ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 12, 2011

ยกฟ้อง ‘สุกรี อาดำ’ กับเสียงจากปากเหยื่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

เหยื่อซ้อมทรมาน – (จากขวาไปซ้าย)
นายสุกรี อาดำ นายสักรี สาและ และนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เล่าประสบการณ์ของตัวเองระหว่างถูกควบคุมตัวเมื่อไม่นานมานี้ โดยบางคนถูกซ้อมทรมานจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในชายแดนใต้ ความสนใจของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวคงไม่พ้นในเรื่องคดีความมั่นคงกับการเคลื่อนไหวคัด ค้านการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

การตัดสินคดีความมั่นคงล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ที่ศาลจังหวัดปัตตานี เมื่อศาลพิพากษาให้นายสุกรี อาดำ กับนายอาหามัดซากี กียะ พ้นผิดโดยการยกฟ้อง ในคดีฆ่าตัดคอนายจวน ทองประคำ ชาวบ้านไทยพุทธ ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธ์ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 ส่วนนายมูหามะ แวกะจิ จำเลยที่ 2 ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากมีพยานหลักฐานยืนยัน

นายสุกรี อาดำ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษโดยตรง เขาถูกซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายระหว่างถูกควบคุมตัว เช่นเดียวกับเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมอีกหลาย แต่บางคนไม่โชคดีเหมือนเขา เพราะเหลือเพียงร่างไร้ชีวิตที่ได้กลับบ้าน

วันที่ 30 ตุลาคม 2554 ที่ห้องห้องประชุมอาคารวิทยนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จัดเวทีสาธารณะ วาระประชาชน : ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีคนเข้าร่วมเป็นพัน

ในวงเสวนาหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากเหยื่อ พรก.ฉุกเฉิน” สุกรี อาดัม พร้อมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างนายนิเซ๊ะ นิฮะ และนายสักรี สาและ ร่วมถ่านทอดประสบการณ์ มีเนื้อหาจากปากคำต่อคำดังนี้

0 0 0

สุกรี อาดำ

ต้องขอขอบคุณอัลลอฮ (พระเจ้าที่ชาวมุสลิมนับถือศรัทธา) ที่ให้ผมมีความอิสระ แม้ความอิสระของผมยังไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ผมถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550 เป็นปีที่มีคนถูกควบคุมตัวจำนวนมาก ปีนั้นเป็นปีที่ผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี

หลังจากนั้นผมไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศมาเลเซีย แล้วเอาประกาศนียบัตรไปสมัครสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเอกสอนชนสอนศาสนาอิส ลามแห่งหนึ่งในอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

วันที่ถูกจับเป็นวันที่ผมกลับมาจากการทำค่ายภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่ง หนึ่งในจังหวัดยะลา ผมขับรถจากยะลาไปปัตตานี จากนั้นผมเดินทางกลับตามเส้นทางในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ช่วงเวลาหลังละหมาดฆักริบ (ละหมาดช่วงค่ำ) พอถึงใกล้บ้านที่ตำบลนาประดู่ เจอจุดตรวจ เจ้าหน้าที่ขอดูใบขับขี่

พอดีว่าใบพ.ร.บ.ประกันภัยรถยนต์หมดอายุ เจ้าหน้าที่จึงให้นำรถเข้าไปจอดในโรงพักนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ แล้วเจ้าหน้าที่ก็เอารูปถ่ายตัวผมเองให้ผมดู พร้อมแจ้งหมายควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกผมว่า คุณถูกจับแล้วนะ เพราะมีคนซัดทอดคุณในคดีฆ่าตัดคอ

จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวผมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ช่วงนั้นเวลาประมาณ 20.00 น.แล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปผมก่อน แล้วนำตัวผมเข้ายังห้องที่มีขนาดประมาณ 2 คูณ 2 เมตร ห้องนี้เป็นห้องที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะซ้อมโดยเฉพาะ

จากนั้นมีชาย 2 คน มาบีบคอผม ทำให้ผมหายใจไม่ออก จนผมสลบไปที่เท้าของเจ้าหน้าที่ พอผมรู้สึกตัวเจ้าหน้าที่นำกระดาษหนึ่งแผ่น ให้ผมเซ็นชื่อ ด้วยความกลัวผมก็เซ็นชื่อลงไป ผมเห็นมีข้อความ 2 บรรทัด ผมขออ่านก่อน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผมอ่าน

จากนั้นเจ้าหน้าที่พาไปยังอีกห้องหนึ่งที่กว้าง 4 คูณ 4 เมตร ในห้องนี้มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 10 คน มาล้อมผม เหมือนกับนักมวยจะมาซ้อมเตะกระสอบทราบ โดยมีเจ้าหน้าที่ 2 คนใน 10 คนนั้น ทำหน้าที่ปลอบใจให้ผมยอมรับสารภาพ

ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ถามมา ผมตอบไปก็โดนตี โดนเตะ ต่อยทั้งตัว คืนนั้นเจ้าหน้าที่ซ้อมผมประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตอนนี้ก็ยังมีรอยแผลที่โดนซ้อมในคืนนั้นอยู่

นอกจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่เอาเก้าอี้มาพาดที่หลังผม คืนนั้นตัวผมบอบช้ำมาก มีเลือดไหลออกมา เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเสื้อผ้าทั้งหมด ให้ผมเปลือยกายแล้วกางเกาของผมมาครอบหัว

เรื่องที่เล่ามาเป็นความจริง ผมขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ

แล้วเจ้าหน้าที่ก็ดีดไข่ผม ถึงช่วงเที่ยงคืนตรง เจ้าหน้าที่ให้ผมหมอบลงบนพื้นแล้วขึ้นนั่งทับบนหลัง หยิกก้นผมไปด้วย เจ้าหน้าที่รู้ว่าผมเป็นครูและผมเคยเป็นนักศึกษา แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่เว้น

วันต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวผมเข้าไปในเต็นท์กลางแจ้ง ในเต็นท์อากาศร้อนมาก ผมเหงื่อออกทั้งตัว และเลือดยังไหลออกจากบริเวณแผ่นหลังผมมากขึ้น เพราะเสื้อที่ผมใส่เปียกเหงื่อ

จากนั้นเจ้าหน้าที่เผาเปลือกมะพร้าวทิ้งไว้ในเต็นท์ที่ผมอยู่ ทำให้มีควันจำนวนมาก แล้วเอาน้ำให้ผมดื่มและพูดกับผมว่า ตอนนี้สภาพมึงเหมือนหมา แล้วเอาน้ำสาดมาที่ตัวผมด้วย

จากนั้นได้นำตัวผมไปอีกห้องหนึ่งเพื่อที่จะถ่ายรูป ในระหว่างที่เดินอยู่ เจ้าหน้าที่ให้ผมกระโดดตบ พร้อมกับเตะที่หลังผมท่ามกลางคนจำนวนมาก

ถ่ายรูปเสร็จเจ้าหน้าที่ก็นำตัวผมไปอีกห้องหนึ่ง จากนั้นเอาถุงพลาสติกสีดำมาคลอบหัวผม พอผมเริ่มหายใจไม่ออก เอาถุงพลาสติกออก

เจ้าหน้าที่บอกผมว่า มีคนคนซัดถอดมาว่า ผมให้ความร่วมมือ มีหน้าที่ดูต้นทาง ผมถูกซ้อมอยู่ประมาณ 3 วัน เพื่อให้ผมยอมรับสารภาพ

หลังจาก 3 วัน ผมถูกย้ายไปอยู่อีกห้องหนึ่ง เป็นห้องมืด มีประตูเหล็กใหญ่ ในห้องเปิดไฟตลอดเวลา ผมไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นเวลาใด ในห้องมียุงมาก

เจ้าหน้าที่จะซักถามกลางคืน ตั้งแต่เวลา 21.00 – 00.00 น.ทุกๆคืนประมาณ 1-2 สัปดาห์ เมื่อผมได้ยินเสียงเปิดประตู ผมก็รู้กลัวมาก ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามเจ้าหน้าที่ว่าอย่างไรอีก

เจ้าหน้าที่ทำทุกวิธีเพื่อให้ผมยอมรับ เมื่อไม่สามารถทำด้วยวิธีรุนแรงก็จะใช้วิธีการปลอบใจ บอกผมว่า หากผมยอมรับเจ้าหน้าที่ก็จะปล่อยผมไป ผมไม่รู้เรื่อง แล้วผมจะยอมรับได้อย่างไร

จากนั้นเจ้าหน้าที่เอาบุคคลที่มีค่าตัว 5 แสนบาท มาอยู่กับผม ให้คนค่าตัว 5 แสนบาท จริงหรือเปล่าไม่รู้ มาหลอกให้ผมยอมรับสารภาพ

ผมอยู่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายขอขยายเวลาควบคุมตัว 3 ครั้ง พอครั้งที่ 4 พ่อแม่ผมและศูนย์ทนายความมุสลิมยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อคัดค้านการควบคุมตัวผมและเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบโดยกฎหมาย โดยใช้หลักฐานรูปถ่ายของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เข้าไปเยี่ยมผมขณะ ถูกควบคุมตัวในสัปดาห์ที่สอง ซึ่งกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ถ่ายรูปแผ่นหลังและหัวผม ซึ่งมีรอยแผลจากการถูกซ้อมประกอบคำร้อง

ศูนย์ทนายความมุสลิม แจ้งต่อศาลว่า ผมถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในวันที่ไปศาลมีเจ้าหน้าที่ทหารไปด้วย เจ้าหน้าที่บอกว่าจะไม่ขอหมายต่ออายุควบคุมต่อไปอีกแล้ว โดยไม่ได้มีการไต่สวนว่า ผมถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัว ส่วนตำรวจก็แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าคนตาย หลังจากนั้นผมก็ถูกดำเนินคดี

ในช่วงสืบพยาน เจ้าหน้าที่ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันแม้แต่น้อย มีเพียงแค่คนซัดถอด คนที่ซัดถอดผมเป็นคนที่ถูกจับก่อนหน้าผม และถูกซ้อมทรมานเหมือนกัน ตาของเขามีรอย ด้านหลังเขาโดนเผาด้วยไฟแช็ค

ในวันที่เกิดเหตุการณ์ ผมมีหลักฐานว่าผมสอนอยู่ที่โรงเรียน เพราะมีลายเซ็นการสอนทุกคาบและทุกชั้นที่ผมเข้าสอน ผมได้ออกจากคุกระหว่างการฝากขังด้วยการประกันตัวออกมา ผมโดน 2 คดี คือ คดีฆ่าตัดคอและคดีอั้งยี่ ซ่องโจร

ด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นี้แหละที่แม้ไม่มีพยานหลักฐานก็สามารถนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ผมประกันทั้ง 2 คดี ด้วยเงินประมาณ 1,600,000 บาท

สักรี สาและ
ถูกคุมตัวพร้อมอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวของทหาร

ถ้าไม่เจอเองจะไม่รู้ ผมจะเล่าตั้งแต่ต้น เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมในวันพุธที่ 19 มีนาคม 2551 ความเจ็บปวดนี้ยังอยู่ในหัว ไม่ลืม ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนมาทำร้ายพี่เรา น้องเรา พ่อเราต่อหน้า จะรู้สึกอย่างไร เรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกโต๊ะอิหม่าม 2 คน รวมทั้งผม เพื่อนและเพื่อนบ้านอีก 2 คน รวม 6 คนที่ถูกควบคุมตัวพร้อมกันในตอนเช้ามืด

วันนั้นผมนอนที่บ้านอิหม่ามยะผา ได้ยืนเสียงอาซานที่มัสยิดอื่น แต่ที่หมู่บ้าน บ้านของอิหม่ามอยู่ใกล้มัสยิด ตื่นมาจะละหมาด เห็นเต็มไปหมดแล้ว ล้อมบ้านอยู่ ไม่ต่ำ 300 คน ทั้งทหาร ตำรวจ พอออกจากบ้าน ก็ถูปืนมาจ่อแล้วสั่งให้หมอบบนถนน

ถึงตอนเช้าประมาณ 7 โมง เจ้าหน้าที่บอกว่า เชิญตัวไปโรงพักรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส อยู่ที่นั่นประมาณ 2 ชั่วโมง ถึงประมาณ 10 โมงเช้า เจ้าหน้าที่ก็พาไปที่ตัวเมืองนราธิวาส เพื่อแถลงข่าว โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลยว่า มันไม่ยุติธรรมเลย

เจ้าหน้าที่เตรียมสถานที่หนึ่ง มีท่อพีวีซี ในนั้นมีตะปูเรือใบ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า นี่ไม่ใช่ของผม เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เป็นไร แล้วให้ถ่ายรูปกับท่อนั้น แล้วข่าวก็ออกว่า เป็นคนร้ายลอบวางระเบิด ออกโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ โดยพวกเรายังไม่รู้ว่าตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว

อยู่ที่นั่นประมาณครึ่งชั่วโมง ถ่ายรูปเสร็จ ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดว่า จับคนร้ายได้พร้อมหลักฐานพร้อม จากนั้นก็กลับ ได้ยินเสียงอาซานละหมาดตอนเที่ยง เจ้าหน้าที่ก็พาไปที่หน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) 39 เข้าไปในฉก. แล้วขังอยู่ในรถขนผู้ต้องขังของตำรวจ เป็นกรงเหล็กอยู่ในนั้น 7 คน เพราะในรถมีอยู่แล้วคนหนึ่ง ชื่อซุลกุรนัย เขาโดนหนักมาแล้วทั้งคืน ถูกทุบ ถูกตี หัวแตก เลือดออก ที่แขนถูกกรีดกับมีดเห็นเนื้อแดงๆ ที่หัวเลือดออก ซักพัก ผู้คุมใน ฉก.ขึ้นมา ที่เห็นกับตาตัวเอง คือ เขาตีซุลกุรนัย เอาหัวโขกกับกรงเหล็ก

คืนแรกยังไม่มีอะไร ได้นอนหลับ นอนบนม้านั่งคนละตัว รุ่งขึ้นไม่มีอะไร มีญาติมาเยี่ยมแต่ดูได้ไกลๆ ไม่ให้คุย หลังจากละหมาดตอนค่ำเสร็จ เขาเรียกอิหม่ามไป ประมาณทุ่มครึ่งได้ยินเสียงตุ๊บตั๊บๆ หลายครั้ง ได้ยินเหมือนทุบสังกะสี มีทั้งนั้น แล้วก็ได้ยินเสียง “อัลเลาะห์ๆ โอ๊ะๆ” ถึง 4 ทุ่มครึ่ง นั่นรอบแรก แล้วเจ้าหน้าที่มาส่งขึ้นรถ ดูแล้วอาการหนัก แต่ในรถมืด ไม่มีไฟ ร้อนก็ร้อน

จากนั้นประมาณ 5 นาที ก็เอาตัวไปอีก ทหารที่เอาไปพูดว่า “มึงฆ่าเพื่อนกู” เตะไปด้วย เอาไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงทุบตีตลอด แล้วส่งกลับมาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ถึงกับคลานขึ้นรถ ห่างจากนั้นอีก 5 นาทีสั่งให้ไปอีก ตอนนั้นไม่ไหวแล้ว ถึงกับคลาน เสื้อผ้าไม่มีแล้ว เปลือย คนสั่งให้ไปดูเหมือนจะเมา พูดเหมือนเดิม “มึงฆ่าเพื่อนกู” แล้วก็เตะไปด้วย

ผมเห็นก็ขอว่า พอแล้ว อิหม่ามไม่ไหวแล้ว แต่เขาหันมาเตะผมหลายครั้ง แต่ก็สั่งให้ไปอยู่ดี อิหม่ามจะลุกก็ต้องช่วยกันยกแล้ว ไม่ทันได้ลงจากรถไป ก็ถูกถีบตกรถ จากนั้นก็ดึงขาลากไป ได้ยินเสียงทุบตลอด ถึงประมาณตีสองกว่าๆ ก็ส่งตัวกลับมา แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่ถูกเอาตัวไปด้วย ยังไม่ส่งกลับมา ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า ถูกกระทำต่างๆนานา เช่น ถูกมัดขาแล้วห้อยหัวแล้วก็เตะ จากนั้นถูกเอาถุงครอบ ทำให้หายใจไม่ออก พอทำท่าจะสลบก็เอาออก ให้นั่งบนเก้าอี้แล้วถีบ

ส่วนอิหม่ามยะผา ตอนเช้า ช่วงที่ตะวันกำลังจะขึ้น อิหม่ามขอให้ช่วยนวดหน่อย บอกว่าเจ็บไปหมดแล้ว พอประมาณ 6 โมงครึ่ง มาดูอีกทีเห็นตาเหลือกและไม่รู้สึกตัว จึงให้ลูกคนหนึ่งให้มารองตัก ช่วงนั้นเห็นพระสงฆ์เดินผ่านมา จึงเรียกพระขอให้ช่วยเปิดประตูพาไปโรงพยาบาล แต่ก็ไม่สนใจและไม่มีใครสนใจด้วยในตอนนั้น แล้วก็เรียกผู้คุมให้มาดูด้วย เขาก็มาเปิดประตูมาจับดูแล้วก็ปิดประตู ไม่สนใจ จากนั้นอิหม่ามก็เสียชีวิต

เรื่องนี้ถ้าไม่เจอกับตัวเองไม่รู้ว่า ความเจ็บปวดเป็นอย่างไร ถ้าไม่เจ็บก็ไม่รู้ ตอนที่อิหม่ามถูกทุบตี ลูก 2 คนได้แต่สะอื้น เพราะทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ขอดูอาจากพระเจ้าทั้งคืน

อยากจะบอกว่า นี่คือผลจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังไม่ชัดเจนอะไรเลย ก็โดนแล้ว ทรมานจนถึงตาย

นิเซ๊ะ นิฮะ
อดีตนักกิจกรรมในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 2535

ท่ามกลางความมืดมน จิตใจของเราคิดถึงการปกครองบนกฎหมายที่กดขี่ประชาชน แต่ด้วยความรับผิดชอบของเราทำให้เราได้มาเจอหน้ากันวันนี้ ผมได้ฟังจากวิทยากร 4 ท่านพูดนี้แล้ว ปัญหาของผมน้อยกว่ามาก

วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเล่าเรื่องให้ผู้ฟังเกิดความสงสารต่อผม แต่เป็นเวลาที่จะให้พวกเราช่วยกันคิดว่า เราจะอยู่อย่างนี้ต่อไปหรือ ตราบใดที่เรามีความรับผิดชอบต่ออัลลอฮ ตราบนั้นเราเป็นดังเสมือนคอลีฟะห์ (ผู้แทนหรือผู้สืบทอด) ที่จะให้มีการปกครองที่ยุติธรรมบนโลกใบนี้ แต่วันนี้เรายอมที่จะให้ความไม่ยุติธรรมมากดขี่เรา

วันนี้เราไม่สามารถป้องกันตัวเราเองได้ ที่สำคัญสำหรับวันนี้ เราต้องสร้างกระแสเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ ที่ผมกล้าที่เขียนข้อความคัดค้านพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ จากที่ควบคุมตัวบนกระดาษแผ่นนั้น เพราะไม่สามารถที่จะทนได้ยินเสียงคนในห้องข้างๆ ละหมาดซุฮรี(หลังเที่ยง) อ่านซูเราะห์(บท)อัลฟาติหะห์ดังมาก อีกห้องหนึ่งก็กำลังร้องให้ขณะขอดูอา(ขอพร)จากอัลลออฮ

ผมจึงคิดหาวิธีที่จะช่วยเหลือบุคคลนั้น ผมสงสารที่เขาต้องอ่านเสียงที่ดัง ผมยอมที่จะให้ผู้อื่นบอกว่า เราเป็นคนบ้า เพื่อที่จะไม่ยอมให้ความอยุติธรรมปรากฏบนพื้นแผ่นดินนี้ของเรา

ปกติเราดูอาต่ออัลลอฮในเวลาละหมาดอยู่แล้ว คือ การอ่านอายะห์(โองการ) หนึ่งในซูเราะห์อัลฟาติหะห์ ที่มีความหมายว่า “ขอให้พระองค์ทรงแนะนำเส้นทางที่เที่ยงตรง”

อะไรคือเส้นทางที่เที่ยงตรง ก็คือสิ่งที่บรรดาผู้ศรัทธา ศาสดาและสยาย ได้ทำเป็นตัวอย่าง คือการยอมที่จะรักษาอามานะห์(ความรับผิดชอบ)ต่ออัลลอฮ เสมือนคอลีฟะห์ที่ปกครองด้วยความยุติธรรมบนหน้าแผ่นดิน

อะไรคือสิ่งที่บุคคลเหล่าได้กระทำ สิ่งแรก คือ ความเสียสละ สิ่งนี้คนมุสลิมมลายูต้องวิพากษ์ตัวเองว่า เรามีความเสียสละหรือเปล่า โดยปกติเราให้คนอื่นเสียสละให้เรา เราขอความช่วยเหลือต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ทนายความมุสลิม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นต้น

เรายื่นมือช่วยเหลือคนอื่นมีหรือเปล่า วันนี้มีคนอื่นยื่นมือมาช่วยเหลือพี่น้องของเรา วันนี้เป็นเวลาที่เราต้องยื่นมือช่วยเหลือพี่น้องของเรา ไม่ใช่ยื่นมือให้คนอื่นมาช่วยเหลือเรา

ผมขอสนับสนุนพล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม (ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้) วันนี้เราเสียสละเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชนของเรา นี่เป็นปัญหาใหญ่ เราไม่มีความเสียสละเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชนของเรา

ในหมู่บ้านเดียวกัน ชาวบ้านถูกควบคุมตัว แต่บ้านข้างๆ ไม่กล้าไปเยี่ยม ผมเคยเพื่อนกับคนติดยาเสพติด บนพื้นฐานความเป็นเพื่อน พวกเขาไม่เคยลืมความเป็นเพื่อน ผมเคยอยู่กับพวกคอมมิวนิสต์ บนพื้นฐานที่เป็นสหาย พวกเขาก็จะไม่ลืมความเป็นสหาย แต่เราเป็นคนมุสลิมที่นำคำว่า ความเป็นพี่น้องติดตัวมา เรามีความเอาใจใส่ต่อพี่น้องของเรามากน้อยแค่ไหน

สิ่งนี้สำคัญมาก วันนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาบอกโชคชะตาของเราให้คนอื่นฟังพร้อมกับร้องให้ แต่เป็นเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องสิทธิของเรา สิ่งนี้ต้องการความเสียสละ เสียสละตัวของเรา เวลาและทรัพย์ของเรา แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่พอ หากเราจะรวมมือกับอัลลอฮ ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับวันนี้ แต่สิ่งสำคัญมากที่สุดคือต้องมีบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ

ผมจะไม่ยอมให้ความไม่เป็นจริงเกิดขึ้นบนพื้นดินนี้และกับตัวผมเอง เพราะหากเจ้าหน้าที่ขอขยายเวลาควบคุมผมต่อไป ผมยอมที่อดอาหารจนตาย ณ วันนี้พวกเราเองขาดความกล้าหาญ แต่เรายอมรับตัวเองว่าเป็นคนที่มีความศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮ และเรายอมให้ความเลวมาปกครองบนพื้นแผ่นดินของเรา เรายอมให้เพื่อนๆของเราร้องไห้อยู่ในห้องข้างๆ

หลังจากนี้ผมมีเป้าหมายในใจผม ผมจะชักชวน 4 คนที่อยู่บนเวทีแห่งนี้ เป็นบุคคลแถวหน้าในการต่อสู้กับความอยุติธรรม อายมากที่ให้คนอื่นต้องมาสงสารเรา อายมากที่ให้คนอื่นวาดภาพเราเหมือนแพะ คนมุสลิมมลายูต้องเป็นเสือ

วันนี้ความของผมน้อยนิดเท่านั้น เจ้าหน้าที่ดูข้อมูลผมแปลก แปลกตรงที่ว่าผมขึ้นไปเรียนที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้เข้าไปเรียน ไปขับเคลื่อนประชาชนในภาคอีสานไม่รู้กี่ที่

ผมบอกเจ้าหน้าที่ตรงๆว่า คนอิสลามไม่ใช่ปกป้องความอยุติธรรมแก่คนอิสลามอย่างเดียว คนที่ไม่ใช่คนอิสลาม คนอิสลามก็ต้องปกป้องเหมือกัน เพราะมุสลิมเป็นคอลีฟะห์ ต้องดูแลประชาติไม่เลือกว่าชนชาติอะไร และศาสนาอะไร ผมบอกอย่างนี้แก่เจ้าหน้าที่ เพราะที่มาทีไปของผมมันแปลกมาก

เจ้าหน้าที่ไปที่บ้านผมตอนตีห้าวันที่ 16 กันยายน 2554 ที่บ้านเลขที่ 32/5 หมู่ที่3 ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ผมตื่นไปเข้าห้องน้ำ หลังจากทำภารกิจเสร็จแล้วมองไปข้างนอก เห็นทหารมาปิดล้อมบ้านหมดแล้ว

จากนั้นผมก็เปิดประตูห้องน้ำ แล้วให้สลามแก่เจ้าหน้าที่แล้วก็ถามว่า มีอะไรกับผมหรือเปล่า แต่เจ้าหน้าที่ไม่ตอบ ผมก็ถามต่อว่าคุณมีธุระกับผมหรือเปล่า จากนั้นมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเรียกให้ผมไปหา ผมก็ขอละหมาดก่อน เจ้าหน้าที่อนุญาต

เมื่อผมละหมาดเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่ก็จะเข้าตรวจค้นในบ้านของผม แต่ผมบอกว่าเดี๋ยวก่อน หากคนขึ้นมาหลายๆคน ผมไม่สามารถจะควบคุมได้ เจ้าหน้าที่จึงส่งตัวแทนขึ้นไปตรวจค้น ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า จับผมเรื่องอะไร ผมขอดูหมายได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็เอาหนังสือให้ดูบอกว่า ใช้อำนาจกฎอัยการศึก แต่เกี่ยวกับคดีอะไรนั้น เจ้าหน้าที่ไม่บอก

จากนั้นเจ้าหน้าที่นำผมไปที่ ฉก.(หน่วยเฉพาะกิจ) แต่ทหารที่ฉก.ปฎิเสธว่า ไม่รู้เรื่องใดๆ ทหารในหน่วยฉก.ที่หมู่บ้านผมเป็นโคราช ผมบอกกับฉก.ว่า ผมเคยไปอยู่โคราชเป็นปีๆ ผมมีพ่อเลี้ยงที่โคราช มีตำแหน่งสูงกว่าคุณเสียอีก คนโคราชที่ผมไปช่วยเหลือนั้น อาจเป็นคุณยายของคุณก็ได้ ทหารที่ฉก.ก็บอกว่า ผมไม่รู้เรื่องไม่รับรู้เรื่องที่จับตัวผมมา เพราะเป็นหน่วยของแม่ทัพ

หลังจากเขียนประวัติที่ฉก. แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เข้าไปที่ศูนย์เสริมสร้างสมานฉันท์ สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่ซักถามผม เรื่องคดีฆ่าคน บอกว่าผมเป็นคนยิงคนในเขตเมืองปัตตานี ผมบอกว่า ถ้าอย่างนั้นคุณเอาพยานหลักฐานมาว่าอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่บอกว่า มีคนซัดทอด ถ้าอย่างนั้นคุณเอาคนซัดทอดมาเจอผม

เจ้าหน้าที่ก็บอกอีกว่า ผมเป็นคนวางแผนวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมตกใจมาก แต่สุดท้าย เจ้าหน้าที่บอกว่า น่าจะเป็นผู้ปฎิบัติการในจังหวัดปัตตานี น่าจะเป็นผู้ประสานงานปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากนั้นผมบอกว่า ถ้าคุณซักถามโดยไม่มีข้อมูลอย่างนี้ ผมจะไม่คำตอบใดๆทั้งสิ้น หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่บอกว่า ทางค่ายอิงคยุทธบริหารบอกว่าคุณไม่มีอะไร เราจะส่งคุณกลับบ้าน

ขณะที่จะส่งผมกลับบ้าน ก็มีทหารชุดคุ้มครองจากปากาฮารังและทหารจากอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี มาควบคุมตัวผมไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่ศูนย์พิทักษ์สันติ เจ้าหน้าที่ก็ซักถามผมเหมือนเดิม ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่า หากยังซักถามเหมือนเดิม ก็ให้ไปเอาคำตอบที่ผมให้กับทหาร ปรากฏว่าทหารไม่ให้ข้อมูลกับตำรวจ

จากนั้นเจ้าหน้าที่นำภาพต่างๆ มาให้ผมดู แล้วก็ถามผมว่า คุณเคยติดต่อกับคนที่อยู่ในรูปภาพหรือเปล่า ผมบอกคำเดียวว่า หากผมจะถูกทรมานบนแผ่นดินนี้ หรือในคุกแห่งนี้ ที่มีกฎหมายที่ฟิตนะห์(ใส่ร้ายป้ายสี) ผมยอม แต่คุณไม่สามารถที่จะขังจิตวิญญาณผมได้ ผมยืนยันอย่างนั้น คุณจะเอาตัวผมไปขังได้ แต่คุณไม่สามารถขังจิตวิญญาณของผมได้

ที่ศูนย์พิทักษ์สันติก็มีเจ้าหน้าที่ที่ดีๆ เราต้องยกย่องเขาเหมือนกัน เจ้าหน้าที่บอกว่า หนูไม่รู้จะซักพี่อะไรดี ผมสงสัยว่า เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งจะยืนขอขยายเวลาควบคุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่ที่ซักถาม บอกว่าไม่รู้ว่าจะซักถามอย่างไรดี มันเป็นเรื่องแปลก

เราต้องคิดเสมอว่า ผู้ที่จะปกป้องความจริงต้องมีความเสียสละอย่างสูง ต้องมูญาหาดะห์ (ปฏิบัติในสิ่งเรียนรู้)

วันที่ดีอย่างวันนี้ วันแรกที่เราจะต้องร่วมมือกันเพื่อประชาชนของเรา เพื่อปกป้องความชั่วร้ายต่างๆ บนแผ่นดินนี้ การร่วมเป็นหนึ่งเดียวของเรานั้น ไม่ใช่จะไปกดขี่คนอื่น แต่เพื่อปกป้องสิทธิต่างๆของเรา แต่ต้องร่วมมือกัน

หากวันนี้เรากลับบ้านไปโดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แสดงว่า เรายอมที่จะให้สิ่งที่ชั่วร้ายปรากฏบนแผ่นดินของเรา แสดงว่าเรายอมให้มีกฎหมายที่กดขี่พี่น้องของเรา หลังจากนี้ผมจะเป็นอย่างไรผมขึ้นอยู่กับอัลลอฮ

นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา
ผมเคยโดยหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าพี่น้องเคยได้ยินเรื่อง 7 มือระเบิดฆ่าจ่าเพียง ผมคือหนึ่งในนั้น ผมจะเล่าก่อนที่ผมจะออกมาเสียสละตัวเองอย่างนี้ว่า ตอนผมเรียนมัธยม เคยดูเรื่องเหตุการณ์ที่บ้านกูจิงลือปะ ชาวบ้านโดนหมาย พอผมเรียนปี 1 ผมทำกิจกรรมด้วย ผมขึ้นไปกรุงเทพบ่อยมาก เคยออกข่าวกับรัฐมนตรีช่วยกระทรวงหนึ่ง

วันหนึ่งผมอยู่ที่ร้านอาหารที่สงขลา มีเจ้าหน้าที่มาเชิญผมไปซักถาม เจ้าหน้าที่บอกว่าคุณมีหมายจับอยู่ที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ผมจำได้ว่า ผมไม่เคยไปอำเภอบังนังสตา เพื่อความแน่ใจ ผมก็ถามพ่อผมว่า ตอนผมเป็นเด็กๆผมเคยไปหรือเปล่าที่อำเภอบันนังสตา พ่อผมบอกว่า พ่อเองก็ไม่เคยไป

เจ้าหน้าที่พาผมไปที่ยะลา แล้วเอารูปภาพต่างๆ ให้ผมดู ถามว่ารู้จักคนในรูปหรือเปล่า ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า ตกลงผมโดนข้อหาอะไร เจ้าหน้าที่ตอบว่าฆ่าจ่าเพียร ผมก็ถามต่อว่า จ่าเพียรตายวันไหน เจ้าหน้าที่ตอบว่า 10 มีนาคม 2553 ผมนึกได้ว่า วันที่ 10 - 12 มีนาคม 2553 ผมอบรมเรื่องโรงเรียนสันติภาพของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดภาคใต้ ที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา จังหวัดสงขลา แต่เจ้าหน้าที่ออกข่าวไปแล้วว่ามีชื่อผมเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าจ่าเพียร

ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่เคยไปที่อำเภอบันนังสตา และผมเป็นนักศึกษาที่เรียนด้านรัฐศาสตร์ พอโดนอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าอยากจะต่อต้านรัฐด้วยทันที การที่รัฐยังบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อาจส่งผลให้รัฐสร้างผู้บริสุทธิ์ให้กลายเป็นผู้ต่อต้านรัฐอย่างถาวร