ที่มา บางกอกทูเดย์

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา บางกอกทูเดย์

ที่มา บางกอกทูเดย์

โลกทั้งใบมิใช่คิดว่าตัวเองเก่ง...ตัวเองดีเสียทีเดียว!หากคิดทบทวนกันให้ลึกๆ มาตรการตอบโต้“ทางการทูต” ของประเทศไทยที่มีต่อ “กัมพูชา” ใครกันที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์?แม้นายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ออกมายืนยันว่า...การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาจะเป็นเรื่องที่ “ไม่บานปลาย”ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และอยู่ที่กัมพูชาจะดำเนินอย่างไรต่อไปโดย นายกฯ กล่าวว่า...ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากไทย แต่เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์และกระบวนการยุติธรรมของไทยขณะที่ รมว. ต่างประเทศ “กษิต ภิรมย์” เตรียมเสนอยกเลิก MOU ปี 2544 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเจรจาด้าน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ได้ออกมาแถลงเรื่องการประณาม ระบอบทักษิณ และออกตัวสนับสนุนรัฐบาลในการปรับระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาคงต้องถามนายกรัฐมนตรีไทย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ว่าอะไรคือการปกป้องผลประโยชน์...และอะไรคือกระบวนการยุติธรรมของไทยปี 2551 ไทยได้ดุลการค้ากับกัมพูชา 44,000 ล้าน...แล้วต่อไปประเทศไทยต้อง “ขาดรายได้”จำนวน
มหาศาลเพื่อรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีใน “กระบวนการยุติธรรม” โดยเฉพาะการนำตัวอดีตนายกรัฐมนตรี“ทักษิณ ชินวัตร” มาดำเนินคดีในไทยในฐานะผู้ร้ายการเมือง ด้วยเหตุปฏิวัติ 19 กันยา 49 เพียงข้ออ้างเดียวกระนั้นหรือ?ประเทศไทยมีแต่เสียกับเสีย!ที่ผ่านมา...รัฐบาลนำโดยการบริหารประเทศของ“ประชาธิปัตย์” ได้ใช้เงินแผ่นดิน “ฉีกธนบัตรทิ้ง”ซึ่งเป็น ภาษีของประชาชนโดยจุดประสงค์มุ่งมาดอาฆาตเพื่อกำจัด ทักษิณชินวัตร เป็นจำนวนเงินไปแล้วเท่าใดแต่พวกท่านยังคิด “ทุบหม้อข้าว” อู่ข่าวอู้นํ้าในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการเอาเนื้อหาประเด็นนี้มา กำจัดความเจริญเติบโต ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศมันคุ้มค่ามากมายถึงขนาด “ผู้มีอำนาจ” ในบ้านเมืองหน้ามืดตามัวทำอะไรไปโดยไม่รู้ถูกผิด...อะไรคือ“ความได้เปรียบ” ที่เรามีวันนี้ประชาชนจะ “อดตาย” ผิดกับพวกท่านที่ยัง “สุขสบาย” นั่งรถราคาแพง มีรถนำขบวน จิบไวน์ตีกอล์ฟ ด้วยคุณภาพชีวิตที่สุขขีอย่าต้องใส่ร้ายป้ายสีกันอีกเลย...บ้านเมืองและประชาชนเดือดร้อน ข้าวยาก หมากแพง เพราะนักการเมืองแตกแยกความคิด แบ่งฝ่าย แยกพวกรบรา ฆ่ากันเองเป็นที่น่าเวทนาแก่ประชาคมโลกยิ่งนัก!บุคคลเหล่านั้น...ไม่มีใครอยากให้ประเทศไทยเราดีไปกว่าบ้านเมืองเขาหรอกยิ่งเราแย่ และ ตกตํ่าลงเท่าไหร่ คนหมู่นั้น...มักยิ่งจะตีปีกเริงร่าใจเพราะว่า “สยามวิบัติแล้ว”น่าเป็นห่วงจริงๆ...แล้วเมื่อไหร่บ้านเมืองจะมีทางออก?
ที่มา บางกอกทูเดย์

ติดเครื่องได้ทันที สำหรับไอเดีย “นครปัตตานี” เขตปกครองพิเศษ ที่จะมาดับไฟใต้ที่ “บีเจ” หรือ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิตยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ขายไอเดียให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรครัฐบาลได้ซี๊ด! กันอีกครั้ง“พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางนครปัตตานี ที่มีลักษณะคล้ายกับนครเชียงใหม่ คือให้มีการออกพระราชบัญญัติให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเอง โดยให้เกียรติกับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยส่วนรายละเอียดขึ้นอยู่กับรัฐบาล”เป็นคำอธิบายจาก “บิ๊กจิ๋ว” เจ้าของฉายาในอดีต “ขงเบ้งแห่งกองทัพ”ก่อนจะอธิบายลงลึกอีกนิดว่า“นครปัตตานีเหมือนเชียงใหม่ และกทม. (กรุงเทพมหานคร) คือต้องออกพระราชบัญญัติให้มีขอบเขตดูแลตนเองโดยเฉพาะวิถีมุสลิมของประชาชนที่นั่นแต่การดำเนินการใดๆ ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย คือให้เกียรติให้ดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง”พิจารณาจากคำแถลงก็ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก และที่สำคัญ พล.อ.ชวลิตก็ยอมรับในอีกประโยคหนึ่งว่า “รายละเอียดต้องมีการพูดคุยกันไม่พูดก็คงไม่รู้ ”้ และคงต้อง “ขึ้นอยู่กับรัฐบาล” อีกด้วยฉะนั้นหากต้องการ “ถอดรหัส”แนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ต้องย้อนไปพิจารณาบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของเขาซึ่งเจ้าตัวเคยพูดเรื่องนี้เอาไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากที่สุด เมื่อเดือน ส.ค.2550 ในช่วงปลายของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในหนังสือที่ชื่อ“การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ที่ พล.อ.ชวลิตเคยเขียนเอาไว้เป็นประวัติศาสตร์กรอบความคิดที่เป็นดั่งคัมภีร์ของการจัดการ “ความขัดแย้ง” ในมุมมองของ“บิ๊กจิ๋ว” ก็คือ ในสงครามที่เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เราเรียกว่าการก่อการร้ายนั้น ไม่มีทางที่จะได้ชัยชนะด้วยการ
ใช้ปฏิบัติการทางทหารแต่จะต้องใช้ปฏิบัติการทางการเมืองเพราะการเอาชนะทางการเมืองคือชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด“เมื่อไหร่ที่บอกว่าชนะแล้ว เพราะล้อมปราบได้ 150 คน อันนี้ถือว่าอันตรายอย่างที่สุด” พล.อ.ชวลิตกล่าวเอาไว้เมื่อกว่า 2 ปีที่แล้วในครั้งนั้น พล.อ.ชวลิต ยังเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือการเอาชนะทางความคิดว่า มีอยู่ 3 ทฤษฎีใหญ่ๆ โดยทั้งหมดปรากฏอยู่ในหนังสือที่ชื่อ “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ด้วยกล่าวคือ
1. ทฤษฎีดอกไม้หลากสี หมายถึงการทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้แม้จะมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม เพราะสังคมของคนสามจังหวัดภาคใต้ในอดีต คือสังคมของความเป็นมิตร ความปรองดองไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือมุสลิม ซึ่งวันนี้ต้องเรียกกลับมาให้ได้
2. ทฤษฎีถอยคนละสามก้าว หมายถึงต้องมีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้เสียสละ และตัดสินว่าจะไม่อยู่ร่วมในกระบวนการแห่งความขัดแย้ง ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องถอยทั้งสองฝ่าย แค่ถอยเพียงฝ่ายเดียวก็ได้ผลแล้วเพราะจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตีไม่ถึง และ
3. ทฤษฎีนครปัตตานี หมายถึงการให้อำนาจคนในพื้นที่ได้ปกครองและดูแลตัวเอง ในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น“นครรัฐปัตตานีก็คือการให้อำนาจการปกครองและดูแลตัวเอง เพราะไม่มีประเทศไหนหรอกที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนแล้วจะไม่ให้อำนาจในการดูแลตัวเอง แม้กระทั่งประเทศที่มีการปกครองในระบอบเผด็จการ ยังให้มากกว่านี้เลย คือให้เป็นเขตปกครองพิเศษด้วยซํ้าไป”จากท่าทีในอดีต ถอดรหัสได้ว่า“นครปัตตานี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทฤษฎีว่าด้วยการเอาชนะทางความคิดในสงครามที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ.ชวลิต หาใช่ข้อเสนอการตั้ง“เขตปกครองพิเศษ” ไม่?เป็นแต่เพียง
การจัดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษขนาดใหญ่กว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล เพื่อให้มีการเลือกตั้ง“ผู้นำระดับนคร” ของตัวเองรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิมีเสียงเลือกตั้งผู้ำนำของตนเองนั้นมีรูปแบบที่ใี่ช้เหมือนกันทั่วประเทศอยู่ 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)แต่ทั้ง 3 รูปแบบนี้เป็นการบริหารงานท้องถิ่นที่ซ้อนอยู่ภายใต้ “การบริหารราชการส่วนภูมิภาค” ซึ่งมี “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลในส่วนกลางปกครองอยู่อีกชั้นหนึ่งอย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 2 แห่งคือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยาโดยเขตปกครองพิเศษทั้ง 2 แห่งมีลักษณะการปกครองที่คล้ายกัน คือ มีการเลือกตั้งผู้บริหารเอง และปกครองด้วยรูปแบบที่ไม่ขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ขึ้นตรงกับ กระทรวงมหาดไทยโดยตรงดังนั้น อำนาจเต็มจึงอยู่ที่ “ผู้บริหาร”ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์หวั่นใจว่า...ในอนาคตจะไม่สามารถบริหารจัดการอำนาจแบบพิเศษนี้ได้ จึงต้องติดตามกันอีกยกว่า ไอเดียนี้จะนำมาสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ได้
ที่มา บางกอกทูเดย์

อย่าไปมองว่ากรณี “บีบีซี” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนายราเกซ เท่านั้นแต่เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รากฐานทางเศรษฐกิจของไทยทรุดหนักถึงขั้นพังทลายไปในปี 2540 เลยทีเดียวทั้งนี้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการฉ้อฉลเงินจำนวนนับแสนล้านบาท แล้วรัฐบาลประชาธิปัตย์จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับเรื่องนี้อย่างงั้นหรือ?เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า...กรณีบีบีซีนั้น มีการปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวหลายหมื่นล้าน ให้กับกลุ่มนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางกลุ่มที่เป็นรัฐบาลอยู่ในสมัยนั้นซึ่งเรียกขานกันว่า “กลุ่ม 16”โดยมีหลายคนเป็นรัฐมนตรีในชุดของรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชาด้วยวิธีการที่อาจจะกล่าวได้ว่าผิดกฎหมายอย่างแนบเนียนเช่น ให้วงเงินโอดีโดยไม่มีหลักทรัพย์คํ้าประกันให้เงินกู้เกินกว่าหลักทรัพย์ หรือนำเอาหลักทรัพย์คุณภาพต่ำมากเู้งินตีราค้าที่ดินสูงเกินจริงนับสิบเท่านำเอาที่สาธารณะหรือป่าสงวนมาออกเอกสารสิทธิชนิดน.ส.3 หรอื น.ส.3ก.แล้วมา้ค้าํประกันเงินกู้นับพันนับหมื่นล้้านกลุ่มนักธุรกิจนักการเมืองดังกล่าวนำเงินที่ได้มาไปทำการเก็งกำไร ปั่นราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทำเงินให้กับพวกของตนนับร้อยนับพันล้านบาทแต่เกิดความเสียหายขึ้นกับ บีบีซี เกือบแปดหมื่นล้านบาท จนในที่สุด...บีบีซีก็ล้มครืนลง และนำพาเอาสถาบันการเงินแห่งอื่นๆ พลอยล้มลงไปด้วยจนเกิดกลายเป็น “โรคต้มยำกุ้ง” ซึ่งไม่เพียงทำให้ประเทศไทยเสียหายเท่านั้นแต่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกสั่นสะเทือนไปด้วยที่จริงในวันนั้นพรรคประชาธิปัตย์โดย “สุเุทพ เทือกสุบรรณ”ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชาโดยวางนํ้าหนักในเรื่องที่ กลุ่ม 16 เกี่ยวข้องกับการฉ้อฉลทางการเงินที่เกิดขึ้นกับบีบีซี และได้มีการแสดงหลักฐานหลายอย่างในเรื่องที่นักการเมืองในฟากรัฐบาลบรรหารไปรับเงินจากบีบีซีโดยมีต้นขั้วเช็คเป็นจำนวนเงิน 75 ล้านบาทใบหนึ่ง และเช็คธนาคารแหลมทองลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 จำนวน20 ล้านบาทอีกใบหนึ่งเพื่อแลกกับการไม่เอาเรื่องกับบีบีซี...แล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณยังกล่าววาทะโด่งดังในตอนนั้นด้วยว่า...หาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยจะจับนักการเมืองรัฐบาลนั้นเข้าคุกภายในสองเดือนมาในวันนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายก
รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงภายในทำไมไม่ดำเนินการตามกฎหมายกับบรรดานักการเมืองที่ทำลายชาติบ้านเมืองเหล่านั้นเล่าครับ ทั้งๆ ที่อายุความยังไม่หมดสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็รู้รายละเอียดทุกเรื่องเป็นอย่างดีอย่าดิ้นหนีอย่างด้านๆ ว่า...ในวันนั้นทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านจึงทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ดี และหน้าที่นั้นก็จบแล้วได้ส่งเอกสารทุกอย่างให้กับประธานรัฐสภาไปแล้วหมดหน้าที่ของตนแล้ว ในวันนี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องผู้เสียหายในการที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปกรณีบีบีซีได้สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องใช้ภาษีอากรของประเทศหลายหมื่นล้านบาทเข้าไปแก้ปัญหาและยังเป็นรากเหง้าสำคัญของการทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศยับเยินลงในปี 2540 ด้วยดงันนั้ ประเทศไทยและประชาชนไทยทงั้ ประเทศเปน็ ผเู้สยี หายซึ่งรัฐบาลในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารของประเทศ จะปฏิเสธความรับผิดชอบในการดำเนินการตามกฎหมาย กับนักการเมืองและนักธุรกิจทุกคนที่สร้างความเสียหายให้กับบีบีซีดังกล่าวไม่ได้เลยแม้แต่น้อยไม่เช่นนั้น...คุณมาเป็นรัฐบาลทำไม?หรือว่า...นักการเมืองนักธุรกิจดังกล่าวในวันนี้มาเป็น รัฐบาลร่วมกับคุณ คุณก็เลยทำ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวโยนเรื่องไปให้พ้นตัว เพื่อไม่ให้รัฐบาลล้มครืนลงเพราะเรื่องนี้เรื่องบีบีซี เรื่องกลุ่ม 16 เรื่องราเกรซ คงไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะ“ปัดสวะ” ให้พ้นตัวอย่างนี้ดอกครับท้ายที่สุดหาก พรรคประชาธิปัตย์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณไม่ชิงเป็นฝ่ายกระทำในการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดทั้งหมดแล้วละก็เรื่องนี้ก็จะกลายเป็น “บูมเมอแรง” หวนกลับมาทำลายล้างพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายสุเทพ อย่างไม่ต้องสงสัย!
ที่มา บางกอกทูเดย์

2 ตำแหน่งใหญ่-ดังไปทั้งโลกเพราะที่ผ่านมาคำพูดของนายอภิสิทธิ์ขาดความสุภาพอ่อนน้อมทางการทูต วันนี้สมเด็จฯ ฮุน เซน จึงสอนมวยให้เห็นว่า กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลกัมพูชามีจุดยืนที่ชัดเจนอย่างไร ล่าสุดจึงเป็นข่าวกระหึ่มโลกอีกครั้ง เพราะรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาซึ่งอาจจะมองว่าเป็นเพราะมิตรภาพก็ได้ แต่ที่สำคัญคือให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาด้วยนี่สิ นี่คือการรับรองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาเลยทีเดียว
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานแม้ว่าจะเป็นคำพูดคำสอนที่มีมานานในสังคมไทยหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่ามีคนไม่น้อยเหมือนกันที่ทำไม่ได้ ซ้ำร้ายบางคนยังเป็นประเภท เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ออกหูหมาทะลุหูควายไปโน่นเลยและคนประเภทเด็กแสบเหล่านี้แหละที่มักทำตัวเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน เมื่อไม่มีผลงานก็พยายามที่จะทำให้คนอื่นไม่มีผลงานไปด้วย ใครที่มีผลงานหรือพยายามสร้างผลงานก็จะถากถางสารพัด อ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อยสุดท้ายที่รับกรรมจริงๆ ก็คือประเทศชาติ ที่ย่ำอยู่กับที่หรือไม่ก็ถอยหลังไปเลยในขณะที่ประเทศอื่นๆ ก้าวล้ำหน้าแซงประเทศไทยไปหน้าตาเฉยอย่างวันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศเวียดนามกำลังมาแรง และในการพัฒนาประเทศหลายๆ ด้านนั้น ได้แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว จนทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนที่เวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นจังหวะที่ประเทศไทยถูกแช่แข็งจากการกระทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และเกิดปัญหาการเมืองต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันทุกรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะวาระซ่อนเร้นของกลุ่มทหาร คมช. กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มม็อบการเมือง ยังคงเล่นไม่เลิก ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
แม้แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่คมช. กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มม็อบพันธมิตร อุ้มขึ้นมาให้เป็นรัฐบาล แต่ก็ขาดเสถียรภาพ เพราะประชาชนจำนวนมากไม่ยอมรับ เห็นว่าขึ้นมาเป็นรัฐบาลอย่างไม่สง่างามซ้ำร้ายเมื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้ว กลับไม่ได้ทุ่มเทในการพัฒนาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ กลับมุ่งแต่จะทำลายล้างคู่แข่งทางการเมืองเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็เล่นเกมกับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ไม่หยุดหย่อนจนทำให้ลึกๆ แล้วในพรรคร่วมรัฐบาลขาดความสามัคคีที่แท้จริง การเกาะเกี่ยวที่ยังคงอยู่ได้เป็นเรื่องของการต่อรองกันและกันอยู่ตลอดเวลาสะท้อนชัดเจนถึงการไม่มีผลงาน และการไม่มีเสถียรภาพในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียอีก ที่แม้จะต้องระเห็จระเหเร่ร่อน เพราะพิษการเมืองในประเทศ กลับมีประเทศต่างๆ ให้การต้อนรับ และต้องการให้เข้าไปช่วยทำงานพัฒนาบ้านเมืองและเศรษฐกิจให้ประเทศเหล่านั้นกรณีของประเทศกัมพูชา เป็นประเทศหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ถึงการมองเห็นคุณค่าในฝีมือการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งการยืนยันในเรื่องมิตรภาพ ของ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าพ.ต.ท.ทักษิณคือมิตรแท้ จนทำให้นายอภิสิทธิ์ เกิดอาการขัดใจอย่างรุนแรงและใช้คำพูดที่ขาดประสบการณ์ทางการทูต ขาดวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำ ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 กลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก และทำให้ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนอึ้งกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไปตามๆ กันและวันนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน และประเทศกัมพูชา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่มีการระมัดระวังคำพูดใดๆ กับผู้นำมิตรประเทศ กัมพูชาก็ไม่ต้องมีการเกรงใจใดๆ กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ด้วยเช่นกันล่าสุดจึงเป็นข่าวกระหึ่มโลกอีกครั้ง เพราะรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาซึ่งอาจจะมองว่าเป็นเพราะมิตรภาพก็ได้ แต่ที่สำคัญคือให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาด้วยนี่สิ นี่คือการรับรองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาเลยทีเดียวและพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันแห่งกัมพูชา ก็ได้ทรงลงพระนามรับรองพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยในแถลงการณ์ที่ถูกเผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชาเมื่อเวลา ประมาณ 21.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่เป็นการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเป็นทางการให้รับรู้กันทั่วโลก
แต่ในเนื้อหาของแถลงการณ์ยังมีการระบุยืนยันไว้ด้วยว่า ข้อกล่าวหาที่รัฐบาลไทยมีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประเด็นทางการเมือง ดังนั้นหากอดีตนายกรัฐมนตรีไทยตัดสินใจจะพำนักที่กัมพูชา ก็จะไม่มี การส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมายังไทยเป็นอันขาด และรัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทางเข้าหรือออกนอกประเทศได้ตามสะดวก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษารัฐบาล ในหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแถลงการณ์ดังกล่าว เป็นการประกาศจุดยืนอย่างเปิดเผย ไม่ซ่อนเร้นอำพราง ซึ่งสากลประเทศยอมรับได้ เพราะถือว่าเป็นการกระทำโดยเปิดเผยซึ่งเหมาะสมกว่าการกระทำแบบปิดๆ บังๆ หรือไม่มีความชัดเจนในจุดยืนดังนั้นในเรื่องนี้แม้แต่สหประชาชาติก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่กัมพูชาสามารถทำได้อย่างถูกต้อง ที่เปิดเผยชัดเจนเช่นนี้แต่แน่นอนว่า สำหรับรัฐบาลไทยแล้ว เรื่องนี้ถือว่าเป็นการศอกกลับภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์อย่างตรงๆบรรดาสื่อต่างประเทศทั่วโลก ต่างวิเคราะห์ในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า แถลงการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบระลอกใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเพราะลักษณะนิสัยของนายอภิสิทธิ์ และบรรดาคนใกล้ชิดรอบข้างนั้น ขณะนี้อยู่ในภาวะอำนาจครอบงำจนขาดซึ่งความสุภาพอ่อนน้อมและสัมมาคารวะที่พึงมีไปแล้วจึงเชื่อว่าจะต้องมีการใช้คำพูดที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองทางการทูตออกมาอย่างแน่นอนโดยเฉพาะกับบรรดาคนของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีแต่ใช้คำพูดที่ไม่เคยสร้างความสมานฉันท์ใดๆ ให้กับประเทศชาติได้เลย จะยิ่งตอกย้ำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกัมพูชา ของสมเด็จฯ ฮุน เซน กับรัฐบาลไทยของนายอภิสิทธิ์ มองหน้ากันไม่สนิทมากขึ้นแต่ยังดีที่ในแง่ของการทหารที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าอาจจะมีการปะทะกัน และกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศขึ้นได้นั้น ทาง พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ว่า ตอนนี้ทหารของทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตรึงกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อย ซึ่งทหารของทั้งสองประเทศเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี และไม่มีปัญหาอะไรต่อกัน และกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็พูดจากันรู้เรื่องอยู่แล้ว
ส่วนที่ว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นห่วงเรื่องการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย จึงอยากจะให้มีการถอนกำลังทหารเพื่อลดความตรึงเครียด พล.อ.เตีย บันห์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร สมเด็จฯ ฮุน เซน ไม่ได้มีการสั่งการอะไรมาเป็นพิเศษ ตอนนี้คิดมากกันไปเอง “ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ทางการทหารนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งสองกองทัพไม่มีปัญหา เรายังแน่นปึ้กกันอยู่ และยังสามารถพูดคุยตกลงกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร” พล.อ.เตีย บันห์กล่าวยืนยันนั่นถือเป็นเรื่องที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ที่ยังไม่มีเรื่องความตึงเครียดทางการทหารเข้ามาเกี่ยวข้องเท่ากับว่ายังคงเป็นการแยกแยะ ระหว่างเรื่องประเทศกับประเทศนั้น ไม่ได้มีอะไรต่อกันเป็นแต่เรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น ที่มีมุมมองแตกต่างกันดังนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และตัวนายอภิสิทธิ์เอง จะต้องนิ่งกว่านี้ ควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะแม้ว่าในประเทศไทย นายอภิสิทธิ์จะแสดงอารมณ์เด็กดื้อออกมาอย่างไรก็อาจจะไม่มีใครกล้าตำหนิแต่สำหรับกรณีระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลแล้ว จะให้อารมณ์เด็กหรือการยังไม่มีวุฒิภาวะผู้นำไม่เพียงพอมาก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน หรือผู้นำมิตรประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์อย่างยิ่งวันนี้นายอภิสิทธิ์จะต้องสุขุมและนิ่งให้มากที่สุดขณะเดียวกันก็ต้องกำชับห้ามปรามบรรดาสมุนที่นิยมการแกว่งปากหาเรื่องให้สงบเสงี่ยมลงมาบ้างเพราะโชคดีอย่างยิ่งแล้วที่เป็นแค่เรื่องระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลกับผู้นำรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องระหว่างประเทศกับประเทศซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลใหม่ ผู้นำรัฐบาลคนใหม่ ก็สามารถที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลให้กลับคืนมาดีดังเดิมได้เพียงแต่ว่าการเมืองของกัมพูชาเวลานี้นิ่งกว่าไทยมาก ฉะนั้นโอกาสที่รัฐบาลกัมพูชา ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงนั้นคงยาก ผิดกับรัฐบาลไทยที่สถานการณ์ล่อแหลมมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์จะฝืนไม่ยุบสภาได้อีกนานแค่ไหนฉะนั้นถ้านายกรัฐมนตรีไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศไม่ใช่นายกษิต ภิรมย์ เชื่อว่าปัญหาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ก็น่าจะแก้ไขได้ง่ายขึ้นเพราะวันนี้ประเทศชาติสำคัญที่สุด
ที่มา มติชน
![]() |
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
![]() |
ที่มา ไทยรัฐ
โดย หมัดเหล็ก
ความพยายามที่จะเข้ามาสะสางปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในสายตาของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ คงเป็นของแสลงเป็นธรรมดา เพราะถ้า พล.อ.ชวลิตเกิดทำสำเร็จขึ้นมา ประชาธิปัตย์ คงหน้าแหกเป็นริ้ว
ทั้งคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและคุณถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่ดูแลปัญหาภาคใต้ เป็น ส.ส.ในพื้นที่ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ แต่ให้ พล.อ.ชวลิตที่อยู่พรรคการเมืองคู่แข่งมาแก้ ปัญหาจนสำเร็จ คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้เมื่อยตุ้ม
ไม่ว่าบิ๊กจิ๋วจะทำอะไรก็จะ ถูกคัดค้านโจมตีและขัดขวางทุกวิถีทาง เพราะความใจแคบของรัฐบาล ถ้ามองว่าปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาของประเทศซักนิด ก็คงไม่ ออกมาแสดงอาการป่วยถึงขนาดนี้
ไปขุดเอาเรื่องเก่าที่ไม่เป็นสาระมาโจมตีเพื่อดิสเครดิตสารพัดเรื่อง เข้าทำนองมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ว่ากันตามเนื้อผ้าใครจะรู้เรื่องภาคใต้ดีเท่ากับบิ๊กจิ๋ว ทุกกระบวนการ ทุกอุดมการณ์ บิ๊กจิ๋วรู้ลึกรู้จริง
และความนัยบางอย่างที่ พล.อ.ชวลิต ตั้งใจจะแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ หรืออย่างน้อย ก็คลี่คลายลงไปได้ในระดับหนึ่ง ต้องมองในหลายมิติ
ต้องมีจุดหมายปลายทางสำคัญ
และจุดหมายปลายทางต้องไม่ธรรมดา วันนี้ที่ พล.อ.ชวลิตลงมาในเวทีการเมืองอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่เข้าใจกัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงตัดสินใจไปนานแล้ว
ปริศนาตรงนี้ต้องขบให้แตก
ที่จั่วหัวเอาไว้ว่า รัฐตำรวจของจริง ก็เพราะว่า ตำรวจยุคนี้ ไม่เหลืออะไรเลย ศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ป่นปี้ ไม่มีเรื่องของลำดับอาวุโส ไม่มีรุ่น ไม่มีเรื่องของความรู้ความสามารถ
แล้วแต่นักการเมืองจะล้วง
ตำรวจไม่ใช่สินค้าที่จะต่อรองราคากันได้ แต่ตำรวจคือที่พึ่งของประชาชน เอาเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียวก็แย่งชิงกันฝุ่นตลบ ล้วงแล้วล้วงอีก จนตั้งกันไม่ได้ โผไม่ลงตัว ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
มีแต่ยุคนี้เท่านั้น
เรื่องของ ผบ.ตร.ไม่ต้องพูดถึง งามหน้า แก้ตัวไปข้างๆคูๆ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้มองแค่การใช้อำนาจเข้าก้าวก่ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น
แต่แสดงออกถึง วุฒิภาวะของนักบริหาร ความซื่อสัตย์ สุจริต ความเป็นธรรม ความโปร่งใส หลักนิติรัฐ หรือแม้แต่วิถีของประชาธิปไตยยังหาพิกัดไม่เจอ
มีแต่หลักกู.
ที่มา ไทยรัฐ
อภิสิทธิ์
แล้วก็ชัดว่า ไม่ใช่แค่เกมหลอกปั่นกระแสกันเล่นๆ
เมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานไปทั่วโลก รัฐบาลของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกพระราชกฤษฎีกา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะส่วนตัวของนายกฯฮุน เซน
และประจำคณะรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
รุ่งขึ้นอีกวัน อดีตนายกฯทักษิณก็ได้โพสต์ทวิตเตอร์ ขอบคุณนายกฯฮุน เซน พร้อมระบุว่า นายกฯกัมพูชาเพิ่งส่งสำเนาที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี โปรดเกล้าฯมาให้แล้ว และก็นับเป็นเกียรติ
แต่คงไม่สนุกเหมือนลงมือทำเองให้คนไทยหายจนแน่นอน
"นายใหญ่" เดินแต้ม เร้าอารมณ์ "เสียดาย" ของกองเชียร์ได้ถึงบทถึงบาท
กำลังครึ้มกับยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย
ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ฝ่ายคุมอำนาจ รัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับเกมบุกทุกทิศทางของอดีตนายกฯทักษิณ มือเป็นระวิง
โดยเกม "เชียร์แขก" ของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานใหญ่พรรคเพื่อไทย เริ่มจากกัมพูชา ล่อไปนครรัฐปัตตานี แล้วก็วกกลับมาเขมร
ประชาธิปัตย์ "ตามแห่" ยังไงก็ไม่ทัน
นั่นไม่สำคัญเท่ากับเร่งเครื่องไม่ขึ้นอีกต่างหาก จากอาการรวนภายในรัฐบาลเอง
เอาเป็นว่า รอจังหวะผ่านพ้นห้วงเวลาพิเศษเมื่อไหร่ ช่องเปิดให้ขยับปรับเปลี่ยนทางการเมืองได้
คิวไหลจ่อรอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เต็มมือก็แล้วกัน
อันดับแรกเลยคือ รายการปรับ ครม. อย่างน้อยก็รายของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในโผลอยลมค้างมาเป็นเดือนๆ แล้วไหนจะคิววุ่นๆของนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข จากค่ายภูมิใจไทย ที่เจอพิษหุ้นหล่นเก้าอี้
หัวเชื้ออย่างดีที่จะเร่งกระแสรื้อใหญ่ ครม.
แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยสัญญาณที่หลุดออกมาจากข่าววงในแกนนำระดับขาใหญ่ พรรคร่วมรัฐบาล ที่ต่อสายส่งซิกถึงกัน
สะท้อนอาการทางใจที่เปราะบางเต็มแก่
โฟกัสไปที่ครูใหญ่อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ก็ไม่สบอารมณ์ ไม่พอใจแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ในหลายๆเรื่องที่โดนขวางทางปืน
โดยเฉพาะฉากชัดๆ คิวแย่งซีนสางปัญหาการรถไฟ ที่ค่ายภูมิใจไทย โดยมวยบู๊อย่างนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เดินหน้าแลกหมัดกับขบวนการ "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" เปิดฉากหักดิบสหภาพ รฟท.ที่จับเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นตัวประกัน
ได้อกได้ใจ รับมุกกับเสียงเชียร์ให้ปฏิรูปใหญ่การรถไฟ
แต่แล้วก็เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ ไล่ตั้งแต่จอมเก๋ายี่ห้อนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่ออกมาแหย่ขาเสียบสกัด
เล่นบทโอ๋ม็อบสหภาพรถไฟแบบออกหน้าออกตา
ทำเหมือนไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ราคาพรรคภูมิใจไทยที่เป็นเจ้าภาพหลักมาตั้งแต่ต้น
ตามอาการของคน "เก็บกด" หลายช็อตแล้วที่ยี่ห้อ "เนวิน" โดนลูกเขี้ยวของประชาธิปัตย์เหยียบบ่าตีกินกระแสมาตลอด
ขีดระดับความหมั่นไส้เริ่มปริ่มๆเต็มที
ก่อนอื่นเลยโดยตัวเลขต้นทุนของค่ายภูมิใจไทย คงต้องมีคิวปั่นมูลค่าให้เห็นกันมั่ง
ใครจะปล่อยให้เหยียบบ่าตีกินฟรี
และไม่ใช่แค่ 30 เสียงของพรรคภูมิใจไทย ที่รอจังหวะวัดใจแกนนำอย่างประชาธิปัตย์
โดยยุทธศาสตร์แตะมือเป็นพันธมิตรฯ พรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ก็แพ็กกันแน่นอยู่กับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่ค่ายรวมใจไทยชาติพัฒนา โดยมีค่ายกิจสังคมของนายสุวิทย์ คุณกิตติ พร้อมกอดคอไปไหนไปกัน
นับหัวแล้วก็เกินหลัก 30 ที่นั่งเหมือนกัน มีผลพลิกคว่ำพลิกหงายไม่แพ้กัน
โดยเกมมันไม่ใช่ง่ายๆ ที่ฝ่ายประชาธิปัตย์จะใช้วิธีเหยียบบ่าเพื่อนตีกินกระแส แอบบี้แอบทุบ สยบพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้หือไม่ให้อือ
ถ้า "เบี้ยล่าง" พร้อมใจกันลุกฮือเมื่อไหร่
"อภิสิทธิ์" ก็จบเมื่อนั้น.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ที่มา thaifreenews
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51