็สามารถคาดการณ์ทิศทางการค้าขายได้
ส่วนในเรื่องของน้ำตาลก็ใกล้เคียงกัน รศ.ดร.ประยงค์ และ รศ.ดร.พิชิต ยืนยันว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ไม่ควรวิตกว่าน้ำตาลจะขาดแคลน เพราะราคาในตลาดโลกยังคงปกติ ส่วนที่ห่วงกันว่าการเอาอ้อยไปทำเอทานอลแล้วอ้อยจะขาดแคลนทำให้ราคาน้ำตาลสูงนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะโรงงานมีทางเลือกที่จะไปผลิตจากมันสำปะหลังได้
สิ่งหนึ่งที่จะยืนยันเสถียรภาพของน้ำตาลในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทสไทยกับสมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ที่ต่างก็เป็นผู้ผูกขาดด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายแรกผูกขาดการขายส่วนฝ่ายหลังผูกขาดการซื่อและการผลิต ทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจการต่อรองที่ใกล้เคียงกันและต่อรองกันอยู่ตลอดเวลา สหพันธ์ชาวไร่อ้อยกับโรงงานมีระบบแบ่งปันผลประโยชน์กันแบบ 70-30 ตามลำดับ ระบบนี้จะกำหนดทั้งปริมาณและราคาที่ขายในประเทศ (โควต้า ก.) ในกรณีที่ชาวไร่อ้อยกับโรงงานตกลงกันไม่ได้ เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะเข้ามาเป็นกรรมการคนกลางช่วยตกลงผลประโยชน์โดยการบอกให้โรงงานรับซื้ออ้อยทั้งหมดบ้าง เป็นต้น นี่ก็ถือเป็นการแทรกแซงจากรัฐบาลเพื่อจะอ้างการันตีว่าผู้บริโภคจะมีปริมาณน้ำตาลบริโภคเพียงพอ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือชาวไร่อ้อยและโรงงานต่างก็จะได้ประโยชน์สูงสุดด้วยการพยายามทำให้ราคาน้ำตาลในประเทศสูงไว้ เพราะราคามันจะไม่ลง แต่ราคาในตลาดโลกจะขึ้น-ลงตามกลไก พอราคาโลกสูงก็จะมีการลักลอบส่งออกไปขาย
ช่วงท้ายของการเสวนาพูดคุย วิทยากรตั้งข้อสังเกตเชิงสรุปว่า กลไกตลาดมักถูกรัฐบาลแทรกแซงโดยมีเรื่องการเมืองและผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง คนที่สูญเสียคือผู้บริโภคที่แบ่งเบาความเสียหายกันไปคนละเล็กคนละน้อยเพราะเป็นคนทั้งประเทศ แต่ละคนจึงไม่ค่อยรู้สึกเสียหายอะไร แต่ผลประโยชน์ไปตกที่คนไม่กี่คนที่รับไปเต็ม ๆ.

จดหมายรักจากพ่อ: บทบันทึกก่อนถูกตัดสินจำคุก 13 ปีในคดีหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท

เปิดจดหมายที่ ‘ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล’ นักโทษคดีหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เขียนถึงลูกชายวัย 10 ขวบ นับตั้งแต่เขาถูกจับในเดือนเมษายนปีที่แล้ว และมีความจำเป็นต้องฝากลูกไว้กับคนรู้จักนานนับปี ก่อนจะถูกตัดสินจำคุก 13 ปีไปเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา

หมายเหตุ เว็บไซต์สำนักกฎหมายราษฎร์ประสงค์ ประชาสัมพันธ์การบริจาคค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูลูกชายของธันย์ฐวุฒิผ่านบัญชีของลูกชายโดยตรง ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขา คาร์ฟูร์ แจ้งวัฒนะ เลขที่บัญชี 583-2-07692-0 (เนื่องจากเกรงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กจึงขอปิดชื่อบัญชี สามารถโทรสอบถามชื่อบัญชีได้ที่ 0-2690-2711)