ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ก็ยังละเลงกันไม่จบกรณีโฟร์ซีชั่น ที่เราเห็นการเปิดเกมโดยนายเอกยุทธ์ นักโกงแชร์หนีคดี ตามมาด้วยแก็งค์ไอติมของพรรค ปชป. เอาไปพูดสองแง่สองแง่สองง่าม เพื่อสร้างกระแส ให้รังสิมา ตั้งกระทู้่ถามในสภา
แล้วพวกสื่อสายอำมาตย์ แบบผู้จัดการก็เอาไปขยายความต่อ เพื่อสร้างกระแส "ละเลง" ให้เละ ตามความถนัดของ พวก ปชป. และพวกคนชั่ว
พอ นักธุรกิจที่ไปพบนายกฯจริงที่โฟร์ซีชั่นออกมายอมรับว่าไปพบจริง แต่เป็นเป็นกลุ่ม ซึ่งก็คงไปคุยกับนักธุรกิจใหญ่ เพื่อฟังความเห็นแบบยุคนายกฯทักษิณทำที่นัดนักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ เพื่อคุยฟังความเห็นในเรื่องการแก้ปัญหาต่าง ๆ แต่นายกฯทักษิณเป็นผู้ชาย ก็เลยไม่ถูกสร้างประเด็นแบบชูสาว คาวโลกีย์อะไรนี่
และผมเชื่อว่า นักธุรกิจใหญ่ ก็คงไม่อยากเปิดตัวให้ดัง ว่าเข้าไปคุยกับนายกฯ เพราะ "การเมืองแบบเลือกข้าง" มันส่งผลต่อธุรกิจชัดเจน แต่ปัญหาระดับชาติก็มี
ตอนนี้ ปชป. เบี่ยงประเด็นว่าจะสอบเรื่องเอื้อประโยชน์ต่อ นายเศรษฐาหรือไม่อีกแล้ว
เฮ้อ
พวก เขาใจร้อน ทุรนทุราย จะล้มรัฐบาลนี้ให้ได้ภายในครึ่งปี ก็สร้างประเด็นปั้นน้ำเป็นต้วขึ้นเอ่เอง เพราะความใจร้อน ปลาไม่กินเบ็ด ก็พยายามเอาเบ็ดไปเกี่ยวปากปลา บีบให้กินเบ็ดให้ได้
แต่เรื่องมันคาว โลกีย์ แบบไร้สาระมากเกินไป มันส่อถึงความต่ำทราบ ของแก๊งค์ไอติม ที่คบกับคนเลวแบบเอกยุทธ์ เพื่อเล่นงานคนอื่น มันชัดเกินไป
แกงค์ไอติม ปชป. นี้ก็ไม่ได้มีวุฒิภาวะทางการเมืองอะไรอยู่แล้ว
เล่นเกมตื้นๆ เก่งอยู่แล้ว แต่บังเอิญได้อำนาจในพรรค ปชป. กลายเป็นคนรอบกายนายมาร์ค
ก็เลยซ่า นึกว่าตัวเองแน่ก็เลยคุมทิศทาง พรรค ปชป.
พวกอาวุโสอย่างบัญญัติ และคนอื่นๆ เลยถอยไป เพราะเข้าไม่ถึงนายมาร์ค
แก็ง ค์ไอติม ปชป. ได้อำนาจ แต่ทำให้ ปชป. เสียอำนาจทางการเมือง เสียภาพพจน์นักต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยยุคเผด็จการทหารไปเสียหมดสิ้น กลายเป็นพรรคต่ำๆ แบบที่ ปชป. เคยเรียกพรรคมาร มาก่อน
Re:
โดย โรเบิร์ท อัมเตอร์ดัมส์_อามูโระ vs killer
นอกจากนี้ อีพวกสลิ่ม ณ เอาอยู่
ปั้นเรื่อง นำป้ายแขวนประตูเขียนโรงแรมเอาอยู่
รู้ไหม เค้ารับนำอะไรในความคิดของสลิ่ม
พวกคนไม่กี่คนในประเทศ เป็นภัยต่อประชาธิปไตยจริง ๆ
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
หากเกมยังเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าเสื้อเหลืองคงปลุกไม่ขึ้นแน่นอน
เพราะ ต่อให้ไม่ชอบ พรรคเพื่อไทย หรือทักษิณอย่างไร คนเสื้อเหลืองปกติทั่วไป เช่นในที่ทำงานผม เขาไม่ได้โง่อะไรกันมากมายนัก พวกเขาก็แค่ไม่ชอบทักษิณเท่านั้น แต่ไม่ได้พร้อมที่จะลุย เล่นนอกกติกา ไม่จบไม่สิ้น และสู้กันมา 5 ปี พวกเขาก็รู้แล้วว่าการเล่นนอกเกมมันไม่ชนะ ไม่นำไปสู่อะไรเลย
ก็เลยเงียบกัน แม้เลือกตั้งจะลงคะแนนให้ ปชป. ตามอุดมการณ์ของพวกเขา
แต่จะให้ลงไปเล่นเหมือนห้าปีก่อน มันไม่มีเงื่อนไขอะไรให้พวกเขาต้องออกไปแล้ว
ผม ลองทอดตามองภาพรวม สถานการณ์จะค่อยๆ กลับไปสู่ปกติ แต่ไม่ได้เร็ว เพราะพวกที่อยากวุ่นวายยังมีอยู่ แต่การปลุกมวลชนขนาดใหญ่จะไม่ขึ้นอีกแล้ว
คือยังมีฝ่ายอำมาตย์ที่เล่นเกม แต่มวลชนขนาดใหญ่จะไม่มี
จะเกณฑ์มาก็ได้สักสองสามร้อย แบบสลิ่ม แต่จะไม่มากไปกว่านี้
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อเหลืองทั่วไปจะเป็นแดง
แต่พวกเขาเบื่อที่จะเล่นนอกกติกา มีเลือกตั้งก็ไปเลือกตามที่ตัวเองชอบ ไม่คิดอะไรมากแล้ว
พวกเขาจะไม่เป็นพวกเรา แต่จะไม่ออกมาลุยกับเราแน่นอน
พวกเหลืองกลางๆ จะเลิกสนใจการเมืองไปเลย แต่จะไปเลือกตั้งตามหน้าที่เท่านั้น
ทุกสังคม กราฟจะกระจายแบบ Normal Distribution พวกกลางๆ จะเยอะกว่าพวกสุดกู่
พวกตกขอบจริงๆ มีไม่เกิน 2.5% ในแต่ละด้าน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, February 18, 2012
กรณีโฟร์ซีซั่น แก็งไอติมกับพวกคนเลว พยายามจะสร้างเป็นประเด็นให้ได้
หรือว่าพระเจ้ากำลังลงโทษพรรคประชาวิบัติ...เพราะเป็นยุคตกต่ำสุดๆของพรรคนี้
ที่มา thaifreenews
โดย แดงใจดี
อาจถึงคราว วิบัติแล้ว มีแววใช่...
พรรคเก่าแก่ ของเมืองไทย มิใช่หรือ...
ที่ปู้ยี่ และปู้ยำ ทำกับมือ....
ให้เมืองไทย ซื่อบื้อ ล้าหลังลง...
อีกฝักใฝ่ เผด็จการ หมู่มารชั่ว...
ช่างไม่กลัว กรรมเวร เห็นลุ่มหลง...
ปล้นอำนาจ ประชาชน คนคดโกง...
อ้างจักรวงค์ มาล้มล้าง ทางเสรี...
อีกไม่นาน มันต้องไป ขึ้นศาลโลก...
เพราะนรก นั้นต้องการ มันคนนี้...
ที่สั่งฆ่า ประชาชน ร้อยชีวี...
เศร้าฤดี จึงเรียงร้อย ถ้อยคำกลอน...
ว่าพระเจ้า หรือผีนั้น พลันเจาะปาก...
พวกหมู่มารค์ ออกมาพล่าม ทำเห่าหอน...
โฟร์ซีซั่น นั้นหาเรื่อง เป็นขั้นตอน...
อยากถามย้อน พรรคแมงสาป ใจบาปจริง...
สร้างศัตรู ใครรู้เห็น เป็นไปทั่ว...
ทำพูดมั่ว มาเสียดสี ลูกผู้หญิง...
ใช่เพศแม่ ของมันไหม ไอ้หน้าลิง...
จะถูกทิ้ง ถูกโดดเดี่ยว ไม่เหลียวมอง....
ให้กลับตัว กลับใจ ใช่ทับถม...
จะตรอมตรม ช้ำหัวใจ ให้หม่นหมอง...
ถ้าไม่หยุด การใส่ร้าย หรือไม่ยอม....
จะตรมตรอม ตกต่ำ ทำตัวเอง....
จะทำยังไงให้พรรคนี้ถูกยุบได้ ผมละเบื่อพวกมันจริงๆไอ้พรรคประชาวิบัติเนี่ย 
ชมภาพ นายกฯปู ที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี 17ก.พ.55
ที่มา thaifreenews
โดย น่ารัก ก็ไม่บอก
ชมภาพทั้งหมดคลิ้ก ที่นี่
“ไอ้พวก ‘เงี่ยน’ ปฏิวัติ...พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!”
ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพื่อนสนิทและคนรู้จักสามสี่รายมาถามผมว่า
“จะมีปฏิวัติ หรือเปล่า?”
มันน่าแปลกตรงที่ มีข่าว “ปฏิวัติ” แพร่ออกมา ทั้งๆที่สถานการณ์น้ำท่วมหมดไปแล้ว และรัฐบาลกำลังเร่งซ่อมแซมประเทศ เรียกความสดใส ให้กลับคืนมาสู่บ้านเมืองของเรา
การดำเนินการของรัฐบาลนายกฯปู ก้าวหน้าจนสื่อเขารายงานน่าชื่นใจ ว่า
นักลงทุนในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องเสียหายเพราะเหตุ
อุทกภัย เกิดความ ‘มั่นใจ’ ขึ้นมาทันที เพราะแทนที่พวกเขาจะต้องลงทุน ไปกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน มาสร้างเขื่อนยาวรวมกันนับร้อยๆกิโลเมตร ทุกแนวเขตอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตัวเอง ด้วยเกรงว่า
อุทกภัยจะ ซ้ำรอยเดิม!
การกู้เงินจากธนาคารของพวกนักอุตสาหกรรม คงจะไม่ทันการ แต่รัฐบาลนายกฯปู กลับแสดงความใจกว้าง ลงทุนสร้างให้เอง ซึ่งจะแล้วเสร็จเรียงกันมา ตั้งแต่กรกฏา สิงหา ไปถึงกันยายนเดือนสุดท้ายโน่น ถึงน้ำจะมาก็ไม่กลัว เพราะพอรับมือกันไหว
นี่เป็นการตัดสินใจ แก้ไขสถานการณ์ฉับพลันทันที แบบนักบริหารที่มี...ประสบการณ์!
ตอนนี้มีรายงานว่า โรงงงานอุตสาหกรรมที่ประสพภัยน้ำท่วมเปิดดำเนินการเต็มกำลังแล้ว ราว 30% นอกนั้นยังดำเนินการได้ไม่เต็มร้อย แต่กำลังเพิ่มเติมส่วนที่ขาดให้เต็มอัตราการผลิตเดิม
ส่วนโรงงานที่ยังไม่ได้ซ่อมแซม เพราะอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทประกันภัย คาดว่าจะเรียบร้อยไม่นาน ก็จะเปิดดำเนินการได้ แต่ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง และผู้คนต่างคาดกันผิดหมด นั่นก็คือ
โรงงานที่ย้ายฐานการผลิต มีเพียง 1 แห่งเท่านั้น!
นี่คงทำความผิดหวัง ให้ไอ้พวกสื่อตรงข้ามรัฐบาล ที่ชอบออกข่าวเขย่าขวัญ สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านตลอดมา ว่า...
นักลงทุนจะย้ายหนี ไปต่างประเทศ!
ที่น่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งคือ ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ จากการที่ต่างชาติเขามีความเชื่อมั่น ในรัฐบาลของนายกฯปู เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 800 ล้านดอลลาร์ เป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากสิงคโปร์เท่านั้น
เห็นกันหรือยังล่ะ!?
ที่โดดเด่นมากคือ รัฐบาลของนายกฯปูนี้ คือความสามารถในการคลี่คลายสถานการณ์ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่รั้งติดกัน ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าได้สร้าง และทิ้งปัญหาเอาไว้ จนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
ชายแดนด้านเขมร ได้มีการถอนทหารเรียบร้อย ส่วนเรื่องที่ยังค้างคา ก็เจรจากันไป
สำหรับชายแดนทางด้านพม่า ด่านสำคัญอย่าง ‘แม่สอด’ ที่ ปิดมา 2 ปี ในยุครัฐบาลกาลีนั้น แค่นายกฯปูเข้ารับตำแหน่ง แค่สามเดือนเท่านั้น ด่านเปิดเรียบร้อยแล้ว คนไทยชายแดนหน้าตามีเลือดฝาด แจ่มใสไปตามๆกัน
การค้าขายระหว่างกันที่ด่านสำคัญนี้ น.ส.พ. “ไทยรัฐ” ประมาณการว่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาระหว่างสองประเทศ ถึงการเปิดด่านตามช่องทางอื่นๆอีกด้วย
ชาวบ้านร้านตลาดตามแนวชายแดน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างแตกต่างจากตอนไอ้พรรคกาลี มันบริหารบ้านเมืองยิ่งนัก เพราะไอ้รัฐบาลเวรตะไลนั่น มันทำให้บ้านเมืองของเรา
ต้องตกที่นั่งร้อนระอุ มิได้สร่างซาเลยทีเดียว!
นี่เป็นผลงานชัดเจน ของรัฐบาลนายกปู แต่ก็น่าแปลกที่ผลงานดีมากๆทางด้านต่างประเทศ แต่รัฐบาลของนายกฯปู...
กลับเผยแพร่ความสำเร็จนี้ น้อยเหลือเกิน!
พี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ค่อยทราบกัน กลับไปจำความหวาดกลัวนโยบายอัปรีย์ของรัฐบาลพรรคกาลีได้ เพราะเป็นที่รู้กันไปทั่วว่า ไอ้รัฐบาลโลซกนั้น มันเอาแต่...
“ทะเลาะกับเขมร เขม่นพม่า ด่าญวน กวนส้นตีนลาว”
รัฐบาลของนายกฯปู สามารถทำให้ชายแดนของประเทศ ที่รุ่มร้อนมานานหลายปี กลับสู่ความสงบสุขได้ ภายในระยะเวลาแสนสั้น
ผู้คนอนุโมทนา!
เมื่อทำสิ่งดีๆอย่างนั้นแล้ว รัฐบาลเองต้องรู้จักคัดเอาผลงานดีๆ ไปป่าวประกาศให้ผู้คนเขารู้กันให้ทั่ว แต่นี่กลับนิ่งเงียบ ปล่อยให้ไอ้พวกกาลี มันตีกินเอาข้างเดียว
แค่ให้นายกฯปู ไปเดินตลาดแม่สอด คุยกับพ่อค้าแม่ขาย ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ เท่านี้สื่อก็ตีข่าวกันกระฉ่อนแล้ว
แนะนำกันไว้...แค่นี้แหละ!!
ข่าวปฏิวัติ แพร่ออกมา ตั้งแต่มีผู้นำค่ายโพกผ้าเหลือง ออกมายุยงให้ทหารปฏิวัติ ซึ่งชาวบ้านเขาไม่สนใจ เพราะอยู่คนละข้างกับรัฐบาล พูดไปก็ไลฟ์บอย แต่ดันมีทหารยศพลเอก ที่เกษียณอายุไปแล้ว ดันทะลึ่งไปพูดยุให้ทหารปฏิวัติอีก
เลยเป็นประเด็น!
นายทหารคนที่ว่า คือ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ เมื่อครั้งเป็นนายทหารหนุ่ม ดำรงตำแหน่งผบ.พัน ทหารราบ พล.ร 9 อยู่ที่เคยพยายามก่อการปฏิวัติ เมื่อ 26 มีนาคม 2520 โดยมี พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำ
การปฏิวัติครั้งนั้นล้มเหลว...กลายเป็น ‘กบฏ’ ไป!
พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิต ด้วยการยิงเป้า นายทหารและพลเรือน ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดที่เหลือ ถูกจำคุกทั้งหมด
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ ที่วันนี้ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิวัติ ในวันนั้นโดนใส่กุญแจมือไพล่หลัง ถูกส่งตัวไปเข้าเรือนจำ
สีหน้า...ซีดเผือด!
สามสิบห้าปีจากการก่อกบฏครั้งแรก บัดนี้ พล.อ.บุญเลิศฯ กลายเป็นทหารชรา แต่ความคิดอุบาทว์ดักดานถึงการปฏิวัติรัฐประหารของแก กลับไม่เปลี่ยนแปลง ยังคิดว่าทหารเท่านั้น ที่แก้ปัญหาบ้านเมืองได้ จนถูกแจ้งความกล่าวหา ว่า
ยุยงให้ทหาร...ทำปฏิวัติ!
พล.อ.บุญเลิศฯ ทำให้ผมคิดถึง ‘ตั๊กแตน’ ในแอฟริกาใต้ ตามภาพ ที่นักดึกดำบรรพ์วิทยา เพิ่งยืนยันไม่กี่วันมานี้เอง ว่า

‘ตั๊กแตน’ พันธ์นี้ เกิดมาในโลกก่อนไดโนเสาร์ ซึ่งบัดนี้สูญพันธ์ไปนานแล้ว แต่...
ไอ้สัตว์พันธ์นี้ ยังอยู่ และเป็น Earth's oldest animal ด้วย!
ความคิดเรื่องการปฏิวัติ ของอดีตกบฏอย่างบุญเลิศฯ มันช่างสูญพันธ์ยากเย็น เหมือน ‘ตั๊กแตน’ จริงๆ
ผมไม่รู้ว่าตาเฒ่าบุญเลิศฯ อดีตทหารกบฏ แกอยากให้ทหารรุ่นหลังๆ ถูกส่งเข้าเรือนจำเหมือนตัวเอง หรืออย่างไรกัน?
ไม่อยากสอนคนแก่ ที่ใกล้จะเข้าโลงแล้ว แต่ต้องส่งเสียงเตือนกันเบาๆ เพราะไม่อยากให้คนเขานินทาแก ว่า
“ไอ้กบฏเฒ่าคนนี้...มันคงเพี้ยนไปแล้ว!”
ผมเองเงี่ยหูฟังข่าวปฏิวัติมาตลอด เลยต้องทั้งฟังและอ่านจากสื่อตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งตอนนี้สะดวก เพราะมีการแบ่งค่ายกันอย่างชัดเจน
ใครเป็นพวกใคร อยากดูทีวี ฟังวิทยุค่ายไหน อ่านหนังสือพิมพ์อะไร สะดวกมาก
ได้ยิน นายคำนูญ สิทธิสมาน ส.ว.ลากตั้ง พูดผ่านสื่อ ASTV เมื่อวันเสาร์ต้นเดือนนี้ ว่า
พรรคประชาธิปัตย์เองนั้น จะมาบอกว่า รัฐบาลควบคุมสื่อไม่ได้ เพราะขณะนี้ มีสื่อฟรีทีวีอย่างน้อยสามช่อง ที่สนับสนุนพรรคโลซกตกกระป๋องนี้อยู่
นายคำนูญฯบอกว่า
“ไม่อยากบอกว่าช่องไหนบ้าง เพราะเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น”
นายคำนูญฯคงไม่ต้องบอก เพราะคนที่ติดตามการเมือง ก็พอรู้ว่าช่องไหน หรือวิทยุคลื่นไหน แม้แต่ผู้ดำเนินรายการ หรือโฆษก-โฆษกีตัวไหน ที่ยังสนับสนุนพรรคดักดานอยู่
สมัยนี้ผู้คนเขาโง่ที่ไหนล่ะ แค่พูดออกมานิดเดียว หรือแม้แต่จะพยายามทำ ‘เนียน’ แล้วก็ตาม เขาก็ยังจับได้ว่า
“ตัวเองน่ะ เลือกอยู่ข้างไหน!?”
คนไทยเดี๋ยวนี้...ฉลาดจะตาย!
ตัวผมพยายามอ่าน และตรวจสื่อตรงข้ามรัฐบาล ว่า จะมีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ ไปเห็นบทความของ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในเว็บผู้จัดการ ต้องรีบคลิกเข้าไปอ่าน เพราะแกตั้งชื่อเอาไว้น่ากลัว ว่า
“กลิ่นปฏิวัติโชยมา!?”
อ่านไปจนจบ ไม่รู้ว่ากลิ่นปฏิวัติโชยมาจากไหน ใครเป็นผู้ปล่อยกลิ่น เหม็นรุนแรงแค่ไหนก็ไม่บอก เพราะทั้งคอลัมน์ไม่มีแม้แต่คำว่า
“กลิ่น” หรือ “ปฏิวัติ” ด้วยซ้ำไป!
หัวเรื่องกับเนื้อหาไม่ตรงกัน ไอ้ที่ปรากฏในคอลัมน์กลายเป็นเรื่องซ้ำๆซากๆ ที่นายปานเทพฯเอง เคยพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องมาหลายครั้งหลายหน นอกจากไม่มีอะไรใหม่แล้ว ผมยังไม่เห็นว่า บทความของแกนั้น...
ไปเกี่ยวอะไรกับการปฏิวัติ หรือกลิ่นปฏิวัติตรงไหนเลย!!?
อยากให้ท่านผู้อ่าน รวมทั้งคนที่คิดจะปฏิวัติ ลองหันไปดูสภาพของผู้ก่อการปฏิวัติรัฐประหารรายล่าสุด คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ผมให้ฉายาว่า
“ไอ้บัง กบฏ”
อีตาคนนี้เคยมีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย และได้ประโยชน์เต็มๆจากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่เห็นชัดเจนก็มาในรูปทรัพย์สินเงินทอง แต่หากจะถามว่า
พี่น้องประชาชน ให้ความยกย่อง นับถือเขาหรือไม่?
คำตอบคือ...เปล่าเลย!
หลังจากที่หมดอำนาจวาสนา จากหัวหน้าคณะปฏิวัติและ ผบ.ทบ. ต้องตกกระเป๋อง กลายเป็นข้าราชการบำนาญแล้ว เขาได้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคมาตุภูมิ” ขึ้นมา
มีการเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างใหญ่โต ที่ทำการพรรคโก้หรูอยู่กลางเมือง ใกล้กับพรรคการเมืองของ “มังกือ-เมืองสุพรรณ” ของนายห้าสั้น
(คนลือกันว่า นายบรรหาร บั่นหำ พยายามทำตัวเป็น “มังกร” แต่เป็นได้แค่ “มังกือ” ดันเอา “มังกร” ไปตั้งเพื่ออวดบารมี ซึ่งเป็นสิ่งเกินตัว เลยเกิดระเบิดและไฟไหม้ปี้ป่น ผู้คนทั้งเจ็บ ทั้งล้มตาย ไปเยอะแยะ!)
มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” จะกลายเป็นพรรคการเมืองสำคัญ เพราะเชื่อว่า
จะได้คะแนนเสียง จากพี่น้องคนไทย ที่เป็น ‘มุสลิมะ’ หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งให้การสนับสนุน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ
หิ้วกะร่องกะแร่ง กะเล่อกะล่า เข้าสภา ได้แค่สองคน!!
จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า
เป็นการตอกตะปู ฝังแนวความคิดที่จะมี “พรรคมุสลิม” ไปด้วย!!!
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” ได้ทั้งจำนวน ส.ส.และคะแนนเสียง น้อยกว่าพรรคที่มี “หัวหน้าซ่องกะหรี่” ชื่อดัง เป็นโต้โผเสียด้วยซ้ำไป!!!
มันน่าขายหน้านัก!
นี่หากไม่ได้คะแนนเสียง จากผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่ภาคใต้มาอนุเคราะห์ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารหรือ “บังสี่จิ๋ม” คนนี้ ไม่มีวันเข้ามานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ ในสภา อย่างแน่นอน
ที่น่าประหลาดใจ อย่างยิ่งก็คือ
ผู้สมัครที่พรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” ส่งลงในนามพรรค ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นถิ่นของนายพลสนธิฯเอง เพราะเคยอยู่มาตั้งแต่เป็นนายทหารผู้น้อย จนไต่เต้าเป็นผู้บัญชาการกองพล และผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ เป็นเวลานับสิบๆปีทีเดียว ซึ่ง
เจ้าตัวมั่นใจนักหนาว่า
ผู้สมัครพรรคของตนที่จังหวัดลพบุรี ต้องได้คะแนนพอที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. อย่างนอนมานั้น
แต่...ปรากฏว่า
แม้กระทั่งหน่วยเลือกตั้ง ที่ วัดตองปุ ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ใกล้หน่วยสงครามพิเศษ ที่ซึ่งนายพลสนธิฯ เคยเป็นเจ้านายอยู่นานนั้น
มีคนเลือกพรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” เพียง 4 เสียง หรือ....
สี่คะแนน...เท่านั้น! …555
ท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่า แม้แต่หน่วยที่เป็นเสมือน “บ้าน” ของนายพลสนธิฯ ยังแสดงออกขนาดนั้น นั่นแสดงว่า
ทหารหน่วยรบพิเศษนั้น คิดอย่างไรกับอดีตผู้บังคับบัญชา ของพวกเขา!?
ไม่ต้องมาถามนะว่า ประชาชนคนธรรมดา คิดอย่างไรกับอดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติคนนี้!!
ขอบอกต่อไปอีกด้วย ว่า
สิ่งที่แสลงใจ สำหรับผู้บังคับบัญชาทหาร เป็นอย่างมาก ก็คือ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีการสั่งการไปถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วย ให้เลือกพรรคดักดาน โดยผู้บังคับบัญชาทหาร หวังจะประสานประโยชน์ เกื้อกูลกันต่อไปกับรัฐบาลเก่า และกีดกั้นทักษิณกับพวกพ้อง ไม่ให้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง แต่...
ผลที่ออกมาคือ หน่วยเลือกตั้งใกล้หน่วยทหารนั้น พรรค “เพื่อไทย” ชนะเรียบทุกหน่วย
หรือใครว่าไม่จริง?
อย่ามาแก้ตัวนะว่า นี่เป็นเพราะ…
ทหารแตงโม มีมากกว่า...ทหารสลิ่ม!!!
อยากจะบอก คนที่คิดจะก่อการรัฐประหาร โดยเฉพาะที่เคยเป็น ผบ.ทบ. มีอำนาจสูง อย่าง จอมพล.ป.พิบูลสงคราม ต้องหนีออกจากแผ่นดินไทย ไปตายต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตายลง เมียโผล่มาเป็นร้อยเป็นพัน จนถูกยึดทรัพย์
จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ซ้ำรอยจอมพล สฤษดิ์ฯ เพราะถูกยึดทรัพย์ เพียงแต่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวแค่นั้น
พล.อ.สุจินดา คราประยูร กระเด็นตกจากอำนาจ เพราะถูกกล่าวหาว่า สั่งทหารไปฆ่าประชาชน กลางถนนราชดำเนิน ทุกวันนี้ต้องนั่งกอดเข่าเจ่าจุก เป็นตาแก่อยู่ที่บ้าน
อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ที่พึงจำกันไว้!
ประชาชนเรียนรู้แล้วว่า หากบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย พวกเขาจะได้รับ...ประโยชน์ มีสิทธิ มีเสียง และมีศักดิ์ มีศรี
การก่อการปฏิวัติรัฐประหาร มีแต่ทำให้บ้านเมืองทรุดโทรมลง สถาบันทหารถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แถมยังทำให้สถาบันอื่นๆพลอยบิดเบี้ยว ชำรุดเสียหายไปด้วย เพราะผู้คนคลางแคลง และตั้งข้อสงสัยต่างๆนานาซึ่งไม่เป็นมงคลเลย
ขอให้จำใส่กะโหลก กันไว้ด้วย ว่า
หากมีการปฏิวัติรัฐประหาร และหลังจากนั้นแล้ว เมื่อบ้านเมืองกลับมา สู่โหมดของการเลือกตั้ง
พรรคทักษิณ...ก็จะชนะอีก!
ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เดิม วนไปวนมาอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด บ้านเมืองของเราถอยหลังไปทุกที เพื่อนบ้านอื่น กระทั่งพม่า ยังหันเข้าหาระบอบประชาธิปไตย มีแต่ไทยเราเท่านั้นในภูมิภาคนี้ ที่ดันถอยหลังเข้าคลอง
ถ้ารัฐประหารไม่สำเร็จ เพราะพี่น้องประชาชนชาวไทย ลุกขึ้นมาต่อต้าน และคณะผู้ก่อการกลายเป็น ‘กบฏ’ ไป นั้น
ผู้ที่ทำรัฐประหาร ก็จะ ‘หมดสิ้น’ ทุกอย่างในชีวิต!
ฉะนั้น ถ้าขุนทหารสายสลิ่ม หรือสายสองสลึงคนไหนที่เงี่ยนนัก-เงี่ยนหนา หากใจกล้าพอ
จงลุกขึ้น...ทำปฏิวัติเลย!
อย่ามัวแต่เบ่งกล้าม ทำหน้าตาขึงขัง บูดเบี้ยว อวดศักดา ข่มขู่ชาวบ้านอยู่เลย
พูดกันตรงๆ แบบคนไทย หัวใจนักเลง ว่า
“มึงอยากปฏิวัติ ทำเลยซีวะ...ไม่ต้องมา ‘ขู่’ กู!”
รับรองว่า
นอกจากประเทศต่างๆ ทั้งมหาอำนาจ และชาติประชาธิปไตยทั่วโลก จะต่อต้าน คัดค้านจนถึงที่สุดแล้ว
พี่น้องประชาชน ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเขาหวงแหนเอาไว้ ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เขาเหล่านั้น จะตะโกนกู่ก้อง พร้อมเพรียงกัน ว่า
“พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!”
..................
ท้ายบท ชาวบ้านตาดำๆ ต่างโดนป้ายสี เรื่อง “ล้มเจ้า” มานมนานแล้ว แต่ถ้าใครอยากรู้ว่า กลุ่มไอ้-อีตัวไหน ที่เคย “ล้มเจ้า”และล้มได้สำเร็จมาแล้วด้วย
ไปอ่านได้เลย ในคอลัมน์...
“ใครกันแน่ที่...ล้มเจ้า!?” (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=301)
ขนาดเขียนแบบยั้งๆมือ ยังมีผู้อ่านเกือบ...หมื่นคน!!!
(คอลัมน์ประจำสัปดาห์ “ไอ้พวก ‘เงี่ยน’ ปฏิวัติ...พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!” ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555)
ขอความเป็นธรรมให้นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
ที่มา ประชาไท
ดร.โสภณ พรโชคชัย
วันนี้ผมขอเขียนประเด็นร้อนฉ่าสักหน่อยเกี่ยวกับนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมไม่ได้หาเหาใส่หัว แต่ผมเขียนบันทึกนี้ก็เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การปฏิบัติที่ไม่ดีต่อผู้ต้องหาซึ่งยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันได้
ในการสืบพยาน “เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งกัน เพราะพยานแต่ละปากนั้นพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่กลับมีการเรียกสืบพยานที่ภูมิลำเนาของพยาน ซึ่งที่ผ่านมา ตนเอง (ทนาย) ก็แถลงคัดค้านการสืบพยานในลักษณะนี้ทุกครั้ง เนื่องจากทราบว่าพยานทุกปากอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งยังยินดีออกค่าใช้จ่ายให้กับพยานปากต่อไป ให้สามารถเดินทางมาเบิกความที่ศาลในกรุงเทพฯ ได้ ทั้งนี้เพราะการเดินทางแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก สมยศซึ่งมีปัญหาสุขภาพจะต้องนั่งที่หลังรถกระบะ มีโซ่ตรวน และเจอกับสภาพอากาศร้อน อย่างที่เดินทางมาสงขลา ใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง” <1> และเมื่อนายสมยศเดินทางไปถึง พยานก็กลับไม่ไปศาล
ข้อนี้สังคมอาจมองได้ว่านี่คือการใช้อคติทรมานนายสมยศ ทั้งนี้นายสมยศต้องเดินทางด้วยการนั่งหลังรถกระบะในเวลากลางวันร้อน ๆ พร้อมโซ่ตรวนอย่างนี้ไปทั้งที่สระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์และสงขลามาแล้ว ยังไม่รู้จะต้องเดินทางแบบนี้ไปไหนอีก
การไม่ให้ประกันตัวนายสมยศตามคำร้องขอถึง 6-7 ครั้งแล้ว ทั้งที่ “ญาติหอบโฉนดที่ดิน 28 ไร่ ตีราคา 1.6 ล้าน ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว” <2> เช่นนี้ แม้เป็นอำนาจของผู้พิพากษา แต่ก็ควรพิจารณาว่า ผู้ต้องหารายนี้ยินดีให้จับกุมแต่แรก และหากรู้ตัวล่วงหน้า ก็ยังพร้อมเข้ามอบตัว <3> นายสมยศถูกจับเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 จนถึงวันนี้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเกือบปีแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปถึงเมื่อใดจึงจะมีคำพิพากษา กระบวนการยุติธรรมไทยน่าจะมีความรวดเร็วกว่านี้ ความช้าอาจหมายถึงความอยุติธรรม
การที่กระบวนการยุติธรรมหรือบุคคลที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมตัดสินในใจ ไปล่วงหน้าแล้วว่าผู้ต้องหาผิด หรือเห็นว่าเขาอยู่ข้างทักษิณ จึงทรมานเขาเช่นนี้ มีแต่จะสร้างความขมุกขมัว หวาดกลัว และเกลียดชัง แตกแยกขึ้นในสังคม และทำให้ภาพพจน์สถาบันเสียหายโดยผู้ที่เข้าใจว่าตนเองกำลังปกป้องสถาบันเอง
โปรดพิจารณาด้วยครับ
ที่มา:
<1> เลื่อนสืบพยานคดี “สมยศ” ไป 18 เม.ย. หลังเดินทางถึงสงขลา http://www.prachatai3.info/journal/2012/02/39242
<2> “สมยศ” วืดประกันนอนคุกต่อ ศาลไม่อนุญาตปล่อยตัว! http://www.manager.co.th/crime/viewnews.aspx?NewsID=9550000014173&TabID=2&
<3> ข่าว “จับ ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ คดีล้มเจ้า” http://www.komchadluek.net/detail/20110430/96236/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2.htmlCSR พลังอำนาจของ “ภาพลักษณ์” หรือ “มายาคติ” ลวงโลก?
ที่มา ประชาไท
ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การแข่งขันในเกมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยการแข่งขัน และเกมสำคัญที่ธุรกิจต่อสู้ช่วงชิงความได้เปรียบกันอย่างรุนแรงเห็นจะเป็น เรื่องการตลาด
การตลาดสมัยใหม่มีความพยายามใช้ยุทธศาสตร์การยึดครองลูกค้าหรือผู้บริโภค โดยใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันให้แนบเนียนและซึมลึกเข้าครอบงำจิตใจคนมากขึ้น
เครื่องมือที่สำคัญคือ การสื่อสารมวลชนอย่างบูรณาการ (IMC – Integrate Mass Communication) ซึ่งใช้สื่อหลากหลายรูปแบบสร้างข้อมูล และเรื่องราวต่างๆ เพื่อทำให้ผู้ชมผู้ฟังสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับยี่ห้อ และภาพลักษณ์ขององค์กรธุรกิจเหล่านั้น ในทิศทางที่บรรษัทวางแผน
การสื่อสารผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมถูกควักเอามา ใช้หล่อหลอมอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในบางครั้งผู้บริโภคจะจำภาพลักษณ์ของบรรษัทและสินค้าบริการของแต่ละยี่ห้อ ด้วยภาพลักษณ์ที่ปรากฏในโฆษณามากกว่าข้อมูลที่แท้จริงของสินค้าหรือกระบวน การผลิตสินค้าเหล่านั้น เช่น จำว่าสินค้าของบรรษัทนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมองข้ามไปว่าวิธีการผลิตสินค้าชนิดนี้จะต้องใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และก่อมลพิษสูง
สถานการณ์ปัจจุบันพลิกผันอย่างรวดเร็ว การตลาดจึงต้องพลิกแพลงไปตามภาวการณ์ การบริหารจัดการและการตลาดในช่วงวิกฤต จึงต้องพยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ จึงเป็นวิกฤตที่ธุรกิจจำต้องช่วงชิงโอกาสเหล่านั้นให้กลับกลายเป็นโอกาส
การทำกิจกรรมทางสังคม ถือเป็นกิจกรรมทางการตลาดชนิดหนึ่ง โดยกิจกรรมเหล่านี้เป็นการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท ตามหลัก CSR – Corporate Social Responsibility เป็นแนวทางหนึ่งที่ผลักดันให้องค์กรทางธุรกิจจำนวนมากได้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรม ทางสังคมโดยปันงบจากหมวดการประชาสัมพันธ์และการตลาดมาใช้ เพื่อสร้างกิจกรรมที่สามารถเชื่อม ความสัมพันธ์กับประชาชนได้ดี โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่คนต้องการความช่วยเหลือและแบ่งปัน
อนึ่ง ปิแอร์ บูริดิเยอร์ นักมานุษยวิทยาผู้เลื่องชื่อ ได้กล่าวถึงวิธีการแข่งขันในเกมว่าผู้เล่นทั้งหลายต้องแสวงหากลยุทธ์ต่างๆ มาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยความได้เปรียบเกิดจากการสั่งสมทุน 4 ประเภท คือ ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม และที่สำคัญมากคือ ทุนสัญลักษณ์
ทุนทางเศรษฐกิจ คือ ต้นทุนในการต่อสู้แข่งขันที่อยู่ในรูปแบบของทรัพยากร โอกาส และความสามารถในการนำทรัพยากรมาเสริมศักยภาพของการแข่งขัน เช่น ที่ดิน โรงงาน สิทธิในทรัพยากร ส่วนทุนทางสังคม คือ ฐานของเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่กับผู้อื่นในสังคม เช่น มีเครือญาติ เพื่อนฝูง คนรู้จัก ที่สามารถพึ่งพาอาศัย และช่วยเหลือกันได้ และทุนทางวัฒนธรรม คือ การสั่งสมสิ่งที่สังคมนั้นให้ความหมายว่าเป็นสิ่งทรงคุณค่า ควรแก่การนับถือชื่นชม เช่น การจบการศึกษาจากสถาบันมีชื่อเสียง การได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ เป็นต้น
ทุนสัญลักษณ์ คือ ภาพลักษณ์ หรือ สัญลักษณ์ ที่เกิดจากสร้างความรู้สึกอารมณ์ต่อสิ่งนั้น ให้ติด “ภาพ” เช่น การช่วยเหลือผู้อื่นคราวละน้อยๆ แต่ช่วยบ่อยๆ การบริจาคเพื่อการกุศล ซึ่งจะเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้คนในสังคมมองมาด้วยความรู้สึกชื่นชม จนไม่ตั้งข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้ว คนหรือองค์กรเหล่านั้นมีข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอื่น ที่ปิดบังซ่อนเร้นไว้หรือไม่
สาเหตุที่ทุนประเภทนี้มีความสำคัญมากก็ด้วยเหตุที่สามารถครอบงำความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ของผู้คนได้อย่างแนบเนียน ซึ่งถือเป็นความรุนแรงอย่างที่สุดเพราะเป็นการเอาชนะด้วยการสร้างความชอบ ธรรมกดทับข้อเท็จจริงทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม ทรงคุณค่า เลิศหรู เพราะสิ่งที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์แสดงให้เห็นก็เป็นเพียงการเลือกเสนอความ จริงด้านเดียว และปิดบังความจริงอื่นๆ ที่ไม่เป็นคุณกับภาพลักษณ์ของบรรษัท
ยุทธวิธีที่กำลังนิยมกันมาก คือ กลยุทธ์ที่หวังผลทางอ้อม เพราะแนบเนียนและครอบงำได้อย่างลึกซึ้งมากกว่า เนื่องจากผู้ที่ถูกครอบงำกลับไม่รู้สึกถึงการคุกคาม และยังเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว
บทความนี้มิได้กล่าวอย่างเหมารวมว่า บริษัทห้างร้านทุกแห่ง ทุกยี่ห้อจะใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ด้วยการทำกิจกรรมทางสังคมเพื่อครอบงำ และปิดบังความจริงเอาไว้ แต่ข้อสังเกตที่เกิดจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา และอาจจะมาถึงในอนาคต ก็คือ ไม่มีใครพูดถึงต้นเหตุของปัญหา และไม่มีการบ่งชี้ว่าใครเป็นผู้สร้างปัญหาตัวจริง
ดังนั้นการสร้างภาพลักษณ์ทั้งหลายขององค์กรต่างๆ ทั้งบรรษัทเอกชน หรือองค์กรภาครัฐ จึงเป็นการวางแผนอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการควบคุมความจริง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมคิดและเชื่อ บนข้อมูลที่นำเสนอผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ มากกว่าการมีประสบการณ์ตรง ดังนั้นเรื่องราวจำนวนมากที่ประชาชนรับรู้รับฟังผ่านสื่อจึงเป็นเพียงยอดน้ำ แข็งที่โผล่พ้นน้ำ แต่ก้อนน้ำแข็งที่เป็นอันตรายนั้นจมอยู่ใต้ผิวน้ำ รอวันให้เรือเข้าชน จึงจะรู้ว่ามีมหันตภัยซ่อนอยู่ใต้ยอดน้ำแข็งนั้น
การทำประชาสัมพันธ์แบบสร้างภาพลักษณ์บนพื้นฐานของ CSR จึงอาจเป็นเพียงภาพมายา ที่สร้างมายาคติครอบงำคนในสังคมให้หลงเข้าใจว่า บรรษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคม
อย่างไรก็ดีเราควรผลักดันและตรวจสอบให้บรรษัทมีการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐาน ของความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างครบวงจร มิใช่เพียงขั้นตอนการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์
ตามประมวลความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัทข้ามชาติที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่ม ประเทศอุตสาหกรรม (OECD) ได้กำหนดขอบเขตของความรับผิดชอบทางสังคมไว้ใน 3 ประเด็นใหญ่ คือ
1. การรักษาสิ่งแวดล้อม
2. การคุ้มครองสิทธิแรงงาน
3. การประกันสิทธิมนุษยชน
ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถอวดความเป็นบรรษัทที่รับผิดชอบสังคมได้อย่าง ภาคภูมิจึงต้องมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสิทธิแรงงาน และเคารพสิทธิมนุษยชน ในทุกกระบวนการทำธุรกิจของบรรษัท ตั้งแต่ขั้นตอน การผลิต การกระจาย การแลกเปลี่ยน หรือแม้กระทั่งกระตุ้นการบริโภคสินค้าหรือบริการของบรรษัท
ไม่มีใครจะลุกขึ้นมาทำสิ่งเหล่านี้เองเพราะมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนสูง มาก จึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะกำกับควบคุม และผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
สังคมจะรู้ว่าบรรษัทใดมีความรับผิดชอบก็ต่อเมื่อมีข้อมูลประกอบการตัดสิน ใจ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาใช้เวลาและทรัพยากรสืบเสาะความจริง เอาเอง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐ และสื่อมวลชนที่มีศักยภาพแลหน้าที่โดยตรง
การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการขุดค้นพฤติกรรมด้านลบของบรรษัทและองค์กร ทั้งหลายจึงเป็นหน้าที่สำคัญที่มาพร้อมกับสถานะอันสูงส่งแห่งฐานันดรที่สี่
ความรุนแรงของการขยายพื้นที่ของระบบทุนนิยมผ่านกิจกรรมต่างๆ ทางธุรกิจและการตลาดเข้าไปยังชีวิตประจำวันของประชาชน จึงเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายการเมือง และการเมืองภาคประชาสังคม มิใช่เพียงการง่วนอยู่กับการจัดสรรอำนาจ
การเปิดโปง และการแก้ปัญหาการฟ้องหมิ่นประมาทโดยบรรษัท และการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยเช่นกัน‘ปรีดี พนมยงค์’ กับการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
เวลาผมได้ยินใครก็ตามพูดว่า มี “พุทธศาสนาบริสุทธิ์” คือ หลักการของพุทธศาสนาที่ไม่เกี่ยวกับคน ไม่เกี่ยวกับสังคม เช่น กฎธรรมชาติ หรือกฎไตรลักษณ์เป็นต้น ที่ยังไม่ได้ถูกปรับใช้กับชีวิตคน หรือสังคม
คำพูดเช่นนี้ชวนให้ถามได้ว่า กฎธรรมชาติเช่นนั้นจะถือว่าเป็นพุทธศาสนาได้อย่างไร เพราะกฎธรรมชาติมีอยู่ก่อนที่พุทธะจะอุบัติขึ้น เมื่อพุทธะอุบัติขึ้นโดยการนำความจริงตามกฎธรรมชาตินั้นมาปรับใช้ดับทุกข์ หรือเกิดการตรัสรู้แล้ว พุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นมิใช่หรือ และพุทธศาสนาก็มีพัฒนาการมาในรูปของการถูกปรับใช้กับชีวิตและสังคมในยุคสมัย ต่างๆ มิใช่หรือ
ฉะนั้น พุทธศาสนาบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตคนและสังคม หรือพุทธศาสนาที่ไม่ได้อยู่ในบริบททางสังคม และวัฒนธรรมหนึ่งๆ จึงไม่มีอยู่จริง เมื่อพุทธศาสนาถูกปรับใช้ภายใต้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน พุทธศาสนาในแต่ละสังคมจึงมี “หน้าตา” ต่างกัน กล่าวคือ แม้สาระสำคัญอาจเชื่อถือเหมือนกัน แต่มีจุดเน้นและรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันไปตามบริบท
เช่น แม้แต่ในสังคมไทยเอง ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พุทธศาสนาก็เน้นมิติทางสังคมที่ส่งเสริมอำนาจของกษัตริย์ ขณะที่ในยุดประชาธิปไตย พุทธศาสนาก็ถูกนำมาอธิบายในเชิงสนับสนุนอำนาจของราษฎร ดังเราจะเห็นได้ตั้งแต่ประกาศคณะราษฎร์ ฉบับที่ 1 ในการปฏิวัติ 2475 เลยทีเดียว ซึ่งว่ากันว่าร่างโดย ปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะราษฎร์ ความตอนหนึ่งว่า
...ราษฎร จะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพ พ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า [1]
คำว่า “ศรีอาริยะ” ซึ่งเป็นจินตนาการสังคมในอุดมคติของพุทธศาสนา ถูกนำมาอ้างอิงในเชิงสนับสนุนภาวะสังคมที่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตย ที่ราษฎรมีงานทำ มีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพ พ้นจากความเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสของพวกเจ้า นอกจากนี้ปรีดียังเขียนว่า
แม้ในการทำบุญ ก็ปรารถนาจะประสบศาสนาพระศรีอาริย์ แม้การสาบานในโรงศาลก็ดี ในการพิธีใดๆ ก็ดี ก็อ้างกันแต่ว่า เมื่อซื่อสัตย์ หรือให้การไปตามความเป็นจริงแล้ว ก็ให้ประสบพบศาสนาพระศรีอาริย์ [2]
จะเห็นว่าปรีดีอ้างถึง “ศาสนาพระศรีอาริย์” ไ ม่ใช่หมายถึงโลกพระศรีอาริย์ในอนาคต แต่เป็นโลกพระศรีอาริย์ที่สามารถสร้างขึ้นได้ในปัจจุบัน ด้วยการสร้างระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์และระบบเศรษฐกิจที่เป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นธรรม
นอกจากปรีดีจะอ้างคติความเชื่อเรื่องโลกพระศรีอาริย์มาสนับสนุนสังคมที่ มีสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว ยังอ้างอิงหลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนการสร้างสันติภาพในสังคมด้วย เช่น ที่เขาเขียนว่า
ความ พยายามที่จะหาทางบรรลุถึงซึ่งสันติภาพ บางครั้งข้าพเจ้าได้ยกพุทธภาษิตที่ข้าพเจ้าเคยบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องพระ เจ้าช้างเผือก ที่ข้าพเจ้าเป็นผู้แต่ง ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ.2483 ดังนี้ นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ อันหมายถึงสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี [3]
จะเห็นว่า แม้แต่พุทธภาษิตดังกล่าวที่พุทธะใช้แทนลักษณะของ “นิพพาน” แต่ปรีดีก็ตีความประยุกต์ให้ครอบคุลมถึงสันติภาพทางสังคมด้วย นอกจากนี้ในหนังสือเรื่อง “ความเป็นอนิจจังของสังคม” ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ปรีดีประยุกต์หลักอนิจจังในคำสอนพุทธศาสนา (ซึ่งพระสงฆ์มักพูดถึงอนิจจังในความหมายของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นหลัก) เข้ากับแนวคิดทางวิทยาสตร์สังคมอธิบายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสังคม การเมืองได้อย่างมีพลัง
ยิ่งกว่านั้น ปรีดียังอ้างอิงหลักคำสอนของพุทธศาสนา เช่น หลักกอกุศลมูล-กุศลมูล หลักกาลามสูตรและหลักคำสอนอื่นๆ ของพุทธศาสนาเพื่อเป็นหลักคิดในการเผชิญกับสงครามการโฆษณาชวนเชื่อที่ปรากฏ ทั้งในบทความและบทปาฐกถาหลายชิ้นในยุคสงครามเย็น และช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เป็นต้น
และเมื่อย้อนกลับไปสมัยที่ปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย ดังที่เขานิมนต์พระภิกษุที่มีความคิดก้าวหน้าในเวลานั้นมาสนทนาธรรม เช่นที่ ส.ศิวรักษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า
เมื่อท่าน (นายปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ท่านได้อาราธนาภิกขุพุทธทาสไปสนทนาธรรมกันที่ทำเนียบท่าช้างถึง 4 วัน เกือบจะติดๆ กัน วันละประมาณสามชั่วโมง เพื่อหาสาระทางพุทธศาสนามาใช้เป็นแกนในการประยุกต์ประชาธิปไตยของไทยให้เป็น ไปในแนวทางของธรรมจักร...[4]
หากมอง จากบริบททางประวัติศาสตร์ ก็แสดงให้เห็นว่า ปรีดีตระหนักถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่สนับสนุนระอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา อย่างยาวนาน ฉะนั้น เมื่อเปลี่ยนสังคมเป็นระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและอุดมการณ์ทางพุทธศาสนาที่เคยถูกใช้สนับสนุน สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสนับสนุนประชาธิปไตยด้วย แม้แต่ระบบการปกครองคณะสงฆ์เองก็ต้องจัดให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยดัง พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ 2484 เป็นต้น
ที่น่าสังเกตคือ วิถีชีวิตส่วนตัวกับวิถีชีวิตเพื่อส่วนรวมของปรีดีดูเหมือนจะเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันแทบจะแยกไม่ออก ฉะนั้น ความเชื่อทางศาสนาที่คนทั่วๆ ไปมักใช้ในมิติส่วนตัวและใช้ในรูปแบบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น “การทำบุญ” ปรีดีกลับนำมาให้ความหมายที่ไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืนทั้งในทางส่วนตัวและ ทางสังคม เช่น ที่เขาเขียนจดหมายถึงภรรยาช่วงหลังปฏิวัติ 2475 ระหว่างการเก็บตัวหารือเรื่องตั้งรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า
...เพราะ ก่อนลงมือ (ปฏิวัติ 2475-ผู้เขียน) ได้เคยถามแล้วว่า ถ้าฉันบวชสัก 4 เดือน เธอจะว่าอย่างไร เธอก็ตอบเต็มใจ การที่ทำทั้งนี้ยิ่งกว่าการบวช เราได้กุศล ผลบุญที่ทำให้ชาติย่อมได้สืบต่อไปจนบุตร์หลาน ภรรยาก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วย...[5]
ฉะนั้น ในขณะที่ชาวพุทธทั่วไปมักคิดถึง “ความดีเชิงปัจเจก” เช่น ความดีที่เกิดจากการทำบุญทำทาน รักษาศีลภาวนาเพื่อไปสวรรค์ นิพพานเป็นการส่วนตัว แต่ปรีดีกลับให้ความสำคัญมากกับ “ความดีเชิงสังคม” ดังบทความชื่อ “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลาคม” เขากล่าวสดุดีผู้ที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตขิงตนเองเพื่อ แลกกลับประชาธิปไตย และประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ จึงเป็นการสมควรที่คนรุ่นหลังจะพึงระลึกถึง “คุณความดี” ความกล้าหาญที่วีรชนเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อปกป้องประชาธิปไตย[6]
นี่คือ “คุณค่าทางภูมิปัญญา” อีกด้านหนึ่งของปรีดีที่ให้แก่สังคมไทย นอกเหนือจากที่เขาเป็นมันสมองสร้างความเปลี่ยนแปลงการปกครองที่วางรากฐาน ประชาธิปไตยแก่สังคมไทยแล้ว เขายังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาพุทธศาสนาจากที่เคยถูกตีความสนับ สนุนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาตีความสนับสนุนประชาธิปไตย
โดย เฉพาะเขาทำให้มิติทางสังคมและมิติปัจเจกของพุทธศาสนางอกงามไปด้วยกัน ในวิถีชีวิตที่ต้องทำความเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและโลกเพื่อดำรงความเข้มแข็ง ความสงบของจิตใจ เมื่อเผชิญภัยการเมือง และในการทุ่มเทเสียเสียสละเพื่อประชาธิปไตย และราษฎรไทย ตราบชั่วชีวิต
อ้างอิง
[1] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 2475: การปฏิวัติสยาม.กรุงเทพฯ: ประพันธ์ศาสน์.2535.
[2] ต.ม.ธ.ก.รุ่น 2 “สมุดปกเหลือง เค้าโครงเศรษฐกิจ” ใน ฉบับรำลึกท่านผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพฯ: อักษรไทย,2527 หน้า 41.
[3] ปรีดี พนมยงค์. ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน. หน้า 12.
[4] ส. ศิวรักษ์.พุทธศาสนาในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยขวากหนาม.กรุงเทพฯ: ศึกษิตสยาม, 2550 หน้า 220.
[5] วาณี สายประดิษฐ์ (บรรณาธิการ).ใจคนึง ตำนาน 100 ชีวิต ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์.กรุงเทพฯ: กองทุนท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2555 หน้า 19.
[6] อ้างใน พระฌานิพิทย์ อินทจารี.พุทธศาสนากับปรีดี พนมยงค์.กรุงเทพฯ: ฐานบุ๊คส์, 2552 หน้า 95.
ภาคภูมิ แสงกนกกุล: Jan Palach ความตายเพื่อปลุกจากความอปกติ
ที่มา ประชาไท
ภาคภูมิ แสงกนกกุล
“แด่ ไท ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข และนักต่อสู้คนอื่นๆเพื่อการปลุกจากความอปกติ”
วันที่ 16 มกราคม สำหรับประเทศไทยแล้วถูกกำหนดว่าเป็นวันครู แต่สำหรับประเทศสาธารณรัฐเชคมันเป็นวันที่สะเทือนจิตใจและเป็นบาดแผลกับทุก คนในชาติ และเป็นวันที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 1969หรือเมื่อ 43 ปีที่แล้ว เวลาประมาณ บ่ายสามโมง Jan Palach นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Charles ได้ตัดสินใจกระทำการต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ด้วยการทำร้ายตัวเอง คือ การเผาตัวตาย
เมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ต่างมีสัญชาติญาณในการรักษาตัวรอดและกลัวความตาย การเสียสละชีวิตจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์จะยินยอมละทิ้งไปได้ การที่มนุษย์ตัดสินใจจะทำลายตัวเองและพลีชีพนั้นต้องมีอะไรบางอย่างที่เลว ร้ายเกินกว่าความตายเข้ามาบีบบังคับ สำหรับ Jan Palach แล้วเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในการบีบคั้นการตัดสินใจครั้งนี้คือ การที่รัฐสภาเชคโกสโลวาเกียลงมติให้กองทัพโซเวียตยกกองทัพเข้ามาประเทศเมื่อ วันที่ 19 ตุลาคม 1968
ชีวิตวัยรุ่นวัย 20 ปี ควรเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้ม หากทว่าสภาพการณ์ขแงประเทศดำเนินการอย่างผิดปกติในขณะนั้นแล้ว ส่งผลให้ Jan Palach ตั้งคำถามกับความ อปกติขึ้นมา สิ่งที่เขาต้องการจากรัฐบาลเพียงแค่ การมีเสรีภาพในการสื่อสาร โดยปราศจากการแทรกแซง และโฆษณาจากรัฐบาล
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในสังคม และคนส่วนใหญ่ในวัยทำงานถูกกลืนกินจากระบบความคิดจากส่วนกลางและมุ่งมั่นต่อ การทำงานเพื่อสร้างชาติและปากท้องตัวเอง พวกเขาเคยชินกับความอปกติที่เป็นอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน ภาระที่สาหัสจึงตกอยู่กับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในการชี้ให้เห็นและกระตุ้นให้คน ในสังคมรู้สึกถึงความไม่ปกตินี้ Jan Palach และเพื่อนร่วมชั้นหลายๆคนออกมาประท้วงเมื่อ พฤศจิกายน ๑๙๖๙ และเพื่อนๆเขาหลายคนถูกจับกุมและสอบสวน การประท้วงครั้งนี้ประสบความล้มเหลวและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา Jan Palach คิดว่าต้องมีการกระทำอื่นเพื่อปลุกให้ทุกคนในชาติตื่นขึ้นมาจากความอปกติ การกระทำที่ต้องส่งผลมากๆเท่าที่ทำได้
ในตอนแรก Jan Palach วางแผนจะเข้ายึดสถานีกระจายข่าว Czechoslovak Radio โดยส่งจดหมายชักชวนสมาชิกนักศึกษาคนอื่นๆ แต่ทว่าไม่ได้รับคำตอบใดๆ ดังนั้นเขาจึงนึกมาตรการอื่นที่สามารถทำได้คนเดียวและส่งผลกระทบจิตใจคน อื่นๆอย่างใหญ่หลวง หลังจากวันที่ 15 มกราคม 1969 เมื่อเขาไปร่วมงานศพของลุง
เช้าวันที่ 16 มกราคม 1969 เขาได้เขียนจดหมายไปยังเพื่อนเขาที่มหาวิทยาลัยถึงจุดประสงค์ของการกระทำ ครั้งนี้ และออกจากหอพักตอนเที่ยง ในมือสองข้างถือขวดพลาสติคเพื่อเตรียมไว้ไปซื้อน้ำมันเบนซิน เขาตรงไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอันเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเวลาบ่ายสอง ครึ่ง ท่ามกลางความหนาวยะเยือก Jan Palach ถอดเสื้อโค้ทของเขาออก นำมีดมากรีดปากขวดพลาสติกที่เต็มไปด้วยน้ำมันเบนซิน และเทมันชโลมทั่วกาย หลังจากนั้นแสงสว่างจากไฟก็เจิดจ้าที่ลานน้ำพุ เขาเผาตัวเองและวิ่งจากรางรถไฟมุ่งไปสู่อนุสาวรีย์ St Wenceslas ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากที่เป็นพยานเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ และไปหยุดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง พนักงานเสริฟไม่คาดคิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และออกมาเพื่อช่วยกันดับไฟออกจากร่าง Jan Palach แต่ทว่าเขากลับร้องขอให้พนักงานเสริฟไปเปิดกล่องจดหมายที่เขาวางอยู่ข้าง น้ำพุและอ่านข้อความที่เขียนไว้ในนั้นว่า “ ณ ที่แห่งนี้มีนักศึกษาวัย 20 ปีได้พลีชีพตนเอง” และในขณะที่อยู่ในรถพยาบาล เขายังมีสติอยู่และกล่าวกับพยาบาลว่า “นี่ไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวตาย แต่เป็นการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อต่อต้านรัฐบาล เหมือนที่พระที่เวียดนามกระทำ”
Jan Palach ถูกแอดมิตที่โรงพยาบาลสองสามวันและเสียชีวิตตามมา ในขณะแอดมิต เขาประกาศเจตจำนงค์ต่อการกระทำครั้งนี้ว่า “ ผมต้องการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพื่อให้คนในสังคมตื่นขึ้นมา” “มันยังมีทางเป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนของ ส.ส. รัฐบาล และ พรรคการเมือง” อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มุ่งหวังว่าให้คนอื่นๆกระทำตามเป็นเยี่ยงอย่างแต่สิ่ง ที่เขาต้องการคือให้ทุกคนลุกขึ้นสู้กับความไม่ชอบธรรม “ ประชาชนต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายที่เรารู้สึกได้ ณ ขณะนี้” “การกระทำของผมครั้งนี้บรรลุตามหน้าที่ แต่คนอื่นๆต้องอย่าทำตามผม นักเรียนคนอื่นๆต้องรักษาชีวิตตัวเอง และอุทิศชีวิตเพื่อสำเร็จเป้าหมาย พวกเขาต้องสู้โดยมีชีวิตอยู่”
Jan Palach’s legacy.
การพลีชีพของ Jan Palach ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ภายหลังการเสียชีวิตของเขาได้เกิดการประท้วงขึ้นทั่วประเทศหลายๆครั้ง ในหลายๆเมืองประชาชนร่วมหมื่นเข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงซึ่งส่วนใหญ่จัด ขึ้นโดยองค์กรนักศึกษาโดยที่ฝ่ายกองกำลังรักษาความสงบไม่กล้าเข้ามาขัดขวาง เช่น 20 มกราคม 1969 สหภาพนักศึกษาโบฮีเมียนและโมราวีเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ St Wenceslas และสิ้นสุดที่หน้าตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์ วันที่ 27มกราคม 1969 กลุ่มคนหนุ่มสาวราวสองพันคนรวมตัวที่หน้า St Wenceslas อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย
นอกจากเกิดการประท้วงขึ้นแล้ว เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนจำนวนมากในสังคม Jaroslava Moserova แพทย์ผู้ดูแล Jan Palach ให้สัมภาษณ์กับ radio czech “ ฉันเป็นคนแรกที่เข้ามารักษาเขาและแน่นอนฉันไม่มีวันลืม เราต่างรู้สึกเศร้ากับชะตากรรมไม่เพียงแต่ของเด็กหนุ่มคนนี้แต่เป็นชะตากรรม ของชาติ และฉันคิดว่าคนอื่นๆต่างเข้าใจในทันที เขาพยายามบอกเราว่าการที่โซเวียตเข้ามายึดครองมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับ การที่เรากำลังจะถูกลดความเป็นมนุษย์ ผู้คนไม่เพียงแต่ยอมแพ้สภาพที่เป็นอยู่แต่เรายังยอมให้มันมาเป็นส่วนหนึ่ง ของเรา และแจนต้องการหยุดยั้งกระบวนการลดความเป็นมนุษย์นี้ และฉันคิดว่าคนอื่นๆที่ออกมาตามท้องถนนก็เข้าใจ มันเต็มไปด้วยความเงียบ ความเศร้าในแววตา ใบหน้าที่เคร่งเครียด และเมื่อเรามองใบหน้าคนอื่นที่อยู่ด้วยกันเราก็รู้ได้ว่าทุกคนเข้าใจสภาพ การณ์ที่เกิดขึ้น”
เหตุการณ์ของเขาส่งผลต่อการล้มระบอบคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน เมื่อมกราคม 1989 อันเป็นวันครอบรอบ 20 ปีการจากไปของแจน มีการรวมตัวขึ้นอีกครั้งที่หน้า St Wenceslas โดยกลุ่ม Czech children, Charter 77, The John Lennon Peace Club, The Independent Peace Association, The society of friends of the USA ซึ่งการรวมตัวเพื่อรำลึกถึงแจนนั้นเป็นการกระทำที่ถูกห้ามภายใต้รัฐบาล คอมมิวนิสต์ ผู้คนมากกว่า 1,400 คนถูกจับกุมข้อหาเป็นปฏิปักษ์กับระบอบ และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์
ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านพ้นมา 43 ปีแล้ว การพลีชีพของ Jan Palach ก็ยังคงปรากฏอยู่ในความทรงจำของคนในสังคม หลังจาก พฤศจิกายน 1989 เรื่องของ Jan Palach ซึ่งเคยถูกห้ามในสมัยระบอบคอมมิวนิสต์ ก็เป็นเรื่องที่สามารถพูดกันได้อิสระในสังคม วันที่ 20 ธันวาคม 1990 ตึกคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยชาร์ลสได้เปลี่ยนชื่อ เป็นตึก Jan Palach เพื่อรำลึกถึงเขา โดยมีรูปแกะสลักใบหน้าของ Jan Palach ที่หน้าตัวตึก ปี 2000 ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานที่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นเพื่อรำลึกการจาก ไปของ Jan Palach และ Jan Zajic นักศึกษาอีกคนที่เผาตัวเองตายเช่นกันหลังจากเหตุการณ์เผาตัวตายของ Jan Palach เพียงหนึ่งเดือน ทุกๆวันที่ 16 มกราคมของทุกปี จะมีการรวมตัวขึ้นที่หน้าอนุสรณ์แห่งนี้ และสถานีวิทยุ Radio Czech จะจัดรายการพิเศษเพื่อรำลึกถึงการจากไปของเขา และในปี 2007 ได้มีการเริ่มต้นโปรเจคสร้างเวปไซต์ www.janpalach.cz ซึ่งบทความนี้ได้นำข้อมูลส่วนใหญ่มาจากเวปไซต์ โครงการสร้างเวปไซต์นี้เป็นผลงานของ คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชาร์ลส์
บทส่งท้าย
การพลีชีพเผาตัวตายเพื่อประท้วงรัฐบาลในการปิดกั้นเสรีภาพการสื่อสารที่ Jan Palach กระทำขึ้นมานั้นส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคมหรืออาจพูดได้ว่า ทุกคนรู้สึกช็อคกับความสูญเสียครั้งนี้และเป็นบาดแผลจนถึงทุกวัน อย่างไรก็ตามการพลีชีพของเขาส่งผลพวงให้คนในสังคมตื่นขึ้นมาจากความไม่ปกติ ในสังคมและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนเป็นผลสำเร็จ
แต่ทว่าการพลีชีพตัวเองนั้นไม่ได้ผลสำเร็จทุกครั้งไป มิใช่มีเพียงแจนเท่านั้นที่ตัดสินใจทำ เมื่อเรามองที่ประเทศอื่นๆก็ปรากฎเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แต่ทำไมมันกลับไม่ส่งผลอะไรเลยในสังคม หลายๆคนในสังคมยังคงหลับและชื่นชอบที่จะอยู่กับความไม่ปกตินี้เสมือนมันเป็น ส่วนหนึ่งในร่างกายไปแล้ว หลายครั้งที่การพลีชีพตัวเองกลายเป็นการถูกกล่าวหาว่าบ้าจากคนในสังคม ในสายตาของคนในสังคมไทยหลายๆคนที่มองการอดข้าวประท้วงของ ไท ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข คงไม่แตกต่างจากสายตาที่คนในสังคมจีนและรัฐบาลจีนมองพระธิเบตเผาตัวตายเป็น รายที่ 20
หรือว่าการหลับครั้งนี้มันเป็นการหลับลึกเกินจะเยียวยา
ท้ายสุด
“คนเราอยากจะให้คนอื่นจดจำเราแบบไหนขึ้นอยู่กับว่าทั้งชีวิตกระทำอะไรมาบ้าง”
16 กุมภาพันธ์ 2012 ครบรอบ 43 ปี และ 1 เดือน
เหตุการณ์เผาตัวเองเพื่อประท้วงของ Jan Palach
เชิงอรรถ
www.janpalach.cz
www.radio.cz
สุรพศ ทวีศักดิ์เข้ารับฟังข้อกล่าวหา 112 พรบ.คอมพ์ ที่ร้อยเอ็ด
ที่มา ประชาไท
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ: รายงาน
สุรพศ ทวีศักดิ์ เจ้าของนามปากกานักปรัชญาชายขอบ เข้ารับทราบข้อกล่าวหากระทำความผิดกฏหมายตาม มาตรา112 และ พรบ.คอมพิวเตอร์ ตามที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ แกนนำกลุ่มพันธมิตรร้อยเอ็ด เจ้าของนามแฝง IPAD ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.เมือง ร้อยเอ็ด



ALRC เผยรายงาน "การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรีภาพทางการเมืองในประเทศไทย"
ที่มา ประชาไท
รายงานศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ระบุมีการคุกคามที่เพิ่มขึ้นและเข้มงวดของรัฐในหลายด้านต่อเสรีภาพทางการ เมืองในประเทศไทย โดยการคุกคามดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเฉพาะต่อผู้แสดงความเห็นในเชิงวิพากษ์ วิจารณ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 55 ที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ได้เผยแพร่รายงาน "ประเทศไทย: การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรีภาพทางการเมืองในประเทศไทย" โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ...
สำหรับเผยแพร่ทันที
16 กุมภาพันธ์ 2555
ALRC-CWS-19-02-2012-TH
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่
สมัยประชุมที่ 19 วาระที่ 4 การอภิปรายทั่วไป
แถลงการณ์อย่างเป็นลายลักษณ์อั
ประเทศไทย: การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรี
1. ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ต้องการรายงานให้คณะมนตรีสิทธิ
2. แทนที่จะใช้กฎหมายหมิ่นประมาททั
3. แม้ว่า มาตรา 112 จะได้รับการกำหนดเป็นตั
4. คำตัดสินลงโทษในหลายคดีเมื่อเร็
ก. วันที่ 15 มีนาคม 2554 นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ได้ถูกลงโทษจำคุก 13 ปี ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้
ข. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 นายอําพล ตั้งนพกุล ได้ถูกลงโทษจำคุก 20 ปี ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้
ค. วันที่ 8 ธันวาคม 2554 นาย Joe Gordon ได้ถูกลงโทษจำคุก 2.5 ปี ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้
ง. วันที่ 15 ธันวาคม 2554 คำพิพากษาคดี น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ที่ถูกเพิกถอน เมื่อปี 2552 ได้ถูกพิพากษาใหม่ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่
5. สืบเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อเดือนมกราคม 2555 คณะนิติราษฎร์ (ซึ่งหมายถึงกฎหมายสำหรั
6. ผลจากการรณรงค์ครั้งนี้ เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิ
7. พร้อม ๆ กับการแสดงความเห็นและการคุ
8. การคุกคามทั้งโดยทางตรงและทางอ้
"1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิ
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค ๒ ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิ
(ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสี
(ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน”
การกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ความมั
9. ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชียจึงต้
ก. กระตุ้นรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ให้ยุติการคุกคามคณะนิติราษฎร์
ข. กระตุ้นรัฐบาลไทยให้แสดงความเห็
ค. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยอนุ
10. โดยย้ำเตือนถึงข้อเสนอแนะต่อรั
11. การที่รัฐบาลไทยยอมรับข้
# # #
เกี่ยวกับ ALRC: ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิ

