ที่มา Thai E-News
มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ในหัวข้อข่าวเรื่อง "8 ราชนิกูล" ดัง ร่วมส่งจดหมายถึงนายกฯ แนะรัฐบาลปรับปรุงแก้ไข ม.112 โดยอ้างอิงรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับประจำวันที่ 12 มกราคม 2555 รายงานว่า ราชนิกูลกลุ่มหนึ่งได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยราชนิกูลผู้มีชื่อเสียงจำนวน 8 คน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์สายสวัสดี สวัสดิวัตน์ (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ หรือ ท่านชิ้น - มติชนออนไลน์), หม่อมราชวงศ์สายสิงห์ ศิริบุตร (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ - มติชนออนไลน์), หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ (ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ - มติชนออนไลน์), นายวรพจน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (อดีตเอกอัครราชทูต - มติชนออนไลน์), พลเอก หม่อมราชวงศ์กฤษต กฤดากร, หม่อมราชวงศ์ภวรี สุชีวะ (รัชนี), หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนะวิชัย และนายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ได้ลงนามในจดหมายที่ส่งไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมาตรา ดังกล่าว
จดหมายที่ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีมีเนื้อหาระบุว่า จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญในช่วงเวลา 7 ปี จากจำนวน 0 คดี ในปี พ.ศ.2545 มาเป็น 165 คดี ในปี พ.ศ.2552 ซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับคดีความเหล่านั้นได้ถูกรายงานไปทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
จดหมายของราชนิกูลกลุ่มนี้ยังได้อ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าการลงโทษจับกุมคุมขังบุคคลผู้วิพากษ์วิจารณ์ สถาบันนั้น มีแต่จะก่อปัญหาให้แก่พระองค์เอง ("แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์" - พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548)
"นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสดังกล่าว มีรัฐบาลหลายชุดหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่มีรัฐบาลชุดใดเลยที่จะริเริ่มดำเนินการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ รวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน" จดหมายที่ส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ
"เมื่อครั้งที่รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 7 รอบ ในปี พ.ศ.2554 รัฐบาลควรใช้โอกาสนั้น ทำความเข้าใจในพระราชประสงค์ของในหลวงต่อประเด็นดังกล่าวด้วย" นายสุเมธ หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายกล่าวและว่า ราชนิกูลกลุ่มนี้ได้พบปะกันในช่วงสิ้นปี 2554 เพื่อร่วมครุ่นคิดในประเด็นว่าด้วย "การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ในทางที่ผิดซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งภายในไทยเองและภายนอกประเทศ"
"ที่สำคัญสุดเหนือสิ่งอื่นใด พวกเราต้องการให้มีการคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายมาตราดังกล่าว" นายสุเมธ ให้สัมภาษณ์
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ราชนิกูลกลุ่มนี้ออกมาเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ แต่กลับไม่มีการระบุอย่างเด่นชัดว่าเนื้อหาของกฎหมายในส่วนใดที่ควรได้รับ การแก้ไข
"พวกเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เราคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งต้องแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้น" นายสุเมธกล่าวและว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำการปกป้องสถาบัน และในกรณีนี้ ยังถือเป็นการเอาใจใส่ต่อความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สังคมไทยกำลังแตกแยก ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างสุดขั้ว รัฐบาลจึงควรให้ความสนใจกับคำแนะนำของในหลวง ก่อนจะดำเนินมาตรการอื่นใด
ปชป.ยังตามล่าแม่มดตามเฟซบุ๊ค เหลิมผุดไอเดียออกกฎหมายดัดหลังพวกผูกขาดความจงรักภักดีคุก5ปี
ศิริโชค” แฉกลางกรรมาธิการฯ มีเฟซบุ๊กอ้างเป็นหน่วยงานลับ แดงใต้ดิน หมิ่นสถาบัน แถมกล้าท้าทาย “เฉลิม” ไม่กล้าจับ ด้านเจ้าตัวเต้น บอกพร้อมลุยปราบทันที ไม่กลัวเสียฐานคะแนนเสียง
ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร มี ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม โดยเชิญ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอ ข้อมูลที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ 10) มาชี้แจงเรื่องการปราบเว็บหมิ่นสถาบัน
โดย ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงว่า หลังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานปราบปรามเว็บหมิ่นสถาบัน ได้ปรับปรุงขั้นตอนการออกหมายศาล และการปิดเว็บหมิ่นสถาบันให้มีความรวดเร็วขึ้น โดยยึดหลักรัฐศาสตร์นำนิติศาสตร์ ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และ 6 กลุ่มผู้ให้บริการการเว็บไซต์
ขณะที่ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชี้แจงว่า การทำงานของคณะกรรมการปราบเว็บหมิ่นสถาบัน มุ่งเน้นปิดกั้นการเผยแพร่เว็บหมิ่นสถาบันอย่างรวดเร็ว มีศูนย์เฝ้าระวังที่บูรณาการจากส่วนราชการทุกกระทรวง โดยปัจจุบันขั้นตอนตั้งแต่การแจ้งเรื่อง การออกคำสั่งศาล จนถึงการปิดเว็บไซต์ใช้เวลา 1-4 วัน จากเดิมใช้เวลาเกือบ 20 วัน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 54 มีคำสั่งบล็อกเว็บไซต์ไม่เหมาะสม 757 ยูอาร์แอล และมีคดีอยู่ระหว่างสอบสวน 1,453 คดี แต่เมื่อปิดไปแล้วก็มีการเลี่ยงไปเปิดใหม่ ซึ่งหากเป็นพวกมืออาชีพจะไม่ทิ้งร่องรอยให้ติดตามได้
นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการฯ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหามากคือเรื่องเฟซบุ๊ก จากการติดตามพบว่ามีบุคคลใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “หน่วยงานลับ แดงใต้ดิน” เป็นการรวมพลคนหมิ่นสถาบัน มีกลุ่มเพื่อนถึง 4,944 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย บุคคลผู้นี้มีความสามารถพิเศษรู้ล่วงหน้าทุกครั้งเวลาจะถูกตำรวจออกหมายจับ มักจะมาเขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กล่วงหน้า และยังมีการท้าทายว่า ร.ต.อ.เฉลิมไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวจะเสียฐานเสียงคนเสื้อแดง จึงอยากให้ตำรวจเร่งปราบเว็บนี้ เพราะเปิดมานาน 1 เดือนแล้ว นอกจากนี้อยากทราบความคืบหน้าการดำเนินคดีนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำ นปช. ข้อหาหมิ่นสถาบันด้วย
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยืนยันว่า หากใครหมิ่นสถาบัน รัฐบาลยอมไม่ได้ ต้องถูกดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ตั้งข้อสังเกตว่า คนทำผิด มักไม่เปิดเผยตัวตนจริงๆ เพราะหากคนที่ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ก็อาจดำเนินการเปิดเว็บนี้ เพื่อกลั่นแกล้งกัน ไม่ใช่ว่าพอเอ่ยชื่อเสื้อแดง แล้วจะมาอ้างว่า เป็นพวกตนทั้งหมด ยืนยันว่า เรื่องการปราบเว็บหมิ่นสถาบัน นายกฯ ได้สอบถามความคืบหน้าทุกสัปดาห์
ส่วนกรณีของนายสุนัย ได้มอบให้กองปราบดำเนินการหาพยานหลักฐานอยู่ นอกจากนี้ที่ผ่านมา ตอนหาเสียง ตนและพรรคพวกถูกกล่าวหาเรื่องไม่จงรักภักดี จึงมีแนวคิดอยากแก้ไขหรือเพิ่มกฎหมายใหม่เรื่องความจงรักภักดี โดยห้ามกล่าวหาบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่จงรักภักดี หรือบอกว่า ตัวเองจงรักภักดี แต่คนอื่นไม่จงรักภักดี หากใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5 ปี แนวคิดนี้ในอนาคตตนต้องพูดในพรรค หากจะทำจริงต้องหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 12, 2012
ร้อนถึงราชนิกูลจี้รัฐแก้112รับจับดะกระเทือนสถาบัน เหลิมจ้องออกกม.ฟันพวกผูกขาดจงรักภักดีคุก5ปี
10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด
ที่มา Thai E-News
Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive---
By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน
Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.
They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.
1. The following document is the Internal ‘Top Secret’ government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.
The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.
2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.
AW-SP-69-81
The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.
3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.
Lesson 7
Lesson 7The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.
This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.
4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.






The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.
5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.
รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1
The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.
รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1
6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request
The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.
Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.
He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.
7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’
Somchai Hom-laor, chairman of the TRCT’s fact finding subcommittee, said many charges filed against Red Shirts had been inflated and now 53 Red Shirts faced accusations of arson and terrorism, carrying a maximum penalty of death.
He also said police investigators and public prosecutors admitted to being pressured by the Abhisit Vejjajiva government’s policy makers to inflate charges and they had ended up filing ‘indiscriminate’ charges against the Red Shirts demonstrators.
“The feeling of the [Red Shirts] demonstrators is that they are victims of a one-sided judicial process while state officers who have committed crimes to a greater or lesser extent are not being put through the judicial process.” Somchai said according to the Nation.
8. DSI had the policy that ‘came from the top’ to blame the Red Shirts as much as possible.
In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:
“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.
9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek
On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.
He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.
10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.
During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.
I ordered everything I am responsible
..
From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?
Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?
สุรพศ ทวีศักดิ์@ชาวบ้านธรรมดา พวกโนเนม ก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าพวกดังๆ
ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้
แต่ก่อนผมเคยตามอ่านงานเขียนของนักวิขาการดังๆ และคอลัมนิสต์ดังๆ ซึ่งมีไม่มากนักในประเทศนี้ แถมบางทียังไปตามซื้อรวมเล่มบทความของเขามาอ่านอีก (งานทางพุทธศาสนาก็เลือกอ่านเฉพาะพระที่ถูกยกย่องว่าเป็นปราชญ์ หรือพระดังๆ)
แต่ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ ผมรู้สึกว่าอ่านอะไรพวกนี้แล้วมันหนืดเนือย ติดตัน ยังไงไม่รู้ เลยพูดกับตัวเองว่า “ถ้ากรูเลิกอ่านงานของคนดังๆ ไม่กี่คนพวกนี้ กรูจะโง่ลงหรือเปล่าวะ” สุดท้ายก็เลิกอ่าน (หรืออ่านบ้างแค่ผ่านๆ) แล้วหันไปอ่านงานเขียนนักวิชาการอื่นๆ ที่ผมไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะงานเขียนของพวก “โนเนม” ในประชาไท และเว็บอื่นๆ ตามอ่านแม้กระทั่งที่เขาเถียงกันท้ายบทความต่างๆ ซึ่งมีทั้งเหตุผล หลักการดีบ้างไม่ดีบ้างและหยาบคายกวนตีนก็เยอะ
แต่สุดท้าย ผมคิดว่าผมได้คำตอบที่ค่อนข้างแน่ใจว่า ผมไม่น่าจะโง่ลงนะ เพราะระยะหลังมานี้ ผมสังเกตว่านักวิชาการหรือคอลัมนิสต์ดังๆ เริ่มเห็นคล้อยตาม หรือคิดไปทางเดียวกับ “พวกโนเนม” มากขึ้นอ่ะ
ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องชาวบ้านขายสิทธิ์ขายเสียงที่พวกเขาเคยมองแค่ว่า “ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อนักธุรกิจการเมือง” เขาก็ดูจะเข้าใจมากขึ้นว่า การขายสิทธิ์ขายเสียงไม่ได้ทำให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งปราศจาก “การใช้เหตุผล” อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากชาวบ้านอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าทุกพรรคล้วนซื้อเสียง และเขาก็รับเงินจากทุกพรรค แต่จะเลือกพรรคที่เขาเห็นว่ามีนโยบายที่ดีกว่า เป็นต้น
แล้วยังเรื่องต่อต้านรัฐประหาร ที่ ชาวบ้านตาสีตาสาออกมาต่อต้านก่อน พวกนักเขียนโนเนมเขียนต่อต้านก่อน พวกดังๆ ก็มาคล้อยตามทีหลัง ยิ่งเรื่อง ม.112 ยิ่งชัดเจนว่า ชาวบ้าน พวกโนเนมออกมาเจ็บตัวก่อน ออกมาเดินรณรงค์ให้ยกเลิก ม.112 มาก่อนนานแล้ว พวกดังๆ จึงกล้าออกมา “พูดตาม”
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น เรื่อง ความไม่ชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์ที่สลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนทำให้คนตาย “25 ศพ” พวกโนเนมและชาวบ้านธรรมดาต่างเห็นว่า รบ.อภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้ว แต่บรรดานักวิชาการดังๆ ต่างสงวนท่าที หรือไม่ก็ไม่ออกความเห็นตรงๆ (พวกเขาถนัดเล่นสำนวน “เชิงวาทศิลป์” มากกว่า เพราะนั่นหมายถึงความเป็น “คนฉลาด” รู้สถานการณ์!) จน 91 ศพไปแล้ว แม้แต่พระชื่อดังยังต้องขอ “นับศพ” ก่อนว่า ตายเพราะทหารกี่ศพ ตายเพราะชายชุดดำกี่ศพ จึงจะบอกได้ว่า รบ.อภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแค่ไหน เพียงใด
สรุป ชาวบ้านธรรมดา พวกโนเนมทั้งหลาย ก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าพวกดังๆ และแน่นอนก้าวล้ำหน้า "สื่อกระแสหลัก" ไปไกลโขแล้วด้วย! (จบข่าว)
จากเฟชบุค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย น่าจะเห็นสิ่งนี้แล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า


ที่มาจาก
http://shows.voicetv.co.th/wakeup-thailand/27530.html
ช่วงต้นรายการ wake up thailand วันที่ 11 มค. 55 คุณชูวัส พิธีกรสงสัยว่า
ไทยโพสต์ ลงพาดหัวแบบนี้ ต้องการบอกว่าคนถูกยิงตาย แล้วค่อยมาเผาเมืองต่อหรืออย่างไร
การนำเสนอน่าจะมีปัญหา เหมือนตั้งใจอยากให้ทุกฝ่ายรู้สึกโกรธรึเปล่า
ผมเองก็สงสัยว่า
สมาคมได้ติดตามหนังสือพิมพ์ทุกฉบับของทุกวันหรือเปล่าหรือว่าไม่มีศักยภาพขนาดนั้น
ที่จริง ทางสมาคมฯ ควรออกมาชี้แจงบ้าง หรือว่าไม่มีใครร้องเรียนก็ไม่ทำอะไร
แถมอันนี้อีกอัน ไปเจอมา

"ปูนบำเหน็จ...รับเละ"
Re:
ลองดูฉบับที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ดูบ้างก็น่าจะเห็นความแตกต่าง
สุนิสา เลิศภควัต เฉลย'ใครฆ่าคนจน'
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ข่าวทะลุคน
ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต ฝากข้อความถึง มัลลิกา บุญมีตระกูล
"คนที่ฆ่าคนจนเห็นว่าเป็นรัฐบาลของประชาธิปัตย์มากกว่า
โดยเฉพาะกรณี 91 ศพ"
จากสถานภาพที่เท่าเทียมกันใน 2 พรรคการเมือง คือ
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ตอบโต้เจ็บ หลังฝั่งน.ส.มัลลิกาอ้างนโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายที่ฆ่าคนจน
พร้อมชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง
เพราะนโยบายของเพื่อไทยมุ่งแก้ปัญหาความยากจน
เปิดโอกาสให้คนจนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ทั้งการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท
เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท
กองทุนพัฒนาสตรี
และนโยบายเอสเอ็มแอล
ล้วนสร้างโอกาสพัฒนาทักษะทางทำมาหากินให้ประชาชนมีรายได้ที่ดีขึ้น
ขอความร่วมมือจากพรรคประชาธิปัตย์ให้เล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์
คนเขียนหนังสือ "ทักษิณ WHERE ARE YOU" แจ้งเกิดตัวเองสู่ทุกวงการ
เกิด 7 มี.ค. 2518 ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ (สังคม วิทยาและมานุษย วิทยา)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ทำงานเลขา นุการในบริษัทเล็กๆ อยู่ 2-3 เดือน แล้วสมัครรับราชการทหาร
ติดยศร้อยตรีที่กรมสรรพาวุธทหารบก จากนั้นย้ายเข้าสำนักงานเลขานุการกองทัพบก
ไปอยู่ศูนย์วิทยุกองทัพบก จัดรายการใช้ชื่อ "หมวดเจี๊ยบ"
ต่อมาโอนเข้าช่อง 5 เป็นผู้สื่อข่าวสายทหาร และผู้ประกาศข่าวช่วงเบรก
พ.ศ.2550 ดังสนั่นสังคม เมื่อเปิดตัวหนังสือทักษิณฯ
เจ้าตัวเปิดเผยว่าควักกระเป๋าตัวเอง
ตีตั๋วเรือบินไปลอนดอน สัมภาษณ์อดีตนายกฯ หลังถูกปฏิวัติ 19 ก.ย.2549
น้ำตาหยดเพราะต้นสังกัดเป็นพิษ
ที่สุด ลาออก ก่อนเข้าพรรคเพื่อไทยแบบไม่เหนือความคาดหมาย
เป็นรองโฆษกพรรค ฝีปากล่าสุด
ขอคืนคำว่า"ฆ่าคนจน"ให้พรรคประชาธิปัตย์
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNVEV5TURFMU5RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1pMHdNUzB4TWc9PQ==
















