WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 19, 2010

เทศมองไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์


การเมืองไม่นิ่ง...ก็ป่วยการจะเรียกร้องการลงทุนและการท่องเที่ยวกลับมาเมืองไทย รัฐบาลต้องกล้ารับความเป็นจริง..เป็นอันดับแรก..ว่า..เรื่องการเมืองของประเทศไทยเวลานี้..น่ากลัวกว่าวันเวลานี้ของปีก่อน..ในเวลาที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรอย่างในเวลานี้นั้น..ในความเป็นจริงแล้ว..มันอึมครึมและน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าในระหว่างที่ฝ่ายเสื้อแดงชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนินและราชประสงค์เสียอีก การเมืองไทยหลังการตายและไฟท่วมเมือง..ยังไม่มีแนวโน้มที่แสดงให้เห็นว่า..ความเป็นปรกติกำลังจะกลับมา..ตรงกันข้าม อาการกอดแน่น

อยู่กับกฏหมายฉุกเฉิน..เป็นการบอกว่า..ประเทศยังอยู่ในวิกฤติและรัฐบาลปราศจาคความมั่นใจ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคมเป็นต้นมา..ดูเหมือนว่า ภาคเหนือและภาคอิสาน..เป็นเหมือนกับต่างประเทศของประดารัฐมนตรีทั้งหลาย..และยิ่งกลายเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับรัฐมนตรีประชาธิปัตย์..เรื่องราวและข้อสังเกตุต่างๆเหล่านี้..

เป็นข้อมูลที่ ท่านฑูตทั้งหลายจะต้องหาข่าวและส่งเข้าไปสู่การรับรู้ของผู้คนพลเมืองของเขา และเป็นที่มาของการตักเตือนไม่ให้ประชาชนของเขาเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย...ตราบเท่าที่คำห้ามเหล่านั้นยังดำรงอยู่..ตราบเท่าที่แค่มาเที่ยวเขายังห้ามไม่ให้คนของเขามา...การเข้ามาลงทุนซึ่งสำคัญมากกว่า..

จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร..ป่วยการที่จะเบิกงบประมาณไปชวนเขามาเที่ยวมาลงทุนในประเทศไทย..ตราบเท่าที่เราคนไทยยังทำให้ประเทศกลับไปเหมือนเก่าไม่ได้..ตราบเท่าที่พวกเราคนไทย..ยังจ้องจะโค่นล้มซึ่งกันและกัน ตราบเท่าที่เราคนไทย..ยังกล่าวหาด่ากันว่า ไอ้โจรก่อการร้าย ไอ้ฆาตกร..เก็บงบประมาณ

ประหยัดเงินกันไว้ก่อนดีกว่า..ถ้าสมานฉันท์กันไม่ได้..ไม่ขยายคุกก็ต้องเพิ่มเนื้อที่ให้กับป่าช้า..รอการเข่นฆ่ากันครั้งใหม่..ไม่ต้องสวัสดีกันแล้วคนไทยในประเทศไทย..เพราะรู้กันแทบจะหมดแล้วว่า ใครไทยเหลือง ใครไทยแดงไม่ต้องร้องเพลงชาติกันแล้วประชาชนคนไทย..เพราะเราไม่รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อกันแล้ว

คุณโม่ง! รวยเละอีกแล้ว!

ที่มา บางกอกทูเดย์



นักลงทุนด่าเช็ด “ไอ้โม่ง”ปั่นหุ้นไทยคมชัวร์ เพราะทั้งราคาหุ้น ทั้งวอลุ่มการซื้อขาย และมูลค่าการซื้อขาย โด่งขึ้นมาผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด งานนี้พรรคประชาธิปัตย์เปลืองตัวเป็นอย่างมาก แม้รัฐบาลจะอ้างว่าแนวคิดที่จะซื้อธุรกิจดาวเทียมคืนจากบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) (THCOM) เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ...อ้างว่าต้องการให้ธุรกิจดาวเทียมกลับมาเป็นของคนไทย แต่แน่นอนว่าการออกมาให้ข่าวว่าจะซื้อคืน

ไทยคมของคนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งการยืนยันข่าวทั้งของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีนั้น หนีไม่พ้นเลยที่จะส่งผลให้ราคาหุ้นไทยคมปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงและมีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างคึกคักจนผิดปกติ

ทำให้ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ต้องเข้าไปตรวจสอบหาความผิดปกติในการซื้อขาย เพราะเกิดข้อสงสัยกระหึ่มไปทั้งตลาดหุ้น ว่าอาจมีการใช้ข้อมูลภายในมาหาประโยชน์ในการซื้อขายหุ้น หรือ อินไซเดอร์เทรดดิ้ง

รวมถึงการสร้างราคาหรือปั่นหุ้น สาเหตุที่เกิดข้อสงสัยก็เพราะ หุ้นไทยคมนั้นราคาอยู่นิ่งๆแถวๆ หุ้นละ 5 บาทมานานมาก โดยในเดือนมีนาคม 2553 ทั้งเดือน ราคาปิดต่ำสุดอยู่ที่ 4.26 บาท ในวันที่ 8 มีนาคม และปิดสูงสุด 5.70 บาทในวันที่ 23 มีนาคม ในเดือนเมษายน ราคาปิดต่ำสุดก็คือ 4.88 บาท ในวันที่ 29 เมษายน

ส่วนราคาปิดสูงสุดก็คือ 5.75 บาทในวันที่ 7 เมษายน ส่วนเดือนพฤษภาคม ราคาปิดต่ำสุดก็คือ 4.92 บาท ในวันที่ 25 พฤษภาคม ส่วนราคาปิดสูงสุดก็คือ 5.25 บาทเท่านั้นในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่สำคัญในเดือนมิถุนายนเอง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึงวันที่ 11 มิถุนายน ราคาปิดในแต่ละวันอยู่แค่

5.00 บาท – 5.50 บาทเท่านั้นเอง ราคาหุ้นไทยคมมามีการซื้อขายคึกคักก็เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิ.ย. โดยราคาดีดตัวขึ้นถึง 1.60 บาท จาก 5.45 บาท มาปิดที่ 7.05 บาท หรือเพิ่มขึ้นชนเพดาน 29.36% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายทะลักสูงสุดติดท็อปไฟว์ ต่อมาวันที่ 15 มิ.ย.ราคายังถูกไล่ขึ้นไปอย่างร้อนแรงถึง 8.20 บาท

ก่อนจะถูกกดลงมาปิดตลาดที่ 7.20 บาท จนเกิดคำถามตามมาในแวดวงนักลงทุนกันอย่างอื้ออึงว่าเกิดอะไรขึ้น การให้ข่าวของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ และนายจุติ เป็นเรื่องที่เหมาะสมเพียงใด!!! เพราะไม่เพียงราคาหุ้นที่ขยับขึ้นแค่ระยะเวลา 2 วัน แต่ขึ้นไปร่วม 40% โดยเป็น

การซิลลิ่ง 1 วัน แต่วอลุ่มการซื้อขายก็พุ่งพรวดด้วย ทั้งๆที่ปลายเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องต้นเดือนมิถุนายน วอลุ่มการซื้อขายหุ้นไทยคม อยู่แค่ระดับวันละประมาณ 700,000 -800,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายก็ประมาณ 2 ล้านบาท – 3 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น แต่ในวันที่ 14 มิถุนายน วอลุ่มการซื้อขายพรวดไป

124,934,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 825.58 ล้านบาท และยิ่งในวันที่ 15 มิถุนายน วอลุ่มการซื้อขายยิ่งสูงโด่งไปเป็น 175,779,100 หุ้น คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 1,346.86 ล้านบาท!!! สุดท้ายราคาหุ้นไทยคมในวันที่ 16 มิถุนายน ก็ได้ถูกเทขายออกมาอย่างหนัก กดราคาทรุดตัวลงมาปิดตลาดที่ 6.50 บาท ลดลง 0.70 บาท

หรือลดลง 9.72% ทำเอา”ไอ้โม่ง”ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้รวยกันเป็นร้อยๆล้านในชั่วพริบตาเดียว?? เกิดอะไรขึ้น???... ปั่นหุ้นหรือไม่???... มีใครฟาดส่วนต่างราคาหุ้นจนพุงปลิ้นไปบ้าง??? เป็นคำถามที่เกิดขึ้น และกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ นายศิริโชค และแม้แต่กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เองเต็มๆ

เพราะเรื่องนี้ตัวละครที่เกี่ยวข้องวนเวียนอยู่เฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะออกมาแก้ต่างเสียงครหาว่าถือเป็นการอินไซเดอร์ข้อมูล และมีคนได้รับผลประโยชน์จากกรณีดังกล่าวหรือไม่ ว่าไม่มี เพราะวันนี้ยังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ และราคาควรเป็นเท่าไหร่

พร้อมกับย้ำว่ากรณีการเจรจาเรื่องดาวเทียมไทยคมกับเทมาเส็กไม่ได้มีการตัดสินใจ ยังเป็นเพียงแค่การศึกษาเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงการไปคุยมา ไม่ใช่การเจรจาซื้อขาย “ถ้าใครได้ผลประโยชน์และได้มาโดยไม่ชอบก็จะดำเนินการตามกฎหมาย” นายอภิสิทธิ์ขู่ เช่นกันกับนายกรณ์ ซึ่งอ้างว่าที่ฝ่ายค้านระบุว่า

มีบุคคลตัวย่อ ก และ ศ ปั่นหุ้น หลังปล่อยข่าวรัฐบาลจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมนั้น หน้าที่การตรวจสอบการปั่นหุ้นเป็นของตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต. จึงต้องปล่อยให้ทั้ง 2 หน่วยงานดังกล่าวทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน “ตั้งแต่เดินทางไปชี้แจงกับเทมาเส็ก ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา

หุ้นของไทยคม ไม่ขยับและยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ในราคาหุ้นละ 5-5.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 31 ล้านบาท จึงพิสูจน์ได้ว่าที่ผ่านมา ผมไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ไม่ได้มีการเข้าไปดักซื้อหุ้น ทั้งที่รู้ข้อมูลภายในว่ามีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างไรกับบริษัทไทยคม” นายกรณ์ระบุ ขณะที่

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ตามกฎหมายหลักทรัพย์ ระบุไว้ชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ที่ล่วงรู้ ข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ได้นำข้อมูลที่ล่วงรู้ไปใช้ประโยชน์ในการซื้อขายหุ้นหรืออินไซเดอร์เทรดดิ้ง

ถือว่ามีความผิดชัดเจน แต่หากว่าให้คนอื่นเป็นผู้ใช้อินไซเดอร์ฯ ก็ต้องหาทางเชื่อมโยงหากมีข้อสงสัย เช่น นาย ก.หรือนายข.ซึ่งอยู่นอกวงการแล้ววิ่งเข้าไปซื้อหุ้นจนผิดปกติ ก็น่ามีข้อสงสัยหรือเป็นไปได้ว่าอาจจะได้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการเจาะลึกเข้าไปตรวจสอบการเชื่อมโยง อย่างไรก็ตาม

ถึงแม้ว่านายกรณ์ จะออกมาระบุว่ายินดีให้มีการตรวจสอบการปั่นหุ้นไทยคม หากตกอยู่ในข้อสงสัยของสังคม แต่ปรากฏว่าในส่วนของเว็บบอร์ดของกลุ่มนักลงทุนในตลาดหุ้นห้องสินธร ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงกรณีดังกล่าวว่า อาจจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อทำราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

กรณีของไทยคมนั้นไม่ใช่เป็นกรณีแรกที่เกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้ก็มีกรณีบริษัทค่ายมือถือที่มีการระบุว่าจะไม่มีการฟ้องร้องความเสียหาย เกรงว่าจะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้นักลงทุนได้เข้าไปลงทุนในบริษัทมือถือ ต่อมากลับมีกระแสข่าวการฟ้องร้องแก้สัมปทานมือถือ

เรียกเงินจำนวน 130,000 ล้านบาทคืน ได้สร้างผลกระทบให้หุ้นบริษัทมือถือ และนักลงทุนมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมี หุ้นของบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานเครื่องออกหวยออนไลน์ กรณีที่มีการให้ข่าวรื้อฟื้นโครงการหวยออนไลน์ รวมถึงการให้ข่าวการขายหุ้นธนาคารที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลให้กับ

ธนาคารต่างชาติ ก่อนหน้าที่จะมีการขายจริง ดังนั้นกรณีของนายศิริโชค ที่ออกมาให้ข่าวเรื่อง การซื้อคืนดาวเทียมอย่างโจ๋งครึ่ม และมีการระบุด้วยว่าได้มีโอกาสไปเจรจากับเทมาเสกร่วมกับนาย กรณ์ที่สิงคโปร์ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันความต้องการในการเข้าซื้อดาวเทียมของรัฐบาลไทยเช่นกัน

บรรดานักลงทุนจึงมีการด่ากันระงมไปหมด เพราะในแง่ของธุรกิจ การจะซื้อไทยคมนั้น ไม่ใช่การไปซื้อของในเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่สะดวกซื้อ แถมคนขายยังจะถามว่า “รับขนมจีบ ซาละเปา เพิ่มมั้ยคะ” เพราะนี่คือการซื้อหุ้น ซื้อกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้น ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งนักลงทุน

ทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ และต่างประเทศ เห็นได้จากที่นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีที่ รมว.คลังชี้แจงว่ารัฐบาลต้องการซื้อเฉพาะดาวเทียมไทยคม ไม่ได้ต้องการ ซื้อกิจการบริษัทไทยคมว่า

ไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่? เบื้องต้นตอบได้ เพียงว่า ดาวเทียมที่ไทยคมยิงขึ้นไปทั้งหมด ได้ถูกโอนไปให้เป็นสมบัติของชาติภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แล้ว ไทยคมจึงไม่ได้เป็นเจ้าของดาวเทียม แต่เป็นผู้บริหารจัดการภายใต้สัมปทานที่ได้รับจากไอซีที

“เราไม่น่าจะสามารถขายหรือโอนสิทธิในการบริหารหรือจัดการ ดาวเทียมต่อได้ ตามสัญญาสัมปทานไม่ได้ระบุให้ สามารถโอนหรือขายให้ใคร หากต้องการซื้อจริง น่าจะต้องซื้อหุ้นบริษัทไทยคมมากกว่า” นายสมประสงค์ยังกล่าวด้วยว่าได้หารือกับนายบุน สวอน ฟู บอร์ดบริษัทชินคอร์ป ในฐานะ

ตัวแทนบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นยืนยันต้องการความชัดเจนว่า รัฐบาลไทยต้องการซื้ออะไรและอย่างไร ส่วนกระบวนการซื้อก็ต้องเป็นไปตามแนวทางของธุรกิจ ทั่วไป นั่นคือต้องผ่านการพิจารณาของบอร์ดทั้ง 2 บริษัท ทั้งชินคอร์ปและไทยคม ฉะนั้น เรื่องนี้เปลืองตัวเปลือง

ภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดของพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้ไปเต็มๆ เพราะสังคมหุ้นถึงขณะนี้ ไม่มีใครเชื่อว่า... ไม่มี “ไอ้โม่ง”ได้ผลประโยชน์ ส่วนเรื่องการตรวจสอบที่ว่าเป็นหน้าที่ของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต.นั้น ก็ไม่มีใครหวังว่าจะได้ผลอะไร เพราะยังไม่ทันไรก็มีการให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว่า ยังไม่พบประเด็นการปั่นหุ้น

แต่อย่างใด!!! แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือ นายกรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีคลังนั้น เป็นประธาน กลต. โดยตำแหน่ง ฉะนั้นหากจะสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และสังคม นายกรณ์ก็ควรจะทำให้การตรวจสอบดูโปร่งใส ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังก่อนไม่ดีกว่าหรือ?!?

พ่ายแพ้-สรุปบทเรียน-สู้ใหม่-จนได้ชัยมา

ที่มา Thai E-News




โดย Prem1991

จากการศึกษาการปฏิวัติทั่วโลก พบว่าการต่อสู้ยกแรกมักเพลี่ยงพล้ำ จากนั้นจึงมีการปรับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี จึงสามารถเอาชนะได้ในการต่อสู้ยกต่อไป ขอยกกรณีตัวอย่างดังนี้

1. การปฏิวัติในอเมริกา ค.ศ.1776


การ ต่อสู้ในระยะแรกฝ่ายประชาชนก็เพลี่ยงพล้ำ และสูญเสียอย่างมากเพราะอาวุธไม่ทันสมัย ต่อมาฝรั่งเศสได้แอบส่งกำลัง อาวุธเข้าช่วยเหลือจึงสามารถตีโต้อังกฤษได้อย่างดุเดือด

2. การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789


ตอนแรกก็ชุมนุมเรียกร้องโดยสันติ ปราศจากอาวุธ แต่ก็ถูกปราบปราม ถูกจับกุม ขังในคุกบาสติลเป็นจำนวนมาก ฝ่ายประชาชนในปารีสจึงตั้งกองกำลังแห่งชาติ (National Guards) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของประชาชนในปารีสก่อน หลังจากนั้นก็มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธตามอย่างปารีส ไปทั่วประเทศฝรั่งเศส จนสามารถยกกำลังทำการปฏิวัติได้

3. การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ.1917


การ ต่อสู้ในตอนแรกถูกปราบปราม เลนินและผู้นำคนสำคัญของพรรคบอลเชวิคจึงหนีไปลี้ภัยในต่างประเทศ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีให้เดินทางกลับเข้ารัสเซียโดยใช้ เส้นทางรถไฟ…..เลนินได้เข้ามาปลุกระดมมวลชนโดยเฉพาะกรรมกรในรัสเซียให้ร่วมกันต่อสู้ปฏิวัติจนสำเร็จ

4. การปฏิวัติจีน ค.ศ.1949


ในช่วงแรก ๆ ของการทำสงครามปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกปราบปราม และประสบ ความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องหันมาปรับวิธีการต่อสู้โดยใช้ยุทธศาสตร์จัดตั้งฐานที่มั่นในชนบทของ เหมา เจ๋อ ตุง รวบรวมกำลังสู้กับอำนาจรัฐ…มีการปรับยุทธการรวบรวมกำลังทหารล่าถอยจากมณฑลเกียงสี ไปยังเมือง เยนอาน มณฑลเสียนซี ซึ่งมีระยะทางไกลกว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตร การสร้างวีรกรรม ”การถอยทัพครั้งใหญ่” หรือ “การเดินวิบาก (Long March)” เป็นยุทธศาสตร์การถอยเพื่อรุกที่มีความสำคัญมาก….ในที่สุดยุทธศาสตร์ฐานที่มั่นของเหมาฯเริ่มสัมฤทธิ์ผล และได้ชัยชนะ

5. การปฏิวัติคิวบา ค.ศ.1959


ระยะแรกฝ่ายปฏิวัติถูกรัฐบาลเผด็จการบาติสตาปราบปรามหนัก ฟิเดล คาสโตร และน้องชายชื่อ ราอูล คาสโตร ถูกจับและถูกพิพากษาให้จำคุก 15 ปี แต่ในเดือนพฤษภาคม 1955 กลุ่มของคาสโตรได้รับการอภัยโทษ จึงได้หนีไปยังอเมริกาและเม็กซิโกเพื่อเตรียมการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง….ในปีต่อมา ฟิเดล คาสโตร พร้อมด้วย Ernesto Che Guevara นักปฏิวัติชาวอาร์เจนตินา จึงได้นำกองกำลังติดอาวุธ 82 คนจากเม็กซิโกมาขึ้นฝั่งคิวบาก็ถูกทหารรัฐบาลโจมตี ตายเกือบหมด รอดชีวิตเพียง 12 คน จึงต้องหลบหนีไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ในป่าเขา ทำการขยายฐานมวลชน และปฏิวัติสำเร็จในอีก 3 ปี ต่อมา

6. การปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ.1979


กษัตริย์ซาร์ ถูกยุยงให้ขัดแย้งกับผู้นำศาสนาอย่างอิหม่ามโคไมนี จึง ใช้ กลไกของรัฐทุกอย่าง ทั้งศาล รัฐบาล ทหาร ในการเล่นงานโคไมนี กระทั่ง ปี 1964 โคไมนีจึงหนีไปอยู่ทางตอนใต้ของอิรัก และพยายามสื่อสารกับมวลชนที่ศรัทธาเขา โดยการพูดบันทึกเทปให้ผู้ศรัทธาเอาไปจ่ายแจกตามบ้านเรือนผู้คนในอิหร่าน เพื่อไม่ให้กระแสของตนหายไป….ปี 1978 พระเจ้าชาห์ขอให้ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำคนใหม่ของอิรัก ช่วยไล่อิหม่ามโคไมนีออกจากอิรัก โคไมนีจึงต้องหนีไปอยู่ฝรั่งเศส กระทั่งปีต่อมาประชาชนที่ศรัทธาโคไมนี ลุกฮือกันทั้งประเทศ พระเจ้าชาห์ และราชวงศ์ทุกพระองค์จึงต้องทรงเดินทางหนีออกจากอิหร่าน ระบอบกษัตริย์ที่มีนานานถึง 2,538 ปี ก็สิ้นสุดลง

7. การเปลี่ยนแปลงในเนปาล ค.ศ.2008


กษัตริย์คเยนทรา ของเนปาล เข้าสู่อำนาจการเมืองโดยได้ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2005 ซึ่งนำไปสู่วิกฤติการณ์ความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่ จนนำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนชาวเนปาลจำนวนมาก ประชาชนกว่า 2,000 คนถูกฆ่าตาย


ความนิยมในตัวกษัตริย์คเยนทรา และต่อสถาบันกษัตริย์ของประชาชนชาวเนปาล ได้ลดลงอย่างรวดเร็วประชาชนพากันลุกฮือประท้วงจนนำไปสู่การยึดพระราชอำนาจในหลายๆ ด้านของพระองค์ ทางด้านกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ที่นำโดย นายประจันดา อดีตครูสอนหนังสือได้นำการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนเนปาลให้เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ มานาน 10 ปี ได้ตัดสินใจยกเลิกการสู้รบแบบกองโจร แล้วเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยหนทางทางการเมืองแทน ปรากฏว่าได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนเมษายนจนได้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาและในที่สุดก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองในปี 2008

8. การต่อสู้ของ เนลสัน แมนเดลา


ลัทธิล่าอาณานิคม การกดขี่ขูดรีด การเหยียดผิว ทำให้คนผิวดำถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน มีการบังคับให้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส และถูกจับไปขายเป็นทาสในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในอเมริกา


เนลสัน มันเดลลา บุตรของหัวหน้าเผ่าซึ่งสืบเชื้อสายมากว่า 10 ชั่วอายุคน ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสาขาวิชาด้านกฎหมาย หลังจากเรียนจบในปี 1944 ได้เข้าร่วมกับองค์กรการเมือง (ANC) ของคนผิวสีเพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิว จนได้เป็นประธานองค์กร


การต่อสู้ในระยะแรก เขาก็นำการต่อสู้ด้วยการชุมนุมประท้วง และเดินขบวนอย่างสันติ รวมไปถึงการบอยคอต (เหมือนของเสื้อแดงในขณะนี้) แต่ต่อมากลับถูกปราบและถูกสังหารหมู่ผู้เดินขบวนที่เมือง Sharpeville ในปี 1960


- แมนเดลาได้เข้าร่วมจัดตั้งหน่วยพลร่มแห่ง ANC เพื่อก่อวินาศกรรมตอบโต้การกระทำของรัฐบาลผิวขาว อันเป็นการยกระดับการต่อสู้จากการต่อสู้แบบสันติ เป็นการต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธ


- สามปีต่อมาคือในปี 1963 เขาและเพื่อนร่วมพรรคก็ถูกจับดำเนินคดีในข้อหาสั่งสมอาวุธไว้ในครอบครอง โดยผิดกฎหมาย และถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เขาอยู่ในคุก 27 ปี กระทั่งปี 1990 รัฐบาลของ FW de Klerk ได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา เพื่อสร้างความสมานฉันท์ และเลิกการเหยียดผิว กระทั่งปี 1994 มีการเลือกตั้งทั่วไป แมนเดลาจึงได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกแห่งแอฟริกาใต้


จากตัวอย่างที่ยกมานี้ หวังว่าจะทำให้ฝ่ายเสื้อแดงมีกำลังใจในการต่อสู้มากขึ้นด้วย การถือว่าเป็นธรรมดาของการต่อสู้ ในยกแรกมักจะเพลี่ยงพล้ำเสมอ แต่เมื่อได้ปรับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีการต่อสู้ที่เหมาะสม ใช้ความมานะพยายามอย่างหนัก และใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิด ก็จะประสบชัยชนะในที่สุด

ดังนั้นภารกิจสำคัญของเรา ณ เวลานี้ก็คือ การปรับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีการต่อสู้ตลอดจนการที่ต้องมี “ผู้นำทางความคิด” ในการนำมวลชนต่อสู้

“ผู้นำทางความคิด” สำคัญไฉน

การต่อสู้ของประชาชนหมู่มาก หรือ มวลมหาประชาชน นั้นไม่ว่าจะต่อสู้เพื่อเอกราช ต่อสู้เพื่อระบอบการปกครองที่ดีกว่าหรือ ต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในระบอบเดิม

ตั้งแต่อดีต กระทั่งปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดต่างก็เป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง ที่ล้วนแต่มี “ผู้นำทางความคิด” ที่โดดเด่น ทั้งนั้น

- การปฏิวัติอเมริกา ค.ศ.1776 มี อิทธิพลทางความคิดของ จอห์น ล็อค
- การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 มี วอลแตร์
- การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ.1918 มี เลนิน ที่ประยุกต์แนวคิดของมาร์กมาปฏิวัติ
- การประกาศอิสรภาพของอินเดีย ค.ศ.1942 มี มหาตมะ คานธี
- การปฏิวัติจีน ค.ศ.1949 มี เหมา เจ๋อ ตุง
- การปฏิวัติคิวบา ค.ศ.1959 มี ฟิเดล คาสโตร และ เช กูวารา
- การปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ.1979 มี อิหม่าม โคไมนี
- การเปลี่ยนแปลงในอัฟริกาใต้ ค.ศ.1994 มี เนลสัน เมนเดลา
- การเปลี่ยนแปลงในเนปาล ค.ศ.2008 มี พุชปา ฮามาล ดาฮาล หรือ ประจันดา
- เป็น ต้น......

ถามว่าการจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตามสโลแกน “Thailand Needs Change” มีท่านผู้ใดเป็นผู้นำทางความคิด และชุดความคิดนั้นมีเนื้อหาว่าอย่างไร ?

การต่อสู้ทางการเมืองของมวลมหาประชาชน จำเป็นต้องมีแนวความคิดที่เป็นไปในทางเดียวกัน


หมายความว่าต้องมี “ชุดของคำอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล” ชุดเดียวกัน


ชุดความคิด หรือชุดของคำอธิบายดังกล่าว ต้องบอกถึง..........
- ปัญหาโครงสร้างทางการเมือง
- ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
- สาเหตุของปัญหา
- ผลกระทบของปัญหา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
- แนว ทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเสนอไปในทางเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ หรือระบบสังคม(ซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับการ ปฏิรูป จนถึง การปฏิวัติ) บางกรณีนำเสนอให้เปลี่ยนกฎหมายหลัก เช่น รัฐธรรมนูญ (ซึ่งถือเป็นเพียงการปฏิรูปทางการเมืองการปกครอง) หรือบางกรณีนำเสนอให้รัฐบาลลาออก หรือยุบสภา (ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ปกติธรรมดาที่สุด)


- เป้าหมาย ต้องชัดเจนว่าการต่อสู้นี้มีเป้าหมายขนาดไหน ต้องนำเสนอให้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ให้แกนนำคนหนึ่งว่าอย่างหนึ่ง อีกคนว่าอีกอย่างหนึ่ง และต้องไม่มีการโต้เถียงขัดแย้งกันในเป้าหมายที่ได้ประกาศต่อมวลมหาประชาชน ไปแล้ว ดังนั้น เรื่องนี้ต้องชัดเจนอย่างมากต้องออกมาจากการศึกษาวิเคราะห์ด้วยข้อมูล และทฤษฎีที่แม่นยำ ผ่านการกลั่นกรองอย่างหนัก และได้รับความเห็นพ้องต้องกันอย่างกว้างขวาง


- ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และยุทธการ ในการต่อสู้ (ที่ใช้คำว่า “ยุทธ” เพราะมันคงไม่ได้มาโดยง่ายโดยการร้องขอ แต่ต้องเข้มข้มในระดับการยุทธเลยทีเดียว)



ผู้นำทางความ คิด ต้องสามารถทำให้มวลมหาประชาชนเข้าใจ และชัดเจนใน ชุดของความคิด หรือชุดของคำอธิบาย ดังกล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะการนำเสนอเป้าหมาย และการตระเตรียมคำถาม คำตอบ ข้อโต้แย้ง ข้อชี้แจง อย่างละเอียดรอบคอบ

โดยสรุปก็คือ เราเห็นว่าฝ่ายเราต้องมี “ชุดของความคิด” และ “ผู้นำทางความคิด” ที่โดดเด่น จึงค่อยเคลื่อนไหวให้เป็นกระบวนทัพที่เกรียงไกร


Thailand in Crisis - 4 - Thongchai Winichakul on history and political protests

ที่มา Thai E-News



Thailand in Crisis - 3 - Hilary Charlesworth, Tyrell Haberkorn on human rights



Thailand in Crisis - 2 - Crackdown on the Red Shirts and who killed Seh Daeng?



Thailand in Crisis - vodcast (ep 1): Nicholas Farrelly, Andrew Walker

กวีประชาไท : พฤษภามหาโหด

ที่มา ประชาไท

บทกวีของ "ปทุม อุทุมพร" ที่สั่นสะเทือนคนทำงานเอ็นจีโออิสานมาทั้งภาค จากตัวจริงคนจริงของภาคประชาชนแดนที่ราบสูง




โลกเริ่มเข้าใจ โดย กาหลิบ

ที่มา Democracy 100 percent



คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : โลกเริ่มเข้าใจ
โดย : กาหลิบ

วันฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ นับตั้งแต่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นมาจนบัดนี้ เป็นเส้นแบ่งสำคัญที่สุดเส้นหนึ่งในประวัติศาสตร์และสังคมไทย กรรมดีหรือกรรมชั่วบันดาลก็ไม่ทราบชัด แต่วิธีคิดและการกระทำของผู้เป็นเจ้าของประเทศไทยในครั้งนี้ได้แบ่งเมืองไทยออกเป็น ๒ ซีก หรือ ๒ ระบอบเสียแล้ว

นั่นคือ ระบอบอำมาตย์ทรราช และ ระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบประชาชน
แบ่งแยกออกจากกันแล้วโยนกระดูกชิ้นใหม่ที่มีชื่อว่า ปรองดอง มาให้แย่งกันกัด เจตนาให้สังคมหมกมุ่นกับเรื่องนี้ จะได้ลืมมือเปื้อนเลือดของตนไปสักพัก

ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางทางเศรษฐกิจจะวิ่งสู้ฟัดกันอย่างไรในนามนายแพทย์ประเวศ วะสี สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ วสิษฐ์ เดชกุญชร คณิต ณ นคร อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหรือไพร่หลวงหน้าไหนก็ตามที คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ประกอบด้วยรากหญ้า นายทุนชนิดสร้างตัวด้วยลำแข้ง พระสงฆ์ผู้ทรงศีล และผู้มีปัญญาที่ต้องการเลิกลัทธิโง่งมงายทุกคน เขาล้วนไม่ใส่ใจและไม่ร่วมสังฆกรรมที่ว่าด้วยการแย่งกระดูกชิ้นล่าสุดนี้ด้วย

เพราะเขาตระหนักดีว่ามิใช่สุนัขรับใช้ของใครและไม่ต้องเสนอหน้าพิสูจน์ตัวเองกับใคร

มวลชนของรัฐไทยใหม่ ต่างเข้าใจดีพอที่จะไม่ร่วมเล่นเกมตื้นๆ โง่ๆ ของเจ้าของประเทศอีกต่อไป การรวมตัวกันต่อต้านอำนาจมืดจึงเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ไม่ต้องอาศัยทุนรอนอะไรมากมายและสามารถประคองตัวไปได้นานเท่านาน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายหลัก

สิ่งที่น่าดีใจคือมวลชนไทยมิได้ตาสว่างอย่างโดดเดี่ยว แต่เสียงสำคัญจากหลายมุมโลกเริ่มสะท้อนว่าเขาเริ่มเข้าใจในความซับซ้อนของสังคมเผด็จการอำพรางแบบไทย เขาจึงจี้จุดที่เป็นหัวใจของเรื่องได้อย่างแม่นยำ อย่างคำอภิปรายในรัฐสภายุโรปที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับอาวุธสงครามและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในฐานะผู้ถ่วงดุลและระงับข้อพิพาทอยู่หลายครั้ง

นี่ก็แว่วมาว่ารัฐสภาสหรัฐฯ หรือคองเกรสส์ ในซีกสภาผู้แทนราษฎร อาจจะร่วมกระชากหน้ากากทองคำของไทยออกมาเร็วๆ นี้เหมือนกัน หลังจากที่ได้เห็นภาพและรับข้อมูลเกี่ยวกับความโหดร้ายของวันฆ่าประชาชนอย่างกระจะตา

แหล่งข่าวใกล้ชิดเล่าเสริมว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเมริกันคนหนึ่งดูคลิปภาพที่รถถังของกองทัพไทยพุ่งชนประชาชนมือเปล่าจนล้มแล้ว แล่นทับศีรษะจนสมองแตกกระจายคาที่ ถึงกับอุทานออกมาว่า “นี่มันเทียนอันเหมินชัดๆ” ก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่นว่าเขาขอเอาด้วยกับความพยายามใดๆ ในการไล่ล่าชายหญิงอำมหิตที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งเลือดครั้งนี้

แต่ความเข้าใจล่าสุดที่เป็นข่าว มีความสำคัญและลึกซึ้งยิ่ง กลับมาจากปากของผู้อำนวยการโครงการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNDP) ผู้เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อยู่หลายสมัย นั่นคือนางเฮเล็น คล๊าค

เธอกล่าวที่กรุงฮานอย เวียดนามว่า พม่า ไทย เวียดนาม กำลังเผชิญกับอุปสรรคท้าทายในการพัฒนาประเทศ ไทยที่ประสบความก้าวหน้าในการขจัดปัญหาความยากจนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองกำลังขัดขวางการก้าวเดินไปข้างหน้า นับแต่เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อปี (ค.ศ.) ๒๐๐๖ ทำให้ไทยไร้เสถียรภาพทางการเมืองเป็นเวลายาวนานกว่า ๓ ปีและการเมืองไร้ความมั่นคงนับตั้งแต่นั้น จำเป็นที่ไทยจะต้องมีการเจรจาแห่งชาติเกี่ยวกับวิธีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งจะต้องบริสุทธิ์และยุติธรรม โดยที่ประชาชนสามารถยอมรับผลเลือกตั้งที่ออกมาได้

หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้นำคนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติเข้าใจอย่างถูกต้องว่า การยึดอำนาจในเมืองไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาวิกฤติการเมืองในขณะนี้

คดีความเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นเกือบทุกคดี การดูหมิ่นกษัตริย์และพระราชวงศ์ไทย ข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย การลุกขึ้นทวงสิทธิของมวลชน (โดยการประท้วงอย่างสันติ) และการสั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมแห่ง พ.ศ.๒๕๕๓ มิให้ “เหตุ” ที่นำมาสู่วิกฤติ แต่เป็น “ผล” ของการยึดอำนาจในครั้งนั้นทั้งสิ้น

ใครเข้าใจเช่นนี้ได้ ก็จะไม่เสียเวลากับคดีความและความไร้สาระทั้งปวงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเลย แต่จะมุ่งถามคำถามว่าใครสั่งให้ยึดอำนาจเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งก็จะได้คำตอบลึกซึ้งไปถึงความฉ้อฉลในระบอบการปกครองปัจจุบันของไทย และเกิดปัญญามาก

มากกว่ารับข้อมูลจากสื่อมวลชนปัญญาอ่อนของไทย ซึ่งเต็มไปด้วยงานโฆษณาชวนเชื่อที่น่าเบื่อหน่าย เอาคนเก่าๆ มาแสดงอภินิหารบ้าๆ บอๆ ที่ไม่เกี่ยวอะไรสักนิดกับชีวิตชาวบ้าน

เอะอะขึ้นมาจะได้ไม่ซัดใส่ว่าประชาชนเป็นต้นเหตุอย่างที่ชอบทำกัน

ทัศนะของ เฮเล็น คล๊าค จึงเป็นกุญแจระดับโลกที่จะไขปริศนาและภาพลวงตาแบบไทยได้อย่างสำคัญ

นับเป็นก้าวแรกที่มีค่ามาก.


----------------------------------------------------------------------------------

Friday, June 18, 2010

ไทยสอบคดีสลายผู้ชุมนุม โปรดอย่าซ้ำรอยคดีประวัติศาสตร์ "อาทิตย์นองเลือด"แห่งแดนผู้ดี!!!




ในขณะที่บ้านเราเผชิญความเจ็บปวดกับกรณีเหตุรุนแรง และกำลังมีกระบวนการสอบเหตุการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 88 คน เจ็บ 1,885 คน ถือเป็น"เหตุการณ์สลดของบ้านเมือง"และเป็นความเจ็บปวดของคนในชาติ กระทั่งที่ผ่านมามีการตั้งประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ ท่ามกลางการคาดหวังของชาวไทย ที่ต้องการ"เห็น"ผลสรุป"ว่า ในที่สุดแล้ว"อะไรคืออะไร"และ"ความจริงแล้วเป็นเช่นไร"นั้น

ว่าไปแล้ว การสอบสวนคดียิงผู้ชุมนุมของเมืองไทยอาจถือเป็นเรื่องน่าศึกษาหากเทียบเคียงกรณีการสลายการชุมนุม"ในประเทศหนึ่ง ซึ่งถูกจัดเป็นกรณีตัวอย่างคลาสสิกสำหรับเหตุนองเลือดของประเทศประชาธิปไตย โดยมีความพยายามชำระประวัติศาสตร์มานานเกือบ 40 ปี ที่ยืดเยื้อและยาวนานที่สุดของโลก ก่อนจะมีการสรุปรายงานต่อทางการ โดยผู้นำคนปัจจุบันเพิ่งได้มีโอกาสกล่าวขอโทษประชาชนต่อกรณีรายงานสรุปที่ว่า"ทหารยิงประชาชน"

เหตุการณ์ดังกล่าวคือ เหตุกรณีทหารหน่วยพลร่มกองทัพสหราชอาณาจักร ได้ยิงประชาชน 13 ราย เสียชีวิต ระหว่างการชุมนุมเรียกร้องสิทธิพลเรือน เมื่อวัน 30 ม.ค.1972 ในเมืองเดอร์รี่ ของไอร์แลนด์เหนือ หรือเมื่อ 38 ปี ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องช็อกโลก(เพราะมีการรายงานข่าวไปทั่วโลก) ถูกกล่าวขานเรียกว่า"Bloody Sunday"หรือวันอาทิตย์นองเลือด" และ"เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เขตบ็อกไซด์"โดยชาวไอร์แลนด์เหนือประนามทหารซึ่งถูกกล่าวหาว่า ได้ยิงประชาชนที่บริสุทธิ์และมีเพียงมือเปล่า

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กลายเป็น"คลื่นกระทบฝั่ง"หายไปกับสายลม หากแต่กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเขย่าการเมืองอังกฤษและชาวไอร์แลนด์เหนือ โดยภายหลังเหตุนองเลือดดังกล่าว ทางการอังกฤษ ได้จัดตั้งการสอบสวนคดีนี้"โดยทันที" โดยให้ลอร์ด วิดเกรี่ เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใต้การสอบสวนชื่อว่า"ศาลวิดเกรี่ ซึ่งลอร์ดวิด

เกรี่ ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว"ทหารเป็นฝ่ายถูกยิงก่อน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธในมือ"การพิพากษานี้สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมองเป็นความพยายามล้างมลทินให้แก่ทหารและกองทัพสหราชอาณาจักรของอังกฤษให้พ้นผิด

ต่อมา ในยุคสมัยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ได้มีการปัดฝุ่นฟื้นการสอบสวนคดีขึ้นมา ใหม่ เมื่อเดือนมิ.ย.ปี 2000 สอบสวนโดย"ลอร์ด ซาวิลล์"(ซึ่งถูกแต่งตั้งมาก่อนหน้านั้น 2 ปี) การสอบสวนดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นกระบวนการที่เข้มข้นและดูเป็นจริงจังอย่างมาก มีการเรียกประจักษ์พยานกว่า 2,500 คนมาให้แสดงหลักฐานโดยตรง มีการพิจารณาหลักฐานกว่า 160 ชิ้น.หลักฐานเทปเสียงอีก 121 ชิ้น และวีดีโอเทปอีก 110 ชิ้น และเดิมทีคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายงานตีพิมพ์ผล"ชำระประวัติศาสตร์เหตุนองเลือด"อาทิตย์เลือด"ในปี 2005 แต่ก็ปรากฎว่าการตีพิมพ์รายงานถูกเลื่อนไปครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะมีการประกาศจะในเดือนมี.ค.2010 และก็ถูกเลื่อนไปจนกระทั่งหลังวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งอังกฤษเพิ่งได้รัฐบาลใหม่ นำโดยนายเดวิด คาเมรอน และนับเป็นการการไต่สวนคดีทางกฎหมายที่กินเวลายาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์อังกฤษโดยปริยาย

โดยสาเหตุที่การสอบสวนดังกล่าวยืดเยื้อไปนั้น เพราะต้องมีการสอบปากคำพยานจำนวนมากชนิดยาวเหยียด ประกอบด้วยทหาร 610 นาย,พลเรือน 729 นาย,ช่างภาพและนักข่าว 30 ราย เจ้าหน้าที่รัฐบาล 20 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 53 นาย,การเสียเวลากับการตามหาทหารที่ร่วมในอยู่เหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเกษียณไปแล้ว,การต่อสู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดเผยชื่อทหารที่สังหารผู้คนในเหตุชุมนุม ซึ่งที่สุดแล้วจำเลย(ทหาร)เป็นฝ่ายชนะ โดยกลุ่มทหาร 36 ราย ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงกระสุน ได้รับอนุญาตให้แสดงหลักฐานโดยไม่ต้องเดินทางไปยังเมืองเดอร์รี่ นอกจากนี้ ในอีกแง่หนึ่งนั้น การสอบสวนนี้ ยังถือว่าหมดเงินไปอย่างมหาศาล หรือราว 195 ล้านปอนด์ จากกระบวนการสอบสวนที่ครอบคลุมดังกล่าวด้วย ถือเป็นการสอบสวนคดีที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอีกด้วยเช่นกัน

ในการกล่าวแถลงรายของนายเดวิด คาเมรอน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาอ่านสรุปรายงานสรุปไว้ดังนี้ ว่า


ทหารเป็น"ฝ่ายผิด"ในฐานะ"ยิงประชาชน"ไอร์แลนด์เหนือ ในเหตุการณ์"อาทิตย์นองเลือด"โดยรายงานระบุว่า :
1.ไม่มีการแจ้งเตือนสัญญาณจากทหารก่อนว่าจะยิงกลุ่มผู้ชุมนุม

2.ไม่มีทหารรายใดที่ยิงกระสุนเพื่อตอบโต้การขว้างระเบิดเพลิงหรือก้อนหิน ตามที่รายงานสรุปก่อนหน้านี้ระบุ

3.เห็นได้ชัดว่า ประชาชนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต นั้น กำลังหนีกระสุน หรือกำลังเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
4.ทหารจำนวนมากโกหกเกี่ยวกับปฎิบัติการของตัวเอง
5.เหตุการณ์ยิงผู้ชุมนุมดังกล่าวไม่ได้มีการวางแผนมาก่อน

ขณะที่นายพลเซอร์เดวิด ริชาร์ด ได้กล่าวว่า เขาสนับสนุนการออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์"อาทิตย์นองเลือด"ของนายกฯคาเมรอน และว่ารายงานสรุปทีออกมาทำให้เขาตระหนักว่า ทหารได้ยิงประชาชนอย่างจงใจ ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดแต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้กองทัพสหราชอาณาจักรยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกรายงานดังกล่าว แต่ยังมีเรื่องหนึ่งที่ค้างคาใจชาวไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งที่ผ่านมาได้เรียกร้องมาหลายครา นั่นคือ การขอให้มีการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษทางกฎหมาย โดยในขณะที่ญาติเหยื่อชาติไอร์แลนด์บอกว่า พวกเขาต้องการให้มีการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ญาติพวกเขา แต่ก็มีกระแสทัดทานการเรียกร้องดังกล่าวอย่างสุดกำลัง โดยทนายความของเหล่าทหาร(มือเปื้อนเลือด)บอกว่า การออกรายงานดังกล่าว ไม่ได้เปิดทางให้นำไปสู่การลงทัณฑ์ทหารรายใดที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมในเมืองเดอร์รี่

ขณะที่นายปีเตอร์ โรบินสัน ผู้นำไอร์แลนด์เหนือบอกว่า ไอร์แลนด์เหนือไม่ควร"ฟื้นฝอยหาตะเข็บ"หรือลากผู้กระทำมาลงทัณฑ์ เพราะจะทำให้คดีนี้ไม่ถูกลืมเลือนจากใจชาวไอร์แลนด์เหนือ

คงต้องติดตามกันดูว่า การสอบสวนกรณีการสลายผู้ชุมนุมของไทยเรา จะออกมาเช่นไร แต่ที่แน่ ๆ คือต้องยอมรับว่า ตัวอย่างของความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ของคดีเช่นนี้ ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว ก่อนจะถูกชำระความจริงในเวลาต่อมา จาก"รัฐบาลรุ่นหลัง"ที่ต้องมานั่งขอโทษประชาชนกับ"อดีตบาป"ของเหตุการณ์ทมิฬ และกลายเป็นบาดแผลฝังใจในใจของประชาชนมาตลอดกว่าเกือบสี่สิบปี

กกต.ยัน"ณัฐวุฒิ"ลงสมัครส.ส.ได้เหตุยังไม่ถูกพิพากษาคล้ายกรณี "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์"

ที่มา มติชน


นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุว่าทางพรรคเพื่อไทยอาจส่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช. ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม. เขต 6 ว่า กรณีของนายณัฐวุฒิ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ฐานร่วมกันใช้หรือสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำผิดฐานก่อการร้ายนั้น หากผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีโดยที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้จำคุกนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 วรรคสอง ไม่ได้ห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. เพราะจะห้ามในกรณีที่มีคำพิพากษาตัดสินให้จำคุกแล้วถึงต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ถ้าถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาโดยยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้จำคุกจะห้ามในกรณีมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นกรณีถูกคุมขังโดยยังไม่มีคำพิพากษาก็ยังลงสมัครส.ส.ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะวินิจฉัยให้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ได้หรือไม่อยู่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กต.)ประจำเขต หากวินิจฉัยแล้วไม่ให้รับสมัครส.ส.แล้ว ผู้ที่ถูกไม่ให้ลงสมัครก็สามารถไปร้องคัดค้านให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้


"ที่ผ่านมารู้สึกว่าสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมเคยมีกรณีดังกล่าวที่มีคนถูกขังระหว่างพิจารณาคดีแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งผู้ที่ถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีจะมาลงสมัครได้หรือไม่ตามกฎหมายก็ไม่ได้ห้าม แต่การลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ไม่ได้คือผู้นั้นจะต้องถูกคำพิพากษาให้จำคุกแล้วถูกคุมขังโดยหมายของศาล แต่กรณีนี้ไม่ได้ห้ามลงสมัครระหว่างถูกคุมในระหว่างการพิจารณาคดี เพราะยังไม่มีคำพิพากษาของศาลออกมา" นายประพันธ์ กล่าว และว่า แต่หากในระหว่างที่นายณัฐวุฒิได้รับสมัครเลือกตั้งส.ส.แล้ว เกิดศาลมีคำสั่งให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายศาลก็หมดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.และขาดคุณสมบัติทันที แต่ปัญหาขณะนี้คือนายณัฐวุฒิ จะออกมาจากการถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีเพื่อมาลงสมัครได้อย่างไร แต่หากเกิดได้รับประกันแล้วมาสมัครได้หรือไม่นั้นตนก็ไม่ทราบ

"จตุพร"ขู่ฟ้องกลับ"ธาริต"ใส่ร้าย อ้างเตรียมฟ้องศาลโลกเอาผิดรบ.

ที่มา มติชน


เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงว่า สืบเนื่องจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอให้สัมภาษณ์ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอถอนประกันตัวตนเอง เนื่องจากมีพฤติกรรมในลักษณะกระทำผิดซ้ำ โดยนำคนเสื้อแดงมาที่ศาลอาญาในวันที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปยื่นคำร้องขอฝากขังนายวีระ มุสิกพงศ์ พร้อมแกนนำกลุ่มนปช.รวม 11 คน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ว่า เป็นการใส่ความเท็จโดยสิ้นเชิง ความจริงคือเมื่อทราบว่าเพื่อนทั้ง 11 คนจะถูกนำตัวมาขึ้นศาล ตนในฐานะเพื่อนและพี่น้องได้เดินทางไปให้กำลังใจซึ่งเป็นเรื่องปกติเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ และต่างคนก็ต่างไปไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า อีกทั้งไม่มีปรากฏการณ์ใดๆที่ตนไปกล่าวยุงยงผู้มาให้กำลังใจแม้แต่น้อย จึงเป็นการบิดเบือนเพื่อนำตัวตนไปคุมขังให้ได้ ดังนั้นตนจะแจ้งความดำเนินคดีต่อนายธาริต ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ใส่ความเท็จอย่างแน่นอน

"กรณีมีคนตกค้างจากหลังสลายการชุมนุม แล้วมีผู้ชุมนุมซึ่งเป็นผู้หญิงถูกข่มขืนในวัดปทุมวนาราม ถามว่ากล้าตรวจสอบหรือไม่ วันนี้ผู้หญิงคนดังกล่าวกำลังหนีหัวซุกหัวซุน ผมยืนยันไม่ได้เต้าข่าว นอกจากนี้ยังมีการซ้อมผู้ต้องหา ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้รวบรวมหลักฐานไว้ครบถ้วน หากพึ่งกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยไม่ได้ เราก็จะขอใช้การกระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศรวมถึงศาลโลก ซึ่งฝ่ายกฎหมายในประเทศได้ทำงานประสานกับฝ่ายกฎหมายในต่างประเทศรวบรวมพยานหลักฐานให้เป็นระบบมากที่สุด เราจะเดินหน้าเต็มที่ในการยื่นฟ้องเพื่อเอาผิดกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ข้อหาสั่งฆ่าประชาชน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกหลายราย" นายจตุพร กล่าว

ย้อนยุคธานินทร์

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวันวงค์



หลัง 19 พ.ค. เป็นต้นมา บรรยากาศบ้านเมืองภายใต้ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำเนินไปในท่วงทำนองที่นักคิดทางการเมืองหลายคนบอกว่า คล้ายคลึงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร

รัฐบาลธานินทร์ ขึ้นมาปกครองประเทศ หลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ฆ่าหมู่ในธรรมศาสตร์

ฆ่ากันตอนเช้ามืด พอตกเย็นคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเข้ายึดอำนาจ แล้วแต่งตั้งรัฐบาลธานินทร์ขึ้นมาบริหาร

ใช้กฎหมายที่ให้อำนาจครอบจักรวาล ตามแบบฉบับรัฐบาลจากการปฏิวัติ

ควบคุมข่าวสารอย่างเข้มข้น ปิดหนังสือพิมพ์รายวันแล้วให้มายื่นขอเปิดใหม่ แต่อนุมัติให้เพียงไม่กี่ฉบับ ภายใต้เงื่อนไข ห้ามนำเสนอข่าวที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง

ที่ต้องเซ็นเซอร์ข่าวสารอย่างหนัก ก็เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง จากการตายมากมาย

พร้อมกับโหมโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการพบอาวุธร้ายแรงในธรรมศาสตร์ เอกสารภาพถ่ายคอมมิวนิสต์ ท่อระบายน้ำเป็นอุโมงค์ลับ

ปกปิดข้อมูลเรื่องคนถูกฆ่าถูกจับกุม

ที่ถูกคุมขัง มีผู้นำนักศึกษา 18 คน นำโดยนายสุธรรม แสงประทุม เลขาธิการศูนย์นิสิตฯในขณะนั้น อีกส่วนคือผู้ชุมนุมที่ถูกจับในธรรมศาสตร์อีกหลายพันคน

เหมือนในวันนี้ไหม!!

ตอนนั้นรัฐบาลธานินทร์มีวิทยุยานเกราะเป็นแม่ข่าย กระจายข่าวสาร บทความ โจมตีนักศึกษา เหมือนกับโทรทัศน์เอ็นบีทีตอนนี้

นักวิชาการขวาจัดแห่กันออกอากาศ ก็แบบด๊อกเตอร์ 2-3 คนในช่องหอยม่วงเวลานี้เลย

ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น เหมือนกับความเป็นไปในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์หลัง 19 พ.ค.ขนาดไหน

ถ้าถามว่า ภายใต้อำนาจล้นมือและมีกองทัพหนุนหลัง ฝ่ายตรงข้ามถูกจับ และหนีหายไปหมด

กรุงเทพฯเงียบสงบ เงียบสงัด เหมือนสีลม ราชประสงค์ ที่กลับมาให้ชนชั้นสูงรื่นรมย์ในวันนี้แหละ

ตอนนั้นรัฐบาลธานินทร์กุมสถานการณ์ได้อยู่หมัดจริงหรือ!?

หาเป็นเช่นนั้นไม่

รัฐบาลต้องเดินสายชี้แจงต่างประเทศ เพราะสำนักข่าวทั่วโลกรายงานความเป็นไปในไทยตรงกันข้ามกับข้อมูลรัฐบาลไทย

ถึงขนาดไปขอรัฐบาลอังกฤษจัดการกับบีบีซี จนโดนตอกหน้าหงายกลับมา

สถานการณ์ในชนบทยิ่งไม่ต้องพูด

สุดท้ายรัฐบาลธานินทร์อยู่ได้แค่ปีเดียว

กลุ่มอำนาจที่หนุนหลังต้องเปลี่ยนตัว คลี่บรรยากาศพ้นความมืดมนในที่สุด!