WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 8, 2010

จาก พรบ. ความมั่นคง ถึง พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลเผด็จการ

ที่มา thaifreenews


โดย poonnook


นับจากวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ได้ประกาศใช้ พรก. ความมั่นคงเพื่อควบคุมการชุมนุมของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่จะมีขึ้น.. การระดมสรรพกำลังจากสื่อที่มีอยู่ในมือทุกรูปแบบในการสื่อข่าวออกมาในทางเดียวกันหมดว่า ประชาชนที่เข้ามาชุมนุมนั้นกำลังจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง.. โดยสร้างภาพให้เห็นว่าประชาชนเหล่านี้เป็นผู้กำลังจะล้มล้างสถาบัน.. ไม่จงรักภักดี.. และทำลายบ้านเมือง.. ขณะเดียวกันก็ประชาสัมพันธ์ภาพว่า รัฐบาลได้ยอมถอยจนถึงที่สุดแล้ว โดยไม่ใช้กำลังรุนแรงแต่อย่างใด..

แต่ทว่า... ก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ทำให้เห็นว่ามีการเตรียมรับกับสถานการณ์รุนแรงอย่างเต็มที่เช่น.. การจัดฝึกซ้อมการสลายการชุมนุม.. การตั้งด่านตามถนนเส้นต่างๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้ามารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ประกอบกับการออก พรก. ความมั่นคงในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบนั้น..การกระทำเหล่านี้กลับมิได้แสดงออกให้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้แสดงภาพออกมาแต่อย่างใด..

ผมได้ไปร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ในช่วงวันอาทิตย์ และจันทร์ที่ผ่านมา..และได้เห็นพลังแห่งศรัทธาที่ประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่รวมตัวกันอยู่บนท้องถนนแห่งนั้น.. เป็นภาพที่น่าปลาบปลื้มอย่างที่สุด.. เสียงโห่ร้อง.. เสียงตบมือ.. เสียงตะโกน.. เสียงหัวเราะ.. เสียงเหล่านี้เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย.. กระแสข่าวการล้อมปราบเพื่อสลายการชุมนุมมีมาอย่างต่อเนื่อง.. แต่มิได้ทำให้จิตใจของประชาชนผู้อยู่ในที่ชุมนุมหวั่นไหวแต่อย่างใด.. กลับยิ่งทำให้ฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น..

จนที่สุดแล้วรัฐบาลถึงขั้นต้องประกาศ พรก. ฉุกเฉินร้ายแรง.. ในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล.. ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปวันที่ 12 เมษายนปี 2552 ซึ่งห้วงเวลาใกล้เคียงกันนี้.. รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ก็ประกาศ พรก. ฉุกเฉินร้ายแรง นี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในครั้งนั้นประกาศที่ กระทรวงมหาดไทย.. แล้วก็มีการล้อมปราบประชาชนด้วยกำลังอาวุธในวันรุ่งขึ้นคือ 13 เมษายน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก..แม้จะมีการปกปิดข่าวเอาไว้ก็ตาม..

แต่ทว่าสิ่งที่น่านำมาพิจารณาก็คือ ในครั้งนี้แม้จะมีการประกาศ พรก. ฉุกเฉินร้ายแรง เต็มพื้นที่ กทม. แล้ว.. แต่กลับยิ่งทำให้มวลชนเพิ่มมากขึ้น.. และดูเหมือนจะไม่มีการเคลื่อนไหวในทางการทหารเพื่อทำการบังคับใช้กฎหมายตาม พรก. ฉุกเฉินร้ายแรงในทันที่ทันใดเหมือนดังเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว.. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ฮืม

เมื่อแรกเริ่มมีการชุมนุมประท้วงมีการขว้างระเบิดในสถานที่ต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ทั้งที่จับได้และไม่ได้.. แต่ก็ได้พิสูจน์ออกมาโดยหลักฐานว่า..น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายเผด็จการเองเช่น การขว้างระเบิดที่ ธนาคารกรุงเทพฯ หรือการยิ่งถล่มด้วย m79 ที่ลานจอดรถกระทรวงสาธารณสุข (ภายหลังที่การประชุม ครม. จบสิ้นลงแล้ว).. ภาพที่ปรากฎออกมาขณะนั้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์จากสื่อของรัฐทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกวาดภาพว่าเป็นกลุ่มคนผู้นิยมความรุนแรง.. เพื่อที่รัฐบาลจะใช้ข้อกล่าวหานี้ในการล้อมปราบประชาชนดังเช่นที่เคยมา..

แต่ครั้งนี้มีสิ่งที่ต่างออกไปก็คือ.. นอกจากจะมีระเบิด M67, M79 จากฝ่ายอำนาจเผด็จการแล้ว..กลับมี M67 จากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายถล่มหน่วยทหารต่าง ๆ รวมถึงร้ายแรงที่สุดมี คาร์บอม เกิดขึ้นที่ โพไซดอนอีกด้วย... และผลแห่งการระเบิดที่เกิดขึ้นจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเหล่านี้ส่งผลกระทบทันทีสิ่งนั้นก็คือ “ศาลแพ่งยกคำร้องของ ศอ.รส.” ที่จะให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกจากพื้นราชประสงค์.. โดยศาลแพ่งได้อ้างว่า ศอ. รส. มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว.. จึงไม่จำเป็นต้องมาขออำนาจศาลอีก..

ศาลที่ไม่เคยตัดสินเข้าข้างประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมาก่อน กลับลำชนิด 360 องศา มีความหมายโดยนัยยะ ที่กินลึกมากก็คือ.. ฝ่ายเผด็จการเริ่มที่จะรู้ตัวแล้วว่า กลุ่มพี่น้องผู้รักประชาชนผู้รักประชาธิปไตย มิได้มีเพียงแต่ประชาชนมือเปล่าเท่านั้น แต่มีผู้สนับสนุนที่เป็นกองกำลังด้วย... และที่สำคัญก็คือ “กองกำลังนี้ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด หรืออยู่ที่ไหนบ้าง” พูดง่าย ๆ ก็คือ “เมื่อใดที่เผด็จการใช้กำลังอาวุธล้อมปราบประชาชน..เมื่อนั้นก็จะมีกำลังอาวุธออกมาโจมตีเผด็จการด้วยเช่นกัน”..

เผด็จการยังคงใช้วิธีการเดิม ๆ ก็คือ “ปิดเวปไซด์, ปิดทีวี, ปิดสื่อของประชาชน” แล้วใช้สื่อของรัฐบิดเบือนใส่ร้าย.. เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง... แต่ทว่าการชุมนุมในครั้งนี้มีเนื้อหาที่ผิดไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง.. ด้วยเหตุนี้ถ้ารัฐบาลเผด็จการสั่งปราบปรามประชาชนและ “ถ้ามีประชาชนแม้แต่เพียงคนเดียวเสียชีวิตจากการปราบปรามนี้...ผู้สั่งการให้มีการปราบปรามประชาชนต้องรับผิดชอบ” และการรับผิดชอบครั้งนี้ “ราคาสูงมาก” เพราะหมายถึง ประเทศไทยจะต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้างแห่งอำนาจกันใหม่ทั้งหมดโดยทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงนั้นได้เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริง..

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ.. “วัน ว. เวลา ณ.” ได้มาถึงแล้ว... วันแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เราทุกคนได้เรียกร้องกันมาตลอด 3 – 4 ปีนี้ มาจนถึงจุดที่ต้องเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว..ไม่มีเวลาที่จะต้องพิจารณาสิ่งใดกันอีกแล้วครับ.. ขอให้กำลังใจและหนุนใจทุก ๆ ท่านให้ระลึกถึงคำกล่าวของ พระยาตากสิน.. ในวันที่จะนำทัพตีเมืองจันทบุรี พระองค์ได้กล่าวว่า “เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้เมื่อหุงข้าวเย็นกินเสร็จแล้ว ทั้งนายและไพร่ให้เทอาหารที่เหลือทิ้งและต่อยหม้อข้าวเสียให้หมดหมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันในเมืองพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองจันท์ไม่ได้ ในค่ำวันนี้ก็จะได้ตายเสียด้วยกันทั้งหมด”

เมื่อเราได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาเป็นของประชาชนอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นเราจะเลี้ยงฉลองกันทั้งประเทศ ด้วยความสุขเพื่อลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต..