ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 23, 2012

นับถอยหลังคดีปรส.

ที่มา thaifreenews



เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2555 นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส. เพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้ถามว่า  จากกรณีที่เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 2540

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ได้ตอบกระทู้ถาม เรื่อง ความเสียหายของประเทศจากกรณีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)ผ่านราชกิจจานุเบกษา โดยนายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่า   กระทรวงการคลังรายงานว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติยุบเลิกองค์การเพื่อการปฏิรูป ระบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ และแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี เพื่อชำระบัญชีองค์การในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๔๑ - ๔๓ ของพระราชกำหนดการปฎิรูป ระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐



กระทรวง การคลังได้ให้ความช่วยเหลือแก่กองทุนฯ ไปแล้ว จำนวน ๑.๓๐๕ ล้านล้านบาท โดยได้มี การชำระคืนต้นเงินกู้แล้ว ๑๖๓,๒๒๖ ล้านบาท จึงคงเหลือยอดหนี้คงค้าง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)


ปัจจุบัน ได้มีการออกพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ เพิ่มแหล่งเงินสำหรับใช้ชำระคืนต้นเงินกู้ที่ยังคงค้างอยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท รวมทั้งดอกเบี้ย (เดิมกำหนดให้ชำระต้นเงินกู้จากเงินกำไรสุทธิที่ธนาคาร
แห่ง ประเทศไทยนำส่งเป็นรายได้ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยในแต่ละปี จำนวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๙๐ และสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตราหลัง จาก หักค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดในกฎหมายดังกล่าวแล้ว) โดยกำหนดให้
(๑) กองทุน ฯ มีหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฯและ
(๒) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจเรียกให้สถาบันการเงินนำส่งเงินในอัตราที่รวม กับอัตราที่ สถาบันการเงินต้องนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ปัจจุบันนำส่งร้อยละ ๐.๔๐ ของยอดเงินฝาก ถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก) แล้วไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการชำระคืนต้นเงินกู้หรือดอกเบี้ยเงินกู้ให้พอเพียงธนาคาร แห่งประเทศไทยอาจเรียกให้สถาบันการเงินนำส่ง เงินเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดข้างต้นก็ได้ แต่เมื่อรวมกับเงินที่นำส่งตามที่กำหนดข้างต้นแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของยอดเงินที่สถาบันการเงินได้รับจากประชาชน