ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 4, 2012

ไต่สวน 6 ศพวัดปทุม 2 พยานในเหตุการณ์คาดทหารยิง ไม่เห็นผู้ชุมนุมยิงต่อสู้

ที่มา ประชาไท

 
พยานยันเห็นทหารเล็งและยิงจากราง BTS อาสามงคล-อัครเดช-พยาบาลเกด ถูกยิงพร้อมกันในเต็นท์พยาบาลในวัดก่อนยิงได้ยินทหารตะโกน“กูให้มึงเลี้ยง ลูกเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน มาร่วมชุมนุมกันทำไม” พร้อมระบุไม่เห็นอาวุธและการยิงตอบโต้จากผู้ชุมนุม (มีคลิปประกอบ)
เมื่อวันที่ 30 ส.ค.55 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 402 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิต คดีหมายเลขดำที่ ช. 5/2555 กรณีการเสียชีวิตของนายสุวรรณ ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1,นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2, นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3, นายรพ สุขสถิตย์ อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4, น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5 และ นายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 ซึ่งทั้ง 6 ศพ ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ใกล้แยกราชประสงค์ ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
โดยอัยการได้นำประจักษ์พยานในเหตุการณ์เข้าเบิกความ 2 ปาก ประกอบด้วย นายศักดิ์ชาย แซ่ลี้ อายุ 38 ปี และนายนายธวัช แสงทน หรือพระธวัช อายุ 50 ปี
นายศักดิ์ชาย แซ่ลี้ ในฐานะพยานเบิกความโดยสรุปว่าเข้าร่วมชุมนุมอยู่เต็นท์แดงชุมแพ 52 ซึ่งอยู่บริเวณหน้าวัดประทุมวนาราม ซึ่งมาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ตั้งแต่ มี.ค.ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ในวันที่ 19 พ.ค.53 หลังแกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม และแจ้งให้ผู้ชุมนุมไปหลบภายในวัดหรือไปที่สนามกีฬาศุภชลาศัย หลังจากนั้นตัวพยานจึงได้เก็บของและหลบเข้าไปในวัดปทุม จนเวลาประมาณ 18.00 น. เห็นคนถูกยิงตรงเกาะกลางถนนหน้าประตูทางออกวัดปทุมฯ ซึ่งมาทราบภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวคือนายอัฐชัย ชุมจันทร์(ผู้เสียชีวิตที่ 2) ขณะนั้นเห็นทหารถือปืนยาวอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุม ตัวพยานจึงได้วิ่งไปอุ้มร่างนายอัฐชัย มายังเต็นท์พยาบาลในวัด หน้าสหกรณ์ และได้บอกพยาบาลแหวน หรือ ณัฐธิดา มีวังป่า ให้เข้ามาช่วย โดยพยาบาลแหวนได้ให้ พยาบาลเกด หรือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด(ผู้เสียชีวิตที่ 5) นำถังออกซิเจนมาให้ผู้บาดเจ็บ แต่ออกซิเจนมีไม่เพียงพอ พยาบาลแหวนจึงปั้มหัวใจอยู่ประมาณ 10 นาที นายอัฐชัย จึงเสียชีวิต


ภาพนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ผู้เสียชีวิตที่ 2 ขณะถูกยิงที่บริเวณเกาะกลางถนนหน้าวัดปทุมฯ
ภาพถูกเผยแพร่ใน
lightstalkers.org/steve_tickner ภาพโดย Steve Tickner
  
 
ภาพการปฐมพยาบาล นายอัฐชัย ผู้เสียชีวิตที่ 2
ในภาพจะเห็นนายมงคล ผู้เสียชีวิตที่ 3 (คนขวาสุด)ช่วยปฐมพยาบาลอยู่ด้วย ก่อนถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ภาพถูกเผยแพร่ใน
lightstalkers.org/steve_tickner ภาพโดย Steve Tickner

นายศักดิ์ชาย เบิกความต่อว่าหลังจากนั้นได้ไปที่เต็นท์พยาบาลสวนป่า ซึ่งเป็นเต็นท์พยาบาลที่อยู่ด้านในวัดอีก 1 เต็นท์ พบผู้บาดเจ็บถูกยิงที่กลางหลัง ทราบชื่อภายหลังว่านายกิตติชัย (นามสกุล “แข็งขัน” ชาวขอนแก่น – ประชาไท) ซึ่งพยาบาลแหวนได้เข้ามาปฐมพยาบาลด้วยการเอาไม้ดามหลังไว้ และมีอีกคนถูกยิงที่มือ ทราบชื่อภายหลังว่า “บัวศรี” ขณะวิ่งกลับมารับนายกิตติชัย เห็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าตั้งท่าโดยวางปืนประทับกับขอบรางรถไฟเล็งมาทาง พยาน จึงไปยังหลบหลังรถยนต์ที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น กระสุนปืนตกห่างตัวพยานราว 1 เมตร จึงหลบไปอยู่หลังรถยนต์และเห็นเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงใส่เต็นท์ พยาบาล เห็น น.ส.กมนเกด ที่กำลังก้มลงหลบถูกกระสุนปืนยิงแน่นิ่งไป โดยหันหัวเข้ามาทางด้านในวัดส่วนขาเหยียดไปนอกวัด
นายศักดิ์ชาย เบิกความอีกว่า ในเต็นท์ดังกล่าวยังมีอีก 2 คน โดยหนึ่งในนั้นทราบชื่อภายหลังว่านายอัครเดช (ผู้เสียชีวิตที่ 6) ร้องขอความช่วยเหลือ ขณะนั้นนายอัครเดชหันหัวออกไปนอกวัด ส่วนอีกคนทราบชื่อภายหลังคือนายมงคล(ผู้เสียชีวิตที่ 3)นอนนิ่งไปแล้ว ซึ่งขณะนั้นแสงจากดวงอาทิตย์ยังพอมองเห็น หลังเสียงปืนสงบและท้องฟ้ามือพยานจึงได้นำนายอัครเดช ซึ่งขณะนั้นยังไม่เสียชีวิตไปที่เต็นท์สวนป่าก่อน และกลับมารับศพ น.ส.กมนเกด และนายมงคล ซึ่งเสียชีวิตแล้วไปไว้ที่เต็นท์สวนป่าเช่นกัน และขณะนั้นนายอัครเดชยังไม่เสียชีวิตจึงได้ประสานให้พระในวันปทุมฯ โทรศัพท์แจ้งให้รถพยาบาลมารับคนเจ็บไปรักษา แต่ได้รับแจ้งว่า รถพยาบาลไม่สามารถเข้ามาได้ จนกระทั้ง เวลาประมาณ 23.00 น. นายอัครเดชจึงถึงแก่ความตาย  และหลังจากนั้นจึงรับแจ้งว่ารถพยาบาลจะเข้ามารับคนเจ็บแต่ห้ามผู้อื่นออก จากพื้นที่ไปกับรถพยาบาลด้วย พยานอยู่ในวัดจนเช้าวันที่ 20 พ.ค. 2553 เวลา 7.00 น. ยังเห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า และได้ตรวจรถยนต์ของพยานที่จอดไว้หน้าวัดด้านในพบรอยกระสุนปืนที่ตัวรถด้วย
คลิป อัครเดช ผู้เสียชีวิตที่ 6 ถูกยิงนอนอยู่ในเต็นท์พยาบาล โดยมีพยาบาลเกดนอนเสียชีวิตอยู่ด้วย :



นายศักดิ์ชาย ยังเบิกความยืนยันด้วยว่าขณะที่อยู่ในวัดไม่เห็นผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือต่อสู้ กับเจ้าหน้าที่ทหาร และไม่ได้ยินเสียงปืนที่ยิงมาจากด้านในวัด นายศักดิ์ชายยังเบิกความอีกว่า ก่อนที่ทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าจะยิงลงมามีการตะโกนด้วยว่า “กูให้มึงเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน มาร่วมชุมนุมกันทำไม”  ส่วนสาเหตุที่ต้องนำร่างผู้เสียชีวิตมารวมกันด้านในวัด นายศักดิ์ชายให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้ทหารนำเอาศพไปโดยมีประชาชนที่อยู่ที่ นั่นนั่งล้อมไว้ทั้งคืนประมาณ 100 คน
พยานปากต่อมานายธวัช แสงทน หรือพระธวัช เบิกความโดยสรุปได้ว่า ได้มาร่วมชุมนุมพยานอยู่บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และวันที่ 19 พ.ค. เวลา 12.00 น. แกนนำ นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม และให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางกลับบ้าน และให้ไปที่สนามกีฬาใกล้มาบุญครอง และให้เด็กและคนชราหลบอยู่ที่วัดปทุม เพราะเป็นเขตอภัยทาน โดยพยานได้เดินทางไปสนามกีฬา เกือบบ่าย 2 แต่ไม่สามารถไปถึงเนื่องจากมีทหารที่อยู่บริเวณสยามแสคว์ยิงเข้ามา พยานจึงวิงกลับมาหลบที่วัดปทุมฯ ซึ่งทหารบริเวณนั้นบางคนยิงมาทางกลุ่มผู้ชุมนุมในแนวราบ บางคนยิงขึ้นฟ้า โดยใช้ปืน M16 โดยทหารได้ตามเข้ามาเรื่อยๆ ด้วย ในตอนแรกพยานใส่เสื่อยืดดำ กางเกงยีนส์  แต่พอหลบเข้ามาในวัดปทุมฯ จึงได้เปลี่ยนเป็นสีเทาที่บริเวณเต็นท์พยาบาล เนื่องจากมีคนเตือนว่าหากใส่สีดำจะถูกทหารยิง ขณะนั้นเห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าจำนวนมาก จึงเกิดความกลัวและหลบไปในกุฏิพระในวัดติดกับฝั่งสยามฯ ในระหว่างนั้นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าได้มีการเล็งปืนลงมา จึงหลบเข้าไปและมีคนหลบตามมา 3-4 คน หลังจากนั้นจึงได้ยินเสียงปืนจากรางรถไฟฟ้า
พระธวัช เบิกความต่ออีกว่า กุฏิที่ตนเองหลบอยู่ มีคนต่อคิวรอเข้าห้องน้ำ 3-4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นทราบภายหลังว่าชื่อนายสุวรรณ(ผู้เสียชีวิตที่ 1) ต่อคิวอยู่ด้วย โดยเวลาประมาณ 17.00 น. พยานสังเกตเห็นทหารถือปืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าประมาณ 3 คนแต่งชุดพราง สวมหมวกเหล็ก ซึ่งมุมที่นายสุวรรณยืนอยู่จะมีช่องมองเห็นรางรถไฟฟ้า โดยขณะนั้นนายสุวรรณยืนต่อคิวเป็นคนสุดท้ายโดยตัวหันตัวไปทางห้องน้ำ แต่เอี้ยวหน้าไปมองทหารที่อยู่บนรางรถไฟผ่านช่องดังกล่าว จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 ชุด เห็นผู้เสียชีวิตที่ 1 ฟุบลงกับพื้น โดยมีผู้หญิงที่เข้าคิวตรงนั้นร้องขอความช่วยเหลือ พยานจึงได้วิ่งเข้าไปหามนายสุวรรณมาหลบอีกมุมหนึ่ง และเรียกให้คนมาช่วยพร้อมนำจีวรมาทำเป็นเพลหามเข้าซองไปไว้ที่หน้าศาลา ตรงเต็นท์พยาบาลสวนป่า ขณะนำร่างนายสุวรรณไปตรงนั้นมีศพ 1 ศพนอนอยู่แล้ว และภายหลังมีเข้ามาอีก 4 ศพ
พระธวัช เบิกความด้วยว่าขณะที่หลบอยู่ตรงเต็นท์ ได้ไปช่วยหามร่างพยาบาลเกดมาไว้ หลังจากนั้นจึงได้มาล้างเลือด และพระธวัช ยืนยันว่าไม่เห็นผู้ชุมนุมยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และไม่เห็นชายชุดดำ ส่วนมากคนที่หลบอยู่ในวัดเป็นเด็กและคนชรา ส่วนนายสุวรรณ ผู้เสียชีวิตที่ 1 นั้นสวมเสื้อสีดำ
ทั้งนี้ คดีนี้จะมีการนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 6 ก.ย. เวลา 09.00 น เป็นต้นไป