WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 8, 2009

วิสาขบูชา ‘พุทธศาสนากับการแก้วิกฤตโลก’

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมวันวิสาขบูชาโลกซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายชาวพุทธจากทั่วโลกได้ออกปฏิญญากรุงเทพฯ 9 ข้อ โดยเนื้อหาสำคัญ คือให้ใช้หลักธรรมของพุทธศาสนามาแก้ปัญหาโลก ทั้งปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม

บรรดา นักจัดประเภท ของแนวความคิด หรือภูมิปัญญาต่างๆให้เป็นแบบ สากล และ ไม่สากล ตามวิธีการจัดประเภทของฝรั่งคงไม่เห็นด้วยกับปฏิญญาเช่นนี้ หรือคนที่คิดอะไรแบบ วิทยาศาสตร์จ๋า หรือ เหตุผลนิยมจ๋า จนไม่หลงเหลือร่องรอยของศรัทธาในสมองหรือ หัวใจ คงรีบปฏิเสธปฏิญญานี้ทันที

ประเด็นเรื่องสากล-ไม่สากล ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด? ปราชญ์ทางพุทธศาสนาอย่าง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่ามี 2 เกณฑ์ คือ เกณฑ์โลกสมมติ กับ เกณฑ์สัจธรรมตามกฎธรรมชาติ ตามเกณฑ์โลกสมมติ อะไรที่เป็นสากลก็มักจะเป็นไปตามที่ฝรั่งกำหนด เช่น สูทสากล ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ตามเกณฑ์สัจธรรมตามกฎธรรมชาติ ความเป็นสากลตัดสินจากความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ เช่น ความจริงตามกฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา อริยสัจ 4 ฯลฯ

ถ้าไปถาม มิเชล ฟูโก เราอาจได้คำตอบทำนองว่า ความเป็นสากลที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นมันเป็นความเป็นสากลที่เป็น การเมือง คือมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดความเป็นสากล

ดังนั้น ถ้ามองตามนัยของฟูโก ประเด็นเรื่องความเป็นสากล-ไม่เป็นสากลที่สังคมมนุษย์สร้างขึ้นนั้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาโต้แย้งว่าไม่ควรเสนอหลักธรรมของพุทธศาสนามาแก้ปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และถ้ามองตามนัยของพระพรหมคุณาภรณ์ ความจริงสากลตามกลธรรมชาติคือแนวทางที่ถูกต้องของการแก้ปัญหาทุกด้าน (คือไม่ว่ามนุษย์จะสร้างระบบ โครงสร้าง หรือแนวทางไหนๆขึ้นมา ระบบ โครงสร้าง หรืแนวทางนั้นๆจะต้องสอดคล้องกับสัจธรรมตามกฎธรรมชาติ เช่น หลักสาเหตุและผลของการแก้ปัญหาตามกฎอริยสัจ 4 เป็นต้น)

อีกประเด็นหนึ่ง นักจัดประเภท มักคิดว่า เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลไม่เกี่ยวกับสังคม ไม่เกี่ยวกับสาธารณะ อย่างที่มักจะบอกว่า พุทธศาสนาสอนให้เราดูกิเลสตนเอง ไม่ให้ดูคนอื่น แต่ที่จริงความหมายที่ถูกต้องคือไม่ให้เรามัวแต่เพ่งโทษจับผิดผู้อื่น แต่ไม่ได้ห้ามเราสนใจผู้อื่นในทางสร้างสรรค์

จะว่าไปแล้วพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ หรือเป็นมิติปัจเจกเท่านั้น (ทั้งในเชิงความคิดและการกระทำ) แต่การปฏิบัติธรรมแสดงมิติการเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกกับบุคคลอื่นๆ (ส่วนรวมและสรรพสิ่ง) เสมอ เช่น การเจริญสติปัฏฐานซึ่งชาวพุทธไทยมักจะมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวล้วนๆ แต่ในพระไตรปิฎกยืนยันอย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตนย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน....ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่นอย่างไร ? ย่อมรักษาด้วยการสร้องเสพ ด้วยการเจริญด้วยการกระทำให้มาก (ซึ่งสติปัฏฐาน)....ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่นย่อมชื่อว่ารักษาตนอย่างไร ? ย่อมรักษาด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเอ็นดู...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน และเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจักรักษาผู้อื่น ดังนี้แล(เสทกสูตร ที่1 มหา. สํ.759-762)

สติปัฏฐาน คือ การกำหนดสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ จากพระพุทธพจน์ข้างบนนี้เท่ากับให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า การรักษาตนเท่ากับรักษาผู้อื่น การรักษาผู้อื่นเท่ากับรักษาตน โดยที่ต้องฝึกฝนตนเองให้มีขันติธรรม ไม่เบียดเบียน มีจิตเมตตา หากเรานำสาระสำคัญแห่งพระพุทธพจน์นี้ไปเชื่อมโยงกับความจริงตามกฎธรรมชาติ คือ กฎอิทัปปัจจยตา หรือกฎความจริงที่ว่าสรรพสิ่งเป็นเหตุปัจจัยอิงอาศัยกันและกัน จนมองเห็นความจริงว่ามนุษย์เราต่างดำรงอยู่ในข่ายใยแห่งการอิงอาศัยกันและกัน เรากับคนอื่นๆก็ เป็นดั่งดันและกัน (วลีของท่าน ติช นัท ฮันห์) จะทำให้เราเห็นเหตุผลรองรับมโนสำนึกในปัจจุบันขณะที่ว่า การรักษาตนเท่ากับรักษาผู้อื่น การรักษาผู้อื่นเท่ากับรักษาตน

มนุษย์เราเป็นศูนย์กลางของปัญหาด้านต่างๆของโลกหรือไม่? หรือว่ามนุษย์เราเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาหรือไม่? เป็นคำถามที่ถกเถียงกันได้ พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการสร้างระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือระบบอะไรก็ตามทีที่ตอบสนองความเป็นธรรมและสันติภาพในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

และแม้ว่าพุทธศาสนาจะมองว่าธรรมชาติด้านหนึ่งของมนุษย์นั้นคือการดิ้นรนและเบียดเบียนทำร้ายกันไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ทว่าเมื่อพิจารณาคำสอนสำคัญๆของพุทธศาสนาแล้วกลับแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในด้านที่ดีงามของมนุษย์อย่างยิ่ง คือศรัทธาที่ว่ามนุษย์เรามีศักยภาพที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดีงามทั้งในเชิงปัจเจก ในฐานะสมาชิกแห่งสังคมและมนุษยชาติ จนกระทั่งสามารถบรรลุอิสรภาพจากพันธนาการของกิเลส ความทุกข์ และความชั่วร้ายทั้งปวง

หลักจริยธรรมของพุทธศาสนาซึ่งถือเป็น วิถีชีวิตประเสริฐ หรือ วิถีสังคมในอุดมคติ ที่เรียก มรรคมีองค์ 8 หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งสรุปลงเป็น ไตรสิกขา หรือ หลักศีล สมาธิ ปัญญา นั้น โดยสาระสำคัญแล้วก็คือ หลักการพื้นฐานที่ประกันสันติภาพและอิสรภาพทั้งของปัจเจกบุคคลและสังคมนั่นเอง

หลักศีล (สีลสิกขา) คือหลักการพื้นฐานด้านสันติภาพทางสังคม หลักสมาธิ (จิตสิกขา) คือหลักสันติภาพทางจิตใจ และหลักปัญญาคือหลักอิสรภาพทางความคิด ความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งนำทางสันติภาพทางสังคมและทางจิตใจ ดังนั้น ข้อเสนอที่จะให้ใช้พุทธศาสนาแก้วิกฤตโลกของเครือข่ายชาวพุทธทั่วโลก ก็คือการเสนอให้นำสาระสำคัญของหลักจริยธรรมพุทธดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับปัญหาด้านต่างๆของโลกนั่นเอง

ส่วนเมื่อนำไปประยุกต์ใช้แล้วจะเกิดบรรลุผลมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆที่ซับซ้อนตามความซับซ้อนของสังคมโลกาภิวัตน์ แต่อย่างน้อย ปกิญญากรุงเทพฯ ในที่ประชุมวันวิสาขบูชาโลกปีนี้ น่าจะทำให้ชาวพุทธหันมาสำรวจตนเอง และมองหาคุณค่าอันเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาแล้วนำมาใช้ประโยชน์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

แต่เมื่อนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ สิ่งสำคัญที่ชาวพุทธควรตระหนักคือ ควรนำเสนอในท่วงทำนองของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่นำเสนอคำตอบแบบ สูตรสำเร็จที่เรียกร้อง (แกมบังคับ) ให้คนอื่นๆยอมรับ หรือเสนอราวกับว่าพุทธศาสนาเป็น สิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ที่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาทุกๆเรื่อง

อีกอย่างหนึ่ง การนำเสนอพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่ควรนำเสนอ เหตุผล ให้คนพิจารณามากกว่าเสนอ ความเชื่อ เพื่อเรียกร้องศรัทธา พระพุทธเจ้านั้นท่านยก อำนาจ ให้กับความจริงความถูกต้องเป็นมาตรฐานในการตัดสิน ไม่ได้ให้อำนาจแก่บุคคลหรือสถาบันเป็นมาตรฐานในการตัดสิน ดังพระพุทธพจน์ก่อนปรินิพพานที่ว่า หลังจากตถาคตล่วงลับไป พระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของชาวพุทธแทนพระองค์ หรือหลักกาลามสูตรนั้นก็คือหลักที่ให้แต่ละคนมีอิสรภาพทางปัญญาอย่างเต็มที่ในการวินิจฉัยตัดสินความจริงความถูกต้อง โดยใช้การ ประจักษ์ด้วยตนเอง เป็นเกณฑ์ตัดสิน

ดังนั้น การนำเสนอหลักพุทธศาสนาเพื่อการประยุกต์แก้วิกฤตด้านต่างๆของสังคมและโลก จึงควรนำหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนามาสู่เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีเหตุผลกับภูมิปัญญาอื่นๆ ควรข้ามพ้นวัฒนธรรมการเผยแผ่พุทธศาสนาที่เชิดชูตัวบุคคลหรือให้อำนาจตัวบุคคลและสถาบันทางศาสนาเป็นมาตรฐานตัดสินถูกผิด หรือเป็นผู้ยึดกุมและสงวนว่าควรจะเลือกสอนหรือไม่สอนหลักธรรมส่วนไหนอย่างไร

ควรให้หลักธรรมทุกระดับของพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นโลกิยะธรรมหรือโลกุตรธรรมเป็น ของสาธารณะ ที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างเสมอภาค ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ทำไว้เป็นตัวอย่างผ่านผลงานอันหลากหลายของท่าน !