WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 9, 2012

ศุกร์ 13 เพื่อไทย สยอง? (ภาคแรก)

ที่มา ประชาไท

 

ผู้เขียนได้เข้า ฟังการไต่สวน ณ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และได้บันทึกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของศาลไปพร้อมกับเนื้อหาการไต่สวน ซึ่งมีประเด็นควรแก่การขบคิดก่อนศาลจะมีคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม ดังนี้
1. ศาลไต่สวนเพียงสองวัน ‘หยาบสั้น’ ไปหรือไม่ ?
แม้ผู้เขียนจะเป็น ‘ฝ่ายผู้ดู’ แต่ก็รู้สึกอึดอัดแทนทั้ง ‘ฝ่ายผู้ร้อง’ (ที่ต้องการยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญ) และ ‘ฝ่ายผู้ถูกร้อง’ (ที่ต้องการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ) ซึ่งต่างมีประเด็นที่จะอธิบายซักถามจำนวนมาก แต่กลับถูกบีบคั้นโดยกรอบเวลาที่ศาลกำหนด
ปกติคดีส่วนตัวธรรมดาระหว่างคนสองคน ยังนำสืบพยานกันได้หลายนัดหลายวัน มาคดีนี้มีคู่ความฝ่ายละหลายราย และอาจมีผลรุนแรงถึงขั้นยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก แล้วเหตุใดศาลจึงรวบรัดไต่สวนพยานเพียงสองวัน และใช้เวลาเพียง ‘วันเดียว’ ในการทำคำวินิจฉัยหลังกำหนดแถลงปิดคดี ?
แม้ศาลมีอำนาจควบคุมการไต่สวนให้มีประสิทธิภาพ (ซึ่งหลายจังหวะศาลทำได้ดี) แต่ศาลก็พึงระลึกว่า ‘ระบบไต่สวน’ ไม่ได้แปลว่าศาลจะรวบรัดเวลาได้เสมอ ตรงกันข้าม การที่ศาลแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง กลับทำให้ศาลต้อง ‘ซักถามสนทนา’ ถึงประเด็นที่แสวงหามา เพื่อให้คู่ความได้ทราบและชี้แจงอย่างเต็มที่ การไต่สวนจึงไม่ได้สำคัญที่ ‘การฟัง’ ของศาล หรือ ‘การอ่าน’ เอกสารในสำนวนก่อนหรือหลังวันไต่สวนเท่านั้น
 แต่ปรากฏว่าตลอดสองวัน ‘ศาลซักถามน้อยมาก’ และดูไม่จดประเด็นเสียด้วย หากศาลถามได้มากและโยงเข้าเนื้อหาสำนวนได้ แสดงว่าศาลทำการบ้านอ่านสำนวนมาล่วงหน้า และจดคำตอบสำคัญโดยไม่ต้องรอถอดเทป แต่คดีนี้ก็มีจังหวะที่ศาลเองดูไม่แน่ใจว่ามีเรื่องใดซ้ำกับเอกสาร ปล่อยให้พยานต้องบอกว่าตอบไปแล้วในเอกสาร
ความรวบรัดที่ว่านำไปสู่ ‘สิ่งที่ไม่คาดนึก’ คือ มีจังหวะที่ตุลาการเอียงตัวไปโต้เถียงกันสั้นๆ ภาพที่เห็นเข้าใจได้ว่า ตุลาการท่านหนึ่งประสงค์ให้พยานได้ถูกซักเพิ่มในประเด็นที่ตนสนใจ แต่ตุลาการอีกสองท่านส่ายหน้าว่าต้องพอแล้ว   ซ้ำร้าย บางท่านยังพิงหลังหลับตาเป็นระยะ ขณะที่บางท่านลุกไปนอกห้องนานพอสมควร (แต่บางท่านก็ไม่ได้ลุกออกไปเลย)
 ‘ภาพน่าตะลึง’ อีกภาพ คือ วิธีการและจังหวะที่ประธานศาลใช้ถาม ‘นายโภคิน พลกุล’ ขณะ กำลังพูดเสร็จ แทนที่จะถามพยานตามปกติ กลับโต้เถียงประหนึ่งถามค้านพยานและสรุปความเบ็ดเสร็จเสียเอง และในขณะที่พยานมีมารยาทพอที่จะไม่เถียงศาลต่อ ก็มีเจ้าหน้าที่นำเอกสารมาให้พยานลงชื่อจนรวบรัดให้ต้องลุกไปจากเก้าอี้ (ชมคลิปได้ที่ http://bit.ly/VPCONS)
โดยภาพรวมจึงน่าเคลือบแคลงว่า แม้วันนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัย แต่ ‘ความไม่ยุติธรรมเชิงกระบวนการ’ ก็อาจเกิดขึ้นเสียแล้ว!?
2. ฝ่ายใดดูเป็นฝ่ายที่ ‘ได้เปรียบ’ ?
จากการไต่สวนทั้งสองวัน ตอบว่า ‘ฝ่ายศาล’ เป็นฝ่ายได้เปรียบมากที่สุด เพราะวันนี้ศาลได้เพิ่มอำนาจให้ตนเองอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่ในแง่การรวบรัดการพิจารณาคดีเท่านั้น แต่ยังตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 อย่างกว้างขวาง ทำให้อัยการสูงสุดไร้ความหมาย
และศาลได้ตีความกฎหมายให้กลายเป็น ‘ไทม์แมชชีนข้ามเวลา’ สามารถ ตรวจสอบอดีตที่จบสิ้นลงแล้ว เช่น กรณีการตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่คุณเรืองไกรร้อง หรือ แม้ในคดีนี้ ก็มีการพิจารณาสิ่งที่จบสิ้นไปแล้ว เช่น การเสนอญัตติ หรือ สิ่งที่ต้องรออนาคต เช่น การทำงานของ ส.ส.ร. หรือ การตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญโดยประธานรัฐสภา
นอกจากนี้ ศาลได้เรียงประเด็นพิจารณา ‘อย่างน่าเคลือบแคลง’ 4 ลำดับ คือ
(1) ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้หรือไม่
(2) มาตรา 291 จะถูกแก้ให้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้หรือไม่
(3) การแก้ 291 เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 หรือไม่
(4) มีการกระทำที่นำไปสู่การยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่
ข้อที่น่าเคลือบแคลง คือ ‘การเรียงและแยกประเด็นที่ (2) และ (3) ออกจากกัน’ เพราะศาลไม่มีอำนาจตีความมาตรา 291 โดยตรงแต่อย่างใด กล่าวคือ ประเด็นของคดีนี้ คือ มาตรา 68 ศาลจึงต้องอธิบายเสียก่อนว่า การล้มล้างการปกครองฯ ที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 นั้น มีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไร จากนั้น จึงไปพิจารณาข้อเท็จจริงว่า การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 ที่ผ่านมานั้น เข้ากรณีต้องห้ามตามมาตรา 68 หรือไม่ และโดยตรรกะแล้ว การทำผิดหลักเกณฑ์ มาตรา 291 ใช่ว่าจะต้องผิด มาตรา 68 เสมอไป
แต่ศาลกลับไปเรียงลำดับพิจารณาประเด็น มาตรา 291 เสียก่อน ประหนึ่ง ‘ตั้งธง’ ว่าหากมาตรา 291 ไม่เปิดช่องให้นำไปสู่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ การแก้ไขมาตรา 291 ในครั้งนี้ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 ทันที ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการเรียงลำดับประเด็นที่ผิดตรรกะและน่าเคลือบแคลง อย่างยิ่ง
3. ‘แนวทางการตัดสิน’ เป็นไปได้กี่แนวทาง?
คำวินิจฉัยที่ศาลจะได้อ่านในวันที่ศุกร์ที่ 13 นี้ มีความเป็นไปได้ ‘หกแนวทาง’ ด้วยกัน
(1) ยกคำร้อง ด้วยเหตุว่า ‘กระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย’ เพราะข้ามขั้นตอน ‘อัยการสูงสุด’
ข้อสังเกต: สมัย คดี(ไม่)ยุบพรรคประชาธิปัตย์’ (คำ วินิจฉัยที่ 15/2553) แม้ศาลจะรับคำร้องและไต่สวนคดีจนเสร็จแล้ว แต่สุดท้ายศาลก็อ้างเหตุ ‘ผิดขั้นตอน กกต.’  มายกคำร้องโดยไม่วินิจฉัยว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดหรือไม่  
(2) ยกคำร้อง ด้วยเหตุว่า การกระทำ ‘ไม่เข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพ’ แต่เป็นการ ‘ใช้อำนาจหน้าที่’ ศาลจึงไม่สามารถก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยการใช้อำนาจของรัฐสภาได้
ข้อสังเกต: รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 บัญญัติแยกแยะ ‘การใช้อำนาจ’ ให้แตกต่างจาก ‘สิทธิและเสรีภาพ’ อย่างชัดแจ้ง (ดูเพิ่มที่ http://bit.ly/article68 )
(3) ยกคำร้อง ด้วยเหตุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ ‘บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ’ ตามมาตรา 291 ศาลจึงไม่อาจนำ มาตรา 68 มาวินิจฉัยปะปนกันได้
ข้อสังเกต: สมัย คดีพรรคประชาธิปัตย์แก้รัฐธรรมนูญ (คำสั่งที่ 4/2554) ศาลได้อธิบายชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ ‘บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ’ ตามมาตรา 291 จึงนำไปปะปนกับ มาตรา 154 ไม่ได้
(4) ยกคำร้อง ด้วย เหตุว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพที่ศาลตรวจสอบได้ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นเพียงการคาดคะเน หรือ ‘มีกระบวนการป้องกันไม่ให้มีการล้มล้างการปกครองฯ ที่เพียงพอ’
ข้อสังเกต: สมัย คดีฟ้องนายกอภิสิทธิ์ (คำ สั่งที่ 14/2553)  ศาลได้ตีความข้อกำหนดวิธีพิจารณา ข้อ 18 ซึ่งใช้กับคำร้องในคดีนี้ว่า คำร้องต้องไม่เป็นเพียง ‘การคาดคะเน’ หรือ ‘การตั้งข้อสงสัย’ หรือ ‘การอาศัยศาลเป็นเครื่องมือในการแสวงหาพยานหลักฐาน’
(5) วินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ แต่ด้วยเหตุว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง (ทั้งหมดหรือบางราย)  ยังไม่เสร็จสิ้น หรือยังไม่รุนแรง หรือไม่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมือง จึงสั่งห้ามเพียงการกระทำ แต่ไม่สั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง
(6) วินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ   และสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง
จากหกแนวทางนี้ ศาลมีแนวโน้มจะตัดสินไปในทางใด แต่ทางมีผลแตกต่างกันอย่างไร และข้อต่อสู้ของ ‘ผู้ร้อง’ และ ‘ผู้ถูกร้อง’ เรื่องใดที่ศาลน่าจะให้ความสำคัญมากที่สุด การยุบพรรคในคราบมาตรา 68 จะนำไปสู่คราบเลือดคนไทยหรือไม่ โปรดติดตามได้ในบทความภาคจบ


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ โปรดดู http://bit.ly/VPCONS

จดหมายเปิดผนึก 'เร็ด ยูเอสเอ' ถึง ตลก.ศาล รธน. ให้ลาออกก่อนเสื่อมเสียถึงพระปรมาภิไธย

ที่มา ประชาไท

 

สำเนาถึง: 
                นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
                นายจรัญ ภักดีธนากุล
                นายชัช ชลวร
                นายจรูญ อินทจาร
                นายเฉลิมพล เอกอุรุ
                นายนุรักษ์ มาประณีต
                นายบุญส่ง กุลบุบผา
                นายสุพจน์ ไข่มุกด์
                นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะจักต้องลาออกในทันที เพื่อเปิดทางให้มีคณะตุลาการชุดใหม่มาทำหน้าที่แทนโดยการเลือกสรรผ่านกระบวน การประชาธิปไตย
ดังที่ชาวไทยกลุ่ม “เร็ด ยูเอสเอ” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เรียกร้องให้ลาออกทั้งคณะแล้วนั้น บัดนี้คณะ ตลก. ดังกล่าวยังคงดำเนินการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ด้วยการเปิดไต่สวน และซักถามจากผู้ยื่นคำร้อง และต่อผู้ถูกร้องซึ่งได้รับคำสั่งจากศาลรัฐธรรมนูญให้ยับยั้งการลงมติร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 อันเป็นคำสั่งที่ไม่ครบองค์คดีความโดยมิบังควรด้วย
แม้นว่าระหว่างการไต่สวนจะมีตุลาการบางท่านขอถอนตัวจากองค์คณะ ซึ่งปรากฏว่าองค์คณะอนุมัติให้นายจรัญ ภักดีธนากุล ถอนตัวเนื่องจากถูกพาดพิงโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ว่า นายจรัญเคยกล่าวก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าให้รับไปก่อนแล้วมาแก้ไขทีหลังได้ แต่สำหรับ ตลก. อีกสามท่าน คือนายนุรักษ์ มาประณีต กับนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานฯ ซึ่งเคยให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาควรแก้ไขโดยวิธีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพียงมาตราเดียวเพื่อเปิดทางตั้ง ส.ส.ร. 3 แต่ว่าองค์คณะกลับไม่ยอมอนุมัติให้ถอนตัว
หากแต่การถอนตัว และแสดงความจำนงขอถอนตัวนั้น มิได้เป็นไปเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม หรือแสดงให้เห็นว่า ตลก. เหล่านั้นมีจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชอบ (Accountability) ต่อการนำกฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 มาปรับใช้อย่างผิดๆ ให้คล้อยตามคำร้องของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้าน และอดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช..) ผู้กระทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เท่านั้นเอง จัดว่าเป็นการ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ถึงจะปกปิดหน้าตนเองมองไม่เห็นผู้ชี้ผิดแก่ตนได้ แต่ก็เปิดโปงความอัปลักษณ์ของสรีระเบื้องต่ำแห่งตนให้ปรากฏต่อสาธารณะด้วย
โดยเหตุที่การกระทำของตุลาการชุดนี้เข้าข่ายความผิดฐานเป็นกบฏต่อราช อาณาจักร ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 113 ความผิดถึงขั้นประหารชีวิต อีกทั้งเป็นองค์คณะที่มิได้ผ่านกระบวนการสถาปนาอย่างถูกต้องเหมาะสม กล่าวได้ว่าเป็นเพียงองค์คณะชั่วคราวที่ได้รับการแต่งตั้งโดยบทเฉพาะกาลแห่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 300 น่าที่จะสลายตัวไปนานแล้วเมื่อมีการล้มเลิกคณะรัฐประหาร คมช. หากแต่ยังยืดเยื้ออยู่ในตำแหน่งกันด้วยข้ออ้างแห่งบุญญาบารมีในสถาบันพระมหา กษัตริย์ และเลี่ยงบาลีเอาเกณฑ์อายุขัยในตำแหน่งเป็นที่ตั้ง
ด้วยความผิดดังปรากฏ อย่างน้อยที่สุด ตลก. รธน. คณะดังกล่าวควรที่ต้องอยู่ในกระบวนถูกถอดถอนแล้วในขณะนี้ หากแต่เราเห็นว่าเพื่อมิให้เป็นการเสื่อมเสียไปถึงพระปรมาภิไธยซึ่งองค์คณะ ใช้อ้างอิง เราจึงเสนอให้ ตลก. ทั้งคณะลาออกด้วยตนเองมิให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทมากกว่านี้ ไม่บังควรที่จะทำเมินเฉยอีกต่อไป
เราขอย้ำอีกครั้งให้ตุลาการทั้งเก้าคนจัดการลาออกจากตำแหน่งโดยมิรอช้า เพื่อเปิดทางให้มีการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนว่าจะไม่กระทำผิดโดยลุแก่อำนาจเฉกเช่น ตลก. ชุดปัจจุบัน จึงควรที่จะมีการเลือกสรรตุลาการชุดใหม่เข้ามาแทนที่ด้วยกรรมวิธีอันสอด คล้องตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย

กลุ่มเร็ด ยูเอสเอ
9 กรกฎาคม 2555

ลุงนก: คนไทใหญ่กับการเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ (2)

ที่มา ประชาไท

 

 
นางสาวปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว จากโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) บอกว่า ถึงแม้วันที่ 23 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา สิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ได้รับรองโดยมติคณะรัฐมนตรี ให้จัดตั้งกองทุนให้บริการด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ แต่ในความเป็นจริง ก็ยังมีคนที่ตกหล่น หายไป อย่างเช่น ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0,กลุ่มผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ,กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาต หรือจะเข้ามาทำงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล,ผู้ลี้ภัยที่ได้รับการดูแลให้อยู่ใน พื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งตามชายแดนไทย-พม่า และคนไร้รัฐ ไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล
“การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ อาจจะไม่ถูกปฏิเสธโดยตรง แต่ก็มีข้อจำกัด คือ ความยากจน ไม่มีเงินสำหรับค่ายา ค่าหมอ ค่าเดินทาง หรือแม้แต่กลัวว่าจะถูกจับหรือเปล่า ถ้าจะไปหาหมอ ผู้ป่วยก็ต้องทรุดหนักจริงๆ พอหายแล้วก็มีหนี้ก้อนใหญ่ตามมา เป็นภาระทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล เขาก็จะถูกทวงถามถึงเงินค้างชำระงวดก่อน มีหลายครอบครัวที่ยังคงทยอยจ่ายเงินคืนให้กับโรงพยาบาลแม้ว่าผู้ป่วยจะเสีย ชีวิตไปแล้ว”นางสาวปิ่นแก้ว กล่าว
นางสาวปิ่นแก้ว กล่าวต่อว่า แต่เราก็พบว่า มีสถานพยาบาลบางแห่งสามารถก้าวพ้นทัศนคติ การรับมือ การจัดการปัญหาแบบเดิมๆ เช่น การขายบัตรประกันสุขภาพทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยู่ในระบบประกันสุขภาพใดๆ อย่างเช่น ที่โรงพยาบาลสังขละบุรี,แม่สอด,ระนอง และสมุทรสาคร
“หรืออย่างกรณี โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งรับภาระดูแลผู้ป่วยทุกคน ด้วยความเป็นโรงพยาบาลชายแดน จนกระทั่งประสบภาวะหนี้สินและค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์ อยู่ราว 36 ล้านบาทเศษๆ ก็ได้มีการก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มฝาง ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า มูลนิธิไม่มีวัตถุประสงค์จะปลดเปลื้องหนี้สินที่โรงพยาบาลมี แต่จะทำให้โรงพยาบาลสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเบิกค่ารักษา พยาบาลจากกองทุนใดๆ ได้ และใช้จ่ายในส่วนที่เกินจากการสนับสนุนงบประมาณของส่วนราชการ”
โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT) กล่าวอีกว่า ถึงเราไม่อาจห้ามความเจ็บป่วยได้ แต่เราคงไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้คนที่อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินไทย ยังมีคนอีกหลายคนต้องตกหล่นจากระบบประกันสุขภาพ ต้องทนทุกข์จากความป่วยไข้โดยไร้คนเหลียวแลรักษา
“ทางหนึ่งที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากปัญหาที่คนไข้หลายคนมักบอกว่า...ฉัน ไม่อยากไปหาหมอ เพราะไม่มีเงินจ่าย ก็คือ การช่วยกันผลักดันอย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อทำให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้อย่างแท้จริง”
เช่นเดียวกับ อาภา หน่อตา จากเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ฯ(คชส.) ก็ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ที่ผ่านมาทางเครือข่ายฯ ได้มีการผลักดันเรื่องการเข้าถึงสิทธิ การเข้าถึงบริการทางสุขภาพของคนชาติพันธุ์มา 5 ปีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ คนชาติพันธุ์ถูกเพิกถอนสิทธิในกองทุนสุขภาพ หรือบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค
“เพราะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ตีความกฎหมายว่า กองทุนสุขภาพให้บริการครอบคลุมเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย ทำให้คนชาติพันธุ์ถูกยึดบัตรทอง เมื่อพวกเขาต้องรับภาระในการเสียค่าพยาบาลเอง ก็ทำให้ไม่กล้าไปโรงพยาบาล ถ้าจะไปก็ต้องเจ็บหนักจริงๆ”
ต่อมา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี มีมติคืนสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ แต่คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้และเข้าถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ต่อชีวิต ของเขาเลย
“แต่ในความเป็นจริง คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าพวกเขาได้สิทธินี้ เนื่องจากไม่ค่อยมีสื่อประชาสัมพันธ์ออกมาจากรัฐ ส่วนมากก็เป็นแค่คอลัมน์เล็กๆ ในหนังสือพิมพ์ เราก็พยายามสื่อสารว่า กองทุนนี้มันมีอยู่นะ”
ทั้งนี้ ตัวแทนเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ ได้เน้นย้ำว่า สิทธิทางสุขภาพต้องครอบคลุมคนทุกคน  ถึงมันไม่เกิดนโยบายสูงๆ ว่าทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าถึงบริการทางสุขภาพ แต่ต้องเกิดการรับรู้ในกลุ่มภาคีเครือข่ายที่ช่วยกันทำช่วยกันเคลื่อนไหว
“ชุมชนต้องมีวิธีจัดการให้คนในชุมชนมีสิทธิเข้าถึงบริการทางสุขภาพโดย ชุมชนเข้ามาจัดการกันเอง” ตัวแทนเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ บอกย้ำ
ทั้งนี้ จากข้อมูลเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุจำนวนตัวเลขผู้มีปัญหาสถานะบุคคล 4 กลุ่ม รวมทั้งหมดทั้งสิ้น 3,262,056 คน โดยจำแนกไว้ดังนี้
1.แรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ พม่า ลาวและกัมพูชา (มีเลข 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 00) รวม 2,5181,360 คน
2.ชนกลุ่มน้อยที่เกิดหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย รวม 323,084 คน
3.คนไร้รัฐ/ไร้รากเหง้า หรือบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งกรมการปกครองได้เริ่มสำรวจตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2548 จำนวน 218,538
4.กลุ่มผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวแถบชายแดนไทย-พม่า ทั้ง 9 แห่ง รวม 138,076 คน
ซึ่งกรณีของลุงนก ชาวไทใหญ่คนนี้ น่าจะอยู่ในข่าย กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มคนไร้รัฐ/ไร้รากเหง้า หรือบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ลุงนก: คนไทใหญ่กับการเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ (1)
ข้อมูลประกอบ
วารสาร เสียงชนเผ่า ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2555

เลื่อนไต่สวน "เสธฯไก่อู" คดีสังหารชาญณรงค์ เหตุกองทัพบกส่งหลักฐานเพิ่ม

ที่มา ประชาไท

 

(9 ก.ค.55) เมื่อเวลา 9.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา รัชดา ตามกำหนดการเดิม จะมีการนัดไต่สวนคดีเลขที่ อช.1/2555 กรณีการเสียชีวิตของนายชาญณรงค์ พลศรีลา แท็กซี่เสื้อแดงที่ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณปั้มเชลล์ ถ.ราชปรารภ ในบ่ายวันที่ 15 พ.ค.53 โดยมี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด พร้อมด้วย นายทหารอีก 3 นายมาเบิกความ แต่เนื่องด้วยทางกองทัพบกแจ้งว่าจะมีการนำส่งหลักฐานเพิ่มเติม ศาลจึงมีคำสั่งในเวลา 11.00 น. ให้เลื่อนการไต่สวนนายทหารดังกล่าวไปในวันที่ 24 ก.ย.55
ทั้งนี้ในช่วงบ่ายของวันนี้จะมีการไต่สวน พ.ต.ท.สุรพล รื่นสุข ในคดีเดียวกันต่อ

บก.ลายจุด เสนอยื่นคำร้อง "ตลก.รธน." ล้มล้างการปกครอง หากตัดสินแก้รธน.ผิด

ที่มา ประชาไท


"สมบัติ บุญงามอนงค์" แนะคนเสื้อแดงต่อสู้ด้วยวิถีทางการเมือง ซึ่งมีแนวรบไม่จำกัดเพศ-วัย อย่าสู้ทางทหารให้เสียเลือดเนื้อ ถอดบทเรียนการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ชี้ใช้ต้นทุนต่ำ ผลกระทบสูง



 
(8 ก.ค.55) เวลา 13.30น. สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวในการเสวนา "ปฏิญญาหน้าศาล" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ที่หน้าศาลอาญา รัชดา ในหัวข้อ "สร้างสัญลักษณ์ สู้สังคมอัปลักษณ์ กับ บก.ลายจุด" ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน ว่า สำหรับวันที่ 13 ก.ค.ที่จะมีการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่นั้น หากมีการตัดสินว่าการแก้รัฐธรรมนูญและการมี ส.ส.ร. เป็นการล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีการตั้ง ส.ส.ร.ไม่ว่าจะในปี 2517, 2540 หรือ 2550 เขาขายไอเดียว่า จะไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันทีว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังล้มล้าง การปกครอง เพราะหยุดอำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติ โดยชวนให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินที่อาจจะออกมา ไปต่อแถวเรียงหนึ่ง ต่างคนต่างยื่นคำร้อง หากคนเยอะก็ให้แถวยาวออกไปจนถนนแจ้งวัฒนะไปเลย
ทั้งนี้ บก.ลายจุดกล่าวด้วยว่า ระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการต่อสู้ทางการทหารนั้น เขาเสนอให้คนเสื้อแดงใช้การต่อสู้ทางการเมือง เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ใช้เพียงข้อมูล เหตุผลและความชอบธรรมเท่านั้น ทั้งยังมีแนวรบที่ไม่จำกัดเพศและวัย ขณะที่การต่อสู้ทางการทหารนั้นต้องใช้คนหนุ่ม ต้องมีอาวุธและต้องฝึกฝน
บก.ลายจุด ประเมินมวลชนคนเสื้อแดงว่า ในอดีต หลายคนมีลักษณะเกรี้ยวกราด ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้เพราะถูกกระทำมาตลอด อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วง 2 ปีมานี้ คนเสื้อแดงนิ่งขึ้น แต่แนะนำว่าจะต้องฝึกฝนต่อไป ทั้งการหาข้อมูลและความมีเหตุมีผล ซึ่งตรงนี้ก็เห็นพัฒนาการ เพราะเดี๋ยวนี้ คนเสื้อแดงเริ่มไม่ฟังแกนนำปราศรัยแล้วเพราะรู้ว่าจะพูดอะไร และเข้าร่วมงานเสวนาทางวิชาการกันจนเต็มห้อง
เขาชี้ว่า ในการสู้กันด้วยเหตุผล แม้อาจไม่ชนะคู่ต่อสู้ แต่คนอื่นๆ รอบตัวจะฟังและตัดสินเองว่าใครมีเหตุผลกว่ากัน
นอกจากนี้ บก.ลายจุด เสนอให้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยๆ และเชื่อมต่อกันในแนวระนาบเป็น "แดงประจำซอย" เพราะเชื่อว่าที่ไหนๆ ก็ต้องมีคนเสื้อแดง รวมตัวกัน 10-15 คนแล้วตั้งกลุ่มศึกษาแนวคิดต่างๆ และอภิปรายกันเพื่อลับความคิดให้คมขึ้น
ทั้งนี้ เขาวิจารณ์ว่า คนเสื้อแดง 80-90% ที่พบนั้น หมกมุ่นกับการด่าฝ่ายตรงข้าม แต่ไม่ค่อยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง เขาจึงเสนอให้แบ่งเวลาในการคิด ส่วนหนึ่ง คิดแบบแกนนำ เพื่อความเท่าทันแกนนำ อีกส่วนหนึ่ง คิดว่าตัวเองถนัดอะไรและจะทำอะไรได้บ้าง โดยยกตัวอย่างทนายที่มาช่วยเหลือด้านคดีแก่ผู้ต้องหาคนเสื้อแดง หรือทีมถ่ายทอดสด "ม้าเร็ว"
นอกจากนี้ บก.ลายจุด ยังได้ถอดบทเรียนการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์หรือการ "ป่วน" ของเขาด้วยว่า ที่ผ่านมา เขาเลือกวิธีที่ต้นทุนต่ำ แต่ผลกระทบสูง เช่น การผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ค.53 ไม่นาน ซึ่งเริ่มด้วยต้นทุนเพียง 350 บาทกับผ้า 10 เมตร แถมยังให้แต่ละคนเอาผ้ามากันเองด้วย แต่ในสัปดาห์ต่อๆ มาก็มีผู้มาร่วมมากขึ้น จนตำรวจสองกองร้อยต้องมาล้อมป้ายราชประสงค์ และถึงขนาดต้องมีการถอดป้ายออกในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอว่า อย่าเตะบอลเข้าโกลด์ตัวเอง เพราะในการเคลื่อนไหวของแต่ละคนนั้นล้วนมีผลต่อขบวนคนเสื้อแดงทั้งหมด จะต้องประเมินจุดนี้ด้วย เพื่อรักษาขบวนไว้ในการสู้ต่อไป พร้อมกันนั้นจะต้องเปิดรับบทเรียนและสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์ด้วย โดยได้ยกตัวอย่างความผิดพลาดของตัวเอง ในปี 2535 ที่ได้ปราศรัยด่าแม่ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และได้ถูกตำหนิบนเวทีว่าจะไม่ให้ขึ้นมาบนเวทีอีก เพราะไม่ได้ต่อสู้บนหลักการ ทำให้เขาได้เรียนรู้
บก.ลายจุด เล่าว่า การจะป่วนนั้นเหมือนศิลปะ ต้องหาจุดที่พอดี ไม่สุดโต่งจนเกินไป โดยให้ลองถอยออกไปและมองจากจุดของคนที่ไม่ใช่คนเสื้อแดงเข้ามาบ้าง และในการออกแบบการป่วนจะต้องคิดอย่างละเอียด หากได้เวลาถอยก็ต้องถอย ให้สังคมเล่นต่อ เช่น กรณีไปแจกใบแดงให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อเขาปฏิบัติการเสร็จก็กลับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสื่อและโซเชียลมีเดียไป


บางไอเดีย บก.ลายจุด
หากเกิดรัฐประหาร
-ให้นัดกันออกมากดเอทีเอ็มหน้าสำนักงานใหญ่ของธนาคารพร้อมๆ กัน
-ใส่เสื้อสีแดงออกมาเดินห้าง 9 ห้างในหนึ่งวันโดยไม่ซื้อของ (เลียนแบบไหว้พระ 9 วัด) ในลักษณะแฟลชม็อบ โดยนัดเวลากัน ถึงเวลาก็ออกมาเดินปะปนกับผู้คน ห้างละ 30 นาที พอครบก็ย้ายไปเรื่อยๆ เพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่าไม่ยอมรับอำนาจนอกระบบ
-ให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไป 5 คนใส่เสื้อแดงมาชุมนุมต้านรัฐประหาร หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หากจะมีการจับกุมก็ปล่อยให้จับ ทำต่อไปทุกวัน วันละ 5 คน หากมีการจับไปเรื่อยๆ เช่นกัน คาดว่า ทำได้ 2 สัปดาห์ ทหารจะแพ้ทางการเมือง

เรืองไกรจี้อภิสิทธิ์ถึงที่ทำการพรรคท้าสำนักข่าวอิศราเปิดบัญชี สสส.

ที่มา thaifreenews



เป็นที่ชัดเจนว่าศาล
จะวินิจฉ้ยตามคำร้องม.68 
กรณีคุณชัช ชลวร ก็ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้า
คำสั่งต่างๆ ที่ลงลายเซนจะมีการลงนามในพระปรมาภิไธย 
เมื่อองค์ประกอบของศาลไม่มีความชอบ ผลการวินิจฉัยก็ไม่มีความชอบ
ถ้าให้ผมวิเคราะห์ วันที่ 13 ก.ค.นี้ ศาลจะวินิจฉัย?
โดยมาตราฐานที่ท่านตั้งผมคิดว่าแนวทางนี้ท่านไม่ควรรับตั้งแต่แรก
การคิดจะยุบพรรคพท.และชาติไทยพัฒนา เพื่อให้เกิดงูเห่า
เหมือนที่ผ่านมา ประเด็นนี้มีหลัก 1000 ล้าน
เรืองไกร จี้อภิสิทธิ์ถึงที่ทำการพรรค
ท้าสำนักข่าวอิศรา เปิดเผยบัญชีสสส. 
และบริษัทมหาชนที่สนับสนุน
มาแสดงต่อสาธารณะด้วย 
"ผมไปที่พรรคปชป.มาแล้ว 
ตามประเด็นอีสวอร์เตอร์ พบแต่คุณชวนนท์
ขอดูบัญชีพรรคได้ไหม ?
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่อยู่ที่พรรค
วันนี้ผมมีข้อมูลใหม่ที่พรรคปชป.ไม่ได้นำส่งสำนักนายกรัฐมนตรีแน่นอน 
สำนักข่าวอิศรา กล้าแสดงงบบัญชีเงินสนับสนุนจาก สสส. ต่อสาธารณะไหม ?

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=40043.0

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/07/55 ตุลาการธิปไตย ตกลงๆ..ต่ำลงๆ..

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ตุลาการธิปไตย แบบไทยนี้
จะขุดหา สิ่งดีๆ มีบ้างไหม
เดินหน้าก่อ เรื่องระยำ ทำจัญไร
เลวต่อไป เถิดหนา พวกสามานย์....


อคติ วิปริต จิตสับสน
พูดวกวน โสมม สมกล่าวขาน
ไม่คิด..อาฆาตแน่ แต่จำนาน
เผยสันดาน สับปลับ พูดอัปรีย์....


ชอบคาดเดา อนาคต กำหนดเท็จ
แล้วหมกเม็ด ตะบัดสัตย์ อย่างบัดสี
ช่างสมชื่อ แก๊งค์ชั่ว ตัวกาลี
แม้นถามหา สิ่งดี ไม่มีเลย....


คิดเอาเอง ว่า "ถ้านั่น" มัน "ถ้านี่"
บงการชี้ เรื่องไม่เกิด อย่างเปิดเผย
ลืมถูกผิด คิดเลอะเลือน เหมือนดั่งเคย
พิโธ่เอ๋ย นี่น่ะหรือ คือยุติธรรม....


เมื่อตกลง ต่ำลง คงฟื้นยาก
กลายเป็นกาก อมนุษย์ ช่างสุดขำ
ฉากสุดท้าย ใครคนก่อ รอรับกรรม
เพื่อตอกย้ำ คนสามานย์ ตุลาการธิปไตย....


๓ บลา / ๙ ก.ค.๕๕

RED USAจี้ตลกออกยกชุดหวั่นพระปรมาภิไธยเสื่อม

ที่มา Thai E-News




กลุ่มRED USAจัดประท้วงเชิงสัญลักษณ์ โดยแต่งตัวคนสวมชุดครุยถูกยัดหัวลงโถส้วม ที่หน้ากงสุลใหญ่ประจำL.A. พวกเขาชิงชังต่อบางสิ่งบางอย่าง จนเชื่อว่าคนบางคนควรนำหน้ายัดลงในภาชนะสำหรับขับถ่าย

จดหมายเปิดผนึกถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ 2
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
นายจรัญ ภักดีธนากุล
นายชัช ชลวร
นายจรูญ อินทจาร
นายเฉลิมพล เอกอุรุ
นายนุรักษ์ มาประณีต
นายบุญส่ง กุลบุบผา
นายสุพจน์ ไข่มุกด์
นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะจักต้องลาออกในทันที เพื่อเปิดทางให้มีคณะตุลาการชุดใหม่มาทำหน้าที่แทนโดยการเลือกสรรผ่านกระบวนการประชาธิปไตย
ดังที่ชาวไทยกลุ่ม เร็ด ยูเอสเอ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ มิถุนายน ๒๕๕๕ เรียกร้องให้ลาออกทั้งคณะแล้วนั้น บัดนี้คณะ ตลก. ดังกล่าวยังคงดำเนินการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ด้วยการเปิดไต่สวน และซักถามจากผู้ยื่นคำร้อง และต่อผู้ถูกร้องซึ่งได้รับคำสั่งจากศาลรัฐธรรมนูญให้ยับยั้งการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ อันเป็นคำสั่งที่ไม่ครบองค์คดีความโดยมิบังควรด้วย
แม้นว่าระหว่างการไต่สวนจะมีตุลาการบางท่านขอถอนตัวจากองค์คณะ ซึ่งปรากฏว่าองค์คณะอนุมัติให้นายจรัญ ภักดีธนากุล ถอนตัวเนื่องจากถูกพาดพิงโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ว่านายจรัญเคยกล่าวก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ว่าให้รับไปก่อนแล้วมาแก้ไขทีหลังได้ แต่สำหรับ ตลก. อีกสามท่าน คือนายนุรักษ์ มาประณีต กับนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานฯ ซึ่งเคยให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีปัญหาควรแก้ไขโดยวิธีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ เพียงมาตราเดียวเพื่อเปิดทางตั้ง ... แต่ว่าองค์คณะกลับไม่ยอมอนุมัติให้ถอนตัว
หากแต่การถอนตัว และแสดงความจำนงขอถอนตัวนั้นมิได้เป็นไปเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม หรือแสดงให้เห็นว่าตลก. เหล่านั้นมีจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชอบ (Accountability) ต่อการนำกฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ มาปรับใช้อย่างผิดๆ ให้คล้อยตามคำร้องของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้าน และอดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้กระทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เท่านั้นเอง จัดว่าเป็นการ แก้ผ้าเอาหน้ารอด ถึงจะปกปิดหน้าตนเองมองไม่เห็นผู้ชี้ผิดแก่ตนได้ แต่ก็เปิดโปงความอัปลักษณ์ของสรีระเบื้องต่ำแห่งตนให้ปรากฏต่อสาธารณะด้วย
โดยเหตุที่การกระทำของตุลาการชุดนี้เข้าข่ายความผิดฐานเป็นกบฏต่อราชอาณาจักร ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ความผิดถึงขั้นประหารชีวิต อีกทั้งเป็นองค์คณะที่มิได้ผ่านกระบวนการสถาปนาอย่างถูกต้องเหมาะสม กล่าวได้ว่าเป็นเพียงองค์คณะชั่วคราวที่ได้รับการแต่งตั้งโดยบทเฉพาะกาลแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ น่าที่จะสลายตัวไปนานแล้วเมื่อมีการล้มเลิกคณะรัฐประหาร คมช. หากแต่ยังยืดเยื้ออยู่ในตำแหน่งกันด้วยข้ออ้างแห่งบุญญาบารมีในสถาบันพระมหากษัตริย์ และเลี่ยงบาลีเอาเกณฑ์อายุขัยในตำแหน่งเป็นที่ตั้ง
ด้วยความผิดดังปรากฏ อย่างน้อยที่สุด ตลก. รธน. คณะดังกล่าวควรที่ต้องอยู่ในกระบวนถูกถอดถอนแล้วในขณะนี้ หากแต่เราเห็นว่าเพื่อมิให้เป็นการเสื่อมเสียไปถึงพระปรมาภิไธยซึ่งองค์คณะใช้อ้างอิง เราจึงเสนอให้ ตลก. ทั้งคณะลาออกด้วยตนเองมิให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทมากกว่านี้ ไม่บังควรที่จะทำเมินเฉยอีกต่อไป
เราขอย้ำอีกครั้งให้ตุลาการทั้งเก้าคนจัดการลาออกจากตำแหน่งโดยมิรอช้า เพื่อเปิดทางให้มีการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนว่าจะไม่กระทำผิดโดยลุแก่อำนาจเฉกเช่น ตลก. ชุดปัจจุบัน จึงควรที่จะมีการเลือกสรรตุลาการชุดใหม่เข้ามาแทนที่ด้วยกรรมวิธีอันสอดคล้องตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย
กลุ่มเร็ด ยูเอสเอ
กรกฎาคม ๒๕๕๕
**************
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

คนไทยในอเมริกาประท้วง ตลก. หน้าสถานกงศุลไทยในแอลเอ

ป้าย: ปี๊บอัปยศสำหรับ ตลก ใช้ปกปิดความเลว
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพและข้อมูลโดย RED USA
12 มิถุนายน 2555

คน ไทยในสหรัฐอเมริกาจัดหนัก หลังได้ข่าวทีมส่วนหนึ่งของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไปอเมริกาพร้อมกกต. โดยออกมาประท้วงพร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

ทีมงาน Red USA ได้เปิดเผยกับเราว่า  "เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ (10 มิ.ย.) ในเมืองลอสแองเจลิส ซึ่งตรงกับช่วงเช้าของวันจันทร์ของประเทศไทย สายข่าวของคนเสื้อแดงได้รายงานว่าคณะตุลาการฯ ซึ่งเดินทางมาดูงานกับคณะของกกต.ที่นำโดยนายอภิชาติ มีหมายกำหนดการจะไปเยี่ยมสถานกงศุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส"

"คนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งจึงไปคอยต้อนรับเพื่อมอบของที่ระลึก และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามภาพที่ได้ส่งมาพร้อมนี้"

ป้าย: No To Judicial Coup in Thailand 

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อการทำ "ตุลาการรัฐประหาร"

อาคารเบื้องหลังคือ สถานกงศุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส ซึ่งตามรายงานระบุว่า กลุ่มตุลาการได้มาดูงาน

ภาพ: กลุ่มบุคคลสวมชุดครุย ปกปิดหน้าตาด้วยถังพลาสติก เดินเรียงต่อแถวกันหน้าโถส้วมอันหนึ่ง

ภาพ: กลุ่มบุคคลสวมชุดครุยเดินเรียงแถว โดยคลุมหัวด้วยถัง/กระถางพลาสติก โดยถูกตัวแทนประชาชนยื่นป้ายประท้วง

ประชาชนแสดงออกถึงความหมดสิ้นศรัทธาแล้วต่อกลุ่มบุคคลหนึ่งที่มีหน้าที่แสดง "ธรรม"ที่จะทำให้เกิดการ"ยุติ"การพิพาทต่อกัน

ภาพ: คนสวมชุดครุย ใส่ถังพลาสติกคลุมหัว ได้รับมอบถังน้ำเพื่อใช้ในการบางอย่างจากประชาชน

นอกจากถังน้ำแล้ว มีไม้กวาดด้วย

ป้ายแสดงความรู้สึก

การประท้วงเชิงสัญลักษณ์: ภาพคนสวมชุดครุยถูกยัดหัวลงโถส้วม 

พวกเขาชิงชังต่อบางสิ่งบางอย่าง จนเชื่อว่าคนบางคนควรนำหน้ายัดลงในภาชนะสำหรับขับถ่าย

บทความแปล: วิกิลีกค์: สนามบินอู่ตะเภา

ที่มา Thai E-News

 

 แปลไทยโดย ดวงจำปา
ที่มา เฟซบุ๊คดวงจำปา
ต้นฉบับ Thai Political Prisoners

เว็บ PPT ไม่ได้มีอะไรมากนักที่จะต้องกล่าวถึงการโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่อง สนามบินอู่ตะเภา ของราชนาวีไทย และ ความปรารถนาของฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะต่ออายุการผ่านเข้าออกจากฐานทัพ ซึ่งเมื่อครั้งก่อนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เราคิดว่าท่านผู้อ่านอาจจะพบว่า เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ฉบับนี้ ซึ่งเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2548 อาจ จะสร้างความสนใจมาสู่ตัวท่านได้ เราจึงขอลอกข้อความจากตัวเคเบิ้ลเลย เพียงแต่ตัดตอนส่วนที่เป็นพวกตัวย่อต่างๆ ซึ่งอยู่ในส่วนแรกของเคเบิ้ล และเราจะใช้ตัวหนานิดหน่อย เพื่อการเน้นความสนใจในข้อความสำหรับเรา:

เอกสารปกปิดส่วนที่ 1 จาก 2 ส่วน เลขที่ กรุงเทพ 002280

หัวข้อ: สนามบินอู่ตะเภาของราชนาวีไทย – โอกาสที่มีต่อการปรับปรุงแก้ไข
สถานที่ ปกปิดโดย: เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ แอล บอยซ์ ด้วยเหตุผล 1.4 (ดี) (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือกิจกรรมทางต่างประเทศของรัฐบาลประเทศสหรัฐ อเมริกา รวมไปถึง แหล่งข่าวปกปิด)

1. (ปกปิด) สนามบินของราชนาวีไทยที่อู่ตะเภา แสดงให้เห็นถึงจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในจุดที่อันสำคัญภายในภูมิภาคนี้ด้วย จาก หลายๆ ปีที่ผ่านมาในอดีต สนามบินอู่ตะเภาได้ถูกใช้เพื่อการสนับสนุนแผนการปฎิบัติการการต่อสู้เพื่อ อิสรภาพ (Operation Enduring Freedom), แผนการการปฎิบัติการเพื่อการสู่อิสรภาพของชาวอีรัค (Operation Iraqi Freedom) และรวมไปถึงโครงการภารกิจเล็กๆ ต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ในขณะที่ถูกใช้เป็นฐานปฎิบัติการทางภูมิภาคที่นำโดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาใน “แผนการช่วยเหลือเพื่อความปึกแผ่น” (Operation Unified Assistance หรือ OUA) ความคุ้มค่าที่ทางฝ่ายเราสามารถเข้าออกจากสถานที่ได้อย่างเกือบเป็นอิสระ นั้น มันได้ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

2. (ปกปิด) รวมไปถึงการสนับสนุนการปฎิบัติการภาคสำรอง เครื่อง บินของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้บินผ่านมาลงที่สนามบินอู่ตะเภาอย่างเป็นกิจวัตร ประมาณเดือนละ 30 ครั้ง และฐานทัพเองก็ยังเป็นศูนย์กลางของการสนับสนุนการฝึกซ้อมทางการทหารร่วมกัน ซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาและกองทัพไทยทุกๆ ปีโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 40 ครั้ง ยัง มีความกดดันในเรื่องการพาณิชย์ที่สนามบินอู่ตะเภาซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเติบโต ขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ รวมไปถึงความเฟื้องฟูในทางธุรกิจจากบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่ง อยู่ใกล้ๆ ที่ประกาศให้เป็นเขตอุตสาหกรรม, การเหมาเที่ยวบินระหว่างประเทศ, การใช้ท่าอากาศยานให้เป็นลานจอดสำรองของเครื่องบินของสายการบินทางการ พาณิชย์ และการแข่งขันโดยฝ่ายพลเรือนเพื่อการควบคุมการปฎิบัติการของสนามบินด้วย

3. (ปกปิด) ถึง แม้ว่า รัฐบาลที่ผ่านมาหลายๆ ชุดของประเทศไทยจะตอบสนองคำขอจากทางสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่องในการใช้ สนามบินอู่ตะเภา เราไม่สามารถที่จะทึกทักเอาว่าเรามีสิทธิ์สามารถผ่านเข้าออกตามความสะดวกที่ เราต้องการได้จนถึงบัดนี้ แม้จะมีการปฎิบัติภารกิจจากทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากที่ สนามบินอู่ตะเภา เราให้การตอบแทนเพียงนิดหน่อยในเรื่องการปรับปรุงสถานที่เพื่อสร้างความมั่น คงถาวร และต่ออายุการใช้หรือแม้แต่การรักษาสถานที่ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นการสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของเราซึ่งเกี่ยวกับการขยาย สิทธิในการผ่านเข้าออกและเพิ่มฐานอำนาจด้วย

4. (ปกปิด) ผลพวงที่มาจาก “แผนการช่วยเหลือเพื่อความปึกแผ่น” และการเพิ่มความสนใจต่อการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็น สถานที่รักษาความปลอดภัยร่วม (Cooperative Security Location หรือ CSL) ซึ่ง ปรารถนาให้มีการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า จะทำอย่างไรถึงจะสร้างความรุดหน้ากับผลประโยชน์ของเราได้อย่างมากที่สุด ในขณะที่ยอมรับอย่างเต็มที่ถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศหุ้นส่วนอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายและรวมถึงเรื่องประเด็นของการพาณิชย์ ในความพยายามต่อเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่การริเริ่มทาบทามทั้งหมดโดยทางฝ่ายกอง ทัพประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ในสภาพปัจจุบันนั้น จะต้องได้รับการทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมไปถึงการประเมินทดสอบและได้รับการอนุมัติจากผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายแปซิ ฟิค และจากเรื่องนั้น พวกเขาจะถูกพิจารณาในบริบทว่าเป็นโปรแกมของการ “แข่งขัน” หรือเป็นเพียงโปรแกรมช่วยประกอบ โปรแกรมเหล่านี้ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายแปซิฟิคจะต้อง มีการทบทวนโดยทีมนักวิชาการอาวุโสของฝ่ายการฑูตประเทศสหรัฐอเมริกาในประเทศ ไทย เพื่อที่จะให้มุมมองว่า สิ่งใดที่สามารถทำได้บ้าง โดยพิจารณาถึงสภาพอันแท้จริงทางการเมืองและสภาพการณ์ที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ผลผลิตที่พัฒนาด้วยความร่วมมือกันซึ่งจะถูกพิจารณาในเรื่องความเที่ยงธรรม เสมอภาคทั้งหมด คณะ ที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย (จัสแมกไทย) จะอยู่เป็นจุดศูนย์รวมภายในประเทศ ที่ให้เกิดการริเริ่มต่างๆ โดยทางฝ่ายกองทัพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างผลกระทบให้กับสนามบินอู่ตะเภา ด้วยการเหมารวมไปถึงโครงการก่อสร้าง, โครงการบูรณะ, โครงการขยายสถานที่และการติดต่อสื่อสารทั้งหมดกับตัวแทนของทางฝ่ายกองทัพไทย

5. (ปกปิด) ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะตระหนักทราบถึงผลประโยชน์โดยทั่วไปของประเทศสหรัฐ อเมริกาเกี่ยวกับแนวคิดของ “สถานที่รักษาความปลอดภัยร่วม” ให้มีทั่วทุกมุมโลก มันเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการบันทึกว่า ยังไม่มีสัญญาข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับบุคคลในระดับใดๆ กับทางฝ่ายรัฐบาลไทย ในการจัดตั้งสถานที่รักษาความปลอดภัยร่วมในประเทศไทย สิทธิ การผ่านเข้าออกที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นเพียงแต่ผลพวงจากความเป็นประเทศพันธมิตรตามธรรมเนียมและความเป็นประเทศ หุ้นส่วนจากทางฝ่ายกองทัพต่อกองทัพแต่อย่างเดียวที่ประคับประคองมิตรภาพมา ได้เป็นเวลาหลายๆ ปี หลัก การปฎิบัติในอดีตของสำนักงานที่ผิดแผกแตกต่างจากองค์กรต่างๆ ซึ่งกระทำการสำรวจสนามบินอู่ตะเภา มีรากฐานมาจากความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและจุดประสงค์ที่อาจจะสร้าง ความเสียหายอย่างไม่ได้ตั้งใจ มาสู่ระดับสิทธิการผ่านเข้าออกของเราซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน ด้วยทัศนคติอย่างผิดๆ ของทางฝ่ายไทยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในเรื่องเจตจำนงของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา มันเป็นเรื่องที่สำคัญในเวลานี้ และจะเริ่มมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอีกหลายๆ ปีต่อไปในอนาคต ซึ่งเราควรที่จะเน้นถึงความพยายามที่จะพัฒนาสร้างแผนการชิ้นหนึ่ง ที่ได้รับคำรับรองจากผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายแปซิฟิค และทีมนักวิชาการอาวุโสของฝ่ายการฑูตประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยส่งเสริมแผนยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงร่วม (Theater Security Cooperation Plan หรือ TSCP) และแผนการปฎิบัติการต่อภารกิจ (Mission Performance Plan หรือ MPP) แต่สามารถถูกบรรเทาลงได้ด้วยการวิเคราะห์ด้วยสภาพความเป็นจริงในเรื่องที่ ทางฝ่ายรัฐบาลไทยมีความวิตกกังวลและความรู้สึกอันอ่อนไหวประกอบอยู่

6. (ปกปิด) วิธีการที่สามารถเข้าถึงของทีมนักวิชาการอาวุโสของฝ่ายการฑูตประเทศสหรัฐ อเมริกา ควรจะเป็นแผนการที่ดำเนินการให้สำเร็จเป็นผลเป็นระยะๆ ด้วยการระบุให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว และมีองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับวัตถุประสงค์ของทั้งทางฝ่ายสหรัฐ อเมริกาและทางฝ่ายรัฐบาลไทย วิธีการนี้จะหาหนทางที่จะดำเนินการปรับปรุงอย่างหนักที่สุดในระยะแรก ซึ่งจะถูกมองให้เห็นจากมุมมองของประเทศไทยเองว่า ฝ่ายตนได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เพื่อเป็นการสร้างหลักฐานให้เห็นอย่างแน่ชัด ถึงความชื่นชมจากทางฝ่ายเราในการได้รับสิทธิพิเศษจากการผ่านเข้าออก ซึ่งเราได้รับอนุญาตตลอดมาเป็นระยะเวลาหลายปี รวมถึงเป็นการตอบแทนชดเชยให้ทราบถึงความประทับใจที่อาจจะเกิดตามมา ด้วยการปรับปรุงพัฒนา ที่อาจจะถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ที่ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้รับอย่างมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

A. แผนการระยะสั้น: ให้เครื่องมือและการบริการที่ระบุถึงความต้องการอย่างเร่งด่วน ต่อการปรับปรุงความปลอดภัยของท่าอากาศยานและปรับปรุงแก้ไขสมรรถภาพของการควบ คุมการจราจรทางอากาศ เรื่องเหล่านี้คือส่วนที่ถูกเพิกเฉยมาเป็นเวลานานแและเป็นการแสดงให้เห็นถึง พื้นฐาน ด้วยการกำหนดให้สมรรถภาพของท่าอากาศยาน สามารถสนับสนุนกองกำลังของทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา, กองทัพไทย และรวมไปถึงสายการบินพาณิชย์ได้ ตัวอย่างของการปรับปรุงในระยะสั้นควรจะรวมไปถึงเรื่องของ:
1) พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอดแนมด้วยเรดาห์ (ASR-10);
2) สมรรถภาพของการใช้ระบบ VOR/DME (สถานี วิทยุเพื่อการนำร่องของเครื่องบิน โดยการใช้เครื่องมือเรียกว่า VOR หรือ VHF Omnidirectional range และ Distance Measuring Equipment หรือ DME ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวัดระยะทาง – ผู้แปล);
3) รายการเหมารวมเกี่ยวกับเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร ซึ่งรวมกันด้วยคลื่นสัญญาณจากระบบ UHF/VHF;
4) การปรับปรุงสมรรถภาพต่อการดับเพลิงและเครื่องบินตกและการกู้ภัย;
5) ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) กับตัวสนามบิน

B. แผนการระยะกลางช่วย พัฒนาพื้นที่ส่วนใหญ่ทางด้านตะวันออกแถบลานเครื่องบินขึ้นลงของสนามบินอู่ ตะเภา ซึ่งไม่ได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการสร้างให้เป็นจุดสถานที่พักของทางฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อการสนับสนุนการส่งลำเลียงกองกำลังเล็กๆ โดยใช้บุคลากรของฝ่ายสหรัฐฯ และเครื่องไม้เครื่องมือ เช่นอาจคาดว่า จะต้องนำมาใช้ในการฝึกซ้อมทางการทหารต่างๆ คุณประโยชน์อันสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายการปฎิบัติการของทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเข้ามาสู่ทางฝั่งตะวันออกนั้น รวมไปถึง:

1) การลดการปรากฎตัวของฝ่ายกองกำลังของประเทศสหรัฐอเมิรกา;
2) การลดการรบกวนในการจราจร ระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนทางการพาณิชย์;
3) สมรรถภาพของตนเองเพื่อจะรับเรื่องและดำเนินการให้กับบุคลากรฝ่ายทหารของ สหรัฐอเมริกา, พัสดุหีบห่อ และ เครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งแยกออกมาจากสายการบินหลักของฝ่ายกองทัพไทยและรวมไปถึงการบินทางพาณิชย์ ของประเทศอื่นๆ และสถานที่ด้วย

C. แผนการระยะยาวขยาย การพัฒนาทางฝั่งตะวันออก รวมไปถึงการสำรวจความเป็นไปได้ในการเช่าโรงโกดังสินค้าที่สร้างขึ้นมาก่อน แล้ว เพื่อการสนับสนุนการส่งกำลังลำเลียงตามภารกิจที่ใหญ่กว่าสำหรับบุคลากรทาง การทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างชั่วคราว (Temporary Duty หรือ TDY) และเพื่อแสดงให้เห็นอย่างเป็นทางการในเรื่องการอยู่ในพื้นที่ของทางฝ่ายทหาร ตามรากฐานในระยะยาว การ พิจารณาถึงเรื่องนี้ควรจะให้การกำหนดจัดตีังนำเอาอุปกรณ์เคลื่อนที่เข้ามา เพื่อการสนับสนุนสมรรถภาพทางฝ่ายพลาธิการที่กว้างใหญ่มากกว่า ซึงรวมไปถึง:

1) รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง;
2) เครื่องมือจัดการกับอุปกรณ์ต่างๆ (MHE หรือ Materials Handling Equipment) เช่น:

7. (สำคัญแต่ไม่ปกปิด) แต่ละอย่างที่กล่าวไว้ในระยะต่างๆ นั้น ได้เสนอผลประโยชน์อย่างสำคัญให้กับประเทศหุ้นส่วนต่อการพัฒนาและก่อให้เกิด การปรับปรุงสถานที่ตามความจำเป็นเพื่อสนับสนุนภารกิจและส่งลำเลียงกำลังพล ของฝ่ายสหรัฐอเมริกาตามภารกิจให้ดียิ่งขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ทางเลือกในการพัฒนาทางด้านตะวันออกสามารถสร้างสมรรถนะเพื่อการขยายตัวหรือ สร้างเขตสัญญาให้อยู่กับทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเอง ด้วยการใช้สถานที่ชั่วคราวและเครื่องมืออุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อปฎิบัติการตามข้อกำหนดตามภารกิจที่มีอยู่ ในขณะที่หลีกเลี่ยงต่อการพิพาทอันไม่พึงประสงค์ ในเรื่องการดำเนินการกับทางท่าอากาศยานที่มีอยู่แล้วอย่างโดยต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทางฝ่ายการบินพาณิชย์ ทาง เลือกนี้ไม่ได้วาดภาพถึงการก่อสร้างสถานที่ถาวร อันใหญ่โตมโหฬารซึ่งกลายเป็นการป่าวประกาศว่า กองกำลังของฝ่ายสหรัฐอเมริกา จะอยู่ในพื้นที่แห่งนี้เป็นเวลาอย่างยาวนาน อย่าง ไรก็ตาม มันอาจจะบ่งบอกให้ทางฝ่ายรัฐบาลไทยและกองทัพไทย ได้รับทราบในการคาดการณ์ถึงความกังวลในเรื่องนี้ด้วย. อุปฑูต อาร์วีซู บันทึก.

--------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:

ท่าน ผู้อ่านก็คงจะสามารถวิเคราะห์ได้เองว่า ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาในเรื่องของใคร และเพื่อใคร รวมไปถึงรัฐบาลที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้อย่างเป็นเวลายาวนาน ดังนั้น เราไม่ควรจะไปโทษรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดในการยอมรับหลักการที่สนามบินอู่ตะเภา เพราะเรื่องนี้ มันกลายเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นมามากกว่า 30 ปีแล้ว

วิ กิลีกค์ฉบับนี้ เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ดังนั้น การสร้างอาคารต่างๆ ทางฝั่งตะวันออกของสนามบินอาจจะเป็นเรื่องที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก็ได้ เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านต้องไปสำรวจหรือค้นคว้ากันเองนะคะ

อย่างไรก็ตามวิกิลีกค์ ไม่ได้ระบุเรื่องนี้เกี่ยวกับ องค์กรนาซ่า ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

วิ กิลีกค์เกี่ยวกับ สนามบินอู่ตะเภา ในภาคที่สอง จะเป็นการแปลเกี่ยวกับการวิเคราะห์ในเรื่องการฝึกซ้อมทางการทหาร ซึ่งสนามบินอู่ตะเภามีบทบาทพอสมควร

Doungchampa Spencer

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทความต่อเนื่อง:
  • บทความแปล: วิกิลีกค์: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกาและสนามบินอู่ตะเภา