ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 18, 2012

จากโลกด้านใน:แมลงวันตอมแมลงวัน

ที่มา Thai E-News

 



บาง ทีคนทำสื่อหลายคน และเจ้าของสื่ออาจจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าได้ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตน หากกล่าวว่า เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แม้จะไม่แน่ชัดว่า หมายถึงใคร 

โดย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
ที่มา เว็บไซต์ mediainsideout
ภาพประกอบ ไทยอีนิวส์ บทความดั้งเดิมชื่อ "โลกด้านใน"

การเกิดขึ้นของกลุ่ม Media Inside Out  หรือ  MIO ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องสั่นสะเทือนวงการสื่อ เพราะเอ็มไอโอที่มีผู้เรียกให้ฟังดูรื่นเริงว่า "เมี้ยว" หรือ "เหมียว"  เหมือนเสียงร้องของแมวนั้น  เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ประกอบด้วย คนทำงานสื่อ ทั้งนักข่าว นักแปล นักเขียน รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อที่ไม่ได้มีอิทธิพลอันใด นอกจากอาจจะคิดต่างไปบ้างกับคนทำงานในวงการสื่อปัจจุบัน ที่ควรจะเป็นเรื่องปกติ
แม้แต่เสียง "เมี้ยว" นี้ หากแว่วไปถึงหูผู้ใดให้รู้สึกว่า อยากจะหยุดฟังบ้าง ก็ควรเป็นเรื่องปกติเช่นกัน
ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่คนในวงการสื่อกลุ่มหนึ่งรวมถึงผู้เขียนเห็นว่า คนในวงการสื่อกลุ่มใหญ่มองข้าม หมายความว่า อาจจะเห็นแต่มองข้ามเพราะถือว่าไม่สำคัญก็คือ ความเท่าทันสื่อหรือความเท่าทันตัวเองของคนทำสื่อเอง
ในความเป็นจริง คนทำสื่อส่วนมากไม่ค่อยมีโอกาสย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองมากนัก  เพราะเหตุจากงานประจำรายวัน เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความเร่งรีบ ต้องแข่งกับเวลาอย่างแท้จริง  เมื่อทำงานด้วยความเร่งรีบจนหมดชั่วโมงทำงาน  ถึงบ้านก็หมดแรง แทบไม่มีเวลาค้นคว้าหาความรู้ใดๆ เพิ่มเติม
ข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่ได้มาจึงมักไม่พ้นข้อมูลความรู้ที่ได้มาจากแหล่งข่าวหลัก ในการสัมภาษณ์รายวัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งข่าวที่เรียกกันว่า แหล่งข่าวระดับสูง หรือผู้มีตำแหน่งแห่งที่ระดับสูงในวงการต่างๆ
สัมภาษณ์กันมากๆ บ่อยๆ  คนทำสื่อก็อาจกลายเป็นคนสนิทของแหล่งข่าวนั้น  เป็นพีอาร์ประจำตัวของแหล่งข่าวนั้น หรือเป็นผู้ปล่อยข่าวให้กับแหล่งข่าวนั้นๆ  ซึ่งถ้ามองด้วยทัศนะของคนทำสื่อหลายๆ คนในยุคปัจจุบันว่า สื่อไม่จำเป็นต้องวางตัวเป็นกลาง  นี่ก็มิใช่เรื่องผิดจริยธรรมในระดับคอขาด แต่มันหมายความว่า คนทำสื่อนั้นๆ ควรต้องตระหนักว่า ตนกำลังนำเสนอเรื่องใดในกรอบคิดหรือฐานคิดใดอยู่  และควรต้องตระหนักด้วยว่า ฐานคิดของตน เป็นเพียงฐานคิดหนึ่งในหลายๆ ฐานคิดที่มีอยู่มากมายหลากหลาย
คนทำสื่อควรต้องตระหนักอย่างจริงจังว่า  มิได้มีความคิดที่ถูกต้องเพียงชุดเดียวในโลก   เรื่องของความคิดไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์เหมือนน้ำเดือดที่อุณหภูมิ ๑๐๐ องศาเซลเชียส  แต่เป็นความคิดที่สัมพันธ์กับบริบทแวดล้อมต่างๆ ของผู้คิด  เช่น  กระสอบข้าวสารหนักหนึ่งกิโลสำหรับชายฉกรรจ์ร่างกำยำหนักหกสิบกิโล ย่อมไม่หนักในความคิดของเขา  แต่มันจะหนักมากสำหรับหญิงชราผู้มีน้ำหนักเพียงยี่สิบหกกิโลกรัม และกำลังป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ
ในทำนองเดียวกัน  นักการเมืองคนหนึ่งที่เลวมากเพราะคอรัปชั่นมากเหลือเกินในทัศนะของเรา  จึงอาจเป็นนักการเมืองหรือผู้แทนที่ดีของคนอีกกลุ่มได้  เพราะเขาทำให้คนอีกกลุ่มมีชีวิตที่ดีขึ้นในทัศนะของคนกลุ่มนั้น  ซึ่งไม่ได้แปลว่า คนกลุ่มนั้น  ถูกซื้อตัว หรือยอมรับคอรัปชั่น  โดยเฉพาะเมื่อคนกลุ่มนั้นตั้งคำถามกลับไปเหมือนกันว่า แล้วสิ่งที่พวกท่านทำไม่ต่างกันเลย  จะ เรียกว่า คอรัปชั่น หรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
อันที่จริง  ความเข้าใจว่า  เรื่องแต่ละเรื่องมีคำอธิบายได้หลายชุด  เป็นความรู้ระดับพื้นฐานมากใน โลกสากล  แต่ดูเหมือนจะยังเป็นเรื่องชวนงงในสังคมไทย  โดยเฉพาะสังคมสื่อไทยที่มุ่งมั่นในการทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้าน และส่องตะเกียงเพื่อ "หาคนผิดคนเดียวนั้นให้พบ"   ซึ่งอาจเป็นความเคยชินที่ได้รับการปลูกฝังมาจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของ สื่อไทยในยุคเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ก็ได้
ผู้เขียนไม่คิดว่า คนทำสื่อไทยเป็นคนเลวหรือ โง่  แต่อยากจะตั้งข้อสงสัยว่า  บางที อาจเป็นความไม่รู้เท่าทันตัวเองและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากไม่มีเวลาศึกษา  และบ้างก็ไม่ให้คุณค่าการศึกษาเท่าการปฏิบัติ เพราะติดกับดักความเชื่อว่า การศึกษาทำให้คนอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำงานไม่เป็น  คนทำสื่อจำนวนหนึ่งจึงไม่เห็นโครงสร้างสังคมที่ซับซ้อนกว่าวันวานจริงๆ เพราะ มีเพียงความรู้ชุดเดิมเกี่ยวกับสภาพสังคมและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ  ซึ่งส่งผ่านกันมาตั้งแต่ยุคเผด็จการเมื่อหลายทศวรรษก่อน
ประจักษ์พยานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น กรณีที่สื่อมักอ้างว่า ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ โดยขาดความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความหมายของประชาชน  เช่น มิได้ตระหนักว่า ประชาชนมีหลายกลุ่มหลายเหล่า และเอาเข้าจริงๆ แล้วสื่อก็อาจมิได้กำลังรับใช้ประชาชนส่วนใหญ่เท่ากับรับใช้ผลประโยชน์ ประชาชนกลุ่มของตัวเอง ซึ่งมิใช่เรื่องผิดปกติ หรือสมควรประณามหยามเหยียด เพราะประชาชนทุกกลุ่มต่างก็ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตน และเพราะการเมืองก็คือเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์  มิใช่การปฏิบัติธรรม แต่มันหมายความว่า สื่อควรรู้เท่าทันตัวเองตรงนี้ด้วย 
หรือบางทีคนทำสื่อหลายคน และเจ้าของสื่ออาจจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าได้ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตน หากกล่าวว่า เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แม้จะไม่แน่ชัดว่า หมายถึงใคร
หลายคนกล่าวว่า สังคมไทยแตกแยกหาทางลงไม่ได้อย่างทุกวันนี้เป็นเพราะการยั่วยุของสื่อ  ผู้เขียนไม่เห็นด้วยและไม่ขอประณามสื่อว่า เป็นต้นเหตุ เพราะเป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป  แต่ก็มีความเห็นว่า สื่อเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น  ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่ม MIO ถือกำเนิด
น่าสนใจที่จะพิจารณาว่า สื่อมีบทบาทอย่างไรกับความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งความจริงเป็นเรื่องปกติของสังคมโลก แต่เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย  น่าสนใจว่า สื่อกำลังจัดวางวาระใดให้กับสังคม  ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา เพื่อโน้มนำสังคมไปสู่สังคมประชาธิปไตยอย่างราบรื่น หรือเพื่อโน้มนำสังคมให้ยึดติดในขนบเดิม  หรือสื่อไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากทำธุรกิจของสื่อเพื่อประโยชน์ของสื่อเท่านั้น ? สื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีหลักคิดใดที่มากกว่าความเชื่อและอารมณ์หรือไม่   สื่อใช้เครื่องมือใด อย่างไรในการโน้มน้าวสังคม  การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสื่อมีผลต่อการทำงานของสื่ออย่างไร สื่อยังคงสามารถชี้นำสังคมได้ไหม จะชี้นำไปสู่ทิศทางใด และสัมพันธ์กับสื่อต่างๆ ในโลกอย่างไร
ประเด็นเหล่านี้น่าสนใจ แต่บางทีคนทำสื่อหลายคนอาจไม่ทันได้คิด เพราะงานอันเร่งรีบประจำวันไม่เปิดโอกาสให้ได้คิดมากนัก