WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 6, 2010

ประธานกกต.โดนบีบยอมแล้วชี้ขาดยุบ-ไม่ยุบปชป.ภายใน20เมษายน

ที่มา Thai E-News


ตึงเครียด-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงบางส่วนบุกเข้าไปในสำนักงานกกต. แต่ไม่มีเหตุปะทะรุนแรง โดยนั่งเผชิญหน้ากับตำรวจ และพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้เป็นตัวกลางโทรคุยกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งรับปากว่าจะพิจารณาสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย. ผู้ชุมนุมพอใจและยุติการชุมนุมกลับไปแยกราชประสงค์ โดยประกาศว่าในว้นที่ 20 จะกลับมาชุมนุมที่กกต.เพื่อขอคำตอบและลุ้นให้ชี้ขาดยุบพรรคประชาธิปัตย์(ภาพข่าว:REUTERS)



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553

เสื้อแดงไม่เคลื่อนบุกสีลม ขอตรึงราชประสงค์-จี้กกต.คดีปชป.258ล้าน สุดท้ายได้คำตอบยุบ-ไม่ยุบภายใน20เมษายนนี้

เมื่อเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีสิทธิ์ที่จะชุมนุม ปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ต่อไปโดยจะไม่มีการรื้อถอน และเคลื่อนย้ายการชุมนุม ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกคำเตือน รวมทั้ง จะดำเนินการฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ทาง นชป. ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปเตรียมตัวรออยู่ที่ศาลแล้ว เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอคัดค้านการยื่นของรัฐบาล ที่จะมีการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นปช. มีความเคารพในดุพินิจและคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาซึ่งศาลหากศาลมีความเห็นว่า ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ฝ่ายกฎหมายของนปช. ก็พร้อมที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งในทันที

นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกหมายจับแกนนำ นปช. ทั้ง 4 คนนั้น ว่า ตนได้รับทราบข่าวมาว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) ทางรัฐบาลได้เตรียมตำรวจหน่วยอรินทราช ไว้คอยรวบตัว แกนนำนปช. ซึ่งตนขอฝากบอกไปยังรัฐบาลได้เลยว่า ถ้าอยากจะจับพวกเราก็ขอให้จับเลยในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ามีหมายจับออกมาพวกเราจะไม่หนีไปไหนจะให้จับอยูที่นี่

"หากแกนนำนปช.ทั้ง 4 คน ถูกจับ เราได้เตรียม แกนนำรุ่น 2 แต่ถ้าหาก แกนนำรุ่นที่ 2 ถูกจับ เราก็มีแกนนำรุ่น 3 เอาไว้และถ้าหากแกนนำรุ่นที่ 3 ถูกจับอีกคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินก็ให้แปรตัวเป็นกองทัพเสรีชนที่จะลุกขึ้นต่อสู้ในทันที ส่วน คนเสื้อแดงที่อยู่ในต่างหากเป็นไปได้ ถ้าสะดวกก็ขอให้เดินทางมาชุมนุมในกรุงเทพ ฯ แต่ถ้าไม่สามารถมาได้ ก็ให้ปักหลักต่อสู้ในพื้นที่ และ คอยรอดูสถานการณ์"

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้ เวลา 12.00 น.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร จะนำขบวนรถจากสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อติดทวงถามพิจารณาคดี เงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเราเห็นว่า คดีดังกล่าวมีความยืดเยื้อมาเป็นเวลานานและกกต.มีท่าทีที่จะช่วยยื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์

บุกกกต.ขอเคลียร์อภิชาตหากไม่ยอมพบขู่ลุย

เวลาราว 11.30 น.นายขวัญชัยนำผู้ชุมนุมถึงกกต.แจ้งวัฒนะ และเรียกร้องขอพบนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เพื่อขอคำตอบว่าเมื่อไหร่จะมีมติดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์คดี258ล้านบาท ทั้งที่หลักฐานชัด ขณะที่พรรคการเมืองอื่นมีการจ้างพยานเท็จ แต่กลับมีการยุบพรรค

นายขวัญชัยปราศรัยว่าหากนายสุชาติไม่ยอมมาพบเพื่อให้คำตอบก็อาจทำให้ผู้ชุมนุมหมดความอดทน และหากตำรวจจะสลายการชุมนุมก็พร้อมที่จะให้สลาย แต่ต้องระวังเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวด้วย

ทั้งนี้นายขวัญชัยบอกว่าหากประธานกกต.ไม่ออกมาพบในเวลาเที่ยงจะฝ่าด่านตำรวจบุกเข้าไปพบนายอภิชาติ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งในเวลาเที่ยงตรงได้มีตัวแทนกกต.ลงมาพบชี้แจงกับผู้ชุมนุม

ต่อมาผู้ชุมนุมบอกว่าคุยกับตัวแทนกกต.ไม่ได้คำตอบ ขอให้นายอภิชาตมาพบชี้แจงด้วยตนเอง โดยขีดเส้นไว้ในเวลา14.00หากไม่มาพบจะบุกเข้าไปในกกต. ต่อมาเวลา14.00นายอภิชาตไม่มาพบ และมีรายงานว่านายอภิชาติและคณะกรรมการกกต.ไม่มีใครอยู่ในสำนักงานกกต. ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าไปในกกต. แต่แกนนำการชุมนุมได้สั่งให้ออกมา

ผู้การแต้มเป็นตัวกลางต่อรอง อภิชาตบอกจะพิจารณาสำนวนยุบปชป.แล้วเสร็จ20เม.ย.หวังสลายม็อบ

ในเวลา15.00น. นายสุภรณ์ หรือแรมโบ้อีสาน ปราศรัยว่า นายอภิชาตรับปากตามข้อเรียกร้องแล้ว แต่ขอให้นายอภิชาตแถลงต่อสื่อมวลชนเอง

ขณะที่นายอริสมันต์ปราศรัยว่า นายอภิชาตต้องแถลงให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ เป็นตัวกลางในการเจรจา

ในเวลา15.10น. พล.ต.ต.วิชัยขึ้นกล่าวบนเวทีเสื้อแดงที่สำนักงานกกต.ว่า ได้คุยกับผู้ใหญ่ทางกกต.ทางผู้ใหญ่บอกว่าจะพิจารณาสำนวนเสร็จวันที่ 30 เม.ย.เลยขอว่าให้ร่นเวลาลงมาหน่อย ท่านเลยว่าจะเสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย.

จากนั้นนายสุภรณ์กล่าวปราศรัยว่า ในวันที่20เม.ย.จะกลับมาชุมนุมที่กกต.เพื่อลุ้นว่าปชป.จะโดนชี้ขาดให้ยุบพรรคหรือไม่ จากนั้นก็ประกาศถอนการชุมนุมกลับไปที่ราชประสงค์

เสื้อแดงตั้งทีมงานให้ศูนย์การค้าเปิดได้ตามปกติ


เสื้อแดงยึดไม่เท่าไหร่-ผู้ชุมนุมพักเอาแรงใกล้กับป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ส่วนภาพล่างนักท่องเที่ยวถือโอกาสใส่เสื้อแดงทัวร์ม็อบ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก(ภาพข่าว:AP)



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงเมื่อค่ำวานนี้ว่า แกนนำนปช. มีมติจะชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ต่อเนื่องไม่มีกำหนด จนว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเท่านั้น ในวันที่ 5 เม.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดงไปในพื้นที่ กทม. เพื่อยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเคลื่อนพลด้วยรถยนต์เป็นหลัก ส่วนรูปแบบจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในเวลา 10.00 น.วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับประกาศของศอ.รส. ฉบับที่ 6 ที่ห้ามคนเสื้อแดงใช้เส้นทาง11 เส้นทาง

สำหรับความเดือดร้อนของกลุ่มนักธุรกิจในย่านนี้นั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทางนปช.ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อประสานงานกับนักธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในขณะนี้ว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงพร้อมจะให้ความร่วมมือและเปิดห้างได้ตามปกติ โดยถือว่า กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ซื้อที่สำคัญ ที่นำลูกค้ามาถึงที่หน้าห้างนับแสนคน ดังนั้น นักธุรกิจที่เดือดร้อนสามารถส่งคนกับหารือกับทีมงานได้

"ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น จะมีการเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่ออำนวยความสะดวกว่าหากผู้ประกอบการรายใดต้องการเปิดเพื่อค้าขาย ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีให้ความร่วมมือ"นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในย่านธุรกิจนี้ อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ก่อนตัดสินใจเปิดให้บริการหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ด้วย "เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน" นายชายกล่าว

รถไฟฟ้าเฮคนใช้บริการเพิ่มอื้อ

นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กล่าวว่า รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงเปิดให้บริการประชาชนใช้บริการตามปกติ ซึ่งทางบีทีเอสได้เตรียมมาตรการรองรับความปลอดภัย ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มเวรยาม พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องระวังวินาศภัย และเหตุระเบิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประมาณ 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000 คน

AOCระบุชุมนุมเสื้อแดงไม่กระทบการธุรกจการบินระหว่างประเทศ แต่หากประกาศฉุกเฉินหนักแน่

นายคงศักดิ์ หิรัญพฤกษ์ ประธานคณะดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (AOC) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติของไทย จำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยวันละ 80,000 - 90,000 คน ซึ่งปัญหาการเมืองดังกล่าว หากเป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าใจ โดยก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวที่มีความวิตกกังวล และระงับการเดินทางมาไทย ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน หรือจากเอเซียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ยังเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นปกติ

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และขาดแหล่งจับจ่ายใช้สอยไปจุดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญที่จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เดินทางมาไทย หรือกรุงเทพมหานคร เพราะการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยว ผ่านท่าอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่ ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ ของแต่ละภูมิภาคทันที

นอกจากนี้ หากการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาลยังใช้แค่ในระดับ พ.ร.บ.ความมั่นคง เท่านั้น ก็จะไม่กระทบกับความมั่นใจของนักเที่ยว แต่หากมีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์เมื่อใด ซึ่งเรื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งก็จะสร้างความไม่มั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้เมื่อใด คงต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวใหม่อีก ครั้ง ที่สำคัญในส่วนของ AOC คาดหวังว่าสถานการณ์การชุมนุม จะคลี่คลายด้วยการเจรจา และไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

ทางด้านvoice tv อ้างรายงานข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เห็นต่างจากรัฐบาล เชื่อการชุมนุมยังสันติ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวมากนัก

นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่กล้าแนะนำเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ


ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)

เมื่อสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ

ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ

และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช

7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5

Monday, April 5, 2010

ข้ามให้พ้น “คนกรุงเทพฯ”

ที่มา ประชาไท


น่าเห็นใจคนกรุงเทพฯที่ประสบปัญหาจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ไหนจะรถติด หนวกหูกับเสียงปราศรัยจากเวทีชุมนุม การค้าขาย การทำมาหากินในย่านที่มีการชุมนุม ไม่สะดวกเหมือนเดิมหรือมีอันต้องหยุดชะงักลง ไหนจะกลัวลูกระเบิด กลัวความรุนแรงสารพัดที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด

แต่ดูเหมือนคนกรุงเทพฯจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาการชุมนุมทางการเมืองได้ ในเมื่อกรุงเทพฯเป็น “ศูนย์กลาง” ของทุกสิ่งทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อ ฯลฯ ถนนทุกสายจึงมุ่งสู่กรุงเทพฯ

น่าอัศจรรย์ไหมที่ข้าราชการในส่วนภูมิภาคไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายก็ต้องมุ่งสู่กรุงเทพฯ ชาวนา กลุ่มเกษตรกรรายย่อย สมัชชาคนจน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน หมู่บ้าน หรือแม้แต่การทวงที่นาคืนจากการถูกรัฐละเมิดสิทธิ์อย่างกรณี ยายไฮ ขันจันทา ก็ต้องมุ่งสู่กรุงเทพฯ (และน่าจะเป็นการเดินทางเทียวไปเทียวมายาวนานที่สุดร่วม 30 ปี จึงได้รับความเป็นธรรม)

ในบรรดาความเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆนั้น “ความเป็นศูนย์กลางฉันทานุมัติทางการเมือง” ของคนกรุงเทพฯ นับว่า “ทรงอิทธิพล” อย่างสูงยิ่ง ดังตำนาน “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล”

แม้แต่กรณียายไฮ ถ้าเรื่องราวการเดินเท้าในระยะทางกว่า 20 ก.ม.จากหมู่บ้านไปอำเภอเพื่อยื่น “จดหมาย” (ที่เขียนด้วยมือ) ขอความเป็นธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องราวการมาร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบฯครั้งแล้วครั้งเล่าของหญิงชราขาวชนบทคนหนึ่งไม่ได้ออกรายการทีวีของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา และถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก คิดหรือว่ารัฐบาลจะ “รับรู้” และรับผิดชอบแก้ไข

เสียงของคนกรุงเทพฯ (ผ่านสื่อ) ที่แสดงออกถึงความสงสาร เห็นใจ และชื่นชมการต่อสู้ของยายไฮต่างหากที่ทำให้รัฐบาล “ได้ยิน” ลำพังเสียงของยายไฮล้วนๆ แม้จะเป็นเสียงตรง เสียงจริง เสียงความทุกข์ยากที่บริสุทธิ์ใสซื่ออย่างไรก็ไม่มีรัฐบาลไหนจะ “ได้ยิน” หรอกครับ

ในเมื่อกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของฉันทามติทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลสูงยิ่ง ที่อาจส่งผลกระทบในเรื่องใหญ่สุด เช่น เสถียรภาพของรัฐบาล ไปจนถึงเรื่องเล็กสุด เช่น การได้รับความเป็นธรรมของหญิงชราชาวชนบทคนหนึ่ง

เช่นนี้แล้วในด้านกลับคนกรุงเทพฯ จึงต้องมีต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่าย นั่นคือความเดือดร้อนต่างๆนานาอันเกิดจาก “เสียง” จากทุกสารทิศ โดยเฉพาะเสียงของคนชนบทที่มาร้องขอ “ฉันทานุมัติ” จากคนกรุงเทพฯ เพื่อส่งผ่านให้รัฐบาล “ได้ยิน”

แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย คนกรุงเทพฯ มักจะถูกแย่งชิงฉันทามติจากฝ่ายขัดแย้งทางการเมืองฝ่ายต่างๆอยู่เสมอ เช่น การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลรัฐบาลใช้สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักโหมประโคมอย่างเต็มที่ในด้านการวิเคราะห์ คาดการณ์ และการเตรียมการป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงก็เน้นภาพการชุมนุมอย่างสงบสันติ อหิงสา เน้นสงครามจิตวิทยาที่ต้องการดึงคนกรุงเทพฯ มาเป็นแนวร่วม

(แต่คนเสื้อแดงแทบไม่มีสัดส่วนในการนำเสนอข้อเท็จจริง “ความคิด” หรือข้อโต้แย้งฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายรัฐบาลที่ใช้ “ช่องหอยม่วง” นำเสนอบทวิเคราะห์ ความเห็น ข้อโต้แย้งของฝ่ายตนหรือฝ่ายสนับสนุนตนวันละหลายชั่วโมง)

แต่ละฝ่ายที่หยั่งเชิงกันไปมาต่างก็คอยเงี่ยหูฟังว่า คนกรุงเทพฯ จะเอายังไง? ที่รัฐบาลไม่ยอมยุบสภาใน 15 วัน ก็เพราะเชื่อมั่นว่า สามารถอธิบายเหตุผลให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับได้ เหตุผลที่แท้จริงของคนเรือนแสนที่มาชุมนุมไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลต้องใส่ใจวิเคราะห์อย่างจริงจัง

แต่ฝ่ายที่น่าเห็นใจคือฝ่ายที่มาชุมนุม เพราะนอกจากจะบากหน้ามาหารัฐบาลที่ไม่สนใจรับฟังปัญหา หรือ “วาระ” ที่แท้จริงของพวกเขาแล้ว ยังจำเป็นต้องพยายาม “แสดงออก” เพื่อให้ได้ฉันทานุมัติจากคนกรุงเทพฯ อีกด้วย ซึ่ง “มาตรฐาน” ของการจะให้หรือไม่ให้ฉันทานุมัติของคนกรุงเทพฯนั้น ก็เอาแน่นอนไม่ค่อยได้

ครั้งหนึ่งคนกรุงเทพฯเคยเห็นว่า รัฐบาลทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระกรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณาข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของทักษิณ แต่ครั้งนี้คนกรุงเทพฯ ไม่เห็นว่าอภิสิทธิ์แทรกแซงองค์กรอิสระกรณีเตะถ่วงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เรื่องรับเงินบริจาค 258 ล้านบาท

ครั้งหนึ่งคนกรุงเทพฯ ทนไม่ได้กับ “รายการความจริงวันนี้” ที่ยึดทีวีของรัฐเสนอทัศนะทางการเมือง “ข้างเดียว” แต่ปัจจุบันนี้คนกรุงเทพฯกลับเฉยๆกับการที่ทีวีของรัฐ “ช่องหอยม่วง” ถูกยึดเป็นสาขาหนึ่งของ ASTV ที่เอาการเอางานกับการให้ “ความรู้” และให้ “ปัญญา” แก่ประชาชนชาวไทย (ที่ยังโง่ ยังถูกทักษิณหลอก) และ “คลายปม” ปัญหาของประเทศด้วยการเสนอความเห็นทางการเมือง “โคตรข้างเดียว”

ผมไม่แน่ใจว่าที่แกนนำคนเสื้อแดงยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลมากขึ้นนั้น จะทำให้ได้รับฉันทานุมัติเพิ่มขึ้นจากคนกรุงเทพฯ และจะชนะก่อนสงกรานต์ดังที่ประกาศหรือไม่

ถ้ายังหวังฉันทานุมัติจากคนกรุงเทพฯ ทางที่เป็นไปได้คือยอมเจรจาต่อรองเรื่องเงื่อนเวลาในการยุบสภา และสิ่งที่ต้องทำก่อนยุบสภา

ไม่เช่นนั้นก็ต้องข้ามให้พ้น “คนกรุงเทพฯ” ด้วยการพักรบกลับไปตั้งหลักใหม่ ถ้านับจำนวนคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดเฉพาะภาคอิสานภาคเดียวก็มากกว่าคนกรุงเทพฯ มากแล้ว การกลับไปสร้างความเป็นเอกภาพทางความคิดให้เหนียวแน่นมากขึ้นในหมู่ประชาชนภาคเหนือ ภาคอิสาน และที่อื่นๆ พร้อมกับร่วมกันคิดสร้างแนวทางในอนาคตว่าทำอย่างไรคนต่างจังหวัด คนชนบทจะต้องไม่วิ่งมาขอความเป็นธรรม ขอให้แก้ปัญหา ขอประชาธิปไตย ฯลฯ โดยต้องคอยอาศัยฉันทานุมัติจากคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป

ทำอย่างไร “เสียง” หรือฉันทานุมัติของคนชนบทจะมีความหมายเท่าเทียม หรือถ่วงดุลเสียงหรือฉันทานุมัติของคนกรุงเทพฯได้มากขึ้น?

นี่เป็นปัญหาที่คนเสื้อแดงควรร่วมกันคิดในระยะยาว เพื่อทำให้ชัยชนะ (ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า) มีความหมายต่อการสร้างประชาธิปไตยที่จับต้องได้!

บทเรียนการสิ้นชาติเขมรสำหรับประเทศไทย

ที่มา ประชาไท


เขมรมีคำทำนายว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะต้องบ้านแตกสาแหรกขาดยิ่งกว่าที่พวกเขาเคยประสบมาเสียอีก นี่อาจเป็นแค่คำทำนาย คำสาป คำขู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมไม่ได้เชื่อไสยศาสตร์ที่ผู้คนมักนำมาข่มขู่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ผมมักจะตอกกลับคนเหล่านั้นว่า “ไม่รู้จริง ก็อย่างมงาย” (นักเลยครับ)

ผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ผมเป็นเพียงที่ปรึกษากระทรวงการคลัง รัฐบาลเวียดนาม และได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ราชอาณาจักรกัมพูชาให้ไปบรรยายหรือร่วมกันจัดงานประชุม-สัมมนาเป็นระยะ ๆ จึงได้รับรู้เรื่องราวและเห็นร่องรอยของบทเรียนการสิ้นชาติเขมร ซึ่งคนไทยควรได้รับทราบ

ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่เขมรสิ้นชาติเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น ประชาชนย้ายหนีตายมาตามตะเข็บชายแดนไทย พวกที่พอมีฐานะต้องเอาทองมาแลกข้าวประทังชีวิต อาคารบ้านเรือน ไร่นาสาโทที่ตัวเองเคยเป็นเจ้าของก็ล้วนไร้ค่า

ชาวเขมรในกรุงพนมเปญเล่าให้ผมฟังเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่เขมรว่า หลังยุคเขมรแดงแล้ว จึงปรากฏว่ามีชาวเขมรอพยพกลับเข้าไปอยู่ในกรุงพนมเปญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อย้ายเข้ามาใหม่ ๆ ราคาบ้านและที่ดินในกรุงพนมเปญแทบไม่มีค่า ประชาชนต่างมาจับจองอาคารตึกแถวที่ถูกทิ้งร้างไว้ในใจกลางเมืองโดยเจ้าของเดิมคงตายหรือไม่ก็ย้ายไปประเทศอื่นแล้ว ครอบครัวที่กลับมาก่อน จะอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของตึกแถว 3-4 ชั้น ทั้งนี้เพราะมักมีการปล้นชิงทรัพย์สินอยู่เสมอ การอยู่อาศัยในชั้นบนสุดย่อมปลอดภัยกว่า

ครอบครัวที่ครอบครองตึกแถวร้างอยู่ มักจะเชิญชวนแกมขอร้องครอบครัวที่กลับมาจากชนบทในภายหลังให้มาอยู่ชั้นล่างจากตน เผื่อมีโจรมาปล้น ก็จะต้องผ่านครอบครัวที่มาภายหลังและอยู่ชั้นล่าง ๆ ก่อน ครอบครัวที่มาหลังสุดจะได้ครอบครองชั้นล่างสุดที่มีความเสี่ยงในการถูกปล้นสูงสุด

จะเห็นได้ว่าในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดนั้น ไม่มีใครเห็นอนาคต ไม่มีใครสามารถจะเชื่อได้ว่าบ้านเมืองจะกลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่งเช่นทุกวันนี้ ที่สำคัญในห้วงเวลานั้นมูลค่าของที่ดินและอาคารแทบจะไม่มีเหลือต่างจากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมบัติสุดล้ำค่า แต่พอบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ มูลค่าของทรัพย์สินจึงกลับคืนมาใหม่ พวกที่อยู่ชั้นล่างสุดของตึกแถวกลับโชคดีเพราะเป็นทำเลดีมีราคามากกว่า

เขมรสิ้นชาติเพราะอะไร คงต้องไปถามผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ แต่ก็อีกนั่นแหละ ข้อสรุปของแต่ละคนก็คงเป็นแบบ “สองคนยลตามช่อง” แล้วแต่มุมมอง อาจเกี่ยวเนื่องตั้งแต่จักรวรรดินิยม คอมมิวนิสต์ สงครามเย็น สงครามตัวแทน ฯลฯ

แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเขมรสิ้นชาติเพราะการต่อสู้ของผู้นำประเทศ จนหญ้าแพรกแหลกลาญ ฝ่ายแพ้ก็หนีตายไปอยู่ประเทศลูกพี่คือสหรัฐอเมริกา ผู้นำประเทศไม่เห็นหัวชาวบ้านอยู่แล้ว เขาพร้อมที่จะกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของชาวบ้านตาดำ ๆ นับหมื่นนับแสนก็ตาม

ชาวเขมรที่รวย ๆ หรือพอมีฐานะและเป็นพวกที่มีวิชาความรู้ก็กลายสภาพเป็นเขมรอพยพได้รับการคัดให้ไปอยู่ไปยุโรปและอเมริกา แต่หลายคนที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าหรือมีโอกาสน้อยกว่าก็ตายไปในแผ่นดินเขมรหรือไม่ก็ตายกลางทะเลในฐานะมนุษย์เรือผู้อพยพที่หนีไม่รอดนั่นเอง

ส่วนชาวบ้านชาวช่อง ตาสีตาสา คนธรรมดา สามัญชนก็ต้องอยู่เผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายร่วมกับประเทศชาติในภาวะตกต่ำสุดขีด แต่คนเหล่านี้แหละคือผู้สร้างชาติตัวจริง เขมรที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ อาจเป็นเพราะผู้นำส่วนหนึ่ง แต่ทรัพยากรสำคัญก็คือพวก “ฝุ่นเมือง” หรือพวก “ไพร่” ที่ไร้ที่ไปนั่นเอง พอพวกเขาได้มีโอกาสทำมาหากินตามปกติสุข เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไป

นอกจากนี้เขมรยังมีทรัพยากรมากมาย มีประชากรจำนวนมากพอที่จะกลายเป็นแรงงานราคาถูกให้กับนายทุนข้ามชาติที่มาลงทุน จึงทำให้ประเทศเจริญขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด และเมื่อฝุ่นจางลงแล้ว เหล่าชาวเขมรปัญญาชน-กฎุมพีที่ตอนนี้กลายเป็นอเมริกันชนไปแล้ว ก็ได้ทีกลับมาทำมาหากินในประเทศเกิดอีกครั้งหนึ่ง

กฎุมพีเขมรเหล่านี้ก็คือ พวกชนชั้นสูงที่มีฐานะดี ผู้มีการศึกษาที่ดี รวมทั้งชนชั้นกลางที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่น อาจกล่าวได้ว่าคนเหล่านี้จำนวนมากได้วีซ่า ได้กรีนการ์ด หรือแม้แต่ได้สัญชาติอเมริกัน ก่อนเขมรแตกจริง ๆ เสียอีก พวกนี้ไม่ได้มีส่วนสร้างชาติใด ๆ เลย อย่างไรก็ตามก็ยังมีกฎุมพีปัญญาชนส่วนหนึ่งที่มีส่วนสร้างชาติ พวกนี้คงเป็นพวกผู้มีอุดมการณ์อันแรงกล้าที่อยู่กับกลุ่มผู้นำที่ชนะจนถึงวันนี้ และไม่ได้หนีไปไหน แต่ก็ถือเป็นกฎุมพีส่วนน้อยนิด

ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมเรียนปี 1 อยู่ธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519 ก็ได้ข่าวว่านายแบงค์ เจ้าของกิจการใหญ่โตก็ทำวีซาเตรียมตัวหนีไปต่างประเทศเช่นกัน โชคดีที่ประเทศไทยไม่ได้ประสบชะตากรรมเลวร้ายเช่นประเทศอื่นในคาบสมุทรอินโดจีนนี้

ถ้าวันหน้าประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมือง ผมว่าพวกกฎุมพีไทยก็คงเริ่มผ่องถ่ายขายทรัพย์สินเพื่อเตรียมตัวไปตั้งหลักแห่งอยู่เมืองนอกกันตั้งแต่เริ่มมีเค้าลางร้ายแล้ว จนเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ประชาชนก็จะมาร่วมกันสร้างชาติขึ้นมาใหม่บนซากปรักหักพังของประเทศ

แม้ชาติจะยืนขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน แต่ก็เสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย ทุกวันนี้กว่าประเทศลาว เขมร เวียดนาม พม่า จะมีระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่ากับไทย ก็คงยังกินเวลาอีกหลายปี โดยเฉพาะพม่า ที่บ้านเมืองยุ่งเหยิงก็เพราะพวกผู้ปกครองโดยแท้ ส่วนเวียดนามคงจะมีโอกาส “หายใจรดต้นคอ” ไทยในไม่ช้าเพราะความเข้มแข็งทางการเมือง ความกลมเกลียวของคนในชาติ และคุณสมบัติที่ขยัน อดทนของประชาชนนั่นเอง

ในท้ายที่สุดนี้ ผมสังหรณ์ว่าคำทำนายเขมรอาจเป็นจริง เพราะสมัยก่อนเราขัดแย้งเรื่องลัทธิการเมือง ก็ยังไม่เกิดความแตกแยกในสังคมมากเช่นทุกวันนี้ที่มีการตอกลิ่ม ใส่ร้ายป้ายสีกันมาตั้งแต่ปี 2547 จนทำให้ประชาชนที่เชื่อต่างกันรู้สึกจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้วอีกต่อไปแล้ว การแตกแยกเช่นนี้เมื่อทำให้ไทยล้าหลังลง วันหนึ่งแผ่นดินไทยก็อาจถูกแบ่งแยก เหมือนภาคใต้ที่หากวันนี้มาเลเซียยังด้อยกว่าไทยเช่นพม่าคู่อาฆาตในประวัติศาสตร์ ก็คงไม่มีปัญหา 3 จังหวัดชายแดน แต่อาจมีปัญหาการทะลักของแรงงานราคาถูกเช่นกรณีพม่าก็ได้

อย่าให้ไทยต้องเข้าสู่กลียุคเพราะสงครามกลางเมืองเลย พวกชนชั้นนำอย่ามัวเข่นฆ่าทำลายกันจนลืมคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเลยครับ พวกคุณล้วนไม่ใช่เจ้าของประเทศหรือผู้สร้างชาติตัวจริง

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ.2553

เสื้อแดงเผย 7 "โบรกเกอร์"ใหญ่ บอกชุมนุมที่ราชประสงค์ไม่กระทบ

เพื่อไทยคาดกกร.ห้าม"มาร์ค"ยุบสภา ซัดที่แท้เป็นพวกเดียวกัน

ยิ่งสองมาตรฐาน

เพราะอะไร เธออยากรู้

ไม่บุกสีลมตรึงราชประสงค์ต่อ บุกกกต.จี้คดียุบปชป.

ที่มา Thai E-News




เสื้อแดงยึดไม่เท่าไหร่-ผู้ชุมนุมพักเอาแรงใกล้กับป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ส่วนภาพล่างนักท่องเที่ยวถือโอกาสใส่เสื้อแดงทัวร์ม็อบ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก(ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553

เสื้อแดงไม่เคลื่อนบุกสีลม ขอตรึงราชประสงค์-ร้องกกต.คดีปชป.258ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีสิทธิ์ที่จะชุมนุม ปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ต่อไปโดยจะไม่มีการรื้อถอน และเคลื่อนย้ายการชุมนุม ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกคำเตือน รวมทั้ง จะดำเนินการฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ทาง นชป. ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปเตรียมตัวรออยู่ที่ศาลแล้ว เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอคัดค้านการยื่นของรัฐบาล ที่จะมีการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นปช. มีความเคารพในดุพินิจและคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาซึ่งศาลหากศาลมีความเห็นว่า ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ฝ่ายกฎหมายของนปช. ก็พร้อมที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งในทันที

นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกหมายจับแกนนำ นปช. ทั้ง 4 คนนั้น ว่า ตนได้รับทราบข่าวมาว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) ทางรัฐบาลได้เตรียมตำรวจหน่วยอรินทราช ไว้คอยรวบตัว แกนนำนปช. ซึ่งตนขอฝากบอกไปยังรัฐบาลได้เลยว่า ถ้าอยากจะจับพวกเราก็ขอให้จับเลยในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ามีหมายจับออกมาพวกเราจะไม่หนีไปไหนจะให้จับอยูที่นี่

"หากแกนนำนปช.ทั้ง 4 คน ถูกจับ เราได้เตรียม แกนนำรุ่น 2 แต่ถ้าหาก แกนนำรุ่นที่ 2 ถูกจับ เราก็มีแกนนำรุ่น 3 เอาไว้และถ้าหากแกนนำรุ่นที่ 3 ถูกจับอีกคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินก็ให้แปรตัวเป็นกองทัพเสรีชนที่จะลุกขึ้นต่อสู้ในทันที ส่วน คนเสื้อแดงที่อยู่ในต่างหากเป็นไปได้ ถ้าสะดวกก็ขอให้เดินทางมาชุมนุมในกรุงเทพ ฯ แต่ถ้าไม่สามารถมาได้ ก็ให้ปักหลักต่อสู้ในพื้นที่ และ คอยรอดูสถานการณ์"

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้ เวลา 12.00 น.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร จะนำขบวนรถจากสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อติดทวงถามพิจารณาคดี เงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเราเห็นว่า คดีดังกล่าวมีความยืดเยื้อมาเป็นเวลานานและกกต.มีท่าทีที่จะช่วยยื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์

บุกกกต.ขอเคลียร์อภิชาตหากไม่ยอมพบขู่ลุย

เวลาราว 11.30 น.นายขวัญชัยนำผู้ชุมนุมถึงกกต.แจ้งวัฒนะ และเรียกร้องขอพบนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เพื่อขอคำตอบว่าเมื่อไหร่จะมีมติดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์คดี258ล้านบาท ทั้งที่หลักฐานชัด ขณะที่พรรคการเมืองอื่นมีการจ้างพยานเท็จ แต่กลับมีการยุบพรรค

นายขวัญชัยปราศรัยว่าหากนายสุชาติไม่ยอมมาพบเพื่อให้คำตอบก็อาจทำให้ผู้ชุมนุมหมดความอดทน และหากตำรวจจะสลายการชุมนุมก็พร้อมที่จะให้สลาย แต่ต้องระวังเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวด้วย

ทั้งนี้นายขวัญชัยบอกว่าหากประธานกกต.ไม่ออกมาพบในเวลาเที่ยงจะฝ่าด่านตำรวจบุกเข้าไปพบนายอภิชาติ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งในเวลาเที่ยงตรงได้มีตัวแทนกกต.ลงมาพบชี้แจงกับผู้ชุมนุม

เสื้อแดงตั้งทีมงานให้ศูนย์การค้าเปิดได้ตามปกติ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงเมื่อค่ำวานนี้ว่า แกนนำนปช. มีมติจะชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ต่อเนื่องไม่มีกำหนด จนว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเท่านั้น ในวันที่ 5 เม.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดงไปในพื้นที่ กทม. เพื่อยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเคลื่อนพลด้วยรถยนต์เป็นหลัก ส่วนรูปแบบจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในเวลา 10.00 น.วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับประกาศของศอ.รส. ฉบับที่ 6 ที่ห้ามคนเสื้อแดงใช้เส้นทาง11 เส้นทาง

สำหรับความเดือดร้อนของกลุ่มนักธุรกิจในย่านนี้นั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทางนปช.ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อประสานงานกับนักธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในขณะนี้ว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงพร้อมจะให้ความร่วมมือและเปิดห้างได้ตามปกติ โดยถือว่า กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ซื้อที่สำคัญ ที่นำลูกค้ามาถึงที่หน้าห้างนับแสนคน ดังนั้น นักธุรกิจที่เดือดร้อนสามารถส่งคนกับหารือกับทีมงานได้

"ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น จะมีการเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่ออำนวยความสะดวกว่าหากผู้ประกอบการรายใดต้องการเปิดเพื่อค้าขาย ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีให้ความร่วมมือ"นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในย่านธุรกิจนี้ อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ก่อนตัดสินใจเปิดให้บริการหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ด้วย "เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน" นายชายกล่าว

รถไฟฟ้าเฮคนใช้บริการเพิ่มอื้อ

นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กล่าวว่า รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงเปิดให้บริการประชาชนใช้บริการตามปกติ ซึ่งทางบีทีเอสได้เตรียมมาตรการรองรับความปลอดภัย ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มเวรยาม พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องระวังวินาศภัย และเหตุระเบิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประมาณ 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000 คน

AOCระบุชุมนุมเสื้อแดงไม่กระทบการธุรกจการบินระหว่างประเทศ แต่หากประกาศฉุกเฉินหนักแน่

นายคงศักดิ์ หิรัญพฤกษ์ ประธานคณะดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (AOC) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติของไทย จำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยวันละ 80,000 - 90,000 คน ซึ่งปัญหาการเมืองดังกล่าว หากเป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าใจ โดยก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวที่มีความวิตกกังวล และระงับการเดินทางมาไทย ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน หรือจากเอเซียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ยังเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นปกติ

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และขาดแหล่งจับจ่ายใช้สอยไปจุดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญที่จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เดินทางมาไทย หรือกรุงเทพมหานคร เพราะการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยว ผ่านท่าอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่ ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ ของแต่ละภูมิภาคทันที

นอกจากนี้ หากการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาลยังใช้แค่ในระดับ พ.ร.บ.ความมั่นคง เท่านั้น ก็จะไม่กระทบกับความมั่นใจของนักเที่ยว แต่หากมีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์เมื่อใด ซึ่งเรื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งก็จะสร้างความไม่มั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้เมื่อใด คงต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวใหม่อีก ครั้ง ที่สำคัญในส่วนของ AOC คาดหวังว่าสถานการณ์การชุมนุม จะคลี่คลายด้วยการเจรจา และไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

ทางด้านvoice tv อ้างรายงานข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เห็นต่างจากรัฐบาล เชื่อการชุมนุมยังสันติ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวมากนัก

นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่กล้าแนะนำเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ


ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)

เมื่อสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ

ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ

และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช

7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5

สมศักดิ์เจียมฯ:ทำไมเสื้อแดงจึงควรกลับสู่โต๊ะเจรจา และทำไมไม่ควรยึดราชประสงค์ยืดเยื้อ

ที่มา Thai E-News




ถ้าขณะนี้ เป็นกรณี 14 ตุลา หรือ 17 พฤษภา ผมเห็นว่า การยึดราชประสงค์ หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น (แม้แต่เรื่องยึดทำเนียบ) อาจจะถือว่า เป็นมาตรการที่ "เหมาะสม" ได้ เพราะ 2 กรณีนั้น ข้อเรียกร้องมีลักษณะเป็นเรื่องแตกหัก โค่นล้ม (ไล่ถนอม, ไล่สุจินดา) แต่ในกรณีขณะนี้ ข้อเรียกร้องคือ "ยุบสภา" และประเด็นที่ขัดแย้ง อยู่ที่เรื่อง "เวลา" ("ทันที" หรือ "9 เดือน" หรือ "3 เดือน" ฯลฯ)ผมจึงเห็นว่า กรณีนี้ ยังน่าจะใช้ยุทธวิธี เจรจา/ต่อรอง ..ถ้า "ชนะ" ไม่ได้ทั้งหมด อย่างน้อย ก็ต่อรอง บีบให้รัฐบาล ลดจาก 9 เดือน ซึ่งผมเชื่อว่า มีโอกาสเป็นไปได้สูง(ภาพประกอบ:ภาพบน คุณrobbery ประชาไท,ภาพล่างREUTERS)


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา ประชาไทบอร์ด
4 เมษายน 2553


ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนกระทู้ในเวบบอร์ดประชาไท เรื่อง ถ้านี่เป็นการสู้แตกหัก(โค่นล้ม)แบบ 14 ตุลา/17 พฤษภา ยึดราชประสงค์อาจจะโอเค แต่ถ้าเพื่อยุบสภา การยึดยืดเยื้อเสี่ยงต่อการทำตัวเป็นแบบพันธมิตร ที่ไม่คำนึงถึงวิธีการใดๆ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

[หมายเหตุ: ขอพูดไว้แต่ต้นว่า ที่ "ยึดราชประสงค์" มา 1-2 วัน ผมยังคิดว่า ไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่ที่อภิปรายข้างล่าง หมายถึงการจะยึดต่อไปอย่างยืดเยื้อ ตามประกาศของแกนนำ]

เวลาผมคิดเรื่องยุทธวิธีการต่อสู้ ผมยืดหยุ่นมาก ในแง่ที่ว่า ผมเห็นว่า ไม่สามารถมีกฎเกณฑ์ตายตัวเด็ดขาดว่า ยุทธวิธีแบบไหนจึงเหมาะสม ยกเว้นแต่หลักการกว้างๆบางอย่าง (ซึ่งก็สำคัญ และจะกล่าวข้างล่าง เช่น ความเดือดร้อนของประชาชน, การสนับสนุนอย่างสากล universal support เป็นต้น แต่หลักการเหล่านี้ ยังต้องพิจารณาในเชิงปฏิบัติแบบยืดหยุ่นอยู่ดี)

เช่นถ้าขณะนี้ เป็นกรณี 14 ตุลา หรือ 17 พฤษภา ผมเห็นว่า การยึดราชประสงค์ หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น (แม้แต่เรื่องยึดทำเนียบ) อาจจะถือว่า เป็นมาตรการที่ "เหมาะสม" ได้

เพราะ 2 กรณีนั้น ข้อเรียกร้องมีลักษณะเป็นเรื่องแตกหัก โค่นล้ม (ไล่ถนอม, ไล่สุจินดา)

แต่ในกรณีขณะนี้ ข้อเรียกร้องคือ "ยุบสภา" และประเด็นที่ขัดแย้ง อยู่ที่เรื่อง "เวลา" ("ทันที" หรือ "9 เดือน" หรือ "3 เดือน" ฯลฯ)

ประเด็นเรื่องข้อเรียกร้องนี้ โยงกับอีกเรื่องคือ การสนับสนุนอย่างสากล (universal support) หรือไม่ ด้วย

กรณี 14 ตุลา และ 17 พฤษภา นอกจาก สิ่งที่เป้าหมายของการชุมนุม มีลักษณะ "แตกหัก/โค่นล้ม" แล้ว ยังได้รับการสนับสนุนในลักษณะ universal support ด้วย สมมุติว่า ผู้ชุมนุมใน 2 กรณีนั้น ยึดราชประสงค์ ผมเชื่อว่า ก็คงได้รับการสนับสนุนอย่างสากลอยู่นั่นเอง

แต่กรณีปัจจุบัน ผมว่ายังห่างไกล ทั้งในแง่ข้อเรียกร้องหรือ "เป้า" และเรื่อง การสนับสนุนอย่างสากล

ผมจึงเห็นว่า กรณีนี้ ยังน่าจะใช้ยุทธวิธี เจรจา/ต่อรอง

แน่นอน ผมตระหนักดีว่า กรณี 14 ตุลา (แต่ไม่ใช่ 17 พฤษภา) เริ่มต้น ที่ข้อเรียกร้องหรือ "เป้า" ที่มีลักษณะ "เบา" คือ "ปล่อย 13 กบฎ" และ "ยกระดับ" ในช่วงวันสุดท้าย (13-14 ตุลา) โดยเฉพาะเมื่อมีการปราบปราม

เป็นไปได้ว่า แกนนำเสื้อแดงตอนนี้ ก็อาจจะ "หวัง" ว่ารัฐบาลจะ "ตบะแตก" และลงมือปราบ แล้วก็จะยกระดับข้อเรียกร้องและการต่อสู้เป็นการ โค่นอภิสิทธิ์และผู้หนุนหลัง ก็เป็นได้

แต่วิธีคิดเช่นนี้ นอกจากปัญหาเรื่องเสี่ยงต่อการคิดแบบใช้ประชาชนเป็น "เหยื่อล่อ" แล้ว ยังมีปัญหาที่แตกต่างกัน กับกรณี 14 ตุลาด้วย คือปัญหา universal support ที่กล่าวข้างต้น นั่นคือ ในความเห็นของผม ไม่ใช่ว่า มีการปราบทุกครั้ง จะนำมาซึ่ง "ความสำเร็จ" หรือสามารถ "ยกระดับ" ข้อเรียกร้องเป็นเรืองการโค่นรัฐบาลได้

ในกรณีปัจจุบัน ไม่ใช่ว่า ถ้ามีการปราบแล้ว เสื้อแดงจะ "ชนะ" และ รัฐบาลอภิสิทธิ์จะ "ล้ม" เหมือน 14 ตุลา หรือ 17 พฤษภาแน่ๆ

สรุปแล้ว

ผมมองไม่เห็นว่า การยุบสภา เป็นเรื่อง "ใหญ่" ระดับ "แตกหัก" (ต่อให้ยุบ ก็ยังมีปัญหาระดับ"ยักษ์" เรือง คดีทักษิณ เรื่องบทบาทขององคมนตรี, ทหาร ตุลาการ ที่จะแทบไม่มีผลกระทบเลยจากการยุบ)และ มองไม่เห็นว่า นี่เป็นเรื่องที่ได้รับ หรือมีโอกาสได้รับ "การสนับสนุนอย่างสากล" (แม้ว่าเรื่องจะพัฒนาไปเป็นการปราบก็ตาม)

ดังนั้น ผมจึงเสนอว่า ยังน่าจะใช้การ ต่อรอง

เรื่องนี้ โยงมาถึงประเด็นเรื่อง "ความเดือดร้อนของประชาชน" ซึ่ง แน่นอนว่า มีลักษณะ "สัมพัทธ์" คือต้องพิจารณาควบคู่กับเรื่องอื่นๆ ที่กล่าวข้างต้น

คือในเมื่อ ผมเห็นว่า การยุบสภา ไมใช่เรื่อง "แตกหัก" และ ไมใช่เรื่องที่ได้รับการสนับสนุนแบบสากลแล้ว

ผมจึงเห็นว่าปัจจัยความเดือดร้อนของประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ต้องพิจารณาอย่างซีเรียส

มิเช่นนั้น ก็จะเริ่มไม่ต่างจากการยึดสนามบินของ พันธมิตรแล้ว

ไม่เป็นความจริงว่า การยึดราชประสงค์ "เดือดร้อนเฉพาะคนรวย"

สังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่ มีลักษณะเชื่อมโยงอย่างสนิทแน่น อย่าว่าแต่ชีวิตกรุงเทพ
(ก็คล้ายกับกรณีสนามบิน ปัจจุบันสามารถพูดได้หรือว่า มีแต่คนรวยเท่านั้น ที่ใช้สนามบิน?)

ผมเห็นว่าในที่สุดแล้วขบวนการทีอ้างว่า เป็นขบวนประชาธิปไตย ต้องมีวิธีคิดแบบประชาธิปไตย ที่ แตกต่างจากพวกที่เรียกว่า "อำมาตย์" ด้วย นั่นคือ ไม่ใช่ว่า ใช้วิธีการอะไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงปัญหาผลกระทบ ต่อคนที่อาจจะไม่ได้เห็นด้วย หรือสนับสนุนเรา

(เหตุผลที่วา พันธมิตร ยังทำได้ ไม่มีคนด่า "สองมาตรฐาน" ฯลฯ จึงไม่ใช่เหตุผลที่ดี เพราะเท่ากับบอกว่า เราควรทำผิดแบบ พันธมิตร)

(ที่จริง ปัญหาที่พูดกันมานานแล้ว ถึงคุณภาพของการพูดบนเวที ตั้งแต่เรื่อง ล้อเกย์ ล้อตุ๊ด ไปถึงเรื่อง ด่าทอ โดยไม่มีเหตุผล ฯลฯ ก็ล้วนแต่เป็นประเด็นนี้เช่นกัน แต่ในที่นี้ เพียงแต่ยกมาเท่านั้น ไม่อภิปรายละเอียด)

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์เขียนกระทู้ในเวบบอร์ดคนเหมือนกัน หัวข้อเรื่องถ้าแกนนำเสื้อแดงไม่มีมาตรการอะไรที่จะบีบให้ รบ.ยุบสภาทันที ทำไมไม่เข้าเจรจา แล้วหาทางต่อรอง-บีบ ให้ รบ.ลดจาก 9 เดือน ซึ่งน่าจะทำได้แน่ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

บอกตรงๆว่า ผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก (อาจจะหัวทึบก็ได้มั้ง) ว่า แกนนำเสื้อแดง จะมีมาตรการอะไรที่จะบีบให้รัฐบาลยุบสภา ได้ทันที (15 วัน) ต่อให้ระดมคนได้มากอีก (โดยส่วนตัว ผมเกรงว่า อาจจะไม่มากเท่า 14 มีนา ด้วย แต่นั่น ไมใช่ประเด็นสำคัญ)

ผมจึงสงสัยว่า ถ้าไม่มีมาตรการที่จะ "ชนะ" ด้วยการบีบให้ ยุบสภา ทันที

ทำไม ไม่ถึอโอกาส ที่ "กระแสสังคม" ทั่วไป สนับสนุน การเจรจา

เข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง

คราวนี้ "ปิดห้อง" เจรจา

ให้แต่ละฝ่าย ยื่นข้อเรียกร้อง แล้วเถียงว่า จะมีโอกาส give-and-take ("ยื่นหมูยื่นแมว") ได้หรือไม่เพียงใด

ถ้า "ชนะ" ไม่ได้ทั้งหมด อย่างน้อย ก็ต่อรอง บีบให้รัฐบาล ลดจาก 9 เดือน

ซึ่งผมเชื่อว่า มีโอกาสเป็นไปได้สูง

ผมเชื่อวา เป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่เสื้อแดง จะชักชวนให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยว่า "9 เดือนนานไป และไม่มีเหตุผล"

แต่ขณะเดียวกัน เสือแดง อาจจะต้องยอม "ยื่นหมูยื่นแมว" เช่นกัน

ลองดูว่า จะ "ต่อรอง" จาก 9 เดือน เหลือเท่าไร

6 เดือน? 4 เดือน? 3 เดือน?

ถ้า รัฐบาลยืนกราน เป็นฝ่ายไม่ยืดหยุ่น (ยืนกราน 9 เดือน) เสื้อแดง ก็สามารถออกมาจากการเจรจา บอกต่อสังคมได้ว่า รัฐบาลทำให้การเจรจาพัง เพราะไม่ยอมยืดหยุ่นเลย

(ปล. ที่จริง ผมเห็นว่า ข้อเสนอยุบสภา มีความหมายต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองในปัจจุบันน้อยมาก ที่สำคัญคือ ข้อเสนอนี้ ต่อให้เป็นจริง ก็ไม่สามารถแก้ปัญหา การเข้าแทรกแซง มีบทบาทการเมืองของ องคมนตรี-ตุลาการ-กองทัพ ได้

แต่ในเมื่อ เสือ้แดง อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปมหาศาล ในเรื่องข้อเสนอนี้แล้ว ผมสงสัยว่า ถ้าเอาชนะ แบบเบ็ดเสร็จ (ยุบทันที) ไม่ได้ เหตุใด จึงไม่หาทาง พลิกแพลง บีบ-ต่อรอง ให้บรรลุข้อเสนอนี้่ ในระดับหนึ่ง?)

เสื้อแดงตรึงราชประสงค์ไม่เท่าไหร่ ธุรกิจการบินหนักใจผวามาร์คลุแก่อำนาจประกาศฉุกเฉิน

ที่มา Thai E-News




เสื้อแดงยึดไม่เท่าไหร่-ผู้ชุมนุมพักเอาแรงใกล้กับป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ส่วนภาพล่างนักท่องเที่ยวถือโอกาสใส่เสื้อแดงทัวร์ม็อบ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก(ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553

เสื้อแดงไม่เคลื่อนบุกสีลม ขอตรึงราชประสงค์-ร้องกกต.คดีปชป.258ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีสิทธิ์ที่จะชุมนุม ปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ต่อไปโดยจะไม่มีการรื้อถอน และเคลื่อนย้ายการชุมนุม ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกคำเตือน รวมทั้ง จะดำเนินการฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ทาง นชป. ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปเตรียมตัวรออยู่ที่ศาลแล้ว เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอคัดค้านการยื่นของรัฐบาล ที่จะมีการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นปช. มีความเคารพในดุพินิจและคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาซึ่งศาลหากศาลมีความเห็นว่า ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ฝ่ายกฎหมายของนปช. ก็พร้อมที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งในทันที

นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกหมายจับแกนนำ นปช. ทั้ง 4 คนนั้น ว่า ตนได้รับทราบข่าวมาว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) ทางรัฐบาลได้เตรียมตำรวจหน่วยอรินทราช ไว้คอยรวบตัว แกนนำนปช. ซึ่งตนขอฝากบอกไปยังรัฐบาลได้เลยว่า ถ้าอยากจะจับพวกเราก็ขอให้จับเลยในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ามีหมายจับออกมาพวกเราจะไม่หนีไปไหนจะให้จับอยูที่นี่

"หากแกนนำนปช.ทั้ง 4 คน ถูกจับ เราได้เตรียม แกนนำรุ่น 2 แต่ถ้าหาก แกนนำรุ่นที่ 2 ถูกจับ เราก็มีแกนนำรุ่น 3 เอาไว้และถ้าหากแกนนำรุ่นที่ 3 ถูกจับอีกคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินก็ให้แปรตัวเป็นกองทัพเสรีชนที่จะลุกขึ้นต่อสู้ในทันที ส่วน คนเสื้อแดงที่อยู่ในต่างหากเป็นไปได้ ถ้าสะดวกก็ขอให้เดินทางมาชุมนุมในกรุงเทพ ฯ แต่ถ้าไม่สามารถมาได้ ก็ให้ปักหลักต่อสู้ในพื้นที่ และ คอยรอดูสถานการณ์"

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้ เวลา 12.00 น.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร จะนำขบวนรถจากสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อติดทวงถามพิจารณาคดี เงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเราเห็นว่า คดีดังกล่าวมีความยืดเยื้อมาเป็นเวลานานและกกต.มีท่าทีที่จะช่วยยื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์

บุกกกต.ขอเคลียร์อภิชาตหากไม่ยอมพบขู่ลุย

เวลาราว 11.30 น.นายขวัญชัยนำผู้ชุมนุมถึงกกต.แจ้งวัฒนะ และเรียกร้องขอพบนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เพื่อขอคำตอบว่าเมื่อไหร่จะมีมติดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์คดี258ล้านบาท ทั้งที่หลักฐานชัด ขณะที่พรรคการเมืองอื่นมีการจ้างพยานเท็จ แต่กลับมีการยุบพรรค

นายขวัญชัยปราศรัยว่าหากนายสุชาติไม่ยอมมาพบเพื่อให้คำตอบก็อาจทำให้ผู้ชุมนุมหมดความอดทน และหากตำรวจจะสลายการชุมนุมก็พร้อมที่จะให้สลาย แต่ต้องระวังเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวด้วย

เสื้อแดงตั้งทีมงานให้ศูนย์การค้าเปิดได้ตามปกติ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงเมื่อค่ำวานนี้ว่า แกนนำนปช. มีมติจะชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ต่อเนื่องไม่มีกำหนด จนว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเท่านั้น ในวันที่ 5 เม.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดงไปในพื้นที่ กทม. เพื่อยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเคลื่อนพลด้วยรถยนต์เป็นหลัก ส่วนรูปแบบจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในเวลา 10.00 น.วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับประกาศของศอ.รส. ฉบับที่ 6 ที่ห้ามคนเสื้อแดงใช้เส้นทาง11 เส้นทาง

สำหรับความเดือดร้อนของกลุ่มนักธุรกิจในย่านนี้นั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทางนปช.ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อประสานงานกับนักธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในขณะนี้ว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงพร้อมจะให้ความร่วมมือและเปิดห้างได้ตามปกติ โดยถือว่า กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ซื้อที่สำคัญ ที่นำลูกค้ามาถึงที่หน้าห้างนับแสนคน ดังนั้น นักธุรกิจที่เดือดร้อนสามารถส่งคนกับหารือกับทีมงานได้

"ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น จะมีการเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่ออำนวยความสะดวกว่าหากผู้ประกอบการรายใดต้องการเปิดเพื่อค้าขาย ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีให้ความร่วมมือ"นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในย่านธุรกิจนี้ อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ก่อนตัดสินใจเปิดให้บริการหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ด้วย "เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน" นายชายกล่าว

รถไฟฟ้าเฮคนใช้บริการเพิ่มอื้อ

นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กล่าวว่า รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงเปิดให้บริการประชาชนใช้บริการตามปกติ ซึ่งทางบีทีเอสได้เตรียมมาตรการรองรับความปลอดภัย ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มเวรยาม พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องระวังวินาศภัย และเหตุระเบิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประมาณ 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000 คน

AOCระบุชุมนุมเสื้อแดงไม่กระทบการธุรกจการบินระหว่างประเทศ แต่หากประกาศฉุกเฉินหนักแน่

นายคงศักดิ์ หิรัญพฤกษ์ ประธานคณะดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (AOC) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติของไทย จำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยวันละ 80,000 - 90,000 คน ซึ่งปัญหาการเมืองดังกล่าว หากเป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าใจ โดยก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวที่มีความวิตกกังวล และระงับการเดินทางมาไทย ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน หรือจากเอเซียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ยังเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นปกติ

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และขาดแหล่งจับจ่ายใช้สอยไปจุดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญที่จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เดินทางมาไทย หรือกรุงเทพมหานคร เพราะการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยว ผ่านท่าอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่ ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ ของแต่ละภูมิภาคทันที

นอกจากนี้ หากการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาลยังใช้แค่ในระดับ พ.ร.บ.ความมั่นคง เท่านั้น ก็จะไม่กระทบกับความมั่นใจของนักเที่ยว แต่หากมีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์เมื่อใด ซึ่งเรื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งก็จะสร้างความไม่มั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้เมื่อใด คงต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวใหม่อีก ครั้ง ที่สำคัญในส่วนของ AOC คาดหวังว่าสถานการณ์การชุมนุม จะคลี่คลายด้วยการเจรจา และไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

ทางด้านvoice tv อ้างรายงานข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เห็นต่างจากรัฐบาล เชื่อการชุมนุมยังสันติ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวมากนัก

นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่กล้าแนะนำเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ


ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)

เมื่อสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ

ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ

และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช

7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5

คนไทยทั่วโลกฮือต้านสลายเสื้อแดง เจอแน่ประจานทางสากล อนาถกก.สิทธิฯไฟเขียวปราบ

ที่มา Thai E-News




หนุนช่วยทางสากล-ใจ อึ๊งภากรณ์ และชาวไทยในยุโรปร่วมกันออกแถลงการณ์สนับสนุนข้อเรียกร้องของเสื้อแดง และคัดค้านการใช้ความรุนแรงของรัฐต่อผู้ชุมนุม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553

ศอ.รส.ออกประกาศฉบับที่ 6 เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มเสื้อแดงเข้าไปชุมนุมในพื้นที่ย่านสีลม ในกลางธุรกิจสำคัญ ขณะที่ 1 ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่องNBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ เปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายเสื้อแดงละเมิดสิทธิของผู้อื่นก่อน ส่วนรัฐบาลก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ขณะที่คนไทยในสหรราชอาณาจักร และในหลายประเทศทั่วโลกออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งคัดค้านการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ยุบสภา


นายแพทย์แท้จริง ศิริพาณิช 1ในกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับวรวีร์ วูวณิช ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ ระบุในตอนหนึ่งว่า เท่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามสถานการณ์อยู่ในเวลานี้ เห็นว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ย้ายมาชุมนุมอยู่ย่านราชประสงค์เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้ว เนื่องจากเป็นย่านศูนย์การค้าสำคัญ ย่อมแตกต่างจากการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการดำเนินการด้วยความอลุ้มอล่วย โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน แต่เมื่อเจรจาไม่สำเร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การแจ้งเตือนผู้ชุมนุม การนำประกาศศอ.รส.ไปแจ้งผู้ชุมนุมให้ย้ายออกจากย่านราชประสงค์ และการดำเนินตามขั้นตอนต่อไป หากจะมีการสลายการชุมนุมก็ต้องมีการประกาศแจ้งเตือนก่อน

ทัศนะของกรรมการสิทธิฯคนนี้นับว่าสอดคล้องกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะศอ.รส. และเมื่อไวๆนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่งไปแถลงข่าวร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหาร รอ.11 โดยระบุว่าฝ่ายเสื้อแดงมีการละเมิดสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตามฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธข้อเสนอที่คณะกรรมการสิทธิฯจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจา เพราะเห็นว่าขาดความเป็นกลาง

คนไทยในสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์หากปราบม็อบจะลุกฮือประท้วงหน้าสถานทูตไทยในลอนดอน

ขณะที่กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งคัดค้านการที่ศอ.รส.ออกประกาศฉบับที่ 6 มีแนวโน้มจะสลายการชุมนุมของประชาชน โดยระบุว่าหากมีการสลายการชุมนุม ก็จะพากันออกไปประท้วงที่สถานทูตไทยในมหานครลอนดอน โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังนี้

วันที่ 4 เมษายน 2553

เรื่อง แถลงการณ์สนับสนุนกลุ่ม นปช.และประชาชนชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยุบสภาคืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนไทยโดยเร็ว

เรียน รัฐบาลไทยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กองทัพ

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรมีความห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง และขอประณามการประกาศใช้ฎหมายเข้าจับกุมและสลายการชุมนุมในวันที่ 4 เมษายน 2553 ตามประกาศ ศอ.รส.ฉบับที่6 อันเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามแยกสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างสงบ สันติและปราศจากอาวุธได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนชุมนุมกันได้

เนื่องมาจากการที่กองทัพไทย ได้กระทำการยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ของ คมช.เป็นต้นมา อันเป็นการทำลายระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จนกระทั่งมีการตั้งแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช.เกิดขึ้นมา โดยมีพี่น้องมวลชนชาวไทยจำนวนมาก ร่วมกันสนับสนุน และแสดงเจตนารมย์เพื่อเรียกร้องให้กองทัพไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภาและคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิ์ทำการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเร็ว การที่ประชาชนชาวไทยจำนวนมากได้ออกมาร่วมชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ถึงวันนี้ 4 เมษายน 2553 นับเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ยังได้แสดงท่าทีเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และยังได้ออกประกาศ ศอ.รส.ฉบับที่6 ดังกล่าว

อนึ่ง กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร จึงได้ออกมายืนยันที่จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ที่รักประชาธิปไตย และขอสนับสนุนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยภายใต้อำนาจของกองทัพ ให้ทำการยุบสภาคืนอำนาจอธิปไตยแต่ประชาชนไทยโดยเร็วที่สุด หากมีการสั่งกองกำลังทหารเข้าทำการปราบปรามพี่น้องประชาชนเมื่อไร พวกเรากลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร จะเดินทางไปที่หน้าสถานทูตประเทศไทย ที่กรุงลอนดอนทันที เพื่อประณามการกระทำที่รุนแรงต่อประชาชน

ขอแสดงความนับถือ

วัฒนา เอ็บเบจช์

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร

เวปไซ้ท์ konthaiuk.com

คนไทยในต่างแดนออกแถลงการณ์ทั่วโลกหนุนเสื้อแดงสู้

ขณะเดียวกันคนไทยในต่างประเทศออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และคัดค้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพไทยให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนไทย ( joint communique from "Overseas Thai for Democracy Against Dictatorship in Thailand")

ตามที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. พร้อมกับมวลชนไทยจำนวน หลายแสนคนได้ร่วมกันแสดงเจตนารมย์เรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้งกำหนดทิศทางเดินของประเทศต่อไป อันจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติโดยวิถีทางประชาธิปไตยเพียงวิถีเดียวนั้น

มวลชนไทยจำนวนหลายแสนคนได้ร่วมกันนัดชุมนุมครั้งล่าสุดตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ศกนี้จนถึงบัดนี้นับเป็นเวลากว่าสามสัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย และตั้งเงื่อนไขในการยุบสภาทำให้ความพยายามในการเจรจาเพื่อหาทางออกของประเทศอย่างสงบและสันติยุ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก

พี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากหลายประเทศรู้สึกห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศใช้กฎหมายจะเข้าจับกุมสลายการชุมนุมในวันที่ 3 เมษายนศกนี้(อ่านรายละเอียดประกาศศอ.รส.ฉบับที่5) อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามแยกสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างสงบ สันติและปราศจากอาวุธได้

พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะประนามการประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ว่า เป็นการกระทำทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนชุมนุมกันได้โดยสันติ และขอเรียกร้องให้นายทหารทุกระดับโดยเฉพาะระดับล่างที่ถูกสั่งการให้ปราบปรามประชาชนโปรดฝ่าฝืนคำสั่งในการฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกันครั้งนี้้เสีย

การประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งว่านายอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมจากจิตใจของประชาชนคนไทยทั่วโลกโดยสิ้นเชิง นอกเหนือจากการหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญ ต่างๆ ดังนี้

1.นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบจากกองทัพ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปราศจากความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่

2.นายอภิสิทธิ์ เป็นเพียงตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเป็นบุคคลซึ่งไร้จิตวิญญาณ เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อมวลชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก พฤติกรรม ”อภิสิทธิ์ชน”ผ่านการหนีทหาร การแทรกแซงสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ห้ามไม่ให้สื่อรายงานข่าวของฝ่ายประชาธิปไตย การออกประกาศเพื่อปราบปรามมวลชนคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 และการบิดเบือนข่าวสารว่าไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อมวลชนในเหตุการณ์ดังกล่าว

3.รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ มีพฤติกรรมบริหารประเทศโดยการทุจริตคอรัป ชั่น นับตั้งแต่บริหารประเทศเป็นระยะกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามีรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงสามคนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ และอดีต รองนายกรัฐมนตรีที่จำต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกเปิดโปงการคอรัปชั่น

4.นายอภิสิทธิ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสร้างความสมานฉันทน์ ภายในประเทศได้ นายอภิสิทธิ์ใช้มาตรการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวงเงินกู้ ที่สูงสุดกว่าสมัยรัฐบาลชุดก่อน จากเดิมวงเงินกู้ที่ 10% กลายเป็น 20 % ของงบ ประมาณรายจ่าย หรือคิดเป็นวงเงินกู้กว่าสี่แสนล้านบาท

ส่วนปัญหาความแตกแยก ของคนไทยในสังคมนั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นายอภิสิทธิ์ไม่เคยมีความพยายาม อย่างเป็นรูปธรรมในอันที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนไทยด้วยกันเลย

ดังนั้นพี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย และ อิสราเอล เห็นพ้องต้องกันว่าทางออกของประเทศ ไทยจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้มีเพียง ทางเดียวคือ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะได้ ประกาศยุบสภาโดยทันทีเท่านั้น.

ลงนามโดย

องค์กรแนวร่วมชาวไทยในต่างประเทศเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ

4 เมษายน 2553

-กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา
-คนไทยในเยอรมนนี
-ชาวไทยในเนเธอร์แลนด์
-ชาวไทยในสหราชอาณาจักร
-ชาวไทยในออสเตรเลีย
-ชาวไทยในฝรั่งเศส
-ชาวไทยในญี่ปุ่น
-ชาวไทยในไต้หวัน
ขชาวไทยในจีน
-ชาวไทยในรัสเซีย
-ชาวไทยในต่างประเทศอื่นๆทั่วโลก