WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 23, 2011

ไฟใต้เขย่าซ้ำ "รัฐบาลชั่กิโล"

ที่มา ข่าวสด



เหตุการณ์โจรใต้กลุ่มใหญ่กว่า 40 คนพร้อมอาวุธครบมือ บุก เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการทางทหารใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา

จนเป็นเหตุให้นายทหารยศร้อยเอก ระดับ ผบ.ร้อย เสียชีวิตพร้อมลูกน้องรวม 4 ศพ บาดเจ็บ 7 นาย ทั้งยังปล้นอาวุธปืนไปอีกหลายสิบกระบอก

แน่นอนการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปิดฉากไล่ล่ากลุ่มโจรใต้ชนิดพลิกเทือกเขาบูโด ไปพร้อมๆ กับ การเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งถูกต้อง

แต่ที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวรับมือต่อจากนั้น

คือแรงกดดันจากคำถามถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีประสิทธิภาพเพียงใดและเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ก็คือสถาน การณ์ไฟใต้รอบใหม่ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสมัย "รัฐบาลทักษิณ" เมื่อเดือนม.ค.2547 จากเหตุการณ์ปล้น ปืนค่ายทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

จากนั้นสถานการณ์ความรุนแรงก็เกิดขึ้น ต่อเนื่อง

การที่ "ทักษิณ" ประเมินกลุ่ม ผู้ก่อความไม่สงบเป็นแค่ "โจรกระจอก"

บวกกับมาตรการอุ้มฆ่า ใช้ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ทำให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น

ในทางการเมืองถึง "รัฐบาลอภิสิทธิ์" จะมีปัญหาด้านความชอบธรรมเนื่องจากเข้ามาโดยทางลัดวิธีพิเศษ

แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นความหวังของชาวบ้าน ในพื้นที่ และคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความสงบสุข

บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.ภาคใต้มากที่สุด น่าจะมีความเข้าใจปัญหาได้ดีกว่ารัฐบาลทักษิณ

ที่เป็นพรรคของคนเหนือและอีสาน



รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาใช้งบประมาณปี2552 ในส่วนของการดับไฟใต้ที่รัฐบาลชุดก่อนจัดไว้ให้จำนวนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท

และเมื่อถึงเวลาที่พรรคได้จัดทำงบปี 2553 ก็จัดงบดับไฟใต้ไว้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และในปี 2554 อีกกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

นั่นทำให้ยอดรวมงบดับไฟใต้ในระยะ 8 ปีมหาศาลถึง 1.45 แสนล้านบาท

ด้วยตัวเลขงบดังกล่าวจึงดูเหมือนรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้อย่างมาก

ในการเลือกตั้งปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ เคยหาเสียงว่าหากได้เป็นแกนนำรัฐบาล จะตั้งรองนายกฯ ลงไปอยู่ประจำในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาไฟใต้เป็นการเฉพาะ

หรือในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายกฯ อภิสิทธิ์ได้จัดลำดับงานดับไฟใต้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการในปีแรก

ด้วยการจัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นองค์กรถาวร เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ยึดมั่นหลักการสร้างความสมานฉันท์และแนว ทาง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ใช้กระบวนการยุติธรรมกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

กำหนดจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สิทธิพิเศษด้านภาษี และอุตสาหกรรมฮาลาล

รวมทั้งสนับสนุนให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตามนโยบายที่รัฐบาลประกาศ เป็นจริงบ้างไม่เป็นจริงบ้าง เช่น การตั้งรองนายกฯ ดับไฟใต้ ก็ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ

ช่วงต้นปี 2553 กรณีการตายของ "จ่าเพียร" หรือ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมยา ผกก.บันนังสตา ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เสียศูนย์ไปพักใหญ่

รวมทั้งข้อมูลอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ดับไฟใต้ในส่วนของกองทัพ ที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เช่น เครื่องตรวจจับระเบิดจีที 200 เรือเหาะตรวจการณ์ และบอมบ์สูท

หลังจากเหตุการณ์ 19 ม.ค. เชื่อว่าจะมีคนงัดประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาโจมตีรัฐบาลอีกอย่างแน่นอน



เหตุการณ์ไฟใต้ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นระหว่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องรับมือกับมรสุมหลายด้าน

ไม่ว่ากรณี 7 คนไทยที่เพลี่ยงพล้ำให้กับทางฝ่ายกัมพูชา แม้ล่าสุดศาลกรุงพนมเปญจะตัดสินลงโทษจำคุก 9 เดือน แต่ให้รอลง อาญา 5 คน ไทย พร้อมอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศได้

ยกเว้น นายวีระ สมความคิด กับ นางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งโดนข้อหาจารกรรมข้อมูลด้านความมั่นคง ที่ยังต้องรอการตัดสินอีกครั้งวันที่ 1 ก.พ.

การที่คำตัดสินออกมาเช่นนี้ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้กลุ่มคน ไทยหัวใจรักชาติ ใช้เป็นประเด็นเคลื่อนไหวหนักหน่วงกว่าเดิม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายในระดับใด

ขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดง กรณี 91 ศพเหยื่อเดือน พ.ค.53 ก็มีความคืบหน้าก้าวสำคัญในการผลักดันคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในจังหวะเดียวกับช่วงเวลาแห่งการชี้เป็นชี้ตายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใกล้จะได้ข้อสรุปในที่ประชุมร่วมรัฐสภาอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วม จะเป็นชนวนให้เกิดการยุบสภาหรือไม่ คือประเด็นที่ห้ามกะพริบตาภายในสัปดาห์นี้

"ไข่วิวัฒน์" ชั่งกิโลขาย ที่อุตส่าห์ทุ่มงบ 69 ล้านบาทจ้างบริษัทเอกชนออกแบบ ก็ยังถูกชาวบ้านร้านตลาดรุมสวดกันเสียงขรม กลบเรื่องอื่นที่พอถูไถไปจนหมด

มาตรการ "เคอร์ฟิวเด็ก" ที่แม้แต่ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ก็ยังออกมาทักท้วงเสียงเข้มว่าอาจเป็นการลิดรอนสิทธิเด็ก

ทันทีที่เกิดปัญหาไฟใต้ปะทุแทรกซ้อนขึ้นมา

จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าถ้าหากเป็น เรื่องแก้ปัญหาการเมือง รัฐบาลยังพอพึ่งบริการมือที่มองไม่เห็นให้ช่วยประคับประคองฝ่า ฟันมาได้

แต่ถ้าเรื่องงานที่เป็น "งาน" จริงๆ บอกได้คำเดียวว่ายุบสภาเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่

ถ้าไม่ได้รับการอุ้มชูจากกลุ่มอำนาจพิเศษ เห็นทีคงจะกลับมาลำบาก

ติ่งหูนักล่าแม่มดควรอ่าน

ที่มา thaifreenews

โดย อามูโระ

จากเว็บนิติราษฎร์ โดย จันทร์จิรา เอี่ยมมยุรา

อ้างถึง
ระยะหลังๆ เราได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองต่อไปนี้บ่อยๆ ใช่ไหม เช่นว่า “แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ บางคนออกมาระบุว่าจะไม่รักษาคนไข้ตำรวจ (อันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑)” หรือ “กัปตันและแอร์โฮสเตสการบินไทยบางคนปฏิเสธไม่รับ ๓ สส. พปช.ขึ้นเครื่อง” หรือ “ ม.ศิลปากรตัดสิทธิ “ก้านธูป” เรียนคณะอักษรศาสตร์ เนื่องจากมีประวัติหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” และ “องอาจ ปัด รัฐบาลกดดันทรู ปลด มาร์ค V11” ฯลฯ

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงข่าวคราวที่การ์ดเสื้อแดงถูกฆ่าตายโดยมีความสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมตลอดไปจนถึงการจับกุม คุมขัง การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในความมีอคติ เลือกปฏิบัติ กระทำโดยไม่เป็นธรรม กลั่นแกล้งต่างๆ นานา หรือแม้กระทั่งข่าวคราวที่หลุดลอดออกมาว่าบรรดาทหารแตงโมตำรวจมะเขือเทศถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดยิบ หากเจ้านายสงสัยว่ามีความเกี่ยวดองสัมพันธ์กับพวกเสื้อแดงไม่ว่าทางใด เป็นถูกแขวนถูกดอง อนาคตมืดมนแน่นอน

ในฐานะนักกฎหมายเมื่ออ่านข่าวลักษณะนี้จบลง ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อสังเกตอย่างน้อย ๒ ประการที่ควรกล่าวถึง ประการแรก คือ ผู้ที่ปฏิเสธการให้บริการหรือผู้ใช้อำนาจกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประการที่สอง ผู้ที่ถูกกระทำได้แสดงออกถึงทัศนะทางการเมืองของตน หรือเป็นนักการเมือง หรือ (ในกรณีตำรวจ) เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานของรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนนั้นมุ่งต่อต้าน ทั้งๆ ที่ในบางกรณี อย่างกรณีของก้านธูปและมาร์ค V11 นี้เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของเยาวชนไทยธรรมดาๆ สองคน และเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

ถ้าเราพิจารณาปรากฏการณ์เหล่านี้ในภาพรวม เราเห็นอะไร.....

สำหรับผู้เขียน เห็นสภาวะที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพราะมีการกดดันคุมคามอย่างหนักต่อผู้ที่พูดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หลากหลายรูปแบบวิธีการ แต่ถ้าคนที่กดดันเป็นประชาชนคนธรรมดาด้วยกันนั่นก็เรื่องหนึ่ง แม้ว่าวิธีการจะมีลักษณะกระทำเป็นขบวนการก็ตาม เช่น ลัทธิล่าแม่มด แต่นั่นก็ไม่มีน้ำหนักที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากนัก

ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การกดดันคุกคามการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่า เพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้วางกฎ ตีความกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย ให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือแม้แต่พิพากษาตัดสินคดีให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่คนที่แสดงความคิดเห็นได้ ในกรณีเช่นนี้หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจรักษาความเป็นกลางในทางการเมืองไว้ให้มั่นคง กลับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักคนกลุ่มนี้ โกรธเกลียดคนกลุ่มนั้น หรือหลงไปด้วยแรงจูงใจใดๆ ก็แล้วแต่ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะอยู่ในอันตรายมากทีเดียว

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ต่อยอดมาจากเสรีภาพในการคิดของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ เสรีภาพในการคิดเป็น “เสรีภาพที่อยู่ภายในและใช้กับตัวเอง” จึงเป็นเสรีภาพที่มนุษย์มีโดยบริบูรณ์ มีสถานะสูงกว่าสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองได้มาตามกฎหมายบ้านเมือง รัฐไม่อาจบังคับควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพในการคิดได้ ขณะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็น “เสรีภาพที่แสดงออกภายนอกและแสดงต่อผู้อื่น” กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นวิถีทางในการแสดงออกซึ่งความนึกคิดของคน ไม่ว่าโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การชุมนุมประท้วง หรือโดยวิธีอื่น จึงมีโอกาสไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือสังคมได้ จึงเป็นเสรีภาพที่รัฐอาจจำกัดได้เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะที่สำคัญกว่า หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น

การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย แม้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกจำกัดได้โดยรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจว่าจะจำกัดหรือไม่จำกัดการแสดงความคิดเห็นของผู้คน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับความคุ้มครองทั้งโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย1 และโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.19482 (Universal Declaration of Human Rights,1948) การให้ความคุ้มครองปรากฏโดยการตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา และ การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติ หลักทั้งสองประการนี้ล้วนผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับและปฏิบัติตามกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง

ผู้เขียนเห็นว่าในยุคสมัยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำนอกเหนืออำนาจ กระทำโดยไม่ถูกต้อง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม จำเป็นต้องนำเอาหลักทั้งสองประการนี้มาคุยกับท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยสาเหตุเช่นนี้ได้เรื่อยไป

1. การตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา ในรัฐประชาธิปไตย การสื่อสารถึงกันได้โดยอิสระซึ่งความคิดเห็นของบุคคลถือเป็นคุณค่าสูงสุดประการหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น บุคคลย่อมต้องสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องต่าง ๆ ได้โดยไม่จำต้องเกรงกลัวว่าจะถูกลงโทษอาญา ในกรณีนี้รัฐสภาจะถูกห้ามไม่ให้ตรากฎหมายเอาผิดและลงโทษอาญาแก่ผู้แสดงความคิดเห็น เว้นแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริตและเป็นกรณีที่มีกฎหมายห้ามไว้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเช่นว่านี้จะต้องสอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยและไม่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน เช่นว่า รัฐสภาจะบัญญัติในกฎหมายให้ใช้กระบวนวิธีพิจารณาความที่รวบรัดตัดความ หรือกำหนดบทลงโทษผู้แสดงความคิดเห็นที่รุนแรงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่เป็นความผิดไม่ได้ นอกจากนั้น ศาลจะถูกห้ามมิให้ลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยโทษที่รุนแรงเพื่อกำราบผู้นั้นหรือคนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวมิกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อไปในอนาคต การตรากฎหมายหรือคำพิพากษาลักษณะนี้ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐประชาธิปไตย

เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสยุคสาธารณรัฐที่ 3 (1870 ถึง 1940) ซึ่งรัฐสภาได้ตรากฎหมายออกมาจำนวนหนึ่งระหว่างปี ค.ศ.1893-1894 เรียกว่า “Lois scélérates” เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองและการต่อสู้ของขบวนการทางการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชื่อว่า “Le mouvement anarchiste” ปัจจุบันคำว่า Lois scélérates กลายเป็นชื่อเรียกกฎหมายที่มีเนื้อหาเผด็จการ

ในประเทศไทย กฎหมายที่อาจยกขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบประเด็นนี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 โดยกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดฐานดูหมิ่นกษัตริย์ รัฐบาล และข้าราชการไว้ว่า ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด หมายความว่า การแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะเป็นการดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือต่อรัฐบาล ถ้าได้กระทำไปภายใต้เจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการกระทำที่สามารถกระทำได้ ไม่เป็นความผิด บทบัญญัติของกฎหมายแบบนี้ถือว่าสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบการปกครองของไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง3

แต่กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลังเข้าคลองสองครั้งภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2490 ครั้งแรกในปี พ.ศ.2499 ได้ตัดเอาข้อยกเว้นดังกล่าวทิ้งไปพร้อมกับโทษปรับ คงเหลือแต่โทษจำคุก เป็นอันว่าการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์หรือรัฐบาล แม้จะเป็นการกระทำที่เป็นไปภายใต้ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้รับข้อยกเว้น และครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินกำหนดโทษจำคุกในมาตรานี้ให้สูงขึ้นจากเดิมไม่เกิน 7 ปี เปลี่ยนให้เป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี จนถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน ศาลยุติธรรมก็มีแนวโน้มลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ด้วยโทษจำคุกในอัตราสูง ดังกรณีของนางบุญยืน ประเสริฐยิ่ง ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 6 ปี (คดีหมายเลขแดงที่ อ.4308/2551) หรือกรณีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 คดี ๆ ละ 6 ปี รวม 18 ปี ไม่ลดโทษ (คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552) ผู้ถูกลงโทษส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำให้ยอมรับสารภาพเพื่อให้ได้ลดโทษและใช้วิธีถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อให้พ้นโทษโดยเร็ว

จะเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นี้ทั้งมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย (การตัดข้อยกเว้นออก) และทั้งขัดกับหลักความได้สัดส่วน (กำหนดลักษณะโทษสูงเกินกว่าลักษณะความผิด) เราจะเรียกมาตรา 112 ว่า Lois scélérates เมืองไทยได้หรือไม่ แต่กระนั้นกฎหมายที่เลวก็อาจถูกจำกัดขอบเขตความชั่วร้ายไว้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

2. การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น หลักการข้อนี้มุ่งใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนโดยตรง มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงรักษาความเป็นกลาง และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หลักการนี้มุ่งบังคับเหนือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ ที่จะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่แบ่งแยกว่ามิตรว่าศัตรูด้วยสาเหตุความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองระหว่างตัวเจ้าหน้าที่กับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน

หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น มีรากฐานมาจากหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างบุคคลซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ มุ่งบังคับใช้ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติกำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำเอาความคิดเห็นทางการเมืองหรือความเชื่อทางศาสนาของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้รับบริการสาธารณะมาเป็นเหตุให้มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าในทางที่เป็นผลดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามมาตรฐานปกติธรรมดา ในประเทศฝรั่งเศส ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสตีความข้อห้ามนี้รวมไปถึงการแสวงหาหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทราบถึงความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางความเชื่อทางศาสนาของบุคคลด้วย เช่น การออกแบบเอกสารให้ประชาชนต้องกรอกช่อง “ศาสนา” เป็นต้น4

โดยเหตุนี้แพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ตลอดจนหน่วยงานให้บริการของรัฐทั้งหลาย ไม่สามารถปฏิเสธการให้บริการตามหน้าที่หรือตัดสิทธิประโยชน์อันพึงได้ของบุคคลด้วยเหตุผลว่าผู้นั้นได้แสดงทัศนะหรือแสดงออกโดยวิธีใด ๆ ซึ่งความเชื่อโดยสุจริตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะเกี่ยวกับการเมืองหรือความเชื่อ (ไม่เชื่อ) ในทางศาสนา หากฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มีคำถามที่สมควรพิจารณาในประการสุดท้ายว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ เพียงใด
ในที่นี้จะขอนำหลักกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมาเป็นแนวทางเพื่อตอบคำถามนี้ ได้แก่ รัฐบัญญัติลงวันที่ 13 กรกฎาคม 1983 มาตรา 6 บัญญัติว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง” และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าว มาตรา 18 ของกฎหมายฉบับเดียวกันได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้บังคับบัญชาเก็บรวบรวมจัดทำข้อมูลใดๆ ไว้ในแฟ้มประวัติของเจ้าหน้าที่รัฐใต้การบังคับบัญชาที่สามารถบ่งชี้ถึงแนวความคิดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นในทางการเมือง ทางปรัชญาความเชื่อ หรือทางศาสนา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับ ค.ศ.1946 ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการถูกกลั่นแกล้ง ถูกโยกย้าย หรือถูกกระทำให้เสียหายในหน้าที่การงานเพราะเหตุจากเชื้อชาติ การแสดงความคิดเห็นและการถือศาสนาของตน ทั้งผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแจ้งรายละเอียดเหล่านี้หากผู้นั้นไม่ยินยอม

เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาในกรณีก้าวล่วงเข้าไปในแดนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 กรณี นั่นคือ กรณีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐ และกรณีการพักงาน การลงโทษทางวินัยข้ารัฐการ

การสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคเท่าเทียมของบุคคลเช่นเดียวกัน บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับคัดเลือกให้ทำงานในหน่วยงานของรัฐอย่างเสมอภาคกัน หากรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น ย่อมเป็นไปโดยเหตุผลเรื่องความรู้ความสามารถและคุณความดีของบุคคลเท่านั้น รัฐไม่อาจตัดสินให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับคัดเลือกให้ได้ตำแหน่งงานสาธารณะหรือไม่เพียงเพราะเหตุผลจากความคิดเห็นทางการเมือง ในกรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสจะนำหลักการไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุจากความคิดเห็นที่กล่าวมาแล้วมาใช้บังคับอย่างเคร่งครัด ผู้เขียนเห็นว่าสามารถปรับใช้หลักความเสมอภาคนี้กับกรณีการไม่พิจารณาความดีความชอบหรือไม่เลื่อนตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดคนหนึ่งด้วยเหตุผลทางความคิดเห็นทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุด ผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งพักงานหรือสั่งลงโทษทางวินัยด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสได้เคยสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษให้ออกจากงานผู้ตรวจการสถานศึกษาด้วยสาเหตุที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์5

โดยสรุปแล้ว ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ดำรงรักษาความเป็นกลางทางการเมืองแม้ในกรณีการคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือการพักงาน การลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย การฝ่าฝืนหลักการไม่เลือกปฏิบัติอาจเป็นเหตุให้คำสั่งและการกระทำของผู้บังคับบัญชาไม่ชอบด้วยกฎหมายและถูกเพิกถอนได้.

--------------------------------------------

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”

2. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.1948 (Universal Declaration of Human Rights,1948) ข้อ 19 “บุคคลมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอด และที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสาร และความคิดเห็น ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”

3. ดู สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”, กทม., จัดพิมพ์โดย โครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ.2553, หน้า 64-65.

4. CE. 9 juillet 1943, Ferrand, Rec., p.176.

5. CE., 1er octobre 1954, Guille, D., 1955, p.431.


สมควรต้องแจงส่งไปโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัมส์ไหม

ไอ้และอีพวกแก๊งติ่งหูไล่ล่าแมด

คึกคัก....อยากเห็นภาพแบบนี้อีกครั้ง และ หลายๆ ครั้ง

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยี่สิบสาม มกรา มาตามนัด
ใจเร่งรัด นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
จุดนัดพบ ตรงนี้ มีคนตาย
แดงทุกสาย หล่อหลอม มาพร้อมเพรียง....

มาตะโกน ดังดัง เหิ้ยสั่งฆ่า
ฟ้องดินฟ้า อากาศ พร้อมสาดเสียง
ประจานความ ซ่อนเร้น ใครเอนเอียง
แดงคู่เคียง เต็มถนน ถิ่นคนตาย....

มารำลึก การปราบฆ่า ประชาราษฏร์
ความอุกอาจ ถาโถม จนล้มหาย
มารำลึก วีรชน คนชีพวาย
เขาเจ็บตาย หลายเดือน เหมือนเงียบงัน....


ให้พี่น้อง เสื้อแดง มีแรงสู้
ยืนหยัดอยู่ บนทาง ร่วมสร้างฝัน
หนึ่งดวงใจ หลอมไว้ ให้ผูกพัน
กันและกัน สีแดง คือแรงใจ....


เราไม่รอ โชคชะตา ฟ้ากำหนด
เราไม่รอ คำหวานหยด ว่าสดใส
เราไม่รอ เรื่องมารยา ฟ้าเปลี่ยนไป
เราไม่รอ ว่ามีใคร ที่ไหนรัก....

เพื่อลูกหลาน ภายหน้า อนาคต
อย่าละลด ท้อแท้ แม้เหนื่อยหนัก
ผมขอส่ง แรงใจ ให้คึกคัก
ด้วยความรัก สามัคคี พี่น้องแดง....


๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒๓ ม.ค.๕๔

ปฏิวัติ รัสเซีย บทเรียนที่ทุกชนชั้น ควรศึกษา

ที่มา thaifreenews

โดย otot

การปฏิวัติรัสเซีย 1/5



การปฏิวัติรัสเซีย 2/5



การปฏิวัติรัสเซีย 3/5



การปฏิวัติรัสเซีย 4/5



การปฏิวัติรัสเซีย 5/5

แม่ลูกจันทร์ ไทยรัฐ อนาถ“รัฐบาล”จ้าง“เอกชน”คิดนโยบาย ถลุงภาษีเพื่อโฆษณาตัวเอง

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“หมดท่าเลย”


กรณีพรรคฝ่ายค้านออกมาปูดว่ามีการใช้งบ 69 ล้านบาท จ้างบริษัทเอกชนให้คิดนโยบายประชาวิวัฒน์แทนรัฐบาล

แล้วรัฐบาลก็เอาไอเดียที่บริษัทเอกชนคิดให้ไปห่อของขวัญแจกประชาชนเพื่อหวังผลทาง การเมือง

แถมกล้าโฆษณาคำโตว่าเป็นนโยบายใหม่ที่รัฐบาลคิดเองทำเอง

ไม่ใช่แค่นั้น ฝ่ายค้านยังสวมวิญญาณนกกะปูดปูดเพิ่มเติมว่า ได้ตรวจพบความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้อีก 3 ประเด็น

1, ใช้เงินว่าจ้างแพงผิดปกติ ทั้งๆที่มีสัญญาว่าจ้างเพียง 35 วัน

2, บริษัทเอกชนผู้รับจ้างมีความใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล

3, เป็นการจ้างวิธีพิเศษ ไม่เปิดประมูลตามระเบียบราชการ

"แม่ลูกจันทร์" ฟังข้อมูลฝ่ายค้านแล้วก็อยากฟังคำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาล

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงว่า เรื่องการจ้างบริษัทเอกชนเป็นความจริง

แต่รายละเอียดทั้งหมดโยนให้ รมว. คลัง "กรณ์ จาติกวณิช" ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบชี้แจงแทน

ล่าสุด รัฐมนตรีคลังออกมายอมรับว่าได้ใช้งบประมาณ 69 ล้านบาท จ้างบริษัทเอกชนเป็นที่ปรึกษาช่วยคิดแผนยุทธศาสตร์นโยบายประชาวิวัฒน์ร่วมกับรัฐบาล

ถึงแม้อัตราค่าจ้างจะสูงถึง 69 ล้านบาท แต่ผลงานที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ คุ้มค่าจ้างอย่างแน่นอน!!

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าจะคุ้ม? หรือไม่คุ้ม? เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ต่อไป

แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลเสียรังวัดไปบานตะเกียง!!

เพราะเป็นการยอมรับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีไอเดียที่จะคิดนโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมือง

จึงต้องไปจ้างบริษัทเอกชนช่วยคิดแผนประชานิยมแทนรัฐบาล

หมดมุกขนาดนั้นเชียวหรือพระเดชพระคุณ??

แถมรัฐบาลยังตีปี๊บโฆษณาว่านโยบายประชาวิวัฒน์ที่มอบเป็นของขวัญปีใหม่ซื้อใจประชาชน เป็นนโยบายที่รัฐบาลคิดเองทำเอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร

แล้วยังคุยซะอีกว่านโยบายประชาวิวัฒน์เจ๋งแจ๋วกว่านโยบายประชานิยมเจ้าเดิม

รัฐบาลเพิ่งยอมรับความจริงหลังจากฝ่ายค้านเอาเรื่องนี้มาแฉโพย

หมดกันเลย...หมดหล่อไปบาน ตะเกียง

ความจริง ถ้าพูดกันแฟร์ๆ รัฐบาลจ้างบริษัทเอกชนทำงาน 35 วัน รับทรัพย์ไป 69 ล้านบาท มันก็แพงเกินควร


แต่สำหรับรัฐบาลที่ชอบถลุงเงินภาษีประชาชนไปโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ตัวเอง ต้องถือว่าไม่แพง


เพราะรัฐบาลนี้ได้ผลาญงบประมาณแผ่นดินเพื่อประชาสัมพันธ์รัฐบาลไปแล้วถึง 1,347 ล้านบาท และยังมีความสุขในการถลุงงบประมาณต่อไปอย่างไม่บันยะบันยัง

ทั้งๆที่เงินค่าโฆษณา 1,300 ล้านบาท เอาไปลงทุนสร้างโรงพยาบาลได้อย่างสบายๆ

"แม่ลูกจันทร์" ย้อนกลับมาที่นโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลต้องจ้างบริษัทเอกชนคิดนโยบายแทน

มิน่าล่ะถึงมีนโยบายประชาวิวัฒน์ "ขายไข่ไก่ชั่งกิโล"

หรือนโยบายตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ต่ำกว่าต้นทุนจริง 3 เท่าตัว

หรือนโยบายใช้ไฟฟ้าฟรีสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน แต่แทนที่รัฐบาลจะแบกภาระแทนคนยากคนจน กลับไปขูดรีดเก็บค่าไฟเพิ่มจากครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 90 หน่วยแทน

งานนี้ไม่มีเสียงเชียร์ มีแต่เสียงด่ากันตรึม

อย่างไรก็ตาม "แม่ลูกจันทร์" เชียร์ นโยบายประชาวิวัฒน์ที่ให้แรงงานนอกระบบได้เข้าถึงโครงการประกันสังคม

เพียงจ่ายเงินสมทบเดือนละ 100 บาท รัฐบาลสมทบให้อีก 50 บาททันที

ถ้าเจ็บป่วยจะได้เงินชดเชย 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วันต่อปี

ถ้าทุพพลภาพจะได้เงินชดเชยเดือนละ 1,000 บาท 15 ปี

ถ้าอายุครบ 60 ปี จะได้บำเหน็จชราอีก 500 บาทต่อเดือน

อันนี้ต้องเชียร์กันเต็มๆ.


"แม่ลูกจันทร์"


(ที่มา ไทยรัฐ , 21 ม.ค. 2554)

ศาลมุกดาหารให้ประกันเสื้อแดงเพิ่ม

ที่มา ประชาไท

ผู้ต้องขังเสื้อแดงที่เรือนจำมุกดาหารซึ่งป่วยทางจิตได้ประกันอีกสอง รวมเป็นสามในสัปดาห์นี้ รายหนึ่งได้ปล่อยตัวชั่วคราวหลังลูกลืมตาดูโลกไม่กี่ชั่วโมง สำรวจพบยังเหลือผู้ป่วยที่ตกค้างยังไม่ได้ประกันตัวอีกห้าราย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 54 ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหารอีก 2 ราย คือ นายดวง คนยืน และนายพระนม กันนอก หลังทั้งสองถูกคุมขังมานาน 8 เดือน จนมีอาการทางประสาทอย่างหนัก และถูกส่งตัวมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ศาลจังหวัดมุกดาหารมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความดีใจของญาติพี่น้องที่มารอฟังคำตัดสินของศาล

นางอ้อยทิพย์ กันนอก ภรรยานายพระนม กันนอก คนเสื้อแดงซึ่งตกเป็นผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร

นางอ้อยทิพย์ กันนอก ภรรยาของนายพระนม และบุตรชายซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว

บุตรชายของนายพระนม ซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว

โดยเฉพาะญาติของนายพระนม เนื่องจากคืนก่อนหน้านี้ ลูกชายคนที่สองของนายพระนมกับนางอ้อยทิพย์เพิ่งลืมตาดูโลก ทุกคนจึงตั้งความหวังให้พ่อได้ออกมาอุ้มลูกในวันนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ศาลจังหวัดมุกดาหารได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายวิชิต อินตะ ที่ป่วยเป็นโรคประสาทเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตำรวจมุกดาหารได้จับกุมประชาชนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบันจับกุมรวมทั้งสิ้น 29 ราย อัยการไม่สั่งฟ้อง 1 ราย โดยมีผู้ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น 7 ราย ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมดเมื่อ 16 สิงหาคม 2553 และถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลาง 21 ราย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่มีอาการป่วยทั้งทางร่างกายและทางจิต

สำหรับผู้ต้องขังที่ยังถูกคุมขังอยู่อีก 12 ราย จากการสอบถามจากญาติและทนายพบว่า ยังมีผู้ที่มีอาการป่วยแต่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอีก 5 รายแบ่งเป็นโรคทางกาย 3 ราย และโรคทางจิตหรือประสาท 2 ราย ทั้งนี้ มี 3 ราย ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ จะให้ความช่วยเหลือด้านหลักทรัพย์ในการประกันตัว

ในจำนวนผู้ต้องขัง 12 รายดังกล่าว ถูกควบคุมตัวมานาน 8 เดือน จำนวน 7 ราย, 7 เดือน 2 ราย และ 2-4 เดือน จำนวน 3 ราย

สนธิชี้สลายแดงปี 53 คือปราบจลาจล ต้องมีการเสียชีวิต เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

ที่มา ประชาไท

สนธิ” อัดอภิสิทธิ์ ปล่อยให้ พ.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิตช่วงเสื้อแดงชุมนุมปี 53 แถมบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ตัวเองหลบในราบ 11 แล้วให้ทหารออกมารับมือ แล้ววันนี้ให้ดีเอสไอส่งฟ้องทหาร โวยคดีลอบยิงตนเงียบ เพราะคนสั่งการอยู่ในรัฐบาล ชี้ พธม. ชุมนุม 25 ม.ค. ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ สู้ทักษิณเรื่องเล็กไปแล้ว ลั่นถึงไหนถึงกัน เอาทหารมายิงก็จะให้ยิง

ในรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV เมื่อคืนวานนี้ (21 ม.ค.) นางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวถึงกรณีที่โจรใต้ยิงถล่มฐานทหารที่ นราธิวาส ทำให้ ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ และทหารอีก 3 นายเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บอีก 6 นาย ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดือนเมษายน 2553 ที่มีทหารเสียชีวิต “ถามว่าวันนี้ คุณอภิสิทธิ์คุณเป็นผู้บริหารประเทศ คุณดูแลทหารกล้าอย่างผู้กองบอย หรืออีกหลายๆ คนที่เสียชีวิตไปอย่างไร ที่สำคัญมันอดคิดไม่ได้ว่า ย้อนกลับไปถึงเดือนเมษายนที่แดงเผาบ้านเผาเมือง เรามีทหารกล้าต้องเสียชีวิตไปกี่นาย คุณอภิสิทธิ์ ทหารออกไปรับมือกับเสื้อแดงที่มีอาวุธครบมือ” นางจินดารัตน์ ตั้งคำถาม

สนธิอัดอภิสิทธิ์ให้คนอื่นตายได้ ขอให้ภาพกูดี

นายสนธิ ตอบว่า “ถือ กระบองไป ถือโล่ไป สั่งไม่ให้ติดอาวุธ ถือกระบอง ถือโล่ โดนเสื้อแดงไล่ยิงจนกระทั่ง พ.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต เสร็จเรียบร้อยตัวเองขี้ขลาดตาขาวหลบไปอยู่ในราบ 11 นอนอยู่กับศิริโชค โสภา สองคน หลบอยู่ที่นั่น แล้วปล่อยให้คนซึ่งมีอาวุธร้าย อาวุธหนักไล่ยิง จนกระทั่งบ้านเมืองลุกเป็นไฟ”

ไม่อยากให้คนอื่นมอง หรือต่างชาติมองว่าตัวเองไม่รักสันติ ตัวเองนั้นต้องการแก้ปัญหา คือคนอื่นตายได้ขอให้ภาพกูดี”

นางจินดารัตน์ กล่าวเสริมว่า “ที่มันน่าเศร้า เมื่อวานนี้ DSI คุณธาริต หอบเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจนครบาล กรณีที่เสื้อแดงร้องเรียนไปว่า ตำรวจ ทหารฆ่าประชาชน ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง คุณธาริตหอบหลักฐานไปให้ตำรวจนครบาล ดูซิว่าตำรวจจะว่าอย่างไรเราต้องรอดูกันต่อเรื่องนี้”

ชี้สลายเสื้อแดงคือการปราบจลาจล ต้องมีการเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

นายสนธิ กล่าวว่า “อภิสิทธิ์ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นลูกผู้ชาย มีภาวะผู้นำ คุณอภิสิทธิ์จะต้องไม่มีการตรวจสอบว่าใครตาย ทหารยิงใครบ้าง เพราะว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นเหตุจลาจล การเข้าปราบปรามจลาจลโดยที่มีเสียงปืน มีระเบิด มีไฟ มันต้องมีการเสียชีวิต ภาษาอังกฤษเขาเรียก Collateral damage ก็คือมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ต้องมีการเสียชีวิตอย่างแน่นอนที่สุด คุณอภิสิทธิ์ต้องออกมาแล้วแอ่นอกรับ บอกเสื้อแดงเลย บอกก็เพราะวันนั้นมีการยิงกัน มีกลุ่มคนเสื้อแดงใช้อาวุธ มีภาพให้เห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นการปราบปรามย่อมมีการเสียชีวิต ลูกปืนย่อมหลงได้ของธรรมดา เพราะว่า พ.อ.ร่มเกล้า ยังตายเลย เพราะฉะนั้นการตายครั้งนี้ตายเพราะว่าความวุ่นวายในการปราบจลาจลนั้นย่อมมี การพลั้งพลาดได้ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ต้องสอบอะไรทั้งสิ้น ผมขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่กล้ารับผิดชอบ คุณอภิสิทธิ์ต้องการให้โลกเห็นว่าผมแฟร์ ตรวจสอบเลยถ้าทหารทำก็ทหาร แต่เวลาคุณใช้ทหารไปตาย คุณเคยไหมออกมารับผิดชอบ คุณใช้เขาไปด้วยมือเปล่า พ.อ.ร่มเกล้า โดนยิงเข้าหัวตาย อีกหลายคนพิการ เพราะความขี้ขลาดตาขาวของคุณ เพราะความที่คุณอยากจะโด่งดัง”

อัดอภิสิทธิ์เอาใจฮุน เซน มอบอำนาจอธิปไตยผ่านศาลกัมพูชา

นายสนธิ กล่าวต่อว่า “เหมือนคุณกับฮุน เซน คุณเอาใจฮุน เซน เพราะคุณต้องการให้นานาชาติเห็นว่า คุณรักสันติ ทั้งๆ ที่คุณกำลังมอบอำนาจอธิปไตยบนพื้นที่ประเทศให้เขมร โดยเขมรใช้ผ่านทางศาล ซึ่งคุณทำผิดมาตรา 120 อยู่แล้ว ซึ่งโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต และพรรคพวกคุณก็ออกมาดาหน้า พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าคนไทยล้ำแดน คนไทยล้ำแดน คนไทยล้ำแดน คนไทยล้ำแดน ทั้งๆ ที่ประชาชนชาวบ้านเขามายืนยันว่าที่นั้นเป็นที่ของคนไทย เอาล่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นที่ของใครก็ตาม ในเมื่อมันเป็นที่ที่ยังตกลงกันไม่ได้ มันเป็นที่ๆ ยังทับซ้อนกันอยู่ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาคนไทย 7 คน ไปขึ้นศาลเขมร เพราะเป็นการยกอำนาจอธิปไตยของแผ่นดินไทยไปให้เขมร เข้าข่ายมาตรา 120 ไม่ว่าคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ คุณกษิต คุณชวนนท์ คุณศิริโชค โสภา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดนทั้งนั้น แล้วคุณเพียงต้องการที่จะเอาใจฮุน เซน คุณเอาใจฮุน เซน เรื่องอะไร คุณไม่ได้รักประเทศไทยเลยเหรอ คุณไม่ได้รักคนไทยเหรอ คุณไม่รักคนไทย 7 คน เพราะคุณเกลียดวีระ สมความคิด ใช่ไหม พวกคุณเกลียดวีระ ใช่ไหม พวกคุณก็เลยสมรู้ร่วมคิดให้จัดการซะ แล้วเวลาประกันตัว คุณก็เอาคนของคุณออกมาก่อน คือพนิช แล้วหลังจากนั้นค่อยเอาออกมาทีหลัง วันนี้คุณได้ยกอธิปไตยของประเทศไทยมอบให้กับเขมรไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ให้ชัด ผมยังไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้เป็นการกระทำแบบขายชาติหรือเปล่า แต่ว่าเข้าข่ายมาตรา 120 แน่นอนที่สุด ผมหวังว่าผลกรรมอันนี้จะต้องกลับเข้ามาหาพวกคุณ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เหมือนผลกรรมที่กลับมาหาทักษิณ ชินวัตร อีกหน่อยผลกรรมมันต้องกลับมาหาพวกคุณ” นายสนธิกล่าว

อัดอภิสิทธิ์ให้ทหารสลายการชุมนุม ตัวเองหลบในราบ 11 ถึงวันนี้ให้ดีเอสไอดำเนินคดีทหาร

ใครก็ตามที่เชียร์คุณอภิสิทธิ์ ขอให้รู้ นี่คือตัวตนที่แท้จริงของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวตนที่แท้จริง สั่งทหารไป ดูแลการจลาจลที่ราชประสงค์ ไม่ให้ติดอาวุธ กลัวว่าเดี๋ยวจะหาว่านายกรัฐมนตรีสั่งฆ่าประชาชน แล้วฝ่ายที่ก่อจลาจล ยิงทหารตาย ตัวเองนอนหลบอยู่ในราบ 11 หายเงียบไปเลย ไม่โผล่หน้ามาเลย กลัวจนตัวสั่นงันงก แล้วพอมาวันนี้ทำเป็นเก่งกล้า สาหัสสากรรจ์ แสดงออกว่าตัวเองนั้นยุติธรรม ตัวเองนั้นแฟร์ เอ้า ดีเอสไอตรวจสอบ ดีเอสไอก็บอกว่าทหารยิงคนตาย 13 คน เอ้า จัดการดำเนินคดีซะ คุณบ้าหรือเปล่า มีนายกฯ อย่างนี้อย่ามีเลยดีกว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีนักการเมือง นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นทักษิณ ชินวัตร สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สมัคร สุนทรเวช หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น ประเทศไทยฉิบหายมาเพราะนักการเมือง ไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม ไม่ว่าจะจบจากแซม ฮูสตัน หรือจะจบจากออกซ์ฟอร์ด เหมือนกันหมด เอาตัวรอด เอาหน้าเอาตาตัวเอง เอาภาพลักษณ์ตัวเอง

แล้ววันที่ 16 มกราคม คุณออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ คุณก็ยังพูดชัดเจน คุณพูดชัดเจนว่าเอกสารสิทธิ์พี่น้องประชาชนมาแสดงให้ดูนั้น ถ้าดูจากแผนที่ลากเส้นนี้ๆ แสดงว่ายังมีลากเส้นปัจจุบัน แสดงว่าที่เหล่านั้นเป็นที่อยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น ก็คุณเองทำไมมายอมรับว่าที่เหล่านั้นอยู่ในที่ประเทศไทย แล้วคุณไปยกอำนาจอธิปไตยของเราให้กับศาลเขมร คำพูดอันนี้ของคุณนี่ละ จะล็อกคุณตายสักวันหนึ่ง ผมภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครก็ตามทำอะไรผิดต่อดินแดนไทย ขอให้มันจงมีอันเป็นไป”

แนะอภิสิทธิ์ลาออกไปสอนหนังสือ ต่อสู้เพื่อสันติภาพโลก

นางจินดารัตน์กล่าวด้วยว่า “นอกจากทหารที่เสียชีวิตแล้ว คุณอภิสิทธิ์เคยรู้บ้างไหมว่า ทหารที่ทำหน้าที่อยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา เขาโดนเหยียบย่ำมากๆ เลยนะคะ จากทหารโจรใส่รองเท้าแตะของฮุน เซน เขา ถึงขั้นกระทั่งว่า สลักชื่อเอาไว้ สลักเอาไว้เลยว่า ทหารเขมร 1 ต่อทหารไทย 3 คน มันยังแพ้เรา คุณรู้ไหมว่าทหารที่ทำหน้าที่นั้นเขารู้สึกอย่างไรกันบ้าง”

นายสนธิตอบว่า “เขาพูดไม่ออก เพราะเขามีผู้บังคับบัญชา” และกล่าวต่อไปว่า “ผู้บังคับบัญชาก็พูดไม่ออก เพราะว่าดันทะลึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมแบบนี้ แล้วก็ทะลึ่งมีนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีแบบนี้ เขาพูดไม่ออก เขาจะกระอักเลือดตายกันอยู่แล้ว ทหารไทยวันนี้ศักดิ์ศรีอยู่ที่ไหน โดนเขมรเอารองเท้าแตะลูบหน้า”

ทางใต้ โดนบุกเข้ามาฆ่าหน้าตาเฉย ทางตะวันตก พม่าจับตัว พม่าจับตัวไปพอเราเรียกตัวคืน พม่าสั่งปิดพรมแดนเลย เห็นไหม คุณจะรักษาหน้าคุณไปถึงไหน ถ้าคุณต้องการที่จะได้รางวัลโนเบล ในสาขาสันติภาพ คุณลาออกจากการเป็นนักการเมือง นายกฯ แล้วคุณไปสอนหนังสือดีกว่า แล้วคุณมาเป็น NGO ต่อสู้เพื่อสันติภาพของโลก”

ปัญหาใต้เกิดจากทักษิณเลิก ศอ.บต. ปัญหาไทยกัมพูชาเกิดเพราะนักการเมือง

นายสนธิกล่าวด้วยว่า “ศพแล้วศพเล่าเกิดจากความไม่สงบในบ้านเมือง แต่ที่น่าสนใจอย่างไม่มีใครรู้ ปัญหาภาคใต้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากนักการเมืองทั้งหมดเลย ครั้งแรกสุดเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สั่งยุบ ศอ.บต. โดยไปเชื่อคำพูดของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ แล้วจากวันนั้นมาภาคใต้พินาศฉิบหายมาตลอด ฝีมือนักการเมืองทั้งสิ้น พอมีการเมืองมาทีไร มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โครงการไปลงภาคใต้ สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม ไม่สามารถจะแก้ปัญหาที่มันถูกต้อง ตรงจุดได้ นักการเมืองเพียงต้องการงบประมาณ ต้องการโครงการลงไป โครงสร้างของความปลอดภัยเป็นอย่างไรไม่สนใจ ขอให้เงินไปถึงที่นั่น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หลุดปากออกมาว่า ปัญหาทางใต้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเพราะนักการเมือง

ปัญหาพรมแดนทางไทย-เขมร เกิดขึ้นเพราะนักการเมือง ปัญหาไทยที่รบกับลาวที่สมรภูมิร่มเกล้า เกิดเพราะนักธุรกิจการเมือง ที่ต้องการไปตัดไม้ในลาว การเมืองทั้งสิ้น วันนี้การเมืองไม่ได้คิดอะไร คิดแต่สูตรของการรวมกัน ผสมพันธุ์กัน สูตรเพื่อไทย ภูมิใจไทย+ชาติไทย+ประชาธิปัตย์ หรือว่าสูตรประชาธิปัตย์+เพื่อไทย สูตรไหนก็ได้ขอให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้ทั้งนั้น”

โวยคดีลอบยิงตนเงียบ เพราะคนสั่งการอยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

นายสนธิกล่าวถึงกรณีที่ตนถูกลอบยิงว่า ตอนนี้คนที่สั่งการก็อยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดอภิสิทธิ์ การดำเนินคดีถึงได้เงียบไป มีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 2 คน แต่ตอนนี้ก็ยังลอยนวลอยู่ ไม่มีการดำเนินคดีต่อแต่อย่างใด เพราะคดีนี้ถือเป็นคดีการเมือง

แอนดูนี่ซิ เกือบ 200 นัด วันที่ 17 เมษายน อภิสิทธิ์ เป็นคนพูดว่าจะดำเนินคดีไปถึงที่สุด รับรองจะจับตัวผู้ต้องหาได้ ออกหมายจับ 2 ใบแล้วเงียบหาย เพราะอะไร เพราะคนทำมันอยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์” นายสนธิกล่าว นางจินดารัตน์ ถามว่า “อะไรมันท่วมปากอยู่รึเปล่าคะ”

นายสนธิกล่าวต่อว่า “อะไร มันท่วมปากอยู่รึเปล่า คุณหยุดพูดถึงความยุติธรรมกับผมซะทีได้ไหมเหม็นขี้ฟัน คุณหยุดพูดถึงภาพลักษณ์ที่ดีของคุณได้ไหม คุณเอาคนยิงผมกลับมาก่อนซิ คุณก็รู้อยู่แล้ว นั่งอยู่ใน ครม.คุณนั่นแหละ ใครๆ เขาก็รู้กัน คุณก็รู้ ทุกคนก็รู้ เรื่องผมถึงเงียบไง แหมมันน่าจะตายนะไอ้สนธิเสือกไม่ตาย แล้วจะไงพอไม่ตายแล้วทำไงดี ไม่แน่จริงนี่ คนถ้ารักความยุติธรรม ถ้าจริงจัง นิติรัฐ จะเป็นหน้าไหนใครไหนถ้าสืบคดีถึงก็ลากคอเข้ามาให้เข้าตาราง แล้วไอ้ 2 คนที่ถูกหมายจับก็ยังลอยนวลอยู่ เหมือนเดิม นี่หรอ จำได้ไหมที่ให้สัมภาษณ์ ทันทีที่ถูกยิง ตั้งธานี สมบูรณ์ทรัพย์ มาดำเนินการ พอหมดธานีไปแล้วเงียบสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นคดีที่น่าเกลียดที่สุด เงียบสนิทไปเลย เห็นชัดคดีการเมืองงานนี้”

แล้วคุณมาโม้อะไรเรื่องเกี่ยวกับ แหมอย่างโน้นอย่างนี้ ผมต้องทำบ้านเมืองให้โปร่งใส คุณโปร่งใสเรื่องคนยิงผมก่อนดีกว่า คุณแน่จริง เขาโกงกันโครมๆ ทุกกระทรวง คุณนั่งเฉย แล้วคุณไปจ้างโพลล์ออกมา แอบตั้งคำถามถามประชาชน ถามว่าคุณนี่ซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลคุณซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์สุจริตอะไร กระทรวงการคลังส่งอีเมล์พิเศษสุดไปหาสรรพากรทุกจังหวัดให้รีดภาษีประชาชนเพิ่ม”

เพราะว่ารัฐบาลถังแตกแล้ว ทำไมรัฐบาลถังแตก เอาเงินภาษีเราไปทุ่มประชานิยมเหมือนทักษิณทำ มากกว่าทักษิณอีก เพื่ออะไร เพื่อหาเสียง ไม่ใช่เพื่ออะไรเลยเพื่อหาเสียงอย่างเดียว”

ลั่นพันธมิตรฯ วันที่ 25 นี้ต้องถึงไหนถึงกัน เอาทหารมายิงก็จะให้ยิง

โดยนายสนธิ ยังได้กล่าวเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมในวันที่ 25 ม.ค. นี้ด้วย โดยกล่าวว่า “พี่น้องต้องออกมาทำหน้าที่ ผมทราบจากพี่ลองแล้วว่า อย่างไรก็ไม่เลิก พี่ลองพูดชัดเลยตายเป็นตายถ้าไม่ไล่รัฐบาลชุดนี้ออกไปให้ได้แกไม่ยอม ถึงไหนถึงกันเลยงานนี้ ถ้าจะเอาตำรวจ ทหารมายิงก็มาพร้อมจะให้ยิง”

นางจินดารัตน์ ถามนายสนธิว่า “มี วลีหนึ่งที่คนในสังคมบางกลุ่มที่บอก ธุระไม่ใช่ มักจะถามว่า ถ้าไม่ใช่อภิสิทธิ์แล้วเอาใครล่ะ ก็มีคนตอบแล้วนะคะว่า นี่มันเป็นวลีของโลกใต้กะลา ของคนที่อยู่โลกใต้กะลา” นายสนธิกล่าวต่อว่า “คนเขาถามผม คุณสนธิจะสู้ไปทำไมเรื่องเขมร ผมตอบเขาสั้นๆ สู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด พี่น้อง 25 ม.ค.นี้ ต่อเนื่องไปเราสู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด พวกที่นั่งอยู่ในสภาส่วนใหญ่เสียชาติเกิดทั้งนั้น ไม่ได้สู้เพื่อประเทศไทย มันสู้เพื่อตัวมันเอง บางคนสู้เพื่อภาพลักษณ์ตัวเองดูดี ใครจะตาย ใครจะฉิบหายกูไม่ว่า ปากก็บอกว่าอยากจะอย่างโน้นอย่างนี้ ลึกๆ แอบไปจับมือกัน เหยียบเท้ากัน มีตัวกลางเดินประสานงานระหว่างทักษิณกับพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันเรียบร้อยแล้ว โธ่ไอ้พรรคของปลอม”

โดยนางจินดารัตน์ ได้นัดหมายให้มาชุมนุมในวันที่ 25 วันอังคาร ที่สะพานมัฆวานฯ ตั้งแต่บ่ายสองเป็นต้นไป โดยนายสนธิ กล่าวว่า “ไม่ให้เสียชาติเกิด สู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด”

ยกกรณีชาติอาเซียนและจีนเสือแย่งเกาะสแปรตลีย์เพราะมีทรัพยากร ไม่เหมือนรัฐบาลไทย

นอกจากนี้ นายสนธิ ได้กล่าวถึง หมู่เกาะสแปรตลีย์ ว่า เป็นหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ เป็นเกาะเล็กเกาะน้อย มีปะการัง ไม่มีอะไรน่าท่องเที่ยว ไม่มีอะไรเลย เป็นเกาะเล็กๆ ประมาณ 190 เกาะ ไม่มีมนุษย์อยู่ แต่เข้าใจว่ามีแหล่งพลังงานธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติสูงมาก จีนสำรวจแล้วว่าน่าจะมีปิโตรเลียมถึง 17.7 ล้านล้านตัน สูงมาก มี 6 ประเทศที่อ้างสิทธิในหมู่เกาะนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรูไน ก็เอากับเขาด้วยนะ

ประเทศ เล็กๆ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เพราะฉะนั้นทุกคนอ้างสิทธิ์หมดเลย แล้วเวียดนามเคยเข้าไปสร้างป้อมทหาร จีนในปี 2517 ยกกองทัพไปขับไล่ออก ขับไล่เวียดนามออกไปเลย แต่ตัวป้อมตังอยู่ เวียดนามแก้เผ็ดด้วยการจัดทัวร์ มาทุกๆ 8 วัน พาทัวร์มาดูป้อม ฟิลิปปินส์ก็ต้องการ จีนก็ไปไล่ทหารฟิลิปปินส์ออก ฟิลิปปินส์ก็ประกาศ บอกถ้าล้ำเขตเข้ามาฟิลิปปินส์สู้ ถึงแม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีแสนยานุภาพที่ใหญ่ที่สุดหนึ่งในโลก และฟิลิปปินส์มีแสนยานุภาพที่อ่อนแอที่สุด เราก็จะสู้ ฟิลิปปินส์ใจใช้ได้นะหัน หน้าไปพึ่งพาสหรัฐฯ เวียดนามไปพึ่งพาสหรัฐฯ เวียดนามถึงเปิดซ้อมรบกับสหรัฐฯ แล้วฮิลลารี คลินตัน ถึงกับออกมาประกาศว่า ทะเลจีนตอนใต้ ไม่ใช่พื้นที่ของใครคนใดคนหนึ่ง จีนก็สวนกลับเหมือนกัน ว่า คุณไม่ได้อยู่ทะเลจีนตอนใต้ อย่า ส ใส่ เกือก เพราะฉะนั้นแล้ว พูดถึงพรมแดนที่ดินแล้ว ทุกคนใจเสือ มีประเทศไทยใจหมา รัฐบาลใจสุนัข ใจหมาจริงๆ นี่ผมพูดอย่างลูกผู้ชาย อย่างนักเลงเลย รัฐบาลชุดนี้ใจหมา หมาขี้เรื้อนด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่าใช้ไม่ได้ ขนาดหมู่เกาะสแปรตลีย์ 6 ประเทศนี่เขาฟัดกัน จนกระทั่งไม่หยุดไม่หย่อน

นายสนธิกล่าวต่อว่า รัฐบาลจีน ไม่มีใครยอมใคร ญี่ปุ่นจับลูกเรือจีน 16 คน พร้อมกัปตัน ข้อหาขับเรือไปชนเรือญี่ปุ่น ในเรื่องกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ จะเอาขึ้นศาล จีนยื่นโนติสเลยว่า ถ้าเอาลูกเรือจีนขึ้นศาล มีเรื่องทันที ญี่ปุ่นปล่อยทันทีเลย ปล่อยลูกเรือหมด ยกเว้นกัปตัน จีนบอก ถ้าไม่ปล่อยกัปตันก็มีเรื่อง หลังจากนั้น ญี่ปุ่นปล่อยกัปตัน เพราะจีนเขาไม่ยอม เพราะว่าถ้าญี่ปุ่นเอาลูกเรือเขาไปขึ้นศาลที่ญี่ปุ่น แสดงว่า ญี่ปุ่นมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะ เขายังคิดเป็นเลย แล้วพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ มีบริษัทเชฟรอน ไปได้สัมปทานกับประเทศไหนไม่รู้ กำลังขุดเจาะน้ำมัน จีนเอาเรือรบไล่เลยนะ มาจอด แล้วบอกว่า ให้ออกจากแท่นขุดเจาะเดี๋ยวนี้ เพราะนี่คือพื้นที่ของจีน ถ้าไม่งั้น เรือปืนจะยิงถล่มแท่นเจาะ ฝรั่งเก็บข้าวของไปหมดเลย แล้วฝรั่งก็บอกว่า ให้มันตกลงกันเสร็จเรียบร้อยก่อน ทั้ง 6 ประเทศแล้วกูค่อยมาขุดเจาะน้ำมัน

ฉุนนักวิชาการโปรข้ามพรมแดนเป็นพวกหลงเงิน กราบตีนฝรั่ง รับเงินมาอัด พธม. ว่าคลั่งชาติ

นายสนธิกล่าวต่อไปว่า “แล้วใครบอกว่า พื้นที่ประเทศไม่สำคัญ ใครบอก ไอ้นักวิชาการซังกะบ๊วย ที่รับจ้างกระทรวงการต่างประเทศ มาบอกว่า มาพูดทำนอง ที่เรียกว่า ข้ามชาติ ไม่มีพรมแดนแล้ว ไร้พรมแดนแล้ว มีพวกนี้ รับเงินเขามา 7 ล้านกว่า หาว่าพวกเราคลั่งชาติ”

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า “อ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ก็ออกมาตอบโต้ว่า มันเป็นวลีที่จ้าวล่าอาณานิคมทั้งหลายพยายามปั้

สนธิ กล่าวต่อไปว่า “ไอ้พวกอาจารย์ที่ใช้คำพูดว่า คลั่งชาติ และก็โลกไร้พรมแดน คือไอ้พวกที่หลงฝรั่ง พวกนี้พวกกราบตีนฝรั่ง หลงเงินแน่นอนที่สุด รับเงินรับทองมา ไอ้ที่น่าเจ็บใจที่สุด คือกระทรวงการต่างประเทศ ซังกะบ๊วย”

นายสนธิกล่าวด้วยว่า ผมนี่อยากให้พวกเราเดินขบวน และเอาป้ายไปปิดหน้ากระทรวงการต่างประเทศ และเขียนเป็นภาษาเขมร กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา มันไม่เคยคิดอะไรเลย ที่จะปกป้องอธิปไตยไทย มันเล่นเป็นดนตรีวงเดียวกันหมดเลยนะ บอกนี่เป็นของเขมร เปลี่ยนป้ายซะเลยดีกว่าว่าเป็นกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ไล่มันตั้งแต่ปลัดเลย นอกจากนี้ นายสนธิยังโจมตีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศรายหนึ่งว่า "หน้าหม้อ"

เปรียบพิพาทดินแดน เหมือนเข้าไปสร้างส้วมในที่คนอื่น ย้ำชุมนุม 25 ม.ค. ไม่ต้องใส่สีเหลือง

นายสนธิ ยังเปรียบเทียบเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนางจินดารัตน์ ตั้งต้นว่า มีคนบอกว่าข้อพิพาทมันเป็นเรื่องยาก และไกลตัว เสียดินแดนนิดหน่อยเป็นไรไป โดยนายสนธิตอบว่า “ไอ้คนที่พูด มาพูดให้ผมฟังหน่อยนะ แล้วบอกว่า บ้านคุณอยู่ที่ไหน” นางจินดารัตน์ ถามว่า “ทำไมคะ จะไปทำไรเขาคะ”

นายสนธิตอบว่า “ไม่ ผมจะไปสร้างบ้านไปในพื้นที่บ้านมันไง นิดหน่อย ไม่ต้องมาก ปลูกส้วมอันหนึ่งก็พอ นิดหน่อยไง เสียดินแดนนิดหน่อย เข้าใจยัง”

โดยนายสนธิกล่าวถึงการชุมนุมวันที่ 25 นี้ว่า งานนี้ไม่มีแกนนำ งานนี้คนรักชาติมาเพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด ทุกคนเจ้าภาพหมด ไม่มีแกนนำ ไม่รู้นะส่วนตัวผมคิดอย่างนี้ ทุกคนเป็นแกนนำหมด ชาติบ้านเมืองไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ทุกคนเป็นเจ้าของหมด

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า “ไม่มีสีเสื้อนะคะ คุณผู้ชม” นายสนธิตอบว่า “ไม่มีสีเสื้อ มาเลย”

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า “จะใส่เสื้อสีอะไรมาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเหลือง อยากเป็นเสื้อสีอะไรก็ใส่มา วันนั้น จะเป็นวันที่คนไทยทั้งชาติจะออกมาร่วมปกป้องแผ่นดิน เพราะว่า รัฐบาล และคนที่รับผิดชอบเขาไม่ทำ เป็นหน้าที่ของเราแล้ว ออกมากันเยอะๆ คะ แสดงพลังให้คนที่ชอบรักษาหน้าให้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ จะอยู่ในตำแหน่งกันไปอีกนานแค่ไหน เพื่อประโยชน์คนกลุ่มเดียว”

เผยสู้กับอภิสิทธิ์เป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย เพราะรูปหล่อหน้าตาดี แม่ยกพ่อหลายคนยังเชื่อ

ในช่วงท้ายรายการ นายสนธิ กล่าวถึงการที่เขาเคยสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสุรยุทธ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ และต่อมาเปลี่ยนเป็นคัดค้านว่า

พล.อ.สุรยุทธ์ ผมก็สนับสนุนเขาตอนแรก จนตอนหลัง ผมเห็นว่าเขามีวาระซ่อนเร้นเรื่องเกี่ยวกับกรณีที่แอบประนีประนอมกับทักษิณ ผมก็เลยสู้เขา คุณอภิสิทธิ์ แรกๆ หลายคน พวกคุณก็ว่าผม คุณประพันธ์ คุณมี ยังว่าผมเลย พี่เชียร์อภิสิทธิ์อยู่เรื่อย บอกผมไม่ได้เชียร์เขา แต่ผมให้โอกาสเขาทำงาน ผมยังเคยพบเขาตั้ง 3-4 ครั้งเป็นการส่วนตัว แล้วแนะนำเขา ตอนหลังถึงรู้ว่าเขาไม่ฟังคำแนะนำเลย เขาเพียงแต่ต้องการแสดงออกว่าเขาคุยกับผมได้เท่านั้นเอง เรื่องอื่นเขาไม่สนใจ เมื่อเรื่องอื่นเขาไม่สนใจแล้วจะทำอย่างไรได้ ผมเห็นว่าไม่ไหวแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายกรณี การคอร์รัปชั่นของเขา การที่เขาปราบเสื้อแดงที่ราชประสงค์โดยเขาไม่แสดงความกล้าหาญ การที่เขาให้ทหารไปตายแล้วเขาหันกลับมาเล่นงานทหารอีกครั้ง การที่เขาเห็นฮุน เซนเป็นพ่อ แล้วการซึ่ง ส่วนตัวผมยังไม่ถือที่มีคนยิงผมแล้วเขาไม่ทำอะไร ผมยังเฉยๆ ยังเก็บเอาไว้ในใจ

เมื่อผมเห็นอย่างนี้แล้ว เขาไปไม่ได้แล้วงานนี้ เขาจะมาหลอกคนไทยอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ แล้วการสู้กับเขานี่เหน็ดเหนื่อย เพราะภาพเขาดี เขารูปหล่อ เขาหน้าตาดี แม่ยกพ่อยกหลายคนยังเชื่อเขาอยู่โดยไม่ดูเนื้อหาสาระที่แท้จริง แรกๆ ทุกคนบอกว่า แหมเห็นใจเขานะเขาต้องอยู่พรรคร่วม ไปๆ มาๆ ผมเห็นการกระทำของเขา การกระทำของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วผมมีความรู้สึกว่า 2 คนนี้จับมือกัน แบ่งกันเล่นคนละบท สุเทพเล่นบทผู้ร้าย อภิสิทธิ์เล่นบทผู้ดี แต่จบลงที่จุดเดียวกัน เหมือนกันหมด ผมเห็นเขาเริ่มโกหก แล้วจับได้ทีละข้อ จริงๆ แล้วเร็วๆ นี้ผมจะออกคำถาม 30 ข้อให้เขาตอบ เหมือนกับที่ผมออกให้กับคุณทักษิณตอบ แล้วคุณทักษิณไม่กล้าตอบ ผมว่าจะทำเร็วๆ นี้ ผมว่า จะถามคุณประพันธ์เลย ว่าคุณเจิมศักดิ์ เขาทำเรื่องรู้ทันทักษิณได้ แล้วคุณเจิมศักดิ์จะไม่มีวันที่จะทำรู้ทันอภิสิทธิ์หรอก งั้นคุณประพันธ์ กับคุณปานเทพ ช่วยทำให้หน่อยได้ไหม รู้ทันอภิสิทธิ์ ใช่ไหม”

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมเห็นคือ ไม่มีใครหรอกที่เป็นที่ คือ รู้จักคน รู้จักหน้า ไม่รู้จักใจ เห็นคนหน้าตาดี พูดเพราะ การศึกษาดี ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้เป็นคนชั่วร้าย ต้องดูการกระทำของเขา ใช่ไหม ผมพูดตั้งนานแล้วว่า นักการเมือง คือประเทศไทย ปัญหาทุกปัญหาแก้ได้หมด ถ้าเอาส่วนรวมตั้ง เขมร ถ้าเอาประเทศชาติเป็นตัวตั้งแก้ได้หมด เพราะถ้าเรายกเลิก MOU2543 เหตุผลเพราะว่า การจับคนไทย 7 คนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ดำเนินนโยบายยกเลิก MOU2543 เขมรก็จดทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ เมื่อจดทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ เราก็บอกให้ชุมชนเขมรที่อยู่ออกไปซะ”

สนธิชี้การชุมนุม 25 ม.ค. ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ สู้ทักษิณเรื่องเล็กไปแล้ว

โดยนายสนธิ กล่าวท้ายรายการว่า “ก็ 25 นี้ เป็นวันที่ สำหรับผมแล้ว คือการไม่ให้เสียชาติเกิด ผมคิดว่า พี่ลองพูดถูก การต่อสู้ของพวกเรา หลายๆ เรื่อง ลูกเจ๊กลูกจีน คนหัวเกรียนอย่างพี่ลองมาสู้ทำไม แต่ในที่สุดแล้วมันทนไม่ไหว เพราะมันเกิดเป็นคนไทย แต่การต่อสู้ตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ สู้กับทักษิณ ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าสู้เรื่องดินแดนประเทศไทย สู้กับทักษิณเรื่องเล็กไปแล้วนะ สู้วันที่ 25 เป็นการสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการต่อสู้ เพราะว่าเราสู้เพื่อประเทศจริงๆ เราสู้เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด เราสู้เพราะเราไม่ยอม ที่จะสยบภายใต้สถุนอย่างฮุน เซน และเราสู้เพื่อไม่ให้คนในรัฐบาลของเราไปสมรู้ร่วมคิดกับกุ๊ยอย่างฮุน เซน ไปแอบขายชาติให้ฮุน เซน เราสู้เพื่อชาติจริงๆ งวดนี้ เลยอยากให้พ่อแม่พี่น้องออกมากันเยอะๆ สู้กันนานๆ งานนี้ ถึงไหนถึงกัน”

โดย นางจินดารัตน์ กล่าวเสริมว่า เราก็จะไปพบกันตอนบ่ายสองที่สะพานมัฆวาน พบกับคุณลุงจำลอง ที่ประกาศแล้วว่า ไม่ถอย ไม่เลิก งานนี้อยู่กันยาว เตรียมตัวมาให้พร้อม อย่าลืมกระเป๋ายังชีพของเราด้วยนะคะ ที่เราเคยมาร่วมชุมนุม โดยนายสนธิ ตอบว่า “แต่ละคนมีประสบการณ์อยู่แล้ว” ส่วนนางจินดารัตน์ ทิ้งท้ายว่า “ใช่ค่ะ คงไม่ต้องบอกว่าต้องเตรียมอะไรมาบ้าง”

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

นักข่าวพลเมือง: “นักวิชาการ” ชี้ “สื่อมวลชน” เป็นเครื่องเพาะความรุนแรงในสังคม

ที่มา ประชาไท

วงเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ แนะให้สื่อมวลชนเสนอข่าวเชิงให้ความรู้มากกว่าใส่อารมณ์ “สาธิต ปิตุเตชะ” ชี้คดีสาวซีวิค ตำรวจไม่กลัวอิทธิใหญ่ จึงได้ผลน่าพอใจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วานนี้ (23 ม.ค.) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันอิศรา และมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีวิพากษ์การทำหน้าที่สื่อมวลชนปัจจุบัน ในหัวข้อ“เจาะลึก หรือ ละเมิด: จริยธรรมบนเส้นขนานสื่อมวลชน” โดยผู้เข้าอบรมหลักสูตรการสื่อสารมวลชนระดับต้น (กสต.) รุ่น 2 กลุ่ม 5 ซึ่งมีนายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.ระยอง และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เป็นวิทยากรร่วมสัมมนา

โดยนายไพโรจน์ กล่าวว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในปัจจุบันถือว่า มีความเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่ผ่านมาอย่างมาก คือ มีรายการของการเล่าข่าวเพิ่มขึ้นมาจากการอ่านข่าว หรือทำงานข่าวภาคสนาม นอกจากนั้นแล้วยังองค์กรสื่อยังเปลี่ยนเป็นองค์กรด้านธุรกิจ และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นสินค้าที่ผู้อ่านข่าวต้องใส่อารมณ์เข้าไปในเนื้อหา ให้ประชาชนได้สนใจและติดตาม เพื่อเรียกเรตติ้งของสถานี

“การนำเสนอข่าวของสื่อปัจจุบันจะเน้นในเรื่องการนำเสนอข้อเท็จจริงบวกกับอารมณ์ โดยไม่ได้สอดแทรกสิ่งที่เป็นความรู้ หรือปัญญาให้กับผู้รับชม ผมจึงเป็นห่วงว่าหากสื่อฯ สื่อสารข้อมูลไปพร้อมๆ กับบ่มเพาะความเคียดแค้น ชิงชัง ก็อาจจะทำให้กลายเป็นละเมิดสิทธิของประชาชนในระยะยาว ที่สื่อเป็นส่วนสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชัด” นายไพโรจน์ กล่าว

นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่าในข่าวที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนมีข้อสังเกตว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงได้นำบุคคลที่ถูกจับในคดีต่างๆ มาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ซึ่งตนได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าหน้าที่ก็ได้รับคำตอบว่า เพื่อไม่ให้คนทำตาม หรือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่หลักการแล้วตนไม่เห็นว่าเปอร์เซ็นต์การก่ออาชญากรรมหรือค้ายาจะลดน้อยลงจากเดิม หรือแม้แต่นำเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาร่วมแถลงข่าว ทั้งนี้ตนมองด้วยว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเด็กคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำ ทั้งนี้อยากฝากไปยังผู้ที่เป็นสื่อมวลชนหากไม่ยึดหลักกฎหมายแล้วควรใช้มโนธรรมสำนึก ในการนำเสนอข่าวประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้านนายสาธิต กล่าวว่าตนมองการนำเสนอข่าวในปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาด หรือต้องการนำเสนอประเด็นให้เป็นไปตามความคิดหรือความรู้สึกของตนเอง ในแง่ของการทำหน้าที่สื่อมวลชนเช่นการทำข่าวเจาะในประเด็นอาชญากรรมหรือสืบสวนสอบสวน ซึ่งยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่มีมาตรฐานมานานแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดบางอย่าง เช่น เทคโนโลยี ความเป็นมืออาชีพ จำนวนเจ้าหน้าที่ต่อจำนวนประชากร ดังนั้นบุคคลที่ทำหน้าที่สื่อควรจะทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบ แต่สำคัญไม่ควรตั้งธง หรือมีอคติต่อการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“การเจาะลึกข้อมูลของสื่อเพื่อนำเสนอให้กับสาธารณะรับทราบ มีเส้นแบ่งที่มีปัญหา ว่ามีส่วนกดดันการทำงานเจ้าหน้าที่ให้ตรงไปตรงมา หรือสร้างกระแส เพราะเท่าที่ติดตามข่าวคดีต่างๆ สื่อส่วนใหญ่มักตัดสินว่า คุณนั่นแหละผิด ซึ่งผมอยากให้สื่อยึดผลหรือคำตัดสินของศาลเป็นหลักเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

นายสาธิต กล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้ทางกมธ.การตำรวจได้เชิญเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีสาวซีวิคชนรถตู้มาชี้แจง เบื้องต้นได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนพยานแวดล้อม ผู้เสียหายแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งถือว่าการทำหน้าที่น่าพอใจ เพราะไม่ได้กลัวเรื่องอิทธิพลใหญ่ใดๆ

ทั้งนี้ช่วงสัมมนาได้เปิดให้ผู้ที่เข้าร่วมซักถาม โดยผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และองค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิ์เด็กในเรื่องการประกาศเคอร์ฟิวเยาวชน ปรากฏว่ามีก้อนหินหลายก้อนเข้ามาทางสื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าองค์กรสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเด็กอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนยืนว่าจะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด

ด้านผู้สื่อข่าวประจำหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจถามว่า หากสื่อยึดตัวกฎหมายมากเกินไป อาจกลายเป็นว่าเข้าข้างเด็กที่ทำผิด โดยนายไพโรจน์ กล่าวว่าในความเข้าใจของสังคมทั่วไป สื่อฯได้ตอกย้ำคือ คนที่ทำผิดนั้นผิด อย่างเช่นบางสถานีที่ต้องการเพิ่มเรตติ้ง ก็พยายามสร้างอารมณ์ร่วมให้กับสังคม ซึ่งในวันนี้ตนอยากเห็นสื่อมวลชน ทำอะไรที่แตกต่างจากการนำเสนอข่าวแบบสร้างอารมณ์ ด้วยการให้ความรู้ ให้เกิดการเรียนรู้กับสังคม

สำหรับนายสาธิต กล่าวว่า ในตัวอย่างของสาวซีวิค ที่ขับรถชนรถตู้บนโทรลเวย์ แล้วมีผู้เสียชีวิต สื่อทำให้คนเข้าใจว่าสาวซีวิคเป็นฆาตกร แต่หลักที่แท้จริงเป็นการขับรถโดยประมาท ทำให้มีคนตาย และสื่อพยายามโยงว่าคนที่ตายนั้นเป็นคนดี เป็นมันสมองของประเทศ จนทำให้สังคมเกลียดชังสาวซีวิคทั้งนี้เหตุการณ์นั้นเป็นความประมาท ซึ่งต่างจากความหมายของคำว่าฆาตกร

Smile,Thailand

ที่มา Thai E-News


คำ:แงซาย
ภาพ:GAG LASVEGAS


โอ้ว่า ประชาธิปไตย......

ดั่งกล้าไม้.. อันอับเฉา
ถูกเหยียบยํ่า.. ถูกชำเรา
ดั่งเถ้า.. ธุลีดิน

พอเริ่มแยก แตกหน่อ ก็แสนยาก
ถูกขุดราก ถอนโคน จนหมดสิ้น
คนรดนํ้า พรวนกล้า นํ้าตาริน
กี่ชีพดิ้น ถูกฝัง ถูกสังเวย

ล้มลุก ทุกสมัย ใครขัดขวาง
คนเห็นต่าง พูดไม่ได้ ไม่กล้าเอ่ย
คนร้องถาม ความยุติธรรม เป็นจำเลย
ถูกเย้ย ถากถาง ในสังคม

กี่ครั้ง ประวัติศาสตร์ ถูกกวาดลบ
กี่กองศพ ตายซาก ซุกหมักหมม
เรียกหาคำ ตอบหาย กับสายลม
และความจริง ดิ่งจม เป็นลมลวง

ต้นกล้า ประชาธิปไตย...
เพียงผลิใบ น้อยนิด พลันปลิดร่วง
แค่เงยหน้า อ้าปาก อยากถามทวง
ก็ถูกช่วง ชิงสิทธิ์ เข้าริดรอน

โอ้ว่า สิทธิ เสรีภาพ....
แฝงคราบ.. ยาพิษซ่อน
เผยอหน้า.. มาต่อกร
ถูกต้อน.. นอนขังกรง

เห็นต่าง..ข้างละฝ่าย
ถูกสลาย ยิงไล่ส่ง
แค่คิด.. ก็ปลิดปลง
ไม่จงรัก.. ไม่ภักดี

เสรีภาพ..คือซาบซึ้ง
ห้ามดื้อดึง..ห้ามเสียดสี
เสนอหน้า..ปัญญามี
ต้องทุกข์ยาก ปิดปากพลัน

สิทธิ.. ของปวงชน
มายากล..ของคนปั้น
เสแสร้ง..ตะแบงกัน
ดัดจริต..ประดิษฐ์คำ

โอ้ว่า..ภราดรภาพ
ต้องหมอบราบ.. ก้มกราบซํ้า
ศักดิ์ศรี ถูกยียํ่า
เขาว่ากรรม.. ให้จำทน

ครอบงำ..ทางความคิด
ปกปิด..ความฉ้อฉล
ช่องว่าง..แห่งชั้นชน
คือดอกผล..ศักดินา

ลุกขึ้นเถิด ประชาชน ผู้ประเสริฐ
แม้เราเกิด จากไหน ใช่ไร้ค่า
สมองมี นึกคิด ติดปัญญา
จงหาญกล้า หยุดแบก ''แอกสามานย์''

By Ngaesai

ไฟใต้่ที่รัฐไม่กล้ามอง ไม่กล้าแก้ และไม่กล้าพูด!

ที่มา Thai E-News


นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน” ท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้


โดย ปาแด งา มูกอ
22 มกราคม 2554

สิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนของเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ (กลุ่มผี ? ) ยังคงสามารถก่อเหตุรุนแรงได้แทบทุกที่ ทุกเวลา เท่าที่ทางกลุ่มต้องการเหมือนเดิม!

กองกำลังทหาร,ตำรวจ,ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.) ปัจจุบัน ที่ประกอบด้วย (กำลังทหาร 30,000 นาย,กำลังตำรวจ 18,000 นาย,กำลังฝ่ายปกครอง (จ้างประชาชนให้มาตายแทน ทหาร,ตำรวจ ในนาม อาสาสมัครต่างๆ อาทิ ชรบ.อรบ.,อรม.,ทส.ปส.อส.รด.,อส.ตำรวจหมู่บ้าน ฯลฯ ) 18,000 นาย รวม 66,000 นาย

ซึ่งหลายคนบอกว่าเยอะ แต่เมื่อพิจารณาจากภารกิจแล้ว ยืนยันว่าไม่เยอะอย่างที่คิด

เพราะทุกวันนี้ทุกหน่วยงานของภาครัฐกำลังรบอยู่กับ(ผี?) ที่ไม่มีตัวตน และจะปรากฏตัวตนขึ้นมา ก็จากการให้สัมภาษณ์ของบรรดาหัวหลักหัวตอปัญญาอ่อนของบ้านเมือง ที่ใช้เป็นสูตรสำเร็จ ว่า

“ เหตุการณ์ครั้งนี้น่าเชื่อว่าเป็นการลงมือของนายอะไรต่อมิอะไร / สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นแล้ว / สถิติการก่อการร้ายลดลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา / การลงมือก่อเหตุอย่างอุกอาจและเหี้ยมโหดในครั้งนี้ เป็นการฉลองวันครบรอบการเปลี่ยนชื่อของกลุ่มขบวนการ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2530 จากขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติปัตตานี หรือ BNPP เป็นแนวร่วมอิสลามปลดปล่อยปัตตานี หรือ BIPP /


รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศระดับ นนายกรัฐมตรีที่กล่าวว่า
“โดยปกติพอใกล้การประชุมโอไอซี จะมีความพยายามก่อเหตุหรือยั่วยุให้เกิดการตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพื่อนำไปใช้เป็นเงื่อนไข ซึ่งกำลังมีการสอบสวนอยู่เหมือนกันว่ามีข้อสังเกตต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางเรื่อง แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะต้องยึดกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุ และวงจรความรุนแรงเพื่อนำไปสร้างเป็นเงื่อนไข หรือขยายผลในเวทีต่างประเทศ”


หรือระดับ ผู้บัญชาการทหารบกแห่งประเทศไทย ที่ให้สัมภาษณ์ว่า
“ทำไมเหตุการณ์ในพื้นที่ยังไม่จบ อยากบอกว่าตราบใดคนเหล่านี้ ที่สมองถูกบ่มเพาะและถูกล้างสมอง ที่ทำทุกวันนี้เพื่อความถูกต้องหรือเพื่ออะไรต่างๆ ไม่ว่าชาติพันธุ์ทางประวัติศาสตร์ คนเหล่านี้ยังมีอยู่ ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสมองคนพวกนี้ได้ หรือคนเหล่านี้ยังเกิดความคับแค้นใจและความเข้าใจในรัฐ ไม่เข้าใจด้านกฎหมาย เขาก็พร้อมปฏิบัติการ แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะสามารถแบ่งประเทศเราออกไปได้ ยังไงก็แบ่งไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถรวมกำลังขนาดใหญ่ไปยึดพื้นที่ได้ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีการยึดครองเมื่อไร เราต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามเป็นลักษณะการสู้รบ ซึ่งเราไม่อยากปฏิบัติลักษณะนั้น เพราะจะทำให้สถานการณ์รุนแรงในสายตาชาวโลก
"

นี่คือสูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบัน ครับ



เหตุการณ์ความรุนแรงรายวันใน จชต. ทุกวันนี้ จะไม่พูดถึงหรือวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำของ ใคร...? กลุ่มใด...? แต่จะพูดถึงข้อเท็จจริง ของตัวปัญหา ๓ ประเด็นหลัก ที่ทำให้รัฐแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ได้

ประเด็นแรก : ความผิดพลาดในยุทธการของกองทัพ ( ปัญหาเรื่อง ผบ.ฉก.เลขตัวเดียว กับ ผบ.ฉก.เลขสองตัว)

ความผิดพลาดดังกล่าวก็คือ การจัดหน่วยกำลังในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา โดยการจัดวางกำลังในปัจจุบันอยู่ในรูปของ "หน่วยเฉพาะกิจ" หรือ ฉก. แยกเป็นจังหวัดและอำเภอไล่ลงไป โดยมีตัวเลขกำกับ กล่าวคือ

- หน่วยเฉพาะกิจยะลา (ฉก.1 เดิม) รับผิดชอบ จ.ยะลา ทั้งจังหวัด ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 6 กองพัน และกำลังตำรวจ 1 กองกำกับการ (ตำรวจตระเวนชายแดน / ตชด.)

- หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี (ฉก.2 เดิม) รับผิดชอบ จ.ปัตตานี ทั้งจังหวัด ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 5 กองพัน และกำลังนาวิกโยธิน (ทหารเรือ) 1 กองพัน

- หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.3 เดิม) รับผิดชอบ จ.นราธิวาส ทั้งจังหวัด ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 7 กองพัน และกำลังนาวิกโยธิน 2 กองพัน

- หน่วยเฉพาะกิจสงขลา (ฉก.4 เดิม) รับผิดชอบ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ประกอบด้วยกำลังของกองทัพบก 1 กองร้อยทหารราบ และกำลังตำรวจ 1 กองกำกับการ (ตชด.)

นอกจากนั้นยังมี "หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน" หรือ ฉก.ทพ. กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าเขาอีกหลายกองพัน รวมถึงหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (หมวกแดง) และ "หน่วยเฉพาะกิจอโณทัย" รับผิดชอบภารกิจเก็บกู้ทำลายล้างวัตถุระเบิดด้วย

จุดที่น่าสนใจก็คือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจระดับจังหวัด หรือที่เรียกกันติดปากว่า "ผบ.ฉก.เลขตัวเดียว" ปัจจุบันเป็นนายทหารยศ "พลตรี" มีภารกิจ คุมกำลังระดับจังหวัด ซึ่งกองกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจังหวัดมาจากต่างกองทัพภาคกัน

โดยหน่วยเฉพาะกิจยะลา เป็นทหารจาก (กองทัพภาคที่ 3)
หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เป็นทหารจาก (กองทัพภาคที่ 2) และ(แค่เดินถนนในตัวเมืองก็หลงแล้ว)
หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เป็นทหารจาก (กองทัพภาคที่ 1)


ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัด หรือ ผบ.ฉก.เลขตัวเดียว เป็นทหารระดับรองแม่ทัพหรือเสนาธิการจากแต่ละกองทัพภาค ผู้ที่คิดสูตรนี้คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) (เจ้าพ่อเรือเหาะที่ยังเหาะไม่ได้ในทุกวันนี้) และนำการจัดกำลังลักษณะนี้มาใช้ตั้งแต่เขาก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

วัตถุประสงค์ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ตั้งเอาไว้ก็คือ ผบ.ฉก.แต่ละคนจะได้แข่งกันทำงาน คือมีความพร้อมทั้งฝ่ายเสนาธิการและยุทธการ

แต่ปัญหาที่มักไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ หรือ ผบ.ฉก.ระดับจังหวัดเหล่านี้มาจากต่างกองทัพภาค และไม่ได้ขึ้นตรงกับแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ ผบ.ทบ.มีนโยบายให้ทำงานแข่งกัน สายการบังคับบัญชาของพวกเขาจึงต้องวิ่งเข้าหาแม่ทัพภาคของตัวเอง และตัว ผบ.ทบ.

เป้าหมายก็คือการขยับสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี อันเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นในกองทัพภาคของตัวเอง หาใช่กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่

โครงสร้างที่เป็นอยู่ทำให้เกิดปัญหาแม่ทัพภาคที่ 4 (เจ้าของพื้นที่) ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาที่แท้จริง แต่ ผบ.ฉก.สามารถขับเคลื่อนงานยุทธการได้อย่างอิสระ ภายใต้การกำกับในระดับสูงสุดโดย ผบ.ทบ.

ยิ่งไปกว่านั้น ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังตั้ง "กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร" หรือ พตท.ขึ้นมาเพื่อดูแลหน่วยกำลังทั้งหมด โดยมีผู้บัญชาการเป็นนายทหารยศ "พลโท" จากเดิม "พลตรี" ซึ่งการขยับเพิ่มยศก็เพื่อให้สามารถบังคับบัญชาบรรดา ผบ.ฉก.ระดับจังหวัดได้นั่นเอง

จากนโยบาย "แข่งกันทำงาน" ทำให้ ผบ.พตท. ไม่ได้มีสภาพต่างไปจาก แม่ทัพภาคที่ 4 เท่าใดนัก จะเห็นได้ว่าบทบาทของ ผบ.พตท. ส่วนใหญ่จะทำได้แค่เรียกประชุม “ ผบ.ฉก.เลขสองตัว” คือหน่วยเฉพาะกิจระดับอำเภอ ซึ่งผู้บังคับหน่วยจะมียศ "พันเอก"

ที่หนักที่สุดคือนโยบายด้านยุทธการทั้งหมดถูกกำหนดมาจาก ผบ.ทบ. จะเห็นได้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ ในขณะนั้น(ปี 2551-2553) ลงพื้นที่ถี่ยิบ ราวกับว่าตัวเองเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และทุกนโยบายในพื้นที่ล้วนสั่งตรงมาจากข้างบน

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ในฐานะแม่ทัพดับไฟใต้ของรัฐบาล เคยเสนอในที่ประชุมวงจรปิดจนเป็นที่ฮือฮามาแล้วว่า เขาต้องการให้ถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้กองทัพภาคที่ 4 ในฐานะเจ้าของพื้นที่ได้ทำงานร่วมกับกองกำลังประชาชนที่จัดตั้งขึ้น ทั้ง อส. (อาสารักษาดินแดน) ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) อรบ. (อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน) และ อรม. (อาสาสมัครรักษาเมือง) เพราะทหารที่เกาะติดพื้นที่มานานย่อมเข้าใจพื้นที่มากกว่า และน่าจะสร้างปัญหาน้อยกว่าทหารจากนอกพื้นที่ที่ "มาแล้วก็ไป"

ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาขานรับแนวคิดนี้ แม้ท่าทีของฝ่ายการเมืองจะสอดรับกับแนวทางที่ ผบ.ทบ.วางเอาไว้ในท้ายที่สุด คือถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ออกไปเมื่อสถานการณ์ความไม่สงบอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อเปิดทางให้ "กองพลทหารราบที่ 15" หรือ "กองพลพัฒนาและพิทักษ์ทรัพยากร" รับไม้ต่อ ซึ่งกรอบเวลาคร่าวๆ ที่วางเอาไว้คือปีที่ 8-10 ในแผนดับไฟใต้ 10 ปีของ ผบ.ทบ.

ทว่าความไร้เอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดดังที่เห็นและเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ทำให้น่าคิดไม่น้อยว่ากว่าจะถึงวันนั้น สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นได้จริงหรือไม่

นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหา นับเป็นเรื่องที่ดี น่ายกย่องสรรเสริญ แต่สิ่งที่ติดตามมาจากการ “ทำงานแข่งกัน” โดยมีสิ่งตอบแทนคือ ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน “การทำงานแข่งกัน” จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน”

จนท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้


สิ่งที่น่าจับตามองในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ หลุมระเบิดจำนวน 20 หลุมจากอานุภาพของเครื่องยิงระเบิด M 79 ที่ถูกระดมยิงเข้าไปในฐานนั้น ตัวเครื่องยิงระเบิดพอจะทำใจได้ว่า กลุ่มผี อาจจะไปว่าจ้างโรงกลึงทำขึ้นมา แต่ที่ทำใจไม่ได้และยอมรับไม่ได้ก็คือ เจ้าตัวลูกระเบิดนี่แหล่ะ ที่กองทัพจะต้องตอบให้ประชาชนที่เสียภาษีให้กระจ่างหน่อยว่า มันมาจากไหน กลุ่มผี มันได้พัฒนาไปไกลถึงกับสั่งซื้อมาจากต่างประเทศเลยหรือ ข้องใจจริงๆ

ประเด็นที่สอง : ความผิดพลาดในนโยบาย

แนวคิดในการที่จะสลายมวลชนในแต่ละพื้นที่ที่มีปัญหา ไม่ว่าปัญหาที่พื้นที่นั้น เป็นแหล่งซ่องสุม แหล่งพักพิง หรือแหล่งหลบซ่อน อย่างที่บอกไว้

นี่คือนโยบายอันชาญฉลาดของนักการเมือง ที่จ้างให้ประชาชนในพื้นที่ที่ไม่มีงานทำอยู่แล้ว มาตายแทนเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเสียค่าจ้างน้อย ค่าเยียวยาช่วยเหลือก็น้อย ไม่ต้องมีพวงหรีดหรูหรา ไม่ต้องขอยศ,เงินเดือนเพิ่ม และไม่ต้องรับผิดชอบผูกพันไปถึงลูกๆของคนที่ตาย ที่ต้องหาโรงเรียนให้เรียนต่อ หรือหางานให้ทำ เหมือนเช่นเจ้าหน้าที่รัฐ จาก ร.อ.กระโดดเป็น พล.อ. ใครไม่อยากตายให้มันรู้ไป

ประเด็นสำคัญ นโยบายของรัฐ รวมถึงนโยบายห่วยๆที่เกิดจากก้อนสมองของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการที่จะพยายาม แย่งมวลชนกลับคืนมา อาทิ นโยบายของจังหวัดยะลา “ นโยบาย สี่เสาหลัก (ฮูกุมปะก๊ะ) ” อันนี้แหละ ที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ ในหมู่บ้าน/ตำบล เกิดความหวาดระแวงกันเอง

วันดีคืนดีเห็นเพื่อนบ้านที่เคยร่วมวง ดื่มน้ำชา นินทานาย (นายในที่นี้ทางใต้เขาหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐ) ทุกเช้า เกิดแต่งเครื่องแบบและพกอาวุธปืนทั้งสั้นและยาว เป็นใครก็ต้องตกใจกันทั้งนั้น และผลของการตกใจก็คือ ตายครับ ในห้วงระยะเวลาปลายปี 2553 ถึง ม.ค.2554 อาสาสมัครในสามจังหวัดชายแดนใต้ตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คน พร้อมกับของแถมคืออาวุธปืน

ปัญหาดังกล่าวขอถามบรรดาแม่ทัพนายกอง ผู้ว่าทุกคน รวมไปถึงรัฐบาลว่า รู้เรื่องเกี่ยวกับคำว่า “เขตงาน” ดีพอหรือไม่ หรือว่ารู้อยู่เต็มอกแต่ไม่กล้าพูดหรือให้สัมภาษณ์.......?????

จากข้อมูล “เขตงาน” ที่ระบุในรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติการของกลุ่มที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันเรียกว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” นั้น หากศึกษาในรายละเอียด และวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมานั้น จะปรากฏเห็นชัดว่า การปฏิบัติการของกลุ่มลึกลับ (กลุ่มผี) จะพัฒนารุดหน้าไปมากในทุกๆด้าน ไม่ว่าทางด้านหฤโหด อำมหิต และความทันสมัยในยุคสงครามไซเบอร์ ที่หน่วยงานภาครัฐตามไม่ทัน

การพัฒนาดังกล่าว มิใช่พัฒนาในด้านกำลังรบหรือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่เป็นการพัฒนาโดยไม่ใช้อำนาจทางทหาร แต่เน้นกลยุทธ์ที่ว่า "หากทำให้มวลชนเชื่อหรือศรัทธาไม่ได้..ให้ใช้วิธีทำให้กลัว" อันเป็นการปูทางเพื่อเตรียมการวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้น "ทับซ้อน" กับการปกครองของรัฐไทย

โดยเริ่มจากหมู่บ้าน,ตำบล ไปสู่อำเภอ,จังหวัด จนถึงภาค ประเด็นดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูง โดยศึกษาจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๒

ประเด็นสำคัญ แล้ว ใคร? และ กลุ่มใด? ที่สามารถวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา “ทับซ้อน” กับการบริหารงานของภาครัฐได้ นับเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับหน่วยงานของภาครัฐ ที่เพียบพร้อมไปด้วยกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณอันมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง


ประเด็นสุดท้าย : สงครามไซเบอร์เริ่มที่ชายแดนใต้

“ ปราชญ์ซุนวู” ท่านกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” อย่าไปดูถูกฝ่ายตรงข้ามเป็นเด็ดขาด อย่าเห็นว่าเขานุ่งโสร่งซอมซ่อ ทำงกๆเงิ่นๆ นั่นแหล่ะ นักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ล่ะครับ ปัจจุบันเขาใช้อินเตอร์เนทกันแล้ว ไม่เหมือนทหารไทยเรา ที่ยังสะพายปืนสงครามแต่งเครื่องแบบสนาม วิ่งซอกๆตามสวนยางอยู่นั่นแหล่ะ

ต้องยอมรับว่าในโลกยุคใหม่ เป็นโลกที่ไร้พรมแดน (แต่ก็ยังมีกลุ่มที่พยายามแบ่งแยกดินแดนอยู่ทุกวันนี้) อำนาจการสั่งการ,การโต้ตอบทางการเมือง รวมถึงการทำสงครามจิตวิทยา มันได้ก้าวไกลไปมากแล้ว รัฐบาลและกองทัพไทยอย่าได้หลงลำพองว่าเก่งกว่า ฉลาดกว่า มีคนหนุนหลังที่ดีกว่า เป็นอันขาด

มิฉะนั้นแล้วผมและท่านทั้งหลายอาจจะไม่มีที่สำหรับซุกหัวนอน
************8

กลุ่มขบวนการพูโลเผยแพร่บทความ วันที่ 8 มกราคม 2554:ถาวรหรือจะเปลี่ยนใจอันแน่วแน่ของนักสู้ปตานี

ต่อไปนี้เป็นเอกสารโฆษณาชวนเชื่อของPULO เผยแพร่ทางเวบไซต์ขององค์การPULOเมื่อ 8 มกราคมที่ผ่านมา การนำเสนอนี้เพื่อให้ได้รู้ท่าทีทัศนะของPULOต่อนโยบายของรัฐบาลไทย ไม่มีเจตนาอื่น

ตามที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการทำลายล้างชนชาวมลายูปตานี เปิดเผยกรณีคณะรัฐมนตรีจักรวรรดิ์นิยมไทยเมื่อ 4 ม.ค.2554 เห็นชอบการประกาศกำหนดบทลงโทษนักต่อสู้ปตานีที่กำลังบั่นทอนการคงอยู่ของจักรวรรดิ์นิยมไทย ณ เขตดินแดนยึดครอง(ปตานี) ในขณะนี้ ในนามของ มาตรา 21 แห่งพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในของจักรวรรดิ์นิยมไทย พ.ศ 2551

และตามที่กองอำนวยการรักษาผลประโยชน์ของจักรวรรดิ์นิยมไทย (กอ.รมน.) เสนอ เพื่อประกาศใช้ในพื้นที่นำร่อง 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการทำลายล้างอย่างละมุนละไมของรัฐบาล ซึ่งจะต้องรอคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดว่า จะจัดการอย่างไรกับนักสู้ปตานีในฐานความผิดที่ขัดขืนต่อทางการจักรวรรดิ์นิยมไทยทุกรูปแบบภายใน 1 สัปดาห์นั้น

รมช.คลั่งชาติไทย (ที่กลายพันธุ์จากมลายูฮินดู/พุทธศรีวิชัยก่อนถูกสุโขทัยรุกราน นัคาราศรีดารมาราชาและบริเวณใกล้เคียง) คนนี้พยายามจะกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลจักรวรรดิ์นิยมไทยมีจุดประสงค์เพื่อกล่อมใจผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำทุกรูปแบบที่ทางการจักรวรรดิ์นิยมไทยถือว่ามีความผิดอันเนื่องมาจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงโดยตรงนั้น ให้คิดใหม่และหลอกตัวเองว่า หลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และย้ำอีกว่าจะมีคณะกรรการที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ 3 คณะ

คือ 1.คณะกรรมการรับการยอมจำนน (เพื่อยุติการต่อสู้ตามหนทางของอัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่เหนือพื้นพิภพ)

2.คณะกรรมการทรมานกายและใจในรูปของการกลั่นกรองกลั่นแกล้งและสอบสวนพิเศษในรูปของการข่มขู่ต่างๆนานา

3.คณะกรรมการสยบลบหลู่แล้วทำทีเยียวยา โดยเฉพาะการเยียวยาเพื่อกู้หน้าต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจักรวรรดิ์นิยมไทย โดยไม่ได้คำนึงถึงท่าทีความรู้สึกของผู้เสียหายแต่ประการใด ท้ายสุดจะถูกสั่งเข้ารับการอบรมล้างสมองในโรงเรียนที่ให้ชื่อสุดหรูว่า สันติสุข (จอมปลอม)

เพียงเท่านี้หรือที่นายถาวรทำได้ หลังกลับจากไปเที่ยวเตร่ที่ไอร์แลนด์เหนือ? ทำไมไม่เปิดโปงด้วยว่าคนไอร์แลนด์เขาอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างถาวร(ที่ไม่เสนเนียม)ได้ เนื่องจากพวกเขาสามารถปลดเปลื้องความคิดคลั่งชาติอย่างบ้าบิ่นหันหน้าไปสู่ความเป็นมนุษยธรรม?

ถ้าจะเริ่มแรกด้วยการเคารพในสิทธิอันชอบธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันดับแรกสุดจำเป็นต้องพิจารณาตนเองยุติการกระทำอันเป็นอันธพาลด้วยวาจาและการกระทำต่อชนชาวมลายูมุสลิมปตานีผู้รักสันติ ณ ดินแดนที่พวกเขาตั้งสมญานามว่า ดินแดนแห่งสันติภาพ


อ่านข่าวสารนี้แล้วนึกไปถึงงบประมาณทหารปีละนับหมื่นล้านเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบลับกองทัพที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ การค้าอาวุธเถื่อนและตลาดมืด ซึ่งไม่รู้ใครหรือนักการเมืองหน้าไหนเกี่ยวข้องหรือได้ประโยชน์อยู่กับมันบ้าง ทำเอาสงสัยว่า ยุทธการทางการทหารที่ใช้กันแบบนี้ เป็นยุทธการดับไฟใต้

หรือเลี้ยงไฟใต้ (ไว้ให้นานๆ) กันแน่ !!!...